ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เปิดทางเลือกใหม่ ทำสวนยางแบบต้นทุนต่ำ เพิ่มกำไร กุมภาพันธ์ 14, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 563

รายงานพิเศษยางพารา 

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ สุจิต เมืองสุข

เปิดทางเลือกใหม่ ทำสวนยางแบบต้นทุนต่ำ เพิ่มกำไร

ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของชาวปักษ์ใต้ เนื่องจากยางพาราเป็นไม้ยืนต้น อายุยืน ประมาณ 20-25 ปี ทำให้ยางพาราเป็นพืชที่มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในภาคใต้มาโดยตลอด ระยะหลังยางพารามีราคาสูงมากเมื่อเปรียบเทียบราคาผลผลิตกับพืชชนิดอื่นๆ จูงใจให้เกษตรกรภูมิภาคอื่นๆ หันมาปลูกยางพารามากขึ้น 

ปัจจุบัน เมืองไทยมีสวนยางที่เปิดกรีดได้แล้ว ประมาณ 13.81 ล้านไร่ กระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศ โดยมีเกษตรกรชาวสวนยาง ประมาณ 1.57 ล้านครัวเรือน ซึ่งภาคใต้ปลูกยางพารามากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ ตามลำดับ

คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ได้ประเมินสถานการณ์ผลิตยางพาราของไทยในปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกยาง ประมาณ 1,568,997 ครัวเรือน มีแรงงานปลูกยางพาราเฉลี่ย 3.69 คน ต่อครัวเรือน ทั่วประเทศมีผลผลิตยางพารา ประมาณ 3.567 ล้านตัน ยางพารามีราคาสูงถึง 87,070 บาท ต่อตัน สร้างรายได้ถึงปีละ 310,606 ล้านบาท อาชีพการปลูกยางพารา สร้างรายได้ภาคครัวเรือนได้กว่า 197,968 บาท ต่อปี ทั้งนี้เกษตรกรชาวสวนยางจะมีรายได้เฉลี่ย 17,040 บาท ต่อไร่ ต่อปี (เปรียบเทียบกับรายได้จากการปลูกข้าว ชาวนาจะมีรายได้เฉลี่ย 138,377 บาท ต่อครัวเรือน หรือคิดเป็น 4,315 บาท ต่อไร่ ต่อปี)

สิ้นยุคทองยางพารา 

ด้านสถานการณ์ราคายาง ปี 2547 อยู่ที่กิโลกรัมละ 51.72 บาท ต่อมาราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงราคา 87.02 บาท ต่อกิโลกรัม ในปี 2551 และปรับตัวสูงขึ้นเป็น 115.54 บาท ในปี 2553 ตั้งแต่ต้นปี 2554 ราคายางเพิ่มขึ้นร้อนแรงในทุกตลาด โดยทำสถิติใหม่เกือบทุกวัน จนมีสถิติสูงสุดที่กิโลกรัมละ 183.64 บาท เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554

กรณีราคายางสูงเฉียด 200 นั้น ต้องถือว่าเป็นลาภลอย ที่ได้รับอานิสงส์จากภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลก และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก แต่หลังจากนั้นราคายางได้ลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจของ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมทั้งปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรป ส่งผลให้ตลาดโลกมีปริมาณการใช้ลดลง และราคายางลดต่ำลงเรื่อยๆ

จากปัญหาราคายางตกต่ำดังกล่าว ทำให้เกิดการประท้วงของเกษตรกรชาวสวนยางพาราในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงต้นปี 2555 จนรัฐบาลต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งส่งผลให้ราคายางมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทันที และกลับขึ้นมาสูงกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท อีกครั้ง โดยในวันที่ 20 มกราคม 2555 ราคาซื้อขายยางแผ่นดิบที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 110.29 บาท

ทุกวันนี้ นักวิชาการหลายสถาบันให้ความเห็นตรงกันว่า ราคายางพาราทั่วโลกจะอยู่ในภาวะขาลงต่อไป เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศหันมาปลูกยางพารากันเพิ่มมากขึ้น เช่น ลาว กัมพูชา เขตสิบสองปันนาของจีน ปากีสถาน พม่า ฯลฯ ขณะนี้หลายประเทศเริ่มมีผลผลิตออกมาแล้ว ซึ่งจะเป็นตัวแปรหนึ่งที่ส่งผลกระทบทำให้ราคายางพาราอยู่ในทิศทางขาลงไปอีกนาน

แม้ไทยจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ อันดับ 1 ของโลก แต่ไทยไม่สามารถกำหนดราคายางในตลาดโลกได้ เนื่องจากมีผู้ผลิตยางหลายประเทศ นอกจากนี้ บริษัทผลิตยางล้อรถชั้นนำ ซึ่งเป็นผู้ซื้อยางรายใหญ่มีเพียงไม่กี่บริษัท จึงมีอำนาจการต่อรองที่สูงกว่า ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการแปรรูปยางภายในประเทศของไทยยังขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ไทยต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก และอยู่ในสถานะเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง

ปัญหา ที่น่าห่วงใยอีกประการหนึ่งก็คือ ต้นทุนการผลิตยางของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตยางของเกษตรกรต่ำและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม เมื่อปี 2555 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้คำนวณต้นทุนการผลิตยางของไทยอยู่ที่ 61.65 บาท ต่อกิโลกรัม แต่หลังจากรัฐบาลประกาศปรับราคาค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ต่อวัน ทั่วไทยในปีนี้ ทำให้ไทยแบกรับต้นทุนการผลิตยางที่เพิ่มสูงขึ้นไปอีก ขณะที่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า เนื่องจากปลูกตามธรรมชาติ ไม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมี แถมมีต้นทุนค่าแรงต่ำกว่า เพียงวันละ 155 บาท เท่านั้น

เมื่อราคายางปรับตัวลดลง เหลือไม่ถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ยิ่งทำให้เกษตรกรชาวสวนมีรายได้ลดลง จนถึงขาดทุน ทำให้ชาวสวนยางในภาคใต้ออกมาประท้วงรัฐบาลด้วยการปิดถนนสายหลัก เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคารับซื้อยางในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด คือกิโลกรัมละ 100 บาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะดูแลแก้ไขปัญหาและคลี่คลายสถานการณ์ม็อบสวนยางได้อย่างไร

“ลดต้นทุน – เพิ่มรายได้”

คือ ทางออกของปัญหา

ทุกวันนี้ เกษตรกรชาวสวนยางส่วนใหญ่เป็นสวนยางขนาดเล็ก และเป็นการปลูกยางเชิงเดี่ยวมากกว่า ร้อยละ 50 ทำให้ไม่สามารถเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางได้ ประกอบกับยางพาราไม่สามารถให้ผลผลิตได้ทุกวันตลอดปีภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ เช่น ฝนตก ต้นยางผลัดใบ หรือยางพาราอยู่ในช่วงที่ยังกรีดไม่ได้ หากเกษตรกรรายใดไม่รู้จักวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน หวังพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป ย่อมเสี่ยงเจอปัญหาขาดทุนอยู่ร่ำไป และอาจไม่มีช่องทางลืมตาอ้าปากได้

หากทิศทางราคายางในตลาดโลกยังคงอยู่ในช่วงขาลงต่อไป ทางออกในการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือ หันมาพึ่งพาตัวเอง เริ่มจากลดค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนการผลิตและหาช่องทางเพิ่มรายได้ในสวนยางให้ได้มากที่สุด

แก้จน ด้วย “ระบบ

วนเกษตรยางพารา”

ทุกวันนี้ มีเกษตรกรชาวสวนยางจำนวนมากสนใจที่จะปรับตัวเข้าสู่ระบบเกษตรผสมผสานแบบไร่นาป่าผสม หรือที่รู้จักกันดี ในชื่อ “วนเกษตรยางพารา” ซึ่งเป็นระบบที่เน้นการจัดการสวนยางเป็นหลักร่วมกับการทำเกษตรทุกแขนง ทั้งการปลูกพืชเกษตรในสวนยาง การปลูกพืชเกษตรร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ในสวนยางพารา

ระบบวนเกษตรยางพารา แก้จนได้จริง เห็นได้จากกรณีศึกษาตัวอย่างและรายได้ของวนเกษตรยางพาราในภาคใต้ ของ “ปราโมทย์ แก้ววงศ์ศรี และคณะ” ในช่วงที่ผ่าน ที่ได้ข้อสรุปว่า ระบบวนเกษตรสามารถทำได้ในทุกช่วงอายุของยางพารา ตั้งแต่ 1 ปีแรกไปจนสิ้นสุดการเก็บผลผลิตยาง ระยะแรกของการปลูกยาง เกษตรกรสามารถปลูกพืชอายุสั้นที่ต้องการแสงแดดมาก เป็นพืชแซมยางได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพืชผัก พืชคลุมดิน พืชล้มลุก เช่น พริก มะระ มะเขือ สับปะรด มันขี้หนู ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นพืชที่ปลูกง่าย ขายคล่อง เป็นที่ต้องการของตลาด เมื่อต้นยางมีอายุมากขึ้น และเปิดกรีดได้ เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้ในพื้นที่ด้วยการปลูกพืชร่วมยาง เช่น เหมียง หมากแดง กระพ้อ ดาหลา กระวาน เป็นต้น จะช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีเฉพาะยางพาราอย่างเดียว

สำหรับสวนยางที่มีต้นยางพาราอายุมากและให้ผลผลิตน้ำยางน้อยลง เกษตรกรสามารถปลูกไม้ผลยืนต้นที่ตนเองสนใจ ก่อนการตัดต้นยางขายไม้ 2-5 ปี เช่น ปลูกลองกอง ปลูกมังคุด เป็นต้น เมื่อต้นไม้เหล่านี้โตในระดับที่ต้องการปริมาณแสงมากขึ้นเพื่อการเจริญเติบโต และเริ่มให้ผลผลิตได้ เกษตรกรสามารถตัดต้นยางเพื่อขายไม้ การวางแผนเพาะปลูกในลักษณะนี้จะไม่ขาดรายได้ เพราะขณะที่รอผลผลิตจากไม้ผลก็ยังมีรายได้จากการขายยางพารา และยังมีรายได้จากการตัดไม้ยางขายอีกด้วย

นอกจากการปลูกพืชร่วมและแซมในระยะปกติแล้ว (ระยะ 3×7 เมตร) ยังสามารถขยายระยะปลูกของยางพารา (ระยะ 6×2.5×14 เมตร) เพื่อปลูกพืชร่วมยาง ในพื้นที่เดียวกัน เช่น สะตอ มังคุด ลองกอง ทุเรียน เงาะ สะละ สะเดาเทียม ฯลฯ เพื่อลดความเสี่ยงจากราคายางพาราได้ สำหรับวนเกษตรยางพาราของภาคเหนืออาจจะปลูกพืชร่วมยางได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ลำไย ลิ้นจี่ มะแข่น มะม่วง มะขามหวาน ฯลฯ เพราะหากราคายางลดลงมากก็ยังมีรายได้จากพืชชนิดอื่น ทำให้เกิดการยืดหยุ่นในการประกอบอาชีพการปลูกในลักษณะพืชร่วมและพืชแซมในแปลงวนเกษตรยางพารา นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถปลูก สะเดาเทียม ไม้ไผ่ สะตอ ฯลฯ ในลักษณะเป็นแนวกันลมหรือเป็นขอบเขตรอบๆ แปลงยางพาราได้ เพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กล่าวได้ว่า ระบบวนเกษตรยางพารา เป็นระบบทางเลือกที่สามารถแก้ปัญหาความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน ขอยกตัวอย่างชีวิตจริงของเกษตรกรคนเก่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ “พิราเชนทร์ มุสิกรังสี” โทรศัพท์ (081) 677-5185 ที่ปลูกยางพาราเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัวมานานนับ 10 ปี ก็ได้ข้อสรุปว่า การทำสวนยาง เป็นพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว มีรายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัว ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบวนเกษตรยางพารา ทำให้มีฐานะและรายได้ที่มั่นคงขึ้น

เมื่อยางสวนเก่าถึงอายุตัดโค่น คุณพิราเชนทร์ ตัดสินใจปลูกยางใหม่ทดแทนแค่ 5 ไร่ ที่เหลืออีก 3 ไร่ นำมาใช้ปลูกพืชผสมผสาน ระหว่างที่รอเปิดกรีดยาง ก็ลงทุนปลูกพืชแซมในสวนยางอย่างต่อเนื่อง เช่น ฟักทอง ตะไคร้ มะละกอ พริก ฟักเขียว ปลูกผักพื้นบ้าน ไผ่หวาน หน่อไม้ฝรั่ง ช่วยเพิ่มรายได้แก่ครอบครัวในพื้นที่ที่มีอยู่เดิม

รวมทั้งลงทุนเลี้ยงสัตว์ในสวนยาง โดยปล่อยให้สัตว์กินหญ้าในสวนยาง เช่น แพะ วัว สัตว์ปีก รวมทั้งเลี้ยงหมูหลุม นอกจากมีรายได้จากการขายเนื้อสัตว์และไข่ไก่แล้ว ยังได้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยคอกบำรุงต้นยางอีกทางหนึ่งด้วย ขณะที่เกษตรกรบางรายนิยมเลี้ยงผึ้งพันธุ์ Apis mellifera เพื่ออาศัยเก็บน้ำหวาน โดยวิธีย้ายรัง เพียงแค่นำรังผึ้งไปวางในสวนยางช่วงยางผลัดใบ โดยเลือกวางรังผึ้งในบริเวณที่มีความหลากหลายของพืช วัชพืช ไม้ผล หรือไม้ป่า โดยทั่วไปสวนยางพาราเนื้อที่ 1.4 ไร่ จะสามารถเลี้ยงผึ้งได้ จำนวน 1 รัง

เพาะเห็ดฟาง

เพิ่มรายได้ในสวนยาง

คุณวิทย์ หรือ “สุวิทย์ เพชรนิล” เกษตรกรชาวสวนยาง อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 51/3 หมู่ที่ 4 ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. (084) 849-3865 คุณวิทย์ใช้พื้นที่สวนยางที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ และมีรายได้เพิ่มโดยการเพาะเห็ดฟางด้วยทะลายปาล์มในสวนยาง ซึ่งเป็นการเกื้อกูลกันของพืช ต้นยางพาราสร้างร่มเงา และแสงแดดรำไรช่วยให้เห็ดเจริญเติบโตได้ดีขึ้น และเมื่อเห็ดหมดดอก ทะลายปาล์มจะกลายเป็นแหล่งอาหารอย่างดีของต้นยางพารา

คุณวิทย์ เล่าว่า ผมเห็นเพื่อนบ้านทดลองนำทะลายปาล์มมาเพาะเห็ดฟางแล้วมีรายได้ดี ในปีนี้ผมจึงทดลองเพาะเห็ดฟางดูบ้าง ก็ได้ผลดีจริงๆ ผมสั่งซื้อทะลายปาล์มมา 1 คันรถปิกอัพ ในราคา 1,100 บาท ซึ่งจะใช้เพาะเห็ดฟางได้ ประมาณ 30 ร่อง

