ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

นโยบาย-กฎหมาย อาเซียน ผลกระทบต่อ SMEs ไทย

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07010150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

SMEs ก้าวทัน AEC

นโยบาย-กฎหมาย อาเซียน ผลกระทบต่อ SMEs ไทย

สสว. เผยผลการศึกษา “ผลกระทบของนโยบายและกฎหมาย ของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ต่อ SMEs ไทย” หวังเสนอแนวทางกำหนดนโยบายและพัฒนากฎหมายไทยให้ทันสถานการณ์และเอื้อต่อการค้าการลงทุนก่อนการก้าวเข้าสู่ AEC

ดร.อิสรา ภูมาศ ที่ปรึกษาสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาล และ สสว. มุ่งส่งเสริมยกระดับความสามารถ รวมทั้งบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่มีต่อ SMEs ด้วยการสนับสนุนข้อมูลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ SMEs เท่าทันกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะมาถึงในปี 2558 นี้

สสว. จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาผลกระทบของนโยบายและกฎหมายของประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีต่อ SMEs ไทย เพื่อศึกษาเกี่ยวกับนโยบายและกฎหมายของประเทศสมาชิกอาเซียน ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจและการส่งเสริม SMEs ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย

รวมทั้งเสนอแนะแนวทางในการกำหนดนโยบายและการพัฒนากฎหมายที่สำคัญของไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจของ SMEs ไทย ในประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้ AEC

สำหรับการดำเนินโครงการนี้มุ่งศึกษาในกลุ่มสมาชิกอาเซียนจำนวน 10 ประเทศ โดยมีผลการศึกษาดังนี้

บรูไน

รัฐบาลได้ประกาศแผนพัฒนาประเทศในระยะยาวฉบับแรก คือ “วิสัยทัศน์บรูไน ปี 2578 หรือ Vision Brunei 2035″ ด้วยการนำพาเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาน้ำมัน ไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายให้บรูไนขึ้นติดอันดับ TOP 10 ของประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูงสุดในโลก ภายในปี 2578

นโยบายด้านการค้าการลงทุน รัฐบาลได้มีการเปิดเสรีทางการค้าการลงทุนมากขึ้น โดยอนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างประเทศเกือบทุกสาขา และอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกสาขา ยกเว้นอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศและที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติ ที่ยังต้องมีผู้ถือหุ้นในประเทศอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ในสาขาเกษตร ประมง และแปรรูปอาหาร

โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การลงทุนเกี่ยวกับการผลิต ปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำ และสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้พลังงานของบรูไน แต่สิ่งที่เป็นข้อจำกัด คือ มาตรการเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร เนื้อสัตว์ ต้องเป็นสินค้าฮาลาลเท่านั้น ส่วนที่ต้องมีการขอใบอนุญาตนำเข้า ได้แก่ อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม เครื่องมือแพทย์ เคมีภัณฑ์ พืช และสัตว์มีชีวิต

กัมพูชา

รัฐบาลได้มีการปรับเปลี่ยนมาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี โดยเตรียมการปฏิรูปทั้งโครงสร้างและเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งเศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลได้มุ่งขยายปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเกษตร และอุตสาหกรรม รวมทั้งข้อได้เปรียบในการแข่งขันกับทั้งในภูมิภาคและระดับนานาประเทศ

นอกจากนี้ ยังมุ่งปรับสภาพแวดล้อมในการลงทุน เพิ่มการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มการฝึกฝนความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งการสร้างเขตอุตสาหกรรมและเขตส่งออกที่มีโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่มีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับนโยบายการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศควบคู่ไปกับการรับความช่วยเหลือจากนานาชาติ

นโยบายด้านการค้าการลงทุน เนื่องจากกัมพูชาไม่สามารถผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเพียงพอ จึงต้องอาศัยการนำเข้าเป็นหลัก โดยมีนโยบายการค้าเสรีไม่มีข้อกีดกันทางการค้า มีเพียงห้ามการนำเข้าสินค้าบางประเภทที่กระทบกับความมั่นคง สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม และการควบคุมสินค้าส่งออก ที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนส่งออกจากประเทศ คือ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ และข้าว นอกจากนี้ มีข้อกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าต้องชำระภาษีนำเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่นๆ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด

อินโดนีเซีย

รัฐบาลได้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานและกระตุ้นการค้าการลงทุนภายในประเทศ โดยให้ความสำคัญในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมการส่งออกสินค้าสำคัญ รวมถึงปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อดึงดูดการลงทุน แต่ยังมีการปกป้องตลาดภายในประเทศ โดยการออกกฎระเบียบที่มีลักษณะกีดกันการนำเข้าและการจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายที่มีการนำเข้าอย่างผิดกฎหมาย โดยกำหนดสินค้าสำคัญ 5 กลุ่มคือ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และของเด็กเล่น ซึ่งกำหนดให้นำเข้าเฉพาะท่าเรือและท่าอากาศยานที่กำหนดไว้เท่านั้น

นโยบายด้านการค้าการลงทุน ต้นปี 2555 BKPM ได้ออกมาตรการใหม่เพื่อกระตุ้นการลงทุนในอินโดนีเซีย โดยให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่นักลงทุนใน 129 สาขา เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำให้มีการใช้ทรัพยากรในประเทศเป็นวัตถุดิบและลดการนำเข้าสินค้าบริโภคขั้นสุดท้าย เช่น การเพาะปลูกพืช การทำเหมืองแร่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อิเล็กทรอนิกส์ ยา และอาหาร

อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังมีการกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้าหลายมาตรการ เช่น การห้ามนำเข้า การออกใบอนุญาตนำเข้า ด้านสุขอนามัย รวมถึงการขึ้นทะเบียนอาหารและยา

ลาว

เริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจเสรีเมื่อปี 2529 โดยการใช้นโยบาย “จินตนาการใหม่” ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศมากขึ้นและในปี 2554-2558 ซึ่งอยู่ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 ที่มุ่งลดอัตราความยากจน การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาสหัสวรรษ และเตรียมความพร้อมสำหรับการรวมตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยตั้งเป้าหมายจะพาตนเองออกจากบัญชีรายชื่อประเทศพัฒนาน้อยที่สุดให้ได้ในปี 2563

และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลได้มีการดำเนินมาตรการหลายประการ ทั้งการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลายเขต ส่งผลให้จะต้องมีการวางระบบสื่อสาร ระบบคมนาคมขนส่ง ระบบสายไฟฟ้า ฯลฯ แผนการพัฒนาระบบการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ แผนพัฒนาการทำเหมือง รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นโยบายด้านการค้าการลงทุน แม้ว่ารัฐบาลต้องการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ แต่นักลงทุนต่างชาติยังประสบปัญหาสำหรับการลงทุนในลาว เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่เพียงพอ เส้นทางคมนาคมขนส่งภายในประเทศยังไม่ดี นโยบายของรัฐบาลกลางกับนโยบายของแต่ละแขวงอาจยังไม่สอดคล้องกันในทางปฏิบัติ แรงงานที่มีทักษะและมาตรฐานสำหรับบางอุตสาหกรรมยังมีจำนวนน้อย ขาดแคลนแรงงาน ฯลฯ

ส่วนมาตรการทางการค้าสำคัญ ประกอบด้วย สินค้าห้ามนำเข้า 8 รายการ ได้แก่ ปืนและอาวุธสงคราม เมล็ดฝิ่น กัญชา โคเคนและส่วนประกอบ เครื่องมือหาปลาแบบดับศูนย์ เครื่องจักรดีเซลใช้แล้ว ตู้เย็น ตู้แช่ สินค้าใช้แล้ว ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ สารเคมีอันตราย

สินค้าห้ามส่งออกมีทั้งหมด 4 รายการ ฝิ่นและกัญชา ปืนและอาวุธ ไม้ซุง และวัตถุโบราณ นอกจากนี้ ยังมีสินค้าต้องขออนุญาตนำเข้า 18 รายการ และอนุญาตส่งออกอีก 9 รายการ

มาเลเซีย

วิสัยทัศน์ 2020 ของมาเลเซีย กำหนดอนาคตว่า จะต้องเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ในปี 2020 และได้วางนโยบายวิสัยทัศน์แห่งชาติ มุ่งสร้างให้ประเทศมีความยืดหยุ่นคงทนและมีความสามารถในการแข่งขัน โดยให้ความสำคัญต่อการเติบโต ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม ซึ่งเน้นการลงทุนที่มีการค้นคว้า วิจัย และเทคโนโลยีสูง

ปัจจุบัน รัฐบาลมาเลเซียได้ใช้นโยบาย New Economic Model (NEM) ซึ่งให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าเพื่อพัฒนาประเทศตามศักยภาพที่แท้จริง และมีแนวคิดจะยกระดับเศรษฐกิจของมาเลเซียไปสู่ระดับ High Income

นโยบายด้านการค้าการลงทุน ภายใต้แผนพัฒนามาเลเซีย ปี 2551-2563 ได้กำหนดสาขาเศรษฐกิจหลักแห่งชาติ 12 สาขา เพื่อเป็นสาขานำในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซและพลังงาน ปาล์มและน้ำมัน บริการทางการเงิน ท่องเที่ยว บริการทางธุรกิจ อิเล็กทรอนิกส์ ค้าส่งและค้าปลีก การศึกษา บริการสุขภาพ สื่อสารโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน เกษตร และการลงทุนในเขตพัฒนาการทางเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเสรีภาคบริการด้วยการยกเลิกข้อบังคับที่ต้องมีชาวภูมิบุตรถือครองหุ้นร้อยละ 30 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูปนโยบาย NEM และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ โดยอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ในสาขาบริการย่อย 27 สาขา ครอบคลุมบริการด้านการท่องเที่ยว สุขภาพ เทคโนโลยีสารสนเทศ และขนส่ง รวมถึงการลงทุนในศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค ศูนย์จัดซื้อสินค้าระหว่างประเทศ และการทำธุรกิจเหมืองแร่

ขณะเดียวกัน ยังมีการคลายข้อกำหนดการถือหุ้นของต่างชาติและเงื่อนไขด้านการส่งออกในการลงทุนด้านการผลิตอีกด้วย อย่างไรก็ดี รัฐบาลมาเลเซียยังคงอำนาจในการอนุมัติการลงทุนจากต่างชาติไว้ค่อนข้างสูง เพราะต้องการลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจากภายนอก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

พม่า

ดำเนินนโยบายในการเปิดประเทศมากขึ้น มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการส่งเสริมการลงทุนแห่งสหภาพพม่า ให้ทำหน้าที่พิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนจากต่างชาติ โดยมีคณะกรรมการการลงทุนจากต่างประเทศเป็นผู้พิจารณาโครงการลงทุนในเบื้องต้น ซึ่งรูปแบบการลงทุนที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล มี 2 รูปแบบ คือ 1. การลงทุนที่ชาวต่างชาติถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ 2. การร่วมทุน ซึ่งแบ่งเป็น การร่วมทุนกับรัฐบาลพม่า โดยนักลงทุนต่างชาติสามารถเจรจาขอร่วมลงทุนได้มากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าเงินลงทุนรวม และการร่วมทุนกับเอกชนพม่า ซึ่งนักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในสัดส่วนน้อยกว่า 35 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในลักษณะที่เป็น BOT (Build Operate and Transfer) ในธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ส่วนการลงทุนที่เป็น PSC (Product Sharing Contract) อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนเฉพาะด้านการสำรวจและขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติออกมาใช้ประโยชน์เท่านั้น

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ยังเป็นอุปสรรคสำหรับการลงทุนในพม่า คือ ความไม่มั่นคงในด้านนโยบายและกฎระเบียบ ความเข้มงวดต่อการทำธุรกรรมทางการเงินของบริษัทต่างชาติ ระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ ระบบการดำเนินธุรกิจยังไม่ได้รับการพัฒนาและขาดทักษะ แต่จากการที่ทุกภาคส่วนของพม่าตื่นตัวกับสัญญาณการพัฒนาเศรษฐกิจในครั้งนี้ รัฐบาลพม่าจึงออกมาตรการและแผนงานต่างๆ เช่น แผนการปฏิรูประบบภาษีอากร ความร่วมมือกับภาคเอกชน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจภายใน 10 ปี และออกนโยบายส่งเสริม SMEs เป็นต้น

ฟิลิปปินส์

แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ คือการบริโภคในประเทศ การขยายตัวด้านการส่งออกและการลงทุน รวมถึงการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยมีแผนการพัฒนาสำหรับปี 2554-2559 ด้วยมาตรการการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน สร้างความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาทั้งด้านภูมิศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และที่ดิน ฯลฯ โดยรัฐบาลปัจจุบันยังให้ความสำคัญต่อการเร่งรัดพัฒนาภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะการเพิ่มผลผลิตข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภคและลดการนำเข้า

นโยบายด้านการค้าการลงทุน รัฐบาลมีนโยบายเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อระดมทุนในการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ และเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนโดยการอำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนการดำเนินธุรกิจให้มีความสะดวกรวดเร็วขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการลงทุน โดยสนับสนุนกลไกความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น การก่อสร้าง รถไฟฟ้า ท่าอากาศยาน และพลังงาน

แต่มาตรการที่จะเป็นอุปสรรคทางการค้าที่สำคัญ เช่น การอนุญาตนำเข้า การห้ามนำเข้า การตอบโต้การทุ่มตลาด การปกป้อง และการสุขอนามัยพืชและสัตว์

สิงคโปร์

ด้วยข้อจำกัดทั้งขนาดของพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลสิงคโปร์จึงให้ความสำคัญกับภาคการค้าและบริการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยสนับสนุนและส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทั้งด้านการค้า การลงทุน การเงิน ระบบสาธารณูปโภค ระบบการคมนาคมขนส่ง รวมทั้งมีท่าเรือน้ำลึกและการบริหารจัดการที่รวดเร็ว ส่งผลให้สิงคโปร์คงความเป็นตลาดเสรี เป็นศูนย์กลางของธุรกิจโลกทั้งด้านการค้า การลงทุน และการเงิน

นโยบายด้านการค้าการลงทุน เพื่อจูงใจให้มีการค้าการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมายกับนักลงทุนต่างชาติและส่งเสริมให้ไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น ไม่เรียกเก็บ Capital Gain Tax อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเพียงร้อยละ 17 และใช้ระบบ Single Tier System คือจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลถือเป็นภาษีสุดท้าย ฯลฯ

อย่างไรก็ดี ยังมีกิจการที่รัฐบาลไม่อนุญาตให้ต่างชาติลงทุน ได้แก่ ธุรกิจด้านกฎหมาย การประกอบอาชีพทนายความ กิจการที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์มีความเข้มงวดกับมาตรการสุขอนามัยของสินค้าที่นำเข้าเพื่อจำหน่ายและบริโภคในสิงคโปร์มาก

ส่วนปัญหาและอุปสรรคทางการค้าของไทย คือ รัฐบาลสิงคโปร์อนุญาตให้แรงงานไทยเข้าไปทำงานในภาคบริการ ซึ่งจะมีการให้ใบอนุญาต 3 แบบ คือ 1) E Pass ใบอนุญาตทำงานระดับวิชาชีพ และระดับบริหาร 2) S Pass ใบอนุญาตทำงานสำหรับแรงงานฝีมือระดับกลาง 3) Work Permit ใบอนุญาตทำงานประเภทกึ่งฝีมือและแรงงานมีฝีมือน้อย ซึ่งในส่วนนี้ ไทยได้รับอนุญาตให้ทำงานเพียง 3 สาขา จากจำนวน 5 สาขาที่อนุญาตให้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงาน คือ ก่อสร้าง อู่ต่อเรือ และงานรับใช้ในบ้าน และไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในการผลิตและบริการ

ไทย

มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ตลาดในประเทศตื่นตัว แรงงานมีฝีมือ มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งที่ทันสมัย การคมนาคมและโครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้า

นโยบายด้านการค้าการลงทุน รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายโดยมุ่งเน้นการเปิดเสรีและส่งเสริมการค้าเสรี ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศที่นำไปสู่การพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างจริงจัง โดยได้รับการจัดอันดับจากผลสำรวจนานาชาติให้เป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่น่าดึงดูดที่สุดแห่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและชักจูงอุตสาหกรรม 6 สาขาหลัก ได้แก่ เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร พลังงานทดแทน ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แฟชั่น และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมบันเทิง บริการเพื่อสุขภาพและการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ออกนโยบายเร่งส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ด้วยการปรับปรุงกฎ ระเบียบ และปฏิรูปกฎหมายหลายฉบับเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้า แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรการจำกัดการเข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งต้องเร่งแก้ไขให้เป็นไปตามพันธกรณีที่ตกลงไว้ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการทางการค้าและมาตรการที่มิใช่ภาษีที่ใช้สำหรับปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค แต่ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีอาเซียนมาตรการทางการค้าของไทยส่วนใหญ่ได้ถูกขจัดไปหมดแล้วเมื่อปี 2553 ยกเว้นสินค้าบางรายการที่เป็นสินค้าอ่อนไหวสูงเช่นเดียวกับประเทศสมาชิกอื่นๆ

เวียดนาม

รัฐบาลประกาศใช้นโยบายทางเศรษฐกิจ “โด่ย เหมย” โดยกำหนดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ 6 ประการ เพื่อยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การกระจายอำนาจบริหารแก่ภาคธุรกิจและท้องถิ่น ระบบเศรษฐกิจเสรี อัตราการแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยเป็นไปตามกลไกตลาด ให้สิทธิครอบครองที่ดินในระยะยาวและเสรีการซื้อขายสินค้าเกษตร เพิ่มบทบาทภาคเอกชน เปิดเสรีการลงทุน โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะเวลา 10 ปี (2554-2563) กำหนดเป้าหมายที่จะทำให้เวียดนามเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัยภายในปี 2563

นโยบายด้านการค้าการลงทุน เน้นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรี ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเวียดนามประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ รัฐบาลมีการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบทางการค้าและการลงทุนให้เกิดความคล่องตัว สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น และปรับเปลี่ยนนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ จากกิจการร่วมทุนมาเป็นกิจการที่ลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมดมากขึ้น โดยภาคธุรกิจที่รัฐบาลเวียดนามให้การสนับสนุน ได้แก่ การท่องเที่ยว การขนส่ง โลจิสติกส์และการบริการท่าเรือ และภาคการเกษตร รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ นอกจากนี้ เวียดนามยังเตรียมการปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีอย่างจริงจังเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ AEC

สำหรับมาตรการของเวียดนามที่อาจส่งผลกระทบต่อไทย คือ ระเบียบการควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับสินค้าอาหารที่มีแหล่งกำเนิดจากพืช เนื่องจากครอบคลุมผลไม้สดของไทย

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

โฉมหน้าทีมแชมป์ “สุดยอดจานเด็ดบึงกาฬ”

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

รายงานพิเศษบึงกาฬ

โฉมหน้าทีมแชมป์ “สุดยอดจานเด็ดบึงกาฬ”

นอกจากบรรยากาศคึกคักและจำนวนผู้เข้าร่วมงานล้นหลามเป็นประวัติการณ์ในงาน “วันยางพาราบึงกาฬ RUBBER DAY 2012″ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 ธันวาคม 2555 ที่จังหวัดบึงกาฬแล้ว กิจกรรมสำคัญบนเวทีกลางที่สร้างสีสัน และเปิดมิติใหม่ให้กับการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนพัฒนาทักษะการทำอาหาร นั่นคือ

การจัดการแข่งขันชิงแชมป์ “สุดยอดจานเด็ดบึงกาฬ” โดย ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี ร่วมกับ จังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อส่งเสริมทักษะในการทำอาหาร สนับสนุนให้เกิดเมนูใหม่ประจำจังหวัดบึงกาฬ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว

ทีมงานของ มติชน อคาเดมี จึงจัดทำโครงการแข่งขัน “สุดยอดจานเด็ดบึงกาฬ” กำหนดกติกา วิธีการแข่งขัน ตลอดจนการให้คะแนนอย่างมีมาตรฐาน ไม่ต่างไปจากการแข่งขันของเชฟระดับชาติเลยทีเดียว

โดยทีมผู้เข้าแข่งขันประกอบด้วย 8 ทีมที่เป็นตัวแทนจากทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดบึงกาฬ ได้แก่ อำเภอเมือง, อำเภอปากคาด, อำเภอบึงโขงหลง, อำเภอพรเจริญ, อำเภอศรีวิไล, อำเภอบุ่งคล้า, อำเภอเซกา และ อำเภอโซ่พิสัย

วันที่ 13 ธันวาคม 2555 ยังไม่มีการแข่งขัน แต่ได้เชิญตัวแทนของทั้ง 8 ทีมมาร่วมประชุมชี้แจงกติกา โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม หรือ เชฟพงษ์ศักดิ์ และ เชฟจารึก ศรีอรุณ ได้อธิบายรายละเอียดว่า จะเป็นการแข่งขันแบบเก็บคะแนนรวม 3 วัน ในแต่ละวัน ทีมผู้เข้าร่วมแข่งขันต้องปรุงอาหารตามโจทย์และวัตถุดิบที่กำหนดให้ แต่ละทีมมีสมาชิกได้ 3 คน และสามารถเตรียมเครื่องปรุงพิเศษ หรือวัตถุดิบพิเศษสำหรับการทำอาหารหรือตบแต่งมาได้เอง

พร้อมกับให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแข่งขันที่ต้องมีกำหนดเวลาในแต่ละช่วงอย่างชัดเจน

เริ่มการแข่งขันในวันที่ 14 ธันวาคม 2555 ในหัวข้อ “บึงกาฬจานแซบ” โจทย์ที่ผู้แข่งขันต้องทำคือ ปรุงอาหารแบบ “ปรุงตามเชฟ” ใน 2 เมนู นั่นคือ ทอดมันปลาเผาะ และห่อหมกบึงกาฬ (ปลาเผาะ)

โดยก่อนจะเริ่มต้นการแข่งขัน เชฟพงษ์ศักดิ์ได้ขึ้นเวทีสาธิตการทำทั้ง 2 เมนู ให้ผู้แข่งขันและผู้เข้าชมได้เห็นหน้าตา ตลอดจนรสชาติมาตรฐานของ ทอดมัน-ห่อหมก ที่จะต้องทำให้ออกมาหน้าตาเหมือน รสชาติใกล้เคียงกับเชฟให้มากที่สุด

