ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Archive for the ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ Category

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010655&srcday=2012-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 528

เกษตรต่างแดน 

ศักดา ศรีนิเวศน์ โทร. (081) 899-0710 s_sinives@yahoo.com

ตื่นเถิดชาวนาไทย

เมื่อ วันที่ 17-21 เมษายน และ วันที่ 2-8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เป็นผู้ประสานงานในการจัดการนำคณะนักวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปศึกษาดูงาน และวิจัยถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศไทยเมื่อมีการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยสินค้าที่คณะเราไปศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นสินค้าที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศและชะตาชีวิตของเกษตรกรไทยหลายชนิดด้วยกันคือ ข้าว ไม้ผล ยางพารา พริกไทย ชา กาแฟ มันสำปะหลัง และการประมง

ผู้เขียนจะพยายามนำข้อมูลต่างๆ และสิ่งที่ได้พบเห็นจากประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีและศึกษาดูงานด้านการเกษตรในเวียดนามในท้องที่จังหวัดต่างๆ รวม 32 จังหวัด เป็นเวลามากกว่า 10 ปี ซึ่งบางจังหวัดมากกว่า 10 ครั้ง จนจำไม่ไหว นำมาเสนอและวิเคราะห์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเฉพาะพืชที่สำคัญๆ เท่านั้น ซึ่งเป็นการวิเคราะห์และมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับผลการศึกษาวิจัยใดๆ ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรทั้งสิ้น ซึ่งในตอนนี้จะนำเสนอเรื่องข้าวเป็นตอนแรก

นับจากเมื่อ ปี 2550 ที่ผู้เขียนได้เป็นผู้จัดและประสานการศึกษาดูงานด้านการเกษตรอย่างเป็นทางการให้กับคณะทำงานการเกษตร อาหาร และสหกรณ์ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี คุณสุธรรม วิชชุไตรภพ ประธานคณะทำงานฯ ในขณะนั้น เป็นผู้นำคณะดูงาน และใน ปี 2551 ได้นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว นำโดย คุณประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าวในขณะนั้น รวมถึงคณะผู้ศึกษาวิจัยของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นักธุรกิจ และคณะอื่นๆ จำนวนมาก ไปศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องการผลิตข้าวของเวียดนาม

การเดินทางครั้งนี้ ทำให้เห็นว่า เวียดนามมีการพัฒนาวิธีการทำนา เพาะปลูกข้าวหรือการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบเหมือนเด็กน้อยที่หัดเดินจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงและก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนกำลังจะแซงหน้าผู้เฒ่าอาวุโสอย่างประเทศไทยที่เป็นเจ้าแห่งสังเวียนหรือแชมป์เก่าซึ่งกำลังเมาหมัดเดินรูดเชือกเวทีอย่างหมดแรงรอฟังเสียงระฆังช่วย ซึ่งหากไม่รวมถึงข้าวหอมมะลิที่เป็นพระเอกอันดับหนึ่งของประเทศไทยและของโลกที่หลายท่านเอาไว้คุยโวเพื่อปลอบขวัญชาวนาไทยหรือปลอบใจตนเอง และโชว์ชาวโลกว่าเราแจ๋วที่สุดแล้ว เวียดนามสามารถที่จะขึ้นเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในการผลิตและการส่งออกของโลกได้ในไม่ช้า แม้ว่าจะมีประชากรและประสบกับภัยธรรมชาติมากกว่าประเทศไทย

เมื่อ ปี 2550 ได้เคยนำเสนอรูปแบบของการพัฒนาระบบการทำนาของเกษตรเวียดนามแบบ ลด 3 เพิ่ม 3 คือ

1. ลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก

2. ลดการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช (ใช้ให้ถูกต้อง เหมาะสม ตามความจำเป็น)

3. ลดปริมาณการใช้ปุ๋ย (ใช้ให้ถูกต้อง เหมาะสมกับชนิดของดิน พืช ตามอายุพืชและความต้องการของพืช)

ซึ่งเกษตรกรจะได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น 3 ประการ คือ

1. ผลผลิตเพิ่มขึ้น

2. ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น และ

3. เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สิ่งแวดล้อมปลอดภัย

และใน ปี 2553 กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนามได้นำเอาวิธีการทำนาแบบนี้มาใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาส่งเสริมการผลิตข้าวแบบครบวงจรในโครงการ 4 ประสาน (4 Parties Collaboration) โดยความร่วมมือดำเนินการจาก 4 ภาคส่วน อันประกอบด้วย

1. หน่วยงานภาครัฐ คือ สถาบันวิจัยการอารักขาพืช

2. อาสาสมัคร ซึ่งประกอบไปด้วยนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3. บริษัท อันยาง อารักขาพืช (An Giang Plant Protection Joint Stock Company) และ

4. เกษตรกร หรือชาวนา

โดยหลักการของการพัฒนารูปแบบการทำนาแบบนี้ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็น “การปฏิวัติระบบการทำนาของประเทศ” เกษตรกรในโครงการทั้งหมดจะต้องทำนาพร้อมกัน (Synchronize cropping) เก็บเกี่ยวข้าวพร้อมกัน ใช้พันธุ์ข้าวปลูกที่มีคุณภาพดี ต้านทานโรคและแมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งเป็นแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญทำความเสียหายให้กับผลผลิตข้าวของเวียดนามอย่างมหาศาลเมื่อหลายปีก่อน จนทำให้รัฐบาลเวียดนามต้องระงับการส่งข้าวออกขายต่างประเทศ และพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรปลูกนี้ต้องเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอีกด้วย

ทำไม ถึงต้องทำนาพร้อมกัน เนื่องจากเกษตรกรเวียดนามแต่ละครอบครัวมีพื้นที่ทำนาขนาดเล็ก การทำนาไม่พร้อมกันจะไม่สามารถตัดวงจรชีวิตของศัตรูข้าวได้ ทำให้ศัตรูข้าวระบาดเพิ่มมากขึ้นทุกปี การใช้เครื่องจักรสมัยใหม่เข้ามาแทนที่แรงงานของเกษตรกรที่นับวันก็จะขาดแคลนเหมือนเราเป็นไปได้ยาก การใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ทำให้ศัตรูพืชเกิดความต้านทานสารเคมี เกษตรกรต้องใช้สารเคมีในปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกที การใช้พันธุ์ข้าวปลูกที่เกษตรกรเก็บไว้ทำพันธุ์เองนำมาเพาะปลูกหลายฤดูติดต่อกัน ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพไม่ดี เกิดปัญหาข้าวกลายพันธุ์ ข้าวดีดข้าวเด้ง การมีจำนวนพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย และการใช้ปุ๋ยที่ไม่ถูกต้อง ที่สำคัญคือทำให้ดินเสื่อมโทรมมากขึ้น

ดังนั้น เมื่อผลการศึกษาการทำนาพร้อมกันสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้เกษตรกรทำนาพร้อมกันตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เกษตรในท้องถิ่นหรือที่ในโครงการ 4 ประสาน เรียกว่า “เพื่อนเกษตรกร” (Farmer friend ; FF)

หากตอนนี้ท่านมีโอกาสไปเวียดนาม ขอให้สังเกตดูพื้นที่นาข้างทาง จะพบว่าข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่จะมีอายุที่ใกล้เคียงกัน และเป็นแปลงเดียวกันขนาดใหญ่หรือเรียกว่าทั้งทุ่ง ต้นข้าวมีขนาดไม่แตกต่างกันหรือมีทุกระยะเหมือนบ้านเรา เกษตรกรเริ่มทำนาดำแบบใช้เครื่องปักดำมากกว่าการทำนาหว่านเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาวัชพืช มีการเก็บเกี่ยวข้าวโดยเครื่องเก็บเกี่ยวข้าวขนาดใหญ่เข้ามาแทนที่แรงงานเกือบหมดแล้ว ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตลงไปอีกมาก ซึ่งแต่เดิมก็น้อยกว่าเกษตรกรไทยแล้ว ตอนนี้กลับน้อยกว่าอีกมาก

ที่สำคัญที่สุดก็คือ การนำบริษัทเอกชนชั้นนำของประเทศที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตรจำหน่ายสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี และเมล็ดพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทด้วย เข้ามาร่วมโครงการดำเนินการจัดตั้งโรงสีเพื่อรับซื้อข้าวจากเกษตรกรในโครงการเพื่อผลิตข้าวหอมระดับพรีเมี่ยม เพื่อการส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา แข่งขันในตลาดข้าวคุณภาพดีของประเทศไทย

ข้าวที่โรงสีของ บริษัท อันยาง รับซื้อเป็นข้าวหอมมะลิ 85 มากกว่า ร้อยละ 50 และข้าวหอมพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ซึ่งแม้ว่าจะมีความหอมไม่เท่าข้าวหอมมะลิของไทย แต่คุณภาพเมื่อหุงต้มแล้วไม่ด้อยไปกว่ากันเลย ที่สำคัญราคาถูกกว่า ซึ่งในอนาคตอาจจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียตลาดข้าวคุณภาพดีในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป นี่คือยุทธศาสตร์ในการเจาะทะลุทะลวงตลาดข้าวคุณภาพดีของไทยที่เวียดนามได้วางแผนและดำเนินการอย่างเป็นระบบโดยไม่เคยโอ้อวดให้ประเทศไทยรู้ ซึ่งน่าจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อมีการเริ่มเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ในอีก 3 ปีข้างหน้า

เมื่อ วันที่ 20 เมษายน 2555 คณะนักวิจัยจากสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดย คุณคนิต ลิขิตวิทยาวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักฯ ไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้บริหารระดับสูงของสมาคมโรงสีข้าวเวียดนาม และโรงสีข้าว บริษัท อันยาง ที่คอมมูน (ตำบล) เวิ่นบิ่น (Vinh Binh) อำเภอโจวถั่น (Chua Thanh) จังหวัดอันยาง (An Giang) ซึ่งเป็นโรงสีขนาดกลาง สามารถสีข้าวได้ปีละประมาณ 200,000 ตัน ให้กับเกษตรกรในโครงการครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 25,000 ไร่ ได้รับมาตรฐาน Hazard Analysis and Critical Control Points, หรือ HACCP

ซึ่งรูปแบบของการส่งเสริมการผลิตข้าวแบบครบวงจรของ บริษัท อันยาง น่าสนใจเป็นอย่างมาก กล่าวคือ เกษตรกรที่ร่วมโครงการ 4 ประสาน ทุกคนจะต้องเซ็นสัญญา (Sign contracts) กับบริษัท โดยเกษตรกรจะได้รับเงินกู้เพื่อใช้ในการซื้อปัจจัยการผลิตจากบริษัท คือเมล็ดข้าวพันธุ์ดี สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ย โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในระยะเวลา 120 วัน บริษัทจะให้ความช่วยเหลือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ ในการเพาะปลูก การใช้ปุ๋ย การใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและเหมาะสมฟรี โดยผ่านทางเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร หรือที่เรียกว่า “เพื่อนเกษตรกร” ของบริษัทที่มีอยู่ถึง 641 คน

การเก็บเกี่ยวข้าว บริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการให้กับเกษตรกร โดยเกษตรกรเสียค่าใช้จ่ายไร่ละประมาณ 750 บาท ส่วนกระสอบใส่ข้าวเปลือกที่นวดแล้ว บริษัทจัดหาให้เกษตรกรฟรี และบริษัทจะจัดการขนส่งข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวแล้วจากนาของเกษตรกรมายังโรงสีของบริษัทโดยเกษตรกรเสียค่าใช้จ่ายตันละ ประมาณ 75 บาท โรงสีจะอบข้าวเปลือกเพื่อลดความชื้นให้กับเกษตรกรฟรี เมื่อข้าวถึงโรงสีและอบแล้ว เกษตรกรยังไม่อยากขาย เพราะเห็นว่าราคายังต่ำไป เกษตรกรสามารถฝากไว้ที่โรงสีได้โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า เป็นระยะเวลา 1 เดือน แต่หากครบกำหนด 1 เดือนแล้ว เกษตรกรสามารถฝากต่ออีกได้ไม่เกิน 1 เดือน แต่จะต้องเสียค่าเช่าประมาณตันละ 50 บาท เมื่อครบกำหนด 2 เดือน เกษตรกรยังไม่ขายก็จะต้องขนย้ายออกไปจากโรงสีโดยต้องรับผิดชอบค่าขนย้ายเองทั้งหมด แต่โดยทั่วไปเกษตรกรฝากไว้ไม่เกิน 20 วัน ก็ขาย โกดังเก็บข้าวเปลือกของบริษัทสามารถเก็บข้าวได้ถึง 50,000 ตัน

จะเห็นว่ารัฐบาลเวียดนามได้ใช้บริษัท อันยาง เป็นช่องทางหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และส่งเสริมสนับสนุนการผลิตข้าวคุณภาพดีเพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการที่ดีมาก ลงทุนน้อยแต่ให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรและประเทศอย่างมากมายในอนาคต ถามว่าคู่สัญญามีการไม่ปฏิบัติตามสัญญาไหม ตามกฎหมายเวียดนาม การเกษตรแบบพันธสัญญา (Contract framing) เขามีการปกป้องคุ้มครองเกษตรกรที่เป็นหัวใจของประเทศที่ดีมาก หากบริษัทผิดสัญญา ช่อโกงหรือเอาเปรียบกดขี่เกษตรกร มีโทษที่รุนแรงถึงประหารชีวิต เพราะเขาถือว่าเป็นผู้มีความรู้ มีโอกาสทางสังคมสูงกว่าแต่กลับใช้ไปในทางที่ผิด ซึ่งเรื่องนี้เคยมีการเชือดไก่ให้ลิงดูมาแล้ว แต่ขณะเดียวกันเขาก็ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทหรือนักลงทุนด้วยเช่นกัน โดยหากเกษตรกรโกงบริษัทนำผลผลิตที่ได้ไปขายให้ผู้อื่น เกษตรกรจะต้องชดใช้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้กับบริษัทโดยทันที

และจะถูกคอมมูนในท้องถิ่นที่เกษตรกรอยู่อาศัยดำเนินคดีตามกฎหมายอีกด้วย นับว่าสมน้ำสมเนื้อกันดี แล้วแบบนี้บ้านเราทำได้ไหม? อย่าบอกว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ เรามันเสรีนิยม เขาจึงทำได้ ที่จริงแล้วระบบการปกครองมันไม่ได้มีผลมากนัก แต่มันเป็นสำนึกของผู้ปกครองประเทศและคนในประเทศของเราต่างหาก ที่จะทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประเทศชาติ และหากเราไม่สามารถปรับรูปแบบหรือพัฒนาการการทำนาของเราให้ดีขึ้นอย่างเป็นระบบที่พร้อมเพรียงกันได้เหมือนอย่างเวียดนาม โดยอ้างแต่เพียงว่าระบบการปกครองแตกต่างกัน ก็แสดงให้เห็นว่าเราไม่มีความสามารถเพียงพอ และในอนาคตเราก็จะแพ้เวียดนามและพม่าเหมือนที่เราเคยแพ้เกาหลีใต้มาแล้วในเวลาไม่ถึง 15 ปี

การวางแผนพัฒนาการผลิตข้าวที่เป็นระบบเช่นนี้ทำให้ประเทศผู้ซื้อมีความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยจากพิษตกค้างของสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในผลผลิต สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงเกษตรกรหรือชาวนาที่เพาะปลูกข้าวได้ว่ามีการปฏิบัติในการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างไร นับเป็นวิธีการส่งเสริมการขายที่ดี ซึ่งบ้านเราก็มีทำอยู่มากเช่นกัน และเวียดนามก็ไม่ได้ทำหมดทั้งประเทศ แต่เขาทำในพื้นที่โครงการ 4 ประสาน เพื่อผลิตข้าวคุณภาพดีไว้แข่งขันกับประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะขยายผลครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งหากในอนาคตเขามีส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิเพิ่มมากขึ้นก็จะส่งผลกระทบถึงเกษตรกรไทย เพราะข้าวหอมมะลิของเรามีข้อจำกัดที่เป็นข้าวนาปี แต่เวียดนามเป็นข้าวหอมมะลิ 85 ที่เป็นข้าวนาปรัง ผลผลิตสูงกว่าและมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าบ้านเรา นอกจากนี้ ยังมีการปลอมปนข้าวหอมมะลิของไทยที่ขายในตลาดต่างประเทศอีกด้วย ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวหอมมะลิของประเทศไทย

นอกเหนือจากนี้ สมาคมอาหารหรือสมาคมโรงสีข้าวเวียดนามก็มีความแข็งแกร่งมาก เป็นมืออาชีพ เขามีการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรให้มีกำไรสุทธิไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30 ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเมื่อข้าวมีราคาตกต่ำ สมาชิกของสมาคมก็จะลงขันกันเพื่อซื้อข้าวของเกษตรกรในราคาที่เกษตรกรต้องมีกำไรสุทธิไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30 เช่น เมื่อข้าวมีราคาตกต่ำ เกษตรกรขายข้าวได้กำไรสุทธิเพียง ร้อยละ 20 สมาคมจะช่วยซื้อข้าวโดยเพิ่มส่วนต่างของกำไรสุทธิให้อีก ร้อยละ 10 เพื่อให้เกษตรกรมีกำไรสุทธิไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30

วิธีนี้จะใช้งบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรที่ต่ำกว่าบ้านเรามาก เพราะไม่ใช่ว่าเกษตรกรจะขายข้าวไม่ได้ เพียงแต่ว่าขายแล้วจะขาดทุน แต่บ้านเราใช้การรับจำนำข้าวเปลือก ไม่ได้ประกันรายได้ให้กับเกษตรกร รัฐแบกภาระทั้งหมด ผู้ประกอบการบ้านเราสบาย เคยรับราชการมากว่า 33 ปี เท่าที่ทราบยังไม่เคยเห็นว่าสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจข้าวรายใด ให้ความช่วยเหลือจุนเจือชาวนากรณีที่ประสบความเดือดร้อนอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนแต่ประการใด (หรือหากมีก็ต้องขออภัยด้วย ทราบว่ามีโรงสีบางแห่งมีการช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นลูกค้าประจำบ้าง)

ตัวอย่างเช่น กรณีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด ไม่เคยเห็นผู้ประกอบการรายใดให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือการถ่ายทอดความรู้ ต่างจากมันสำปะหลังและอ้อยที่ผู้ประกอบการทุกระดับต่างให้การช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรอย่างเต็มกำลัง ในเวียดนามพืชเศรษฐกิจที่สำคัญๆ จะมีสมาคมในทุกพืช ยกเว้นมันสำปะหลังที่ไม่มีสมาคม สมาชิกของทุกสมาคมจะมาจากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับพืชชนิดนั้นๆ ผู้ส่งออก บริษัทข้ามชาติและสำนักงานตัวแทน บริษัทผู้รับรองคุณภาพสินค้า บริษัทที่รับจ้างในการขนส่งสินค้าและการบริการ และกรมกองในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท กรรมการบริหารสมาคมมาจากการเลือกตั้งจากผู้แทนของสมาชิก

มีการจ้างผู้มีความรู้ความสามารถเป็นมืออาชีพเข้าปฏิบัติงานในสมาคม รัฐบาลมีการให้เงินสนับสนุนการดำเนินงานของสมาคมเป็นบางส่วน เช่น การจัดการศึกษาดูงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ การจัดประชุมสัมมนา การจัดการอบรมถ่ายทอดความรู้ให้แก่สมาชิก การที่สินค้าการเกษตรหลายชนิดของเวียดนามก้าวเป็นที่หนึ่งของโลกในเวลาเพียง 37 ปี (สงครามสิ้นสุด เมื่อ วันที่ 30 เมษายน 2518) ได้นั้น เป็นเพราะเขามีสมาคมที่แข็งแกร่ง มีผู้ประกอบการที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ และมีเกษตรกรที่ขยันเป็นเกษตรกรอาชีพเป็นส่วนใหญ่ มีการทุ่มงบประมาณในการศึกษาวิจัยเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีในการทำนาและพัฒนาพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีมากกว่าบ้านเรา ทั้งในรูปของวิจัยและพัฒนา (Research and Development ; R&D) และการวิจัยพัฒนาเพื่อการต่อยอด (Copy and Development ; C&D)

ประเทศไทยเรามีนักวิจัยที่มีฝีมือมากมายแต่เราไม่ได้รับการสนับจากทุกรัฐบาลที่ผ่านมาอย่างจริงจัง เปรียบเสมือนมีปืนแต่ไม่มีลูก เพราะงานนี้นักการเมืองไม่มีรายได้ ก็เลยไม่รู้ว่าจะสนับสนุนไปทำไม

ความจริงแล้วคนเวียดนามและคนไทยไม่ได้มีความสามารถที่แตกต่างกันอย่างไร แต่ที่แตกต่างและเราแพ้เขาก็คือ วิธีคิดของผู้บริหารประเทศเราและคนของเราต่างหาก ตื่นกันเถิดชาวนาไทย ตื่นกันเถิดรัฐบาลไทย หากเรายังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาให้ได้ มีการให้การดูแลช่วยเหลือเกษตรกรให้ถูกต้องตรงกับความต้องการและความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยให้ผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้รับผิดชอบช่วยเหลือเกษตรกรหรือชาวนาเอง และรัฐควรเป็นผู้ดูแลกำกับแบบที่รัฐบาลเวียดนามทำ ก็จะดีไม่น้อย ไม่ใช่ชงเองกินเองอย่างทุกวันนี้ ประเทศเราคงจะไม่อ่อนแอ และไม่เสียท่าเขาหรือเสียแชมป์ผู้ส่งออกข้าวลำดับที่หนึ่งของโลกเมื่อความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีผลใน ปี 2558

ตอนหน้ามาดูกันว่า พริกไทย ประเทศไทยจะปลูกหรือจะเลิกปลูก ในอีก 3 ปี ข้างหน้า

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010655&srcday=2012-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 528