ขั้นตอนแรก นำทะลายปาล์มมากองรวม หมักด้วยปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 3 กิโลกรัม ฉีดน้ำ 2 วัน ต่อ 1 ครั้ง คลุมด้วยผ้าพลาสติก ประมาณ 7 วัน เพื่อให้ทะลายปาล์มชุ่มน้ำ หลังจากนั้นนำทะลายปาล์มไปกองระหว่างต้นยาง ความยาวประมาณ 5 เมตร โดยเลือกพื้นที่ร่ม ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก โรยเชื้อเห็ดลงบนร่องที่เตรียมไว้ พื้นที่ 1 ร่อง จะใช้เชื้อเห็ดจำนวน 3 ก้อน โรยเชื้อก้อนละ 1 เมตร รอประมาณ 3 วัน ขึ้นโครงไม้ไผ่ให้โค้งเป็นแนวยาว สำหรับขึงผ้าพลาสติก รอประมาณ 7-9 วัน เห็ดฟางก็จะงอก สามารถเก็บไปขายได้

ด้านการดูแลรักษา หลังจากเพาะเห็ดแล้ว 4-5 วัน ให้เปิดชายผ้าพลาสติกออกบ้าง เพื่อระบายความร้อนออกจากกองเห็ดบ้าง เพราะถ้าอากาศร้อนเกินไปเส้นใยเห็ดจะไม่รวมตัวเป็นดอก นอกจากช่วยระบายความร้อนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มอากาศให้กับเห็ดอีกด้วย คุณวิทย์จะคอยให้น้ำแปลงเพาะเห็ดเพื่อให้เกิดความชื้นตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง พยายามพ่นน้ำให้เป็นฝอยลงบนกองเห็ดพอชุ่มชื้น

ส่วนการเก็บเกี่ยว หลังจากดอกเห็ดโตพอได้ขนาดที่ตลาดต้องการ คุณวิทย์จะเริ่มเก็บเห็ดทันที โดยเก็บดอกเห็ดออกขายไม่ต่ำกว่าวันละ 40 กิโลกรัม ถ้าเป็นฤดูหนาวจะเก็บได้ช้า และหลีกเลี่ยงการเพาะเห็ดในช่วงหน้าฝน เพราะได้ผลผลิตน้อยและเสี่ยงเจอโรค หลังจากเห็ดฟางหยุดให้ผลผลิต คุณวิทย์จะรื้อแปลงเก่าและย้ายไปเพาะปลูกในพื้นที่ใกล้เคียง สาเหตุที่หลีกเลี่ยงการปลูกซ้ำในที่เดิม เพราะหากดูแลไม่สะอาดจริง อาจไม่ได้ผลผลิตเลย ทุกวันนี้คุณวิทย์พึงพอใจกับรายได้จากการเพาะเห็ดฟาง เพราะลงทุนแค่ 4,000-5,000 บาท แต่ได้ผลตอบแทนกลับมาถึง 2 เท่าตัว เรียกว่านับเงินเพลินจนลืมเหนื่อยกันเลย

เลี้ยง “แพะนม” ในสวนยาง

เพิ่มรายได้ ของ “อัคระฟาร์ม” จ.ภูเก็ต

ไปเยือนจังหวัดภูเก็ตงวดที่แล้ว สังเกตเห็นแพะซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ที่ชาวสวนยางนิยมเลี้ยงในสวนยางพาราออกมาเดินรับแสงแดดยามเช้า และเล็มต้นหญ้าในสวนยางเป็นอาหาร การเลี้ยงแพะนมในสวนยางเป็นเรื่องง่าย โดยทั่วไปพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่ จะมีปริมาณหญ้าเพียงพอสำหรับเป็นอาหารของแพะสำหรับ 1 ตัว ตกเย็น เกษตรกรจะเดินต้อนแพะกลับเข้าโรงเรือนที่ยกพื้นสูงจากพื้นดิน ประมาณ 1.50 เมตร มุงหลังคากันฝน พื้นปูด้วยไม้ระแนง ขนาด 1×2 นิ้ว มีร่องห่างของไม้ระแนง ประมาณ 1 นิ้ว เพื่อให้มูลแพะลอดผ่านลงพื้นดินได้ และยังช่วยให้พื้นคอกสะอาด

ภายในโรงเรือนแบ่งออกเป็นห้องย่อย โดยจัดการให้แพะรวมกันตามกลุ่มอายุ เพื่อให้แพะเกิดสัมพันธภาพที่ดีภายในฝูง จำนวนแพะต่อโรงเรือนจะต้องไม่แออัด ให้แพะได้อยู่อาศัยแบบสบาย โดยทั่วไปจะจัดพื้นที่ ประมาณ 2 ตารางเมตร สำหรับเลี้ยงแพะ 1 ตัว การดูแลรักษาทำได้ไม่ยาก แค่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย โรคอื่นๆ ปีละ 2 ครั้ง ห่างกัน 6 เดือน ถ่ายพยาธิทุก 3 เดือน

“อัคระ ธิติถาวร” ปราชญ์ชาวบ้านผู้ริเริ่มเลี้ยงแพะเป็นคนแรกในจังหวัดภูเก็ต และเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ ปี 2551 ปัจจุบัน พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 43/1 หมู่ที่ 3 ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โทร. (089) 196-6003

คุณอัคระ วัย 51 ปี ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแพะลูกผสม ที่ให้ปริมาณน้ำนมสูง เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ให้น้ำนม 2-3 ลิตร ต่อตัว ต่อวัน มีระยะเวลาการให้น้ำนมนาน 8 เดือน ทนกับสภาพดินฟ้าอากาศและโรคในเมืองร้อนต่างๆ ได้ ปัจจุบัน ฟาร์มแพะนมครบวงจรแห่งนี้ เลี้ยงแพะ จำนวน 70 ตัว เป็นแม่แพะรีดนม จำนวน 50 ตัว แพะเนื้อ 20 ตัว นอกจากขายนมแพะพาสเจอไรซ์ ในยี่ห้อ นมแพะ “พรุจำปา” เฉลี่ยวันละ 100 ขวด มีรายได้เดือนละ 45,000 บาท และขายแพะพ่อแม่พันธุ์แก่ผู้ที่สนใจตามราคาท้องตลาด ในอัตรากิโลกรัมละ 250 บาท และจำหน่ายแพะเนื้อ ในอัตรากิโลกรัมละ 180 บาท

โดยทั่วไป สวนยางเก่า แสงแดดมักส่องไม่ถึง ทำให้มีวัชพืชหลายชนิดที่ไม่ต้องการแสงมากนัก เช่น หญ้ามาเลเซีย หญ้าเห็บ หญ้าละมาน และหญ้าคา สามารถเจริญเติบโตอยู่ในสวนยาง ชาวสวนบางรายอาจใช้สารกำจัดวัชพืช หรือไถกลบวัชพืชดังกล่าว ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ดังนั้น การเลี้ยงแพะจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถกำจัดวัชพืชในสวนยางพาราได้

นอกจากนี้ ภายในสวนยางยังมีพืชตระกูลถั่วที่ใช้คลุมดิน และเฟิร์นชนิดต่างๆ ทำให้สวนยางพาราโดยทั่วไปมีผลผลิตหญ้าแห้ง ประมาณ 160-320 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งผลผลิตจะลดลงเมื่อต้นยางพาราอายุเกิน 5 ปี เมื่อยางอายุ 5 ปี ผลผลิตของพืชเหล่านี้จะลดลงเหลือ 96 กิโลกรัม ต่อไร่ เพราะมีร่มเงามากขึ้น พืชที่อยู่ใต้ร่มเงาจึงเจริญเติบโตไม่ดี ซึ่งพืชเหล่านี้ ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ แพะสามารถใช้ประโยชน์ได้ แต่ก็มีบางชนิดที่แพะไม่ชอบกิน

คุณอัคระ เล่าว่า สวนยางเนื้อที่ 7 ไร่ จะสามารถเลี้ยงแพะได้ 7-10 ตัว โดยไม่ต้องให้อาหารอื่นเสริมมากนัก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของพืชอาหารสัตว์ที่มีอยู่ในสวนยางพาราด้วย การเลี้ยงแพะในสวนยางพารา อาจปล่อยแพะเป็นฝูงให้หาอาหารธรรมชาติภายในบริเวณสวนยางพารา หรือล่ามแพะกับหลักที่ปักไว้ระหว่างแถวของต้นยางพารา เพื่อไม่ให้แพะแทะเล็มเปลือกต้นยางพารา

การเลี้ยงแพะในสวนยางทำให้คุณอัคระมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าการเพาะปลูกยางเพียงอย่างเดียว แต่ข้อควรระวังในการเลี้ยงแพะในสวนยางที่คุณอัคระเตือนก็คือ ต้องคอยป้องกันไม่ให้แพะทำลายหรือแทะเล็มต้นยางที่มีขนาดเล็ก อายุน้อยกว่า 3 ปี (วัดรอบโคนต้น น้อยกว่า 20 เซนติเมตร) สำหรับต้นยางพาราที่โตเต็มที่แล้ว หากปล่อยแพะไว้ในสภาพอดอาหาร แพะอาจแทะกินเปลือกต้นยางพารา ทำให้หน้ากรีดเสียหาย ต้นตาย หรืออาจทำถ้วยรองน้ำยางเสียหายได้เช่นกัน

การปล่อยเลี้ยงแพะในสวนยางพารา สามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะแพะจะทำหน้าที่กำจัดวัชพืชทดแทนการใช้สารเคมี แล้วมูลแพะยังใช้เป็นปุ๋ยคอกในสวนยาง ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีอีกทางหนึ่ง คุณอัคระ กล่าวทิ้งท้ายว่า แพะเปรียบเสมือนวัวนมของคนจน เพราะมีคุณภาพทางอาหารสูงและย่อยง่าย เหมาะสำหรับเลี้ยงทารก คนป่วยและคนชรา การเลี้ยงแพะลงทุนต่ำ เพราะตัวแพะยังมีราคาถูก แต่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า แพะขยายพันธุ์รวดเร็ว อาจให้ลูกแฝด ครั้งละ 2-3 ตัว แม่แพะให้ลูกปีละ 2 ครอก ลูกแพะก็โตเร็ว จึงคุ้มค่าที่จะลงทุนเลี้ยงแพะในสวนยาง สำหรับผู้ที่สนใจการเลี้ยงแพะนม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก คุณอัคระ ธิติถาวร ได้ตามที่อยู่ข้างต้น

ลดต้นทุนในสวนยาง

โดยไม่พึ่งพาสารเคมี

ทุกวันนี้ การปลูกและการผลิตยางไม่ใช่เป็นเรื่องยาก แต่จะปฏิบัติอย่างไร ให้เป็นการประหยัดต้นทุน โดยได้รับผลตอบแทนสูงสุด ปัจจุบัน ปุ๋ยเคมี สารเคมีการเกษตร นับเป็นต้นทุนหลักในการทำสวนยาง ความจริงเกษตรกรสามารถควบคุมวัชพืชในสวนยางได้ โดยไม่พึ่งพาสารเคมี เพียงแค่ปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วระหว่างแถวยาง เช่น ซีรูเลียม โดยปลูกตั้งแต่เริ่มปลูกยางหรือหลังปลูกยางได้ระยะหนึ่ง ควรปลูกซีรูเลียมในช่วงต้นฤดูฝน ห่างจากแถวยาง ประมาณ 2 เมตร การปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วระหว่างแถวยางในช่วงยางอ่อน จะช่วยป้องกันการเบียดเบียนของวัชพืช

นอกจากนี้ การปลูกพืชแซมยาง เช่น ถั่วลิสง มันเทศ สับปะรด แตงโม ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวไร่ พืชผักต่างๆ หรือปลูกพืชหมุนเวียนตามฤดูกาลไปตลอดทั้งปี เป็นวิธีการหนึ่งในการควบคุมวัชพืชที่ได้ผลดี เพราะนอกจากเกษตรกรต้องเอาใจใส่ดูแลและใส่ปุ๋ยบำรุงพืชแซมเพื่อให้ได้ผลผลิตเป็นที่พอใจแล้ว เกษตรกรยังได้เอาใจใส่ดูแลสวนยางไปด้วย ช่วยให้ต้นยางเจริญเติบโตได้ดี เนื่องจากได้รับปุ๋ยที่ใส่ให้กับพืชที่ปลูกแซมยาง เมื่อต้นยางมีอายุ 3 ปี ก็หันไปปลูกพืชร่วมยางที่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตในสภาพร่มเงาของยางได้ เช่น ขิง ข่า ขมิ้น ทำมัง ผักเหลียง มันปู ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น หน้าวัว เปลวเทียน ขิงแดง และเฮลิโคเนีย เป็นต้น

อีกหนึ่งตัวอย่างเจ้าของสวนยางพารา ที่ปรับตัวเข้าสู่ “ระบบเกษตรธรรมชาติ” ไม่พึ่งพาสารเคมีที่อยากแนะนำให้รู้จักคือ “คุณอ๋อย” หรือ “ปรีชา บุญท้วม” ผู้นำ “กลุ่มเกษตรกร ส.ป.ก. พัฒนา (เขาชะเมา)” เดิมทีคุณอ๋อยเคยใช้ปุ๋ยและสารเคมีอย่างหนัก ทำให้ต้นไม้โทรม โรคแมลงรุมเร้า แถมคุณอ๋อยป่วยเป็นโรคปอด เนื่องจากได้รับสารเคมีสะสมในร่างกายมากเกินไป กลายเป็นจุดหักเหให้คุณอ๋อยหยุดใช้สารเคมีและพลิกฟื้นชีวิตด้วยจุลินทรีย์พื้นบ้าน และปุ๋ยหมักชีวภาพ ที่ได้รับการฝึกอบรมความรู้จาก อาจารย์วิทูร ชินพันธุ์

หลังรับการฝึกอบรม คุณอ๋อยลองผิดลองถูกในการผลิตอยู่นาน กว่าจะประสบความสำเร็จกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการผลิตน้ำหมักและปุ๋ยหมักจุลินทรีย์พื้นบ้าน คุณอ๋อยก่อตั้งกลุ่มเกษตรกร ส.ป.ก. พัฒนา (เขาชะเมา) ทำการเกษตรปลอดสารด้วยต้นทุนต่ำ และภูมิปัญญาของตนเอง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ยกย่องคุณอ๋อยเป็นปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงนำร่อง 1 ใน 25 ราย ของประเทศ

ปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกร ส.ป.ก. พัฒนา (เขาชะเมา) ร่วมกันผลิตดินหอม (หรือเรียกว่า ดินหมักจุลินทรีย์พื้นบ้านเกิดจากการเพาะเลี้ยงราใบไม้สีขาวและนำมาเพิ่มปริมาณด้วยน้ำตาลทรายแดงและเชื้อรา) และน้ำหวานหมักจุลินทรีย์ สำหรับแบ่งปันใช้ในกลุ่มสมาชิก ทดแทนการใช้ปุ๋ยและสารเคมี ที่เหลืออีก 50% ขายแก่ผู้สนใจ ทุกวันนี้ทางกลุ่มผลิตสินค้าไม่พอขาย เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากหันมาใช้สารธรรมชาติดังกล่าวเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพดิน และใช้ดินหอม 1 กระสอบ น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ไปหว่านในสวนไม้ผล นาข้าว พืชผัก และต้นยางพารา จะทำให้พืชเติบโตแข็งแรงและมีผลผลิตมากขึ้น

