ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

บันทึกการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก (ตอนที่ 2) กันยายน 20, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126010856&srcday=2013-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 556

ธรรมะจากวัด 

ดร. พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

บันทึกการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก (ตอนที่ 2)

รับการผ่าตัด

การที่ชีวิตคู่จะอยู่กันได้ยาวนานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยและธรรมะที่ได้ปฏิบัติคือ สัจจะ คือความจริงใจต่อกัน ทมะ การข่มใจ ขันติ ความอดทน และจาคะ ความเสียสละและให้อภัย รักแท้ต้องเสียสละ และธรรมะอื่นๆ อีก เช่น การจัดการทรัพย์สินที่ได้มาอย่างถูกต้องว่า ควรจะเก็บไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้เพียงพอ นำไปลงทุนถ้าทำได้ เก็บไว้เพื่ออนาคต และนำไปเลี้ยงดูบิดา มารดา หรือบำรุงสาธารณกุศลบ้าง เป็นการทำบุญ

การบันทึกประจำวันก่อนผ่าตัดทำได้เพียงแค่นี้ และหยุดบันทึกไปตั้งแต่ วันที่ 26 มีนาคม 2556 คือ วันผ่าตัด เพราะความไม่สะดวกของการเคลื่อนไหว แม้แต่การนั่งเขียนบันทึกก็ลำบาก ประกอบกับจิตใจหลังผ่าตัดนิ่งเฉยไม่ค่อยจะคิดอะไรมาก มีสภาพเหมือนคนที่ไฟมอดไป หลายครั้งอยากบันทึกเหตุการณ์สดๆ แต่ก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำ เกิดภาวะความเฉื่อยชาทางใจ แต่คิดอยู่เสมอว่า เมื่อไรสภาวะร่างกายพร้อมและจิตใจพร้อม จะได้เขียนบันทึกนี้ให้มิตรสหายได้ทราบกันว่า เป็นอย่างไร

วันที่ 21 เมษายน 2556 นับเวลาจากวันผ่าตัดได้ 27 วัน แล้ว ความทรงจำกว้างๆ ที่จะเล่าสู่กันฟังก็ยังคงมีอยู่ตามสมควร อาจจะไม่ละเอียดทุกเหตุการณ์ แต่จะเล่าเฉพาะเหตุการณ์หลักๆ ที่จำได้ อาจารย์ท่านหนึ่งเคยให้คำจำกัดความ คำว่า ความจำ เอาไว้ว่า ความจำ คือสิ่งที่เหลือจากลืมหมดแล้ว

เช้าวันที่ 26 มีนาคม 2556 ตื่นเช้าขึ้นมา ก็วางใจไว้กับลมหายใจเสมอ เพราะไม่รู้ว่าผ่านวันนี้ไปแล้วยังจะได้หายใจอีกหรือไม่ ลมหายใจคือ แหล่งกำเนิดชีวิต เป็นผู้ดลบันดาล เป็นผู้ตัดสินว่า จะให้มีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ ชีวิตนี้ขาดแคลนแก้วแหวนเงินทองทรัพย์สินก็ขาดไปได้มากหรือน้อยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าขาดลมหายใจไป ชีวิตก็วางวาย การกลับมาเยี่ยมเยือนลมหายใจอยู่บ้างมิให้ขาดหายกันไปวันละหลายๆ ครั้ง ตามความสะดวก เป็นการเตือนตัวเองว่า เรายังมีชีวิตอยู่ มีงานแสดงธรรมของหลวงพ่อพุทธทาสติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง ว่างๆ ก็เปิดฟังอริยมรรคมีองค์แปดบ้าง อริยสัจจ์บ้าง หรืออตัมมยตาบ้าง สะดวกแก่การพกพาและรับฟัง

วันนี้ความรู้สึกปกติดีไม่ตื่นเต้นตกใจแต่ประการใด พยาบาลจะทำหน้าที่ประจำวันคือ จะมาวัดอุณหภูมิในร่างกายว่าเป็นไข้หรือไม่ และวัดความดันซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

คุณบุญเลิศ จิตผ่องใส ซึ่งไปมาหาสู่กันที่วัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า มลรัฐแคลิฟอร์เนีย อยู่เป็นประจำ กลับมาเยี่ยมบ้านที่ประเทศลาวแล้วถือโอกาสมาเฝ้าไข้ด้วย ประสิทธิชัย ครุฑกาศ หลานชายลูกชายของพี่สาว และ ศิวพร ช่วยบำรุง พยาบาลจากโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ได้มาเยี่ยมและปวารณาที่จะเฝ้าไข้กันตั้งแต่ยังไม่ทันผ่าตัด นับว่าเคารพรักและเป็นห่วงกันมาก เนื่องจากคืนนี้มีทั้งประสิทธิชัยและคุณบุญเลิศ มาพร้อมกันจึงให้คุณบุญเลิศไปนอนพักที่วัดอุโมงค์ และให้ประสิทธิชัยนอนเป็นเพื่อนก็พากันหลับอย่างดีทั้ง 2 คน

ตื่นเช้าขึ้นมางดอาหารและน้ำ แต่ไม่งดธรรมะ จึงใช้เวลาในการปฏิบัติธรรมพิจารณาธรรมอันเป็นต้นธารชีวิต คือลมหายใจ จิตสงบดี เพราะไม่มีอะไรจะคิด พยาบาลก็เข้ามาทำหน้าที่วัดความดัน ตรวจปริมาณปัสสาวะตามปกติ พอใกล้ๆ เที่ยงพยาบาลก็นำเสาแขวนถุงน้ำเกลือมาติดไว้ทางเตียงด้านขวา และให้น้ำเกลือทางแขนข้างขวา ดูท่าทางจะเริ่มเป็นคนไข้ขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะงดอาหารและน้ำ ทางโรงพยาบาลน่าจะให้น้ำเกลือนี่แหละแทน

คุณบุญเลิศ พระจักรกฤษณ์ และประสิทธิชัย อยู่ด้วยกันจนเวลาบ่ายโมง เจ้าหน้าที่ได้นำเตียงมารับไปผ่าตัดที่ตึกศรีพัฒน์ชั้น 4 ซึ่งก็ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน ก็คงจะเป็นห้องผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์นี่เอง เจ้าหน้าที่เข็นเตียงเรื่อยๆ ไปจนถึงหน้าห้องผ่าตัด อาตมามอบย่ามและสิ่งของทุกอย่างให้แก่ ประสิทธิชัย คุณบุญเลิศ และพระจักรกฤษณ์ นั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัด

เจ้าหน้าที่เข็นเตียงเข้าห้องผ่าตัดไปยังห้องที่มีหุ่นยนต์วางอยู่ ไม่มีใครถ่ายภาพได้แล้ว มีแต่ความทรงจำ บนเพดานมีหลอดไฟ หุ่นยนต์นี้เท่าที่จำได้มีแขนมีนิ้วยาวๆ ดั่งหุ่นยนต์ทั่วไป คุณหมอบอกว่า จะบังคับหุ่นยนต์ด้วยคอมพิวเตอร์เหมือนกับการเล่นเกมส์ ข้อดีของการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์คือ สามารถผ่าตัดได้ลึกซึ้ง แม้ในช่องหลืบที่สลับซับซ้อนก็ผ่าตัดได้อย่างทั่วถึง เพราะนิ้วมือของหุ่นยนต์สามารถหมุนรอบได้ 360 องศา

เมื่อเข้าไปถึงห้องผ่าตัดแน่ๆ แล้ว เจ้าหน้าที่ได้เปลี่ยนเตียงเป็นเตียงผ่าตัด เอาประคตที่รัดเอวออก เนื่องจากนุ่งสบงจึงสะดวก ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นชุดคนไข้ วิสัญญีแพทย์หรือหมอดมยาสลบปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง บอกว่า จะฉีดยาสลบเข้าทางสายน้ำเกลือ เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งใช้สายมามัดแขนทั้งสองข้างเพื่อความสะดวกในการผ่าตัด

ความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่รู้ตัวคือ เวลา 13.15 น. พอหมอดมยาบอกว่า จะให้ยาสลบแล้วนะ แล้วก็ฉีดยาที่ถุงน้ำเกลือ ได้ทำจิตสงบเจริญอานาปานสติให้ลมหายใจละเอียด นึกถึงสิ่งดีๆ ที่ได้กระทำไว้ ตั้งใจว่า หากชีวิตจบตรงนี้ก็จบกัน หากไม่จบรอดกลับออกไปค่อยว่ากันใหม่ แต่หากจะต้องจากไปตอนนี้ก็ขอไปด้วยจิตที่สงบก็แล้วกัน

เมื่อชีวิตเฉียดกับความตาย ทุกอย่างไร้ความหมาย แม้แต่ชีวิตของเราเอง การตายน่าจะเป็นสภาวะหนึ่งที่ทุกคนยอมรับด้วยความเต็มใจ เมื่อถึงเวลาอันสมควร หากจะต้องตายก็ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะได้เกิดมาทำอะไรให้โลกตามสมควรที่เกิดมาเป็นมนุษย์กับเขาครั้งหนึ่ง การฝึกอานาปานสติไว้มากๆ ก็เป็นประโยชน์มาก หลับไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ แต่มีสติจนวาระสุดท้ายแล้วหลับไปเพราะฤทธิ์ยาสลบนั้นเอง หลับสนิทมาก หลายคนถามว่าได้ไปท่องสวรรค์หรือนรกบ้างไหม คำตอบก็คือ เวลาที่สลบไป เป็นเวลาที่หลับสนิทมากๆ ครั้งหนึ่งของชีวิตที่สำคัญเท่านั้น ไม่ฝันไม่มีอะไรปรากฏเลย หลับลึกจริงๆ

ท่านจรินทร์ ปภัสสโร ได้เดินทางไปสมทบกับอีก 3 คน ที่รออยู่หน้าห้องผ่าตัดโดยไม่ออกไปไหนกัน รวมเป็น 4 คน เล่าว่า เวลาที่ผ่าตัดเสร็จแล้ว แต่อาตมายังไม่รู้สึกตัว เจ้าหน้าที่เข็นเตียงออกมาจากห้องผ่าตัดไปยังอีกห้องหนึ่งอาตมาหลับและกรนเสียงดังตลอดทาง อันเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวที่ใครจะเลียนแบบมิได้

อาตมาตื่นขึ้นรู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งในห้องพักฟื้น มองดูนาฬิกา เวลา 19.15 น. หลับไปนานมากทีเดียว พอตื่นขึ้นมารู้สึกเจ็บแปลบที่ท่อปัสสาวะ เพราะคุณหมอได้ต่อท่อยางใส่ไว้ในช่องปัสสาวะเพื่อให้ปัสสาวะเดินทางตรงมายังถุงที่เตรียมไว้รองรับ ปัสสาวะจะออกมาเองแบบไม่รู้สึกตัว เวลาเคลื่อนไหวจะเจ็บมาก

อาตมาตื่นขึ้นมาพบว่า ชีวิตมีสายท่อยางต่อจากท่อปัสสาวะและทางช่องท้องด้านซ้ายเป็นท่อสำหรับถ่ายเทของเสียที่ออกมาจากแผลผ่าตัด อาจจะเป็นเลือดหรือเป็นน้ำเหลือง คุณหมอธิบายว่า ของเสียเหล่านี้มาจากบริเวณที่ผ่าตัด เมื่อคุณหมอทราบว่าฟื้นแล้วก็ให้เจ้าหน้าที่เข็นเตียงกลับห้องพักผู้ป่วย ห้องเลขที่ 1018 เจ้าหน้าที่เข็นเตียงมาส่งที่เตียงคนไข้

บัดนี้อาตมาอยู่ในสภาพคนไข้ครบถ้วนทุกประการ รู้สึกเจ็บปวดบริเวณแผลผ่าตัดมาก ต้องค่อยๆ หายใจ จำนวนรูบริเวณช่องท้องที่หมอเจาะเพื่อผ่าตัดและถ่ายเทของเสียทั้งหมด 6 รู ด้วยกัน เป็นรูเล็กๆ ปิดผ้าก๊อซไว้เต็มบริเวณหน้าท้อง เวลาขยับตัวจะเจ็บมาก จึงต้องนอนนิ่งๆ ทำสมาธิดีที่สุด

สิ่งที่จะต้องทำก่อนคือ ทำอย่างไร จึงจะหาท่านอนที่ไม่เจ็บนัก ต้องขอให้ผู้เฝ้าช่วยปรับท่าและปรับเตียงจนพบท่าที่ค่อนข้างจะสบาย นอนนิ่งๆ พิจารณาว่า กายที่วางอยู่บนเตียงนี้เปรียบเหมือนท่อนไม้และท่อนฟืน ไม่สำคัญมั่นหมายว่า กายนี้เป็นตัวกู หรือกายนี้เป็นของกู ทำความรู้สึกว่า กายนี้เป็นเพียงธาตุก้อนหนึ่ง ที่วางอยู่บนเตียง หายใจให้เบาๆ ที่สุด เพราะการหายใจเบาๆ ทำให้ความพองขึ้นและยุบลงของท้องเป็นไปอย่างอ่อนโยน จะไม่กระเทือนแผลผ่าตัดที่อยู่รอบๆ หน้าท้องทั้งเวลาพองและเวลายุบ

การฝึกอานาปานสติจนสามารถทำลมหายใจให้ละเอียดที่สุด เท่าที่จะละเอียดได้ มีประโยชน์มากเวลาเจ็บป่วยอย่างนี้ นับเป็นธรรมโอสถขนานแท้ที่มาบำบัดความเจ็บปวดโดยตรง

