ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“มะนาวราคาแพง…มาปลูกขายด้วยตัวเองดีกว่า” ตอนที่ 10 กันยายน 21, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071150956&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 559

เทคโนฯ เสวนาสัญจร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ 

“มะนาวราคาแพง…มาปลูกขายด้วยตัวเองดีกว่า” ตอนที่ 10 

บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) ได้จัดสัมมนาวาระพิเศษ 25 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน ในหัวข้อ “เมื่อ มะนาว ราคาแพง มาปลูกและขาย…ด้วยตนเองดีกว่า” ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องการปลูกมะนาวแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป 

สำหรับฉบับนี้ ยังเป็นบรรยากาศการพูดคุย ในหัวข้อ “รู้ลึกๆ การผลิตมะนาว ให้มีผลผลิตจำหน่าย” โดย อาจารย์ประเวศ แสงเพชร เจ้าของคอลัมน์ “หมอเกษตร ทองกวาว” รับหน้าที่เป็นพิธีกรพูดคุยกับวิทยากรรับเชิญ ประกอบด้วย คุณศิริชัย จันทร์นาค โทร. (086) 167-3797 ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด คุณรัตนพงษ์ นิ่มวาด โทร. (085) 808-6515 เจ้าของสวนมะนาวรายใหญ่ที่หนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี อาจารย์วัง สุขประเสริฐ โทร. (087) 201-4607 ผู้เชี่ยวชาญการปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ และเป็นประธานกลุ่มอาชีพผู้ผลิตมะนาวนอกฤดู

อาจารย์วัง : ผมตัดสินใจมาทำมะนาวในวงบ่อ เพราะดูแลง่าย อายุประมาณ 8 เดือน ก็ปลูกมะนาวนอกฤดูได้แล้ว ในการบำรุงรักษา ต้องใช้ไม้ผูกค้ำกิ่ง ปกติการปลูกมะนาวในแปลง มักจะมีการพรวนดินให้สูงๆ ดินก็จะทรุดตัวลงไป สำหรับการปลูกมะนาวในวงบ่อ หากใส่ดินให้ท่วม ต้นมะนาวจะตายได้ ต้องค่อยๆ เติมวัสดุปลูกลงไป เพื่อให้พืชปรับตัวเสียก่อน เพราะพืชตระกูลส้มค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคเชื้อรา

สำหรับวงบ่อซีเมนต์ที่ใช้ปลูกไม่ได้ปิดผนึก แต่ใช้การวางเทิน โดยทั่วไปต้องใช้แผ่นรองก้นวงบ่อ เพื่อป้องกันรากต้นมะนาวจะออกมาในปีที่ 2-3 พืชตระกูลส้ม ต้องให้ผ่านฤดูแล้งก่อน จึงจะออกดอกผล สำหรับต้นมะนาว ปลูกดูแลรักษาง่าย สำหรับข้าราชการที่เข้าสู่วัยปลดเกษียณไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรต่อไป ก็น่าจะหันมาปลูกมะนาว

เมื่อตัดสินใจทำสวนมะนาว คำนวณต้นทุนอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ (อ้างอิงจากต้นทุน ที่จังหวัดพิจิตร) ได้แก่ วงบ่อ ขนาด 1 เมตร สูง 50 เซนติเมตร พร้อมแผ่นรอง ขายในราคาชุดละ 300 บาท อุปกรณ์ระบบน้ำ เช่น ท่อ PE สายไส้ไก่ ฯลฯ โดยมีต้นทุนเฉลี่ย ต้นละ 20 บาท มีค่าจ้างแรงงานผสมดินวงละ 20 บาท ค่ากิ่งพันธุ์มะนาว ต้นละ 50 บาท รวมต้นทุนการผลิตมะนาววงบ่อ ประมาณชุดละ 420 บาท

ผมมีรุ่นน้องคนหนึ่งจบวิศวะ ทำงานอยู่ที่จังหวัดระยอง มีรายได้สูง แต่บริษัทกำลังจ้างให้ออก เขามีเงินทุนก้อนสุดท้ายจำนวน 50,000 บาท ไม่รู้จะทำอาชีพอะไรต่อไป ผมก็ชวนเขามาเรียนรู้เรื่องการทำมะนาววงบ่อที่จังหวัดพิจิตร เขาใช้เงินทุน จำนวน 30,000 บาท ปลูกมะนาวในวงบ่อ จำนวน 200 วง ที่จังหวัดระยอง ชื่อว่า สวนเจ้าสัว

สำหรับวงบ่อที่จังหวัดระยอง ราคาไม่แพงเท่าไหร่ เนื่องจากมี ขนาด 1 เมตร สูง 35 เซนติเมตร ผมจึงแนะนำให้เขาใช้วงบ่อ 2 วง ซ้อนกัน เพื่อให้มีความสูงของวงบ่ออยู่ที่ 70 เซนติเมตร และผมก็ถ่ายทอดเทคนิคการตอนกิ่งมะนาวให้เขาไป เพื่อผลิตกิ่งตอนขาย เขาทำไปได้ 2 ปี เมื่อเร็วๆ นี้ เขาโทร.บอกผมว่า ตอนนี้เขาปลูกมะนาว 600 วงแล้ว ปีนี้เขาคาดว่า เมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว จะมีรายได้สุทธิ 800,000 บาท เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีความมานะ จึงประสบความสำเร็จได้ง่าย ที่จังหวัดระยอง ปีนี้เขาขายมะนาวไซซ์ใหญ่ในช่วงฤดูแล้ง ได้ราคาสูงถึง ลูกละ 8 บาท ปลูกมะนาว 600 วง เก็บมะนาวออกขายได้ ครั้งละ 10,000 ลูก

นอกจากนี้ ผมยังมีลูกศิษย์เป็นผู้หญิงอีกคนที่ประสบความสำเร็จในการทำสวนมะนาวอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี เขาเพิ่งเรียนจบปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาขับรถไปหาผมที่จังหวัดพิจิตร ขอเรียนเรื่องการขยายพันธุ์มะนาว และขอซื้อกิ่งพันธุ์มะนาวจากผม ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสมทั้งหมด เขาวิ่งไปวิ่งมาหาผมหลายรอบ ปีที่แล้วเขาขายกิ่งพันธุ์ได้ล้านกว่าบาท

ที่ผ่านมา ผมสอนเรื่องการผสมพันธุ์ การขยายพันธุ์ สำหรับพันธุ์มะนาวที่ใช้คือ พันธุ์ราชการ กับพันธุ์ส่วนตัว ผมนิยมใช้สายพันธุ์มะนาวพื้นเมืองทั่วๆ ไป เช่น พันธุ์แม่ไก่ไข่ดก ซึ่งเป็นมะนาวพันธุ์ลูกกลมๆ ผิวบาง น้ำดีๆ หากใครสนใจอยากเล่นมะนาว ควรรู้จักการไขว้สายพันธุ์ คือยึดหลักที่ว่า ผสมข้ามจากต้นนี้ไปต้นนั้น จะช่วยพัฒนาพันธุ์มะนาวที่ทนทานต่อโรคแคงเกอร์

สำหรับมะนาวพันธุ์ลูกผสมของผม ส่วนใหญ่มีความต้านทานต่อโรคแคงเกอร์ 90-95% มะนาวทั่วไปมักเป็นโรคแคงเกอร์ ส่วนพันธุ์ที่ปลอดโรคแคงเกอร์ก็ยังมี แต่ตลาดไม่สนใจ ตอนนี้ผมก็ทำมะนาวปลอดโรคอยู่ต้นหนึ่ง เป็นมะนาวพันธุ์แป้นปลอดโรคแคงเกอร์ แต่ยังไม่เปิดตัวออกมา รอไว้ก่อน

หากใครอยากเข้ามาทำธุรกิจมะนาว จะต้องมีความรู้แม่นยำในเรื่องสายพันธุ์มะนาว ผมขอยกตัวอย่าง มะนาวแป้นเอี่ยมเซ้ง หากท่านเห็นลูกมะนาว รู้ไหมว่าพันธุ์อะไร สำหรับลักษณะมะนาวแป้นเอี่ยมเซ้ง ลูกจะมีตะเข็บเหมือนรอยกัดทับชนกัน นี่คือ เอกลักษณ์ของมะนาวพันธุ์นี้ ที่คุณควรเรียนรู้ให้แม่นยำ

สำหรับมะนาวพันธุ์ลูกผสมที่ผมทำ ส่วนมากจะให้เกษตรกรนำไปปลูก โดยมะนาวลูกผสมพันธุ์นี้เกิดจากมะนาวพันธุ์เอี่ยมเซ้ง กับพันธุ์แม่ไก่ไข่ดก มีกลิ่นฉุนแรง ต้านทานโรคแคงเกอร์ได้ดี เวลาผสมพันธุ์ข้ามกัน หากจะทดสอบว่า ลูกผสมพันธุ์นี้ ต้านทานโรคแคงเกอร์หรือไม่ เวลาที่เพาะต้นได้สัก 3-4 เดือน ให้ตัดกิ่งมะนาวที่เป็นโรคแคงเกอร์มาแช่น้ำทิ้งไว้สักคืน หลังจากนั้น นำไปเทใส่ต้นมะนาว หากเป็นพันธุ์ที่ต้านทานโรคแคงเกอร์ได้ จะเริ่มเห็นแววตั้งแต่เล็กว่า ต้นไหนดี ต้นไหนไม่ดี

ในแง่ผลตอบแทนการลงทุน พบว่า การปลูกมะนาวในวงบ่อ จะเริ่มคืนทุนตั้งแต่ปีที่ 1 ประมาณ 30% หลายคนสงสัยว่าทำไมได้ผลตอบแทนไม่เต็มร้อย เพราะโดยทั่วไปต้นมะนาวที่ปลูก 100 ต้น จะเติบโตไม่เท่ากัน อาจจะให้ผลผลิตดีเพียงแค่ 60-70 ต้น ที่ทำผลิตมะนาวนอกฤดูได้ สรุปปีแรกจะได้ผลผลิตไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ปีที่ 2 จะคืนทุนได้ 100% เนื่องจากในพื้นที่ 1 ไร่ จะทำมะนาวนอกฤดูได้ทุกต้น ส่วนผลตอบแทนในปีที่ 3 ที่ผมเคยตรวจนับพบว่า ได้ผลผลิต ตกต้นละ 1,000 ลูก หากลองคูณด้วยจำนวนต้นมะนาว 500 วง บนเนื้อที่ 5 ไร่ มะนาวนอกฤดูที่ขายช่วงหน้าแล้ง ในราคาถูกๆ แค่คูณด้วยราคากลาง ลูกละ 3 บาท เพียงเท่านี้ก็ได้เงินกว่าล้านบาทแล้ว