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ

รับขน

คุณโผง เป็นคนค้าขาย โดยเฉพาะค้าขายวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา

ขอให้รู้เถอะว่า สถาบันไหนโดยเฉพาะในต่างจังหวัดมีความประสงค์จะซื้อหาเครื่องมือเครื่องใช้ในการสอนสิ่งใด คุณโผงเป็นต้องรับเป็นธุระจัดหาไปให้อย่างไวเลยเชียว ด้วยมองเห็นช่องทางว่า สถาบันการศึกษาในต่างจังหวัดนั้นอาจอยู่ไกล ไม่ค่อยมีธุรกิจใหญ่ๆ รายอื่นสนใจจะให้บริการ

แม้สิ่งของวัสดุนั้นราคาเพียงเล็กน้อย แต่หากได้รับการสั่งซื้อบ่อยๆ แม้สั่งซื้อจากรายเล็กๆ ยอดเงินน้อยๆ แต่หากสั่งซื้อจากหลายๆ ราย หลายๆ ครั้ง ที่สุดก็กลายเป็นยอดใหญ่จนได้

ธุรกิจของคุณโผงดำเนินมาหรือดำเนินไปด้วยดี

คราวหนึ่งคุณโผงได้คำสั่งซื้อจากวิทยาลัยการอาชีพสุรินทรธานี

วันที่ 2 มีนาคม 2544 คุณโผงใช้บริการของ บริษัท รับขนสินค้า จำกัด ให้เป็นผู้จัดส่งไปยังจังหวัดสุรินทร์ธานี มูลค่าสินค้าไม่มากหรอก เพียง 37,926.15 บาท เท่านั้นเอง

บริษัท รับขนสินค้าจำกัด นั้น รับสินค้าไปแล้ว เงียบไป คุณโผงนึกว่าส่งถึงเรียบร้อยแล้ว กระทั่งได้รับคำทวงถาม ต่อว่าต่อขานจากผู้ควรได้รับของปลายทางว่า ยังไม่เห็นมีไรมาส่งให้สักที ยังไม่ได้รับของ

นั่นละ คุณโผงจึงถึงบางอ้อว่า บริษัท รับขนสินค้า ทำเหตุเสียแล้ว

คุณโผงไปทวงถามเอากับ บริษัท รับขนส่งสินค้า ได้รับคำตอบเป็นการโยกโย้ หาความรับผิดชอบไม่ได้

คุณโผง จึงยื่นฟ้องศาล ขอให้บังคับ บริษัท รับขนสินค้า ให้ชำระเงิน 37,926.15 บาท ค่าสินค้านั้นมา

ข้างฝ่าย บริษัท รับขนสินค้า ต่อสู้คดีว่า ฟ้องนี้ขาดอายุความแล้ว เพราะส่งมอบสินค้ามาให้ขนตั้งแต่ วันที่ 2 มีนาคม 2544 ทว่ามาฟ้องคดีเอาเมื่อ วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 ล่วงเลยมานานกว่าปีแล้ว

บริษัทอ้างอายุความฟ้องร้องให้ผู้รับขนสินค้ารับผิดนั้น ต้องฟ้องภายในอายุความไม่เกิน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 624

ศาลชั้นต้น และชั้นอุทธรณ์พิพากษาให้ บริษัท รับขนสินค้า ชำระค่าสินค้าแก่คุณโผงตามฟ้อง

บริษัทยังฎีกาอีก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องของคุณโผงขาดอายุความหรือไม่

โดยคุณโผงได้บรรยายฟ้องว่า บริษัท รับขนสินค้า รับสินค้าไปแล้วนำไปเป็นของตนเอง ไม่จัดส่งตามสัญญา คุณโผงต้องจัดส่งสินค้าอย่างเดียวกันให้แก่วิทยาลัยอีกครั้ง และนำคดีมาฟ้องขอให้บริษัทรับผิดต่อคุณโผง

แม้ตามฟ้อง คุณโผงจะเรียกเอาค่าเสียหาย แต่ค่าเสียหายที่เรียกมาก็เท่ากับราคาสินค้าที่ได้มอบแก่บริษัท รับขนสินค้า ไป จึงเป็นเรื่องที่คุณโผงในฐานะเจ้าของทรัพย์สินใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจาก บริษัท รับขนสินค้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ

อีกที่ บริษัท รับขนสินค้า ได้ให้การต่อสู้ว่า ได้นำสินค้าของคุณโผงไปส่งมอบให้ผู้รับแล้ว มิได้ต่อสู้ว่าสินค้าของคุณโผงสูญหายระหว่างการขนส่ง จึงไม่อาจนำอายุความในเรื่องความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีของสูญหายหรือบุบสลาย หรือส่งชักช้า ตามมาตรา 624 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องของคุณโผงไม่ขาดอายุความ และให้บริษัทชำระค่าสินค้าแก่คุณโผงจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๐๘ /๒๕๕๓)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๖๒๔ ในข้อความรับผิดของผู้ขนส่งในการที่ของสูญหายหรือบุบสลาย หรือส่งชักช้า นั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่ส่งมอบ หรือปีหนึ่งนับแต่วันที่ควรจะได้ส่งมอบ เว้นแต่ในกรณีที่มีการทุจริต

มาตรา ๑๓๓๖ ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตน และได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

กรมประมงแจ้งข่าว

ฟื้นวงจรชีวิต “กุ้งก้ามกราม”

ร่วมอนุรักษ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจ ที่มีการประมงสูง

หลายครั้งที่เราต้องพบว่า สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมนั้น ต้องตกอยู่ในสภาพที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งสาเหตุหลักๆ มักจะเกิดมาจากความต้องการทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีปริมาณมาก จนทำให้ธรรมชาติไม่สามารถผลิตได้ทันต่อปริมาณความต้องการ 

“กุ้งก้ามกราม” กุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะกุ้งก้ามกรามสามารถพบเห็นได้ง่ายในประเทศไทย พม่า มาเลเซีย และอีกหลายประเทศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอดีตทรัพยากรธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ทำให้กุ้งก้ามกรามมีจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านหลายต่อหลายรุ่นประกอบอาชีพ “ตกกุ้ง” หาเลี้ยงครอบครัวมาเป็นเวลาช้านาน แต่ในปัจจุบันนี้ความอุดมสมบูรณ์ของกุ้งก้ามกรามในแม่น้ำ ลำคลอง มีจำนวนลดลง เนื่องจากสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของมลภาวะต่างๆ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน การขยายตัวของอุตสาหกรรมในประเทศ และความต้องการบริโภคของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคากุ้งก้ามกราม มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนั่นก็หมายถึงรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามและชาวประมง เพราะรายได้ที่สูงจึงทำให้ประชาชนต่างหันมาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามและจับกุ้งจากแหล่งน้ำธรรมชาติกันมากขึ้น

อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กุ้งก้ามกราม ที่ผู้บริโภคนิยมรับประทาน ส่วนใหญ่จะเป็นกุ้งที่ได้มาจากธรรมชาติ โดยปกติกุ้งก้ามกรามจากแหล่งน้ำธรรมชาติจะมีรสชาติหวาน เนื้อนุ่ม และมีขนาดใหญ่กว่ากุ้งที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยง แต่ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ช่วยเพิ่มจำนวนทรัพยากรสัตว์น้ำให้ประชาชนมีกินมีใช้กันอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทำให้กุ้งก้ามกรามที่ได้จากการเพาะเลี้ยงในปัจจุบันนี้มีขนาดใหญ่และรสชาติดี ประเทศไทยมีพื้นที่การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ประมาณ 130,000 ไร่ ผลผลิต ปีละ 30,000-40,000 ตัน ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค

ทางกรมประมงได้สนองตามพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยในกุ้งก้ามกรามที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่มีปริมาณน้อยลง โดยการพัฒนาลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามและนำไปปล่อยตามแม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศไทย อาทิ แม่น้ำเจ้าพระยา ทะเลสาบสงขลา เป็นต้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูวงจรชีวิตกุ้งก้ามกรามตามแหล่งน้ำธรรมชาติให้มีเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้ชาวประมงมีรายได้จากการจับกุ้งธรรมชาติขายอีกด้วย โดยในแต่ละปีกรมประมงสามารถผลิตกุ้งก้ามกรามปล่อยในแหล่งน้ำทั่วประเทศ ประมาณ 350 ล้านตัว ต่อปี และคาดว่าจะมีผลผลิตจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ปีละ 1,000-1,300 ตัน อธิบดีกรมประมง กล่าว

การพัฒนาวงจรชีวิต “กุ้งก้ามกราม” จนสามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติปีละหลายร้อยล้านตัว เป็นความมุ่งมั่นที่จะดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้ประชาชนในประเทศมีกินมีใช้อย่างยั่งยืน ตลอดจนสร้างความมั่นคงให้กับผู้ประกอบอาชีพประมงให้สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ พวกเราในฐานะประชาชนนอกจากจะร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีใช้อย่างยั่งยืนแล้ว การร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติก็เป็นอีกหน้าที่ที่พวกเราจะละเลยไม่ได้เช่นกัน เพราะที่สุดของการพัฒนาด้านการประมง การเพิ่มจำนวนทรัพยากรสัตว์น้ำนั้น ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพี่น้อง ลูกหลาน ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ 

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010655&srcday=2012-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 528

หามาให้รู้ 

ยุวดี โพธิ์สาวัง หลักสูตรนิเทศศาสตร์เกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ธุรกิจเกษตรอินทรีย์ของไทย กับความต้องการในตลาดโลก

ในงาน Horti ASIA 2012 หรือ งานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ ผัก ผลไม้ ดอกไม้ และกล้วยไม้แห่งภูมิภาคเอเชีย ประจำปี 2555 นอกเหนือจากงานแสดงที่นำมาจัดสรรให้ผู้ร่วมงานชมแล้ว ยังมีส่วนที่เพิ่มเติมความรู้ให้องค์ประกอบของงานครบถ้วน ในที่นี้หยิบยกประเด็น “ธุรกิจเกษตรอินทรีย์ของไทย กับความต้องการในตลาดโลก” มาเล่าให้ฟัง

คุณสุธาทิพย์ การรักษา นักวิชาการกรมวิชาการเกษตร คุณไพชยนต์ เอื้อทวีกุล ประธานกรรมการ บริษัท สวิฟท์ จำกัด และ คุณปริญญา พรศิริชัยวัฒนา ผู้บริหาร บริษัท รังสิต ฟาร์ม เป็นวิทยากรที่ร่วมบรรยายให้ความรู้

คุณสุธาทิพย์ กล่าวว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคจะพิจารณาจากสินค้าที่ผ่านการรับรอง โดยเฉพาะสินค้าของเกษตรอินทรีย์ จะต้องได้รับความมั่นใจในคุณภาพของสินค้านั้นๆ ซึ่งมูลค่าของสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะแปรรูปหรือไม่ก็มีมูลค่ามากกว่าสินค้าเกษตรทั่วไปกว่า 20-100 เท่า ทำให้เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เป็นเหตุให้ตลาดขยายได้อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้ตลาดขยายได้คือ การรับรองมาตรฐานและไม่มีการกีดกันทางการค้า ดังนั้น จึงต้องมีเทคนิคในการขจัดอุปสรรคทางการค้า เพื่อให้เชื่อมั่นได้ว่า ระบบการรับรองของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือในระดับสากล

“การพัฒนาระบบจึงต้องพัฒนาให้เทียบเท่ากับตลาดของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ตลาดของประเทศในโซนยุโรปและตลาดของประเทศญี่ปุ่น จึงจะทำให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยสามารถที่จะมีอำนาจในการต่อรองราคาการขายสินค้าได้ สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการ และสร้างความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกได้”

ขณะที่ คุณไพชยนต์ ระบุว่า เมื่อพูดถึงผลิตภัณฑ์ที่มาจากเกษตรอินทรีย์ จะไม่เน้นเพียงผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่จะเน้นไปที่กระบวนการในการผลิตอีกด้วย เรื่องของการทำไร่และแปลงปลูก ก็เป็นระบบหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง อาทิ ระบบการรักษาความสมบูรณ์ของดิน ระบบของสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและความปลอดภัยของมนุษย์ ซึ่งเป็นระบบที่นำวิวัฒนาการต่างๆ วิธีการปลูกแบบดั้งเดิมที่จะทำให้เกิดประโยชน์ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ขึ้นมาใช้ นำเอาวิทยาศาสตร์ขึ้นมาผสมผสานกันเพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุด นำเอาผลประโยชน์ที่เกิดจากการดูแลสิ่งแวดล้อมเสริมสร้างให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

ประธานกรรมการ บริษัท สวิฟท์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี การหมุนเวียนพืช การใช้ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก จุลินทรีย์ต่างๆ ในการนำเอาทุกด้านเข้ามาช่วยเพื่อให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ จะใช้ประสบการณ์จากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากวิธีการผลิตและความหลากหลายทางพันธุกรรมมีความแตกต่างกัน

“การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์นั้น ห้ามใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีการตัดแต่งพันธุกรรมในการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์เด็ดขาด สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ การพัฒนาและการบริหารจัดการที่ดินเพื่อให้มีความอุดมสมบูรณ์ ให้ความสำคัญกับการผลิตและการปลูกมากที่สุด อันดับที่สองคือ การสร้างระบบนิเวศให้มีความสมดุล ซึ่งก่อนที่จะปลูกต้องคำนึงถึงความปลอดภัยโดยมีการประเมินความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และในการทำการเกษตรอินทรีย์ ทุกระบบต้องมีเวลาการผลิต เมื่อคิดจะเริ่มทำต้องให้ผู้ตรวจมาตรวจตั้งแต่เริ่มแรก จะทำให้ระบบเวลาสั้นลงและการตรวจรับรองควรจะมีการตรวจตลอดทุกปี และทุกอย่างที่จะใส่ลงไปในแปลงปลูกนั้นต้องเป็นตามมาตรฐานทุกขั้นตอน เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะเริ่มทำการเกษตรอินทรีย์ จะต้องมองที่ตลาดก่อน แล้วจึงศึกษามาตรฐานในการผลิตของระบบนั้น”

ด้านคุณปริญญา ชี้ให้เห็นว่า เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่ทางเลือก แต่เกษตรอินทรีย์เป็นทางรอด เพราะในเรื่องของทำการเกษตรอินทรีย์นั้น มีหลักการในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ที่สามารถดูดจับคาร์บอนที่จะทำให้เกิดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ และดำเนินตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 21 ที่เน้นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประเทศไทยนั้นมีภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นอย่างมาก อินทรียวัตถุที่นำมาใช้ผลิตก็ไม่ขาดแคลน มีการใช้แรงงานในประเทศในการผลิต ทุกวันนี้มีผู้ผลิตที่มีประสบการณ์มากขึ้น เกษตรกรพึ่งพาแรงงานในครอบครัว นั้นคือศักยภาพที่ประเทศไทยมี

“บริษัท รังสิต ฟาร์ม ดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากเป็นเกษตรกร จากนั้นเริ่มมีพันธมิตร มีการประกันราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทำให้คนที่อยู่ในฟาร์มสามารถกำหนดแนวทางของตนเองได้ ว่าจะผลิตอะไร อย่างไร และเท่าไหร่ สามารถพัฒนาและดูแลการผลิตได้อย่างเต็มที่ จะมีหน่วยงานทั้งองค์กรและผู้บริโภคโดยตรงมาร่วมด้วย ทุกๆ หน่วยจะใช้คำว่าทัศนคติที่ดี จึงสามารถที่จะแก้ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้ เพราะทาง บริษัท รังสิต ฟาร์ม มีวัตถุประสงค์ที่จะมีการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้สามารถเดินหน้าและเติบโตได้”

คุณปริญญา แนะด้วยว่า “การผลิตสินค้าทางเกษตรอินทรีย์ จะต้องให้ความสำคัญกับการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม นำเกษตรอินทรีย์ขึ้นมาเป็นกระแสหลักเพื่อความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน ผลักดันภาคการผลิตในประเทศให้เติบโตเพื่อเป็นพื้นฐานสู่การส่งออก กำหนดมาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเกษตรอินทรีย์ภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย สร้างทัศนคติที่ดีต่อการบริโภคของผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภค”

หากเกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ สามารถพัฒนาระบบการผลิตให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับสากลได้เช่นนี้ คงจะไม่ยากนักที่ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยจะสามารถตีตลาดโลกได้ และอาจจะเป็นสินค้าเกษตรอันดับต้นๆ ที่จะสามารถนำเงินมูลค่ามหาศาลกลับเข้าสู่ประเทศไทยได้เช่นกัน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010655&srcday=2012-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 528

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชัชวาล วงศ์รา คนเก่ง…เลี้ยงไก่ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ

ปัจจุบัน ไก่พื้นบ้านได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นมาก เป็นเพราะไก่พื้นบ้านมีเนื้อ รสชาติอร่อยและเนื้อแน่น เป็นที่ถูกปากของผู้บริโภคทั่วไป จนมีแนวโน้มว่าปริมาณไก่บ้านอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เพราะเกษตรกรส่วนมากเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ จะเลี้ยงไก่พื้นบ้านแบบหลังบ้าน เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ ขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง ทั้งอาหาร การป้องกันโรคและที่อยู่อาศัย ตลอดจนสภาพแวดล้อมโดยรอบ จึงส่งผลให้เกิดความสูญเสีย ทั้งนี้สาเหตุดังกล่าวอาจเป็นเพราะเกษตรกรหรือชาวบ้านเลี้ยงไก่พื้นบ้านสำหรับไว้ใช้บริโภคในครัวเรือนเท่านั้น

แต่ถ้าเกษตรกรหรือชาวบ้านที่สนใจการเลี้ยงไก่พื้นบ้านแบบอาชีพ ควรปรับใช้เทคนิคการเลี้ยงแบบโรงเรือนมาผสมผสานกับการเลี้ยงแบบพื้นบ้าน พร้อมกับการเพิ่มคุณภาพไก่ด้วยการปรับปรุงพันธุ์ลูกผสมระหว่างไก่บ้านกับไก่พันธุ์แท้ เอาใจใส่ดูแลการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบที่สมบูรณ์และครบวงจร ย่อมส่งผลทำให้จำนวนไก่บ้านที่จะออกสู่ตลาดมีปริมาณที่สูง มีคุณภาพ และได้ราคาตามที่ต้องการอย่างแน่นอน

คุณชัชวาล วงศ์รา ชายหนุ่มแห่งตำบลท่ากูบ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ เป็นอีกคนที่มีความสนใจเรื่องการเลี้ยงไก่พื้นบ้าน เหตุผลประการหนึ่งที่เป็นมูลเหตุของความสนใจนั้นมาจากที่เขาเห็นว่าไก่ที่ซื้อตามตลาดมีราคาเกินความเป็นจริง อันเกิดมาจากการควบคุมราคาตามกลไกตลาดของพ่อค้า และคิดว่าหากวันหนึ่งมีโอกาสที่ทำฟาร์มไก่ หากชาวบ้านเดือดร้อน มีความต้องการไก่ไว้บริโภค เขาจะต้องช่วยเหลือได้

เริ่มจาก เป็นอาสาปศุสัตว์ ประจำหมู่บ้าน

ความสนใจของเขาไม่ได้เพียงหาพันธุ์ไก่มาเลี้ยง แต่เขาศึกษาหาความรู้จากตำราเอกสารทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไก่ ตลอดจนเติมข้อมูลเพิ่มขึ้นให้กว้างและลึกลงไปด้วยการศึกษาจากอินเตอร์เน็ต

ภายหลังที่ศึกษาทฤษฎีจนเป็นที่เข้าใจแล้ว เขาได้ลงมือปฏิบัติด้วยการสมัครไปเป็นอาสาปศุสัตว์ประจำหมู่บ้านเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านที่มีความเดือดร้อนด้านสัตว์เลี้ยงต่างๆ พร้อมกับถือโอกาสนี้เรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะไก่ควบคู่กันไป

เมื่อความรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติได้ซึมซับเข้าไปในตัวเขาระดับหนึ่ง ทำให้คุณชัชวาลเริ่มมีความมั่นใจขึ้น พร้อมที่จะสร้างสิ่งที่ต้องการจะทำ 2 อย่าง คือการจัดทำฟาร์มเลี้ยงไก่ที่ได้มาตรฐานเพื่อจำหน่าย และฟาร์มมาตรฐานนี้จะต้องเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบเพื่อให้คนที่สนใจทั่วไปเข้ามาศึกษาหาความรู้ต่อไป

มุ่งมั่นทำฟาร์มตามแบบมาตรฐาน

จนได้รับรางวัลดีเด่น นำไปสู่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ตำบล

การทำงานด้านอาสาปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน ทำให้คุณชัชวาลได้เรียนรู้วิธี แนวทางการป้องกันโรคต่างๆ ของสัตว์ทุกชนิด ว่าควรทำอย่างไร รวมถึงไปรับความรู้ด้านการตลาดที่จะสอนให้รู้ถึงการจำแนกชนิดพันธุ์ ตลอดจนข้อแนะนำการเลี้ยงอย่างไร จึงจะได้ไก่ที่มีขนาดตามที่ตลาดต้องการ และภายหลังจากที่ได้รับรางวัลฟาร์มดีเด่นและคุณชัชวาลได้มีโอกาสเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ตำบลในเวลาต่อมา

“ระหว่างที่ทำงานเป็นปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน ซึ่งขณะนั้นมีฟาร์มเป็นของตัวเองแล้ว ได้จัดระบบฟาร์มให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ต่อจากนั้นได้ส่งฟาร์มของตัวเองไปประกวดทางด้านฟาร์มปลอดโรค และได้รางวัลชนะเลิศของจังหวัด ส่วนอีกรางวัลเป็นรองชนะเลิศที่เขต 3 พร้อมกันนั้นยังได้รับตำแหน่งอาสาปศุสัตว์ดีเด่นของจังหวัดชัยภูมิ จนในที่สุดชีวิตก็ได้เดินทางมาสมความตั้งใจ เมื่อผมได้ถูกเลือกให้มาทำงานที่ตัวเองรัก คือ ได้เป็นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว” คุณชัชวาล เล่า

