ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

บันดาลโทสะ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082151155&srcday=2012-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 539

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

บันดาลโทสะ

“…..๑#@$%&***%$#@@())@QW##$!%&….”

นอกจากดุด่าว่ากล่าวเอาอย่างข้างบนนั่นแล้ว ยังด่าอีกว่า

“@@#^#๑ ๒@###%&*()WE@#%$$$^&&QWW!!&*(++^&ZXๆๆๆ”

“!@#$@#!^&*$%%#@(@#####@@#%%^&+___+$@!๑๑!##”

คุณผางผู้บิดารุกไล่ตามดุด่าไม่ยอมเลิกราเลยทีเดียว

แม้ไม่อยากรับฟังถ้อยคำนั้น แต่มันก็เข้าหูมาจนได้ แต่ไม่อาจเขียนเป็นตัวหนังสือได้ ด้วยมันหยาบคายร้ายแรงเกินไปจริงๆ

เหตุที่คุณผางผู้พ่อเดินตามจิกด่าคุณโผงผู้ลูกหนักหนาขนาดนั้น เป็นเพราะคณะกรรมการหมู่บ้านไปฟ้องคุณผางว่า คุณโผงที่รับหน้าที่เก็บเงินค่าน้ำประปาในหมู่บ้านไม่นำพากับการทำหน้าที่

เท่านั้นละ คุณผางผู้พ่อเลยยัวะจัด ว่าทำนองว่า ทำดังนี้มันเสียหายมาถึงพ่อ

คุณโผงเลี่ยงเดินหนีไปอีกบ้านหนึ่ง คุณผางยังตามไปด่าไม่เลิก เสียงชักดังขึ้นเรื่อยๆ แฮะ ตามมาทันโดยไม่ทันระวังตัว มือขวาคุณผางเงื้อแล้วฟาดลงตรงบ้องหูคุณโผงพัวะ! เข้าให้

ถึงกับทรุดเลยทีเดียว

คุณโผงตอนโดนตบบ้องหูคอนปืนแก๊ปอยู่ด้วย พลันที่คลายจากหูอื้อตาลาย ชันกายลุกขึ้น จึงยกปืนเล็งแล้วเหนี่ยวไกทันที

กลุ่มกระสุนพุ่งใส่หน้าอกคุณผางผู้พ่อล้มตึง อาการปางตาย (แต่ไม่ตาย)

คุณโผงถูกดำเนินคดี พนักงานอัยการฟ้องข้อหา พยายามฆ่าบุพการี แต่ได้รับอันตรายสาหัส

คุณโผงต่อสู้คดีว่า กระทำผิดโดยบันดาลโทสะ หวังให้ได้รับความเมตตารับโทษน้อยลงกว่าที่กฎหมายกำหนด

ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า พยายามฆ่าบุพการี ให้จำคุก 20 ปี แต่คำให้การชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 15 ปี

คุณโผงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า กระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ให้จำคุก 3 ปี คำให้การชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี

พนักงานอัยการโจทก์ไม่เห็นด้วย จึงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุคุณโผงมีอายุถึง 34 ปี จึงไม่เป็นผู้เยาว์ และไม่อยู่ใต้อำนาจปกครองของผู้เสียหายแล้ว

การรับจ้างเก็บค่าน้ำประปาภายในหมู่บ้านเป็นงานอาชีพหนึ่งของคุณโผง หากคุณโผงบกพร่องในการทำงาน ผู้ว่าจ้างย่อมจะว่ากล่าวแก่คุณโผงเอง

แม้โดยความผูกพันฉันบิดากับบุตร ผู้เสียหายอาจตักเตือนคุณโผงได้บ้าง แต่อายุขนาดคุณโผงถือว่าเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว

การที่ผู้เสียหายดุด่าคุณโผงด้วยถ้อยคำหยาบคายเป็นเวลาต่อเนื่องกัน ทั้งยังตบกกหูของคุณโผงอย่างแรง จนคุณโผงทรุดตัวลง ถือได้ว่าเป็นการข่มเหงคุณโผงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแล้ว

เมื่อคุณโผงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ย่อมเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คุณโผงมีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีโดยบันดาลโทสะนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 1294/2555)

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 72 ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

มาตรา 80 ผู้ใดลงมือกระทำความผิด แต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด

ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

บัวบก : พันธุ์ไม้ล้มลุก ช่วยปลดทุกข์จากโรคภัย

สุวรรณ พันธุ์ศรี

เดือนหน้าก็จะหมด ปี 2555 เดินหน้าสู่ ปี 2556 ทุกอย่างเป็นไปตามกาล แต่คนกลับพยายามถ่วงกาลเพื่อประโยชน์เฉพาะตน

คนชอบที่จะปฏิเสธความจริง ไม่พยายามที่จะอยู่กับความเป็นธรรมชาติ อยากเอาชนะธรรมชาติ แต่ทุกคนก็กลับคืนสู่ดิน

ยิ่งกาลขณะนี้เต็มไปด้วยวัตถุ เทคโนโลยีที่พ่อค้าแม่ขายโฆษณาชวนเชื่อในความสะดวกสบายให้ผู้คนหลงใหลอยากได้ อยากมี อยากเป็น

ทั้งทั้งที่ของเหล่านั้นไม่ได้มา ไม่ได้มี ชีวิตก็ยังดำเนินอยู่ได้ตามปกติสุข

หลายคนก็ยังโหยหาเพื่อให้พ่อค้าแม่ขายล้วงกระเป๋าเอาเงินไป

จนต้องกลายเป็นคนมีหนี้เป็นสิน ต้องมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น

พฤติกรรมอย่างนี้มันเป็นการเอาเปรียบคนอื่น

มาปลูกต้นไม้กลับคืนธรรมชาติและสร้างออกซิเจนไว้หายใจกันดีกว่า ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “บัวบก”

จะปลูกลงกระถางหรือว่าจะยกร่องปลูกแบบผักสวนครัวก็ได้ถ้ามีที่มีทาง

“บัวบก” แต่ละท้องถิ่นมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป อาทิ ทางเหนือเรียก ผักหนอ ภาคใต้เรียก ผักแว่น เป็นต้น

นักพฤกษศาสตร์จัด “บัวบก” เป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกจำพวก “ผัก” ลำต้นจะเลื้อยไปตามพื้นดินในที่ชื้นแฉะ ปลูกง่าย จะปลูกด้วยเมล็ดหรือไหลของมันก็ได้

ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว ออกกระจุกตรงข้อ รูปใบค่อนข้างกลม ขอบใบจักเล็กน้อย

ดอกของบัวบก ออกเป็นช่อคล้ายร่ม ช่อหนึ่งจะมีประมาณ 3 ถึง 4 ดอก มีสีม่วงอมแดง ก้านดอกยาวเล็กน้อยและมีริ้วประดับ

ผลของบัวบก จะมีลักษณะแบน

จากงานวิจัยพบว่า บัวบกมีสรรพคุณทางสมุนไพร แก้ช้ำใน บำรุงหัวใจ รักษาอาการอ่อนเพลีย รักษาโรคผิวหนัง ขับเลือด รักษามุตกิดระดูขาวในผู้หญิง แก้บิด

นอกจากนี้ เมื่อนำไปผสมกับตำรับยาตัวอื่น ใช้รักษาอาการร้อนในกระหายน้ำ รักษาโรคซางในเด็ก แก้โรคปากเปื่อย แก้เจ็บคอ ระงับกลิ่นปาก

นี่คือสรรพคุณประโยชน์ที่ได้จากการปลูก “บัวบก”

นอกจากนี้ ในทางการแพทย์ยังได้วิจัยพบสรรพคุณของบัวบกที่รักษาโรคต่างต่างอีกหลายโรค

ใครที่มีที่ทาง ปลูกไว้เถิด คนที่มีที่อยู่กลางอากาศก็อยากให้ปลูกลงกระถางวางไว้ตามระเบียง

ก็อย่างที่บอกว่า บัวบก เป็นผักที่ปลูกง่าย แต่ขอเป็นที่ชื้นแฉะ หากปลูกลงกระถางก็ต้องหมั่นรดน้ำทุกวัน

แต่มนุษย์คอนโดฯ ขี้มักจะอ้างไม่ค่อยมีเวลา

เพราะนั่นมันเป็นข้ออ้างของคนมักง่าย

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

แพะ สร้างงาน สร้างเงิน ที่ บ้านเขาห้ายอด

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083151155&srcday=2012-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 539

เทคโนฯ ปศุสัตว์ 

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

แพะ สร้างงาน สร้างเงิน ที่ บ้านเขาห้ายอด

การพัฒนาด้านอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สำคัญ ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุน อบรมให้ความรู้ จนสามารถก่อให้เกิดอาชีพและรายได้อย่างมั่นคงแก่เกษตรกรในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน

วิสาหกิจชุมชนเลี้ยงแพะบ้านเขาห้ายอด หมู่ที่ 1 ตำบลพลวงทอง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี เป็นอีกหนึ่งวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ป.ก. โดยสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดชลบุรี รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานปศุสัตว์อำเภอบ่อทอง และองค์การบริหารส่วนตำบลพลวงทอง จนมีความเข้มแข็งและเป็นตัวอย่างที่ก้าวไปสู่ความสำเร็จในกิจกรรมการเลี้ยงแพะและแกะ

เริ่มจาก แม่แพะ 1 แม่

ได้แรงใจจากทุกหน่วยงาน

“เดิมอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่ส่วนมากจะทำไร่มันสำปะหลัง เลี้ยงไก่ และปลูกข้าวนาหว่าน แต่วันนี้การเลี้ยงแพะ แกะได้กลายเป็นอีกอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี”

คุณราเชน มะลิวัลย์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงแพะบ้านเขาห้ายอด อยู่บ้านเลขที่ 279 หมู่ที่ 1 ตำบลพลวงทอง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี โทร. (089) 091-0274 กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเขตปฏิรูปที่ดินแห่งนี้

“อย่างผมเอง แต่ก่อนนี้ก็เลี้ยงไก่ชนเป็นอาชีพ แต่ประสบปัญหาการเกิดโรคระบาดไก่ที่เลี้ยงไว้ตาย ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาแนะนำว่า ให้ปรับเปลี่ยนมาสู่การเลี้ยงแพะ เพราะเป็นสัตว์ที่ตลาดมีความต้องการสูง อีกทั้งในชุมชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีความต้องการใช้แพะ แกะ เพื่อประกอบพิธีการทางศาสนาด้วย”

“และที่สำคัญ การเลี้ยงแพะนั้นเหมือนกับการออมเงิน เอาสตางค์ใส่กระป๋องไว้ เมื่อได้รับคำแนะนำจึงเกิดความสนใจและตัดสินใจเลี้ยงในที่สุด”

จากจุดเริ่มต้นด้วย แม่แพะ เพียง 1 แม่ ในปี 2545 ถึงวันนี้ คุณราเชน มีแพะ 70 ตัว และแกะอีก 20 กว่าตัว พร้อมกันนี้ยังได้แพร่ขยายอาชีพการเลี้ยงแพะออกไปสู่เพื่อนเกษตรกรในหมู่บ้านที่สนใจอีก 20 ราย ได้ปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงแพะ แกะ และนำไปสู่การเลี้ยงตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงแพะบ้านเขาห้ายอด จนถึงบัดนี้

“เรียนรู้มาเรื่อยๆ ตอนแรกเลี้ยงไม่เป็นเลย แต่ได้ทาง ส.ป.ก. และสำนักงานปศุสัตว์อำเภอสนับสนุนการอบรมให้ความรู้เรื่องการเลี้ยง การคัดเลือกแม่พันธุ์แพะ การดูแล และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง พาไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการเลี้ยงแพะในสถานที่ต่างๆ เราก็นำมาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ”

นอกจากนี้ ยังได้รับการสนุนจาก อบต. พลวงทอง โดย คุณสมโชค สิทธิ์ภานุวงศ์ นายก อบต. ได้จัดสรรเงินงบประมาณสนับสนุนการเลี้ยงแพะแบบให้เปล่า จำนวน 100,000 บาท เพื่อจัดซื้อแม่พันธุ์บอร์ จำนวน 10 ตัว แจกจ่ายให้กับสมาชิก

“ตอนนี้แพะที่เลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ลูกผสมพื้นเมือง-แองโกล หรือลูกผสมซาแนน ซึ่งเราก็มีเป้าหมายที่จะยกระดับสายเลือดให้สูงขึ้น โดยการนำพ่อแพะพันธุ์บอร์เข้ามาผสม” คุณราเชน กล่าว

ในวันนี้สมาชิกของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงแพะบ้านเขาห้ายอด จะมีรายได้จากการเลี้ยงแพะ ปีละ 30,000-40,000 บาท ต่อครัวเรือน รวมถึงมีรายได้เสริมจากการขายน้ำนม กิโลกรัมละ 50 บาท และจำหน่ายมูลแพะ ในราคากระสอบละ 50 บาท รวมถึงการแปรรูปน้ำนมแพะเป็นสบู่น้ำนมแพะขาย ก้อนละ 30 บาท

เลี้ยงด้วยใจรักและเรียนรู้ตลอด

นำไปสู่ความสำเร็จ

“การเลี้ยงแพะจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีใจรัก และมีความอดทนเป็นประเด็นสำคัญที่สุด” ประธานวิสาหกิจชุมชนกล่าวถึงเคล็ดลับความสำเร็จในอาชีพ

“ตอนแรกเลี้ยงแพะน้อยๆ ไม่มีปัญหา แต่พอแพะเยอะขึ้นเป็นฝูงใหญ่ จะเจอปัญหามากมายเลย อย่างผมตอนแรกที่เลี้ยงประสบปัญหามากมาย โดยเฉพาะปัญหาแพะท้องอืด แพะป่วยเป็นพยาธิ ซึ่งเป็นอันตรายมาก ถ้าไม่ดูแลรักษา แพะจะผอมและตายไปที่สุด ทำให้เกิดความเสียหายมาก”

แม้จะเกิดปัญหาในการเลี้ยง แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ประธานวิสาหกิจชุมชนท้อแท้แต่อย่างไร แต่ได้สู้ทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา

“ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เลยว่า ต้องทำอย่างไร อย่างท้องอืด แพะที่เป็นจะท้องบวมมาก และร้องอยู่ตลอดเวลา สาเหตุเพราะกินหญ้ามากเกินไป ทางแก้ไข ผมได้รับคำแนะนำให้ใช้น้ำมันพืช ประมาณ 1 ขวดกระทิงแดง กรอกให้กิน ส่วนพยาธิก็ต้องมีการถ่ายพยาธิอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดโปรแกรมการฉีดยาถ่ายพยาธิให้ทุก 4 เดือน”

ประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงแพะบ้านเขาห้ายอด กล่าวต่อไปอีกว่า สาเหตุที่ฉีดยาถ่ายพยาธิให้ทุก 4 เดือน ซึ่งเร็วกว่าข้อแนะนำตามหลักวิชาการ เพราะการเลี้ยงแพะจะปล่อยให้อยู่กับพื้นดิน ซึ่งเป็นแหล่งที่มีพยาธิอยู่มาก ดังนั้น เพื่อตัดวงจรและทำให้แพะปลอดจากโรค จึงย่นระยะเวลาการฉีดยาถ่ายพยาธิ จาก 6 เดือน มาเป็น 4 เดือน ซึ่งสามารถช่วยให้ปัญหาการป่วยเป็นโรคพยาธิลดลงไปได้อย่างเห็นผล

“และอีกหนทางที่จะทำให้ปลอดจากพยาธิคือ ระยะเวลาการปล่อยแพะลงเลี้ยงในทุ่ง ต้องปล่อยในช่วงสายที่น้ำค้างตามยอดหญ้าแห้งแล้ว เพราะจากประสบการณ์ของผมพบว่า ในช่วงเช้ามืดที่มีน้ำค้างอยู่นั้น ตามยอดหญ้าจะมีพยาธิอยู่ ถ้าปล่อยแพะไปกินหญ้าแต่เช้ามืดก็เท่ากับกินพยาธิเข้าไปด้วย บางคนมาซื้อแพะไปเลี้ยงแล้วไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้ จึงพบว่าแพะที่เลี้ยงป่วยเป็นพยาธิอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น จึงต้องปล่อยในช่วงสายจะดีที่สุด”

คุณราเชน กล่าวต่อไปว่า อย่างที่เลี้ยงทุกวันนี้ จะใช้ระบบการปล่อยเข้าทุ่ง โดยเริ่มปล่อย ตั้งแต่ เวลา 09.00 น. พอ 11.00 น. จะไล่กลับมาเข้าคอก และช่วงประมาณ 15.00 น. จะปล่อยลงทุ่งอีกครั้ง และกลับเข้าคอกในช่วงเวลา 17.00 น.

“ถ้าเป็นแพะ ที่เลี้ยงเพื่อขุนเนื้อจำหน่าย จะมีการให้อาหารข้นเสริม เพื่อให้ได้น้ำหนักเร็วขึ้น”

ทั้งนี้ สำหรับอาหารหยาบที่นำมาเลี้ยงนั้น จะมีการออกไปเกี่ยวหญ้ามาให้กินและจัดทำแปลงหญ้าพันธุ์กินนี และพันธุ์รูซี่ จำนวน 18 ไร่ ไว้ให้แพะลงกินในแปลงแบบหมุนเวียน สัปดาห์ละ 1 แปลง

ให้ผลตอบแทนดีมาก

ขายได้ กิโลกรัมละ 150 บาท

สำหรับราคาจำหน่ายแพะในวันนี้ ประธานวิสาหกิจชุมชนบอกว่า ขณะนี้ราคาแพะที่จำหน่ายได้ราคาดีมาก โดยสามารถจำหน่ายได้ถึง กิโลกรัมละ 150 บาท

“สาเหตุที่ราคาดี เพราะมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณแพะที่เลี้ยงนั้นยังมีน้อยอยู่ เมื่อต้องการมาก จึงส่งผลให้แพะมีราคาดีขึ้นอย่างทุกวันนี้ ซึ่งผมประเมินสถานการณ์แล้ว ราคาแพะคงยังยืนอยู่แบบนี้ไปอีกนาน ไม่ตกแน่นอน”

ประธานฯ ราเชน บอกว่า การเลี้ยงแพะขุน จะใช้เวลาประมาณ 5 เดือน แพะจะมีน้ำหนัก 25-30 กิโลกรัม ก็สามารถจำหน่ายได้

โดยการเลี้ยงแพะนั้น มีข้อแนะนำอีกประการจากประธานวิสาหกิจชุมชนคือ ควรมีแพะจำหน่ายในช่วงที่เป็นเทศกาลสำคัญทางศาสนาของอิสลาม ซึ่งจะเป็นช่วงที่ความต้องการแพะสูงมาก และแพะที่จำหน่ายได้จะมีราคาดี

“อย่างวันฮารีรายอ ในช่วงปลายเดือนตุลาคม แพะที่มีอายุ 2 ปี จะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 180 บาท ทีเดียว”

นอกจากจำหน่ายเป็นแพะขุนแล้ว ยังจำหน่ายแม่พันธุ์ด้วย โดยทางประธานฯ ราเชน บอกว่า ราคาแม่พันธุ์ที่จำหน่ายจะถูกกว่าที่อื่น เพราะต้องการให้คนที่สนใจ แต่มีทุนทรัพย์น้อยได้มีโอกาสเลี้ยง ซึ่งสนนราคาแพะแต่ละตัวนั้นจะขึ้นอยู่กับความสวยและความสมบูรณ์ของแพะ

“เป้าหมายที่ผมกำลังดำเนินการอีกอย่างคือ การแปรรูปเนื้อแพะ ในรูปของแพะกระป๋อง ซึ่งขณะนี้กำลังมีการร่วมทุนกันระหว่างเกษตรกรเครือข่ายผู้เลี้ยงแพะและสถาบันการศึกษาในพื้นที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานจะสามารถเปิดตลาดได้อย่างเต็มรูปแบบ” ประธานฯ ราเชน กล่าวในที่สุด

เตือนเฝ้าระวัง โรค แมลงหม่อนระบาด ช่วงเปลี่ยนฤดู

คุณประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ในช่วงปลายฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาวมักมีโรคและแมลงศัตรูหม่อนหลายชนิดระบาด โดยแมลงศัตรูที่มักระบาดในช่วงนี้ ได้แก่ แมลงหวี่ขาว ซึ่งสามารถแพร่กระจายและระบาดในสวนหม่อนตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงปลายฤดูฝนและฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนมกราคม

ลักษณะของแมลงหวี่ขาว ที่สามารถสังเกตได้คือ จะมีขนาดเล็ก ตัวเต็มวัย มีขนาด 2 มิลลิเมตร มีปีก 2 คู่ สีขาวอ่อน มักพบตามใต้ใบบริเวณยอดเพื่อวางไข่ และพบตามใบแก่ แมลงหวี่ขาวจะทำลายต้นหม่อน โดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบหม่อนเป็นอาหาร และถ่ายมูลเป็นน้ำหวาน ออกมาติดใบหม่อนซึ่งเป็นอาหารอย่างดีของราดำ หากมีการระบาดรุนแรงแล้วทั้งราดำและตัวแมลงหวี่ขาว จะมีผลทำให้ใบหม่อนไม่เหมาะต่อการเลี้ยงไหม

การป้องกันและการกำจัด เกษตรกรควรหมั่นตรวจสวนหม่อน หากพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยบริเวณยอดหรือใบแก่ส่วนกลาง อาจใช้สารฆ่าแมลงที่มีสารพิษตกค้างสั้น อาทิ มาลาไทออน หรือออกซามิล อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โปรมีคาร์บ 50 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น หลังจากนั้น 15 วัน จึงเก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหม โดยการพ่นสารเคมี ควรพ่นในช่วงเวลา 07.00-09.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณแมลงหวี่ขาวอยู่ตามใบมากกว่าเวลาอื่น

นอกจากนี้ อาจใช้สารเหนียวพวกวาสลีนขาว ทาแผ่นพลาสติกสีเหลือง นำไปปักระหว่างแถวหม่อน เพื่อประเมินการระบาดและป้องกันกำจัด หรือใช้น้ำหมักจากใบกะเพรา หรือใบโหระพา อัตราส่วน 50 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นกรองเอากากออก แล้วนำไปฉีดพ่นในแปลงหม่อน หรือใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นบริเวณหลังใบที่มีแมลงหวี่ขาวเกาะอยู่ โดยฉีดพ่นทุกๆ 7-10 วัน ซึ่งน้ำส้มควันไม้จะไม่เป็นอันตรายต่อหนอนไหม หรืออาจกำจัดโดยใช้ศัตรูตามธรรมชาติ อาทิ ด้วงเต่าลาย และแตนเบียน เป็นต้น

คุณประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า ส่วนโรคหม่อนที่สำคัญและมักพบในช่วงปลายฤดูฝนเข้าฤดูหนาวคือ โรคราสนิม โดยสปอร์ของเชื้อราจะแพร่กระจายไปกับฝนและลม ความรุนแรงของโรคจะมากขึ้นตามอายุของใบหม่อน ใบหม่อนที่แสดงอาการของโรคนี้ เริ่มแรกจะเห็นเป็นจุดเล็กๆ สีเหลือง และขยายขึ้นเป็นตุ่มแผลใหญ่ขึ้น เมื่อเนื้อเยื่อใบหม่อนถูกทำลายและแตกออกจะเห็นสปอร์ของเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีน้ำตาลปนแดงคล้ายสนิมกระจายอยู่บริเวณผิวด้านใต้ใบหม่อน หากระบาดรุนแรงจะทำให้ใบหม่อนมีสีเหลืองทั้งใบ และแห้งเป็นสีน้ำตาลแล้วร่วงหล่น

การป้องกันและกำจัดโรคราสนิมนั้น ควรใช้วิธีผสมผสานในการบริหารจัดการแปลงหม่อน โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกปลูกหม่อนพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคราสนิม เช่น พันธุ์คุณไพ พันธุ์สกลนคร การปลูกหม่อนแบบแถวเดี่ยว การเพิ่มระยะปลูกหม่อนให้มากขึ้น โดยระยะห่างระหว่างต้น ไม่น้อยกว่า 75 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว ไม่น้อยกว่า 2 เมตร ควรตัดแต่งกิ่งหม่อนให้โปร่ง และไม่ปล่อยให้ใบหม่อนมีอายุแก่เกิน 3 เดือน