ผมทำสวน ใช้เงิน 2.5 แสนบาท ปลูกมะนาว 500 วง ที่เหลือใช้ในการขุดบ่อ ทำระบบน้ำ มีคนถามผมว่า มะนาวในวงบ่อมีอายุเท่าไหร่ ผมตอบว่า อย่างน้อย 10 ปี การปลูกมะนาววิธีนี้ เกษตรกรจะมีโอกาสผลิตมะนาวนอกฤดู ที่ใช้ต้นทุนค่าอาหารและยาในอัตราต่ำ และได้กำไร 7 ปี

การปลูกมะนาวในวงบ่อ อยากจะแนะนำให้พี่น้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี และประหยัดค่าใช้จ่าย โดยหันมาใช้น้ำส้มควันไม้ แค่เดือนละ 2 ครั้ง โดยใช้ในอัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ลิตร น้ำส้มควันไม้จะทำหน้าที่ขับไล่แมลงในสวนมะนาว หากใช้อย่างต่อเนื่องจะช่วยปรับโครงสร้างของพืชให้แข็งแรง หากคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายในสวนของผม ปลูกมะนาว 500 วง อายุ 3 ปี ใช้ปุ๋ยเคมี 6 ลูก ค่ากำจัดวัชพืช 7,200 บาท ต่อปี ค่าไฟฟ้า เดือนละ 1,000 บาท หรือ ปีละ 12,000 บาท น้ำส้มควันไม้ ลิตรละ 20 บาท ซื้อขนาดถังละ 200 ลิตร ตกประมาณ 3,000 บาท ปีหนึ่งใช้ไม่หมด

การปลูกมะนาวในปีแรก ยังไม่มีรายได้เลี้ยงคนงาน ผมจึงปลูกผักแซมในวงบ่อ ปรากฏว่า ผักที่ปลูกกลับล่อแมลงเข้ามา ยกเว้น โหระพา กะเพรา ผักเสี้ยน ที่ปลูกในวงบ่อแล้วเป็นรายได้เสริมที่ดี เก็บโหระพาขาย วันละ 100 มัด ในราคา มัดละ 3 บาท มีรายได้เลี้ยงคนงาน ประมาณวันละ 300 บาท

หากต้องการปลูกและขายมะนาวในช่วงราคาแพง สิ่งที่ต้องคำนึง ได้แก่ เรื่องพันธุ์มะนาว คนที่ปลูกมะนาวต้องรู้ว่า มะนาวแป้น มะนาวราชการมีอายุแก่เท่าไหร่ ประการต่อมา เลือกทำมะนาวนอกฤดูในระยะเวลาที่เหมาะสม ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม-กันยายน-ตุลาคม-พฤศจิกายน ในระยะ 5 เดือนนี้ ให้เกษตรกรตัดสินใจเองว่า จะเลือกทำมะนาวนอกฤดูในช่วงเดือนไหน โดยปกติผมจะเริ่มทำมะนาวนอกฤดูตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หากอยากขายมะนาวได้ราคาแพง ต้องเลือกทำในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน หากอยากได้เงินเร็ว ให้ทำตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

วิธีการทำมะนาวนอกฤดู เกษตรกรควรศึกษาเสียก่อนว่า ท้องถิ่นของท่านเจอภาวะแล้งในช่วงไหนของทุกปี สำหรับประเทศไทย ระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม โดยทั่วไปจะเกิดภาวะแล้ง ประมาณ 20 วัน เราต้องใช้วิกฤตตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ หลังจากอดน้ำมะนาวในวงบ่อ 1 สัปดาห์ โดยธรรมชาติเมื่อพืชตระกูลส้มขาดน้ำ เกิดอาการเหี่ยวแล้ว จะเกิดอาการกลัวตายและเร่งผลิดอกออกผลทันที

เกษตรกรต้องคอยสังเกต หากพบว่า ต้นมะนาวมีอาการเหี่ยว ใบร่วงประมาณ 80% จึงค่อยให้ปุ๋ยเคมี สูตร 12-24-12 ในอัตรา 300 กรัม ต่อต้น ให้ปุ๋ยหว่านแห้งก่อนจึงค่อยรดน้ำตาม พืชจะดูดกินธาตุอาหารจากปุ๋ยได้ทันที หลังจากนั้น อีกประมาณ 15 วัน ต้นมะนาวจะเริ่มแตกใบอ่อนและผลิดอกออกมา ดูแลต้นมะนาวตามขั้นตอนปกติ ตั้งแต่ระยะดอกผลิบาน จนถึงช่วงเก็บเกี่ยวจะใช้เวลา ประมาณ 5-6 เดือน

ที่ผมเล่ามา เป็นขั้นตอนการผลิตมะนาวนอกฤดู ที่ปลูกในวงบ่อ ที่ทุกคนสามารถนำไปทำได้ หากใครยังไม่มั่นใจฝีมือตัวเอง ขอแนะนำให้ลองซื้อวงบ่อมาทดลองปลูกเสียก่อน ผมอยากให้เพื่อนเกษตรกรเริ่มต้นทำมะนาวนอกฤดูในวงบ่ออย่างชาญฉลาด ค่อยเป็นค่อยไป ผมเริ่มลงทุนทำสวนมะนาวขนาดเล็ก ใช้เงินทุน 1,200-2,000 บาท ต่อมาขยายเพิ่มขึ้นโดยใช้เงินทุนถึงตัวเลขเจ็ดหลัก

สำหรับคนที่ชื่นชอบการปลูกมะนาว ผมอยากแนะนำให้ลองเก็บสะสมสายพันธุ์มะนาวที่มีลักษณะแปลกๆ ไว้สำหรับใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในอนาคต เนื่องจากมะนาวบางสายพันธุ์สามารถต้านทานโรคแคงเกอร์ได้ดี ทุกวันนี้ผมมีเพื่อนสมาชิกผู้ปลูกมะนาวนอกฤดูในวงบ่อ ประมาณ 30 คน ปลูกมะนาวเฉลี่ย 500-600 วง แต่ละคนมีรายได้เกือบล้านบาทต่อปี หากใครอยากได้ความรู้เรื่องมะนาวเพิ่มเติม เรื่องการผสมพันธุ์มะนาว เรื่องตลาด แวะไปพูดคุยกับผมได้ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ 

(กรุณาติดตามอ่าน “มะนาวราคาแพง…มาปลูกขายด้วยตัวเองดีกว่า” ตอนที่ 11 ได้ ในฉบับหน้า)

 

เผาสวนยาง / มะเฟือง : สตรีมีครรภ์กินอันตราย

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074150956&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 559

ฎีกาชาวบ้าน / ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th สุวรรณ พันธุ์ศรี

เผาสวนยาง /มะเฟือง : สตรีมีครรภ์กินอันตราย

ฎีกาชาวบ้าน

เผาสวนยาง

โอภาส เพ็งเจริญ

o-pas@matichon.co.th

คุณเงือบเป็นชาวสวนยางพารา เช่นเดียวกับใครๆ อีกหลายคน รวมทั้งคุณโผง คุณนวลเนียน คุณสมควร คุณวิรัตน์ คุณบัญชา คุณนาครี คุณวิรัช คุณประเสริฐ คุณเอนก คุณประถม คุณมัธยม คุณอุดม ฯลฯ

สวนยางพาราคุณโผงอยู่ติดกับสวนยางพาราคุณเงือบ เช่นเดียวกับสวนยางพาราของคุณนวลเนียนก็อยู่ติดกับสวนยางพาราของคุณเงือบ

คือ สวนคุณโผงกับสวนคุณนวลเนียน หนีบสวนคุณเงือบอยู่ทางซ้ายและขวา

อันที่จริงใช่ว่าจะมีแต่สวนคุณนวลเนียนกับสวนคุณโผงเท่านั้นดอกที่อยู่ติดกับสวนคุณเงือบ ยังมีสวนยางพาราของคุณสมควรอีกแปลงที่อยู่ติดกับสวนคุณเงือบด้านท้ายสวน ส่วนด้านหน้าสวนคุณเงือบนั้นไม่ติดกับสวนใคร หากแต่ติดกับถนน

ส่วนสวนยางพาราของคุณอื่นๆ ต่างตั้งอยู่ติดกับสวนยางพาราของคุณอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ไม่ติดกับสวนยางพาราของคุณเงือบแต่อย่างใด จึงละไว้ไม่ขอกล่าวถึงสวนยางพาราของคุณอื่นๆ เป็นต้นว่าของคุณวิรัช และของคุณประเสริฐ รวมทั้งของคุณประมาณ ของคุณเอกชัยด้วย ทั้งๆ ที่ของสี่คุณเหล่านี้เป็นสวนยางพาราขนาดใหญ่ มีผลผลิตมาก

แถมในสวนคุณเอกชัยนั้นมีกัญชา และพืชกระท่อมปลูกแอบๆ เอาไว้ด้วย

เช้าวันนั้น คุณเงือบว่าจ้างคนงาน 4-5 คน มาแผ้วถางและเผาสวนยางพาราเพื่อเตรียมปลูกต้นยางพาราใหม่

คุณเงือบอยู่ที่สวนนั่นละ คอยกำกับคนงานให้ทำนั่นทำนี่ ไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ คอยจัดหาข้าวปลาอาหาร น้ำท่าให้คนงานที่ทำงาน

เมื่อโค่นต้นยางลงมา ส่วนไหนใช้งานได้ก็แยกเอาไว้ ขายไปบ้าง เก็บไว้ใช้งานเองบ้าง โดยเฉพาะต้นยางพารา ส่วนไหนไม่ใช้เพราะใช้ไม่ได้ก็จุดไฟเผาทั้งวัชพืชทั้งเศษต้นยางพารา กิ่งยางพารา

บ่ายวันนั้น คุณเงือบและคนงานเผาในสวนของคุณเงือบ ท่าไหนไม่ทราบได้ ไฟไหม้ลุกลามออกจากสวนคุณเงือบ ไปยังสวนคุณโผง

มิไยว่าคุณเงือบจะช่วยกับคนงานสกัดกั้นแต่ไม่เป็นผล ใครๆ ในย่านนั้นเห็นเหตุการณ์ต่างมาช่วยกันดับไฟ แต่ไม่อาจยับยั้งได้ ต้นยางพาราของคุณโผงโดนไฟไหม้ไปราว 220 ต้น จึงสงบลง

คุณเงือบเจรจากับคุณโผงว่าจะขอชดใช้ให้ แต่ตกลงกันไม่ได้

“เรียกมากไป” คุณเงือบว่า

“จะให้น้อยไป” คุณโผงว่า

คุณโผงจึงแจ้งความดำเนินคดีกับคุณเงือบ

พนักงานอัยการฟ้องคุณเงือบขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225