จัดแบ่งเนื้อที่เลี้ยงไก่หลายชนิด

อย่างเป็นสัดส่วน

บนเนื้อที่กว่า 80 ไร่ ของบ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 7 ตำบลท่ากูบ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ และเป็นผืนดินที่ทำกินของครอบครัววงศ์รา เพื่อใช้ทำการเกษตรกรรมและปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิด คุณชัชวาลได้จัดแบ่งเนื้อที่ประมาณกว่า 2 ไร่ เพื่อจัดสร้างเป็นฟาร์มไก่ โดยมีการจัดแบ่งประเภทไก่ที่เลี้ยงไว้ในฟาร์ม ได้แก่ ไก่ไข่ ไก่เนื้อ และไก่ชน รวมไปถึงเป็ด และไก่แจ้พันธุ์สวยงามที่เพิ่งเริ่ม

“ไก่ที่เลี้ยงเป็นไก่พื้นเมืองที่เป็นลูกผสมระหว่างพ่อพันธุ์ที่เป็นไก่ชนประดู่หางดำ และที่เจริญเติบโตดีคือ พันธุ์พม่า และลูกผสมไก่ไทย ส่วนไก่ชนเป็นพันธุ์พม่า มีจำนวน 60 ตัว และเป็นไก่รุ่น ถ้าเป็นไก่ไข่มีแม่พันธุ์ 5 ตัว พ่อพันธุ์ 1 ตัว และมีลูกผสมอีก 50 กว่าตัว” เจ้าของฟาร์มให้รายละเอียด

หลักในการคัดเลือกพันธุ์ไก่ คุณชัชวาลบอกว่า ต้องดูเป็นพันธุ์ที่มีน้ำหนักดีเมื่อโตเต็มที่ และควรโตเร็วด้วย อย่างไก่ไข่จะใช้เป็นพันธุ์ประดู่หางดำและเรดที่ใช้สำหรับเป็นแม่พันธุ์ไข่ โดยใช้ประโยชน์ตั้งแต่ใช้ไข่ไว้บริโภคในบ้าน นำออกไปขาย แล้วยังผลิตเป็นลูกไก่ในเวลาเดียวกัน พันธุ์ดังกล่าวถือว่าเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตจากไข่ดีมาก

ต้องเอาใจใส่อย่างเต็มที่

หมั่นดูแลอย่างใกล้ชิด เน้นฉีดวัคซีนป้องกันโรค

ทางด้านข้อยุ่งยากและปัญหาจากการเลี้ยงไก่ เจ้าของฟาร์มอธิบายว่า เมื่อฝนตกไม่สามารถหาสถานที่ให้ไก่ไว้กกลูกไก่ เพราะที่บ้านยังไม่มีไฟฟ้า จึงต้องสร้างเป็นคอกไก่ขนาดเล็กในลักษณะของการอนุบาลเพื่อแก้ปัญหา สำหรับสภาพอากาศตลอดจนสภาวะทางธรรมชาติไม่ค่อยส่งผลต่อการเลี้ยงไก่ มีแต่ที่ผ่านมาเมื่อมีลูกเห็บตกจะต้องรีบต้อนไก่เข้าเล้าทันที

“ประการต่อมาเป็นเรื่องของวัคซีนที่มีขั้นตอนยุ่งยากพอสมควร ซึ่งมีความจำเป็นต้องฉีดให้ครบทุกตัวเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ไม่ควรฉีดเฉพาะตัวที่เป็นโรคเท่านั้น ควรทำก่อนที่จะเป็นโรค เพราะเป็นการป้องกันในระยะยาว

เริ่มหยอดวัคซีนที่อายุ 7 วันก่อน เพื่อเป็นการป้องกันโรคอหิวาตกโรค ต่อมาเมื่ออายุ 15 วัน ฉีดวัคซีนเพื่อป้องโรคฝีดาษที่จะเกิดขึ้นที่ปีกไก่ จากนั้นพออายุได้ 21 วัน จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อป้องกันโรคอหิวาตกโรคอีกครั้ง” คุณชัชวาล เผย

ทำเป็นศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงไก่

ส่งเสริมให้หันมาช่วยกันอนุรักษ์

นอกจากจะเลี้ยงไก่ในแง่ธุรกิจที่ทำรายได้ให้กับคุณชัชวาลแล้ว เขายังได้ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการต่างๆ ในการเลี้ยงไก่ทุกชนิด ทุกประเภทอย่างละเอียด เป็นสถานที่เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับไก่และการป้องกันอย่างถูกวิธี ทั้งนี้เพื่อบุคคลทั่วไปเข้าชมเพื่อศึกษาหาความรู้ ทั้งการใช้ในการประกอบอาชีพ หรือเพื่อการศึกษา

“ต้องการให้รู้เรื่องการทำวัคซีน ขั้นตอนและวิธีการผลิตอาหารไก่ เพื่อทำให้ไก่เจริญเติบโตเร็วอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนการใช้สมุนไพรในไก่พื้นเมือง แล้วยังให้ความรู้เกี่ยวกับกลไกของตลาดขายส่งไก่

มีกลุ่มต่างๆ เข้ามาเยี่ยมเยียนดูงานเรื่อยๆ ส่วนมากจะเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการกระตุ้นให้เลี้ยงไก่พื้นเมือง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเกษตรกรที่เป็นเครือข่ายโดยการจัดตั้งอีก 30 กว่าราย หมุนเวียนมาเข้าชมตลอดเวลา” คุณชัชวาล บอก

นอกจากการเลี้ยงไก่พื้นบ้านแล้ว ทางชัชวาลฟาร์มยังมีการเลี้ยงเป็ดด้วย ซึ่งเป็นพันธุ์บาบารี และเป็นพันธุ์เนื้อ ปัจจุบันมีลูกเป็ดที่เลี้ยงประมาณ 70 ตัว คุณชัชวาล เผยว่า เพิ่งเลี้ยงมาได้ประมาณ 7 ปี ส่วนเหตุผลที่เลี้ยงเป็ดด้วยนั้น คุณชัชวาล บอกว่า เพราะต้องการกระตุ้นตลาดในกลุ่มคนที่ชอบเลี้ยงเป็ด โดยมีการจัดระบบการเลี้ยงที่ถูกต้องเพื่อให้เป็นต้นแบบสำหรับผู้เลี้ยงหน้าใหม่

เมื่อก่อนแบกไก่ไปขาย

เดี๋ยวนี้รอขายที่บ้าน

ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อต้องการขายไก่ คุณชัชวาลจะต้องใส่ชะลอมแบกไปส่งขาย ซึ่งจะขายได้หรือไม่ หรือจะได้ในราคาเท่าไรไม่สามารถกำหนดได้แน่นอน แต่หลังจากมีการจัดทำเป็นฟาร์มที่ได้มาตรฐาน สร้างคุณภาพให้กับไก่ทุกตัว จึงทำให้เป็นที่รู้จักจากคนทั่วไปถึงคุณภาพไก่ที่ฟาร์มแห่งนี้ ดังนั้น จึงมีพ่อค้าหรือคนที่สนใจไก่เดินทางเข้ามาซื้อด้วยตัวเองโดยการสั่งจองไว้ก่อนล่วงหน้า

“เมื่อก่อนจับไก่ใส่เข่งประมาณ 20 ตัว ไปเสนอขายพ่อค้าที่อำเภอจัตุรัส ในราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท ไม่มีใครซื้อ จึงต้องตระเวนขายไปที่อื่นเรื่อยๆ หากถูกกดราคาก็จำเป็นต้องขาย

หลังจากทำเป็นฟาร์ม พร้อมกับนำระบบการเลี้ยงไก่ที่มีคุณภาพเข้ามาใช้บริหารภายในฟาร์ม ทำให้คุณภาพไก่ที่เลี้ยงมีความสมบูรณ์ แข็งแรง ปลอดภัย ทำให้ผลที่ตามมาคือได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคน รวมถึงพ่อค้าไก่ที่รู้ ได้เดินทางมาซื้อไก่เองที่ฟาร์ม โดยจะติดต่อมาก่อนเพื่อสอบถามรายละเอียดและสั่งจอง จากนั้นจึงมารับแล้วชำระเงิน” คุณชัชวาล กล่าว

เจ้าของฟาร์มกล่าวต่ออีกว่า สัดส่วนการขายไก่ที่ฟาร์ม ส่วนใหญ่แล้วพ่อค้านิยมมาซื้อไก่เนื้อมากกว่า เพราะมีความสมบูรณ์มากทั้งขนาดและรูปร่าง มีผิวสวยหลังจากถอนขนออก อย่างไรก็ตาม ไก่ไข่และไก่ชนมีปริมาณการขายรองลงมา

“ไก่จะมีน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม ต่อตัว เมื่อเลี้ยงมาประมาณ 4 เดือน ซึ่งเป็นข้อดีตรงที่สามารถจำกัดเวลาการเลี้ยงได้ เช่น ถ้าต้องขายรุ่นนี้ ที่เลี้ยงมา 4 เดือน จำนวน 60 ตัว ทั้งนี้สามารถกำหนดเป็นรุ่นที่ต้องการขายได้

ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 85 บาท ต่อกิโลกรัมของไก่เนื้อ ถ้าชำแหละขายกิโลกรัมละ 150 บาท ส่วนไก่ชนจะคัดขนาดและสายพันธุ์ก่อน โดยปกติขายตัวละ 500-600 บาท สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มาซื้อไก่มีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเกษตรกรภายในหมู่บ้าน อีกกลุ่มเป็นพ่อค้าที่อำเภอจัตุรัส” คุณชัชวาล อธิบายเพิ่ม

และยังบอกต่ออีกว่า ถ้าเป็นลูกค้าไก่ชนจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบมาซื้อ ที่นิยมเป็นไก่ในวัย 8 เดือน เพราะอยู่ในช่วงไก่รุ่น จำนวนไก่ที่ซื้อกันไปแต่ละครั้งไม่มีความแน่นอน บางคนซื้อ 1-2 ตัว บางคนซื้อครั้งละ 6-7 ตัว ทั้งนี้แล้วแต่ความพอใจ

คุณชัชวาลเผยถึงเทคนิคการเลือกซื้อไก่ชนแต่ละครั้งว่า ผู้ซื้อจะต้องประกบคู่ไก่ก่อนตัดสินใจ โดยจะพิจารณาจากความแข็งแรง ปราดเปรียว และทรหด อย่างไรก็ตาม พันธุ์ที่นิยมกันในแถบนี้จะมีพันธุ์ม้าล่อ ป่าก๋อย หรือไทยลูกผสม ซึ่งพันธุ์ดังกล่าวทางคุณชัชวาลใช้วิธีดูข้อดี และข้อด้อยของแต่ละสายพันธุ์ แล้วมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ต่อไป

“เดิมไปขอไก่ชนที่ถูกปลดระวางจากสังเวียนไก่จากเพื่อนร่วมงานที่นิยมไก่ชน เพื่อนำมาใช้ทำพ่อพันธุ์ ส่วนแม่พันธุ์ใช้วิธีคัดเลือกในฟาร์มที่มีลักษณะเด่นคือ มีความสวย ให้ลูกดก ดูแล้วเฉลียวฉลาด มีน้ำหนักประมาณ 2.5-2.7 กิโลกรัม ต่อตัว ส่วนอายุของพ่อพันธุ์ที่ไม่สามารถนำมาทำพันธุ์ต่อได้อีก จะอยู่ในช่วงหลังปีที่ 4 ไปแล้ว” คุณชัชวาล บอก

คำว่าดูให้เป็นแม่พันธุ์เฉลียวฉลาดนั้นสำหรับคนทั่วไปอาจนึกไม่ออก คุณชัชวาลได้อธิบายว่า ต้องดูจากตอนช่วงเล็กๆ ขณะที่ลูกไก่ออกหากินคุ้ยเขี่ยอาหารตามพื้น หากตัวใดแยกออกมาหากินเองโดยไม่ยอมเข้าไปรวมในกลุ่ม แสดงว่าตัวนั้นมีความฉลาดที่จะหาอาหารเองตามลำพัง

สำหรับไก่ไข่นั้นจะจำหน่ายเป็นลูกไก่ในราคาตัวละ 25-30 บาท เป็นพันธุ์โรสแมรี่ อายุไก่ที่ปล่อยไปขายเพื่อใช้เป็นไก่ไข่ จะอายุราว 9 เดือน ซึ่งถือเป็นช่วงไก่รุ่น

ย้ำ…ช่วยกันเลี้ยงไก่พื้นบ้าน

เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์

ความที่เป็นคนสนใจเรื่องไก่พื้นเมือง และต้องการอนุรักษ์พันธุ์ไก่ไว้ให้มีการศึกษากัน พร้อมกับต้องการให้มีการขยายวงกว้างออกไปทุกที่ ทุกแห่ง ทั่วประเทศ ดังนั้น คุณชัชวาลจึงมีเป้าหมายว่าต้องการสร้างเครือข่ายการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในลักษณะแพร่กระจาย อีกทั้งยังสามารถช่วยสกัดและป้องกันการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ที่จะเกิดกับไก่ไม่ให้สูญพันธุ์ไปเร็ว

“เป็นโครงการที่คิดและอยู่ระหว่างลงมือทำ คือเป็นฟาร์มสาธิต เพื่อเป็นการกำหนดขอบเขตที่อยู่อาศัยของไก่ ให้ปลอดภัยจากโรค ซึ่งโรคที่ต้องให้ความสำคัญมากคือ โรคนิวคาสเซิล หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า โรคกลีหรือโรคห่า เป็นโรคที่เกี่ยวกับหลอดลมอักเสบ ซึ่งสาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ถ้าเกิดโรคระบาดขึ้น อัตราการตายจะสูงมาก บางครั้งอาจตายทั้งหมด

การควบคุมให้ไก่อยู่ในวงจำกัดจะสามารถควบคุมโรคดังกล่าวได้ การปล่อยให้ไก่อยู่ตามจุดต่างๆ กระจัดกระจายไปเป็นวงกว้างจะยากต่อการฉีดวัคซีนเพื่อควบคุมโรคได้ทุกตัว ดังนั้น สรุปง่ายๆ สำหรับฟาร์มสาธิตที่นอกจากจะทำให้ได้มาตรฐานแล้ว จะต้องฉีดวัคซีนในไก่ทุกตัวเมื่อถึงตามกำหนดและต้องสร้างโรงเรือนที่ปลอดภัยด้วย” เจ้าของฟาร์มย้ำ

นอกจากเป้าหมายในเรื่องการทำเป็นฟาร์มสาธิตแล้ว ในอนาคตคุณชัชวาลยังมีแผนที่จะขยายพันธุ์ไก่พื้นบ้านเพิ่มขึ้นอีกทั้งคุณภาพและปริมาณ

ในปัจจุบันชัชวาลฟาร์มมีโรงเลี้ยงไก่จำนวน 4 โรงเรือน ซึ่งแต่ละโรงเรือนจะแยกรุ่นของไก่ และกำลังก่อสร้างใหม่เพื่อใช้เป็นสถานที่เลี้ยงไก่แจ้พันธุ์สวยงามอีก คุณชัชวาล แนะนำว่า การสร้างโรงเรือนควรใช้หญ้าแฝกมุงหลังคาแทนการใช้สังกะสี เนื่องจากความร้อนอาจทำให้เป็นปัญหาต่อการฟักไข่ เพราะจะฟักไม่ออก

คุณชัชวาล วงศ์รา ถือเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทำในสิ่งที่ชอบ และรักในสิ่งที่ทำ ถึงแม้เขาจะไม่ได้เรียนจบในระดับสูง ถึงแม้เขาจะอายุเลยวัยเบญจเพสมาเพียง 5 ปี ก็ตาม แต่การที่เขาเลือกเดินตามความฝันตัวเองด้วยการใช้ผืนดินบ้านเกิดเป็นทุนต่อยอดความฝัน เพื่อหารายได้และพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า แทนการมุ่งหน้าเข้าเมืองใหญ่เพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพเหมือนเด็กหนุ่มคนอื่นที่ละทิ้งบ้านเกิด นับเป็นความคิดที่ดีและถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนในสังคมในประเทศนี้

ท่านผู้อ่านที่สนใจอยากทราบรายละเอียดการเลี้ยงไก่พื้นบ้าน ลองโทรศัพท์ไปขอคำแนะนำจาก คุณชัชวาล วงศ์รา ที่หมายเลขโทรศัพท์ (089) 232-8329, (081) 070-8017

ขอบคุณข้อมูล – http://www.baanmaha.com

เลี้ยงไก่พื้นบ้าน ให้ประสบความสำเร็จ

เมื่อ ไก่พื้นบ้าน ไม่ได้เป็นเพียง ไก่พื้นบ้าน ที่ได้รับความนิยมแบบบ้านๆ อีกต่อไป การเลี้ยงไก่พื้นบ้านเพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกควรศึกษา ส่วนหนึ่งเพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และสามารถเพิ่มผลผลิตออกสู่ตลาดได้ โดยเฉพาะเมื่อประยุกต์วิธีการเลี้ยงไก่แบบโรงเรือนมาใช้กับการเลี้ยงไก่พื้นบ้านด้วยแล้ว เกษตรกรสามารถควบคุมทั้งคุณภาพและปริมาณได้อย่างแน่นอน

ข้อดีและข้อเสียในการเลี้ยงไก่พื้นบ้าน

1. ข้อดีของไก่พื้นบ้าน

1.1 หาอาหารเก่ง สามารถเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติได้ ทำให้ประหยัดค่าอาหารได้มาก

1.2 ทนต่อสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี

1.3 ทนต่อโรคพยาธิได้ดีกว่าไก่พันธุ์อื่นๆ

1.4 มีความสามารถในการเลี้ยงลูกได้เก่ง

1.5 เนื้อของไก่พื้นบ้านมีรสชาติถูกปากคนไทยมากกว่าเนื้อของไก่ที่ผลิตเป็นอาหารโดยเฉพาะ

2. ข้อเสียของไก่พื้นบ้าน

2.1 โตช้า ใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าไก่ทางการค้ามาก

2.2 ให้ไข่น้อย ปีหนึ่งๆ ให้ไข่เฉลี่ยประมาณ 40-50 ฟอง ต่อปี โดยจะให้ไข่เป็นชุด ชุดละ 7-15 ฟอง

2.3 เมื่อไข่ครบชุดแล้ว ไก่พื้นบ้านมีนิสัยชอบฟักไข่ โดยจะฟักไข่ประมาณ 21 วัน ไข่จะออกเป็นลูกเจี๊ยบ และจะเลี้ยงลูกเจี๊ยบต่อไปอีกประมาณ 2 เดือน จึงจะเริ่มกลับมาให้ไข่ใหม่อีก

พันธุ์และการผสมพันธุ์ไก่

ไก่พื้นบ้านที่เลี้ยงกันอยู่ในปัจจุบัน มีความแตกต่างกันออกไปในเรื่องของพันธุ์ และสายพันธุ์ตามสภาพท้องที่ต่างกัน แต่อย่างไรก็ดี มักจะมีวัตถุประสงค์การเลี้ยงที่เหมือนๆ กันคือ เลี้ยงเพื่อเอาไข่และเนื้อ โดยปล่อยให้ไก่เหล่านั้นหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ มีการเสริมอาหารให้บ้างเล็กน้อย ไก่พื้นบ้านเหล่านี้มีสีต่างๆ กัน แต่ที่นิยมเลี้ยงกันมากและตลาดต้องการคือ ไก่ที่มีผิวหนังสีเหลืองและสีขนดำ

การปรับปรุงพันธุ์ไก่พื้นบ้าน

จากสภาพการเลี้ยงที่ปล่อยตามธรรมชาติ และขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ทำให้การที่จะนำไก่พันธุ์ดีเข้าไปเผยแพร่ เพี่อขจัดข้อเสียของไก่พื้นบ้านดังที่กล่าวมาแล้วเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไก่พันธุ์ดีนั้นๆ ต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ ถ้าเอามาเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ฉะนั้น การที่จะส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่พันธุ์แท้ในสภาพการเลี้ยงดูแบบนี้ค่อนข้างจะลำบาก อย่างไรก็ตาม ยังมีหนทางที่จะปรับปรุงไก่พื้นบ้านให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้นโดยการคงสภาพข้อดีของไก่พื้นบ้านไว้ และในขณะเดียวกันก็แก้ไขข้อเสียของไก่พื้นบ้านโดยการหาลักษณะที่ดีเด่นของไก่พันธุ์อื่นเข้ามาแทน การปรับปรุงลักษณะเช่นนี้สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างไก่พันธุ์พื้นบ้านกับไก่พันธุ์แท้ที่มีลักษณะที่เราต้องการ

เรือนโรงไก่

เรือนโรงไก่สามารถทำเป็นเเบบง่ายๆ ได้ โดยอาศัยวัสดุที่มีในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่หรือไม้รวก เป็นต้น ขนาดของโรงเรือนก็ขึ้นอยู่กับจำนวนไก่ที่จะเลี้ยง และขึ้นอยู่กับบริเวณพื้นที่ใต้ถุนบ้านหรือบริเวณลานบ้าน เกษตรกรบางราย สร้างเรือนโรงดังกล่าวไว้สำหรับเลี้ยงไก่ แต่ก็มีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่ยังเลี้ยงโดยการปล่อยให้ไก่เกาะคอนนอนตามใต้ถุนบ้าน หรือตามต้นไม้ ซึ่งการเลี้ยงเช่นนี้ทำให้การดูแลรักษาทำได้ลำบาก ก่อให้เกิดความสูญเสียมากพอสมควร