ปัญหา จุกอกของชาวสวนยางคือ ปัญหายางหน้าตาย เปลือกแห้ง เปลือกแตก น้ำยางไหลไม่คล่อง โรครากเน่าและโคนเน่าในยางพารา คุณอ๋อยก็ดูแลรักษา โดยใช้น้ำหวานจากสมุนไพรหมักที่มีรสฝาด เช่น ใบน้อยหน่า กะทกรก ตะไคร้หอม และไม้ฝาดชนิดต่างๆ อย่างละ 1 กิโลกรัม และน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม แยกหมักแต่ละชนิด หลังจากนั้นจึงค่อยนำน้ำหวานหมักที่ได้มาผสมรวมกัน เมื่อต้องการนำไปใช้งานให้นำน้ำหวานจากสมุนไพรหมักดังกล่าว อัตรา 2 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร นำไปใช้ฉีดพ่นที่โคนต้นให้ทั่ว ก็จะแก้อาการได้ชะงัด

ส่วนอาการหน้ายางตาย ให้ใช้น้ำหวานหมักจากพืชสด (น้ำพ่อ) ทาหน้ายางทุก 15 วัน ช่วยหน้ายางคืนสภาพ ป้องกันโรครา หน้ายางที่ตายแล้วจะมีเปลือกชุดใหม่ออกมาแทนกลับมากรีดได้อีก สำหรับน้ำหวานหมัก (น้ำพ่อ) ผลิตจากพืชสดสีเขียว (เก็บก่อนพระอาทิตย์ส่องแสง) ไม่ต้องล้าง หั่นยาว 3-6 เซนติเมตร 1 กิโลกรัม และน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม

วิธีทำ นำพืชสดสีเขียวเรียงใส่ภาชนะเป็นชั้นสลับกับการโรยน้ำตาล เรียงสลับกันจนเหลือพื้นที่ 1 ใน 3 ของภาชนะ หลังจากนั้นปิดปากด้วยกระดาษผูกเชือกให้แน่น เก็บไว้ในที่ร่ม 15 วัน รินน้ำออกเก็บไว้

สำหรับ สวนยางที่มีปัญหาโรคและแมลง โรคราลงใบ (ช่วงใบร่วงแล้วผลิใบอ่อน) จะเป็นราและเพลี้ยไฟไรแดง พยาธิไชโคนยาง ทำให้ยางหน้าตาย หน้าเน่า ถ้าหน้ายางเน่าให้ใช้ฝาดจากหมากรักษาด้วยการหมักเอาน้ำ ทาที่รอยกรีดจะรักษาได้ เมื่อเจอปัญหาเพลี้ยลงใบ คุณอ๋อยแนะนำให้ใช้น้ำหวานจากกะทกรกหมักป้องกันได้ ส่วนปัญหาพยาธิไชโคน ให้ใช้กะเพียดหรือหนอนตายหยาก หมักเอาน้ำหวานเจือจางน้ำราดที่โคนต้น จะฆ่าพยาธิได้เป็นอย่างดี ต้นยางจะคืนสภาพได้เร็ว ถ้าไม่มีหนอนตายหยาก (กะเพียด) ให้ใช้ฝักราชพฤกษ์ (คูน) แทนได้

หากสนใจเรียนรู้การเกษตรแบบอินทรีย์ สามารถติดต่อกับ คุณปรีชา บุญท้วม หรือคุณอ๋อย ได้ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรพออยู่พอกินบ้านหนองตะเคียน เลขที่ 81 หมู่ที่ 1 บ้านคลองหิน ตำบลห้วยทับมอญ อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง 21110 โทรศัพท์ (089) 096-8681 ได้ทุกวัน

ผสมปุ๋ยใช้เอง ลดต้นทุน

เพิ่มผลผลิตด้วยสวนผสม

ยางพารา-มังคุด-ลองกอง

เป็นเรื่องน่ายินดี ที่มีโอกาสได้เห็นโรงปุ๋ยผสมเองของชาวสวนยางพารา ซึ่งมีเป้าหมายลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลง ตัวอย่าง เช่น

พื้นที่ 9 ตำบล ของอำเภอแกลง และอีก 2 ตำบล ของอำเภอเมือง จังหวัดระยอง ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากสำนักงานสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จังหวัดระยอง ในเรื่องของการลดต้นทุนการทำสวนยาง โดยส่งนักวิชาการสงเคราะห์การทำสวนยางเก็บตัวอย่างดิน สุ่มตัวอย่างนำมาวิเคราะห์หาปริมาณแร่ธาตุในดิน เพื่อผลิตปุ๋ยใช้เองสำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อให้ต้นยางพาราได้แร่ธาตุครบถ้วนและสอดคล้องกับความต้องการของพืช ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพของน้ำยางดี

ลุงประกอบ ไกรวาส อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยยาง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งปัจจุบันนอกจากจะเป็นชาวสวนยางพาราแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่มรวมปัญญาเครือข่ายปุ๋ยผสม สกย. จังหวัดระยอง อีกหน้าที่หนึ่ง

ลุงประกอบ เดิมทำสวนทุเรียน สวนมังคุด และสวนลองกอง มาก่อน แต่ก็ยังมีพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกยางพารากว่า 10 ไร่ ซึ่งการปลูกไม้ผลและสวนยางพารา เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาโดยตลอด แต่เมื่อระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ปัญหาที่ลุงประกอบประสบคือ ผลผลิตที่ลดน้อยลง และเกิดปัญหาแมลงศัตรูพืชรบกวน

เนื่องจากเป็นผู้ใส่ใจใฝ่ศึกษา ลุงประกอบไม่หยุดนิ่งค้นคว้าหาสาเหตุของการเกิดปัญหาแมลงศัตรูพืชรบกวน และผลผลิตที่ลดน้อยลงทุกปี ไม่นานนักลุงประกอบพบว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการมีแมลงศัตรูพืชรบกวนคือ การปลูกพืชเชิงเดี่ยว ส่วนผลผลิตที่ลดน้อยลงนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาแร่ธาตุในดินเสื่อมสภาพลง การแก้ปัญหาที่ลุงประกอบคิดถึงในเวลานั้นคือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการปลูก จากปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นพืชสวนผสม

ผลจากการศึกษาค้นคว้า ลุงประกอบพบว่า โรคของยางพาราที่น่ากลัวที่สุดคือ โรคจากเชื้อราไฟทอปทอร่า ซึ่งอาจส่งผลให้หน้ายางตายและใบร่วง แต่จากข้อมูลที่ลุงประกอบศึกษาพบด้วยว่า มีสารสกัดจากเปลือกมังคุด ที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคของต้นยางพารา ในลักษณะของการดูดซับเชื้อราดังกล่าว ด้วยเหตุผลนี้ลุงประกอบผู้ไม่หยุดนิ่ง จึงตัดสินใจปรับพื้นที่ 6 ไร่ เป็นระยะทดลอง ปลูกมังคุด ลองกอง และยางพารา ในพื้นที่เดียวกัน โดยยางพาราอยู่แถวริมสุด แถวกลางปลูกมังคุด และแถวถัดจากมังคุดเป็นลองกอง ทั้งหมดนี้สลับเรียงกันระยะห่างระหว่างแถว 4 วา จนเต็มพื้นที่ 6 ไร่

ในพื้นที่ 6 ไร่ สามารถปลูกต้นยางพาราได้ 70 ต้น มังคุด 20 ต้น และลองกองอีก 60 ต้น

การปลูก เริ่มปลูกลองกองและมังคุดพร้อมกัน จากนั้นเมื่อมังคุดและลองกองมีอายุ 3 ปี ให้ปลูกยางพารา เพราะยางพาราเจริญเติบโตรวดเร็ว หากปลูกพร้อมกันใบยางจะปกคลุม ทำให้แดดส่องไม่ถึง มังคุดและลองกองจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี แต่ปัจจุบันผ่านมาแล้ว 6 ปี สวนผสมของลุงประกอบไม่พบว่ามีโรคและแมลงมารบกวนแม้แต่น้อย การถ้อยทีถ้อยอาศัยของไม้ทั้ง 3 ชนิด ทำให้ลดปัญหาโรคและแมลงลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ

“เมื่อต้นยางพาราเติบโตขึ้น ใบยางที่ปกคลุมจะช่วยให้ใบมังคุดถูกแดดน้อย ปัญหาใบกรอบในมังคุดไม่พบ แมลงศัตรูพืชไม่พบ โรคหน้ายางตายและใบเน่าในยางพาราไม่พบ นอกจากนี้ ยังพบว่ามังคุดและลองกองให้ผลผลิตมากกว่าปลูกเชิงเดี่ยว”

สำหรับการปลูกสับปะรด ซึ่งเป็นพืชที่นิยมปลูกในแถบภาคตะวันออกของประเทศนั้น ลุงประกอบ แนะนำว่า สับปะรดเหมาะสำหรับปลูกแซมในสวนยางพาราในลักษณะของการทำสวนผสมได้เช่นกัน แต่การพึ่งพาอาศัยที่ให้คุณประโยชน์ระหว่างพืชนั้นไม่พบ และสามารถปลูกสับปะรดได้เฉพาะ 3 ปีแรกของการปลูกยางพารา เนื่องจากเมื่อยางพาราเติบโต ใบจะปกคลุมทำให้สับปะรดไม่ได้รับแสงแดด เท่ากับไม่ได้รับอาหาร สับปะรดจะไม่เจริญเติบโต จึงไม่เป็นที่นิยมปลูกหลังต้นยางพาราเจริญเติบโตเกิน 4 ปี

อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง จากการไม่ต้องให้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช และสารเคมีป้องกันโรคของพืชแล้ว การให้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอัตราส่วนเหมาะสมกับสภาพดินและสภาพแวดล้อมของสวน ก็ช่วยให้ผลผลิตเพิ่มได้เช่นกัน

ลุงประกอบ ในฐานะที่เป็นประธานกลุ่มรวมปัญญาเครือข่ายปุ๋ยผสม สกย. จังหวัดระยอง บอกด้วยว่า ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผสมขึ้นเองตามสูตรที่สำนักงานสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดระยอง สุ่มเก็บตัวอย่างดินและนำไปวิเคราะห์ เพื่อหาธาตุอาหารในดินที่ขาด และเติมเข้าในส่วนผสมของปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นเอง จะช่วยให้ยางพาราเจริญเติบโตได้ดี ปริมาณน้ำยางมากและคุณภาพดี โดยกลุ่มเริ่มต้นจากการระดมหุ้นเพียงไม่กี่หุ้น ราคาหุ้นละ 1,000 บาท นำมาซื้อเครื่องผสมปุ๋ยและสายพานลำเลียง ส่วนหนึ่งเป็นค่าจ้างแรงงานผสมและจำหน่าย มี คุณสมกมล ชากะสิก เลขานุการกลุ่มเป็นผู้ดูแล

คุณสมกมล แบ่งพื้นที่บริเวณบ้านเป็นที่ทำการกลุ่มและเป็นโรงผสมปุ๋ย โดยคุณสมกมลเล่าให้ฟังว่า โรงผสมปุ๋ยใช้สำหรับผสมปุ๋ยเพื่อส่งให้กับเกษตรกรที่ลงทะเบียนกับ สกย. ระยอง และรับผสมปุ๋ย (ปุ๋ยสั่งตัด) ตามสั่งจากเกษตรกรรายอื่น เพื่อนำรายได้มาบริหารจัดการภายในกลุ่ม นอกจากนี้ หากปุ๋ยที่นำมาผสมมีจำนวนมากเกินความต้องการของเกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้ ก็จะจำหน่ายให้กับเกษตรกรในราคาย่อมเยา

โรงผสมปุ๋ยแห่งนี้ สามารถผลิตปุ๋ยได้ในต้นฤดูฝน ประมาณ 600 ตัน ปลายฤดูฝน 1,300 ตัน และส่วนที่รับจ้างผลิตอีกประมาณ 200-300 ตัน ต่อปี

ที่ต้องกล่าวถึงโรงผสมปุ๋ยของกลุ่มรวมปัญญาเครือข่ายปุ๋ยผสม สกย. จังหวัดระยอง ก็เพราะการผลิตปุ๋ยที่นี่จะผลิตตามสัดส่วนที่ สกย. ระยอง กำหนดให้ ซึ่งเป็นตัวเลขสัดส่วนปุ๋ยที่ได้จากการวิเคราะห์แร่ธาตุในดินบริเวณพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตามที่สุ่มเก็บตัวอย่างไปก่อนหน้านี้

สัดส่วนปุ๋ยที่วิเคราะห์แล้วว่า สอดคล้องกับความต้องการของยางพาราที่ปลูกในพื้นที่อำเภอแกลงและอำเภอเมือง จังหวัดระยอง แบ่งเป็น 3 สูตร ได้แก่ 20-8-20 สำหรับยางพาราต้นเล็ก สูตร 30-5-18 สำหรับยางต้นใหญ่ และสูตร 26-8-20 สำหรับยางกลาง ราคาปุ๋ยผสมอยู่ที่ 900 บาท ต่อลูก (50 กิโลกรัม) ปริมาณปุ๋ย 50 กิโลกรัม จะใช้กับพื้นที่ ประมาณ 1 ไร่

ลุงประกอบ เป็น 1 ในจำนวนเกษตรกรสวนยางพาราหลายราย ที่ใช้ปุ๋ยตามสัดส่วนที่ สกย. กำหนดมาให้ ซึ่งผลตอบรับ ลุงประกอบ บอกว่า นอกจากปริมาณน้ำยางจะเพิ่มมากขึ้นแล้ว ต้นทุนการผลิตก็ลดลงด้วย

สวนยางพื้นที่กว่า 10 ไร่ ของลุงประกอบ ซึ่งปลูกยางมานานเกือบ 20 ปี ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ลุงประกอบเริ่มให้ปุ๋ยตามสูตรที่ สกย. คำนวณมาให้ พบว่า น้ำยางที่กรีดได้มีปริมาณมากกว่าที่เคยได้ และคุณภาพน้ำยางดีขึ้น ลุงประกอบเปรียบเทียบให้เห็นปริมาณน้ำยาง โดยเปรียบเทียบจากสวนข้างเคียง พบว่า เมื่อใช้ปุ๋ยตามสูตรของ สกย. ระยอง แล้ว ปริมาณน้ำยางที่กรีดได้ 3 วัน จำนวน 250 กิโลกรัม ในขณะที่สวนข้างเคียงกรีดยางระยะเวลาเท่ากัน แต่ได้ปริมาณน้ำยางเพียง 100 กิโลกรัม เท่านั้น

เมื่อคำนวณจากราคาปุ๋ยที่ซื้อตามท้องตลาดมาใช้ กับปุ๋ยผสมที่ซื้อจากกลุ่มรวมปัญญาฯ พบว่า ราคาแตกต่างกัน และผลผลิตได้มากน้อยไม่เท่ากัน แต่หากจะคำนวณให้เห็นความแตกต่าง ลุงประกอบ บอกว่า ทั้งหมดนี้เมื่อคำนวณต้นทุนและผลผลิตที่ได้แล้ว พบว่า ต้นทุนลดลงถึง 70% ทีเดียว ส่วนสวนผสมที่ปลูกยางพารากับมังคุดและลองกองนั้น ก็ลดต้นทุนได้ไม่ต่ำกว่า 50% เช่นกัน