“ในกรณีพบการระบาดรุนแรง ให้ตัดแต่งกิ่ง นำกิ่งและใบหม่อนไปเผาทำลาย หรือพ่นด้วยสารกำจัดเชื้อรา เช่น ไตรอะดิมิฟอส โพรพิโคนาโซล หรือไดฟิโนโคนาโซล หากมีการพ่นสารเคมี ควรเว้นระยะการเก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหม โดยระยะที่ปลอดภัยคือ หลังพ่นสารเคมี 20 วัน สำหรับกิ่งและใบหม่อนที่ตัดทิ้ง ควรนำไปเผาทำลาย ไม่ควรนำกิ่งมาคลุมแปลงหม่อน โดยเฉพาะกิ่งหม่อนที่มีเชื้อราโรคราสนิมเข้าทำลาย เนื่องจากจะเป็นแหล่งเพาะอาศัยของเชื้อโรคต่อไปได้” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวในที่สุด

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นกเขาชวา ชายแดนใต้ ส่งขายมาเลเซีย-อินโดนีเซีย

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085151155&srcday=2012-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 539

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

อัสวิน ภัคฆวรรณ

นกเขาชวา ชายแดนใต้ ส่งขายมาเลเซีย-อินโดนีเซีย

มีรายงานจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ว่า จากที่เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกในภาคพื้นเอเชีย ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออกในประเทศอาเซียน ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงการนำเข้าสัตว์ปีกระหว่างประเทศ และเกิดการลักลอบนำเข้า

คุณวิเชียร จันทรโณทัย รองเลขาธิการ ศอ.บต. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีตัวแทนหัวหน้าฝ่ายการควบคุมโรคไข้หวัดนกและนักธุรกิจจากประเทศอินโดนีเซียลงพื้นที่ สำรวจแหล่งฟาร์มเพาะเลี้ยงนกเขาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติ ในการส่งออกนกเขาไปยังต่างประเทศ พร้อมกับส่งเสริมการเลี้ยงนกเขาชวาอย่างจริงจังและจัดตั้งแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับนกเขาชวาแบบครบวงจร พร้อมสร้างธุรกิจอุตสาหกรรมนกเขาที่มีมาตรฐานรองรับ และให้มีมาตรการความปลอดภัยภายในห้องทดลอง สำหรับการควบคุมโรคระบาดให้มีมาตรการในการขนย้ายสัตว์เลี้ยงทุกประเภทให้ถูกต้องตามกฎหมาย

“ธุรกิจฟาร์มเลี้ยงนกเขาชวากำลังเติบโต เมื่อกรมปศุสัตว์อินโดนีเซียร่วมมือกับ ศอ.บต. ผลักดันให้เกิดการส่งออกนกเขาชวาให้ถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่งผลดี เกิดการสร้างอาชีพในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม การทำกรงนก ผ้าคลุมกรงนก อาหารนก ทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชนชนบทสู่ระดับนานาชาติ”

สำหรับอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์นกเขาชวาเสียง ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในกลุ่มของผู้เลี้ยงนกเขาชวา ทั้งในและต่างประเทศและเป็นผู้เลี้ยงรายใหญ่ของประเทศ โดยปัจจุบันมีการรวมกลุ่มกันตั้งเป็นชมรมนกเขาชวาเสียงอำเภอจะนะขึ้น มีสมาชิกทั้งหมด 147 ราย นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้เลี้ยงรายย่อยอีกหลายราย และแทบทุกหลังคาเรือนจะมีกรงนกเขาแขวนไว้หน้าบ้าน

แต่จากปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนก เมื่อปี 2547 ทำให้การส่งออกนกเขาชวาเสียงไปยังตลาดในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต้องหยุดชะงัก

เป็นผลให้ขณะนี้บรรดาฟาร์มเพาะเลี้ยงนกเขาในพื้นที่อำเภอจะนะ ต้องปรับตัวและเร่งพัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงนกเขา ให้ได้มาตรฐานตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด ทั้งระบบการจัดการฟาร์ม การเลี้ยง และการควบคุมโรค ให้เหมือนกับฟาร์มการเลี้ยงสัตว์ปีกในระดับส่งออกทั่วไป เพื่อให้ได้ใบรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์และเป็นใบเบิกทางในการส่งออกนกเขาชวาเสียงไปยังตลาดต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

โดยเฉพาะในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งขณะนี้ทางกรมปศุสัตว์กำลังประสานความร่วมมือกับทั้ง 2 ประเทศ เพื่อให้สามารถกลับมานำเข้าส่งออกนกเขาชวาเสียงอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกครั้งภายในต้นปี 2556

คุณดิเรก โดดะแซ เจ้าของฟาร์มเลี้ยงนกเขาตอเละ หมู่ที่ 6 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ผู้เพาะเลี้ยงนกเขาชวาเสียงที่ใหญ่ที่สุด บอกว่า มีนกเขาชวาในฟาร์มกว่า 1,000 ตัว และแต่ละปีสามารถทำเงินจากการส่งออกนกเขากว่า 2 ล้านบาท โดยมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ราคา 1 ล้านบาท อยู่ในฟาร์ม 1 คู่

“ผู้ประกอบการฟาร์มนกเขา ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ จำเป็นต้องปรับตัวพัฒนาฟาร์มเลี้ยงให้ได้มาตรฐานในระดับสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าต่างประเทศรองรับการก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งเชื่อว่าตลาดยังขยายตัวได้อีกมาก และยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องคือ กรงนก อาหาร และอุปกรณ์การเลี้ยง จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกตัวของไทยที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศนับร้อยล้านบาทในแต่ละปี”

คุณดิเรก ยังกล่าวอีกว่า ที่สำคัญคือ กลุ่มผู้เลี้ยงนกเขาจะต้องรวมตัวเพื่อรักษาชื่อเสียงคุณภาพของนกเขาชวาเสียงในอำเภอจะนะ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์และคุณภาพเสียงเฉพาะตัวให้อยู่อันดับหนึ่งของกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากขณะนี้หลายประเทศพยายามพัฒนาสายพันธุ์นกเขาชวา

ด้าน สพ.ญ. โศภิษฐ์ ธัญลักษณากุล ผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์และสุขอนามัยที่ 9 จังหวัดสงขลา (ภาคใต้ตอนล่าง) ได้นำเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และตัวแทนเอกชนประเทศอินโดนีเซีย ลงพื้นที่เยี่ยมชมฟาร์มนกเขาชวาในพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และจังหวัดปัตตานี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศอินโดนีเซีย ในเรื่องของระบบบริหารจัดการฟาร์มนกเขาชวาของไทย โดยเฉพาะการควบคุมโรคไข้หวัดนก เพื่อนำไปสู่การประสานความร่วมมือ ในการรื้อฟื้นการส่งออกนกเขาชวาเสียงของไทยไปยังประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดรองรับที่สำคัญอีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดมาตั้งแต่ปี 2547 เนื่องจากไทยและกลุ่มประเทศเอเชียเกิดปัญหาโรคไข้หวัดนกระบาด

สพ.ญ. โศภิษฐ์ กล่าวว่า ตัวแทนปศุสัตว์และภาคเอกชน ประเทศอินโดนีเซีย พอใจในการพัฒนาฟาร์มนกเขาชวาของไทย มีมาตรฐานและมีการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก กรมปศุสัตว์จะเร่งดำเนินการจัดอบรมเพื่อให้ความรู้กับผู้เลี้ยงนกเขาในระบบการจัดการฟาร์ม การเลี้ยง และการควบคุมโรคให้เป็นมาตรฐาน ทางกรมจะออกหนังสือรับรองให้กับเจ้าของฟาร์ม เพื่อยืนยันว่าอยู่ภายใต้ระบบการจัดการฟาร์มสัตว์ปีก ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ มีมาตรการควบคุมโรคและการเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง จะเป็นใบเบิกทางและช่วยสร้างความมั่นใจในการส่งออกสัตว์ปีกให้กับประเทศคู่ค้า

“การกลับมารื้อฟื้นธุรกิจการส่งออกนกเขาชวาของไทยให้กลับมา เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ในการส่งออกของไทยที่มีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะตลาดในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดนกเขาชวาที่สำคัญของไทย คาดว่าภายในต้นปี 2556 จะสามารถกลับมาส่งออกนกเขาชวาได้อีกครั้ง กำลังอยู่ระหว่างตกลงเงื่อนไขการส่งออกกับประเทศอินโดนีเซีย”

สพ.ญ. โศภิษฐ์ บอกด้วยว่า การเลี้ยงนกเขาชวามีการพัฒนาเป็นอาชีพให้เป็นเอกลักษณ์ ที่นำรายได้ให้กับชุมชนชายแดนภาคใต้ และส่งผลดีต่อการสร้างอาชีพอื่นๆ ในภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว เช่น การทำกรงนก ผ้าคลุมกรงนก ผลิตอาหารนก การแข่งขันนกเขาชวา และจากชื่อเสียงของนกเขาชวาของไทย ชาวต่างประเทศจึงนิยมและยอมรับนกเขาชวาของไทย โดยมีประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นตลาดรองรับที่สำคัญประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน เป็นสินค้าที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้เลี้ยงในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เกิดการหมุนเวียนของเงินตราที่มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนด้วย

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เมี่ยงดอกไม้

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089151155&srcday=2012-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 539

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

เมี่ยงดอกไม้

ครัวเป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์

มันบำบัดทุกความเจ็บป่วยในชีวิต บรรณาการอาหารให้ท้องอิ่ม และเป็นลานประหารในเวลาเดียวกัน

เราอยู่ดีมีสุขด้วยความอิ่มเอมในรสชาติอาหาร

เราเจ็บป่วยอ่อนแอ ก็ด้วยสิ่งที่สรรหามาป้อนเข้าปาก

กระเพาะอาหารจึงเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ฉันไม่เคยลืมว่ามีป่าช้ามหึมาอยู่ในตัวเองตั้งแต่เกิด และป่าช้านี้ก็จะเป็นบ้านที่ไม่เคยทอดทิ้งเราตลอดกาล

ฝนตกอีกแล้ว ตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง เสียงของมันเริ่มอย่างแผ่วเบาและครึกโครมขึ้นเรื่อย หนังสือเล่มที่อ่านไม่จบยังค้างคาอยู่ในอารมณ์ตั้งแต่ก่อนนอน

เหล่านี้คือ นักเขียนคนโปรดของฉัน

ดอสโตเยฟสกี้…มูราคามิ…มาการ์เร็ต มิเชล…เจอร์ซี่ โคซินสกี้…กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ…

เปาโล คูเอลญู…เจ. อาร์. อาร์ โทลคีน…อรุณธตี รอย…เสนีย์ เสาวพงศ์…”รงค์ วงษ์สวรรค์…สุวรรณี สุคนธา…ชาติ กอบจิตติ…ฯลฯ

นึกถึงคราวใด ก็ดื่มด่ำเสมอ

การอ่านเป็นเรื่องของรสนิยมโดยแท้ หนังสือทั้งโลกไม่ต่างจากอุทยานดอกไม้ มีให้เลือกชมดมดอมตามจริตของแต่ละคน

มันเป็นบุปผางาม ถึงเวลาบานก็บาน…รอคอยให้คนผ่านทางมาชื่นชม

บางคนมอบหัวใจให้ดอกกุหลาบเพียงหนึ่งเดียว บางรายชอบดอกไม้สีม่วง บางคนชอบดอกไม้กลิ่นหอม แต่ละคนต่างเก็บเกี่ยวกำซาบความสุขในกลิ่นรสที่พึงใจเอาไว้ในพื้นที่เฉพาะที่ ไม่เปิดให้ใครเข้าไปก้าวก่าย

อากาศเย็นฉ่ำที่มากับฝน ทำให้ไม่อยากขยับตัวทำอะไร นอกจากนอนอ่านหนังสือ เป็นอีกวันที่ฉันไม่อยากได้ยินเสียงอะไรในครัว

ไม่อยากให้มีเสียงเคาะตะหลิวหรือเสียงฉู่ฉี่ของน้ำมันในกระทะ ฉันอยากฟังเสียงฝนดังกระหน่ำอยู่อย่างนั้น นอนเอกเขนกอยู่บนโซฟานุ่มๆ กับหนังสือเล่มโปรด แต่ความหิวโหยก็ทำงานของมันอย่างสัตย์ซื่อ

หลังจากบิดขี้เกียจอยู่หลายรอบ ในที่สุดก็ต้องวางหนังสือลุกขึ้นจากท่านอน ฝนขาดเม็ดพอดี นอกบ้านรายรอบตัวทุกอย่างแสนชุ่มฉ่ำ

ในตู้เย็นมีไข่ไก่และแฮมอยู่ 2-3 แผ่น เป็นเช้าประหลาดที่ไม่นึกอยากกินของร้อนเหมือนเคย

มีผักสลัดคอสเก่าเหลือค้างตู้เย็นอยู่ 1 ต้น ใบนอก 2-3 ใบ เริ่มช้ำ แต่ข้างในอีกกว่าครึ่งยังพอใช้ได้อยู่ ฉันนึกถึงสลัดรสเปรี้ยวอมหวานนิดๆ

ที่จริงสลัดมื้อเช้าไม่ค่อยอยู่ท้อง นักโภชนาการมักแนะนำให้กินโปรตีนในปริมาณมาก หรือไม่ก็คาร์โบไฮเดรตมื้อใหญ่ตามเสียงเรียกร้องของร่างกายหลังจากพักผ่อนนอนหลับมาหลายชั่วโมงมากกว่า

สลัดเหมาะกับมื้อเย็นที่สุด เพราะร่างกายไม่ได้ใช้พลังงานมากมายก่อนนอน ดังนั้น ถ้างดแป้งได้ในมื้อนี้ก็จะวิเศษมากสำหรับทุกคน ส่วนมื้อเช้านั้นถ้าเน้นโปรตีนให้มาก ร่างกายก็จะอิ่มอยู่นาน เมื่อไม่หิวบ่อย เราก็จะไม่กินเยอะ

เปิดประตูบ้านออกสู่สวน ความฉ่ำเย็นวูบไหลผ่านเข้ามาไล่ความอบอ้าวในทันที รู้สึกได้ถึงมวลอากาศที่ถ่ายเทไปมา

เสียงโลกยามเช้าแสนเสนาะระเริงรัวอยู่รอบตัว เป็นเสียงแมลง เสียงใบไม้ส่ายในสายลม เสียงนก เสียงส่ำสัตว์ที่หลบซ่อนอยู่ตามซอกหลืบโพรงดินที่ฉันไม่รู้จัก

กุหลาบเถาสีชมพูอ่อนในซุ้มเลื้อยปีนบันไดเหล็กสูงมาถึงครึ่งทางแล้ว พวงกุหลาบบานฉ่ำเต็มที่เป็นพวงสวย บานมา 2 วันเต็ม แต่กลีบยังแข็ง คงอีกหลายวันกว่าจะโรย

ถัดขึ้นไปเป็นกระถางแขวนบีโกเนีย 2 ชนิด แบบใบใหญ่เขียวสด ดอกสีชมพูเล็กๆ คล้ายพวงชมพู กับแบบใบเล็กสีแดงอมเขียวที่มีดอกขนาดใหญ่สีแดงเรื่อๆ

แนวรั้วเป็นกำแพงต้นคริสติน่า ไม้จัดสวนทนน้ำที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแรง ฉันเพิ่งมาทราบภายหลังว่า ต้นคริสติน่า ที่บรรดาร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ขายดิบขายดีกันอยู่ในตอนนี้ ที่แท้ก็คือ พืชในกลุ่มเดียวกับต้นเสม็ด ที่เป็นผักกินได้และชาวบ้านนิยมกินกันมานาน รสฝาด มัน เวลาเคี้ยวหอมกรุ่นอยู่ในลมหายใจ เหมาะนักที่จะเป็นผักแนมอาหารรสจัดอย่างพวกลาบ ก้อย ยำ

ยอดสีแดงอ่อนของมันกำลังระบัดใบเป็นประกายระเรื่อในแสงเช้า

และแล้วฉันก็นึกถึงสลัดดอกไม้

มันวูบขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ หลายวันก่อนฉันยังเด็ดดอกบีโกเนียกับดอกเอื้องหมายนามาโรยหน้าข้าวยำ วันนี้ทำไมจะทำสลัดบีโกเนียไม่ได้

ที่จริงเรากินดอกไม้กันแทบทุกวันอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่ได้เรียกมันเป็นดอกไม้ เราจัดอยู่ในกลุ่มผักไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำดอก บร็อกโคลี่ ดอกกุยช่าย ดอกบัวสาย ดอกผักกวางตุ้ง ดอกฟักทอง ดอกบวบ ดอกต้นหอม ดอกข่า ดอกขจร ดอกโสน ฯลฯ

หรือแม้แต่ดอกของไม้ผลและไม้ยืนต้นหลายชนิด อย่าง ดอกทุเรียน ดอกชมพู่ม่าเหมี่ยว ดอกกล้วย (หัวปลี) ดอกงิ้ว ดอกนุ่น ดอกมะรุม ดอกแคป่า สะเดา ช่อมะกอก ดอกขี้เหล็ก ดอกกระโดน ดอกลำพู ฯลฯ เราก็กินกันมามากต่อมาก

รวมไปถึงดอกของพืชป่าบางชนิด เช่น ดอกกระเจียว ดอกกะลา หรือดอกดาหลา เป็นต้น

วันนี้ ฉันมีบีโกเนียสดๆ ในกระถาง ก้านอวบอิ่ม รสเปรี้ยวของมันน่าจะไปได้ดีกับยอดอ่อนของคริสติน่าที่กำลังน่ากิน แล้วยังมีผักสวนครัว อย่าง โหระพา กะเพรา ผักชีฝรั่ง สะระแหน่ในกระถางปลูกให้เด็ดมาใช้ได้เต็มพิกัด

ไหนจะดอกสดสะพรั่ง มีแดงอมส้มของเอื้องหมายนาอีก กวาดตามองคร่าวๆ น่าจะเก็บได้สัก 1 กำมือ อ้อ!…แล้วก็กลีบกุหลาบเลื้อยนั่นด้วย

ขอให้เป็นกุหลาบที่เราเลี้ยงมาเองกับมือเท่านั้นแหละ จะกุหลาบมอญพื้นบ้าน หรือกุหลาบสายพันธุ์ฝรั่งชาติใดก็กินได้ทั้งสิ้น ถ้าหากเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้ฉีดพ่นยาฆ่าแมลงหรือใส่สารกระตุ้นแปลกปลอมอันใดลงไปบนดอกไม้

กฎกติกามารยาทในการเอาไม้ดอกไม้ประดับมากินไม่มีอะไรมาก นอกจาก สิ่งที่เราควรรู้ว่าดอกไม้ชนิดไหนกินได้ ชนิดไหนกินไม่ได้ แล้วฉันเคยอ่านเจอที่ อาจารย์ฤทัย เรืองธรรมสิงห์ อาจารย์ประจำภาควิชาคหกรรมศาสตร์ สาขาอาหารและโภชนาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านแนะนำวิธีเลือกดอกไม้มาเป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารว่า

ลำดับแรกสุด ต้องเป็นดอกไม้ไม่มีพิษ เป็นที่รู้จักและแน่ใจว่ากินได้เท่านั้น ขอให้หลีกเลี่ยงดอกไม้ข้างทางสวยๆ โดยเฉพาะดอกไม้ในเมืองใหญ่ ที่แม้จะขึ้นเองตามธรรมชาติแต่ก็อาจกักเก็บสารพิษ หรือสารเคมีไว้มาก ด้วยการดูดซึมผ่านอากาศ หรือปนเปื้อนอยู่ในดิน

และเพื่อป้องกันการแพ้เกสรดอกไม้ ก่อนนำมาปรุงอาหาร ควรแยกเอาเกสรออกเสียก่อน นำเฉพาะกลีบดอกมาใช้เท่านั้น

ปัญหาของฉันก็คือ จะเอาสารพัดพืชผักดอกไม้ที่มีอยู่มาปรุงอย่างไร ให้ได้รสชาติถูกปาก

นึกขึ้นได้ว่า มีใบแป้งห่อเมี่ยงญวนที่มักติดบ้านไว้เสมอ เป็นใบเมี่ยงแผ่นใสๆ ที่ทำจากแป้งพิเศษสูตรอาหารเวียดนามโดยเฉพาะ คนละแบบกับแป้งห่อปอเปี๊ยะของคนจีนนะคะ

ใบเมี่ยงนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ เมื่อลูบด้วยน้ำจะคลายตัวนุ่มนิ่มและเหนียวหนึบห่อผักได้ดีมาก แถมยังมีรสเค็มหน่อยๆ ทำให้เพิ่มรสชาติอาหารได้ดีกว่าใบแป้งแบบอื่น

ฉันตัดสินใจ ทำเมี่ยงดอกไม้เดี๋ยวนั้น

เศษใบผักสลัดคอสที่เหลือ ล้างสะอาดแล้วเอามาเป็นแผ่นรอง ผักอื่นในสวนจัดเต็มมาทุกอย่าง เท่าที่มี สำหรับบีโกเนียนั้น เด็ดเอาแต่ก้าน หักเป็นท่อนยาว ดึงใยหุ้มเปลือกออกให้เกลี้ยง

ลักษณะการห่อแบบเดียวกับเมี่ยงสดของอาหารเวียดนามเลย

เริ่มจากวางผักสลัดลงบนใบเมี่ยง ตามด้วยบีโกเนีย คริสติน่า ผักชีฝรั่ง ใบสะระแหน่ โหระพา และหมูแฮม หั่นเป็นริ้วยาว จากนั้นโรยด้วยดอกเอื้องหมายนา ราดมายองเนสลงไปบางๆ ตรงกลางแผ่น สุดท้ายวางกลีบดอกกุหลาบและกลีบดอกบีโกเนียไว้บนสุด เสร็จแล้วก็ม้วนแผ่นแป้ง

ทำกินเองที่บ้านไม่จำเป็นต้องสวยสะอะไร แต่ถ้าจะได้ห่อเมี่ยงสวยแจ่ม เมื่อม้วนใบเมี่ยงแน่นไปรอบหนึ่งแล้ว ก็ให้วางกลีบดอกไม้สีสดๆ ที่ด้านนอกอีกครั้งค่ะ เพื่อจะได้เห็นสีสันมากหน่อย

ฉันห่อเมี่ยงดอกไม้แบบปลายเปิดข้างหนึ่ง เพื่อโชว์ความน่ารักของดอกบีโกเนีย รู้สึกว่ารีบร้อนไปหน่อย ห่อไม่ค่อยสวยนักแต่ก็ให้อารมณ์เมี่ยงดอกไม้แบบบ้านๆ

ปกติแล้วอาหารจำพวกเมี่ยงญวนมักจะทำน้ำจิ้มแยกต่างหาก ซึ่งก็ไม่ยากอะไรเลย ใช้น้ำส้มสายชูหรือน้ำมะขามเปียกก็ได้ผสมกับน้ำเชื่อมใส่เกลือนิดหน่อยคนให้เข้ากัน ตำพริกขี้หนูเพิ่มความจัดจ้านลงไปหน่อยก็ใช้ได้แล้ว แต่ถ้าชอบแครอตและหัวผักกาดซอยเป็นเส้นก็โรยลงไปได้เลย

บางคนอาจใส่ถั่วลิสงคั่วป่นลงไป ก็ตามใจชอบค่ะ

วันนี้ฉันตั้งใจไม่ทำน้ำจิ้ม แต่ต้องการให้รสหวานมันของมายองเนสออกมาตัดรสเปรี้ยวของเมี่ยง ซึ่งมีส่วนผสมของผักรสเปรี้ยวแหลมนำอยู่แล้ว โดยเฉพาะบีโกเนีย ทั้ง ดอก-ใบ และเอื้องหมายนา ที่เปรี้ยวนวลๆ เช่นกัน ขณะที่รสเค็มอยู่ที่ใบเมี่ยงและหมูแฮมก็น่าจะเพียงพอแล้ว

กัดคำแรก รสเปรี้ยวแหลมนำขึ้นมาก่อน รสมินต์ของสะระแหน่ชุ่มอยู่ในปาก แต่ผักชีฝรั่งใบแก่ไปนิดก็เลยเหนียวเช่นเดียวกับผักสลัดคอสที่น่าจะกรอบกว่านี้ ถ้าซื้อมาสดๆ ใหม่ๆ

