ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

คดีต้องห้ามฎีกา

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073151055&srcday=2012-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 537

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

คดีต้องห้ามฎีกา

คุณสิทน เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ต่อมาเขาถูกฟ้อง ข้อหาหมิ่นประมาทคุณโผง อันเนื่องมาจากการพูดจาปราศรัยบนเวทีของเขาไปกระทบกระทั่งถึงคุณโผงเข้า

ศาลชั้นต้นพิพากษา ว่าคุณสิทนกระทำความผิดจริง ให้จำคุก เป็นเวลา 6 เดือน

คุณสิทน ยื่นอุทธรณ์ ว่าไม่ผิด ขอให้ลดโทษ และขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษา เห็นว่า คุณสิทนนั้น ไม่เคยรู้จัก โกรธเคืองกับคุณโผงเป็นส่วนตัวมาก่อน และคุณสิทนมีอายุกว่า 60 ปีแล้ว มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว สมควรลดโทษให้น้อยลง จึงพิพากษาแก้ ให้จำคุก 3 เดือน

แต่เพื่อให้เข็ดหลาบโทษจำคุก จึงไม่เห็นควรให้รอการลงโทษ

คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษา ไม่แก้บทมาตราที่ลงโทษ โดยพิพากษายืนว่า มีความผิดตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตราเดิม (มาตรา 328) คงแก้แต่โทษจากเดิมจำคุก 6 เดือน เป็นจำคุก 3 เดือน

อย่างนี้ คือ ไม่แก้บทมาตรา แต่แก้โทษ ถือว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย

ย้อนกลับไปดู ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน คือ ไม่เกิน 2 ปี

ถึงชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย ให้จำคุก 3 เดือน คือ จำคุกไม่เกิน 2 ปีเช่นกัน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 บัญญัติว่า

“ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้ ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อห้ามนี้มิให้ใช้แก่จำเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย”

ดังนี้ คดีนี้จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คือทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย ต้องห้ามฎีกา โดยฝ่ายจำเลยคือคุณสิทนนั้นต้องห้ามฎีกาว่า ไม่ได้กระทำ ต้องห้ามฎีกาขอให้ลดโทษ ขอให้รอการลงโทษ อันเป็นดุลพินิจของศาลที่ถือว่า เป็นปัญหาข้อเท็จจริง

สำหรับกรณีโจทก์นั้น ข่าวไม่แจ้งว่าได้ยื่นอุทธรณ์คดีขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ หากไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษ ก็หมดโอกาสที่จะยื่นฎีกาได้

แต่คุณสิทนสามารถฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายได้ คืออาจฎีกาได้ว่า ข้อความที่กล่าวมาซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า เป็นหมิ่นประมาทนั้น ไม่เป็นหมิ่นประมาท

สรุปได้ว่า คดีของคุณสิทนนั้น ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คงฎีกาได้แต่ปัญหาข้อกฎหมาย

กล่าวคือ ประเด็นว่า กระทำหรือไม่ เรื่องโทษว่าควรรอการลงโทษ หรือไม่รอ ห้ามฎีกา ห้ามเถียงอีก

อนุญาตให้เถียงได้เพียงว่า ข้อความที่กล่าวนั้น หมิ่นประมาทหรือไม่หมิ่นประมาท

อย่างไรก็ตาม มาตรา 221 บัญญัติว่า

“ในคดีซึ่งห้ามฎีกาไว้โดย มาตรา 218, 219 และ 220 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่า มีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป”

ดังนั้น คดีที่ต้องห้ามด้วย มาตรา 219 นั้น อาจฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า ไม่ได้กระทำความผิด หรือหากผิด อาจขอให้ลดโทษอีก หรือรอการลงโทษได้อีก

ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขออนุญาตต่อผู้พิพากษาที่พิจารณาคดี หรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือในศาลอุทธรณ์ ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

หรือ อีกทางหนึ่ง คือ ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด ขอให้ลงลายมือชื่อรับรอง ว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงจะได้วินิจฉัย

ถ้าผู้พิพากษาที่ว่านั้น เห็นว่า “ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา” หรือ อัยการสูงสุด “ลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย” คุณสิทน ก็สามารถยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไปพร้อมๆ กับการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อความที่กล่าวว่าคุณโผงไปนั้น ไม่เป็นหมิ่นประมาท

ถ้าศาลฎีกา ข้อเท็จจริงว่าไม่ได้กระทำความผิด หรือวินิจฉัยว่า ข้อความไม่เป็นหมิ่นประมาท คุณสิทนก็ไม่มีความผิด ก็ยกฟ้องไป

ถ้าศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความที่กล่าวเป็นหมิ่นประมาท คุณสิทนก็มีความผิด ส่วนว่า โทษจะเป็นเช่นไร เช่น อาจมีโทษจำคุกน้อยกว่า 3 เดือน หรืออาจจะรอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษหรือไม่นั้นเป็นดุลพินิจของศาลฎีกา

ผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้อง (พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา) ในคดีนี้ มีอย่างน้อย 5 คน คือ ในศาลชั้นต้นอย่างน้อย 2 คน ในศาลอุทธรณ์ 3 คน แถมอัยการสูงสุดอีกคนหนึ่งตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

เพียงหนึ่งเท่านั้นเอง ที่อาจเห็นว่าอย่างคุณสิทนนั้นอายุก็ล่วงไปมากแล้ว ความผิดที่ต้องหาก็ไม่ร้ายแรงนัก ทั้งพฤติการณ์ต่างๆ ที่ทำมาอาจเห็นได้ว่าเป็นประโยชน์แก่สังคม หาควรถึงกับต้องติดคุกติดตะรางไม่ สมควรให้ศาลสูงสุดพิจารณาดูทีรึว่าน่าเป็นเช่นนั้นมั้ย

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

ยอ : สมุนไพรพื้นบ้าน สรรพคุณยาขนานเอก

สุวรรณ พันธุ์ศรี

ช่วงเปลี่ยนฤดู อากาศเปลี่ยนแปลงต้องระมัดระวังเรื่องของสุขภาพ อย่าได้ประมาทว่าร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นอะไรง่ายง่าย

ทุกวันนี้ สิ่งแวดล้อมและอากาศจะบอกว่าเป็นพิษก็ว่าได้

เมื่อก่อนนี้หรือสมัยยังอยู่บ้านนอกช่วงฤดูฝน แม่กะพ่อจะให้ล้างตุ่ม ล้างโอ่งใช้รองรับน้ำฝนจากหลังคาบ้านที่มุงด้วยแฝก ผ่านรางน้ำที่ทำจากไม้ไผ่

น้ำฝนที่ได้ก็จะเก็บไว้ดื่มและหุงหาอาหาร น้ำอาบ น้ำใช้ ใช้จากบ่อน้ำที่ขุดไว้ข้างบ้าน

แต่ทุกวันนี้ชาวไร่ ชาวนา ยังจะรองน้ำฝนไว้ดื่มกันอยู่หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ

เคยถามเพื่อนที่กลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านว่า ยังรองน้ำฝนไว้ดื่มเหมือนเมื่อก่อนรึเปล่า ซึ่งเพื่อนมันก็บอกว่า ไม่ได้รองไว้ดื่ม แต่รองไว้ใช้รดต้นไม้ยามแล้ง

เพื่อนมันยังบอกอีกว่า รสชาติน้ำฝนทุกวันนี้ไม่ได้เย็นชื่นใจเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะมันเต็มไปด้วยสารมีพิษ เนื่องจากโรงงานแถวนั้นปล่อยควันจนทำให้อากาศเสีย

เมื่อฝนตกลงมา น้ำฝนจึงปนเปื้อนกับสารพิษในอากาศ ไม่กล้าดื่มเหมือนเมื่อก่อน

ทุกวันนี้น้ำขวดพลาสติกจึงขายดิบขายดี อีกไม่นานอากาศบรรจุขวดพลาสติกก็คงจะมีวางขายตามท้องตลาด

อย่าทำเป็นไม่เชื่อไป

มาปลูกต้นไม้ให้ออกซิเจนไว้หายใจได้อากาศดีดีกันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ยอ”

ต้นยอ เป็นพันธุ์ไม้กลางแจ้ง ขึ้นได้ดีกับสภาพดินที่ร่วนซุยมีความชื้นอยู่บ้าง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

เป็นพันธุ์ไม้ของเอเชีย ซึ่งเป็นเขตร้อนชื้น

นักพฤกษศาสตร์จัดเป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็ก มีกิ่งก้านสาขาไม่มาก ลำต้นเกลี้ยง สีน้ำตาลเทาเทา ความสูงโดยเฉลี่ย ตั้งแต่ 1 ถึง 5 เมตร

ลักษณะของใบยอจะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเป็นคู่ตามข้อลำต้น รูปมนรี โคนและปลายใบออกแหลม ผิวใบเรียบมันสีเขียว ขอบใบเป็นคลื่น

ดอกยอจะออกเป็นช่อตามง่ามใบ มีสีขาวขนาดเล็ก โคนดอกลักษณะเป็นท่อ ปลายดอกแยกเป็น 5 กลีบ

ผลหรือลูกยอ จะมีลักษณะกลมยาวรี ผิวเป็นตุ่มตะปุ่มตะป่ำ เมื่อยังอ่อนมีสีเขียว พอแก่จะเป็นสีขาวอมเขียวหรือออกเหลือง ภายในมีเมล็ดเยอะ

เมื่อตอนเป็นเด็กจำได้ว่า แม่กะพ่อให้ช่วยปลูกไว้ในสวนหลังบ้าน พอมีลูกแม่จะเก็บเอามาดองเกลือใส่ไหไว้กิน

คนโบราณแต่ก่อนท่านรู้ว่า ต้นยอ เป็นพืชสมุนไพรใช้ประโยชน์ได้ทั้ง ต้น ผล ใบ ราก

ต้น ใช้เป็นส่วนผสมสมุนไพรตัวอื่น เป็นยารักษาวัณโรค

ผล มีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณบำรุงธาตุ ทำให้กินข้าวได้ รักษาโรคเหงือก แก้ระดูสตรีเสีย ฟอกเลือด ขับน้ำคาวปลา แก้อาเจียน แก้กระษัย แก้ร้อนใน

ใบ ถ้าคั้นเอาน้ำทาแก้โรคเกาต์ ปวดตามข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า หากกินแก้กระษัยผสมกับสมุนไพรตัวอื่น แก้วัณโรค

ราก มีสรรพคุณเป็นยาระบาย แก้กระษัย และยังใช้ทำสีย้อมผ้าได้อีกด้วย

คุณประโยชน์ที่ชาวบ้านทั่วทั่วไปใช้กันอีกอย่างหนึ่งคือ เอาใบยอมาประกอบอาหาร เช่น ทำห่อหมกปลา กินอร่อยดีนัก

นี่คือ สิ่งที่ได้จากการปลูกต้นยอ 1 ต้น

มีที่มีทางช่วยกันปลูกหน่อยเถอะ มีแต่ได้กับได้

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ไก่เนื้อโคราช ทำเงินดี ที่ กันทรวิชัย

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076151055&srcday=2012-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 537

เทคโนฯ ปศุสัตว์ 

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ไก่เนื้อโคราช ทำเงินดี ที่ กันทรวิชัย

เมื่อ วันที่ 18 กรกฎาคม 2552 ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลง 4 ฝ่าย ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กรมปศุสัตว์ และกลุ่มทำนาลาดบัวขาว จังหวัดนครราชสีมา ในการสนับสนุนและผลักดันการใช้สายพันธุ์ไก่ที่พัฒนาขึ้นจากโครงการวิจัย “การสร้างสายพันธุ์ไก่เนื้อโคราช เพื่อการผลิตเป็นอาชีพวิสาหกิจชุมชน”

ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เกิดความก้าวหน้าทางด้านการปรับปรุงพันธุ์ไก่เนื้อ ที่มีการเจริญเติบโตที่ดีและรสชาติใกล้เคียงกับไก่พื้นเมือง เพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นเครื่องมือการประกอบอาชีพในระดับวิสาหกิจชุมชน รวมถึงสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศได้เป็นอย่างดี

“การสร้างสายพันธุ์ไก่เนื้อโคราช เพื่อการผลิตเป็นอาชีพวิสาหกิจชุมชน” เป็นโครงการที่ดำเนินการโดยคณะวิจัย ที่ประกอบด้วย ผศ.น.สพ.ดร. บัญชา ลิขิตเดชาโรจน์ เป็นประธานโครงการ ดร. วิทธวัช โมฬี ดร. อมรรัตน์ โมฬี ดร. สุทิศา เข็มผะกา คุณเฉลิมชัย หอมตา คุณเพลิน เมินกระโทก จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ คุณธีระชัย ช่อไม้ จากกรมปศุสัตว์

นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้ การดำเนินการสามารถสร้างสายพันธุ์ไก่เนื้อโคราชที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำเร็จเป็นอย่างดี อีกทั้งยังก่อให้เกิดการประกอบอาชีพการเลี้ยงไก่เนื้อโคราชที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรกลุ่มทำนาลาดบัวขาวได้เป็นอย่างดี

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นดังกล่าว ในวันนี้ได้มีการขยายโครงการออกมาสู่จังหวัดมหาสารคาม ที่อำเภอกันทรวิชัย โดยสถาบันเกษตรในจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีสหกรณ์การเกษตรกันทรวิชัย จำกัด เป็นแกนนำ

โดยล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการทำบันทึกข้อตกลงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่พันธุ์ซึ่งพัฒนาจากการวิจัย ระหว่างสถาบันเกษตรกรในจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งประกอบด้วยสหกรณ์การเกษตร 11 สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 4 กลุ่ม และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามเป็นประธาน

ทั้งในการทำบันทึกข้อตกลงนอกจากจะเพื่อสนับสนุน และผลักดันการใช้สายพันธุ์ไก่ตามโครงการวิจัยแล้ว ยังช่วยให้บริการสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกร

มารู้จัก ไก่เนื้อโคราช

ดร. อมรรัตน์ โมฬี อาจารย์สาขาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หนึ่งในคณะวิจัย กล่าวว่า สำหรับไก่เนื้อโคราชนั้น เป็นลูกผสมที่เกิดจาก แม่พันธุ์ “ไก่ มทส.” ซึ่งเป็นผลงานการคิดค้นวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งเป็นไก่ที่มีคุณสมบัติในการเป็นแม่พันธุ์ที่ดี และให้ไข่ดก โดยสามารถผลิตไข่ได้ 180 ฟอง ต่อตัว ต่อปี

“จากนั้น นำแม่พันธุ์ไก่ มทส. มาผสมกับไก่พื้นเมืองเหลืองหางขาว ซึ่งได้รับการอนุเคราะห์จากกรมปศุสัตว์ ดำเนินการคัดเลือกจนได้สายพันธุ์ไก่เนื้อโคราชขึ้นมา”

ทั้งนี้ ไก่เนื้อโคราชนั้น มีลักษณะที่โดดเด่นเหนือกว่าไก่พื้นเมือง คือ ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงเพียง 65-70 วัน จะได้ไก่ที่แข็งแรง น้ำหนัก ประมาณ 1.2-1.3 กิโลกรัม ต่อตัว โดยในการเติบโตนั้น จะได้น้ำหนักประมาณ 2.76-3.0 กิโลกรัม

ส่วนเนื้อไก่โคราชนั้น จะมีจุดเด่นที่รสชาติความอร่อยเทียบเท่าไก่พื้นเมือง

“นอกจากนี้ ยังสามารถกล่าวได้อีกว่า เนื้อของไก่เนื้อโคราชเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้ เนื่องจากมีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำกว่าไก่เนื้อ ประมาณ 3 เท่า อีกทั้งยังใช้ต้นทุนในการเลี้ยงต่ำ และสามารถเลี้ยงได้ในสภาพแวดล้อมของเกษตรกรทั่วไป”

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเป็นปัญหาคือ ปริมาณลูกไก่ที่ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีผลิตได้นั้น ยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร

“ตอนนี้ปีหนึ่งเราสามารถผลิตลูกไก่ได้เพียง 3,000 ตัว เท่านั้น โดยในจำนวนนี้ ลูกไก่ 2,000 ตัว จะส่งมาให้กับสมาชิกเกษตรกรในเขตจังหวัดนครราชสีมาเลี้ยง และที่เหลืออีก 1,000 ตัว ส่งมาให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรกันทรวิชัยเลี้ยง” ดร. อมรรัตน์ กล่าว

ดังนั้น เพื่อให้มีปริมาณลูกไก่ที่เพียงพอกับความต้องการ ทางคณะผู้วิจัยจึงได้มีการนำเสนอโครงการไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการขยายการเพาะพันธุ์ลูกไก่ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ

“ขณะนี้ ทางมหาวิทยาลัยได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 26 ล้านบาท เพื่อนำมาขยายผลโครงการต่อ ซึ่งจะมีการสร้างฟาร์มเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มจำนวนการผลิตลูกไก่ได้ไม่ต่ำกว่า เดือนละ 40,000 ตัว โดยคาดว่า ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ที่สร้างใหม่นี้จะเปิดอย่างเป็นทางการได้ ในปี 2556 ที่จะถึงนี้” ดร. อมรรัตน์ กล่าว

เพื่อสร้างรายได้เสริมให้สมาชิก

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดการขยายโครงการไปยังจังหวัดมหาสารคามนั้น เกิดขึ้นด้วยทางสหกรณ์การเกษตรกันทรวิชัย จำกัด ได้มองเห็นถึงปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นกับสมาชิกสหกรณ์คือ ปัญหาการประสบภัยธรรมชาติ

โดย คุณอาภรณ์ ภูมิประหมัน ผู้จัดการสหกรณ์กันทรวิชัย จำกัด กล่าวว่า สำหรับปัญหาภัยธรรมชาตินั้น หากไม่เจอภาวะฝนแล้งก็ต้องประสบปัญหาอุทกภัย ซึ่งสร้างความเสียหายและเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ส่งผลทำให้สมาชิกไม่สามารถส่งชำระหนี้เงินกู้ให้กับสหกรณ์ได้เท่าที่ควรจะเป็น ประกอบกับสมาชิกสหกรณ์ยังขาดโอกาส ขาดช่องทาง และขาดความรู้ ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ ให้กับตนเองและครอบครัว

โดยที่ผ่านมานั้น ได้มีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบอาชีพเสริมให้แก่สมาชิกตามต้องการ เพื่อสร้างงานและรายได้เสริมนอกเหนือจากอาชีพการทำนา

“สำหรับการส่งเสริมการเลี้ยงไก่โคราช เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2554 สหกรณ์ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับไก่เนื้อโคราชของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จึงได้ดำเนินการติดต่อประสานงานกับทางมหาวิทยาลัย ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกษตรกรที่ประสบอุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 และสมาชิกที่สนใจเลี้ยง โดยที่ผ่านมานั้น ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ทั้งในเรื่องการถ่ายทอดความรู้ การแปรรูป การตลาด รวมทั้งคอยติดตามผลและร่วมแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น” ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรกันทรวิชัย จำกัด กล่าว

“ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้มีเป้าหมายเดียว นั้นคือ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มมากขึ้น สามารถมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพัฒนาเป็นอาชีพหลักได้ในอนาคตอย่างยั่งยืนต่อไป” ผู้จัดการ สหกรณ์กล่าว

จากผลความมุ่งมั่นทุ่มเททั้งของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สถาบันเกษตรกรในจังหวัดมหาสารคาม โครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่เนื้อโคราช จึงสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค ทั้งในส่วนผู้บริโภครายย่อยและผู้ประกอบการที่ใช้ไก่เป็นวัตถุดิบในการประกอบการ ส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกมีความสนใจและได้แจ้งความประสงค์ที่จะเลี้ยงไก่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยขณะนี้ในส่วนของสมาชิกเริ่มต้นเลี้ยง จำนวน 12 ครอบครัว และได้รวมกลุ่มเป็นกลุ่มเลี้ยงไก่โคราช สามารถมีรายได้เฉลี่ยต่อรอบการเลี้ยงในแต่ละครัวเรือน ไม่ต่ำกว่า 9,000-12,000 บาท

ขณะเดียวกันทางสหกรณ์การเกษตรกันทรวิชัย จำกัด ยังได้วางเป้าหมายในการส่งเสริมด้านการตลาด โดยการเน้นลูกค้าในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามเป็นหลักก่อน ด้วยการจัดตั้งเป็นศูนย์จำหน่ายขึ้น โดยจะมีการตั้งแบรนด์เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเองว่า “ไก่สหกรณ์” รวมถึงการรับรองคุณภาพจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งในการจำหน่ายไก่สหกรณ์นั้น จะมีทั้งแบบไก่มีชีวิต ไก่แปรรูป และไก่ย่าง ซึ่งผู้สนใจติดต่อซื้อได้ที่ สหกรณ์ โทร. (043) 789-162, (081) 966-8032