อาตมาคิดถึงท่านอาจารย์พุทธทาสที่สอนว่า ป่วยทุกครั้ง ฉลาดทุกครั้ง ความฉลาดเกิดมาจากการเรียนรู้ถึงสถานการณ์ทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะจริงๆ ถ้าเฝ้าศึกษาให้ดีๆ ก็จะได้รับความรู้ ความเคลื่อนไหว และความเป็นไปทั้งเรื่องกายและเรื่องจิตมากมาย การทำความรู้สึกว่า กายนี้เป็นสักว่า ธาตุ ที่มาต่อเข้ากับกายนี้ก็เป็นสักว่าธาตุร่างกายกับท่อยางมาต่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็เป็นการผสมผสานของธาตุตามธรรมชาติอีกแบบหนึ่ง เพราะต่างก็เป็นธาตุจากภายนอกมาสัมพันธ์กับธาตุภายใน ที่จะต้องอยู่ร่วมกันอีกหลายวันเพื่อช่วยกันทำหน้าที่ให้ธาตุกองนี้ยังคงความสด (ชีวิต) ต่อไปตามเหตุ ตามปัจจัย นอนดูลมหายใจไปเรื่อยๆ ด้วยใจที่อยู่กับกาย หลับบ้าง ตื่นบ้าง เวทนาที่กล้า เป็นอารมณ์แห่งเวทนานุปัสสนาที่ชัดเจนดีเหมาะแก่การนำมาพิจารณาเพื่อมิให้ใจท่องเที่ยวไปไหนไกลๆ แต่จดจ่ออยู่กับเวทนาที่กล้านั้น

คืนนี้ ศิวพร และประสิทธิชัยช่วยกันเฝ้าไข้ เพราะศิวพรเป็นพยาบาลจากโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี หากมีปัญหาอะไรจากการผ่าตัดออกมาแบบฉุกเฉิน ศิวพร จะเข้าใจ สามารถสื่อสารกับพยาบาลได้รู้เรื่องง่ายกว่า เราซึ่งเป็นผู้ป่วยไม่รู้ไม่เข้าใจว่าอาการไข้หรือผลข้างเคียงที่ปรากฏออกมาจะเป็นอย่างไร

คืนที่หนึ่งหลังการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ระบบขับถ่ายหนักเงียบสนิทไม่มีการขับถ่ายแต่อย่างใด เพราะงดอาหารและน้ำ แต่ไม่หิวมาก เพราะเคยอดเมื่อล้างพิษมาแล้วคราวละ 5 วัน และอีกอย่างหนึ่งพยาบาลก็มาเติมยาและอาจจะเป็นวิตามินเสริมทางสายน้ำเกลือตลอดเวลา จึงรู้สึกว่าไม่หิวกระหายแต่อย่างใด

การที่ระบบขับถ่ายหนักหยุดพักการขับถ่ายก็ดีไปอย่างหนึ่ง เพราะไม่ต้องลุกขึ้นไปห้องน้ำ ซึ่งจะเป็นเหตุแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวบริเวณแผลผ่าตัดท่อปัสสาวะและช่องบริเวณถ่ายเทของเสียด้านซ้ายอย่างมากทีเดียว

ตื่นเช้า วันที่ 27 มีนาคม 2556 วันที่รอคอย คือวันผ่าตัดใหญ่ของชีวิตก็เคลื่อนคล้อยผ่านไปแล้วด้วยความเรียบร้อย เมื่อวานเข้าไปในห้องผ่าตัด แล้วก็ได้กลับออกมาอย่างปลอดภัย นับได้ว่า เป็นบุญยิ่งนัก ที่จะมีชีวิตรอดอีกต่อไป ไม่ตกหล่นในห้องผ่าตัด

ขอบคุณ คำอวยพรและทุกกำลังใจที่กัลยาณมิตรทั้งหลายส่งมาให้ คำอวยพรของท่านทุกคำอวยพร ที่ว่า ขอให้การผ่าตัดของท่านอาจารย์ดำเนินไปด้วยความปลอดภัย เป็นคำอวยพรที่มีผลตรงตามความเป็นจริง อาตมาปลอดภัยจากการผ่าตัดแล้ว แต่ต้องรอการพักฟื้นอีกนานเท่าไร ยังไม่มีทางรู้ได้ว่า ระบบต่างๆ ในร่างกายที่ผ่านการผ่าตัดใหญ่จะกลับมาทำหน้าที่ได้ปกติดีดังเดิมเมื่อไร

เวลา 08.30 น. นายแพทย์บรรณกิจ พร้อมสานุศิษย์นักศึกษาแพทย์กลุ่มหนึ่งได้มาตรวจประจำวันและเล่าว่าผ่าตัดนานไปหน่อย เพราะอุปกรณ์การผ่าตัดติดขัดไป ประมาณ 30 นาที แต่ได้แก้ไขทันท่วงที ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีและปลอดภัย อาตมาก็ขอบใจท่านศาสตราจารย์นายแพทย์บรรณกิจ โลจนาภิวัตน์ ที่ผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากให้อย่างสุดฝีมือ ตั้งแต่ต้นจนจบ ผลการผ่าตัดออกมาดีมาก มีความปลอดภัยสูงเป็นที่น่าพอใจของทีมแพทย์และอาตมาเองซึ่งเป็นผู้ป่วยก็พอใจที่สุด การผ่าตัดครั้งนี้ผ่านไปด้วยดีแล้ว ให้นึกถึงคำของท่านพระครูปิยธรรมวิเทศที่อวยพรให้อาตมาในวันเดินทางกลับมารักษาตัวที่เมืองไทยว่า ขอให้ท่านอาจารย์ได้พบหมอเทวดามาให้การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากในครั้งนี้ด้วยเถิด

จากผลงานการตรวจและตัดสินใจผ่าตัดที่ทำได้ดีเยี่ยมนี้ ฝีมือของคุณหมอบรรณกิจจัดเข้าขั้นหมอเทวดาตามที่อาจารย์พระครูปิยธรรมวิเทศกล่าวไว้จริงๆ อัธยาศัยใจคอของคุณหมอก็เข้าขั้นเทพ เพราะมีความเมตตากรุณาเยือกเย็นยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ใครกล่าวถึงท่านแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อาจารย์บรรณกิจใจดีมีธรรมะ น่ารัก ฝีมือดี มีความเชี่ยวชาญ ท่านเป็นหมอที่ทำงานด้วยความเสียสละทั้งในการช่วยเพื่อนมนุษย์และประสิทธิ์ประสาทวิชาการต่างๆ ให้ศิษย์ด้วยความเมตตากรุณา เปี่ยมด้วยปัญญาสมกับเป็นหมอเทวดาจริงๆ

อนึ่ง อาตมาได้ทราบจากคุณหมอและทีมงานว่า ตามแผนเดิมก่อนผ่าตัด จะต้องเตรียมเลือดไว้ 6 ถุง เพื่อแก้ปัญหาภาวะฉุกเฉินที่ขาดเลือด แต่การผ่าตัดของอาตมาดำเนินไปได้อย่างดี ไม่เสียเลือดจนต้องให้เลือดเพิ่มเลย ด้วยความสามารถในการผ่าตัดชั้นเยี่ยมของคุณหมอบรรณกิจนั้นเอง เป็นอันว่าเลือดที่มิตรหสายธรรมช่วยกันบริจาคเตรียมไว้ให้อาตมามากกว่า 6 ถุง ก็มอบให้ทางโรงพยาบาลได้นำไปมอบให้คนไข้รายอื่นที่ต้องการเลือดอย่างเร่งด่วนต่อไป ขอชื่นชมและอนุโมทนาแก่มิตรสหายที่มีจิตศรัทธาช่วยกันบริจาคเลือดเกินกว่าที่ทางคุณหมอกำหนดไว้ ณ ที่นี้ด้วย

วันที่สอง จากการผ่าตัดตอนบ่ายๆ พยาบาลอนุญาตให้ดื่มน้ำได้ คุณบุญเลิศ คุณอักขณิช ท่านจรินทร์ เริ่มให้ดื่มน้ำโดยการป้อนหลอดดูดน้ำเข้าไปในปาก เพราะยังขยับตัวไม่ได้ดีนัก ขอบคุณที่ทุกคนช่วยกันป้อนน้ำมื้อแรกหลังจากการผ่าตัดผ่านไปครบ 24 ชั่วโมง อาการปวดแผลที่หน้าท้องอันเป็นจุดผ่าตัดก็ยังมีอยู่ จะเคลื่อนไหวหรือไอเบาๆ ก็ไม่ได้เจ็บสะเทือนไปหมด จะขากเสมหะก็แสนจะลำบาก อาการปวดถ่ายหนักไม่มี แต่ท้องจะอืด การปัสสาวะก็ออกทางท่อยางที่ต่อตรงมาจากท่อปัสสาวะ ซึ่งจะรู้สึกเจ็บเวลาขยับตัว ปัสสาวะจะไหลลงสู่ถุงที่คุณหมอได้ต่อเอาไว้ โดยไม่รู้ตัวว่าจะปัสสาวะเหมือนภาวะปกติ ดื่มน้ำเข้าไปก็ไหลออกมาเรื่อยๆ

ส่วนอีกสายหนึ่งที่เจาะทางช่องท้องด้านซ้ายก็เป็นท่อส่งของเสียออกจากบริเวณที่ผ่าตัดครั้งแรกๆ จะมีเลือดปนออกมาด้วย 2-3 วัน ผ่านไป ก็จะมีน้ำเหลืองออกมา บางวันก็ออกเยอะ บางวันก็ออกน้อย หยดๆ ย้อยๆ ออกมาลงในขวดที่รองรับ เมื่อเริ่มดื่มน้ำแล้วพยาบาลจะนำน้ำตวงมาในเหยือก ประมาณคราวละ 1,000 ซีซี เมื่อน้ำหมดก็มาเติมให้อีก และจะมีพยาบาลอีกคนหนึ่งมาตรวจอัตราน้ำที่ดื่มลงไป และตรวจตราการไหลออกของปัสสาวะว่า มีความสมดุลเพียงใด

เนื่องจากการผ่าตัดคราวนี้ เป็นการดูแลเฉพาะทาง คือทางเดินปัสสาวะ แพทย์จึงสั่งพยาบาลให้ดูแลการปัสสาวะตั้งแต่ก่อนผ่าตัดและหลังการผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง จึงได้เห็นประสบการณ์การทำงานเฉพาะทางของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้งกระบวนการ งานประจำวันของพยาบาลก็จะมีการมาฉีดยาเข้าทางถุงน้ำเกลือ ซึ่งติดไว้ตลอดเวลา หมอมีคำสั่งให้ฉีดยาอะไรก็ฉีดเข้าไปทางถุงน้ำเกลือ พยาบาลฝ่ายวัดความดันและวัดไข้ก็จะนำเครื่องวัดความดันและปรอทมาพร้อมกันเสียบปรอทเข้ารักแร้และวัดความดัน ผลออกมาพร้อมๆ กัน ผลการวัดความดันและวัดไข้ออกมาดีแทบทุกวัน โดยเฉพาะความดันช่วงแรกๆ หลังออกจากการผ่าตัดจะสูงหน่อย แต่วันหลังๆ จะต่ำลงอยู่ในเกณฑ์ดี เช่น อยู่แถวๆ 120/70 หรือบางวัน 112/65 ถือว่าเป็นค่าที่น่าพอใจ

แต่ละวันจะมีมิตรสหาย ญาติโยมและพระสงฆ์ที่รู้จักกันมาเยี่ยมตลอดทั้งวัน ครั้งแรกคิดว่า อยู่โรงพยาบาลคงไม่มีอะไรทำ ก็เตรียมไฟล์ธรรมะของหลวงพ่อพุทธทาสไปเต็มที่ พอถึงเวลาจริงๆ ได้ฟังไม่กี่เรื่อง ต้องรับแขกที่มาเยี่ยมด้วยน้ำใจไมตรีที่เสียสละยิ่ง แต่ละคนเดินทางมาไกล เช่น คณะของคุณวิจิตรา คุณสารภี คุณอุ้ย จากอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณรุจี ตันติอัศวโยธี อดีตอาจารย์จากโรงเรียนกุนนทีรุททารามวิทยาคมและสามี ได้ทราบข่าวทางเฟซบุ๊กก็บินตรงมาจากกรุงเทพฯ นักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่เคยไปบรรยายให้ฟัง ก็มาเยี่ยมเยือนกันบ่อยๆ ไม่ได้ขาด

หลังผ่าตัดผ่านไป 2-3 วัน เริ่มฉันอาหารเหลว เช่น น้ำซุป ที่ทางโรงพยาบาลจัดให้ แต่รู้สึกว่ารสเค็มเกินไป เพราะไม่รับประทานอาหารเค็มมานานแล้ว จึงขอให้คุณทวีต้มน้ำข้าวกล้องมาดื่มแทน เป็นน้ำข้าวกล้องบริสุทธิ์ที่ไม่ได้ปรุงรส ดื่มแต่เพียงบรรเทาความหิว ไม่กล้าฉันอาหารมากนัก เพราะจะลำบากเวลาเข้าห้องน้ำ ต้องเคลื่อนย้ายสาย 2 สาย รวมทั้งเสาและถุงน้ำเกลือเข้าไปด้วย