การสร้างเรือนโรงไก่จะมีจุดประสงค์หลักๆ ดังนี้ คือ

1. ใช้เป็นที่กกลูกไก่แทนแม่ไก่

2. ให้ไก่หลบพักผ่อนในช่วงกลางคืน

3. เป็นที่ให้อาหารและน้ำในช่วงภาวะอากาศแปรปราน เช่น ฝนตกหนัก

4. ใช้เป็นที่ขังไก่เพื่อทำวัคซีน

5. ใช้เป็นที่ขังไก่เพื่อให้ยาหรือยาปฏิชีวนะป้องกันรักษาโรค

อาหาร และการให้อาหาร

ปกติแล้วการเลี้ยงไก่พื้นบ้านมักจะปล่อยให้ไก่หาอาหารกินเองตามมีตามเกิด หรือตามธรรมชาติ โดยที่ผู้เลี้ยงอาจมีการให้อาหารเพิ่มเติมบ้างในช่วงตอนเช้าหรือตอนเย็น อาหารที่ให้ก็เป็นพวกข้าวเปลือก ปลายข้าว หรือข้าวโพด เป็นต้น จากสภาพการเลี้ยงดูแบบนี้ทำให้ความสมบูรณ์ของไก่ผันแปรไปตามสภาพดินฟ้าอากาศ คือ ในช่วงฤดูฝน ไก่จะมีอาหารค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากได้รับทั้งเมล็ดวัชพืชและหนอนแมลงในปริมาณมาก ซึ่งอาหารทั้งสองชนิดนี้เป็นแหล่งของวิตามินและโปรตีนที่สำคัญตามธรรมชาติ ทำให้ไก่ในฤดูกาลนี้มีการเจริญเติบโตและความแข็งแรงมากกว่าไก่ในฤดูอื่นๆ

ส่วนในฤดูเก็บเกี่ยวและนวดข้าว ไก่ก็มีโอกาสที่จะได้รับเศษอาหารที่ตกหล่นมาก ทำให้ไก่มีสภาพร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์พอสมควร ส่วนในฤดูแล้งมักจะประสบปัญหาไก่ขาดแคลนอาหารตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องน้ำซึ่งมักจะขาดอยู่เสมอ จำเป็นต้องเตรียมไว้ให้ไก่ด้วย

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101010655&srcday=2012-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 528

เก็บมาเล่า

อัสวิน ภัคฆวรรณ

เลี้ยง “หนอนนก” อาชีพเสริม กิโลกรัมละ 300 บาท 

จากกระแสของความนิยมในการเลี้ยงนกกรงหัวจุก หรือนกปรอดหัวโขน มานาน โดยเฉพาะระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในจังหวัดสงขลา และอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ และในบางพื้นที่พบว่า มีการเลี้ยงกันแทบทุกครัวเรือน และแต่ละครัวเรือนเลี้ยงนกกรงหัวจุกไม่น้อยกว่า 1 ตัว สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการเลี้ยงนกกรงหัวจุกมากกว่า 1 ตัว ในแต่ละครัวเรือน เป็นเพราะมีการแข่งขันประกวดประชันเสียงของนกกรงหัวจุก

การเลี้ยงนกกรงหัวจุกที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเฟื่องฟูตามไปด้วย หนึ่งในนั้นคือการเลี้ยง “หนอนนก” ซึ่งเป็นอาหารของนกกรงหัวจุก จนถึงขณะนี้มีผู้เพาะเลี้ยงหนอนนกเพื่อจำหน่ายหลายราย

คุณลุงหมู่ ลิ้มสกุล อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 ถนนจันทร์วิโรจน์ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บอกว่า การเพาะเลี้ยงหนอนนก เป็นอาชีพที่เสริมสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ การเลี้ยงไม่ยาก ไม่ต้องลงทุนอะไร ใช้เนื้อที่ก็ไม่มาก ประมาณ 5 คูณ 5 เมตร บริเวณเรือนที่อยู่อาศัย

“หนอนนก ตอนนี้ทำราคาได้ดี โดยขายส่ง 250-300 บาท ต่อกิโลกรัม ลูกค้าก็เป็นกลุ่มผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุก และนกทั่วไป โดยสามารถส่งขายได้เฉลี่ย อาทิตย์ละ 30 กิโลกรัม รายได้ต่อเดือนนับหมื่นบาท โดยขณะนี้มีแม่พันธุ์อยู่ 140 ถาด และเป็นตัวหนอน 150 ตัว ผมยึดอาชีพเลี้ยงหนอนนกมากว่า 1 ปี ขณะนี้ได้ขยายการเลี้ยงหนอนนกจาก 5 ถาด จนขณะนี้มีแม่พันธุ์อยู่ถึง 140 ถาด”

คุณลุงหมู่ ยังบอกถึงวิธีการเลี้ยงว่า เริ่มจากเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ประมาณ 70 วัน จนเป็นดักแด้ แล้วรออีกประมาณ 6-7 สัปดาห์ ก็จะกลายเป็นตัวด้วงสีดำ โดยแต่ละถาดจะมีตัวด้วงประมาณ 400 ตัว จากนั้นแล้วตัวด้วงก็จะไข่ออกมา และฟักไข่อีกประมาณ 7 วัน จนกระทั่งกลายเป็นตัวอ่อนของหนอนนก จากนั้นใช้เวลาเลี้ยงตัวอ่อนอีก ประมาณ 2 เดือน จึงถึงเวลาที่สามารถจับขายได้ แต่จะต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ไม่เกิน 28 องศาเซลเซียส เพราะหากสูงกว่านั้นหนอนจะตาย โดยอาหารสำหรับใช้เพาะเลี้ยงตัวหนอนในทุกขั้นตอน จะใช้รำสาลีหรืออาหารลูกไก่ก็ได้

คุณลุงหมู่ บอกด้วยว่า ปัจจุบันหนอนนกกลายเป็นที่ต้องการของตลาดมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้เลี้ยงนกกรงหัวจุกที่มีอยู่จำนวนมาก จนการผลิตหนอนนกออกจำหน่ายในแต่ละรุ่นไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงหนอนนกสามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลักได้ แต่ผู้เลี้ยงจะต้องมีความอดทน เพราะต้องใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงค่อนข้างนาน แต่เมื่อเทียบกับราคาที่ขายได้ถึง กิโลกรัมละ 300 บาท แล้วถือว่าคุ้มค่าเหนื่อยทีเดียว

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110010655&srcday=2012-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 528

ภูมิปัญญาท้องถิ่น 

รศ.ดร. บุญยงค์ เกศเทศ

เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก : พระครูยอดแก้ว “ญาคูขี้หอม”

ใน ปี 2241 เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าสุริยวงศาธรรมาธิราช สวรรคตได้ 8 ปี ประเทศลาวที่กว้างใหญ่ไพศาลได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 อาณาจักร เป็นอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ และอาณาจักรล้านช้างจำปาสัก

โดยเฉพาะอาณาจักรล้านช้างจำปาสัก มีความผูกพันกับพระครูยอดแก้วโพนสะเม็ก ซึ่งเป็นพระครูที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่เคารพศรัทธาสูงสุดของชาวลาวตอนล่าง จนได้รับฉายาว่า “พระครูขี้หอม” หรือ “ญาคูขี้หอม” ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสุดซึ้ง ส่งผลให้ผู้คนเก็บสิ่งของเครื่องใช้ของท่านพระครูมาบูชา แม้แต่อุจจาระของท่านก็ไม่รังเกียจ เนื่องจากพระครูยอดแก้วโพนสะเม็กฉันอาหารมังสวิรัติประเภท เผือก มัน งา มะตูม จึงทำให้อุจจาระของท่านไม่มีกลิ่นเหม็น

“เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก” เกิด ณ บ้านกะลึม เมืองพาน (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี) ตรงกับรัชสมัยแผ่นดินพระเจ้าปราสาททองของกรุงศรีอยุธยา อันเป็นยุคเดียวกับพระอุปราชครองกรุงเวียงจันทน์ เจ้าราชครูได้บรรพชาศึกษาเล่าเรียนทางธรรมอย่างแตกฉานมาตั้งแต่อายุยังน้อย จนได้รับการสถาปนาเป็น “ซาจัว” หรือราชาเณร

ภายหลังการอุปสมบทแล้ว ได้มาประจำอยู่วัดโพนสะเม็ก ชานเมืองเวียงจันทน์ จนได้รับแต่งตั้งให้มีฐานันดรสมณศักดิ์เป็นเจ้าราชครูตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่ม จากพระเจ้าสุริยวงศา พระเจ้าแผ่นดิน แห่งกรุงเวียงจันทน์ แต่ประชาชนทั่วไปมักขนานนามว่า “พระครูยอดแก้วโพนสะเม็ก”

พระครูยอดแก้วโพนสะเม็ก เกี่ยวข้องผูกพันกับอาณาจักรจำปาสัก เมื่อครั้งลาวเกิดความแตกแยกจนถึงขั้นแบ่งแยกอาณาจักรล้านช้างออกเป็น 3 อาณาจักร ครั้นพระเจ้าสุริยวงศาธรรมาธิราช สิ้นพระชนม์ เกิดการแย่งชิงบัลลังก์ ระหว่างกลุ่มของเจ้าพระยาหลวงเมืองจัน กับกลุ่มของเจ้าชายองค์หล่อ ในที่สุดเจ้าพระยาหลวงเมืองจันสามารถยึดอำนาจได้ จึงสถาปนาตนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ก็ยังมีกลุ่มต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยเกิดขึ้นอีกหลายกลุ่ม ที่พยายามแยกอำนาจเป็นอาณาจักรย่อยๆ ไม่ขึ้นต่อกัน

เมื่อครั้งเจ้าพระยาหลวงเมืองจัน สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ ใน พ.ศ. 2237 ใช้อำนาจบังคับพระนางสุมังคลา ราชธิดาของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมาธิราช ซึ่งเป็นหม้ายและกำลังทรงพระครรภ์อยู่ อีกทั้งมีโอรสองค์หนึ่งชื่อ เจ้าองค์หล่อ รวมไปถึงการคิดจะกำจัดเจ้าองค์หล่อด้วย แต่อำมาตย์ที่จงรักภักดีได้พาเจ้าองค์หล่อหนีไปอยู่เมืองพานพูชุน ส่วนพระนางสุมังคลาหนีไปพึ่งพระครูยอดแก้วโพนสะเม็ก

ครั้นเจ้าพระยาหลวงเมืองจันทราบข่าว ก็คิดจะกำจัดพระครูยอดแก้วด้วย แต่ท่านพระครูรู้ตัวเสียก่อน จึงพานางสุมังคลาและญาติโยมประมาณ 3,000 คน หนีภัยจากเวียงจันทน์ ล่องแม่น้ำโขงลงสู่ภาคใต้ ฝ่ายเจ้าพระยาหลวงเมืองจันครองราชย์ได้ 6 เดือน ก็ถูกฝ่ายเจ้าองค์หล่อจับฆ่า แล้วอภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เจ้าองค์หล่อครองราชย์ได้ 4 ปี ก็ถูกเจ้านันทราชจับประหารชีวิต ใน พ.ศ. 2242 แล้วขึ้นครองราชย์แทน ส่วนเจ้านันทราชครองบัลลังก์ได้เพียง 2 ปี ก็ถูกเจ้าไชยองค์เว้จับประหารชีวิตอีก เจ้าไชยองค์เว้ก็ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 จากนั้นจึงแต่งตั้งเจ้าลองเป็นอุปราชขึ้นไปครองเมืองหลวงพระบาง

หลังจากพระครูยอดแก้วโพนสะเม็กกับประชาชนอพยพลงใต้ตามลำน้ำโขง มาจนถึงเมืองนครพนม พระครูยอดแก้วและญาติโยมได้พากันบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ใน พ.ศ. 2233

หลังจากที่พระครูยอดแก้วโพนสะเม็กบูรณะพระธาตุพนมสำเร็จเรียบร้อย ใน พ.ศ. 2236 แล้ว ได้แบ่งครอบครัวจำนวนหนึ่งให้อยู่อุปัฏฐากพระบรมธาตุ ส่วนผู้คนที่เหลือนอกนั้นได้นำลงเรือลอยไปตามลำน้ำโขง จนล่วงเข้าสู่แดนเขมรในที่สุด

เมื่อฝ่ายเขมรทราบข่าว ก็ไม่อนุญาตให้คณะของพระครูยอดแก้วโพนสะเม็กอยู่ในดินแดน พระครูยอดแก้วจึงต้องอพยพผู้คนกลับขึ้นมาพำนัก และสร้างชุมชนสำคัญหลายแห่งในบริเวณเกาะดอนกลางแม่น้ำโขง บริเวณที่เรียกว่า “สี่พันดอน” โดยเฉพาะ “ดอนโขง” พระครูยอดแก้วและชาวเวียงจันทน์ที่อพยพติดตามมานั้นได้พากันตั้งชุมชนอยู่ที่ “บ้านเมืองแสน” ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ อยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของดอนโขง เป็นหมู่บ้านท่าด่าน ทำการค้ากับเขมร

นอกจากนี้ ยังได้สร้าง “เมืองโขง” หรือ “เมืองสีทันดร” ในช่วงเวลาต่อมา ปัจจุบันเป็นเมืองศูนย์กลางของมหานทีสี่พันดอน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113010655&srcday=2012-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 528

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง 

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ตามไปดู 7 โครงการ รับมือน้ำท่วม และน้ำแล้ง ที่ พิษณุโลก

ในปี 2554 ที่ผ่านมา พิษณุโลกเป็นหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ที่ได้รับผลกระทบในระดับรุนแรงจากปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น ด้วยเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการไหลหลากของน้ำ 3 เส้นทาง คือ น้ำที่มาจากแม่น้ำเข็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ น้ำที่มาจากแม่น้ำน่าน และน้ำที่มาจากแม่น้ำยม

ในแง่ของการเกษตร พืชผลทางการเกษตรทั้งในอำเภอเมือง พรหมพิราม และบางระกำ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในจังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 5.9 แสนไร่

ด้วยเหตุนี้ กรมชลประทาน หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรง และได้รับมอบนโยบายจากรัฐบาลให้ดำเนินการแก้ไขปัญหา จึงได้มีการดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติเพื่อบรรเทาอุทกภัยระยะเร่งด่วนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกขึ้น

โดยการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว มีกำหนดต้องแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2555 ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ อธิบดีกรมชลประทาน คุณเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร จึงเดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินการงานของโครงการ

อธิบดีกรมชลประทานได้กล่าวว่า ในการดำเนินการโครงการตามแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาอุทกภัยระยะเร่งด่วน อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 3 จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีงานที่จะดำเนินการทั้งสิ้น 7 โครงการ

โครงการที่ 1 ที่อธิบดีกรมชลประทานได้นำลงพื้นที่ คือ โครงการปรับปรุงประตูระบายน้ำบางแก้ว พื้นที่ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ โครงการนี้เป็นอาคารประกอบในโครงการข่ายแม่น้ำยม-แม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นประตูระบายน้ำจากพื้นที่น้ำท่วมจังหวัดสุโขทัย ลงมาถึงอำเภอบางระกำ ปัญหาที่ผ่านมาคือ ประตูระบายน้ำแห่งนี้ ระบายน้ำได้น้อยกว่าน้ำที่ไหลบ่ามา

“แนวทางการแก้ไข จำเป็นจะต้องปรับให้ระบายน้ำได้เพิ่มขึ้นจาก 110 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เป็น 500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินการจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ลงมาถึงอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก มีบริเวณพื้นที่ได้รับประโยชน์ ประมาณ 163,014 ไร่ ผลการดำเนินการขณะนี้สามารถทำได้แล้วประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์” คุณเลิศวิโรจน์ กล่าว

โครงการที่ 2 คือ โครงการขุดลอกคลองเมม-คลองบางแก้ว พื้นที่ตำบลบางระกำ ท่านางงาม อำเภอบางระกำ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ลงมาถึงอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก มีบริเวณพื้นที่ได้รับประโยชน์ 163,014 ไร่

อธิบดีกรมชลประทานบอกว่า ปัญหาของที่นี่คือ ปัจจุบันคลองมีสภาพตื้นเขิน จำเป็นต้องขุดลอกเพื่อให้สามารถระบายน้ำได้เพิ่มขึ้น จากประมาณ 120 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เป็น 300 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

โครงการที่ 3 โครงการแก้มลิงบึงขี้แร้ง พร้อมอาคารประกอบ เป็นหนึ่งในโครงการบางระกำโมเดล เป็นบึง ที่นี่เป็นบึงซึ่งในฤดูฝนมีน้ำท่วมขัง และฤดูแล้งน้ำแห้ง เนื่องจากมีสภาพตื้นเขินและมีวัชพืชขึ้น จำเป็นต้องมีการขุดลอก โดยทางโครงการจัดทำเพื่อเป็นแก้มลิงเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน ได้ประมาณ 1,730 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่และใช้เป็นแหล่งน้ำในฤดูแล้งได้ทั้งเพื่อการอุปโภคและบริโภค รวมถึงการเกษตร ประมาณ 1,800 ไร่

โครงการที่ 4 ที่อธิบดีกรมชลประทานได้ลงพื้นที่คือ โครงการขุดลอกคลองก่ำ ตำบลขุนแสงสงคราม อำเภอบางระกำ หลังดำเนินการแล้วจะเป็นคลองระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมอำเภอบางระกำ ในช่วงเกิดอุทกภัยและยังเป็นแหล่งน้ำในฤดูแล้ง มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ ประมาณ 2,000 ไร่

โครงการที่ 5 คือ โครงการขุดลอกคลองเกตุ ตำบลขุนแสงสงคราม จากผลการดำเนินการจะเป็นคลองที่ระบายน้ำออกจากพื้นที่ และใช้เป็นแหล่งน้ำในฤดูแล้ง พื้นที่ที่ได้ประโยชน์ ประมาณ 1,000 ไร่

โครงการที่ 6 การขุดลอกคลองระบายน้ำ รวม 4 สาย พื้นที่ในตำบลมะต้อง ตำบลดงประคำ อำเภอพรหมพิราม เช่น DL 1-22 L DL.-22L-7R ระยะทาง 14.353 กิโลเมตร มีพื้นที่การเกษตรและชุมชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยลดลง รวม 3 หมู่บ้าน 510 ครัวเรือน พื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่

โครงการที่ 7 โครงการขุดลอกคลองระบายน้ำ DR7 DR8 DR9 DR10 และ DR 11 พื้นที่ตำบลตะพานหิน อำเภอโพทะเล อำเภอบางมูลนาก และอำเภอชุมแสง ระยะทาง 41.100 กิโลเมตร จุดนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำ ประมาณ 53,265 ไร่

จากโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการนี้ อธิบดีกรมชลประทานบอกว่า จะช่วยลดปัญหาและก่อให้ความยั่งยืนในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ และที่สำคัญคือ สามารถหลุดพ้นจากปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและน้ำแล้งในช่วงฤดูแล้ง

ทั้งนี้ จากการได้เข้าไปในพื้นที่ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ความร่วมมือของชาวบ้านและความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ชลประทานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเสร็จสิ้นโครงการแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้คือ รอยยิ้มของคนในพื้นที่ ที่ไม่ต้องประสบปัญหาอย่างมากมายเหมือนเดิม

“สิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือ 1 ปี สามารถทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงชีพได้ 8 เดือน และยอมให้น้ำท่วมตามวิถีธรรมชาติอีก 4 เดือน ซึ่งตอนนี้เรากำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ และคาดว่าจะเสร็จสิ้นได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวทิ้งท้าย

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05014150555&srcday=2012-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 527

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พริกพันธุ์ “ขี้หนูเลย” กับ “พริกขี้หนูยอดสน” ทางเลือกใหม่ของการปลูกพริก

“พริก” เป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีการบำรุงรักษาตลอดระยะเวลาการเจริญเติบโตจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การดูแลรักษา การป้องกันกำจัดศัตรูพริกที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น การส่งออกจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องมาตรฐานคุณภาพสินค้าและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันในและที่สำคัญคือ ผู้ผลิตต้องพัฒนาตนเองเข้าสู่ระบบมาตรฐานสากล เช่น การผลิตเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ ตลาดโลกได้ การนำสินค้าเข้าสู่ตลาดโลกจำเป็นต้องรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้าและให้มีปริมาณผลผลิตสม่ำเสมอ ตรงต่อเวลา ราคาสมเหตุผล และให้มีการขึ้นทะเบียนที่มีการตรวจสอบรับรองจากแหล่งผลิตได้ GAP (Good Agricultural Practice)

การปรับปรุง “พริกขี้หนูเลย”

“พริกขี้หนูเลย” หรือ “พริกปากปวน” หรือ “พริกส้ม” เป็นพริกพันธุ์หนึ่งที่คนอีสานนิยมรับประทานผลสดเพราะมีลักษณะเด่นคือ มีกลิ่นหอม นิยมใช้ทำน้ำพริกอีสาน (แจ่ว) เป็นพริกขี้หนูผลใหญ่ มีลักษณะที่แตกต่างจากพริกพันธุ์อื่นๆ คือลำต้นสูง การแตกกิ่งน้อย ผลดก ผลดิบสีเขียวอมเหลือง หรือขาวอมเหลือง ผลสุกสีส้มแดง นิยมปลูกในพื้นที่จังหวัดเลย ทั้งในเขตอำเภอเมืองและอำเภอวังสะพุง เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในรูปผลผลิตสด เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับให้เกษตรกรผลิตตอบสนองตามความต้องการของผู้บริโภค การศึกษาวิจัยและพัฒนาพริกจำเป็นจะต้องเร่งรีบดำเนินการเพื่อให้ได้พันธุ์พริกต่างๆ ที่เหมาะสมกับแหล่งปลูก เป็นพันธุ์ดีที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาดและผลิตภัณฑ์ ให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี

ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงพันธุ์พริกขี้หนูเลย โดยดำเนินการทดลองระหว่าง ปี พ.ศ. 2549-2554 โดยการรวบรวมและคัดเลือกพันธุ์ ทำการคัดเลือกพันธุ์พริกขี้หนูเลยที่มีลักษณะเจริญเติบโตดี ความยาวผล อยู่ระหว่าง 6.0-8.2 เซนติเมตร ก้านผลสีเขียว ก้านผลยาว 3.5-4.6 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางผล 0.8-1.0 เซนติเมตร จากแหล่งปลูกต่างๆ ในเขตจังหวัดเลย จำนวน 200 สายพันธุ์ ปลูกคัดเลือกพันธุ์แบบสายพันธุ์บริสุทธิ์ จำนวน 2 รุ่น ใน ปี 2549-2550 คัดพันธุ์ที่มีลักษณะดีเด่น ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ การเปรียบเทียบและทดสอบพันธุ์โดยใช้สายพันธุ์พริกขี้หนูเลยที่ได้จากการคัดพันธุ์ครั้งที่ 2 จำนวน 12 สายพันธุ์ (รวมสายพันธุ์ของเกษตรกร)

โดยศูนย์วิจัยพืชศรีสะเกษได้จัดเตรียมต้นกล้าพริกให้ทุกสถานที่ที่ทดลองปลูกและเก็บข้อมูลการเจริญเติบโต เช่น ความสูง ทรงพุ่ม และลักษณะทางพฤกษศาสตร์อื่นๆ เช่น ลักษณะต้น ขนาดใบ ความยาวก้านใบ สีกลีบดอก ฯลฯ เพื่อคัดสายพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีในแหล่งปลูกต่างๆ การทดสอบพันธุ์ที่ดีเด่นในไร่เกษตรกร ในแหล่งปลูกต่างๆ โดยใช้สายพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีในแหล่งปลูกต่างๆ ในจังหวัดศรีสะเกษ หนองคาย นครพนม และชัยภูมิ เป็นต้น ผลการทดลองพบว่า ผลผลิตสดของพริกในแต่ละจังหวัด และแต่ละพันธุ์ที่ทดสอบ ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ยกเว้นปี พ.ศ. 2553 ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสดสูงที่สุด คือ ศก.59-1-2 การทดสอบพันธุ์ในไร่เกษตรกรในแหล่งปลูกต่างๆ พบว่า เมื่อนำพันธุ์ไปทดสอบในพื้นที่ของเกษตรกรแล้ว ประสบปัญหาเกษตรกรไม่สามารถดูแลต้นพริกให้ได้ผลผลิตเต็มที่ได้ จึงทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตของการทดสอบพันธุ์ในท้องถิ่นที่ทำการทดลองในสถานี ซึ่งมีการปฏิบัติดูแลรักษาโดยนักวิชาการเกษตรที่มีความชำนาญ จากการทดลองสรุปได้ว่า พริกขี้หนูเลยสายพันธุ์ “ศก.59-1-2″ เป็นพริกที่ให้ผลผลิตสดและผลผลิตแห้งสูงกว่าพันธุ์ของเกษตรกร เป็นสายพันธุ์ที่มีการปรับตัวได้ดีในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ นครพนม และศรีสะเกษ และสายพันธุ์ ศก.40-2-2 เป็นพริกที่ให้ผลผลิตสดและผลผลิตแห้งสูงกว่าพันธุ์ของเกษตรกร เหมาะสำหรับแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภคพริกที่นิยมบริโภคพริกรับประทานผลสด เป็นพริกที่มีการเจริญเติบโตดี เหมาะสำหรับปลูกในฤดูฝน และเป็นการชดเชยพริกในตลาดในฤดูที่ไม่สามารถผลิตพริกพันธุ์อื่นๆ ได้

การปรับปรุงพันธุ์ “พริกขี้หนูยอดสน” พันธุ์ใหม่

ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษดำเนินการการปรับปรุงพันธุ์พริกขี้หนูยอดสนระหว่างปี 2549-2553 เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์ มีองค์ประกอบผลผลิตและลักษณะทางการเกษตรที่ดี โดยรวบรวมพริกขี้หนูพันธุ์ยอดสน จากแหล่งปลูกต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมา ใน ปี 2549-2550 ได้จำนวน 200 สายพันธุ์ นำมาปลูกและคัดเลือกสายพันธุ์แบบสายพันธุ์บริสุทธิ์ (Pure line selection) คัดได้พันธุ์ที่มีลักษณะดี จำนวน 8 สายพันธุ์ ซึ่งนำมาปลูกทดสอบในแปลงทดลองของศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชัยภูมิ นครพนม และหนองคาย เป็นต้น โดยเปรียบเทียบกับพันธุ์เกษตรกร จากการปลูกทดสอบนี้คัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีไว้แห่งละ 4 สายพันธุ์ และนำมาปลูกทดสอบพันธุ์ในไร่เกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ ชัยภูมิ นครพนม และนครราชสีมา จังหวัดละ 2 ราย

จากผลการทดลอง สรุปได้ว่า พริกยอดสนสายพันธุ์ ศก.119-1-3 และ ศก.165-1-1 เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ผลผลิตสดในฤดูฝน เฉลี่ยระหว่าง 0.29-1.08 ตัน ต่อไร่ และในฤดูหนาว (หลังนา) เฉลี่ยระหว่าง 0.83-2.12 ตัน ต่อไร่ ผลผลิตแห้งในฤดูฝน เฉลี่ยระหว่าง 0.07-0.26 ตัน ต่อไร่ และในฤดูหนาว เฉลี่ยระหว่าง 0.32-0.69 ตัน ต่อไร่ สายพันธุ์ ศก.119-1-3 มีความเผ็ด 85,085 SHU และ ศก.165-1-1 มีความเผ็ด 266,823 SHU จากการประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรผู้ปลูกพริกและผู้รับจ้างเก็บผลผลิตพริกยอดสนจังหวัดศรีสะเกษมีขนาดของผลและความสูงของต้นเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรมากที่สุด พริกทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ สามารถแนะนำพันธุ์และการกระจายพันธุ์สู่เกษตรกรผู้ปลูกพริกยอดสนเป็นการค้าในแหล่งปลูกต่างๆ โดยให้ผลตอบแทนสูง และลดต้นทุนการผลิตในเรื่องค่าเมล็ดพันธุ์ลงได้ เนื่องจากเป็นพริกสายพันธุ์แท้ เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้

เทคโนโลยีการปลูกพริก

แบบปรับปรุง ที่ทางศูนย์

แนะนำเกษตรกร

พริก เป็นพืชผักที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจพืชหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงแต่งรสชาติของอาหาร ทั้งในรูปพริกสด พริกแห้ง หรือพริกป่น รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ นอกจากนี้ ยังใช้เป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคบางชนิดสำหรับแหล่งผลิตที่สำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา เลย ศรีสะเกษ ชัยภูมิ และอุบลราชธานี จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่า เกษตรกรปลูกพริกอยู่ในพื้นที่เดิมเป็นเวลานาน ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และมีความเป็นกรดจัด รวมทั้งมีการสะสมโรคและแมลงศัตรูพริกในแปลงทำให้เกิดการระบาดของโรคและแมลง จากปัญหาดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราที่สูงขึ้น สำหรับศัตรูพืชที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ เพลี้ยไฟ ไรขาว เพลี้ยอ่อน หนอนเจาะกระทู้ผัก และหนอนแมลงวันผลไม้เจาะผล จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่ปลูกพริก ใน ปี 2549/2550 จำนวน 12,639 ไร่ ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษได้จัดทำเวทีเสวนากลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพริกในจังหวัดศรีสะเกษ ผลจากการจัดเวทีเสวนาการปลูกพริกของเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกพริกในฤดูแล้ง ปัญหาโรคที่พบมากที่สุดคือ โรคโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อรา แมลงที่พบคือ พวกหนอนเจาะผล และมีการระบาดของเพลี้ยไฟมาก เมื่อพบปัญหาเกษตรกรจะซื้อสารเคมีที่ร้านค้าเป็นคนจัดให้มีลักษณะเป็นชุด และพบว่ามีการใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก ในบางครั้งใช้ไม่ถูกกับโรคและแมลงที่เกิดกับต้นพริก ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดสารเคมีตกค้างในผลผลิต ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ทำให้ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจังหวัดศรีสะเกษ ได้ดำเนินการทดสอบเทคโนโลยีการผลิตพริกเพื่อพัฒนาระบบการผลิตพริกที่สามารถลดการใช้สารเคมี ลดต้นทุนการผลิต และสารพิษตกค้างในผลผลิตของเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ

โครงการการปลูกพริกตามกรรมวิธีปรับปรุงจะเริ่มจากการไถ โดยไถดะ 1 ครั้ง ตากแดดไว้ 15 วัน ไถพรวน ไถแปร 1 ครั้ง จึงยกแปลง ใส่ปูนโดโลไมท์ อัตรา 100 กิโลกรัม ต่อไร่ ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ จึงปลูก ในการเตรียมเมล็ดพันธุ์ แนะนำ แช่เมล็ดพันธุ์พริกด้วยน้ำอุ่น 15-20 นาที ก่อนเพาะ (แต่วิธีการของเกษตรกรไม่แช่เมล็ดพันธุ์พริกก่อนเพาะ) แช่ต้นกล้าด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 1 ชั่วโมง ก่อนปลูก (แต่เดิมเกษตรกรถอนต้นกล้าแล้วนำมาปลูกเลย) วิธีปลูกกล้าใช้วิธีปักดำ ระยะระหว่างต้น 45 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร (ใช้วิธีการเดียวกันกับเกษตรกร) ใส่ปุ๋ยหมักแห้งผสมเชื้อไตรโคเดอร์ม่า อัตรา 150-250 กิโลกรัม ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยเคมีแนะนำใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังปลูก 10-15 วัน และหลังจากนั้นใส่ทุก 20-30 วัน (แต่วิธีเดิมการใส่ปุ๋ยของเกษตรกร ใส่ปุ๋ย 46-0-0 หรือ 15-15-15 อัตรา 25-50 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังปลูก 10-15 วัน และหลังจากนั้นใส่ทุก 20-30 วัน) การป้องกันกำจัดศัตรูพริกแนะนำให้เกษตรกรสำรวจแมลง ศัตรูพืชก่อน จึงไปซื้อยามาฉีด โดยจะเลือกซื้อยาเฉพาะโรคและแมลงที่พบและฉีดพ่นเสริมด้วยน้ำหมักสูตรสมุนไพร (สูตรยาฉุน ฯลฯ)

จากคำแนะนำ จากศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษในการปลูกและดูแลรักษาพริกทั้ง 2 สายพันธุ์ ที่ให้เกษตรกรทดลองปลูก ไม่พบสารพิษตกค้างในผลผลิต แต่วิธีเกษตรกรตรวจสารพิษตกค้างในผลผลิต สามารถสรุปได้ว่า วิธีแนะนำทำให้สามารถลดสารพิษตกค้างในผลผลิตพริกของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้เป็นที่พึงพอใจ นอกจากนี้ ยังสามารถลดการใช้สารเคมีซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ในด้านการให้ผลผลิตพริกเฉลี่ยต่อไร่ยังไม่เป็นที่พึงพอใจนัก ทั้งนี้ อาจจะเนื่องมาจากพื้นที่ปลูกพริกในจังหวัดศรีสะเกษมีการระบาดของโรคและแมลงค่อนข้างมาก และหากเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงกับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการยังใช้สารเคมีในปริมาณมาก ทำให้แมลงเข้ามาระบาดและทำลาย

หนังสือ “ปลูกพริกเงินล้านแบบไร่ช้างขาว” พิมพ์ 4 สี แจกฟรีพร้อมกับ หนังสือ “อาชีพเกษตรกรรม ทำง่าย รายได้งาม เล่มที่ 1-9″ รวมทั้งหมด 10 เล่ม จำนวน 792 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ มูลค่ารวม 300 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150555&srcday=2012-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 527

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ฟักทอง กับ กระต่ายขูดมะพร้าว…ที่หายไป

ฟักทอง ที่ปีนรั้วอยู่ ไม่ได้มากับน้ำท่วมเหมือนเถามะระขี้นก

เธอเกิดจากเมล็ดที่โรยทิ้งไว้อย่างไม่ตั้งใจตามริมรั้ว

ไม่ได้คาดหวังหรือรอคอย แต่สุดท้าย…ยอดน้อยๆ ก็ชูช่อผลิใบ

เถาอ่อนอวบน้ำค่อยๆ เลื้อยระดะไปตามผิวดิน กระทั่งใบดกใหญ่มีมากมาย และก้านกิ่งทอดยอดเพิ่มเป็นกอใหญ่ ฉันจึงค่อยๆ จับเธอให้ไต่ปีนรั้ว

เพียงไม่นาน หนวดแข็งแรงของเถาฟักทองก็เกี่ยวกระหวัดรั้วเหล็กเอาไว้มั่นคง

ฟักทองเลื้อยพันรั้วเหล็กมิใช่วิธีการเติบโตที่ถูกต้อง มันควรจะเลื้อยในระดับต่ำเรี่ยไปกับผิวดิน เมื่อดอกติดผลให้เนื้อหนาน้ำหนักเยอะ จะได้มีดินนุ่มๆ ชุ่มเย็นคอยรองรับ

แต่ฉันไม่ได้ปรารถนาผลฟักทองนี่นา อยากเห็นเถางามแปลกตาปีนป่ายไปตามรั้วละลานอารมณ์มากกว่า อาจจะมีดอกตูมและยอดอ่อนมากพอให้เก็บไปลวกจิ้มน้ำพริก

หวานชุ่มลิ้น…

ฉันลองนับวันตั้งแต่ฟักทองเริ่มแทงยอดจากดินกระทั่งเลื้อยพันรั้วและออกดอก น่าจะใช้เวลาราว 1 เดือน

แต่ดอกแรกที่ได้เป็นดอกตัวผู้ อีกสองดอกถัดมา ก็ยังเป็นตัวผู้

วันนี้ก็ยังคอยดอกตัวเมียอยู่

แต่เธอไม่มาเสียที

เราคงได้กินแต่ยอดอ่อนกับดอกตูมเท่านั้นเอง

ใครๆ ก็รู้ว่า ฟักทอง เปี่ยมล้นด้วยคุณประโยชน์

เป็นพืชผักสวนครัวเก่าแก่ของคนโบราณ ซึ่งหากจะสืบสาวรากเหง้าอย่างแท้จริงแล้ว มีการพบหลักฐานว่าในประเทศเปรูแถบอเมริกากลาง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของฟักทองนั้น ชาวบ้านเขาปลูกฟักทองกันมายาวนานกว่า 5,000 ปี เลยทีเดียว

สำหรับฟักทองที่เดินทางมาถึงบ้านเรา มากันทางไหนยังไงนั้น ยังไม่เห็นมีใครบันทึกไว้เป็นชิ้นเป็นอัน จำได้แต่ว่าพอรู้ความเด็กอีสานทุกคนล้วนแล้วแต่รู้จักกิน “หมากอึ” กันทั้งนั้น

ก็มันหวานอร่อย นุ่มเนียนลิ้นจะตายไป

เนื้อฟักทองพันธุ์พื้นเมืองสมัยก่อนเหนียวจัด แน่นหนึบ มันย่องและหวานละมุนละไมในระหว่างที่เราเคี้ยวกลืน แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับฟักทองสมัยนี้ หลังจากพัฒนาสายพันธุ์กันโครมครามด้วยฝีมือนักวิชาการหลายสำนัก

สุดท้าย…เราได้แค่ฟักทองที่ให้ผลผลิตในปริมาณสูง ใช้เวลาปลูกเลี้ยงน้อยลง แต่รสชาติไร้เสน่ห์สิ้นดี

ทุกวันนี้ไม่เหลือฟักทองเนื้อเหนียวหนึบ แน่น มัน แบบที่เคยกินกันตอนเด็กๆ อีกแล้ว…แสนเสียดาย

ฟักทอง ในความทรงจำของฉันหายไปไหน…???

ขอความกรุณาท่านนักพัฒนาพันธุ์พืชทั้งหลายได้กรุณานำมันกลับมาด้วยเถิด

ตอนที่ยังเด็กฉันเคยเห็นแม่ผสมเนื้อฟักทองบดลงไปในข้าวต้มเปื่อยๆ เอาไว้ป้อนน้อง พอโตขึ้นมาอีกหน่อยเราก็รู้จักกินฟักทองนึ่งโรยน้ำตาลทรายและมะพร้าวอ่อนขูด เป็นของหวานหนักท้องที่อร่อยอย่าบอกใคร

นอกจากฟักทองนึ่งโรยมะพร้าวขูดที่เป็นของกินเล่นแบบง่ายแสนง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อนแล้ว วันที่แม่อารมณ์ดี มักจะเกณฑ์พวกเรามาช่วยกันทำฟักทองแกงบวด

ตอนอยู่บ้านนอก เราปลูกฟักทองเองในสวน รอให้ได้เวลาแก่จัดค่อยเก็บกลับบ้าน ผลฟักทองเขื่องๆ เปลือกหนาแข็งเป็นกระดาน ไม่ค่อยมีใครอยากรับหน้าที่ฝานเปลือกฟักทองเลยสักคนเดียว สุดท้ายมาลงที่ฉันทุกที

ฟักทองนึ่งไม่ต้องเอาเปลือกออก แต่เวลาทำฟักทองแกงบวด แม่จะให้ฝานเปลือกทิ้งไปเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นขนมหวานแสนอร่อยของเราก็จะกระด้างเกินไป

สมัยนั้นมะพร้าวแก่เราจะขอแบ่งจากสวนของเพื่อนบ้านรั้วติดกันมาเก็บไว้ติดครัวคราวละลูกสองลูก มะพร้าวพวกนี้คุณยายข้างบ้านเจ้าของสวนจะรอให้มันแก่จัดจนหลุดจากขั้วหล่นลงพื้นเองแล้วค่อยไปเก็บมา เนื้อมะพร้าวที่ได้เป็นมันย่อง

สวนของคุณยายข้างบ้านมีมะพร้าวสูงลิ่วอยู่แค่เจ็ดแปดต้น แต่ก็ให้ลูกเหลือเฟือพอกินตลอดปี ทั้งเก็บไว้กินเอง แบ่งขายคนอื่น และแจกเพื่อนบ้าน

เวลากลางคืนเงียบสงัด ช่วงที่มะพร้าวแก่ได้ที่ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นตุบตับเป็นประจำ แม้แต่ยามกลางวันเวลาเดินผ่านสวนนี้ก็ต้องคอยแหงนหน้าดูว่ามีมะพร้าวแก่อยู่ที่ต้นไหนบ้าง กลัวว่ามันจะหล่นใส่หัวแบบไม่รู้ตัวได้ ก็ใครจะอยากโดนมะพร้าวทุบหัว…ถึงตายได้เชียวนา

….

ฟักทองแกงบวด เป็นขนมหวานในครัวไทยที่ง่ายแสนง่าย ใครๆ ก็ทำได้ มีองค์ประกอบเครื่องปรุงไม่กี่อย่าง นอกจากฟักทองเนื้อเหนียวแน่นแก่จัดแล้ว ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ น้ำตาล น้ำกะทิ และเกลือป่น

สูตรของแม่นั้นใช้ทั้งน้ำตาลทรายและน้ำตาลปี๊บ

และยังมีขั้นตอนการแช่ฟักทองที่หั่นแล้วกับน้ำปูนใส เพื่อให้เนื้อฟักทองกรอบกรุบ ไม่เปื่อยเละ เวลาเคี้ยวให้รสสัมผัสกรุบกรับ เป็นเสน่ห์ที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างการแช่น้ำปูนใสกับแบบไม่แช่

ฉันเคยสงสัยว่าทำไมน้ำปูนใสมีฤทธิ์มากมายขนาดนี้ ไปค้นหาคำตอบมาถึงได้รู้ว่า

เมื่อเอาปูนขาวหรือปูนแดงผสมกับน้ำจะได้สารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซด์หรือน้ำปูนใส มีคุณสมบัติเป็นด่าง สารละลายตัวนี้เมื่อจับตัวกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะทำปฏิกิริยากันก่อให้เกิดผลึกหินปูนเล็กๆ ขึ้นมา

เมื่อเรานำพืชผลจำพวกกล้วย ฟักทอง หรือมัน ไปแช่ในน้ำปูนใส ท่อน้ำเลี้ยงต่างๆ ของพืชเหล่านี้ซึ่งก็คือรูพรุนในเนื้อผลหรือพืชนั่นเอง มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่จึงทำปฏิกิริยากันกลายเป็นผลึกหินปูนเล็กๆ เคลือบผิวสัมผัสอยู่บางๆ

นั่นคือ สาเหตุที่ทำให้เกิดความกรอบ…ใครที่คิดได้เป็นคนแรก ช่างฉลาดเสียจริง

แต่เรื่องที่ยุ่งยากสุดในการทำขนมหวานจำพวกแกงบวดของบ้านเราสมัยนั้น ก็คือเรื่องการขูดมะพร้าว คั้นเอาน้ำกะทิค่ะ

เพราะกรรมวิธีของที่บ้านจะไม่มีทางลัดแบบทุกวันนี้ที่มีกะทิสำเร็จรูปบรรจุกล่องขาย แค่ฉีกห่อก็เทลงหม้อได้แล้ว หรืออย่างเลวร้ายที่สุดก็แค่ไปซื้อมะพร้าวขูดจากตลาดสดมาคั้นน้ำกะทิเอา ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย

แกงบวดหรือแกงเข้ากะทิทุกอย่างของที่บ้าน ไม่มีใครอยากจัดการกับการปอกมะพร้าวแม้แต่คนเดียว เพราะภารกิจอันหนักหนานี้เริ่มตั้งแต่เอามะพร้าวแก่ทั้งลูกมาปอกเปลือกออกให้หมด เกลาขุยให้เกลี้ยง ผ่าครึ่งกะลา และค่อยเอาไปขูดกับกระต่ายขูดมะพร้าว เป็นนานสองนานกว่าจะได้มะพร้าวขูดแล้วค่อยมาคั้นน้ำกะทิ

แต่เด็กในบ้านทุกคนจะต้องรู้จักวิธีปอกมะพร้าวแบบโบราณนี้ด้วยพร้า พวกเราถูกบังคับให้ทำ