ขณะที่ คุณมานิตย์ เกศมาลา อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 24 บ้านลาด ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม หนึ่งในสมาชิกผู้เริ่มต้นเลี้ยงไก่โคราชบอกว่า เมื่อได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับไก่โคราชจากทางสหกรณ์แล้ว จึงเกิดความสนใจที่จะเลี้ยงเพื่อให้เกิดรายได้เสริมของครอบครัว

“เลี้ยงมาชุดนี้ เป็น รุ่นที่ 3 แล้ว โดยจะนำลูกไก่เข้าเลี้ยงตั้งแต่อายุ 10 วัน ลักษณะการเลี้ยงในช่วงแรกจะเลี้ยงในคอกเลี้ยง เมื่อไก่โตจนสามารถหากินได้เอง จะใช้วิธีการเลี้ยงแบบปล่อย โดยมีการให้อาหารข้นเสริม

“ได้รับการสนับสนุนดูแลเป็นอย่างดีทั้งจากอาจารย์คณะผู้วิจัยที่เข้ามาติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงและจากสหกรณ์ในการสนับสนุนเกี่ยวกับอาหารสำเร็จรูปและยารักษาโรคต่างๆ”

คุณมานิตย์ กล่าวว่า สำหรับไก่โคราชที่นำเข้ามาเลี้ยงนั้น รุ่นหนึ่งจะมีจำนวนประมาณ 300 ตัว จากประสบการณ์ของการเลี้ยงที่ผ่านมา พบว่า ไก่โคราชมีอัตราการเจริญเติบโตที่ไวมาก โดยเริ่มจับจำหน่ายได้ตั้งแต่อายุ 45 วัน มีน้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 1.2 กิโลกรัม ใช้อาหารในการเลี้ยงไม่มาก นอกจากนี้ ยังมีรสชาติของเนื้อที่อร่อยมาก จึงทำให้ได้รับความนิยมจากตลาดเป็นอย่างมาก จนไก่ที่เลี้ยงไว้ไม่เพียงพอกับความต้องการ

“สิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจมากที่สุดคือ การป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในไก่ อาทิ นิวคาสเซิล ฝีดาษ เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีการทำโปรแกรมวัคซีนตามที่กำหนด ซึ่งหากมีการทำวัคซีนป้องกันแล้ว จะไม่มีปัญหาในการเลี้ยงเลย อีกทั้งอัตราการตายของไก่ก็น้อย เท่าที่สังเกตดู พบว่า เป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรง โตไวมาก” คุณมานิตย์ กล่าว

ไก่เนื้อโคราช ในวันนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งความหวังใหม่ในการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

กรมปศุสัตว์

เปิดโครงการ “ปศุสัตว์ปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย”

เมื่อเร็วๆ นี้ กรมปศุสัตว์ โดยสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ได้มีการเปิดโครงการ “ปศุสัตว์ปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย” ขึ้น โดยมีการจัดกิจกรรมเปิดตัวขึ้นทั้งในเขตจังหวัดนครปฐม และกรุงเทพมหานคร ไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งภายในได้เน้นจัดกิจกรรมการรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์แผนงานตามยุทธศาสตร์ของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ แก่เกษตรกรในการเลี้ยงสัตว์ให้มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดโรค และให้ผู้บริโภคมีความรู้ในการเลือกบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ตลอดจนมีความมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ที่มีสัญลักษณ์ที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

น.สพ. ยุคล ลิ้มแหลมทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการ “ปศุสัตว์ปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย” ขึ้น ว่าถือเป็นโครงการที่ให้ประโยชน์ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างแท้จริง ในปัจจุบันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า จากการเปิดตลาดการค้าเสรีและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กรมปศุสัตว์จะต้องพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตและมาตรฐานคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ให้แข่งขันต่อคู่แข่งได้ กรมปศุสัตว์ มีเป้าหมายการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ 70,000 ล้านบาท

“จากผลงานที่ผ่านมา ในด้านสุขภาพสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้สร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับสัตว์ ควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ทั้งภายในประเทศและส่งออก ปรับระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกรายย่อยให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ การเอกซเรย์ (x-ray) ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อควบคุมโรคไข้หวัดนก อีกทั้งการสร้างพื้นที่ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย ในภาคตะวันออกของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออกสุกรและเนื้อสุกร รวมทั้งการติดตามเฝ้าระวังการเกิดโรคและควบคุมโรคแบบเชิงรุกทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง”

น.สพ. ยุคล กล่าวอีกว่า สำหรับการพัฒนาด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์และความปลอดภัย ด้านอาหาร (Food Safety) ผลงานที่ผ่านมา มีการรับรองฟาร์มมาตรฐานทุกชนิดสัตว์ จำนวนรวมทั้งสิ้น 20,715 แห่ง ส่วนโรงฆ่าสัตว์ ปัจจุบันมีโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับรองใบอนุญาตฯ (ฆจส. 2) จำนวน 1,404 แห่ง สำหรับสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ มีการรับรองเนื้อสัตว์อนามัย 1,490 แห่ง และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์สะอาด (เขียงสะอาด) 2,081 แห่ง นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ผลักดันให้มีการรับรองร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัย เลือกใช้สินค้า Q เพื่อควบคุมความปลอดภัยของวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหาร ซึ่งปัจจุบันนี้ มีการรับรองร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัยไปแล้ว จำนวน 565 แห่ง ทั่วประเทศ

“จากการดำเนินงานที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคสินค้าปศุสัตว์ ได้แก่ เนื้อ นม และไข่ และคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความปลอดภัยด้านอาหาร และลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลจากการรักษาผู้เจ็บป่วย เนื่องจากการบริโภคสินค้าปศุสัตว์ที่ไม่ได้มาตรฐาน” น.สพ. ยุคล กล่าวในที่สุด

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เกษตรกรรายย่อย ปรับตัวอย่างไร เมื่อวัวขุนราคาดี แต่มีต้นทุนสูง

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078151055&srcday=2012-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 537

เทคโนฯ ปศุสัตว์ 

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

เกษตรกรรายย่อย ปรับตัวอย่างไร เมื่อวัวขุนราคาดี แต่มีต้นทุนสูง

สวัสดีครับ เกษตรกรบ้านเราทุกสาขาต้องอยู่ท่ามกลางวังวนวัฏจักรราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวนป่วนปั่น ราคาขึ้นลงเป็นวงรอบตลอดเวลา ในช่วงนี้ราคาวัวในบ้านเรา แรง!! มากๆ ไม่ว่าจะเป็นวัวฝูงไล่ทุ่ง หรือวัวขุนก็ราคาดี ไม่มียกเว้น แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับคนเลี้ยงวัวขุนก็คือ ต้นทุนที่สูงตามไปด้วยแบบไล่จี้ติดบั้นท้าย เกษตรกรรายย่อย ปรับตัวอย่างไร ให้ผ่านภาวะนี้ไปได้ และทำกำไรจากช่วงราคาวัวแรง!! ในช่วงนี้ไปดูกันครับ

ขุนวัวไซซ์ใหญ่

เลือกซื้อวัว ราคา 20,000 บาท ขึ้นไป

พาท่านไปรู้จักกับ คุณอรุณ จามจุรี ที่บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 5 บ้านหัวตาลแถว ตำบลสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คุณอรุณ เล่าให้ฟังว่า

“ผมเลี้ยงวัว วัวเลี้ยงผมมาตลอด จนเมื่อ 2-3 ปี ที่ผ่านมา ราคาวัวตกต่ำมากจนผมต้องหยุดเลี้ยงวัวไปประมาณ 1 ปี เพราะราคามันไม่จูงใจ เลี้ยงไปก็ขาดทุน”

แต่หลังจากหันหลังให้อาชีพเลี้ยงวัวไปได้แค่ 1 ปี คุณอรุณ ก็กลับมาเริ่มต้นใหม่กับการเลี้ยงวัวขุนอย่างจริงจัง

“พอเลิกไปได้สักพักก็มาสังเกตดูว่า ราคาวัวเริ่มขยับขึ้น จากการคุยกับคนนั้นคนนี้ก็คิดได้ว่าราคาวัวต้องดีขึ้นแน่ๆ เพราะปริมาณวัวมันน้อยลง จนเรารู้สึกได้ ผมจึงหันกลับมาหาอาชีพคนเลี้ยงวัวอีกครั้ง และตกลงใจเลือกขุนวัวไซซ์ใหญ่แม้ว่าจะใช้เวลาขุนนานกว่า ใช้ต้นทุนเรื่องอาหารที่มากกว่า แต่ราคาขายก็สูงขึ้นไปจนเราพอใจ เรียกว่าลงทุนไปแล้วก็ต้องหวังได้ผลตอบแทนสูงหน่อยครับ” คุณอรุณ เล่าแนวคิดให้ฟัง

คุณอรุณ มีวิธีการเลือกวัวมาเข้าคอกขุนอย่างนี้ครับ คุณอรุณ มีพื้นที่น้อย สร้างคอกวัวขุนเอาไว้รอบบ้านได้ 8 คอก หลังจากนั้น ก็ออกหาซื้อวัวมาเข้าขุน หลักการเลือกซื้อวัวของคุณอรุณง่ายๆ คือ ไม่สนใจว่าเป็นวัวพันธุ์ไหน ถ้าโครงสร้างดี ราคาเหมาะสมก็ซื้อ แต่ถ้าหากเลือกได้จะเลือกซื้อวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ ยิ่งอายุมากก็ยิ่งดี ส่วนเรื่องราคาต้องซื้อกันที่ ราคาตัวละ 20,000 บาท ขึ้นไป จึงจะเหมาะกับการมาขุนเป็นวัวไซซ์ใหญ่

หลักการเลือกซื้อวัวของคุณอรุณจะดูที่โครงสร้างวัวเป็นหลัก วัวที่จะเอามาขุนต้องเป็นวัวโครงสร้างใหญ่ ขาใหญ่ กระดูกใหญ่ หลังกว้างใหญ่

“ในคอกที่มีอยู่ตอนนี้ผมซื้อมาราคาตั้งแต่ ตัวละ 20,000-37,000 บาท แต่ถ้าหากเลือกไม่ได้ ผมก็เลือกวัวลูกผสมที่อายุน้อย ยังไม่พร้อมเข้าโรงเชือด จะเป็นวัวหูสั้นหรือหูยาวก็ได้ทั้งนั้น อย่างตอนนี้วัวหายากมาก ผมก็ซื้อวัวหูยาวมาเข้าขุนราคาจะถูกลงไปอีก หาซื้อได้ในราคาประมาณ ตัวละ 10,000 กว่าบาท แต่ก็ต้องใช้เวลาขุนนานกว่าวัวพันธุ์อื่นๆ”

5 เดือน ต้องขุนให้ได้

หนัก 500 กิโลกรัม ขึ้น

การขุนและการให้อาหารนั้น คุณอรุณ อธิบายว่า เรื่องของอาหารจะแยกรางอาหารข้นและรางอาหารหยาบออกจากกัน ในส่วนอาหารหยาบเราใช้เปลือกสับปะรดเป็นหลัก เมื่อวัวมาถึงช่วงแรกอาจจะไม่ยอมกินเปลือกสับปะรด เราจะต้องให้ฟางเป็นอาหารหลัก แล้วฝึกวัวให้คุ้นกับการกินเปลือกสับปะรด ไม่นานเมื่อวัวกินเปลือกสับปะรดได้ก็จะให้เปลือกสับปะรดเป็นอาหารหยาบ วันละ 40 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน ให้เปลือกติดรางไว้ตลอดวัน

“ส่วนอาหารข้น ผมใช้อาหารข้นที่มีขายในพื้นที่ เป็นสูตรที่คนเลี้ยงวัวขุนในย่านนี้นิยมกัน โดยจะให้วัวกินวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น มื้อละประมาณ 2 กิโลกรัม ต่อตัว”

เมื่อให้วัวกินอาหารในปริมาณขนาดนี้ คุณอรุณ บอกว่า จะทำให้วัวน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ ประมาณ 100 กิโลกรัม ในเวลาประมาณ 5 เดือน

“วัวที่เราซื้อมาเข้าขุนหากเป็นวัวขนาดที่เราต้องการ จะต้องหนัก 400 กิโลกรัม ขึ้นไป วัวพวกนี้ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน น้ำหนักจะเพิ่มไปจนเกิน 500 กิโลกรัม แต่หากเราซื้อวัวเล็ก น้ำหนักต่ำกว่า 400 กิโลกรัม มาเข้าขุนจะต้องใช้เวลาขุนมากกว่า คือประมาณ 6 เดือน หรือมากกว่านั้นจึงจะมีน้ำหนักมากกว่า 500 กิโลกรัม” คุณอรุณ อธิบาย

ราคาขาย ต้องได้มาก

กว่ากิโลกรัมละ 80 บาท

คุณอรุณ จะขุนวัวเป็นวัวไซซ์ใหญ่ให้มีน้ำหนักมากกว่า 500 กิโลกรัม ขึ้นไป ซึ่งต้องใช้เวลาขุนและต้นทุนอาหารที่มากกว่า ดังนั้น ราคาที่ขายได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

“ผมจับขายไซซ์ 500 กิโลกรัม ขึ้นไป พ่อค้าคนไหนมาให้ราคาสูงผมก็ขาย ไม่มีพ่อค้าประจำ แต่ที่สำคัญคือ พ่อค้าที่มาซื้อวัวผม โดยเฉพาะในช่วงนี้ต้องให้ราคา กิโลกรัมละ 80 บาท ขึ้นไป เพราะถ้าให้ราคาต่ำกว่านี้ผมขาดทุน อยู่ไม่ได้ ต้นทุนอาหารช่วงนี้สูงมาก อย่างเปลือกสับปะรด ซื้อมากิโลกรัมละ 1 บาท ครั้งหนึ่งผมต้องซื้อเปลือกสับปะรดอย่างน้อย 10 ตัน อาหารข้น ก็กระสอบละเกือบ 500 บาทแล้ว แต่เรื่องต้นทุนอาหารยังไม่สำคัญเท่ากับต้นทุนราคาวัวที่สูงขึ้นมาก หากขายได้ราคาต่ำกว่ากิโลกรัมละ 80 บาท ก็ขาดทุนครับ” คุณอรุณ ชี้ให้เห็นความจริง

ส่วนตลาดปลายทางของวัวขุนจากคอกของคุณอรุณนั้น ส่วนใหญ่อยู่ที่ตลาดทางภาคใต้ครับ ใครสนใจอยากพูดอยากคุย ติดต่อ คุณอรุณ จามจุรี ได้ที่ โทร. (082) 298-1220 ครับ

วัวขุน นอกคอก

ผมพาท่านมารู้จักกับ คุณบุญรอด จามจุรี ที่บ้านเลขที่ 1/2 หมู่ที่ 5 บ้านหัวตาลแถว ตำบลสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

การขุนวัวของคุณบุญรอดใช้การขุนแบบไม่มีคอก ไม่มีรั้วกั้น ผูกล่ามวัวเอาไว้ในสวนมะพร้าว ต้นมะพร้าว 1 ต้น สำหรับวัว 1 ตัว มีวงบ่อซีเมนต์ 2 วง สำหรับใส่น้ำและอาหาร

“ผมไม่ลงทุนเรื่องคอกในตอนนี้ เพราะขุนวัวแบบนี้มา 2 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีปัญหา เลยไม่คิดจะทำคอก แม้ว่าในใจผมจริงๆ แล้วคิดว่า ขุนวัวในคอกน่าจะดีกว่า สะดวกกว่า แต่ผมก็ยังไม่คิดจะทำคอกขุนในตอนนี้”

คุณบุญรอด เล่าถึงหลักการคัดเลือกวัวมาเข้าขุนว่า วัวที่จะเอามาเข้าขุนจะเลือกซื้อวัวที่มีในพื้นที่ วัวใกล้บ้าน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ประหยัดค่าเดินทางไปเลือกวัว เพราะเราขุนครั้งละไม่มากนัก วิธีการเลือกจะต้องดูที่โครงร่าง วัวที่จะเอาเข้าขุน ต้องเป็นวัวโครงร่างใหญ่เพื่อจะสามารถเพิ่มน้ำหนักได้มาก ขาแข้งใหญ่ รับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ดี หลังจะต้องกว้างเพื่อให้มีเนื้อสะสมมากๆ

ส่วนเรื่องของพันธุ์วัวที่จะนำมาเข้าขุน คุณบุญรอด บอกว่า หากเลือกได้ อยากได้วัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์มากที่สุด เพราะเนื้อมาก ขุนอ้วนเร็ว ได้น้ำหนักดี พ่อค้าที่มาซื้อก็ชอบ แต่ถ้าเลือกไม่ได้จริงๆ พันธุ์ไหนก็ต้องเอา แต่มีหลักว่าต้องเป็นวัวที่มีอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป ผลัดฟันแล้ว วัวพวกนี้จะขุนน้ำหนักเพิ่มได้เร็วกว่า

สิ่งสำคัญอีกประการที่คุณบุญรอดใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อวัวเข้าขุนคือ เรื่องของราคา

“ตอนนี้ผมจะเลือกซื้อวัวที่มีราคาสูงกว่า 20,000 บาท ขึ้นไป เพราะจะเป็นวัวขนาดใหญ่ โครงร่างใหญ่ สามารถทำกำไรให้เราได้ หากซื้อวัวราคาถูกกว่านี้มาขุนอาจจะได้วัวตัวเล็กขุนน้ำหนักขึ้นช้า ทำให้เราขาดทุนได้” คุณบุญรอด สรุปไว้

ขุนให้ได้ 500 กิโลกรัม ขึ้นไป

เก็บ ชาร์โรเล่ส์ ไว้ให้ได้ราคา

คุณบุญรอด เล่าว่า ตอนนี้ขุนวัวครั้งละ 8-10 ตัว เท่าที่จะหาวัวมาเข้าขุนได้ ส่วนอาหารข้นจะใช้ยี่ห้อที่มีขายในพื้นที่ เพราะเป็นที่ยอมรับของคนขุนวัวในย่านนี้ โดยอาหารข้น จะให้วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ครั้งละประมาณ 3-4 กิโลกรัม ส่วนอาหารหยาบให้เปลือกสับปะรด วันละประมาณ 4-5 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน ตอนนี้ราคาเปลือกสับปะรดขยับขึ้นไปอยู่ที่ราคาตันละ 1,000 บาท ซึ่งถือว่าแพง แต่เราก็ต้องใช้ เพราะหาได้ง่ายและสะดวก ส่วนอาหารเสริมอื่นๆ นั้น คุณบุญรอด บอกว่า จะให้เกลือเม็ด 3-4 วันครั้ง และจะมีหญ้าสดให้วัวตามสภาพ คือหากพอมีเวลาก็จะหาเกี่ยวหญ้ามาให้ และวัวยังสามารถเล็มกินหญ้ารอบๆ ตัวได้บ้าง ไม่เหมือนกับการขุนวัวในคอกที่วัวไม่มีโอกาสเล็มหญ้าตามพื้นคอกได้

คุณบุญรอด บอกด้วยว่า การจะขุนวัวหนึ่งรุ่นโดยใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ให้ได้น้ำหนัก 500 กิโลกรัม ขึ้นไป และหากทำได้จะขุนให้ได้ที่ประมาณ 600 กิโลกรัม เพื่อให้ได้ราคาขึ้นไปอีก

ส่วนราคาซื้อขายในช่วงนี้ คุณบุญรอด บอกว่า ราคาขยับขึ้นไป วัวใหญ่น้ำหนัก 500 กิโลกรัม ขึ้นไป ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนวัวเล็ก น้ำหนักต่ำกว่า 500 กิโลกรัม ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 75-77 บาท

“พ่อค้าที่มาซื้อวัวของผมมักจะเป็นพ่อค้าจร ไม่มีพ่อค้าประจำ ใครมาให้ราคาดีกว่าผมก็ขาย ส่วนตลาดปลายทางของวัวที่ซื้อไปจากผมเท่าที่ถาม พ่อค้าคนซื้อบอกว่าวัวบางส่วนจะไปที่ตลาดทางภาคใต้ วัวอีกส่วนจะออกไปทางตลาดด้านตะวันออกอาจจะข้ามฝั่งไปถึงตลาดที่กัมพูชาอีกด้วย”

“ผมจะหาวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์มาเก็บเอาไว้ เพราะวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ราคาดีมาก ตอนนี้ผมมีลูกผสมชาร์โรเล่ส์ตัวผู้อยู่ 1 ตัว ยังอายุน้อย ไม่คิดจะขุนแต่จะเก็บไว้ขายเป็นพ่อพันธุ์ จะล่ามไว้ให้หากินหญ้าตามธรรมชาติ เมื่อได้ราคาก็จะขายออกไป” คุณบุญรอด เล่าให้ฟัง

