ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ชูโมเดล “โคราช” เมืองแห่งคุณภาพชีวิต

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

รายงานพิเศษ-ดูงานเกษตรเมืองย่าโม โคราช 

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ 

ชูโมเดล “โคราช” เมืองแห่งคุณภาพชีวิต

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสรับฟังนโยบายการพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา ของ ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา แต่ละโครงการน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะมุ่งเพิ่มศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ก่อนก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้

พัฒนาโคราช เป็นเมืองแห่งคุณภาพชีวิต

อบจ. นครราชสีมา ดำเนินการโครงการ “อบจ. สัญจร” เพื่อให้บริการประชาชน และรับฟังความเดือดร้อนพร้อมประสานทุกภาคส่วน แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ส่งเสริมและประกาศเกียรติคุณผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดี และสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งจัดสร้าง หอเกียรติยศ (Hall of Fame) เพื่อประกาศเกียรติคุณผู้มีคุณูปการ และสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดนครราชสีมา

ส่งเสริม พัฒนาบทบาทและคุณภาพชีวิตของเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส โดยการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมและดำเนินการให้เกิดกองทุน หรือจัดหางบประมาณเพื่อดำเนินการพัฒนาบทบาทและคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง

อบจ. นครราชสีมา จะเร่งติดตั้งระบบเตือนภัยธรรมชาติและภัยพิบัติต่างๆ รวมทั้งวางแผนติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดในเขตชุมชน และสถานที่สำคัญ เพื่อสร้างความอบอุ่นใจและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งฟื้นฟูโครงการตำรวจบ้าน และอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เพื่อเป็นกำลังสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐ ดูแลรักษาความปลอดภัยและการจราจรในชุมชนหมู่บ้าน

จัดแข่งฟุตซอล ชิงแชมป์โลก 

กีฬา เป็นยาวิเศษ และช่วยต้านยาเสพติด อบจ. นครราชสีมา จึงจัดการแข่งขัน “อบจ. โคราชฟุตซอล” เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้เยาวชนโคราชหันมาสนใจด้านกีฬา เพื่อลดปัญหายาเสพติด เพื่อเป็นการรองรับกระแสการจัดฟุตซอลโลก ในช่วงปลายปี ที่ อบจ. นครราชสีมา รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพฟุตซอลชิงแชมป์โลก 2012 ระหว่าง วันที่ 1-18 พฤศจิกายน 2555

เมืองเกษตรปลอดภัย 

อบจ. นครราชสีมา วางแผนพัฒนาการเกษตรโดยมุ่งปรับปรุงพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์พืชที่ดีมีคุณภาพ เพื่อเกษตรกรจะได้เพิ่มผลผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดเกษตรอุตสาหกรรม โดยสนับสนุนการถนอมและแปรรูปสินค้าเกษตรอย่างมีคุณภาพ นำเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ด้านตลาดจะเน้นกระจายสินค้าสู่ตลาดภายในประเทศและส่งออก

ขณะเดียวกันจะเร่งจัดตั้งกองทุนเพื่อเกษตรกรในหมู่บ้าน (อกม.) มุ่งส่งเสริมการแปรรูปสินค้าทางการเกษตรอย่างมีคุณภาพ นำเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและปริมาณสินค้าคุณภาพในท้องถิ่น

นอกจากนี้ จะมุ่งสานต่อแนวทางพระราชดำริโดยพัฒนาชุมชนและสังคมตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาขุดลอกคูคลองและจัดสร้างแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภคบริโภค อีกทั้งจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งไปพร้อมๆ กัน

ก่อสร้างและปรับปรุงเส้นทางการคมนาคมอย่างทั่วถึง ให้สามารถตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะเส้นทางการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของประชาชน

เร่งฟิตภาษา ก่อนเปิดประตูสู่ AEC 

นโยบายเร่งด่วน ที่ อบจ. นครราชสีมา ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ นโยบายด้านการศึกษา โดยมุ่งผลักดันให้โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา 58 แห่ง ที่อยู่ในสังกัด ทั้งครูและเยาวชนให้มีทักษะด้านภาษาและศักยภาพมาตรฐานสากล เกิดความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และเก่งคณิตศาสตร์ ก่อนก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC) ในปี 2558

นอกจากนี้ จะสนับสนุนให้มีการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เป็นเครื่องมือและประกอบการศึกษา สนับสนุนศูนย์คอมพิวเตอร์ระดับชุมชนเพื่อเพิ่มทักษะประชาชนในชุมชน ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพแรงงานในท้องถิ่น เพื่อเตรียมยกระดับเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

กระตุ้นการท่องเที่ยว

นอกจากส่งเสริมกิจกรรมด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชนท้องถิ่นโคราช เพื่อการอนุรักษ์สืบสานและเชื่อมโยงสู่กิจกรรมการท่องเที่ยวแล้ว อบจ. นครราชสีมายังวางแผนฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเดิม และสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมาเพิ่มขึ้น และสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ โดยการจับคู่ธุรกิจพัฒนาคุณภาพสินค้าและขยายตลาดสินค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เมืองโคราช… ศูนย์กลางสินค้าเกษตร แห่งภาคอีสาน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองย่าโม โคราช 

วรัทยา สมเสมอ หลักสูตรนิเทศศาสตร์เกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

เมืองโคราช… ศูนย์กลางสินค้าเกษตร แห่งภาคอีสาน

เมื่อไม่นานมานี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “คุณเฉลิมศักดิ์ ประสิทธิสุวรรณ” เกษตรจังหวัดนครราชสีมา ถึงแม้ท่านจะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่ท่านมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะแนวคิดต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ภาคเกษตรในอนาคต ถ้าอยากรู้เรื่องราวทั้งหมด หาคำตอบได้ในบทสัมภาษณ์ดังต่อไปนี้

ภาพรวมธุรกิจเกษตร

ของนครราชสีมา

จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่สำหรับทำการเกษตร 12 ล้านไร่ คิดเป็น 67.90% ของพื้นที่ทั้งหมด พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว 4 ล้านไร่ อ้อย 5 ล้านไร่ ข้าวโพด 3-4 ล้านไร่ ไม้ยืนต้น เช่น ยูคาลิปตัส 2 แสนไร่ และพืชผักที่ปลูกเนื้อที่ 4 หมื่นไร่ จำแนกได้ 3 ประเภท คือ ผักเพื่อการค้า ผักตามฤดูกาล และผักที่ปลูกตามแหล่งชลประทาน พืชผักที่จำหน่ายตลอดทั้งปี ได้แก่ คะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง ฯลฯ ส่วนแตงกวา เกษตรกรไม่ได้เพาะปลูกเอง แต่มาจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครพนม หนองคาย ที่นี่มีศูนย์กลางการค้าส่งผักอยู่ที่ตลาดสุรนคร ซึ่งเป็นตลาดค้าขายส่งสินค้าเกษตรและผักสดขนาดใหญ่ อันดับ 2 ของประเทศ รองจากตลาดไท

ปัญหาและอุปสรรคในภาคเกษตร

จังหวัดนครราชสีมา มักประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำสำหรับใช้ในภาคการเกษตร เนื่องจากสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูง ซึ่งเป็นเขตเกษตรอับน้ำฝน จึงมีปริมาณน้ำฝนน้อย มักเกิดปัญหาฝนทิ้งช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกกฎาคม นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาเรื่องดินเค็มมากถึง 1.7 ล้านไร่ ทางเกษตรจังหวัดได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือกรมพัฒนาที่ดิน และกรมทรัพยากรน้ำ ให้เข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาดินเค็มที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เกษตรกรก็พยายามแก้ไขปัญหาดินเค็มโดยนำพืชที่ทนทานต่อปัญหาดินเค็มเข้ามาปลูก เช่น ต้นยูคาลิปตัสสายพันธุ์ H4 ฯลฯ

พัฒนาแผนวิสาหกิจชุมชน

หวังยกระดับคุณภาพชีวิต

ปัจจุบันทางจังหวัดมุ่งส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรในลักษณะต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนภาคเกษตร เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชีพ ซึ่งการรวมกลุ่มดังกล่าวทำให้ง่ายต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ในการเผยแพร่นวัตกรรมและความรู้ใหม่ๆ สู่ชุมชนภาคเกษตร

จังหวัดนครราชสีมามีการขึ้นทะเบียนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแล้วทั้งสิ้น 1,678 ราย ทางเกษตรจังหวัดมีนโยบายเพิ่มศักยภาพความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโดยคำนึงถึงการลดต้นทุนการผลิต เน้นการสร้างรายได้และเสริมสร้างความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับกลุ่มเกษตรกร อีกทั้งยังส่งเสริมยกระดับกลุ่มต่างๆ ให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ในลักษณะกลุ่มธุรกิจขนาดย่อม (SMEs) เช่น ผ้าไหมกลุ่มคึมมะอุ กลุ่มห้วยแถลง ฯลฯ

นโยบายเชิงรุก

นโยบายเชิงรุกใน อีก 3 ปี ข้างหน้า จะมุ่งเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรให้มากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC) รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพของสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ โดยเน้นไปที่กลุ่มพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าวนาปี มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ที่ผ่านมา จังหวัดนครราชสีมาปลูกข้าวหอมมะลิสายพันธุ์ดี คือ เมล็ดขาวนวล ปลายแหลมเรียว มีกลิ่นหอม ในอนาคตจะเน้นทำงานเชิงรุกคือ เร่งพัฒนาข้าวถุงสำเร็จรูปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น และนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้เพื่อลดต้นทุนในการผลิตข้าวต่อไร่

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปมันสำปะหลังของจังหวัดก็มีความเข้มแข็ง สร้างกำไรปีละหลายหมื่นล้านบาท ทำให้ปี 2554 จังหวัดนครราชสีมามีรายได้มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ตกคนละ 60,000 บาท ต่อหัว ต่อคน มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ หรือประมาณ 300,000 บาท ต่อครัวเรือน

การผลิตมันสำปะหลัง มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 4,549 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตโดยรวมประมาณ 7.2 ล้านตัน ป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตอาหารสัตว์และโรงงานเอทานอล ทางจังหวัดได้วางแผนทำงานเชิงรุก โดยเน้นใช้สายพันธุ์ดี และนำเชื้อราบิวเวอเรียมาช่วยป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้ง เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น 20-60% ในอนาคต

อ้อยโรงงาน มีผลผลิตเฉลี่ย 9,780 กิโลกรัม ต่อไร่ ทางจังหวัดวางแผนจัดหาท่อนพันธุ์ดี ต้านทานโรค และใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยพืชสดปรับปรุงคุณภาพดินในพื้นที่ปลูกอ้อยโรงงาน รวมทั้งลดการเผาตอซังก่อนตัดอ้อย คาดว่าจะสามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยได้ 10 ตัน ต่อไร่ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เร่งปรับปรุงดินและสายพันธุ์ เพื่อยกระดับผลผลิตให้ได้ 650 กิโลกรัม ต่อไร่

โคราช…เมืองเกษตร ปลอดสารพิษ

วังน้ำเขียว เป็นแหล่งผลิตอากาศโอโซนบริสุทธิ์ อันดับ 7 ของโลก มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม จนได้ฉายาว่าเป็น “สวิสเซอร์แลนด์ แดนอีสาน” ทางจังหวัดมีโครงการส่งเสริมการปลูกพืชผักอินทรีย์ที่วังน้ำเขียว โดยเน้นกลุ่มพืชเมืองหนาว เช่น ผักสลัด บร็อกโคลี่ เทอร์นิป หัวบีท เป็นต้น ด้านการตลาดได้พันธมิตรที่ดี คือ บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป ช่วยลงทุนจัดสร้างห้องเย็นเพื่อเก็บรักษาอุณหภูมิผักและผลไม้ ทั้งนี้ได้ คุณอนันต์ ดาโลดม อดีตนายแก้ไขกสมาคมพืชสวน รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการผลิต คาดว่าจะสามารถเปิดตัวโครงการนี้อย่างเป็นทางการได้ภายในช่วงปลายปีนี้

เกร็ดเกษตร

ดำนารู สู้ภัยแล้ง ภูมิปัญญาคนร้อยเอ็ด

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

ด้วยสถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่ของภาคอีสาน รวมถึง 192 ตำบล ใน 20 อำเภอ ของจังหวัดร้อยเอ็ด มีผืนนาที่แห้งแล้ง เพราะไม่มีน้ำทำนา ทำให้ คุณไสว สิงคะกุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 บ้านบั้นสั้น ตำบลอาจสามารถ อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ออกมาเปิดเผยว่า ชาวนาจำเป็นต้องนำภูมิปัญญาเดิมมาใช้คือ การดำนารู หรือที่ชาวนาภาคอีสานเรียกว่า “สักหลุ่ง” หรือ “ดำนาผง” ในผืนนาที่ไม่มีน้ำ แต่มีความชื้นในดินอยู่บ้าง

การดำนารู ทำโดยหลังจากเตรียมแปลงนา ไถคราดเสร็จแล้ว ให้ใช้ไม้กลมๆ ประมาณกำมือพอดี ทำปลายแหลมเพื่อ “สักลงไปในดิน” ให้เป็นรู ส่วนชาวนาอีกกลุ่มให้ปักกล้าข้าวลงไปในรู คนที่สักรูให้สักไปเรื่อยๆ กล้าข้าวที่ปักลงในรูจะสามารถประทังชีวิตไปได้อีกราว 10-20 วัน ซึ่งหากมีฝนตกลงมา จะเจริญเติบโตแตกกอออกรวง สามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน

“กล้าข้าวอายุ 30 วัน เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม ระยะเวลา 90 วัน บวกอายุกล้าอีก 30 วัน รวม 120 วัน ข้าวเจ้าหอมมะลิหรือข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 จะเก็บเกี่ยว วันที่ 20-25 พฤศจิกายน ได้ผลผลิตประมาณ 40-50 ถัง ต่อไร่ ทีเดียว”

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ปลูกพริกด้วยระบบน้ำหยด ผลผลิตปลอดสาร ส่งไปไกลต่างประเทศ คนขามสะแกแสง…นำเสนอ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองย่าโม โคราช

พานิชย์ ยศปัญญา

ปลูกพริกด้วยระบบน้ำหยด ผลผลิตปลอดสาร ส่งไปไกลต่างประเทศ คนขามสะแกแสง…นำเสนอ

ก่อนที่จะเข้าไปยังแปลงปลูกพริกของเกษตรกร คุณสุรศักดิ์ สิทธิไชย เกษตรอำเภอขามสะแกแสง ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ปลูกพริกของอำเภอนี้ มีประมาณ 3,000 ไร่เศษ ส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนในการผลิต ซึ่งสายพันธุ์พริกค่อนข้างทนทานต่อดินฟ้าอากาศ รวมทั้งศัตรูพืช

มีเกษตรกรส่วนหนึ่งที่ผลิตแบบเข้มข้น มีระบบน้ำให้ ส่วนนี้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูง เนื่องจากมีการจัดการดี จึงมีผลผลิตต่อเนื่อง มีผู้ซื้อนำผลผลิตไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

คุณสุรศักดิ์ บอกว่า ภาพรวมการผลิตพริก เกษตรกรได้ผลผลิต 1 ตัน ต่อไร่ ผลผลิตที่ขายได้เฉลี่ย 30-40 บาท ต่อกิโลกรัม