อืมม์…กินได้ และอร่อยทีเดียวสำหรับตัวเอง เปรี้ยวนำ หวานตาม เค็มน้อยมาก ดีที่สุดสำหรับคนคุมปริมาณโซเดียมในกระแสเลือด แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ควรมีรสเผ็ดสักหน่อย

ฉันนึกถึงดิจองมัสตาร์ดที่เปรี้ยวอมเค็มนิดๆ นึกถึงพริกขี้หนูซอยละเอียดยัดไส้เมี่ยง และโรยงาคั่วอีกสักหน่อย มันน่าจะเจ๋งกว่านี้มาก

มันเป็นรสชาติที่ออกแบบขึ้นใหม่เดี๋ยวนั้น โดยมิได้ตั้งใจ แต่ก็จะลองดู…คราวหน้า

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“ด่านสิงขร” ประตูสู่เมียนมาร์ ได้ฤกษ์เปิดธันวาคมนี้

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094151155&srcday=2012-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 539

รอบรั้วอาเซียน 

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

“ด่านสิงขร” ประตูสู่เมียนมาร์ ได้ฤกษ์เปิดธันวาคมนี้

อีกไม่กี่วัน ด่านสิงขร ที่ ก.ม. 332 บ้านหนองหิน ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นจุดผ่อนปรนทางการค้ามานมนาน จะเปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวร ในเดือนธันวาคม 2555 ที่จะถึงนี้ อันเป็นไปตามคำประกาศที่ คุณวีระ ศรีวัฒนตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พูดในที่ประชุมร่วม ระหว่างที่คณะหอการค้าเมืองมะริด ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งเดินทางมายังจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อจับคู่ทางธุรกิจ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหอการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝั่งไทย

รองรับ AEC

ด่านสิงขร เป็นจุดที่แคบที่สุดของประเทศไทย โดยวัดจากฝั่งทะเลอ่าวไทย จรดชายแดนพม่า ที่บ้านมูด่อง (MAW DANUNG) เมืองมะริด มีระยะทางเพียง 12 กิโลเมตร เท่านั้น ถือเป็นด่านที่อยู่ใกล้เมืองมากที่สุด ห่างจากตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ไปประมาณ 20 กิโลเมตร หนทางไปมาก็สะดวก บริเวณพื้นที่ติดกับด่านเป็นตลาดชายแดนใหญ่โต มีการก่อสร้างอาคารร้านค้ามากมายหลายอาคาร การสร้างตลาดชายแดนใหญ่โตเช่นนี้ จุดมุ่งหมายก็เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 นั่นเอง

ใครที่ยังไม่เคยไปด่านสิงขร ขอเชิญชวนให้รีบไปเสียแต่บัดนี้ (ก่อนที่ของจะแพง) เพราะมีอะไรให้เลือกซื้อเยอะแยะ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งจากพม่าราคาถูก สนนราคาอยู่ที่หลักร้อยถึงหลักพัน แต่ได้โต๊ะ เก้าอี้ ชุดใหญ่

ใครที่ชื่นชอบงานไม้ประเภทไม่ต้องดีไซน์สวยหรู เน้นประโยชน์ใช้สอย รับรองไม่ผิดหวัง แต่ถ้าอยากไปแบบคึกคัก มีของให้เลือกซื้อสารพัดจากฝั่งพม่า ต้องไปในวันเสาร์ เนื่องจากเป็นวันตลาดนัดใหญ่ จะมีพ่อค้าแม่ขายจากเมืองมะริดนำสินค้าจากป่าเข้ามาขายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกล้วยไม้ป่า สัตว์ป่านานาชนิด แต่ต้องทำใจไว้ กรณีที่ผู้คนล้นหลาม หาที่จอดรถก็แสนยากเย็น เพราะมีทั้งรถบัสคันใหญ่และรถส่วนตัวเต็มไปหมด

ว่าไปแล้ว ด่านสิงขร เป็นด่านเก่าแก่ คนไทยรู้จักกันดี ด้วยร่ำเรียนและคุ้นชื่อกันมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ด่านนี้ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อค้าขายกันตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศใช้เป็นทางลัดระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย

ถ้าเทียบกับด่านอื่นๆ อย่างด่านแม่สอด หรือด่านแม่สาย ดูเหมือนการค้าขายที่ด่านนี้จะมีมูลค่าไม่มาก แต่นับวันจะขยายตัวมากขึ้นตามลำดับ อย่างช่วงปีนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคม มีมูลค่าการค้ารวม 36.29 ล้านบาท เป็นสินค้านำเข้า 13.93 ล้านบาท เป็นสินค้ากลุ่มเศษไม้ ไม้ไผ่ หวาย โค และกระบือ ส่วนสินค้าส่งออก มูลค่า 22.36 ล้านบาท เป็นกลุ่มรถดั๊มพ์ รถตัก และวัสดุก่อสร้าง

อดใจรออีกไม่นาน ชายแดนของ 2 ฝั่งนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ โดยเฉพาะฝั่งเมืองมะริด ซึ่งกำลังจะสร้างนิคมอุตสาหกรรม และรัฐบาลเมียนมาร์เองก็มีนโยบายจะโยกย้ายการขนส่งปลาจากเกาะสอง ขึ้นที่จังหวัดระนอง ไปยังมหาชัย เปลี่ยนมาเป็นการขนส่งที่ด่านสิงขรแทน เพื่อร่นระยะเวลาการขนส่งไปยังมหาชัยได้หลายชั่วโมง

ในการมาเยือนของสมาชิกหอการค้า เมืองมะริด นอกจากจะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของนักธุรกิจในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และนักธุรกิจของเมืองมะริดแล้ว ยังได้มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) ในด้านเศรษฐกิจของภาคเอกชน 2 ฝ่าย ด้วย

ขณะที่ก่อนหน้านี้ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็ได้นำทีมเดินทางไปยังนครย่างกุ้ง และมณฑลตะนาวศรี เพื่อหารือกับนักธุรกิจที่นั่น โดยได้พบกับรัฐมนตรีกระทรวงประมงและปศุสัตว์ และคณะกรรมการการลงทุน พร้อมเยี่ยมชมและดูงานบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลเมียนมาร์ ให้สร้างถนนเชื่อมเมืองมะริด-ด่านสิงขร

เรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกันอย่างดี มีการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมาโดยตลอด อีกทั้งในอดีตผู้คนในเมืองมะริดและตะนาวศรีกับชาวบ้านบริเวณด่านสิงขรของบ้านเราก็ไปมาหาสู่กันอยู่ประจำ ตั้งแต่สมัยโบราณ ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจที่มีคนมะริดบางคนพูดภาษาไทยได้

ชวนลงทุนใน มะริด-ตะนาวศรี

ทั้งนี้ในเวทีประชุมร่วมกันนั้น Mr.TunTun Win รองประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเมืองมะริด แจกแจงถึงจุดเด่นของเมืองมะริดพร้อมกล่าวเชิญชวนนักลงทุนไทยไปทำธุรกิจที่นั่น

“ลักษณะพิเศษของเมืองมะริดคือ ติดกับอ่าวเบงกอล ขณะที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ติดกับอ่าวไทย ในช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมา มีคณะต่างๆ ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดินทางไปที่มะริดหลายคณะ มีการประชุม ปรึกษาหารือ ในเรื่องธุรกิจ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมาร์ดีขึ้น ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้หวังว่าจะสามารถเปิดด่านสิงขรเป็นด่านถาวรได้ ซึ่งจะทำให้การค้าชายแดนระหว่างเมืองมะริดกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ดีขึ้น”

Mr.TunTun Win ระบุด้วยว่า เมืองมะริดมีแผนจะตั้งนิคมอุตสาหกรรมอยู่ใกล้ๆ ด่านสิงขร จึงขอเชิญชวนนักลงทุนไทยไปลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาการค้าชายแดนของเมืองมะริดจะขนส่งสินค้าผ่านจากเกาะสอง เข้าจังหวัดระนอง ต่อไปถ้าด่านสิงขรเปิดดำเนินการได้ สินค้าชายแดนของเมืองมะริดจะมาเข้าทางด้านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แทน เพราะจากตะนาวศรีและจากเมืองมะริดมายังจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีระยะทางเพียง 200 กิโลเมตร เท่านั้น

“การเปิดด่านการค้าประจวบคีรีขันธ์ จะทำให้การค้าชายแดน 2 ประเทศ พัฒนามากยิ่งขึ้น บ้านมูด่อง ในฝั่งพม่า อยู่ไม่ไกลจากไทย จะมีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ ประมาณ 9,000 ไร่ จึงขอเชิญชวนให้นักลงทุนของไทยไปลงทุน โดยภาคเอกชนจะขอเช่าพื้นที่จากรัฐบาลพม่า และนักลงทุนจากไทยก็สามารถมาขอเช่าคนละไม่เกิน 50 ไร่”

พร้อมกันนั้น หอการค้าและอุตสาหกรรมเมืองมะริดได้ขออนุญาตรัฐบาลเมียนมาร์ในการสร้างถนน เพื่อพัฒนาการค้า จากจังหวัดมะริด-ตะนาวศรี-บ้านมูด่อง ระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร คาดว่าจะเสร็จทันในช่วงที่จะมีการเปิดด่านถาวร ในเดือนธันวาคมอย่างแน่นอน

สำหรับโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในฝั่งพม่านั้น ห่างจากด่านสิงขร ประมาณ 6 กิโลเมตร คาดว่าในเบื้องต้นอาจจะเน้นในด้านอุตสาหกรรมการประมง เสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์ไม้ ฯลฯ

ในงานวันประชุมร่วมดังกล่าว นักธุรกิจรายอื่นๆ ของมะริด ก็พูดในทำนองเดียวกันว่า อยากเชิญชวนนักธุรกิจไทยไปลงทุนที่มะริดและตะนาวศรี ซึ่งมีเส้นทางเชื่อมโยงไปถึงอินเดียและบังกลาเทศ โดยยังมีธุรกิจหลายอย่างที่น่าสนใจ อาทิ การทำเหมืองแร่ การตั้งโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม การทำสวนปาล์ม การทำห้องเย็น ธุรกิจตู้คอนเทนเนอร์ และธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและบริการ เพราะแม้มณฑลหรือเขตตะนาวศรีจะมีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์

เมืองมะริด มีเกาะถึง 800 เกาะ และมีแม่น้ำตะนาวศรี แต่ก็ยังขาดเงินทุนและองค์ความรู้ต่างๆ ซึ่งในเวลานี้นักธุรกิจจากเกาหลีใต้ แม้จะอยู่ไกลกว่าไทย แต่ก็เข้าไปทำธุรกิจหลายประเภทในดินแดนแห่งนี้แล้ว เพราะทราบดีว่าในเขตนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์การค้าที่สำคัญ ที่จะเชื่อมโยงไปยังประเทศอื่นๆ ได้ อาทิ อินเดีย และบังกลาเทศ

คำบอกเล่าเช่นนี้ คงทำให้หลายคนอยากจะไปเห็นกับตาว่า เกาะ 800 เกาะ สวยงามขนาดไหน ซึ่งอีกไม่นานเราๆ ท่านๆ คงจะมีโอกาสได้ไปสัมผัส เพราะรัฐบาลเมียนมาร์และรัฐบาลท้องถิ่นก็อยากจะเปิดแหล่งท่องเที่ยวเหล่านั้นอยู่แล้ว

พิธีเปิดจัดยิ่งใหญ่

คุณศุรอัฐ ณรงค์ฤทธิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บอกว่า หากมีการเปิดด่านถาวร เชื่อมไปสู่จังหวัดมะริดในอนาคตอันใกล้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจการค้าชายแดนได้มากยิ่งขึ้น

“จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครบเครื่องในเรื่องเศรษฐกิจ มีทั้งอุตสาหกรรมเกษตร สับปะรด มะพร้าว ประมง และอุตสาหกรรมเหล็กขนาดใหญ่ ที่สำคัญแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ติด 1 ใน 10 ของประเทศไทย ซึ่งนอกจากได้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจการค้าแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงเรื่องการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคตได้อีก เพราะฝั่งพม่าทั้งมะริดและเมืองตะนาวศรี มีทั้งศิลปวัฒนธรรม เจดีย์ วัดเก่าแก่มากมาย รวมไปถึงแม่น้ำตะนาวศรี เกาะต่างๆ ในมะริด ถือเป็นจุดขายทางการท่องเที่ยวได้อย่างดี”

ใครที่เคยไปด่านสิงขรแล้ว จะเห็นถึงจุดเด่นของด่านนี้ชัดเจน ปัจจัยดังกล่าวทำให้ผู้ว่าฯ วีระ มั่นใจเกินร้อยว่า ด่านนี้รุ่งโรจน์แน่

“ด่านสิงขรแตกต่างจากด่านอื่นๆ ไม่เหมือนด่านแม่สอด แม่สาย หรือที่อื่นๆ เพราะเป็นด่านที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากกว่า ห่างจากตัวเมืองแค่ 20 กิโลเมตร เป็นโอกาสรองรับการเติบโตของสินค้าที่จะมาจากมะริด ซึ่งรัฐบาลของเมียนมาร์ก็มีนโยบายที่จะย้ายฐานการขนส่งสินค้าการประมงจากจังหวัดระนองมาที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปริมาณวันละ 1,500 ตัน เพื่อส่งต่อไปยังมหาชัย เป็นการประหยัดต้นทุนและประหยัดเวลา

ประตูด้านฝั่งทวายน่าจะใช้เวลา และใช้เงินมหาศาล 4 แสนล้านบาท เป็นโครงการใหญ่ของประเทศ เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเมียนมาร์ สำหรับด่านสิงขรเป็นโครงการเล็ก ซึ่งทางรัฐบาลไทยได้ยืนยันกับหอการค้ามะริดว่า จะช่วยเหลือในการซ่อมเส้นทางให้เสร็จในเดือนธันวาคม ทันก่อนการเปิดด่านสิงขรเป็นด่านถาวร โดยในวันทำพิธีเปิดนั้นทางฝ่ายมะริดรับปากว่าจะนำรถบรรทุกสินค้าประมงมาจ่อที่หน้าประตูด่าน เพื่อไปวิ่งเข้าไทยไปยังมหาชัย

“ส่วนไทยนั้น จะนำรถจากไทยไม่ต่ำกว่า 100 คัน เข้าไปในมะริด วันแรกจะไปเป็นแบบคาราวาน ซึ่งในจำนวนรถ 100 คันนั้น ไม่มีโรงแรมให้นอน เพราะมีแค่ 200 ห้อง เท่านั้น ฉะนั้น น่าสนใจในการลงทุนทำโรงแรมและทำเรื่องการท่องเที่ยวที่นั่น”

ฟังประโยคเหล่านี้แล้ว พอจะเห็นภาพได้เลยว่า วันเปิดด่านถาวรของที่นี่ไม่ธรรมดาแน่นอน

มูด่อง กำลังจะเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงวันเปิด ขอนำท่านผู้อ่านไปสัมผัสบ้านมูด่องกันก่อน ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ เชื่อแน่ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะจะมีคนไทยหลั่งไหลเข้าไปท่องเที่ยวกันเยอะ อย่างน้อยคงจะต้องมีการสร้างโรงแรมอย่างแน่นอน เนื่องจากหากนักท่องเที่ยวเข้าไป ที่พักย่อมไม่เพียงพอ

แม้จะมีเวลาไม่กี่ชั่วโมง ในการสำรวจหมู่บ้านชายแดนแห่งนี้ แต่ก็เห็นว่าถนนหนทางของที่นี่ยังไม่ดี ต้องปรับปรุงอีกเยอะเพราะออกไปนอกชุมชน สภาพถนนเป็นหลุมเป็นบ่อเต็มไปหมด มีถนนลาดยางเป็นบางช่วง แต่ก็ทรุดโทรมมาก

“มูด่อง” เป็นหมู่บ้านที่ไม่ใหญ่นัก มีชาวบ้านอาศัยอยู่ 5,000 คน มีวัดอยู่แห่งหนึ่ง ชาวบ้านที่นี่จะเข้ามาทำงานในฝั่งไทยแบบเช้าไปเย็นกลับ วันละกว่า 100 คน เป็นหมู่บ้านที่อยู่บนเชิงเขา อาชีพหลักคือ ทำสวน ทำไร่ และค้าขาย และมีคนไทยกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปเปิดร้านค้าที่หมู่บ้านแห่งนี้ รวมทั้งมีรถตระเวนขายสินค้าของคนไทยไปขายที่นั่นด้วย แสดงว่าเศรษฐกิจของที่นี่เข้าขั้นดีทีเดียว

ขณะที่ออกไปนอกหมู่บ้าน จะเห็นสวนปาล์มเต็มไปหมด นับพัน นับหมื่นไร่ บางพื้นที่ปลูกบนเนินเขาขนาดย่อมทั้งลูก บางจุดก็ปลูกสวนยางพาราแต่ไม่มากเท่าปาล์ม ซึ่งในการปลูกปาล์มนั้นตอนนี้ประสบปัญหาขายผลปาล์มไม่ได้ เพราะไม่สามารถส่งเข้ามาทางด่านสิงขรได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องกฎหมายนำเข้าของบ้านเรา

ถ้ามีโอกาสไปตรงด่านสิงขรตอนช่วงเช้า จะเห็นหนุ่มสาวพม่าพร้อมปิ่นโตอาหารกลางวัน เดินจากฝั่งพม่าไปยังฝั่งไทย เพื่อมาทำงานรับจ้าง เป็นภาพที่น่ารักมาก สาวพม่าเกือบทุกคนจะใช้ทานาคาทาบนใบหน้า

ตกช่วงเย็นก็จะพากันเดินกลับบ้านเป็นแถวยาว ส่วนใหญ่จะได้ค่าจ้างวันละ 100 กว่าบาท บางคนมาทำงานในโรงงานต่างๆ บางคนก็มารับจ้างขายต้นไม้ ขายเฟอร์นิเจอร์ ที่ตลาดชายแดน ซึ่งบางร้านจะเปิดขายทุกวัน เกือบทุกร้านจะขายกล้วยไม้เสียเยอะ ซึ่งมีหลายประเภท แต่ส่วนมากจะเป็นกล้วยไม้ป่าที่นำมาจากฝั่งพม่า

อย่าง คุณรัตติยา นาควงษ์วาลย์ อาชีพรับราชการ อยู่ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะช่วยคุณแม่ขายต้นไม้ เพราะครอบครัวของเธอรักต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ ร้านของเธอเน้นขายกล้วยไม้ป่าจากพม่า ซึ่งเจ้าตัวเล่าว่า ชาวบ้านจะไปแกะไปแซะมาจากต้นไม้ใหญ่ในป่าลึกของเมืองมะริด เป็นกล้วยไม้ตระกูลเอื้องทั้งหลายที่มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเอื้องไอยเรศ เอื้องกุหลาบไอยราวัณ เอื้องมัจฉานุ เอื้องม่อนไข่ เอื้องผึ้ง และเอื้องแปรงสีฟัน

นอกจากนี้ ก็ยังมีพวกเฟิร์น และพวกเข็ม ทั้งเข็มแดง เข็มแสด และเข็มม่วง เธอแนะนำว่า การซื้อกล้วยไม้จากที่นี่สามารถไปปลูกที่บ้านเราได้ เพราะไม่ใช่กล้วยไม้จากเมืองหนาว และถ้าเห็นว่ากล้วยไม้หรือต้นไม้อื่นๆ ที่ซื้อไปใบเหี่ยวเฉา ลองใช้เบียร์ที่เหลือจากการดื่มฉีด สักพักต้นไม้พวกนั้นจะดูดีขึ้น ใบจะตั้ง เหมือนมันได้รับสารอาหารที่มีอยู่ในเบียร์ ซึ่งวิธีนี้เธอเคยใช้ได้ผลมาแล้ว

สำหรับการเข้าสู่ AEC ในปี 2558 นั้น เธอบอกว่า ด่านนี้น่าจะได้รับประโยชน์ เพราะจะทำให้การท่องเที่ยวคึกคักขึ้น รวมถึงการค้าขายระหว่าง 2 ประเทศ นี้ด้วย

แม้มีเวลาอยู่ที่หมู่บ้านมูด่องไม่นาน แต่ยังได้ไปแวะร้านขายของที่นี่ เป็นร้านใหญ่ทีเดียว มีสินค้าให้เลือกเยอะแยะ ทั้งของกินของใช้ ได้เห็นผลิตภัณฑ์เมดอินไทยแลนด์เต็มไปหมด และไม่น่าเชื่อว่า กาแฟ และชา ประเภททรีอินวัน บางยี่ห้อเป็นของสิงคโปร์ ขายถุงละร้อยกว่าบาท ทำเอานักเดินทางจากกรุงเทพฯ อย่างเราแปลกใจ ไม่นึกว่าชายแดนแบบนี้จะมีสินค้าจากสิงคโปร์ด้วย

“มูด่อง” ยังมีอะไรน่าสนใจ และค้นหาอีกมาก ซึ่งเมื่อด่านสิงขรเปิดเป็นด่านถาวรแล้ว แน่นอนว่า คำถามและข้อสงสัยต่างๆ คงจะชัดเจนขึ้น และหมู่บ้านแห่งนี้จะเป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศ

เนการาบรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam)

เมืองหลวง กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน

พื้นที่ 5765 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ 70% เป็นป่าเขตร้อน

จำนวนประชากร 422,000 คน มีอัตราการเติบโตของประชากร 1.8% ต่อปี

เชื้อชาติ มาเลย์ 67% จีน 15% ชาวพื้นเมือง 6% และอื่นๆ 12%

ภาษา ภาษาราชการคือ ภาษามาเลย์ รองลงมาเป็นภาษาอังกฤษและจีน

สกุลเงิน ดอลลาร์บรูไน

สินค้าส่งออกหลักของไทยไปบรูไน ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว น้ำตาลทราย ผลิตภัณฑ์ยาง ปูนซีเมนต์ เครื่องนุ่งห่ม หม้อแปลงไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์เซารามิก อัญมณีและเครื่องประดับ และอาหารสัตว์เลี้ยง

สินค้านำเข้าหลักจากบรูไน ได้แก่ น้ำมันดิบ และเคมีภัณฑ์ ลวด และสายเคเบิล เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์

ตลาดส่งออกที่สำคัญของบรูไน ได้แก่ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย

ตลาดนำเข้าที่สำคัญของบรูไน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน ไทย

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นกโพระดก (ตอนที่ 1)

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05107151155&srcday=2012-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 539

ชาลี เหาะได้บันทึก…ไว้ที่นี่

นกโพระดก (ตอนที่ 1)

ไม่รู้เป็นไงช่วงนี้ผมนึกถึงเพลง “สองเพลง” นี้ครับ

เพลงแรก-เป็นเพลงไทยเดิม นักร้องนักดนตรีไทยเรียกกันสั้นๆ ว่า “ตับแม่ศรีฯ”

เพลงที่สอง-เป็นเพลงลูกทุ่ง ชื่อว่า “อยู่ดีกว่าตาย”

เอ้า!…มาว่ากันถึงเพลงแรกก่อน

แต่ก่อนที่จะเขียนถึงเพลงแรกนี้ ต้องขอบอกซะก่อนว่า ในแวดวงดนตรีไทย คำว่า “ร้องลำ” มาจาก คำว่า “ร้องลำลอง” หมายถึง การที่นักร้อง…ร้องคลอไปกับดนตรีที่บรรเลงอยู่

ส่วน คำว่า “ร้องรับ” หมายถึง ให้นักร้อง…ร้องไปก่อน พอถึงท่อนท้ายของเพลง ดนตรีจึงบรรเลงรับ

ดังนั้น…”เพลงตับแม่ศรีฯ” คนในแวดวงดนตรีไทยจึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งยาวๆ ว่า “ร้องลำแม่ศรีทรง-เครื่องรับปี่พาทย์” ซึ่งผมขออนุญาตลอกบทกลอนเพลงมาให้อ่านดังนี้ครับ