ใครสนใจ อยากพูดอยากคุย ติดต่อ คุณบุญรอด จามจุรี ได้ที่ โทร. (086) 036-2577

ฝากข้อคิดให้มือใหม่

ที่สนใจวัวขุน

ในห้วงช่วงที่ราคาวัวดีดั่งทองแบบนี้ ผมว่าน่าจะต้องมีพี่น้องเกษตรกรหลายรายอยากจะกระโดดเข้าสู่ธุรกิจวัวขุนกันเป็นแน่แท้ ดังนั้น เพื่อเป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจ ลองมาฟังคนที่ทำมาก่อน

อย่าง คุณอรุณ ฝากข้อคิดเห็นมาแนะนำมือใหม่ที่สนใจวัวขุนว่า ตอนนี้วัวราคาดีมาก อย่างตัวคุณอรุณเอง เมื่อขายวัวขุนหมดคอกนี้แล้ว ก็ต้องหาวัวเข้ามาขุนต่อทันที แต่ถ้าจะให้แนะนำคนที่สนใจวัวขุนโดยเฉพาะมือใหม่ ขออยากแนะนำว่า การเลี้ยงวัวขุนในช่วงนี้ต้องลงทุนมาก ใครที่จะเริ่มต้องหาข้อมูลให้ดี เริ่มเลี้ยงแบบจำนวนน้อย ลงทุนน้อยๆ ไปก่อนเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น มีช่องทางมากขึ้น ค่อยขยับขยายไป น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ไม่ต้องเจ็บตัวครับ

ส่วน คุณบุญรอด แนะนำว่า ราคาวัวในบ้านเราจะสูงขึ้นอีก เกิน 3 ปี ข้างหน้าแน่นอน เพราะเท่าที่ตระเวนดูและฟังจากคนรู้จัก พบว่า วัวหมดจริงๆ ราคาจึงได้สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับคนที่สนใจจะทำวัวขุน ขอแนะนำว่า อย่าดูที่ราคาขายที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว ต้องดูความพร้อมของเราด้วย เช่น การขุนวัวในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีมาก เพราะมีความพร้อมเรื่องอาหารหยาบ อย่างเปลือกสับปะรด มีแหล่งอาหารข้นที่ผลิตขายในพื้นที่หลายเจ้าหลายยี่ห้อ

แต่หากเป็นเกษตรกรรายใหม่ที่สนใจจะขุนวัว ต้องดูว่าอาหารหยาบในพื้นที่พร้อมหรือไม่ ไม่มีเปลือกสับปะรดก็ใช้ฟางแทนได้ อาหารข้นพร้อมหรือไม่ ต้องเดินทางไกลเพื่อไปซื้อฟาง ไปซื้ออาหารข้นหรือเปล่า เพราะนั่นคือต้นทุนที่ต้องจ่าย จึงอยากฝากให้คนที่คิดจะเริ่มต้นทำวัวขุนคิดให้ดี หากคิดว่าพร้อมก็เริ่มที่จำนวนวัวไม่กี่ตัวก่อน หรือจะใช้วิธีขุนวัวนอกคอกก็ไม่ว่ากัน

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“เส้นทางเศรษฐี” ออนแอร์

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084151055&srcday=2012-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 537

“เส้นทางเศรษฐี” ออนแอร์ 

ใครที่ชอบ “อ่าน” ข่าวคราวความเคลื่อนไหวในแวดวงการเกษตรบนหน้าหนังสือ ก็น่าจะชอบ “รับชม” บนหน้าจอทีวีด้วยเช่นกัน

ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้เปิดช่องทางการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อทีวี อีกช่องทางหนึ่ง ในรายการ “มติชนข่าวค่ำ” นำเสนอข่าวทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา อาชญากรรม กีฬา และบันเทิง

และในช่วงมติชนข่าวค่ำนี้เอง ได้บวกช่วง รายการ “เส้นทางเศรษฐี” ที่จะว่าด้วยเรื่องราวของข่าวเกษตร และเรื่องราวของอาชีพอิสระสร้างเงิน

สำหรับข่าวเกษตร มีรายงานความเคลื่อนไหวในแวดวงการเกษตร ทั้งไม้ดอกไม้ประดับ พืชอาหาร พืชแปลกหายาก สัตว์ปีก สัตว์สวยงาม สัตว์น้ำ ฯลฯ ซึ่งทางทีมงานพยายามสรรหาเรื่องราวแปลกใหม่ ขั้นตอนวิธีการ และประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจมานำเสนอ

ตัวอย่างเรื่องราวที่ได้เคยนำเสนอไปแล้ว เช่น สับปะรดสี ไม้ประดับราคาสูง จังหวัดเพชรบุรี, การขุดไม้ล้อม เพื่อการจัดสวน จังหวัดสระบุรี, ปลาคาร์พสวย ราคาหลักแสน จังหวัดนนทบุรี, พืชกินแมลง ทั้งหม้อข้าวหม้อแกงลิง กาบหอยแครง และหยาดน้ำค้าง นับหมื่นต้น ของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สุนัขน่ารัก หลากหลายสายพันธุ์ อาทิ บีเกิ้ล ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน, แมว พ่อแม่พันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งอเมริกันชอร์ตแฮร์ อเมริกันเคิร์ล เบงกอล และสฟิงซ์ เป็นต้น

การเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง ที่ สระบุรี, การปลูกไม้ใบ มูลค่าส่งออกนับร้อยล้านบาทต่อปี ที่ จังหวัดราชบุรี ไปจนถึงบุกฟาร์มตัวเงินตัวทอง ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

ส่วนเรื่องราวอาชีพอิสระ เป็นการนำเสนออาชีพทำเงินที่ลงทุนง่ายๆ ขั้นตอนไม่ยาก รวมถึงอาชีพแปลกใหม่ที่จะสามารถจุดประกายไอเดียอย่างไม่น่าเชื่อ

สำหรับใครที่สนใจติดตาม “เส้นทางเศรษฐี” เวอร์ชั่นสื่อโทรทัศน์ได้ ในช่วง มติชนข่าวค่ำ ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.00-19.40 น. ทาง PSI ช่อง 7/Gmm Z ช่อง 71/ทรูวิชั่นส์ ช่อง 66 และ ในระบบ HD ช่อง 89

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , | ใส่ความเห็น

ยอดฟักทองแกงเหลือง

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089151055&srcday=2012-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 537

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ยอดฟักทองแกงเหลือง

ขอเขียนถึงเธออีกสักครั้งเถอะนะฟักทอง เพราะมันช่างยั่วยวนใจเหลือเกิน

ระหว่างที่กำลังฟื้นฟูจัดสวนหลังน้ำท่วมใหม่ ด้วยการรื้อสิ่งของรกเรื้อ วัชพืชนานา รวมถึงเถามะระขี้นกที่เลื้อยระดะพันรั้วเหล็กอย่างงามอลังการทิ้งไปด้วยความรู้สึกแสนเสียดาย

นึกไม่ถึงว่า เมล็ดฟักทอง ใต้พิภพจะรอคอยวันเวลาของเธอแทงยอดอ่อนขึ้นเหนือดิน รอดหูรอดตามาได้ จนเถาอ่อนเลื้อยป่ายจะปีนรั้วอีกครั้ง

โถชีวิตที่แข็งแรงมุ่งมั่นขนาดนี้ ใครจะใจแข็งถอนทิ้งไปได้…

ฉันก็เลยตัดสินใจเหลือที่ไว้ให้เธอนิดหน่อย พอเถาแข็งแรงขึ้นเรื่อย เธอก็รู้วิธีที่จะเลื้อยหาแดดด้วยตัวเอง จนในที่สุดสามารถพาชีวิตปีนป่ายข้ามรั้วด้านในบ้านออกไปสู่เสรีภาพภายนอก

จังหวะการเติบใหญ่ของเถาฟักทองนี้สอดรับกันพอดีกับหน้าฝน ซึ่งเป็นฤดูปลูกฟักทองของเกษตรกรทั่วไป

แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจปลูก เพียงแค่ไม่อยากทำร้ายชีวิต ปล่อยให้เธอเติบโตไปตามใจปรารถนา เพียงรดน้ำให้ปุ๋ยไม้ดอกไม้ใบอื่นในสวน อาหารโอชะนี้ก็ถ่ายเทไปถึงฟักทองได้เช่นกัน

ภายในเวลาเดือนเดียว เถาฟักทองเลื้อยยาวแตกยอดออกไปหลายทิศทาง ก้านอวบอิ่มมีขนเป็นปุยบางๆ ส่วนหนึ่งไต่ปีนรั้วขึ้นสู่ท้องฟ้า อีกส่วนป่ายแขนไปด้านข้าง และสุดท้ายยอดจำนวนมากมายก็ทอดตัวลงแนบไปกับถนนคอนกรีตด้านข้างบ้าน

ฉันรู้ว่าเธอคงร้อน แต่ด้วยความแข็งแรงเหลือเชื่อ เธอปรับตัวอยู่กับมันได้ และปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามแนวรั้วยาว

นานวันพื้นที่ใต้ใบเริ่มสะสมเศษซากใบไม้ที่ไหลลอยมาตามน้ำฝนและติดค้างเน่าเปื่อยอยู่ตรงนั้นถาวร กลายเป็นดิน เป็นปุ๋ย เป็นบ้านให้มือเล็กๆ ยึดเกี่ยวเอาไว้

ในที่สุดเธอก็ออกดอก

คุณผู้ชายในบ้าน ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งเตาไฟ เดินออกมามองเถาไม้งามนี้ทุกวัน

“จะต้องเด็ดยอดอ่อนมากินบ่อยๆ นะ แบบนี้มันจะติดผลมากขึ้น และออกดอกไม่หยุด มันกลัวตาย คนบ้านนอกเขาทำกันแบบนี้ฟักทองจะอยู่ได้เป็นปีๆ เลยนะ”

ฉันต้องเชื่อเขา เพราะเขาเป็นลูกชาวสวน อยู่กับต้นไม้ใบหญ้ามาตลอดชีวิต รู้จักพืชพรรณที่กินได้เกือบทุกชนิดก็ว่าได้ในประเทศนี้

หลังจากเถาฟักทองให้ดอกมากมาย และดอกตัวเมียบางดอกเริ่มติดผลเล็กๆ เขาก็บ่นให้ฟังถี่ขึ้นว่า ถึงเวลาจะเด็ดยอดฟักทองมาทำแกงแล้ว

ที่บ้านฉันทางภาคอีสาน เรานิยมใส่ยอดอ่อนและดอกตูมของฟักทองในแกงหน่อไม้ใบย่านาง

แต่บ้านเขาทางภาคใต้ชอบเอามาทำแกงเหลือง ที่เป็นแกงส้มรสชาติจัดจ้าน เปรี้ยวเผ็ดนำ

คนภาคกลางเห็นนิยมใช้ยอดฟักทองกับแกงเลียงมากทีเดียว หรือไม่ก็ลวกจิ้มกับน้ำพริก ง่ายที่สุด

เช้าแดดแจ่มวันหนึ่ง ฤกษ์ดีที่จะเด็ดยอดฟักทองแล้ว เพราะฉันเริ่มกังวลว่า ถ้าไม่เด็ดยอดอ่อนเสียบ้างมันอาจจะไม่ให้ลูก แถมใบแก่แถวโคนต้นเริ่มถูกเบียดเบียนด้วยแมลงศัตรูพืชเข้าให้แล้ว

มันไม่ใช่ เพลี้ยไฟ ซึ่งเป็นแมลงขนาดเล็กมากแบบที่ฉันเคยอ่านตามตำรามา เพลี้ยพวกนี้ ตัวอ่อนจะมีสีแสดตัวแก่จะเป็นสีดำขนาดเท่าปลายเข็มจะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อนและใต้ใบอ่อน ทำให้ยอดหดสั้นลงและเป็นปล้องถี่ทำให้ยอดชูตั้งขึ้นเรียกว่า โรคยอดตั้ง ซึ่งถ้าเพิ่งเริ่มเป็นใหม่ๆ แล้วมีฝนตกมา หรือฉีดน้ำไล่ให้น้ำทั่วถึงเพลี้ยไฟจะหายไปเอง

แต่ที่ฉันเห็นไม่ใช่เพลี้ยไฟ มันเป็นแมลงตัวใหญ่ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว รูปร่างคล้ายแมลงเต่าทองสีส้มลายดำ มันจะค่อยๆกัดกินใบแก่ทีละน้อยจนเป็นรูโหว่จนเกลี้ยงไปทั้งใบ

ยังดีมากที่มันไม่แตะต้องยอดอ่อนเลย

ฉันไปสืบเสาะค้นหาความรู้มาจนพบว่า เจ้าแมลงที่ว่านี้คือ “แมลงเต่าแตง” ซึ่งน่าจะอยู่ในครอบครัวเดียวกับพวกเต่าทองนั่นแหละ

สิ่งที่น่ากลัวของ แมลงเต่าแตง ก็คือ มันไม่ได้มากัดกินใบฟักทองจนอิ่มแปล้และหนีไป แต่มันยังทิ้ง โรคเถาเหี่ยว เอาไว้ด้วย

ลักษณะของโรคเถาเหี่ยวก็คือ ใบฟักทองในเถาจะเริ่มเหี่ยวลงทีละใบ เมื่อเหี่ยวจากปลายเถามาจนถึงโคนเถาแล้วก็จะเหี่ยวพร้อมกันหมดทั้งต้น

ในตำราบอกว่า ถ้าเอามีดเฉือนเถาบริเวณที่เหี่ยวดูตามความยาวจะเห็นว่า กลางลำต้นในเถามีอาการฉ่ำน้ำมากกว่าปกติ

โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในตัวแมลงเต่าแตง เมื่อแมลงเต่าแตงมากัดกินใบ ก็จะนำเชื้อนี้เข้าสู่ต้นฟักทองและเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว

…โอย!…แย่แล้ว แมลงเต่าแตงกินใบฟักทองของฉันหมดไปเกือบ 10 ใบแล้ว แต่เถาแข็งแรงยังไม่แสดงอาการว่าติดเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ เพราะไม่มีเถาส่วนใดเริ่มเหี่ยว ยอดอ่อนก็ยังเลื้อยยาวไปเรื่อย ออกดอกถี่ เสียแต่ว่ามีดอกตัวผู้ทั้งนั้น

ไม่ได้การล่ะ ถึงเวลาเด็ดยอดเสียที

ยอดฟักทองกำใหญ่ สดใหม่ สะอาดที่สุด เพราะอยู่ในสวนของเราเอง กองอยู่บนโต๊ะพร้อมที่จะลงหม้อแกงแล้ว

เทพเจ้าแห่งเตาไฟประจำบ้านนั่งประจำที่ ลอกเปลือกออก ค่อยๆ ฉีกยวงใยที่คลุมก้านด้านนอกออกจนเกลี้ยง เหลือเพียงก้านชุ่มด้านใน จากนั้นใช้มือเด็ดเป็นท่อนดัง เป๊าะ

เสียงนี้บอกได้ทันทีว่า ยอดอ่อนจริง และจะหวานมาก

เครื่องแกงเหลือง ประกอบด้วย พริกแห้ง หอม กระเทียม ขมิ้น กะปิ มะนาว เกลือ โขลกทุกอย่างเข้าด้วยกันจนเนียน

ส่วนเนื้อสัตว์ เรามีกุ้งสดเหลือติดตู้เย็นอยู่นิดหน่อยก็เลยเอามาใช้

กลายเป็น แกงเหลืองยอดฟักทองกุ้งสด

ฉันมองเขาโขลกเครื่องแกงด้วยความอดทน กว่าจะได้ที่แทบเหงื่อหยด

อาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหารพื้นบ้านภาคไหน เคล็ดลับความอร่อยอยู่ตรงนี้ ที่เครื่องแกง ต้องสดใหม่ ทำเดี๋ยวนั้น

และต้องโขลกด้วยครก เพื่อให้น้ำมันหอมระเหยของเครื่องเทศสมุนไพรทั้งหมดแตกตัวออกมาทำหน้าที่ปรุงรสอย่างเต็มกำลัง

ส่วนที่ยากที่สุดของการทำครัวไทยก็คือเรื่องนี้ เมื่อเตรียมของทุกอย่างพร้อม เวลาที่ใช้บนเตาไฟไม่นานเลย

แกงอ่อมจากครัวของแม่ มีกรรมวิธีที่เป็นแบบแผนเฉพาะตัวของแม่ก็คือ ให้เอาเครื่องแกงที่โขลกนั้นคั่วไฟแรงไปกับเนื้อสัตว์เลย ยกเว้นปลาและอาหารทะเล

ความร้อนจะดึงรสหวานของเนื้อสัตว์ออกมาคลุกเคล้ากับเครื่องแกง

วิธีนี้ทำให้เราไม่จำเป็นต้องพึ่งน้ำซุปเหมือนทำอาหารฝรั่ง

จากนั้นแม่จะใส่น้ำปลาร้า เติมรสเค็มลงไปก่อน คั่วให้รสชาติซึมเข้าหากันจนได้ที่ค่อยเติมน้ำสะอาด ปล่อยให้เดือดจัดแล้วค่อยใส่ผัก รอให้น้ำแกงเดือดอีกครั้ง ปรุงรสรอบสุดท้าย…แล้วยกลงได้เลย ไม่ต้องให้ผักสุกจนเกินไป

แกงเหลืองหม้อนี้สีสวยด้วยขมิ้นที่เราหามาปลูกไว้ในสวนครัวของตัวเอง 1 กอ มันจึงสดใหม่และหอม ใช้ไม่มากก็เหลืองลออ

ฉันเห็นเขาตั้งน้ำให้เดือดก่อน ละลายเครื่องแกงลงไปในน้ำเดือดพล่าน ปรุงรสรอบแรก โดยเฉพาะรสเปรี้ยวจากน้ำมะนาว จากนั้นตามด้วยกุ้งสดและผัก ชิมอีกครั้งก่อนจะผ่อนไฟ เคี่ยวนิดหน่อย

“แกงส้ม ต้องให้ผักสุกหน่อย และจะอร่อยมากขึ้นในวันรุ่งขึ้น” เขาบอก

แต่ฉันไม่อาจรอคอยไปอีกตั้ง 24 ชั่วโมง

เมื่อข้าวสวยพร้อมและเริ่มหิว แกงเหลืองในหม้อก็มาอยู่ในถ้วย

เราแลกเปลี่ยนความรู้สึกเรื่องรสชาติกันระหว่างชิมอาหาร เขาเป็นคนบอกเองว่า ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า รสชาติของส่วนที่เป็นก้านอวบจะต่างไปจากส่วนใบ และรสชาติของดอกก็ไม่เหมือนส่วนอื่นเลย

จริงอย่างที่เขาพูด

ส่วนก้านกรุบกรอบ มีเส้นใยมาก คล้ายกับสายบัว แต่ไม่นุ่มแบบนั้น

ใบจะหยุ่นนุ่มกว่าก้านแต่สากคายนิดๆ กับขนอ่อนที่ปกคลุม

ตรงปลายยอดผักนั่นสินุ่มนวลจริงๆ และนุ่มชวนให้ติดใจ

แต่ส่วนไหนก็สู้ดอกไม่ได้

ฉันยังจดจำความรู้สึกนวลเนียนลงตัวของดอกฟักทองในแกงหม้อนั้นได้ติดปลายลิ้น

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ลานอเนกประสงค์ ในสวน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090151055&srcday=2012-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 537

สวนสวย-ไม้งาม

ยุคคล จิตสำรวย โทรศัพท์ (091) 096-1549 Facebook : สวนลุงเสก 

ลานอเนกประสงค์ ในสวน

มุมจัดสวนสำหรับที่อยู่อาศัย สมัยนี้มักมีหลายมุม เราจึงสามารถจัดสวนได้มากกว่า 1 แบบ ในบ้านหลังเดียวกัน ความต่อเนื่องระหว่างมุมสวนแต่ละมุม จึงต้องจัดการให้ประสานกันอย่างกลมกลืนไม่ขัดเขิน มีความลื่นไหลทางความรู้สึกที่ดี

แนวทางเดินแบบต่างๆ แม้จะเชื่อมระหว่างมุมสวนแต่ละมุมให้เกิดความต่อเนื่องได้ แต่วัตถุประสงค์ของมันก็เป็นแค่เส้นทางสำหรับเดินชมสวนของเราเท่านั้น

การเชื่อมต่อมุมสวนแต่ละมุมด้วยลานอเนกประสงค์ จึงเป็นทางออกอย่างหนึ่งที่สร้างความลงตัวให้กับสวนของเราได้ อีกทั้งสามารถใช้ลานที่ว่านี้ ทำกิจกรรมต่างๆ ในสวนได้ อาจวางชุด โต๊ะ เก้าอี้สนาม เพื่อเอาไว้นั่งเล่น ทำงาน รับรองเพื่อนฝูงผู้มาเยี่ยมเยือน กระทั่งใช้เปลี่ยนบรรยากาศในการรับประทานอาหารร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ความสุขจากการใช้สวนของเราก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