เราจะจับตรงขั้วมะพร้าวแล้วสับมีดฉึกลงไปให้แม่นยำในแรงเดียวตรงส่วนบนใกล้กับขั้ว ระหว่างมีดยังฝังอยู่ในเปลือกมะพร้าวให้บิดมีดฉีกเปลือกแข็งออกเป็นริ้วๆ ไปในทางเดียวกันแล้วแต่ใครถนัดซ้ายขวา คล้ายกับเวลาเฉาะมะม่วงดิบ เพียงแต่การสับเปลือกมะพร้าวต้องใช้แรงมากกว่าและต้องแม่นยำจริงๆ

ไม่งั้นสับถูกมือตัวเองไม่รู้ด้วย

ริ้วที่ฉีกขาดรอบผลมะพร้าวจะช่วยให้เราฉีกดึงเปลือกหนาๆ ของมันออกได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นค่อยลอกขุยมะพร้าวส่วนที่เหลือออกให้เกลี้ยงหมดจด ก็จะได้ผลมะพร้าวในกะลาแข็งพร้อมใช้งานอยู่ในมือ

ด้วยพร้าอันเดิมนั่นแหละ ใช้ส่วนสันของมันเคาะแรงๆ โป๊กเดียวกึ่งกลางลูกมะพร้าวในทางขวางของตากะลา ผลมะพร้าวก็จะปริแตกออก เอาปลายมีดแงะรอยแตกให้กว้าง รองน้ำมะพร้าวไว้ดื่มก่อน จากนั้นเคาะโป๊กที่สองเปลือกกะลาก็แยกออกจากกัน

เด็กผู้หญิงเท่านั้นที่แม่มอบหน้าที่ขูดมะพร้าว

เราจะนั่งเบี่ยงอยู่บนกระต่ายขูดมะพร้าว ใช้น้ำหนักตัวกดเครื่องมือไว้ให้นิ่ง จากนั้นเริ่มขูดเนื้อมะพร้าวจากขอบนอกสุดก่อน หมุนเป็นวงกลมให้รอบกะลาแล้วค่อยๆ เลื่อนมันเข้าไปด้านในจนถึงก้นกะลา วิธีนี้จะทำให้ขูดมะพร้าวได้เกลี้ยงเกลา สวยงาม ไม่มีเนื้อเหลือติดกะลาให้น่าเสียดาย หรือเป็นรอยด่างให้รำคาญตา

นักขูดมะพร้าวมือดีจะต้องรักษาระดับน้ำหนักของแรงกดให้สม่ำเสมอ ค่อยๆ ดึงเนื้อมะพร้าวให้หลุดออกเป็นชั้นๆ ด้วยน้ำหนักเท่ากันตลอด เพื่อให้ได้ฝอยมะพร้าวที่ขูดขนาดเท่ากันทั้งหมด เวลาคั้นจะได้น้ำกะทิเต็มความมัน

และเมื่อเนื้อมะพร้าวใกล้หมดจนติดผิวกะลา ต้องระวังไม่ให้ขูดเอาผิวสีน้ำตาลที่หุ้มเนื้อมะพร้าวหลุดออกมาปนกับเนื้อขาวๆ ด้วยนะ

โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องการคั้นเอาหัวกะทิสีขาวจั๊วะเอาไว้โรยหน้าขนมสวยๆ ต้องไม่ให้มีเศษผงสีน้ำตาลหลุดเข้าไปปนในหัวกะทิเด็ดขาด

เมื่อก่อนฉันเคยทำหน้าที่นี้อย่างชำนาญงาน เป็นนักขูดมะพร้าวมือหนึ่งประจำบ้าน และเชื่อว่าถ้ามีโอกาสได้ใช้กระต่ายขูดมะพร้าวอีกครั้งก็ยังน่าจะใช้มันได้ดี

มันเกิดจากการ “ทำซ้ำ” เหมือนกับการเขียนหนังสือหรือการงานอื่นๆ

อะไรก็ตามที่เราทำซ้ำอยู่ทุกวัน แม้จะไม่ชอบ ไม่มีความสุข มันก็จะเกิดความเชี่ยวชาญอยู่ดี

….

วันนี้ กระต่ายขูดมะพร้าว หายสาบสูญไป จากครัวของทุกบ้านแล้ว

บางอันกลายเป็นของประดับตกแต่งสวน บางอันถูกทิ้งขว้างเป็นเศษขยะ และมีบ้างที่ไปอวดสวยอยู่ในตู้ของนักสะสมของเก่า

ฉันนั่งมองเถาฟักทองที่กำลังเลื้อยพันรั้วบ้าน คิดถึงฟักทองแกงบวดฝีมือแม่ นึกอยากเฉาะเปลือกมะพร้าว แล้วนั่งลงขูดกับกระต่ายได้อย่างไรกันหนอ…

นี่คือ อาการของคนชราที่โหยหาอดีตอันผ่านเลยนี่นา

กาลเวลากลืนกินทุกสรรพสิ่งอย่างจริงแท้ 

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150555&srcday=2012-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 527

ดินและปุ๋ย

มจธ. วิจัย “ดินไบโอ” ฮีโร่สิ่งแวดล้อม บล็อกสารพิษในดิน เก็บอาหารให้พืช

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โชว์ นวัตกรรม “ดินไบโอ” ร่วมปกป้องดินและน้ำจากสารพิษ เผยคุณสมบัติเด่นของดินไบโอที่สามารถดูดซับธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อพืช รวมทั้งโลหะหนัก จากโรงงานอุตสาหกรรม และพื้นที่ฝังกลบขยะ

ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีพื้นที่ทำการเกษตรมากเป็นอันดับที่ 48 ของโลก แต่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงเป็นอันดับ 5 ของโลก ซึ่งเป็นเหตุให้ผลิตผลมีการปนเปื้อนสารเคมี รวมถึงสารเคมีตกค้างในดินที่ใช้ในการเพาะปลูกพืช ทำให้ดินเสื่อมสภาพลง และมากที่สุดคือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันบางพื้นที่ของประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้งมากขึ้นเช่นนี้ โอกาสในการแพร่กระจายของสารเคมีในดินและน้ำยิ่งเพิ่มมากขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องการการป้องกันและแก้ไข

ปัจจุบันจึงมีหลายหน่วยงานให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว มีการนำเทคโนโลยีใหม่ เข้าจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นไม่เว้นแม้แต่ปัญหาดินเสื่อมโทรมจากการเกษตร ล่าสุดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) คิดค้นนวัตกรรมในการกักเก็บสารพิษไว้ที่เดิม ในผลงาน “ดินไบโอ” เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะมีคุณสมบัติสามารถบล็อกสารพิษไว้ในดิน อีกทั้งยังกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการปลูกพืชได้อีกด้วย

ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี และผู้ช่วยวิจัย ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม (มจธ.) เจ้าของผลงานดังกล่าวเปิดเผยว่า ดินไบโอ ไม่ใช่ดินที่อยู่ตามธรรมชาติทั่วไป แต่สังเคราะห์มาจากตะกอนจุลินทรีย์ ที่ได้จากโรงบำบัดน้ำเสียชุมชน นำมาผ่านกระบวนการปรับเสถียรอัลคาไลน์ (Alkaline Stabilisation Method) คือปรับค่า พีเอช ของตะกอนจุลินทรีย์โดยใช้สารอัลคาไลน์ เช่น ปูนขาว เถ้าลอยจากเตาเผาถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งทำให้ดินไบโอสามารถดูดซับธาตุอาหาร รวมทั้งสารอันตรายอย่างโลหะหนักได้ ช่วยลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ กระบวนการปรับเสถียรอัลคาไลน์ยังสามารถฆ่าเชื้อโรค และดับกลิ่นของตะกอนจุลินทรีย์ได้

“ดินไบโอที่สังเคราะห์ขึ้นมีลักษณะค่อนข้างร่วน อุ้มน้ำได้บางส่วน อีกทั้งยังมีสารอินทรีย์ และธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญของพืชอย่างไนโตรเจน และฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบหลัก โดยดินไบโอจะเปลี่ยนรูปของธาตุอาหารในดินให้พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที จึงช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ย และประหยัดน้ำในการเพาะปลูก” ดร. ธิดารัตน์ กล่าว

ที่สำคัญดินไบโอจะช่วยในด้านการเกษตรแล้วยังสามารถดูดซับโลหะหนักได้ จึงประยุกต์ใช้ในการฝังกลบขยะได้ เพราะปัจจุบันมีการกำจัดขยะจำนวนมหาศาลด้วยการฝังกลบ ขยะเหล่านั้นอาจมีสารอันตราย โดยเฉพาะโลหะหนักที่มักปะปนออกมากับน้ำชะขยะ ส่งผลให้มีการปนเปื้อนโลหะหนักในดินและแหล่งน้ำ แต่ดินไบโอมีคุณสมบัติดูดซับโลหะหนักได้ อาทิ โครเมียมเฮกซะวาเลนท์ ด้วยกระบวนการแปรสภาพเป็นไตรวาเลนท์โครเมียม จึงลดความเป็นพิษและละลายน้ำได้น้อยลง ถึงแม้น้ำชะขยะที่มีโลหะหนักโครเมียมจะมีสภาวะเป็นกรด ดินไบโอก็ยังสามารถกักเก็บโลหะหนักโครเมียมได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติทนต่อกรดที่มีค่า พีเอช ถึง 1.00 ได้ ดินไบโอจึงเหมาะสำหรับใช้เป็นวัสดุฝังกลบประจำวัน และนำไปฟื้นฟูสภาพน้ำใต้ดินที่ปนเปื้อนโลหะหนักได้อีกด้วย

นอกเหนือจากดินไบโอที่สังเคราะห์ขึ้นแล้ว ยังสามารถทำให้ดินตามธรรมชาติมีคุณสมบัติเหมือนดินไบโอได้ด้วย การปรับปรุงคุณภาพดิน หรือทำให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินเปลี่ยนแปลง โดยกระบวนการปรับเสถียรอัลคาไลน์ เช่นเดียวกับดินไบโอ ซึ่งใช้ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอย่าง ปูนขาว เถ้าลอย ซีโอไลต์ และโดโลไมท์ ผสมในดิน สารอัลคาไลน์เหล่านี้ทำให้ดินมีคุณสมบัติในการกักเก็บธาตุอาหารและโลหะหนัก เหมาะแก่การเพาะปลูกและใช้ฝังกลบขยะได้ดีเช่นเดียวกับดินไบโอ

ทั้งนี้ ดร. ธิดารัตน์ กล่าวว่า การทำงานวิจัยเรื่องดินนี้ มุ่งเป้าเพื่อให้เกิดงานที่วิจัยที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้นสามารถกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช และใช้ฝังกลบขยะเพื่อกักเก็บสารพิษอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เป็นวิธีการที่ง่ายและเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนวิจัย จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และผลงานนี้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการใช้งานจริงในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม หรือใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. (02) 270-1350-4 ต่อ 109, คุณน้ำ (081) 407-6609, คุณน้ำตาล (086) 835-2959

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056150555&srcday=2012-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 527

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา ta_nu_pong@hotmail.com

มังคุดเนื้อสีทับทิม (Ruby Mangosteen) นวัตกรรมใหม่ ที่ เมืองจันท์

มีความพยายามจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะนำมังคุดซึ่งเป็นผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชินีผลไม้มาแปรรูปหรือคิดค้นนวัตกรรมใหม่เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า ที่นอกเหนือจากการบริโภคสด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดจันทบุรีที่จัดว่ามีผลผลิตมังคุดสูงที่สุดในประเทศ

อย่างกรณีที่คณาจารย์จากสาขาเทคโนโลยีการจัดการและพัฒนาผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตจันทบุรี ได้ร่วมกันคิดค้นการแปรรูปมังคุดด้วยการนำไปทำเป็นเค้กมังคุด ก็ถือว่าเป็นทางเลือกอีกแนวทางหนึ่งเพื่อใช้เพิ่มมูลค่าของมังคุดและเพิ่มเงินในกระเป๋าอีกทางด้วย

ล่าสุดคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ได้ทำข้อตกลงร่วมกันในการร่วมพัฒนาผลไม้กับ บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจส่งออกผลไม้สดและแช่แข็งไปต่างประเทศ จึงได้มีการนำผลมังคุดแช่แข็งออกมาศึกษาคุณภาพภายใน ซึ่งพบว่าส่วนหนึ่งในบางผลมีสีแดงปะปนอยู่ จากนั้นได้ทำการศึกษาอย่างละเอียดพบว่า สีแดงที่ปรากฏบนเนื้อมังคุดมาจากเปลือก และเป็นสารที่มีชื่อว่า แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งผลจากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์หลายสำนักพบว่า สารในกลุ่มดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเปลือกอ่อน

จึงเป็นเหตุผลที่ต้องการได้ส่วนที่เป็นสีแดงจากเปลือกอ่อนให้เข้าไปอยู่ในส่วนของเนื้อที่เราใช้บริโภคโดยไม่จำเป็นต้องไปสกัดเอาสารแอนโทไซยานินจากเปลือกให้ยุ่งยาก พร้อมกับหยิบเอาความโดดเด่นของอัญมณีประจำจังหวัดจันทบุรีมาเป็นการตั้งชื่อของนวัตกรรมใหม่ ที่เรียกว่า “มังคุดเนื้อสีทับทิม” หรือ Ruby Mangosteen

คุณดวงเดือน เชิงเทิน ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด กล่าวว่า เหตุผลที่มาทดลองทำเนื้อมังคุดจากสีขาวให้เป็นสีแดงเพราะในปัจจุบันมังคุดเป็นผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรีผลิตได้ปริมาณมาก มีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ในบางปีถึงขนาดมีปริมาณล้นตลาดทำให้ราคาตกต่ำ จึงเห็นว่าควรทำอย่างไรที่จะหาทางออก และเห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมังคุด

“ความจริงที่บริษัทเป็นธุรกิจที่ส่งผลไม้ออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะมังคุดที่ส่งไปในลักษณะแช่แข็งและสดเป็นประจำอยู่แล้ว แต่หากต้องการผลักดันเพื่อให้มังคุดเป็นผลไม้ส่งออกที่มีความโดดเด่น ก็ควรจะหาสิ่งที่มีความแตกต่างจากมังคุดปกติเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าของมังคุด” คุณดวงเดือน กล่าว

กรรมการผู้จัดการให้รายละเอียดว่า เริ่มต้นด้วยการหาข้อมูลในผลมังคุดว่าที่เปลือกจะมีสารแอนติออกซิแดนต์ (Antioxidant) ที่มีคุณสมบัติในการกำจัดอนุมูลอิสระสาเหตุของสารก่อมะเร็ง จึงต้องหาวิธีทำอย่างไรให้สารตัวนี้เข้ามาอยู่ในเนื้อมังคุด

“มังคุดเนื้อสีแดงเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ โดยการพัฒนามาจากการผลิตมังคุดแช่แข็ง และจะมีคุณค่าทางอาหารและยา หรือมีความเป็น Super Fruit ที่มากกว่าผลมังคุดทั่วไป

แนวคิดนี้เริ่มมาประมาณปีกว่า และมีสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เป็นหน่วยงานที่ช่วยผลักดันในการสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อจัดทำเป็นโครงการนวัตกรรมของเครือข่าย ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์ไปใช้ประโยชน์” คุณดวงเดือน กล่าว

กรรมการผู้จัดการเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่ามังคุดด้วยการพัฒนาแปรรูปจากผลสดไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร อีกทั้งหากสามารถผลิตให้เนื้อมังคุดเป็นสีแดงจะมีคุณค่าทางอาหารและทางยาสูง นอกจากนั้น ยังเป็นการส่งเสริมและขยายช่องทางการตลาดของผลผลิตมังคุดของไทยให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับกระบวนการในการทำมังคุดสีเนื้อทับทิม กรรมการผู้จัดการอธิบายว่า จะเริ่มต้นจากการนำผลมังคุดสดจากกระบวนการผลิตแบบอินทรีย์ จากนั้นให้นำไปตรวจสอบคุณภาพทางกายภาพก่อน แล้วจึงนำไปทำความสะอาด นำไปบรรจุในถุงตาข่ายในปริมาณ 30 กิโลกรัม ต่อจากนั้นนำไปเก็บในห้องควบคุมความเย็น (chill room) เพื่อแช่เยือกแข็งที่อุณหภูมิ -40 องศาเซลเซียส ก่อน จากนั้นให้นำไปเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ -25 องศาเซลเซียส แล้วจึงค่อยนำไปสู่กระบวนการทำ Ruby Mangosteen

หากจะอธิบายง่ายๆ ก็คือ เป็นวิธีการแพร่ของน้ำในลักษณะดูดซึมที่ผนังเซลล์ของเปลือกซึ่งน้ำจะซึมผ่านจากด้านนอกแล้วก็จะผลักสารจากด้านในของเปลือกมังคุดเพื่อให้เข้าไปที่เนื้อมังคุดทำให้เนื้อมังคุดเป็นสีแดงทั้งลูก ทั้งนี้จะมีปัจจัยในเรื่องการควบคุมเวลามากำหนดว่าจะใช้เวลานานเท่าไรจึงจะพอดี ทั้งนี้ เป็นการทดลองในแต่ละช่วงเพื่อหาข้อมูลประเมินผล แล้วค่อยปรับให้เหมาะสมทั้งเวลาและปริมาณ

ส่วนด้านการวิเคราะห์ปริมาณ Antioxidant Activity นั้น ได้มีการส่งตรวจเพื่อหาปริมาณ Antioxidant Activity ในเนื้อมังคุดสีแดงกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยวิธีการ ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) คือวิธีการวัดศักยภาพของสารต้านอนุมูลอิสระที่จะทำให้อนุมูลอิสระกลายเป็นกลาง โดยระบุว่า ค่า ORAC ยิ่งสูง แสดงว่ามีประสิทธิภาพในการยับยั้งสารอนุมูลอิสระสูงไปด้วย ทั้งนี้ ผลการวิเคราะห์ปริมาณ Antioxidant Activity ในครั้งที่ 2 ได้ค่า Total (ORAC) เกือบถึง 7,000

“ขณะนี้วิธีการทดลองตัวอย่างดังกล่าวประสบผลไปเป็นขั้นเป็นตอน ตามกระบวนการทางการทดลองที่ได้มาตรฐานถูกต้อง และแต่ละขั้นตอนก็จะมีการเก็บผลการทดลองนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์สรุปผล

อย่างไรก็ตาม การทดลองนี้เป็นความร่วมมือการทำโครงการร่วมกับ สนช. ซึ่งจะต้องรอให้ปิดโครงการเพื่อสรุปผลของแต่ละขั้นตอนเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งเหลืออีกกลุ่มหนึ่งและเป็นกลุ่มใหญ่ จากนั้นถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ถือว่าเป็นวิธีการที่ครบสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงเริ่มทำการตลาดต่อไป เพียงแต่ขณะนี้ส่งไปเป็นตัวอย่างให้กับลูกค้าที่ต่างประเทศเพื่อตรวจสอบความต้องการของลูกค้าก่อน” กรรมการผู้จัดการกล่าว

คุณดวงเดือน เปิดเผยว่า จากการทดลองพบว่าการเลือกขนาดผลมังคุดก็มีความสัมพันธ์กับรสชาติ ทั้งนี้เพราะในความเป็นจริงจะต้องใช้ผลที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากมีปริมาณเนื้อมาก รสชาติจะอมเปรี้ยวผสมกับรสฝาดจากเปลือกที่มีเล็กน้อย แต่หากใช้ขนาดผลเล็กด้วยความที่มีเนื้อน้อยจะทำให้เพิ่มรสฝาด มากกว่าผลขนาดใหญ่

สำหรับคนไทยเคยนำไปให้ชิมแล้วต่างบอกว่า มีรสชาติฝาดเกินไป และหากทำการตลาดในประเทศอาจต้องปรับเป็นการแปรรูปอย่างอื่น เช่น น้ำผลไม้ เป็นต้น ดังนั้น ตลาดคนไทยอาจยังไม่เหมาะสมเท่ากับในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้กำลังวางตัวสินค้าไปที่ตลาดเกาหลีก่อน จากนั้นหากได้รับความนิยมอาจต่อไปยังอีกหลายประเทศ

สนใจข้อมูล หรือต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับมังคุดเนื้อสีทับทิม (Ruby Mangosteen) ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของการผลิตมังคุด และเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภค ติดต่อได้ที่ บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด เลขที่ 61/1, 67/24 หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี โทรศัพท์ (039) 395-678

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05069150555&srcday=2012-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 527

สัมภาษณ์พิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

อาจารย์ปราโมช ร่วมสุข คณบดี คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

“เป้าหมาย ไม่ต้องการให้ศิษย์ที่จบออกไปเป็นลูกจ้าง แต่ต้องการให้พวกเขาที่จบออกไปแล้ว ไปทำสวนด้วยตัวเอง ไปทำธุรกิจของครอบครัวที่มีอยู่ หรือไปสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง”

จังหวัดจันทบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทย เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งในดินและในน้ำ มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการทำการเกษตร โดยเฉพาะการเพาะปลูกผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลางสาด ลองกอง และพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ เช่น พริกไทย และยางพารา ดังนั้น ในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงฤดูผลไม้ประจำปี จะมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวและซื้อหาผลไม้รสอร่อย ราคาถูก และมีคุณภาพดี ที่จังหวัดจันทบุรี

มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เป็นสถาบันอุดมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่ เลขที่ 41 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ประกาศจัดตั้งครั้งแรก เป็น “วิทยาลัยครูจันทบุรี” เมื่อ วันที่ 15 มิถุนายน 2515 ณ บริเวณวังสวนบ้านแก้ว อันเคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระนางเจ้า รำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ซึ่งได้พระราชทานให้กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งเป็นวิทยาลัยครูจันทบุรี และได้รับพระราชทานตราศักดิเดชน์ ซึ่งเป็นตราประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นตราประจำวิทยาลัย