วันต่อมาอาตมาเริ่มฉันอาหารจืดๆ เช่น ข้าวกล้องต้มกับผักบุ้ง ยอดมะรุม และใบตำลึง ตามที่เคยฉัน หลังได้รับอาหารเข้าไป อาการท้องอืดเพิ่มมากขึ้น บางวันลมแล่นจากท้องด้านซ้ายไปด้านขวาเหมือนลมสลาตันปวดมาก แผลปวดน้อยลง แต่ปวดท้องแทนท้องอืดแทบทุกวัน พยาบาลก็ให้ยาลดกรด แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยจะได้ผลเท่าที่ควร

ต่อมาปวดท้องหนักขึ้น แต่ถ่ายไม่ออก จึงขอยาระบายมาฉัน แต่ก็ไม่ได้ผล จึงขอโซเดียมคลอไรด์ 100 ซีซี มาสวน ทำให้อุจจาระที่แข็งมากเริ่มอ่อนตัวลงและไหลออกมาได้บ้าง ท้องค่อยเบาขึ้น แต่ท้องอืดก็ยังเหมือนเดิม คุณศิวพรได้ซื้อยาถ่ายรวมพลมาช่วย ก็ช่วยได้นิดหน่อย พอดื่มหลายครั้งก็ยังไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร จึงสั่ง คุณทวี โพธาธรรม ให้นำขวดทำดีท็อกซ์ที่วัดมาให้

เมื่อได้ขวดดีท็อกซ์มาแล้ว ได้นำน้ำอุ่นผสมน้ำสะอาด จำนวน 1,000 ซีซี บีบมะนาวครึ่งผล ตามที่เคยทำมาเป็นประจำ แล้วจัดการสวนล้างลำไส้ คราวนี้แหละอุจจาระที่ติดกรังคั่งค้างอยู่หลายวันก็ไหลออกมาจนหมดสิ้น ตัวเบาสบาย การสวนทำความสะอาดลำไส้ครั้งนี้ ไม่ได้แจ้งให้หมอหรือพยาบาลทราบแต่ประการใด เพราะหมอยังให้ยาระบายก่อนนอนอย่างสม่ำเสมอก็ฉันไปตามที่หมอสั่งแม้จะไม่ได้ผล ก็ฉันไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็เป็นการช่วยๆ กัน ไม่มีปัญหาอะไร

พยาบาลบางคนทราบเรื่องนี้ ถามว่า ทำไม ไม่ปรึกษาหมอก่อน อาตมาตอบว่า เรื่องเอาอุจจาระออกจากท้องไม่ต้องรายงานหมอก็ได้ ให้เวลาหมอทำงานยากๆ กว่านี้ดีกว่า เธอฟังแล้วไม่พูดอะไรอีก หน้าบึ้ง เดินออกไปจากห้อง เพราะแพทย์หรือพยาบาลส่วนใหญ่จะดูเรื่องวีธีการทางเลือกว่าไม่ควรทำ อาจจะเป็นอันตรายหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ แต่เมื่ออาตมาทำไปแล้ว อุจจาระออกมาดี ลำไส้เกลี้ยงสะอาด ท้องไม่อืด ไม่เฟ้อ นั่งสบาย นอนหลับสบาย ก็ควรเชื่อได้ว่า การสวนล้างลำไส้ไม่มีอันตรายใดๆ

กิจวัตรประจำวันบนเตียงผู้ป่วย ห้อง 1018 แม้จะวนเวียนอยู่เหมือนทุกๆ วัน คือพยาบาลจะมาวัดความดัน วัดไข้ ตวงน้ำมาให้ดื่ม วัดปริมาณปัสสาวะที่ออกมาทุกวัน เวลา 08.30 น. นายแพทย์บรรณกิจจะเดินทางมาพร้อมกับทีมแพทย์ผู้ช่วยและนักเรียนแพทย์มาตรวจดูแผลที่ผ่าตัด บ่ายๆ นักเรียนแพทย์ก็จะมาทำแผลให้ นักเรียนแพทย์ต้องเป็นผู้ทำความสะอาดและเปลี่ยนผ้าก๊อซบริเวณแผลผ่าตัด ส่วนผ้าก๊อซที่ปิดแผลบริเวณช่องท้องด้านซ้ายที่ถ่ายเทของเสียนั้นพยาบาลทำความสะอาดและเปลี่ยนผ้าก๊อซได้

ส่วนการทำความสะอาดช่วงล่างไปเป็นหน้าที่ของผู้ช่วยพยาบาลผู้ชาย เพราะต้องทำความสะอาดโดยการเช็ดตัวและทำความสะอาดจุดที่สายยาง ซึ่งต่อจากท่อปัสสาวะออกมาให้สะอาดทุกวัน การทำความสะอาดบริเวณผ่าตัดชี้ให้เห็นการทำงานของผู้ชำนาญการเฉพาะด้านอย่างชัดเจน นักเรียนแพทย์ดูแลเฉพาะแผลผ่าตัด พยาบาลดูแลเฉพาะบริเวณท่อยางถ่ายเทของเสีย ส่วนผู้ช่วยพยาบาลจึงมีหน้าที่ทำความสะอาดช่วงล่างช่องท้องลงไป

เช้า-เที่ยง-เย็น เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาหารมาส่งอาหาร 3 มื้อ พยาบาลมาบอกว่าให้ฉันอาหารเย็นหน่อย จะได้บำรุงร่างกาย แต่อาตมาก็งดฉันทุกวันตามที่เคยปฏิบัติมา แล้วมอบอาหารให้ผู้ที่เฝ้าไข้รับประทานแทน ช่วงหลัง คุณวิรัตน์ พัชรดุล เป็นผู้เฝ้าไข้จึงได้มอบให้คุณวิรัตน์รับประทานไปทุกมื้อ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลฝ่ายอาหารมาเก็บภาชนะก็เก็บไปด้วยความสบายใจทุกครั้ง เพราะอาหารหมดเกลี้ยงแถมยังล้างให้เรียบร้อย

เวลาผ่านไป 5 วัน อาการต่างๆ เริ่มดีขึ้น พยาบาลมาบอกให้ลงจากเตียงตั้งแต่ 2 วันแรก เธอบอกว่าให้เดินออกกำลังกายแผลจะได้หายเร็ว ทั้งๆ ที่เจ็บและไม่คุ้นเคยกับการเดินด้วยการถือสายพะรุงพะรังอย่างนั้น แต่เมื่อพยาบาลคะยั้นคะยอมากก็ต้องเดินให้พยาบาลได้สบายใจ ไหนๆ ก็ให้คำแนะนำแล้ว ครั้งแรกๆ เดินย่ำเท้าอยู่กับที่ข้างเตียงก่อน ประมาณ 100 ครั้ง เวลาย่ำเท้า ทำสติกำหนดรู้ไปด้วย ซอยเท้าไปก็พุทโธ พุทโธ ไปเรื่อยๆ ได้ความเคลื่อนไหวด้วย ได้สติด้วย ออกกำลังกายได้กำลังใจ เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหว เป็นการกระตุ้นให้อวัยวะภายในที่เพิ่งรับการผ่าตัดเสร็จใหม่ๆ ได้ทำงาน หลายคนที่ผ่านการผ่าตัดใหญ่ก็มักจะเล่าให้ฟังอย่างนี้ เพราะหมอและพยาบาลจะให้เหตุผลว่า ถ้าผ่าตัดแล้วไม่ขยับเขยื้อนจะมีพังผืดมาล้อมรอบบริเวณแผลที่ผ่าตัดจะต้องผ่าตัดใหม่อีก ต้องเจ็บตัวอีก และเสียเวลาอีก

วันต่อมา พยาบาลมาชวนเดินอีก โดยชวนให้เดินภายในห้อง รอบๆ เตียงไปมา พอจะเดินช้าๆ ไปได้ วันต่อมาลองออกไปเดินข้างนอกห้องตามแนวยาวของตึกตรงทางเดินระหว่างห้องผู้ป่วย ด้วยการเดินกลับไปกลับมา 7 รอบ เดินจนพยาบาลที่คอยแนะนำพอใจ แต่พยาบาลอื่นๆ ที่ทำงานอยู่แถวนั้นก็ออกความเห็นว่า เดินมากเกินไปแล้ว ผลจากการเดินไปเดินมา (จงกรม) บริเวณทางเดินหน้าห้องผู้ป่วยตามแนวยาวของตึก ซึ่งจะต้องผ่านโต๊ะกลางที่ทำการของพยาบาล ปรากฏว่า น้ำเหลืองหรือของเสียไหลออกมาตามท่อสายยางที่ต่อไว้จากภายในมาออกช่องท้องด้านซ้ายมาก จนผ้าก๊อซที่ปิดไว้เปียกแฉะ ต้องเรียกพยาบาลมาเปลี่ยนให้ 2-3 ครั้ง

ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าความเคลื่อนไหวภายนอกทำให้อวัยวะภายในทำงานขับของเสียออกมาก็เป็นไปได้ ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า การที่พยาบาลมาคะยั้นคะยอให้เดินให้มากๆ ก็มีผลดีต่อการขับของเสียที่เกิดจากการผ่าตัดออกจากร่างกายได้จริงๆ วันต่อมา ข่าวรั่วไปถึงคุณหมอว่า อาตมาเดินมากไปหน่อย ท่านมาตรวจตามปกติแล้วบอกว่า ท่านอาจารย์เดินได้แต่เดินพอดีๆ ไม่ต้องมาก เพราะเพิ่งผ่าตัดไป 3 วัน

เป็นอันว่าเรื่องออกกำลังก็ผ่านไปด้วยดี เป็นที่พอใจของพยาบาลที่เรียงหน้ากันเข้ามาแนะนำและเชียร์ให้เดินกันอย่างสุดจิตสุดใจ พยาบาลที่ทำหน้าที่ดูแลก็มีบุคลิกต่างกันออกไป บางคนอัธยาศัยดีมีมนุษยสัมพันธ์ดีพูดคุยเป็นกันเองเหมือนญาติสนิท แม้จะคุยเพียงครั้งละไม่ถึง 3 นาที แต่ก็พอรู้ว่ามีอัธยาศัยดี มีเมตตากรุณามาก บางคนทำงานแบบหุ่นยนต์จริงๆ ทำหน้าที่ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ไม่ยิ้มแย้ม ไม่พูด ทำหน้าที่เสร็จแล้วออกไปทันที บางคนชอบชวนคนไข้ทะเลาะจับผิด โต้แย้ง เรื่องนั้นเรื่องนี้ ที่คนไข้ไม่เข้าใจ แทนที่จะแนะนำให้คนไข้เข้าใจถูกต้อง ก็กลายเป็นข่มขี่คนไข้ว่า ไม่รู้อะไร ตัวเองเท่านั้นที่เก่งจริงๆ

นอนบนเตียงคนไข้ก็ได้ศึกษาเรียนรู้ถึงชีวิตจิตใจความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ของคนเฝ้าไข้ ของแพทย์ และพยาบาลอีกมากมาย ถ้าใช้เวลาให้ผ่านไปกับการเรียนรู้เพราะสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราล้วนน่าเรียนรู้ทั้งนั้น โดยแหล่งเรียนรู้จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปมาตามกระแส อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เปลี่ยนไปไหลเรื่อยให้ศึกษาตลอดเวลา

 

ชาวบ้าน ที่ บางม่วง นครสวรรค์ ปลูกผักชีฝรั่ง

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 555

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวบ้าน ที่ บางม่วง นครสวรรค์ ปลูกผักชีฝรั่ง 

นครสวรรค์ ถือเป็นแหล่งปลูกผักชีฝรั่งที่ใหญ่และสำคัญมากในประเทศ มีพื้นที่หลายตำบล และหลายหมู่บ้านที่ยึดอาชีพนี้ อาทิ เขตพื้นที่ตำบลวัดไทรย์ ตำบลบางม่วง และตำบลตะเคียนเลื่อน ลักษณะการปลูกผักชีฝรั่งในแต่ละครัวเรือนไม่เท่ากัน มีจำนวนเนื้อที่ปลูกตั้งแต่สัก 1 ไร่ ขึ้นไป จนกระทั่งไปถึงจำนวนหลายสิบไร่ เกษตรกรบางรายมักปลูกร่วมกับพืชอายุสั้นชนิดอื่น แต่บางรายอาจปลูกเพียงอย่างเดียว 

ผักชีฝรั่ง หรือที่ชาวบ้านบางรายเรียกกันว่า ผักชีใบยาวบ้าง ผักชีหนามบ้าง เป็นพืชอายุสั้น ใช้เวลาปลูกประมาณ 4 เดือน เก็บผลผลิตขายได้แล้ว เกษตรกรหลายรายต่างก็ยืนยันว่ามีรายได้มากกว่าการปลูกพืชหลายชนิดแม้จะต้องลงทุนมากในช่วงการเริ่มต้นครั้งแรก แต่หลังจากเวลาผ่านไปสามารถคืนทุนได้

ประโยชน์ของผักชีฝรั่ง มักจะนำมาใช้ในการปรุงอาหารหลายชนิด แต่ที่นิยมและดูจะใช้มากเป็นพิเศษคือในอาหารทางอีสาน สรรพคุณของผักชีฝรั่งนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการหลายประการ อันมาจากการที่ประกอบด้วย เส้นใย แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม ไอโอดีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ไนอะซิน มีสารคลอโรฟิลล์สูง มีน้ำมันหอมระเหย เช่น เอพิออล (apiol) เบอร์แกปทีน (bergapten) ไมรีสทิซิน (myristicin) ฟูราโนคิวมารีน (furanocoumarin) ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) นอกจากนี้ ยังมีกรดโฟลิกและเมือก “มูซิเลจ” (mucilage) ที่รากอีกด้วย