ภายในเวลาที่กำหนดให้ประมาณ 60 นาที สำหรับการปรุงให้เสร็จทั้ง 2 เมนู

เห็นได้ชัดว่า การต้องทำตามโจทย์ของเชฟ ประกอบกับเป็นการแข่งขันวันแรก ทำให้ทั้ง 8 ทีมเคร่งเครียดและมีอาการเกร็งพอสมควร

และหลังจากครบตามเวลา ทั้ง 8 ทีมนำเสนอ ทอดมันและห่อหมก ตามสไตล์ของตัวเอง ผลปรากฏว่า มีข้อแนะนำจากเชฟพงษ์ศักดิ์ที่น่าสนใจคือ ในเมนูทอดมันนั้น มีเพียง 3 ทีมที่ทำออกมาได้รูปทรงและหน้าตาเหมือนกับโจทย์ ขณะที่อีกหลายทีมปั้นทอดมันเป็นชิ้นแบน หรือมีส่วนผสมที่ทำให้หน้าตาออกมาขรุขระ ไม่ตรงตามคำสั่ง

ส่วนเชฟจารึกก็ให้ข้อแนะนำในการทำเมนู ห่อหมก ว่าจุดสำคัญที่ต้องมั่นใจว่า เนื้อปลาหั่นชิ้นไม่ใหญ่เกินไปจนทำให้เมื่อนำเสนอแล้ว ปรากฏว่า ห่อหมกปลาของบางทีม ปลายังไม่สุกดีนัก

ได้รับคำแนะนำ ติชมจากคณะกรรมการแล้ว ทั้ง 8 ทีมได้เก็บเอาไปเป็นข้อมูลเพื่อเตรียมกลับมาแก้มืออีกครั้งหนึ่งในวันที่ 2 และ 3

วันที่ 15 ธันวาคม 2555 วันที่ 2 ของการแข่งขัน 8 ทีมจาก 8 อำเภอกลับเข้าสู่เวทีอีกครั้งหนึ่งด้วยความมุ่งมั่นและมั่นใจมากขึ้น โดยโจทย์ของวันที่ 2 กำหนดให้ทำ 2 เมนูเช่นเดิม นั่นคือ

เมนูที่ 1 ฉู่ฉี่ปลาเผาะ ซึ่งเชฟพงษ์ศักดิ์สาธิตการปรุงพร้อมให้ชิมรสชาติที่เป็นมาตรฐาน เพื่อทุกทีมจะได้ทำตามให้เหมือน

เมนูที่ 2 ปรุงตามใจ ใช้ ปลาเผาะ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกเมนูเด็ดของตัวเองมาโชว์การปรุง แต่ต้องใช้วัตถุดิบหลักเป็นปลาเผาะ ปลาแม่น้ำโขงขึ้นชื่อของจังหวัดบึงกาฬเท่านั้น

โดยไม่ต้องใช้เวลาครบตามที่กรรมการกำหนด ทั้ง 8 ทีมก็นำเสนอเมนูเด็ดของตัวเองให้กรรมการได้ลองชิม ปรากฏว่า ฉู่ฉี่ปลาเผาะ ของบางทีมยังประสบปัญหาเรื่องรสชาติที่เค็ม เผ็ด และใช้ปลาชิ้นใหญ่ทำให้เนื้อสุกไม่ทั่วถึง ถูกตัดคะแนนกันไปคนละเล็กคนละน้อย

แต่เมนูปรุงตามใจโดยใช้ปลาเผาะนั้น หลายทีมโชว์ความคิดสร้างสรรค์ และนำเสนอเมนูจานปลาที่กลมกล่อม เรียกคะแนนจากกรรมการได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

วันที่ 16 ธันวาคม 2555 วันสุดท้ายของการแข่งขันและเป็นรอบเก็บคะแนนเพื่อตัดสินหาผู้ชนะ กติกาคือ ต้องใช้วัตถุดิบ 10 ชนิดที่ทีมงาน มติชน อคาเดมี เตรียมไว้ให้ อันเป็นพืช ผัก สมุนไพรประจำถิ่น เช่น หวาย มะเขือ มะเขือเทศ ผักชีลาว ฯลฯ

และวัตถุดิบหลักได้แก่ “ปลาหน้าหนู” ปลาแม่น้ำโขงที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นบึงกาฬโดยเฉพาะ นำมาปรุงอาหารได้รสชาติอร่อย ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด ทอด แกง

8 ทีมรวมพลังโชว์ฝีมือกันอย่างเต็มที่ จนกระทั่งได้ทีมละ 2 เมนูมานำเสนอให้คณะกรรมการร่วมชิมและตัดสินให้คะแนน

โดยคณะกรรมการร่วมชิมอาหาร และให้คะแนน ประกอบด้วย คุณธงชัย ลืออดุลย์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ) คุณสง่า วงศ์ษาพาน (ผอ.ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดบึงกาฬ) ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ 8 สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, เชฟประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน) เชฟจารึก ศรีอรุณ (อาจารย์ประจำหลักสูตรอุตสาหกรรมอาหารและบริการ และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ศูนย์ปฏิบัติการอาหารนานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่ปรึกษาและเชฟประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน) และ คุณสมปรารถนา คล้ายวิเชียร (บรรณาธิการนิตยสารเส้นทางเศรษฐี)

ปรากฏว่า เมนูยอดนิยม ที่แต่ละทีมเลือกทำเป็นจานเด็ดบึงกาฬ ก็คือ “แกงเลียงปลาหน้าหนู” ซึ่งสามารถใส่ผักต่างๆ ที่เป็นวัตถุดิบท้องถิ่นลงไปด้วยได้อย่างหลากหลาย นอกจากนั้น ยังมีเมนูแปลกใหม่ และสร้างสรรค์ เช่น ผัดฉ่า, ผัดเนื้อปลาเส้นหมี่กรอบ, ทอดมันปลาหน้าหนู ฯลฯ

และเมื่อรวบรวมคะแนนจากคณะกรรมการ ตลอดจนความเห็นข้อแนะนำจากเชฟพงษ์ศักดิ์และเชฟจารึกแล้ว ผลปรากฏว่า ทีมชนะเลิศเป็นแชมป์ สุดยอดจานเด็ดบึงกาฬ ได้แก่ ทีมจาก อำเภอบุ่งคล้า นั่นเอง

ด้วยความคงเส้นคงวาของฝีมือการปรุง สร้างรสชาติที่กลมกล่อม และปล่อยทีเด็ดในวันสุดท้าย ด้วยการนำเสนอเมนูเด็ด แกงปลาหน้าหนู รสกลมกล่อม บรรจุมาในภาชนะหม้อดินโรยหน้าด้วยไข่มดแดงสด ซึ่งถือเป็น “จานเด็ด” ที่เรียกคะแนนได้ทั้งรสชาติ การนำเสนอ ความคิดสร้างสรรค์ และการเลือกใช้วัตถุดิบตามโจทย์ที่กำหนด

เมื่อรวมคะแนนทั้ง 3 วัน 3 แม่ครัว จากร้าน ครัวเพชรา อันประกอบด้วย คุณเพชรา ลาภากิจ, คุณแสงจันทร์ ดิษฐธรรม, คุณทิพย์ภาพร คำมณี จากทีมบุ่งคล้า จึงคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จในที่สุด

สำหรับทีมที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และอันดับ 2 ได้แก่ ทีมอำเภอปากคาด และ ทีมอำเภอศรีวิไล ตามลำดับ

นอกจากจะเป็นประกาศนียบัตรรับรองฝีมือ การันตีความอร่อยสำหรับ ร้านครัวเพชรา แล้วกิจกรรมแข่งขันทำอาหารดังกล่าว ยังสร้างประสบการณ์ให้กับทุกทีมจากทุกอำเภอที่เข้าร่วมแข่งขัน แม้บางทีมจะไม่ได้เป็นทีมจากร้านอาหารโดยตรงก็ตาม

เชฟพงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม และ เชฟจารึก ศรีอรุณ 2 เชฟของ มติชน อคาเดมี ให้ข้อคิดที่น่าสนใจหลังการแข่งขัน นั่นคือ กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการ นำเสนอเมนูพื้นบ้านและสร้างอัตลักษณ์เพิ่มให้กับจังหวัดบึงกาฬ โดยการใช้วัตถุดิบหลักที่เป็นของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น ห่อหมกปลาเผาะ ลาบปลาเผาะ ฉู่ฉี่ปลาหน้าหนู ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม เคล็ดลับการทำอาหารที่หัวใจสำคัญอยู่ที่การ “สร้างมาตรฐาน” คือการสร้างรสมาตรฐานความอร่อยให้ได้ก่อน เช่นเดียวกับมาตรฐานด้านความสะอาด อาหารปรุงสุก และมีความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอ ดัดแปลง พัฒนาเมนูปลาแม่น้ำโขงของจังหวัดบึงกาฬ ให้เกิดการต่อยอดมากขึ้นในอนาคต เชื่อว่ากิจกรรมในลักษณะนี้ เหมาะสำหรับคนที่จะไปประกอบอาชีพเปิดร้านอาหารอย่างยิ่ง และเป็นรูปแบบการทำอาหารแบบสากลที่จะช่วยลดปัญหาเรื่องพ่อครัวแม่ครัวลาออกแล้วร้านอาหารไม่สามารถคงรสชาติอาหารให้ถูกปากลูกค้าได้

และนี่คือโฉมหน้าของการเสาะหาทีมแชมป์ในรายการ “สุดยอดจานเด็ดบึงกาฬ” ที่เต็มไปด้วยสีสันและเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการร้านอาหารไปพร้อมๆ กัน

เปิดใจทีมแชมป์

“บุ่งคล้ารสเด็ด”

ชื่อทีม “บุ่งคล้ารสเด็ด” เป็นการรวมตัวกันของร้านอาหารชื่อว่า ครัวเพชรา โดยเข้ามาร่วมแข่งขันตามที่สำนักงานสาธารณสุขบุ่งคล้า แนะนำมา

คุณทิพย์ภาพร คำมณี กล่าวหลังรับรางวัลว่า รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่เคยไปแข่งที่ไหนเลย ที่นี่เป็นครั้งแรก รู้สึกดีใจที่จังหวัดบึงกาฬได้จัดกิจกรรมแบบนี้ขึ้นมาและก็เป็นประโยชน์กับชาวบึงกาฬ จะได้รู้จักว่าอาหารท้องถิ่นของตนมีอะไรบ้าง ปลาที่ใช้ก็เป็นปลาที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่นของตน

“วันแรกที่ทำการแข่งขันประมาณว่าพวกเราตื่นเต้นมากกับสนามที่ใช้ในการประกวด แล้วเราก็แบบว่ารู้สึกประทับใจที่ได้เข้าร่วมกับกิจกรรมนี้ เราก็สร้างความหวังไว้ว่าครั้งแรกที่เขาบอกว่าก่อนเข้าประกวด ถ้าใครได้รางวัลชนะเลิศที่ 1 จะได้ลงนิตยสาร เราก็เอ่อมีความภาคภูมิใจ”

คุณแสงจันทร์ ดิษฐธรรม หนึ่งในทีมแม่ครัวกล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วม วันแรกก็ตื่นเต้น ก็ไม่รู้มายังไง จะต้องทำแบบไหนจะอะไรยังไง แต่พอมาวันสุดท้ายไม่ตื่นเต้นแล้วเพราะมันคุ้นแล้ว

“ดีใจมากที่ทำชื่อเสียงให้ตัวเอง เป็นเอกลักษณ์อาหาร ดีใจค่ะ แม่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร ดีใจมาก น้ำตาจะไหล”

คุณเพชรา ลาภากิจ เล่าความรู้สึกตั้งแต่ต้นว่า วันแรกตื่นเต้นหน่อย ทำตามเชฟเกือบทุกขั้นตอน มีผิดนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุด

“ส่วนการทำอาหารวันสุดท้ายก็ช่วยๆ กันทำ มันเป็นเมนูประจำที่บุ่งคล้าค่ะ ต้มส้มปลา แล้วก็มีอาหารทางภาคกลางอย่างผัดฉ่าค่ะ อย่างต้มส้มเราก็จะใช้ของพื้นบ้าน เรามีใบมะขามอ่อน ไข่มดแดงประมาณนี้ค่ะ พอเห็นของ 10 ชนิด เราก็คิดได้เลยว่าจะทำเมนูอะไรเพราะเป็นของในท้องถิ่นทั้งหมดเลย”

“ตอนประกาศผลออกมาว่าทีมบุ่งคล้าได้ที่ 1 ตื่นเต้นมากเลยค่ะ คิดว่าต้องเป็นเรา ทั้ง 3 วันที่เรามาแข่ง 2 วันแรกเรามีคะแนนเก็บติด 1 ใน 3 เรามีชื่อในนั้นมาตลอดเลย แล้วเห็นบอกว่าอำเภอศรีวิไลได้รองชนะเลิศอันดับที่ 2 แล้วคิดว่าต้องเป็นเราแน่ๆ ที่ได้อันดับที่ 1 อ่ะค่ะ เพราะว่ามันมีคะแนนเก็บที่สูสีกันมาค่ะ

อยากให้จัดงานแบบนี้ขึ้นมาเพราะจะได้รู้จักจังหวัดบึงกาฬ ว่าที่นี่มีของดีๆ เยอะมาก สวยมาก ยิ่งที่บุ่งคล้าสวยมาก มีน้ำตกเจ็ดสี มีภูเขาสวยๆ และขอเป็นตัวแทนขอบคุณทางมติชนด้วยนะคะที่มีงานดีๆ แบบนี้มาให้ชาวบึงกาฬทุกคน” คุณทิพย์ภาพร กล่าวในที่สุด

รายชื่อทีมบุ่งคล้ารสเด็ด

1. คุณเพชรา ลาภากิจ

2. คุณแสงจันทร์ ดิษฐธรรม

3. คุณทิพย์ภาพร คำมณี

ไฮไลต์งาน วันยางพาราบึงกาฬ

ต่องานเมนูจานเด็ด

คุณปานบัว บุนปาน หัวหน้าสำนักงานประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวสรุปผลการจัดงาน วันยางพาราบึงกาฬ 2012 ที่ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ ระหว่างวันที่ 13-16 ธันวาคม 2555 ว่า การตอบรับดีเกินคาด ได้รับความร่วมมือจากประชาชน หน่วยงานราชการ และฝ่ายคณะทำงานในพื้นที่ทั้งหมด เสียงตอบรับร้อยละ 90 บอกว่าชอบมาก แม้กระทั่งคนที่มาออกบู๊ธขายของ ผู้สนับสนุน และคนที่มาเที่ยว ทั้งจากต่างจังหวัด ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ก็ข้ามมาเยอะมาก ทั้งมาขายของและเดินเที่ยวงาน รวมถึงนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ รวมกว่า 100,000 คน ต่อวัน

คุณปานบัว กล่าวต่อว่า ภายในงานมีกิจกรรมที่ผู้คนสนใจหลายอย่าง แต่ที่ถือเป็นไฮไลต์ จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของบึงกาฬ คือ การประกวดทำอาหารทั้ง 8 อำเภอ บึงกาฬถือเป็นจังหวัดที่มีวัตถุดิบอุดมสมบูรณ์มาก แต่ยังไม่เคยมีการประกวดเลย จึงอยากนำเสนอว่าบึงกาฬก็มีจุดเด่นด้านอาหาร

“การประกวดนี้มีการนำวัตถุดิบมาให้ผู้เข้าประกวดคิดเองว่าจะทำอาหารอะไร ส่วนใหญ่เลือกทำแกงอ่อม แกงเลียงพื้นบ้าน นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรมาสอนทำอาหาร เช่น ทอดมันปลากราย ฉู่ฉี่ปลา เป็นต้น ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการ สามารถนำเอาประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ รวมถึงสร้างสรรค์เมนูเฉพาะตัวของจังหวัดบึงกาฬ เพิ่มจุดขายได้มากยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป” คุณปานบัว กล่าว

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

ทีมเชฟ มติชน อคาเดมี อบรมฟรี ที่บึงกาฬ…1 วันทำได้จริง

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

รายงานพิเศษบึงกาฬ

ทีมเชฟ มติชน อคาเดมี อบรมฟรี ที่บึงกาฬ…1 วันทำได้จริง

ความพิเศษในงานวันยางพาราบึงกาฬ RUBBER DAY 2012 ระหว่างวันที่ 13-16 ธันวาคม 2555 ณ ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ นอกจากภายในงานจะมีกิจกรรมให้ความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งการออกบู๊ธแสดงสินค้า OTOP ของดีแต่ละจังหวัดที่มาร่วมงานกันอย่างคึกคักแล้ว

ยังมีการเปิดเวทีอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของอาหาร โดยทีมเชฟจากครัวมติชน อคาเดมี ในหัวข้อ “การอบรมอาชีพ 1 วัน ทำได้จริง กับ มติชน อคาเดมี” ต่อเนื่องกันถึง 3 วัน

ภายใต้วัตถุประสงค์ที่ต้องการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้ผู้ที่สนใจในงาน สามารถเข้ามารับฟัง นำสูตรลับ เทคนิคในการทำอาหารเพื่อรับประทานหรือเพื่อการค้า ไปต่อยอดสร้างประโยชน์ได้อีกด้วย

เริ่มจากวันที่ 14 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันแรกในการอบรมอาชีพ 1 วัน ทำได้จริง กับ มติชน อคาเดมี ได้มีการสาธิตการทำ “น้ำยำสูตรมหัศจรรย์” อันประกอบด้วย น้ำยำ น้ำส้มตำ น้ำลาบ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม หรือ เชฟพงษ์ศักดิ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ระดับ 8 สาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เชฟประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และสาธิตการทำให้กับประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังในงานนี้

ภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ เชฟพงษ์ศักดิ์ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ในระดับมืออาชีพ พร้อมกับสาธิตทุกขั้นตอน จนกระทั่งประกอบอาหารออกมา 3 เมนู นั่นคือ ยำปลาบึกทอด ส้มตำไทยกับปลาดุกฟู และลาบปลาบึก ภายในงานมีผู้ที่สนใจมาร่วมรับฟังกันอย่างเนืองแน่นพร้อมกับตั้งใจฟังและจดสูตรตามที่เชฟได้สาธิตให้ดู

“เส้นทางเศรษฐี” ได้พูดคุยสอบถามผู้เข้าร่วมรับฟังรายหนึ่ง เป็นชาวจังหวัดบึงกาฬ ที่มาชมการสาธิตการทำอาหาร ซึ่ง คุณสมคิด คัดถาวร กล่าวว่า หลังจากเดินดูกิจกรรมภายในงานทั่วๆ ไปเห็นมีการแข่งทำอาหารก็เลยเดินเข้ามาดู

จากนั้นก็นั่งดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งการแข่งทำอาหารจบ จึงนั่งชมการสาธิตและการอบรมของ มติชน อคาเดมี ต่อ และก็ไม่ผิดหวังที่ได้เห็นเชฟพงษ์ศักดิ์สาธิตการทำน้ำยำ ซึ่งตนมีความสนใจบวกกับเป็นแม่ค้าขายส้มตำอยู่แล้ว

“น้ำยำที่สนใจที่สุดจะเป็นส้มตำไทยกับปลาดุกฟู ได้ลองชิมแล้วอร่อยมาก อย่างอื่นก็อร่อยเหมือนกัน แต่น้ำยำของปลาทอดจะมีรสชาติที่เปรี้ยวนำ แตกต่างไปจากรสชาติที่คุ้นเคยของคนอีสาน ส่วนมากคนอีสานจะไม่กินเปรี้ยวขนาดนี้ รสชาติของคนอีสานจะมีความเผ็ดและเค็มตาม”

อย่างไรก็ตาม การได้มารับฟังเรื่องดีๆ เคล็ดลับต่างๆ จากทางมติชน อคาเดมี แล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดี มีเชฟที่เก่งๆ จากกรุงเทพฯ มาสอนในการทำอาหารให้ชาวบึงกาฬได้รับฟังและมีความรู้

“วันนี้ได้เห็นเชฟทำส้มตำไทยกับปลาดุกฟู ได้ลองชิมดูชอบมาก จะนำเอาสูตรที่เชฟบอกไปทำตาม จะประยุกต์สูตรนิดหน่อยให้เข้ากับปากลูกค้าคนอีสาน และนำไปเป็นอีกเมนูหนึ่งในร้านส้มตำด้วย” คุณสมคิด กล่าวทิ้งท้าย

ในวันที่ 15 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของ “การอบรมอาชีพ 1 วัน ทำได้จริง กับ มติชน อคาเดมี” มีการสาธิตในการทำ “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำปลาแม่น้ำโขง” โดยเชฟมืออาชีพของ มติชน อคาเดมี มีผู้มารับฟังกันอย่างคึกคักเลยทีเดียว

หลังการอบรมจบลง “เส้นทางเศรษฐี” ได้คุยกับ คุณพิมพ์กานต์ พินทะเนาว์ ผู้เดินทางมาจาก อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ ว่ารู้สึกอย่างไรในการลองชิม คุณพิมพ์กานต์ กล่าวว่า ได้ลองกินก๋วยเตี๋ยวดูแล้วมีรสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นคาวจากเนื้อปลา มีความอร่อยกลมกล่อมโดยไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มอีก

“การจัดให้ความรู้แบบนี้ไม่เคยมีในบึงกาฬมาก่อน ปีนี้เป็นปีแรก อยากให้มาจัดแบบนี้ทุกเดือนเลยก็ดี เพราะจะได้มีความรู้เกี่ยวกับการทำอาหาร การโชว์ฝีมือการทำอาหาร และได้มีโอกาสให้กับชาวบึงกาฬเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่มาให้ความรู้แบบนี้”

และวันที่ 16 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของ “การอบรมอาชีพ 1 วัน ทำได้จริง กับ มติชน อคาเดมี” และเป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน มีประชาชนเข้ามาในงานกันอย่างล้นหลาม โดยวันนี้จะเป็นคิวของเมนูเด็ด “ขนมหวานเพื่อการค้า 5 เมนู กล้วยไข่เชื่อม, สาคูข้าวโพด, สาคูมะพร้าวอ่อน, กล้วยบวชชี, สาคูแคนตาลูป”