“ชาวบ้านปลูกพริกอยู่ได้ ทำเป็นอาชีพเสริมเสียส่วนใหญ่ บางคนทำเป็นอาชีพหลัก ถือว่าพริกเป็นพืชที่สร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอนี้ ดินที่ขาม (อำเภอขามสะแกแสง) เป็นดินเค็ม เกษตรกรส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝน มีบางส่วนที่มีแหล่งน้ำ ผลผลิตพริกเขาส่งต่างประเทศ ส่งตลาดในเมืองคือ ตลาดสุรนคร และตลาดกรุงเทพฯ ผมมารับตำแหน่งที่นี่ พยายามศึกษาเรื่องพริก ทำให้พบว่า พริกเป็นพืชที่ปลูกมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ราวเดือนธันวาคม จะมีงานวันพริกของอำเภอ ต่อไปคงสนับสนุนให้เกษตรกรมีผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร เกี่ยวกับศัตรูพริก” คุณสุรศักดิ์ บอก

ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ปลูกพริกด้วยระบบน้ำหยด

เมืองย่าโม

หลังจากได้ข้อมูลเรื่องการปลูกพริกบางส่วนแล้ว คุณสุรศักดิ์ สิทธิไชย เกษตรอำเภอขามสะแกแสง และเจ้าหน้าที่ 2 คน ประกอบด้วย คุณรัชดา อิ่มเกตุ และ คุณวีราภรณ์ อินทรักษ์ ได้พาไปชมแปลงปลูกพริกของ คุณศิริภัสสร วงศ์วุฒิภัทร ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งอยู่บ้านเลขที่ 88 หมู่ที่ 2 ตำบลขามสะแกแสง อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา โทร. (081) 878-4417

เดิมทีคุณศิริภัสสร ประกอบอาชีพจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรมาก่อน เช่น ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช สำหรับพริก เธอบอกว่า ปลูกมาได้ 10 ปีแล้ว ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มผู้ปลูกพริกเพื่อการส่งออก ซึ่งสมาชิกของกลุ่มมี 30 คน แต่จะยืนพื้นผลิตทั้งปีอยู่ 8 คน

พริกที่ปลูกคือ สายพันธุ์ซุปเปอร์ฮอต และสายพันธุ์ฮอตเวฟ จัดเป็นสายพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ขณะเดียวกันปัจจัยการผลิตที่ใส่ลงไปให้กับต้นพริกก็สูงด้วย โดยทั้งระบบคุณศิริภัสสรบอกว่า ประมาณ 20,000 บาท ต่อไร่ ในจำนวนนี้มีค่าพันธุ์พริกที่ซื้อจากบริษัท ต้นละ 1 บาท นอกนั้นเป็นปุ๋ย สารเคมี รวมทั้งระบบน้ำ ที่เป็นระบบน้ำหยด ซึ่งแน่นอนเหลือเกิน ผู้ที่จะปลูกพริกด้วยระบบน้ำหยดได้ต้องมีแหล่งน้ำ คุณศิริภัสสร มีสระน้ำที่สามารถสูบมาเข้าระบบน้ำหยดได้อย่างสบาย

ระบบปลูกของคุณศิริภัสสร คลุมแถวปลูกด้วยพลาสติก ซึ่งจะช่วยรักษาความชื้น ป้องกันวัชพืชขึ้นได้อย่างดี พลาสติกใช้ได้นาน 5-6 รุ่น

ระยะระหว่างต้นระหว่างแถวที่ปลูก 150 คูณ 50 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 3,000 ต้น

ดูแลต้องถึง

คุณศิริภัสสร บอกว่า พริกที่ซื้อพันธุ์มาจากบริษัท อายุ 35 วัน

เมื่อปลูกพริกลงดินไปได้ 80 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ระยะเวลาของการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะเก็บ 3 วันครั้งหนึ่งหรือสัปดาห์ละ 2 ครั้ง พริกรุ่นหนึ่งเก็บได้ถึง 60 ครั้ง

พริกลูกผสม น้ำหนัก 1 กิโลกรัม มีผลพริก 380 ผล

ระหว่างที่ปลูกพริก มีปัญหาและอุปสรรคไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องโรคและแมลง

เจ้าของบอกว่า โรคที่พบอยู่เป็นประจำคือ “โรคแอนแทรกโนส” พบในช่วงที่ฝนตกปรอยๆ และฝนตกหนัก โรคนี้ทำให้มีอาการเน่า หากใช้สารเคมีที่เบาๆ และเก็บผลผลิตในระยะที่เหมาะสม สามารถส่งออกได้ แต่หากโรคระบาดรุนแรง เอาไม่อยู่ ใช้สารดูดซึม ผลผลิตไม่สามารถส่งต่างประเทศได้

โรคอีกชนิดหนึ่งที่พบอยู่คือ อาการยอดขาว ใบร่วง เมื่อเป็นแล้วทำให้พริกไม่ติดดอก จึงทำให้ไม่มีผลผลิตเก็บ

ศัตรูอีกตัวหนึ่งที่พบอยู่คือ แมลงวันทอง ศัตรูตัวนี้มาทำลายผลพริก ตั้งแต่ที่ผลพริกยังเขียวอยู่

เพราะพริกมีศัตรูมากนี้เอง การดูแลจึงต้องทั่วถึง

ผลิตส่งออก

ผลผลิตน้อย แต่ราคาดี

คุณศิริภัสสร เล่าว่า งานผลิตพริกปลอดสารเพื่อการส่งออก ใช้ปัจจัยการผลิตจำกัด และต้องระมัดระวัง ทำให้ผลผลิตที่ได้ 1.5 ตัน ต่อไร่ ราคาที่ขาย ซึ่งมีผู้มารับส่งไปตลาดสหภาพยุโรป กิโลกรัมละ 80 บาท

งานผลิตพริกที่ไม่เข้มงวดเรื่องปัจจัยการผลิต คือใส่ปัจจัยเข้าไปเต็มที่ ผลผลิตที่ได้ 3-4 ตัน ต่อไร่ ขายตลาดทั่วไป กิโลกรัมละ 60 บาท

ในระหว่างปลูกพริกปลอดสาร ที่มีเป้าหมายเพื่อการส่งออกอยู่ เมื่อพริกใกล้เก็บผลผลิต แต่ปรากฏว่ามีศัตรูระบาดอย่างหนัก ไม่มีทางที่จะเอาอยู่ หากเจ้าของใช้ปัจจัยการผลิต อย่างสารกำจัดศัตรูพืชที่เข้มข้น แทนที่เจ้าของจะขายผลผลิตในราคาปลอดสาร ก็ขายพริกปลอดภัย ในราคาทั่วไป

ผู้ใหญ่ศิริภัสสร บอกว่า งานปลูกพริกต้องหมั่นเอาใจใส่ เพราะว่าหากมีศัตรูระบาด ราคาพริกอาจจะหล่นลงเหลือ 7-8 บาท ซึ่งขายในตลาดล่าง ทั้งๆ ที่ค่าจ้างเก็บ อาจจะสูงถึงกิโลกรัมละ 20 บาท

ยังมุ่งมั่นผลิตอย่างต่อเนื่อง

“หากผลิตได้คุณภาพส่งออกดีกว่า ที่ผ่านมา บริษัทมารับซื้อส่งออกได้ 8 ปีแล้ว ดิฉันมีพื้นที่ 14 ไร่ ทำหมุนเวียนตลอดปี ครั้งละ 4-5 ไร่ ทางกลุ่มส่งให้ผู้ส่งออกอาทิตย์ละ 2 ตัน แนวทางการผลิตของเรานั้น เริ่มต้นผลิตพริกปลอดสาร แต่เมื่อศัตรูระบาดมาก จึงมีการใช้สารป้องกันกำจัด ถือว่าเป็นพริกไม่ปลอดสาร แต่เป็นพริกที่ปลอดภัย ที่ผ่านมาการหาความรู้ของกลุ่ม ได้ความรู้จากสำนักงานเกษตรอำเภอ กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเกษตรกรผู้ปลูกพริกต้องหมั่นสังเกต ช่วงที่อากาศเปลี่ยน ต้องทำอะไรหลายๆ อย่าง”

ผู้ใหญ่คนเก่งเล่า และบอกต่ออีกว่า

“สัดส่วนการจำหน่ายผลผลิต ขายตลาดบน 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นตลาดล่าง คนที่ซื้อส่งต่างประเทศ บอกว่า เขาส่งไปอียู 17 ประเทศ จริงๆ แล้วอยากขยายพื้นที่ปลูก ขยายให้มีผลผลิตเพิ่ม แต่ติดปัญหาเรื่องแรงงาน เพราะคนหนุ่มสาวไม่นิยมทำเกษตร แต่ไปทำงานโรงงานมากกว่า”

ที่อำเภอขามสะแกแสง ถือว่าเป็นอำเภอหนึ่งที่ผลิตพริกเป็นล่ำเป็นสัน

ช่วงฤดูฝน ชาวบ้านทั่วไปมีผลผลิตพริกยอดสน พริกจินดา ออกมาจำหน่าย สร้างรายได้เสริม บางคนเป็นรายได้หลัก

แต่กลุ่มผู้ปลูกพริกเพื่อการส่งออก มีปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม จึงมีพริกทยอยออกสู่ตลาดทั้งปี

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

รอบรั้วอาเซียน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

รายชื่อผู้โชคดีจากการร่วมสนุกตอบคำถามชิงรางวัลในคอลัมน์ “รอบรั้วอาเซียน”

รางวัลเสื้อยืด จำนวน 20 รางวัล

1. คุณจรูญ ภักดี จังหวัดระยอง

2. คุณหทัยจิตร สุรินทร์ถก จังหวัดเชียงใหม่

3. คุณสุภาพ ไชยปัน จังหวัดเชียงใหม่

4. เด็กชายกฤษฎาวุฒิ หลวงนคร จังหวัดพะเยา

5. คุณแสวง อรกูล กรุงเทพมหานคร

6. คุณพินิจ ศรีดาชาติ จังหวัดศรีสะเกษ

7. คุณมาลินี จิวตระกูล จังหวัดสุโขทัย

8. คุณสุดารัตน์ สมัญญา จังหวัดสุรินทร์

9. คุณกฤษฎา เกษรา จังหวัดจันทบุรี

10. คุณปริญญา มุขสมบัติ จังหวัดอุบลราชธานี

11. คุณปนะธีร์ โอฬารวิจิตรวงศ์ จังหวัดพัทลุง

12. คุณสงบ กฤษณะพันธ์ จังหวัดพัทลุง

13. คุณนีรนุช นรนาถตระกูล กรุงเทพมหานคร

14. คุณนพพิรัก สังขปาโณ จังหวัดลำปาง

15. คุณมณีรัตน์ ศรีเสาวชาติ กรุงเทพมหานคร

16. คุณไพรัตน์ สุทธิ จังหวัดพิษณุโลก

17. คุณชนิกาน สุทธิสุข จังหวัดแพร่

18. คุณอำนาจ ยิ้มถนอม จังหวัดสมุทรสาคร

19. คุณสมศักดิ์ ทองดี จังหวัดเชียงใหม่

20. คุณเสริมศักดิ์ เมระคานนท์ จังหวัดนครสวรรค์

รางวัลกระเป๋าผ้าลดโลกร้อน และพัดสวยหรู จำนวน 20 รางวัล

1. คุณจรูญ สาสน์วินิจฉัย กรุงเทพมหานคร

2. คุณวัชรา ผูลเงิน กรุงเทพมหานคร

3. คุณจิตรภานุ แก้วละมุล จังหวัดศรีสะเกษ

4. คุณเสนาะ สุขโสม จังหวัดสุราษฎร์ธานี

5. คุณอัจฉรา ปรางรัตน์ จังหวัดจันทบุรี

6. คุณวิสันต์ อนุญาหงษ์ จังหวัดนครพนม

7. คุณสุมนา กิตินันท์ประกร จังหวัดปทุมธานี

8. คุณกมลา ดอกไม้ จังหวัดพังงา

9. คุณณชพัฒน์ เผ่าแก้ว จังหวัดพะเยา

10. คุณศมนันทน์ ลานเหลือ จังหวัดนนทบุรี

11. คุณธีรพค์ บริบูรณ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

12. คุณถนอมสิน พลลาภ จังหวัดขอนแก่น

13. คุณเทพฤทธิ์ บุญเจิง จังหวัดเชียงราย

14. คุณศรีสวัสดิ์ ทิอุทิศ จังหวัดสกลนคร

15. คุณกิ่งแก้ว ต้นนาค จังหวัดเชียงใหม่

16. คุณศศิร์ธัญ คงทอง กรุงเทพมหานคร

17. คุณไพบูลย์ ถิระเรืองรัตน์ จังหวัดนครราชสีมา

18. คุณบังอร โหมดศิริ จังหวัดฉะเชิงเทรา

19. เด็กหญิงปาเจรา แสนสองสี จังหวัดน่าน

20. คุณทัศนีย์ ทองดี จังหวัดเชียงใหม่

หมายเหตุ : ของรางวัลจะจัดส่งให้ตามที่อยู่ หากได้รับของรางวัลแล้วกรุณาแจ้งกองบรรณาธิการให้ทราบ ผ่าน 3 ช่องทาง คือ http://www.facebook.com/เทคโนโลยีชาวบ้าน มติชน, โทรศัพท์ (02) 589-0020 ต่อ 2340 หรือ ไปรษณียบัตร

ตรวจสอบรายชื่อผู้โชคดีได้ทาง http://www.facebook.com/เทคโนโลยีชาวบ้าน มติชน และสามารถร่วมสนุกกับการตอบคำถามชิงรางวัลในฉบับถัดไป

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ผ้าไหม “ตัวโน้ต” เด่นที่ผ้าไหม สวยด้วยมือเฮา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรคึมมะอุ-สวนหม่อน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

รายงานพิเศษ-ดูงานเกษตรเมืองย่าโม โคราช 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ผ้าไหม “ตัวโน้ต” เด่นที่ผ้าไหม สวยด้วยมือเฮา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรคึมมะอุ-สวนหม่อน

การมาทำรายงานพิเศษจังหวัดนครราชสีมาครั้งนี้ สิ่งที่สำคัญและดูจะขาดไม่ได้คือ งานด้านหัตถกรรมพื้นบ้านประจำจังหวัด ความจริงงานหัตถกรรมพื้นบ้านของโคราชที่น่าสนใจและมีคุณค่าสร้างชื่อเสียงมีอยู่ไม่ใช่น้อย

“ผ้าไหม” เป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านอีกประเภทหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้ประเภทอื่น ถึงกับจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำจังหวัด จะเห็นได้ว่าจากอดีตถึงปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่ผลิตขึ้น สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่ละแห่งออกมา ขณะเดียวกันมีการสืบทอดการทอผ้าไหมแบบรุ่นต่อรุ่นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้ผ้าไหมแต่ละชนิดมีความสวยงามแตกต่างกันไป

โดยวิถีชีวิตของชาวบ้านในสมัยก่อนการทอผ้าไหมมักจะทำเพื่อไว้ใช้เองในครอบครัว ญาติพี่น้อง ต่อมาพัฒนาทำเป็นของฝากในเครือญาติ หรือใช้ในพิธีมงคลต่างๆ จนกระทั่งพอกระแสความนิยมมีมากขึ้นจึงเปลี่ยนไปเป็นการทอเพื่อจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

ผ้าไหมโคราช มีลักษณะกรรมวิธีการผลิตแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ เป็นประเภทงานหัตถกรรม ได้แก่ ผ้าไหมหางกระรอก ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมมัดหมี่ข้อ ผ้าไหมลูกแก้ว ฯลฯ โดยมีแหล่งผลิต ได้แก่ อำเภอบัวใหญ่ อำเภอประทาย อำเภอแก้งสนามนาง อำเภอเสิงสาง อำเภอห้วยแถลง อำเภอสีดา อำเภอบัวลาย ฯลฯ

อีกประเภททำเป็นงานอุตสาหกรรม ได้แก่ ผ้าไหมลายประยุกต์ ผ้าไหมพิมพ์ลาย ผ้าไหมพื้นเรียบ การแปรรูปผ้าไหม โดยมีแหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ที่อำเภอปักธงชัย