เสียงนกโพระดก

มันร้องโฮกโป๊ก โฮกโป๊กอยู่หนไหน

พระพุทธเจ้าข้า

กิ่งเพกานั่นเป็นไร

ตัวเขียวเขียวเอ้าเลี้ยวไป

เข้าโพรงไม้ทางนี้เอย

เสียงนกกางเขน

อ้อจับตอไม้เอน เจรจาอยู่จู๋จี๋

พระพุทธเจ้าข้า

น่าเอ็นดูอยู่เต็มที

แต่เลี้ยงไม่รอดมันยอดดี

ดิ้นจนหัวฉีกปีกหักเอย

นกกาเหว่าเสียงหวาน

ร้องก้องดงดาน เสียงกังวานยิ่งนัก

บุราณท่านว่าไว้

มันไข่ให้แม่กาฟัก

เท็จจริงไม่ประจักษ์

พระพุทธเจ้าข้าเอย

นั่นไก่หรืออะไร

อุ๊ยจริงจริงแหละไก่ พอทักไปก็ขันจ้า

ขันคึกอยู่คนละถิ่น

ตัวไหนบินเข้าหา

พระพุทธเจ้าข้า

ตีกันสิ้นท่าทางเอย

ดอกเอย…ดอกมะซาง

รักกันจริงอย่าทิ้งขว้าง

อย่าเหินอย่าห่างกันเอย

(ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว)

ครับท่าน…เนื้อร้องที่ผมลอกมานี้เป็นต้นฉบับจริงจากกรมศิลปากร เลยครับ ส่วนที่ว่าใครจะนำมาร้องใหม่แล้วตัดเติมเสริมแต่งอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“ทำไม ผมจึงคิดถึงเพลงนี้”

คืองี้ครับ ก็อย่างที่ผมเขียนเล่าไปแล้วว่า ในแถบบ้านสวนของผมแต่เก่าก่อนนั้น มีนก-หนู-ปู-ปลา-อะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมดนั้น เดี๋ยวนี้…ก็ยังมีอยู่ แม้เวลาจะผ่านเลยไป 50-60 ปี แล้วก็ตาม แสดงว่าแม้จะมีบ้านเรือนตึกรามสูงระฟ้าอย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตของเหล่านก-กา ต่างๆ ก็ยังต้องดำเนินไปตามครรลองของมันอยู่ดี

เมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา บ้านพี่สาวผมซึ่งก็อยู่ใกล้ๆ กับผมนั่นแหละ มีนกโพระดกเพศเมียนางหนึ่ง (แหม!…เรียกซะเพราะเชียว) มาเจาะโพรงไม้ในเขตบ้านพี่สาวผมเสียงดัง “โป๊ก-โป๊ก” เพื่อทำเป็นรังอยู่ ไม่กี่วันก็ออกไข่ แล้วเธอก็กกไข่จนเป็นลูกมาหนึ่งตัว จากนั้นก็ช่วยกันเจาะ “โฮก-โป๊ก…โฮก-โป๊ก” ขึ้นอีกสองรู-รวมเป็นสามรู แล้วก็อยู่กันอย่างเป็นสุข ทั้ง พ่อ-แม่-ลูก โดยที่ครอบครัวมันรู้ว่า พวกเราเป็นมิตรที่ดี มันจึงอยู่กันอย่างมีความสุขจนถึงบัดนี้ ซึ่งก็เช่นกันพวกเราก็มีความสุขที่ได้เฝ้าดูวิถีชีวิตของเจ้านกโพระดกครอบครัวนี้ทุกวันๆ

เจ้านกโพระดกที่ว่านี้สีสันสวยงามจริงๆ ครับ คือ โหนกหัวจะเป็นสีแดง ส่วนปากจะสีดำ ท้องจะเป็นสีเหลืองออกน้ำตาลๆ ส่วนปีกจะเป็นสีเขียวเหลืองใบตองอ่อน หางก็จะสีเขียวเหมือนกันแต่จะเป็นเขียวที่แก่กว่า

“…ตัวเขียว-เขียว เอ้าเลี้ยวไป

เข้าโพรงไม้ ทางนี้เอย…”

แหม!…บทร้องตับนกนี้เห็นภาพชัดเจนเลยครับ

นี่แหละที่ทำให้ผมนึกถึง “ตับแม่ศรีฯ หรือตับนก” อย่างที่บอกนั่นแหละ

ศิลปินไทยในอดีตนั้น ช่างนำธรรมชาติรอบข้างมาสร้างสรรค์ได้อย่างสวยงามจริงๆ

เมื่อพูดถึงเพลงไทยเดิม “ตับแม่ศรีฯ หรือตับนก” กันแล้ว ก็ขอกล่าวถึงประวัติความเป็นมาสักหน่อยเถิด

คือตับนี้…ใช้เล่นและร้องประกอบการแสดงละครเรื่อง “อิเหนา…ตอนชมดง” ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ซึ่งถือเป็นวรรณกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุดเรื่องหนึ่ง มักจะนำมาแสดงเป็นตอนๆ

และตอนหนึ่งที่นิยมกันมากก็คือ “ตอนชมดง” นี่แหละ

“บทร้องลำแม่ศรีทรงเครื่องรับปี่พาทย์” หรือ “ตับนก” ที่ผมนำมากล่าวถึงนี้ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้เค้าโครงมาจากบทพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา ในรัชกาลที่ 2 โดยนิพนธ์ขึ้นเป็นบทละคร สำหรับแสดงในละครดึกดำบรรพ์

สำหรับ “ละครดึกดำบรรพ์” นั้น เกิดขึ้นจากการที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้โดยเสด็จตามพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประพาสยุโรป ที่ได้ทอดพระเนตรละครโอเปร่า ของชาวตะวันตก ที่ผู้แสดงต้องเล่นและร้องเพลงเอง จึงนำมาคิดเป็นละครแนวใหม่ของสยาม คือผู้แสดงต้องรำและร้องเพลงเองเหมือนอย่างละครเพลงโอเปร่า

สำหรับเครื่องดนตรี (ไทย) นั้น ก็ได้ตัดเครื่องที่มีเสียงดังๆ มากออกไปบ้าง เพื่อจะได้ไม่ไปแข่งและบดบังเสียงร้องของผู้แสดงจนเกินไป นั่นเอง

ครับท่าน…เนื้อที่สัมปทานหน้ากระดาษน่าจะพอแค่นี้ก่อน

ขออนุญาตเขียนถึงเพลงที่สอง ซึ่งเป็นเพลงลูกทุ่ง ที่ชื่อ “อยู่ดีกว่าตาย” ในคราวหน้าเถอะ

“ขอบคุณครับ”

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ล้างกาย ล้างใจ ล้างไต ล้างตับ (ตอนที่ 2)

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110151155&srcday=2012-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 539

ธรรมะจากวัด 

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

ล้างกาย ล้างใจ ล้างไต ล้างตับ (ตอนที่ 2)

หลังจากผลการตรวจเลือดแล้วนำมาเปรียบเทียบผลเลือด ก่อนและหลังทำโครงการล้างพิษแล้ว พบว่า ค่าน้ำตาลในเส้นเลือดลดลง ค่าการทำงานของตับและไตบ่งชี้ว่า ดีขึ้น 

แต่เนื่องจากในขณะที่เข้าโครงการล้างพิษได้ฉันยาตามที่นายแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จึงไม่สามารถจะยืนยันได้ว่า การที่น้ำตาลและไขมันลดลงอยู่ในระดับปกติมาจากการล้างพิษเพียงปัจจัยเดียว แต่จะต้องยกประโยชน์ให้แก่ยาที่หมอให้มาด้วย

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงผลของการกินยา ก็พบว่า ค่าของไขมัน และน้ำตาลในเส้นเลือดสูงมากกว่าเกณฑ์ปกติ เข้าขั้นดื้อยามาเป็นเวลานาน เพราะฉันยาประเภทนี้มาตลอด แต่ไม่ค่อยได้ผล เพราะระดับไขมันและน้ำตาลมักจะลดลงอย่างเชื่องช้า แต่เวลาขึ้นจะขึ้นอย่างรวดเร็ว

จึงเป็นไปได้ว่า ตับที่มีพิษจากการสะสมของสิ่งตกค้าง ทำงานได้ไม่เต็มที่ เป็นสาเหตุให้ระดับไขมันและน้ำตาลสูงขึ้น เมื่อพิษบางส่วนในตับถูกขจัดออกไป ตับสามารถทำงานได้สะดวกคล่องตัวมากขึ้น ระดับไขมันและน้ำตาลจึงลดลง ตามความสามารถของตับและตับอ่อนที่จัดการไขมันและน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จึงกล่าวได้ว่า การล้างพิษในตับช่วยส่งเสริมการทำงานของตับให้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลต่อเนื่องที่ตามมาคือช่วยปรับลดระดับไขมันและน้ำตาลในเส้นเลือดให้ลดลงได้ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

ในการเข้าโครงการล้างพิษครั้งที่ 2 อาตมามีความตั้งใจจะติดตามเรื่องน้ำตาลในเลือดต่อไป โดยยุติการกินยาทุกชนิด ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมัน ก่อนที่จะเริ่มอดอาหาร อาตมาเจาะเลือดจากปลายนิ้วดู ผลออกมาระดับน้ำตาลสูง อยู่ที่ 157 แล้วเริ่มยุติการฉันยาตั้งแต่ต้นจนจบโครงการ เป็นเวลา 5 วันเต็ม วันสุดท้ายเจาะเลือดปลายนิ้วดูผลเลือด ออกมาที่ 108 ส่วนระดับความดันโลหิตที่เคยสูงอยู่แถวๆ 160/90 ก็ลดลงมาอยู่ที่ 128/80 นับว่ามีส่วนในการปรับปรุงทั้งระดับความดันโลหิตสูงและระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงได้ในระดับที่น่าพอใจระดับหนึ่งในช่วงเวลาที่กำลังเข้าโครงการ

หากจะสรุปผลเลือดเบาหวานตามประสาคนไม่มีความรู้เรื่องเบาหวานแบบซื่อๆ ก็คือ เมื่อร่างกายไม่ได้รับน้ำตาลเข้าไปเลย หรือดื่มเพียงน้ำผึ้งเล็กน้อยที่ผสมน้ำมะนาว และดีเกลือ ก็ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นได้ นี่พูดแบบผู้ไม่รู้วิชาการ แต่พูดจากประสบการณ์ตรง ถ้าเป็นเช่นนี้ได้ คนเป็นเบาหวานน่าจะหาโอกาสอดอาหาร และอดของหวานดูบ้าง ระดับน้ำตาลจะลดได้บ้างไม่มากก็น้อย

หรือเมื่อตับได้รับการล้างพิษทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตับอ่อนก็พลอยทำงานดีไปด้วย ผลิตอินซูลินออกมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อีกแรงหนึ่ง การวิเคราะห์นี้อาศัยการทดลองคนเดียวเป็นหลัก จึงไม่ยืนยันว่าถูกต้อง หรือไม่ปฏิเสธว่าผิด แต่ยืนยันว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมีเหตุปัจจัยแน่ ไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆ อย่างน้อยกับพระ 1 รูป ในระยะเวลาที่ทดลอง

การทดลองแบบนี้โดยความเห็นส่วนตัว ไม่พบผลข้างเคียงใดๆ ที่น่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากความหิวรบกวนเท่านั้น แต่ผลที่ได้กลับมาก็คือ ประหยัดอาหารในส่วนที่งดไปนั้น และเปิดโอกาสให้อวัยวะต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องการจัดสารอาหารส่งไปหล่อเลี้ยงร่างกายมาตลอดชีวิตได้มีวันหยุดถึง 4 วัน นับเป็นการให้รางวัลชีวิตที่สำคัญยิ่งกว่ารางวัลอื่นใดที่ให้ความภูมิใจแก่ผู้รับเพียงชั่วครู่ชั่วยามแล้วผ่านไป หากตระหนักว่า การให้รางวัลชีวิตแบบนี้ดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืน ก็ควรมอบรางวัลชีวิตนี้บ่อยๆ จะได้พากันสุขสบายทั้งผู้ให้และผู้รับ

ระหว่างที่ได้เข้าโครงการนอกจากระดับน้ำตาลลดแล้ว ความดันที่เคยสูงก็ลดลงอยู่ในภาวะปกติ แต่ที่แน่ๆ คือ น้ำหนักลดจริงๆ จากการเข้าโครงการ 2 ครั้ง ลดได้ 10 กิโลกรัมกว่าๆ นิดๆ จากการที่เคยอยู่ที่เลข 104 กิโลกรัม ขึ้นไปสม่ำเสมอ ตอนนี้อยู่ที่ 92.50 และ 90 กิโลกรัม และน่าจะได้เห็นตัวเลข 80 กว่า หากได้ทำคราวต่อไป

มีผู้ตั้งคำถามว่า ปรากฏการณ์ที่กล่าวมานี้จะเสถียรมากน้อยแค่ไหน

คำตอบก็คือ ยังตอบไม่ได้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ความไม่แน่นอน ทุกสิ่ง เปลี่ยนแปลงเมื่อมีเหตุปัจจัยที่ควรเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างล้วนเกิดแต่เหตุ ดับไปเพราะเหตุ ตามหลักอิทัปปัจจยตาที่ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี

ข้อคิดจากการเข้าโครงการ 2 ครั้งที่ผ่านมา ชวนให้คิดถึงพระพุทธวจนะที่ว่า สัพเพ สัตตา อาหารัฏฐิติกา สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ของวิเศษในการที่ชวนให้สัตว์ทั้งหลายติดใจจนดิ้นไม่หลุด คือรสอาหาร แม้ว่าอาหารจะถูกออกแบบมาเป็นพันเป็นหมื่นชนิด แต่รสหลักก็คงอยู่ที่ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม

แม้จะมีนักปรุงอาหารระดับชาติหรือระดับโลกปรุงรสได้หลากหลายแค่ไหน แต่ก็ทำได้เพียงเค็มอ่อนๆ หวานอ่อนๆ เค็มเข้มข้น หวานเข้มข้น มันอ่อนๆ มันเข้มข้น เปรี้ยวเข้มข้น หรือนำมาผสมกัน แต่ก็ไม่หนีเครื่องปรุงเหล่านี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม รสเปรี้ยวนับว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ไม่ค่อยจะมองเห็นโทษสักเท่าไร แต่หวาน มัน และเค็ม 3 รสนี้ ต้องบริโภคพอดีจริงๆ จึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า โภชเน มัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร เป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตของมนุษย์

อาหาร หวาน มัน เค็ม หากบริโภคพอประมาณ และพอดี จะเป็นยาบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง เป็นสุขสดชื่น

ในทางตรงกันข้าม หากเมื่อใด อาหารหวาน มัน เค็ม ถูกบริโภคจนเกินพอดี เกินความต้องการของร่างกาย จะกลายมาเป็นแหล่งเพาะของโรคนานาชนิด ที่พร้อมจะทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และทำลายอวัยวะต่างๆ จนถึงตายได้ ดังที่ทราบกันทั่วไปอย่างง่ายๆ ว่า

การกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือของหวานมากเกินไป เป็นเหตุให้เป็นเบาหวาน หากกินอาหารที่มีส่วนผสมของเกลือมากเกินไป เป็นเหตุให้เป็นความดันโลหิตสูง หากกินอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันอิ่มตัวสูงมากเกินไป ทำให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือด อันเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ มีโรคหัวใจ เป็นต้น หากความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตัน และเบาหวาน ทำงานร่วมกัน โอกาสที่ไตวายเฉียบพลัน หัวใจวายเฉียบพลัน ตาบอด ก็เกิดขึ้นได้ กับทุกคน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง แต่อย่างใด

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มัตตัญญุตา สะทา สาธุ ความรู้จักประมาณเป็นความดีทุกเมื่อ ช่างจริงแท้แน่นอน นอกจากนี้ พระองค์สอนสาวกของพระองค์ให้พิจารณาแล้วฉันอาหาร เพื่อ

1. ให้ยังชีพได้

2. ไม่มีโทษต่อร่างกาย

3. เกิดความผาสุก

ข้อควรพิจารณาทั้ง 3 อย่างนี้ ไม่เพียงแต่พระสงฆ์เท่านั้นที่นำมาใช้ได้ แต่ผู้รักสุขภาพทั้งหลายก็ควรพิจารณา กล่าวคืออาหารใดๆ ที่กินแล้ว ทำให้ชีวิตไม่รอด ดำเนินต่อไปไม่ได้ หรือเสี่ยงต่อความพิการหรือความตายที่รู้เห็นได้ง่ายๆ ทั่วๆ ไป ต้องงดเว้นทันที ข้อ 2 นั้น บอกตรงๆ ว่า อาหารที่กินเข้าไป ต้องไม่มีโทษ นอกจาก สุรา หรือยาเสพติดทุกชนิดที่เห็นโทษกันชัดๆ โดยไม่ต้องคาดเดาแล้ว แม้แต่อาหารที่ประกอบไปด้วยความหวาน มัน เค็ม ที่กินกันอยู่เป็นประจำ ถ้ากินแล้วระดับน้ำตาลหรือความดันสูงขึ้น ต้องหยุดทันที เพราะประจักษ์ชัดว่า เป็นอาหารที่มีโทษ ควรกินน้อยลงหรืองดกินไปสักระยะหนึ่ง จนกว่าอวัยวะสำคัญของร่างกายทำงานต่อไปได้ตามปกติ แล้วไม่เกิดโทษ ก็กินต่อไปได้

การใช้สติและปัญญาพิจารณากลั่นกรองแล้วกินอาหาร จึงเป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อการรักษากายและจิตให้ปกติอย่างแท้จริง อันเป็นสิ่งที่ทำได้ทุกหนทุกแห่ง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สติ สัพพัตถะ ปัตถิยา สติเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาในที่ทั้งปวง

ส่วน ข้อที่ 3 กินแล้วต้องรู้สึกผาสุก คือหายหิว ไม่กระวนกระวาย ไม่แน่นท้อง ไม่จุกเสียด แน่นเฟ้อ ไม่แน่นหน้าอก หากแน่นท้อง แน่นหน้าอก นั่งไม่สะดวก เดินไม่สะดวก แม้แต่นอนก็ไม่สะดวก เมื่อนั่งก็ไม่เป็นสุข นอนก็ไม่เป็นสุข เดินก็ไม่เป็นสุข ก็จะไม่มีความผาสุกในสถานที่และอิริยาบถทุกแห่ง แทนที่จะกินอาหารเพื่อความผาสุก ก็กลายเป็นการเพิ่มทุกข์ทรมานไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

คำถามมีว่า ทำไม ทั้งๆ ที่คนทั่วไปรู้ๆ อยู่ว่ากินอาหารบางชนิดและบางโอกาสแล้วจะเป็นโทษและแสลงต่อโรค ก็ยังฝืนกินกันไม่ยอมหยุด บางคนถือคติว่า เกิดมาทั้งทีกินของอร่อยให้คุ้ม ตายไปไม่ได้กินอะไร ตายด้วยความอิ่มดีกว่าตายด้วยความอด

คำตอบง่ายๆ คือ สิ่งที่ดึงดูดยั่วยวนใจให้กินอาหารแบบลืมโรค ลืมเจ็บ และลืมตาย คือรสของอาหารนี่เอง ความไม่เข้าใจถึงโทษของรส ทำให้รสเป็นเครื่องพันธนาการอีกชนิดหนึ่งที่ผูกมัดมนุษย์ไว้อย่างเหนียวแน่น ยากแก่การดิ้นหลุดหรือสลัดออก

การพิจารณาถอดถอนจากความยึดถือในรสต้องใช้ปัญญาและสติอันสูงส่งควบคู่กันไปจริงๆ จึงจะพอผ่านไปในแต่ละมื้อ โดยเฉพาะคนที่มีอาหารมากมายและมีโอกาสที่จะกินได้ตลอดเวลา หากไม่ใช้สติปัญญาพิจารณาอย่างใกล้ชิดทุกมื้อทุกคำหรือทุกครั้งที่เคี้ยวแล้วย่อมยากแก่การมองเห็นโทษแห่งการบริโภคเกินแล้วหยุดอยู่ที่ความพอประมาณ

ความจริง รส เป็นเพียงค่าเทียม ที่ช่วยหลอกล่อลิ้นให้ช่วยรับอาหารอันเป็นคุณค่าแท้ เพื่อส่งผ่านลำคอไปยังกระเพาะอาหารให้สะดวกเท่านั้น หลังจากนั้น อวัยวะภายในมีตับ เป็นต้น ร่างกายก็จะจัดการอาหารอย่างเหมาะสมแล้วส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตามความจำเป็น แต่หากมีอาหารส่วนเกินความจำเป็น คั่งค้างสะสมอยู่มากก็จะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคต่อไป

หากเข้าใจว่า อะไรคือค่าแท้และค่าเทียมของอาหาร แล้วใช้สติปัญญาเข้าไปจัดการ เพื่อให้อาหารที่กินเข้าไปได้ทำภารกิจกับชีวิต 3 ประการ คือ

1. เพื่อความเป็นไปแห่งชีวิต

2. ไม่มีโทษ

3. ก่อให้เกิดความผาสุก

อย่างไรก็ตาม ควรจดจำพระพุทธวจนะที่ว่า มัตตัญญุตา สะทา สาธุ ความรู้จักประมาณเป็นความดี หรือยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อไว้เตือนสติ แล้วจัดสรรอาหารทุกชนิดพอประมาณส่งให้ร่างกาย เพื่อให้อาหารเป็นยาชูชีวิต มิใช่ยาพิษที่คอยกัดเซาะทำลายชีวิต ควรจะได้อัญเชิญอริยสัจ 4 ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นแว่นส่องชีวิตว่า ตอนนี้เราเป็นโรคอะไร (ทุกข์) มีสาเหตุมาจากอะไร (เหตุแห่งทุกข์) โรคนั้นจะหายได้ไหม (นิโรธ) และทำอย่างไร โรคนั้นจึงจะหายไป (มรรค)

เหตุใดเป็นที่มาหรือส่งเสริมโรคจงระวัง และละเหตุนั้น เหตุใดเป็นไปเพื่อความไม่มีแห่งโรค จงหมั่นกระทำสิ่งนั้น และทำอย่างต่อเนื่องตามหลักของการปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนาที่ว่า ละสิ่งที่ควรละ (ปหานะ) เจริญสิ่งที่ควรเจริญ (ภาวนา)

เมื่อได้ทราบเรื่องราวของการล้างพิษกายจากประสบการณ์ตรงไปแล้ว อาสาสมัครที่ช่วยงานด้านการล้างพิษอ่านแล้ว แนะนำว่า ขอให้ช่วยเขียนเรื่องล้างพิษใจให้ทราบเพียงสั้นๆ ที่ใครๆ อ่านแล้วเข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้เพื่อให้พิษที่ห่อหุ้มใจได้บางเบาและหลุดร่วงออกมาจากใจให้ใจได้พบกับความโล่งและความเบาบ้าง

พิษที่มักจะเกาะใจ หรือหุ้มห่อใจมนุษย์โดยทั่วไป ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอิจฉา ริษยา พยาบาท อาฆาต แค้นเคือง เกลียดชัง เมื่อพิษเหล่านี้หุ้มห่อพอกพูนมากๆ จะเกิดอาการ ใจร้อน ใจเร็ว หนักใจ เสียใจ เศร้าใจ อึดอัดใจ ระทมใจ ตรอมใจ อันเป็นสาเหตุของความเครียด ความทุกข์

พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า พิษหลักที่มักจะคุกคามใจมิให้สงบ ได้แก่ ความรักปักใจ เกลียดฝังใจ ฟุ้งซ่าน ซึมเซา เซ็ง เบื่อ หน่าย สับสน ลังเล สงสัย

เมื่อพิษชนิดรักปักใจเข้าไปห่อหุ้มกลุ้มรุมแล้ว มักจะเกิดอาการห่วงหา หวง หึง อาลัยอาวรณ์ คิดถึง จนไม่เป็นอันกินอันนอน อาการจะหนักเบาไปตามความรักที่ปักลงลึกล้ำ หรือตื้นเขินแค่ไหน ความรักปักใจที่กล่าวมานี้มีได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ไม้สอย เรือกสวนไร่นา

พิษชนิดพยาบาท อาฆาต จองเวร เกลียดชัง อย่างฝังใจ เกิดขึ้นแล้วจะมีอาการใจร้อน ใจเร็ว เดือดร้อน วุ่นวาย อยากจะทำลายวัตถุสิ่งของ หรือบุคคลที่ตนเกลียดชังอย่างฝังใจให้พินาศหายนะไป โดยไม่อยากพบ ไม่อยากเห็น ไม่อยากรู้ข่าวคราวอีก มีความปรารถนาที่จะทำลายล้างอยู่ตลอดเวลา ใจที่ถูกสารพิษชนิดนี้กลุ้มรุม ก็จะโกรธง่าย ฉุนเฉียว มองโลกในแง่ร้าย ครอบครองความทุกข์เอาไว้จนหาความสุขแทบจะไม่พบ