ทันทีที่กิจกรรมการอบรมและการสาธิตบนเวทีเริ่มต้น ก็มีผู้มาร่วมชมหน้าเวทีกันแน่นเป็นพิเศษ ทั้ง เชฟพงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม และ เชฟจารึก ศรีอรุณ (ที่ปรึกษาและเชฟประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน) ได้อธิบายหลักในการทำของหวานทั้ง 5 เมนู ตลอดจนเคล็ดลับที่จะทำอย่างไรให้ของหวานออกมาอร่อยในเวลาอันสั้น

และเช่นเคย ที่ผู้เข้าร่วมอบรมทั้ง 2 คน ได้เล่าถึงความรู้สึกและความประทับใจให้กับ “เส้นทางเศรษฐี” ฟัง

เริ่มจาก คุณเสลี่ยง ชัยชนะ อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ เอ่ยปากชมเมนูขนมหวานว่า อร่อยมาก ได้ชิมอยู่ 2 อย่างคือ สาคูข้าวโพด-เผือก อร่อยมาก รสชาติพอดีไม่หวานเกินไป

“แต่กล้วยบวชชีสำหรับยาย ยายว่าหวานมากไปนิดหนึ่ง”

คุณอบ สุวรรณสนธิ์ อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย บอกว่า ชอบกล้วยบวชชี อร่อยมาก ไม่เคยมีหน่วยงานไหนมาให้ความรู้อะไรดีๆ แบบนี้ ตอนที่ทำกินเองกล้วยไม่อร่อยยังมีรสฝาดอยู่ แต่ตอนที่เชฟทำอร่อยมากไม่มีรสฝาดของกล้วยเหลืออยู่เลย

“ได้เข้ารับฟังแบบนี้เดี๋ยวกลับไปบ้านจะไปทำให้ครอบครัวกิน เพราะอยู่บ้านมีกล้วยเยอะมาก และจะนำสูตรที่จดไปใช้ด้วย ปีที่แล้วก็มาแต่ไม่เห็นมีแบบนี้เลย ชอบ อยากให้มีการแนะนำทำอาหารแบบนี้มาบ่อยๆ ได้รู้เทคนิคและความรู้ที่เรายังไม่ทราบอีกเยอะ”

โดยงานวันยางพาราบึงกาฬ RUBBER DAY 2012 ระหว่างวันที่ 13-16 ธันวาคม 2555 ได้จัดขึ้น 4 วัน โดยทั้ง 4 วันนี้มีประชาชนมาร่วมงานกันอย่างหนาแน่น ทั้งชาวบึงกาฬเองและจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งร้านค้ามาขายของทุกชนิด รวมทั้งของเด็ดเมืองบึงกาฬ มีอาหารให้เลือกสรรมากมาย

ทั้งนี้ การให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของอาหารทั้งคาวและหวานกับหัวข้อ “การอบรมอาชีพ 1 วัน ทำได้จริง กับ มติชน อคาเดมี” มีประชาชนมาให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เข้าร่วมฟังกันทุกวันที่จัดขึ้น ได้ให้ความรู้ เกร็ด เคล็ดลับต่างๆ ในการทำอาหารให้อร่อย และใช้ของท้องถิ่นที่มีในบึงกาฬมาทำให้อร่อยยิ่งๆ ขึ้นไป

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

“ฟองแฟ้บ” แฟรนไชส์ ซัก อบ รีด ธุรกิจบริการ ทำเงินยาว

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

แฟรนไชส์โซน

ดวงกมล

“ฟองแฟ้บ” แฟรนไชส์ ซัก อบ รีด ธุรกิจบริการ ทำเงินยาว

รายละเอียด ค่าใช้จ่าย มีให้เลือกหลายรูปแบบ แฟรนไชส์ไซซ์เล็กเริ่มต้น 55,000 บาท ไซซ์ S 128,000 บาท ไซซ์ M 178,000 บาท ไซซ์ L 238,000 บาท ไซซ์ XL 298,000 บาท สำหรับต่างจังหวัดเริ่มต้น 110,000 บาท จำนวนเงินลงทุนขึ้นอยู่กับจำนวนอุปกรณ์-เครื่องมือการซักผ้า ผลิตภัณฑ์ซักผ้า จำนวนวันฝึกอบรม แต่ทุกรูปแบบสามารถเปิดร้านได้ทันที

ดูเหมือนว่า งานบ้าน ได้กลายเป็นภาระของคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างไปซะแล้ว โดยเฉพาะการซัก และรีดเสื้อผ้า ฉะนั้น ร้านซัก อบ รีด จึงเป็นทางออกของคนที่รีบเร่ง รวมถึง คนที่รักความสะดวกสบาย ฟองแฟ้บ ลอนดรี้ แอนด์ ดรายคลีน คือ ร้านที่ให้บริการ ซัก อบ รีด เสื้อผ้า ราวปี 2548 ได้ขยายธุรกิจด้วยระบบเเฟรนไชส์ ล่าสุดปี 2555 ติด 1 ใน 29 แฟรนไชส์ที่ได้รับรางวัลมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์จากกระทรวงพาณิชย์ เมื่อเป็นแฟรนไชส์ที่มีรางวัลการันตี ตลอดจนเป็นธุรกิจที่มีโอกาสสร้างรายได้ เส้นทางเศรษฐี จึงมีรายละเอียดมานำเสนอ

วิถีการใช้ชีวิตเปลี่ยน

บริการนี้ ถูกใจคนรักสบาย

คุณพีรวศิน วันเฟื่องฟู หรือ คุณพี เจ้าของเเฟรนไชส์ฟองแฟ้บ เท้าความว่า หลังออกจากงานประจำในแผนกบัญชีที่ทำมา 5 ปี ช่วงระหว่างที่ว่างงานได้ไปแถวบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พบว่ามีอพาร์ตเมนต์ มีคอนโดมิเนียม สร้างขึ้นใหม่เลยเกิดความคิดว่า จะทำธุรกิจอะไรดี ซึ่งก็มีตัวเลือกหลายอย่าง อาทิ ร้านเกมส์ มินิมาร์ท ร้านอาหาร ร้านซัก อบ รีด แต่หนที่สุดก็เลือก ร้านซัก อบ รีด เลยตัดสินใจลงทุนเปิดร้านซัก อบ รีด ราวปี 2543 ด้วยเงินลงทุนแสนกว่าบาท

เหตุผลที่คุณพีเลือกธุรกิจซัก อบ รีด เนื่องจากเขามองว่า งานบริการประเภทนี้แม้ไม่หวือหวา แต่สามารถทำเงินได้นาน อีกทั้งจากการสอบถาม ผู้ที่ใช้บริการซัก อบ รีด ส่วนใหญ่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าบริการถูกใจ มักจะไม่เกี่ยงราคา ที่สำคัญ ไม่เปลี่ยนใจไปใช้บริการร้านอื่นง่ายๆ ต่างจากร้านอาหาร ร้านเกมส์ เเละมินิมาร์ท เพราะนิสัยคนไทยมักชอบลองของใหม่

เมื่อตัดสินใจทำธุรกิจ คุณพีใช้วิธีจ้างพนักงาน 1 คน ปรากฏร้านเปิดไปได้สักพัก ชายหนุ่มเจอปัญหาที่เเก้ไม่ตก นั่นคือ ระบบรับ-ส่งผ้าไม่ดี ที่สำคัญ พนักงานลาออก ฉะนั้น เขาจึงแก้ไขด้วยการเข้ามาทำทุกหน้าที่เองทั้งหมด “ร้านซัก อบ รีด เปิดได้สักพัก พนักงานลาออก ก็เลยทำเองทุกอย่าง ทั้ง ซักผ้า รีดผ้า อบผ้า ทว่าการลงมือทำเองทั้งหมดทำให้ได้พบปัญหา นั่นคือ ระบบรับ-ส่งผ้าไม่ดีเท่าที่ควร บิลที่ลูกค้าชำระเงินซึ่งเป็นบิลกระดาษหายง่าย ปลอมได้เลย แก้ไขด้วยการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ ซึ่งก็สะดวก สบาย เป็นมาตรฐานมากขึ้น”

คุณพี สวมบทบาทเจ้าของร้านซัก อบ รีด ได้ราว 2 ปีมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย เฉลี่ยเดือนละ 40,000-50,000 บาท แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็มีความคิดอยากขยายกิจการด้วยระบบแฟรนไชส์ “เปิดร้านได้ 2 ปี รู้สึกว่า ร้านเริ่มนิ่ง ไม่มีปัญหาระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้มีความเสถียร รวมถึง มีรายได้ดีตลอด เลยอยากจะขยายสาขา เเต่ถ้าลงทุนเองค่าใช้จ่ายสูง ต้องหาพนักงาน มองว่าระบบแฟรนไชส์เป็นทางเลือกที่ดี

แฟรนไชส์มีหลายแบบ

กำไร ขาดทุน คุมได้

ปี 2548 คุณพีเปิดโอกาสให้คนที่สนใจเปิดร้านซัก อบ รีด เข้ามาร่วมในระบบเเฟรนไชส์ สำหรับความน่าสนใจของแฟรนไชส์ “ฟองแฟ้บ ลอนดรี้ แอนด์ ดรายคลีน” อยู่ที่แฟรนไชซีสามารถเลือกได้ว่าจะซัก อบ รีด ผ้าเอง แบบไม่ต้องเเบ่งรายได้ให้เจ้าของแฟรนไชส์ หรือเลือกจะดูแลเฉพาะงานหน้าร้านแล้วส่งผ้าให้ฟองแฟ้บรับผิดชอบซึ่งต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์จากผ้า

“ช่วงที่ผมเปิดระบบแฟรนไชส์ ขณะนั้นในเมืองไทยมีแฟรนไชส์ซัก อบ รีด ประมาณ 5-6 แฟรนไชส์ ล้วนเป็นแบบต้องส่งผ้าให้เจ้าของแฟรนไชส์รับผิดชอบทั้งหมด รวมถึงต้องเเบ่งรายได้ให้ด้วย เลยมองว่าจะเข้ามาลดช่องว่าง ด้วยการถ่ายทอดความรู้ เทคนิค เคล็ดลับ การซัก อบ รีด เสื้อผ้า ให้ รวมถึงไม่เก็บค่าธรรมเนียมรายปี รายเดือน ลงทุนครั้งเดียวจบ ทั้งนี้มีเพียงเงื่อนไขเดียวคือ ต้องใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ของฟองแฟ้บเท่านั้น”

กล่าวได้ว่า แฟรนไชส์ ฟองแฟ้บ ลอนดรี้ แอนด์ ดรายคลีน ต้องการขายระบบ และผลิตภัณฑ์ ซึ่งคุณพีบอกต่อว่า แฟรนไชซีจะได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจซัก อบ รีด ทั้งหมด อาทิ วิธีการเเยกสีผ้า ชนิดของผ้า อุณหภูมิน้ำที่ใช้ซักผ้า อุปกรณ์การซักผ้าชนิดต่างๆ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า โต๊ะรีดผ้า เตารีดไอนํ้า ค่าตกแต่งร้าน วิธีการรีดผ้า

สำหรับรายละเอียด ค่าใช้จ่าย มีให้เลือกหลายรูปแบบ แฟรนไชส์ไซซ์เล็กเริ่มต้น 55,000 บาท ไซซ์ S 128,000 บาท ไซซ์ M 178,000 บาท ไซซ์ L 238,000 บาท ไซซ์ XL 298,000 บาท สำหรับต่างจังหวัดเริ่มต้น 110,000 บาท จำนวนเงินลงทุนขึ้นอยู่กับจำนวนอุปกรณ์-เครื่องมือการซักผ้า ผลิตภัณฑ์ซักผ้า จำนวนวันฝึกอบรม แต่ทุกรูปแบบสามารถเปิดร้านได้ทันที

ในส่วนของโอกาสทำเงิน คุณพี ระบุว่า เนื่องจากวิถีการดําเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป คนส่วนใหญ่ต้องออกไปทํางานนอกบ้าน ทําให้ไม่ค่อยมีเวลาว่างทํางานบ้าน รวมถึง วันหยุดสุดสัปดาห์ หลายคนก็ยังมีกิจกรรมนอกบ้าน ดังนั้น ธุรกิจซัก อบ รีด จึงเป็นทางเลือกของผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย

ส่วนทำเลทอง ควรตั้งอยู่ใกล้คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ หมู่บ้านจัดสรร ใกล้สถานศึกษา หอพัก ถามถึงระยะเวลาคืนทุน เจ้าของแฟรนไชส์ กล่าวว่า แฟรนไชซอร์ 10 สาขาแรก ที่ลงทุน 128,000 บาท ใช้เวลาคืนทุน ประมาณ 1 ปี-1 ปีครึ่ง

ปัจจุบัน จำนวนแฟรนไชส์ ฟองแฟ้บ ลอนดรี้ แอนด์ ดรายคลีน มี 39 สาขา ต่างจังหวัด 15 สาขา ที่เหลืออยู่ใน กรุงเทพฯ ด้านการตรวจเช็ก คุณพีจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปสุ่มตรวจเเต่ละสาขาเดือนละครั้ง

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน หากใครสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอคำปรึกษาเพิ่ม ติดต่อ คุณพีรวศิน เลขที่ 897, 899 ปากซอยพัฒนาการ 11 ถนนพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 717-3869 เว็บไซต์ http://www.fongfab.com

ต้นทุนการผลิต

อัตราค่าบริการซัก อบ รีด แบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ

1. อัตราค่าบริการต่อเดือน ร้านที่จะเก็บค่าบริการซัก อบ รีด แบบนี้ ต่อเมื่อร้านมีลูกค้าประจำจํานวนพอสมควร

2. อัตราค่าบริการต่อชิ้น ร้านที่เก็บค่าบริการซัก อบ รีด ลักษณะนี้ ต่อเมื่อร้านมีลูกค้าขาจรเป็นส่วนใหญ่

3. อัตราค่าบริการเป็นกิโลกรัม ค่าบริการขึ้นอยู่กับนํ้าหนักของผ้า การเก็บอัตราค่าบริการในลักษณะนี้เหมาะสําหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่รับซักผ้าในปริมาณมาก

กลยุทธ์การตลาด

ร้านซัก อบ รีด ส่วนมากไม่ค่อยโฆษณา จะเน้นเรื่องการบริการ คุณภาพความสะอาด มีความรับผิดชอบต่อลูกค้า ฉะนั้น ถ้าจะให้เป็นที่รู้จักควรทําป้ายโฆษณาหน้าร้านให้เด่นสะดุดตา และมองเห็นง่าย ทําโบรชัวร์ แผ่นพับ ทําบัตรสมาชิก เพื่อมอบส่วนลดพิเศษให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นประจํา

ข้อมูลจำเพาะ

ประเภทธุรกิจ แฟรนไชส์บริการซัก อบ รีด และซักแห้งทุกชนิด

เจ้าของแฟรนไชส์ คุณพีรวศิน วันเฟื่องฟู

ค่าแฟรนไชส์ เริ่มต้น 55,000-298,000 บาท

จำนวนสาขา 39 สาขา

ระยะเวลาคืนทุน ประมาณ 1 ปี-1 ปีครึ่ง

คุณสมบัติผู้ลงทุน มีทำเลดี เช่น ใกล้ชุมชนย่านที่พักอาศัย มีความรู้เรื่องเนื้อผ้า มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี รักงาน บริการ

สิ่งที่แฟรนไชซีได้รับ เครื่องมือและอุปกรณ์ครบ การฝึกอบรม, ฝึกงานจริง โปรแกรมสำเร็จรูปซัก อบ รีด รายละเอียดอื่นๆ จะได้รับตามแพ็กเกจที่สมัคร

ติดต่อ เลขที่ 897, 899 ปากซอยพัฒนาการ 11 ถนนพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ

โทรศัพท์ (02) 717-3869

เว็บไซต์ http://www.fongfab.com

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

ถ้าเป็นรถโฟล์คแล้ว อู่ “V.W.A.VOLKSWAGEN (คลาสสิคคาร์)” เข้าใจดี…

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

ช่องทางสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ถ้าเป็นรถโฟล์คแล้ว อู่ “V.W.A.VOLKSWAGEN (คลาสสิคคาร์)” เข้าใจดี…

ภายหลังจากที่บริษัท ประชายนต์ จำกัด ถือกำเนิดขึ้นมาในปี ค.ศ. 1953 หรือ พ.ศ. 2496 ถือเป็นบริษัทแรกที่ทำให้คนไทยรู้จักและได้สัมผัสกับรถยี่ห้อ VOLKSWAGEN หรือโฟล์คสวาเกน และนับเป็นจุดเริ่มต้นการใช้รถยี่ห้อนี้ของคนไทยพร้อมกับมีฉายาแสนน่ารักตามมาว่า “รถเต่า” อาจเป็นเพราะมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับเต่า

จากรูปลักษณ์การออกแบบที่มีลักษณะโค้งมนของตัวถัง กับชิ้นส่วนประกอบแต่ละชิ้นที่ผ่านการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัดและประหยัดตามคอนเซ็ปต์ของผู้ออกแบบ อาทิ หูช้างรับลม, กระจกมองข้าง และเมื่อนำทุกส่วนประกอบเหล่านั้นมารวมกันเป็นตัวรถ ทำให้เป็นการเติมเสน่ห์ให้กับเจ้าเต่า จนกระทั่งเป็นที่หลงใหลของผู้ใช้

อย่างไรก็ตาม การดูแลซ่อมแซมรถโฟล์ค ควรเป็นหน้าที่ของช่างที่มีความรู้ เชี่ยวชาญ และสันทัดเฉพาะรถยี่ห้อ VOLKSWAGEN เท่านั้นถือเป็นการดี เพราะหากท่านเลือกให้สารพัดช่างทำให้อาจมีปัญหาตามมาอย่างไม่รู้จบ

อู่ “V.W.A.VOLKSWAGEN (คลาสสิคคาร์)” เป็นอู่ที่รับงานซ่อมรถโฟล์คโดยเฉพาะ รับซ่อมทั้งเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และงานทำสี เรียกว่ารับงานแบบครบวงจร มี คุณวิรัตน์ พิลาวรรณ เป็นเจ้าของ ซึ่งกิจการนี้ทำกันมานานเกือบ 40 ปีแล้ว ระยะเวลานานขนาดนี้ไม่ว่ารถโฟล์คคันโปรดของคุณจะเกิดปัญหาแบบใด มีเสียงแปลกแบบไหน ช่างของอู่ล่วงรู้ไปหมด ที่สำคัญ เจ้าของอู่แย้มว่า ราคาซ่อมไม่แพงอย่างที่คาด!!

คุณรัฐ อายุ 45 ปี เป็นชาวกำแพงเพชร มีชื่อเรียกกันในหมู่ช่างว่า “รัฐ” หรือ “ช่างรัฐ” การกระโดดเข้าสู่วงการรถโฟล์คของคุณรัฐ ไม่ได้เริ่มต้นที่ความมีใจรักรถยี่ห้อนี้เลย เพียงแต่ในวัยเด็กภายหลังเรียนจบประถม 6 เขาได้ทิ้งบ้านเกิดเพื่อเดินทางเข้ามาทำงานกับพี่ชาย ทั้งๆ ที่แม่ต้องการให้เรียนต่อ

คุณรัฐ เล่าว่า พี่ชายของเขาเดินทางออกจากบ้านมาเปิดอู่ซ่อมรถโฟล์คแถวเอกมัยในกรุงเทพฯ เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ดังนั้น เมื่อเรียนจบเพียงแค่ประถม 6 ก็บอกกับทางบ้านว่าต้องการเข้ามาทำงานกับพี่ชาย

“อู่ของพี่ชายซ่อมรถโฟล์คยี่ห้อเดียว ทำแบบครบวงจร คือทั้งซ่อมเครื่องและทำสีด้วย ตอนที่มาอยู่กับพี่ชายครั้งแรกมาเป็นลูกมือ ตอนนั้นอายุเพียง 10 กว่าขวบเท่านั้น ได้แต่ช่วยหยิบ ช่วยจับ ขันน็อต แล้วค่อยเรียนรู้ไปทีละอย่าง จนเวลาผ่านไปสักประมาณ 5 ปี หลังจากที่ซึมซับความรู้ ความชำนาญ รวมถึงความผูกพันกับรถตระกูลโฟล์คมาคันแล้วคันเล่า จึงสามารถซ่อมเครื่องยนต์และอย่างอื่นที่มีความยุ่งยากได้”

จากนั้นทั้งคุณรัฐและพี่ชายต่างช่วยกันทำมาหากินเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาหนึ่งคือประมาณ 3 ปีที่แล้วพี่ชายต้องการเลิกอาชีพ จึงทำให้คุณรัฐต้องรับช่วงต่อ แต่เขาทำมาได้ไม่นานในอู่เดิมเพราะเจ้าของที่ดินต้องการที่ดินคืน จึงทำให้เขาต้องย้ายมาเปิดอยู่ในที่ปัจจุบันนี้มาเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว

ด้วยความที่เขาและพี่ชายต่างเป็นช่างที่มีคุณภาพและฝีมือดี ดังนั้น บรรดาลูกค้าเดิมที่ใช้บริการจึงติดตามมาที่อู่แห่งใหม่กันอย่างพร้อมเพรียง มิหนำซ้ำ ยังหาลูกค้าหน้าใหม่เสริมเข้ามาใช้บริการอีก

เจ้าของอู่เผยว่า อะไหล่ที่ใช้เป็นของโฟล์คจากแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือด้านคุณภาพ มี 2 แบบคือ แบบของแท้ที่นำมาจากประเทศบราซิล กับอีกชนิดเป็นอะไหล่ที่ไทยทำเลียนแบบ และถึงแม้จะเลียนแบบแต่อะไหล่จากไทยเหล่านี้ถูกหลายประเทศสั่งซื้อไปใช้ จึงเห็นว่ามีคุณภาพดีจนทำให้ต่างชาติเชื่อถือ

นอกจากนั้นยังเป็นอะไหล่มือสองจากเซียงกงที่เป็นของแท้ รวมไปถึงอะไหล่แท้จากเยอรมนี ซึ่งมีให้เป็นทางเลือกกับลูกค้า และราคาไม่ได้ต่างกันนัก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าอะไหล่ชิ้นนั้นเป็นอะไร สำคัญมากน้อยเพียงใด แต่สำหรับบางคนงบน้อยก็ใช้ของที่ผลิตในประเทศ แต่ถ้างบมากก็ใช้ของต่างประเทศ

สำหรับแหล่งที่ซื้ออะไหล่โฟล์คอาจต่างกับร้านอะไหล่ทั่วไปที่มีมากมาย แต่ของโฟล์คมีจำหน่ายอะไหล่เพียงบางจุด บางแห่ง เช่น แถวโอเดียน สะพานควาย และที่อื่น ซึ่งโดยส่วนมากในวงการรถโฟล์คจะทราบกันดี