วัสดุที่ใช้ทำลานอเนกประสงค์

สวนมีหลายรูปแบบ การสร้างลานอเนกประสงค์เพื่อใช้ในสวน จึงควรเลือกวัสดุให้มีความสอดคล้องกลมกลืน กันไป หากลานอเนกประสงค์ที่ว่านี้ มุ่งเน้นการเชื่อมต่อของสวนแต่ละแบบที่ไม่เหมือนกัน ก็ยิ่งจะต้องเลือกวัสดุที่สอดคล้องกับรูปแบบและเนื้อหาของสวนทั้ง 2 แบบ นั้นด้วย ทั้งนี้ มุมมองทางศิลปะของผู้จัดสวนจะเป็นสิ่งที่บอกได้ว่า วัสดุดังว่านั้น ควรจะเป็นอะไร

1. หินเกล็ด เป็นหินแกรนิต เม็ดเล็กๆ ที่ใช้ในงานก่อสร้าง เป็นวัสดุเรียบง่ายที่มีราคาถูก ให้ผิวสัมผัสที่ค่อนข้างหยาบ แต่พื้นผิวจะเรียบ แน่น มักใช้กับสวนกึ่งแบบแผน โดยใช้รวมกับกรอบของลานที่เป็นเสารั้วคอนกรีต เพราะมีสีสันไปในทิศทางเดียวกัน และเพิ่มสีสันให้สวยงามยิ่งขึ้น ด้วยกรวดแม่น้ำคละสี เบอร์ 5 หรือต่ำกว่านั้นโรยทับบางๆ

2. แผ่นศิลาแลง เป็นหินธรรมชาติสีน้ำตาลแดง ที่ถูกตัดออกมาเป็นแผ่นในขนาดที่ต้องการ เช่น ขนาด 20×40 เซนติเมตร สำหรับทำกรอบทางเดิน กรอบลานอเนกประสงค์ และขนาด 40×40 เซนติเมตร สำหรับปูเป็นลานอเนกประสงค์ เหมาะสำหรับสวนธรรมชาติและสวนแบบบาหลี ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ ให้ความรู้สึกที่เข้มขรึม ร่มเย็น สะดวกในการจัดวางชุด โต๊ะ เก้าอี้สนาม คุณสมบัติเฉพาะของศิลาแลงนั้น สามารถเก็บความชื้นเอาไว้ได้ดี มอสส์และเฟินจึงมักจะเกิดขึ้นและเติบโตได้อย่างสวยงาม เป็นเรื่องราวที่จะต้องเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งในสวนของท่าน เพียงผ่านเวลาไปไม่นานนัก

3. แผ่นซีเมนต์ เหมาะสำหรับสวนยุคใหม่ ที่เจ้าของบ้านต้องการความเรียบร้อย ทำความสะอาดง่าย และปราศจากการเกาะติดของตะไคร่น้ำหรือมอสส์ (บางคนไม่ชอบสีสันของมอสส์และตะไคร่น้ำ ทั้งกลัวจะลื่นล้ม) แผ่นซีเมนต์จะมีหลายขนาดและหลายชนิด ทั้งที่มีและไม่มีการเคลือบสี มักใช้ควบคู่กับกรอบลานที่ทำจากเสารั้วซีเมนต์ เหมาะที่จะใช้กับสวนธรรมชาติเขตร้อน และสวนแบบแผนหรือกึ่งแบบแผน

4. แผ่นหินทรายแดง และหินทรายเหลือง เป็นแผ่นหินธรรมชาติ ขนาดต่างๆ ใช้ร่วมกับกรอบสวนที่เป็นศิลาแลงขนาด 20×40 เซนติเมตร ลานอเนกประสงค์ที่ใช้แผ่นหินทรายแดงและหินทรายเหลืองนั้น จะให้อารมณ์ที่ใกล้เคียงลานหินธรรมชาติมาก แผ่นหินทรายเหล่านี้ จะมีทั้งชนิดตัดขอบเรียบ และสกัดเป็นรูปแผ่นตามธรรมชาติ ชนิดที่ตัดขอบเรียบจะแพงกว่าชนิดไม่เรียบ เหมาะที่จะใช้ในสวนแบบธรรมชาติเขตร้อน สวนแบบบาหลี

5. แผ่นหินทราย หินชั้น รูปทรงอิสระ (Free form) เป็นแผ่นหินรูปทรงตามธรรมชาติ มีขนาดและความหนาต่างๆ กันออกไป ใช้ร่วมกับกรอบสวนที่เป็นศิลาแลงหรือก้อนหินวางเรียงรายกันไป มักใช้กับสวนธรรมชาติเขตร้อนและสวนแบบบาหลี สวนที่มีน้ำตก กระทั่งสวนธรรมชาติที่เน้นการปลูกเฟิน ลานอเนกประสงค์ที่ปูพื้นด้วยแผ่นหิน ธรรมชาตินั้นจะให้อารมณ์ที่เป็นธรรมชาติของป่าเขาจริงๆ

6. อิฐมอญ เป็นวัสดุอีกอย่างหนึ่งที่เหมาะกับการนำมาใช้เพื่อการนี้ ผิวและเนื้อของอิฐมอญจะเก็บความชื้นเอาไว้ได้มาก ช่วยให้สวนของท่านสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยสีเขียวๆ ของมอสส์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นช้าๆ มุมโน้นนิด มุมนี้หน่อย แต่ควรระวังในเรื่องการลื่นล้ม เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบธรรมชาติแบบป่าฝนหรือป่าร้อนชื้นเท่านั้น

7. กรวดแม่น้ำ ขนาดต่างๆ หรือคละขนาดตามแต่จะชอบ สำหรับเก็บความเรียบร้อยในท้ายสุด (แนะนำให้ใช้กรวดแม่น้ำเบอร์เล็กสุด คละสี ควรหลีกเลี่ยงกรวดแม่น้ำสีขาว)

วิธีการอย่างง่าย ในการทำลานอเนกประสงค์ในสวน

1. ปรับพื้นที่ให้เรียบ ด้วยทรายหยาบ บดอัดหรือกระทุ้งทรายให้แน่นเท่าที่จะทำได้

2. วางวัสดุที่จะทำกรอบของลานอเนกประสงค์ลงไปโดยรอบพื้นที่ ปรับระดับให้เสมอกันทุกด้านด้วยการหนุนและลดระดับด้วยทรายหยาบ

3. วางแผ่นวัสดุปูพื้นลานอเนกประสงค์ที่เลือกเอาไว้แล้ว ปรับระดับหรือหนุนระดับให้เท่ากันโดยใช้ทรายหยาบ เช่นกัน

4. หากวัสดุที่ใช้ปูลานอเนกประสงค์ มีความละเอียด เช่น หินเกล็ด และกรวดแม่น้ำคละสีและขนาดนั้น ให้ใช้ตาข่ายพลาสติก (ตาละเอียด) ปูทับทรายหยาบที่ปรับระดับเอาไว้แล้ว ก่อนที่จะลงวัสดุปูพื้นดังกล่าว

5. เก็บรายละเอียดของลานอเนกประสงค์ (ในช่องว่าง) ด้วยกรวดแม่น้ำขนาดและสีต่างๆ หรืออื่นๆ ตามแต่ต้องการให้เรียบร้อย ล้างพื้นลานให้สะอาด

เพียงแค่นี้ ท่านก็จะได้ลานกว้างๆ สวยๆ เพื่อจะใช้จัดวางชุดสนาม หรือใช้ในการประกอบกิจกรรมต่างๆ ของท่านและครอบครัวร่วมกันอย่างมีความสุข มีประโยชน์ในการใช้งานได้คุ้มค่ากับการลงทุน ลงแรง จัดสวนขึ้นมาอย่างสวยงาม

พลอง กินลูก

เป็นพันธุ์ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก ในความสูงไประหว่าง 2-4 เมตร ทรงพุ่มโปร่งบาง เรือนยอดรูปไข่ เปลือกลำต้นมักแตกเป็นสะเก็ดบางๆ

ใบ รูปไข่หรือรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน

ดอก ออกเป็นช่อกระจุกอยู่ตามกิ่งมีขนาดเล็กมาก เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร กลีบดอกมี 4 กลีบ ดอกตูมมีสีชมพู ดอกบานสีน้ำเงินอมม่วง ออกดอกในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม

เมื่อกลีบดอกร่วงก็จะติดผลเล็กๆ สีชมพูอมแดง เมื่อแก่จัดจะมีสีดำ รสหวาน เป็นผลไม้จากป่าที่มีรสชาติดี

ในธรรมชาติเรามักพบเห็น พลอง เจริญเติบโตอยู่ในป่าเบญจพรรณของทุกภาคในบ้านเรา โดยเฉพาะภาคใต้แถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช

พลอง ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือขุดเอาต้นพันธุ์ออกมาจากป่า (ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมนัก)

เจริญเติบโตในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี ต้องการแสงแดดเต็มวัน

ในงานจัดสวน เราใช้ พลอง ปลูกประดับบนเนินเตี้ยๆ หรือริมสระน้ำ กระทั่งปลูกลงในกระถางขนาดใหญ่สำหรับพื้นที่ของบ้านที่เป็นพื้นซีเมนต์ พลองก็สามารถมีดอก มีผล ให้เราชื่นชม ให้เก็บมากินได้เช่นเดียวกัน

นางแย้ม 

เป็นพันธุ์ไม้พุ่มเตี้ย เนื้ออ่อน ความสูงระหว่าง 30 เซนติเมตร ถึง 1.5 เมตร

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ตามข้อลำต้น รูปใบคล้ายใบโพธิ ขอบใบมีจัก มีเส้นใบที่มองเห็นได้ชัดเจน ผิวสัมผัสของใบอ่อนนุ่ม แต่มีขนระคายมือ ขนาดของใบ กว้าง ประมาณ 14 เซนติเมตร ยาว ประมาณ 18 เซนติเมตร

ดอก ของนางแย้มออกเป็นช่อสวยงาม ติดกันเป็นแผงตามยอดหรือปลายกิ่ง รูปดอกเหมือนกับดอกมะลิซ้อน สีขาว มีกลิ่นหอมแรงมาก มีดอกให้เราชื่นชมได้ตลอดทั้งปี นางแย้มเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ทนต่อน้ำท่วมขัง ต้องการแสงแดดรำไร ใช้ปลูกในกระถางเพื่อจัดสวนกระถางได้เช่นเดียวกับพลอง

ในงานจัดสวน เรามักใช้นางแย้มปลูกในมุมอับของบ้านที่มีแสงสว่างค่อนข้างน้อยและชื้นแฉะ เช่น มุมบ้าน ริมบ่อน้ำ หรือใช้ปิดบังถังน้ำ ปั๊มน้ำ ห้องน้ำ และส่วนที่ไม่น่ามองอื่นๆ นอกกรอบของสวน

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

พืชอะไร ที่ไทยสู้เขาได้ ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094151055&srcday=2012-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 537

รอบรั้วอาเซียน

ศักดา ศรีนิเวศน์ s_sinives@yahoo.com

พืชอะไร ที่ไทยสู้เขาได้ ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

การไปศึกษาวิจัยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรและประเทศไทย เมื่อเข้าสู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามครั้งนี้เป็นประเทศแรก ซึ่งโครงการนี้จะดำเนินการศึกษาวิจัยต่อไปในประเทศกลุ่มอาเซียนที่สำคัญคือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่มุมมองของผู้เขียนเห็นว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้งหมด เวียดนาม คือคู่เปรียบเทียบที่สำคัญที่สุดเท่านั้น

ในเวียดนามเราไปศึกษาวิจัยและดูงานที่สมาคมพืชต่างๆ คือ สมาคมอาหารเวียดนาม (ข้าว) สมาคมไม้ผลและพืชผักเวียดนาม สมาคมพริกไทย สมาคมกาแฟและโกโก้ สมาคมยางพารา สมาคมประมงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ บริษัท อันยาง อารักขาพืช จำกัด สถาบันวิจัยพืชสวนเมืองร้อนภาคใต้ ตลาดกลางสินค้าเกษตรถูดึ๊ก ตลาดกลางบิ่นห์เดียน ศูนย์วิจัยยางพาราเบนห์แก็ต จังหวัดเบิ่นห์เยิง ศูนย์วิจัยการเกษตรฮึ่งล็อค จังหวัดด่งไน (มันสำปะหลัง) ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมไม้ผลบ่าวล็อค (ชา กาแฟ) และบริษัท จามอัน จำกัด (ผู้ผลิตชาและกาแฟ) จังหวัดลามด่ง

ที่ผ่านมาได้นำเสนอในเรื่องของข้าว พริกไทย และกาแฟ ซึ่งเป็นพืชที่ประเทศไทยมีโอกาสที่จะสูญเสียความเป็นผู้ผลิตและผู้นำในการส่งออกมากที่สุด ที่เห็นชัดเจนในขณะนี้คือ พริกไทย ต่อมาก็คือ ข้าว ส่วนกาแฟจะมองเห็นชัดเจนเมื่อทุกประเทศรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 ปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนกาแฟบ้านเรายังอยู่ได้อย่างค่อนข้างมีความสุข เป็นเพราะรัฐบาลยังมีการเก็บภาษีสูงและกำหนดโควต้าการนำเข้า จึงทำให้กาแฟที่นำเข้ามีราคาค่อนข้างสูง และขั้นตอนในการปฏิบัติมีความยุ่งยากต่อผู้นำเข้า เกษตรกรไทยจึงยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจน

พืชอีกชนิดหนึ่งของเวียดนามที่แม้ว่าจะยังห่างไกลจากประเทศไทยมาก แต่เราก็ควรจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดเช่นกันคือ ยางพารา ซึ่งจัดว่าเป็นไม้ยืนต้นที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในพื้นที่การเกษตรทั้งหมดของเวียดนาม คือมีพื้นที่ปลูก ในปี 2554 รวมกันทั้งสิ้น 834,200 เฮกตาร์ หรือ 5,213,750 ไร่ โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ปลูกเฉลี่ยรายละ 15-20 ไร่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 51.3 ทำให้ผลผลิตน้ำยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 47.7 ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามได้มีการส่งเสริมให้มีการเปิดพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นในจังหวัดแถบบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือทางภาคเหนือของประเทศที่ไม่เคยปลูกยางพารามาก่อน โดยได้กู้เงินจากธนาคารโลกเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยกู้เป็นทุนปลูกยางพาราในพื้นที่ 60,000 เฮกตาร์ หรือ 375,000 ไร่

ยางพารา จัดว่าเป็นพืชส่งออก อันดับสองของเวียดนาม รองจากข้าว สร้างรายได้ให้กับเวียดนาม ร้อยละ 3.3 ของรายได้จากการส่งออกผลผลิตการเกษตรทั้งประเทศ โดยในปี 2554 ทำรายได้ให้กับเวียดนามถึง 3.23 พันล้านดอลลาร์ ผลผลิตน้ำยางธรรมชาติของเวียดนามเป็นอันดับห้าของโลก (811,600 ตัน) โดยผลผลิตต่อพื้นที่สูงเป็นอันดับสองของโลก คือ 1,720 กิโลกรัม ต่อเฮกตาร์ หรือประมาณ 275 กิโลกรัม ต่อไร่ และส่งออกเป็นอันดับสี่ของโลก คือ 816,600 ตัน

และแม้ว่าเวียดนามจะส่งยางธรรมชาติออกมาก แต่ปริมาณการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติก็ยังมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าของการส่งออก ทั้งนี้เนื่องมาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้ภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันการพัฒนาการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราก็มีเพิ่มมากขึ้น มีการลงทุนจากชาวต่างชาติในอุตสาหกรรมการแปรรูปไม้ยางพาราเป็นเฟอร์นิเจอร์และอื่นๆ จากบริษัทชั้นนำของต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เช่น บริษัท เอส บี เฟอร์นิเจอร์ จากประเทศไทย เป็นต้น

โอกาสในการพัฒนาการผลิตยางธรรมชาติของเวียดนามในอนาคตยังมีอีกมาก ทั้งนี้เนื่องมาจากความต้องการยางธรรมชาติของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นโดยตลอด อีกทั้งราคายังเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรปลูกและขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความร่วมมือของสภาธุรกิจยางอาเซียน (Asean Rubber Business Council : ARBC) และสมาคมยางระหว่างประเทศ (International Rubber Association : IRA) ทำให้ยางพารามีราคาสูงและค่อนข้างมีเสถียรภาพ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้การส่งเสริมการผลิตยางธรรมชาติของเวียดนามประสบผลสำเร็จเป็นเพราะมีการวิจัยพัฒนาการปลูกยางพารา และพันธุ์ยางพาราใหม่ๆ ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง นอกจากนี้ ยังมีสมาคมยางพาราที่เข้มแข็ง ในการที่จะส่งเสริม วิจัย และพัฒนา การเพาะปลูกยางพาราเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ การสนับสนุนในการศึกษาวิจัยพัฒนาการแปรรูปน้ำยางธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็เป็นแรงผลักดันที่สำคัญอันหนึ่งที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรมีการเพาะปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น แต่เวียดนามเองก็มีปัญหาในด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกยางพาราเช่นกัน เช่น ยังไม่สามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตยางธรรมชาติให้มีคุณภาพเป็นมาตรฐานเดียวกันได้ทั้งประเทศ การออกใบรับรองคุณภาพของยางธรรมชาติจะกระทำให้เฉพาะกับผู้ที่ยื่นขอเท่านั้น ขณะเดียวกันคุณภาพของยางธรรมชาติที่ผลิตได้ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ตลาดโลกต้องการ ดังนั้น ผลผลิตยางธรรมชาติของเวียดนามส่วนใหญ่จึงขายให้กับประเทศจีน ถึงร้อยละ 62 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดของประเทศ และราคาที่ขายจะถูกกว่าประเทศไทย ขณะเดียวกันปริมาณความต้องการน้ำยางธรรมชาติเพื่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายในประเทศเองก็มีไม่มาก ซึ่งตรงนี้ถือว่าประเทศไทยยังมีความได้เปรียบประเทศเวียดนามอยู่มาก จึงยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก

เมื่อถึงเวลาความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเริ่มขึ้นในอีก 3 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยก็ยังคงเป็นผู้นำในเรื่องของยางธรรมชาติต่อไป อีกทั้งเวียดนามก็ยังมีข้อจำกัดในด้านพื้นที่ส่งเสริมการปลูกยางพาราซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ตอนกลางเป็นบางส่วน และทางเหนือซึ่งเพิ่งจะเริ่มปลูก ทางเดียวที่เวียดนามสามารถจะทำได้ง่ายที่สุดก็คือ การพยายามที่จะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น ซึ่งกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนามได้ตั้งเป้าหมายพื้นที่ปลูกยางพารา ในปี 2558 ไว้ที่ 800,000-900,000 เฮกตาร์ หรือประมาณ 5,000,000-5,625,000 ไร่ ผลผลิตน้ำยางธรรมชาติ ที่คาดว่าจะได้ประมาณ 1,200,000 ตัน และในปี 2563 จะพัฒนาผลผลิตให้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,600,000 ตัน ในพื้นที่เท่าเดิม

สำหรับผลไม้เมืองร้อนชนิดต่างๆ ประเทศไทยยังคงเป็นแชมป์และจะรักษาความเป็นแชมป์ไว้ได้อีกยาวนาน ไม่เพียงแต่เป็นแชมป์ในระดับอาเซียนเท่านั้น แต่เป็นแชมป์ระดับโลกเลยเทียว เพราะเพียงปลูกเล่นๆ ยังเหลือกินเหลือขายจนเกษตรกรพากันล่มจมกันไปหลายคน ปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำจะลดลงจนหมดไปภายหลังเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีข้อแม้ว่าต้องหามืออาชีพมาทำตลาด เพราะเรื่องคุณภาพและชื่อเสียงของผลไม้ไทยเป็นหนึ่งในโลกอยู่แล้ว (ไม่ได้คุยโม้) ที่แพ้เขาเกือบทั้งหมดก็เรื่องตลาดนี่แหละ