ใบและใบอ่อน ยังใช้เป็นยาแก้ท้องอืด ใช้ดับกลิ่นปากได้ดี เพราะมีสารคลอโรฟิลล์ นอกจากนี้ ยังมีสารต้านมะเร็งทำให้สารก่อมะเร็งในยาสูบไม่ออกฤทธิ์

ตำบลบางม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกแห่งที่ชาวบ้านปลูกผักชีฝรั่งมีรายได้ เกษตรกรอย่าง คุณสมพร กลิ่นนิ่มนวล อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 ตำบลบางม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (089) 639-9189 เป็นอีกคนที่ทำอาชีพนี้เช่นกัน และทำมาหลายปีแล้ว

ซื้อเมล็ดพันธุ์เพียงครั้งแรก

ครั้งต่อไปจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้

คุณสมพร ปลูกผักชีฝรั่งแบบไม่เน้นเป็นอาชีพหลัก เพราะเธอปลูกพืชอายุสั้นอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย จึงทำอยู่ 1 ไร่ เป็นผักชีฝรั่งพันธุ์เชียงใหม่ ใช้เมล็ดพันธุ์ น้ำหนัก 2 กิโลกรัม และตอนที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ครั้งแรกมีราคาประมาณ 2,000 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม

เกษตรกรรายนี้เปิดเผยเรื่องเมล็ดพันธุ์ว่าจะซื้อมาปลูกเพียงครั้งแรกเท่านั้น และครั้งต่อไปจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในรุ่นต่อๆ ไป โดยเลือกเก็บต้นที่ให้ดอกสมบูรณ์ๆ เลือกดูต้นที่ใหญ่ ถ้าติดดอกเก็บเอาดอกของต้นนั้นไว้ทำพันธุ์ เหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และจะได้ต้นใหม่ที่สมบูรณ์

รูปแบบการปลูกผักชีฝรั่งนั้นจะต้องทำโรงเรือนมุงซาแรนรอบด้าน ให้แสงสว่างส่องเข้าไปภายในโรงเรือนได้ประมาณ 60% ถ้าแสงผ่านเข้าไปน้อยกว่านั้น ประมาณ 70% ขึ้นไป ก็จะทำให้เกิดความชื้นในโรงเรือนมาก เป็นเหตุให้เกิดเชื้อรา ส่งผลให้ผักชีฝรั่งเป็นโรครากโคนเน่าง่าย แต่หากแสงผ่านเข้าโรงเรือนมากราว 50% ขึ้นไป ก็จะทำให้ผักชีฝรั่งไม่เติบโต ฉะนั้นเรื่องแสงสว่างในโรงเรือนจึงมีผลต่อการปลูกผักชีฝรั่งมาก ส่วนขนาดโรงเรือนควรสูงประมาณ 1.70-2.00 เมตร และความกว้าง ยาว อาจต้องดูตามความเหมาะสมของแต่ละแห่ง

การปลูกผักชีฝรั่งต้องปลูกระบบร่องน้ำจึงจะได้ผลดี หน้าร่องปลูกควรกว้างประมาณ 6 เมตร หรือ 3 วา ความยาวแล้วแต่พื้นที่ และร่องน้ำกว้างประมาณ 1 เมตร ลึก 1 เมตร ระดับน้ำจะต้องสามารถสูบน้ำเข้า-ออก ให้ลดระดับน้ำสูงต่ำในร่องน้ำได้

“ลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์มาครั้งแรก พอเก็บได้รุ่นแรกให้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในรุ่นต่อไปโดยไม่ต้องลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ แต่สิ่งที่ต้องลงทุนคือการสร้างร้านปลูกปักเสาแล้วคลุมซาแรนเพื่อบังแดด ต้องใช้เงินลงทุนซื้อวัสดุมาทำครั้งละเป็นหมื่นบาท ต่างกับสมัยก่อนใช้ก้านมะพร้าวบังแดด”

การปลูกให้ได้คุณภาพ

ต้องปรับ น้ำ แดด ให้พอเหมาะ

คุณสมพรอธิบายขั้นตอนการปลูกว่า ก่อนอื่นต้องปรับดินให้มีความเสมอแล้วต้องรดน้ำให้ดินชุ่มมาก ทิ้งไว้สักพักแล้วจึงหว่านเมล็ด ให้ฉีดยาป้องกันแมลงและป้องกันเชื้อรา คอยหมั่นถอนหญ้าและวัชพืช หมั่นรดน้ำอย่าให้ขาด โดยการใช้สายยางปล่อยน้ำอ่อนๆ เพื่อรักษาความชื้นของดิน ระหว่างนั้นอาจมีการใส่ปุ๋ยยูเรียบ้างเป็นครั้งคราว หรือเป็นปุ๋ย สูตร 25-7-7 ให้ใส่หลังหว่านไปแล้วสัก 1 เดือน

“การเตรียมดิน หากเป็นแปลงปลูกใหม่ๆ ดินยังมีสภาพดี ตากดินให้แห้งเสียก่อน จากนั้นก็ตีดินด้วยรถตีดินให้ร่วนซุย เมื่อพร้อมปลูกก็หว่านเมล็ดบางๆ ลงหน้าร่อง อัตราส่วนเมล็ดพันธุ์พื้นที่ 1 ไร่ ต่อเมล็ดพันธุ์ 2-3 กิโลกรัม หลังจากหว่านเมล็ด ประมาณ 10-15 วัน เมล็ดจะงอกเป็นต้นกล้าขึ้นมา

พอต้นกล้างอกให้น้ำพอประมาณ ทิ้งระยะให้น้ำแต่ละครั้งควรห่างสัก 3-7 วัน จนกระทั่งต้นผักชีฝรั่งอายุ 1 เดือน คราวนี้หยุดให้น้ำ ปล่อยทิ้งไว้ให้ดินแห้งสักระยะหนึ่ง สังเกตดินแห้งแตกระแหงพอสมควร และต้นผักชีฝรั่งค่อนข้างเหี่ยวเฉาแล้วจึงให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกหว่านให้ทั่วแปลง จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มเพื่อให้รากดูดซึมน้ำและปุ๋ยขึ้นไปเลี้ยงลำต้นได้มากๆ”

คุณสมพรบอกต่อว่า หลังจากรดน้ำวันแรก วันที่ 2 ให้พักการรดน้ำจะไปรดน้ำอีกครั้งในวันที่ 3 หลังจากนั้นก็ให้น้ำเช้า-เย็นตามปกติ การใส่ปุ๋ยผักชีฝรั่งให้ปุ๋ยอีก 2 ครั้ง คือในช่วงเดือนที่ 2 และเดือนที่ 3 พอถึงเดือนที่ 4 ก็เริ่มถอนต้นที่มีขนาดใหญ่ใบอวบสวยตามตลาดต้องการขายได้

เก็บผลผลิตได้หลายรุ่น

ต่อการปลูก 1 ครั้ง

การปลูกผักชีฝรั่งของคุณสมพรถือว่าได้เปรียบในเรื่องแหล่งน้ำ เพราะแปลงปลูกของคุณสมพรอยู่ใกล้แม่น้ำปิง จึงเป็นโอกาสดีที่สามารถดึงน้ำจากแหล่งใหญ่ตามธรรมชาติมาใช้อย่างง่ายดาย

การเก็บเกี่ยว ผักชีฝรั่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 120 วัน ก่อนถอนควรรดน้ำบนแปลงให้ดินชุ่มชื้นเสียก่อน เพื่อสะดวกในการถอน การเก็บจะถอนทั้งต้นมีรากติด หรือตัดทีละต้น นำไปล้างดินออก ตกแต่งโดยเด็ดใบเหลืองใบเสียทิ้ง นำไปผึ่งลมแล้วบรรจุลงในตะกร้า

“หลังจากถอนต้นผักชีฝรั่งชุดแรกแล้ว ให้หว่านปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยสูตร 25-7-7 เพื่อบำรุงต้นเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดเก็บให้เจริญเติบโต ควรรดน้ำเช้า-เย็น ทิ้งห่างจากเก็บครั้งแรกประมาณ 25 วัน จึงเก็บครั้งที่ 2 โดยการเลือกถอนต้นที่ใหญ่ได้ขนาดออกมา จากนั้นก็หว่านปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ให้ทั่วแปลง รดน้ำให้ชุ่ม ทิ้งห่างไปอีก 25 วัน จึงเก็บครั้งที่ 3 หลังถอนต้นต้องใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ผักชีฝรั่งสามารถถอนได้ 4-5 ครั้ง จึงจะหมดแปลง”

ลำต้นผักชีฝรั่งจะเจริญเติบโตไม่เสมอกัน เกษตรกรจะไล่ถอนต้นที่มีใบขนาดใหญ่ออกก่อน ส่วนใบที่เหลือและยังมีขนาดเล็กเกินไปจะรดน้ำดูแลต่อไปเพื่อให้ได้ใบใหญ่ตามขนาดจึงถอนขาย พอถอนเสร็จก็เก็บต้นผักชีฝรั่งมาทำความสะอาด กำให้เรียบร้อย ใส่ถุงขาย น้ำหนัก 5 กิโลกรัม ราคา 60 บาท เป็นราคาซื้อ-ขายปกติ คุณสมพรเล่าว่า ตอนช่วงหลังน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ราคาสูง 150-180 บาท ต่อกิโลกรัม อีกทั้งยังเคยราคาตกต่ำถึง กิโลกรัมละ 20 บาท ราคานี้มักเกิดในช่วงก่อนปีใหม่ เพราะช่วงนั้นชาวบ้านปลูกกันมากและผักชีฝรั่งโตพร้อมกัน พอเก็บขายพร้อมกันราคาเลยตก

เกษตรกรรายเดิมให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อว่า ระยะเวลาที่เริ่มจากการหว่านเมล็ดไปจนกระทั่งเก็บผลผลิตใช้เวลารวมเกือบ 3 เดือน แต่ถ้าดูแลเต็มที่ อัดทั้งปุ๋ยและน้ำ ดูแลสภาพแวดล้อมภายในแปลงปลูกให้มีระเบียบ สะอาด ปราศจากวัชพืชอาจได้เร็วกว่ามาก นอกจากนั้น การหว่านเมล็ดให้หนา อาจเก็บได้อีก 2-3 ครั้ง ภายหลังเก็บรุ่นแรกผ่านไปแล้ว ซึ่งแต่ละครั้งที่เก็บใช้เวลาห่างกันประมาณ 2 เดือน

คุณสมพรจะปลูกผักชีฝรั่งปีละ 2 ครั้ง คุณสมพรบอกว่า แต่ละครั้งเก็บได้ถึง 3 รุ่น แต่ละรุ่นห่างกัน 2 เดือน ซึ่งหลังจากเก็บครบแล้ว จะจัดการไถพรวนดินเพื่อเตรียมแปลงปลูกในครั้งต่อไป

เชื้อราถือเป็นศัตรูของผักชีฝรั่งอีกชนิดหนึ่งที่มักเกิดขึ้นได้เสมอ สาเหตุเพราะผักชีฝรั่งปลูกในโรงเรือนที่มีความชื้นสูง เกษตรกรควรใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่าดีกว่า ได้ผลกว่า ซึ่งวิธีใช้ไตรโคเดอร์ม่าให้ผสมน้ำราดทั่วทั้งแปลงก่อนหว่านเมล็ด แล้วหลังจากนั้นฉีดทุกๆ 4 เดือน จะช่วยป้องกันได้ แต่ถ้าเป็นหน้าฝนมักเกิดโรครากโคนเน่าง่าย หากพบว่าเกิดโรครีบใช้สารกำจัดเชื้อรา หรือใช้ไตรโคเดอร์ม่าผสมน้ำฉีดบริเวณที่เกิดเชื้อราทันที อย่าปล่อยให้ลุกลามมากยิ่งขึ้นจะยากต่อการควบคุม

ปลูก มะเขือเปราะ

สร้างรายได้ ควบคู่ไปด้วย

นอกจากผักชีฝรั่งที่คุณสมพรปลูกเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวแล้ว ยังปลูกมะเขือเปราะพันธุ์เจ้าพระยา จำนวน 1 ไร่ ซึ่งคุณสมพรเผยว่า การปลูกมะเขือไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่มีข้อเสียคือ ชอบมีหนอน แล้วเพลี้ยชอบลง แมลงหวี่ก็มี สร้างความเสียหาย ดังนั้น ต้องหมั่นใส่ยาป้องกันเสมอ แล้วยังบ่นว่ายาก็ปรับราคาอยู่ตลอด จึงทำให้รายได้ลดน้อยลง

ส่วนราคาจำหน่ายมะเขือเปราะ คุณสมพรบรรจุใส่ถุงขาย น้ำหนักถุงละ 10 กิโลกรัม ราคาส่ง 70-80 บาท ใช้เวลาปลูกราวเดือนกว่าจะได้เก็บผล คุณสมพรอธิบายว่าพื้นที่ 1 ไร่ เก็บผลผลิตได้ประมาณ 15 ถุง

ข้อดีของการปลูกมะเขือเปราะคือ สามารถเก็บผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี อายุต้นให้ผลผลิตได้นานสักปีกว่า จึงรื้อทิ้งแล้วปลูกใหม่ คุณสมพรปลูกมะเขือมาหลายรุ่นแล้ว อนาคตกำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีกสัก 1 ไร่