พิษชนิดฟุ้งซ่านเกาะกุม หุ้มใจใครแล้ว หาความสงบไม่ได้ นั่งก็ไม่สงบ ยืน เดิน นั่ง เดินทาง ขึ้นรถ ลงเรือ ก็ไม่สงบ ใจท่องเที่ยวไปยังบุคคล สถานที่ สิ่งของ ทรัพย์สิน อย่างไม่หยุดหย่อน อาการที่พบโดยทั่วไปมักจะบ่นว่า เหนื่อยใจ เพราะใจเที่ยวไปไม่หยุด สิ่งที่คิดหรือจินตนาการร้อยแปดพันเก้า ล้วนแต่วาดวิมานในอากาศที่ห่างไกลความจริงทั้งสิ้น หวังสิ่งใด ก็ได้แต่สิ้นหวัง เพราะคิดเอง หวังเอง และลงเอยด้วยความผิดหวังเอง แต่ก็ไม่วายที่จะวาดหวัง แม้จะหวังแบบลมๆ แล้งๆ

พิษชนิดซึม เซา เซ็ง เบื่อหน่าย กระจายเข้าไปสู่ใจใครแล้ว จะมีอาการเซื่องซึม เซ็ง เบื่อหน่าย สิ้นหวัง หมดอาลัย ไม่กระตือรือร้น มีอาหารวางอยู่ต่อหน้ามากมายก็กินไม่ลง มีบ้านหลังใหญ่ มีห้องหรูให้นอน ก็นอนไม่หลับ มีรถคันงามราคาแพงให้ขับ ก็ไม่รู้สึกพอใจหรือเป็นสุขที่จะขับ มีเครื่องใช้ไม้สอยใดๆ ให้ใช้สอย ก็ไม่อยากจะใช้สอย มีงานให้ทำมากมายก็ไม่อยากทำ นี่แหละคือ อาการที่สารแห่งความเซ็งกระจายห่อหุ้มใจจนใจตายด้าน

พิษแห่งความสับสน เมื่อเข้าไปเกาะที่ใจแล้ว จะมีอาการขี้ลังเล สงสัย ไม่แน่ใจ ตัดสินใจอะไรไม่เด็ดขาด เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หาความมั่นคงมิได้

พิษเหล่านี้จะทำลายความสงบใจก่อน ต่อจากนั้นก็จะค่อยละลายสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ให้ค่อยๆ ไร้ค่า หาความหมายไม่ได้ แม้แต่ตนเองก็ยังมองไม่เห็นว่าตนเองมีคุณค่าตรงไหน หากพอกใจจนหาทางออกไม่พบ สุดท้าย ถึงกับทำลายตนเอง หรือ ทำลายคนผู้อื่นอย่างขาดความยั้งคิด

จะล้างพิษอย่างไร

กิเลส คือ พิษที่ตกค้าง สะสม จนห่อหุ้มใจจนมืดบอด มองไม่เห็นความจริง

สาเหตุที่พิษตกค้างในใจมาก มาจากการขาดสติแล้วกิเลสเข้าสู่ใจโดยง่าย

กระบวนการเจริญสติ คือกระบวนการล้างพิษออกจากใจ (สจิตตปริโยทปนัง การชำระจิตให้ขาวรอบ)

อุปกรณ์สำคัญในการล้างพิษ อยู่ที่ลมหายใจ

การวางใจเฝ้าสังเกตลมหายใจเข้า-ออก 4 ขั้นแรก เปรียบเหมือนการทำเตรียม การล้างใจเบื้องต้น เปรียบได้กับการทำดีท็อกซ์

1. เฝ้าสังเกตการหายใจออก-เข้า ยาว ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

2. เฝ้าสังเกตการหายใจออก-เข้า สั้น ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

3. เฝ้าสังเกตความสัมพันธ์ของลมหายใจและกายที่อิงอาศัยซึ่งกันและกัน เข้าใจอย่างชัดแจ้งถึงการหายใจทั้งสั้นและยาวทั้งเข้าและออก

4. เฝ้าสังเกตลมหายใจที่ค่อยละเอียดและสงบลงตามลำดับ จนสามารถสัมผัสกับความสงบได้

ทุกครั้งที่ล้างพิษใจต้องตามดู ตามรู้ และตามเห็น ลมหายใจ ทั้ง 4 ลักษณะ อยู่เป็นประจำ เพื่อเป็นการล้างใจในเบื้องต้นเพื่อให้พิษใจชนิดหยาบถูกเซาะออกไปบ้าง

5. เฝ้าดูความปีติที่เกิดขึ้นต่อมาจากลมหายใจที่ละเอียด ผ่อนคลาย อ่อนโยน ระงับ สงบ

6. เฝ้าดูและสัมผัสความสุขที่เกิดจากความปีติ อันเป็นความสุขบริสุทธิ์ที่ไม่มีมลพิษใดๆ เจือปน หรือตกค้างจากการได้รับความสุขชนิดนี้ เป็นความสุขที่มาจากความสะอาดของใจ

7. เฝ้าดูความสุขที่เกิดกับจิต และจะปรุงแต่งกุศลใดๆ หรือไม่ หากจิตปรุงแต่งในขณะนั้น ก็จะปรุงแต่งด้วยอำนาจของปีติที่มีแต่กุศล จะไม่ปรุงแต่งอกุศลใดๆ ให้เป็นมลพิษตกค้างคาใจ

8. เฝ้าดูความสุขที่ขึ้นสูงสุด แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายลงตามลำดับ จนกลับมาสู่ใจที่ปกติ อันมีความรู้ตัวทั่วพร้อมเป็นพื้นฐานรอคอยอยู่

ขั้นตอนนี้ทำให้ใจสะอาดละเอียดมากขึ้น เปรียบเหมือน การดื่มน้ำมะนาวผสมดีเกลือและน้ำผึ้งช่วงเวลา 6 โมงเย็น อันเป็นการเริ่มกระบวนการล้างพิษที่ตกค้างใจตับ

9. เฝ้าดูใจที่กลับสู่ภาวะปกติ หลังจากผ่านการปรุงแต่งด้วยความสุขอันบริสุทธิ์ อันเกิดจากปีติ ใจเริ่มสะอาดมากขึ้น

10. เฝ้าดูใจที่มีความปราโมทย์มากขึ้นกว่าความปีติที่ผ่านมา เป็นความสุขที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม จนใจเข้าไปซบกับความสุขนั้นด้วยความอ่อนโยนยิ่งขึ้น การปรุงแต่งน้อยลงมาก แต่พลังแห่งความรู้ตัวทั่วพร้อมแข็งแกร่งมากขึ้น

11. เฝ้าดูใจที่ผ่านความสุขขั้นละเอียดลึกซึ้งแล้ว กลับมาสู่ความปกติที่เต็มไปด้วยความมั่นคงแห่งความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจนไม่หวั่นไหว ไม่ปรุงแต่ง

12. เฝ้าดูใจที่ค่อยๆ ปล่อยวาง ไม่ยึดถือเกาะเกี่ยวหน่วงเหนี่ยวสิ่งใดมาสร้างสรรค์ความสุข เพราะได้ผ่านความสุขที่สะอาดบริสุทธิ์ละเอียดลึกซึ้ง กว่าความสุขที่เกิดจากการตอบสนองความอยาก ความปรารถนาในรูป เสียง กลิ่น รส การสัมผัสถูกต้อง และอารมณ์ที่หน่วงเหนี่ยวเข้ามาอันน่าใคร่ น่าพอใจเป็นอย่างมาก ชนิดเทียบกันไม่ได้ การล้างใจในขั้นนี้มีความละเอียด สะอาด บริสุทธิ์ ลึกล้ำมากขึ้น เปรียบเหมือนการดื่มน้ำมะนาวผสมดีเกลือและน้ำผึ้ง ตอนเวลา 2 ทุ่ม อันเป็นตอนที่ใกล้จะล้างพิษที่สุด

13. เฝ้าดู ความไม่เที่ยงของลมหายใจ ออก-เข้า หยาบ ละเอียด ความสุข มากน้อยที่เกิดขึ้นกับใจมาตามลำดับ ล้วนมีแต่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งทางกาย และทางใจ ล้วนแสดงความไม่เที่ยงอันเป็นกฎธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสัมผัสได้อยู่ตรงหน้า

14. เฝ้าดูใจที่สงบนิ่งดิ่งอยู่กับปัจจุบัน ขณะที่รู้ความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่ง แต่มิได้ไหวตาม ใจมีแต่ความเกลี้ยง ไม่มีสิ่งใดฝังในหลงเหลืออยู่ เพราะสิ่งที่เกาะเกรอะกรังฝังตัวแน่น หลุดออกไป จางคลายออกไปด้วยอำนาจของการเห็นอนิจจัง อันทรงพลังซึ่งทำให้ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมยิ่งมากขึ้นสว่างไสวขึ้น

15. เฝ้าดูความสงบเย็นของใจ ที่ไม่มีสิ่งใดแผดเผา เสียดแทงอยู่ใน เป็นสภาพที่ปราชญ์ทั้งหลายเรียกว่า ดับเย็น เกลี้ยง สดใสไร้ไฝฝ้ามลทิน

16. เฝ้าดูความสละคืนแห่งใจ ที่ไม่หน่วงเหนี่ยวไขว่คว้า สิ่งใดๆ ในธรรมชาติมาเป็นของตน ในความรู้สึกว่า ของกู แต่กลับส่งสรรพสิ่งที่เคยยึดถือตกค้างอยู่คืนสู่ธรรมชาติ ไม่มีความแตกต่างใดๆ กับธรรมชาติ แต่เป็นหนึ่งเดียว พิษภัยที่เคยเกาะห่อหุ้มเกรอะกรัง ก็ถูกล้างไปจนสะอาดหมดจด ดังจิตเดิมแท้ ที่เคยเป็นมา แต่ทว่ามีความมั่นคงแน่วแน่เสถียรกว่า

พิษทั้งหลายที่ฝังใน เกาะ ห่อหุ้ม กลุ้มรุมใจก็หมดไป ด้วยพลังแห่งสติอันแข็งแกร่งทรงพลังได้ชำระล้างใจให้สดใส เป็นใจมีความสะอาด สว่าง และสงบ

การเจริญสติในขั้นนี้เปรียบเหมือน การดื่มน้ำมันมะกอก ชนิดคั้นเย็น ผสมน้ำผึ้งและน้ำมะนาว เพื่อจุดประสงค์โดยตรงคือล้างพิษตับ ที่สะสมมากมายมานมนานให้จางคลายหายไป เหลือแต่ตับที่สะอาด สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

ใจที่ได้รับการล้างพิษด้วยธรรม โอสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะมีความมั่นคง ไม่หวั่นไหว เพราะอารมณ์ใดๆ มากระทบ เปรียบเสมือนภูเขาสิลาแท่งทึบ ไม่หวั่นไหวต่อลมหรือพายุที่พัดมาจากทิศทั้ง 4 ฉะนั้น

ใจที่ได้รับการล้างพิษแล้ว ย่อมบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีพิษคือ กิเลสใดๆ มาฝังใน เกี่ยวเกาะ ห่อหุ้ม เคลือบคลุมอีกต่อไป จะมีแต่ความโล่ง โปร่งใส ไม่มีความขุ่นมัวเศร้าหมอง

ใจที่ได้รับการล้างพิษแล้ว จะมีความอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง มีคุณภาพดี พร้อมที่จะทำงานใดๆ ทั้งทางกายและทางจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เครียด ไม่ทุกข์ ไม่ทรมาน มีแต่ความสุขสบาย ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี เป็นความสุขแท้ที่ปลอดสารพิษใดๆ ตกค้างหลงเหลือ

เมื่อพิษใจก็ถูกล้างออกไป เมื่อพิษทางกายก็ถูกล้างออกไป เหลือแต่กายที่บริสุทธิ์และใจที่บริสุทธิ์ ตามหลักพระพุทธศาสนา ชีวิตประกอบด้วยกายกับใจ เมื่อกายที่บริสุทธิ์อยู่ร่วมกับใจที่บริสุทธิ์ ชีวิตย่อมกลายเป็นชีวิต ที่บริสุทธิ์หมดจด ปลอดภัยจากโรคกายและโรคใจ

ชีวิตที่เป็นอิสระจากโรคกายและโรคใจ คือชีวิตที่มีสุขภาพดีที่มีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

ชีวิตปลอดจากการคุกคามด้วยโรคกายและโรคใจ ย่อมเป็นชีวิตที่มีลาภอย่างแท้จริง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ นั่นแล

ดร. พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ

เกิด วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2502

บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 4 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

การศึกษา น.ธ. เอก ป.ธ. 7 พุทธศาสตรบัณฑิต รัฐศาสตรมหาบัณฑิต รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต

วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ปฏิบัติหน้าที่ พระธรรมทูตพิเศษ สายประเทศสหรัฐอเมริกา ณ วัดพุทธปัญญา 1157 Indian Hill Blvd. Pomona. CA 91767

Tel. (909) 629-1771

E-mail: sutthi_yano@yahoo.com

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เรียนรู้แก้จน ด้วย โครงการ 1 ไร่ 1 แสน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113151155&srcday=2012-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 539

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง 

อภิวัฒน์ คำสิงห์

เรียนรู้แก้จน ด้วย โครงการ 1 ไร่ 1 แสน

โครงการ 1 ไร่ 1 แสน เกิดจากความร่วมมือของ 4 หน่วยงาน คือ หอการค้าไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ที่ คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย คนที่ 1 ในฐานะประธานโครงการลดความเหลื่อมล้ำของหอการค้าไทย ระบุว่า หอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับเกษตรกร จึงได้จัดทำโครงการลดความเหลื่อมล้ำขึ้น โดยมี 2 โครงการย่อย คือ โครงการ 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสนบาท และโครงการ 1 บริษัท ดูแล 1 ชุมชน บนพื้นฐานแนวคิดที่ธุรกิจต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีการดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน

โครงการได้เริ่มต้นตั้งแต่ วันที่ 25 มิถุนายน 2555 โดยใช้พื้นที่แปลงนาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตำบลบางตะไนย์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จำนวน 100 ไร่ ให้เกษตรกร จำนวน 85 คน ใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบ รายละ 1 ไร่ ในการดำเนินธุรกิจ (Business Model) และคัดเลือกเกษตรกรจากทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการเป็นระยะเวลา 5 เดือน เพื่อสร้างต้นแบบการทดลองการปฏิบัติ มีทีมงานของหอการค้าไทยเป็นที่ปรึกษาในการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร คัดสรรปัจจัยการผลิต วัตถุดิบ เพื่อให้เกษตรกรต้นแบบนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดต่อ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง เกิดการต่อยอดจากเกษตรกรต้นแบบไปสู่เกษตรกรรายอื่นๆ

รศ.ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “โครงการแก้จน แก้จริง ปฏิบัติการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสนบาท” มหาวิทยาลัยตั้งเป้าเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรแก่เกษตรกรไทย โดยรวบรวมองค์ความรู้ในการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ และการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนในการดำเนินงาน และพัฒนาให้เกษตรกรเรียนรู้การบริหารจัดการผลผลิตเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเอง และเกิดความเชื่อมั่นว่า อาชีพเกษตรกรรมสามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ปัจจุบัน โครงการนี้อยู่ในระยะการเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในรุ่นแรก ซึ่งจะจบหลักสูตรตามกำหนดเวลา 5 เดือน และหลังจากนี้นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะสรุปรวบรวมรายได้ของเกษตรกรทุกคนที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ทั้งด้านกสิกรรม เช่น การปลูกข้าว การปลูกพืชสวนครัวและพืชไร่ ด้านประมง เช่น การเลี้ยงปลาดุก ปลานิล กุ้งฝอย หอยขม และกบ และด้านปศุสัตว์ เช่น การเลี้ยงเป็ด ซึ่งการทำการเกษตรแบบองค์รวมนี้ จะช่วยสร้างผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกรจากพื้นที่แปลงนา 1 ไร่ ให้เกิดรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท ได้จริง และมุ่งหวังให้เกิดการเผยแพร่พัฒนาโครงการในท้องถิ่น ซึ่งหากเกษตรกรต้นแบบที่เข้ารับการอบรมโครงการ 1 คน สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร 10 คน ก็จะเกิดการกระจายความรู้และพัฒนาให้ชุมชนนั้นๆ สร้างรายได้และมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้

คุณจิตต์สมาน วารีขันธ์ ชาวนา อายุ 42 ปี อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการเล่าว่า หากขยันและเอาใจใส่ และตั้งใจเรียนรู้ตามที่คณะอาจารย์สอนและแนะนำ จะสามารถนำความรู้ที่ได้ มาใช้แบบผสมผสานประยุกต์กับการทำเกษตรปลูกข้าวเหนียวพันธุ์เขาวงกาฬสินธุ์ของตน ซึ่งถือว่าเป็นที่ต้องการของตลาด เพราะมีคุณภาพดี มีความหอมนุ่ม และได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI แล้ว

ทั้งนี้ หากนำความรู้ที่ได้จากการอบรมโครงการนี้มาผนวกกับจุดเด่นของข้าวเหนียวพันธุ์เขาวงกาฬสินธุ์ ด้วยกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพและไม่ใช้สารเคมี รวมถึงการรักษาระบบนิเวศของธรรมชาติ ใช้ประโยชน์ของสรรพสิ่งในธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อว่าจะช่วยให้เราได้ผลิตภัณฑ์ข้าวเหนียวที่มีคุณภาพดีและสร้างรายได้ให้ครอบครัวที่แน่นอนได้ เพราะการที่ได้เรียนรู้มากกว่าการทำนา การปลูกข้าวปลอดสารพิษโดยไม่ต้องใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก นอกจากนี้ ยังได้ความรู้ในการจัดการ การขาย ทำให้บริหารต้นทุนการผลิตได้ด้วยตัวเอง

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“สุวิทย์ ไตรโชค” มือหนึ่งการปลูกเมล่อน เชิงพาณิชย์ (ตอนที่ 1)

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05016011155&srcday=2012-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 538

บันทึกไว้เป็นเกียรติ 

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“สุวิทย์ ไตรโชค” มือหนึ่งการปลูกเมล่อน เชิงพาณิชย์ (ตอนที่ 1)

“เมล่อน” จัดได้ว่าเป็นผลไม้ปราบเซียน เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีราคาสูงกว่าผลไม้อื่น จึงดึงดูดให้เกษตรกรหลายคนสนใจอยากปลูก แต่เมื่อลงมือปลูกจริง เกษตรกรส่วนใหญ่กลับประสบความล้มเหลวขาดทุน เพราะผลผลิตไม่ได้คุณภาพและต้นทุนสูง ปัจจุบันเหลือเกษตรกรที่ผลิตเพื่อจำหน่ายตลาดบนได้ไม่กี่ราย

คุณสุวิทย์ ไตรโชค อยู่ที่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทร. (081) 818-0233 ตัวอย่างเกษตรกรมืออาชีพที่มีชื่อเสียง เรื่องการปลูก “เมล่อน” (คนไทยส่วนใหญ่เรียก เมล่อน ว่า “แคนตาลูป”) คุณภาพ มานานกว่า 20 ปี

โดยคุณสุวิทย์เล่าว่า อาชีพเดิมนั้นไม่ใช่เกษตรกร โดยทำงานประจำคือ เป็นวิศวกรที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แต่ด้วยใจรักการเกษตรจึงทำเกษตรเป็นอาชีพเสริม โดยมีความสนใจปลูกเมล่อนมากเป็นพิเศษ เนื่องจากสังเกตว่า เมล่อน มีราคาสูง ราคาจูงใจมาก โดยตนเองเริ่มทดลองปลูกเมล่อน ตั้งแต่ ปี 2529 แต่ปรากฏว่า 5 ปีแรก ประสบปัญหาขาดทุน เพราะเป็นช่วงของการเรียนรู้ ลองผิดลองถูกทั้งวิธีการปลูก สายพันธุ์เมล่อน และแสวงหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการปลูก

กระบวนการเรียนรู้เริ่มจากการทดลองในพื้นที่ขนาดเล็ก 5-10 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของครอบครัว ควบคู่ไปกับการทำงานหลัก จนในที่สุดประสบผลสำเร็จคือ สามารถปลูกเมล่อนนอกโรงเรือนได้สำเร็จ โดยเฉพาะเมล่อนสายพันธุ์ตาข่ายจากญี่ปุ่น ที่มีราคาขายในท้องตลาดค่อนข้างสูง ซึ่งแตกต่างกับผู้ปลูกเมล่อนบางราย ที่ต้องปลูกเมล่อนในโรงเรือนที่มีต้นทุนในการก่อสร้างโรงเรือนสูงมาก เมื่อประสบความสำเร็จ มีความรู้ในด้านการผลิต และสามารถทำตลาดได้ระดับหนึ่งแล้ว คุณสุวิทย์จึงตัดสินใจผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรผู้ปลูกเมล่อนอย่างเต็มตัว และยังได้สร้างเครือข่ายการปลูกเมล่อนไปยังเกษตรกรที่มีความสนใจ โดยรับซื้อเมล่อนคืนในราคาประกัน

ข้อคิดการปลูกเมล่อนให้ได้กำไร คุณสุวิทย์ เห็นว่า การปลูกแตงเมล่อน ถ้าเทคโนโลยีไม่เหมาะสมจะทำให้ต้นทุนสูง และนำไปสู่การขาดทุนได้ การผลิตเมล่อนให้มีคุณภาพดีและออกผลสม่ำเสมอนั้น ความยากจะอยู่ที่การจัดการทั้งด้านพันธุ์ น้ำ ปุ๋ย และการควบคุมศัตรูพืช เพราะเมล่อนเกิดโรคเชื้อราได้ง่าย เกษตรกรบางรายจึงต้องย้ายพื้นที่ปลูกตลอดเวลา และยังมีปัญหาการผลิตให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดระดับบนซึ่งมีอำนาจซื้อสูงจะยอมรับได้ เพราะแตงเมล่อนที่จะขายได้ราคาดีจะต้องมีขนาดลูกสม่ำเสมอ มีความหวานที่ได้มาตรฐานเมื่อเกษตรกรไม่สามารถทำคุณภาพได้ตามที่ลูกค้าต้องการ ก็ย่อมเกิดปัญหาทางการตลาดตามมา และทำให้เกษตรกรหลายรายต้องเลิกปลูกแตงเมล่อนไปในที่สุด

“สายพันธุ์เมล่อน ต้องดี ต้องใช้พันธุ์ที่ดีมีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ผลิต โดยเฉพาะเมล่อนสายพันธุ์จากญี่ปุ่น ที่คุณสุวิทย์ต้องใช้ความอดทนรอคอยหลายปีกว่าที่เจ้าของพันธุ์เมล่อนจะยอมขายเมล็ดพันธุ์ให้ ถึงเมล็ดพันธุ์จะมีราคาแพง แต่ก็นับได้ว่าเมื่อปลูกแล้วได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ก็คุ้มค่าต่อการลงทุน แล้วในแต่ละปีต้องนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ มาปลูกเพื่อทดสอบสายพันธุ์ นับ 100 สายพันธุ์ เพื่อหาสายพันธุ์ที่ดี บางครั้งปลูกทดสอบนานถึง 5 ปี อาจจะพบสายพันธุ์ที่ดีเพียงสายพันธุ์เดียวเท่านั้น แต่ก็คุ้ม เพราะ 1 สายพันธุ์ เราใช้ประโยชน์ได้นานนับ 10 ปีทีเดียว แล้วเมล่อนจะหวานได้ สายพันธุ์ก็ต้องหวานด้วย”