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรคึมมะอุ-สวนหม่อน ตั้งอยู่เลขที่ 62/1 หมู่ที่ 3 บ้านคึมมะอุ ตำบลหนองหว้า อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา ถือว่าเป็นกลุ่มแม่บ้านที่มีการรวมตัวกันอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ ปี 2542 จากภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ถักทอผ้าไหมไว้ใช้กันภายในครัวเรือน จนพอมีเวลาว่างหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร จึงได้ผลิตผ้าไหมของตัวเอง อันได้แก่ ผ้ามัดหมี่ ผ้าโสร่ง นำไปขายยังตลาด เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม

จนในที่สุดเห็นว่าควรรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งด้วยการนำผลผลิตของแต่ละครัวเรือนมารวมกันแล้วหาตลาดมารับซื้อแทน จนกระทั่งนำมาสู่การจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรคึมมะอุ-สวนหม่อน นับจากนั้น และได้มีการจัดทำแผนโครงสร้างกลุ่ม แนวทางการทำงาน ตลอดจนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของสมาชิกจนนำมาสู่การส่งเสริมความรู้จากทางหน่วยงานราชการ สามารถผลิตผ้าไหมที่มีคุณภาพ หลากหลายสไตล์ตามความต้องการของตลาดทั้งแนวเดิมโบราณ ไปถึงแนวโมเดิร์นอินเทรน แถมยังฉีกแนวด้วยการนำตัวโน้ตเพลงมาประกอบการทอทำให้ลวดลายบนผืนผ้าออกมาสวยงาม แปลก น่าสนใจ ดูสะดุดตาต่อผู้ที่นิยมใช้จนได้รับรางวัล

คุณวันเพ็ญ แสงกันหา ซึ่งรับหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม และมีบทบาทเป็นแกนในการประสานงาน พร้อมกับสมาชิกกลุ่มบางส่วน อันได้แก่ คุณอำนวย ชายา คุณแต๋ว กะสันเทียะ คุณฮู้ พรมขรยาง และ คุณประยงค์ แสงกันหา ได้ร่วมพูดคุยกันถึงความภาคภูมิใจในสินค้าต่างๆ ของกลุ่มกับทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

คุณวันเพ็ญ ได้ให้รายละเอียดความเป็นมาว่า เดิมในตำบลหนองหว้า มี 9 หมู่บ้าน และบ้านคึมมะอุ-สวนหม่อน เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าไหมเป็นอาชีพเสริม ในช่วงหลังฤดูทำนาชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมออกไปทำงานนอกบ้านหรือที่ต่างจังหวัด แต่จะมีกลุ่มแม่บ้านส่วนหนึ่งอยู่ในหมู่บ้าน เพื่อปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมไปถึงการทอผ้าไหมจำหน่ายกันภายในหมู่บ้านและใกล้เคียงเพื่อหารายได้เสริม

หลังจากที่ผ้าไหมของหมู่บ้านเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันทั่วไป จึงมีการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น สร้างแรงจูงใจให้บรรดาแม่บ้านมีกำลังใจ จากนั้นจึงรวมกันเป็นกลุ่ม มีการควบคุมการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดการทอผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าฝ้าย และสินค้าอีกหลายชนิด จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งกลุ่ม พร้อมกับสร้างคำขวัญประจำกลุ่มว่า “คึมมะอุอยู่มานาน ถูกกล่าวขานเรื่องผ้าไหม ชื่อก้องกังวานไกล ทั่วทั้งไทยและต่างแดน”

สำหรับวัตถุประสงค์ของกลุ่ม คุณวันเพ็ญ กล่าวว่า ประการแรกเพื่อเป็นไปตามแนวทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประการต่อมาเพื่อเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชน และประการสุดท้ายเพื่อรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น

ประธานกลุ่มกล่าวเพิ่มเติมว่า ครั้งที่เริ่มตั้งกลุ่มมีสมาชิกเพียง 25 คน ตอนแรกทำแค่ทอผ้ามัดหมี่ ผ้าขาวม้า และผ้าโสร่ง พวกเราหารือกันว่าให้นำสินค้าของแต่ละคนที่ทำไว้มารวมกันเพื่อนำไปเสนอขายแก่พ่อค้าคนกลางให้มารับซื้อ แทนการนำไปขายเอง เพราะมีปัญหาด้านราคา

“ปัจจุบัน มีสมาชิกในกลุ่ม 103 คน สมาชิกเลี้ยงหม่อน จำนวน 300 กว่าคน มีแปลงหม่อนรวมกันกว่า 50 ไร่ ซึ่งยังไม่รวมแปลงของสมาชิกแต่ละครัวเรือนที่มีกันอยู่ต่างหาก ทั้งยังมีการจัดแบ่งเป็นกลุ่มย่อยอีก มีผู้สูงอายุ 23 คน ทำหน้าที่ปั่นไหมและพับชายผ้า เยาวชนมีหน้าที่เขียนลายผ้า จำนวน 23 คน”

เมื่อก่อนเป็นงานอดิเรก

ตอนนี้เป็นอาชีพหลัก

แต่เดิมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีแค่เฉพาะในหมู่บ้านหนองหว้า ต่อมาค่อยๆ ขยายพื้นที่การปลูกไปตามหมู่บ้านอื่นจนเกิดการแพร่หลาย คุณวันเพ็ญ บอกว่า ตั้งแต่เกิดก็มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกันแล้วมีการทอผ้ามัดหมี่กันเป็นปกติ ทอไว้ใช้เป็นผ้าไหว้ ผ้ามงคลในพิธีต่างๆ เข้าใจว่าคงมีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งเมื่อก่อนทำกันเป็นงานอดิเรก แต่ตอนนี้ทำเป็นอาชีพหลัก

“แต่หลังจากที่มีการร้องขอให้ทางหน่วยงานราชการเข้ามาส่งเสริมทางด้านการสอนตัดเย็บเสื้อผ้า รวมไปถึงการตลาด จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ทำให้ยอดการสั่งเพิ่มมากขึ้น ผลิตไม่ทัน จากที่เคยทอและตัดเย็บอยู่เฉพาะภายในศูนย์ จึงต้องส่งงานไปให้กับสมาชิกตามบ้าน” ประธานกลุ่มกล่าว

ผลิตสินค้าขายตั้งแต่ต้นน้ำ

กลางน้ำ และปลายน้ำ

เมื่อกิจกรรมของกลุ่มค่อยๆ เจริญเติบโตมีการพัฒนาจากน้อยไปหามาก จากงานที่เคยผลิตเพียงหนึ่งถึงสองอย่าง กลายเป็นผลิตหลายอย่าง เมื่อความต้องการมากขึ้น รายได้เพิ่มมากขึ้น บรรดาคนในหมู่บ้านเห็นว่าสามารถทำรายได้อย่างดี จึงต่างทยอยมาสมัครเป็นสมาชิกของกลุ่มกันอย่างมากมาย ทั้งนี้ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกจะต้องมีระเบียบเป็นค่าสมัคร คนละ 50 บาท ค่าหุ้น จำนวน 200 บาท (20 หุ้น)

คุณวันเพ็ญ อธิบายว่า หากสมาชิกต้องการนำผลิตภัณฑ์มาฝากขายกับทางกลุ่ม สมาชิกต้องหัก 5 เปอร์เซ็นต์ จากมูลค่าสินค้าที่ตั้งไว้ เพื่อนำเข้าเป็นเงินกองกลางกลุ่ม ส่วนสินค้าที่กลุ่มขายได้ เมื่อหักทุนออกแล้ว ที่เหลือจะนำเข้าเป็นเงินกองกลางเช่นกัน เพื่อนำมาจัดสรรผลตอบแทนให้สมาชิกต่อไป

สินค้าจากผ้าไหมที่ขายนั้น ประธานกลุ่มให้รายละเอียดว่า เป็นการผลิตขายตั้งแต่ต้นทางหรือต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ หมายถึง ถ้าเป็นสินค้าต้นน้ำ ได้แก่ การผลิตเป็นวัตถุเป็นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กลางน้ำคือ การทอผ้าเป็นผืน ได้แก่ผ้าคลุมไหล่ ผ้ามัดหมี่ และผ้าโสร่ง ส่วนปลายน้ำคือ การแปรรูปเป็นเสื้อผ้า กระโปรง และของใช้เบ็ดเตล็ดต่างๆ จากเศษผ้าที่เหลือ

ประธานกลุ่มบอกว่า กรรมวิธีการผลิตผ้าไหมถือว่ามีความละเอียดที่จะต้องใช้ความพิถีพิถันมาก นับตั้งแต่การเลือกหม่อนเพื่อใช้เป็นอาหารแก่หนอนไหมที่กินแล้วจะลอกคราบเป็นไหมออกมา จากนั้นมีการสาวไหม แล้วจึงนำไปมัดหมี่เพื่อให้ออกเป็นลวดลาย การย้อมสีตามธรรมชาติหรือเคมีไปจนถึงการทอเป็นผืนผ้า ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะทอเป็นลวดลายประเภทใด

“การเลี้ยงมี 2 แบบ คือเลี้ยงแล้วสางเส้นไหมไปส่ง กับอีกส่วนคือ เลี้ยงแล้วทอผ้าไหมเอง แล้วยังมีอีกประเภทที่เพิ่งติดต่อมาไม่นานนี้คือ เลี้ยงแล้วส่งเป็นรังไหมให้ร้านจิมทอมสัน ทั้งนี้ สมาชิกจะนำไข่ที่มีอายุ 20 วัน มาส่ง ในทุกวันที่ 5 และ 20 ของทุกเดือน”

ได้รับการส่งเสริม

จากภาคราชการของจังหวัด

ส่วนสินค้าที่ทางกลุ่มมีการผลิตจำหน่าย ได้แก่ ผ้าไหมพื้นสีธรรมชาติและเคมี, ผ้าไหมมัดหมี่สีธรรมชาติและเคมี, ผ้าคลุมไหล่, ผ้าพันคอ, เสื้อสำเร็จรูปและสิ่งของใช้เบ็ดเตล็ด อาทิ ย่าม กระเป๋าใส่เหรียญ และอื่นๆ

“การผลิตเสื้อ กระโปรง ทางจังหวัดจะส่งแพตเทิร์นมาให้ จากนั้นสมาชิกแต่ละคนภายในกลุ่มจะแยกกันทำชิ้นส่วน จากนั้นจึงค่อยนำมาประกอบเป็นตัวในขั้นตอนสุดท้าย สำหรับความรู้ด้านเขียนลายผ้าได้รับการสนับสนุนจากทางองค์การบริหารส่วนตำบลให้ความช่วยเหลือส่งไปอบรม ขณะเดียวกันเมื่อสมาชิกกลุ่มมีความรู้จากการอบรมก็จะไปช่วยถ่ายทอดความรู้นี้กับกลุ่มเครือข่ายอีกครั้ง” ประธานกลุ่มให้รายละเอียดเพิ่ม

นำไปจัดแสดง-จำหน่าย

ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่หลายแห่ง

กรุงเทพฯ ถือเป็นแหล่งของการจัดแสดงสินค้าที่หลากหลาย ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะกำลังซื้อที่มีมากของผู้บริโภค การเป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบธุรกิจใหญ่หลายราย ดังนั้น การผลักดันสินค้าเพื่อให้เป็นที่รู้จักแก่ตลาดอย่างกว้าง จึงจำเป็นต้องนำสินค้ามาลงในงานแสดงสินค้าในกรุงเทพฯ

คุณวันเพ็ญ บอกว่า ไม่เพียงแค่ตลาดในกรุงเทพฯ เท่านั้นที่ทางกลุ่มต้องการนำสินค้ามาแสดง แม้แต่ตลาดในจังหวัดใหญ่ที่มีการจัดงานในลักษณะนี้ ทางกลุ่มจำเป็นต้องส่งสินค้าไปร่วมงาน และในฐานะที่ตัวเองเป็นคณะกรรมการเครือข่ายระดับประเทศจึงต้องมีการประสานงานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวงานต่างๆ ที่จัดขึ้นอย่างเสมอ นอกจากการนำสินค้าไปแสดงตามงานแล้ว หากลูกค้าที่สนใจต้องการให้ส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ทางกลุ่มก็มีบริการ

“ช่วงที่ขายสินค้าดี ส่วนมากจะเป็นหน้าเทศกาลงานสำคัญต่างๆ ที่มักจะสั่งซื้อไปเป็นผ้าสำหรับใช้ในงานพิธี สำหรับเสื้อผ้าและกระโปรงมักจะขายดีตามงานแสดงสินค้า”

ราคาจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม ถ้าเป็นผ้าไหมผืน มีราคาตั้งแต่ 1,000-2,000 บาท หากเป็นชุดกระโปรง มีราคาตั้งแต่ 1,000-2,000 บาท ย่าม ใบละ 100 บาท กระเป๋าผ้าไหม ใบละ 500 บาท

ความที่เป็นกลุ่มงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่โดดเด่นของจังหวัด จึงทำให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรคึมมะอุ-สวนหม่อน ได้รับรางวัลมากมาย และมักจะกวาดรางวัลใหญ่หลายรางวัลทั้งในระดับอำเภอและจังหวัด ล่าสุดได้รับรางวัลวิสาหกิจชุมชนระดับภาค

คุณวันเพ็ญ บอกว่า รายได้ของสมาชิกบางคนอาจได้จากการนำเส้นไหมมาขาย แล้วยังมีรายได้จากการทอผ้า นอกจากนั้น ยังมีรายได้จากค่าเย็บเสื้อผ้าของแต่ละคนที่รับผิดชอบอีก ส่วนกำไรจากการขายสินค้าจะนำเข้ากองกลางเพื่อสะสมไว้ทำกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่ม

ผ้าไหม “ตัวโน้ต” สร้างเอกลักษณ์

ความแปลกที่ไม่มีใครเหมือน

คุณวันเพ็ญ เผยว่า ผ้าไหมมัดหมี่ถือเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของกลุ่มที่ทุกคนมีความภาคภูมิใจ เพราะความสวยงามและเสน่ห์ที่ตรึงตรามาจากลายที่เกิดขึ้นจากการมัดที่ต้องใช้ความพิถีพิถัน

และที่น่าสนใจมากคือ มีผ้าไหมที่เคยได้รับรางวัลเป็นผ้าคลุมไหล่ที่เกิดจากลายทอ ซึ่งผู้ทอจะต้องดูตัวโน้ตเพลงประกอบไปด้วย เป็นการทอที่อาศัยจังหวะจากโน้ตเพลง ทำให้ลายที่ออกมามีความแปลก และแต่ละลายจะไม่ซ้ำกัน เพราะใช้ตัวโน้ตเพลงไม่เหมือนกัน ความสำเร็จของงานชิ้นนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากของกลุ่มที่ไม่มีใครเหมือน และถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ นอกจากจะต้องผ่านการสอนและอบรมก่อน

“เริ่มมา 2 ปีแล้ว ก่อนนั้นสมาชิกได้ไปอบรมเกี่ยวกับการเรียนตัวโน้ตมา แล้วนำกลับมาทดลองทอกับผ้า ซึ่งขณะทอจะเปิดดูตัวโน้ตเพลงทีละตัวแล้วนับจังหวะการทอผ้า ทั้ง “เส้นด้ายยืน” และ “เส้นด้ายพุ่ง” ในหนึ่งผืนสามารถทำได้ 3-4 ลาย นั่นหมายถึง ต้องใช้เพลง จำนวน 3-4 เพลง เช่นกัน ส่วนราคาขาย เริ่มต้นที่ 2,000-5,000 บาท เมื่อตอนมาขายที่เมืองทองธานี ผืนที่ตั้งราคา 3,000 บาท ขายดีมาก” ประธานกลุ่มบอก

คุณวันเพ็ญ กล่าวว่า แผนและโครงการที่กำหนดไว้คือ จะพัฒนาและส่งเสริม ซึ่งบางส่วนกำลังดำเนินการไปแล้วคือ การไปเผยแพร่กระบวนการทำผ้าไหมทั้งระบบสู่โรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ได้มีการเตรียมต้นหม่อนไปปลูกตามโรงเรียนหลายแห่ง จากเมื่อก่อนที่เคยสอนให้ทอเท่านั้น

“ตอนนี้เห็นว่า ควรจะจัดสอนทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การปลูกต้นหม่อน เลี้ยงไหม ไปจนถึงการทอ โดยทางกลุ่มจะสลับสมาชิกไปสอนเด็กทุกวัน ทั้งนี้ เพื่อต้องการถ่ายทอดความรู้ให้แพร่หลาย แล้วยังสามารถสร้างอาชีพทำเงินได้ ที่สำคัญเป็นการช่วยส่งเสริมอนุรักษ์ผ้าไหมให้คงสืบไปอีกนาน แล้วยังมีแผนที่จะพัฒนาสีย้อมจากธรรมชาติให้มีสีแปลกไปจากที่มีอยู่เพิ่มขึ้นอีก” คุณวันเพ็ญ กล่าวในที่สุด

แม้ผู้เขียนจะไม่สันทัดด้านผ้าไหม แต่การได้เชยชมเพียงชั่วครู่ก็รู้สึกถึงความสวยงามวิจิตรบรรจงอันมาจากความสามารถ ภูมิปัญญาอันอัจฉริยะจากคนรุ่นบรรพบุรุษที่คิดสร้างเครื่องมือ อุปกรณ์การทอจากวัสดุธรรมชาติจนทำให้สร้างสรรค์งานทอผ้ามีลายออกมาสวยงามและถือเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลกที่หลายประเทศให้ความสนใจหาซื้อกัน แล้วคนไทยจะช่วยอุดหนุนสินค้าไทยกันหน่อยดีไหม…เงินทองจะได้ไม่รั่วไหล!!