คุณเงือบปฏิเสธ ต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นสืบพยานเสร็จแล้ว พิพากษาว่า คุณเงือบมีความผิดตาม มาตรา 225 ให้ลงโทษจำคุกและปรับ แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ก่อน

คุณเงือบอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

คุณโผงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันอากาศร้อน ช่วงนั้นยางพาราเริ่มมีใบร่วงหล่นตามพื้นดินบ้างแล้ว การที่คุณเงือบไม่กระทำการอันใดอันเป็นการป้องกันมิให้ไฟลุกลามไปยังที่ดินข้างเคียง เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ต้นยางพาราของคุณโผง จึงเป็นการกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท และเป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย อันเป็นความผิดตามมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่า คุณเงือบมีความผิด ตามมาตรา 225 ให้จำคุก และปรับ แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17212/2555)

———————–

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 225 ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท และเป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย หรือการกระทำโดยประมาทนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

มะเฟือง : สตรีมีครรภ์กินอันตราย

ช่วงเข้าพรรษาและวันแม่แห่งชาติ ได้รับโปสการ์ดจากพี่โต้ง พายัพ อารัมภีร ลูกชายครูแจ๋ว ที่เคารพนับถือ กรุณาส่งไปให้จากเมืองลำปาง

เห็นแล้วชื่นใจ-ขอบคุณหลายหลาย ทำให้นึกถึงวันเก่าเก่า

เพราะอีตอนที่ยังเป็นเด็กอยู่บ้านนอกก็ช่วยพ่อ-แม่นำควายออกไปเลี้ยงกลางทุ่ง

ยังจำภาพแห่งความหลังพอได้อยู่

เผลอแผล็บเดียวก็ใกล้ขึ้นเมรุเข้าไปทุกที

เวลานั้นเดินอย่างเที่ยงตรงเสมอ ไม่มีรอ ไม่มีเดี๋ยวหรือโอ้เอ้ เพื่อให้ประโยชน์ใคร

มีก็แต่คนเท่านั้นที่ใช้เวลาเอาเปรียบกันเอง สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองและผู้อื่น

คนทุกคนนั้นมีเวลาเท่ากันหมด ไม่มีใครมีมาก ไม่มีใครมีน้อยไปกว่ากัน

ปลูกต้นไม้จากหนังสือปักษ์นี้ จะชวนหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่ เข้าสวนปลูก “มะเฟือง”

มะเฟือง ตามที่นักวิชาการจัดหมวดหมู่ไว้คือ เป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลำต้นขรุขระ มีสีน้ำตาลอ่อน ขยายพันธุ์ด้วยการตอนหรือเพาะเมล็ด

ลักษณะของใบ มะเฟืองจะออกใบรวมเรียงเป็นคู่คู่ ไปตามก้านก้านหนึ่ง มีตั้งแต่ 7 ถึง 15 คู่

รูปใบย่อย มนรี ปลายใบแหลม เส้นกลางใบเห็นเด่นชัด ขอบใบเรียบเกลี้ยง

มะเฟืองเวลามีดอกจะออกตามลำต้นและบริเวณกิ่ง ดอกเป็นช่อสั้นสั้น สีม่วงอ่อน ขนาดเล็ก

พอดอกเริ่มจะโรย ก็จะติดผล ลักษณะของผลเป็นรูปอย่างเฟือง มีกลีบ 5 กลีบ

ผลเมื่อยังอ่อนอยู่จะมีสีเขียว แต่พอเริ่มสุก หรือแก่เต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองออกส้ม

มะเฟือง ว่าไปแล้วเป็นพันธุ์ไม้ที่เข้าสู่อุษาคเนย์ เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว

จนกระทั่งคนโบราณท่านได้ศึกษาเอาประโยชน์จากมะเฟืองมาใช้

ผลจากการศึกษาพบว่า มะเฟืองใช้ได้ทั้งลำต้นชั้นใน ใบ ดอก และผล

ลำต้นชั้นใน เมื่อนำมาปรุงกับไม้จันทน์ หรือไม้ชะลูด มีสรรพคุณแก้ผดผื่นคันทั่วไปได้อย่างดี

ใบ หากนำใบสดมาตำให้ละเอียด อมแก้ปวดฟัน ใช้ทาแก้กลาก เกลื้อน และทารักษาอีสุกอีใส

ดอก มีสรรพคุณ เป็นยาแก้แพ้และยาขับพยาธิ

ผล จะกินเป็นอาหาร หรือนำมาคั้นดื่มน้ำ จะมีสรรพคุณแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ไข้ แก้ท้องเสีย หากนำน้ำที่คั้นมาผสมกับเหล้าจะช่วยแก้โรคนิ่ว

จากผลการศึกษามีข้อห้ามที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง คือห้ามสตรีมีครรภ์กินมากเกินควร

เพราะสรรพคุณที่ประสบคือ การแท้งลูก

ทุกอย่างถ้าไม่รู้จักพอดี ก็จะมีแต่ทุกข์

 

ธัญพืชสด สรรพรส สรรพสี

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150956&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 559

คนรักผัก 

สุมิตรา จันทร์เงา

ธัญพืชสด สรรพรส สรรพสี 

เมื่อแรกต้มน้ำธัญพืชดื่มตอนเช้า ก็เนื่องมาจากคิดถึงน้ำอาร์ซี แต่พอต้มเสร็จแล้วเห็นว่าส่วนที่เหลืออยู่คือเนื้อธัญพืชชั้นดีทั้งสิ้น มีหรือที่จะยอมโยนทิ้งไปง่ายๆ เพราะนอกจากสรรพคุณทางโภชนาการมากมาย แล้วยังเป็นกากใยไฟเบอร์ชั้นดี 

รับประทานธัญพืชสดที่ต้มเองกับมือมันย่อมเหนือชั้นกว่าอาหารเช้าจำพวก “ซีเรียล” ที่ฝรั่งคลั่งไคล้อย่างแน่นอน!

“ซีเรียล” – cereal คืออาหารแปรรูปของฝรั่ง โดยเอาธัญพืชหลายชนิด เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ มาบดแล้วทำเป็นแผ่นเล็กๆ หรือใช้ธัญพืชเต็มเมล็ดนั้นมาอัดให้แบน นำไปอบแห้งกรุบกรอบเพื่อให้รับประทานได้ง่าย บางชนิดรสธรรมชาติไม่ปรุงแต่งกลิ่นสีและความหวานใดๆ แต่หลายชนิดปรุงรสเสียจนกลายเป็นขนมของขบเคี้ยวเล่นไปเลยก็มี โดยเอาไปเคลือบคาราเมล สตรอเบอรี่ ช็อกโกแล็ต หรือผสมผลไม้แห้งต่างๆ รวมทั้งพวกเมล็ดพืชตระกูลนัทหรือถั่วบางชนิดเข้าไปให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีจำหน่ายมากมายหลายยี่ห้อ ทั้งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศและที่ผลิตในเมืองไทยเอง

ธัญพืชแปรรูปในกลุ่ม muesli และ cereal เป็นผลงานการคิดค้นของ นาย Bircher Benner นักฟิสิกส์ชาวสวิตเซอร์แลนด์ ที่สังเกตเห็นว่าเกษตรกรบนเทือกเขาแอลป์มีสุขภาพแข็งแรงเป็นพิเศษเนื่องมาจากการรับประทานธัญพืชเต็มเมล็ดเป็นประจำ ประกอบกับช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในสหรัฐอเมริกามีผู้นิยมรับประทานอาหารมังสวิรัติจำนวนมาก โดยเน้นการรับประทานผักและถั่วจำพวก nuts และมีความเชื่อว่าธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีมีประโยชน์ สามารถบริโภคทดแทนเนื้อสัตว์ได้ดี จึงริเริ่มแปรรูปธัญพืชให้รับประทานกันได้ง่ายสามารถเก็บไว้ได้นานในรูปแผ่นธัญพืชอบกรอบ มีชื่อเรียกติดหูกันว่า ซีเรียล (Cereal) มาจากรากศัพท์คำว่า Ceres ซึ่งเป็นชื่อเทพธิดาข้าวตามตำนานเทพโรมัน

คอร์นเฟลก (cornflakes) แผ่นข้าวโพดอบแห้ง เป็นซีเรียลชนิดแรกๆ ที่คนนิยมชมชอบมากมายจนกลายมาเป็นชื่อเรียกซีเรียลแทนคำว่าซีเรียลที่เป็นความหมายรวมๆ เหมือนกับที่สมัยหนึ่งเราเคยเรียกผงซักฟอกกันติดปากว่า “แฟ้บ”

ความนิยมรับประทานซีเรียลเป็นอาหารเช้าควบคู่กับนมสดเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางทั่วโลกในศตวรรษที่ 20 โดยได้รับยกย่องว่าเป็นอาหารเช้าทรงคุณค่าเพราะมีประโยชน์มากมายเหลือเกิน โดยเฉพาะหากเป็นซีเรียลที่ทำจากธัญพืชเต็มเมล็ดหรือ “โฮลเกรน” ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ และไฟโตนิวเตรียนท์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ

มีการอ้างผลการวิจัยมากมายว่า สารอาหารที่มีอยู่ในซีเรียลดีที่สุดสำหรับเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะหากรับประทานเป็นอาหารเช้า เพราะร่างกายจะย่อยอย่างช้า ค่อยๆ ปลดปล่อยพลังออกมาจึงช่วยให้เด็กมีพลังงานอย่างต่อเนื่องไปจนถึงมื้อกลางวัน ก็เลยมีสมาธิในการเรียนสูง ด้วยเหตุนี้พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายจึงเสิร์ฟอาหารเช้าเด็กๆ จนติดเป็นนิสัยด้วยซีเรียล (สำเร็จรูป) ซึ่งมีขายอยู่ล้นหลามคู่ไปกับนมสดและน้ำตาล

ความสะดวกรวดเร็วของการรับประทานอาหารเช้าแบบนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ประกอบกับครอบครัวยุคใหม่ไม่ค่อยมีเวลาปรุงอาหารรับประทานเองด้วยความเร่งรีบในชีวิตประจำวันที่ต้องออกไปผจญภัยอยู่บนท้องถนนแต่เช้า ก็เลยกลายเป็นว่าคนทั้งบ้านยกให้ซีเรียลเป็นอาหารสำคัญประจำวันที่ขาดกันไม่ได้ เพียงเปิดกล่องเทออกมาเติมนมก็สามารถรับประทานได้แล้ว