ปัจจุบัน คุณสุวิทย์ ปลูกเมล่อนป้อนตลาด ประมาณ 10 สายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์ โกลเด้น บอล (เปลือกสีเหลืองทอง เนื้อสีขาว), ซัน บอล (เปลือกสีขาว เนื้อสีส้ม), ฮันนี่ บอล ซึ่ง 3 สายพันธุ์นี้ เป็นเมล่อนตระกูลฮันนี่ดิว คือ “ผิวเปลือกเรียบ หวานง่าย หวานมาก ปลูกง่าย ตายยาก และอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 60 วัน หลังเพาะเมล็ด” ดังนั้น จึงเหมาะจะเป็นสายพันธุ์พื้นฐาน ที่ให้สมาชิกใหม่ที่เข้ากลุ่มใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ในการปลูกเมล่อนทดลองปลูกดูก่อน ให้เกิดความชำนาญเสียก่อน (ราคาประกันที่รับซื้อจากสมาชิกกลุ่ม เฉลี่ย 20-25 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งผลเมล่อนที่ปลูกจะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ย 2 กิโลกรัม)

ส่วน เมล่อนญี่ปุ่นสายพันธุ์ตาข่าย เช่น พันธุ์ซากุระ เมล่อน (มีเนื้อสีส้มและสีเขียว ที่ญี่ปุ่นขายตั้งแต่หลักพันถึงหมื่นบาทต่อผล ที่ฟาร์มคุณสุวิทย์ ขายส่ง ผลละ 1,000 บาท ลูกค้าต้องสั่งจองล่วงหน้า เพราะจะปลูกจำนวนไม่มาก แต่จะปลูกมากที่สุดคือช่วงเทศกาลปีใหม่ เพราะนิยมซื้อเป็นของขวัญ), ร็อคกี้ เมล่อน (มีเนื้อสีเขียวและเนื้อสีส้ม จำหน่ายปลีก ผลละ 500 บาท), แตงโอนิชิ และแตงจิงหยวน (2 สายพันธุ์ หลังนี้ จะปลูกป้อนซุปเปอร์มาร์เก็ต จำหน่ายปลีก ราคากิโลกรัม 80-90 บาท) ฯลฯ

เมล่อนญี่ปุ่น ยังเป็นสายพันธุ์เมล่อนที่ปลูกยาก มีปัญหาในการปลูกมากพอสมควร อายุการเก็บเกี่ยวนานกว่าเมล่อนพันธุ์ผิวเรียบ คือกว่า 70 วัน แล้วเราปลูกแบบกลางแจ้ง ไม่ได้ปลูกแบบโรงเรือนที่สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ เช่น เรื่อง “ฝน” เมื่อฝนตกมามาก เมล่อนดูดน้ำมาก ก็จะทำให้ผลแตกเสียหายโดยง่าย จุดอ่อนของเมล่อนญี่ปุ่นคือ ตายง่าย หวานยาก แต่คุณสุวิทย์สามารถปลูกเมล่อนทั้ง 10 สายพันธุ์ ได้ตลอดทั้งปี

คุณสุวิทย์ บอกว่า ยังไม่ให้สมาชิกใหม่ที่มีประสบการณ์ปลูกเมล่อนน้อยปลูก เพราะจะมีความเสี่ยงและเสียหายได้สูง อาจจะทำให้เขาขาดทุน ถอดใจเลิกปลูกไปเลยก็มี เกษตรกรมือใหม่จะต้องเก่งก่อน กว่าจะเก่งก็ 3 ปี มาเป็นลูกศิษย์ผมก่อนจึงจะทำได้ ก่อนหน้า 3 ปี จะปลูกแล้วเจ๊ง ไปเรื่อยๆ มันก็ต้องให้เขาปลูกตัวที่ไม่เจ๊ง ตัวที่ง่ายๆ ก่อน คนโลภมากปลูกตัวแพงก่อน เจ๊งก็หมดเงินเลย

“ถ้าเราไม่เลิก เราไม่เจ๊ง เราแค่ขาดทุน แต่ถ้าเราเลิกเมื่อไรเราคือเจ๊ง แต่ขาดทุนเดี๋ยวเราก็เอากำไรได้แล้วจริงไหม” คุณสุวิทย์ กล่าว

ทำไม ต้องปลูกเมล่อนมากกว่า 10 สายพันธุ์ คุณสุวิทย์ อธิบายว่า ถ้าเราปลูกเมล่อนเพียงพันธุ์เดียว ซึ่งมันอาจจะเป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย ผลผลิตก็ออกมาเป็นจำนวนมาก แต่เราอาจจะขายไม่หมดในครั้งเดียวก็ได้ ประกอบกับเป็นสายพันธุ์เมล่อนราคาปานกลาง แต่พอเราปลูกเมล่อนหลายสายพันธุ์ มีตัวเลือกให้ลูกค้า มีแบบราคาที่สูงขึ้น ปรากฏว่ามันก็ขายหมดทุกพันธุ์ การที่ปลูกหลายๆ สายพันธุ์ กลับทำให้เราขายของง่ายขึ้น เพราะแต่ละพันธุ์มีลักษณะไม่เหมือนกัน เช่น เนื้อกรอบ, เนื้อนิ่ม, หวานจัด, หวานหอมๆ แล้วแต่ลูกค้าที่มีความชอบไม่เหมือนกัน เราก็กระจายกลุ่มลูกค้าออก เราก็มีการแบ่งเกรดเมล่อน เพื่อให้ง่ายในการทำราคา เช่น เมล่อน เกรด เอ สเปคผลต้องสวย ความหวานต้องสูงกว่า 14 บริกซ์ ขึ้นไป น้ำหนักผลประมาณ 1.5-2.2 กิโลกรัม เป็นต้น

การเตรียมแปลงปลูกเมล่อนต้องดี เป็นการยกร่องทำแปลงเหมือนการปลูกพืชทั่วไป โดยต้องการให้มีการระบายน้ำที่ดี ความยาวแปลงปลูกนั้นแล้วแต่พื้นที่ปลูก แต่แนะนำว่าความยาวแปลงปลูกควรมีความยาวไม่เกิน 50 เมตร เพราะจะได้ง่ายในเรื่องของการจัดการ เช่น การปักไม้ไผ่ เกษตรกรจะได้ไม่เหนื่อยมากที่ต้องแบกไม้ไผ่เป็นระยะไกล, วางระบบน้ำที่ความยาวไม่เกิน 50 เมตร จะได้ประสิทธิภาพดี, การเก็บผลผลิตออกจากแปลง เป็นต้น

จากนั้นเกษตรกรต้องมีการเช็กค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดินว่ามีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชหรือไม่ โดยค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสมต่อการปลูกเมล่อน คือ 5.5-6.5 ซึ่งดินที่อยุธยาส่วนใหญ่จะมีค่าความเป็นกรด ที่ 4.5-5 ก็ต้องปรับสภาพดิน โดยใช้ “ปูนขาว” ชนิดที่เป็นปูนเผา เป็นหินปูนหรือเปลือกหอยนำมาเผาจนสุก ปล่อยให้เย็นแล้วบดละเอียด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า แคลเซียมออกไซด์ (CaO)

โดยคุณสุวิทย์ อธิบายเรื่องของการเลือกใช้ปูนขาวในการปรับค่า pH ว่า ปูนขาวดังกล่าว เวลาเจอน้ำ มันทำปฏิกิริยากับน้ำ ปูนขาวจะร้อนมาก ซึ่งมันสามารถปรับค่า pH ดินได้เร็วและทันการ เพราะเมล่อนเป็นพืชอายุสั้น ดังนั้น จะใส่ปูนขาวในขั้นตอนการเตรียมแปลงเท่านั้น แต่พอปลูกพืชไปแล้วห้ามใส่เด็ดขาด การใส่ “ปุ๋ยคอก” ถ้าเลือกได้ จะเลือกใส่ขี้ไก่ ซึ่งแถบอยุธยาจะมีฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อมาก ปุ๋ยคอกที่ใช้จึงเป็นขี้ไก่แกลบ ผลที่ทดลองมาหลายชนิด รู้สึกว่าขี้ไก่ดีที่สุด อาจจะเพราะขี้ไก่มีธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยคอกอย่างอื่น และไม่ค่อยมีเชื้ออะไรติดมา เราเคยทดลองใส่มาแล้วหลายอย่าง เราพบว่ามันดีที่สุด แต่ถ้าหาไม่ได้ ใช้ปุ๋ยคอกชนิดอื่นก็ได้ แต่ควรเป็นปุ๋ยคอกเก่า

การจัดการระบบน้ำ โดยอาศัยความรู้ด้านเครื่องจักรกลที่เรียนมา คุณสุวิทย์ได้ออกแบบระบบน้ำหยดเพื่อใช้ในการปลูก ซึ่งปรับจากหลักระบบการให้น้ำของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา และส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพดีสม่ำเสมอ เมื่อเตรียมแปลงเสร็จ ก็ต้องวางระบบน้ำหยด เกษตรกรที่จะเข้ามาเป็นสมาชิก ต้องมาเรียนรู้เรื่องการวางระบบน้ำหยด โดย 1 แปลง จะวางสายน้ำหยด 3 เส้น การให้น้ำจะต้องให้อย่างสม่ำเสมอ และการวางระบบน้ำนี้เองจะถูกนำมาใช้ในเรื่องของการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ ซึ่งการให้ปุ๋ยทางน้ำ ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการปลูกเมล่อนให้ได้คุณภาพ เมื่อวางระบบน้ำเสร็จก็สามารถปูพลาสติกคลุมแปลงได้

การปลูกเมล่อน เริ่มต้นจากการเพาะกล้า นำเมล็ดแช่ในน้ำอุ่นสัก 6-8 ชั่วโมง ก่อน จากนั้นให้เรียงเมล็ดในถาดเพาะกล้า เคล็ดลับคือ การวางเมล็ด จะต้องวางในแนวนอน ซึ่งจะทำให้เมล็ดมีการงอกที่ดี ต้นที่งอกมาจะตรงสวย แต่เกษตรกรที่ไม่ทราบก็จะเพาะเมล็ดโดยการกดเมล็ดลงวัสดุปลูกแบบตรงๆ ผลที่ได้คือ เมล็ดงอกไม่ 100% ต้นกล้าลำต้นจะบิด ไม่สวย จากนั้นเมื่ออายุกล้าได้ประมาณ 10 วัน (ถ้าเพาะกล้าหน้าหนาว ประมาณ 15 วัน) ก็พร้อมที่จะย้ายปลูกลงแปลง

ระยะการปลูก จะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และฤดูกาลการปลูก โดยเฉลี่ย 1 ไร่ จะปลูกได้ ประมาณ 2,500 ต้น โดย 1 ต้น ไว้ 1 ผล ส่วนระยะปลูกระหว่างต้น ถ้าปลูกช่วงหน้าหนาวก็ต้องปลูกระยะที่ห่างกว่า คือ ระยะ 35-40 เซนติเมตร อย่างหน้าร้อนก็ปลูกระยะห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร เพราะระยะปลูกนั้นจะมีผลต่อขนาดของผลเมล่อนด้วย อย่างปลูกพันธุ์เดียวกัน แต่ระยะห่างต่างกัน ผลเมล่อนจะใหญ่กว่ากัน ระยะปลูกยิ่งห่างผลเมล่อนจะมีขนาดใหญ่นั่นเอง เป็นอีกเทคนิคหนึ่งในการควบคุมขนาดผลจากการเลือกใช้ระยะปลูก

“ยกตัวอย่าง ระยะปลูก 30 เซนติเมตร จะได้เมล่อน น้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม ถ้าใช้ระยะปลูก 40 เซนติเมตร ก็จะได้ผลเมล่อนน้ำหนักถึง 3 กิโลกรัม เป็นต้น แต่เมล่อนที่มีขนาดผลใหญ่ 3 กิโลกรัม เราจะนำไปขายใน ซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้ เพราะผลมีขนาดใหญ่เกินไป เราก็ต้องส่งขายที่อื่น เช่น โรงแรม ที่เขาไม่เกี่ยงเรื่องขนาดผล แต่ซื้อเขาจะไม่ซื้อในราคาที่สูงมากเหมือนซุปเปอร์มาร์เก็ต เมล่อนผลใหญ่ หนัก 3 กิโลกรัม สมมุติเราขายให้กับโรงแรม ได้ราคา กิโลกรัม 26 บาท ลูกหนึ่งได้ 78 บาท แต่ถ้าส่งห้าง 2 กิโลกรัม ขายได้ กิโลกรัมละ 36 บาท ลูกละ 72 บาท ซึ่งคนปลูกไม่มีปัญหา เพราะต้นทุนเท่ากัน เรื่องการตลาดเราขายได้หมดเลย ขอแค่ให้เมล่อนเรามีรสชาติหวานอย่างเดียวพอ คนปลูกได้เงินเหมือนเดิม แต่เมล่อนผลใหญ่ๆ ขายแพงคนก็ซื้อยากหน่อย เพราะคิดเป็นเงินออกมามันก็แพง ถ้าให้ดีเมล่อนควรจะควบคุมให้น้ำหนักอยู่ที่ลูกละ 1.8-2 กิโลกรัม กำลังดี ซื้อขายง่ายกว่า”

หนังสือ “การปลูกเมล่อน เชิงพาณิชย์” พิมพ์ 4 สี แจกฟรี พร้อมกับหนังสือ “อาชีพเกษตรกรรม ทำง่าย รายได้งาม เล่มที่ 4-10″ รวมทั้งหมด 7 เล่ม จำนวน 588 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจ เขียนจดหมายสอดแสตมป์ มูลค่ารวม 250 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

จากนักวิชาการส่งเสริมฯ สู่เกษตรกร “บุญส่ง พูลพัฒน์” ปลูกขนุนทองประเสริฐ รายได้งาม ที่ หนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026011155&srcday=2012-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 538

คนเก่ง คนดี 25 ปี เทคโนฯ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

จากนักวิชาการส่งเสริมฯ สู่เกษตรกร “บุญส่ง พูลพัฒน์” ปลูกขนุนทองประเสริฐ รายได้งาม ที่ หนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี

“ขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ” เจ้าของพันธุ์ คือ คุณยงยุทธ วงษ์จิราษฎร์ อยู่ที่ถนนบึง-แกลง เป็นขนุนพันธุ์เบา จึงสามารถออกดอกติดผลได้เมื่ออายุ 2 ปี หลังการปลูก ให้ผลผลิตทะวาย มีลักษณะผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ย 10-15 กิโลกรัม ต่อผล ผิวสวย เนื้อยวงหนา มีสีเหลืองทอง รสชาติหวาน กรอบ อร่อย และมีซังน้อย 

คุณสมบัติที่โดดเด่นเช่นนี้จึงทำให้ คุณบุญส่ง พูลพัฒน์ เจ้าของไร่ “ส่งตะวัน” ที่ตั้งอยู่บ้านห้วยเกษม อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี และอดีตนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สังกัดสำนักงานเกษตรอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ที่เพิ่งขอลาออกจากราชการก่อนวัยเกษียณ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้ให้ความสนใจถึงขนาดเหมารถไปซื้อกิ่งพันธุ์เพื่อนำมาปลูกในไร่เมื่อ 14 ปีที่แล้ว จนกระทั่งได้ผลผลิตดี พร้อมกับวางแผนจะขยายการปลูกเพิ่มอีก

คุณบุญส่ง เล่าว่า เป็นคนที่ชอบต้นขนุนมาก เมื่อคราวที่มาซื้อที่ดินทำไร่เห็นว่าผืนดินเป็นลูกรังและเป็นที่ดอน จะปลูกพืชอย่างอื่นไม่ค่อยดี จึงลงมือปลูกขนุนเพื่อนำไปขาย แต่ปรากฏว่าผลผลิตที่ได้ไม่มีคุณภาพ จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้าไม่รับซื้อ จากนั้นเขาจึงจัดการโค่นทิ้งเสียหมด

ไม่นาน…เขาได้รู้จักกับขนุนอีกพันธุ์หนึ่งทางสื่อ ที่กำลังได้รับความนิยมแถบภาคตะวันออก นั่นคือ ขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ เพราะเท่าที่ทราบข้อมูลน่าจะเหมาะกับพื้นที่ของตัวเอง และต้องการนำมาทดลองปลูก

ความที่เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงเกษตรมาเป็นเวลาหลายสิบปี มีเพื่อนฝูงและคนรู้จักที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรไม่น้อย ต่างมีความเห็นตรงกันว่า น่าจะเป็นพันธุ์ที่เหมาะจริง จึงได้แนะนำและติดต่อให้พี่บุญส่งไปสวนคุณยงยุทธ ที่ระยอง เพื่อไปซื้อกิ่งพันธุ์มา

ถ้าดูแลบริหารจัดการสวนให้ดี

ผลผลิตจะได้นานถึง 9 เดือน

“พอซื้อกิ่งพันธุ์มา ราคากิ่งละ 60 บาท จึงลงมือปลูกไว้ จำนวน 28 ไร่ ได้ผลผลิตในปีที่ 4 นับจากที่เริ่มปลูก การออกผลเป็นทะวาย ซึ่งเป็นคุณสมบัติสายพันธุ์เดิมอยู่แล้ว ก็ให้ผลผลิตหมุนเวียนทั้งปี เรียกว่า ภายใน 12 เดือน เก็บได้ประมาณ 6 เดือน เพราะไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก ปลูกเสร็จไม่ได้ดูแลอะไรมากนัก เพราะอยู่ในระหว่างรับราชการ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง ทำให้มีบางต้นเสียหายไปบ้าง แต่ก็ได้ปลูกทดแทน แต่ถ้าดูแลบำรุงรักษาบริหารจัดการให้ดีแล้วผลผลิตจะได้นานถึง 9 เดือน และเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ปลูกมาเป็นปีที่ 14 นับเป็นพันธุ์ที่ทำรายได้ให้กับคนปลูกเป็นอย่างดี” เจ้าของไร่ส่งตะวันบอก

เตรียมส่งออกขายเวียดนาม

รอผลผลิตพร้อม

การเก็บผลผลิตขนุนในสวนของคุณบุญส่งจะตัดขายลูกทุกเดือนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะมีออกมากไปจนถึงเดือนมีนาคม จึงหมดรุ่นแรก จากนั้นมีรุ่นสองออกอีก ประมาณหลังเดือนเมษายน มีทยอยออกสัปดาห์ละครั้ง ได้น้ำหนักประมาณตันกว่า

“เคยบันทึกข้อมูลเก็บไว้ว่า สามารถสร้างรายได้สูงสุดถึง 2,000 บาท ต่อต้น ต่อปี ให้ผลผลิตประมาณ 15-20 ลูก ต่อต้น ต่อปี เฉลี่ยผลผลิตให้ได้ถึง 80 ลูก ต่อตัน ซึ่งได้เคยขายไปส่วนหนึ่ง ในราคากิโลกรัมละ 8-10 บาท ได้เงินหมื่นกว่าบาท เพราะมีรายเดียวไม่มีคู่แข่ง มีบางรายเคยติดต่อมาให้ทำส่งไปเวียดนาม แต่ยังไม่พร้อม เพราะผลผลิตยังมีจำนวนน้อย และได้ทำขายให้กับแม่ค้าที่แกะขายแถวมหาชัยมารับซื้อเป็นประจำ 2 ราย เพราะปริมาณของในสวนยังมีน้อย ป้อนตลาดไม่ทัน ส่วนเสียงสะท้อนจากแม่ค้าที่นำไปขายต่างชื่นชอบ ยิ่งเวลาแกะขายจะบอกว่าเนื้อแน่น กรอบ อร่อย หวาน” เจ้าของสวนบอก

พบปัญหาโรคและแมลง

แนะ…ต้องดูแลบริหารจัดการสวนให้ดี

คุณบุญส่ง เผยว่า การลงทุนปลูกขนุนทองประเสริฐที่ทำอยู่ ใช้ต้นทุนไม่มาก ไม่ค่อยได้ดูแลอย่างดีเสียด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่อาศัยธรรมชาติ คิดว่าดินเดิมคงมีคุณภาพดีเหลืออยู่ อีกทั้งในไร่ยังเลี้ยงแพะ ก็อาศัยขี้แพะใส่ต้นขนุนเป็นปุ๋ย ปัญหาโรคที่พบเป็นโรคกิ่งแห้ง เพราะเท่าที่สังเกตถ้าต้นไม่สมบูรณ์เต็มที่ พอมีลูกดกจะตาย กิ่งหักง่าย อีกอย่างคือ หนอนเจาะกิ่ง

อย่างไรก็ตาม แนวทางการป้องกันและแก้ไขก็จะหมั่นดูแลรักษาความสะอาดสวนอย่าให้รกรุงรัง รวมไปถึงการตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคอยู่เสมอ ถือเป็นการป้องกันการเข้าทำลายของศัตรูต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปราบศัตรูพืชถ้าไม่จำเป็นจริง

ส่วนสนิมไม่พบ เพราะอาจเกี่ยวกับการที่ปลูกอยู่บนที่ดอน ดังนั้น การให้น้ำจากที่เคยใช้แบบเป็นสปริงเกลอร์ตอนนี้ปรับเปลี่ยนมาเป็นแบบหัวผีเสื้อ เพราะลูกขนุนจะหล่นลงมาทับหัวสปริงเกลอร์ แล้วทำให้ขนุนเสียหาย

เป็นพันธุ์เด่น มีลูกดก

ขายขนุนอ่อน สร้างมูลค่าเพิ่ม

คุณสมบัติที่ดีอีกประการของขนุนพันธุ์นี้คือ มีลูกดก ดังนั้น จึงเป็นอีกช่องทางสำหรับการสร้างรายได้แบบคู่ขนานของพี่บุญส่งด้วยการฉวยโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากลูกขนุนอ่อน ด้วยการขายให้กับแม่ค้าที่นำไปทำเป็นอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารอีสาน ทำให้มีรายได้อีกทาง

“พันธุ์ทองประเสริฐ มีลูกดก และเม็ดอ่อนนำไปทำซุปขนุน ซึ่งจะเก็บหลังติดผลประมาณ 2 เดือน ลูกที่เก็บมีน้ำหนัก 2-3 ขีด ไปจนถึงไม่เกิน 3 กิโลกรัม มีการนำไปใช้ทำขนุนหั่น แล้วขายราคา 3-5 บาท สำหรับรายได้ตรงนี้นำไปใช้เป็นค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าน้ำมัน เหตุผลที่ต้องขายขนุนอ่อนเพราะไม่ควรเก็บไว้มาก จะส่งผลต่อต้นและลูกอื่นที่จะขาดความสมบูรณ์ เพราะการตัดแต่งลูกขนุน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องเอาใจใส่ ขนุนอ่อนตัดขายอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม เห็นว่ามีการนำไปใช้ทำซุปอาหารของทางภาคอีสานหรือเป็นผักยำ”

คุณบุญส่ง บอกว่า ที่ผ่านมาถือว่าเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจ เหมาะกับชาวบ้านที่มีเนื้อที่สัก 20 ไร่ และมีทำเลเป็นที่ดอน ซึ่งควรมีน้ำดีพอสมควร เพราะต้นทุนการปลูกไม่สูง จึงจะเหมาะสมต่อการดูแลเอาใจใส่ เพราะทยอยให้ผลผลิตได้เกือบทั้งปี และยังบอกต่ออีกว่า ในขณะนี้ถือว่า ขนุน เป็นไม้ผลที่สร้างรายได้หลักของเขาอยู่ตอนนี้ เพราะมีรายได้จากขนุนปีละประมาณ 2 แสนบาท

ตลาดสมุนไพรขาดแคลน

ชี้…ควรส่งเสริมให้ปลูก

เนื่องจากเป็นคนที่มีนิสัยชอบคิดนอกกรอบ ดังนั้น คุณบุญส่ง ในฐานะอดีตนักวิชาการส่งเสริม จึงแสดงทรรศนะส่วนตัวว่าในภาคเกษตรกรรม ชาวบ้านส่วนมากยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากแนวนโยบายที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชตามกระแส ซึ่งแท้จริงแล้วควรคิดให้ออกนอกกรอบ คิดให้ทันกับสถานการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้น แล้วต้องฝึกคิดให้เป็นด้วยตัวเอง อย่าไปรอ

คุณบุญส่ง ยกตัวอย่างที่เห็นคือ การขาดแคลนในเรื่องของพืชกลุ่มสมุนไพร พวกพริกไทยสด ในวงการค้าขายมีแต่ความต้องการของตลาด แต่ขาดแคลนผู้ผลิต หรืออย่างกานพลู พริกไทยอ่อน และมะขามป้อม พืชเหล่านี้ขาดแคลนทางด้านเศรษฐกิจ ควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างกว้างขวาง