แม้ว่าอะไหล่จะมีให้ลูกค้าเลือกถึง 2 แบบ แต่คุณรัฐ บอกว่า ราคานั้นไม่ได้แตกต่างกันเลย เขาให้รายละเอียดว่าการปรับราคาของอะไหล่ทั้ง 2 แบบในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นเท่าไรนักน่าจะประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

เขาบอกว่า รถโฟล์คที่มาซ่อมส่วนใหญ่เป็นรุ่นเต่า ส่วนแบบอื่น รุ่นอื่นก็มีเข้ามาเป็นระยะ เขาให้รายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นของรถตระกูลโฟล์คว่ามีทั้งหมดเกือบ 20 รุ่น มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามจุดเด่นที่ผลิตหรือตามศัพท์เรียกขานของนักเล่นรถเต่า อาทิ รุ่นกันชนรั้วที่ทำกันชนถึง 2 ชั้น ซึ่งมีมาตั้งแต่รุ่นปี 1967 ถึงปี 1971 บางรุ่นเรียกตามลักษณะรูปร่างของไฟหน้าที่มองจากด้านข้างจะเห็นลาดเอียงลงไปตามบังโคลน เช่นรุ่น “ตาเอียง” “ตานอน” และ “ตาหวาน” รุ่นนี้ผลิตในปี 1965 เป็นต้นไป หรืออาจดูลักษณะไฟท้ายอย่างปี 1968-1972 ที่มีการขยายขนาดไฟท้ายให้ใหญ่อีก จะเรียกรุ่นนี้ว่า “เตารีด”

และบอกว่า คนไทยนิยมใช้รถเต่าทุกรุ่น เพราะแต่ละรุ่นมีเอกลักษณ์ เสน่ห์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น แต่ละคนจึงชอบไม่เหมือนกัน บางคนอาจชอบที่กระจก บางคนชอบที่กันชนหรือไฟท้าย อันนี้เป็นรสนิยมส่วนตัว นอกจากรถเต่าแล้ว ในตระกูลโฟล์คยังมีรถรุ่นอื่นอีก เช่น รถตู้แบบรุ่นหัวแตงโม รุ่นหน้าวี มีรุ่นดับเบิ้ลแค็บ ซิงเกิ้ลแค็บ หากเป็นเก๋งจะเป็นรุ่นท้ายราบ และรุ่นแวเลี้ยน และอื่นๆ อีกมากมาย

เจ้าของอู่บอกว่า ในปัจจุบันอู่ซ่อมเฉพาะรถโฟล์คในกรุงเทพฯ เหลือน้อยมาก ลูกค้าส่วนใหญ่จะนำรถโฟล์คที่เป็นสมบัติของรุ่นพ่อ รุ่นปู่ มาใช้เพราะเป็นของโบราณที่มีความคลาสสิก แต่บางคนไม่ค่อยเห็นถึงคุณค่าก็ปล่อยทิ้ง หรือนำไปขาย ส่วนลูกค้าที่ใช้มีทุกเพศ ทุกวัย และที่พบมากที่สุดเป็นสุภาพสตรีอายุเกือบ 90 ปี

สำหรับราคาค่าแรง เจ้าของอู่เผยว่า ถ้าขับมาให้ตรวจเช็กเครื่อง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง คิดเฉพาะค่าแรงเพียงครั้งละ 300 บาท แต่ถ้าพบว่ามีความผิดปกติของเครื่องแล้วต้องซ่อมหรือเปลี่ยนอะไหล่อย่างอื่นจะแจ้งราคาให้ทราบก่อน

ทั้งนี้ หากลูกค้ามีปัญหาไม่สามารถนำรถมาที่อู่ได้ คุณรัฐ บอกว่า มีบริการซ่อมถึงบ้านเพราะเป็นรถเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 40 ปี ควรต้องมีหมอประจำคอยตรวจและดูแลอยู่เป็นประจำ และการนำรถมาซ่อมที่อู่หากอะไหล่ตัวไหนที่สามารถซ่อมแซมได้และไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยจะลองทำให้ก่อนโดยจะไม่ตัดสินใจเปลี่ยนของใหม่ทันที ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ถ้าเป็นอะไหล่ที่อาจมีอันตรายถึงแม้จะซ่อมได้จะแนะนำให้เปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า

ทางด้านการทำสีรถโฟล์คของอู่ “V.W.A.VOLKSWAGEN (คลาสสิคคาร์)” นั้น ถือได้ว่าเป็นงานที่ละเอียด เนี้ยบด้วยฝีมือจากช่างที่มีประสบการณ์ ส่วนสีที่ใช้เป็นสีที่มาจากประเทศเยอรมนี และไม่ต้องตกใจเพราะราคาไม่แพงอย่างที่คิด

เขาให้ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการว่า จำนวนรถโฟล์คทุกประเภทที่มีอยู่ในประเทศเท่าที่มีการจดทะเบียนไว้มีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 60,000 คัน แต่คุณรัฐคิดว่าที่นำมาใช้วิ่งบนถนนน่าจะอยู่ประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนที่เหลือเขาบอกว่าเจ้าของน่าจะจอดไว้เฉยๆ หรือบางรายปล่อยทิ้งให้ผุพัง

คุณรัฐ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า การผลิตรถโฟล์คทุกรุ่นที่จำหน่ายทั่วโลกมีจำนวน 100 ล้านคัน และในปัจจุบันความนิยมยังคงมีอยู่เพียงแต่รูปแบบที่ฮิตกันส่วนมากจะออกแนวอินดี้

ปัจจุบัน ปริมาณงานทำรถโฟล์คของอู่ “V.W.A.VOLKSWAGEN (คลาสสิคคาร์)” มีเข้ามาตลอดไม่ขาดสาย ลูกค้าหลายรายเป็นขาประจำที่ทำกันมานานหลายสิบปีและไม่ค่อยมีปัญหาภายหลัง ดังนั้น จึงติดใจในฝีมือการซ่อมของคุณรัฐจากประสบการณ์ที่มีมาอย่างยาวนาน

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีลูกค้านำรถโฟล์คที่ซ่อมเสร็จมาฝากทางอู่ขาย เพราะบางคนมีหลายคันดูแลไม่ทั่วถึง แล้วยังเปิดโอกาสให้คนที่ต้องการมีรถแนวคลาสสิกแบบนี้ไว้ครอบครองด้วย

สำหรับราคาขายรถโฟล์คเต่าในท้องตลาดที่ซ่อมเสร็จสภาพเรียบร้อย ราคาที่เสนอขายเพียงแสนกว่าบาท ถ้าหากซ่อมในระดับขั้นเทพราคาจะเริ่มต้นที่ 200,000 บาท ที่ว่าขั้นเทพหมายถึงการรื้อออกมาทั้งหมดทุกอย่างแล้วจัดการเปลี่ยนใหม่หมดยกชุด

คุณรัฐ บอกว่า ในอนาคตมีแผนที่จะหาที่ดินผืนใหม่เพราะที่เดิมเป็นการเช่า แต่ขอเวลารวบรวมทุนสักพักก่อน คาดว่าภายใน 5 ปีคงจะมีอู่ในที่ดินของตัวเอง

เจ้าของอู่ V.W.A.VOLKSWAGEN (คลาสสิคคาร์) แสดงความเห็นว่าความนิยมรถตระกูลโฟล์คในบ้านเราคงไม่มีวันตาย แต่อาจจะนิ่งเป็นบางช่วง ทั้งนี้ ก็เป็นไปตามกระแส เพราะความนิยมรถคลาสสิกมิได้จำกัดแค่นี้ยังมีรถชนิดอื่น แบบอื่น เช่น รถมอเตอร์ไซค์เวสป้า, รถออสตินมินิ ฯลฯ เป็นต้น

ท้ายสุด คุณรัฐ มีคำแนะนำสำหรับผู้ใช้รถโฟล์คว่า ไม่ควรจอดไว้เฉยๆ เป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ระบบเบรกตาย ลูกสูบรั่ว ควรนำออกไปขับบ้าง และควรหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและเช็กระบบตามเวลาที่ควร กรณีหากพบสิ่งผิดปกติของเครื่องยนต์ อาทิ เครื่องเดินไม่เต็มสูบหรือขณะวิ่งมีอาการกระตุก ให้รีบไปหาช่าง (เฉพาะทาง) ทันที เพราะจะได้รีบแก้ไขได้โดยด่วน

ต้องการให้คุณรัฐช่วยดูเครื่องยนต์หรือต้องการรถโฟล์คเต่าสวยๆ ไว้ขับกินลมชมสาว ให้ติดต่อไปที่โทรศัพท์ (081) 307-2274 และหากต้องการไปที่อู่ V.W.A.VOLKSWAGEN (คลาสสิคคาร์) ให้ขับเข้าไปตั้งหลักที่ปากซอยโชคชัย 4 ลาดพร้าว ขับตรงเข้ามา (เลยกองปราบฯ เลยตำหนักเจ้าแม่กวนอิม) เกือบสุดซอยจะเจอแยกธนาคารไทยพาณิชย์ แล้วเลี้ยวขวาขับมาประมาณ 500 เมตร อู่อยู่ทางขวา

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยรสเด็ด อร่อยไม่พึ่งผงชูรส เด็ดที่น้ำซุปกับหมูแดง

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07063150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

เปรี้ยวปาก

โดย กมลทิพย์ ธนะกิจรุ่งเรือง

ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยรสเด็ด อร่อยไม่พึ่งผงชูรส เด็ดที่น้ำซุปกับหมูแดง

ในบรรดาสารพัดก๋วยเตี๋ยวยอดฮิตที่ถูกปากคนไทย หนึ่งในนั้นต้องมี “ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย” ซึ่งเป็นก๋วยเตี๋ยวเครื่องอลังการมาก รสชาติจัดจ้าน แม้ปัจจุบันจะหารับประทานไม่ยากเหมือนอดีตก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก

สำหรับคนเมืองสุโขทัยแต่เดิม จะเรียกก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยว่า “ก๋วยเตี๋ยวไทย” ซึ่งเป็นก๋วยเตี๋ยวที่ปรุงพิเศษแตกต่างจากท้องถิ่นอื่นๆ อย่างเห็นชัด คือมีทั้ง มะนาวหั่นซีก ถั่วลิสงป่น ถั่วฝักยาว หมูแดง หัวไชโป๊สับ เคล้ากับเครื่องปรุงรสจำพวกน้ำปลา น้ำตาล พริกป่น น้ำซุป โรยหน้าด้วยผักชีฝรั่งทับลงไปอีก รสชาติเด็ดขาดแบบไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นสูตรน้ำหรือสูตรแห้ง

ปัจจุบัน ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยมีการประยุกต์เพิ่มเติม ตัดทอนเครื่องประกอบไปตามแต่พ่อค้าแม่ค้า ทำให้หาก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยที่อร่อยครบเครื่องยากขึ้น

วันนี้ใครที่ชื่นชอบก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย อยากได้สูตร ได้เทคนิคไว้ทำกินเองที่บ้านหรือทำขายไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

“หัสนัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล” หนึ่งในอาจารย์สอนจานเด็ดอาชีพ ประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ซึ่งเปิดคอร์สสอนทำ “ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย” เล่าถึงเคล็ดลับความอร่อยให้ฟังว่า

“ทีเด็ดของก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย จริงๆ แล้วอยู่ที่น้ำซุปรสกลมกล่อม พอเสริมความจัดจ้านด้วยเครื่องปรุงเข้าไปยิ่งอร่อยลงตัวมากขึ้น การจะทำก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยให้อร่อย จะต้องคงเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ คือเครื่องต้องครบ ในขณะเดียวกัน ก็เสริมความโดดเด่นของวัตถุดิบบางตัวให้คนกินติดใจเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่น ตัวหมูแดง ซึ่งแต่ละที่จะมีเทคนิคการทำที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเป็นสูตรของผม หมูแดงจะต้องนำไปหมักด้วยเครื่องเทศสูตรพิเศษให้เกิดความนุ่มหอม รวมถึงเทคนิคการย่างในแบบฉบับของตัวเองที่รับรองว่าไม่เหมือนใครจริงๆ”

ฟังแล้วต้องเลียบๆ เคียงๆ ถามต่อเลยว่า ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยของอาจารย์หัสนัยแตกต่างกับสูตรดั้งเดิมหรือสูตรทั่วไปอย่างไร?

ได้คำตอบมาว่า “สูตรเด็ดอยู่ที่น้ำซุปกับหมูแดง”

สูตรน้ำซุปของอาจารย์หัสนัย จะเป็นซุปใสแต่รสกลมกล่อมหอมเครื่องเทศ ซึ่งจะแตกต่างจากน้ำซุปทั่วๆ ไปที่จะออกขุ่นๆ และอาจารย์หัสนัยได้ยืนยันว่า นักเรียนที่ลงเรียนหลักสูตร “ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย” จะได้เทคนิคเฉพาะนี้กลับไปอย่างแน่นอน และหากท่านใดที่ทำน้ำซุปขุ่นก็จะมีวิธีปรับแก้ให้น้ำซุปใส แถมกลับไปอีกด้วย

นอกเหนือจากน้ำซุปสูตรพิเศษแล้ว ยังมีทีเด็ดอยู่ที่ “หมูแดง”

นอกจากมีสูตรการหมักเฉพาะตัวแล้ว ยังมีเทคนิคการกริลล์ หรือการย่างในแบบฉบับของตัวเองด้วย ทำให้หมูแดงที่ได้มีรสนุ่มชุ่มลิ้น หอมติดจมูกอ่อนๆ รับประทานเปล่าๆ ก็ได้รสชาติเข้มกลมกล่อม ไม่แข็งกระด้างจืดชืด

รับประกันว่าแม้แต่คนที่เคยลิ้มรส “ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย” ต้นตำรับดั้งเดิมถึงดินแดนพ่อขุนรามคำแหงมาก่อนแล้ว หากได้ชิมก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยสูตรเด็ดของอาจารย์หัสนัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล ให้คะแนนความอร่อยไม่แพ้กัน เด็ดขาด

นอกจากทีเด็ดในเรื่องน้ำซุปและหมูแดงแล้ว การคัดสรรวัตถุดิบที่ใหม่สดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเสริมรสชาติความอร่อย ไม่ว่าจะเป็นถั่วฝักยาวหั่นแฉลบ, กะหล่ำปลีหั่นฝอย, ถั่วงอก, หมูสับ, ลูกชิ้นปลา, ตับหมู ฯลฯ

อาจารย์หัสนัย ยังย้ำอีกว่าผู้ที่สนใจมาเรียนทำ “ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย” กับอาจารย์จะได้รับความรู้แบบจัดเต็ม เริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบ การล้างทำความสะอาดที่ถูกต้อง ขั้นตอนการทำตั้งแต่การลวกเส้น การหมัก การหั่น การย่าง การต้ม การปรุง หากนำไปฝึกฝนจนเกิดรสมือที่เป็นมาตรฐานได้ รับประกันทำเป็นอาชีพรุ่งแน่นอน

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

อำภา ภูษิต แฮปปี้ธุรกิจ “ลูกชิ้น” ไปโลด

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

อาชีพคนดัง

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

อำภา ภูษิต แฮปปี้ธุรกิจ “ลูกชิ้น” ไปโลด

“อำภา ภูษิต” (ชื่อจริง) อำภา ภูษิตสวัสดิ์ เป็นดาราหญิงอีกคนที่มีผลงานการแสดงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเล่นละครและแสดงภาพยนตร์มาตั้งแต่ยังสาว รุ่นเดียวกับ เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ เคยรับบทนางเอกอยู่หลายเรื่อง ปัจจุบันมักรับบทเป็นคุณแม่ ซึ่งมีละครบางเรื่องกำลังถ่ายทำอยู่ และบางเรื่องยังไม่ออนแอร์ ถือเป็นนักแสดงอาวุโสอีกคนที่มีฝีไม้ลายมือ ซึ่งก่อนเข้าวงการบันเทิงเคยประกวดความงาม จนได้รับตำแหน่งนางนพมาศสวนสามพรานในปี 2520 จากนั้นได้เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปประกวดมิสอินเตอร์เนชั่นแนล ที่ประเทศญี่ปุ่น

เคยขายเครื่องสำอาง-กระเป๋า

แม้เจ้าตัวจะอยู่ในวงการบันเทิงมานานถึง 30 ปีแล้ว แต่ในขณะเดียวกันยังทำธุรกิจควบคู่กันไปด้วย ซึ่งเธอเองก็ทำธุรกิจมาหลากหลาย เรียกว่ามีประสบการณ์โชกโชน กระทั่งวันนี้ลงตัวและแฮปปี้กับการทำลูกชิ้นขายทั่วประเทศ และหากมีเวลาว่างจากงานแสดงเธอก็จะออกบู๊ธไปขายตามงานต่างๆ อย่างเช่น งานตลาดนัดช่อง 3 ที่จัดในช่วงต้นเดือน

คุณอำภา หรือ คุณแอ๊ว เล่าถึงธุรกิจในอดีตที่ผ่านมาว่า “เมื่อ 8 ปีที่แล้ว อยากทำเครื่องสำอางก็ทำได้อยู่พักหนึ่ง ไม่ได้ใช้ชื่ออำภา ภูษิต แต่ในโบรชัวร์จะมีรูปใส่ไว้ ขายไปขายมาก็มีปัญหา พอได้ทุนคืนหมด กำไรอยู่แสนสองแสนก็เลิก เพราะว่าเหนื่อย ลูกสาวยังไม่โต หลังจากนั้นมาปีที่แล้วทำกระเป๋าผ้า แบบนารายา ขายอยู่ตลาดเพชรเกษม 79 ตรงข้ามช่อง 3 หนองแขม ที่พี่สาวเป็นเจ้าของตลาด

วันไหนอำภาเข้าร้านก็ขายได้ พอลูกไปเฝ้า หรือใครไปเฝ้าไม่มีคนกล้าเข้ามา เพราะว่าเป็นห้องกระจก มาดูๆ ก็ถามหาคุณอำภาไม่อยู่เหรอ เอาไว้รอซื้อกับคุณอำภาดีกว่า ถ้าเราอยู่ร้านจะขายได้ วันๆ หนึ่งหลายพันบาท แต่มานั่งคิดดูว่าเหนื่อย สุดท้ายก็ต้องเลิกขาย”

แม้ว่าจะเลิกขายกระเป๋าผ้า แต่ใจก็ยังอยากทำธุรกิจต่อ คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นอาหารการกินแทน ซึ่งก็ไปได้ดีเกินคาด จนเจ้าตัวปลื้มอกปลื้มใจในผลสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วงแรกของธุรกิจนี้

ยอดขายลูกชิ้นฉลุย

“ใจอยากขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นมาก เพราะยังไงคนก็ต้องทาน แล้วมีอยู่วันหนึ่งไปจับมือกับญาติผู้น้องคนหนึ่งที่พี่สาวของเขาทำลูกชิ้นเนื้อฮาลาล แต่จะแยกออกมาทำลูกชิ้นไก่ ลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นเนื้อ พอเริ่มทำตัวอย่างก็เอาไปให้นายห้างตั้งเจริญชิม เขาบอกว่าเยี่ยม ลูกชิ้นคุณอำภาอร่อยมาก ขนาดไม่ใส่น้ำจิ้มก็ยังอร่อย ทั้งเนื้อ ทั้งหมู ทั้งทอดมันไก่ จากนั้นทางตั้งเจริญก็ใช้หน้าอำภา ภูษิต ติดที่ถุงลูกชิ้น เดือนแรกเริ่มขายตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน ถึง 26 พฤษภาคม ขายได้ 5 ตัน พอ 26 พฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน ได้ประมาณ 2 ตัน”

ลูกชิ้นยี่ห้อ “อำภา ภูษิต” นั้น จะเน้นการขายส่งมากกว่า โดยจะมีรถห้องเย็นขนส่งไปทั่วประเทศแล้วแต่เอเย่นต์สายไหนจะสั่งในจำนวนเท่าใด ทั้งนี้ เป็นการจัดจำหน่ายภายใต้การดำเนินงานของบริษัทตั้งเจริญ โดยทางคุณอำภารวมกับญาติลูกพี่ลูกน้องเป็นผู้ผลิตส่ง มีโรงงานอยู่แถวลำลูกกา ซึ่งมีลูกชิ้นหลายแบบให้ลูกค้าเลือกได้ตามใจชอบ อาทิ ลูกชิ้นทอดมันไก่ ลูกชิ้นเนื้อหมู ลูกชิ้นเนื้อวัว ฯลฯ

ใครได้ชิมลูกชิ้นของเธอแล้ว ต่างยอมรับว่า รสชาติใช้ได้ ซึ่งเจ้าตัวก็มักกล่าวเชิญชวนให้ลูกค้าได้ชิมก่อนซื้อ

“จุดเด่นของเรา คือ ถึงเครื่อง ใครได้ชิมลูกชิ้นเนื้อกับลูกชิ้นหมู จะบอกเลยว่าเยี่ยมมากๆ รสชาติเข้มข้น ต้องบอกเลยว่าถ้าทานลูกชิ้นตั้งเจริญ เขาจะไม่เอาซี้ซั้วเข้า เพราะยี่ห้อเขาจะเสีย พอเขาชิมของเราปั๊บ เขานำลูกชิ้นของอำภาไปขายเลย ส่วนหนึ่งเพราะความเป็นดารา เราขายลูกชิ้นไก่ ครึ่งกิโล 90 บาท หมูกับเนื้อ ครึ่งโล 65 บาท ขอย้ำว่าเราไม่เอาเปรียบคนกิน กินแล้วจะบอกว่าไม่มีแป้ง แล้วก็เครื่องถึง”

สาเหตุอีกอย่างที่ทำให้ลูกชิ้นอำภา ภูษิต อร่อย นั่นก็คือ การทำที่สดใหม่

“พอทางตั้งเจริญสั่ง พุธนี้ 500 โล ก็เริ่มทำเลยเขาจะจำหน่ายเป็นรถตู้ใหญ่ๆ เป็นห้องเย็น เขาจะกว้างขวางทางด้านขายส่งลูกชิ้น หอยจ๊อ สินค้าแปรรูป ทุกอย่างอร่อยหมด”

ว่าไปแล้ว การทำธุรกิจลูกชิ้นของคุณอำภานี้อยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็ทำเอาเจ้าตัวปลื้มกับยอดขาย เพราะในท้องตลาดเองก็มีคู่แข่งเยอะ