สนใจผ้าไหม เสื้อผ้า และของใช้ที่ผลิตจากผ้าไหมอีกหลายชนิดของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรคึมมะอุ-สวนหม่อน สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณวันเพ็ญ แสงกันหา โทรศัพท์ (044) 979-608 หรือ (089) 949-3788 และ (081) 471-1052

ขอขอบคุณ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ในการประสานงานครั้งนี้

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นำร่องศึกษา “เหี้ย” ที่ กำแพงแสน (ตอนจบ)

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

เทคโนฯ ปศุสัตว์ 

องอาจ ตัณฑวณิช

นำร่องศึกษา “เหี้ย” ที่ กำแพงแสน (ตอนจบ)

คงต้องสวัสดีอีกครั้งครับ จริงๆ แล้ว ผมไม่อยากเปิดเผยเรื่องราวของผมมากเกินไป แต่มันเกิดจากความอัดอั้นตันใจมานานแล้วกับคำว่า เหี้ย แม้กระทั่งในพจนานุกรมยังบอกว่า ขึ้นเรือนใครแล้วถือว่าอัปมงคล ผมยิ่งเจ็บช้ำน้ำใจหนัก เพราะผมไม่เคยรุกรานที่อยู่ของคน มีแต่คนมารุกล้ำที่อยู่ของผม คุณอ่านกันต่อไปเถอะ แล้วจะรู้ว่าผมเหี้ยอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า

ขอย้อนไปที่ความเดิมอีกครั้ง ตอนนี้คุณรู้แล้วใช่ไหมว่า นอกจากมีลิ้นสองแฉกแล้ว ผมยังมีจู๋สองอันอีกด้วย แฟนผมก็มีจิ๋มสองเหมือนกัน มันต้องมีจำนวนสมดุลกันตามธรรมชาติที่สร้างสรรค์มา ในการผสมพันธุ์กันจะเข้าทีละข้างครับ แล้วแต่จะเอียงข้างไหนเข้าหากัน อ๋อ! บนบกครับบนบก ผมไม่พิเรนทร์ผสมกันในน้ำเหมือนคนบางคนหรอก เป็นเรื่องที่ผมมีความสุขมากครับ แต่ผมชักเขินเหมือนกัน เพราะพวกคุณไปแอบดูกันบ่อย ดูแล้วยังไม่พอ ยังพูดวิจารณ์ว่า เบสิกๆ

โดยเฉพาะ อาจารย์สมโภชน์ แอบมาดูบ่อย นัยว่าเป็นการศึกษา ผมก็ไม่รู้ว่าจะศึกษาเรื่องอะไร ในช่วงฤดูฝนจะเป็นฤดูที่ผมจะต้องทำหน้าที่ดำรงรักษาเผ่าพันธุ์ไว้ตามกฎของธรรมชาติ ไม่ได้ผสมกันมั่วซั่วทุกฤดู จะสังเกตได้ว่าสัตว์ทุกชนิดจะผสมพันธุ์กันตามฤดูกาล มีสัตว์ชนิดเดียวเท่านั้นที่ผสมกันทุกฤดูกาล ผมก็ไม่อยากตอกย้ำว่าใคร เมื่อผสมแล้วแฟนผมจะอุ้มท้องอยู่ประมาณเดือนกว่าๆ ก็จะเริ่มวางไข่ โดยขุดรูลงไปในดิน เมื่อไข่หมดแล้วประมาณ 15-45 ใบ ก็จะกลบหลุมไว้ ให้ธรรมชาติเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่ว่าพวกผมใจร้าย แต่เป็นไปตามธรรมชาติเหมือนกับจระเข้

ไข่ในท้องของแฟนผม จะมีลักษณะเป็นรูปกลมรีนุ่มนิ่มมีเยื่อหุ้ม ทำให้ติดกันเป็นพวงเหมือนไส้กรอกข้าวที่ขายลูกละบาทตามข้างทางนั่นแหละ แต่ตอนที่ไข่สมบูรณ์เต็มที่ไข่ใส่ในหลุมฟักก็จะเป็นใบๆ ไม่ติดกัน ชาวบ้านบอกว่าไข่ในท้องหรือไข่ที่อยู่ในหลุมถ้าเอาไปกินเป็นอาหารจะเป็นอาหารที่เพิ่มสมรรถนะทางเพศหรือยาโป๊วอะไรทำนองนั้น ได้ยินอาจารย์สมโภชน์ตอนมาด้อมๆ มองๆ แล้วรำพึงรำพันว่า ของที่จะมีราคา ต้องเป็นของที่เพิ่มความสวยและเซ็กซ์จะขายได้ราคาดี ผมก็เดาใจอาจารย์ไม่ถูกว่าจะเอาเนื้อเอาหนังหรือเอาไข่กันแน่ ผมกำลังกลัวๆ ว่าอาจารย์สมโภชน์จะเอาไข่พวกผมไปขาย จนไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ ได้ยินแว่วๆ ว่าจะยอมเสียสละเอาตัวเองทดลองกินดูว่ามันฟิตจริงหรือเปล่า

โดยปกติแฟนผมจะไข่ประมาณเดือนสิงหาคม และลูกจะฟักออกมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ใช้เวลาประมาณ 7 เดือน แต่คราวนี้อาจารย์จะเก็บไข่ส่วนหนี่งไปฟักในตู้ฟัก โดยใช้อุณหภูมิเดียวกับการฟักไข่จระเข้ และส่วนหนึ่งจะปล่อยให้ไข่อยู่ในหลุมฟักไปตามธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะไข่ที่ปล่อยให้ฟักตามธรรมชาติลูกผมมีโอกาสรอดชีวิตแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น แต่ถ้าอาจารย์เอาไปฟักในตู้ฟัก ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ลูกๆ ผมอาจมีโอกาสรอดมากกว่านี้ แต่ผมก็ยังไม่มั่นใจสักเท่าไหร่ในการใช้อุณหภูมิของจระเข้ฟัก เพราะไข่จระเข้เปลือกแข็งเหมือนไข่เป็ด ไข่ไก่ แต่ไข่ของผมนิ่มเหมือนไข่เต่า แต่อาจารย์สมโภชน์จะเอาเครื่องวัดความชื้นและอุณหภูมิวัดหลุมไข่ที่อยู่ใต้ดินเพื่อให้รู้ค่าไว้สำหรับปรับอุณหภูมิและความชื้นในตู้ฟักให้ตรงกับธรรมชาติ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการฟัก

อย่างที่ผมบอกในตอนต้นแล้วว่า ผมไม่ใช่นักล่า เพราะนักล่าจะกินแต่ของสดและเคลื่อนไหวได้ แต่ผมเป็นสัตว์กินซาก อาจารย์สมโภชน์จึงให้ผมกินรกหมูหรือลูกหมูแรกเกิดที่ตาย โดยอาจารย์ได้เอาตู้แช่ไปไว้ที่ฟาร์มหมูหลายๆ ฟาร์ม เอาไว้แช่ สองสามวันจึงจะไปเก็บมารวบรวมไว้ในห้องเย็นใหญ่อีกที แล้วอาจารย์ก็จะตัดเป็นชิ้นๆ ขนาดเล็กกว่าฝ่ามือวางไว้ในชามให้ผมกินทุกๆ เย็น เวลาสี่โมง ผมจะกินของสด แต่ถ้าไม่มีของสดถึงจะกินของเน่า ปริมาณที่กินเฉลี่ยตัวละครึ่งกิโลกรัม ตัวไหนที่หิวก็จะไปกิน ตัวไม่หิวก็จะนอนอยู่เฉยๆ พวกผมจะล้อมรอบวงกันตรงชามอ่าง ตัวไหนเข้าไม่ได้ก็จะคอยอยู่ เมื่อตัวใดตัวหนึ่งถอย ตัวที่คอยอยู่จึงจะเข้าไปกิน ไม่มีการแย่งกันครับ ถึงแม้จะเหลือเป็นชิ้นสุดท้าย ตัวเล็กกว่าคาบเมื่อไหร่ตัวใหญ่กว่าเห็นก็จะถอยออก ภายในครึ่งชั่วโมงอาหารทั้งหมดก็ถูกพวกผมฟาดเรียบ

ลักษณะการกินของผมจะเป็นการขยอกเข้าแบบงูไม่มีการเคี้ยว ถ้าชิ้นอาหารมีขนาดใหญ่อีกตัวจะช่วยกัดอีกฝั่งหนึ่ง ช่วยกันดึงจนชิ้นเนื้อขาดจากกัน แต่ไม่ได้แย่งกัน เพราะถ้าแย่งอาหารจะต้องมีการกัดกัน อาจารย์สมโภชน์รักนิสัยของผมเพราะอย่างนี้ พวกผมสามารถอยู่กันเป็นหมู่คณะ พวกผมไม่กัดกันเหมือนจระเข้ ซึ่งบางครั้งแย่งอาหารก็กัดกันเอง

อยากรู้จักผม เห็นผมใกล้ๆ ก็ติดตามไปดูผมได้ที่กำแพงแสน จังหวัดนครปฐมนี่เอง ในช่วงระยะเวลา 5 ปีนี้ ผมจะมาเล่าเรื่องให้ฟังเรื่อยๆ ถ้าคุณอยากฟัง แต่ข้อมูลเพียงสองฉบับที่ผมเอามาเล่าให้ฟังเป็นข้อมูลเพียงบางส่วนยังไม่จบ คุณเห็นความดีของผมบ้างหรือยัง ขอร้องเถอะครับ คุณเลิกเรียกผมว่า เหี้ย ได้ไหมนะ

อาจารย์สมโภชน์ ทับเจริญ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกรแห่งชาติ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ (สวพป.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ผู้วิจัยและศึกษาพฤติกรรมของ “เหี้ย”

จากการศึกษาพฤติกรรมของเหี้ย เราพบว่ามันไม่เหี้ยอย่างที่คิด มันน่ารักยิ่งกว่าคน เหี้ยไม่เคยกัดเหี้ยด้วยกัน จะเห็นได้ว่าเรามีเหี้ยที่จับจากอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมแล้วกว่า 50 ตัว เมื่อเราได้เหี้ยจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยามา เราก็ปล่อยเข้าไปในฟาร์ม ปรากฏว่าเหี้ยตัวเก่าไม่กัดตัวที่เข้าไปใหม่ ถ้าเป็นหมาหรือหมูจะกัดกัน เพราะหมาและหมูเป็นสัตว์ที่อยู่กันเป็นฝูง ต้องมีหัวหน้า แต่เหี้ยไม่มีหัวหน้า ไม่มีลูกน้อง มันอยู่กันอย่างปรองดอง มันสามารถอยู่กันเป็นหมู่คณะได้ เหี้ยจึงมีศักยภาพที่จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ได้

พัฒนาเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่

เหี้ย เป็นสัตว์ไข่แล้วก็ทิ้ง มันเป็นสัตว์ที่เก่ง มุดน้ำก็ได้ ปีนต้นไม้ก็ได้ ขุดรูก็ได้ เคยมีรายงานว่า วอรานัสขนาดใหญ่สุดมีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม แต่ของเราจับมาครั้งแรกน้ำหนักเริ่มต้นที่ 80 กิโลกรัม ปัจจุบัน น้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม เราอาจเลี้ยงแค่ 2 ปี ไม่ต้องถึง 4 ปี เหมือนจระเข้ก็จับขายได้

ส่วนอาหารเราคิดไปถึงว่าจะให้เหี้ยกินอาหารเม็ด ซึ่งจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตให้เร็วขึ้น และมีสุขอนามัยกว่าใช้อาหารสดหรือซากสัตว์ การพัฒนาไปสู่การเป็นสัตว์เศรษฐกิจ จะต้องกินอาหารเม็ดอย่างเดียว ไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุน เพราะเราสามารถกำหนดราคาของการขายได้ แต่ถ้าเราถือว่ามันเป็นสัตว์ที่กำจัดซากในฟาร์มไก่แทนการเผา อาจมีปัญหาเรื่องเนื้อสำหรับส่งออก ซึ่งต้องการันตีว่าเป็นเนื้อที่ปลอดเชื้อโรค ตัวมันเองอาจต้านทานอีโคลาย ซัมโมเนล่า ที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารธรรมชาติได้ แต่ถ้าเชื้อต่างๆ ปนเปื้อนไปในเนื้อของเหี้ยที่ทำเป็นเนื้อส่งออก อาจมีปัญหาได้ การเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจต้องคำนึงเรื่องนี้ให้มาก เนื่องจากเชื้อโรคต่างๆ จะเป็นตัวบ่งบอกถึงคุณภาพของอาหาร

เราจำเป็นจะต้องเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดแบบการเลี้ยงกบ ในปัจจุบันการเลี้ยงกบไม่ได้นำลูกกุ้ง ลูกปลา ตามธรรมชาติมาให้กินแล้ว เพราะทำให้โตช้า ความสมบูรณ์ต่างๆ ไม่เหมาะสม การกินกุ้ง ปลา ในธรรมชาติ จะโตปีละ 2-3 ขีด การเลี้ยงกบ 60 วัน ขายได้ เพราะกินอาหารเม็ด เหมือนกับเหี้ยที่ต้องเข้าวงจร เพื่อพัฒนาให้เป็นเกษตรอุตสาหกรรม

งานวิจัย ระดับปริญญาโท-เอก

งานวิจัยในครั้งนี้ รองรับวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก รวมทั้งหมด 15 เรื่อง เมื่อครบ 5 ปี การศึกษาข้อมูลและการวิเคราะห์แล้วเสร็จ สามารถตีพิมพ์เผยแพร่การเลี้ยงได้ถูกต้องเหมาะสม แล้วรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไปขอออกจากบัญชี 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ ไซเตส เพื่อให้เกษตรกรนำมาเลี้ยงเพื่อการค้าได้โดยไม่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แม้จะทำถูกต้องตามอนุสัญญาไซเตสแล้ว อาจต้องมีการขออนุญาตเลี้ยงเพื่อการค้าเป็นรายๆ เท่านั้น เช่น ผู้เลี้ยงต้องนำลูกไปเลี้ยง จากนั้นนำมาขายคืน ซึ่งในอนาคตอาจขออนุญาตเป็นมาตรฐานฟาร์ม และฝังไมโครชิปในเหี้ยทุกตัว