หากวัดตามผลวิจัยและความนิยมชมชอบของผู้คนทั้งโลกก็คงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าซีเรียลเป็นอาหารเช้าที่มีคุณค่า ยิ่งในสมัยนี้ที่ผู้ผลิตได้พัฒนาเพิ่มคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเข้าไป รวมทั้งปรับปรุงรสชาติให้หลากหลายอร่อยถูกปากมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาให้ซีเรียลมีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือ (โซเดียม) ต่ำ มีใยอาหารมากขึ้น บวกกับการทุ่มงบประมาณโฆษณาสินค้าอย่างมโหฬาร ยิ่งทำให้ซีเรียลขายดิบขายดี กลายเป็นอาหารขึ้นโต๊ะคนเมืองแทน โจ๊ก หรือ ข้าวต้ม ไปเรียบร้อยแล้ว

เดี๋ยวนี้ซีเรียลมีหลายแบบหลายรสละลานตาไปหมดจนเลือกไม่ถูกว่าจะรับประทานอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์ตามที่ตีฆ้องร้องป่าวกันมา เพราะเป็นธรรมดาของอุตสาหกรรมอาหารที่เน้นความพอใจของผู้บริโภคเป็นเกณฑ์ เราจึงได้เห็นซีเรียลที่มีน้ำตาลสูงหรือมีส่วนประกอบอื่นวางอยู่ตามชั้นขายสินค้าแน่นขนัด กลายเป็นว่าถ้าตาไม่ดีหรือไม่ยอมอ่านฉลากข้างกล่องอย่างละเอียด แทนที่จะได้รับประทานซีเรียลโฮลเกรนหรือธัญพืชคุณค่าสูง อาจกลายเป็นว่าได้รับประทานแป้งและน้ำตาลในปริมาณสูงกว่าที่ควรเป็น

มีข้อแนะนำสำหรับท่านที่เสพติดซีเรียลเป็นประจำอยู่แล้ว เพื่อให้เลือกสรรซีเรียลดีๆ ด้วยการอ่านฉลากข้างกล่องอย่างละเอียดดังนี้

1. ซีเรียลเป็นชนิดที่อุดมไปด้วยน้ำตาลหรือไม่ เพราะนักโภชนาการแนะนำให้รับประทานซีเรียลที่มีปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 5-8 กรัม เท่านั้น

2. ซีเรียลมีส่วนประกอบจากโฮลเกรนเพียงพอไหม เพราะบางชนิดก็มีน้อยเกินไป แนะนำให้เลือกซื้อซีเรียลที่ผลิตจากโฮลเกรน 100% หรือชนิดที่มีส่วนผสมของรำข้าว ถั่วเหลือง และผลไม้อบแห้ง เพราะก็มีไฟเบอร์สูงกว่า

3. ซีเรียลมีส่วนผสมของไฟเบอร์สกัดหรือไฟเบอร์ธรรมชาติจริงๆ เพราะไฟเบอร์สกัดจะไม่ช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายเหมือนไฟเบอร์ตามธรรมชาติ

4. ซีเรียลชนิดนั้นมีโซเดียมสูงหรือไม่ เพราะโซเดียมในปริมาณมากเกินไปย่อมไม่ดีต่อร่างกาย ควรเลือกซีเรียลที่มีปริมาณโซเดียมไม่เกิน 250 มิลลิกรัม

5. ซีเรียลมีส่วนประกอบของโปรตีนหรือไม่ เนื่องจากโปรตีนเป็นสารอาหารที่ทำให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหารในระหว่างมื้อได้มากกว่าครึ่ง หากไม่มีเลยจะทำให้หิวเร็วขึ้นจนต้องหาอาหารอื่นเสริมก่อนมื้อเที่ยง ดังนั้น ควรผสมนมสดหรือโยเกิร์ตลงไปในซีเรียลด้วย

เห็นไหมว่าการรับประทานซีเรียลที่ว่าง่ายนั้น ที่จริงก็มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องใส่ใจกันอีกพอสมควร

แทนที่จะรับประทานธัญพืชแปรรูปกรุบกรอบแบบซีเรียลที่เล่าให้ฟังอย่างละเอียดข้างต้น ทำไม เราไม่ต้มธัญพืชเต็มเมล็ดรับประทานกันสดๆ ล่ะ ง่ายจะตายไป

ไม่ต้องกังวลว่าจะมีสารแปลกปลอมใดๆ นอกจากผลผลิตธรรมชาติล้วนๆ เต็มเมล็ด สด สะอาดจากกรรมวิธีการปรุงที่เราถนัดและควบคุมด้วยตัวเองทุกขั้นตอน

อาจจะต้ม นึ่ง หรือหุง ก็สุดแล้วแต่ว่าใครจะถนัดกันแนวไหน

ฉันมีของอยู่ในมือแน่นอนอยู่แล้วคือ ลูกเดือย ถั่วแดงหลวง ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเหลือง และ ถั่วเขียว แค่นี้ก็มากเกินพอสำหรับรับประทานร่วมกันเป็นอาหารเช้า แล้วให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน

ว่ากันว่าหลักในการบริโภคอาหารธรรมชาติให้ได้วิตามิน แร่ธาตุจำเป็นที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วนนั้น ให้เน้นอาหารที่มีสีสันหลากหลาย เอาให้สวยงามละลานตาไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

ดูจานสลัดที่น่ารับประทานทั้งหลายก็ได้ เรามักจะเห็นสีเขียวเข้มของผักสลัด แซมด้วยสีแดงสดของมะเขือเทศ สีเหลืองแดงของพริกหวาน สีส้มของแครอต สีม่วงเข้มของบีทรูท สีขาวของหอมใหญ่ สีดำ แดง ของถั่ว งา ฯลฯ รวมเข้าด้วยกันอย่างละเล็กละน้อย

สีเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทำให้เกิดอาหารจานสวย แต่ยังมีสารอาหารแตกต่างกันไปตามความเข้มของเนื้อสีในผักและผลไม้ ซึ่งเป็นความหลากหลายของวิตามิน เกลือแร่ ที่ร่างกายต้องการ ดีกว่าการเลือกรับประทานเฉพาะผักผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียวอยู่เป็นประจำ

อาหารเช้าธัญพืชสดมื้อนั้นของฉันอย่างน้อยก็มีสีสวยทีเดียวแหละ สีขาวของลูกเดือยและข้าวบาร์เลย์ สีแดงของถั่วแดงหลวง สีเขียวของถั่วเขียว และสีเหลืองนวลเบาๆ ของถั่วเหลือง

เป็นสรรพรส สรรพสี ที่น่ารับประทานตั้งแต่ยังไม่ได้ตักมาปรุงเลย ส่วนสรรพคุณนั้นก็คงรู้ๆ กันอยู่

ข้าวบาร์เลย์ ที่ต้มสุก 1 ถ้วย จะให้โปรตีนสูงเทียบเท่านมวัว 1 แก้ว เลยทีเดียว นอกจากนั้น ยังมีแร่ธาตุในปริมาณสูง อุดมไปด้วยวิตามิน B1, B3 ธาตุโพแทสเซียม มีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด มีส่วนประกอบของเส้นใยละลายน้ำในปริมาณสูงจึงช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่กระแสเลือด รับประทานแล้วช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจซึ่งเป็นเหตุมาจากคอเลสเตอรอลสูงได้จริง

ลูกเดือย มีรสมันเย็น สรรพคุณทางยาใช้แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ขับปัสสาวะ นำมาหมักทำแอลกอฮอล์ ใช้รักษาโรคข้ออักเสบได้ เนื้อในเมล็ดใช้เป็นอาหารบำรุงกำลังสำหรับคนฟื้นไข้ สารอาหารโปรตีนจากลูกเดือยประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด เช่น ลูซีน ไลซีน ไทโรซีน กลูตามีน และฮิสทีดีน เป็นหนึ่งในอาหารป้องกันโรคเบาหวานและโรคหัวใจ จึงเป็นธัญพืชยอดนิยมของชาวจีนมายาวนาน โดยต้มข้าวผสมลูกเดือยรับประทานเป็นข้าวต้มกุ๊ย หรือไม่ก็ผสมลูกเดือยต้มกับน้ำเต้าหู้ในมื้อเช้า

ถั่วแดงหลวง ซึ่งมีเมล็ดขนาดใหญ่กว่าถั่วชนิดอื่นๆ นั้นมีฤทธิ์เย็น รสหวาน และมีกากใยมาก ช่วยให้ท้องไม่ผูก รักษาระบบย่อยในกระเพาะอาหาร เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยให้การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดไปอย่างช้าๆ

ถั่วเขียว มีทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมงกานีส แมกนีเซียม เหล็ก และ โฟเลท มีรสหวานอร่อย ช่วยขับร้อน ถอนพิษ ขับของเหลวในร่างกาย บำรุงสายตา ลดความดันโลหิต มีประโยชน์ต่อลำคอและผิวหนัง รักษาอาการกระหายน้ำ ไตอักเสบ หรือลำไส้อักเสบ ป้องกันไข้หวัด ผื่นคัน เบาหวาน พิษจากพืชและสารหนู จึงนิยมทำเป็นเครื่องดื่มแก้ร้อนในและแก้พิษ

ถั่วเหลือง นั้นไม่ต้องอธิบายให้มากความเลย เพราะเป็นโปรตีนจากพืชที่สามารถใช้ทดแทนเนื้อสัตว์ได้เลยสำหรับคนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ แถมยังมีแคลเซียมสูง วิตามิน A, B มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และไฟโตเอสโตรเจนช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมด้วย

ฉันเก็บธัญพืชเหล่านี้ที่ต้มสุกแล้วใส่กล่องเข้าตู้เย็นเอาไว้ พอถึงเวลาก็ตักออกมาใส่ถ้วย อย่างละช้อนสองช้อน วันไหนอยากรับประทานกับโยเกิร์ตก็ราดโยเกิร์ตลงไป โรยหน้าด้วยงาขาวคั่ว หรือบางทีก็เติมลูกเกดกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ลงไปสักหน่อย เพิ่มความหวานมันกรุบกรอบ

วันไหนอยากรับประทานกับน้ำเต้าหู้ก็ใช้น้ำเต้าหู้ เติมน้ำผึ้ง หรือไม่ก็นมสด ใส่ลงไปแบบน้ำขลุกขลิก เน้นรสสัมผัสที่ธัญพืชเป็นหลัก

ธัญพืชสด สรรพรส สรรพสีของฉันอร่อยเลิศ ทิ้งซีเรียลของฝรั่งอย่างไม่เห็นฝุ่น

 

Integrated Pest Management (IPM)

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082150956&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 559

Miracle Thai Agriculture

By : Boonrat Sookmark And Siros Suwanmanee

Integrated Pest Management (IPM)

It has widely known that excess usage of chemical pesticides can lead to many nasty effects such as a reduction of beneficial insects, insecticides resistance, outbreaks of new pest species, soil and water contaminations. Moreover, it can cause health problems for both consumers and farmers and also increases a cost of production. 