“แค่ 3 เดือนแรก เราดูตรงนี้ เดือนแรกเป็นเดือนที่เปิดตัวเอง ได้ถึง 5 ตัน ถามว่าพอใจไหม พอใจ หลังจากเปิดเทอม เดือนที่ 2 ได้ประมาณ 2 ตัน ทั้งเปิดเทอม ทั้งธุรกิจไม่ดี ทั้งหน้าฝน เราก็ถือว่าโอเค คิดว่าใช้ได้ ยังไปได้แม้ว่าคู่แข่งเยอะมาก แต่ถามถึงความอร่อยของเรา ใครทานแล้วบอกว่าอร่อย ทุกคนพอชิมไม้สองไม้ ต้องย้อนกลับมาซื้อหมด”

เน้นผลิตไม่เกี่ยวเรื่องขาย

อย่างที่บอก คุณแอ๊วทำธุรกิจมาหลายอย่าง แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เจ้าตัวมองว่าครั้งนี้น่าจะไปได้ดีทีเดียว เพราะเธอแค่เป็นฝ่ายผลิตไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการขาย

“ขายเครื่องสำอางคราวก่อน ก็เป็นเครื่องสำอางที่มาจากเยอรมนีทั้งหมด สินค้าดี นำเข้ามาแล้วมาแพ็กกิ้งในไทย บอกได้เลยว่าคนใช้แล้วติด เพิ่งหยุดไป เพราะเราไม่มีแรงทำ ข้อที่ 2 กระเป๋านารายา คล้ายๆ ของเขา ในราคาที่ถูกกว่าครึ่งต่อครึ่ง ไม่ได้ไปต่อว่าเขานะคะ แต่เราก็ขายได้ เพียงแต่ว่าเรา ไม่มีมือ ไม่มีแรงทำ

สำหรับตัวลูกชิ้นนี่ โอเคเลย เพราะเราเป็นผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายคือ ตั้งเจริญ ทุกอย่างจบ เรามีคนจัดจำหน่ายให้ เราพอใจกับเงินตรงนี้ ถ้าขายเอง กำไรถุงหนึ่ง 30-40 บาท แต่วันหนึ่งเราต้องมาขายกี่ร้อยถุง แต่อันนี้เขาสั่งเราเดือนหนึ่ง 5,000 ถุง

ครั้งนี้ ทำแล้วไม่เหนื่อย เราเจอคนดี แล้วเราก็เป็นคนดีด้วย ใครจะซื้อก็ส่งให้กับตั้งเจริญ เราต้องซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ทั้งผู้จัดจำหน่าย ทั้งตัวเรา โดยเราจะไม่ขายต่างหากเองเลย ไม่ขายโดยตรง อย่างซื้อไม่กี่โล 10-20 โล เราก็จะมีสายแต่ละสายไปส่งให้

บทเรียนในการทำธุรกิจของเราที่ผ่านมา คือ หนึ่ง เราไม่มีคน สอง เราเจอปัญหาการขายมาเยอะ อย่างเครื่องสำอาง เด็กเอาของเราไปขาย เสร็จแล้วไม่มาเคลียร์เงิน ดังนั้น พอเราได้ทุนก็เลิกเลย เพราะเหนื่อยกับการตามเก็บเงิน แต่อันนี้เราส่งให้ตั้งเจริญ เราจบเลย”

ร่วมเพื่อนดาราลุยธุรกิจน้ำผลไม้

ใช่แต่จะทำธุรกิจลูกชิ้นเพียงอย่างเดียว คุณแอ๊ว ยังบอกว่า จะมีธุรกิจอีกตัวที่ทำร่วมกับเพื่อนๆ นักแสดงที่สนิทกัน ซึ่งจะเปิดตัวในอีกไม่ช้า

“จะเป็นน้ำผลไม้สุขภาพ แต่ไม่เหมือนของป้าเชง ต้องบอกเลยว่าเยี่ยมมากๆ คือ คนที่จะเริ่มเป็นมะเร็ง หรือสุขภาพไม่ดี มันจะปรับให้สมดุลออกมา อย่างน้ำเปล่า เราใส่เบตาดีนลงไป เราเหยาะน้ำผลไม้เราลงไปนะ น้ำจะขาวจั๊วะเลย แต่ทานไม่ได้เพราะเป็นน้ำเสีย

น้ำผลไม้ของเราจะดูดของเสียในร่างกายของเราออกมาเป็นฉี่ เป็นอุจจาระ คนระดับด๊อกเตอร์เป็นคนทำขึ้นมา แล้วใช้ชื่อเรา แต่จะมีดาราอีกหลายคนร่วมกัน ก็มีเอกพัน บันลือฤทธิ์ สมบัติ เมทะนี โกวิท วัฒนกุล จะเห็นดารารุ่นเก่าๆ มารวมกัน เวิร์กแน่ ต้องบอกว่า ทานแล้วต้องซื้อต่อ เพราะเขาจะดูจากร่างกายเขาเอง อย่างตัวเองเทสต์มา 3-4 เดือน คุณแม่ทานน้ำผลไม้นี้อยู่”

คุณแอ๊ว อธิบายอีกว่า ในการทำน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพนี้ใช้กรรมวิธีแบบวิทยาศาสตร์ และใช้ผลไม้ในบ้านเราหมด ใช้ดื่มวันละแก้วตอนเช้า เชื่อว่าน่าจะเป็นธุรกิจที่ไปได้ดี เพราะตอนนี้คนรักสุขภาพเยอะมาก ซึ่งถ้าลองดื่มสักขวดหนึ่ง ถ้าสุขภาพดีขึ้นลูกค้าคนนั้นก็ต้องกลับมาซื้ออีก

ก่อนที่เธอจะทำธุรกิจน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพนี้ คุณแอ๊ว บอกว่า เหล่าดาราที่เอ่ยชื่อมานั้นได้ไปดูโรงงานที่ผลิต และชิมกันแล้ว โดยจะใช้หุ้นส่วนที่เป็นดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์ ช่วงนี้อยู่ระหว่างการทำแพ็กเกจจิ้ง หากเปิดตัวเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

เปิดสูตรรักษาหุ่นเพียว

ในการทำธุรกิจนั้น เธอว่าความเป็นดารานักแสดงช่วยได้มากทีเดียว เพราะเธอเองก็มีแฟนๆ ที่รู้จักมักคุ้นกันมานาน อีกทั้งมีผลงานการแสดงทางทีวีมาตลอด นอกจากนี้ เธอยังใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กให้เป็นประโยชน์ด้วย

“มีเฟซบุ๊กอำภา ภูษิต มีคนเข้าหลายพันคน เลยเปิดแฟนเพจ”

อย่างที่เจ้าตัวบอก อยู่ในวงการบันเทิงมานานถึง 30 ปี แต่ถ้าใครเจอตัวจริง เสียงจริง คงไม่เชื่อว่าเธอผู้นี้วัยเลยเลข 5 ไปแล้ว ทั้งนี้ เพราะยังรักษาหุ่นไว้อย่างดี หน้าตาก็ดูไม่แก่ มาฟังกันว่าเธอมีเคล็ด (ไม่) ลับในการดูแลตัวเองอย่างไร

“รักษาหุ่นมาตลอด สิ่งที่ยอมไม่ได้ คืออ้วนกับแก่ ออกกำลังกายตลอดเวลา แล้วก็ดูแลตัวเอง ยังบอกลูกสาวว่าจะต้องทำตามแม่ด้วย เพราะอ้วนปั๊บ ยุ้ยหรือย้วยจะเอาลงไม่ได้ ที่ผ่านมาดูแลตัวเอง ด้วยการเดินลู่วิ่ง สอง จะเล่นฮูล่าฮูป เมื่อก่อนซิตอัพ พอซิตอัพกลับมาเหนื่อย ไม่ไหว ฮูล่าฮูปดีกว่า วันละครึ่งชั่วโมง ส่ายไปแล้วมันลงหมด เรื่องวิตามินก็ต้องทาน รวมถึงแคลเซียม จะมีน้ำข้าว อีกตัวก็น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพที่กำลังจะทำขาย”

สนใจอยากทำธุรกิจลูกชิ้นหรือธุรกิจน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพกับดาราสาวรุ่นใหญ่ “อำภา ภูษิต” ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (081) 616-1092 หรือขอข้อมูลจากสายลาดพร้าว (086) 330-5926, (084) 099-6511

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

นายซอกแซก

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

นายซอกแซก

* ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ นักร้องสาวเสียงดี หันมาโกยเงินเข้ากระเป๋าลุยธุรกิจร้านอาหารปิ้งย่างชื่อว่า ซูมิ ซูมิ ที่สุขุมวิท ประสบความสำเร็จมาแล้ว ตอนนี้เลยเปิดเพิ่มสาขาอีก 8 สาขา และล่าสุด ที่หัวหิน โคโลเนต ชั้น 2 โดยชื่อร้านว่า อิ่มเวอร์ By SUMI คือกินอิ่มจนเวอร์ในราคาที่เราจ่ายได้ ธุรกิจนี้เริ่มจากความอยากของเจ้าของร้าน ที่เวลาไปกินเนื้อชั้นดีราคาค่อนข้างแพงเลยอยากลองทำ ใครสนใจไปอุดหนุนพี่ปุ๊ได้ทั้ง 9 สาขา

* นักร้องหนุ่ม เชน วง Nice2Meetyou นอกจากเป็นนักร้อง พิธีกร และนักแสดงแล้ว ยังเปิดเว็บไซต์ขายอุปกรณ์ IT Gagget จุดเริ่มต้นเพราะหนุ่มเชนอยากมีรายได้เพิ่มเติมที่ไม่รบกวนเวลาการทำงานในวงการและสิ่งนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเขาได้ นอกจากสินค้า IT แล้วยังมีสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม ของกิ๊ฟต์ช็อปน่ารักๆ และยังมีโปรโมชั่นพิเศษอัพเดตตลอดเวลาด้วย ใครสนใจแวะไปเยี่ยมชมได้ที่ http://www.chorchain.com

* สาวหน้าใส ทับทิม-มัลลิกา หลีกภัย พิธีกรรายการ VRZO ชวนพี่สาวคนสวยเปิดร้านจำหน่ายครีมบำรุงผิวแบรนด์ CELEB ขายทางออนไลน์ http://www.celeb-beautifier.com สินค้ามีทั้งครีมบำรุงผิว ช่วยแก้ปัญหาสิวเสี้ยน ผด รูขุมขนกว้าง ผิวไม่กระชับ หมองคล้ำ และช่วยเรื่องขาวใส ใครอยากมีผิวขาวใส เนียนกระชับแบบสาวทับทิม ไปอุดหนุน CELEBกันได้ ทับทิมช่วยตอบโจทย์ทุกปัญหาผิวส่งตรงถึงบ้านเลยจ้า

* หนุ่มธีร์ วณิชยนันทธาดา นักแสดงช่อง 7 หันมาทุ่มเทกับธุรกิจกระเป๋าในนาม TADABAG ออกแบบกระเป๋าหนังเองทั้งหมด วางขายผ่านช่องทาง Instagram และ Facebook เจ้าตัวบอกว่า คุณภาพสินค้าเป็นหนังวัวแท้และผ้า Canvas อย่างดี มั่นใจในคุณภาพสินค้าได้เลย เหมาะสมกับราคา มีทั้งของผู้ชายและผู้หญิง เรียบเท่ตามสไตล์หนุ่มธีร์ ใครอยากอุดหนุนสินค้าแวะชมได้ที่ http://www.facebook.com/TADABAGBYTHEE หรือ IG : tadabag

* ทางด้านสาวเซ็กซี่อย่าง อุ้ม-ลักขณา วัธนวงส์ศิริ เป็นอีกคนที่หันมาจับธุรกิจเครื่องสำอาง ผลิตครีมบำรุงผิวในนาม KANISTE ออกจำหน่ายขายทาง Instagram, Facebook และเว็บไซต์ เพราะเธอเห็นว่างานแสดงในวงการไม่แน่นอน อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง และช่องทางขาย Social Network เป็นช่องทางที่สะดวกต่อผู้ซื้อและสะดวกในเรื่องเวลาของเธอเองด้วย และอยากเติมฝันให้สาวๆ ที่อยากมีผิวสวย ใครอยากมีผิวสวยเหมือนสาวอุ้มเข้าไปดูได้ที่ http://www.kaniste.net หรือโทรศัพท์ (081) 431-3280

* สาวร่างเล็ก ฝ้าย-ณิชานันท์ ฝั้นแก้ว หาเวลาว่างโกยเงินเข้ากระเป๋าออกแบบกระเป๋าแฟชั่นหนังแท้ ใช้ชื่อว่า Nisha ดีไซน์เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใครและผลิตมาจำนวนไม่มากไม่โหลแน่นอน วัสดุดีเยี่ยม มีหนังขนตรงกลางเป็นเอกลักษณ์พร้อมแพ็กเกจสวยงามวางจำหน่ายและเปิด Pre-order ในช่องทาง instagram IG : Nisha_bynichanun นอกจากนี้ เธอยังเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแบรนด์กระเป๋าของเธอเองอีกด้วย

* เพิ่งแต่งงานไปไม่นานสำหรับหนุ่ม ภูริ หิรัญพฤกษ์ ควักกระเป๋าลงทุนเปิดรีสอร์ต puripai villa ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภูริอยากให้รีสอร์ตเป็นเหมือนบ้านพักตากอากาศของตัวเองและคนที่ชอบบรรยากาศของขุนเขา และเมฆหมอกของเมืองปาย ที่ออกแบบให้กลมกลืนไปกับบรรยากาศของพื้นที่ ที่มีเทือกเขาสลับไปได้อย่างดี เหมาะกับการพาคู่รักไปสวีทอย่างยิ่ง ใครอยากไปพักผ่อนบรรยากาศสบายๆ ชมตัวอย่างห้องพักได้ที่ http://www.puripaivilla.com

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

โรงแรมรังนก ที่สวีเดน

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

โรงแรมรังนก ที่สวีเดน

สมัยนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องให้แปลกแหวกแนวไว้ก่อน จะได้ขายไม่ยาก

แต่ที่ว่าแหวกแนวนั้นต้องน่าดูชมด้วยนะถึงจะเรียกคนให้หันกลับมามองซ้ำได้

ฉบับที่แล้วพูดถึงเรื่องคนชอบนอนแขวนอยู่บนหน้าผาและใต้ต้นไม้ ห้อยโตงเตงเป็นลิงเป็นค่างบ่างชะนี ลองดูสักทีว่าถ้าใช้ชีวิตแบบ “แขวนลอย” อยู่ในอากาศ แล้วจะรู้สึกอย่างไร

เต๊นท์นอนแขวนลอยของนักปีนเขาแบบนั้นอาจจะยังไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย คงต้องสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์กันเป็นหลัก

แต่ถ้าท่านใดยังอยากนอนบนต้นไม้ในเทศกาลพักผ่อนกลางลมหนาวยามนี้ มีทางเลือกอื่นให้ลองค่ะ ไม่ต้องลำบากลำบนไปห้อยโตงเตงเหมือนเต๊นท์ Portaledge แต่จะได้นอนบนเตียงนิ่งๆ นุ่มๆ สบายในลักษณะห้องพักแบบรังนก หรือ “เดอะ เบิร์ด”ส เนสท์” ระดับสี่ห้าดาว

เรียกง่ายๆ ว่าเป็นโรงแรมบนต้นไม้ “ทรีโฮเต็ล” (Tree Hotel) ก็แล้วกัน

ทรีโฮเต็ล (Tree Hotel) ที่เอามาให้ชมกันนี้เป็นโรงแรมรังนกที่ประเทศสวีเดนค่ะ ไกลจากบ้านเรามากมายทีเดียว ถ้าไม่มีสตังค์ไปเที่ยวก็เที่ยวผ่านรูปและเรื่องในคอลัมน์นี้ไปก่อนแล้วกัน

ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในหมู่บ้าน “Harads” เป็นชนบทห่างไกลทางภาคเหนือของประเทศสวีเดน อยู่ห่างไปทางตอนใต้ของเส้นอาร์กติก เซอร์เคิล ราว 60 กิโลเมตร

เส้นนี้มีความสำคัญทางด้านภูมิศาสตร์นะคะ เพราะว่าดินแดนที่อยู่เหนือจากเส้นอาร์กติก เซอร์เคิล จะมองไม่เห็นพระอาทิตย์เลยตลอดช่วงฤดูหนาว ประมาณว่าอากาศมัวซัวอึมครึมตลอดเวลาว่างั้น

ฉะนั้น ฤดูท่องเที่ยวที่สนุกจึงเป็นฤดูร้อนประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม หน้าหนาวจะหนาวจัดมาก

คงเป็นเพราะสภาพอากาศที่เป็นอุปสรรคนี่เอง เจ้าของโรงแรมคือ นายเคนท์ ลินด์วอลล์ ก็เลยต้องหาทางสร้างจุดขายเป็นพิเศษ ซึ่งเขาก็ทำได้สำเร็จอย่างงดงามเสียด้วย เพราะระหว่างที่สร้างโรงแรมและแพร่ข่าวออกไปโดยที่ตัวโรงแรมยังไม่ทันเปิดบริการเลยนั้นก็มียอดจองเข้ามาล้นหลาม พอสร้างเสร็จเข้าจริงๆ มีคนมาพักมาเที่ยวมากมาย ถ่ายรูปไปเล่าต่อทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก กลายเป็นปรากฏการณ์ “ไวรอล มาร์เก็ตติ้ง” บอกต่อแบบปากต่อปากดังระเบิดไปเลย

ผลก็คือคิวจองแน่นจนไม่รู้จะเอาใจลูกค้ายังไงดี เพราะห้องพักมีแค่ 6 แบบเท่านั้นเอง

เป็นรังนก 6 รัง ที่ดีไซน์แตกต่างกันทั้งหมด มุ่งเน้นสไตล์การออกแบบแนวอีโค่ ดีไซน์ ใกล้ชิดธรรมชาติ ทำเป็นรังนกบนต้นไม้ แต่ยกระดับบ้านต้นไม้ธรรมดาทั่วไปให้กลายเป็นที่พักบนต้นไม้สุดหรูหราระดับเวิลด์คลาสขึ้นมา

โดนค่ะ โดนใจทุกคนที่ได้เห็นจริงๆ

เพราะแต่ละห้องมีรูปแบบการดีไซน์โดดเด่นไม่ซ้ำกัน รูปลักษณ์ทันสมัยสุดเนี้ยบเฉียบขาดก็จริง แต่สถาปัตยกรรมก็แอบอิงสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวในป่าธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง เพราะยอมให้ป่าใหญ่ทั้งป่าปกปิดตัวอาคารไว้ภายใน ดูเผินๆ ราวกับงานศิลปะจัดวางที่เอาของแปลกปลอมเข้าไปอยู่ผิดที่ผิดทางของมัน แต่ดันสวยงามเหลือเชื่อ

โรงแรมรังนกมีบ้าน 6 แบบ ประกอบด้วย เดอะ เคบิน, บลู โคน, เบิร์ด”ส เนสท์, ยูเอฟโอ, อะ รูม วิธ อะ วิว และ มิเรอร์ คิวบ์ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวสวีเดนจำนวน 6 คน

ภายในห้องพักแต่ละแบบมีขนาดกะทัดรัดแต่หรูหราสวยงาม ประกอบด้วย เตียงคู่ มุมนั่งเล่น ห้องน้ำย่อมๆ พร้อมระเบียงชมวิวเก๋ไก๋ ปีนขึ้นไปโดยใช้บันไดเชือก แต่ทางเดินลาดขึ้นนั้นแข็งแรงปลอดภัยมาก

ห้องพักที่โดดเด่นที่สุดของโรงแรมก็คือบ้านสี่เหลี่ยมทรงลูกบาศก์ “มิเรอร์ คิวบ์” ขนาด 4?4 เมตร เนื่องจากมีผนังด้านนอกทำด้วยกระจกเงา และแขวนอยู่บนต้นสนเพียงต้นเดียวในลักษณะหุ้มต้นสนเอาไว้ทั้งต้นภายในบ้านเลยทีเดียว

จุดที่น่าสนใจก็ตรงผิววัสดุภายนอกนี่แหละ มันอลังการด้วยวัสดุเคลือบผิวกระจกเงาแบบพิเศษที่ฉาบด้วยฟิล์มอินฟราเรดซึ่งมีแต่นกเท่านั้นจะมองเห็นได้ เป็นการป้องกันไม่ให้นกบินมาชนตัวอาคารจนบาดเจ็บหรือตาย

แนวคิดนี้ได้รับความชื่นชมอย่างยิ่งในหมู่นักออกแบบตระกูลอีโค่ ดีไซน์ ที่มองลึกลงไปถึงหัวใจที่เข้าถึงการอยู่อย่างเกื้อกูลกันในสภาพธรรมชาติอย่างแท้จริง

มิเรอร์ คิวบ์ มีโครงสร้างที่ทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา สามารถเข้าพักได้มากสุดครั้งละ 4 คน ภายในมีเตียงนอน มุมนั่งเล่น ห้องครัวขนาดย่อม พร้อมห้องน้ำในตัว และจุดชมวิวบนหลังคา

เป็นห้องขนาดกะทัดรัดจริงๆ แต่โดดเด่นสะดุดตาอย่างยิ่ง

และแน่นอนที่สุดว่า อัตราค่านอนแต่ละคืนก็ต้องสมเหตุสมผลกับความน่าสนใจของมัน คืออยู่ที่ คืนละ 4,200 โครนสวีเดน หรือกว่า 18,000 บาท (ราคานี้สำหรับ 2 คน รวมภาษีและอาหารเช้า)

ส่วนห้องพักแบบรังนก หรือ “เดอะ เบิร์ด”ส เนสท์” จะมีลักษณะภายนอกเหมือนรังนกยักษ์ แต่ภายในเป็นห้องพักสุดหรูสไตล์โมเดิร์น สามารถขึ้นลงโดยใช้บันไดไฟฟ้า (แบบยืด-หดได้)

ห้องพักแบบ “เดอะ เคบิน” ตั้งอยู่บนต้นไม้ในพื้นที่เป็นเนินเขาลาดชัน จึงให้มุมมองที่สวยงามของป่าเขาและแม่น้ำ ขณะที่ห้องพักแบบ “บลู โคน” ตั้งอยู่ระหว่างต้นสน 3 ต้น สามารถเข้าถึงโดยใช้สะพานที่เชื่อมต่อกับภูเขาบริเวณด้านหลัง