“พืชเหล่านี้หากจะปลูกในเชิงธุรกิจ ควรศึกษาถึงสภาพการปลูกที่เหมาะสม อยากจะบอกว่า ตอนนี้สมุนไพรกำลังบูมมาก กระแสการปลูกพันธุ์ไม้นิยมแห่ไปทำตามกัน บางรายมีแต่เงิน แต่ไม่รู้จักว่าพืชนั้นคืออะไร ต้องม้วนเสื่อพร้อมกับมีหนี้สินเลิกไปหลายรายแล้ว”

สำหรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะมาถึง คุณบุญส่ง กล่าวว่า จากความที่คลุกคลีอยู่ในวงการเกษตรเห็นว่าชาวบ้านในระดับล่าง ยังขาดความเข้าใจที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

น่าเป็นห่วง รุ่นลูกหลาน

ไม่ทำเกษตรกรรมต่อ

แต่สิ่งที่คุณบุญส่งแสดงความเป็นห่วงในฐานะที่ตัวเองกำลังเป็นเกษตรกรเต็มตัว คือช่วงรอยต่อหรือการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นพ่อไปรุ่นลูก เป็นปมที่น่ากังวลไม่ใช่น้อย เพราะในปัจจุบัน คนหนุ่ม-สาวไม่นิยมทำเกษตรกรรม ถึงแม้พ่อแม่จะยึดอาชีพเกษตรกรรมมาก่อนก็ตาม

“ถึงจะหาเงินได้มาก และประสบความสำเร็จอย่างดี แต่ถ้ารุ่นต่อไปไม่สืบทอดแล้วก็ไม่มีประโยชน์ อย่างของผมที่ให้ลูกสาวมารับช่วงต่อ ถึงแม้ลูกสาวจะยังไม่คุ้นเคยก็ตาม แต่คงต้องใช้เวลาปรับให้เข้าที่ โดยให้เหตุผลว่า “ไม่มีใครดูแลพ่อ”

คุณบุญส่ง มีแผนจะปลูกสมุนไพรแซมตามพันธุ์ไม้ต่างๆ และบางส่วนได้เริ่มแล้ว เช่น ปลูกพริกไทย แซมต้นขนุน เป็นพริกไทยที่ใช้เม็ดปลูกเป็นพันธุ์จากซีลอน ศรีลังกา เหตุผลเพราะต้องการได้ระบบรากแก้วที่ทนต่อสภาพแวดล้อม ที่ต่างกับที่อื่นที่ใช้กิ่งชำ คาดว่าอีกสัก 2 ปี คงได้ผลผลิต อีกชนิดน่าจะให้ความสนใจ คือ โสมหวาย ที่อยู่ในกลุ่มพืชบำรุงกำลัง

“หรืออีกชนิดที่อยู่ในกลุ่มพืชที่เป็นเซรุ่มแก้พิษงู ที่มีชื่อเรียกว่า “ลูกเขยตาย แม่ยายปก” เป็นไม้สมุนไพรที่ใช้รักษาคนที่โดนพิษงู แต่ยังไม่ควรเชื่อมั่น 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจนำไปแก้พิษของแมลงสัตว์กัดต่อยเล็กน้อยคงพอได้ โดยใช้ตำแล้วโปะลงบริเวณที่ถูกกัดหรือต่อย เรื่องเหล่านี้ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้ถ่ายทอดกันมา”

สำหรับไร่ “ส่งตะวัน” นอกจากการปลูกขนุนทองประเสริฐ ที่ถือว่าเป็นไม้ผลเด่นแล้ว ยังมีการปลูกสับปะรดพันธุ์ฉีกตาที่เป็นผลไม้กำลังมาแรง เพราะมีรสหวาน หอม กรอบ รับประทานง่ายเพียงแค่ดึงตาออกมาก็รับประทานได้ทันที หรือจะมีมะกรูดตัดใบ, เลี้ยงแพะเนื้อ รวมไปถึงไม้ล้อมอีกหลากหลายพันธุ์

ทุกวันนี้ คุณบุญส่ง มีความสุขกับการใช้เวลาแต่ละวันให้หมดไปด้วยภารกิจการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานหลายอย่างในไร่ จนแทบไม่มีเวลาว่าง การเป็นคนที่มีแนวคิดนอกกรอบทำให้เขานำต้นพันธุ์ของพืช ผลไม้ และสมุนไพร ที่หายากหลายชนิดมาปลูกไว้ในที่ดินแล้วจัดแบ่งพื้นที่อย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุผลที่ต้องการอนุรักษ์ไม่ให้พืชดังกล่าวสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา

อย่างไรก็ตาม เพื่อสอดคล้องกับความตั้งใจและเจตนารมณ์อันแน่วแน่ ดังนั้น เจ้าของไร่จึงทำเป็นฟาร์มสเตย์เพื่อให้ความรู้ด้านเกษตรกรรมแก่ผู้สนใจ และได้จัดทำเป็น “ศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตร” อีกด้วย ส่วนบรรยากาศภายในไร่ส่งตะวันนั้นเขาบอกว่าคล้ายวังน้ำเขียว อย่างไรอย่างนั้นเลย…และทั้งหมดถือเป็นการสานฝันในบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ของอดีตข้าราชการนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการท่านนี้

สนใจต้องการความรู้ด้านการเกษตร หรือต้องการอุดหนุนผลผลิตการเกษตร ทั้งผลผลิตหรือต้นพันธุ์ต่างๆ และแม้แต่ต้องการเยี่ยมเยียนสวนของคุณบุญส่ง เจ้าของ “ไร่ส่งตะวัน” ติดต่อสอบถามรายละเอียดโดยตรงได้ที่ โทรศัพท์ (086) 169-8033

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

โครงการหลวง ส่งเสริมมะม่วงต่างประเทศ ที่ศูนย์หมอกจ๋าม

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030011155&srcday=2012-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 538

เทคโนโลยีการเกษตร 

ธงชัย พุ่มพวง

โครงการหลวง ส่งเสริมมะม่วงต่างประเทศ ที่ศูนย์หมอกจ๋าม

มะม่วง เป็นไม้ผลที่สำคัญชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกและบริโภคกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เนื่องจากเป็นอาหารสุขภาพ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มูลนิธิโครงการหลวงได้นำเอามะม่วงมาทดลองปลูกและพัฒนาจนเป็นไม้ผลเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง ทำการศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ให้เหมาะสม สามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นอาชีพได้ แต่พันธุ์มะม่วงที่ส่งเสริมเกษตรกรนั้น มีความแตกต่างจากมะม่วงที่ปลูกในที่พื้นราบทั่วไป เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่บนพื้นที่สูง สภาพอากาศค่อนข้างหนาวเย็น

ผศ. ดำเกิง ป้องพาล ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม เล่าว่า มูลนิธิโครงการหลวงดำเนินการศึกษาวิจัยจนได้พันธุ์มะม่วงที่สามารถปลูกได้ดีบนพื้นที่สูง คุณภาพผลผลิตดี ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในหลายพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวง และมีข้อได้เปรียบมะม่วงจากแหล่งอื่นๆ คือ การเก็บเกี่ยวล่าช้ากว่ามะม่วงที่ปลูกบนพื้นราบ เป็นสายพันธุ์ที่แปลกใหม่ เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ พันธุ์นวลคำ พันธุ์ปาล์มเมอร์ พันธุ์อาร์ทูอีทู พันธุ์เออวินส์ พื้นที่ศูนย์มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 60 ราย รวมพื้นที่ประมาณ 180 ไร่

คุณอรรณพ เปรมัฐเสถียร นักวิชาการไม้ผล ให้รายละเอียดว่า มะม่วงนวลคำ เดิมชื่อ จินฮวง เป็นพันธุ์ที่นำมาจากไต้หวัน ปลูกครั้งแรกที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยเสี้ยว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

ลักษณะประจำพันธุ์นวลคำ ลักษณะผลกลมยาว ก้นผลงอนและค่อนข้างแหลม ผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักผล ประมาณ 600-1,300 กรัม อายุการเก็บเกี่ยวหลังดอกบาน 120 วัน ผิวผลสีเหลืองอมเขียว เก็บเกี่ยวได้ประมาณปลายเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม สามารถรับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก เมื่อผลแก่จัดมีรสชาติมัน เมื่อสุกผลสีเหลืองอมส้ม รสชาติหวาน

พันธุ์ปาล์มเมอร์ ผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักประมาณ 700 กรัม อายุการเก็บเกี่ยวหลังดอกบาน 120 วัน ผิวผลมีสีเหลืองส้มแต้มสีแดง มีจุดบนผลจำนวนมาก เก็บเกี่ยวได้ในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม รับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก เนื้อแน่น มีเสี้ยนเล็กน้อย เมล็ดยาว มีขนาดปานกลาง ทรงต้นสูงโปร่ง แข็งแรงปานกลาง

พันธุ์อาร์ทูอีทู เป็นพันธุ์การค้าของประเทศออสเตรเลีย พัฒนามาจากมะม่วงพันธุ์เคนท์ ผลกลมมีขนาดค่อนข้างใหญ่ น้ำหนัก ประมาณ 800 กรัม เมื่อสุกผิวผลจะมีสีเหลืองส้ม เนื้อสีเหลืองมะนาว เนื้อผลแข็ง มีเสี้ยนเล็กน้อย รสชาติหวาน มีกลิ่นขี้ไต้อ่อนๆ อายุเก็บเกี่ยวหลังดอกบาน 120 วัน เมื่อสุกผิวจะสีเหลืองส้ม เปลือกค่อนข้างหนา ทำให้ทนทานต่อโรค สามารถขนส่งได้ไกล เก็บเกี่ยวได้ในเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม เป็นพันธุ์ที่มีอายุการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยวนาน

พันธุ์เออวินส์ ผลขนาดปานกลาง น้ำหนัก ประมาณ 300 กรัม รูปร่างค่อนข้างยาวรี หรือรูปไข่ยาว ติดผลดก อายุเก็บเกี่ยวหลังดอกบาน 120 วัน ผลดิบมีจุดประสีแดงบริเวณไหล่และแก้มผล ผลสุกจะมีสีแดง สีเลือดนก ผลสุกสีเหลืองทอง ไม่มีเสี้ยน รสชาติหวาน เก็บเกี่ยวได้ในเดือนมิถุนายน

การปลูกมะม่วงบนพื้นที่สูง นอกจากคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมแล้ว ความสำคัญอยู่ที่การทำให้ได้มะม่วงที่มีคุณภาพ ได้แก่ การคัดเลือกพื้นที่ การวางผังปลูก การตัดแต่งกิ่ง การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย การปลิดผล และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ในที่นี้ใคร่ขอแนะนำเรื่องการห่อผล นับว่ามีความสำคัญมากในการผลิตมะม่วงคุณภาพดี นอกจากป้องกันแมลงวันผลไม้แล้ว ยังทำให้มะม่วงมีผิวและสีที่สวยงาม ผลมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ผลแก่ช้าลง ผลไม่ค่อยร่วงหล่นเสียหายและปราศจากสารเคมี จำหน่ายได้ราคา

อายุของผลมะม่วงที่เหมาะในการห่อผล ประมาณ 50-70 วัน สำหรับชนิดและสีของถุงห่อผลนั้น มีถุงกระดาษที่ผลิตขึ้นมาเฉพาะ จากการศึกษาวิจัยพบว่า พันธุ์มะม่วงที่ไม่ต้องการแสงแดดช่วยในการเปลี่ยนสีผิว หรือมะม่วงพันธุ์ที่สุกแล้วผิวผลสีเหลือง เช่น มะม่วงนวลคำ ควรใช้ถุงชนิดสีน้ำตาล แต่ด้านในสีดำ ส่วนมะม่วงที่ต้องการแสงแดดช่วยในการเปลี่ยนสีผิว เช่น พันธุ์เออวินส์ พันธุ์ปาล์มเมอร์ พันธุ์อาร์ทูอีทู ควรใช้ถุงห่อสีขาว การห่อผลมีอิทธิพลทำให้ความหวานของผลลดลงบ้าง และก็สามารถเพิ่มความหวานและความกรอบของผลมะม่วงได้ โดยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 13-0-46 ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง ในระยะเปลือกหุ้มเมล็ดแข็งแล้ว

สนใจสอบถามข้อมูลการปลูกมะม่วงบนพื้นที่สูงได้ที่ ผศ. ดำเกิง ป้องพาล โทรศัพท์ (081) 595-8768 คุณสานิตย์ นิรพาธ นักวิชาการไม้ผล โทรศัพท์ (089) 951-4153 และขอขอบคุณ ข้อมูลจาก งานพัฒนาและส่งเสริมการผลิตไม้ผล มูลนิธิโครงการหลวง

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นักวิจัยแม่โจ้ โชว์อาหารสุขภาพ และเครื่องสำอาง จาก สาหร่ายเตา

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054011155&srcday=2012-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 538

คิดเป็นเทคโนฯ 

สุจิตรา ราชจันทร์ 

นักวิจัยแม่โจ้ โชว์อาหารสุขภาพ และเครื่องสำอาง จาก สาหร่ายเตา 

จาก “เตา” สาหร่ายน้ำจืดในชุมชนราคาเพียงไม่กี่บาท แปลงเป็นเครื่องสำอางและอาหารสุขภาพคุณภาพเยี่ยม ผลงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรชาวเหนือเป็นอย่างมาก 

สาหร่ายเตา หรือ เทาน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spirogyra spp. เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียว ขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นเส้นสายยาวสีเขียวสด จับดูจะรู้สึกลื่นมือ มักเกิดรวมกันเป็นกลุ่ม อาจอยู่ที่ก้นบ่อ หรืออาจจะลอยอยู่บริเวณผิวน้ำ ชาวบ้านในภาคเหนือนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านคือ ยำเตาสด หรือแปรรูปเป็นข้าวเกรียบเตา ซึ่งจำหน่ายในราคาเพียงไม่กี่บาท

ดร. ดวงพร อมรเลิศพิศาล อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบว่า สาหร่ายเตา มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วย โปรตีน 18-20% ไขมัน 5-6% คาร์โบไฮเดรต 55-60% เส้นใย 7-10% และรงควัตถุหลายชนิด เช่น คลอโรฟิลล์ เอ และบี เบต้าแคโรทีน และแซนโทฟิลล์

นอกจากนี้ ยังพบกลุ่มสารประกอบฟีโนลิก และโพลีแซ็กคาไรด์ในสาหร่ายเตา และการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของสาหร่ายเตานั้น มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง เพราะอนุมูลอิสระ (free radicals) จะทำลายเนื้อเยื่อ ส่งผลให้เซลล์ได้รับความเสียหายที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรค, มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความรุนแรงของโรคเบาหวาน, มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ป้องกันการอักเสบ บวม แดง, มีความสามารถในการเป็นพรีไบโอติก โดยส่งเสริมการเจริญของเชื้อ Lactobacillus fermentum, มีฤทธิ์ต้านเอนไซม์ไทโรซิเนส ช่วยป้องกันการเกิดฝ้าและจุดด่างดำ มีสารเมือกหรือมอยส์เจอไรเซอร์ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ซึ่งผ่านการทดสอบการระคายเคืองต่อผิวในกระต่าย และผ่านการทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันในหนูขาวแล้ว

จากผลการศึกษาวิจัยที่พบ ดร. ดวงพร อมรเลิศพิศาล และทีมวิจัย จึงได้นำมาปรับใช้ในรูปแบบของการพัฒนาเป็นอาหารสุขภาพ เช่น เจลดริ้ง (เครื่องดื่มชนิดเจล), โยเกิร์ตสาหร่ายเตา และยังนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้อีกหลายชนิด เช่น ครีมบำรุงผิวกาย ครีมบำรุงผิวหน้าป้องกันฝ้า สบู่ล้างหน้า ลิปบาล์ม สครับขัดผิว แชมพู ครีมนวด และผลิตภัณฑ์สปาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ดร. ดวงพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Funcional drink) ในรูปแบบเครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink) มีการผสมเจลลี่กับสารสำคัญทางชีวภาพชนิดต่างๆ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเด็กและวัยรุ่น นอกจากมีรสชาติอร่อยและสีสันน่ารับประทานแล้ว ยังมีจุดขายที่การดูแลสุขภาพร่วมกับความสวยงามอีกด้วย ดังนั้น ทีมวิจัยจึงพัฒนาตำรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดเจลจากสารสกัดสาหร่ายเตา เพื่อเป็นการต่อยอดผลงานวิจัยที่ได้ศึกษาฤทธิ์ชีวภาพของสาหร่ายน้ำจืด ที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนในภาคเหนือ โดยนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นอาหารสุขภาพ (Functional food) และนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง

“ทั้งอาหารสุขภาพและเครื่องสำอาง เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น สร้างความภาคภูมิใจ ช่วยเพิ่มรายได้และอาชีพให้กับคนในชุมชน เพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายโดยตรง และสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านในการช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำตามธรรมชาติให้มีคุณภาพน้ำที่ดี เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย”

ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัล Silver Award ในงาน “การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2555″ (Thailand Research Expo 2012)

ตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของสาหร่ายเตา

เครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink)

นำส่วนสกัดของสาหร่ายเตา วิตามินซี น้ำตาลแอลกอฮอล์ (น้ำตาลพลังงานต่ำ) หรือสารให้ความหวาน เกลือโซเดียมต่ำ และคาราจีแนน มาละลายน้ำเข้าด้วยกัน (อาจใช้น้ำผลไม้ทดแทนน้ำบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อให้เกิดความหลากหลายของกลิ่น รส ของผลิตภัณฑ์) นำไปให้ความร้อนเพื่อให้เกิดการละลายอย่างสมบูรณ์และเป็นการฆ่าเชื้อ จากนั้นจึงทิ้งให้เย็นเพื่อให้เกิดเป็นเจล และนำไปแช่เย็น จะได้เป็นเครื่องดื่มชนิดเจล (jelly drink) ที่มีความอร่อยและดีต่อสุขภาพ

สครับขัดตัว

การเตรียมส่วนผสม

ก่อนอื่นต้องนำสาหร่ายเตาสด มาตากให้แห้ง แล้วบดให้ละเอียด

ผงขัดตัวผสมสาหร่าย 100 กรัม

น้ำมันโจโจ้บา (Jojoba oil) 5 กรัม

น้ำมันมะคาเดเมีย (Macademia oil) 5 กรัม

น้ำมันสวีตอัลมอนด์ (Sweet almond oil) 5 กรัม

สารชำระล้าง (Sodium lauryl sulfate, SLS) 6 กรัม

กลีเซอรีน (Glycerine) 10 กรัม

วิตามินอี (Vitamin E) 2 กรัม

ผงสาหร่ายแห้งบดละเอียด 2 กรัม

เกลือ 65 กรัม

วิธีทำ

1. ชั่งผงสาหร่าย สาร SLS และเกลือรวมกัน คนให้เข้ากัน

2. ชั่งวิตามินอี น้ำมันต่างๆ และกลีเซอรีน ผสมรวมกันก่อนที่จะเติมส่วนผสม ข้อ 1.

3. นำผงขัดตัวไปแต่งกลิ่นตามต้องการ

4. บรรจุใส่ภาชนะที่ทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์แล้ว

สำหรับท่านที่สนใจอาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากสาหร่ายเตา ติดต่อได้ที่ ดร. ดวงพร อมรเลิศพิศาล คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 50290 โทรศัพท์ (053) 873-470-2 ต่อ 213 และ (086) 654-6966 หรือที่ งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทรศัพท์ (053) 873-046-7

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ปลูก มะระ ต้องเซียน “เพื้อน แก้วคำ” ปลูกเป็นอาชีพ ที่ ปากท่อ ราชบุรี

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056011155&srcday=2012-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 538

เทคโนฯ การเกษตร

มนตรี แสนสุข

ปลูก มะระ ต้องเซียน “เพื้อน แก้วคำ” ปลูกเป็นอาชีพ ที่ ปากท่อ ราชบุรี

“มะระ” ผลมีรสขม รูปร่างดูขรุขระชอบกล จัดอยู่ในประเภทพืชผักสมุนไพร ผู้ใหญ่ชอบมาก แต่กับเด็กๆ ไม่รับประทานกันเลย เหตุเพราะความขมของมะระนั่นเอง เขาบอกว่าถ้าจะนำมะระมาประกอบอาหาร หลังจากผ่ามะระเอาไส้ออก ตัดเป็นชิ้นๆ แล้ว ต้องนำไปแช่น้ำเกลือเสียก่อน จึงจะลดความขมของเนื้อมะระลงได้ แต่ยังไงก็ต้องคงความขมของเนื้อมะระเอาไว้บ้าง เพราะถ้ารับประทานมะระไม่ขม เนื้อจืดชืดเหมือนฟักแฟงแล้ว จะทำให้ขาดอรรถรสในการบริโภคมะระอย่างสิ้นเชิง

มะระ มีหลายสายพันธุ์ แบ่งออกเป็นมะระขี้นก มะระจีน และมะระลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ๆ สรรพคุณทางยาสมุนไพรของมะระมีมาก โดยเฉพาะมะระขี้นกที่มีรสขมจัด คนโบราณนิยมบริโภคมาก มักจะได้ยินคำที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ก็เนื่องจากมะระนั่นเอง มะระขี้นกนำผลมาหั่นตากแห้งชงกับน้ำดื่ม แก้เบาหวาน ถ้าจะแก้รสขมให้เติมใบชาลงไป จะช่วยให้การจิบน้ำชามะระดีขึ้น

การปลูกมะระ ถ้าปลูกแบบพืชผักสวนครัวก็คงไม่ยาก แต่ถ้าจะปลูกมะระให้ได้ผลผลิตดี เก็บผลขายเชิงธุรกิจรุ่นต่อรุ่น ก็คงจะต้องพูดกันยาวหน่อย เพราะมะระเป็นพืชเถาไม้เลื้อยขึ้นค้าง ค่อนข้างจะอ่อนแอต่อโรคและแมลงศัตรูมะระก็มีมากมายในสภาพแวดล้อม หากไม่ใช่มือโปรที่มีประสบการณ์การปลูกมะระจริงๆ ก็ยากที่จะปลูกมะระรุ่นต่อรุ่น และหลายๆ รุ่นให้ประสบความสำเร็จได้

คุณเพื้อน แก้วคำ เกษตรกรคนเก่ง สามารถปลูกมะระเป็นอาชีพเก็บขายเชิงการค้ารุ่นต่อรุ่นได้ ปัจจุบัน ทำแปลงมะระอยู่ในพื้นที่ดินไม่ค่อยจะดีนัก เขตบ้านหมู่ที่ 3 ตำบลอ่างหิน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี

คุณเพื้อน บอกว่า แปลงมะระที่ปลูกอยู่แปลงนี้ เนื้อที่ประมาณ 6 งาน ปลูกมะระกว่า 500 ต้น

“ผมมาอยู่ที่บ้านหมู่ที่ 3 อ่างหิน ตั้งแต่ ปี 2523 มาเริ่มต้นด้วยการปลูกผัก ส่วนใหญ่จะเป็นมะระสลับกับถั่ว มะเขือ แตงค้างลูกใหญ่ๆ ผักที่ปลูกจะต้องไม่เกิน 50-60 วัน เก็บขายได้”

คุณเพื้อน เล่าว่า มะระที่ปลูก ใช้อยู่ 4 พันธุ์ คือ พันธุ์หยกทิพย์ พันธุ์แชมป์ พันธุ์ลาดบัวขาว และพันธุ์ศรแดง แต่ที่ปลูกอยู่ในแปลงขณะนี้ใช้ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์หยกทิพย์ และพันธุ์แชมป์ สาเหตุที่เลือกหยกทิพย์เพราะผลใหญ่พอสมควรไม่ใหญ่จนเกินไป ทางน้ำดีไม่บาง หมายถึงร่องกลางของมะระ ถ้าทางน้ำบางจะทำให้มะระสุกไว เนื้อหนาพอสมควร มีน้ำหนักค่อนข้างดี มะระพวกนี้เป็นพันธุ์ลูกผสม