The overuse of chemical pesticides was a result of Green Revolution that aimed to increase crop yields to feed an increasing world population. Unfortunately, it has more awful effects compared to its benefits. Therefore, many strategies have been developed to reduce an inappropriate use of these chemicals, which are;

1. Combining Control Methods and Reducing Pesticide Applications. This strategy started after industrial pesticides widely used and hazardous effects occured.

2. Integrating Control Methods into Farming System. This strategy focuses on IPM package and technology transfer.

3. Developing IPM with Farmers” Participation which emphasizes on decision making of farmers.

Due to different ecosystems in different countries, there is no a certain IPM package. In the case of rice IPM, it has changed from a pesticide-oriented approach which focuses on plants and pests to an ecosystem-oriented approach which focuses on a relationship between plants, pests and their natural enemies.

According to FAO philosophy, IPM is not a technology invented by scientists for farmers but it is actually a learning process which requires farmers” participation. Therefore, this is not a technology revolution but a social and educational revolution.

What”s IPM mean?

There are many definitions of IPM, for example;

- IPM is integration of pest management knowledge done by farmers to reduce their crop damages. This also takes into account aspects of environment and economics.

- IPM is integration of many pest management methods especially biological control, biotechnology, using of suitable breeds, cultural control and cultivation organising. These are done with the minimum use of pesticides.

- IPM is a farmers” self-problem solving method in order to deal with pests by using academic knowledge and their own experiences.

- IPM is a reasonable selection of pest management methods by considering ecosystem, economic and social effects.

- IPM integrates good farming practices and pest control. This aims to obtain agricultural products with good quality and to make highest profits by using suitable production factors.

Basic components of IPM

1. Prevention

This is to control a pest population at an acceptable level (a level that does not cause a major crop damage). This can be achieved by many approaches such as crop rotation, use of suitable breeds and modifying the growing environment to reduce the prevalence of pests.

2. Observation

Observation is done to help making a decision on methods to be used and when to use them. It is a pest monitoring based on academic data.

3. Intervention

This is to reduce crop damages to an acceptable level by various methods e.g. biological control, cultural control, use of repellents and chemical lure traps.

The use of these 3 components can be adjusted depending on problems, purposes and skills and knowledge backgrounds of farmers for efficient and effective pest management in different areas.

Nowadays, GAP (Good Agricultural Practice) is widely promoted. It can be said that GAP has integrated IPM with ICM (Integrated Crop Management) to produce high quality and safe agricultural products. The use of IPM with ICM is considered important for long-term crop production.

 

ฟาร์มวัวเนื้อ…ตะวันออก สู่ตะวันตก สะสม “ชาร์โรเล่ส์” รับสถานการณ์ราคาร้อน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083150956&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 559

เทคโนฯ ปศุสัตว์ 

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

ฟาร์มวัวเนื้อ…ตะวันออก สู่ตะวันตก สะสม “ชาร์โรเล่ส์” รับสถานการณ์ราคาร้อน

สวัสดีครับ เป็นเพราะภารกิจส่วนตัวและภารกิจหัวใจ (555) ที่ต้องทำให้ผมต้องเดินทางอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้พบว่า ในช่วงเวลานี้เกษตรกรหลายพื้นที่เกิดความคิดเห็นตรงกันอย่างประหลาด นั่นก็คือ การสะสมวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ 

ดังนั้น มาตามผมไปดูกันครับว่าเกิดจากเหตุผลกลใด ทำไมเกษตรกรทั่วประเทศจึงคิดเห็นและลงมือทำได้ตรงกันอย่างนี้

ณ ชายแดน ฝั่งตะวันออก

เกษตรกรรายแรกที่ผมเข้าไปพบและพูดคุยอยู่ทางฟากฝั่งตะวันออกของประเทศคือ คุณอีซา อิสมาแอล อยู่บ้านเลขที่ 6 บ้านเสาสูง ตำบลห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว

คุณอีซา เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า เลี้ยงวัวฝูงมานานแล้ว และยังเคยเป็นพ่อค้าซื้อขายวัว ควายมาก่อนด้วย ก่อนจะมาปักหลักปักฐานอยู่ที่นี่และเริ่มต้นเลี้ยงวัวฝูงใหม่อีกครั้ง ตอนนี้มีวัวอยู่ 20 ตัว มีทั้งวัวลูกผสมบราห์มัน วัวลูกผสมหูยาวและวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ที่พยายามรวบรวมมาจากแหล่งต่างๆ เพื่อเอามาใช้เป็นวัวแม่พันธุ์

คุณอีซาเก็บรวบรวมวัวฝูงนี้มาจากคอกของชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง ในราคาที่แตกต่างตามสายพันธุ์

“ผมจะเข้าไปหาซื้อวัวจากชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง ราคาก็มีตั้งแต่กิโลกรัมละ 100-180 บาท ถ้าเป็นวัวจากคอกของชาวบ้านที่อยู่ไกลเมืองก็จะขายให้เราในราคาที่ถูกหน่อย หากเป็นชาวบ้านที่อยู่ใกล้เมืองก็จะขายเราแพงขึ้น อย่างชาร์โรเล่ส์ตอนนี้ผมมีอยู่ 6 ตัว ซื้อมาแพงกว่าพันธุ์อื่น ราคาตัวละประมาณ 20,000 บาท” คุณอีซาเล่าให้ฟัง

สร้างแปลงหญ้าตัดให้กิน

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงวัว คุณอีซาเล่าว่า สำหรับวัวที่เพิ่งซื้อมาเข้าคอกหรือวัวที่ผอม มีโรค มีปัญหา จะให้กินอาหารข้น 1 ขัน ผสมกับรำ 1 ขัน วันละ 2 มื้อ เช้าและเย็น

ส่วนอาหารหยาบมีแปลงหญ้าพันธุ์จักรพรรดิปลูกเอาไว้ ประมาณ 3 ไร่ เพื่อตัดเอามาให้วัวกินโดยจะตัดหญ้าให้ วันละ 1 คันรถปิกอัพ ต่อวัวที่มีอยู่ 20 ตัว แรงงานคือลูกชายที่คอยช่วยเลี้ยงวัวและตัดหญ้า บางวันก็จะปล่อยให้วัวออกมาหากินหญ้าธรรมชาติตามข้างคอก

นอกจากนั้น ก็จะมีเกลือแร่แขวนเอาไว้ให้เลีย

“ตอนนี้เราเริ่มมีปัญหาเรื่องแปลงหญ้าเพราะเราจะขยายฝูงวัวออกไปอีก ตอนนี้จึงกำลังมองหาพื้นที่ขยายแปลงหญ้าออกไป ถ้าพื้นที่ไม่พออาจจะต้องไปขอเช่าที่ชาวบ้านเอามาปลูกหญ้าให้วัว” คุณอีซาเล่าถึงแผนการ

ขยายฝูงชาร์โรเล่ส์

เป้าหมายของคุณอีซาคือ ต้องการขยายฝูงวัวที่มีอยู่ให้มากที่สุด

“ผมมองดูสถานการณ์วัวในบ้านเราแล้วบอกได้เลยว่าในอนาคตวัวจะต้องแพงเหมือนกับทองคำแน่ๆ เพราะวัวหมดไปทุกวันๆ พื้นที่เลี้ยงวัวก็ค่อยๆ หมดไปทุกวันเพราะพืชเศรษฐกิจต่างๆ ราคาดี จึงไม่เหลือพื้นที่เอาไว้ให้เราเลี้ยงวัวอีกแล้ว ในอนาคตคนที่มีวัวก็เหมือนกับมีทอง วัวของผมฝูงนี้ ผมตั้งใจจะขยายฝูงเพิ่มจำนวนให้ได้ 100 ตัว รวมทั้งวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ด้วย เก็บตัวเมียไว้ แล้วขายตัวผู้ออกไป” คุณอีซา คาดการณ์ตามสายตาของคนที่คร่ำหวอดอยู่กับแวดวงวัวมานาน

ในส่วนของชาร์โรเล่ส์ คุณอีซา บอกว่า ที่ผมสะสมวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์เอาไว้เพราะตั้งใจจะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ ขยายฝูงและขายลูกตัวผู้ออกไปให้กับฟาร์มวัวขุน ส่วนตัวคงไม่ขุนเอง แต่จะทำตัวเป็นต้นน้ำผลิตลูกวัวให้เอาไปขุนต่อ

ขณะที่การผสมพันธุ์กำลังหาวัวพ่อพันธุ์ลูกผสมชาร์โรเล่ส์อายุไม่เกิน 5 ปี สักตัว แต่ผมจะไม่ใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์กำแพงแสนเพราะจะดุ ในช่วงที่ยังหาพ่อพันธุ์ไม่ได้ก็ใช้วิธีผสมเทียม ใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์มาผสม

ณ ชายแดน ฝั่งตะวันตก

เกษตรกรรายย่อยอีกรายที่ผมไปพูดคุยคือ คุณสุวรรณี พิริยะก่อพงษ์ อยู่บ้านเลขที่ 190 หมู่ที่ 9 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

คุณสุวรรณี เริ่มต้นเล่าให้เราฟังว่า วัวที่เลี้ยงอยู่ตอนนี้มีทั้งหมด 5 ตัว เป็นวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ทั้งหมด โดยตอนแรกที่เริ่มต้นเลี้ยงวัวเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว เลี้ยงแม่พันธุ์ลูกผสมชาร์โรเล่ส์เอาไว้แค่ตัวเดียวแล้วก็เกิดลูก เกิดหลานออกมาเป็นตัวเมียอีก 3 ตัว ซื้อตัวเมียเข้ามาเพิ่มอีก 1 ตัว ซึ่งตัวนี้ซื้อได้ในราคาที่ถูกมาก

เป็นเพราะชอบวัวพันธุ์ลูกผสมชาร์โรเล่ส์ จึงเลี้ยงอยู่พันธุ์เดียว

“4-5 ปีที่แล้ว วัวยังไม่แพงเหมือนตอนนี้ เราก็เลี้ยงมาเรื่อยๆ เพราะชอบวัวชาร์โรเล่ส์ จึงเลี้ยงขยายฝูงมาเรื่อยๆ ไม่คิดว่าชาร์โรเล่ส์จะแพงขึ้นมาได้ขนาดนี้” คุณสุวรรณี เล่าให้ฟัง