สอบถามความรู้ในการผสมปุ๋ย (ปุ๋ยสั่งตัด) และทำสวนผสมลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ได้ที่ ลุงประกอบ ไกรวาส ประธานกลุ่มรวมปัญญาเครือข่ายปุ๋ยผสม สกย. จังหวัดระยอง โทร. (084) 465-5915 หรือ คุณสมกมล ชากะสิก เลขานุการกลุ่มรวมปัญญาเครือข่ายปุ๋ยผสม สกย. จังหวัดระยอง โทร. (080) 061-1233

สกย. ระยอง แก้ปัญหาวัสดุปลูก

ส่งเสริมซื้อแม่ปุ๋ย ผสมเอง ลดต้นทุน

จังหวัดระยอง มีพื้นที่ปลูกยางพารา ประมาณ 700,000 ไร่ (เจ็ดแสนไร่) มีสวนยางพาราที่ดูแล ประมาณ 100,000 ไร่ ต่อปี ร้อยละ 20 ของเกษตรกรที่ปลูกสวนยางจะยื่นขอทุนสงเคราะห์จาก สกย. ระยอง

คุณไกรสร นนทเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ระยอง เปิดเผยว่า ปัญหาที่เกิดมากกับชาวสวนยางพาราในภาคตะวันออกคือ ปัญหาวัสดุปลูกไม่มีคุณภาพ โดยโครงการที่เป็นรูปธรรมและตอบสนองความต้องการให้กับเกษตรกรสวนยางพารามากที่สุดคือ การสุ่มเก็บตัวอย่างดิน นำมาวิเคราะห์หาแร่ธาตุในดิน เพื่อผสมปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของพืชมากที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีสูตรปุ๋ยทั้งสิ้น 3 สูตร แบ่งเป็นสูตรสำหรับยางเล็ก ยางกลาง และยางใหญ่ ทั้งนี้ เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและคุณภาพน้ำยาง

“สกย. ไม่ได้มีเงินทุนมากพอที่จะซื้อแม่ปุ๋ยให้กับเกษตรกรนำไปผสม แต่พยายามส่งเสริมและแนะนำให้เกิดเครือข่ายระหว่างเกษตรกรและผู้ค้าปุ๋ยขึ้น ซึ่งเกษตรกรจะใช้เครดิตซื้อแม่ปุ๋ยที่ต้องการ จากนั้นนำไปผสม ส่วนหนึ่งจ่ายให้กับเกษตรกรที่ลงทะเบียน อีกส่วนหนึ่งให้เครือข่ายนำไปจำหน่าย เพื่อเป็นรายได้กลับเข้าสู่ชุมชน ซึ่งการดำเนินการลักษณะนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งขึ้น และกลายเป็นเครือข่ายเกษตรกรที่ยั่งยืนต่อไป” ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จังหวัดระยอง กล่าว

 

เกษตรบ้านกร่าง จัดงานคืนรัง…ยิ่งใหญ่ ที่พิษณุโลก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 563

คิดถึงสถาบัน

ธงชัย พุ่มพวง รายงาน

เกษตรบ้านกร่าง จัดงานคืนรัง…ยิ่งใหญ่ ที่พิษณุโลก

ความเป็นมาในอดีต

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2495 กรมอาชีวศึกษา มีหนังสือถึงจังหวัดพิษณุโลก ความว่า กระทรวงศึกษาธิการดำริจะสร้างโรงเรียนเกษตรกรรมขึ้นในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ขอให้จังหวัดพิจารณาเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 500 ไร่

จังหวัดได้พยายามเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมที่อำเภอพรหมพิรามและพื้นที่อื่นๆ ให้กรมอาชีวศึกษาพิจารณา เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2495 กรมอาชีวศึกษาจึงได้ให้ นายพนม สมิตานนท์ และ นายแฟรงค์ คิดกิ๊บสัน มาตรวจสอบพื้นที่ก่อตั้ง คณะผู้ตรวจได้พิจารณาเห็นว่าพื้นที่เหมาะสมคือพื้นที่คงครอบหรือคลองครอบ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ในเส้นทางถนนสิงหวัฒน์ ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลก 8.4 กิโลเมตร

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2496 กรมอาชีวศึกษา จึงแจ้งเรื่องและความประสงค์อนุมัติงบประมาณค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและดำเนินการมายังจังหวัดพิษณุโลก ใช้พื้นที่ดังกล่าวจัดตั้งเป็นโรงเรียนเกษตรกรรม วันที่ 23 กันยายน 2496 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศตั้งโรงเรียนเกษตรกรรมพิษณุโลก

เปิดการเรียนการสอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แผนกเกษตรกรรม หลักสูตร 3 ปี เปิดรับนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รับเข้าเรียนต้นปีการศึกษา 2497 จำนวน 40 คน พร้อมแต่งตั้งให้ นายธำรง บุญรังศรี วุฒิการศึกษา ป.ป.ก. มาเป็นครูใหญ่โรงเรียนเกษตรกรรมพิษณุโลก

ครูใหญ่ล่าสุดในสมัยนั้น คือ นายสมภพ วรรณศิริ ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนเกษตรกรรมน่าน กรมอาชีวศึกษาได้แต่งตั้งให้ นายทวี เวทะธรรม วุฒิการศึกษา กส.บ. มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่ จนได้รับตำแหน่งเลื่อนเป็นอาจารย์ใหญ่

ต่อมาในปี 2507 ได้รับอนุมัติจากกรมอาชีวศึกษาให้เปิดการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสายอาชีพ แผนกเกษตรกรรม โดยรับนักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.ศ. 3) และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสายเกษตรกรรม หลักสูตร 3 ปี และงดรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รับนักเรียนเข้าเรียน 2 ห้องเรียน จำนวน 85 คน ทั้งชายและหญิง

การดำเนินงานของโรงเรียนตั้งแต่ปี 2497 เป็นต้นมา มีการบุกเบิกที่ดินเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชไร่และพืชสวน นักเรียนได้รับความรู้การปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว อ้อย ส้มเขียวหวาน การเลี้ยงสุกร วัวเนื้อ วัวนม การเลี้ยงไก่ไข่ ช่างเกษตร ฯลฯ ในระยะนั้นนักเรียนจะพักร่วมกันในหอพัก มีประสบการณ์การทำงานร่วมกัน ทุกเช้า-เย็นจะต้องลงงานส่วนรวมและส่วนตัว ปลูกแปลงผักและเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป

ปี 2513 กรมอาชีวศึกษา ได้สั่งให้ นายธรรมนูญ ฤทธิ์มณี มาดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ ทำหน้าที่บริหารโรงเรียนเกษตรกรรมพิษณุโลก ยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรมพิษณุโลก ในเดือนมีนาคม 2517 เปิดการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ แผนกเกษตรกรรม (ปวช.)

ใน ปี 2518 กรมอาชีวศึกษา ได้แต่งตั้งให้ นายสะอาด โพธิ์ปาน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ต่อมามีพระราชบัญญัติโอนกิจการและการบริหารราชการบางส่วนของกรมอาชีวศึกษาไปเป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาลัยเกษตรกรรมพิษณุโลก จึงได้เปลี่ยนเป็นวิทยาเขตเกษตรกรรมพิษณุโลก ตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา โดยเปิดสอนระดับ ปวช.และ ปวส. แผนกเกษตรกรรม ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2524 วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาได้แต่งตั้งให้ นายนนท์ ล้อสุริยนต์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ

จนกระทั่ง วันที่ 15 กันยายน 2531 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อใหม่ว่า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพิษณุโลก

ในปี 2533 ได้เปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) หลักสูตร 4 ปี สาขาพืชศาสตร์และสาขาสัตวศาสตร์ และได้ขยายการเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้นทั้งในแผนกเกษตรกรรม ช่างยนต์ และบริหารธุรกิจ ทั้งในระดับ ปวส. และปริญญาตรี 4 ปี ในปี 2543 มีคำสั่งแต่งตั้งให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มนูญ เมฆอรุณกมล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล จำนวน 9 แห่ง และให้วิทยาเขตพิษณุโลก สังกัดใน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตพิษณุโลก เปิดการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ระดับปริญญาตรี 4 ปี ระดับปริญญาตรีเทียบโอนรายวิชา และระดับปริญญาโท คณะที่เปิดสอน ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ จำนวน 30 สาขาวิชา

บ้านกร่างคืนรัง 

เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พื้นที่เขตพิษณุโลก หรือในอดีตที่เรียกกันจนติดปากว่า เกษตรบ้านกร่าง ได้ก่อตั้งมาครบรอบ 60 ปี ในปี 2556 สมาคมศิษย์เก่าเกษตรบ้านกร่าง คณะศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน พร้อมด้วยคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมกันจัดงานวันเกษตรบ้านกร่างคืนรัง ระหว่าง วันที่ 6-7 ธันวาคม 2556 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พื้นที่เขตพิษณุโลก

มีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น การเสวนาประสบการณ์จากพี่สู่น้อง การแข่งขันกีฬาภายใน พิธีมอบโล่ศิษย์เก่าดีเด่นและศิษย์เก่าที่บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม พิธีเชิดชูเกียรติคุณผู้ประสบความสำเร็จ งานวันวานที่พากเพียร สู่วันเกษียณที่ภาคภูมิสำหรับศิษย์เก่าที่อายุครบ 60 ปี

ใคร่ขอเรียนเชิญศิษย์เก่าเกษตรบ้านกร่างทุกท่าน ได้ร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะวันที่ 7 ธันวาคม 2556 นับได้ว่าเป็นวัน เกษตรบ้านกร่างคืนรัง ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจุลศิลป์ กลั่นเรืองแสง นายกสมาคมศิษย์เก่าเกษตรบ้านกร่าง โทรศัพท์ (084) 374-8393 นายอำนาจ ชื่นแสงมอญ (084) 822-8105 หรือ http//www.bangrangalumni.org

ผู้เขียนขอขอบคุณ ข้อมูลจากวารสารราชมงคลพิษณุโลก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก ปีที่ 6 ฉบับที่ 22 ประจำเดือนกันยายน-ธันวาคม 2555 นางสาวสุรีย์พร ใหญ่สง่า ผู้อำนวยการกองบริหารทรัพยากรและบรรณาธิการ และ ผศ. มนูญ เมฆอรุณกมล รองอธิการบดีฯ พื้นที่พิษณุโลก

 

4-10 ธันวาคม 56 งานใหญ่ ที่แม่โจ้ ร่วมเป็นหนึ่ง…ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 563

แม่โจ้ 80 ปี ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน

4-10 ธันวาคม 56 งานใหญ่ ที่แม่โจ้ ร่วมเป็นหนึ่ง…ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน 

เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2556 มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดงานแถลงข่าวงานเกษตรแม่โจ้ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ด้วยแนวคิด “แม่โจ้ 80 ปี ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เชียงใหม่ แอร์พอร์ต โดยมี ดร. อำนวย ยศสุข นายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จำเนียร ยศราช อธิการบดี คุณประวิทย์ ตัณฑ์ทวี ที่ปรึกษาสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ร่วมกันแถลงข่าวให้แก่สื่อมวลชนทุกแขนง เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีนี้ได้รับทราบโดยทั่วกัน 

ดร. อำนวย ยศสุข นายกสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีประวัติศาสตร์เรื่องราวเริ่มแรกตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2477 จนถึงปัจจุบันกำลังจะครบวาระ 80 ปีแห่งความภาคภูมิใจในปีพุทธศักราช 2557 นับเป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านการเกษตรที่เกิดขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศ เป็นแหล่งผลิตบุคลากรออกไปทำงานในทุกภาคส่วนของสังคมมาอย่างต่อเนื่อง คนเกษตรแม่โจ้ออกไปเป็นกำลังสำคัญของสังคม สร้างและเผยแพร่องค์ความรู้วิชาการเกษตรจนเรียกได้ว่า เราคือ “แหล่งสร้างปัญญาของแผ่นดิน” อย่างแท้จริง

“แม้ว่าในปัจจุบันเป็นยุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เรามีความเชื่อและมุ่งมั่นว่า รากฐานที่แท้จริงของทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมาจากการเกษตร เพราะทุกชีวิตล้วนเกิดมาจากธรรมชาติและอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมด้วยปัจจัย 4 ดังนั้น เราจึงยังคงมีความชัดเจนที่จะก้าวสู่การพัฒนาด้วยจุดยืนของพื้นฐานที่เรียกว่า “เกษตร” และขอเป็นกำลังใจให้คนเกษตรที่ทำงานเพื่อสังคมชุมชนทุกภาคส่วนมีกำลังใจและมุ่งมั่นสร้างประโยชน์ต่อสังคมชุมชนและเกษตรกรร่วมกันต่อไป” ดร. อำนวย กล่าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า แนวคิดในการจัดงาน “แม่โจ้ 80 ปี ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน” มุ่งให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้สู่ประชาชน เกษตรกรในชุมชนทั่วประเทศ อยากให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฝากความดีไว้ร่วมกัน

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีเครือข่ายที่เป็นเสาหลักในการขับแผนเคลื่อนยุทธศาสตร์ของแม่โจ้ 4 เสาหลัก ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 2. ศิษย์เก่าแม่โจ้ทั่วประเทศ 3. ชุมชน และ 4. เครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรทั้งในและนอกประเทศอย่างกว้างขวาง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จำเนียร กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้และพันธมิตรจะผนึกกำลังกันจัดงานครั้งยิ่งใหญ่นำเสนอจุดแข็งด้านการเกษตร ด้วยการเผยแพร่องค์ความรู้ นวัตกรรม ที่มุ่งพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยกระบวนการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ด้าน Maejo GO Eco University ไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือ การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตที่สร้างความสุขอย่างยั่งยืนแก่ชุมชนและสังคม

“ขอขอบคุณองค์กรพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการและเผยแพร่สิ่งดีๆ เพื่อสังคมประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอนาคตอันใกล้ที่เรากำลังปรับตัวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน แม่โจ้จะยังคงเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ทางการเกษตรของประเทศ เป็นที่พึ่งของชุมชนอย่างแท้จริงต่อไป”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า งานแม่โจ้ 80 ปี ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน วันที่ 4-10 ธันวาคม 2556 มีกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์อยากให้มาร่วมชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เช่น การแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรจากลีกระดับประเทศ ระหว่างชลบุรี เอฟซี และเชียงราย ยูไนเต็ด ฟุตบอลดารา ทีมแมงปอล้อคลื่น นำโดย คุณศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง ร่วมแข่งขันกับ ผู้บริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม่โจ้ การชกมวยไทยและมวยคาดเชือกคู่ ชมโชว์บอลลูนนานาชาติ

“นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมด้านการเกษตรของแม่โจ้ที่หลายท่านเคยมาและชื่นชมกันเป็นอย่างมาก อาทิ ฐานเรียนรู้และแปลงสาธิตพืชผัก พร้อมทั้งพันธุ์ไม้นานาชนิด การจัดแสดงและประกวดพืช ไม้ดอกไม้ประดับ กล้วยไม้ชิงถ้วยพระราชทาน การจัดประกวดสัตว์และประมง การประชุมวิชาการและเครือข่าย เช่น ASIA Today การประชุมสหวิทยาการด้านการเกษตรของอุดมศึกษาในระดับอาเซียน ประชุมวิชาการด้านประมง ด้านภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อม”

พร้อมกันนี้ยังมีการออกร้านจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร การจัดประกวดทูตอาเซียนจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคีสถาบันอุดมศึกษา 10 สถาบัน ที่เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมอาเซียนร่วมกัน และกิจกรรมภาคบันเทิงดนตรี ณ เวทีกลางของงานตลอดทุกวัน”

รองศาสตราจารย์ ดร. เทพ พงษ์พานิช นายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ กล่าวว่า “ในส่วนของสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้เป็นแม่งานหลักในการจัดงาน “80 ปี แม่โจ้คืนถิ่น” ลูกแม่โจ้ทั่วประเทศจึงเตรียมพร้อมกลับคืนสู่อ้อมอกแม่ เพื่อมาร่วมในวาระแห่งการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ โดยมีขบวนคาราวานแรลลี่ใต้ อีสาน ตะวันออก ตะวันตก กลาง มุ่งสู่ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมย้อนความหลังแห่งความผูกพัน

พร้อมด้วยกิจกรรมพิเศษคือ ฮ่วมฮอมเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นที่ต่างนำมารวบรวมกันไว้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อการขยายพันธุ์และเก็บรักษาเป็นธนาคารเมล็ดพันธุ์พืช โดย ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ฉันทนา วิชรัตน์ สาขาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร และ คุณธนวัฒน์ รอดขาว ฝ่ายปรับปรุงและพัฒนาพันธุกรรมพืชสัตว์ สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร เป็นผู้รับผิดชอบต่อไป”

งานเกษตรแม่โจ้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด “แม่โจ้ 80 ปี ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน” 4-10 ธันวาคมนี้ เตรียมจัดพิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสร้างความประทับใจและเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน ในกิจกรรมต่างๆ ของงานอย่างมากมาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการงานแม่โจ้ 80 ปี โทร. (053) 873-971-2 

 

ร้าน “ขนมหวาน อ่างทอง” ตลาดบางเขน จำหน่ายปลีกและส่ง ขนมกล้วย ข้าวต้มมัด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 563

ผลิตผลน่าชิม 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ร้าน “ขนมหวาน อ่างทอง” ตลาดบางเขน จำหน่ายปลีกและส่ง ขนมกล้วย ข้าวต้มมัด 

มีเสียงบ่นจากผู้ทำอาชีพขายขนมไทยและขนมหวานแบบดั้งเดิมว่า มีขั้นตอนกรรมวิธีมากมายกว่าจะทำเสร็จ ต้องใช้คนทำมากมาย ที่สำคัญคนทำเหล่านั้นต้องมีทักษะและความชำนาญมากพอถึงจะปล่อยได้ รวมไปถึงต้นทุนวัตถุดิบหลายชนิดต่างมีราคาพุ่งแบบไม่เกรงใจคนทำอาชีพนี้เลย 

ดังนั้น ด้วยเหตุผลเช่นนี้อาจจึงไม่ค่อยปรากฏร้านขายขนมเช่นว่าดาษดื่นดั่งเช่นในอดีต แต่หากที่พอมีขายอยู่ดูเหมือนรสชาติการปรุงส่วนผสมบางแห่งยังไม่เข้มข้นโดนใจเสียเลย…

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งแนะนำร้านขายขนมไทยและขนมหวานเจ้าหนึ่งในตลาดบางเขน ผู้แนะนำท่านเดิมระบุว่า ร้านนี้ทำขนมที่ได้รสชาติชนิดถึงเครื่อง เพราะกลัวเสียชื่อ!!

ร้านนี้มีชื่อว่า “ขนมหวาน อ่างทอง” เพราะทั้งครอบครัวอพยพมาจากอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว

เริ่มทำขนมไทย

ขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาล

คุณดารา จันทร ผู้ที่มีบทบาทในฐานะคนทำขนมมือหนึ่งของร้านนี้ บอกว่าความลำบากยากเข็ญในการทำนาจนแทบไม่มีกำไรคือเหตุผลที่ถูกผลักดันเข้ามาหาอาชีพอื่นทำในกรุงเทพฯ เธอบอกว่า ตอนนั้นอายุเพียง 18 ปี แล้วมาเช่าบ้านเลขที่ 2008/89 ซอยเสนานิคม 1 พหลโยธิน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหลังเดียวกับที่อยู่ในปัจจุบัน แล้วบอกต่อไปอีกว่าอาชีพที่เริ่มต้นทำคือขนมไทย เพราะแม่พอมีวิชาความรู้ด้านนี้อยู่

“อาชีพทำขนมขายครั้งแรกคือ ขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาล ก่อน เพราะขนมพวกนี้ไม่ยุ่งยากมาก หลังจากขายไประยะหนึ่งมีลูกค้ามาอุดหนุนมากมาย เลยคิดว่าน่าจะทำขนมอย่างอื่นเพิ่มอีก จึงได้ขวนขวายหาความรู้จากตำราเอกสารการทำขนมอีกหลายชนิด แล้วนำมาควบรวมกับความรู้การทำขนมของแม่ที่เคยทำ ส่วนขนมที่เพิ่มมาที่หลัง อาทิ ขนมฟักทอง ขนมมัน และอื่นๆ ที่ทยอยเพิ่มตามมา รวมไปถึง ข้าวต้มมัด กล้วยบวชชี”

คุณดารา บอกว่า ข้าวต้มมัด เพิ่งมาทำได้เมื่อราว 10 กว่าปี โดยใช้กล้วยน้ำว้าสวน สั่งซื้อมาจากหลายแห่ง เช่น อ่างทอง ราชบุรี แปดริ้ว เพราะต้องนำมาใช้ทำขนมหลายอย่าง ซึ่งกล้วยจะสั่งครั้งละ 15-20 หวี วันเว้นวัน จะต้องคัดกล้วยให้มีขนาดเท่ากัน และไม่สุกหรือดิบเกินไป ราคาซื้อกล้วย 25-30 บาท ต่อหวี

ส่วนขนมที่ใช้กล้วยน้ำว้าอย่างอื่นและทำเป็นบางครั้ง ได้แก่ กล้วยต้ม กล้วยบวชชี ข้าวต้มจิ้ม เพราะต้องดูจำนวนและสภาพกล้วยก่อนว่ามีพอหรือเหมาะสมที่จะทำหรือไม่

เจ้าของร้านขายขนมบอกว่า ข้าวต้มมัด ใช้กล้วย วันละ 5 หวี ส่วนขนมกล้วย ใช้วันละ 5 หวี เท่ากัน สำหรับใบตองสั่งมาจากอ่างทอง ครั้งละ 20 กิโลกรัม สั่งวันเว้นวัน ใช้ 2 วันหมด

ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู

เพราะคุณภาพดี

คุณดารา ให้รายละเอียดต่ออีกว่า ในแต่ละครั้งที่ทำข้าวต้มมัด จะใช้ข้าวเหนียว ปริมาณ 3 กิโลกรัม สามารถทำข้าวต้มมัดได้ จำนวน 70-80 มัด

“ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูอย่างดี ซื้อมากระสอบละ 2,200 บาท (4 กรกฎาคม 2556) จากเมื่อก่อนราคากระสอบละ 900 บาท เคยทดลองใช้ข้าวเหนียวที่มีคุณภาพรองลงมาเหมือนกัน เพื่อจะได้ลดต้นทุน แต่จะเละ ข้าวเม็ดไม่สวยและไม่ดีเท่ากับข้าวเหนียวเขี้ยวงู และคงต้องใช้ต่อไปถึงแม้กำไรจะลดลง เพราะเป็นของดี ต้องการรักษาคุณภาพ แต่ทั้งข้าวเหนียวและวัตถุดิบหลายอย่างซื้อมาครั้งเดียวสามารถใช้ทำขนมได้หลายชนิด”

น้ำกะทิ ที่ใช้ผัดมีส่วนผสม ได้แก่ ใช้หัวกะทิ 3 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 1.2 กิโลกรัม เกลือ 3 ช้อน ใช้เวลานึ่ง 2 ชั่วโมง ทุกวันจะห่อข้าวต้มเตรียมไว้ในช่วงบ่าย แล้วจะนำไปนึ่งในตอน 6 โมงเช้า ของวันรุ่งขึ้น เพราะต้องทำขนมหลายอย่างพร้อมกัน ส่วนราคาขาย ข้าวต้มมัด มัดละ 12 บาท หากรับไปขาย จะส่งในราคา 10 บาท ต่อมัด

ขนมถ้วย ทำวันละ 1 ถังสแตนเลส ใช้กล้วย ประมาณ 5 หวี ทำออกมา 2 แบบ คือใช้ใบตองห่อ และทำเป็นถ้วย เธอเผยว่าแบบที่ใช้ใบตองห่อจะมีลักษณะแตกต่างจากที่เคยเห็นที่อื่น เพราะจะห่อทรงยาวคล้ายขนมจาก การห่อด้วยใบตองจะหอมและไม่แห้ง ราคาขาย ชิ้นละ 5 บาท ส่วนแบบถ้วยทำออกมาเพราะจะสะดวกกับคนรับประทาน ไม่ต้องแกะใบตองให้เปื้อนมือ ราคาขาย บรรจุถุงละ 20 บาท

วิธีทำขนมกล้วย คุณดารา อธิบายคร่าวๆ ว่า ใช้กล้วย จำนวน 5 หวี แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม แป้งเท้า 0.5 กิโลกรัม แป้งมัน 1 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม หัวกะทิ และเกลือ 3 ช้อน จากนั้นนำมากวนด้วยกันให้เหนียวแล้วนำไปใส่ที่ใบตองและถ้วยโดยมีมะพร้าวอ่อนใส่ลงไปด้วยเพื่อความอร่อย

เป็นที่น่าเสียดาย เพราะในวันที่ไปพบคุณดาราทางร้านไม่ได้ทำกล้วยบวชชี ซึ่งเธอให้เหตุผลว่ากล้วยไม่พอ แต่เพื่อไม่ให้คนอ่านผิดหวัง เธอได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการทำกล้วยบวชชีแบบที่ร้านทำอยู่ว่า จะต้องนำกล้วยน้ำว้า จำนวน 4-5 หวี ที่กำลังพอดี คือไม่นิ่มและไม่แข็งเกินไปมาต้ม โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้กล้วยหายฝาด ทั้งนี้ เป็นการต้มไปพร้อมกับการนึ่งขนมกล้วยในซึ้งเดียวกัน ถือเป็นการลดค่าใช้จ่าย รวมถึงประหยัดพลังงาน

“พอกล้วยสุก ให้นำมาหั่นแล้วใส่ในน้ำกะทิที่ผสมเตรียมไว้ ซึ่งมีส่วนผสมน้ำกะทิ ได้แก่ หัวกะทิล้วน 2 กิโลกรัม ส่วนน้ำตาลทรายและเกลือจะใส่ตามความชอบ แต่ที่สำคัญกล้วยบวชชีต้องให้มีความมันของกะทิเป็นหลัก เมื่อต้มเดือดเป็นอันเสร็จ”

จุดเด่น ต้องมันกะทิเป็นหลัก

จุดเด่นของขนมที่ ร้านขนมหวาน อ่างทอง โดยเฉพาะขนมที่ใช้กะทิเป็นส่วนผสมหลักนั้น จะเน้นความมันเป็นหลัก เธอมีความเห็นว่าเสน่ห์ของขนมไทยเราแบบโบราณจะต้องให้ความสำคัญกับความมันของกะทิเป็นตัวนำ มิเช่นนั้นแล้วรสชาติจะไม่อร่อย เสียชื่อคนทำ

ปัจจุบัน กิจการขายขนมของ ร้านขนมหวาน อ่างทอง ทำกันในระบบครอบครัว โดยมีคุณดาราทำหน้าที่ผู้ผลิต และมีน้องสาวทำหน้าที่ฝ่ายขาย ส่วนพ่อ-แม่ จะคอยช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ นอกจากนั้น จะมีผู้ช่วยทั้งหมด 4 คน อยู่กันมานานนับสิบปี เป็นแรงงานที่ต้องจ่ายค่าแรง วันละ 300 บาท

“อาชีพนี้เหนื่อยมาก คนที่คิดจะทำต้องใจรักก่อน เพราะมีความจุกจิก จะพักผ่อนได้น้อยและไม่เป็นเวลา ใช้คนทำหลายคน ทุกวันนี้ทำแทบไม่ทัน และต้องการทำขายจำนวนเท่าที่ทำได้อย่างทุกวันนี้ จะไม่คิดรับงานนอกแต่อย่างใดเลย” เจ้าของร้านขายขนมไทยกล่าวปิดท้าย

ใครที่กำลังมองหาขนมไทยหลายอย่างแบบรสชาติเข้มข้น ลองแวะชิมขนมที่ ร้านขนมหวาน อ่างทอง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตลาดบางเขน ปากซอยเสนานิคม 1 มีขนมหวานหลายชนิดให้เลือกรับประทานได้อย่างถูกใจ แถมรสชาติอร่อยแบบไทยไทยอีกด้วย

สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณดารา จันทร โทรศัพท์ (089) 789-4550

ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ กล้วยน้ำว้า สนทนากับผู้รู้ ชมนิทรรศการมากสาระของกล้วยน้ำว้าได้ ในงาน สัมมนา…กล้วยน้ำว้าสร้างชาติ จัดโดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน และ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชน อคาเดมี) วันที่ 23 พฤศจิกายน 2556

กล้วยอบในน้ำผึ้ง บีที

อร่อยดี มีคุณค่าทางอาหาร

กล้วยอบในน้ำผึ้ง บีที เป็นการนำกล้วยน้ำว้าที่คัดเลือกสายพันธุ์มะลิอ่อง (หรือกล้วยไส้ขาว) เท่านั้น ส่วนน้ำผึ้งได้คัดเลือกจากฟาร์มที่มีมาตรฐาน GMP และต้องไม่มีสารปนเปื้อน เช่น น้ำ ซ่าผึ้ง เป็นต้น

ทั้งนี้ ผ่านกระบวนการผลิตโดยการใช้ตู้อบความร้อนในการอบกล้วย ทำให้ได้กล้วยอบที่มีรสชาติอร่อย นิ่ม เหนียว หอม และยังคงคุณค่าทางอาหาร

ผลิตภัณฑ์นี้มีเครื่องหมาย อย. รับรองคุณภาพ ว่าได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย ทั้งยังสามารถรับประทานเป็นอาหารเจ ซึ่งสะอาด อร่อย และถูกสุขลักษณะ

คุณจึงมั่นใจได้คุณภาพและรสชาติที่อร่อย มีบริการจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ทั่วประเทศ ซึ่งท่านสามารถเข้าดูรายละเอียดการสั่งซื้อสินค้าได้ที่ http://btfruit.webiz.co.th

สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณบุญชู ตุ้มมล บีที ฟรุต (BT-Fruit) เลขที่ 71 หมู่ที่ 1 ถนนเพชรเกษม ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ 77190 โทร. (032) 556-225, (087) 106-4963 Fax. (032) 556-145

 

หวนคืนสู่วัยเยาว์ กับ “สาคูวิลาศ”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 563

คนรักผัก 

สุมิตรา จันทร์เงา

หวนคืนสู่วัยเยาว์ กับ “สาคูวิลาศ”

“สาคูวิลาศ” ชื่อไพเราะเพราะพริ้งนี้คือชื่อทางการของหัวมันสาคูขาวชนิดหนึ่งซึ่งเป็นไม้ล้มลุก และเดี๋ยวนี้แทบไม่มีใครรู้จักแล้ว

อย่าเข้าใจสับสนนะคะ สาคูวิลาศ ซึ่งเป็นต้นของหัวมันนี้เป็นคนละชนิดกับต้นสาคูปาล์ม ซึ่งขึ้นกันมากตามธรรมชาติในป่าพรุทางภาคใต้ของไทย และชาวบ้านนิยมนำใบมามุงหลังคา ส่วนไส้ในลำต้นแก่ใช้ทำแป้ง เรียกว่า แป้งสาคู ซึ่งก็เป็นแป้งคนละชนิดกับแป้งสาคูที่ทำมาจากมันสำปะหลังและคนละชนิดกับแป้งมันสาคูจากหัวสาคู

ส่วน “สาคู” อีกชนิดหนึ่งที่คนปัจจุบันรู้จักกันดี เป็นชื่ออาหารว่างทำด้วยสาคูเม็ดเล็กนวดน้ำร้อนให้ดิบๆ สุกๆ ปั้นเป็นก้อนกลม มีเนื้อหมูหรือกุ้งสับละเอียดผัดกับเครื่องปรุงทำเป็นไส้แล้วนึ่ง เป็นที่นิยมทั่วไป

สาคูวิลาศ เป็นไม้ล้มลุกชนิด Maranta arundinacea L. ในวงศ์ Marantaceae ต้นโตขนาดต้นขมิ้น ลักษณะใบคล้ายคลึงกับใบพุทธรักษา หรือต้นคล้า มีเหง้าหรือหัวใต้ดิน เมื่อแก่จะขุดเอามาใช้ทำแป้งและต้มกิน มีชื่อสามัญเป็นที่รู้จักทั่วไปว่า West Indian Arrow-Root และอีกชื่อหนึ่งคือ สาคูจีน

ฉันเชื่อว่าเด็กเมืองใหญ่สมัยนี้ไม่มีใครเคยได้ลิ้มรสมันสาคูแน่นอน เพราะไม่เห็นเกษตรกรรายใดปลูกเป็นการค้าอย่างจริงจัง เพราะไม่ใช่พืชเศรษฐกิจที่รัฐบาลส่งเสริม ไปเดินตลาดสดไหนๆ ไม่ว่าจะตลาดใจกลางเมือง ชานเมือง หรือแม้แต่ตลาดสดชาวบ้าน 40 กว่าปีมานี้ ก็ยังไม่เคยเห็นใครนำหัวมันสาคูออกมาขายเลย

ตอนแรกเข้าใจเอาว่ามันคงจะสูญพันธุ์เหมือนของกินพื้นบ้านพื้นเมืองอื่นๆ ไปเสียแล้วกระมัง เพิ่งมารู้เอาภายหลังเมื่อปีสองปีนี้เองว่า สาคูวิลาศ ได้เปลี่ยนสถานะของพืชกินหัวทั่วไปกลายมาเป็นไม้ประดับสำหรับจัดสวนไปแล้ว

โดยที่คนปลูกก็ไม่รู้ว่าหัวมันนั้นมีค่าอเนกอนันต์และอร่อยเลอเลิศขนาดไหน

คงมีแต่ประชากรยุคเบบี้บูมหลังสงครามโลก หรือพวกที่เกิดช่วงหลังกึ่งพุทธกาลเท่านั้นแหละที่คุ้นเคยกับการกินหัวเผือกหัวมันในฐานะที่เป็นอาหารใช้ทดแทนข้าวได้ในยามที่มีภาวะข้าวยากหมากแพง

ยังจำได้ดีว่ามันพื้นบ้านของไทยมีหลายชนิดหลายขนาด จำชื่อกันไม่หวาดไม่ไหว แบบที่หนักเป็นสิบๆ กิโลกรัม ชนิดแบ่งกันกินได้ทั้งหมู่บ้านก็มี รูปร่างหน้าตานั้นรึก็แปลกแตกต่างกันไป มีตั้งแต่รูปกลม รูปรี รูปนิ้วมือ รูปไข่ เช่น มันมือเสือ มันเห็บ มันข้าวก่ำ มันตีนช้าง เผือก กลอย บุก สีสันนั้นก็หลากหลายสุดจะบรรยาย ตั้งแต่สีขาวจั๊วะ เหลืองนวล เหลืองเข้ม ส้ม ม่วง แดงก่ำ สุดแท้ตามแต่สายพันธุ์นั้นๆ

ที่จำได้แม่นเลยทั้งลักษณะหัวมันและรสชาติเฉพาะตัวด้วยความชื่นชอบเหลือหลายก็คือ มันสาคู

คนในอดีตใช้ประโยชน์จากพืชหัวเหล่านี้ประกอบอาหารทั้งคาวหวาน แต่ส่วนใหญ่ทางภาคอีสานนิยมทำเป็นขนมหวานมากกว่าเอาไปแกง ต่างจากคนทางภาคใต้ที่นิยมแกงมันกันมาก เข้าใจว่าหัวมันจะช่วยเบรกรสเผ็ดจัดจ้านและรสเค็มของอาหารปักษ์ใต้ได้ดี

สมัยเด็กที่บ้านชอบทำมันแกงบวด กับข้าวเหนียวหน้ากลอย หรือไม่ก็ต้มกินง่ายๆ จิ้มน้ำตาลบ้าง กินกับมะพร้าวขูดบ้าง ถ้าหน้าหนาวเราจะล้อมวงผิงไฟและเผามันกินอย่างเอาจริงเอาจัง หัวมันร้อนๆ บวกกับพลังงานจากแป้งทำให้ตัวเราอุ่นและอิ่มโดยไม่ต้องกินข้าวกันเลยทีเดียว

แม่ทำแกงบวดมันขี้หนูได้อร่อยนัก ต้นเหตุความอร่อยมาจากเนื้ออันเนียนละเอียดและเหนียวหนึบของมันเป็นสิ่งแรก รสมือนั้นสำคัญรองลงมา ที่เหลือก็เป็นเรื่องของวัตถุดิบอื่นๆ จำพวกน้ำตาลและมะพร้าว ซึ่งของเหล่านี้บางอย่างแทบจะไม่ต้องไปซื้อหาจากที่ไหน เพราะคุณยายข้างบ้านมีสวนมะพร้าวให้พวกเราไปขอแบ่งมากินได้ตลอดเวลา มันก็ปลูกกันเองในสวน ที่จะต้องจ่ายเงินบ้างก็คงเป็นพวกเกลือและน้ำตาลที่เราทำกันเองไม่ได้

ฤดูกินมันก็น่าจะเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวนี่แหละ แทบจะเป็นช่วงที่มันทุกชนิดสมบูรณ์พร้อมจากการได้ฝนเต็มที่ พอเริ่มแล้งก็แก่จัดให้เก็บเกี่ยวได้ ปีไหนมีหัวมันเหลือกินเยอะ ผู้ใหญ่ก็จะหากระบะทรายแห้งๆ มา แล้วฝังหัวมันสดเก็บไว้ใต้ทราย เป็นวิธีเก็บอาหารสำรองไว้ได้นานเป็นเดือนๆ ที่น่าทึ่งมาก

กาลเวลาผ่านไปเร็วรี่ พืชสวนที่เราปลูกกินกันเองในบ้านสูญหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ จู่ๆ พืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวก็ปรากฏขึ้นในพื้นที่หักร้างถางพงมากมายมหาศาล มันสารพัดสายพันธุ์หายไปจากชีวิต เหลือมันหลักๆ เพียงไม่กี่อย่าง แค่ มันเทศ มันสำปะหลัง เผือก ส่วนกลอยนั้นก็กลายเป็นของหากินยาก ราคาแพงไปแล้ว

ไม่มีมันขี้หนู ไม่เห็นมันสาคู ไม่เหลือมันมือเสืออีกแล้ว

ระหว่างคร่ำครวญหวนหามันสาคูของโปรดวัยเยาว์ ราวกับเทวดามีตามองเห็น วันหนึ่งก็มีเพื่อนขนต้นสาคูเหง้าเล็กๆ จากสวนของแม่ที่บ้านนอกมาให้ เขาขุดมันขึ้นมาทั้งหัว แต่ยังมีขนาดเล็กมาก จะกินก็คงกินได้ไม่กี่คำ และเรื่องอะไรจะไปทำเช่นนั้น ในเมื่อมันพร้อมจะเป็นต้นพันธุ์ชั้นดี

ฉันจับมันอนุบาลไว้ในกระถางเล็กๆ ราว 2 สัปดาห์ จนแข็งแรงดี ระหว่างนั้นก็ปรุงดินหน้าบ้านรอ ช่วงนั้นเริ่มเข้าสู่เดือนแล้งจัด ราวๆ กุมภาพันธ์ แต่ก็จำเป็นต้องเอาสาคูวิลาศลงดินเพราะอยากกินหัว อยากเห็นมันแตกกอใหญ่ๆ

ฉันแยกปลูกเป็น 2 กอ ห่างกันครึ่งเมตร เริ่มจากต้นเล็กๆ แค่หลุมละ 2 หน่อ ต้นสาคูค่อยๆ แตกกอเพิ่มจากการฟูมฟัก รดน้ำไม่ขาด บางวันแดดจัดถึงขั้นต้องให้น้ำเช้า-เย็น ไม่งั้นต้นจะเฉา เพราะมันสาคูเป็นพืชที่ชอบดินชุ่มชื้น แต่ไม่ชอบที่น้ำขัง

จนกระทั่งฝนลงช่วงสงกรานต์ สาคูเริ่มงามจัด ความสูงทรงพุ่มประมาณ 50 เซนติเมตร ใบเดี่ยวสีเขียวรูปรีปลายใบแหลมยาวคล้ายต้นคล้าแต่สูงชะลูดกว่า ฉันนึกถึงวันข้างหน้าที่จะได้ขุดลงไปใต้ดิน ดึงหัวมันสีขาวยาวรีมีข้อเป็นปล้องๆ ขึ้นมา

ล้างน้ำให้สะอาดหมดจดเกลี้ยงเกลาแต่ไม่ต้องดึงเยื่อหุ้มออกมากนัก เก็บมันเอาไว้ให้อุ้มความหวานชุ่มอยู่ภายใน ตั้งน้ำบนเตาไฟให้เดือดจัดแล้วต้มมันทั้งหัว โรยเกลือพอปะแล่ม

มันสาคูรสไม่หวานจัด ไม่ร่วนซุยเหมือนมันเทศ ไม่เหนียวแน่นหนึบหนับแบบมันสำปะหลัง

ลักษณะเฉพาะตัวของมันสาคูคือ เหนียวนุ่มแบบนวลลิ้น รสหวานจางๆ บางเบา ไม่มันเหมือนเผือก และมีเสี้ยนเยอะมาก เหมือนเสี้ยนในหัวข่าโดยเฉพาะในส่วนโคนที่ติดกับลำต้นเหนียวมาก

เสี้ยนเหนียวของมันสาคูนี้จะเหนียวยิ่งขึ้นในมันหัวแก่ ยิ่งแก่จัดยิ่งเหนียวหนัก และสรรพคุณของมันคือทำให้ติดฟันได้ยอดเยี่ยมมาก เพราะเสี้ยนมันจะมีขนาดเล็กบางแต่เหนียวแน่นขนาดกำลังดีที่จะเข้าไปติดหนึบอยู่ตามซอกฟันน่ารำคาญยิ่งนัก เพราะเมื่อติดแล้วจะแคะออกยากมาก ไม้จิ้มฟันธรรมดาแทบเอาไม่อยู่ ต้องใช้ไหมขัดฟันเท่านั้น

เสี้ยน นี่เองคือข้อด้อยที่สุดของมันสาคูที่ทำให้คนส่วนใหญ่เมินหน้าหนี

ฉันมารู้ภายหลังอีกแหละว่า ที่จริงแล้วมันสาคูมี 2 ชนิด คือ มันสาคูใบเขียวธรรมดาที่เพื่อนเอามาให้ปลูกกับมันสาคูใบลาย กลุ่มใบสีเขียวนั้นอยู่ในวงศ์ขมิ้น ส่วนแบบใบลายหรือใบด่างซึ่งอยู่วงศ์พุทธรักษา

นอกจากจะใช้เหง้าแก่หรือหัวมันต้มกินเป็นอาหารว่างแล้ว เหง้าอ่อนยังมีสรรพคุณทางสมุนไพร ใช้เป็นยาช่วยขจัดเมือกไขมันที่ผนังลำไส้ได้ด้วย บางตำราก็ว่าเมื่อเป็นคางทูมให้ตำหัวมันจนแหลกใช้พอกคางทูมจะช่วยให้ทุเลาลง

ต้นกำเนิดมันสาคูอยู่ในป่าฝนเขตร้อน มีหลักฐานทางด้านโบราณคดีในทวีปอเมริกาว่ามนุษย์รู้จักปลูกมันสาคูเมื่อเกือบ 7,000 ปีที่แล้ว พบมากในแถบทะเลแคริบเบียน ส่วนที่มีปลูกในเมืองไทยนั้นเชื่อว่าชาวจีนโพ้นทะเลเป็นคนเอาเข้ามาในช่วงที่อพยพข้ามน้ำข้ามทะเล หอบเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกรากทำมาหากินในแผ่นดินสยาม

ในบ้านเราสมัยที่ฉันยังเด็ก นิยมกินมันสาคูแบบต้มกินทั้งหัว แต่คนต่างชาติแถบยุโรป อเมริกา เอาหัวมันไปทำเป็นแป้ง

แป้งจากต้นสาคูมีคุณสมบัติพิเศษ เป็นคาร์โบไฮเดรตที่บริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากธรรมชาติและมีความเหนียวสูงสุด เมื่อทำเป็นแป้งแล้วจึงนำไปประกอบอาหาร มีลักษณะเด่นกว่าแป้งที่ได้จากพืชอื่น คือเป็นแป้งที่ย่อยง่ายมาก

ดังนั้น แพทย์จึงให้คนป่วยด้วยโรคลำไส้กินแป้งสาคู และยังนิยมใช้เป็นอาหารทารกมาตั้งแต่สมัยวิกตอเรียโดยนำแป้งมาต้มป้อนเด็กเล็ก และทำอาหารอย่างอื่น เช่น ขนมปัง บิสกิต พุดดิ้ง เยลลี่ เค้ก รวมทั้งเป็นส่วนประกอบอาหารที่ต้องการความข้นเหนียว เช่น ซุป ซอส หรือน้ำเกรวี่ นอกจากนั้น ยังใช้แป้งสาคูในอุตสาหกรรมยา ทำแป้งผัดหน้า ทำกาวและกระดาษ