สมาคมไม้ผลและพืชผักเวียดนาม ก็ยอมรับว่าผลไม้เวียดนามเป็นรองประเทศไทยในทุกด้าน เขาบอกว่าเราทิ้งห่างเขากว่าสิบปี ซึ่งเขาเองก็วิตกเป็นอย่างยิ่งว่าอีก 3 ปี ข้างหน้า เกษตรกรสวนผลไม้ของเขาต้องเดือดร้อนแน่ เพราะผลไม้ของไทยที่มีคุณภาพดีกว่า จะเข้าไปครองตลาดเวียดนาม ซึ่งผู้บริโภคของเวียดนามมีความชื่นชอบในรสชาติ คุณภาพ และมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยต่อการบริโภคผลไม้จากประเทศไทยมากกว่าของเวียดนามและจีน ซึ่งปัจจุบันทุเรียนหมอนทอง มังคุด ลองกอง และมะม่วงเขียวเสวย ก็ครองตลาดเวียดนามอยู่แล้ว แม้ว่าสถาบันวิจัยไม้ผลเมืองร้อนเวียดนามจะบอกว่า เวียดนามมีทุเรียนพันธุ์ใหม่ที่เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์หมอนทองของไทยกับพันธุ์พื้นเมืองของเวียดนาม ที่มีคุณภาพและรสชาติดีกว่าหมอนทอง แต่ผู้บริโภคก็ยังชอบรับประทานทุเรียนหมอนทองของไทยมากกว่า ซึ่งเราก็ไม่ควรจะดีใจหรือประมาทจนเกินไป

เชื่อว่าเกษตรกรสวนผลไม้ของเราคงต้องพบกับศึกหนักที่ทุกประเทศที่เขาเสียเปรียบเรา จะออกมาตรการในเรื่องสุขอนามัยและคุณภาพของผลผลิตมาเป็นเครื่องมือในการปกป้องเกษตรกรของเขา ดังนั้น เกษตรกรสวนผลไม้ของเราจะต้องเป็นผู้ที่ใฝ่รู้ ศึกษาและพัฒนาการผลิตผลไม้ให้ปลอดภัยและมีคุณภาพมาตรฐาน ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศที่มีความชอบและวัฒนธรรมในการบริโภคที่แตกต่างกัน คงจะเอาความชอบและวัฒนธรรมในการบริโภคของคนไทยเป็นตัวกำหนดไม่ได้ เกษตรกรไทยจะต้องเป็นเกษตรกรที่ทันสมัย หรือเรียกว่าเป็น “สมาร์ท ฟาร์มเมอร์” (smart farmer) ที่ทันต่อสถานการณ์การเกษตรของโลกอยู่เสมอ การทำการเกษตรแบบทำตัวเป็นผู้จัดการฟาร์มคงไปไม่รอด ผู้ที่จะอยู่รอดได้ก็คือเกษตรกรมืออาชีพเท่านั้น เพราะการแข่งขันในระดับภูมิภาคจะมีความเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้นในทุกปีๆ ในอนาคตรัฐบาลก็อาจจะเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องปัจจัยการผลิตหรือช่วยเหลือเรื่องราคาไม่ได้มาก เพราะจะถูกประเทศที่เขาต้องการปกป้องเกษตรกรของเขายกมาเป็นข้ออ้างว่าเราอุดหนุนเกษตรกร จนทำให้เกษตรกรเขาเสียหาย เพื่อกีดกันสินค้าเกษตรของเรา

ในเวียดนามเขามีสมาคมพืชต่างๆ ที่เข้มแข็ง ซึ่งสมาชิกของทุกสมาคมเขาจะมีทั้งเกษตรกรผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้แปรรูป ผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิต และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิก โดยผู้บริหารของสมาคมที่เขาจ้างมาเป็นมืออาชีพ เขามีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือดูแลสมาชิกทุกภาคส่วน ให้ได้รับผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน เพราะทุกคนมีผลประโยชน์ร่วมกัน การโปรโมตสินค้าเกษตรของเขาทำโดยสมาคม ไม่ได้ทำโดยหน่วยงานของรัฐ โดยใช้งบประมาณที่ได้จากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากสมาชิก รัฐเป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนเป็นบางส่วนตามความจำเป็น ซึ่งน้อยมาก บ้านเราก็มีสมาคมเหมือนกัน แต่สมาชิกไม่ได้ครอบคลุมทุกภาคส่วน แต่ดูเหมือนว่ามีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกตน กลุ่มตน มากกว่าที่จะรักษาผลประโยชน์แบบองค์รวมตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค เกษตรกรบ้านเราจึงมักจะตกเป็นผู้ที่ถูกฉกฉวยประโยชน์เสียมากกว่าเป็นประจำ จึงจนซ้ำซาก บางรายจนสิ้นเนื้อประดาตัว เวียดนามเขาใช้ระบบพี่อุ้มน้องหรือพี่เลี้ยงน้อง ต่างจากเราที่พี่แย่งน้องกินเสียเป็นส่วนมาก

ทั้งหมดที่นำมาเสนอนี้ ก็เพื่อเป็นข้อมูลเพื่อสร้างความตระหนัก หรือฉุกคิดให้กับพี่น้องเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรายังมีเวลาอีก 3 ปี ที่จะคิดหรือจะวางแผนรับและรุกในวันข้างหน้า อย่าคิดว่าถ้าเชื่อข้อมูลที่นำมาเสนอแล้วจะทำให้เสียหน้าผู้รับผิดชอบหรือองค์กร อย่างไรเสีย เสียหน้าก็ยังดีกว่าเสียท่า เพราะถึงเวลานั้นจะเกิดความเสียหายกับพี่น้องเกษตรกรและประเทศชาติของเราโดยรวม อย่างชนิดสัปเหร่อยิ้มรับ แต่ถ้าเราวางแผนรุกและรับไว้อย่างดี อย่างไรเสียก็ชนะไปเกินกว่าครึ่งแล้ว

และขอยืนยันว่า ความเห็นที่ผู้เขียนแสดงออกในทุกพืชนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความเห็นและผลการศึกษาวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรแต่ประการใด แต่เป็นความเห็นที่เกิดจากประสบการณ์ที่ได้จากการไปศึกษาดูงานเกษตรในเวียดนามมาเป็นเวลากว่า 12 ปี ในพื้นที่เกือบครึ่งประเทศเวียดนาม

ท้ายนี้ ขอขอบคุณ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความเชื่อมั่นในตัวผู้เขียนในการมอบให้เป็นผู้ประสานงานการศึกษา วิจัย และดูงานในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่ผ่านมารวม 4 ครั้ง และขอขอบคุณ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ที่เปิดคอลัมน์ดีๆ ที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรไทยในอนาคตข้างหน้ามากที่สุด “Cam on nhieu” แปลว่า ขอบคุณหลายๆ

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

แกงน้ำเคย หรือ แกงเคยปลา อาหารจานเด็ด ของคนใต้

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096151055&srcday=2012-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 537

ครัวชาวบ้าน 

พิชญาดา เจริญจิต ชมรมการจัดการทรัพยากรการเกษตร wanpen7@hotmail.com

แกงน้ำเคย หรือ แกงเคยปลา อาหารจานเด็ด ของคนใต้

แกงน้ำเคย หรือ แกงเคยปลา คือชื่อเรียกอาหารพื้นบ้านจานเด็ดของพี่น้องชาวปักษ์ใต้บางจังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา รวมทั้งสุราษฎร์ธานี

แกงน้ำเคย ทุกวันนี้ค่อนข้างจะหากินยากเข้าไปทุกที ซึ่งอาจจะเป็นเพราะวัตถุดิบคือ เคยปลา ค่อนข้างจะหายาก ไม่ค่อยมีคนทำขาย

แกงน้ำเคย เป็นภาษาที่คนนครศรีธรรมราชและพัทลุงเรียก ส่วนคนสุราษฎร์ธานีจะเรียก “แกงเคยปลา” ส่วน “น้ำเคย” คนแถวสงขลา เขาหมายถึง น้ำเคยราดข้าวยำ

เคยปลา ทำจากอะไร

“น้ำเคย” หรือ “เคยปลา” คือ กะปิที่ทำมาจากปลา เป็นการถนอมอาหารอีกวิธีหนึ่งของคนใต้ โดยการเอาปลาน้ำจืดตัวเล็กๆ เช่น ปลาซิว ปลาขาว ปลากระดี่ ปลาหมอ มาทำความสะอาด แล้วคลุกเคล้ากับเกลือพอประมาณ หมักทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ ขึ้นไป นำไปตากแดดแล้วโขลกให้ละเอียดเก็บไว้โดยการอัดไว้ในไห หรือทำเป็นก้อนกลมๆ ใส่ในถุงพลาสติก (เคยปลาเป็นถุงขายเป็นห่อสี่เหลี่ยม แบนๆ แถวสุราษฎร์ธานี ขายห่อละ 20 บาท)

เคยปลา เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาน้ำจืดตัวเล็กๆ นำมาตำผสมเกลือแล้วหมักเหมือนกะปิ เราจะเรียก “เคยปลา” มีคนบอกว่าเคยปลาที่มาจากนครศรีธรรมราชและพัทลุงจะขึ้นชื่อเรื่องความหอมและอร่อย

เคยปลา นำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น แกงเคยปลา ต้มเคยปลา เคยปลาปิ้ง แต่เมนูที่นิยมทำกินกันคือ แกงเคยปลาใส่ปลาย่าง ซึ่งรสชาติก็ไม่หย่อนไปกว่าแกงไตปลา หรือแกงขี้ดี (ไตปลากระดี่) ที่เราๆ รู้จักกัน

แกงไตปลา กับ แกงน้ำเคย

เคยปลา เป็นพี่น้องกับ ไตปลา ต่างกันตรงที่เคยปลาใช้ปลาทั้งตัวซึ่งเป็นปลาตัวเล็กๆ มาหมักแห้ง ส่วนไตปลา หรือพุงปลา คือเครื่องในของปลา เป็นการเอาไส้ปลา ตับ อวัยวะภายในท้องมาหมักกับเกลือ จนย่อยเป็นน้ำ เคยปลา มีกลิ่นไม่รุนแรงเท่าไตปลา ส่วนรสชาติเคยปลาหอมกว่า และไม่เค็มจัดเท่าพุงปลา และไม่คาว ส่วนพุงปลา บางชนิดมีกลิ่นคาว และมีมันมาก โดยเฉพาะพุงปลาช่อน

แกงเคยปลา หรือ แกงน้ำเคย จัดเป็นอาหารคาวที่มีความนิยมกันมากในทางจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง รวมทั้งสุราษฎร์ธานีบางส่วน เครื่องแกงเหมือนเครื่องแกงกะทิ แต่จะต่างกันที่ใช้พริกไทยและตะไคร้มากกว่าแกงกะทิ (เพื่อเพิ่มรสชาติที่เข้มข้นและกันเหม็นคาว)

“แกงน้ำเคย” จะมีกลิ่นหอมมากกว่าแกงพุงปลา และมีสีน้ำแกงที่ข้นกว่าแกงพุงปลา ส่วนผสม เครื่องปรุง วิธีการปรุงก็เหมือนกัน ต่างกันนิดเดียวตรงที่แกงเคยใส่ “เคยปลา” คือ กะปิ ที่ทำมาจากปลา

แกงเคยปลาใส่ปลาย่าง เป็นอาหารสุดยอดของคนปักษ์ใต้ พอๆ กับแกงไตปลาเลยทีเดียว ฉบับนำเอาสูตรอาหารจานเด็ด มาให้ได้นำไปทำกินกัน

ส่วนผสมประกอบด้วย

1. ปลาย่าง

2. เคยปลา (อย่างดี)

3. พริกแกง

4. ตะไคร้และข่าทุบ

5. ใบมะกรูดฉีก

6. น้ำเปล่า (สำหรับต้มเคยปลา)

ส่วนผสมพริกแกง

1. พริกขี้หนูแห้งเม็ดเล็ก และพริกขี้หนูสด

2. หอมแดง หั่นหยาบ

3. กระเทียม หั่นหยาบ

4. พริกไทยดำ

5. ตะไคร้ ซอยบางๆ

6. ขมิ้นสด หั่นหยาบๆ

7. ผิวมะกรูด ซอยละเอียด

วิธีทำ 

เตรียมเครื่องน้ำพริกแกง ส่วนเคยปลาต้องนำมาต้มกับน้ำ พอเคยปลาละลายแล้ว กรองเอาแต่น้ำพักไว้ เอาน้ำเคยปลาที่กรองแล้วตั้งไฟ ใส่เครื่องแกง พอเครื่องแกงละลาย ใส่เนื้อปลาย่าง รอให้เดือดดีแล้วฉีกใบมะกรูดใส่ ปิดไฟ เสิร์ฟร้อนๆ กับข้าว หรือขนมจีนก็ได้

ด้วยเพราะแกงมีรสเค็มและเผ็ด จึงต้องมีผักเหนาะ เช่น ถั่วฝักยาว มะเขือ ยอดกระถิน สะตอ ลูกเนียง ลูกเหรียง เป็นต้น รับรองอร่อยอย่าบอกใคร

ส่วนเคล็ดลับของแกงเคยปลา แกงจะอร่อยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่ที่เคยปลา ยิ่งเป็นเคยปลาจากพัทลุง หรือนครศรีธรรมราช รับรองว่าอร่อยแน่นอน อีกอย่างคือ เครื่องแกง ต้องมีรสชาติที่เข้มข้นจะทำให้น้ำแกงไม่เหม็นคาว ถ้าจะให้อร่อยก็ต้องเป็นเครื่องแกงจากปักษ์ใต้จริงๆ

ฉบับนี้ผู้เขียนบังเอิญไปพบ คุณสายัณห์ และ คุณอ้อย สองสามีภรรยา ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มาตั้งร้านขาย “แกงน้ำเคย” ในงานเกษตรแฟร์และของดีชุมพร เมื่อวันที่ 23-29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทั้งสองคนเล่าให้ฟังว่า ยึดอาชีพการขายแกงน้ำเคย มาประมาณ 4 ปีที่แล้ว โดยจะเดินทางไปตามงานต่างๆ ทางภาคใต้

คุณสายัณห์ บอกว่า แกงน้ำเคยที่เข้มข้น จัดจ้านนั้น ผ่านฝีมือการปรุงของตัวเอง ส่วนภรรยาจะตักแกงขาย ขายถุงละ 20 บาท เท่านั้น แกงน้ำเคย 1 หม้อ ใหญ่ๆ ขายได้ ประมาณ 4,000-5,000 บาท ถ้าอยากจะชิมฝีมือการปรุงแกงน้ำเคยของคุณสายัณห์และคุณอ้อย ติดต่อได้ที่เบอร์โทร. (081) 968-2954

แกงไตปลา หรือ แกงพุงปลา หรือ แกงเคยปลา หรือ แกงน้ำเคย เป็นแกงเผ็ดที่มีน้ำมากกว่าเนื้อ รสค่อนไปทางเค็มและเผ็ด มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ ไตปลา เคยปลา เนื้อ และผักต่างๆ (ต้นฉบับคนใต้จริงๆ จะไม่นิยมใส่ผักลงไปในน้ำแกง เนื่องจากแกงครั้งหนึ่งจะเก็บไว้กินได้หลายๆ วัน ยิ่งอุ่น ยิ่งอร่อย!!! ที่เห็นส่วนมากจะใส่หัวมันเทศและเม็ดมะม่วงหิมพานต์)

ชาวใต้โดยเฉพาะคนพัทลุงและนครศรีธรรมราช นิยมใช้แกงพุงปลาหรือแกงน้ำเคย เป็นอาหารหลักในการเลี้ยงแขกของงานบุญต่างๆ ที่มีคนมากๆ เช่น งานบวช งานศพ และงานวัดต่างๆ เนื่องจากเป็นแกงที่ปรุงง่าย ราคาถูก และเป็นที่นิยมของคนทั่วไป แกงพุงปลาและแกงน้ำเคยนั้นมีบทบาทด้านวัฒนธรรมการกินและถือเป็นเอกลักษณ์การกินของชาวใต้อย่างแท้จริง

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เยี่ยมชมโรงงานอัดก้อนยางจันดี มาตรฐาน GMP แห่งแรกของไทย

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103151055&srcday=2012-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 537

ท่องเที่ยวเกษตร 

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ 

เยี่ยมชมโรงงานอัดก้อนยางจันดี มาตรฐาน GMP แห่งแรกของไทย

เมื่อเดือนก่อน สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เป็นเจ้าภาพเชิญชวนสื่อมวลชนจากกรุงเทพฯ เดินทางไปเยี่ยมชม โรงงานอัดก้อนยางจันดี ที่ได้ “มาตรฐาน GMP” แห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่เลขที่ 310 หมู่ที่ 3 ตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. (081) 270-1433, (075) 486-922

ก่อนเข้าเยี่ยมโรงงานอัดก้อนยางจันดี เราลองมาทำความรู้จักกับ “สหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด” ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานแห่งนี้กันสักหน่อย คุณอุดมศักดิ์ ศุทธิเวทิน ผู้จัดการสหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด เล่าให้ฟังว่า สหกรณ์แห่งนี้ เกิดจากความต้องการของสมาชิกก่อตั้ง 70 ราย ที่ต้องการมีอำนาจต่อรองการขายน้ำยางกับพ่อค้า ในปี 2531

ทางสหกรณ์มีเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 30,000 บาท สำหรับใช้รวบรวมน้ำยางสดจากสมาชิกและเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ตำบลจันดี ตำบลไสหร้า ตำบลสวนขัน และตำบลหลักช้าง เฉลี่ยวันละ 8,000-10,000 กิโลกรัม ส่งขายให้กับองค์การสวนยาง (อสย.) นาบอน และบริษัทเอกชนที่รับซื้อน้ำยางสด เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าน้ำยางให้กับสมาชิก

ในปี 2540 ทางสหกรณ์ได้รับการสนับสนุนโรงอบและรมควันยางพร้อมอุปกรณ์จากรัฐบาล และได้ขอจดทะเบียนเป็นสหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 และเริ่มรับน้ำยางมาทดลองแปรรูปเป็นยางรมควัน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541

ปัจจุบัน สหกรณ์มีสมาชิก 173 คน มีทุนเรือนหุ้น 2,382,520.00 บาท ทุนสำรอง 2,359,913.57 บาท ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ 10,638,586.00 บาท มีคณะกรรมการ 11 คน แบ่งเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ฝ่ายบัญชี ฝ่ายการเงิน ฝ่ายผลิต ฝ่ายการตลาด ฝ่ายสวัสดิการ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กิจกรรมหลักรวบรวมน้ำยางจากสมาชิก ผลิตเป็นยางแผ่นรมควัน ยางแผ่นดิบ ยางเครป ขายน้ำยางสดและจัดหาวัสดุอุปกรณ์มาบริการ และจำหน่าย ปี 2554 กำไร 3,687,857.68 บาท

ที่มาของโรงงานอัดก้อนยางจันดี 

หลายคนสงสัยทำไมต้องจัดสร้างโรงงานอัดก้อนยางแห่งนี้ ก่อนอื่นคงต้องย้อนอดีตไป เมื่อปี 2544 ก็ได้ ช่วงนั้นเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เกิดวิกฤตราคายางตกต่ำ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 ให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการสร้างโรงงานอัดก้อนยาง และโกดังเก็บยาง ขนาด 500 ตัน จำนวน 33 แห่ง และขนาด 200 ตัน จำนวน 113 แห่ง ในพื้นที่ 19 จังหวัด

ได้แก่ บุรีรัมย์ ตราด จันทบุรี ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยให้สถาบันเกษตรกรที่ทำธุรกิจด้านยางทำหน้าที่ผลิตยางแผ่นรมควันอัดก้อนที่ได้มาตรฐานตามที่สถาบันวิจัยยางกำหนดเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของตลาดต่างประเทศและแข่งขันในเชิงธุรกิจได้

สหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด เป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่มีโอกาสเป็นหนึ่งในเจ้าของโรงงานอัดก้อนยาง ที่รัฐบาลจัดสร้างในปี 2547 ต่อมาทางสหกรณ์ได้รับงบพัฒนายุทธศาสตร์จังหวัด จำนวน 7 ล้านบาท มาจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์อัดก้อนยางที่มีมาตรฐาน จีเอ็มพี ทำให้ทุกวันนี้ สหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด เป็นเจ้าของโรงงานอัดก้อนยางแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ที่ได้รับ “มาตรฐาน GMP” เพื่อการส่งออก

ส่วนโรงงานอัดก้อนยางที่เหลืออีก 145 แห่ง ทั่วประเทศ ยังประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณสำหรับจัดซื้ออุปกรณ์การผลิตที่ได้มาตรฐาน จีเอ็มพี จึงไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการมาตรฐานการผลิตที่สถาบันวิจัยยางกำหนด