เลี้ยง ชาร์โรเล่ส์

หัวกระไดไม่แห้ง

ในเรื่องการผสมพันธุ์วัวที่มีอยู่ คุณสุวรรณีบอกว่า ที่ผ่านมาใช้วิธีการผสมเทียมมาตลอด แต่ตอนนี้ก็พยายามมองหาพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์เลือดสูงมาเป็นพ่อพันธุ์คุมฝูงเพราะคิดว่าน่าจะสะดวกในเรื่องการจับสัด แต่ก็หาซื้อวัวพ่อพันธุ์ได้ยาก คงต้องใช้การผสมเทียมไปก่อน

เมื่อวัวราคาแพงและวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ยิ่งแพงขึ้นไปอีก วัวฝูงนี้ของคุณสุวรรณีจึงมีคนมาหมายปองตลอดเวลา

“มีคนมาขอซื้ออยู่ตลอด ให้ราคาเราตัวละเป็น 20,000-30,000 บาท เราก็ไม่อยากจะขาย มีอยู่รายหนึ่งมาขอซื้อยกฝูง ในราคา 150,000 บาท แต่เราก็ไม่ขายเพราะชอบและอยากจะเลี้ยงขยายฝูงไปเรื่อยๆ ที่ผ่านมาก็โชคดีได้ลูกวัวตัวเมียทั้งหมดจึงอยากเก็บเอาไว้ทำพันธุ์ขยายฝูงให้มีจำนวนมากกว่านี้” คุณสุวรรณี เล่า

เตรียมสร้างแปลงหญ้า

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงวัว คุณสุวรรณีบอกว่า ส่วนมากเลี้ยงด้วยหญ้าอย่างเดียวอาจจะมีฟางบ้างในช่วงหน้าแล้ง แต่หลักๆ ก็คือหญ้าที่มีในธรรมชาติ

ทุกวันสามีจะเป็นคนออกไปเกี่ยวหญ้าสดมาเลี้ยงวัว วันละ 9-10 มัด มัดละประมาณ 50 กิโลกรัม

“เราโชคดีที่มีพื้นที่เยอะทั้งของตัวเองและของญาติๆ รวมกันประมาณ 40 ไร่ ที่ใช้ปลูกพืชไร่พวกมัน ข้าวโพด ก็จะมีหญ้าธรรมชาติขึ้นอยู่ ไปตัดมาเลี้ยงวัวได้สบายๆ นอกจากนั้น ก็จะปล่อยให้วัวออกมาหาเล็มหญ้าข้างคอกบ้าง”

ไหนๆ ก็คิดจะเลี้ยงวัวอยู่แล้วเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวคุณสุวรรณีจึงเตรียมสร้างแปลงหญ้าขึ้นมา “เตรียมสร้างแปลงหญ้าอาหารสัตว์สำหรับวัวที่มีอยู่ คิดไว้ว่าน่าจะเป็นหญ้าแพงโกล่า ตอนนี้กำลังหาพันธุ์อยู่” คุณสุวรรณี เล่าให้ฟัง

วัวขุนรายย่อย

ต้องเลี้ยงต้อยชาร์โรเล่ส์

เกษตรกรรายย่อยอีกคน อีกจังหวัดที่ผมจะพาไปรู้จักคือ คุณทรงพล เลือดแดง ที่บ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 3 บ้านพุใหญ่ ตำบลสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

คุณทรงพล เล่าให้ฟังว่า ทำวัวขุนมา 10 กว่าปีแล้ว แต่ทำแบบรายย่อยทุนน้อย ขุนครั้งละ 5-6 ตัว เท่านั้น

“ผมจะเลือกซื้อวัวที่มีในพื้นที่มาเข้าคอกขุน เพราะจะประหยัดต้นทุนค่าขนส่ง ส่วนเรื่องพันธุ์หากเลือกได้ผมจะเลือกวัวลูกผสมบราห์มันหรือลูกผสมชาร์โรเล่ส์ก่อน แต่หากเลือกไม่ได้อย่างในช่วงนี้วัวพันธุ์ไหนเราก็เอา แต่มีข้อแม้ว่าถ้าเป็นวัวหูยาวต้องเป็นวัวแก่ที่ผลัดฟันแล้ว เพราะจะขุนให้น้ำหนักขึ้นได้ดีกว่าวัวหนุ่ม”

“ช่วงนี้วัวมีราคาแพงมาก แถมหาซื้อยากอย่างวัวลูกผสมบราห์มันสีขาวที่มีอยู่ตอนนี้ผมซื้อมาราคาตัวละ 36,000 บาท กำลังเตรียมจะเอาเข้าขุนเร็วๆ นี้ เพราะยังต้องรอหาซื้อวัวมาเพิ่มอีก 3-4 ตัว”

เมื่อวัวมีราคาแพงมากก็ต้องหาช่องทางแก้ไขปัญหา คุณทรงพล บอกว่า เมื่อวัวราคาแพงขนาดนี้จึงต้องใช้วิธีเลี้ยงต้อยวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ อย่างวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ชุดนี้ผมตระเวนไปหาซื้อมาเก็บไว้ตอนที่มันอายุได้ประมาณ 7 เดือน ซื้อมาในราคาตัวละ 10,000 บาท มีอยู่ 3-4 ตัว

“ผมจะต้องเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 2 ปี จึงจะปล่อยออกไปได้ ตอนนี้ก็ต้องเลี้ยงให้โครงสร้างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ให้พอจะเข้าขุนได้ ส่วนหลักการเลือกซื้อวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ผมจะเลือกลูกวัวที่มีเลือดไม่สูงมากนัก ประมาณ 50-60% มีกระดูกใหญ่ แข้งขาใหญ่ หลังกว้างและยาวเห็นได้ชัด วัวที่มีลักษณะนี้จะเลี้ยงให้อ้วนได้เร็ว”

สร้างฝูงแม่พันธุ์ ย้ำวัวขุนรายย่อยอยู่ได้แม้ต้นทุนสูง

เมื่อจริงจังกับการทำวัวขุน คุณทรงพลจึงคิดที่จะสร้างฝูงแม่พันธุ์ขึ้นมาเป็นของตัวเอง

“ผมพยายามรวบรวมแม่พันธุ์ที่มีลักษณะดีมาเลี้ยงไว้ ตอนนี้มีอยู่ 4 แม่ มีทั้งลูกผสมบราห์มันและลูกผสมชาร์โรเล่ส์ผสมพันธุ์เพิ่มจำนวนสร้างฝูงแม่พันธุ์ไปเรื่อยๆ” คุณทรงพลเล่า

เมื่อวันนี้วัวมีราคาแพงจนหาซื้อได้ยาก ฝูงแม่พันธุ์ที่มีก็สร้างประโยชน์ให้ไม่น้อย

“แม่พันธุ์ที่มี ผมใช้การผสมตามธรรมชาติควบคู่กับการผสมเทียมด้วย ผมฝากน้ำเชื้อไว้กับหมอผสมหลายหลอด ส่วนลูกวัวที่ได้จากแม่พันธุ์ที่ผมเก็บไว้หากลูกเป็นตัวเมียที่มีลักษณะดีก็จะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ในฝูงต่อไป แต่หากเป็นแม่พันธุ์ที่ไม่สวย มีตำหนิ ให้ลูกห่าง และลักษณะไม่ดี ผมก็จะปล่อยออกไป แต่หากลูกออกมาเป็นตัวผู้ก็จะเลี้ยงไว้ใช้ขุนในคอกของเราเอง” คุณทรงพลบอก

ในเรื่องความอยู่รอดของเกษตรกรรายย่อยที่ทำวัวขุนนั้น คุณทรงพล บอกว่า

“วัวขุนรายย่อยอย่างผมไม่มีปัญหามากนัก อย่างเรื่องอาหารข้นผมก็มีเจ้าประจำที่มีแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่ อาหารหยาบอย่างเปลือกสับปะรดบดแม้ว่าเราจะสั่งในปริมาณน้อย แต่เราสั่งเป็นประจำก็ไม่มีปัญหา ทางโรงงานก็เต็มใจขายให้ เพราะเราซื้อขายกันเป็นประจำ ส่วนเรื่องการตลาดเมื่อวัวของเราขุนได้น้ำหนักก็จะมีพ่อค้ามาซื้อ ผมก็เลือกพ่อค้าที่ให้ราคาเราสูงที่สุด ผมไม่มีพ่อค้าประจำ เน้นคนที่ให้ราคาเราสูงที่สุดเป็นพอ ผมยืนยันว่าวัวขุนรายย่อยยังอยู่ได้”

ฝากข้อคิดให้มือใหม่ที่สนใจเลี้ยงวัว

ก่อนจะจากกันมีข้อคิดดีสำหรับชาวโคบาลทั้งมือใหม่มือเก่าครับ คุณอีซา บอกว่า

“คำแนะนำเรื่องการเลี้ยงวัวสำหรับมือใหม่ที่อยากเลี้ยง ผมบอกได้เลยว่าเรื่องแรกคือ ถามตัวเองว่ารักวัว รักการเลี้ยงวัวจริงหรือเปล่า ถ้าตอบตัวเองได้ว่ารักจริงๆ จึงค่อยเลี้ยงวัว เรื่องเงินเป็นอีกเรื่องที่สำคัญเพราะช่วงนี้วัวราคาแพงต้องใช้ทุนมากจึงต้องระวังให้มาก”

ส่วนคุณสุวรรณี ฝากบอกว่า

“ที่เลี้ยงวัวเพราะใจรักจริงๆ จึงเลี้ยงมาได้เรื่อยๆ มีคนมาซื้อก็ไม่ขาย คนที่คิดจะเริ่มเลี้ยงคงต้องใช้ใจรักมากๆ เป็นสำคัญ”

คุณทรงพล แนะนำมือใหม่ที่สนใจวัวขุนว่า

“ผมทำวัวขุนมานานผ่านช่วงเวลาที่ราคาวัวถูกจนถึงราคาวัวดีจนน่าตกใจแต่ผมก็ไม่เคยคิดขยายขนาดคอก ไม่คิดเพิ่มจำนวนวัว เพราะผมมีแรงงานน้อย มีทุนน้อยก็ทำไปเท่าที่มี ทำเป็นรายได้เสริมที่ไม่กระทบกับงานประจำของเรามากนัก หากจะให้ผมแนะนำเกษตรกรรายใหม่ๆ ที่ต้องการทำวัวขุนก็ต้องบอกว่าใครคิดจะทำวัวขุนจะต้องมีทุนเริ่มต้นพอสมควร มีแหล่งอาหารข้น อาหารหยาบในพื้นที่ จึงจะทำให้ต้นทุนการขุนวัวต่ำลงและทำกำไรให้เราได้หากมองดูรอบตัวแล้วเรายังไม่พร้อมก็อย่าเพิ่งทำวัวขุนเลยครับจะได้ไม่ต้องเหนื่อยและเจ็บตัว” คุณทรงพลแนะนำ