ประโยชน์มีทุกส่วน

ประโยชน์ที่ได้จากผลิตภัณฑ์ของเหี้ย คือ เนื้อ ที่นำมาทำเป็นอาหาร ที่ส่วนหนังประเทศแถบยุโรปต้องการมาก แต่หลังจากมีอนุสัญญาไซเตส ทำให้กิจการค้าเกี่ยวกับวอรานัสหยุดโดยสิ้นเชิง นอกจากประโยชน์ของเนื้อกับหนังแล้ว ชิ้นส่วนอื่นเราก็ศึกษาด้วย เพราะมีตำราโบราณกล่าวถึงเครื่องในบางส่วนที่จะเป็นยาได้ เป็นเครื่องสำอางก็ได้ ไขมันอาจทำเป็นยาแก้เคล็ดขัดยอก สารที่สกัดจากตับของเหี้ยมารักษาโรคหัวใจ ไข่ตายโคมที่ฟักไม่ออกอาจจะเป็นยาโป๊วได้

การลงทุนในโครงการนี้ ใช้สำหรับการก่อสร้างบ่อและที่อยู่ จำนวน 2 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปีละ 600,000 บาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะผลที่ได้คุ้มค่าในการลงทุน ด้วยความร่วมมือศึกษากันระหว่าง คณะสัตวแพทย์ คณะประมง คณะสัตวบาล คณะเศรษฐศาสตร์ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงกรมประมง กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จะทำให้ผลการศึกษาที่ได้ครอบคลุมทุกประเด็น

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์สมโภชน์ ทับเจริญ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกรแห่งชาติ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์ (สวพป.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โทรศัพท์ (034) 351-907

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

วันวิสา พรหมนอก เลี้ยงโคนมแบบมีความสุข ที่ มวกเหล็ก

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

เทคโนฯ ปศุสัตว์ 

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

วันวิสา พรหมนอก เลี้ยงโคนมแบบมีความสุข ที่ มวกเหล็ก

“ค่านิยมหนึ่งของเกษตรกรที่เลี้ยงโคนมคือ ยิ่งเป็นฟาร์มใหญ่ มีปริมาณโคนมที่เลี้ยงมาก ยิ่งมีหน้ามีตา ทุกคนเมื่อมาที่ฟาร์มเราจะบอกว่า ฟาร์มใหญ่จัง แต่เขาไม่รู้หรอกว่า เบื้องหลังเป็นอย่างไร อย่างเรื่องเงินรายได้ ถึงแม้จะมีเงินเดือนละ 200,000-300,000 บาท จริง แต่เมื่อหักค่าอาหาร ค่าทุกอย่างแล้วกลับไม่มีเงินเหลือเลย เรียกว่ามีแต่ตัวเลขแต่ไม่มีตัวเงิน ยิ่งถ้าประสบปัญหาโรคระบาดด้วยยิ่งไปกันใหญ่ อย่างที่ฟาร์ม ใน ปี 2548 เกิดโรคปากและเท้าเปื่อยระบาด ทำให้ไม่สามารถรีดนมได้ ตอนนั้นมีหนี้ประมาณ 2-3 ล้านบาท”

“แต่ก่อนนี้เลี้ยงโคนมเยอะกว่านี้อีก เป็น 100 ตัวเลย แต่ยิ่งเลี้ยงโคนมเยอะ หนี้ก็ยิ่งเยอะ และเมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบการเลี้ยงโคนมตามที่ทางศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ เขต 1 ซึ่งเรียกว่า Happy cow ทำให้ภายใน 2 ปี ที่ปรับเปลี่ยนมา ใช้หนี้ไปได้หมดเลย จำนวน 2 ล้านบาท”

“ช่วงก่อนหน้านั้น เรียกว่าปิดห้องร้องไห้ทุกวัน เพราะทำกับแม่ 2 คน ไม่ไหว และโคนมที่เลี้ยงก็มีปัญหา แม่ยังถามว่าจะขายทิ้งหมดไหม แต่ด้วยความที่เรารักโคนมทุกตัว ผูกพันมาตั้งแต่เด็กๆ จึงอยากจะสู้ต่อไป เราก็เลี้ยงแบบดันทุรังมาเรื่อยๆ จนได้มาเจอกับ คุณประเสริฐ โพธิ์จันทร์”

คุณจอย หรือ วันวิสา พรหมนอก เจ้าของโคนมสมพงษ์ฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 167 หมู่ที่ 7 ตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทร. (084) 662-5496 บอกกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงโคนม แบบ Happy cow

Happy cow เป็นชื่อระบบการเลี้ยงโคนม ที่เน้นถึงการทำให้ทั้งโคนมที่เลี้ยงในฟาร์มและเกษตรกรผู้เป็นเจ้าของต่างประสบแต่ความสุขในการเลี้ยง สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จ

สำหรับที่มาของระบบการเลี้ยงโคนม แบบ Happy cow คุณประเสริฐ โพธิ์จันทร์ ผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ เขต 1 กรมปศุสัตว์ โทร. (036) 346-282 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เข้ามาช่วยแนะนำรูปแบบการเลี้ยงดังกล่าวให้กับเกษตรกรรายนี้ว่า

“การเลี้ยงโคนม แบบ Happy cow เป็นการประยุกต์จากแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ให้มีความสุข หรือ Happy chic โดยจากที่พระองค์ได้เสด็จฯ ทรงตรวจเยี่ยมกิจกรรมโครงการเกษตรอาหารกลางวัน ตามโรงเรียน ตชด. ต่างๆ พระองค์ทรงเห็นว่า ไก่ไข่ที่เลี้ยงในกรงตับนั้นไม่ค่อยมีความสุข อยู่แต่ในกรงกินอาหารที่ให้ ไม่เป็นธรรมชาติ ไข่ที่ได้ไม่สมบูรณ์ จึงมีพระราชดำริว่า น่าจะเลี้ยงให้ไก่มีความสุขโดยการปล่อยให้ออกมาวิ่งหากินตามธรรมชาติ”

“จากแนวพระราชดำริดังกล่าว กรมปศุสัตว์ จึงนำมาจัดทำเป็นโครงการ Happy chic และทางศูนย์ของเราก็นำมาประยุกต์ดัดแปลงไปใช้ในการเลี้ยงโคนม และได้แนะนำให้เกษตรกรที่ประสบปัญหา ได้เข้ามาขอคำปรึกษากับทางศูนย์ ได้นำไปปรับใช้ในฟาร์ม ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเลี้ยงสัตว์ประเภทไหน สัตว์ก็ต้องมีความสุข คนเลี้ยงก็ต้องมีความสุขไปด้วยกัน”

ทั้งนี้ ผอ. ประเสริฐ กล่าวเสริม มีคำถามกลับมาเหมือนกันว่า แล้วโคนมจะแฮปปี้มีความสุขอย่างไร ซึ่งได้ให้คำตอบว่า

“แฮปปี้ หรือมีความสุขนั้น ที่เรามองคือ หนึ่ง ทำอย่างไรโคนมไม่ป่วย ไม่เป็นโรคระบาดต่างๆ ไม่เป็นโรคขาดอาหาร สอง มีความสุขไม่เศร้า มีความสุขสามารถใช้ชีวิตได้ตามธรรมชาติ เช่น กินแล้วได้เดินเคี้ยวเอื้องออกกำลังในแปลงหญ้า มีการกระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข”

“เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมนั้น มีปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้น จะมีการปรับเพื่อให้มีการเลี้ยงโคนมที่มีความสุข จุดสำคัญอันแรกคือ ต้องให้ไปดู เข้าไปวิเคราะห์ปัญหาก่อนว่าคืออะไร” ผอ. ประเสริฐ กล่าว

“อย่างตัวอย่างของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายนี้ ได้เข้ามาปรึกษา โดยครั้งแรกนั้นมาบอกว่า กำลังประสบปัญหาเรื่องอาหารสัตว์ ให้กินแล้วมีปัญหาป่วยบ่อยและตายง่าย ซึ่งเขาเองสันนิษฐานว่า ต้นเหตุของปัญหามาจากอาหารสัตว์”

“เราจึงเข้าไปตรวจเยี่ยมที่ฟาร์ม กลับพบว่าที่ฟาร์มแห่งนี้ไม่ได้มีปัญหาจากเรื่องของอาหารสัตว์เพียงอย่างเดียว เราเข้าไปสำรวจทีแรกนั้น พบว่า มีพื้นที่ฟาร์มอยู่ 2 ไร่ เลี้ยงโคนม 80 ตัว เป็นแม่รีดนม 37 ตัว ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เกินกว่าที่ควรเป็นแล้ว พร้อมกันนี้ยังพบอีกว่า ในช่วงเวลาของการรีดนมนั้น จะใช้เวลารีดนมถึง 2 ชั่วโมง จึงเสร็จสิ้น ตรงนี้มีผลทำให้คุณภาพนมไม่ดี”

“ทำไม ต้องรีดนมถึง 2 ชั่วโมง เพราะมีปัญหาว่า มีรีดนมมากตัว บางตัวได้น้ำนม 10 กว่ากิโลกรัม ต่อมื้อ แต่บางตัวได้น้ำนมเพียง 2 กิโลกรัม ต่อมื้อ ก็ยังรีดอยู่ แถมยังไปรีดนมจากแม่โคนมที่คุณภาพไม่ดีก่อนด้วย เพราะต้องไปรีบส่งน้ำนมให้ผู้รับซื้ออีกเจ้าหนึ่ง ตรงนี้ได้ส่งผลโยงไปถึงแม่โคนมที่คุณภาพดีให้เสียไปด้วย”

จากที่เข้าไปสำรวจ ทำให้มองเห็นเลยว่า การแก้ไขปัญหานั้นไม่ได้มีแต่เรื่องของการแก้ไขปัญหาด้านอาหารสัตว์ โดยที่ฟาร์มแห่งนี้จะไม่มีหญ้าสดให้กิน มีแต่ฟางข้าวให้กินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ไขทั้งระบบการจัดการของฟาร์มทั้งหมด

ทั้งนี้ ในการปรับระบบการเลี้ยงของฟาร์มแห่งนี้ จึงเป็นความร่วมมือในการค้นหาต้นเหตุของปัญหาในทุกจุดที่เกี่ยวข้อง และหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

“แรกๆ บางอย่างที่เขาเชื่อเขาก็ทำตาม แต่บางอย่างเขายังไม่เชื่อก็ยังไม่ทำ เราก็เข้ามาติดตามประเมินอย่างต่อเนื่อง นำเจ้าหน้าที่บุคลากรที่เรามีและเกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดู ช่วยแก้ไข จนประสบความสำเร็จได้มาถึงทุกวันนี้ ซึ่งปัญหาที่เกษตรกรพบนั้น หากใส่ใจมีการพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องก็สามารถก้าวข้ามได้ อย่างที่นี่มีพื้นฐานมีการเรียนรู้ที่ดี แต่บางครั้งก็หลงทาง เราก็ต้องเข้ามาช่วยปรับให้เข้ามาสู่ระบบตามเส้นทางที่ถูกต้อง” ผอ. ประเสริฐ กล่าว

คุณจอย กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในช่วงนั้นเรียกว่าอยู่ระหว่างทางตันของชีวิต เมื่อทาง ผอ. ประเสริฐ ได้เข้ามาแนะนำก็ดำเนินการตามทุกอย่าง เพื่อให้การเลี้ยงโคนมของเรามีความสุขทั้งโคนมและตัวคนเลี้ยง

“เราทำทั้งการขายแม่โคออกไปบางส่วน เพื่อให้มีจำนวนน้อยลง จะได้ง่ายต่อการจัดการฟาร์ม และปรับระบบการจัดการฟาร์ม ตั้งแต่เรื่องอาหาร ไปจนถึงการรีดน้ำนม รวมถึงการทำบันทึกฟาร์ม ซึ่งพอมาทำตามคำแนะนำในการเลี้ยงแบบ Happy cow พบว่า เป็นไปตามที่ ผอ. ประเสริฐ บอก ตอนนี้มีความสุข มีเวลาว่างอยากไปไหนก็ได้ไป และแม่โคนมที่เลี้ยงก็เป็นสัดดีขึ้น อัตราการผสมติดดีขึ้น มีอัตราการผสมติดตั้งท้องดีกว่าแต่ก่อนมาก อีกทั้งเรื่องโคนมที่ป่วยก็สามารถจัดการดูแลรักษาได้อย่างทั่วถึง”

“แต่ก่อนนี้เฉพาะค่ารักษาโคนมในฟาร์มเดือนหนึ่งต้องมีไม่ต่ำกว่า 20,000-30,000 บาท แต่ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว อีกทั้งยังไม่มีการสูญเสียเนื่องจากโคนมป่วยตายมากมายเหมือนแต่ก่อน พร้อมกันนี้ก็ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการดูแลรักษาจากคู่มือที่ทาง ผอ. ประเสริฐ ให้มา รวมถึงศึกษาจากที่เราเห็นเมื่อมีหมอมารักษา อย่างทุกวันนี้เรื่องการแต่งกีบแม่โคก็ทำเอง ไม่ต้องไปจ้าง รวมถึงการฉีดยาการรักษาโรคถ่ายพยาธิเบื้องต้น สามารถทำได้เอง ทำให้ลดต้นทุนลงไปได้มาก”

คุณจอย กล่าวต่อว่า “ปัจจุบัน มีแม่โคนมรีดนมอยู่ ประมาณ 20 ตัว เท่านั้น แต่ว่าเรามีรายได้ที่เป็นตัวเงินจริงๆ กลับมากขึ้น เรียกว่าเหลือเยอะกว่าตอนที่เลี้ยงโคนมเป็น 100 ตัว ไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนมากเหมือนแต่ก่อน อีกทั้งปริมาณน้ำนมที่รีดได้ก็มากขึ้น เพราะแม่โคได้กินอาหารดีขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องเต้านมอักเสบเฉียบพลันก็ไม่มีเกิดขึ้นเลย”

“แต่ก่อนนี้ไม่มีความสุขทั้งคนเลี้ยงและโคนมที่เลี้ยง เช้ามาต้องมีแม่โคนมไม่ต่ำกว่า 3-4 ตัว ต้องป่วยแล้ว อีกทั้งไปไหนก็ไม่ได้ เหนื่อยมาก ตอนนี้มีความสุขมาก ทุกวันนี้ออกไปเจอใครที่เขาคุยกันเรื่องขยายฟาร์ม เพิ่มแม่โคนมให้มากขึ้น เราฟังแล้วก็เฉยๆ ไม่ต้องการแล้ว อยากอยู่แบบมีความสุขแบบนี้ ไม่ต้องมีหนี้มีสิน เช้ามาก็มีคนมาทวงหนี้แบบนั้นเราไม่ต้องการแล้ว” คุณจอย กล่าว

จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ได้ทำให้รอยยิ้มกลับคืนมาสู่เกษตรกรผู้นี้อีกครั้ง และเธอบอกว่า วันนี้เธอมีความสุขกับการเลี้ยงโคนม แบบ Happy cow จริงๆ

KOFC ส่ง สศก. เทียบชั้นองค์กรชี้นำการเกษตรของประเทศ

คุณอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความร่วมมือกับทางคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการจัดตั้งศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจเกษตร หรือ KU-OAE Foresight Center : KOFC ว่า

ศูนย์ดังกล่าว เกิดขึ้นจากความเห็นชอบร่วมกันของทั้ง 2 หน่วยงาน ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้/วิเคราะห์ เพื่อความเป็นหนึ่งทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกัน ระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเป็นองค์กรชี้นำในการพัฒนาการเกษตร จะให้การสนับสนุนข้อเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญ รวมทั้งประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลทางการเกษตร และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มีศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ ดำเนินการวิจัยเชิงประยุกต์ในด้านนโยบายทางการเกษตร ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาชนบท ธุรกิจการเกษตร การวิเคราะห์โครงการ รวมทั้งการติดตามและประเมินผลนโยบาย