คุณอุดมศักดิ์ เล่าว่า ปัจจุบันทางสหกรณ์จะเน้นการดำเนินธุรกิจโดยการนำยางรมควันจากสหกรณ์ในเครือข่ายมาดำเนินการอัดก้อนเป็นหลัก โดยมีหลายหน่วยงานที่เข้าไปให้การสนับสนุนและส่งเสริม ได้แก่ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสถาบันวิจัยยางกรมวิชาการเกษตร ผลการดำเนินงานในช่วงปี 2554-2555 ที่ผ่านมา ทางสหกรณ์ได้ผลิตยางแผ่นรมควันอัดก้อนจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 3,240 ก้อน ส่งออกไปขายที่ประเทศจีน รวมทั้งสิ้น 18 ตู้ จำนวน 360 ตัน

ยางอัดก้อนน้ำหนักเฉลี่ย 111.11 กิโลกรัม จำหน่ายได้ราคาประมาณ 106 บาท ต่อกิโลกรัม สูงกว่าราคาท้องตลาดทั่วไปที่ซื้อขายยางแผ่นรมควันไม่เกิน 85 บาท ต่อกิโลกรัม ทุกวันนี้ ทางโรงงานอัดก้อนยางแห่งนี้ มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 200 ตัน ต่อวัน แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจีน และอินเดียที่มีคำสั่งซื้อกว่า 1,000 ตัน ต่อเดือน

คุณอุดมศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ผมอยากเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ปรับปรุงโรงงานอัดก้อนยางที่เหลืออีก 145 โรง ให้สามารถเดินเครื่องการผลิตตามมาตรฐาน จีเอ็มพี โดยเร็ว เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตป้อนตลาดส่งออกในระยะยาว ก่อนที่จะเปิดตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558

สถาบันวิจัยเร่งผลักดันโรงงานอัดก้อนยางสู่ “มาตรฐาน GMP”

เนื่องจากโรงงานอัดก้อนยาง ถือเป็นหนึ่งในมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางและสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรสามารถดำเนินธุรกิจยางอย่างมีประสิทธิภาพและมีกำไรอย่างยั่งยืน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบคุณภาพแก่ผู้ใช้ยาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แถมยังเป็นการเสริมศักยภาพการแข่งขัน รวมทั้งสร้างจุดขายให้กับสินค้ายางพาราไทยในเวทีตลาดโลก ดังนั้น ทางสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร จึงไม่รีรอที่จะเร่งผลักดันให้โรงงานอัดก้อนยางที่เหลืออีก 145 โรง ก้าวเข้าสู่มาตรฐาน จีเอ็มพี โดยเร็ว

การนำโรงงานอัดก้อนยางก้าวเข้าสู่มาตรฐาน จีเอ็มพี มีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก คุณสุจินต์ แม้นเหมือน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ให้คำแนะนำว่า สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรสามารถยื่นขอรับรองโรงงานอัดก้อนยางตามหลัก จีเอ็มพี ได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรุงเทพฯ หรือ ศูนย์วิจัยยางสงขลา จังหวัดสงขลา

หลังจากนั้น คณะกรรมการตรวจประเมินโรงงานอัดก้อนยางจะเข้าตรวจสอบ โดยหัวหน้าชุดปฏิบัติการจะจัด เจ้าหน้าที่ชุดสนับสนุนการปฏิบัติการควบคุมคุณภาพยางอัดก้อน ชุดละ 3 คน เข้าปฏิบัติงานที่โรงงานอัดก้อนยางที่เข้าตรวจประเมิน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะใช้แบบบันทึกการตรวจรับรองคุณภาพยางอัดก้อนของแต่ละก้อน โดยบันทึกหมายเลขก้อน ชั้นยางทุกก้อนที่ผลิตและตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

สำหรับโรงงานอัดก้อนยางที่ถูกประเมินจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ดีสำหรับการผลิตยางแผ่นรมควันอัดก้อน และหลักเกณฑ์ที่ดีสำหรับโรงงานอัดก้อนยางและโกดังเก็บยางที่มีมาตรฐานครอบคลุมตั้งแต่สถานที่ประกอบการ เครื่องมือและวัสดุ อุปกรณ์สำหรับการจัดชั้นยาง การควบคุมกระบวนการตรวจคุณภาพยาง การบำรุงรักษาและการสุขาภิบาล บุคลากร การเก็บรักษาคุณภาพยาง การขนส่ง และการจดบันทึกข้อมูล เป็นต้น

เมื่อโรงงานอัดก้อนยางสามารถปฏิบัติงานตามมาตรฐาน จีเอ็มพี ของสถาบันวิจัยยาง และมีความพร้อมที่จะให้การรับรองแล้ว เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้หัวหน้าชุดปฏิบัติการควบคุมคุณภาพยางอัดก้อนทราบ และเสนอให้คณะกรรมการตรวจประเมินโรงงานอัดก้อนยางไปตรวจประเมินอีกครั้ง

ซึ่งโรงงานอัดก้อนยางต้องได้คะแนนรวมมากกว่า 80 คะแนน จึงจะผ่านการตรวจประเมิน โดยสถาบันวิจัยยางจะออกใบรับรองคุณภาพกระบวนการผลิตยางแผ่นรมควันอัดก้อน ให้มีอายุการรับรอง 1 ปี โดยสถาบันวิจัยยางจะติดตามตรวจประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อปี เพื่อรักษามาตรฐานกระบวนการผลิต ส่วนโรงงานอัดก้อนยางที่ยังไม่ผ่านการตรวจประเมิน สถาบันวิจัยยางจะให้คำแนะนำเพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไข ก่อนนัดหมายในการตรวจประเมินรอบใหม่

หากสถาบันเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรรายใด สนใจโครงการพัฒนาโรงงานอัดก้อนยางเข้าสู่ “มาตรฐาน GMP” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-7557-8 ในวันและเวลาราชการ

อนึ่ง ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณสุวิทย์ รัตนพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช รวมทั้งเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยยางทุกท่านที่ดูแลอำนวยความสะดวกตลอดระยะเวลา 2 วัน ของการเยี่ยมชมกิจการตลาดยางพาราในครั้งนี้

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , | ใส่ความเห็น

ท่านหมื่น

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110151055&srcday=2012-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 537

ชาลี เหาะได้บันทึก…ไว้ที่นี่

ท่านหมื่น

ต้องขอแวะ…”สถานีศิลปะ” กันอีกสักครั้งเถอะครับวันนี้

ด้วยว่า “ศิลปิน” ในวงการศิลปวัฒนธรรมของเมืองไทย พากันล้มหายตายจากไปหลายต่อหลายคนในช่วงนี้

ความจริงเรื่องคนตายนั้น ทุกเวลานาทีก็ตายกันไปตลอดเวลา ไม่ว่าจะที่ไหนต่อที่ไหนก็แล้วแต่ในโลกนี้

ผมเพียงหมายถึงคนในวงการศิลปะของไทยเรา ช่วงนี้ก็จากกันไปหลายคนทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว

ถึงตรงนี้…ทำให้ผมนึกถึงเพลงเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ที่ร้องว่า

“สาวหนึ่ง…งามสดใส

เยื้องกรายเดินผ่านมา

พบเธอที่…บางนา (เนื้อใหม่ครับ-เนื้อใหม่)

ลักษณา…ดูวิไล…”

แล้วเธอก็ถามพระพุทธเจ้าว่า “ลูกเธอตาย เธอเสียใจมาก-ทำไงดี”

พระพุทธองค์ก็ให้เธอไปถามหาของสิ่งหนึ่ง จากบ้านที่ไม่เคยมีใครตายเลย ด้วยความดีใจเธอก็รีบไป

ปรากฏว่า…หาไม่ได้เลย เพราะทุกๆ ครอบครัวก็เคยมีคนตายไปบ้างแล้วทั้งนั้น

คือ…ทุกคนจะต้องตายว่างั้นเถอะ

เรื่องความตายนี้ ใครๆ ก็จะต้องประสบพบเจอกันทั้งนั้น แต่ก็ยากที่จะทำใจได้ ยิ่งรักมาก-ก็เสียใจมาก

เออ…ผมก็พล่ามไปเรื่อยเปื่อย ยังไม่ได้บอกเลยว่า “ใคร-ศิลปินคนไหน ที่ว่าตายน่ะ”

ก็ใกล้ๆ พวกเรานี่แหละ “ท่านหมื่นครับ…ท่านหมื่น”

ท่านหมื่น…เป็นศิลปินจากจิตรกรรม ศิลปากร แล้วก็มาช่วยที่พิฆเนศ ตั้งแต่แรกๆ จนถึง “มติชน” ทั้งรายวัน-สัปดาห์ รวมถึงหนังสือในเครือข่ายอีกแทบจะทุกเล่ม ไม่ว่าจะเล่มไหน-เล่มไหนก็แล้วแต่ รวมทั้ง “เทคโนโลยีชาวบ้าน” เล่มนี้ด้วย

หนังสือรับน้องใหม่ศิลปากร เมื่อ 30-40 ปีก่อน “ท่านหมื่นทั้งนั้นแหละ”

ท่านหมื่นออกแบบ “หัวหนังสือ” มากมายหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “มติชน”, “ศิลปวัฒนธรรม”, “บานไม่รู้โรย”, “ถนนหนังสือ” ฯลฯ แล้วยังจะพ็อคเก็ตบุ๊ก อีกเยอะแยะมากมายไปหมด รวมทั้งยังเป็น “การ์ตูนนิสต์” อีกหลายนามปากหมา เอ๊ย-นามปากกาอีกด้วย

“ท่านหมื่น-ชูชาติ หมื่นอินกุล” เรียนรุ่นเดียวกับผม สมัยนั้นมีหนังสือการ์ตูนยอดฮิตเล่มหนึ่งชื่อ “ขุนหมื่น”

เราเห็น…”ชูชาติ” มีนามสกุลว่า “หมื่น” อยู่ด้วยเราก็เลยเรียกว่า “หมื่น” ตั้งแต่นั้นมา

แต่พวกเรารุ่นเดียวกันก็เลยประดับยศคำว่า “ไอ้” เข้าไปข้างหน้าให้ด้วย

ตอนเรียนท่านหมื่นเก่งศิลปะอยู่ในแถวหน้าๆ แล้วก็เป็นคน “หมื่นทะลึ่ง” สมชื่อซะด้วย ในตอนเย็นๆ จะมีพวกชอบเล่น “ตะกร้อ” กันเป็นวงๆ แล้วก็จะมีน้ำมันมวยเอาไว้ทาแก้เคล็ดขัดยอกช้ำบวมเป็นส่วนรวมด้วย

ท่านหมื่นก็เอาไปแอบแก้-ป้ายข้างขวด จาก ม (มอ-ม้า) เป็น ฆ (ฆอระฆัง) ซะ (ฮา…)

ผมก็คิดว่า “ไอ้นี่…หัวมันดี ออกแบบตัวหนังสืออะไรๆ ได้เก่ง ต่อไปมันต้องทำงานด้านนี้ได้ดีแน่ๆ”

จริงดังคิด หลังจากนั้นท่านหมื่นก็ทำงานด้านนี้มาตลอด จนกระทั่งตาย

“ไม่รู้…มันจะรีบตายไปทำไม?”

พวกเราที่เป็น “ศิลปิน” ไม่ว่าจะอยู่ใน…วงการพิมพ์, วงการ (เล่น) ดนตรี, หรือในวงการนักเขียน (หนังสือ) อะไรๆ ก็ตาม

ก็ยังไม่ทิ้งการเขียนรูป

ท่านหมื่นก็เช่นกัน ทราบว่าในช่วงหลังๆ ก็ยังออกไปเขียนรูปกับเพื่อนๆ และผลงานก็มีผู้สนใจซื้อเก็บสะสมเอาไว้ด้วย

มาถึงตรงนี้…ไหนๆ ก็แวะ “สถานีศิลปะ” กันแล้ว ก็ขอบอกกล่าวเล่าสิบ-เล่าสิบเอ็ด-จนถึงสิบสอง ให้ทราบกันอีกซะหน่อยว่า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ที่ผ่านมา-จนกระทั่งถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ (วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555) ทางชมรมจิตรกรวันหยุดแห่งประเทศไทย ได้นำผลงานศิลปะ (จิตรกรรม) ของเหล่าสมาชิก เปิดแสดงให้ประชาชนผู้สนใจได้เข้าชมกัน ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท ประตูน้ำ ถนนเพชรบุรี กรุงเทพฯ (ใครไปไม่ถูก ก็โทรศัพท์ไปถามได้ที่โรงแรม (02) 653-9000)

เรื่องของ “ชมรมจิตรกรวันหยุดแห่งประเทศไทย” ผมเคยเขียนให้ทราบกันไปบ้างแล้ว มาถึงวันนี้ขอบอกกันอีกครั้งว่า เมื่อตอนที่ผมเป็นหนุ่มกำลังดี (อีกแล้วครับท่าน) ตอนนั้น ประมาณ ปี พ.ศ. 2510 มีศิลปินหญ่ายท่านหนึ่ง มักจะชอบพูดว่า “คนไทยนี่โง่ ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องศิลปะอะไรๆ กันซะเลย…ฯลฯ…”

ผมก็มาคิดว่า “เราไม่ควรจะไปว่าเขาหรอก ในเมื่อเราเป็นศิลปิน เราก็ควรจะให้ความรู้ความเข้าใจกับเขาดีกว่า”

ผมก็เลยชักชวนศิลปินพรรคพวกกันกลุ่มหนึ่ง เปิดสอนศิลปะ ให้บุคคลทั่วไปที่ไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนในสถาบัน ได้เข้ามาเรียน-ฝึกหัด-ฝึกฝนกัน ถ้านับ-วัน-เดือน-ปี-บวก-ลบ-คูณ-หาร ดูแล้วก็ 45 ปี เข้ามานี่แล้ว

แต่ความจริงเราก็ไม่ได้เปิดสอนกันทุกปีหรอกครับ เพราะครูบาอาจารย์แต่ละท่าน-แต่ละคน ก็ว่างไม่พร้อมกัน ใครว่างก็มาช่วยกันตามมีตามเกิด อีกอย่างอาจารย์และลูกศิษย์หลายคน ก็ล้มหายตายจากกันไปบ้างแล้ว (สาธุ…)

ผมก็ยังคิดต่อไปอีกด้วยว่า “ถ้าผมตายไปอีกคน ชมรมจะเป็นยังไง…”

ครั้งนี้…ก็เลยบอกพรรคพวกว่า เรามาร่วมแสดงงานกันอีกสักครั้งเถอะ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ตั้งแต่ตั้งชมรมมา” นี่เป็นความในใจที่ผมอยากจะบอกครับ

คราวนี้…ลองมาฟัง คุณอนุรักษ์ คำแช่ม ท่านเป็นทนายความช่วยชมรมมานานพอควร และตอนนี้ก็ยังช่วยอยู่ ท่านมีความเห็นอย่างนี้ครับ

“ตั้งแต่มาเรียนกับชมรม และช่วยงานมาก็ 30 ปีแล้ว เห็นว่า ชมรมก็ให้ความรู้ทางด้านศิลปะกับประชาชนได้มากพอควร แต่เราก็ไม่ได้ว่างทำทุกปี…

…ทุกวันนี้…มีสอนกันมาก แต่ก็เป็นธุรกิจมากเกินไป สำหรับคนที่สนใจจริงๆ แต่ไม่ค่อยมีเงิน เราควรจะเปิดโอกาสให้เขามากกว่านี้ แต่ปัจจุบันก็มีอินเตอร์เน็ตให้ค้นหากันง่ายขึ้น แต่เรื่องศิลปะเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนกันมากๆ เพราะเป็นสิ่งสำคัญ สังคมจะได้มีโอกาสมากขึ้น…”

นั่นก็เป็นความคิดเห็นของ คุณอนุรักษ์ คำแช่ม

ถึงตรงนี้ผมขอเสริมอีกหน่อย คือ…ทางชมรมเราไม่ได้สอนให้เป็นศิลปิน เพียงสอนให้เขียนรูปได้-ดูศิลปะเป็น เพราะสิ่งสำคัญอยู่ตรงนั้น การสร้างงานศิลปะ…ถ้ามีหลักตั้งแต่แรก ก็จะต่อยอดไปได้เอง…

สำคัญตรงที่ว่า อย่าลืมตัว-อย่าหลงตัวเองเท่านั้นแหละ

เพราะปัจจุบัน ผมเห็นคนเขียนรูปแสดงกันครั้ง-สองครั้ง ก็หยิ่งผยองพองขนทำตัวเป็น “ศิลปินหญ่าย” ซะแล้ว บางคนเคยเขียนประกวดได้รางวัลอะไรก็แล้วแต่ นึกว่าเก่งซะเหลือเกิน พอเขียนรูปออกแสดงก็ตั้งราคาเป็นแสน-แสน นึกว่ารูปตัวเองมีค่าเหลือหลาย

ผมเคยพูดอยู่เสมอว่า “หญิงบริการขายตัวตอนแรก ก็แพงหน่อย ต่อไปๆ ก็จะถูกลง จนถึงไม่มีค่าเลย…

แต่ศิลปิน เขียนรูปตอนแรกๆ ก็ควรจะตั้งราคาถูกหน่อย ถ้าฝีมือถึงขั้นอาวุโส-ภันเตในภายหลัง ราคาก็จะสูงตามขึ้นไปเอง ไม่ต้องรีบร้อน…”

ถึงตรงนี้…ก็มีคำถามของท่านอาจารย์ไพบูลย์ แพงเงิน ที่ฝากไว้กับผมว่า

“ทำไมรูปของศิลปินดังๆ ในเมืองไทย ราคาแพงๆ ทั้งนั้น ทำไม…ไม่พิมพ์ลงบนกระดาษออกมาขายบ้าง ไม่เหมือนต่างประเทศที่พิมพ์ออกมาขายกันเยอะแยะ…ฯลฯ…”

เรื่องนี้คือว่า 1. ศิลปินถือว่าผลงานของเขา (หรือเธอ) มีชิ้นเดียวในโลก ไม่ต้องการพิมพ์ภาพนั้นๆ ออกมาขาย หรือให้ใครใช้คัดลอกว่างั้นเถอะ

2. ถึงเป็น “ภาพพิมพ์” (หิน-ไม้-โลหะ ฯลฯ) ที่ศิลปินสร้างขึ้น เขาก็จะมีหมายเลขกำกับเอาไว้ด้วย เพื่อบอกจำนวนชิ้นงานในครั้งนั้นๆ เป็นธรรมเนียมทั่วโลกครับ

3. ถึงเป็นภาพเขียนด้วยเทคนิคอื่นๆ ถ้าจะนำไปพิมพ์ขายก็ต้องใช้โสหุ้ยเป็นอีกหลายเท่าตัว แล้วจะพิมพ์ไปทำไม (ว่ะ)

4. ไม่มีนายทุนคนไหนบ้าลงทุนเรื่องนี้หรอก เพราะถ้าขายได้เพียงรูป-สองรูป ก็ไม่คุ้ม

สรุปว่า…”ในเมืองไทยไม่ค่อยมีใครทำครับ”

เพราะฉะนั้นผมว่า ถ้าเขาเขียนออกมาแสดงกัน แล้วเราสนใจหรือมีเวลา ก็ไปดูซะหน่อยก็ได้

ถ้าเห็นว่า…”ไม่แพงเกินไป…ฯ…” จะซื้อซักครึ่งรูปก็ได้ครับ

ก็ต้องขอขอบคุณอาจารย์มาก ที่ฝากคำถามนี้มาครับ

แท็งกิ้ว-แท็งกิ้ว-

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

แปลงโฉม มะหาด อัญชัน ทองพันชั่ง สมุนไพรไทย ขึ้นแท่น แฮร์โทนิค

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022011055&srcday=2012-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 536

ภูมิปัญญาไทย 

สำนักงานอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

แปลงโฉม มะหาด อัญชัน ทองพันชั่ง สมุนไพรไทย ขึ้นแท่น แฮร์โทนิค

ปัญหาด้านสุขภาพเป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่ยังคงรุมเร้าผู้คนอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัญหาด้านสุขภาพดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะแง่มุมใดก็ตาม หากปัญหานั้นสามารถแก้ไขให้ลุล่วง หรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้นับว่าเป็นการดี

คุณอำพน ศิริคำ เป็นบุคคลหนึ่งที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ แต่เป็นสุขภาพเส้นผม ที่หลายคนอาจมองข้าม เพราะยังไม่ประสบด้วยตนเอง แต่สำหรับคุณอำพน ปัญหาสุขภาพเส้นผมที่เขาประสบ เป็นปัญหาที่เกิดจากการหลุดร่วงของเส้นผม ส่งผลให้ผมบาง ทั้งยังเกิดปัญหาผมหงอกก่อนวัย

วิธีแก้ปัญหาของคุณอำพน ทำโดยการปิดผมขาวด้วยน้ำยาปิดผมขาว เฉลี่ยเดือนละ 2 ครั้ง และพยายามทดลองใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่สกัดจากสมุนไพรหลายยี่ห้อ แต่สามารถแก้ปัญหาได้เพียงระดับหนึ่ง