ใครสนใจอยากพูดคุยหาความรู้จาก คุณอีซา อิสมาแอล ติดต่อไปได้ที่ โทร. (089) 249-5680 คุณสุวรรณี พิริยะก่อพงษ์ โทร. (083) 311-2631 คุณทรงพล เลือดแดง โทร. (032) 559-215 ครับ หมดพื้นที่แล้วลากันไปก่อนสวัสดีครับ

ชาวกันทรวิชัย ปราบหนูด้วยขวดเปล่าไร้ค่า

อำพน ศิริคำ

หนู ได้รับการยกย่องว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เฉลียวฉลาดที่สุดในโลก รองจากมนุษย์ เป็นสัตว์ฟันแทะ ชอบกัดแทะสิ่งของหรือพืชผลทางการเกษตร เพื่อลับฟันให้สั้น มิเช่นนั้นจะยาว 6-9 นิ้ว นอกจากนี้ ยังเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยหนู 1 คู่ (ตัวผู้ 1 ตัว, ตัวเมีย 1 ตัว) สามารถขยายพันธุ์ได้มากกว่า 1,000 ตัว ต่อปี

หากไม่ลดประชากรของหนูให้น้อยลงก็จะขยายพันธุ์มากขึ้น และทำลายพืชมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เมื่อไม่นานมานี้มีเกษตรกรอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ได้ประสบปัญหาการระบาดของหนูกัดกินและทำลายต้นข้าวทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งสำนักงานเกษตรอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และทุกภาคส่วนรณรงค์การป้องกันกำจัดหนูโดยวิธีผสมผสาน ทำให้ลดประชากรของหนูได้มากพอสมควร

แต่วิธีหนึ่งที่ทำง่าย ประหยัด เป็นการนำสิ่งเหลือใช้มาแปลงเป็นภูมิปัญญาปราบหนู สะดวก ประหยัด ได้ผลดี นั่นคือ ขวดน้ำพลาสติกเปล่า ขนาด 1.25 ลิตร ทำเป็นกับดัก อย่างเช่น

คุณสุเทพ นิมิตร อายุ 47 ปี โทร. (084) 799-3505 ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและยังเป็นอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ด้วย อยู่บ้านเลขที่ 8 บ้านโนนตาล หมู่ที่ 9 ตำบลมะค่า อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นคนหนึ่งที่นำขวดน้ำเปล่าขนาด 1.25 ลิตร โดยประมาณ มาทำเป็นกับดักหนู สามารถลดประชากรของหนูลงได้มาก

วิธีทำ เริ่มจากนำขวดน้ำเปล่าหรือขวดน้ำอัดลมเปล่า ขนาด 1.25 ลิตร ใส่รำข้าว 1-2 ช้อน ต่อขวด นำไปวางตั้งพิงข้างคันนา หาหลักยึดไว้ไม่ให้ขวดล้ม วางตั้งห่างกัน 10-20 เมตร หรือใกล้ร่องรอยของหนู ในช่วงเย็น วันรุ่งขึ้นไปเก็บกับดัก ซึ่งจะพบตัวขนาดเล็กเข้าไปติดกับดัก เช่น หนูหริ่ง หนูพุกเล็ก ฯลฯ ที่เข้าปากขวดได้ แล้วนำไปกำจัด

รำข้าว 1 กิโลกรัม จะใช้กับกับดักได้ประมาณ 20-30 ขวด วิธีนี้จะดักจับหนูขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี หรือหากต้องการดักหนูขนาดใหญ่อาจใช้ถังสีใส่น้ำประมาณ 1 คืบ หรือไห ฯลฯ ฝังลงในดินข้างคันนา เป็นระยะๆ ก็ได้

คุณสุเทพ บอกว่า เริ่มมีชาวบ้านดักหนูด้วยวิธีนี้เมื่อฤดูนาปรังปีก่อน และชาวบ้านโนนตาลก็ใช้วิธีนี้อย่างแพร่หลาย จากการใช้สามารถดักหนูได้คืนละ 30-50 ตัว

คุณอุดม ราชหา อายุ 42 ปี บอกว่าใช้กับดักคืนละ 30 ขวด ในช่วงแรกๆ ดักหนูได้คืนละประมาณ 100 ตัว จากนั้นก็จะได้ปริมาณลดลงเรื่อยๆ

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญา ที่นำเอาวัสดุเหลือใช้ มาปรับใช้แก้ไขปัญหาทางการเกษตร สามารถลดประชากรของหนูได้ ทั้งสะดวก ประหยัด ได้ผลดี แต่ทั้งนี้ควรใช้หลายๆ วิธีควบคู่กันไปจะได้ผลดีที่สุด 

 

โมเช่ ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน ของ อุ้ย-กาจนิรันดร์ มือใหม่หัดประกวด

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088150956&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 559

สัตว์เลี้ยงสวยงาม 

สุจิต เมืองสุข

โมเช่ ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน ของ อุ้ย-กาจนิรันดร์ มือใหม่หัดประกวด

วัตถุประสงค์ของการเลี้ยงสุนัข ไม่ว่าจะสายพันธุ์ใด ย่อมแตกต่างกันเสมอ บางรายต้องการเลี้ยงสุนัขไว้เป็นเพื่อน บางรายเลี้ยงไว้สำหรับนำทาง ที่พบบ่อยคือใช้ประโยชน์ในการเฝ้า ไม่ว่าจะเป็นเฝ้าบ้าน เฝ้าสวน หรือเฝ้าของ และอีกบทบาทหนึ่งของสุนัขที่พบได้ค่อนข้างมาก คือ ถูกเลี้ยงไว้เพื่อการประกวด

ในการประกวดสุนัข นอกเหนือจากสุนัข เจ้าของสุนัขแล้ว ผู้ฝึกสุนัขซึ่งอาจเป็นบุคคลเดียวกับผู้จูงสุนัขในสนามประกวด ซึ่งทุกส่วนต้องประสานและสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำความเข้าใจในสุนัข ที่จำเป็นสำหรับผู้ฝึกสุนัขและเจ้าของสุนัขเอง

คุณกาจนิรันดร์ อัครเดชา เด็กหนุ่มไฟแรง วัย 30 ต้นๆ ผู้ซึ่งมีอาชีพหลักในการประกอบธุรกิจส่วนตัว ประเภทอสังหาริมทรัพย์ อาทิ อาคารพื้นที่เช่า ร้านอาหาร คอร์ทแบดมินตัน แต่ในความสนใจอื่นที่นอกเหนือจากเวลางาน คุณกาจนิรันดร์ จะพุ่งเป้าไปที่สัตว์เลี้ยง

สัตว์เลี้ยงของคุณกาจนิรันดร์ เริ่มต้นจากสัตว์เลี้ยงภายในบ้านไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป และสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักที่คุณกาจนิรันดร์ให้ความสำคัญรองจากงานประจำมาตั้งแต่จำความได้

“สุนัข เป็นสัตว์เลี้ยงที่ผมเป็นเจ้าของด้วยตัวเอง ดูแลเอาใจใส่และรับผิดชอบเองทั้งหมดมาตั้งแต่เด็ก ผมเลือกสุนัขขนาดกลางเท่านั้น และเลือกเลี้ยงสุนัขครั้งละตัวจนกว่าจะตาย จึงเริ่มเลี้ยงตัวใหม่ เริ่มต้นด้วยสายพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด ต่อมาเป็นสายพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ และปัจจุบันเป็นสายพันธุ์บางแก้ว”

คุณกาจนิรันดร์ ยอมรับว่า รักและหลงใหลในสุนัขสายพันธุ์บางแก้วมาก ถึงขนาดเพิ่มจำนวนเลี้ยงมากกว่าที่เคยตั้งใจไว้ เดิมจะเลี้ยงครั้งละ 1 ตัว แต่สำหรับบางแก้ว คุณกาจนิรันดร์เพิ่มจำนวนเลี้ยงเป็น 2 ตัว ในเวลาใกล้เคียง และตั้งใจจะเพิ่มจำนวนเลี้ยงอีกในไม่ช้า

เมื่อตั้งใจทำสิ่งใด คุณกาจนิรันดร์จะให้ความใส่ใจและศึกษาในสิ่งนั้นๆ จนลึกซึ้ง เช่นเดียวกับการเลี้ยงสุนัขพันธุ์บางแก้ว เมื่อตั้งใจเลี้ยงคุณกาจนิรันดร์เดินหน้าเข้าหาสนามประกวดสุนัขพันธุ์บางแก้ว ไตร่ตรองและวิเคราะห์ว่า สายพันธุ์จากแหล่งเพาะจำหน่ายแหล่งใดมีสายพันธุ์นิ่งมากที่สุด เพราะจากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า หากสุนัขสายพันธุ์บางแก้วได้รับการพัฒนาสายพันธุ์นิ่งแล้ว คำว่า “ดุ” ที่โจษจันสำหรับสุนัขพันธุ์นี้ ไม่พบอย่างแน่นอน

“สุนัขพันธุ์บางแก้วมีสเน่ห์มาก คนเลี้ยงจะหลงรักเมื่อได้ใกล้ชิด ขนาดผมเลี้ยงมาแล้วก่อนหน้านี้ 2 สายพันธุ์ ยังมาหลงรักพันธุ์บางแก้ว และต่อจากนี้คงไม่มีสายพันธุ์ไหน ทำให้ผมหลงใหลได้มากเท่านี้”

แม้จะเริ่มเลี้ยงสุนัขพันธุ์บางแก้วมาเพียง 2 ปี แต่คุณกาจนิรันดร์ก็ก้าวเข้าสู่วงการประกวด จนสุนัขพันธุ์บางแก้วตัวที่ 2 ของเขา คว้ารางวัลในสนามประกวดมาแล้วถึง 3 รางวัล และจบที่รางวัลไทยแลนด์ แชมเปี้ยน 2013 ด้วยวัยเพียง 8 เดือน

การประกวดสุนัข เป็นที่หมายมั่นปั้นมือของผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์บางแก้วมือใหม่อย่างคุณกาจนิรันดร์

คุณกาจนิรันดร์ มองว่า การประกวดสุนัขในเวทีต่างๆ สามารถสร้างความสุขให้กับเจ้าของสุนัขและผู้จูงสุนัขประกวด เสมือนการพาลูกหลานไปเวทีประกวดต่างๆ ให้ได้แสดงออก ยิ่งเมื่อได้รับรางวัลกลับมาด้วยแล้ว ความสุขยิ่งเพิ่มขึ้นทวีคูณ