พูดได้ว่าห้องแต่ละแบบมีจุดเด่นแตกต่างกันไปเฉพาะตัว สำหรับคนที่ชอบบรรยากาศแบบนี้ถ้าติดใจจริงๆ ก็สามารถมาพักได้ต่อเนื่องหลายครั้งโดยไม่รู้สึกเบื่อ ด้วยการเปลี่ยนมุมมองและวิวจากห้องพักสลับกันไปให้ครบทั้ง 6 แบบ

สำหรับอัตราค่าที่พักห้องแบบอื่นๆ นั้นอยู่ระหว่าง 3,500-3,800 โครนสวีเดน (15,000-17,000 บาท/ห้อง)

และนอกจากห้องพักแล้ว โรงแรมรังนกแห่งนี้ยังมี “ทรี เซาน่า” หรือห้องอบเซาน่าบนต้นไม้ไว้บริการ รวมถึงกิจกรรมนำเที่ยวสไตล์อีโค่ทัวร์ทั้งทางบกทางน้ำอีกมากมาย

ผู้ก่อตั้งโรงแรมต้นไม้ คือ นายเคนท์ ลินด์วอลล์ มีเป้าหมายที่จะสร้างห้องพักให้ได้ถึง 24 ห้อง ภายในเวลา 5 ปี เน้นแนวคิดใช้สถาปนิกแต่ละคนออกแบบคนละห้องให้แตกต่างกันไป ดังนั้น จึงต้องใช้สถาปนิกถึง 24 คน เลยทีเดียว โดยมุ่งเน้นที่จะไม่ให้ตัวโรงแรมส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสัตว์ป่าที่มีอยู่มากมายในบริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็น กวางมูซ กวางเรนเดียร์ หมี ฯลฯ

“ลูกค้าของเราส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวในแถบยุโรป ที่ชื่นชอบธรรมชาติ และเนื่องจากห้องพักของโรงแรมตั้งอยู่บนต้นไม้สูง ห่างจากเส้นอาร์กติก เซอร์เคิล ไม่ไกลมาก แขกที่มาเข้าพักจึงสามารถชื่นชมปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้เฉพาะพื้นที่ในแถบนี้ คือ แสงเหนือที่สวยงามมากในช่วงฤดูหนาว และปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืนในช่วงฤดูร้อน นี่คือสิ่งที่ธรรมชาติให้มาล้วนๆ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งเลย”

นายเคนท์ ลินด์วอลล์ กล่าวถึงโรงแรมรังนกของเขาด้วยความภูมิอกภูมิใจ

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

ตลาดมาเลเซีย

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07074150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

เดินเล่น ตลาดต่างแดน

อ้อมแอ้ม ณ แอลเอ

ตลาดมาเลเซีย

ที่เห็นชัดมาแล้วในสิงคโปร์และบัดนี้ที่มาเลเซียคือคนค้าขายในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นคนจีน แม้จะเป็นมุสลิมก็เป็นมุสลิมเชื้อสายจีน และตลาดก็มักจะอยู่ในย่านคนจีน

เมืองใหญ่ๆ ของมาเลเซียอย่างกัวลาลัมเปอร์ โกตาบารู โกตากินะบะลู หรือลังกาวี จะมีตลาดกลางคืนสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งก็เหมือนกับตลาดกลางคืนของประเทศอื่น คือขายอาหาร เครื่องดื่ม ทั้งแก่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ของมาเลเซียนี่จะดีกว่าบรูไนตรงที่เขาจะเปิดโล่งมีโต๊ะให้นั่งทานกัน แต่เรื่องความสะอาดต้องทำใจกันหน่อย ก็มันทานอาหารริมถนนน่ะคุณ

ตลาดกลางคืนหรือ Pasar Malam ก็เหมือนไนท์บาซาร์ที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ คือขายกันสารพันตั้งแต่อาหารการกิน ไปจนถึงเสื้อผ้า เครื่องประดับ ซีดีเพลง ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าโน่น ตลาดกลางคืนในที่คนชอบไปกันอยู่ที่ถนน Petaling

ตลาดกลางคืนที่ PJ SS นักท่องเที่ยวไม่ค่อยรู้จัก มีแต่คนท้องถิ่นเดิน ข้าวของมีทุกอย่างตั้งแต่รองเท้า CROCS คู่ละ 10-20 ริงกิตมาเลเซีย ดีวีดีก๊อบปี้ (ไม่ใช่ปลอมนะ เขาบอก) ผักผลไม้เขาวางขายกันแบบบ้านๆ แม้จะราคาถูกแต่ไม่ค่อยสดเพราะเก็บรักษาไม่ดี น่าเสียดาย แต่ที่จริงตลาดกลางคืนนี่เขาจะหมุนเวียนไปจัดที่ถนนนั้นถนนนี้ไม่ให้ซ้ำกัน และคนขายส่วนใหญ่ก็จะหน้าเดิมหมุนเวียนกันไป เพราะฉะนั้น ถ้ามามาเลเซียถามคนแถวนี้ให้เรียบร้อยว่าย่านนั้นมีตลาดกลางคืนที่ไหนและวันไหน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปไกล

อาหารของมาเลเซียมีอาหารอิสลาม และอาหารจีน ซึ่งออกจะแปลกอยู่ครามครัน มุสลิมไม่ทานเนื้อหมู ขณะที่คนจีนก็ชอบไป่กุ๊ดเต๋ น้ำซุปหมูตุ๋นกันเสียจริง ถึงว่าเขาต้องแยกย่านกันชัดเจนน่ะนะ เพราะร้านอาหารจีนก็จะเน้นแต่ขายอาหารที่ทำด้วยหมู

นั่งรถ Manorail สาย KL ไปตลาด Chow Kit ตลาดสดใหญ่ที่สุดในกัวลาลัมเปอร์ คนมาเลเซียเรียก Bazaar Baru Chow Kit ตลาดนี้ก็สะอาดสะอ้านพอใช้ แต่ส่วนที่เขาขายปลาจะแฉะเอามากๆ เพราะเขาจะล้างปลาหรือไม่ก็เอาน้ำสาดใส่ถังปลา หรือไม่ก็เอาน้ำแข็งมาโปะ ทุกสิ่งอันล้วนทำให้เฉอะแฉะ ด้านหลังตลาดก็มืดๆ รกๆ นะเพื่อนฉันว่าน่ากลัวอย่าเข้าไปเลย โอเค ไม่เข้าก็ไม่เข้า

เพื่อนมาเลเซียเล่าว่า แต่ก่อนนี้ชื่อเสียงย่าน Chow Kit ไม่ค่อยดี มีอาชญากรรมหลายอย่างเกิดขึ้นบ่อยมาก แต่ตำรวจก็จัดการแล้ว เข้าใจว่าเดี๋ยวนี้น่าจะดีขึ้น แต่การจะเสี่ยงเดินเข้าไปท้ายตลาดที่มืดๆ นั่นฉันไม่กล้า

ตลาดสด Taman Tun Dr Ismail หรือที่เขาเรียกกันสั้นๆ ว่า TTDI นั้นดูจะพัฒนาไปมากกว่า เป็นอาคารมิดชิด มีที่จอดรถกว้างขวาง สะอาดสะอ้านกว่า เขาแบ่งเป็นสินค้าฮาลาลกับไม่ฮาลาล ถ้าไม่ฮาลาลเขาจัดไว้ต่างหากแยกอยู่ชั้นใต้ดิน ขายหมูกันสนั่นครั่นครื้นในอาคารเดียวกันนั่นแหละ คนมุสลิมจะไม่กรายใกล้ลงไปเลย แต่ทุกชั้นเขาสะอาดสะอ้าน ชั้นบนสุดขายอาหารสำเร็จรูปมากมาย มีโรตีเจ้าหนึ่งอร่อยมาก ป้าคนทำแกชอบตะโกนใส่ลูกค้าว่าไม่ซื้อก็อย่าซื้อโว้ย แต่คนไม่ถือกันนะ

ตลาดเขาจะแบ่งเป็นสัดส่วนเรียบร้อย ผักอยู่ส่วนผัก ปลาอยู่ส่วนปลา เนื้ออยู่ส่วนเนื้อ เครื่องปรุงอยู่ส่วนเครื่องปรุง คนขายส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง

ตลาดเซเรียนก็เคยไป มีทั้งของสด และสินค้าของใช้ทั่วไป มีทั้งขายส่ง ขายปลีก แต่เป็นตลาดเล็กๆ

มาเลเซียมีซุปเปอร์มาร์เก็ตมากมาย แต่ก็คนล้นหลาม และบางเจ้าเน้นขายของชิ้นใหญ่ๆ อย่าง TMC Supermarket คนต่างชาติหรือไฮโซหน่อยจะเลี่ยงไป Bangsar Village Grocery ที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่า

ตลาดที่มาเลเซียยังมีมิตรภาพน้ำใจให้ได้ชื่นชมกัน พ่อค้าแม่ค้าจะตัดปลา ตัดไก่ หรือสินค้าทุกอย่างให้เราตามที่เราต้องการ จะให้สับจะให้เฉาะประมาณไหนเขาทำให้ ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แบบนี้ในเมืองก็ยังมี แต่บางตลาดที่เขาขายดีๆ เขาไม่ยอมทำแล้วนะ ที่นี่เขายังขายมะพร้าวโม่เหมือนที่เห็นในเมืองไทย คนมุสลิมทานกะทิเยอะ มะพร้าวโม่นี่เหมือนกัน จะซื้อแค่ไหนเขาก็ขาย ขายเท่าไหร่โม่เท่านั้น ไม่มีโม่ทิ้งไว้

ประสาประเทศติดทะเล คนมาเลเซียทานปลากันสดๆ และราคาถูก ไชน่าทาวน์ก็จะครึกครื้นตลอดทั้งวันยันดึกดื่น ตอนกลางคืนก็ขายอาหาร ถนนชื่อ Jalan Alor (ฉันว่า Jalan แปลว่าถนนเหมือนที่อินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์ แหงๆ) เต็มไปด้วยร้านรวงขายอาหารละลานตา บ้างเอารถมาจอดเปิดท้ายขายผัดนู่นนี่โฉ่งฉ่าง

สนุกทั้งคนทานคนทำเลยทีเดียวเชียว

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | ให้ความเห็น

สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ-บางบอน ทำเลดาวเด่นย่านฝั่งธนบุรี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

เล็งทำเลธุรกิจ

สุขสวัสดิ์-ประชาอุทิศ-บางบอน ทำเลดาวเด่นย่านฝั่งธนบุรี

แต่ไหนแต่ไรพื้นที่ฝั่งธนบุรีถูกมองว่าพัฒนาช้ากว่าฝั่งพระนคร เพราะส่วนใหญ่เป็นย่านตึกแถวพักอาศัยหรือร้านค้าเก่า และพื้นที่บางโซนโดยเฉพาะรอบเกาะรัตนโกสินทร์ก็เป็นเขตจำกัดความสูงอาคาร แตกต่างจากฝั่งพระนครที่เป็นย่านการค้า ย่านธุรกิจ มีตึกสูงมากมาย

อย่างไรก็ตาม จากการขยายตัวของเมืองจากย่านศูนย์กลางพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ออกสู่พื้นที่รอบนอก ทำให้พื้นที่ฝั่งธนบุรีวันนี้พัฒนาไปมาก ล่าสุดก็กำลังมีงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 2 ช่วงคือ ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และช่วงหัวลำโพง-บางแค เป็นรถไฟฟ้าสายที่ 2 ที่เชื่อมการเดินทางระหว่างฝั่งพระนคร-ธนบุรี ต่อจากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายตากสิน-วงเวียนใหญ่

สุขสวัสดิ์พลิกโฉม

คอลัมน์ “เล็งทำเลธุรกิจ” ฉบับนี้ ขอเริ่มต้นโฟกัสที่ทำเล “สุขสวัสดิ์” หากเป็นคนฝั่งธนบุรีส่วนใหญ่เป็นที่รู้กันว่าแถบนี้คือย่านพักอาศัยและย่านโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากมีพื้นที่เชื่อมต่อกับพระประแดง ที่เป็นแหล่งรวมสารพัดโรงงาน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในอนาคตจะเห็นการเปลี่ยนแปลงกับทำเลสุขสวัสดิ์ที่เป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ เพราะมีสิ่งอำนวยความพร้อมทั้งโรงพยาบาล (โรงพยาบาลบางปะกอก) ดิสเคานต์สโตร์ (บิ๊กซี) สัญญาณที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงคือเจ้าตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง เตรียมขยายการลงทุนเข้ามาที่นี่ หลังจาก 1-2 ปีก่อนได้ลงทุนคอนโดฯ ในทำเลราษฎร์บูรณะที่เป็นถนนคู่ขนานกับสุขสวัสดิ์

การมีผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนคอนโดฯ สะท้อนว่าราคาที่ดินทำเลสุขสวัสดิ์ได้ปรับขึ้นสูงแล้ว จนเริ่มไม่ตอบโจทย์การสร้างทาวน์เฮ้าส์ราคา 1-2 ล้านบาทได้ ประกอบกับแทบไม่มีที่ดินผืนใหญ่ที่จะพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮ้าส์ได้แล้ว

ขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยยังคงขยายตัว จากที่อยู่อาศัยแนวราบ (บ้าน) ไปสู่แนวสูง (คอนโดฯ) จากข้อมูลพบว่า แอล.พี.เอ็น. ได้ซื้อที่ดินบริเวณซอยสุขสวัสดิ์ช่วงต้นๆ เตรียมพัฒนาเป็นคอนโดฯ ราคาเริ่มต้นประมาณ 1 ล้านบาท คาดว่าจะมีจำนวนห้องชุดอยู่ระหว่าง 1,000 ยูนิตบวกลบ

“ประชาอุทิศ” แหล่งชุมชนขนาดใหญ่

จากถนนสุขสวัสดิ์มุ่งหน้าไปทางพระประแดงจะพบกับสามแยกไป “ประชาอุทิศ” ถือเป็นอีกหนึ่งทำเลที่น่าสนใจหากจะลงทุนทำกิจการ โดยในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ถนนสายนี้พัฒนาไปเร็วมากจนแทบไม่เหลือเค้า และเป็นถนนที่ซอยย่อยระหว่าง 2 ฝั่งถนนเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่เป็นย่านเกษตรกรรมเป็นสวนผลไม้เพราะอยู่ใกล้กับปากอ่าวไทย

นอกจากเป็นย่านชุมชนขนาดใหญ่ทั้งกลุ่มที่นับถือศาสนาพุทธและอิสลาม ถนนประชาอุทิศยังมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ตั้งอยู่คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและโรงเรียนมัธยมอิสลามวิทยาลัย โรงเรียนสารสาสน์วิเทศ (โรงเรียน 2 ภาษา) ประกอบกับเป็นถนนที่เดินทางเข้าออกสะดวกเนื่องจากมีเส้นทางลัดเชื่อมต่อไปยังซอยวัดพุทธบูชาเพื่อออกไปยังถนนพระรามที่ 2 ได้

บรรยากาศของถนนประชาอุทิศในวันนี้ถือว่าคึกคักขึ้นกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะในช่วงประชาอุทิศตอนปลายนับตั้งแต่ซอย 70-71 เป็นต้นไป จากเดิมยังมีที่ว่างติดริมถนนเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันแทบกลายสภาพเป็นตึกแถว อาคารบ้านเรือน และหมู่บ้านจัดสรร เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมถึงร้านสะดวกซื้อและเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรสเข้ามาเปิดบริการ โดยสังเกตว่าร้านอินเตอร์เน็ต-เกมออนไลน์ และร้านกาแฟห้องแถว เป็นธุรกิจที่มีให้เห็นเป็นระยะๆ

ประมาณการว่าจำนวนหมู่บ้านจัดสรรในโซนประชาอุทิศน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 25-30 โครงการ เฉลี่ยโครงการละ 100-200 หลัง หรือรวมแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 2,500-3,000 หลังคาเรือน และหมู่บ้านจัดสรรยังได้ขยายตัวออกจากประชาอุทิศไปถึงย่านทุ่งครุ ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นย่านชานเมืองที่การเดินทางยังค่อนข้างลำบาก

หมู่บ้านจัดสรรเพียบ

สำหรับหมู่บ้านในแถบนี้มีทั้งแบรนด์ดังในตลาดหลักทรัพย์และแบรนด์นอกตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่โครงการเก่าอายุกว่า 10 ปี อย่างหมู่บ้านสินทวีสวนธน ไปจนถึงบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์รุ่นใหม่ๆ เช่น กานดาเพลส วงแหวน-ประชาอุทิศ 76 ใกล้กับทางด่วนสายสุขสวัสดิ์-บางพลี, เดอะเฟิร์สโฮม วงแหวน-ประชาอุทิศ 76, บ้านพฤกษ์ลดา ประชาอุทิศ 90, ศุภาลัยพาร์ควิลล์ ประชาอุทิศ 86, บ้านพิศาล ประชาอุทิศ ฯลฯ

หากเป็นทาวน์เฮ้าส์มีระดับราคาตั้งแต่หลังละกว่า 1-2 ล้านบาท ส่วนบ้านเดี่ยวเริ่มต้นที่ประมาณ 3 ล้านบาท ถือว่าเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อระดับกลาง

การคมนาคมของถนนประชาอุทิศถือว่าสะดวก เพราะมีทั้งทางด่วนขั้นที่ 1 สายเฉลิมนคร เดินทางสู่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ทางฝั่งดินแดง วิภาวดีรังสิต หรือถ้าจะทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ก็สามารถใช้ทางด่วนขั้นที่ 2 สายรามอินทรา-อาจณรงค์ มาจากพระโขนง บางนา เพื่อออกสู่จังหวัดชลบุรีได้ ส่วนถ้าจะมุ่งสู่ด้านใต้สามารถใช้ถนนวงแหวนรอบนอกด้านใต้ (บางพลี-บางขุนเทียน) รวมถึงมีรถตู้โดยสารประจำทางให้บริการ รวมถึงรถเมล์หลายสาย อาทิ 21 88 75 ปอ.พ.20 เป็นต้น

ศูนย์รวมแหล่งการค้า

แหล่งค้าขายมีทั้งตลาดสด เช่น ตลาดนัดราษฎร์บูรณะ ตลาดทุ่งครุ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างจัสโก้ ฯลฯ รวมถึงมีหน่วยงานราชการสำคัญๆ เช่น ที่ว่าการอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ศูนย์เยาวชนเฉลิมพระเกียรติ ฯลฯ

รวมไปถึงมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ไว้เป็นปอดฟอกอากาศสำหรับคนในชุมชน คือสวนธนบุรีรมย์ มีเนื้อที่กว้างถึงกว่า 60 ไร่ นอกจากนี้ ยังมีห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้อยู่ติดกับสวนธนบุรีรมย์ ซึ่งภายในมีทั้งห้องอินเตอร์เน็ต ห้องดูหนัง-ฟังเพลง ฯลฯ

ความเจริญที่มาพร้อมกับการขยายตัวของชุมชนกระจายถึงช่วงซอยประชาอุทิศ 91 ที่มีร้านจำหน่ายผักปลอดสารพิษ และสินค้าเกษตรจากดอยคำ สะท้อนให้เห็นว่าเป็นทำเลที่มีกำลังซื้อหนาแน่น

ถนนพุทธบูชาบูม

อีกทำเลที่อยู่ต่อเชื่อมกันคือย่านถนนพุทธบูชา ขนาด 4 ช่องจราจร ที่ใช้เป็นเส้นทางลัดจากถนนประชาอุทิศออกสู่ถนนพระราม 2 ได้ จากเดิมที่ 2 ฝั่งแนวถนนส่วนใหญ่มีสภาพเป็นทุ่งหญ้าโล่งๆ เพราะเดิมทีเป็นพื้นที่เกษตรทำสวนผลไม้ต่างๆ คล้ายกับย่านประชาอุทิศ และทุ่งครุ แต่ปัจจุบันเต็มไปด้วยตึกแถวและหมู่บ้านจัดสรรแบรนด์ดังจำนวนมาก

สังเกตว่าบ้านเดี่ยวในแถบนี้มีราคาสูงกว่าโซนประชาอุทิศ เพราะตั้งแต่ระดับกลาง-บน ราคาตั้งแต่ 3-7 ล้านบาท เช่น หมู่บ้านรอยัลราชาวดี, บ้านใหม่และบ้านมัณฑนาของค่ายแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, คาซ่า ยูเรก้า ของซีเอ็มซีกรุ๊ป, บ้านพิศาล พฤกษาวิลล์ ของค่ายพฤกษาเรียลเอสเตท, ทาวน์ อเวนิว ฯลฯ รวมถึงมีอพาร์ตเมนต์เจาะกลุ่มคนทำงาน ขณะที่ราคาที่ดินปัจจุบันซื้อขายกันตารางวาละ 20,000-30,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 ทำเลที่กล่าวมาไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ถือเป็นหนึ่งในทำเลที่น่าสนใจสำหรับการทำธุรกิจ

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07085150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ

ต้องยอมรับว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 ใน 7 จังหวัดนำร่อง และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 1 มกราคม ผ่านมา ล้วนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs อย่างแน่นอน

โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ที่เป็นกลุ่มผู้อ่านนิตยสารเส้นทางเศรษฐี

และผู้ทำธุรกิจ SMEs อันเป็นแหล่งข่าวสำคัญของนิตยสารเล่มนี้

ถึงตอนนี้ หลายคนคงทราบแล้วว่า สิ่งที่สภาอุตสาหกรรม 5 ภาคเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามข้อเรียกร้องใน 7 มาตรการเป็นอันล้มกระดานเรียบร้อยแล้ว

ไปเมื่อวันที่ 8 มกราคม ผ่านมา

แต่กระนั้น สิ่งที่รัฐบาลพยายามช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ด้วย 3 มาตรการก็เป็นสิ่งที่พอฟังได้เหมือนกัน

ลองไปดูทีละข้อนะครับ

หนึ่ง ภาครัฐจะเข้าไปใช้บริการต่างๆ ของธุรกิจ SMEs เพื่อเสริมสร้างรายได้

สอง มาตรการภาษีเพื่อลดรายจ่าย

สาม จะช่วยเรื่องดอกเบี้ย และเงินทุนหมุนเวียนต่างๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างผลผลิตที่ดีขึ้น

ผมไม่ทราบว่าผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs พอใจหรือไม่ แต่ถ้ามาย้อนดู 16 มาตรการเดิม กับอีก 5 มาตรการใหม่ก่อนหน้านี้ ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs พอจะโล่งอกอยู่บ้าง