คุณสมพรบอกว่าชาวบ้านแถวนี้มีอาชีพปลูกผักชีฝรั่งและมะเขือเปราะกันมาก และบอกว่ารายได้จากผักชีฝรั่งดีกว่ามะเขือเปราะ เพราะการปลูกและดูแลผักชีไม่ยุ่งยาก เพียงแต่คอยใส่ใจเรื่องการเก็บวัชพืช ใส่ปุ๋ยบ้างและน้ำอย่าให้ขาด เวลาเก็บขายครั้งละเป็นหมื่นบาท และยังบอกอีกว่าราคาขายขาดความแน่นอนในแต่ละปี เหตุผลหนึ่งอาจจะมาจากปริมาณผลผลิตในท้องตลาดที่เป็นตัวกำหนดราคาขาย แต่อย่างไรก็สามารถยึดเป็นอาชีพได้อยู่ เพราะถือว่าเป็นการเฉลี่ยรายได้กันไป

 

“บัวสัตตบงกช” ตำบลมหาสวัสดิ์ จากโคลนตม…สู่ความนิยมบูชา

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 555

ไม้ดอกไม้ประดับ

อภิวัฒน์ คำสิงห์

“บัวสัตตบงกช” ตำบลมหาสวัสดิ์ จากโคลนตม…สู่ความนิยมบูชา

ดอกไม้กับมนุษย์โลกเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวเนื่องกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะคนไทยดอกไม้จะมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่มาก ทั้งด้านศาสนา พิธีการต่างๆ เพื่อการสักการบูชาสิ่งที่ตนเคารพ รวมทั้งการนำดอกไม้มาประดับตกแต่งภายในบ้าน สร้างบรรยากาศที่น่าอยู่ สบายใจ ความสดชื่น และความประทับใจต่อผู้มาเยือน 

ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ทางภูมิประเทศเหมาะสำหรับการทำการเกษตร ซึ่งรวมถึงการเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับ แต่อย่างไรก็ตาม คนไทยในปัจจุบันนับว่าห่างจากธรรมชาติมากขึ้น คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้จักชื่อหรือพันธุ์ดอกไม้ที่เปรียบเสมือนวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทย โดยเฉพาะ ดอกบัว สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่องและคุณงามความดีในพุทธศาสนา เป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ดูสง่างาม ดอกมีขนาดใหญ่ สีสันสวยงามเด่นสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น ซึ่งบางชนิดมีกลิ่นหอมน่าชื่นชม ด้วยเหตุนี้บัวจึงได้รับสมญาว่า “ราชินีแห่งไม้น้ำ

ในปัจจุบัน มีเกษตรกรและผู้สนใจจำนวนมากมีการปลูกบัวเพื่อเป็นอาชีพมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากบัวนั้นมีความหลากหลายการใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ ของบัวได้มากมาย ดังนั้น จึงมีการปลูกบัวเพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ เช่น การปลูกเพื่อตัดดอก เก็บไหล เก็บผัก เก็บเมล็ดจำหน่าย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดในแต่ละท้องถิ่น ตลอดจนบัวบางสายพันธุ์ยังนำมาปลูกในกระถางเพื่อเป็นไม้ประดับ

สำหรับบัวที่เกษตรกรนิยมนำมาปลูกในเชิงการค้า จะมีหลากหลายชนิด แต่สำหรับพื้นที่ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม นั้น นิยมเลือกนำมาปลูกคือ บัวหลวง เนื่องจากปลูกเลี้ยงง่าย การดูแลไม่ยุ่งยาก ใช้ระยะเวลาในปลูกและดูแลไม่นานก็สามารถเก็บผลผลิตได้ โรคแมลงน้อย ที่สำคัญใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการปลูกพืชอื่นๆ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่หลายครัวเรือนเลือกไม้ดอกชนิดนี้มาปลูกเสริมหรือแทนพืชที่ปลูกอยู่เป็นจำนวนมาก

คุณประไพร สวัสดิ์โต เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่ตัดสินใจหันมาปลูกบัวหลวงตัดดอกจำหน่าย ในพื้นที่ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม บนเนื้อที่ 15 ไร่ จากการเข้าไปพูดคุย คุณประไพร ได้เล่าให้ทีมงานในขณะที่เก็บดอกบัวไปด้วยให้ฟังว่า เดิมพื้นที่แห่งนี้ เป็นท้องนา ทุกๆ ปี เมื่อฤดูการเพาะปลูกข้าวมาถึง พื้นที่ตรงนี้จะเขียวขจีเต็มไปด้วยต้นข้าว แต่ด้วยปัญหาด้านราคาข้าวที่ทุกๆ ปีเริ่มถูกลงอย่างต่อเนื่อง ตนและครอบครัวจึงตัดสินใจปรับแปลงนาทั้ง 15 ไร่ ทำเป็นนาบัวตัดดอกจำหน่ายแทน

“ทำนา ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเยอะ กว่าจะได้เงินมาใช้ต้องใช้เวลานาน บางปีผลผลิตดี แต่ราคาขายถูก ก็ขาดทุน จึงตัดสินใจปรับแปลงนาทั้ง 15 ไร่ มาปลูกบัวแทน โดยบัวที่นำมาปลูกเริ่มแรกเป็นบัวสัตตบุษย์ ดอกสีขาว ที่มีขายอยู่ตามตลาดทั่วไป แต่ทำมาได้ระยะหนึ่งตลาดรับซื้อเริ่มนิ่ง ราคาขยับลง เนื่องจากมีเกษตรกรหันมาปลูกกันมากขึ้น ในขณะที่ตลาดรับซื้อเท่าเดิม ทำไปก็ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป ทดลองนำบัวอื่นๆ เข้ามาปลูกไปพร้อมกับการมองตลาดที่จะมารองรับ จนมาหยุดที่บัวสัตตบงกช ที่มีสีกลีบดอกเป็นสีชมพูอมม่วงมาปลูกตัดส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อและไปกระจายอีกทอด”

นอกจาก บัวสัตตบงกช จะเป็นที่นิยมของชาวพุทธในประเทศไทยแล้ว ชาวพุทธที่ไปทำงานต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งชาวต่างชาติเอง ก็มีความต้องการบัวชนิดนี้ด้วยเช่นกัน เพราะด้วยสีสันของดอกบัวที่โดดเด่น ทำให้ตลาดไม่ได้อยู่ในประเทศ แต่มีพ่อค้าเข้ามารับซื้อและส่งไปขายต่างประเทศจำนวนไม่น้อยในแต่ละเดือน

ทุกขั้นตอนการผลิต

เน้นคุณภาพ

บัวสัตตบงกช เป็นบัวชนิดเดียวกันกับ บัวสัตตบุษย์ แต่ต่างกันที่สีสัน เรื่องการปลูกและการดูแลจึงเหมือนกัน โดยขั้นตอนแรกคือ การเตรียมพื้นที่ จะคล้ายกับการทำนาดำ โดยสูบเอาน้ำออกจากแปลงนาให้แห้ง ขุดยกร่องให้มีความสูง ประมาณ 1.5 เมตร ปรับพื้นที่ให้เรียบและใช้รถไถพลิกหน้าดินก่อน 1 ครั้ง (ไถดะ) นำปูนขาวมาโรยให้ทั่วแปลง และตากทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน จากนั้นไถพลิกอีกครั้งหนึ่ง (ไถแปร) พร้อมกับใส่ปุ๋ยคอก (มูลสัตว์) ลงไป ดึงน้ำเข้า ให้สูงประมาณ 15-30 เซนติเมตร ปล่อยทิ้งไว้ให้ดินอ่อนตัว แล้วจึงนำไหลบัวมาปลูกโดยวิธีการปักดำ โดยระยะการปลูกที่เหมาะสม คุณประไพรแนะนำว่า ระหว่างต้นและแถว ควรอยู่ที่ประมาณ 2×2 เมตร

ในช่วงเดือนแรกที่ปลูกจะต้องรักษาระดับน้ำในแปลงนา ให้อยู่ประมาณ 30 เซนติเมตร ถ้าหากสูงเกินกว่าที่กำหนดจะทำให้ใบบัวที่แตกใหม่โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำได้ช้า ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้บัวเน่าตายได้

เมื่อบัวเริ่มตั้งตัวได้หรือเริ่มแตกใบใหม่แล้ว ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 หรือ 15-15-15 โดยวิธีการหว่านให้ทั่วแปลง หากพบแมลงศัตรูพืชมารบกวน ก็ฉีดพ่นยารักษาตามอาการที่เกิดขึ้น

หลังจากปลูกไปแล้ว ประมาณ 3 เดือน คุณประไพร บอกว่า บัวจะเริ่มให้ดอก และเริ่มเก็บจำหน่ายได้ โดยการเก็บบัว คุณประไพรจะเก็บวันเว้นวัน แต่หากเป็นฤดูหนาว บัวจะออกดอกน้อย จะเก็บวันเว้นไป 2 วัน เฉลี่ยวันละ 2,000-5,000 ดอก คิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 20,000-30,000 บาท ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและพื้นที่ในการเก็บแต่ละครั้ง

“ดอกที่เก็บจะยังอยู่ในระยะดอกตูม ความยาวก้านดอก ประมาณ 40-50 เซนติเมตร เริ่มเก็บตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปจนถึง 11 โมงเช้า ของทุกวัน โดยจะใช้เรือหางยาวเป็นพาหนะเดินออกเก็บบัว หลังจากเก็บมาแล้วก็จะนำขึ้นมาคัดแยกขนาด (ใหญ่, กลาง, เล็ก) และนำมามัดเป็นกำ กำละ 10 ดอก ห่อด้วยใบบัว ตัดแต่งก้านให้เรียบร้อยก่อนส่งไปให้กับพ่อค้าแม่ค้า โดยราคาจำหน่ายมีตั้งแต่ ร้อยละ 30, 50, 80 บาท ขึ้นลงตามราคาของตลาดที่รับซื้อ”

คุณประไพร บอกถึงจุดสำคัญของการทำนาบัวว่า เป็นอาชีพที่ลงทุนครั้งแรกเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องลงทุนซื้อต้นพันธุ์หรือขุดรอกเตรียมพื้นที่ใหม่ เพราะหลังจากเก็บดอกไปแล้วประมาณ 5 เดือน ดอกชุดเดิมจะเริ่มเล็กลง ก็จะรื้อแปลงใหม่ โดยการนำรถไถเข้าไปย้ำหรือทุบดิน เพื่อกระตุ้นให้ไหลบัวเดิมแตกใบและดอกชุดใหม่ขึ้นมา โดยกำหนดความกว้างของแต่ละแถวที่จะทุบ ประมาณ 2 วา และเว้นไป 2 ศอก จึงเริ่มทุบแถวใหม่อีกครั้งหนึ่ง ส่วนความยาวนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของแต่ละพื้นที่

“หลังจากทุบไปแล้วประมาณ 1-2 เดือน ไหลบัวจะเริ่มแตกใบใหม่ออกมา ในระหว่างนี้ก็จะเสริมปุ๋ยเคมีลงไป เพื่อช่วยบำรุงและกระตุ้นใบและรากให้แข็งแรงขึ้น พอเดือนที่ 3 ต้นบัวจะเริ่มออกดอกให้ได้เก็บอีกครั้งหนึ่ง”

ในช่วงที่รอบัวแทงดอกใหม่มา พื้นที่บริเวณรอบแปลงนา คุณประไพรได้นำมาใช้ประโยชน์ ปลูกตะไคร้ไว้รอบแปลงนา ซึ่งเป็นการควบคุมวัชพืชที่ไม่ต้องลงทุน แต่กลับมีรายได้จากการตัดขายอีกด้วย

นอกจากนี้ นาบัวของคุณประไพร ยังเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตอนรับนักท่องเที่ยว เข้ามาพายเรือเที่ยวชมธรรมชาติ เก็บบรรยากาศ กดชัตเตอร์กล้องเก็บภาพสวยๆ ของดอกบัวจากต้น ซึ่งที่นี่จะมีบัวแฝด ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่อยู่ในภาพขึ้นแทรกอยู่ในแปลงนาให้ได้เห็นกันเป็นจำนวนมาก หากท่านใดสนใจ ก็หาเวลาว่างๆ ขับรถออกจากกรุงเทพฯ ไปเยี่ยมชมความงามของธรรมชาติที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงไม่มากนักกันดูครับ แต่ถ้าไปไม่ถูก กลัวหลงทาง ก็โทร.ไปสอบถามทางและนัดวันเวลากับคุณประไพรไว้ก่อนล่วงหน้าได้ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (087) 828-1892 

สายพันธุ์บัวหลวง ที่มีปลูกในประเทศไทย

1. บัวพันธุ์ดอกสีชมพู (บัวแหลมชมพู) มีชื่อว่า ปทุม ปัทมา โกกระนต หรือ โกกนุต ดอกขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ ปลายเรียวสีชมพู กลีบดอกชั้นนอกมี 4-5 กลีบ รูปไข่ มีขนาดเล็กเรียงตัวกัน 2 ชั้น ส่วนกลางของกลีบมีรูปร่างโค้งป่อง ตรงกลางสีชมพูอมเขียว ส่วนกลีบดอกชั้นกลางและชั้นในสีชมพูเข้ม โคนกลีบดอกสีขาวนวล มีประมาณ 13-14 กลีบ เรียงตัวเป็นชั้น ประมาณ 3 ชั้น อยู่โดยรอบฐานดอก กลีบชั้นนอกและชั้นในมีสีและรูปร่างคล้ายชั้นกลางแต่เล็กกว่ากลีบในชั้นกลาง

2. บัวหลวงพันธุ์ดอกสีขาว (บัวแหลมขาว) มีชื่อว่า บุณฑริก หรือ ปุณฑริก ดอกขนาดใหญ่เป็นรูปไข่ ปลายเรียว คล้ายบัวพันธุ์ปทุม ดอกมีสีขาวประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอกสีขาวอมเขียว ส่วนกลีบในชั้นกลางและชั้นในสีขาว ปลายกลีบดอกสีชมพูเรื่อๆ รูปร่างของกลีบและการเรียงตัวของกลีบดอกคล้ายดอกบัวพันธุ์ปทุม