แป้งจากต้นสาคูไม่มีกลูเตน เมื่อใส่ซอสจะช่วยให้ข้นแต่ไม่หนืดหรือแข็งแบบเดียวกับแป้งข้าวโพด จึงนิยมใช้ในการทำไอศกรีมที่ทำกินเองในบ้านเพื่อให้น้ำแข็งละลายช้า

มีผู้รู้มาบอกว่า ถ้าอยากให้ต้นสาคูมีหัวใหญ่ก็อย่าให้มีวัชพืชรบกวนมาก โดยเฉพาะในช่วงสามสี่เดือนแรกซึ่งกำลังเติบโต และที่สำคัญถ้าหากเห็นว่าต้นสาคูเริ่มออกดอกจะต้องคอยเด็ดทิ้งทันทีเพื่อไม่ให้ลำต้นส่งอาหารไปเลี้ยงดอกและเมล็ด ไม่เช่นนั้นแล้วให้อาหารที่จะไปเลี้ยงหัวให้โตขึ้นก็จะน้อย

แต่เท่าที่ปลูกมาแล้วเฝ้าดูอย่างไม่ให้คลาดสายตาก็ยังไม่เคยได้เห็นดอกสาคูเลย แต่ข้อดีคือไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวนมากนัก โดยเฉพาะหนอนม้วนใบ กับโรคใบจุด แต่ถึงแม้จะเจอศัตรูพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ ก็ไม่ทำความเสียหายร้ายแรงนัก

ฤดูปลูกสาคูที่ถูกต้องควรเป็นฤดูฝน และอายุการเติบโตของต้นจนกระทั่งให้หัวเต็มที่ประมาณ 11 เดือน แต่ฉันปลูกผิดฤดู ดังนั้น เมื่อนับจำนวนเดือนตั้งแต่เริ่มลงดินเดือนกุมภาพันธ์ วันที่ควรจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้น่าจะเป็นเดือนธันวาคมปีนี้

เหลืออีก 2 เดือน ก็จะขุดหัวมันทั้ง 2 กอ ได้แล้ว แต่ด้วยความใจร้อน อยากรู้ว่ามันลงหัวมีโอกาสได้กินจริงตามที่รู้มาหรือเปล่า ก็เลยลองขุดดู

หัวมันอยู่ลึกจากผิวดินไม่มากนัก และได้ติดมือมา 2 หัว คือ 1 ลำต้น เท่ากับ 1 หัว

ปรากฏว่าหัวมันยังเติบโตไม่สมบูรณ์นัก ทั้งขนาดความยาวและความอ้วน เพราะยังขาดอายุอยู่อีกตั้ง 2 เดือน แต่ลักษณะที่เห็นบ่งบอกให้รู้ว่ามีความสมบูรณ์ น่าจะรสชาติดี คือตรงโคนเรียวสอบขึ้นไปสู่ลำต้น ส่วนหัวอ้วนแหลมสำหรับเจาะลึกลงไปในดิน

คงด้วยลักษณะเช่นนี้เอง มันสาคูจึงมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า แอร์โรว์ รู้ท ( Arrow-Root)

หัวมันสาคูไม่ค่อยคงความสดอยู่นานเหมือนมันชนิดอื่น เมื่อขุดขึ้นจากดินแล้วจะเก็บไว้ได้ไม่นานนัก ต้องใช้ให้หมดภายใน 1 สัปดาห์ เป็นอย่างมาก ไม่เช่นนั้นแล้วจะเสียทั้งรสชาติและความหวาน

มัน 2 หัว ที่ฉันขุดมาได้ ไม่ต้องรอหลายวันหรอก ต้มชิมกันสดๆ เดี๋ยวนั้น…ทันทีที่กัดเข้าปากคำแรก ความสุขวัยเยาว์ก็หลั่งไหลเหมือนสายน้ำ เย็นฉ่ำ ชุ่มใจอยู่ในอก

 

“ปลูกอ้อย ในโรงเรียน” การส่งต่อองค์ความรู้ สู่เยาวชนรุ่นใหม่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 563

เยาวชนเกษตร 

“ปลูกอ้อย ในโรงเรียน” การส่งต่อองค์ความรู้ สู่เยาวชนรุ่นใหม่ 

การดำเนินชีวิตในภาคเกษตรกรรมกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไป พร้อมๆ กับค่านิยมในการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งในเมืองและชนบทที่มุ่งแสวงหาประสบการณ์และความแปลกใหม่ให้กับชีวิต ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของการไหลของเทคโนโลยีและวัฒนธรรมข้ามพรมแดน มากกว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ที่ไหวเอนไปกับกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงและสิ่งเร้าได้ง่าย 

“ค่านิยมของการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไป จะทำให้อาชีพเกษตรกรรมถูกจำกัดวงอยู่เฉพาะรุ่นพ่อแม่ ซึ่งหากไม่เร่งรณรงค์และสะท้อนให้เยาวชนรุ่นใหม่เห็นถึงรากฐานของประเทศ ซึ่งมีภาคการเกษตรเป็นเสาหลักค้ำจุนแล้ว ในอนาคตอันใกล้ พืชผลทางการเกษตรเหล่านี้ก็จะลดปริมาณลงจนเข้าสู่ภาวะขาดแคลน ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและภาคครัวเรือนตามลำดับ”

คุณศุภนิตย์ มานะจิตต์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานองค์กรสัมพันธ์ กลุ่มมิตรผล ให้มุมมองความเปลี่ยนแปลงของสังคมภาคเกษตรกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น

กลุ่มมิตรผล มองเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงได้ริเริ่มหลักสูตรพัฒนาอาชีพท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรในระบบการศึกษาเพิ่มเติมจากหลักสูตรแกนกลาง โดยร่วมกับโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ชุมชนใกล้เคียงที่ตั้งของโรงงานน้ำตาลในกลุ่มมิตรผลในการพัฒนาหลักสูตร โดยมีแปลงสาธิตเป็นองค์ประกอบหลักให้เด็กๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริงหลังจากได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีจากในชั้นเรียน

“เราได้นำร่องโครงการปลูกอ้อยในโรงเรียน ด้วยการจัดทำแปลงปลูกอ้อยเพื่อการเรียนรู้ภายในโรงเรียน ระดับ ชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมต้นเป็นครั้งแรก ให้กับชุมชนท้องถิ่นใน 6 จังหวัด ที่กลุ่มมิตรผลมีโรงงานตั้งอยู่ ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี สิงห์บุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ และเลย เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้วิถีของเกษตรกรรมไร่อ้อยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งแม้จะเป็นปีแรกของการทดลองใช้หลักสูตร แต่การตอบรับและผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ”

โรงเรียนบ้านหนองไผ่ดุสิตประชาสรรค์ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เป็นหนึ่งในหลายโรงเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ร่วมโครงการพัฒนาหลักสูตรปลูกอ้อยในโรงเรียนกับกลุ่มมิตรผล โดย คุณวัฒนา สมหวัง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองไผ่ดุสิตประชาสรรค์ เล่าว่า คนในชุมชนบ้านหนองไผ่ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 ดำเนินชีวิตด้วยการยึดอาชีพเกษตรกรรมปลูกอ้อยเป็นหลัก

นอกจากอ้อยจะเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศแล้ว วัตถุดิบเหลือใช้ที่ได้จากอ้อย เช่น ชานอ้อย ใบอ้อย และโมลาส ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีก จากการนำมาผลิตเป็นวัสดุทดแทนไม้ ไฟฟ้าชีวมวล รวมถึงเอทานอลพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าปีละหลายพันล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนจึงได้ริเริ่มจัดทำหลักสูตรสาระท้องถิ่น เรื่อง “อ้อย” เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปลูกฝังให้เยาวชนมีความเข้าใจ เห็นคุณค่าของวิถีการดำเนินชีวิตของคนในชุมชนซึ่งยึดอาชีพเกษตรกรรม รวมถึงจิตสำนึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่าผ่านการเรียนรู้เรื่อง “การปลูกอ้อย” ให้กับนักเรียน

โดยได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้จากปราชญ์ชุมชนและผสานองค์ความรู้ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ร่วมกับกลุ่มมิตรผลที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตน้ำตาลและชีวพลังงาน ในการพัฒนามาเป็นหลักสูตรการปลูกอ้อย ครอบคลุมเนื้อหาการเรียนรู้ในเรื่องวิถีชีวิตชุมชนเกษตรกรรม พันธุ์อ้อย การปลูกและการบำรุงรักษาอ้อย โรคและศัตรูของอ้อย การป้องกันโรคและศัตรูของอ้อย การเก็บเกี่ยวอ้อยอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงมารู้จักกับพลังงานสะอาดจากอ้อย

“หลักสูตรการปลูกอ้อยนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เด็กๆ มีความเข้าใจถึงวงจรชีวิตและการดูแลอ้อยอย่างครบวงจร เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงเท่านั้น แต่พวกเขาจะเข้าใจและภาคภูมิใจในวิถีของเกษตรกรรมไร่อ้อย ซึ่งเป็นอาชีพหลักของครอบครัว สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับพ่อแม่ที่คาดหวังให้พวกเขาสานต่ออาชีพเกษตรกรรมที่ทรงคุณค่า ด้วยการนำความรู้ความสามารถมาพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจิญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน” คุณวัฒนากล่าว

ทั้งนี้ การทำไร่อ้อยอย่างยั่งยืนภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มมิตรผล เป็นไปตามแนวคิดหลักของ “มิตรผลโมเดล” ซึ่งยืนอยู่บนเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

หนึ่ง การปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตสูง จะต้องมีมาตรฐานการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม (Compulsory Condition) เช่น ดินต้องมีความสมบูรณ์ มีน้ำเพียงพอ ใช้พันธุ์อ้อยคุณภาพดี มีการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ เก็บเกี่ยวตามระยะเวลาที่เหมาะสม ฯลฯ

สอง การดำเนินงานต้องเกิดจากการ “ร่วมคิด ร่วมทำ” (Co-creation) ระหว่างชาวไร่ โรงงาน และหน่วยงานราชการอย่างสร้างสรรค์ เช่น การให้ความรู้ในการทำไร่อ้อยอย่างถูกต้อง การลดภาษีเงินกู้ การจัดหาแหล่งน้ำในชุมชน การจัดหาพันธุ์อ้อย ฯลฯ

สาม การบริหารต้นทุนอย่างคุ้มค่า (Cost Efficiency) โดยการวางแผนและควบคุมงานในทุกขั้นตอน การรวมกลุ่มประมูลงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูก และเก็บเกี่ยวอ้อยในเขตพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน

สี่ การจัดการต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เช่น การใช้ชีววิถีในไร่อ้อย การตัดอ้อยสดแทนการเผา ฯลฯ

จากการจัดการไร่อ้อยตามรูปแบบของ “มิตรผลโมเดล” บนพื้นที่กว่า 265 ไร่ ในช่วงเวลาเริ่มต้นของชาวไร่ในเขตบ้านลาด จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 29 ราย ในวันนี้ทำให้ผลผลิตอ้อยต่อไร่เพิ่มขึ้นถึง 123% คิดเป็นปริมาณอ้อยโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 2,115 ตัน เป็น 4,726 ตัน ทำให้ชาวไร่ในโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้น ประมาณ 5 ล้านบาท

ด้าน คุณชวลิต นาตรีชน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านลาด อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ อีกหนึ่งโรงเรียนที่ร่วมกับกลุ่มมิตรผลในการพัฒนาหลักสูตรปลูกอ้อยในโรงเรียน กล่าวว่า เมื่อเริ่มหลักสูตรปลูกอ้อยในโรงเรียน เราพบว่าเด็กๆ ให้ความสนใจและกระตือรือร้นที่จะลงแปลงในแต่ละสัปดาห์ พวกเขาให้ความสำคัญและใส่ใจกับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในการดูแลอ้อยในแปลงให้เจริญเติบโตตามระยะเวลา โดยมีเจ้าหน้าที่จากกลุ่มมิตรผลและปราชญ์ชาวบ้านผู้มีความเชี่ยวชาญในการปลูกอ้อยคอยให้คำปรึกษา

เด็กๆ ค่อยๆ ซึมซับคุณประโยชน์ของอ้อยและเกิดความเข้าใจในวิถีการดำเนินชีวิตของพ่อแม่ และอีกหลายครอบครัวในชุมชนที่ดำเนินชีวิตด้วยการยึดอาชีพเป็นเกษตรกรไร่อ้อย จากการได้เป็นส่วนหนึ่งของการปลูกและดูแลอ้อยในแปลงสาธิตของตนเอง หลายคนเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ จากเดิมที่ไม่เคยให้ความสนใจต่อการทำงานของพ่อแม่ ก็ค่อยๆ เริ่มลงไร่ช่วยพ่อแม่ปลูกและดูแลอ้อย จนกลายเป็นความผูกพันกับไร่อ้อย และเป็นเป้าหมายของตนเองในอนาคต ในการพัฒนาไร่อ้อยให้ได้ผลผลิตสูงกว่าที่พ่อแม่เคยทำได้

“คนในชุมชนเคยตั้งคำถามว่า ถ้าหมดรุ่นพวกเขาแล้ว ชุมชนอาจเปลี่ยนโฉมหน้าจากที่เป็นอยู่ เพราะเด็กรุ่นใหม่ต่างมีเป้าหมายที่จะไปแสวงหาความแปลกใหม่ของชีวิตในสังคมเมือง ชุมชนที่ควรจะได้รับการขับเคลื่อนต่อยอดไปข้างหน้า อาจหยุดอยู่กับที่หรือถอยหลัง หากไม่มีคนสานต่อแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้น เมื่อกลุ่มมิตรผลมีโครงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเริ่มต้นปลูกฝังเยาวชนให้เกิดจิตสำนึกรักบ้านเกิด ผ่านโครงการพัฒนาหลักสูตรปลูกอ้อยในโรงเรียน คนในชุมชนจึงไม่รีรอที่จะร่วมเป็นพลังสำคัญช่วยกันหล่อหลอมเยาวชนรุ่นใหม่ๆ ให้เกิดความตระหนักและมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบต่ออาชีพเป็นเกษตรกรไร่อ้อยที่ทรงคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศต่อไป” คุณชวลิต กล่าว

ความหวังที่จะเห็น “อ้อย” พืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างได้ด้วยสองมือจากรุ่นพ่อแม่สู่เกษตรกรไร่อ้อยรุ่นใหม่ เริ่มส่องประกายแจ่มชัดขึ้น หลักสูตร ปลูก “อ้อย” ในโรงเรียน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างและหล่อหลอมเกษตรกรยุคใหม่ ซึ่งยังต้องได้รับการพัฒนาหลักสูตรเพิ่มเติมจากการเรียนรู้ร่วมกันของโรงเรียน ชุมชน และภาคเอกชน เช่นเดียวกับกลุ่มมิตรผล จนกว่าชุมชนจะเข้มแข็งและขับเคลื่อนไปได้ด้วยตนเอง จึงจะสามารถเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนได้ในที่สุด