แต่กระนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs บางรายยังกังวลว่าเขาจะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากภาครัฐในมาตรการต่างๆ อย่างไร

ไม่ยากครับ

ถ้าใครอยากรู้ว่า 16 มาตรการเดิม บวกกับ 5 มาตรการใหม่ และ 3 มาตรการล่าสุดรายละเอียดเป็นอย่างไร แค่เสิร์ชจากกูเกิ้ล เพื่อหาเว็บไซต์ของกระทรวงแรงงาน จะมีรายละเอียดดังที่กล่าวมา

หรือถ้าไม่อยากยุ่งยากซับซ้อนก็เสิร์ชหาจากกูเกิ้ล ก็จะทราบทั้งหมด

เพราะศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเข้าไปที่สำนักงานแรงงานจังหวัด หรือกระทรวงแรงงาน

เท่านั้นท่านจะเข้าถึงแหล่งข้อมูลของการช่วยเหลือ

ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่ประการใด

แต่ถ้าถามผมว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศครั้งนี้มีความรู้สึกอย่างไร ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมว่าดีนะ เพราะปัจจุบันค่าครองชีพของทุกครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น

การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เท่ากับได้เข้าไปช่วยเหลือครอบครัวของผู้ใช้แรงงานโดยตรง แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการ เขาย่อมไม่ชอบเป็นแน่

เพราะอยู่ๆ เขาต้องมาแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

เป็นใคร ใครจะยอมล่ะครับ

ผลเช่นนี้ จึงทำให้เกิดข้อเรียกร้องต่างๆ มากมาย เพราะอย่างที่ทราบกัน การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทครั้งนี้ คนที่เจ็บหนักที่สุดเห็นจะเป็นธุรกิจ SMEs

ธุรกิจก็เล็กอยู่แล้ว

รายได้ก็มีอยู่ประมาณนี้

แล้วต้องมาให้เขาจ่ายค่าแรงเพิ่ม เป็นใครก็ไม่ยอมอยู่แล้ว

ยิ่งเมื่อมาฟังคำพูดของ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พูดผ่านสื่อว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศครั้งนี้ จะทำให้แรงงานส่วนใหญ่อพยพกลับถิ่นฐาน

ทุกคนจะได้กลับไปทำงานในบ้านเกิดของตัวเอง

ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

แถมจะมีเงินเหลือ เพราะค่าครองชีพในต่างจังหวัดถูกกว่า

มองแบบไม่คิดอะไร อาจเชื่อตามสิ่งที่รัฐมนตรีพูด

แต่ถ้ามองอย่างพินิจพิจารณา จะรู้ดีว่าในต่างจังหวัดไม่ได้มีแหล่งงานรองรับอะไรมากมาย แถมแรงงานที่มีอยู่ก็เป็นแรงงานแบบชาวบ้านๆ

ทำมาหากินไปวันๆ

ผมจึงค่อนข้างเชื่อว่าสิ่งที่รัฐมนตรีพูดผ่านสื่อเป็นการพูดแบบขาดข้อเท็จจริง เพราะแหล่งงานส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล

และหัวเมืองจังหวัดใหญ่ๆ

ถ้ากลับบ้าน แล้วมีแหล่งงานรองรับอย่างที่ว่าจริงๆ เป็นผม ก็กลับบ้านครับ แต่ถ้าไม่เป็นไปอย่างที่ว่า คงไม่มีใครอยากไปอดอยากที่บ้านเป็นแน่

ลำพังแค่ปากเดียว ท้องเดียวยังพอทน

แต่ถ้ามีหลายปาก หลายท้อง ใครเล่าจะทำแบบนั้น

ดังนั้น ถ้ามองเรื่องนี้อย่างเข้าใจ ผมเชื่อว่าผลกระทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศครั้งนี้ คงพูดกันอีกครึ่งปี

และคงมีมาตรการอะไรออกมาอีกเรื่อยๆ

ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs จะอึดไหวหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ถ้าอึดไหว อาจชินชาต่อการปรับค่าแรงครั้งนี้

แต่ถ้าอึดไม่ไหว

เห็นทีคงได้เห็นข่าวผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ทยอยปิดกิจการเป็นแน่

อยากเห็นข่าวแบบไหนครับ

เพราะในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ?

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

สัญญาต้องเป็นสัญญา

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

สัญญาต้องเป็นสัญญา

ห้างหุ้นส่วนจำกัดไปรับจ้าง อบต. ขุดบ่อบาดาลทำระบบประปาหมู่บ้าน ขุดไปได้พักเดียวได้น้ำเพียงพอตามกำหนดแล้ว อบต. ขอปรับลดค่าจ้าง อ้างว่าขุดตื้น เมื่อลดปริมาณงานจึงต้องลดเงินค่าจ้างด้วย อำเภอ จังหวัดเออออกันตามนั้น ทวงเท่าไรไม่ยอมจ่าย จนเรื่องต้องถึงศาลปกครองเข้าจนได้

1.

ห้างหุ้นส่วนจำกัดโผงผางก่อสร้าง ดีใจมากที่ได้รับคัดเลือกจากองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้ก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน ค่าจ้าง 878,000 บาท ทั้งขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล และมีงานอื่นประกอบ

คุณโผงผู้จัดการรีบเข้าไปทำสัญญากับ อบต. ทันที คือ สัญญาฉบับลงวันที่ 22 เมษายน 2548

สัญญาระบุว่า เป็นสัญญาเหมารวม ถือราคาเหมารวมเป็นเกณฑ์ ให้ขุดเจาะบ่อบาดาลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว ปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า 5 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง หรือความลึกไม่น้อยกว่า 150 เมตร ระยะเวลา 90 วัน

โดยต้องเริ่มงานภายในวันที่ 23 เมษายน 2548 และต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 หากเสร็จหลังจากนั้น จะต้องชำระค่าปรับวันละ 878 บาท และหาก อบต. ต้องจ้างผู้ควบคุมงานช่วงนั้น หจก.โผงผางฯ ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานวันละ 200 บาทด้วย

วันที่ 3 กันยายน 2548 สมาชิกอบต. ไปชี้จุดให้ขุดเจาะ หจก.โผงผางฯ ลงมือขุดๆๆๆ เจาะๆๆๆๆ ถึงวันที่ 6 กันยายน 2548 ขุดลึกลงไป 100 เมตร มีน้ำออกมาเพียง 2.5 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง

“เลิกๆ ไปขุดตรงโน้น” ผู้แทนของ อบต. ชี้จุดใหม่ให้ขุดที่อีกฝั่งของถนนตรงข้ามกับจุดเดิม

วันที่ 7 กันยายน 2548 หจก.โผงผางฯ ย้ายเครื่องมือมาขุดเจาะยังจุดตามที่ ผู้แทน อบต. ชี้ให้ขุด

ขุดลงไปได้เพียง 56 เมตร น้ำไหลทะลักคลั่กๆ ปริมาณไม่น้อยกว่า 5 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง

หัวหน้าส่วนโยธา อบต. รายงานผลต่อคณะกรรมการตรวจการจ้างว่าขุดมาได้น้ำตามกำหนดแล้ว

วันที่ 3 ตุลาคม 2548 หัวหน้าส่วนโยธา อบต. ทำบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาจ้าง ว่า อบต. ผู้ว่าจ้างและ หจก.โผงผางฯ ผู้รับจ้าง ตกลงเปลี่ยนแปลง การขุดเจาะบ่อบาดาล จากความลึกที่ 150 เมตร ราคา 268,950 บาท เป็นความลึกที่ 56 เมตร ราคา 100,408 บาท และตัดค่าอุปกรณ์อีก 6 รายการออก

แต่ หจก.โผงผางฯ ไม่ได้ลงนามด้วย แถมทาง อบต. ก็ไม่มีใครลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2548 หจก.โผงผางฯ แจ้งว่างานเสร็จแล้ว ขอส่งมอบงาน

หัวหน้าส่วนโยธา อบต. ทำบันทึกข้อความเสนอประธานตรวจการจ้างว่า เห็นควรตัด ค่าขุดเจาะบ่อบาดาลเป็นเงิน 168,542 บาท คงเหลือเงินค่าขุดเจาะบ่อบาดาลเป็นเงิน 100,408 บาท และตัดค่าอุปกรณ์ต่างๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 191,174 บาท คงเหลือค่าจ้างตามโครงการนี้เป็นเงิน 686,826 บาท

จากวงเงินค่าจ้างในสัญญา 878,000 บาท มีทีท่าว่า หจก.โผงผางฯ จะได้รับเพียง 686,826 บาท

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 คณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับงานจ้างนี้

2.

หจก.โผงผางฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณโผงกระวนกระวายเป็นยิ่งนัก เพราะว่า แม้จะมีการตรวจรับงานไปแล้ว แต่เงินค่าจ้างนั้นยังไม่ได้รับเลย ทั้งยังมีทีท่าว่าจะได้รับน้อยกว่าสัญญาที่ตกลงไว้ด้วย

แต่ทำไงได้ละ คุณโผงคงต้องร้องเพลงรอต่อไป

อำเภอ

ระหว่างที่รอนั้น วันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ทางอำเภอมีหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด หารือเรื่องการเบิกจ่ายเงินให้ หจก.โผงผางฯ ว่ากรณีตามสัญญาจ้างนี้ อบต. เห็นว่าจะต้องหักเงินตามปริมาณงานที่ทำได้จริง จะถูกต้องหรือไม่

วันที่ 20 ธันวาคม 2548 ผู้ว่าราชการจังหวัดมีหนังสือตอบกลับมาว่า ในแบบประมาณการขุดเจาะบ่อบาดาลที่ความลึก 150 เมตร ได้คำนวณราคาค่าขุดเจาะไว้เมตรละ 1,793 บาท รวมเป็นเงิน 268,950 บาท เมื่อขุดเจาะได้เพียง 56 เมตร แต่ได้ปริมาณน้ำตามกำหนดในสัญญา 5 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง จึงต้องปรับลดค่างานลงเท่าที่ได้ทำจริง ความเห็นของ อบต. ถูกต้องแล้ว

วันที่ 23 ธันวาคม 2548 นั่นละคุณโผงจึงได้รับเช็คค่าจ้างงานเป็นเงิน 593,485.07 บาท ซึ่งเป็นยอดเงินที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและหักค่าปรับออกแล้ว

คุณโผงมีหนังสือร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมว่า อย่างนี้น่าจะไม่ถูกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาหักเงินค่าขุดบ่อไป 94 เมตร จำนวน 168,542 บาท และตัดค่าอุปกรณ์ 6 รายการออกไปด้วยรวมแล้วถูกตัดไป 191,174 บาท แถมยังจ่ายเงินล่าช้าอีกนับจากวันส่งงาน 57 วัน

วันที่ 7 มีนาคม 2549 ศูนย์ดำรงธรรมได้รับแจ้งผลการสอบสวน จากผู้สอบสวนซึ่งมีความเห็นว่า กรณีที่อบต.กำหนดจุดขุดเจาะผิดพลาดและต้องขุดไปไม่มีน้ำ 100 เมตร เป็นความผิดพลาดของ อบต. และการเบิกเงินล่าช้าเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

คุณโผงรับแจ้งผลแล้ว จึงทวงเงินส่วนที่เขาเห็นว่ายังขาดอยู่ จาก อบต. แต่ อบต. ไม่สนใจ

วันที่ 17 กรกฎาคม 2549 หจก.โผงผางฯ โดยคุณโผงยื่นฟ้อง อบต. หัวหน้าส่วนการคลัง อบต. หัวหน้าส่วนโยธา อบต. และผู้ว่าราชการจังหวัดต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 218,588 บาท (คิดค่าเสียหายรวมเข้าไปด้วย) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องคดีจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ หจก.โผงผางฯ

ทางฝ่าย อบต. และผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

3.

ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาสัญญา แล้วเห็นว่า ตามสัญญา คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ตกลงกันคิดค่าจ้างในลักษณะเหมารวม หมายความว่า ไม่ว่าผู้รับจ้างจะมีค่าใช้จ่ายมากน้อยเพียงใดก็ตาม หากผู้รับจ้างทำงานแล้วเสร็จครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในรายละเอียดในแบบแปลนท้ายสัญญาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญารวมทั้งเอกสารแนบท้ายแล้ว ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างตามจำนวนที่ตกลงกันไว้

เมื่อปรากฏว่าผู้รับจ้างได้ทำงานสมบูรณ์ครบถ้วนตามข้อกำหนดของสัญญาแล้ว อบต. จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตามข้อตกลงในสัญญา

สำหรับบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 เพื่อเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการขุดเจาะบ่อบาดาล จากความลึก 150 เมตร มาเป็นความลึก 56 เมตร โดยตัดค่าขุดเจาะบ่อบาดาลออกเป็นเงิน 168,542 บาท นั้นปรากฏว่าทั้ง หจก.โผงผางฯ ผู้รับจ้าง และ อบต. ผู้ว่าจ้างมิได้ลงนามในข้อตกลงนั้น จึงไม่อาจใช้บังคับผูกพันคู่สัญญาได้ อบต. ไม่มีอำนาจที่จะปรับลดเงินค่าจ้างจาก หจก.โผงผางฯ ผู้รับจ้าง และมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าจ้างที่ปรับลดลงให้แก่ หจก.โผงผางฯ เป็นเงิน 168,542 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องคดีตามคำขอของ หจก.โผงผางฯ

ส่วนประเด็นที่ อบต. ชำระเงินค่าจ้างล่าช้า 57 วันนั้น เห็นว่า ขั้นตอนการทำหนังสือหารือจังหวัดเป็นขั้นตอนการปฏิบัติภายในหน่วยงานด้วยกันเอง จะนำเหตุผลนี้มาปฏิเสธความรับผิดชอบตามสัญญาต่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็นคู่สัญญาหาได้ไม่ อบต. ต้องชำระเงินแก่ หจก.โผงผางฯ ตั้งแต่วันที่คณะกรรมการตรวจรับการจ้างตรวจรับงาน คือ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2548

เมื่อ อบต. ชำระเงินแก่ หจก.โผงผางฯ วันที่ 23 ธันวาคม 2548 จึงต้องรับผิดกรณีผิดนัดชำระค่าจ้างล่าช้า 42 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 593.485.07 บาท เป็นเงิน 5,121.85 บาท

ว่าส่วนผู้ถูกฟ้องคดีรายอื่นๆ นั้นเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญา คือ อบต. เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีรายอื่นๆ ไม่ใช่คู่สัญญาจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาแต่อย่างใด

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ อบต. ชำระเงินแก่ หจก.โผงผางฯ รวมทั้งสิ้น 173,663.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 168,542 บาทนับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2549 อันเป็นวันฟ้องคดีจนกว่าจะชำระเสร็จ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

4.

อบต. อุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด ว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัดทอนงานลงแล้ว ค่าจ้างก็ต้องลดลงตามเนื้องานที่ทำได้จริง ทั้ง หจก.โผงผางฯ ก็รับเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือหลังจากการปรับลงแล้ว ย่อมถือได้ว่า ตกลงยอมรับข้อตกลงตามบันทึกข้อเพิ่มเติมโดยปริยายแล้ว

ส่วนที่เบิกเงินค่าจ้างให้ล่าช้าก็ด้วยต้องหารือเกี่ยวกับการปรับลดค่าจ้างลงตามปริมาณงานที่ทำได้จริง ไปยังนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด อันเป็นขั้นตอนในฐานะที่ อบต. เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อผู้รับจ้างทำสัญญากับส่วนราชการก็ต้องยอมรับในระบบราชการ ขอให้ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้อง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามสัญญา การจ้างรายนี้ถือความสำเร็จของงานขุดเจาะบ่อบาดาลให้ได้ปริมาณน้ำ 5 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง เป็นผลสำเร็จของงาน ส่วนความลึกของการขุดเจาะเป็นเพียงประมาณการไว้เท่านั้น หากผู้รับจ้างขุดเจาะบ่อบาดาลได้น้ำ 5 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง ถือว่าผู้รับจ้างทำงานแล้วเสร็จครบถ้วนบริบูรณ์ตามที่กำหนดไว้ในแบบแปลนท้ายสัญญาและข้อกำหนดกับเงื่อนไขของสัญญา

ผู้ว่าจ้างต้องมีหน้าที่จ่ายเงินค่าจ้างตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ อบต. จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตามข้อตกลงในสัญญาแก่ หจก.โผงผางฯ

บันทึกข้อตกลงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 เปลี่ยนแปลงรายละเอียดการขุดเจาะและตัดทอนเงินลงไปรวม 191,174 บาทนั้น ทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างมิได้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว จึงไม่อาจใช้บังคับคู่สัญญาได้

การที่ผู้รับจ้างยอมรับเงินค่าจ้างบางส่วนไปแล้ว ไม่อาจถือได้ว่าผู้รับจ้างยอมรับข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวโดยปริยายแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากผู้รับจ้างมีหนังสือร้องเรียน ขอโต้แย้งคัดค้านการปรับลดเงินตามสัญญาลง อันเป็นการแสดงการไม่ยอมรับการจัดทำข้อตกลงดังกล่าว

ประเด็นเรื่องการจ่ายเงินล่าช้านั้นเห็นว่าขั้นต้นการทำหนังสือหารือจังหวัดเป็นขั้นตอนการปฏิบัติภายในหน่วยงานด้วยกันเอง จึงนำเหตุผลดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามสัญญาต่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็นคู่สัญญาหาได้ไม่

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น

คุณโผงถอนหายใจโล่งอกไป ได้เงินรวมทั้งสิ้น 173,663.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 168,542 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2549 อันเป็นวันฟ้องคดี จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ภายใน 30วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

(เทียบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.145/2554)

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

ล่าฝัน…ลูกทุ่งแท้ สายัณห์ออกอัลบั้ม-หวนคืนเวทีสำเร็จ?

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

ล่าฝัน…ลูกทุ่งแท้ สายัณห์ออกอัลบั้ม-หวนคืนเวทีสำเร็จ?

ปี 2555 กลายเป็นปีเก่าไปแล้วหมาดๆ

เมื่อคืนวันผันแปร หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปตามปกติอันเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง และกาลเวลา

สิ่งใหม่ๆ ก็เข้ามาแทนที่ ส่วนจะดีหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สุดแต่ว่า ตั้งอยู่บนพื้นฐานอะไร

ความเป็นนิรันดร์ของการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นกับวงการเพลงลูกทุ่ง

พูดกันง่ายๆ แบบภาษาชาวบ้านก็คือ ลูกทุ่งแท้กลายพันธุ์ไปแล้ว

หมายถึงว่า การร้องไม่มีการเอื้อนอันเป็นเอกลักษณ์ของลูกทุ่ง ทำนองเพลงก็ซ้ำๆ ซากๆ ประเภทร้อยเนื้อทำนองเดียว ไม่มีทำนองแปลกๆ ใหม่ๆ ให้ได้ฟัง เสียงของนักร้องก็ไม่โดดเด่นเป็นแบบฉบับให้นักร้องรุ่นหลังยึดเป็นต้นแบบ หรือร่องเสียงให้ได้ร้องกัน นักร้องอยู่ภายใต้การกำหนดของบริษัทเทปว่าจะร้องเพลงอะไร อย่างไร ถ้าไม่ให้ร้องก็ไม่สามารถร้องได้

วงการเพลงลูกทุ่งแบบใหม่ ซึ่งกลายพันธุ์ไปเป็นแบบสตริง ป๊อป เพื่อชีวิต บรรดาคนลูกทุ่งแท้ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักแต่งรับไม่ได้ และต่างแสดงความเป็นห่วงกันออกมาหลายปีติดต่อกัน

ครูชลธี ธารทอง ฉายา “เทวดาเพลง” ศิลปินแห่งชาติ แต่งเพลงลูกทุ่งแท้มากกว่า 4,000 เพลง ปั้นนักร้องให้โด่งดัง มีชื่อเสียงมาแล้วนักต่อนัก แม้ตัวเองจะมีปัญหาลิขสิทธิ์เพลงถึงขั้นต้องฟ้องร้องกันในโรงในศาลก็ยังอดแสดงความเป็นห่วงต่อความผันแปรของเพลงลูกทุ่งไม่ได้

ครูชลธีลั่นวาจาเสียงดังฟังชัดว่า จะสร้างนักร้องน้องใหม่ด้วยเพลงลูกทุ่งแท้

แต่จะเป็นเมื่อใด ใครคือนักร้องคนนั้น สังกัดค่ายเพลงไหน จะโปรโมตหรือเชียร์กันอย่างไร จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็ยังไม่อาจทำนายได้ รู้แต่ว่า การเข็นครกขึ้นภูเขาบางทีจะง่ายกว่า

รวมไปถึงคำประกาศของครูชลธี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2553 ว่าจะแต่งเพลงให้ สายัณห์ สัญญา ร้องอีกครั้งหลังจากสายัณห์ได้มากราบตักขอขมาที่ได้พูดจาล่วงเกินกรณียอดรัก สลักใจ ป่วยเป็นมะเร็งจริงหรือไม่ จึงยกโทษให้

“ผมเชื่อว่าเขายังกลับมาได้…รับรองว่าต้องถูกใจแฟนเพลงอีกครั้ง ในแบบสายัณห์คนเดิม”

จากวันที่ครูชลธีเอ่ยปากจะสร้างศิษย์คนแรกอีกครั้งจนถึงวันนี้ผ่านไปกว่า 2 ปีก็ยังไม่มีความคืบหน้าว่าสายัณห์จะได้ร้องเพลงของครูชลธี

สายัณห์ว่างเว้นจากการร้องเพลงของครูชลธีมานานกว่า 20 ปีแล้ว เนื่องจากครูชลธีเสียใจที่สายัณห์ไม่เคารพและไม่นับถือครูบาอาจารย์

วันเวลาทำให้ทั้งครูและอาจารย์อายุมากขึ้นทุกวัน ครูชลธีอายุ 75 ปี ขณะที่สายัณห์ย่างเข้า 61 ปีแล้ว

ขณะเดียวกัน วงการเพลงลูกทุ่งก็แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วชนิดกู่ไม่กลับมากขึ้นทุกที

สายัณห์ในฐานะพี่ใหญ่ของวงการลูกทุ่งก็พยายามจะปลุกปั้นเพลงลูกทุ่งแท้ในสไตล์ของตัวเองมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน ได้ออกอัลบั้มหลายชุด