3. บัวหลวงชมพูซ้อน (บัวฉัตรชมพู) มีชื่อว่า สัตตบงกช ดอกมีขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ทรงป้อม สีชมพู ประกอบด้วยกลีบนอกเป็นรูปรี มี 4-7 กลีบ กลีบเล็กเรียงซ้อนกันเป็นชั้น 2-3 ชั้น สีเขียวอมชมพู กลีบในสีชมพูตลอด ส่วนโคนกลีบที่ติดกับฐานรองดอกมีสีขาวอมเหลือง กลีบในมีประมาณ 12-16 กลีบ กลีบในชั้นนอกและชั้นในมีขนาดเล็กกว่าชั้นกลาง เป็นรูปไข่ที่มีส่วนกว้างอยู่ด้านบน เกสรตัวผู้ชั้นนอกๆ เป็นหมัน โดยมีก้านชูที่เป็นเกสรตัวผู้ที่เป็นแผ่นบางๆ สีชมพูคล้ายกลีบใน แต่มีขนาดเล็กกว่า ไม่มีอับเรณู แต่ปลายกลีบมีส่วนยื่นออกมาที่มีฐานเรียวเล็ก ส่วนปลายพองใหญ่ มีสีขาวนวล

4. บัวหลวงขาวซ้อน (บัวฉัตรขาว) มีชื่อว่า สัตตบุษย์ ดอกมีขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ทรงป้อม คล้ายบัวพันธุ์สัตตบงกช ดอกมีสีขาว ประกอบด้วยกลีบดอกสีเขียวอมขาว ส่วนกลีบชั้นในสีขาวตลอด ส่วนรูปทรงและการเรียงตัวของกลีบดอกคล้ายบัวพันธุ์สัตตบงกช

 

เคล็ดลับง่ายๆ ของ เกษตรกรกาฬสินธุ์ ปลูกกล้วยหอมทอง ปลอดสาร

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 555

เทคโนโลยีการเกษตร

สุวิทย์ สุดสมศรี Facebook สวนโฮมบุญ

เคล็ดลับง่ายๆ ของ เกษตรกรกาฬสินธุ์ ปลูกกล้วยหอมทอง ปลอดสาร

ด้วยอยากให้เกษตรกรเมืองน้ำดำ กาฬสินธุ์ มีอยู่มีกิน มีอาชีพมั่นคง พึ่งตนเองได้อย่างพอเพียง ที่สำคัญ คือ ปลดหนี้ได้

คุณประภาส พรหมคำบุตร นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักงานจัดหางาน จังหวัดกาฬสินธุ์ โทร. (087) 235-0990 ได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพเพื่อการมีงานทำและอาชีพที่ยั่งยืน โดยนำเกษตรกรไปศึกษาดูงาน การปลูกกล้วยหอมทองปลอดภัยจากสารพิษ ที่จังหวัดสกลนคร ข้ามเทือกเขาภูพานสู่สกลนคร ดินแดนแห่งธรรมะพระอรหันต์

“เกษตรกรขยัน แต่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น” คือข้อสังเกตของคุณประภาส

จึงคิดค้นหาทางออก ทางปลดหนี้ให้เกษตรกร โดยมุ่งไปที่เรื่องปลูกกล้วย ซึ่งเป็นความชอบส่วนตัวด้วย และเล็งเห็นว่า เป็นทางที่เกษตรกรจะสร้างเงินได้จริงๆ

ที่สำคัญไม่ต้องใช้สารเคมีในการปลูก ใช้เพียงปุ๋ยเคมีบำรุง หรือใครจะปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ก็ทำได้ โดยเน้นใช้ปุ๋ยมูลไก่เป็นหลัก

คุณประภาส ได้ตระเวนค้นหาแหล่งปลูกกล้วยที่สร้างรายได้ ไม่ใช่ปลูกกินอย่างเดียว แต่ต้องขายได้เป็นรายได้หลัก สืบเสาะมาหลายที่ ทั้งในและต่างจังหวัด สุดท้ายมาพบกับกลุ่มปลูกกล้วยหอมทอง จังหวัดสกลนคร เพื่อนบ้านจังหวัดใกล้เคียงนี้เอง

จึงเป็นที่มาของโครงการ พาชาวบ้านไปศึกษาดูงาน จำนวน 29 รุ่น รุ่นละ 60 คน โดยให้คนกาฬสินธุ์ทุกอำเภอได้มีโอกาสไปหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อกลับมาพัฒนาต่อยอดอาชีพตัวเอง

จุดแรกที่เดินทางไปคือ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริบ้านหนองปลาดุก หมู่ที่ 9 ตำบลพังขว้าง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เจ้าของศูนย์คือ คุณเกศนี ชุมปัญญา โทร. (089) 623-0295

บ้านสวน ร่มรื่นด้วยสวนไผ่ คอกสัตว์ ข้างบ้านเป็นแปลงปลูกกล้วยหอมทอง 1 ไร่ 2 งาน (600 ต้น)

ต้นกล้วยหอมทองเรียงแถวกันเป็นระเบียบ สวยงาม ตัดแต่งก้านใบอย่างดี ต้นกล้วยออกหน่อมากมาย ที่ทยอยออกเครือออกผลก็มาก คุณเกศนีและสามีดูแลใส่ปุ๋ย ไถพรวนดิน ผลผลิตที่ได้มีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน นอกจากนี้ ยังกำลังปลูกแปลงเกษตรผสมผสานอีกด้วย

จากนั้นเดินทางต่อไปยังอำเภอพรรณานิคม เยี่ยมสวนของ คุณทรงศักดิ์ ปัญญาประชุม นายก อบต. นาหัวบ่อ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โทร. (086) 220- 6490

คุณทรงศักดิ์ ผู้มีความสุขกับการทำสวน เคยเป็นข้าราชการครู สอนเกษตร พืช ปศุสัตว์ ปัจจุบันเป็น นายก อบต. เจียดเวลางานมาต้อนรับคณะดูงาน พาเดินชมสวนกล้วยหอมทอง พื้นที่ปลูก 6 ไร่ ทั้งกล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า

สำหรับกล้วยหอมทอง อายุ 4 เดือน 5 เดือน 8 เดือน แปลงเพิ่งปลูกใหม่ก็มี

แรกเริ่ม ปลูก 2 ไร่ พบว่าได้ผลดี ไม่พอขาย จำเป็นต้องปลูกเพิ่ม

ผลผลิตที่ได้ ส่วนหนึ่งขายหน้าสวนซึ่งเป็นร้านเล็กๆ น่ารัก ชื่อ ไร่สุขพอเพียง และขายในพื้นที่ ที่พระธาตุภูเพ็ก สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอ

คุณทรงศักดิ์ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรในเขตตำบลนำหน่อกล้วยไปปลูกฟรี และคืนหน่อพันธุ์ เป็นการส่งเสริมเกษตรกรให้มีอาชีพ สำหรับเกษตรกรทั่วไป สามารถติดต่อซื้อหน่อพันธุ์ได้โดยตรง

สวนสุดท้ายที่คณะไป คือ สวน คุณทองปาน พิมพานิชย์ หมอดินอาสา ตำบลสว่าง บ้านคำประมง หมู่ที่ 4 อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โทร. (080) 196-9410

สวนคุณทองปาน เจ้าของสโลแกน “ความจนมีแท้ๆ เราจะแก้ด้วยตนเอง”

ในสวนมี กล้วยหอมทอง แก้วมังกร มะม่วงงามเมืองย่า (ผลโต น้ำหนักลูกละประมาณ 1 กิโลกรัม) มะขามเปรี้ยวยักษ์ ปลูกแบ่งแยกแปลงในพื้นที่ 20 ไร่ รอบบ้าน

แหล่งพันธุ์

กล้วยหอมทองที่นำมาปลูกที่สกลนคร มาจากจังหวัดเพชรบุรี สหกรณ์บ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ที่โด่งดังเรื่องกล้วยหอมทองส่งออกประเทศญี่ปุ่น

ตอนนี้สกลนครจำหน่ายหน่อพันธุ์ได้แล้ว ติดต่อสั่งซื้อได้โดยตรง

วิธีปลูก

ปลูกระยะห่าง 2×2 พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 400 ต้น

ขุดหลุมปลูก 30x30x30 เซนติเมตร ขุดหน้าดินออกไกลปากหลุม รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกมูลวัว 1 ปี๊บ คลุกเคล้าดินกับปุ๋ยคอกให้เข้ากัน สับดินปากหลุมลงทุกด้าน ไม่ให้ลึกเกินไป แล้วปลูกหน่อกล้วย

การดูแล

กล้วยหอมทอง ใช้เวลาประมาณ 8-9 เดือน จะให้ผลผลิต วิธีการให้ปุ๋ยของสวนคุณทรงศักดิ์ มีดังนี้

เดือนที่ 1 รากกล้วยหอมทองจะเต็มหลุม

ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 และมูลไก่ทุกเดือน ไถกลบโคนด้วยรถไถเดินตาม กำจัดวัชพืช

เดือนที่ 3 หน่อจะออกรอบต้น ไม่ต้องขุดออก แต่ให้ตัดยอดอ่อนทิ้ง เหลือโคนให้เป็นฐานรองรับต้นแม่ไว้ไม่ให้โค่น

เดือนที่ 6 ให้เหลือต้นแท้และต้นเทียม (ต้นรอง) ไว้ 1 ต้น หน่ออื่นให้ขุดแยกไปปลูกใหม่ได้

เดือนที่ 6-7 บำรุงปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0, 18-46-0, 0-0-60 คลุกเคล้าผสมกัน ใส่ต้นละ 2 กำมือ 2 ครั้ง เป็นสูตร “ปุ๋ยหวาน” ทำให้รสชาติดี หวาน กรอบ

เดือนที่ 8 กล้วยจะออกปลี ออกผล

เมื่อออกผล มีปลีกล้วย ให้สังเกต “ลูกแคน” ที่ปลายเครือ 3 หวี เล็กๆ ให้ตัดปลีทิ้ง แล้วนับไปอีก 50-60 วัน จึงตัดขายได้ (เกษตรกรจะเขียนป้ายกระดาษวันตัดปลีติดไว้กับเครือกล้วย เพื่อนับวันเก็บผลผลิตได้)

กล้วยหอมทอง 1 เครือ น้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม มี 6-7 หวี จะขายเป็นหวี หรือชั่งกิโลกรัมก็ได้

ไม่ได้ขายแค่ผล

กล้วยหอมทอง ไม่เพียงแต่ขายหวี แต่ยังขุดหน่อพันธุ์ขายได้อีก เพราะกล้วยหอมทองมีหน่อมาก

คุณประภาส พรหมคำบุตร อธิบายว่า “ข้างบนเอาเท่าไหร่ ข้างล่างเอาเท่าไหร่”

หมายถึง กล้วยหอมทองต้นหนึ่ง ขายหวีกล้วยได้ด้วย ขายหน่อกล้วยได้ด้วย เกษตรกรสามารถคำนวณรายได้เบื้องต้นได้

เกษตรกรที่ไปศึกษาดูงาน ต่างตื่นตากับสวนกล้วยงามๆ ต่างได้หน่อกล้วยติดมือมาปลูกกันถ้วนหน้า หลายคนสั่งจองหน่อพันธุ์มาทดลองปลูก

คุณประภาส แนะนำว่า ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้ทดลองปลูกก่อนสัก 1 งาน แล้วค่อยขยายเพิ่ม

คุณประภาสเองก็ได้ลงทุนทำสวนกล้วยของตัวเอง ในพื้นที่ 10 ไร่ โดยปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ ไร้สารพิษ 100% และอาสาจะหาช่องทางการตลาดให้พี่น้องเกษตรกรอีกด้วย

เคล็ดลับการปลูกกล้วยหอมทองอยู่ที่การดูแลรักษา บำรุงปุ๋ย น้ำให้ได้ เรียกร้องการใส่ใจจัดการ ถ้าทำได้จะมีรายได้ตลอดปี

ปลดหนี้ได้จริง สมดังเจตนารมณ์ของ คุณประภาส พรหมคำบุตร ข้าราชการชั้นดีที่ทำงานบนพื้นฐานความอยู่ได้ อยู่รอด ของเกษตรกรไทย

 

ราชภัฏสุรินทร์ คิดเครื่องปั่นน้ำข้าวกล้องงอก ทำได้ทั้งปั่นและต้ม

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 555

คิดเป็นเทคโนฯ 

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ราชภัฏสุรินทร์ คิดเครื่องปั่นน้ำข้าวกล้องงอก ทำได้ทั้งปั่นและต้ม 

ด้วยเหตุผลที่ครอบครัวได้ประกอบอาชีพทำน้ำข้าวกล้องงอกออกจำหน่าย แต่ในกระบวนการผลิตกับพบว่า มีปัญหาทั้งด้านการกำหนดอุณหภูมิ เนื่องจากเครื่องเดิมวัดอุณหภูมิไม่ชัดเจน และปัญหาด้านขั้นตอนและกระบวนการทำ เนื่องจากการทำน้ำข้าวกล้องงอกมีหลายขั้นตอน ต้องแยกต้มและแยกปั่น 

จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ อาจารย์เอกราช นาคนวล ภาควิชาเทคโนโลยีการผลิต คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ และคณะ มีแนวคิดที่จะสร้างเครื่องปั่นน้ำข้าวกล้องงอกที่มีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมอุณหภูมิในการต้มและควบคุมเวลาในการปั่นที่อยู่ในเครื่องเดียวกัน ซึ่งจะประหยัดเวลาในขั้นตอนการทำและเพิ่มกำลังการผลิตน้ำข้าวกล้องงอก