การเริ่มต้นปลูกมะระแบบมืออาชีพ คุณเพื้อน อธิบายว่า ต้องดูดินที่จะปลูก หากดินไม่ดีแนะนำให้นำปอเทืองมาปลูกก่อน พอปอเทืองโตออกดอกให้ไถกลบ ไถพรวน แล้วยกร่อง ขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้นอีกว่ามีฝนชุกหรือไม่ ถ้าฝนชุกจะแฉะก็ต้องยกร่อง ตีร่อง ความกว้างหน้าร่องแล้วแต่ใครจะชอบระยะเท่าไหร่ สำหรับตนหน้าร่องกว้าง 3 เมตร ตีร่องตรงกลางทำเป็นร่องน้ำทิ้ง กว้าง ประมาณ 50 เซนติเมตร ความยาวลึกเข้าไปแล้วแต่พื้นที่

เมื่อเตรียมพื้นที่เตรียมดินปลูกแล้ว ก็ต้องเพาะเมล็ดพันธุ์มะระก่อน นำเมล็ดพันธุ์ไปใส่แผงเพาะเมล็ด จนกล้างอกสูง ประมาณ 3-4 นิ้ว ใช้เวลาประมาณ 10 วัน จึงนำกล้าพันธุ์ลงปลูกได้ วิธีการปลูกก็ขุดหลุมปลูกไม่ต้องกว้าง ประมาณ 1 คืบ ลึกพอประมาณ เอาเชื้อไตรโคเดอร์ม่ารองก้นหลุม จากนั้นก็เอาต้นกล้าพันธุ์ลงปลูก ใส่ปุ๋ยหมักกลบปากหลุมทีหลัง ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 1 ศอก ระหว่างแถว ประมาณ 2 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน ใช้ต้นกล้าพันธุ์ประมาณ 550 ต้น ปลูก 18 แถว ยาวแถวละ 32 วา

พอเอากล้าปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้นำฟางมาช่วยบังแดดรอบๆ โคนต้น ใช้สายยางลากสายฉีดน้ำรดทั้งแปลง แต่ถ้าจะใช้สปริงเกลอร์ต้องตั้งให้สูง ประมาณ 1 ศอก

หลังจากลงกล้าประมาณ 15 วัน ให้สับดินรอบโคนแล้วก็ใส่ปุ๋ยคอก ใส่ไตรโคเดอร์ม่าอีกรอบ การปลูกมะระเมื่อลงกล้าพันธุ์ก็ต้องทำค้างให้ยอดมะระเลื้อยขึ้นค้างเลย ใช้ตาข่ายทำค้างให้มะระไต่ขึ้นสูง ประมาณ 4 ศอก แต่ถ้าจะให้ดีทำแผงไม้ไผ่จะดีกว่า มะระถ้าต้นสมบูรณ์ 45 วัน ก็มีผลให้ตัดได้แล้ว

ช่วงมะระอายุได้ 30 วัน ยังไม่ติดผลให้รดน้ำวันละครั้ง ทิ้งน้ำไม่ได้เลยช่วงนี้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ต้นมะระงัน คือ ยืนนิ่งไม่ค่อยอยากจะโต เมื่อได้น้ำสม่ำเสมอทุกวันระยะนี้มะระจะติดดอกติดผล สังเกตต้นมะระถ้าสมบูรณ์ดียอดพุ่งดีไม่ต้องไปทำอะไรเลย มันจะติดดอกติดผลดีมาก เราเพียงแค่ดูสภาพดินเป็นอย่างไร อุ้มน้ำดีหรือไม่ ดินแห้งหรือเปล่า ถ้ายอดเหี่ยวใบห่อ ใบไม่ใส แสดงว่าน้ำไม่ถึง

เมื่อมะระติดผล ก็ให้น้ำธรรมดา ดูว่ายอดยังสมบูรณ์ดี ก็ไม่ต้องทำอะไร พอผลมะระโตได้ 4-5 วัน เริ่มห่อได้แล้ว สังเกตผลมะระยาวประมาณ 1 นิ้วมือ ก็ห่อได้ ถ้าห่อตอนผลเล็กกว่านี้ไม่ดี จะทำให้ผลเหลือง เวลาห่อใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อเลย เอาไม้กลัดเย็บให้แน่นพอประมาณ เพื่อไม่ให้ผลมะระถูกลม ช่วงนี้ให้ดูว่ามีเพลี้ยไฟเกาะอยู่ใต้ใบหรือไม่? สังเกตดูที่ใบจะหงิกก็ต้องฉีดยากำจัดเพลี้ยไฟ

“สำหรับผม หมักพวกหนอนตายหยาก สะเดา ใบยาสูบ และโล่ติ๊น กับน้ำ แล้วฉีดพ่นใบ”

เพลี้ยไฟมากับลม ถ้าเห็นว่าระบาดมากควรใช้สารเคมีสกัดยับยั้งเสียก่อน ประเดี๋ยวจะเอาไม่อยู่ ฉีดครั้งสองครั้งก็ใช้ได้แล้ว มะระหลังจากห่อประมาณ 8 วัน ตัดขายได้ ถ้าต้นสมบูรณ์ ระยะเก็บผลอยู่ที่เดือนครึ่งถึง 2 เดือน การเก็บผลแต่ละครั้งก็ไม่เท่ากัน ทยอยเก็บผลใหญ่ส่งขายตลาดไปเรื่อย ระหว่างเก็บผล ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน ต้องรดน้ำสม่ำเสมอ สังเกตหากผลไม่ใหญ่ต้องเพิ่มปุ๋ย สูตร 15-15-15 เข้าช่วยด้วย ผลมะระดีหรือไม่ดีอยู่ที่ต้นสมบูรณ์แค่ไหน ถ้าต้นสมบูรณ์ ดินดี ปุ๋ยถึง น้ำถึง ผลมะระออกมาจะตรง ที่ผลงอเพราะต้นไม่สมบูรณ์นั่นเอง

หลังจากเก็บมะระจนหมด คุณเพื้อน บอกว่า ที่แปลงไม่รื้อค้างทิ้ง จะลงพริกโป่ง (พริกหยวก) หรือแซมด้วยถั่วต่ออีก 1 รอบ

“เรื่องผัก เรียนกันไม่จบหรอกครับ ตลาดผักของผมจะเป็นตลาดทั่วไป พอตัดผักจะมีพ่อค้าโทร.เข้ามาขอรับซื้อเลย การปลูกมะระง่ายสำหรับคนที่ใจรัก ผมเคยพลาดมา 3 ครั้ง หมดเงินไป 70,000 กว่าบาท บางทีใบมันหงิกแบบไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน ถึงได้บอกว่า เรื่องของผักต้องเรียนรู้กันอยู่ตลอด เพราะบางทีมันขึ้นอยู่กับลม กับธรรมชาติด้วย”

ผู้ใหญ่สุวรรณ ขาวขำ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลอ่างหิน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี มาร่วมให้ข้อมูลและนำเข้าสวนลงไร่ กล่าววว่า ในเขตบ้านหมู่ที่ 3 นี้ ชาวบ้านทำเกษตรกันทุกครัวเรือน คุณเพื้อน ผู้ปลูกมะระแปลงนี้ถือว่าเป็นจอมยุทธ์เซียนมะระก็ว่าได้ คนที่จะปลูกมะระให้ได้ดีต้องเรียนรู้มาก่อน มีประสบการณ์ และต้องประสบปัญหาที่เกี่ยวกับมะระมาก่อน จึงจะแก้ปัญหาเอาตัวรอดในแต่ละรอบการผลิตได้

ผู้ใหญ่สุวรรณ กล่าวอีกว่า แปลงผักของคุณเพื้อนเคยนั่งจับเข่าคุยกัน เขาเคยบอกว่าท้อเหมือนกัน เพราะประสบปัญหาที่เข้ามารุมเร้ามากมาย ไหนจะเรื่องแมลงศัตรู เพลี้ยไฟ ไรแดง และเชื้อรา ซึ่งเชื้อรานั้นก็ชักชวนกันไปเรียนรู้เรื่องไตรโคเดอร์ม่า เรียนรู้เรื่องการรู้จักใช้สารชีวพันธุ์ เรียนรู้การใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมักน้ำ อีเอ็ม ซึ่งการเรียนรู้เหล่านี้นำมาใช้ช่วยในการลดต้นทุนการผลิตพืชผักได้เป็นอย่างดี

ในเขตชุมชนที่อยู่จะปลูกผักเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีตลาดรับซื้อหลัก คือ ตลาดศรีเมือง ใครมีพืชผักอะไร นำไปขายได้หมด

“ผมพูดกับเกษตรกรอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าเป็นผักทานผล ขอจนเงินแค่ 45 วัน หลังจากนั้น จะมีผักให้เก็บเกี่ยวได้ตลอด และจะไม่จนแล้ว จะมีเงินหมุนเวียนตลอดเวลา”

ผู้ใหญ่สุวรรณ บอกด้วยว่า สำหรับมือใหม่หัดขับไม่ต้องกลัว ถ้าเสียรอบนี้ ไม่เสียเลย ยังมีวิธีแก้ไข ต้องลงมือปลูกแล้วจะรู้ว่าโอกาสมีเงินมีทองนั้นมีแน่ๆ

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

กาญจนวนิช บัวสว่าง กับ งานแกะสลัก มุ่งสอน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อยอดอาชีพ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062011155&srcday=2012-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 538

เยาวชนคนเก่ง 

วศินี จิตภูษา 

กาญจนวนิช บัวสว่าง กับ งานแกะสลัก มุ่งสอน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อยอดอาชีพ

ศิลปะ เป็นคำที่มีความหมายทั้งกว้างและจำเพาะเจาะจง ทั้งนี้ ย่อมแล้วแต่ทรรศนะของแต่ละคนแต่ละสมัยที่จะกำหนดแนวความคิดของศิลปะให้แตกต่างกันออกไป หรือแล้วแต่ว่าจะมีใครนำ คำว่า “ศิลปะ” นี้ ไปใช้ในแวดวงที่กว้างหรือจำกัดอย่างไร

คุณกาญจนวนิช บัวสว่าง หรือ คุณหมูแฮม นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรสาขาวิชาธุรกิจคหกรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย สงขลา อาศัยอยู่ที่วัดเก้าแสน อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ผู้ที่มีใจรักในงานศิลปะทางด้านการแกะสลักผักและผลไม้ จนได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย มีฝีมือเป็นที่ยอมรับจนได้รับเชิญเป็นวิทยากรสอนนักศึกษา กลุ่มแม่บ้าน และเยาวชน ยอมทุ่มเทชีวิตเพื่อนำความรู้ที่ตนเองมีไปต่อยอดให้กับชุมชน และพื้นที่เสี่ยงภัยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพียงเพราะใจรักและอยากทำให้ดีที่สุด

คุณหมูแฮม เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เรียนอยู่ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา ยังไม่มีใจรักในงานแกะสลัก แต่ชอบงานด้านการออกแบบแฟชั่น แต่ด้วยเหตุการณ์หลายอย่าง ทำให้ต้องผันตัวเองมาสัมผัสกับงานแกะสลัก โดยมีอาจารย์แม่ที่เคารพรัก คือ อาจารย์พรพรรณ โชติพนัง ผู้สอนวิชาศิลปะการแกะสลักผักและผลไม้กับงานใบตอง ท่านคงเล็งเห็นว่าน่าจะมีความสามารถด้านการแกะสลัก จึงพูดชักนำให้มาสนใจ จากคำพูดของอาจารย์ทำให้มีพลังและกล้าที่จะทำ เลยตั้งปณิธานกับตัวเองว่า สักวันจะต้องแกะสลักให้สวย จึงฝึกฝนและฝึกซ้อมงานแกะสลักอย่างจริงจัง และนำคำติชมของอาจารย์มาพัฒนาและปรับปรุงผลงานอยู่เสมอ และเมื่อรู้สึกว่าความรู้ที่มีมากพอจะนำไปถ่ายทอดต่อให้กับผู้อื่น จึงได้สมัครเป็นครูอาสาสอนงานแกะสลักให้กับชุมชนในจังหวัดสงขลา

คุณหมูแฮม เล่าต่อว่า หลังจากที่เรียนกับอาจารย์พรพรรณ ก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับงานแกะสลักอย่างจริงจัง ที่ศูนย์ฝึกวิชาชีพที่กรุงเทพฯ กับเชฟด้านการแกะสลัก โดยแต่ละคอร์สจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งวิชาความรู้ก็ยอมที่จะเสียเงิน

“วันแรกที่ได้ไปเรียนกับเชฟซึ่งตรงกับช่วงเหตุการณ์สึนามิ ที่จังหวัดภูเก็ต เชฟถามว่า ถ้าคุณจะให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์นี้ได้อย่างไรบ้าง ผมตอบไปว่า ผมไม่มีสิ่งของหรือทรัพย์สินอะไร มีความรู้ทางด้านการแกะสลักที่เรียนมา และที่ได้รับจากการมาเรียนกับเชฟในครั้งนี้ จะไปสอนให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อเอาไปต่อยอดทางอาชีพ พอเชฟได้ฟังคำตอบ เชฟตอบกลับมาว่า จะให้ผมเรียนฟรี ผมจึงมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเก็บเกี่ยวความรู้จากเชฟให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปต่อยอดสานฝันของตัวเองให้เป็นจริง คือการได้ลงไปสอนการแกะสลักให้กับเยาวชนในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้”

คุณหมูแฮม บอกด้วยว่า หลังจากที่ได้เรียนกับเชฟจนจบคอร์ส จึงตั้งใจทำโครงการสอนแกะสลักและผลไม้สดให้กับเยาวชนและคนในชุมชน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยเชฟสนับสนุนมีดแกะสลัก จำนวน 29 เล่ม เพราะเห็นว่าคุณหมูแฮมมีความตั้งใจที่จะแบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่นๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน

ใน ปี 2553 ก่อนเรียนจบระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) คุณหมูแฮม ได้ไปเรียนช่างฝีมือในวังชาย ในพระบรมมหาราชวัง รุ่นที่ 22 ศึกษาในสาขาปักจักรอุตสาหกรรม จากนั้นเรียนงานเครื่องสด ซึ่งมีการสอนในส่วนของงานแกะสลัก และหลังเรียนจบจากโรงเรียนช่างฝีมือในวังชาย ได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา หลักสูตรสาขาวิชาธุรกิจคหกรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ซึ่งเหมือนเป็นการต่อยอดเพิ่มพูนความรู้

ในเดือนสิงหาคม 2554 คุณหมูแฮม ได้มีโอกาสทูลเกล้าฯ ถวายมีดแกะสลักลงยา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับคุณหมูแฮม จนยากที่จะหาคำบรรยายใดๆ มาอธิบาย

นอกจากนี้ ในขณะที่คุณหมูแฮมกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา ยังได้รับเลือกให้ถวายงานงานแทงหยวกประดับพระจิตกาธาน พระเมรุ ในงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี งานพระราชทานเพลิงศพหลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด และงานพระราชทานเพลิงศพหลวงตาพวง ที่วัดยโสธร ซึ่งมีคนไทยไม่กี่คนที่จะได้รับโอกาสอย่างนี้

ผลงานที่ผ่านมาของคุณหมูแฮม ทำให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา มอบรางวัลคนดีศรีราชมงคล สร้างความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาคุณหมูแฮมยังทำหน้าที่ครูสอนการแกะสลักให้กับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลงไปสอนในพื้นที่ โดยเริ่มสอนที่ วัดลำภู ตำบลลำภู อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นักเรียนที่มาเรียนก็มีทั้งชาวบ้าน ครู เยาวชนตลอดจนเจ้าของร้านอาหาร คุณหมูแฮมก็สอนงานแกะสลักในพื้นที่อยู่สักระยะ ยังไม่มีใครเห็นคุณค่าความสำคัญของงานแกะสลัก

“แม้จะรู้สึกเหนื่อยและท้อบ้าง แต่ผมไม่ถอย ยังเดินหน้าทำหน้าที่ครูต่อไป ควบคู่ไปกับการเรียนที่ มทร. ศรีวิชัย แต่ปัญหา คือ ยังไม่มีใครมองเห็นคุณค่าของงานแกะสลัก แม่ของผมบอกว่า การที่ใครๆ ไม่เห็นคุณค่างานแกะสลัก เพราะว่าลูกจบแค่ ปวช. ลูกต้องเรียนให้จบปริญญาตรี เพราะเดี๋ยวนี้จะยกย่องคนที่มีการศึกษาสูงๆ มากกว่าคนที่มีความสามารถ ซึ่งขณะที่ผมเรียน ผมยังคงทำกิจกรรมส่งเสริมงานด้านการแกะสลักอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับโครงการด้านการสอนการแกะสลักให้กับชุมชนทั้งในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด หรือในจังหวัดสงขลา คุณหมูแฮมก็ยังคงทำมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ส่งผลทำให้คุณหมูแฮมได้รับรางวัลนักศึกษาคุณธรรมจริยธรรมระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ รางวัลคนดีศรีสงขลา รางวัลผลิตภัณฑ์ทางด้านวัฒนธรรมดีเด่น ปี 2551 สาขาแกะสลักผัก และผลไม้ จากกระทรวงวัฒนธรรม และรางวัลนักศึกษารางวัลพระราชทาน ปี 2551 ซึ่งแต่ละรางวัลเกิดจากผลงานและผลพลอยได้จากงานแกะสลัก ทำให้คุณหมูแฮมรู้สึกประทับใจและรักงานทางด้านนี้มากขึ้น

คุณหมูแฮม กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลาที่ได้ทำงานด้านการแกะสลัก ไม่เคยคาดหวังที่จะรับคำชม คำสรรเสริญเยินยอจากใคร เพียงแค่ต้องการให้คนในสังคมหันมาให้ความสนใจงานแกะสลักให้มากขึ้น ไม่เฉพาะเยาวชนไทย แต่รวมถึงหน่วยงานในทุกภาคส่วน เพราะงานแกะสลักเป็นศิลปวัฒนธรรมไทย ที่ควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้อยู่คู่กับสังคมไทย ซึ่งปัจจุบันประเทศญี่ปุ่น เข้ามาเรียนการแกะสลักในประเทศไทยเรา และได้พัฒนางานแกะสลักจนเรียกได้ว่ามีความสามารถเทียบเท่ากับฝีมือของคนไทย แต่คนไทยเจ้าของศิลปวัฒนธรรมเองกลับไม่สนใจที่จะเรียนรู้หรือพัฒนาให้ดีขึ้น

ในอนาคตถ้าเรายังไม่สนใจ ต่อไปข้างหน้า คนไทยอาจจะต้องไปเรียนงานแกะสลักที่ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นได้ ฉะนั้น จึงขอให้สังคมไทยหันมาสนใจงานแกะสลักให้มากขึ้น หากสนใจและมีคุณสมบัติคือ มีดดี ครูดี และความมุ่งมั่นขยันซ้อม ทั้งยังมี 4 หัวใจหลัก คือ จดจ่อ จับจ้อง จริงจัง และตั้งใจ เพียงเท่านี้ ก็สามารถรังสรรค์งานแกะสลักที่สวยงามได้ไม่ยาก

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“กบนอกกะลา” เหลาตอก ผลงานของนักเรียนบ้านห้วยผึ้ง เชียงราย

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068011155&srcday=2012-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 538

เยาวชนนักประดิษฐ์ 

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

“กบนอกกะลา” เหลาตอก ผลงานของนักเรียนบ้านห้วยผึ้ง เชียงราย

ตอก เป็นคำเรียกของชาวเหนือที่ใช้เรียกไผ่ที่จักเป็นเส้นเล็กๆ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับสร้างบ้าน โดยเฉพาะบ้านไม้หรือใช้มัดของต่างๆ ใช้สะดวก หาง่ายในท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังใช้สานตะกร้า สานกระด้ง เครื่องจักสานอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านของไทยที่ถ่ายทอดกันมาเนิ่นนานรุ่นต่อรุ่น ทำให้เกิดรายได้ในครัวเรือน บางครัวเรือนก็ทำไว้ใช้

ที่ผ่านมาวิธีการเหลาตอก มักจะใช้มีดในการเหลา ใช้มือประคองทำให้เสียเวลาในการเหลา และบางครั้งก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่ายเช่นกันโดยเฉพาะกับเด็กและผู้สูงวัย

เมื่อเป็นเช่นนี้ กลุ่มนักเรียน ด.ช. ธนวัฒน์ แซ่เฉิง ด.ญ. จิ่ง คำดี ด.ญ. สโรชา เบอแลกู่ ด.ญ. รัตนา ป๋อแฉ่ และ ด.ช. ธวัชชัย แซ่ลี จากโรงเรียนบ้านห้วยผึ้ง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีแนวคิดนำการเหลาตอก ดัดแปลงมาจากใบมีดกบไสไม้ มาใช้ในการเหลาตอก โดยมี ครูนารีลักษณ์ ศรีบุญเรือง เป็นครูที่ปรึกษา คอยแนะนำ ใช้ชื่อผลงาน ว่า “กบนอกกะลา”

กลุ่มนักเรียนทั้งหมด มีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างเครื่องเหลาตอกให้ง่าย และสะดวกในการเหลาตอก โดยเครื่องเหลาตอกนี้ใช้ได้กับบุคคลทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กๆ สามารถช่วยผู้ปกครองได้ ทั้งนี้ เนื่องจากละแวกโรงเรียน ส่วนใหญ่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนจะใช้เวลาว่างในการจักสานเครื่องใช้ ที่นำมาจำหน่ายให้กับผู้มาเยือน และใช้กันเองในครัวเรือน

อุปกรณ์ ประกอบด้วย ไม้อัด ใบมีดกบไสไม้ 1 คู่ ตัวน็อต สว่าน เลื่อย เหล็กกล่อง และเหล็กฉาก

อุปกรณ์ที่นำมาประดิษฐ์ คือ กบไสไม้ ที่ทุกครัวเรือนก็มีกันอยู่แล้ว เพียงแต่นำมาดัดแปลงปรับระดับใบมีด ให้ได้ตามความต้องการ ตามลักษณะงาน มีที่นั่งสำหรับนั่งเหลาได้สะดวกและเคลื่อนย้ายได้ สามารถถอดเอาใบมีดออกมาลับคมได้ โครงสร้างทำด้วยเหล็ก มีความทนทาน แข็งแรงใช้ได้นาน

วิธีใช้งาน ทำได้โดยการปรับขนาดความกว้างของร่องด้วยใบมีด เพื่อให้ได้ระยะเป็นไปตามความหนาหรือความบางของตอกที่ต้องการ จากนั้นนำตอกใส่ จับไม้ไผ่ทั้ง 2 มือ แล้วกระชากมาด้านหน้า จะได้ตอกตามต้องการ

สำหรับอุปกรณ์ชิ้นนี้ ทุกวันนี้มีการนำไปใช้ในครอบครัวของนักเรียนและในชุมชน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีอาชีพทำเครื่องจักสาน สามารถประดิษฐ์กันเองได้อย่างง่าย ต้นทุนการผลิต ชิ้นหนึ่งราคาประมาณ 400 บาท

ที่ผ่านมา โรงเรียนบ้านห้วยผึ้ง ส่งผลงาน “กบนอกกะลา” เข้าประกวดประเภทผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการประกอบอาชีพ หรือ โอท็อป ในงานผลงานประดิษฐ์คิดค้นโครงการค่ายนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ ในวันนักประดิษฐ์ ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในปี 2555 คว้ารางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผลงาน เรื่อง “กบนอกกะลา”

จุดเด่นที่สามารถคว้ารางวัลมาได้ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้แทนมีดในการใช้เหลาตอก ใช้เหลาตอกที่มีความหนาต่างกันได้อย่างดี ผิวตอกจะเรียบลื่น เส้นใยขรุขระจะออกหมด สามารถปรับความกว้างของร่องใบมีดได้ ประหยัดเวลาในการเหลาตอกมากขึ้น และลดอันตรายที่เกิดจากการใช้มีดลงได้ มีที่นั่งสำหรับนั่งเหลา เคลื่อนย้ายได้สะดวก

ผลงานชิ้นนี้ นำไปใช้ได้จริงและเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาชีพจักสาน ช่วยประหยัดเวลาในการเหลา และใช้เหลาตอกได้หลากหลายขนาดตามที่ต้องการ รวดเร็ว และทันต่อความต้องการ ที่สำคัญสะดวกและปลอดภัย เป็นความคิดของเด็กๆ ที่พัฒนามาจากการเห็นวิถีชีวิตของผู้ปกครองในชีวิตประจำวัน

มีนาคม 25, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น