แต่ก็พูดได้ว่า ยังไม่ประสบผล

กระทั่งล่าสุดเมื่อปลายปี 2555 สายัณห์ สัญญา ได้ออกอัลบั้มลูกทุ่งแท้ ชื่อชุด “สงสารหัวใจ” บันทึกเสียงเสร็จสิ้นไปแล้ว จากการประพันธ์ของ ณพนรรจ์ ขวัญประภา เจ้าของเพลงอกหักซ้ำสอง ถึงเธอผู้เป็นดวงใจ แด่คนชื่อเจี๊ยบ ฯลฯ เพลงชุดใหม่นี้ บริษัท เค.อาร์.โปรโมชั่น จำกัด ของเสธ.คำรณ เป็นผู้ลงทุน

สายัณห์ บอกว่า ซีดีเพลงชุดนี้จะขายแค่ 70 บาท ของปลอม 35-40 บาท การตั้งราคาขายแบบนี้ไม่เน้นเรื่องกำไร ต้องการให้แฟนเพลงซื้อกันได้ง่ายๆ เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยก็ได้มาสเตอร์หรือของแท้ไปฟัง

“เพลงลูกทุ่งใหม่ๆ มีคนทำน้อยลง ถ้าทุกคน นักแต่ง คนสร้าง นักร้อง นักดนตรีกล้าที่จะทำในสิ่งที่ควรทำ คนยังไม่ลืมลูกทุ่งแท้ๆ หรอก…” นักร้องผู้มีเสียงแหบมหาเสน่ห์ กล่าว

การเป็นนักร้องหัวขบวนที่จะกระตุกเพลงลูกทุ่งแท้ให้กลับมาอีกครั้ง แม้จะเป็นนักร้องระดับตำนานที่สร้างผลงานเพลงอันไพเราะน่าฟังไว้มากมาย แต่ก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เพลงดัง ติดหูแฟนเพลงเหมือนครั้งอดีต

ณพนรรจ์ ขวัญประภา ผู้ประพันธ์เพลงที่เสธ.คำรณเลือกแล้วว่า เหมาะที่สุดสำหรับการเขียนเพลงให้ตรงกับสายัณห์ก็ยังเอ่ยปากยอมรับว่า มิใช่เรื่องง่าย

เขาบอกว่า รสนิยมการฟังเพลงของคนเปลี่ยนไป วงการสื่อที่แต่ก่อนใช้วิทยุเปิดเพลง เพลงไหนร้องดีก็จะมีคนขอฟังกันเยอะ เพลงนั้นก็จะดัง เมื่อนักร้องดัง วงดนตรีที่ไปเปิดการแสดงจะมีคนมาดูกันจำนวนมาก แต่ปัจจุบัน มีสื่อออนไลน์ วิทยุไม่ได้เปิดเพลงที่คนอยากฟัง บริษัทเพลงค่ายใหญ่ๆ จะมีสถานีหรือช่องรายการทางทีวีดาวเทียมโปรโมตเพลงและศิลปินในค่ายของตัวเอง นอกจากนี้ ยังปัญหาเทปผี ซีดีเถื่อนระบาด

ในส่วนของสายัณห์อายุก็มากขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนไป แต่ถึงอย่างไร เสียงร้องและลีลาการร้องของเขาก็ยังถือว่าใช้ได้ดี ที่สำคัญ สายัณห์เขาตั้งใจมากที่จะร้องออกมาให้ดีที่สุดและฟังเสียงแล้วก็ถือว่าใช้ได้

“ผมก็พยายามแต่งเพลงที่เป็นลูกทุ่งแท้ เหมาะกับสายัณห์ซึ่งเป็นแนวหวาน ผิดหวัง อกหัก ผมใช้เวลาเป็นปี แต่งมาตั้งแต่ก่อนน้ำท่วมปี 2554 สายัณห์มาบันทึกเสียงเสร็จปลายปี 2555 มิกซ์เสียงเรียบร้อย ผมพอใจผลงานชุดล่าสุดนี้ รอแต่ทางบริษัทเค.อาร์.ฯ ของเสธ.คำรณเขาจะเชียร์อย่างไร” ณพนรรจ์ กล่าว

กระแสวัฒนธรรมแบบใหม่ ยุคสื่อออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คน การจะทำให้เพลงลูกทุ่งแท้คืนชีพขึ้นมา อาจเป็นได้แค่ความฝัน????

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | | ให้ความเห็น

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

เป็นช่วงที่งานการเริ่มจะร้อนรนขึ้นทุกวัน งานเก่าก็ยังไม่เสร็จ งานใหม่ก็เพิ่มเข้ามาแต่เดี๋ยวสักพักคุณเตรียมรับงานด่วนงานแทรกเอาไว้ได้เลย การค้าขายช่วงนี้จำเป็นจะต้องเน้นเรื่องคุณภาพและการบริการให้มากเป็นพิเศษ เพราะดาวประจำตัวกำลังเข้าสู่วงจรของการยกระดับสินค้าและการบริการจึงจะแปรเปลี่ยนเป็นเงินเป็นทอง เมื่อถามถึงลูกค้าในระยะนี้ให้ระวังประเภทสั่งอย่างเอาอีกอย่าง สั่งของไว้แต่ไม่ยอมมาเอาไป ทางที่ดีต้องเตรียมมาตรการป้องกันเรื่องพรรค์นี้ไว้ล่วงหน้า ส่วนการลงทุนให้ระวังถูกหลอกถูกโกง พยายามใช้ระบบจัดการมาใช้ในงานของคุณให้มากกว่าใช้ระบบอารมณ์ส่วนตนตัดสิน ด้านลูกน้องบริวารจะเป็นเรี่ยวเป็นแรงให้กับคุณเป็นอย่างดีสามารถใช้ทำเรื่องสำคัญได้ กับความรักถือว่าฟ้าปลอดโปร่ง คิดอ่านทำการใดจะสำเร็จสมหวังแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ครับ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

ก่อนอื่นต้องเตือนเรื่องสุขภาพให้ดีๆ มีเกณฑ์ป่วยไข้ไม่สบาย บางรายถึงกับมีอุบัติเหตุซึ่งจะทำให้เสียงาน เสียสุขภาพ ทำงานไม่คล่องตัว อีกทั้งมีเกณฑ์ชะตาต้องเดินทางไกลและถูกใช้ไหว้วานให้ไปทำงานด่วน การเงินจะมีรายจ่ายที่ไม่ได้เตรียมการไว้แต่ถึงกระนั้นก็จะมีรายรับที่เข้ามาทำให้คุณชื่นอกชื่นใจ โชคลาภจะมาเป็นข่าวดีมากกว่าเรื่องอื่น ส่วนหัวหน้าจะยังคงเกื้อหนุนช่วยเหลือคุณเป็นอย่างดี มีข้อแม้ว่าถ้าหากคุณต้องการสิ่งใดก็ให้พูดคุยบอกกล่าวกับท่านไปก่อน ห้ามรอให้ท่านลงมาช่วยเพียงอย่างเดียว การค้าขายให้ระวังเรื่องของหาย สินค้าชำรุดแตกหักอันเนื่องมาจากลูกน้องบริวารและการขนส่ง กับเรื่องหัวใจความรักเก่าไปใหม่ก็มาเป็นธรรมดาของโลก เพียงช่วงนี้คุณอย่าไปคาดหวังให้ใครต้องทำอะไรปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เท่านี้ความสุขใจก็จะกลับคืนมา

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

ระยะนี้พูดจาสิ่งใดมักจะเข้าตัว ดาวพุธแห่งการสื่อสารโคจรเสียหาย ยังผลให้การสั่งงานของคุณจะมีคนนำไปทำผิดๆ สั่งอย่างได้อีกอย่าง โยนความผิดกันไปมาอย่างน่าเวียนหัว ทางแก้คือคุณต้องสะสมตระเตรียมเอกสารหลักฐานในทุกๆ ครั้งของการสั่งงานให้ดีๆ เพียงใช้เอกสารในการยืนยันกับทุกๆ เรื่องมากกว่าคำพูด เท่านี้คุณก็จะรอดตัวและมีคนเข้าใจเหตุการณ์ความเป็นจริงในทุกเรื่องทั้งหมด ส่วนท่านที่ทำงานบริษัทให้ระวังจะถูกหักหลัง มีคนจ้องจับผิดแต่จะมีคนเข้ามาช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย การค้าขายให้แฝงรอยยิ้มพิมพ์ใจไปด้วยกับทุกๆ คนที่เข้ามาหาซึ่งจะเป็นกุญแจทองไขโชคลาภเงินทองให้ย้อนเข้าสู่กระเป๋าเงินคุณอย่างเป็นกอบเป็นกำ ที่ต้องดูแลอีกเรื่องคือเรื่องสัญญาเช่าร้าน สัญญาซื้อขายต่างๆ มีโอกาสเป็นเรื่องวุ่นวายได้ในอนาคต ให้ตรวจสอบให้ดี ด้านความรักให้ระวังมือที่สามจะทำให้ความรักของคุณสั่นคลอน

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

การค้าขายและการดำเนินงานใดๆ ในช่วงนี้จะมีอุปสรรคในตอนต้นเล็กน้อย แต่คุณสามารถผ่านไปได้อย่างไม่ยากเย็น อีกทั้งจะมีคนมาช่วยให้ทุกภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ด้านหัวหน้าจะเรียกใช้งานคุณหนักขึ้น มีเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็จะนึกถึงคุณบ่อยเป็นพิเศษ ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยากก็ขอให้คุณตามน้ำ ทำงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายให้เต็มที่จะมีผลดีตามมา ท่านใดที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า ของสวยงามให้ระวังตัวเลขรายรับจะสะดุด ทั้งของซื้อของขายจะแพงขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา ส่วนท่านที่ทำอาชีพสายงานบริการต่างๆ สายก่อสร้างและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพจะเริ่มดีขึ้นมีทิศทางแนวโน้มที่คล่องตัว รายรับกำลังสดใส กับท่านที่เป็นผู้ประกอบการ ลูกน้องบริวารจะงอแง รวมทั้งมีเหตุให้ย้ายเข้าย้ายออกกันวุ่นวาย ทิศทางความรักระยะนี้คล้ายทิศตะวันตกคือมีเรื่องไม่สบายใจ หดหู่ใจต่อกัน ขอให้อดทนและมั่นคงในความรัก

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

ในระยะนี้งานจะมีหลุด ตกหล่นผิดพลาดเกิดอุปสรรคให้ต้องคอยแก้ไขไม่เว้นแต่ละวัน ทางแก้คือคุณต้องลงไปดูรายละเอียดต่างๆ ให้ลึกซึ้งและใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ดาวประจำตัวยังมีพลัง ฉะนั้น ปัญหาที่วิ่งเข้ามาแล้วทำให้กังวลก็จะจบลงได้ด้วยดี ด้านการค้าขายยังติดขัด ลูกค้าเรื่องเยอะเรื่องมากจะเข้ามามากเป็นพิเศษให้เตรียมอารมณ์รับมือ การลงทุนนั้นทำได้แต่อย่าโลภ เพราะตามชะตาเงินทองจะเข้ามาก้อนไม่ใหญ่ขืนคุณทุ่มงบลงไปเต็มที่จะทำให้เสียมากกว่าได้ ส่วนท่านที่ทำอาชีพสายอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้าจะมีกำไรระยะสั้นคือมาแบบวูบวาบ วันไหนเริ่มตั้งร้านแล้วมีคนเข้ามาครึกครื้น วันนั้นจะมีคนเข้าทั้งวัน มาไม่ได้หยุดจนคุณแทบไม่ได้พัก ส่วนวันไหนเงียบๆ แต่หัววัน วันนั้นแทบจะเก็บของปิดร้านนอนได้เลย ด้านความรักให้ระวังจะรักคนที่มีเจ้าของแล้ว หรืออีกประการ คุณมีโอกาสเผลอใจไปรักใครขณะที่แฟนตนเองยังรออยู่ที่บ้าน

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

มีงานใหม่เข้ามาให้ทำเป็นได้ทั้งสินค้าตัวใหม่ แนวทางระบบการซื้อการขายแบบใหม่ ลูกน้อง หัวหน้าคนใหม่ เรียกได้ว่าคุณจะมีบรรยากาศแห่งการทำงานในวิถีและเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ นั่นเอง โดยเฉพาะท่านใดที่ต้องทำงานแบบมีลูกน้องบริวารจะเป็นช่วงที่มีการย้ายเข้าย้ายออกจนคุณหาคนไม่ทัน ส่วนท่านที่ทำกิจการที่บ้านจะมีรายรับเข้าให้ชื่นใจ มีออร์เดอร์งามๆ ให้ชื่นชม ถ้าถามถึงท่านที่ทำงานบริษัทระยะนี้โครงสร้างบริษัทและรูปแบบงานใหม่ๆ จะนำเข้ามาใช้ มีเกณฑ์ต้องปรับเนื้อหาของงานที่คุณทำใหม่ ส่วนการเดินทางจะนำมาซึ่งผลประโยชน์และข่าวดี เรียกได้ว่าขยันไปเถิดในเดือนนี้จะคุ้มค่ากับความเหนื่อยที่คุณลงทุนลงแรงไปอย่างแน่นอนชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ ด้านความรักมักจะทำให้เหนื่อยใจแต่กระนั้นขออย่าได้ท้อถอยหมดลมไปซะก่อน เพราะอีกไม่ช้าคนรักของคุณจะกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นนั่นเอง

ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

เป็นเวลาที่คุณจะต้องวิ่งใส่เกียร์ห้าท้าคลื่นลม จังหวะชีวิตกำลังขับเคลื่อนให้หน้าที่การงานการเงินมีลู่ทางใหม่ๆให้โกยทำกำไร มีความเป็นไปได้ที่ผลงานที่คุณสร้างมาจะสัมฤทธิผลได้ซะที ฉะนั้น ท่านใดที่หวังความสำเร็จในรูปแบบใดก็ให้เร่งผลิตผลงานออกมาให้มากที่สุด ผลประโยชน์อันแสนงามกำลังจะตกถึงมือคุณ ยิ่งการเจรจาในเรื่องเงินเรื่องทองจะยิ่งมีความหวังมีโอกาสได้รับผลสำเร็จอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านที่ทำสายอาชีพเกี่ยวกับเหล็ก โลหะ เครื่องยนต์กลไกและอาหาร จะมีลูกค้า มีตัวเลขรายรับที่ดี ท่านที่ขายของประเภทเสื้อผ้าและงานบริการจะมีปัญหาติดๆ ขัดๆ ทำอะไรไม่ค่อยสะดวก เจอลูกค้าต่อราคาแบบน่าเวียนหัว อีกทั้งลูกน้องจะเป็นเรี่ยวเป็นแรงได้เป็นอย่างดี ส่วนกับหัวหน้านี่สิจะมีปัญหาคาใจต่อกัน ด้านความรักมีเกณฑ์เดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันและมีความสัมพันธ์ต่อกันที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

การค้าการขายต้องปวดขมองกับราคาค่าของที่สูงขึ้นแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง ดาวการเงินบ่งบอกถึงค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย แต่ยังดีที่มีตัวช่วยเรื่องลูกค้า เรื่องออร์เดอร์สั่งของที่น่าชื่นใจย้อนคืนเข้ามา ดังนั้น ช่วงเวลาจากนี้สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องทำงานไม่ทัน ผลิตสินค้าไม่ทันด้วยเหตุปัจจัยเรื่องระยะเวลาที่สั้นเอามากๆ อีกทั้งลูกน้องบริวารยังจะสาย มา ลา ขาดสลับกันอย่างนี้ จนกระทบกับงานเข้าจนได้ จึงควรเตรียมแผนการจัดการโดยไว ท่านที่ทำอาชีพที่เกี่ยวกับเสื้อผ้า ของใช้ในบ้านจะเงียบเหงาในระยะสั้นๆ ท่านที่ทำธุรกิจสายโรงแรม สายการบริการ จะมีการขยับขยายที่ดีขึ้น คล่องตัวขึ้น ส่วนท่านที่ทำงานด้านอาหาร ของกินและเครื่องดื่มให้ระวังผิดใจกับหุ้นส่วนและคนช่วยงาน แต่ยังดีที่กระแสรายรับยังหมุนเวียนเข้ามาให้ชื่นใจ ด้านความรัก คนรักจะเป็นกำลังใจให้คุณได้เป็นอย่างดี

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

งานเข้าอย่างต่อเนื่องจะมีผลประกอบการที่ดีให้คุณได้ชื่นใจ ถึงแม้อุปสรรคต่างๆ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาหา แต่ด้วยไหวพริบความฉลาดและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีของคุณก็จะนำพาชีวิตความมั่นคงให้อยู่รอดต่อไปได้อย่างงดงาม อีกทั้งการลงทุนต่างๆ จะได้รับข่าวดี ได้ความหวังใหม่ๆ ในเรื่องงานเรื่องผลประโยชน์ที่สวยงาม แต่ที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษก็คือเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงเกินความจำเป็น มีความอยากได้อยากมีในสิ่งของบางอย่าง มีความคิดที่จะขยับขยายลงทุนเพิ่มเติม ในส่วนดังกล่าวนี้จะต้องคิดทบทวนให้รอบคอบ มีข้อมูลหลายชิ้นที่บ่งบอกว่าไม่ควรลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ ให้เบรกไว้ก่อน ส่วนท่านที่ค้าขายให้ระวังเรื่องบริวารจะซื้อของ จะทอนเงินผิดพลาด กลายเป็นลูกค้าเข้าเยอะแต่กำไรหดหายจึงควรรัดกุม กับความรักให้ระวังคนที่มีเจ้าของมาชอบ ส่วนท่านที่ยังไม่มีคู่จะพบเจอจากการทำงานและการติดต่องาน

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของชีวิต มีอารมณ์อยากเปลี่ยนงาน อยากขยายงาน อยากหาอะไรที่ทำแล้วเงินมากกว่านี้และมีเวลาให้กับครอบครัวมากยิ่งขึ้น ดาวประจำตัวคุณบ่งบอกถึงความอึดอัดใจอยากระเบิดออกมาให้กลายเป็นเงินเป็นทองสักก้อนใหญ่ จะได้ไม่ต้องคิดโครงการไว้เยอะแต่ไม่ได้ทำสักที ทีนี้ต้องบอกเอาไว้ว่างานจากนี้ไปคุณจะมีความมั่นคง มีการปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนแน่นอนชัวร์ครับ ความช่วยเหลือใดๆ ที่คุณหวังต้องการก็จะมีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ส่วนท่านที่ทำอาชีพด้านอาหาร เครื่องดื่ม การท่องเที่ยว การบริการจะดีขึ้น เจริญขึ้น มีความหวัง มีอนาคตสดใสขอให้ไม่ท้อแท้ ความพยายามจะนำผลสำเร็จมาให้ชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ ส่วนท่านที่ค้าขายของแต่งบ้านแต่งรถและก่อสร้างและด้านสื่อต่างๆ จะมีอุปสรรคมีเรื่องให้พลิกไปมามากเป็นพิเศษ ส่วนความรักให้เอาใจและพูดจาให้ไพเราะต่อกันแล้วจะรักกันไปอีกนาน

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

ยังไม่น่าไว้วางใจเรื่องการหมุนเวียนเงินสักเท่าไหร่ ดาวการเงินโคจรผิดรูปผิดเส้นทางจะทำให้ค่าใช้จ่ายนั้นสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย ค่าของซื้อของขายจะแพงอย่างกดไม่ลง เงินทองได้มาก็จะต้องนำมาลงทุนหรือใช้หนี้สินจนแทบจะเป็นลม อย่าท้อแท้ใจไปครับ ทางออกยังมี เอาแบบนี้คือให้คุณเบรกเรื่องการซื้อของที่มีราคาแพงออกไปก่อนสักเดือนสองเดือน อีกทั้งถ้ามีสินค้าตัวใหม่ๆ ทันสมัยเข้ามาก็ให้นำมาขาย รวมถึงเป็นช่วงเวลาที่คุณจะต้องลงไปดูในรายละเอียดร้านหรือเนื้องานให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพราะหลายครั้งที่ไหว้วานใครให้ไปทำ กลับต้องมาตามแก้ไข ตามล้างตามเช็ดอยู่เป็นประจำ แต่เมื่อคุณลองลงไปดูเองรับรองวันนั้นเรื่องต่างๆ เหล่านั้นมันแก้ง่ายเหมือนกับไม่มีอะไร ส่วนการค้าขายช่วงนี้ให้มีโปรโมชั่นเสริม รับรองผลกำไรสูงขึ้นอย่างน่าชื่นใจชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ ด้านความรักให้พูดคุยดีๆ และให้อภัยต่อกันเนื่องเพราะมีเกณฑ์ทะเลาะ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

มีโอกาสได้ขยับขยายงาน ปรับเปลี่ยนหน้าที่ไปในทางที่ดีขึ้น มีเกณฑ์ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากคู่ค้า คู่สัญญาและหัวหน้า อีกทั้งลูกน้องบริวารจะให้การช่วยเหลือสนับสนุนตัวคุณได้เป็นอย่างดี การค้าขายจะทำกำไรในระยะสั้น ดังนั้นไม่ควรหวังผลไกลเกิน แต่ขอให้ก้าวไปทีละขั้นด้วยความมั่นคง ยิ่งท่านใดที่กำลังอยากจะเปลี่ยนงานก็ให้ทราบไว้ว่าที่ใหม่ยังแย่และหนักกว่าที่เดิมในปัจจุบันนี้ ซึ่งเกรงว่าถ้าจะลาออกก็จะเป็นการหนีเสือปะจระเข้ เวลาทำงานล่วงเลยมาถึงกลางค่ำกลางคืนอยู่เป็นประจำก็จะทำให้สุขภาพเรื่องเครียดวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แนะให้หันมาดูแลร่างกายให้มากเพราะมีดวงป่วยไข้จนถึงเข้าโรงพยาบาล การค้าขายช่วงนี้ให้รักษาฐานลูกค้าเก่า ลองกริ๊งกร๊างหรือไปเยี่ยมไปหาก็จะได้ฐานลูกค้าเดิมคืนมา บวกกับพาลูกค้าใหม่ให้ได้ชื่นใจ ส่วนความรักให้พูดน้อยลง อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับแฟนคุณมากเกิน แล้วความสงบสุขจะมาเยือนครับ

อาจารย์ณัฐ นรรัตน์

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | 2556(2013)-เส้นทาง, เส้นทางเศรษฐี | ให้ความเห็น