“ศูนย์แห่งนี้นอกจากจะเป็นแหล่งรวบรวม วิเคราะห์ และให้บริการข้อมูลที่จำเป็นทางเศรษฐกิจการเกษตร และดำเนินการสร้างเครื่องชี้วัดและการพยากรณ์ที่สามารถบอกภาวะเศรษฐกิจการเกษตรล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์ ยังดำเนินการสำรวจความคิดเห็นและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเกษตรที่มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย และประเมินผลกระทบ และรายงานเผยแพร่ผลการวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตรอีกด้วย” เลขาฯ สศก. กล่าว

คุณอภิชาติ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทุกเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยเศรษฐกิจภาคการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยเศรษฐกิจหลักของประเทศ นอกจากนี้ การรับทราบข้อมูลข่าวสาร และแนวโน้มเศรษฐกิจทางการเกษตรทันเหตุการณ์ ตลอดจนการมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางเศรษฐกิจการเกษตรจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรมในภาคการผลิต การค้า และการกำหนดนโยบายทางการเกษตร รวมทั้งการติดตามและประเมินผลนโยบายทางการเกษตรของภาครัฐจะก่อให้เกิดประโยชน์อเนกอนันต์ในการกำหนดมาตรการและวางแผนพัฒนาการเกษตรของประเทศ

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สระบุรี มี บีเกิ้ล ที่ “ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์”

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

สัตว์เลี้ยงสวยงาม 

สุจิต เมืองสุข

สระบุรี มี บีเกิ้ล ที่ “ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์”

อย่าแปลกใจ ถ้าระยะนี้เห็นเจ้าตูบสายพันธุ์บีเกิ้ลผ่านสื่อบ่อยๆ เพราะความน่ารักและแสนรู้ โดยเฉพาะความเฉลียวฉลาดของมัน เคยมีการเก็บข้อมูลเจ้าสุนัขสายพันธุ์นี้ ว่าเป็นสุนัขที่เรียนรู้ได้รวดเร็ว ปฏิบัติตามคำสั่งได้ดี ทั้งยังมากด้วยความสามารถที่มากกว่ารูปร่างเล็กๆ ของมัน จนบางคนเรียกมันว่า สุนัขไฮเปอร์

ภาพลักษณ์ที่ผ่านหน้าจอของสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล และความน่ารักแบบไฮเปอร์ ทำให้หลายต่อหลายคนอยากครอบครองเป็นเจ้าของ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากนักหากจะซื้อสุนัขสักตัวมาเลี้ยง แต่สิ่งสำคัญของการเลี้ยงสุนัขอยู่ที่ความเข้าใจในนิสัยของเจ้าสัตว์ 4 เท้า ชนิดนี้มากกว่า

“ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์” แปลตรงตัวได้ความว่า ฉันคือสุนัขบ้าน

สุนัขบ้าน ที่อยู่ในบ้านของสุนัขหลังที่ชื่อว่า “ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์” ตั้งอยู่ที่ ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี แต่หลังนี้เป็นหลังที่เพาะเลี้ยงสุนัขเฉพาะสายพันธุ์บีเกิ้ล เจ้าตูบ 4 ขา ที่มีความฉลาดเฉลียวเป็นที่ตั้ง

คุณมงคล กลิ่นขจร หรือ คุณหมู หนึ่งในผู้ดูแลกิจการ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ ให้การต้อนรับอย่างดี เมื่อนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านไปเยือน พร้อมกันนี้ยังถ่ายทอดเทคนิคการเลี้ยง และเพาะพันธุ์สุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลอย่างไม่อ้อมค้อม

เกือบ 5 ปีแล้ว ที่คุณมงคลและครอบครัว เริ่มเพาะเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล แม้จะเริ่มต้นด้วยความชื่นชมสุนัขสายพันธุ์อื่นมาก่อน

“ก่อนหน้านี้ผมเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ชิวาวา ศึกษานิสัยและวิธีการเลี้ยง และซื้อมาเลี้ยงเป็นเพื่อนเล่น แต่วันหนึ่งเมื่อชิวาวาตาย ก็ต้องหาตัวใหม่มาแทน ในตอนนั้นอยากได้สุนัขที่ว่องไว ฉลาด เป็นมิตร เข้ากับคนง่าย ผนวกกับมีคนแนะนำให้ซื้อสายพันธุ์บีเกิ้ลมาเลี้ยง เพราะมีนิสัยตามต้องการ จึงตัดสินใจซื้อจากฟาร์มแห่งหนึ่ง และเห็นว่าสุนัขสายพันธุ์นี้มีความไฮเปอร์สูงมาก จึงรู้ได้ทันทีว่า การเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ต้องสนุกแน่”

บีเกิ้ล 2 ตัวแรก เป็นเพศเมีย และกลายเป็นแม่พันธุ์ไปในที่สุด

คุณมงคล เล่าว่า จากความสนุกและต้องการเพื่อนเล่นในครอบครัว เติบโตขึ้น กลายเป็นฟาร์มเล็กๆ ทั้งที่จริงไม่ได้คิดเพาะขายแต่อย่างใด แต่เมื่อเริ่มศึกษาลักษณะนิสัยและการดูแลสายพันธุ์บีเกิ้ล ไม่ได้ยาก และน่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับครอบครัวได้ด้วย

“ตอนนี้มีบีเกิ้ลที่เป็นทั้งพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ทั้งหมด 11 ตัว บางตัวซื้อมาจากฟาร์มที่มีชื่อ บางตัวเพาะเลี้ยงไว้เอง ซึ่งตลาดของการเพาะเลี้ยงสุนัขสำหรับผมมองว่า มี 3 ระดับ คือ ระดับประกวด ระดับเพาะ และระดับผลิต สำหรับ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ ไม่เน้นการประกวด จึงเป็นการเลี้ยงแบบเพาะขยายพันธุ์และจำหน่าย”

คุณมงคล เน้นย้ำเรื่องความสะอาดของคอกสุนัขเป็นหลัก เนื่องจากโรคที่สุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลควรระวังอย่างหนึ่ง คือ โรคผิวหนัง โดยคอกสุนัข ที่ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ ทำความสะอาดบริเวณคอกและกรงเลี้ยงด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเดทตอลผสมน้ำ และอาศัยแสงแดดในเวลากลางวันฆ่าเชื้อซ้ำอีกรอบ ส่วนสุนัขจะอาบน้ำให้ทุก 2 สัปดาห์ และปล่อยให้วิ่งเล่นกลางแดด เพื่อให้ผิวและขนแห้งไปตามธรรมชาติ

ส่วนที่เป็นกรงและพื้นคอนกรีต ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเดทตอลผสมน้ำ และฆ่าเชื้อด้วยแสงแดดธรรมชาติ

ส่วนที่เป็นหิน ซึ่งสุนัขจะถ่ายรด จะตักทิ้งทุกครั้ง ซึ่งอาจมีหินติดไปบ้าง หากจำนวนหินน้อยลงก็เติมหินใหม่เข้าไป และทำความสะอาดด้วยสาร อีเอ็ม ลดกลิ่นและฆ่าเชื้อโรค

ปัญหาเรื่องกลิ่นสำหรับ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ จึงไม่มี

นอกเหนือจากความสะอาดของคอกและกรงเลี้ยง คุณมงคล ยังให้ความสำคัญเรื่องโรคที่มักเกิดขึ้นกับสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล คือ โรคเชอร์รี่อาย ที่ต้องระมัดระวังตั้งแต่เริ่มเป็นด้วยการหยอดตา หากปล่อยทิ้งไว้การรักษาอาจถึงขั้นผ่าตัดได้

ในทุกวันสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลของ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ จะมีเวลาสำหรับวิ่งเล่น เพื่อผ่อนคลาย วันละประมาณ 4 ชั่วโมง แบ่งเป็นเวลาเช้า 2 ชั่วโมง และเวลาเย็นอีก 2 ชั่วโมง โดย 1 ชั่วโมง ก่อนเข้ากรงในเวลาเย็น จะเป็นเวลาให้อาหารของทุกวัน วันละครั้ง ซึ่งการปล่อยสุนัขให้วิ่งเล่นเป็นสิ่งที่คุณมงคลคำนึงถึง เพราะมีส่วนช่วยให้สุนัขไม่เครียดและมีความสุข

สุนัขที่เป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์จะได้รับอาหารวันละมื้อ ส่วนสุนัขเด็กจะได้รับอาหาร วันละ 2 มื้อ อาจมีโยเกิร์ตบ้างในบางโอกาส ส่วนสุนัขท้องจะเพิ่มไข่ต้มและนม เป็นอาหารบำรุงครรภ์ นอกเหนือจากนั้นไม่มีอาหารพิเศษ เพราะสารอาหารมีครบถ้วนอยู่ในอาหารเม็ดแล้ว ยกเว้นการทำวัคซีนตามโปรแกรมที่ไม่ควรลืม

หลังคลอด ลูกสุนัขจะถูกถ่ายภาพโพสต์ลงในเว็บไซต์ ภายใน 7 วัน ลูกสุนัขที่โพสต์จำหน่ายจะถูกจองหมด แต่ผู้จองจะมารับลูกสุนัขได้ เมื่อลูกสุนัขมีอายุประมาณ 45 วัน

เจ้าบีเกิ้ล ที่ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ ไม่ได้มีใบรับรองมาตรฐานสายพันธุ์ หรือใบเพ็ดดีกรี อย่างเช่นฟาร์มใหญ่ๆ แต่การผสมพันธุ์ก็ทำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้ได้ลูกสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลแท้ แต่สามารถจำหน่ายได้ในราคา 9,000 บาท ต่อตัว

การซื้อ-ขาย สุนัข ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ เพราะมีหลายครั้งที่คุณมงคลเห็นว่า หากลูกสุนัขโตเกินวัยจำหน่าย คุณมงคลจะเลี้ยงไว้เอง และไม่รับจองกรณีที่ลูกสุนัขยังไม่คลอด เพราะถือเป็นการเอาเปรียบผู้รักสุนัข ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นที่พอใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงการขนส่งที่ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ซื้อ หากระยะทางจาก ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ ถึงปลายทางไม่ไกลนัก คุณมงคลบริการส่งให้ฟรี

แม้คุณมงคล จะบอกว่าการเพาะเลี้ยงและจำหน่ายสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล ไม่ใช่งานหลักของครอบครัว แต่จำนวนสุนัขที่ต้องดูแลปัจจุบันมีถึง 11 ตัว ยังไม่นับรวมจำนวนลูกสุนัขที่คลอดระหว่างปี และอยู่ในความดูแลอีกประมาณ 45 วัน ก่อนส่งต่อไปยังผู้ซื้อ อีกประมาณปีละ 40-50 ตัว แล้ว จัดได้ว่า ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ อยู่ระหว่างรอเทียบชั้นฟาร์มขนาดย่อมทีเดียว

ประการสำคัญที่สุด สำหรับผู้รักและสนใจเลี้ยงเจ้าตูบสายพันธุ์บีเกิ้ล คุณมงคล ย้ำว่า การดูแลเอาใจใส่ มีเวลาเล่นกับสุนัขประเภทนี้ จำเป็นที่สุด หากไม่มีเวลาให้กับเขา ขอให้มองสุนัขสายพันธุ์อื่นน่าจะดีกว่า

ก่อนจบบทสนทนา คุณมงคล ขอให้ผู้ที่ต้องการเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ล ศึกษานิสัยของเจ้าตูบสายพันธุ์นี้ให้ดี หรือควรเห็นลูกสุนัขก่อนตัดสินใจซื้อ และที่ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ เปิดให้เยี่ยมชมได้ตามสะดวก ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ พร้อมต้อนรับ

โทรศัพท์ติดต่อเข้าชมได้ที่ ไอ แอม ด็อก เฮ้าส์ หมู่บ้านราชพฤกษ์ เลขที่ 114/82 หมู่ที่ 9 ซอย 12 ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี หรือโทรศัพท์สอบถามกันล่วงหน้าได้ที่ คุณนวรัตน์ กลิ่นขจร (081) 780-7281 และ (084) 568-2489

Cherry eye (เชอร์รี่ อาย)

Cherry eye (เชอร์รี่ อาย) คือ การที่ต่อมน้ำตาที่อยู่บริเวณหนังตา ชั้นที่ 3 ของน้องหมาขยายใหญ่ และโผล่ยื่นออกมา สาเหตุเพราะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ยึดต่อมไว้กับเนื้อเยื่อโดยรอบน้อยกว่าปกติ หรือเนื้อเยื่อที่ยึดนี้ไม่แข็งแรง ในบางรายอาจเป็นผลตามมาจากการกระทบกระเทือนของหนังตา ชั้นที่ 3 ก็ได้

หนังตาชั้นที่ 3 คือ เนื้อเยื่อสีชมพูเป็นแผ่นจากทางหัวตา เวลาลืมตาหนังตา ชั้นที่ 3 นี้จะหดลงมา ทำให้เห็นได้ยาก แต่จะสังเกตได้ง่ายเวลาน้องหมาหลับ เพราะหนังตา ชั้นที่ 3 จะยื่นขึ้นมาคลุมลูกตาไว้

อาการของ Cherry eye (เชอร์รี่ อาย) จะเริ่มจากเจ้าของน้องหมาพบก้อนสีแดงหรือชมพู โผล่ขึ้นที่บริเวณหัวตา บางตัวจะเริ่มจากเป็นๆ หายๆ และต่อมาต่อมจะยื่นออกมาถาวร อาจเป็นข้างเดียวหรือเป็นทั้ง 2 ข้าง ก็ได้ หลังจากเกิดการยื่นของต่อมแล้ว จะพบว่าเกิดการอักเสบเรื้อรัง เนื่องจากตัวต่อมจะไประคายเคืองลูกตา และเริ่มมีน้ำตาหรือขี้ตาไหลออกมามากกว่าปกติ หากทิ้งไว้นานอาจทำให้น้องหมาคันตา จนเกาหรือถูตาจนเกิดกระจกตาขุ่น อักเสบและอาจมีแผลที่กระจกตาตามมาได้

การรักษา Cherry eye (เชอร์รี่ อาย) โดยการหยดตาด้วยยาในกลุ่มสเตียรอยด์และยาปฏิชีวนะนั้น แทบไม่ได้ผลในการรักษาเลย การรักษาที่ได้ผลดีและแนะนำให้ทำก็คือ การผ่าตัด ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่

1. ผ่าตัดแบบเอาต่อมออก ข้อดีของวิธีนี้ คือ เป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างง่าย ไม่ยุ่งยากในการทำ (ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุและเครื่องมือผ่าตัดเฉพาะสำหรับผ่า ไม่จำเป็นต้องส่งไปหาคุณหมอเฉพาะทางโรคตาน้องหมาก็ได้) แต่มีข้อเสีย คือ มีโอกาสสูงที่จะเกิดอาการตาแห้งภายหลังผ่าตัดได้ เนื่องจากต่อมของหนังตา ชั้นที่ 3 นั้นเป็นต่อมที่ทำหน้าที่สร้างน้ำตา (น้ำตาทำหน้าที่ในการหล่อลื่นลูกตา และช่วยในการป้องกันการติดเชื้อและฆ่าเชื้อโรคได้) ถ้าผ่าตัดเอาต่อมนี้ออกไป ย่อมส่งผลให้มีปริมาณน้ำตาลดลง ส่งผลให้เกิดโรคตาแห้งตามมา อาการของโรคตาแห้งที่มักพบคือ น้ำตาเหนียวข้น กระจกตาอาจขุ่น อักเสบและมีแผลหลุม มีเส้นเลือดและเม็ดสีที่กระจกตา เยื่อตาขาวอักเสบ เพราะฉะนั้นการรักษาด้วยวิธีนี้จำเป็นที่จะต้องวัดน้ำตาก่อน ว่ามีปริมาณน้ำตาเท่าไหร่ ถ้าปริมาณน้ำตาน้อยควรหลีกเลี่ยงวิธีการผ่าตัดนี้