จึงเป็นเหตุผลให้ คุณอำพน ศึกษาค้นคว้าและนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงเส้นผมชนิดต่างๆ มาสกัดและทดลองใช้กับตนเอง เนื่องจากเห็นว่าผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมที่มีขายอยู่ในท้องตลาดขณะนั้น ไม่สามารถตอบสนองความต้องการ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้เบาบางลงได้ ในท้ายที่สุด คุณอำพนจึงได้คิดค้นสูตรจากสารสกัดสมุนไพร ที่ไม่มีผลข้างเคียงเหมือนสารเคมีสังเคราะห์ และให้ผลลัพธ์ในระดับที่น่าพอใจ

จากนั้นความคิดต่อยอดจึงเกิดขึ้น คุณอำพน เห็นว่า สิ่งที่คิดค้นได้ควรเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย จึงมองในมุมของการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ จึงสมัครเข้าร่วมอบรมโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในปี 2553 เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองในฐานะผู้ประกอบการ และในปีเดียวกัน ยังผ่านการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของหน่วยบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี สังกัดสำนักงานอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Khon Kaen University Science Park) อีกด้วย

รศ.ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ผู้อำนวยการ สำนักงานอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า สารสกัดสมุนไพรมีความโดดเด่น แต่จำเป็นต้องพัฒนาต่อไปอีก ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยงานในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการปรับปรุงมาตรฐานให้กับสินค้า เพิ่มมูลค่า และยกระดับศักยภาพการผลิต และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ประกอบการมีความมุ่งมั่นในการประกอบธุรกิจอย่างแรงกล้า จึงรับสมัครเป็นสมาชิกเข้ารับการบ่มเพาะธุรกิจ

สำนักงานได้จัดหาทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาสูตรของผลิตภัณฑ์ให้ได้ผลดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (Industrial Technology Assistance Program) หรือ ITAP จัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการผลิตและการยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการยื่นขอมาตรฐาน GMP

คุณอำพน กล่าวเสริมว่า ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมสูตรดังกล่าว สกัดจากสมุนไพรหลายชนิด เช่น มะหาด อัญชัน ทองพันชั่ง ฯลฯ นำมาผลิตตามสูตรเฉพาะ มีลักษณะเป็นน้ำ มีความเข้มข้นสูง มีกลิ่นเฉพาะตัวของสมุนไพร ทดสอบกับอาสาสมัครลดการหลุดร่วงของเส้นผม ลดรังแค ลดอาการคันศีรษะ และช่วยเสริมสร้างเส้นผมใหม่ด้วย ผ่านการทดสอบการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้ผมร่วง ได้แก่ เชื้อรา 2 ชนิด คือ เชื้อยีสต์ 1 ชนิด และแบคทีเรีย 1 ชนิด ปรากฏว่า สามารถยับยั้งเชื้อรา แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ไตรโคไฟตัน แมนตาโกรไฟต้า (Tricophyton mantagrophyta) เชื้อยีสต์ ไมโครสปอรัม ยิปเซียม (Microsporum gypseum) และเชื้อแบคทีเรีย สเตฟิโลคอกคัส ออเรอัส (Staphylococcus aureous) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ยื่นจด “อนุสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา” เรียบร้อยแล้ว

วิธีใช้ เขย่าขวดก่อนใช้ สเปรย์น้ำยาลงบนศีรษะให้ทั่วทั้งศีรษะ ใช้มือนวด 1-2 นาที ปล่อยให้แห้ง ทำวันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น)

ในการผลิตสารสกัดสมุนไพร คุณอำพน ใส่ใจรายละเอียดในทุกขั้นตอน รักษาความสะอาด และมาตรฐาน คัดสรรวัตถุดิบที่ปลอดภัยจากสารพิษ ดังนั้น คุณอำพนจึงปลูกสมุนไพรที่ใช้เป็นส่วนประกอบหลักเอง โดยปัจจุบันปลูกอัญชันในพื้นที่ 2 ไร่ ทองพันชั่ง 1 ไร่ มะกรูดกว่า 100 ต้น และมะหาดมากกว่า 500 ต้น ขณะนี้กำลังดำเนินการขอใบรับรองมาตรฐาน (Q) จากกรมวิชาการเกษตร

และเนื่องจากต้องการให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สะอาดปลอดเชื้อ จึงมีการป้องกันโดยติดตั้งไฟล่อแมลงชนิดกาวเพื่อดักแมลงที่อาจบินเข้าไปภายใน จึงออกแบบเป็นสัดส่วน มีชุดปฏิบัติการสำหรับพนักงานที่เหมาะสม เช่น เสื้อกาวน์ หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก หมวก ถุงมือ รองเท้า ก๊อกระบบเซ็นเซอร์ และเครื่องเป่าลมร้อน เพื่อทำความสะอาดและป้องกันสิ่งปนเปื้อน ห้องต้มและล้างวัตถุดิบ เป็นกระเบื้องทั้งพื้นและผนัง อุปกรณ์ต่างๆ ได้มาตรฐานและทันสมัย เช่น เตาแก๊สสแตนเลสพร้อมฮูตดูดอากาศ ซิงก์สแตนเลส มีระบบไฟฟ้าให้แสงสว่างอย่างเพียงพอฝังซ่อนอยู่บนฝ้าเพดาน ติดตั้งเครื่องปรับอากาศรุ่นระบบกรองไวรัส หลอดไฟฟ้ารังสีอัลตราไวโอเล็ต (UV) เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์

นอกจากนี้ ยังมีขั้นตอน การปฏิบัติในการลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์และฝุ่น คือใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดสม่ำเสมอ ใช้ผ้าชุบน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดโต๊ะและพื้นห้อง และใช้แอลกอฮอล์ 70% เช็ดเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ใช้น้ำสะอาดที่ผ่านเครื่องกรองมาตรฐานในกระบวนการผลิต และท้ายที่สุด มีถังบำบัดน้ำก่อนปล่อยออกสู่ท่อระบายภายนอก ทั้งยังมีการจดบันทึกการปฏิบัติงานทุกขั้นตอนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด

จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ บริษัท ต้นคูน 99 จำกัด ซึ่งคุณอำพนก่อตั้งขึ้น ได้ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่สถานที่ผลิตหรือโรงงานจะมีระบบปฏิบัติการทำงานอย่างดีเยี่ยมและครบถ้วนเฉกเช่นสถานที่ผลิต “ผลิตภัณฑ์บำรุงผมสมุนไพร” ของคุณอำพน แม้จะมีขั้นตอนและกรรมวิธีที่ยุ่งยากซับซ้อน แต่คุณอำพนก็จะยังคงรักษามาตรฐานของตนเอง เพื่อส่งตรงสินค้าที่ดีและมีคุณภาพไปยังผู้บริโภคต่อไป

คุณแก้วศิริ ปิ่นสุวรรณ อยู่บ้านเลขที่ 10 ถนนนิกรสำราญ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทรศัพท์ (087) 214-9936 และ (081) 648-9360 หนึ่งในผู้ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผมสมุนไพร เล่าว่า เกิดปัญหาผมร่วงรุนแรงมาก รู้สึกเครียด ต่อมารู้จักกับคุณอำพน และเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครทดสอบผลิตภัณฑ์บำรุงผมจากสมุนไพร เพียงเดือนเศษผมงอกขึ้นใหม่จำนวนมาก

ด้าน คุณวรวุฒิ วุฒพันธ์ ชาวบ้าน หมู่ที่ 5 ตำบลหนองแวง อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น โทร. (082) 841-7841 ถ่ายทอดให้ฟังว่า เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ประสบปัญหาศีรษะล้านเกือบครึ่งศีรษะ ผมและหนังศีรษะมัน มีปัญหาเชื้อราบนหนังศีรษะ เคยใช้ผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้อ บางยี่ห้อรับประทานแล้วขนขึ้นทั้งตัว แต่เมื่อหยุดรับประทานขนที่ขึ้นใหม่กลับร่วง แต่เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผมสมุนไพรต้นคูน แฮร์โทนิค เพียงเดือนเศษ ผมงอกขึ้นใหม่หนาและแข็งแรงมาก

สนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ หรือต้องการเป็นตัวแทนจัดจำหน่าย ติดต่อได้ที่ คุณสุดารัตน์ ศิริคำ เจ้าของหรือผู้จัดการ บริษัท ต้นคูน 99 จำกัด เลขที่ 226/72 หมู่ที่ 6 ถนนประชาสโมสร (เยื้อง ส.ป.ก. ขอนแก่น-หน้าหมู่บ้านธนาคร) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทร. (043) 337-678, (089) 843-9778 โทรสาร (043) 337-678 E-mail : sudaratsri2523@gmail.com หรือ amponsir@hotmail.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. (089) 712-7126, (043) 202-697

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“กาบหอยแครง” บานก็เงิน หุบก็เงิน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040011055&srcday=2012-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 536

ไม้ดอกไม้ประดับ

อภิวัฒน์ คำสิงห์

“กาบหอยแครง” บานก็เงิน หุบก็เงิน

กาบหอยแครง เป็นที่รู้จักในนามพืชกินแมลงที่มีลีลาการดักจับแมลงเร้าใจไม่แพ้หม้อข้าวหม้อแกงลิง ปัจจุบัน กาบหอยแครง ได้นำมาพัฒนาสายพันธุ์จนเกิดความแตกต่างที่ชัดเจน ทั้งรูปร่าง สีสัน จนสามารถนำมาเพาะขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณทำเป็นธุรกิจปลูกจำหน่ายส่งให้กับร้านต้นไม้และกลุ่มเยาวชนที่ชอบกาบหอยแครงที่ฮุบกินแมลงต่อหน้าต่อตา

คุณปฐมะ ตั้งประดิษฐ์ ผู้ที่รักการปลูกต้นไม้ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เป็นคนหนึ่งที่หันมาสนใจศึกษาการปลูกเลี้ยงกาบหอยแครง จึงหันมาปลูกและเก็บสะสมไปพร้อมกับการเรียนรู้วิธีการปลูกไปจนถึงการดูแล ในที่สุดก็สามารถเพาะขยายจำหน่าย สร้างรายได้ระหว่างที่เรียนได้ถึงเดือนละ 50,000 บาท ในช่วงเริ่มต้น

คุณปฐมะ เล่าให้ฟังว่า ในสมัยเรียนเป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้ เคยปลูกกระบองเพชร จำหน่ายและส่งเข้าประกวดมาหลายเวที มีรางวัลการันตีมากมาย พอเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ก็ได้รู้จักกับพืชกินแมลงอย่าง กาบหอยแครง และหม้อข้าวหม้อแกงลิง เลยเกิดความสนใจในความแปลกที่ไม้ชนิดอื่นๆ ไม่สามารถทำได้ อีกทั้งในช่วงนั้นยังไม่มีแพร่หลายมากนัก

เริ่มจากสนใจ ทดลองเพาะเลี้ยง

ออกร้านจำหน่าย สร้างรายได้ระหว่างเรียน

ด้วยจุดเด่นของพืชกินแมลง ทั้งหม้อข้าวหม้อแกงลิง และกาบหอยแครง คุณปฐมะจึงเริ่มหันมาให้ความสนใจกับพืชกินแมลง โดยลงทุนกับเพื่อนและน้องที่รู้จัก ทดลองปลูกจำหน่ายในงานเกษตรแฟร์ และงานไม้ดอกไม้ประดับที่จัดขึ้นทุกปี ซึ่งช่วงแรกจะมีหม้อข้าวหม้อแกงลิงจำหน่ายก่อนและตามด้วยพืชกินแมลงตัวอื่นๆ ซึ่งรวมถึงกาบหอยแครงพันธุ์ทิปิคอลและพันธุ์ก้านยาว

“ช่วงแรกๆ ผมเน้นปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นหลัก ส่วนตัวกาบหอยแครงเริ่มมาปลูกระยะหลัง ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในถาดหลุม ซึ่งวิธีการนี้เป็นการขยายพันธุ์ที่มีอัตราการรอดชัวร์กว่าวิธีอื่นๆ อีกทั้งยังได้ปริมาณต้นที่มากกว่า

หลังจากต้นพันธุ์มีอายุครบ 2-3 เดือน ผมจะทำการแยกกาบหอยแครงมาปลูกลงกระถาง ซึ่งจะใช้เครื่องปลูกหรือวัสดุที่ระบายน้ำได้ดี อย่าง ขุยมะพร้าว และกาบมะพร้าวสับหยาบ ผสมกับทรายแม่น้ำเป็นเครื่องปลูกแทนดิน เพราะกาบหอยแครงเป็นพืชที่ต้องการเครื่องปลูกที่ไม่มีแร่ธาตุและระบบระบายน้ำต้องดี” คุณปฐมะ กล่าว

เมื่อแยกต้นกาบหอยแครงลงกระถางแล้ว คุณปฐมะจะนำออกไปตั้งไว้กลางแดด เนื่องจากในช่วงนั้นกาบหอยแครงกำลังเจริญเติบโต จำเป็นต้องให้กาบหอยแครงได้รับแสงแดดเต็มที่ทั้งวัน โดยแสงแดดที่ได้จะต้องเป็นแสงตรง ไม่กรอง แต่เนื่องจากบ้านเราแสงแดดจ้า โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนอาจจะส่งผลทำให้กาบหอยแครงทนความร้อนไม่ไหว ดังนั้น อาจจะต้องใช้ตาข่ายบางๆ ที่กรองแสงได้ 20 เปอร์เซ็นต์ ช่วยกรองแสงเพื่อลดความร้อนช่วย ส่วนการบำรุงต้นคุณปฐมะจะใส่ปุ๋ยละลายช้า สูตรเสมอ 15-15-15 เพียงครั้งเดียว เพราะหากใส่มากไป ปุ๋ยจะไปเลี้ยงต้นและใบหมด จะทำให้ต้นไม่ออกกาบมาให้เห็น

คุณปฐมะ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้เพาะเลี้ยงต้องรู้คือ การให้น้ำ เนื่องจากวัสดุปลูกระบายได้น้ำดี จำเป็นต้องระวังอย่าให้วัสดุที่ใช้ปลูกแห้งโดยเด็ดขาด แต่ก็ไม่ควรให้แฉะ เพราะหากมีน้ำมากเกินไปอาจจะทำให้รากเน่าได้ง่ายมาก

ดังนั้น หากใครไม่มีเวลา คุณปฐมะ แนะนำว่าการให้น้ำควรจะใช้จานรองแล้วใส่น้ำให้มีระดับสูงจากก้นกระถาง 1-1.5 นิ้ว ขึ้นกับความสูงของกระถาง แต่อย่าให้สูงเกิน 1 ใน 4 ของกระถาง เพียงเท่านี้ต้นก็จะดูดน้ำขึ้นไปเลี้ยงลำต้น และเมื่อน้ำระเหยจนเกือบหมดก็ค่อยเติมน้ำใหม่ลงไป ซึ่งการให้น้ำวิธีนี้จะช่วยไม่ให้ต้นเน่าและเกิดโรค

สำหรับราคาจำหน่าย มีตั้งแต่ ราคา 20 บาท ไปจนถึงหลัก 500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดทรงต้น สายพันธุ์ และปริมาณที่มีในท้องตลาด ซึ่งหาซื้อได้ทางอินเตอร์เน็ต (www.exoflora@msn.com.net) งานแสดงและการออกร้านตามงานต่างๆ (งานเกษตรแฟร์ งานไม้ดอกไม้ประดับ ฯลฯ) ซึ่งแต่ละเดือนจะออกจำหน่าย ประมาณ 1-2 ครั้ง แต่บางเดือนก็ออกมากถึง 8 ครั้ง โดยมียอดขายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท

หลายคนเห็นตัวเลขรายได้แล้ว คงอยากทำเป็นธุรกิจ เด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถทำได้ แต่ก่อนจะลงมือทำ คุณปฐมะ แนะนำว่า ควรจะศึกษาเรื่องของสายพันธุ์ และวิธีการเลี้ยง ซึ่งปัจจุบันมีให้ศึกษาในอินเตอร์เน็ตและหนังสือต่างๆ มากมาย

นอกจากผลิตจำหน่ายแล้ว คุณปฐมะ ยังเปิดสวนให้คนเข้ามาลองฝึกขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ แยกหน่อ หรือเพาะเมล็ดที่สวนฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งใครที่สนใจก็รีบๆ กันนะครับ เพราะได้ข่าวมาว่าอีกไม่นานนี้พี่เขาจะไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น กว่าจะกลับมาสอนก็อีกหลายปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณปฐมะ ตั้งประดิษฐ์ โทรศัพท์ (086) 928-8866

1.Red Piranha นี่เป็นฝีมือผสมและคัดเลือกอย่างอดทน ของ Ed Read และ Ivan Snyder โดยข้ามกันระหว่าง ต้น all red clone กับ dente จากนั้นผสมซ้ำตัวเองอีกรอบ แล้วเพาะเมล็ด ได้ลูกต้นหนึ่งมาดังภาพ ฟันคมเป็นปลาปิรันย่า เลยตั้งชื่อให้ว่า Red Piranha

2.All green ซึ่งกลายพันธุ์ถึงขั้น Anthocyanin หายเกลี้ยง เลี้ยงยังงัยก็ไม่แดง และเพาะเมล็ดไม่ได้ ต้องเพาะเนื้อเยื่ออย่างเดียว

3.กาบแดงตัวแรกของโลก ต้นดั้งเดิมยังมีขอบเขียวริมกาบเล็กน้อย และก้านชูตรงชี้ฟ้ากว่าปัจจุบัน จะให้แดงดีต้องแดดเต็มวัน

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

วิทยาลัยเทคนิคชุมพร ผลิตโลชั่น ลดอักเสบ ริ้นทะเลกัด

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045011055&srcday=2012-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 536

ภูมิปัญญาไทย 

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

วิทยาลัยเทคนิคชุมพร ผลิตโลชั่น ลดอักเสบ ริ้นทะเลกัด

ปัญหาริ้นทะเล เป็นปัญหาในการท่องเที่ยว โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลในจังหวัดชุมพร ได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยว มีริ้นทะเลกัด รบกวนนักท่องเที่ยว บางรายมีอาการแพ้ถึงต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาล

ริ้นที่พบในพื้นที่ เป็นริ้นน้ำเค็มและริ้นดำ ชาวบ้านเรียกว่า เปิง เป็นแมลงกินเลือด ขนาดเล็กเท่าแมลงหวี่ มีปากสำหรับเจาะดูด ตัวเมียเท่านั้นที่ดูดเลือด มักอาศัยและวางไข่ตามเศษไม้ ก้อนหินบริเวณน้ำทะเลท่วมถึง อายุประมาณ 1 เดือน มักจะพบตามหาดทรายทั่วไป

พบมากในฤดูที่ลมตะวันตกเฉียงใต้ หรือลมเชิงพัดผ่าน ขณะกัดจะมีการปล่อยน้ำลายที่มีเชื้อสู่ผิวหนังก่อนดูดเลือด ผู้ถูกกัดจะมีอาการคันทันที บางรายที่แพ้จะคันอยู่นานนับเดือน หากมีการติดเชื้อร่วมด้วยก็จะทำให้เกิดแผลและหายยากขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถป้องกันไม่ให้ริ้นทะเลกัดได้ด้วยการทาโลชั่นกันยุง

ที่ผ่านมาทางจังหวัดชุมพรถึงกับต้องแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อทำการศึกษาเรื่องการป้องกันและรักษาอาการแพ้ริ้นทะเล ดังนั้น ทางวิทยาลัยเทคนิคชุมพร อาชีวศึกษาจังหวัดชุมพร จึงได้ทำการศึกษาเรื่องการป้องกันและรักษาอาการแพ้ริ้นทะเลด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาของชุมชน

โดยเริ่มจากการศึกษาความคิดเห็นของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับการป้องกันและรักษาอาการแพ้ริ้นทะเลในหาดทุ่งวัวแล่น เพื่อที่จะผลิตโลชั่นทาผิวป้องกันริ้นทะเลจากสมุนไพร และผลิตครีมทารักษาอาการแพ้ริ้นทะเลจากสมุนไพร

คณะผู้จัดทำใช้สมุนไพรที่มีในพื้นที่อยู่แล้ว เช่น ผักเสี้ยนผี ผักบุ้งทะเล นมสวรรค์ และรางจืด มาทดลองว่า สมุนไพรตัวไหนที่ให้คุณสมบัติทั้งป้องกันและแก้ได้ดีกว่ากัน เป็นที่มาของโลชั่นทาผิว ป้องกันริ้นทะเลกัดอักเสบ