จากความพยายามได้นำมาสู่ความสำเร็จ จนได้เครื่องปั่นน้ำข้าวกล้องงอกแบบแยกกาก แยกน้ำ ที่มีข้อเด่นคือ ใช้งานได้สะดวก ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถผลิตได้ในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม

โดยล่าสุดได้มีการนำเครื่องดังกล่าวมาจัดแสดงในงาน “มหกรรมวิจัยส่วนภูมิภาค” ครั้งที่ 1 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและเครือข่ายระบบวิจัยภาคอีสาน ณ โรงแรมเซ็นทาราโฮเต็ลแอนด์คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เมื่อเร็วๆ นี้

“ในการดำเนินการประดิษฐ์นั้น ได้เน้นที่จะใช้วัสดุอุปกรณ์ที่สามารถหาซื้อได้ง่ายในท้องถิ่น และมีการใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยในการควบคุมการทำงาน ที่เน้นให้ทำงานได้ทั้งการต้มและปั่นในเครื่องเดียวกัน โดยมีการวางแผนการคิดประดิษฐ์ทั้งในเรื่องของการหาประสิทธิภาพเครื่องปั่นน้ำข้าวกล้องงอก การวิเคราะห์ข้อมูล และการติดตามผล โดยมีเทคนิคง่ายๆ คือ ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ง่าย และใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์มาควบคุมการทำงาน ทั้งการต้มและการปั่นในเครื่องเดียวกัน

สำหรับประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องปั่นน้ำข้าวกล้องงอกดังกล่าว อาจารย์เอกราช กล่าวว่า จะใช้เวลาในการต้มน้ำ 1 ชั่วโมง 10 นาที และใช้เวลาปั่นอีก 15 นาที จะได้น้ำข้าวกล้องงอกที่ละเอียดสมบูรณ์ พร้อมนำไปจำหน่าย

“ในการต้มนั้น จากการศึกษาพบว่า ที่อุณหภูมิ ประมาณ 70 องศาเซลเซียส จะทำให้ข้าวกล้องอกที่ต้มสุกพอดีและสามารถนำไปปั่นได้พอดีด้วยเช่นกัน”

“แต่ถ้าใช้อุณหภูมิน้อยกว่า 70 องศาเซลเซียส ข้าวจะยังไม่สุก และทำให้การปั่นไม่ค่อยละเอียด แต่หากเป็นกรณีที่ใช้อุณหภูมิมากกว่า 70 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้สูญเสียเวลา จะทำให้การต้มน้ำนานกว่าที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส” อาจารย์เอกราช กล่าว

สำหรับในกระบวนการปั่นนั้น อาจารย์เอกราช อธิบายว่า จะใช้เวลา 15 นาที โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 5 นาที

ในส่วนกำลังการผลิตของเครื่องนั้น อาจารย์เอกราช กล่าวว่า สามารถผลิตได้ จำนวน 14 ลิตร ต่อครั้ง

“หากนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์จากข้อมูลที่วิจัย พบว่า ถ้าใช้วัตถุดิบ จำนวน 980 กรัม จะมีต้นทุนอยู่ที่ 374 บาท สามารถผลิตน้ำข้าวกล้องงอกได้ 116 ขวด นำไปจำหน่ายในราคา ขวดละ 15 บาท จะมีรายได้ 1,740 บาท ต่อครั้ง จากการที่ผลิตแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 25 นาที จะได้กำไร 1,366 บาท ต่อ 1 ครั้ง

สำหรับต้นทุนการผลิตของเครื่องปั่นน้ำข้าวกล้องงอก อาจารย์เอกราช กล่าวว่า อยู่ที่ประมาณ 20,000 กว่าบาท

ดังนั้น หากสนใจและต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ ภาควิชาเทคโนโลยีการผลิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โทร. (044) 041-555, (084) 958-6835 

หมุนไม่หยุด แถมได้ไฟฟ้า

ลูกหมุนระบายอากาศ ฝีมือนักวิจัยไทย

ลูกหมุนระบายอากาศผลิตกระแสไฟฟ้าและมอเตอร์ ของ คุณระพี บุญบุตร และ ดร. เอกกมล บุญยะผลานันท์ แห่งห้างหุ้นส่วนจำกัด อาทิตย์เวนติเลเตอร์ เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ของคนไทยที่ได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศ (Gold Medal with the Congratulations of the Jury) จากการประกวด ในงาน “41st International Exhibition of Inventions of Geneva” ณ Palexpo กรุงเจนีวา ประเทศสมาพันธรัฐสวิส เมื่อเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้เข้ารับรางวัลระดับดี ในการประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2556

ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นมาของการทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ ทางคณะผู้ประดิษฐ์บอกว่า สืบเนื่องจากในปัจจุบันมนุษย์ต้องแสวงหาพลังงานธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้งานแทนพลังงานจากฟอสซิลกันมากขึ้น จึงได้คิดพัฒนาพลังงานจากลูกหมุนระบายอากาศที่มีใช้กันอยู่ทั่วไป ที่มีหลักการทำงานเดิม คือเมื่อมีลมพัดมากระทำต่อลูกหมุน ลูกหมุนก็จะหมุน และเหวี่ยงอากาศระบายออกไป ถ้าไม่มีลมลูกหมุนก็จะไม่หมุนเลย จึงไม่ระบายอากาศ

“เนื่องจากทางเรานั้น เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายอยู่แล้ว จึงได้คิดพัฒนาลูกหมุนในรูปแบบใหม่ ที่จากการใช้ลูกหมุนระบายอากาศ เพื่อระบายอากาศเพียงอย่างเดียวมาผลิตกระแสไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ทำให้เกิดประโยชน์ ในการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าหลัก เช่น ไฟแสงสว่างและยังสามารถใช้ได้ในยามฉุกเฉิน เมื่อไม่มีไฟฟ้าจากสายส่งหลัก นอกจากนี้ ยังสามารถทำให้ลูกหมุนหมุนได้เมื่อไม่มีลมหรือมีน้อยมาก เพื่อระบายอากาศแตกต่างไปจากลูกหมุนระบายอากาศแบบเดิมโดยทั่วไป” คุณระพี บุญบุตร กล่าว

หลักการทำงานคือ นำลูกหมุนระบายอากาศมาปรับปรุงพื้นที่ให้สามารถติดตั้งแม่เหล็กและขดลวดเพื่อผลิตกระแสไฟชาร์จลงในแบตเตอรี่ โดยออกแบบชุดไมโครคอนโทรลเลอร์ให้ตรวจจับและควบคุมการชาร์จ เมื่อมีการหมุนของลูกหมุนและควบคุมชุดขดลวดให้เป็นมอเตอร์ เมื่อไม่มีการหมุนของลูกหมุนเพื่อให้ลูกหมุนระบายอากาศชาร์จพลังงานไฟฟ้า แม้ในความเร็วลมต่ำ และยังคงคุณสมบัติของการระบายอากาศได้ในขณะชาร์จ สามารถระบายอากาศได้ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ไม่มีลมจากภายนอกมากระทำให้ลูกหมุนหมุน

จากหลักการทำงานของลูกหมุนนี้ ทำให้เกิดพลังงานหมุนเวียน (พลังงานที่ใช้แล้วไม่มีวันหมด) สามารถชาร์จเก็บเพื่อใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้ เช่น ไฟดับ อุทกภัย วาตภัย หรืออัคคีภัย และนำไปใช้ต่อเข้ากับชุดหลอดไฟแบบต่างๆ เพื่อให้แสงสว่าง หรือใช้ชาร์จไฟ ชาร์จโทรศัพท์มือถือ

สำหรับลูกหมุนระบายอากาศที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ ยังสามารถติดตั้งในจุดติดตั้งเดิม ทำให้ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการสร้างโครงสร้างใหม่

จากผลงานประดิษฐ์ดังกล่าว จึงเป็นประโยชน์อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งได้จากพลังงานฟอสซิล หรือก๊าซ จะทำให้ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

สำหรับผลงานดังกล่าว ปัจจุบัน ได้จดสิทธิบัตรและมีการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยผู้สนใจ ติดต่อได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อาทิตย์เวนติเลเตอร์ เลขที่ 55 หมู่ที่ 9 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพฯ โทร. (02) 509-3065, (02) 509-2884

วว. เปิดถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต เครื่องเอทานอลไร้น้ำฯ ชนิดเคลื่อนที่

คุณยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อลดการนำเข้าเทคโนโลยี สร้างรายได้ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืนนั้น วว. จึงได้สนองนโยบายดังกล่าว โดยการผลิตเครื่องต้นแบบผลิตเอทานอลไร้น้ำโมเลกุล่าร์ซีฟ (Mobile Molecular sieve) ชนิดเคลื่อนที่ขึ้น ซึ่งได้ยื่นจดสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว

“โดยเครื่องนี้มีขนาดกำลังผลิต 1,000 ลิตร ต่อวัน เป็นเครื่องจักรที่ใช้ผลิตเอทานอลไร้น้ำฯ ที่มีความบริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 99.5 โดยปริมาตร ก่อนนำไปใช้ผสมน้ำมันเบนซินเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ที่มีชื่อว่า “แก๊สโซฮอล์” เพื่อใช้กับยานพาหนะปัจจุบันที่ไม่ต้องการการดัดแปลงเครื่องยนต์” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

ดร. ธีรภัทร ศรีนรคุตร ผู้เชี่ยวชาญวิจัย และผู้อำนวยการโครงการเอทานอล วว. กล่าวเสริมว่า เครื่องต้นแบบผลิตเอทานอลไร้น้ำฯ สามารถใช้เป็นเครื่องจักรในระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็กหรือระดับชุมชน รวมทั้งสามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายขนาดสู่ระดับอุตสาหกรรมในเชิงพาณิชย์ได้

“เป็นเครื่องที่ประหยัดพลังงาน ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 20 และมีต้นทุนต่ำกว่าเครื่องจักรนำเข้าจากต่างประเทศ ประมาณ ร้อยละ 50 ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้า คิดเป็นมูลค่านับพันล้านบาท”

“นอกจากนี้ ยังสามารถเคลื่อนย้ายไปดำเนินงานตามที่ต่างๆ ได้ เพื่อรองรับโรงงานผลิตเอทานอลระดับชุมชนในอนาคต นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกเครื่องผลิตเอทานอลไร้น้ำโมเลกุล่าร์ซีฟดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หรืออาจได้รับผลประโยชน์ด้วยการขายสิทธิบัตรของเครื่องจักร” ดร. ธีรภัทร กล่าว

พร้อมกันนี้ ทาง วว. ได้น้อมเกล้าฯ ถวายเครื่องต้นแบบผลิตเอทานอลไร้น้ำโมเลกุล่าร์ซีฟชนิดเคลื่อนที่ สำหรับใช้ในกิจการโครงการชัยพัฒนาแม่ฟ้าหลวง ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมจัดทำโครงการสร้างเครื่องผลิตเอทานอลไร้น้ำฯ ให้แก่องค์การสุรา กรมสรรพสามิต เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยได้มีการติดตั้งและใช้งานแล้ว ณ โรงแอลกอฮอล์ องค์การสุรา อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา

ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาเครื่องผลิตเอทานอลไร้น้ำฯ เพื่อนำไปใช้กับโรงงานเอทานอลชุมชน ภายใต้ โครงการ “สร้างมูลค่าเพิ่มมันสำปะหลัง โดยนำมาผลิตเอทานอล” ซึ่งจะมีการจัดตั้งโรงงานขึ้น โดย วว. ณ จังหวัดกำแพงเพชร ด้วย

ขณะเดียวกัน ทาง วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต “เครื่องผลิตเอทานอลไร้น้ำโมเลกุล่าร์ซีฟชนิดเคลื่อนที่” ให้แก่ภาคเอกชน เพื่อนำไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น ภาคเอกชนที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Call Center สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โทร. (02) 577-9300 หรือที่โทร. (02) 577-9000 หรือ E-mail : tistr@tistr.or.th และ Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร. 1313

 

มก. คิดสารเร่งข้าวอนุพันธ์ใหม่ ช่วยชาวนาเพิ่มผลผลิต

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 555

เทคโนโลยีการเกษตร 

มก. คิดสารเร่งข้าวอนุพันธ์ใหม่ ช่วยชาวนาเพิ่มผลผลิต

ข้าว เป็นอาหารประจำวันของคนกว่าครึ่งโลก 3,000 กว่าล้านคน โดยเอเชียเป็นทวีปหนึ่งที่ปลูกข้าวได้มากที่สุดในโลก ถึงร้อยละ 90 โดยมีจีนและอินเดีย เป็น 2 ประเทศ ที่ถือเป็นแหล่งผลิตข้าวที่ใหญ่ที่สุด ผลิตได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณข้าวทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่จะใช้บริโภคในประเทศ โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกข้าวเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ข้าวจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้มหาศาลให้กับประเทศ