 

ฟาร์มปัญชนิต ฟาร์มกบคุณภาพ เมืองสุรินทร์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 563

เทคโนโลยีการประมง

พรทิพย์ รัตนะ

ฟาร์มปัญชนิต ฟาร์มกบคุณภาพ เมืองสุรินทร์

การเกษตรที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้ก้าวหน้าทันโลกยุคใหม่ การปรับเปลี่ยนปรับปรุงเพื่อสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพิ่มมูลค่าและขยายฐานเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกต่างประเทศ ได้กลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้สนใจ ได้เข้ามาลงทุนและเริ่มต้นกับอาชีพด้านการเกษตร 

เช่นเดียวกับผู้หญิงคนนี้ คุณปัญชนิต มงคลฤดี วัย 33 ปี ที่ได้เลือกทางเดินใหม่ให้กับชีวิตด้วยการลงทุนทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกบขึ้นที่บ้าน จังหวัดสุรินทร์

คุณปัญชนิต เรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เอกอังกฤษธุรกิจ โดยหลังจากเรียนจบได้เข้าทำงานกับบริษัทเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ

แต่ด้วยความสนใจที่อยากจะทำอาชีพการเกษตร จึงทำให้เธอศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตรในด้านต่างๆ และสุดท้ายเธอได้เลือกที่จะทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกบ

จากมุมมองที่เห็นว่า เป็นสัตว์ที่ตลาดต้องการและมีอนาคต สามารถที่จะสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

จากความคิดจึงนำมาสู่การเริ่มต้นการลงมือทำและศึกษาจากหนังสือ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และขอคำปรึกษาจากสำนักงานประมงจังหวัดสุรินทร์

เวลา 1 ปี คือ เวลาที่เธอเก็บข้อมูล

พร้อมกับการเริ่มต้นทดลองเลี้ยงในบ่อซีเมนต์เล็กบริเวณหลังบ้านเพื่อหาข้อดีข้อเสีย

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ มาในวันนี้ ถือได้ว่าเธอก้าวไปสู่ความสำเร็จ จนสามารถเปิดฟาร์มในชื่อ ฟาร์มปัญชนิต

“ครั้งแรกได้ซื้อลูกกบมาเพียง 1,000 ตัว เท่านั้น หลังจากนั้นได้ทำการเลี้ยงอยู่ประมาณ 4 เดือน จึงสามารถจับขายได้ และได้ศึกษาทดลองเพาะพันธุ์รุ่นต่อๆ มาด้วยตนเอง จนเข้าปีที่ 3 จึงเริ่มสามารถขยายพันธุ์เองได้ จึงเพิ่มบ่อให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีบ่อปูนประมาณ 31 บ่อ และเรายังมีการเลี้ยงด้วยกระชังในบ่อดินด้วยเช่นกัน” คุณปัญชนิตกล่าว

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น จึงได้รับการสนับสนุนจาก ส.จ. ดิลก จารัตน์ และ ดร. ประวัติ สมเป็น ให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ชาวบ้านทั่วไปและผู้ที่สนใจประกอบอาชีพการเลี้ยงกบ

คุณปัญชนิต บอกว่า ทุกคนสามารถเข้ามาสอบถาม หรือซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปเลี้ยง พร้อมคำแนะนำทุกขั้นตอนจากทางฟาร์ม เพื่อสร้างอาชีพเลี้ยงดูครอบครัวได้เสมอ

คุณปัญชนิตได้กล่าวถึงการเลี้ยงกบ โดยบอกว่า กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ชอบอยู่ในที่เปียกชื้น การเลี้ยงกบนั้นควรเลี้ยงในที่สงบไม่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะกบเป็นสัตว์ที่ตกใจได้ง่ายมาก เวลาตกใจจะไม่ยอมกินอาหาร

“กบนั้นต้องการน้ำสะอาดเพื่อการดำรงอยู่อาศัย หากไม่มีการทำความสะอาดที่เพียงพอกบจะเป็นโรคและยากต่อการรักษา” คุณปัญชนิตกล่าว

สำหรับวิธีการเลี้ยง คุณปัญชนิตได้แนะนำตั้งแต่วิธีการเตรียมบ่อปูนก่อนนำลูกกบลงเลี้ยง

“ก่อนอื่นต้องใช้น้ำแช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นเราก็ปล่อยน้ำออกให้หมด แล้วจึงใช้ผงซักฟอกโรยให้ทั่วบ่อแล้วถูด้วยแปรงเพื่อให้สะอาด ต่อจากนั้นใช้น้ำฉีดให้เกลี้ยง และปล่อยน้ำออกเรื่อยๆ จนสะอาดไม่มีคราบผงซักฟอกเหลืออีก”

จากนั้นใช้ปูนขาวโรยให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้พักหนึ่งจึงปล่อยน้ำเข้าบ่อให้ท่วมครึ่งบ่อพอ แล้วพักไว้ 1 คืน รุ่งเช้าจึงปล่อยน้ำออกแล้วขัดด้วยแปรงอีกรอบ และล้างด้วยน้ำให้สะอาด ไม่มีคราบปูนหลงเหลืออีก

ส่วนการเตรียมบ่อดินก็เพียงดูดน้ำออกให้หมดบ่อ แล้วจึงสาดด้วยปูนขาวรอบๆ ทั่วทั้งบ่อ หลังจากนั้นทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ จึงค่อยปล่อยน้ำลงแล้วพักไว้สัก 3 วัน จึงนำลูกพันธุ์กบหรือปลาลงเลี้ยงได้

วิธีเลี้ยงในช่วงลูกกบอายุ 30 วัน จนถึง 60 วัน คุณปัญชนิตกล่าวว่า มีวิธีง่ายๆ คือ ก่อนอื่นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวันหากเป็นบ่อปูน แต่หากเลี้ยงในกระชังไม่ต้องเปลี่ยน หรืออาจจะขึ้นอยู่กับขนาดของบ่อดินที่ตั้งกระชัง

“หากไม่ใช่ระบบน้ำแบบถ่ายเทตลอด ก็ต้องเปลี่ยนน้ำบางส่วนทิ้งบ้าง ประมาณ 50% แล้วจึงถ่ายน้ำใหม่เข้าเพื่อให้ลูกกบสดชื่นอยู่เสมอ และยังช่วยทำให้แข็งแรงทนทานต่อโรคอีกด้วย” คุณปัญชนิตกล่าว

ส่วนอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการผสมพันธุ์และการวางไข่ของกบ ต้องไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และไม่ควรมีอุณหภูมิที่สูงเกินไป อีกทั้งไม่ควรเลี้ยงกบหนาแน่นเกินไป อัตราการปล่อยที่เหมาะสม คือ 20 ตัว ต่อตารางเมตร

เมื่อใกล้ฤดูผสมพันธุ์ให้ลดปริมาณอาหารลง พร้อมกับมีการให้วิตามินและแร่ธาตุผสมอาหารเพื่อบำรุงระบบสืบพันธุ์

“เรื่องอาหารเราจำเป็นต้องให้ลูกกบกินวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ไม่จำเป็นต้องให้เยอะในทีเดียว พยายามให้ช้าๆ เรื่อยๆ จนหมด” คุณปัญชนิตกล่าว

อีกสิ่งที่คุณปัญชนิตจะดำเนินการอยู่เสมอคือ การคัดขนาดลูกกบให้มีขนาดตัวเท่ากันเสมอ เพราะหากไม่คัดขนาดแล้วลูกกบที่ใหญ่กว่าจะกัดลูกกบที่เล็กกว่า แล้วจะเกิดความเสียหายกับผู้เลี้ยงเอง ด้วยธรรมชาติของกบคือตัวใหญ่จะรังแกตัวเล็กกว่าเสมอ

“เมื่อลูกกบอายุ 61 วันไปแล้ว การกัดกันนั้นแทบจะไม่มีให้เห็น เราจึงค่อยมาดูแลในการให้อาหารมากขึ้น ให้กบได้กินอย่างพอเพียง พร้อมกับที่ต้องล้างบ่อให้สะอาดทุกวัน เพื่อไม่ให้มีกลิ่นเหม็น เพราะกบโตจะถ่ายของเสียเก่งมาก และยังทำให้กบแข็งแรงด้วยเช่นกัน”

คุณปัญชนิตกล่าวต่อไปว่า หลังจากเลี้ยงกบได้อายุประมาณ 2 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือนแล้ว จะสามารถทยอยคัดขนาดใหญ่เพื่อส่งออกขายตลาดกบเนื้อได้เป็นอย่างดี

สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน

คุณปัญชนิตบอกว่า จะคัดพ่อแม่พันธุ์กบที่มีความพร้อม ใส่ลงในบ่อที่เตรียมไว้ในอัตราส่วน 1 คู่ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้จับคู่และวางไข่

หลังจากที่พบว่ากบไข่แล้วในเช้าของวันต่อมา ให้จับพ่อแม่พันธุ์ออก

จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำในบ่อให้สูงเป็น 7-10 เซนติเมตร อาจเพิ่มออกซิเจนด้วยการใช้เครื่องอัดอากาศ

“ทางที่ดีควรเติมน้ำและให้ออกซิเจนเมื่อสังเกตเห็นว่าไข่มีการพัฒนาเป็นลูกอ๊อดและมีการเคลื่อนไหวแล้ว มิฉะนั้นอาจจะเกิดการรบกวนทำให้ลูกกบตายได้” คุณปัญชนิตกล่าว

นอกจากการเลี้ยงในบ่อปูนแล้ว ยังมีการเลี้ยงในกระชังด้วย โดยคุณปัญชนิตบอกว่า

“เราแยกกระชังเลี้ยงลูกอ๊อดไว้ต่างหาก เติมน้ำในบ่อเพาะพันธุ์ ให้ได้ระดับ 5-7 เซนติเมตร หรือท่วมหลังกบ ใส่พืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา ต้นหญ้า ใบตำลึง เพื่อเลียนแบบธรรมชาติ เราใช้บ่อดิน ขนาด 2 งาน สำหรับตั้งกระชัง 12 กระชัง เพื่อเลี้ยงลูกอ๊อด และใช้บ่อดิน ขนาด 1 งาน 2 บ่อ เพื่อเลี้ยงกบรุ่นและกบใหญ่”

ส่วนเรื่องราคาลูกกบที่ทางฟาร์มตั้งไว้ คุณปัญชนิตกล่าวว่า ในส่วนของราคาขายนั้น จะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา

“เรื่องราคาทางเราจะไม่สามารถยืนราคาเหมือนกันทุกเดือน เพราะต้นปีและปลายปีลูกกบจะมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเป็นช่วงเดือนที่เพาะได้ยาก กบยังออกไข่น้อย ผลผลิตจึงน้อยตาม ราคาจึงขยับขึ้น”

“แต่หากจะกำหนดกันพอสังเขปแล้ว เราจะกำหนดได้ดังนี้ เริ่มจากลูกกบ อายุ 30-45 วัน ราคา 1.50 บาท, ลูกกบ อายุ 45-60 วัน ราคา 2.50 บาท ส่วนลูกกบ อายุ 60-70 วัน ราคา 3 บาท พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ ราคาคู่ละ 800 บาท

สำหรับกบเนื้อ คุณปัญชนิตบอกว่า จะจำหน่ายที่ราคากิโลกรัมละ 80 บาท โดยมีพ่อค้าแม่ค้าเจ้าประจำมารับถึงฟาร์มกันเลยทีเดียว

“ผู้ที่เข้ามาซื้อกบเนื้อจะมีมาจากหลายจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนมากจะรู้จากการบอกปากต่อปากว่า กบของที่ฟาร์มสวย แข็งแรง ทนต่อโรค ราคาไม่แพง จึงทำให้มีผู้สนใจเดินทางมาซื้อกันอย่างต่อเนื่อง”

“ผลผลิตของฟาร์มต่อเดือน ทางฟาร์มจะผลิตลูกกบได้เป็นจำนวน 100,000 ตัว เราจะขายเป็นลูกกบจำนวนหนึ่งและเอาไว้ขุนขายเป็นตัวใหญ่อีกจำนวนหนึ่ง” คุณปัญชนิตกล่าว

เมื่อคำนวณผลผลิตต่อรุ่น จะได้น้ำหนักกบประมาณ 1,500 กิโลกรัม

“ดังนั้น ใน 1 ปี ทางฟาร์มจะขุนเพื่อเป็นกบเนื้อส่งตลาดปีละ 2 รุ่น ปีละ 3,000 กิโลกรัม เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว จะมีรายได้ประมาณ 600,000 บาทขึ้นไป” คุณปัญชนิต กล่าวในที่สุด

สำหรับผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงกบ คุณปัญชนิต บอกว่า ขอเพียงให้มีความตั้งใจ พร้อมที่จะศึกษาหาความรู้ในการเลี้ยง โดยที่ฟาร์มของเธอพร้อมต้อนรับทุกคนเสมอ ติดต่อมาได้ที่ โทร. (083) 128-2205 

เกษตรฯ เตรียมแผนมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 57 อีก 20 เรื่อง

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไป จำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ 1. น้ำผึ้ง 2. สะละ 3. มังคุด 4. ทุเรียน 5. เส้นไหมดิบ เล่ม 2 : เส้นไหมสาวด้วยเครื่องจักร 6. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตยางรมควัน 7. การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงฆ่าสัตว์ และ 8. แนวปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงปูม้าและปูทะเล

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบในการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 จำนวน 20 เรื่อง ได้แก่ 1. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานเมล็ดถั่วลิสงเกี่ยวกับข้อกำหนดปริมาณอัลฟาท็อกซิน ซึ่งจะเป็นมาตรฐานบังคับ 2. แนวปฏิบัติในการตรวจสอบรับรองตามมาตรฐานหลักเกณฑ์การปฏิบัติในการผลิตสินค้าเกษตรแช่เยือกแข็ง 3. แตงเทศ หรือเมล่อน 4. แก้วมังกร 5. ถั่วฝักยาว 6. มะม่วง 7. พริกป่น และการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตพริกป่น 8. เห็ดเข็มทอง 9. กุ้งก้ามกราม 10. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเป็ดเนื้อ

11. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่พันธุ์และแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่พันธุ์ 12. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรและแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร 13. แนวปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงปลาทะเล 14. มาตรฐานสุขอนามัยพืชสำหรับวัสดุบรรจุภัณฑ์ไม้

15. หลักการและแนวทางสำหรับการเช็กตัวอย่างสินค้าเกษตรและอาหาร 16. วิธีวิเคราะห์ทางเคมี 17. การจัดกลุ่มพืชเพื่อใช้กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เกี่ยวกับสารพิษตกค้าง 18. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตรังนก 19. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะพันธุ์และฟาร์มอนุบาลสัตว์น้ำจืด และ 20. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงฆ่าแพะและแกะ

“สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรนั้น จะต้องเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นสินค้าหรือระบบที่กำลังมีการจัดทำหรือเปลี่ยนแปลงมาตรฐานระหว่างประเทศ เป็นสินค้าที่มีปัญหาคุณภาพมาตรฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้าและคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรไปแล้วทั้งสิ้น 217 เรื่อง” นายยุคล กล่าวในที่สุด