สูตรมาตรฐานที่เหมาะสมในการผลิตโลชั่นทาผิวป้องกันริ้นทะเล คือ สูตรที่ประกอบด้วย น้ำมันมะกอก 200 ซีซี กรดสเตียริก 6 กรัม E-Wax 20 กรัม น้ำกลั่น 140 ซีซี กลีเซอรีน 15 ซีซี แอลกอฮอล์ 1 ซีซี เมทิลพาราเบน 0.5 ซีซี และน้ำสมุนไพรที่สกัดด้วย Propylene Glycol 10 ซีซี

ส่วนสมุนไพรที่สามารถป้องกันริ้นทะเลได้ดีที่สุด คือ ผักเสี้ยนผี รองลงมาคือ ผักบุ้งทะเล ใบนมสวรรค์ และใบรางจืด ปริมาณของสมุนไพรผักเสี้ยนผี มีผลต่อการป้องกันริ้นทะเล ถ้าปริมาณมากขึ้น จะป้องกันการกัดของริ้นทะเลได้นานขึ้น

ปริมาณที่เหมาะสมในการผลิตทารักษาอาการแพ้ริ้นทะเล ประกอบด้วย วาสลิน 2 กรัม พาราฟิน 10 กรัม เมนทอล 2 กรัม การบูร 2 กรัม พิมเสน 2 กรัม น้ำมันยูคาลิปตัส 3 หยด น้ำมันระกำ 5 กรัม และผงสมุนไพร 1 กรัม

สมุนไพรที่จะใช้ประกอบการผลิต ได้แก่ ผักเสี้ยนผี สามารถป้องกันริ้นทะเลได้อย่างดี และหากเพิ่มปริมาณมากขึ้น สามารถป้องกันการกัดของริ้นทะเลได้นานขึ้น และสมุนไพรที่รักษาอาการแพ้ริ้นทะเลได้ดีที่สุดคือ ผักบุ้งทะเล และถ้าใช้ผักบุ้งทะเลในปริมาณที่มากขึ้น ก็จะลดอาการคันได้นานขึ้น และลดอาการบวมแดงของแผลที่ถูกกัดได้มากขึ้น นำใบนมสวรรค์ ใบรางจืด ผักบุ้งทะเล มาล้างให้สะอาดและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วชั่ง จากนั้นนำไปบดก่อนนำไปกรองน้ำสมุนไพรด้วยผ้าขาวบาง เป็นน้ำสมุนไพร แต่ถ้าเป็นครีมจะบดให้ละเอียด

จากการทดลอง กลุ่มชาวบ้านและนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกำจัดริ้นทะเล แต่ควรใช้สมุนไพรในการป้องกันและรักษาอาการแพ้ริ้นทะเล

ผักเสี้ยน เป็นพืชล้มลุก พบขึ้นอยู่ตามที่รกร้างทั่วไป มีอายุเพียงปีเดียว สูงประมาณ 60-80 เซนติเมตร ทั้งต้นมีขนอ่อนปกคลุม ใบประกอบแบบนิ้วมือออกเรียงสลับ มีใบย่อย 3-5 ใบ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกย่อยมีกลีบดอกสีเหลือง 4 กลีบ ผลเป็นฝักกลมเรียวยาวโค้ง ใช้ทั้งต้น ใบ ราก เป็นยา ประโยชน์ ขับหนองในร่างกาย ขับพยาธิในลำไส้

ผักบุ้งทะเล เป็นไม้เลื้อยล้มลุก เลื้อยไปตามผิวทรายหรือดิน ชอบขึ้นในพื้นที่ใกล้ทะเล คุณสมบัติแก้แมลงกัดต่อย เนื่องจากมีสารโวลาไทล์ เอสเดอร์ ลดอาการอักเสบ ปวดแสบ ปวดร้อน

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นานาทรรศนะ นิสิตกัมพูชา ได้ทุนเรียนมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054011055&srcday=2012-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 536

เยาวชน-เทคโนโลยี เยาวชนเกษตร 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

นานาทรรศนะ นิสิตกัมพูชา ได้ทุนเรียนมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว

สืบเนื่องจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล เมื่อ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 เพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาของวิทยาลัยดังกล่าว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนแก่นักเรียนเพื่อให้มาศึกษาต่อในประเทศไทย เพื่อนำความรู้กลับไปสอนและพัฒนาการจัดการศึกษาของวิทยาลัย

ทั้งนี้ โครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นการให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนและบุคลากรวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2548

โดย ปี 2554 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว ได้มีส่วนร่วมในโครงการด้วยการรับนักเรียนทุนจากโครงการดังกล่าวเข้าศึกษาในคณะต่างๆ จำนวน 30 คน แบ่งเป็น คณะเทคโนโลยีการเกษตร 14 คน คณะสาธารณสุขศาสตร์ 3 คน คณะศึกษาศาสตร์ 10 คน และคณะวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ 3 คน

อาจารย์เสรี ชิโนดม รองอธิการบดี วิทยาเขตสระแก้ว ให้ข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว สามารถรองรับนิสิตจากกัมพูชาได้อีกมาก เพราะที่วิทยาเขตเปิดสอนหลายสาขาที่ชาวกัมพูชาให้ความสนใจ และในอนาคตคาดว่า จะมีนิสิตชาวกัมพูชาเพิ่มขึ้นแน่นอน

รองอธิการบดียังเผยต่ออีกว่า มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว ยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพระตะบอง ของกัมพูชาที่จะมีการแลกเปลี่ยนนิสิตกันและกัน เพื่อมาศึกษาเทคโนโลยี วิทยาการ และวัฒนธรรมของกันและกัน

“ในอนาคต มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว จะเปิดหลักสูตรเพิ่มอีกหลายสาขา ซึ่งจะสามารถรองรับนิสิตไทยและกัมพูชาได้เป็นจำนวนมาก เป็นสถาบันการศึกษาอีกแห่งหนึ่งที่จะรองรับการเปิด AEC ได้เป็นอย่างดี” รองอธิการบดีกล่าว

อาจารย์ธนากร เที่ยงน้อย อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร กล่าวว่า นักศึกษาที่เข้ามาเรียนชุดนี้มีจำนวนทั้งหมด 13 คน แล้วยังมีด้านคอมพิวเตอร์อีก 3 คน และปริญญาตรีอีก 2 คน ซึ่งในกลุ่มนี้มีบุคคลที่เป็นอาจารย์ที่สอนทางด้านเกษตรจากวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล จังหวัดกำปงธม กัมพูชา ซึ่งได้รับทุนเข้ามาศึกษาทางด้านเทคโนโลยีการผลิตพืช และทางด้านเทคโนโลยีการผลิตสัตว์เป็นทุนแบบเร่งรัด โดยตลอดหลักสูตรจะใช้ระยะเวลา 3 ปี จำนวน 3 เทอม เทอมละ 3 เดือน มีทั้งสาขาพืช สัตว์ และประมง

อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร บอกต่อว่า การคัดเลือกจะต้องมีการพิจารณาบุคคลที่มีคุณสมบัติครบตามข้อกำหนด จากนั้นทางมหาวิทยาลัยบูรพาจะต้องดำเนินการเทียบรายวิชาที่เรียนและวุฒิเพื่อให้เหมาะสม

“อาจารย์จากวิทยาลัยกำปงเฌอเตียลทุกท่านที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพาแห่งนี้ มีพื้นฐานความรู้ในสาขาที่มาเรียนอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการปฏิบัติ เพียงแต่มาต่อยอดทางด้านทฤษฎีภาควิชาการเท่านั้น ตอนแรกอาจต้องมีการปรับตัวด้านภาษาและความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการเรียน แต่ภายหลังที่สอบผ่านไปแล้ว 1 เทอม ถือว่าทุกคนสามารถปรับตัวได้อย่างน่าพอใจ” อาจารย์ธนากร กล่าว

อย่างไรก็ตาม นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์และนักศึกษาจากกัมพูชาชุดนี้บางท่านที่ว่างเว้นจากการเรียน ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนมุมมองกับการได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาในสถาบันแห่งนี้ กับประโยชน์ที่จะนำไปใช้เมื่อศึกษาจบ

คุณแขม บัว (Mr. Khem Bour) อาจารย์ชาวกัมพูชา บ้านอยู่ตำบลนอน อำเภอสันดัน จังหวัดกำปงธม แต่มาทำงานที่อำเภอปราสาทซำโบ ที่วิทยาลัยกัมปงเฌอเตียล มีตำแหน่งเป็นอาจารย์ เรียนจบทางด้าน ปวส. แล้วไปต่อเป็นครูเกษตร สอนนักเรียนในระดับ ปวช. เป็นวิชาทางด้านพฤกษศาสตร์

คุณแขม เล่าว่า ลักษณะการสอนโดยส่วนมากจะเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎีและวิชาการ หากเทียบสัดส่วนจะเป็นการปฏิบัติ 70 เปอร์เซ็นต์ และทฤษฎีวิชาการ 30 เปอร์เซ็นต์

เขาเผยว่า อาชีพหลักที่บ้านทำนาและปลูกมันสำปะหลังเล็กน้อย การได้มีโอกาสเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว ถือเป็นความโชคดีอย่างมาก สิ่งที่สนใจมากและตั้งใจจะเติมเต็มคือการศึกษาทางด้านงานวิจัย ทั้งนี้ ภายหลังจากเรียนไปแล้ว 1 เทอม เขาพบว่า การเรียนการสอนที่มหาวิทยาลัยบูรพามีความเจริญก้าวหน้ามากทั้งทางภาคทฤษฎีและปฏิบัติ แล้วตัวเองสามารถเรียนรู้และศึกษาตามความตั้งใจได้จริง และยังบอกอีกว่าหลังจากที่สำเร็จจะนำความรู้ที่เป็นประโยชน์ อันมีคุณค่าเหล่านี้ไปถ่ายทอดให้กับนักศึกษากัมพูชาต่อไป

ไม่ต่างจาก คุณกิมเอียง จาย (Miss Kimeang Chay) อายุ 26 ปี เป็นครูสอนที่วิทยาลัยกัมปงเฌอเตียลเช่นกัน และสอนทางด้านปศุสัตว์ เธอเล่าว่าปศุสัตว์ที่กัมพูชามีเหมือนประเทศไทย คือ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย แต่เป็นการเลี้ยงภายในครัวเรือนเท่านั้น ไม่มีทำในลักษณะฟาร์ม

เธอยังบอกต่ออีกว่า เกษตรกรที่กัมพูชาส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจกระบวนการทางด้านปศุสัตว์ที่มีประสิทธิภาพ ส่วนภาคธุรกิจของไทยที่ไปลงทุนที่กัมพูชาเกี่ยวกับเกษตรกรรม ได้แก่ ซีพี และเบทาโกร ซึ่งมีชาวกัมพูชาไปรับจ้างเฉพาะด้านการดูแลสัตว์เท่านั้น

คุณกิมเอียง ยังบอกอีกว่า การได้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว ถือเป็นการเปิดกว้างในโลกความรู้ที่ต้องการศึกษา ทำให้ได้รับทราบถึงวิทยาการความก้าวหน้าในสิ่งใหม่ๆ อีกหลายอย่าง พร้อมกับบอกว่าบางวิชายากมากเช่น จุลชีวะ

นอกจากนั้น เธอยังได้อธิบายถึงการเลื่อนวิทยฐานะของการเป็นแม่พิมพ์ที่กัมพูชาว่า หากต้องการความก้าวหน้าจะต้องเข้าไปสอบแข่งขันเพื่อขยับระดับตำแหน่งที่มีอยู่เดิมให้สูงขึ้นไป แต่ถ้าไม่สอบก็คงมีตำแหน่งอยู่อย่างเดิม โดยจะมีการปรับเงินเดือนให้แก่ครูทุก 2 ปี เป็นจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์

ทางด้าน คุณสุคนธี รัตน์ (Miss Sukunthea Roth) เป็นครูสอนทางด้านปศุสัตว์เช่นกัน เธอบอกว่า เทคนิคการผสมเทียมถือว่ามีความสำคัญและที่เมืองไทยมีความเจริญก้าวหน้าด้านนี้มาก แต่ที่กัมพูชายังถือว่าน้อยอยู่ โดยเฉพาะวัว

เธอบอกว่า ตลาดความรู้ด้านปศุสัตว์ในเมืองไทยกว้างขวางมาก มีการส่งเสริม อบรม และพัฒนาให้แก่เกษตรกรทุกแห่งอย่างมีคุณภาพ แตกต่างจากที่กัมพูชา เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เลี้ยงสัตว์กันตามธรรมชาติ นอกจากนั้น เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าถึงแม้จะมีบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยไปลงทุนทางด้านปศุสัตว์ที่กัมพูชาก็ตาม แต่ชาวกัมพูชาจะทำงานได้เฉพาะบางตำแหน่งเท่านั้น และที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นคนเหล่านั้นนำความรู้อะไรจากงานที่ทำมาใช้ประกอบอาชีพส่วนตัวเลย

คุณสุคนธี บอกว่า “ภูมินกสิกรรม” ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวกับการเกษตรในระดับมหาวิทยาลัยของกัมพูชาและตั้งอยู่ที่กรุงพนมเปญ มีการสอนถึงระดับปริญญาโท รวมไปถึงยังมีการสอนอีกหลายแห่งในระดับ ปวส. ถึงปริญญาตรี ซึ่งรวมแล้วประมาณ 7 แห่ง

การมาเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา เธอตั้งใจจะเรียนทางด้านอาหารสัตว์ และมีความคิดว่า ในอนาคตหากมีโอกาสจะนำความรู้ไปประกอบอาชีพส่วนตัว

ส่วนการให้ความช่วยเหลือจากทางภาครัฐ คุณสุคนธี กล่าวว่า ได้รับความช่วยเหลือทางด้านชลประทาน มีการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้ชาวนาสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง และสำหรับทางด้านปศุสัตว์ยังได้รับการส่งเสริมน้อยอยู่

สำหรับ AEC ที่จะมาถึงอีกไม่นานนี้ เธอบอกว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับคนหลายประเทศที่จะเดินทางหาความรู้ และคิดว่าคนกัมพูชาจะเดินทางเข้ามาศึกษาหาความรู้จากประเทศไทยกันมากขึ้น

อีกท่านคือ คุณวันไณ เอา (Mr. Vannai Or) เป็นครูสอนทางด้านพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง และมะม่วงหิมพานต์ เขาบอกว่าผลผลิตจากมันสำปะหลังที่ได้นำไปขายในราคากิโลกรัมละ 7 บาท มีรูปร่างขนาดใหญ่ หัวละประมาณ 15 กิโลกรัม โดยได้ต้นพันธุ์มาจากไทยบ้าง จากเวียดนามบ้าง

สำหรับพืชสวนส่วนมากจะปลูกไว้บริโภคภายในครัวเรือน นอกจากนั้น ยังมีการปลูกถั่วเหลือง ถั่วเขียว และยางพารา ในพื้นที่อื่นอีกหลายแห่ง

คุณวันไณ บอกว่า ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านพืชเกษตรกรรมมาก วิชาที่สนใจเป็นพิเศษคือ งานวิจัยพันธุ์ที่ทนทานต่อโรค และตั้งใจว่าภายหลังจากที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพาแล้ว จะนำความรู้ไปพัฒนาปรับปรุงวิชาที่สอนให้ดีขึ้น

และสุดท้าย เป็นนิสิตคือ คุณโสะเพียณา ชูก (Mr. Sopheana Chhouk-Bc) เป็นนิสิตที่มาจากมหาวิทยาลัยในกัมพูชา และเรียนได้เพียง 1 เทอม จึงสอบชิงทุนมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยบูรพา ในหลักสูตรปริญญาตรี สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

เขาเล่าถึงความเจริญก้าวหน้าทางด้าน ไอที ของกัมพูชาว่า มีความเจริญเป็นกลุ่มในภาคธุรกิจหรือในกลุ่มของคนที่มีฐานะ ดังนั้น ความหนาแน่นทางด้านความทันสมัยของเทคโนโลยีจึงรวมตัวอยู่ที่เมืองหลวง ส่วนตามต่างจังหวัดยังมีน้อยอยู่

คุณโสะเพียณา บอกว่า เนื้อหาวิชาที่กำลังเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา จะเน้นและให้ความสำคัญกับโปรแกรมที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจ ซึ่งสามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อเรียนจบ ส่วนอนาคตคาดว่าจะไปสมัครงานเป็นโปรแกรมเมอร์หรือเว็บไซต์ดีเวลล็อปเปอร์

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ประโยชน์จากเปลือกไข่ ทำชอล์กไล่มดปลอดสาร

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076011055&srcday=2012-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 536

ภูมิปัญญาชาวบ้าน 

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ประโยชน์จากเปลือกไข่ ทำชอล์กไล่มดปลอดสาร

เนื่องจากมด เป็นศัตรูทั้งพืชและมนุษย์ก่อความรำคาญให้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะชอบขึ้นอาหารที่มีรสหวาน และบางครั้งกัดมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กทารกที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ บางคนแพ้ถึงบวมเห่อ ต้องไปพบแพทย์

ที่ผ่านมา วิธีการไล่มดที่ขึ้นตามอาหารและสิ่งต่างๆ ภายในบ้าน มีหลากวิธี ส่วนใหญ่ไม่พ้นการใช้ยาฆ่าแมลงฉีดไล่ แต่เมื่อใช้อยู่บ่อยๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่พักอาศัยในอาคารบ้านเรือนได้ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะตกค้าง โดยเฉพาะชอล์กไล่มดที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปส่วนใหญ่จะผสมสารเคมี

จึงคิดใช้สิ่งใกล้ตัว คือ เปลือกไข่ ที่เล่าขานกันมานานว่าสามารถไล่มดได้อย่างดี เหตุหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ประหยัดค่าใช้จ่าย

ดังนั้น นักเรียนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดระยอง ทำโครงการวิทยาศาสตร์ เรื่องชอล์กเปลือกไข่ไล่มด สาเหตุที่ทำเป็นชอล์ก เนื่องจากสะดวกต่อการใช้ เป็นแท่งนำไปขีดใช้ได้สะดวกกว่าการที่ป่นเปลือกไข่ไปวางตามจุดต่างๆ

เปลือกไข่มีแคลเซียม

คุณสมบัติทั่วไปของเปลือกไข่มีส่วนประกอบทั้งหมดเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต ลักษณะเป็นแท่งๆ มาต่อกัน ตรงรอยต่อระหว่างแท่งจะไม่สนิท มีช่องว่างหรือรูพรุน จะมีสารแคลเซียม เมื่อผสมกับน้ำจะได้แคลเซียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างสามารถขับไล่มดได้

อุปกรณ์

1. เปลือกไข่ (เป็ด หรือไก่)

2. ดินสอพอง

3. ปูนปลาสเตอร์

4. น้ำ

5. หลอดชาไข่มุก

ขั้นตอนการทำ

1. ล้างเปลือกไข่ให้สะอาด อย่าให้มีเนื้อไข่ติด

2. ตากให้แห้ง แล้วนำมาบดให้เป็นผงละเอียด

3. ร่อนฝุ่นเปลือกไข่ ให้เหลือแต่ผงละเอียด

4. นำดินสอพองมาตำให้ละเอียดเช่นเดียวกับเปลือกไข่

5. นำปูนปลาสเตอร์ผสมกับดินสอพองและเปลือกไข่คลุกเคล้าให้ทั่ว อย่างละเท่าๆ กัน เติมน้ำเล็กน้อยและคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันได้

6. จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาหยอดใส่หลอดชาไข่มุกไปก่อนเล็กน้อย และรอจนแห้งเพื่อจะได้เป็นฐาน เมื่อแห้งดีแล้วเทส่วนผสมเข้าไปเติมใหม่ ความยาวแล้วแต่ชอบ หากมีฟองอากาศระหว่างนั้นให้ใช้ตะเกียบอัดให้แน่น นำไปตากแดดจนส่วนผสมแข็งเป็นแท่ง จะได้ชอล์กขีดเขียนได้

7. นำมาอัดแท่งตากให้แห้ง

ประโยชน์ที่ได้

จากการที่นำมาเปรียบเทียบประโยชน์กับชอล์กไล่มดที่มีวางขายทั่วไปในท้องตลาดพบว่า มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน คือสามารถไล่มดได้ ดังนั้น จึงเห็นว่าเหมาะที่จะทำชอล์กที่ปราศสารเคมีใช้กันเองในครัวเรือน วัสดุก็หาง่ายภายในครัวเรือน เป็นวัสดุเหลือใช้ภายในบ้าน ราคาไม่แพง

สำหรับท่านจะนำไปเป็นต้นแบบในการทำ สามารถทำได้หรือจะนำเปลือกไข่ที่เผาแล้ว หรือยังไม่เผา ป่นโรยตามพื้นดินในแปลงปลูกดอกไม้ก็ย่อมทำได้เช่นกัน

กุมภาพันธ์ 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น