“ผมไม่ได้ส่งสุนัขพันธุ์บางแก้วตัวแรกของผมลงสนามประกวด เพราะเขามีโครงสร้างไม่ครบ สุนัขพันธุ์บางแก้ว ตัวที่ 2 จึงเป็นความหวัง ผมเริ่มพาโมเช่ สุนัขพันธุ์บางแก้ว ตัวที่ 2 ของผมเข้าสนามประกวดตั้งแต่อายุเพียง 4 เดือน ตั้งแต่ผมเริ่มก้าวเข้าสู่การประกวดสุนัขพันธุ์บางแก้ว เจ้าโมเช่ คว้ารางวัลมาครองเกือบ 20 รางวัล”

รางวัล RESERVE BEST PUPPY IN SHOW และ THAILAND CHAMPION 2013 เป็นรางวัลที่ภาคภูมิใจที่สุด

“โมเช่” ถือว่าเป็นสุนัขตัวแรกที่คุณกาจนิรันดร์ส่งเข้าสู่สนามประกวดสุนัข แม้ประสบการณ์จะยังไม่มาก และเป็นมือใหม่หัดเลี้ยงสายพันธุ์บางแก้ว แต่ก็ถือว่าคุณกาจนิรันดร์มีความมุ่งมั่นตั้งใจมาก เพราะในสนามประกวดแต่ละครั้ง ย่อมมีสุนัขและเจ้าของสุนัขที่คุ้นเคยกับสนามประกวดและช่ำชองการส่งสุนัขเข้าประกวดในเวทีต่างๆ มากมาย

คุณกาจนิรันดร์ เล่าให้ฟังว่า แม้ประสบการณ์ของตนเองยังน้อย แต่เชื่อว่าหากมีความตั้งใจ สิ่งที่มุ่งหวังก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และเป็นความโชคดีของเขาที่พบแหล่งเพาะจำหน่ายสุนัขสายพันธุ์บางแก้วที่ได้มาตรฐาน มีการพัฒนาสายพันธุ์จนนิ่ง เรียกได้ว่า เป็นสุนัขที่ดี

“สำหรับผม สุนัขที่จะเข้าสู่การประกวดควรเป็นสุนัขที่ดี คือ มีโครงสร้างที่ดี มีสายพันธุ์ที่มีการพัฒนาจะนิ่งหรือเกือบนิ่ง โดยเฉพาะสายพันธุ์บางแก้วเป็นสายพันธุ์ที่มีจิตประสาทแตกต่างจากสายพันธุ์อื่น ซึ่งหากการพัฒนาสายพันธุ์ยังไม่นิ่ง ผู้ฝึกและผู้เลี้ยงอาจประสบปัญหาการฝึก จิตประสาทที่ยังไม่ถูกพัฒนาอาจจะทำให้สุนัขสายพันธุ์บางแก้วมีความหวาดระแวง ดุ ยิ่งเมื่อพาไปสนามประกวด ต้องพบกับสุนัขอื่น และคนจำนวนมาก จะทำให้ตื่นสนาม ควบคุมได้ยาก ยิ่งเมื่อหวาดระแวง จะทำให้ลงสนามประกวดไม่ได้เลย”

คุณกาจนิรันดร์ ให้ข้อมูลว่า ในสนามประกวด จำเป็นต้องมีผู้จูงสุนัขประกวด ซึ่งอาจเป็นบุคคลเดียวกับเจ้าของสุนัขได้ แต่สำหรับคุณกาจนิรันดร์ เขายอมรับว่าเขาเป็นมือใหม่ อีกทั้งผู้จูงสุนัขประกวด ควรมีประสบการณ์และมีความชำนาญเฉพาะด้านในการฝึกสุนัข แม้ว่าอนาคตคุณกาจนิรันดร์ หมายมั่นเช่นกันว่าจะก้าวเข้าสู่ผู้ฝึกสุนัขและจูงสุนัขประกวดด้วยตนเอง แต่ปัจจุบันที่ยังไม่สามารถปลีกเวลาจากงานประจำไปฝึกฝนได้ เขาจึงจำเป็นต้องใช้บริการ “ศูนย์ฝึกสุนัข”

คุณกาจนิรันดร์ บอกว่า ศูนย์ฝึกสุนัข จำเป็นกับสุนัขที่เตรียมประกวดอย่างมาก เพราะเป็นสถานที่ที่สุนัขจะไปใช้ชีวิตอยู่ระยะหนึ่ง อย่างน้อย 2-4 เดือน ผู้ฝึกสุนัขที่ดีซึ่งอาจเป็นคนเดียวกับผู้จูงสุนัขประกวด ก็จำเป็นไม่ต่างจากสถานที่ เพราะเขาจะต้องดูแลและอยู่กับสุนัขอย่างน้อย 4-5 เดือนเช่นกัน ดังนั้น การเลือกผู้ฝึก ผู้จูงสุนัขประกวด และศูนย์ฝึกสุนัข ที่ดี ก็ถือว่าการประกวดในครั้งนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง

“ผมเลือกสถานที่และผู้ฝึก ซึ่งผู้ฝึกจะทำหน้าที่จูงสุนัขประกวดด้วย สิ่งแรกที่พิจารณา คือ การดูแลสุนัข ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรก เพราะหากการดูแลสุนัขไม่ดี สุนัขจะไม่มีความสุข ส่งผลต่อการฝึก สำหรับผมการพิจารณาการดูแลสุนัขเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยผู้ฝึก พิจารณาจากประสบการณ์การจูงสุนัขในเวทีประกวด รางวัลที่ได้รับ จากนั้นก็ตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม การเลือกในท้ายที่สุดก็อยู่ที่ความมั่นใจในตัวผู้ฝึกสุนัขด้วย”

“ผู้ฝึกสุนัข ไม่ได้เป็นเจ้าของสุนัขเอง เมื่อสุนัขไปอยู่กับผู้ฝึก ผู้ฝึกจะทำความเข้าใจกับสุนัขก่อน หากสุนัขเริ่มฝึกตั้งแต่เด็กจะดี ทำให้คุ้นเคยกันได้ง่าย แต่ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วย เพราะแต่ละสายพันธุ์การปรับตัวกับคนที่อยู่ใกล้ชิดไม่เหมือนกัน สำหรับสายพันธุ์บางแก้ว ควรทำความเข้าใจกับสายพันธุ์ก่อน จากนั้นจึงเริ่มฝึก ปรับให้สุนัขพันธุ์บางแก้วอยู่ร่วมกับสุนัขตัวอื่น ซึ่งทั้งหมดขึ้นกับประสบการณ์ของผู้ฝึก”

แม้ว่า “โมเช่” สุนัข ตัวที่ 2 ของคุณกาจนิรันดร์จะคว้ารางวัล ไทยแลนด์ แชมเปี้ยน 2013 มาครองแล้ว แต่คุณกาจนิรันดร์ก็ยังคงมุ่งมั่นส่งสุนัขพันธุ์บางแก้วเข้าสู่สนามประกวดต่อ และตอนนี้คุณกาจนิรันดร์ส่ง “วาลี่” สุนัขสายพันธุ์บางแก้ว อายุ 4 ปี จาก “ละโว้บางแก้ว” ฟาร์มสุนัขพันธุ์บางแก้ว จังหวัดลพบุรี เข้าฝึก เพื่อเตรียมตัวลงสนามประกวด แม้จะว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายและต้องทำความเข้าใจกับสุนัขตัวนั้นๆ ใหม่ก็ตาม

 

แมวสิงหปุระ สวย แปลก เล็กที่สุดในโลก

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090150956&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 559

สัตว์เลี้ยงสวยงาม 

เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน/เรื่อง ภัทรวัต อ่วมเมือง/ภาพ

แมวสิงหปุระ สวย แปลก เล็กที่สุดในโลก

แมวสิงหปุระ เป็นพันธุ์แมวที่ยังไม่แพร่หลายนัก พูดง่ายๆ คือ คนไทยยังรู้จักแมวพันธุ์นี้น้อยมาก

ต้นกำเนิดของแมวสิงหปุระ อยู่ใกล้ๆ บ้านเรา คือที่ประเทศสิงคโปร์ และก็เป็นแมวพื้นเมืองของประเทศสิงคโปร์ด้วย

คุณลัดดา ศัพทเสน เจ้าของฟาร์มแมวบีมายแคท อยู่ที่เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ เล่าให้ฟังว่า ได้เพาะขยายพันธุ์แมวเปอร์เซียมา 15 ปีแล้ว และต้องการเพาะพันธุ์แมวอื่นๆ บ้าง จึงเริ่มเลี้ยงแมวสิงหปุระ เมื่อ 1 ปี ที่ผ่านมา

คุณลัดดา บอกว่า เป็นแมวพันธุ์เล็กที่สุดในโลก ในขณะที่คนทั่วไปก็เห็นว่าเป็นแมวขนาดปกติ ในเรื่องนี้ คุณลัดดา อธิบายว่า เป็นแมวพันธุ์เล็กที่สุดในบรรดาแมวที่มีพันธุ์ประวัติ คือน้ำหนักเฉลี่ย 2-4 กิโลกรัม เท่านั้น

บางคนอาจจะมองว่าแมวพันทางทั่วไปก็อาจจะเห็นว่าตัวเล็กกว่านี้ แมวเหล่านั้น ผสมข้ามไปมา พันธุ์ไม่นิ่ง บางครั้งเล็กเพราะยีนส์ด้อย หรือผิดปกติ เพราะเลือดชิด

นอกจากนี้ ลักษณะเด่นของแมวพันธุ์นี้ อยู่ที่สีขน จะมีสีเดียว คือสีซีเปีย และที่หน้าผากจะมีเส้นเป็นรูปตัว M

แมวพันธุ์นี้เป็นแมวพันธุ์พื้นเมืองของประเทศสิงคโปร์ แต่ได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวที่ประเทศออสเตรเลีย และพ่อแม่พันธุ์แมวที่เห็นนี้ก็นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย ในราคาตัวละ 90,000 บาท

แต่ถ้าเป็นลูกแมว อายุ 3 เดือน เกิดในประเทศ ราคาอยู่ที่ ตัวละ 60,000 บาท

คุณลัดดา บอกว่า ไม่ห่วงเรื่องการตลาด เพราะว่าแนวโน้มผู้เลี้ยงแมวในประเทศไทยเปิดกว้างขึ้น และนิยมเลี้ยงแมวสายพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย

แมวสิงหปุระ เป็นแมวขี้อ้อน ชอบนั่งบนตักคน ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น แลบแคท

นอกจากนี้ ยังไม่ส่งเสียงร้องโวยวาย และจัดเป็นแมวนักล่า เพราะถ้ามีของเล่นเป็นพวกขนนก หรือตัวหนูปลอมก็จะกัดจนแหลกเละ จึงจะปล่อยทิ้งซากไว้

สนใจ ติดต่อสอบถาม โทร. (080) 299-4442 และ (081) 834-6987