ต่อมา เมื่อเดือนมีนาคม 2528 ได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยของ สมเด็จพระนางเจ้า รำไพพรรณี เป็นนามของวิทยาลัย ว่า “วิทยาลัยรำไพพรรณี”

เมื่อ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อให้เป็น “สถาบันราชภัฏรำไพพรรณี” และได้เปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี” ตามประกาศพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ เมื่อ วันที่ 15 มิถุนายน 2547

คณะเทคโนโลยีการเกษตร ถือว่าเป็นคณะหนึ่งของสถาบันแห่งนี้ที่มีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการสร้างบัณฑิตหลายต่อหลายรุ่นออกไป เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเกษตรกรรม อันถือเป็นอาชีพหลักของคนในประเทศ ขณะเดียวกันได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้มีความพร้อม เพื่อก้าวสู่ความเป็นอาเซียนในอนาคต

ปัจจุบัน คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มี อาจารย์ปราโมช ร่วมสุข ดำรงตำแหน่งคณบดีอยู่ในขณะนี้ นอกจากตำแหน่งสำคัญทางด้านการศึกษาแล้ว ท่านยังเคยรับตำแหน่งเป็นประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี ซึ่งถือเป็นองค์กรสำคัญทางด้านการค้า ในโอกาสเดียวกันนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ท่านคณบดีเกี่ยวกับมุมมองทางมิติของการศึกษาในคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีและมิติของการค้าขายผลไม้จังหวัดจันทบุรี

แนวทางการสร้างบัณฑิต

ด้านการเกษตรในปัจจุบัน

มีการดำเนินการ อย่างไรบ้าง

ถ้าจะเริ่มต้นคิด จะต้องเข้าใจก่อนว่า ความจริงสายเกษตรจัดว่าเป็นสายอาชีวะ สิ่งที่สถาบันที่สอนด้านการเกษตรหลายแห่งมักประสบปัญหาเดียวกันคือ เกิดมีการลดบทบาทของความเป็นอาชีพด้านเกษตรให้เหลือน้อยลง ลดความเป็นอาชีวะลง นั่นหมายถึง ลดงานด้านปฏิบัติการน้อยลงไป กลับไปเน้นด้านทฤษฎีเพิ่มมากขึ้น หรืออาจมากเกินไป ซึ่งคงไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความผิดของใคร หากเป็นเพราะโครงสร้างประเทศมีการปรับเปลี่ยนใหม่

หากย้อนกลับไปดูการศึกษาระดับมัธยมในสมัยก่อน พบว่า ยังคงมีการสอนด้านวิชาเกษตรกรรม ศิลปะ งานช่างไม้ แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว เปลี่ยนไปเป็นการงานพื้นฐานอาชีพ เป็นการเรียนเพื่อเน้นความจำเพียงอย่างเดียว ขณะที่หากขยับขึ้นไปในระดับหลักสูตรที่สูงขึ้น มีการจัดเป็นหลักสูตรทางด้านการบริหาร หรือ เป็น MBA กันเสียมาก เป็นการย้ำถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องมีมากยิ่งขึ้น ดังนั้น คนที่สนใจต้องหันไปเรียนด้านสังคม หรือสายที่มุ่งไปด้านการบริหาร

อีกประเด็นของการผลิตนักการเกษตรในประเทศไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอาจเกิดจากการที่ภาครัฐขาดการเอาจริงต่อภาคเกษตร กลับไปให้ความสำคัญกับภาคอื่นมากกว่า ดังนั้น สมัยหนึ่งที่มีการวัดกันด้วย GDP ผลออกมาว่า ภาคเกษตร มีเพียง 11 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งในจำนวนดังกล่าวประกอบไปด้วย ข้าว ยาง อ้อย ก็ถูกรวมอยู่ในนั้น และเป็นภาครวมเกษตรของคนทั้งประเทศ ทั้งนี้ หากระบุว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศสร้างรายได้ไม่มาก อาจจะไม่จำเป็นต้องแบ่งความช่วยเหลือมาให้มากนัก แต่ขณะเดียวกันเมื่อเกิดความเดือดร้อนคราวใด ก็จะหันมาพึ่งภาคเกษตรทุกครั้ง ดังนั้น ภาคเกษตรอาจเปรียบเสมือนเชือกกั้นเวทีมวย ที่เวลาชกกันแล้วต้องหนีไปพิงเชือกไว้ก่อน

แต่ความจริงทั้งโลกอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร ณ ขณะนี้ ดูอย่าง ทุเรียน กิโลกรัมละ 40 บาท ซึ่งถือว่าไม่แปลก เพราะอยู่ในช่วงเกิดสภาวะขาดแคลนอาหาร ดังนั้น ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอาจเป็นภาพรวมกับสำหรับคนที่มองภาพภาคการเกษตรและสนใจต้องการมาเรียน อาจคิดว่ามีความยุ่งยาก เพราะสื่อทุกแขนงนำเสนอทุกอย่างของภาคเกษตรว่ามีความยุ่งยาก และลำบากไปหมด

ความที่ผมเคยมีบทบาทในหอการค้าจังหวัด มีสิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งว่า ลูกค้าหลักของโรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรีคือชาวสวน ลูกค้าหลักของผู้ประกอบการขายรถทุกชนิด ทุกยี่ห้อ รวมไปถึงห้างร้านดังหลายแห่งในจังหวัดจันทบุรี ก็คือ ชาวสวนเช่นกัน จึงอยากจะบอกว่า ความจริงแล้วพวกเขาเหล่านั้นมีฐานะ มีความเป็นอยู่ที่ดี แต่ภาพที่ปรากฏในมุมต่างๆ จะพบว่าเป็นความยากลำบากของชาวสวน ขณะเดียวกันบรรดาชาวสวนทุกคนก็จะพูดถึงความลำบากเพียงอย่างเดียว ที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะพวกเขาต้องการทำให้เห็นว่า อาชีพนี้มาจากความลำบาก เป็นการสร้างคุณค่าต่ออาชีพ ที่ผ่านมาสื่อทุกแขนงไม่เคยแสดงให้เห็นคุณค่าของเกษตรกร จนเกษตรกรเองต้องพยายามพิทักษ์คุณค่าในอาชีพนี้ไว้

เพราะฉะนั้นนโยบายของภาครัฐต้องชัดเจนว่า จะไปทางไหน ต้องมองภาคเกษตรกรรมว่า จะทำอย่างไร นอกจากนั้น ควรกำหนดเป้าหมายภาคเกษตรว่า ควรจะอยู่อย่างไร คิดแต่จะขายยางดิบ ขายข้าวเปลือก หรือข้าวสาร อย่างนั้นหรือ? หรือคิดว่าควรจะแปรรูปเป็นอาหารก่อน สุดท้าย ก็เคยคิดว่าทางออกที่ดีของสินค้าเกษตรก็คือ ทางรัฐบาลควรเข้ามาช่วยแปรรูป เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า โดยการทำพร้อมใช้งานได้ทันที ยกตัวอย่างของ ยางพารา ที่ผลิตยาง จำนวน 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ปริมาณ 3-4 ล้านตัน ถามว่า ประโยชน์ที่ได้จากตรงนี้ นำไปทำอะไร ในมูลค่าเท่าไร ปรากฏว่า ใน 10 เปอร์เซ็นต์ ที่นำไปแปรรูปเป็นยางรถยนต์หรืออื่นๆ ได้มูลค่าเท่ากับอีก 90 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ดังนั้น 100 เปอร์เซ็นต์ แปรรูปได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แล้วมูลค่าที่ได้จากการแปรรูปของ 90 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ แล้วทำไมจึงไม่ทำกัน

ก็เช่นเดียวกับทางภาคเกษตรที่ไม่ควรไปมองว่า เป็นเพียงสินค้าเกษตรเท่านั้น ควรมองให้เป็นในรูปของอาหารที่สำเร็จแล้ว ทำให้เป็นตัวสินค้าหรือโปรดักซ์ให้ได้ ฉะนั้น ทุกวันนี้ผมได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนช่วยในระดับท้องถิ่นเพื่อวางนโยบายว่า ตั้งแต่ ปี 2555-2558 มีการกำหนดว่า จะไปในทิศทางใด มองว่าภายในจังหวัดจันทบุรีควรจะจัดตั้งเป็น HUB ในภูมิภาคนี้ เพื่อเป็นการเตรียมตัวรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นการนำระบบการผลิตที่มีความทันสมัยและปลอดภัย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยจะไม่คิดทำจนเกินตัว แต่กลับมาคิดว่าเรามีทุนมาจากอะไรได้บ้าง เช่น จากโอท็อป (OTOP) จากวิสาหกิจชุมชน จากชุมชนสหกรณ์ เหล่านี้ก็จะเป็นตัวผลักดันและขับเคลื่อนออกไปให้มีบทบาทที่โดดเด่น เพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้สามารถยืนอยู่ได้อย่างที่เคยมีผลงานมาแล้วมากมาย เพราะพวกเขาทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย ดังนั้น จึงมีการกำหนดออกมาเป็น “จันทบุรีโมเดล”

ดังนั้น ถ้าภาพออกมาว่า ภาคเกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างแข็งแรง มีความเข้มแข็งโดยจะไม่ใช้วิธีแบบโบราณ แต่ต้องเป็นเกษตรกึ่งอุตสาหกรรม คือต้องมีการเพิ่มมูลค่า ไม่ว่าจะใช้ในรูปอุตสาหกรรมหรืออย่างอื่นก็ตาม

ทั้งนี้ จึงมาเข้าหลักอย่างที่ผมบอกไว้ว่า เป็นการตัดรองเท้าให้เท่ากับเท้า คือวางหลักสูตรเดียวกันทั้งประเทศ และต้องเรียนให้เหมือนกัน คือเป็นการไปมองเชิงวิชาการมากเกินไป ละเลยด้านการปฏิบัติ ผมเองพร่ำบอกลูกศิษย์เสมอว่า คุณจะไม่ประสบความสำเร็จหากคุณเลี้ยงหมูด้วยปาก คุณจะไม่สามารถปลูกผักได้ด้วยการพูด นั่นหมายถึง ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง จะผิดหรือถูกต้องทำด้วยตัวเอง มิใช่เหมือนทฤษฎีในปัจจุบัน ที่ว่า “ปลูกผักบนแผ่นใส เลี้ยงไก่บนเพาเวอร์พอยต์” เพราะถ้าคุณต้องการเลี้ยงไก่ ต้องเลี้ยงแบบจริงๆ อันนี้แหละที่กำลังมีปัญหา เพราะความจริงต้องฝึกฝนให้คนด้านเกษตรเป็นมืออาชีพ

คิดว่า บัณฑิตที่สำเร็จออกไปแล้ว

มีความเชื่อมั่นมากน้อยแค่ไหน

โดยกระบวนการของระบบจะมีการติดตามผู้ที่จบไปแล้ว ที่เรียกว่า ความพึงพอใจกับผู้ใช้บัณฑิต ก็ต้องตามไปเก็บข้อมูลว่าเป็นอย่างไรบ้าง รับผิดชอบตามที่มีการกำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะเป้าหมายไม่ต้องการให้ศิษย์ที่จบออกไปเป็นลูกจ้าง แต่ต้องการให้พวกเขาที่จบออกไปแล้ว ไปทำสวนด้วยตัวเอง ไปทำธุรกิจของครอบครัวที่มีอยู่ หรือไปสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง เพราะเรามองเห็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งว่า พ่อ-แม่ ขาดผู้ช่วย แล้วขายสวนทิ้งกันหลายราย ขณะนี้ตลาดกลุ่มนี้มีการขยายตัวตลอด และยังต้องการสินค้าที่มีผลผลิตอีกมาก

ถ้าอยากจะบอกให้บัณฑิตทุกคน

กลับมาทำสวน ควรบอกอย่างไร

อาชีพเกษตรกรรมถ้าทำอย่างมีวิชาการก็ไปได้ดี เคยคิดบ้างไหมว่า เมื่อก่อนคนที่ทำเกษตรกรรมเคยร่ำเรียนกันมาหรือไม่ ในอดีตทำเกษตรกรรมกันมาจนได้ดีมีฐานะมั่นคง แล้วคนที่เรียนมาโดยตรง ควรมีโอกาสมากกว่ามิใช่หรือ แต่ก็ไม่ทราบว่า ทำไมจึงไม่ค่อยคิดอยากจะมาเรียนกันทางด้านนี้ ดังนั้น ประโยคหนึ่งที่ผมไม่ชอบเลยคือ ที่บอกว่า “เกษตรไม่ต้องเรียนก็ทำได้” เพราะถ้าคิดอย่างนั้น ผลก็ออกมาแบบนี้ อย่างที่เห็นกัน ดังนั้น อยากบอกว่า อาชีพเกษตรกรรมมีความมั่นคง

อยากจะบอกว่า เรื่องราวความภูมิใจในมิติต่างๆ ของเกษตรกรในอดีตไม่เคยมีการกล่าวถึงกันเลย แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับนักศึกษารุ่นใหม่ก็คือ ความสะดวกสบาย แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ดีขึ้นมาก บรรดาลูกชาวสวนหลายแห่งเริ่มกลับมาช่วยพ่อ-แม่ และครอบครัวกันมากขึ้น จึงเห็นว่าทุกอย่างอยู่ที่การสื่อสารกันว่าจะช่วยกันทำอย่างไร สิ่งที่ทำกันอยู่ก็มีไม่มาก แต่สิ่งที่สำคัญและเป็นหลักที่มีคนสนใจทั่วประเทศกลับไม่ได้ทำ หรืออย่างที่เห็นภาพชัดเจน เช่น มีโครงการคนพันธุ์ R เกิดขึ้น หากลองมาทำเป็นโครงการคนพันธุ์ A บ้าง ก็ดีนะ มิเช่นนั้น ถ้าไม่คิดทำอะไรตอนนี้ ต่อไปคงลำบากแน่ ดังนั้น ทุกสิ่งต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้ และเน้นว่าการประกอบอาชีพนี้สามารถสร้างรายได้ให้มีความมั่นคง อย่าไปหลงทาง อย่าไปหลงกระแส

ในฐานะที่อาจารย์อยู่ในแวดวง

พืชและผลไม้ มีหลักในการช่วย

แก้ไขปัญหา เรื่องราคาอย่างไร

ให้คิดอย่างนี้ก่อนว่า ถ้าคุณภาพสินค้าอยู่ที่คุณภาพคน ราคาดีจึงอยู่ที่คุณภาพสินค้า ดังนั้น การที่ผมเข้ามาสอนที่สถาบันแห่งนี้ เพราะต้องการผลิตให้คนมีคุณภาพก่อน เพราะการผลิตสินค้าได้ดี ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ ไม่รักษาคุณภาพ ก็ไม่ชนะ แม้ว่าจะมีหีบห่อที่สวยหรูก็ตาม แต่ถ้าสินค้าภายในคุณภาพไม่ดีพอ ก็แพ้เช่นกัน ดังนั้น จึงต้องมาเริ่มที่คนก่อนว่า ใครควรมีหน้าที่ทำอะไร สำหรับตัวผมได้มีส่วนร่วมในฐานะคนจังหวัดจันทบุรี ได้มีการจัดประชุมในระดับจังหวัดเพื่อกำหนดทิศทางให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องการเอาชนะด้วยการปิดถนน นอกจากนั้น เกษตรกรควรจะรักษาแผ่นดินที่เขาเกิดได้ การพูดเช่นนี้บางทีดัชนีชี้วัดต่อจากนี้ไปอาจดูจากป้ายขายที่ดินในเขตจังหวัดจันทบุรีคงจะลดน้อยลงแล้ว เพราะเราไม่ต้องการให้คนต่างถิ่นมาถือครองที่ดินในจังหวัดจันทบุรีแทนคนจันท์

ฉะนั้น ความเป็นโมเดลของจันทบุรี จึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย และต้องเป็นโมเดลที่ได้มาตรฐานทุกอย่าง จากภาวะความต้องการของตลาดในปัจจุบัน ทำให้คุณภาพขาดความแน่นอน จึงมีคำพูดกันในกลุ่มว่า “ทุเรียนเนื้อขาวขายแพง ทุเรียนเนื้อแดงขายถูก” นั่นเป็นเพราะขาดการดูแลทั้งระบบ ดังนั้น ต่อจากนี้จะต้องมีการมองไปที่ภาพใหญ่ มองภาพกว้างแล้วค่อยๆ บีบลงมา จะต้องเริ่มต้นด้วยการจับในเรื่องของราคา มีการกำหนดบทบาทของสหกรณ์หลายแห่งให้มีความชัดเจน มีการกำหนดราคาร่วมกันอย่างเข้มแข็ง อย่าปล่อยให้คนต่างชาติเข้ามากำหนดราคากันเอง

เรื่อง AEC หรือ Asean

Economics Community จะเป็นอย่างไร

เป็นเรื่องของภาคเกษตรที่ต้องมาทำความเข้าใจ หากถ้ายกตัวอย่างว่า ทำไม จังหวัดจันทบุรี ต้องเป็น HUB ด้านการเกษตรและอาหาร เพราะสินค้าเกษตรอย่างเดียวทำราคาไม่ได้ สร้างมูลค่าไม่ได้ จึงมีคำถามตามมาว่า จะทำสินค้าไว้ขายแค่ 3 เดือน เท่านั้นหรือ? แล้วอีก 9 เดือน จะเกิดอะไรขึ้น

ดังนั้น AEC วันนี้ คือสิ่งที่ต้องมาทำความเข้าใจกันว่า กำลังเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่ใช่ประเทศไทย แต่เป็นจังหวัดไทย ของประเทศอาเซียน เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องเคลื่อนย้ายอะไรหลายอย่าง ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลานั้นทางจันทบุรีอาจต้องยอมให้ผลไม้จากประเทศอื่นเข้ามาบ้าง ตามความจำเป็น

สิ่งที่ต้องมาทำความเข้าใจต่อไปอีกคือ ในภาคเกษตรจะเป็นอย่างไร จะมีการกำหนดให้เป็นอย่างไร และจะกำหนดวิธีการค้าขายกันอย่างไร จะกำหนดให้อะไรเข้ามาบ้าง แล้วจะส่งอะไรออกไปขายบ้าง เรื่องอย่างนี้ต้องมีความชัดเจน ต้องมีการเตรียมความพร้อมจากภาครัฐบาลของทุกหน่วยงาน ที่สำคัญคนของทางภาครัฐต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งเสียก่อน แล้วจึงไปถ่ายทอดให้กับชาวบ้าน

ขณะนี้ทางคณะเทคโนโลยีการเกษตร ได้เตรียมความพร้อมด้วยเช่นกัน โดยได้เปิดสอนวิชาเกษตรในอาเซียน และเป็นวิชาบังคับของคณะ เพื่อให้นักศึกษารู้และเข้าใจว่า เขากำลังทำอะไรกัน ขายอะไรกัน

อย่างไรก็ดี ในเรื่องของ AEC ควรมองภาพอย่างนี้ก่อนว่า ถ้าเป็นภาคเกษตรกรรมแล้ว จันทบุรี ตราด ระยอง หรือชุมพร ต่างอยู่ในภาคเกษตร แล้วไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม เขมร ต่างก็เป็นประเทศที่อยู่ในด้านเกษตรเช่นกัน ดังนั้น ในวันนี้เป็นประเทศไทย ต่อไปวันหน้าอาจต้องเป็นประเทศอาเซียน คราวนี้ความสัมพันธ์ระหว่างจันทบุรี ตราด ระยอง และชุมพร จะเป็นอย่างไร เพราะถ้าจะพูดถึงพ่อค้า อาจเป็นกลุ่มเดียวกัน ฉะนั้น อาเซียนก็เช่นเดียวกัน จะต้องเป็นพ่อค้ากลุ่มเดียวกัน

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง ที่เห็นได้ชัดคือ ค่ายรถใหญ่หลายค่าย อาจนำรถบางรุ่นที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขายในไทย ถามว่า แล้วต่างกันตรงไหน ทำอย่างนี้ผู้บริโภคไม่รู้ แต่คนทำธุรกิจเท่านั้นที่รู้ เช่นเดียวกับภาคเกษตร ควรมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและควรร่วมมือกัน

ดังนั้น ขอบอกอีกครั้ง สำหรับ AEC ว่า ภาครัฐควรอธิบายให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจว่า ควรทำอย่างไร แล้วจะให้เลือกอยู่ช่องไหน แต่เท่าที่ดูแล้ว ภาคการเกษตรคงจะรับผลกระทบช้าและกระทบแบบเป็นวงกว้างกว่าเรื่องอื่น เพราะฉะนั้นภาคเกษตรมีอยู่อย่างเดียว ที่น่าสนใจคือ จะสร้างมูลค่าสินค้าได้อย่างไรในภาวะที่โลกกำลังขาดแคลนอาหาร และไม่ควรขายของดิบ…

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150555&srcday=2012-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 527

ฎีกาชาวบ้าน/กรมประมงแจ้งข่าว

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไตร่ตรองไว้ก่อน/กรมประมง เปิดระบบ FSW (เคาน์เตอร์เซอร์วิส)

ไตร่ตรองไว้ก่อน

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ

o-pas@matichon.co.th

ถ้าฆ่าโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น กฎหมายเอาโทษหนักถึงตายเลยทีเดียว 

ดังที่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) บัญญัติไว้ว่า

“ผู้ใด ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต้องระวางโทษประหารชีวิต”

ไม่มีโทษสถานอื่น ไม่มีโทษเบากว่านี้ให้ศาลเลือก ต้องรับโทษประหารชีวิตสถานเดียว เว้นแต่ว่ามีเหตุบรรเทาโทษสำหรับกรณีนั้นๆ แต่ถ้าได้กระทำไป โดยเจตนาโดยบันดาลโทสะ กฎหมายเอาโทษเบากว่า

โดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 บัญญัติว่า

“ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้”

อย่างไรเป็นการกระทำโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และอย่างไรเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะนั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ หรือเป็นเรื่องๆ ไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าอย่างไรเป็นไตร่ตรองไว้ก่อน