2. ผ่าตัดดันต่อมของหนังตา ชั้นที่ 3 กลับเข้าที่เดิม ข้อดี คือ การผ่าตัดนี้ไม่ได้เอาต่อมน้ำตาออกไป ดังนั้น จึงหลีกเลี่ยงโอกาสเกิดโรคตาแห้งภายหลังผ่าตัดได้ จึงเป็นวิธีที่เหมาะกับสุนัขที่มีปัญหาน้ำตาน้อย ส่วนข้อเสีย คือ เป็นวิธีการผ่าตัดที่ยุ่งยากกว่า และหลังผ่าตัดก็มีโอกาสที่ต่อมจะกลับมายื่นได้อีก ทำให้อาจต้องผ่าตัดหลายครั้ง ในปัจจุบัน จะแนะนำให้ผ่าตัดแก้ไขโรค Cherry eye (เชอร์รี่ อาย) ด้วยเทคนิคนี้ในน้องหมาทุกตัวมากกว่า แม้ว่าจะวัดปริมาณน้ำตาแล้วไม่น้อยเกินเกณฑ์ที่กำหนดก็ตาม

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

กะทกรก… ปรกรั้ว ปรกดิน ปรกใจ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

กะทกรก… ปรกรั้ว ปรกดิน ปรกใจ

เข้าใจว่า คงเป็นเพราะวัย ช่วงนี้จึงมีอาการ nostalgia ครุ่นคำนึงโหยหาอาลัยอาวรณ์อดีตในวัยเด็กที่ล่วงลับไปแล้ว อยากให้มันหวนคืนกลับมาอยู่เรื่อย

ฉบับที่แล้วเห็น ต้นหมากเม่า ข้างบ้านในเมือง จู่ๆ ก็คิดถึงบ้านนอกมากมาย

คราวนี้ กลางฝนฉ่ำ บนที่ดินรกร้างข้างบ้าน เจ้าของไม่สนใจ เพียงล้อมรั้วลวดหนามเอาไว้ ปล่อยให้เทวดาหล่อเลี้ยงชีวิตใต้พิภพให้เติบโตตามสภาพที่ควรเป็นของมัน

ผลที่ปรากฏคือ ฤดูต้นฝน มะระขี้นก แตกเถาครอบครองทุกตารางนิ้วของแนวรั้ว ไหลลามลงไปถึงดินรก ไต่ปีนพงหญ้าเขียวชอุ่มชุ่มตา ออกดอกสีเหลืองละมุนละไม และให้ผลดกดื่นชวนตื่นตาตื่นใจ

ฉันสุขอยู่กับความรื่นรมย์ของดงมะระขี้นกนานเดือน จนวันหนึ่งเถาเขียวรกเรื้อนั้นก็เปลี่ยนสีเป็นเหลืองและน้ำตาล กรอบผุ สลายตัวเองลงเป็นหนึ่งเดียวกับผืนดิน

เถาไม้แห้งกรอบตากแดดเกรียมอยู่ใต้ฝนจนฉันตกใจ ว่าใครหนอมาเข่นฆ่าความอุดมนี้

ตอนนั้นเองถึงได้นึกรู้ว่า มะระ เป็นไม้อายุสั้นตามฤดูกาล มันเติบโตขึ้นมาเพื่อออกดอก ให้ผล ขยายเผ่าพันธุ์ เมื่อถึงเวลาก็จากไปตามวาระ

ยังดีที่ภาพถ่ายงดงามมากมายสามารถเก็บอดีตความสุขระหว่างเราเอาไว้

หลายสัปดาห์ผ่าน เถาน้ำตาลกรอบผุนั้นถูกแทนที่ด้วยไม้ใหม่ เลื้อยรกและรวดเร็วไม่น่าเชื่อ ยิ่งได้ฝนมันยิ่งระบัดใบ

แรกๆ ฉันมองผ่าน เห็นหนวดเกี่ยวเถาวัลย์เลื้อยพันพืชอื่นไปทั่ว เข้าใจไปว่าเป็นตำลึง ที่ไหนได้พอเข้าไปใกล้ถึงได้รู้ว่า พืชเทวดาเลี้ยงรอบใหม่คราวนี้คือ “กะทกรก”

เป็นกะทกรกไทยธรรมดาๆ ลูกเล็กๆ เท่าหัวแม่มือที่เด็กบ้านนอกทุกคนรู้จักกันดี และส่วนใหญ่เคยลิ้มรสมันมาแล้ว

มันเป็นผลไม้แห่งความสุข สดใสในวัยเยาว์ ที่เชื่อมโยงโลกนอกบ้านกับอิสรภาพของความเยาว์วัยเอาไว้ด้วยกัน

ชีวิตของเด็กบ้านนอกอย่างพวกเราเกี่ยวพันกับเรื่องราวแสนสามัญเช่นนี้ ที่เที่ยวเล่นไม่ใช่สวนสนุก ศูนย์การค้า หรือห้างสรรพสินค้าใหญ่โตติดแอร์เย็นฉ่ำแบบที่คนเมืองใหญ่คุ้นชิน

แต่มันเป็นท้องทุ่ง ดงหญ้า ป่าทาม ที่มีนก หนู กิ้งก่า ปูนา หอยขม ให้เราได้งมเล่น มีหมากไม้ป่านานาให้ลองลิ้มชิมรส

ไม่ใช่แค่ หมากเม่า ยังมี ตะขบ พุทราป่า หมากสีดา (ฝรั่งขี้นก) หมากแงว (คอแลน) กระบก รวมทั้งกะทกรก ที่หากินแสนง่าย เพราะมันอยู่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่เหมือนไม้ผลต้นใหญ่ที่มีแต่เด็กผู้ชายกล้าปีนป่ายขึ้นไปเก็บกิน

เรื่องผ่านทางเล็กๆ ไม่ได้มีสาระใดเหล่านี้เหมือนจะผิวเผิน แต่แปลกนักที่เราช่างจดจำได้แจ่มกระจ่าง มันเหมือนความทรงจำตั้งใจจะเล่นตลกกับเรา

ฉันยังจำบึงใหญ่ใกล้บ้านได้ ลักษณะของมันเป็นป่าทามเล็กๆ มีน้ำขังตลอดปีตลอดชาติ เป็นแหล่งรองรับน้ำเสียจากทุกครัวเรือนแถบหมู่บ้านเรา และในฤดูน้ำหลากมันก็ทำหน้าที่ดียิ่งในการเป็นแก้มลิงให้ชุมชน หากฝนไม่ชุกจนเกินไป บึงนั้นก็รองรับน้ำทุกหยดเอาไว้ไม่ให้เอ่อท่วมบ้านเรือน

บึงนั้นเป็นสวรรค์ของพวกเราเด็กๆ ฉันเกาะรุ่นพี่ผู้ชายที่เป็นหัวโจกแบบติดแจ เพราะเขาเก่งกล้ากว่าใคร กลางวันเขาสร้างบ้านแบบทาร์ซานบนต้นไม้ให้เราปีนป่ายเล่นในบึงได้ กลางคืนเขาเอาผ้าขาวมาขึงแล้วฉายหนังมือให้เราดู เขาพาพวกเราไปยิงกะปอม (กิ้งก่า) ไปเก็บตะขบ และไปเจอกะทกรก

มันไม่ได้อร่อยเลอเลิศ และเราไม่ได้แย่งกันเก็บกินเพราะความหิวโหย เรากินมันเพราะเรา “ค้นพบ” มันต่างหาก การค้นพบอะไรใหม่ในรอบวันนั้นล้วนแล้วแต่มีค่าสำหรับเรา และคนที่ค้นพบเป็นคนแรก นั่นแหละคือฮีโร่

พี่ผู้ชายคนนี้ จึงกลายมาเป็นรักแรกของฉันแบบไม่รู้ตัว

แต่ในวัยไม่เดียงสานั้น puppy love ของเราเป็นแบบแอบมองกันอยู่ไกลๆ ไม่กล้าแม้แต่จะให้มือแตะมือ…

ฉันเชื่อว่า นั่นคือ ความสุขที่สวยงามที่สุดของวัยดรุณของเยาวชนที่เกิดและเติบโตในยุคเบบี้บูม

ความสุขหาไม่ยาก ในห้วงเวลาที่ความกระหายอยากของเราไม่มีสิ่งกระตุ้น

อาณาจักรแห่งความพอใจไม่กว้างใหญ่เกินไปกว่าทุ่งนา ไร่ข้าวโพด สวนผสมผสาน และแปลงผักริมแม่น้ำโขงของพ่อแม่

ที่บ้านเราไม่มียุ้งข้าว แต่เรามีฝักข้าวโพดพันธุ์ มีถั่วลิสง หอม และกระเทียม พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนแจกจ่ายกับญาติมิตรทางไกลผู้มาเยือน พร้อมกระสอบข้าวสารของพวกเขา

แม่เย็บฟูกหมอนที่นอนเป็นงานอดิเรกฝากไปให้ญาติผู้ใหญ่ทีละหลายคน สำหรับเราข้าวสารเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ถ้าที่บ้านไม่ขาดข้าวสาร ก็แสดงว่าเรายังมีกินอยู่

เพราะแค่มีข้าวเราก็ไม่หิวแล้ว ในเมื่อเกลือกับปลาร้าเป็นเครื่องปรุงหลักที่ไม่เคยขาดจากครัวของเรา

ขนบของครอบครัวบ้านนอกแถบภาคอีสาน เราถูกปลูกฝังกันเรื่อยมาว่า ลูกสะใภ้ต้องรู้จักดูแลย่าให้ดี เพื่อนสามีต้องอิ่มหนำสำราญ เมื่อทำอาหารก็ต้องรู้จักตักแบ่งให้เพื่อนบ้านข้างเคียงบ้าง เศษอาหารที่เหลือนั้นโรยให้แก่นก หนู กระรอก กิ้งก่า จิ้งเหลน ชีวิตจะได้สงบเย็น

ภาพชีวิตชนบทงดงามในอดีต ตอนนี้หลายพื้นที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเห็น ยามเช้าบ้านหลายหลังยังมีควันไฟลอยกรุ่น มองแต่ไกลราวกับม่านหมอกงดงามแทรกระหว่างแมกไม้ เสียงไก่ขันแข่งกับเสียงนกรับอรุณเรืองจับฟ้า

เสียงแปลกใหม่แยงหูทิ่มปอดที่เพิ่มเข้ามา เห็นจะเป็นเสียงเดียวไม่มีใครสามารถผ่อนความดังลงได้…เสียงจากหอกระจายข่าวของหมู่บ้านที่ระบาดไปทั่วบ้านไร่ปลายนา ทุกที่ ที่มี อบต. แม้กระทั่งในหมู่บ้านชานเมืองของฉัน ทุกเช้า หอกระจายข่าวนี้ไม่เคยตื่นสาย มันตรงเวลาเสมอ และไม่มีวันหยุดพักผ่อน

ฉันเริ่มคิดถึงเสียงโขลกน้ำพริกบ่อยขึ้น จนในที่สุดความโหยหาวันเก่าๆ เหล่านั้นก็ได้ชัยชนะ เมื่อฉันกลับมาหั่นตะไคร้ ข่า โขลกกับหอม กระเทียม พริกไทย อีกครั้ง

เทพเจ้าแห่งเตาไฟเข้าสิงสู่ตัวเอง พร้อมๆ กับเถากะทกรกข้างบ้านเลื้อยพันรั้วลวดหนามจนมิด และออกดอกให้ผล

หนึ่งวันหยุด ฉันเพลิดเพลินอยู่กับการเฝ้ามองดงกะทกรก พินิจตั้งแต่ตุ่มดอกเล็กจิ๋ว จนกระทั่งเป็นดอกตูมตั้ง เบ่งบาน เมื่อทิ้งกลีบร่วง ก็จะเห็นผลสีเขียวเล็กๆ ที่ห่อหุ้มด้วยขนอ่อนเป็นฝอย เส้นใยสานไขว้กันเป็นยวงมิดชิด เมื่อผลโตขึ้นเส้นยวงใยนั้นจะขยายออกไปตามขนาด จนลูกไม้สีเขียวอ่อนเริ่มเป็นเขียวแก่และค่อยๆ เหลือง กระทั่งเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มข้นจนเกือบส้มเมื่อแก่จัด

ฉันเข้าใจแล้วว่า ชื่อพื้นเมือง “กะทกรก” นี้ คงมาจากลักษณะของผลที่มีรกหุ้มนี่เอง เมื่อผลแก่จนสุก รกนี้จะเหี่ยวแห้งหลุดร่วงไป เหมือนกับรกในมดลูกคนและสัตว์ เมื่อถึงเวลาให้กำเนิดชีวิต รกนี้ก็จะหมดค่า ไม่อาจทำหน้าที่ใดๆ ได้อีก

ฉันเปิดตู้ความรู้ในห้องสมุดที่บ้าน ทำให้ทราบเพิ่มเติมว่า ชื่อสามัญ เรียก Red fruit passionflower และ Stinking Pass

บางท้องถิ่นเรียกว่า ตำลึงฝรั่ง กระโปรงทอง (คงเรียกตามรกที่หุ้มผลนั่นเอง) แต่มีเพื่อนในเฟซบุ๊กที่เป็นคนพื้นถิ่นใต้ บอกว่า พวกเขาเรียก หญ้ารกช้าง และ (ห…) มอยค่าง บ้างก็เรียก “พุ๊งพิ๊ง”, “ฉับโผง” บ้างก็ว่า “ผ้าร้ายห่อทอง”

แต่ไม่ว่าจะเรียกต่างกันอย่างไร ลูกกะทกรกในทุกถิ่นเกิดก็จะเหมือนกันหมด ทั้งลักษณะเถาเครือที่คล้ายตำลึง แต่คดงอมากกว่า และรสชาติของเนื้อข้างในผลสุก เมื่อบิให้แตกออกจะเห็นเมล็ดสีดำหุ้มด้วยเนื้อใสเป็นเจล ลักษณะคล้ายเม็ดแมงลัก

เนื้อกะทกรกแก่จัดจะหวานชื่นใจ ผลห่ามออกรสเปรี้ยวนิดๆ ถ้าจะให้อร่อยต้องกินสลับผลแก่กับผลห่าม

ในตำราสมุนไพร บอกว่า นอกจากกินผลได้ และใช้ยอดอ่อนปรุงอาหารได้หลากหลายแล้ว กะทกรกยังมีคุณสมบัติเป็นยาควบคุมธาตุและถอนพิษเบื่อเมาทุกชนิดและรักษาบาดแผลได้ด้วย

ฉันชอบเวลาที่ลูกกะทกรกออกเต็มเถา มันจะค่อยๆ ทยอยแก่ไปตามอายุ ตั้งแต่โคนต้นขึ้นไปหายอดส่วนที่เป็นดอกใหม่ๆ นั้นจะแตกอยู่ตามปลายยอดที่ทอดยาวเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

มันเดินทางไปหาแสงแดดและที่ว่างเพื่ออวดดอกให้แมลงมาผสมเกสร ดอกบานกลมกว้าง กลีบดอกสีขาวแซมด้วยริ้วสีม่วงมีเสน่ห์ชวนหลงใหลไม่แพ้ไม้ปลูกอื่น

ที่สำคัญฉัน กำลังหลงรักมันอย่างยิ่ง

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ควันหลง งานนวัตกรรมทางการเกษตร ที่ อิสราเอล ครั้งที่ 18

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

เทคโนฯ เสวนาสัญจร 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ควันหลง งานนวัตกรรมทางการเกษตร ที่ อิสราเอล ครั้งที่ 18