รศ. ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ หัวหน้าทีมวิจัย จากภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเผยว่า มีการวิจัยและพัฒนาสารเร่งการเจริญเติบโตของข้าวอนุพันธ์กลุ่มใหม่ขึ้นสำเร็จ โดยสังเคราะห์และดัดแปลงโมเลกุลของสารกลุ่มบราสสิโนสเตอรอยด์ (Brassinosteroids ; BR) ที่ได้จากธรรมชาติและมีโครงสร้างทางเคมีซับซ้อนมาก และเป็นสารที่ออกฤทธิ์ส่งเสริมการยืดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณกิ่งก้านของต้นข้าว ที่เป็นส่วนเพิ่มองศาใบในการเพิ่มการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้ต้นข้าวสามารถผลิตคาร์โบไฮเดรตได้มากขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังพบว่า สารกลุ่มนี้ยังสามารถยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดที่สามารถทำให้เกิดโรคพืชในข้าวได้ อีกทั้งยังค้นพบแนวทางสังเคราะห์ที่ง่าย เร็วและลดต้นทุนการผลิต และสังเคราะห์สารที่สามารถเพิ่มการออกฤทธิ์ที่ดี ตามลำดับ

การเพิ่มผลผลิตข้าวที่เกษตรกรสามารถทำได้ในทางการเกษตรนั้น สามารถทำได้โดยอาศัยเทคโนโลยีทางการเพาะปลูกและการดูแลรักษา ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวโดยใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย เช่น การเร่งผลผลิตโดยใช้ฮอร์โมนพืช ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตได้จริงมากถึง 20-40 เปอร์เซ็นต์ โดยปัจจุบันมีการพัฒนาการผลิตสูตรฮอร์โมนเพื่อใช้ในการเพิ่มผลผลิตข้าวออกมาจำหน่ายแพร่หลายอย่างมาก ซึ่งมีทั้งฮอร์โมนที่เป็นสารสังเคราะห์ และฮอร์โมนที่ได้จากธรรมชาติ

ฮอร์โมนพืชเป็นสารเคมีภายในพืช ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญของพืช ไม่เพียงแต่การเจริญของพืชทั้งต้นเท่านั้น หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับการเจริญของพืชแต่ละส่วนด้วย ในปัจจุบันทราบกันดีแล้วว่า ฮอร์โมนพืชมีทั้งชนิดที่กระตุ้นการเจริญเติบโต และระงับการเจริญเติบโต ฮอร์โมนพืชที่พบในปัจจุบันคือ ออกซิน (Auxin) จิบเบอเรลลิน (Gibberellin) ไซโตไคนิน (Cytokinin) กรดแอบซิสิก (Abscisic Acid) หรือ ABA และ เอทีลีน (Ethylene) ซึ่งมีสภาพเป็นก๊าซ

การเพิ่มผลผลิตข้าว สามารถใช้ฮอร์โมนดังกล่าวข้างต้นได้ ซึ่งให้ผลผลิตที่แตกต่างกันไป ขึ้นกับสูตรการใช้ แต่ที่นิยมที่สุดในต่างประเทศ และได้นำมาใช้บ้างแล้วในประเทศไทยคือ ฮอร์โมนจากธรรมชาติ ในกลุ่มบราสสิโนสเตอรอยด์ ซึ่งสกัดได้ปริมาณน้อยมากจากละอองเรณูของดอกฟักทอง คือจาก 1 กิโลกรัมแห้งของละอองเกสร สามารถสกัดให้ฮอร์โมนตัวนี้เพียง 40 ไมโครกรัม หมายความว่า หากต้องการสารบราสสิโนไลด์ 1 กรัม ต้องใช้ละอองเกสรฟักทองแห้งถึง 25 ตัน ผู้วิจัยจึงสังเคราะห์เลียนแบบสารนี้ขึ้นมาในห้องปฏิบัติการ เพื่อลดข้อจำกัดของวิธีการสกัดจากธรรมชาติ แต่โครงสร้างทางเคมีมีความซับซ้อนมากและมีสารลักษณะที่คล้ายกันหลายๆ ตัวในสารกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมีเพียงบางตัวเท่านั้นที่ออกฤทธิ์ส่งเสริมการยืดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณกิ่งก้านของต้นข้าว ที่เป็นส่วนเพิ่มองศาใบในการเพิ่มการสังเคราะห์แสง ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังพบว่า สารกลุ่มนี้ยังสามารถยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดที่สามารถทำให้เกิดโรคพืชได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาสารกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น โดยการค้นหาแนวทางสังเคราะห์ที่ง่าย เร็ว และลดต้นทุนการผลิต และสังเคราะห์สารที่สามารถเพิ่มการออกฤทธิ์ที่ดี ตามลำดับ

อนุพันธ์ของบราสสิโนสเตอรอยด์ที่มีการออกฤทธิ์ส่งเสริมการยืดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณกิ่งก้านของต้นข้าวที่ดีที่สุด ได้แก่ บราสสิโนไลด์ (Brassinolide) และยังมี 24-อีพิบราสสิโนไลด์ (24-epirassinolide) ที่ให้ผลใกล้เคียงกัน ขณะที่ 28-โฮโมบราสสิโนไลด์ (28-homorassinolide) มีฤทธิ์ดังกล่าวน้อยที่สุด แต่เมื่อคำนึงวิธีการสังเคราะห์ที่ง่าย เร็ว และต้นทุนการผลิตต่ำ พบว่า การสังเคราะห์ 28-โฮโมบราสสิโนไลด์ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยคณะผู้วิจัยศึกษา ค้นคว้า ทดลอง จนพบปฏิกิริยาในการสังเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพมาก ให้ปริมาณสารผลิตภัณฑ์สูงและต้นทุนการผลิตต่ำ นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังสามารถเพิ่มฤทธิ์ส่งเสริมการยืดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณกิ่งก้านของต้นข้าวของตัวนี้ได้ โดยดัดแปลงอนุพันธ์และสูตรการใช้งานจริง

จากการทดลองในแปลงข้าวในกลุ่มสมาชิกโดยการสนับสนุนของนักวิชาการเกษตรของกลุ่ม ซิโต้ พบว่า ต้นข้าวออกรวงมากขึ้น เมื่อคำนวณผลผลิตต่อแปลงพบว่า เพิ่มขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์

และนี่คืออีกหนึ่งเทคโนโลยี ที่นักวิทยาศาสตร์ไทยกำลังคิดค้นพัฒนา โดย อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (Industrial Technology Assistant Program) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ บริษัทซิโต้ เคมีคัล ประเทศไทย จำกัด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ โทรศัพท์ (089) 701-2540 

 

ขุดบ่อปลาในที่ดินคนอื่น

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 555

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ขุดบ่อปลาในที่ดินคนอื่น

เดือนกันยายน 2533 คุณโผงซื้อที่ดินมา 30 ไร่

ซื้อแล้วทิ้งไว้นั่นละ ไม่ได้ไปใช้ทำธุระอะไร ในใจนั้นคิดว่าสองสามเดือนจะแวะไปดูสักหน ช่วงปีแรกที่ได้มาก็เป็นอย่างนั้นนั่นละ แต่เมื่อล่วงมาปีที่สองที่สาม ค่อยๆ ห่างไป เพราะแวะไปดูก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดที่กินได้หรือใช้สอยได้ ด้วยว่าไม่ได้ปลูกไม่ได้จัดการดูแล

ปีที่สองที่สามนั้นคุณโผงแวะไปดูที่ดินปีละหนเท่านั้นเอง พอล่วงเข้าปีที่ห้าที่หกและต่อๆ มาดูจะปีครึ่งหรือสองปีต่อครั้ง

คุณผาดอยู่แถวนั้น อาศัยช่วงที่คุณโผงไม่ได้ไปดูที่ดิน บุกเข้าไปขุดบ่อเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา ลึก 160 เซนติเมตร เนื้อที่เกือบ 20 ไร่

คุณโผงแวะไปดูที่ดิน เจอเข้าแทบเป็นลม ที่ดินดีๆ ถูกขุดบ่อใหญ่โตมโหฬาร 6 บ่อ

คุณผาดกับคุณเงือบ-ลูกจ้าง เป็นผู้ลงมือ ซึ่งคุณโผงไปเจอะเข้าจนได้

คุณโผงแจ้งความดำเนินคดีกับคุณผาดและคุณเงือบ พนักงานอัยการฟ้อง ศาลพิพากษาว่า คุณผาดและคุณเงือบร่วมกันบุกรุกเข้าไปขุดดินในที่ดินคุณโผง ได้ดินไป 50,000 ลูกบาศก์เมตร คิดป็นเงิน 6,000,000 บาท ให้จำคุกทั้งสองคน

เสร็จจากคดีอาญา คุณโผงฟ้องคุณผาดและคุณเงือบเป็นคดีแพ่ง เรียกให้ร่วมกันใช้เงิน 8,818,000 บาท (รวมดอกเบี้ยเข้าไปด้วย)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณผาดและคุณเงือบร่วมกันชำระเงิน 8,818,000 บาท แก่คุณโผง และดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณผาดสงบไปเลย คงเหลือแต่คุณเงือบลูกจ้างที่อุทธรณ์คดี แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณเงือบฎีกาคดีอีก ยืนกรานเหมือนที่ต่อสู้มาแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ว่า ตอนที่ตนเข้ามาเป็นลูกจ้างคุณผาดนั้น ที่ดินมีสภาพเป็นบ่ออยู่แล้ว ตนจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อคุณโผง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และในส่วนคดีอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยแล้วว่า ทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปขุดดินในที่ดินของคุณโผงโดยไม่ชอบ ขุดปรับพื้นที่แต่งบ่อเลี้ยงกุ้ง 6 บ่อ รวมเนื้อที่ 20 ไร่ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข

ข้อเท็จจริงดังกล่าวตามทางวินิจฉัยในคดีอาญาจึงผูกพันคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 คุณเงือบจึงไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงให้เป็นอย่างอื่นได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (2) ฎีกาข้อนี้ของคุณเงือบจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืนให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คุณผาดและคุณเงือบจึงต้องร่วมกันชำระหนี้ค่าสินไหมทดแทนแก่คุณโผง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11574/2555)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 46 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 84 การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในคดีใดจะต้องกระทำโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีนั้น เว้นแต่

(1) ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป

(2) ข้อเท็จจริงซึ่งไม่อาจโต้แย้งได้ หรือ

(3) ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับ หรือถือว่ารับกันแล้วในศาล

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

ลำดวน : ไม้ดอกหอม บำรุงหัวใจ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

พระคุณเจ้าท่านหนึ่งท่านกล่าวว่า “คนไทยติดหรู ไม่อยู่กับความจริง ชีวิตจึงเดือดร้อน”

ฟังท่านแล้วก็คล้อยตามท่าน ยิ่งสังคมทุกวันนี้ถูกมอมเมาด้วยวัตถุ จิตใจจึงหยาบกระด้าง

เมื่อพ่อค้าแม่ขายหวังแต่จะได้กำไรถ่ายเดียวด้วยแล้ว ความเห็นแก่ตัว อยากได้ใคร่มีก็มากขึ้น

ความเอื้อเฟื้ออาทรต่อกัน ก็จะไม่ค่อยเห็นแบบที่คนโบราณเป็น

หุงข้าว ต้ม แกง ก็ตักไปแบ่งเพื่อนบ้านใกล้เคียง

เวลานี้อยู่กันแบบผนังร่วมกั้น ก็ยังไม่รู้จักกัน

ขโมยขโจรขึ้นบ้านลักของเพื่อนบ้านก็ไม่รู้ไม่เห็น อยู่กันแบบตัวใครตัวมัน

ความเป็นชุมชนแบบบ้านนอก จึงแตกต่างจากชุมชนในเมือง โดยเฉพาะเมืองใหญ่

ขนาดตายก็จะรู้เอาตอนขึ้นอืด

ปลูกต้นไม้จากหนังสือปักษ์นี้ คราวนี้จะชวนปลูกไม้ยืนต้นดอกหอมที่ชื่อ “ลำดวน”

เนื่องจาก ลำดวน เป็นไม้กลางแจ้ง ขึ้นได้กับดินเกือบทุกชนิด การขยายพันธุ์จึงนิยมเพาะด้วยเมล็ด

ในทางวิชาการ หรือ พฤกษศาสตร์ จัด ลำดวน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร

ลำดวน แตกกิ่งก้านสาขาตามข้อต้น ลำต้นเรียบเกลี้ยง

ลักษณะของใบ ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกันไปตามลำต้น รูปใบยาวรี หรือรูปหอกแกมยาว

โคนใบมนหรือแหลม ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบเรียบเกลี้ยง หน้าใบจะเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบจะสีเขียวอ่อน

ลำดวน เมื่อมีดอกจะออกดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามง่ามใบและส่วนยอด

ดอกลำดวนมีสีเหลือง 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบชั้นในเล็กกว่า ปลายกลีบดอกแหลม มีก้านดอกประมาณ 1 นิ้ว

ผลของลำดวน สีเขียวอ่อน ออกยาว ปลายมน ข้างในมีเมล็ดอยู่ 1-2 เมล็ด

คนโบราณแต่ก่อนรู้จักใช้ประโยชน์จากลำดวนที่นอกจากความหอมของดอกแล้ว สิ่งที่ให้ความหอมยังมีสรรพคุณทางสมุนไพร

โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเกสร

ตามตำรายาพื้นบ้านบอกว่า เกสรลำดวนมีสรรพคุณเป็นยาชูกำลัง บำรุงหัวใจ

และเมื่อนำไปผสมกับสมุนไพรตัวอื่น ก็มีสรรพคุณเป็นยาชูกำลัง บำรุงหัวใจ บำรุงเลือด และแก้ลม

แต่วิธีการที่จะนำมาใช้ ขอให้ปรึกษาท่านผู้รู้เฉพาะทาง เพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการ

การนำมาใช้โดยไม่เรียนรู้ อาจจะมีผลเสียตามมา

คุณกับโทษ เป็นสองสิ่งที่คู่กัน