กฎหมายคงมีหลักเกณฑ์บัญญัติไว้เฉพาะ การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะเท่านั้น ว่า

ต้องมีการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น คือเหตุการข่มเหงนั้นต้องร้ายแรงและต้องไม่เป็นธรรม ซึ่งต้องได้สัดส่วนกับความผิดด้วย ไม่ใช่ว่าถูกข่มเหงด้วยการหยิกเอา 2 ที หรือดุด่าว่ากล่าว ว่ากระทบกระแทกเอาว่า ไม่หล่อ ไม่สวย หรือเป็นคนหน้าหนา แล้วจะถึงกับเอาปืนยิงหรือคว้าเอามีดมาแทงสวนออกไปฆ่าคนที่ว่ากล่าวนั้น

ต้องกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหง ไม่ใช่ไปกระทำความผิดต่อคนอื่น

ทั้งต้องกระทำในขณะนั้น ไม่ใช่ว่าผ่านพ้นล่วงเลยเวลาไปแล้ว จึงไปกระทำความผิดตอบแทนเขา

เหมือนอย่างคดีนี้ ศาลฎีกาพิพากษาว่า ไม่ใช่กระทำผิดโดยบันดาลโทสะ แต่เป็นกรณีการกระทำผิด โดยการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

โทษถึงประหารชีวิตทีเดียว ยังดีว่า มีเหตุบรรเทาโทษ จึงได้รับการลดโทษลงมา

คุณเงือบ คุณโผง คุณสมชาย ต่างเป็นคนงาน ทำงานอยู่ที่เดียวกัน สนิทสนมกลมเกลียวกันดี (ในเวลาที่ต่างไม่เมาด้วยกัน) ตกเย็นก็ซื้อหาอาหารมารับประทาน ดื่มกินกันเป็นประจำ เป็นที่รับรู้กันทั่วไปในบรรดาชาวบ้านคนงานย่านเดียวกัน

เย็นวันหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเช่นเย็นวันก่อน ทั้ง 3 เลิกงานแล้วซื้อหาของรับประทานมาตั้งวางกันที่บ้านที่พักของคุณโผง ซื้ออาหารมาแล้ว ยังขาดเพียงแต่น้ำเปลี่ยนนิสัย คุณเงือบกับคุณสมชายจึงชักชวนกันออกไปซื้อ ขากลับเมากันมาทั้งคู่ แต่คุณเงือบหัวแตกเลือดอาบมาด้วย คุณโผง ถามว่า ไปโดนอะไรมา คุณเงือบ ว่า ไอ้สมชายเอาขวดเหล้าตี

นั่งล้อมวงกัน 3 คน ทั้งดื่มและกินข้าวด้วยกันจนอิ่ม

คุณเงือบ ขอตัวกลับ ส่วนคุณโผงกับคุณสมชายขึ้นบ้านกางมุ้งนอน

คุณโผงและคุณสมชายหลับไปในทันใด ตกใจตื่นอีกทีเมื่อเวลาล่วงมากว่า 2 ชั่วโมง เพราะคุณเงือบมาตลบมุ้ง เอาไฟฉายส่อง แล้วใช้มีดอีโต้ที่วางอยู่ใกล้ๆ นั้น ฟันเอาๆ ที่หัว ที่คอ คุณสมชายจนตาย

คุณเงือบถูกจับกุมดำเนินคดี พนักงานอัยการฟ้องข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

คุณเงือบ รับว่า ฆ่าจริง แต่เพราะบันดาลโทสะ ขอให้ลงโทษน้อยหน่อย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผิดฐานฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

คุณเงือบ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณเงือบฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คุณเงือบใช้มีดฟันคุณสมชายผู้ตายหลังจากที่คุณสมชายใช้ขวดตีหัวแล้ว และยังมากินข้าวด้วยกัน จนอิ่มแล้วแยกย้ายกันไป ต่อมานานถึง 2 ชั่วโมงเศษ จึงกลับมาที่บ้าน แล้วใช้มีดฟันคุณสมชายขณะนอนหลับ พฤติการณ์ชี้ชัดว่า เหตุการณ์ที่คุณสมชายใช้ขวดตีคุณเงือบนั้นขาดตอนไปแล้วตั้งแต่มานั่งกินข้าวด้วยกัน แต่คุณเงือบกลับบ้านคิดแค้นอยู่ 2 ชั่วโมง จึงกลับมาฆ่าคุณสมชาย พฤติการณ์ชี้ชัดว่าเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ไม่ใช่บันดาลโทสะ

ศาลฎีกาพิพากษาว่า เป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 81/2554)

กรมประมงแจ้งข่าว

กรมประมง เปิดระบบ FSW (เคาน์เตอร์เซอร์วิส)…

ออกใบอนุญาต นำเข้า-ส่งออก สัตว์น้ำ ผ่านอินเตอร์เน็ต

เมื่อพูดถึงกระบวนการขอรับใบอนุญาต การออกใบรับรองต่างๆ ผู้ขอรับอนุญาตอาจต้องติดต่อกับหลายหน่วยงาน และเสียเวลาในการดำเนินการหลายวัน กรมประมง ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงดำเนินการเพื่อลดความยุ่งยากเหล่านี้ ด้วยเปิดให้บริการขอใบอนุญาตและใบรับรอง ผ่านระบบ Fisheries Single Window : FSW อีกทั้งยังได้เปิดให้บริการแบบ เคาน์เตอร์เซอร์วิส จุดเดียวเบ็ดเสร็จ ลดขั้นตอนความยุ่งยากในการออกใบรับรอง และใบอนุญาต นำเข้า-ส่งออก สัตว์น้ำ

กรมประมง ได้เปิดให้บริการระบบเชื่อมโยงคำขอกลางและระบบสนับสนุนการออกใบอนุญาตและใบรับรองเพื่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าประมงในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอินเตอร์เน็ต (Fisheries Single Window : FSW) ระบบดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปกระบวนการดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างประเทศ

ระบบนี้จะครอบคลุมการเชื่อมโยงกระบวนงานเพื่อการจัดทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในพิธีศุลกากรการออกใบรับรองและใบอนุญาตต่างๆ ของหน่วยงานราชการและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ขั้นตอนลดลง เอกสารลดลง เพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาในการดำเนินการ เพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส ด้วยการตรวจสอบข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างหน่วยงาน (Data Cross Checking) ลดปัญหาการปลอมแปลงเอกสาร เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับควบคุมของหน่วยงานรัฐ และเพิ่มบริการที่รวดเร็วมีคุณภาพแก่ผู้รับบริการ ผู้นำเข้า และผู้ส่งออก

นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวนี้ จะสามารถให้บริการในลักษณะเบ็ดเสร็จจากหน้าต่างบริการเดียวกัน (One Stop หรือ Single Window) และดำเนินการแบบลดและไร้กระดาษ (Paperless Trading) ซึ่งหลังจากที่กรมประมงได้เปิดให้บริการไปตั้งแต่ วันที่ 16 มกราคม 2555 มีผู้มาลงทะเบียนเข้าใช้ระบบนี้กว่า 600 ราย และได้ให้บริการออกใบอนุญาต นำเข้า-ส่งออก สัตว์น้ำผ่านระบบดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว กว่า 5,000 ฉบับ

โดยในระยะแรกนั้น ได้เปิดให้บริการในสัตว์น้ำนำร่อง จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ ปลาทูน่าอัลบาคอร์แช่แข็ง ปลาทูน่าครีบเหลืองแช่แข็ง หอยแครงมีชีวิต และปลาบู่มีชีวิต ได้ทดสอบระบบดังกล่าวในกลุ่มสัตว์น้ำแช่เย็น แช่แข็งอีกกว่า 200 ชนิด และภายในปี 2555 นี้ กรมประมง มีเป้าหมายที่จะดำเนินการออกใบอนุญาต นำเข้า-ส่งออก สัตว์น้ำ ให้ครอบคลุมทุกชนิด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการด้านการประมงของไทย

ท่านที่สนใจเข้าใช้งานระบบดังกล่าว หรือมีข้อสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการ นำเข้า-ส่งออก สัตว์น้ำ และปัจจัยการผลิต กรมประมง โทรศัพท์ (02) 579-1878 โทรสาร (02) 940-6818 E-Mail : fisheries@fishquantine.org หรือทางเว็บไซต์ http://www.fishquarantine.org นอกจากช่องทางที่กล่าวนี้ ทางกรมประมงได้เปิดให้บริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส ที่กรมประมง ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ และด่านตรวจสัตว์น้ำ 22 แห่ง ทั่วประเทศ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150555&srcday=2012-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 527

เทคโนฯ ก้าวหน้า

กรมหม่อนไหม แนะ… ผู้เลี้ยงไหม ต้องปรับเมื่อโลกเปลี่ยน

กรมหม่อนไหม แนะเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ต้องปรับตัวการเลี้ยงไหมในภาวะโลกร้อน โดยดูแลหนอนไหมในช่วงฤดูกาลต่างๆ อย่างถูกวิธี เพื่อให้หนอนไหมมีความอุดมสมบูรณ์เต็มที่ สามารถสร้างเส้นใย และผลิตรังไหมขนาดใหญ่และมีคุณภาพสูง 

ภาวะโลกวิกฤติก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน (Global Warming) กำลังอยู่ในกระแสความสนใจของชาวไทยและชาวโลก ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนานาประเทศ ทั้งจากการทำอุตสาหกรรม การทำการเกษตร การดำเนินกิจกรรมของผู้ให้บริการ และกิจกรรมผู้บริโภค เช่น การใช้ยานพาหนะและเครื่องจักรกล การเปิดเครื่องปรับอากาศ การใช้ตู้เย็น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งเกิดอากาศร้อน อากาศหนาว น้ำท่วม ภัยแล้ง ผิดปกติและรุนแรง รวดเร็ว อย่างคาดไม่ถึง

คุณวิโรจน์ แก้วเรือง ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์หม่อนไหม กรมหม่อนไหม ได้แนะนำเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในสภาวะอากาศและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ผู้เลี้ยงไหมจำเป็นต้องปรับสภาพแวดล้อม คือโรงเลี้ยงไหมที่เปรียบเสมือนบ้านของหนอนไหมให้เหมาะสมกับความต้องการของหนอนไหม เพื่อให้หนอนไหมมีความเป็นอยู่ที่ดี และกินใบหม่อนที่สมบูรณ์อย่างมีความสุข มีการเจริญเติบโตดี แข็งแรงพอจะสร้างเส้นใย สร้างรังไหมที่ใหญ่และมีคุณภาพ ซึ่งจากการที่ได้ไปดูงานที่ บริษัท จุลไหมไทย และเยี่ยมชมการเลี้ยงไหมของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมได้ข้อมูลจากทั้งบริษัทและเกษตรกรหลายๆ ราย โดยมีข้อคำแนะนำดีๆ สำหรับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่จะนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสภาพโรงเลี้ยงไหมของตนเอง ซึ่งการเลี้ยงไหมนั้นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ผู้ที่เลี้ยงไหมต้องเป็นคนช่างสังเกต เอาใจใส่ทุกขั้นตอนของการเลี้ยง ตลอดอายุของหนอนไหม เพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการของหนอนไหมในแต่ละวัย ในแต่ละวัน ในแต่ละเวลา ไม่ได้เลี้ยงไหมตามความเคยชิน เนื่องจากไหมแต่ละพันธุ์ ภูมิอากาศแต่ละแห่งนั้นแตกต่างกัน ดังนั้น การช่างสังเกตจึงเป็นสิ่งสำคัญของการเลี้ยงไหมให้ประสบผลสำเร็จ ด้วยการปรับเทคนิคและวิธีการเลี้ยงให้เหมาะสมกับไหมแต่ละพันธุ์ แต่ละพื้นที่และแต่ละสภาพแวดล้อม

อุณหภูมิและความชื้นที่หนอนไหมต้องการในแต่ละวัยนั้นแตกต่างกัน โดยการเลี้ยงไหมแรกฟัก ต้องเลี้ยงที่อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส และมีความชื้น 90 เปอร์เซ็นต์ การเลี้ยงไหมวัยอ่อน มีความสำคัญถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เชื่อมโยงไปถึงความสำเร็จของการเลี้ยงไหม คือ วัย 1-วัย 2 ต้องเลี้ยงที่อุณหภูมิ 26-28 องศาเซลเซียส และมีความชื้น 90 เปอร์เซ็นต์ และวัย 3 ต้องเลี้ยงไหมที่อุณหภูมิ 24-26 องศาเซลเซียส และมีความชื้น 80-85 เปอร์เซ็นต์ แต่ช่วงไหมนอนให้มีความชื้น 75 เปอร์เซ็นต์ หรือต่ำกว่า สำหรับการเลี้ยงไหมวัยแก่ ซึ่งเป็นวัยที่จะสร้างสารไหมที่ต่อมไหม การเลี้ยงไหมที่ดีจะทำให้ได้ผลผลิตที่สูงสุด คือ วัย 4 ต้องเลี้ยงไหมที่อุณหภูมิ 24-26 องศาเซลเซียส และมีความชื้น 75 เปอร์เซ็นต์ วัย 5 ต้องเลี้ยงไหมที่อุณหภูมิ 21-25 องศาเซลเซียส และมีความชื้น 70 เปอร์เซ็นต์

คุณวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ในรอบปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2553-2554) พบว่า อุณหภูมิและความชื้นเฉลี่ยในพื้นที่การเลี้ยงไหมหลายจังหวัดมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงฤดูกาล ซึ่งแต่ละช่วงก็ต้องมีการปรับวิธีการปฏิบัติดูแลไหมที่แตกต่างกันด้วย

ในช่วงฤดูร้อน (เดือนมีนาคม-พฤษภาคม) อุณหภูมิอยู่ในช่วง 30-40 องศาเซลเซียส เฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส ความชื้นอยู่ในช่วง 35-90 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย 43 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาที่พบคือ ใบหม่อนอ่อนสำหรับเลี้ยงไหมวัยอ่อน (วัย 1-3) หายาก เพราะอากาศมีความชื้นต่ำ ต้องเตรียมใบหม่อนอ่อนไว้ส่วนหนึ่ง ควรเลือกแปลงหม่อนที่อยู่ใกล้บ้าน หรือใกล้โรงเลี้ยง ซึ่งสามารถให้น้ำได้ ก็จะทำให้ได้ใบหม่อนที่อ่อน เหมาะสมกับหนอนไหมวัยนี้ หนอนไหมมักจะเป็นโรคหัวส่องและลอกคราบไม่ออก ทำให้ตายได้ จำเป็นต้องลดอุณหภูมิและเพิ่มความชื้นภายในโรงเลี้ยงไหม และให้ใบหม่อนที่เปียกน้ำได้ กรณีที่อุณหภูมิในโรงเลี้ยงสูง แต่ความชื้นต่ำกว่าที่ไหมต้องการ ขอแนะนำให้ใช้เทคนิคการลดความร้อน โดยใช้ผ้าเปียกคลุมกองไหมเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส พร้อมกับเพิ่มความชื้นโดยราดน้ำที่พื้นโรงเลี้ยงไหม และใช้ผ้าดิบหรือผ้าห่มชุบน้ำแล้วขึงเป็นผ้าม่าน จะทำให้ได้ผลดี หนอนไหมจะอยู่สบาย อุดมสมบูรณ์ เติบโต แข็งแรงดี และสร้างรังที่มีขนาดใหญ่ได้

ในช่วงฤดูฝน (เดือนมิถุนายน-กันยายน) อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 30-38 องศาเซลเซียส เฉลี่ย 34 องศาเซลเซียส ความชื้นอยู่ในช่วง 85-99 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย 88 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าสูงทั้งอุณหภูมิและความชื้นเลยทีเดียว ปัญหาที่พบคือ ใบหม่อนอวบน้ำ ถ้าใบหม่อนเปียกต้องผึ่งลมในที่ร่มให้แห้งก่อน ห้ามใช้ใบหม่อนเปียกน้ำเลี้ยงหนอนไหมโดยเด็ดขาด จะทำให้หนอนไหมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหนอนไหม มีโอกาสเป็นโรค เช่น โรคกะทิ โรคหัวส่อง และโรคที่เกิดจากเชื้อรา จำเป็นต้องลดอุณหภูมิและความชื้นในโรงเลี้ยงไหม ด้วยการเปิดพัดลม ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ขอให้สังเกตว่าถ้าอุณหภูมิสูงและความชื้นสูงกว่าที่ไหมต้องการ ต้องใช้เทคนิคลดความร้อน เพิ่มการถ่ายเทอากาศ ก็จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของหนอนไหม หนอนจะรู้สึกสบาย

ช่วงปลายฝน-ต้นหนาว (เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) อุณหภูมิอยู่ในช่วง 20-35 องศาเซลเซียส เฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส ความชื้นอยู่ในช่วง 60-92 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย 76 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาที่พบคือ ในช่วงนี้เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมในการเลี้ยงไหมมาก เนื่องจากใบหม่อนก็อุดมสมบูรณ์ ใบไม่อวบน้ำ อุณหภูมิและความชื้นก็ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ขอให้มีการโรยปูนขาว และสารป้องกันกำจัดเชื้อราตามปฏิทินการเลี้ยงไหมทั่วไป ก็ได้ผลผลิตรังไหมเต็มที่

ช่วงฤดูหนาว (เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์) อุณหภูมิอยู่ในช่วง 10-28 องศาเซลเซียส เฉลี่ย 19 องศาเซลเซียส ความชื้นอยู่ในช่วง 40-92 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย 66 เปอร์เซ็นต์ ความชื้นเฉลี่ยค่อนข้างต่ำ และอากาศค่อนข้างเย็น ปัญหาที่พบคือ ใบหม่อนไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงไหมวัยแก่ (วัย 4-5) ดังนั้น ถ้าจะให้ได้ผลผลิตรังไหมเต็มที่ หนอนไหมจะต้องกินอิ่มทุกมื้อ สวนหม่อนจำเป็นต้องมีการให้น้ำในช่วงแล้ง ใบหม่อนจะต้องสดและไม่เปียกน้ำ หนอนไหมที่ต้องผจญภัยอากาศหนาวเย็น และความชื้นต่ำต้องใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าปกติ แถมเสี่ยงต่อการเกิดโรค ทั้งโรคกะทิและโรคที่เกิดจากเชื้อรา จำเป็นต้องใช้แผ่นพลาสติกคลุมหนอนไหมบนชั้นเลี้ยง และเพิ่มอุณหภูมิภายในโรงเลี้ยงไหมด้วยเตาถ่าน หรือเครื่องทำความร้อนด้วยไฟฟ้า เพื่อให้อุณหภูมิภายในโรงเลี้ยงไม่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส หนอนไหมจะได้ไม่หนาวจนเกินไป และมีแรงกินใบหม่อนได้ตลอด

“จะเห็นว่า การเลี้ยงไหมในรอบ 1 ปี มีปัญหาและอุปสรรคที่แตกต่างกัน จำเป็นต้องปรับวิธีการเลี้ยง และแก้ปัญหาไปตามแต่ละฤดูกาล แต่ละสภาพภูมิอากาศ และแต่ละสภาพพื้นที่ แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกไปอย่างไร เราก็ต้องปรับตัวและปรับวิธีการให้เหมาะสมกับความต้องการของหนอนไหม แมลงเศรษฐกิจที่ให้ทั้งอาชีพและคุณค่าต่อเราและประเทศชาติมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมหมั่นสังเกตและนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมต่อไป” ผู้เชี่ยวชาญของกรมหม่อนไหม กล่าวในที่สุด

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091150555&srcday=2012-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 527

35 ปี มติชน ฟื้นฟูประเทศไทย “ร่วมฟื้นฟูบูรณะพระศาสนา พัฒนาคลองเปรมประชากร” ในโอกาส ข่าวสด ก้าวสู่ปีท

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ข่าวสด จำกัด ได้จัดให้มีการทำความสะอาดคลองเปรมประชากร ตั้งแต่วัดเสมียนนารี ถึงวัดเทวสุนทร ตามโครงการ “35 ปี มติชน ฟื้นฟูประเทศไทย” ครั้งนี้ จัดเป็น ครั้งที่ 2 ในโอกาสที่ บริษัท ข่าวสด จำกัด ก้าวเข้าสู่ปีที่ 22 ในงานมี นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี คนที่ 21 เป็นประธาน และ นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานร่วม ผู้เข้าร่วมยังประกอบด้วย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบรรจง พงศ์ศาสตร์ ประธานมูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ มูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์ และ นายสมภพ ระงับทุกข์ รองปลัด กทม.

ฝ่าย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วย นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ นายเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ รองประธานกรรมการ นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานกรรมการ นายปิยะชาติ มงคลไชยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ นายฐากูร บุนปาน ผู้จัดการทั่วไป และผู้บริหาร

บริษัท ข่าวสด มี นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด นางสาวชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์ บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ข่าวสด และผู้บริหาร

หน่วยงานที่ร่วมโครงการ มีมูลนิธิ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์, มูลนิธิบรรจง พงศ์ศาสตร์, กระทรวงมหาดไทย, กรุงเทพมหานคร, กรมโยธาธิการและผังเมือง วัดเสมียนนารี, ชาวชุมชนคลองเปรมประชากร และหน่วยงานเอกชนอื่นๆ

การดำเนินงานครั้งนี้ บริษัทในเครือมติชนได้รับความเมตตาอย่างสูง จาก พระราชศาสนกิจโสภณ เจ้าอาวาสวัดเสมียนนารี และ พระครูโฆษิต บุญญากร เจ้าอาวาสวัดเทวสุนทร

กิจกรรมในงาน มีการล่องเรือเก็บขยะ โยนอีเอ็มบอล เพื่อฟื้นฟูสภาพน้ำ พร้อมกับมอบทุนการศึกษาและหนังสือให้กับโรงเรียน



  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.
  • Lou: Heya, this really is such an incredible topic to learn about.
  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!

หมวดหมู่