กลับมาอีกแล้ว กับเทคโนฯ เสวนาสัญจร คอลัมน์ที่มีอะไรน่าสนใจมากมายจากทั่วทุกแห่ง ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นไม่ใช่แค่น่าสนใจ แต่ต้องมีประโยชน์โดยตรงกับท่านผู้อ่าน ที่สามารถนำไปทำให้เกิดเป็นรูปธรรม พร้อมกับเราจะดึงเรื่องราวเหล่านั้นลงมาเก็บไว้ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เพื่อให้ผู้อ่านนำไปใช้ประโยชน์ยามจำเป็นต่อไป

เล่มนี้จะพาท่านผู้อ่านเหินฟ้าไปต่างแดนกันสักหน่อย เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจ ในงาน Israel Agriculture Innovation & Agritech 2012 ซึ่งจัดขึ้นที่ ประเทศอิสราเอล เมื่อ วันที่ 15-17 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา เป็นการจัดครั้งที่ 18

ประเด็นของงานคือ ต้องการแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมวิทยาการความก้าวหน้าและเทคโนโลยีด้านเกษตรของประเทศอิสราเอล ที่มีการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีแบบครบวงจร ที่ทางผู้จัดมุ่งเน้นทางด้านประสิทธิภาพสูงสุด ย่นเวลาตามกระบวนการทางธรรมชาติ ลดการใช้แรงงาน เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนในที่สุด ดังนั้น หากเปรียบในบ้านเราน่าจะคล้ายกับงาน “เกษตรแห่งชาติ”

การรับรู้เรื่องราวที่น่าสนใจของงาน Israel Agriculture Innovation & Agritech 2012 ในครั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับเกียรติจากบุคคลสองท่าน ที่ร่วมเดินทางไปในงานดังกล่าว พบและเห็นสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย และอยากจะนำสิ่งต่างๆ ที่เก็บเกี่ยวในครั้งนั้นมาบอกเล่าพูดคุยให้กับท่านผู้อ่าน เผื่อว่าอาจจะเกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะโดยตรงหรืออ้อม

สำหรับบุคคลทั้งสองนั้น ท่านหนึ่งเป็นนักวิชาการเกษตร ส่วนอีกท่านเป็นผู้ประกอบธุรกิจด้านเกษตร จึงถือเป็นความโชคดีที่จะได้รับรู้เรื่องราวในมุมมองทั้งสองด้านในคราวเดียว

ท่านแรกคือ อาจารย์ประทีป กุณาศล อดีตนักวิชาการที่เชี่ยวชาญทางด้านงานเกษตร นักเขียนประจำของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมานาน ปัจจุบัน เป็นที่ปรึกษาให้กับนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร บริษัท ซิตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด

ส่วนอีกท่านคือ คุณสรรพ์ บุญเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นผู้นำทางด้านผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์สัตว์น้ำและเกษตร ที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ โดยมี คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการ พร้อมทีมงานร่วมพูดคุย

ในการบอกเล่าเรื่องราวในครั้งนี้ เนื่องจากมีเนื้อหาที่น่าสนใจ เป็นประโยชน์ทุกประเด็นอย่างละเอียดและไม่สามารถย่อหรือตัดส่วนใดส่วนหนึ่งออกไปได้ จึงมีความจำเป็นต้องแบ่งเป็น 2 ตอน อย่างไรก็ตาม ขอให้ท่านผู้อ่านกรุณาติดตามให้ครบ สำหรับในตอนแรกจะมีเรื่องราวอะไรบ้าง เชิญท่านผู้อ่านติดตามได้

คุณพานิชย์ – อยากให้อาจารย์ประทีป เล่าถึงความเป็นมาของงานที่อิสราเอล ว่ามีอะไรบ้างที่น่าสนใจ ที่จะนำกลับมาใช้ในระบบเกษตรบ้านเรา

อาจารย์ประทีป – งานที่จัดขึ้นที่ประเทศอิสราเอล มีชื่อว่า Israel Agriculture Innovation & Agritech 2012 เป็นการจัดทุก 3 ปี และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 18 ผมเคยไปงานนี้ ที่นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านจัดขึ้น เมื่อปี 2542 ในครั้งนั้นไปด้วยกันทั้งหมด 80 คน เที่ยวนั้นผมตื่นเต้นมาก ได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้มีโอกาสเก็บอินทผลัมสดๆ จากต้นมาชิม อร่อยมาก และได้ไปเยี่ยมชมเนิร์สเซอรี่หลายแห่ง สำหรับครั้งนี้ได้เดินทางร่วมไปกับคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมกับคณะของสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย

หากเทียบกับการไปเมื่อปี 2542 แล้ว มีความต่างกัน และเป็นความต่างที่ทางอิสราเอลยกระดับให้มีลักษณะเป็นเทิร์นคีย์ โปรเจ็กต์ และวิทยาการสมัยใหม่มากขึ้น จากที่เมื่อก่อนจะแสดงในลักษณะวิธีการเพิ่มผลผลิต เหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากค่าแรงสูงขึ้น แรงงานเกษตรส่วนใหญ่มาจากเมืองไทยมีไม่น้อยกว่า 26,000 คน งานที่นำมาแสดงเน้นเรื่องพันธุ์พืชลูกผสมใหม่ๆ ที่ให้ผลผลิตสูง ทนต่อโรคแมลงและมีคุณค่าทางอาหารสูง การปลูกพืชในโรงเรือน การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวที่สามารถเก็บผัก ผลไม้ ได้นาน โดยใช้ฟิล์มพลาสติกชนิดพิเศษ รวมทั้งการใช้แว็กซ์เคลือบ มีบริษัทปุ๋ยเคมีนำผลิตภัณฑ์มาแสดง เขาอ้างว่าปุ๋ยทางใบที่ได้จากทะเลสาบเดดซี หลังจากผ่านกรรมวิธีแล้ว จะทำให้พืชดูดซึมได้ดีขึ้น ส่วนทางด้านนอกอาคารมีการแสดงเครื่องจักรกลการเกษตร เน้นเครื่องเก็บผลไม้โดยวิธีเขย่าต้น เครื่องเก็บอินทผลัม มีการใช้เครื่องจักรแทนคนมากขึ้น ที่น่าสนใจมากคือ อุปกรณ์การให้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่นำมาแสดงเกือบ 80 บริษัท ทางด้านเมล็ดพันธุ์ และกรีนเฮาส์อีกประมาณ 100 บริษัท

ความก้าวหน้าทางด้านเกษตรที่เด่นของอิสราเอล ได้แก่ เทคนิคการผลิตส้ม อินทผลัม กล้วยหอม ไม้ดอก พืชผัก หน่วยงานราชการได้นำเรื่องอาหารที่เป็นยา หรือ Functional Food มาแสดงพืชที่ให้ความสำคัญ คือ โหระพา เพราะทางยุโรปนิยมบริโภคโหระพา มีการส่งออกค่อนข้างมาก และโหระพาของเขาไม่เหมือนของบ้านเรา เพราะใบมีขนาดใหญ่ เขาได้พัฒนาพันธุ์ให้มีสารสำคัญมากขึ้น ผมเองได้ทดลองปลูกไว้เหมือนกัน

ด้านผักและผลไม้ที่โดดเด่นยังคงเป็นมะเขือเทศและแตงโม โดยเฉพาะ มะเขือเทศ มีหลากหลายพันธุ์ ผลสวยน่ารับประทาน รสชาติดี บางพันธุ์เขาอ้างว่ามีสารไลโคปีนสูง ซึ่งสารนี้มีประโยชน์ ช่วยบรรเทาอาการต่อมลูกหมากโต มีการเสนอรูปแบบการปลูกมะเขือเทศไว้กินเอง โดยใช้ขุยมะพร้าวผสมเสร็จเป็นวัสดุปลูก มีการใช้ต้นตอที่ทนโรค มะเขือเทศพันธุ์ใหม่ผลในช่อแก่พร้อมกัน จึงเก็บเป็นช่อ อีกทั้งยังดกมาก ดูสวยงามคล้ายเถาองุ่น สำหรับแตงโม มีหลายพันธุ์ ทั้งลูกเล็ก ลูกใหญ่ มีบางพันธุ์โฆษณาว่า มีสารซิตรูลลิน อยู่ในเปลือกมาก สารตัวนี้มีการวิจัยพบว่า มีคุณสมบัติเสริมสมรรถภาพทางเพศ หากต้องการเห็นผลอาจต้องรับประทานหลายลูก

นอกจากนั้น ยังมีแตงโมที่มีแคลอรีต่ำ เหมาะสำหรับผู้เป็นเบาหวาน อิสราเอลมีความก้าวหน้าทางด้านอินทผลัม สามารถขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต้นอินทผลัมที่ได้มีทรงต้นเตี้ย อายุ 3 ปี ก็เริ่มให้ผล รสชาติหวาน กรอบ ลูกดกมาก ในบ้านเราก็นำพันธุ์นี้มาปลูกบ้างแล้ว

คุณสรรพ์ – ประเทศอิสราเอล เป็นประเทศที่ส่งออกเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โดดเด่นจะเป็นเรื่องของระบบน้ำ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับน้ำ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการควบคุมติดตามพฤติกรรมของสัตว์ เพื่อจะได้เป็นข้อมูลนำมาวิเคราะห์เพื่อทำให้ผลผลิตสูง เพราะฉะนั้นแทนที่เขาจะขายพันธุ์สัตว์ ขายพันธุ์พืช เพราะมีเนื้อที่น้อย ก็เปลี่ยนมาขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีด้านอื่นแทน

ในงานได้มีการนำวิทยาการด้านต่างๆ มาแสดง ทั้งภายในอาคารและภายนอกอาคาร มีการจัดแสดงให้เห็นถึงการเลี้ยงวัวในระบบฟาร์ม ที่ใช้แรงงานน้อยมาก ทั้งนี้เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมในทุกกระบวนการเลี้ยง มีการติดเครื่องมือที่คอวัว เพื่อตรวจดูว่าวัวเดินไปกี่ก้าว มีลักษณะพฤติกรรมแบบใด รวมไปถึงเป็นการบอกให้รู้ว่าตัวใดมีความต้องการทางเพศ จากนั้นผู้ควบคุมเครื่องจะได้นำวัวตัวนั้นมาผสมพันธุ์ ถือเป็นการย่นเวลา ไม่ต้องคอยให้ถึงวัยผสมพันธุ์ เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาของการตกรอบการตกไข่

จึงเห็นว่า วิธีนี้เป็นการเน้นประสิทธิภาพการติดตามวิเคราะห์ในด้านต่างๆ อาจเป็นการวิเคราะห์โรค เพราะในตัวสัตว์อาจมีความผิดปกติจากการพบว่ามีอุณหภูมิที่สูง-ต่ำ ไปจนถึงการตรวจจับอารมณ์ เป็นต้น จึงมีความแตกต่างกับสมัยที่เคยไปดู เพราะตอนนั้นมีการกำหนดวัวขึ้นมาตัวหนึ่ง มีการบันทึกข้อมูลว่า วัวตัวนี้ให้น้ำนมได้เท่าไร มีไขมันและโปรตีนเท่าไร มีการวิเคราะห์ลงลึกไปว่า เฉพาะวัวตัวนี้ควรให้อาหารที่มีความเข้มข้นเท่าไร ที่เหมาะและสอดคล้อง เพื่อจะได้น้ำนมออกมาอย่างถูกต้องและสมบูรณ์

ขณะที่โดยทั่วไปนิยมเลี้ยงวัวแบบเป็นฝูง ภายในฝูงนั้นอาจมีแม่วัวคุณภาพสัก 20 เปอร์เซ็นต์ ปานกลาง 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ อาจด้อยคุณภาพ ซึ่งไม่ได้คัดจำนวนดังกล่าวออกไป เพราะจำนวนที่ด้อยคุณภาพเป็นการกินทุน ทำให้เกษตรกรขาดทุนโดยไม่รู้ตัว หรือการติดตามเรื่องการตกไข่ จึงเป็นการประหยัดเวลา ประหยัดน้ำเชื้อ

หรือการเลี้ยงไก่ เป็นการเลี้ยงด้วยระบบโรงเรือนเหมือนเรา แต่จะต่างกันตรงที่มีการใช้ระบบการควบคุมเรื่องอุณหภูมิกับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ รวมไปถึงการควบคุมการเปิด-ปิด แสงสว่าง ว่าช่วงใดมีความเหมาะสม เพื่อจะได้ให้ไก่มีความเป็นอยู่แบบสบาย ไม่เครียด ไม่มีโรคก็จะทำให้ได้ผลผลิตสูง จะเห็นว่าทุกอย่างต้องผ่านการวิเคราะห์วิจัยออกมาในรูปของเทคโนโลยีที่สำเร็จรูป ทั้งนี้ เพราะต้องการใช้แรงงานจากคนน้อยที่สุด จึงสรุปรวมความว่ามีการแสดงครอบคลุมทุกเรื่อง

หรืออีกเรื่องหนึ่ง การวัดค่าความชื้นในดิน หากเครื่องตรวจว่าในดินมีความชื้นน้อย ก็จะเปิดระบบน้ำรดต้นไม้เอง ซึ่งการใช้น้ำมีการควบคุมปริมาณน้ำอีกขั้นตอน เพราะฉะนั้นหากดินยังมีความชื้นอยู่ในระดับที่ตั้งค่าไว้ เครื่องก็จะไม่ทำงาน เพราะไม่ต้องการให้ดินมีความชื้นมากเกินไป อันเป็นอันตรายต่อพืช จะเห็นได้ว่าเป็นการประหยัดทั้งคน วัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายอื่น ส่วนในบ้านเราเห็นบางทีฝนตกยังรดน้ำต้นไม้

เทคโนโลยีของงานในครั้งนี้ชัดเจนมาก

เพราะกำหนดเป็นกลุ่ม เป็นชนิด

คุณพานิชย์ – ถ้าเทียบ ปี 2542 แล้ว เป็นอย่างไร

คุณสรรพ์ – เมื่อครั้งนั้นเทคโนโลยีดูตื่นเต้นน่าสนใจกว่า อาจเป็นเพราะว่าเรื่องน้ำกับประเทศอิสราเอลทำให้มีความน่าสนใจ เพราะเป็นการให้ความสำคัญกับระบบน้ำที่ประเทศอิสราเอลคิดค้นขึ้นมา ซึ่งเมื่อ ปี 2542 กับในครั้งล่าสุด ไม่แตกต่างกัน แต่จะมีความชัดเจนในรายละเอียดกว่า ว่าจะเป็นการนำน้ำมาใช้กับอะไร เช่น ใช้กับไม้ขนาดเล็ก ไม้กลาง หรือไม้ใหญ่ ไม้ดอก ไม้ผล หรือนำไปใช้ในทุ่ง ในสวน ก็มาดูว่าจะนำโปรแกรมแบบใดมาใช้ให้เหมาะสม ซึ่งตอนนี้มีความชัดเจนมากจากครั้งก่อนที่มีความหลากหลาย เพราะอาจยังมีการศึกษาวิจัยกันมาเป็นลำดับ

แต่มาในครั้งนี้เป็นการมุ่งเน้นในเรื่องของ Functional Food and Drink ที่มีแนวคิดว่า อาหาร พืช ผัก และผลไม้ มิใช่แค่ให้ความหวานและไฟเบอร์เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับสารบางชนิดที่แฝงอยู่ในสิ่งเหล่านั้น เช่น ทำอย่างไร จะให้มีสารไลโคปีนสูง ที่มีผลต่อการป้องกันมะเร็งในต่อมลูกหมาก หรือจะทำอย่างไร ให้ข้าวมีธาตุซิลีเนียม เหล็ก หรือสังกะสี ในปริมาณที่มาก ส่วนใหญ่ล้วนเป็นการเจาะลึกในรายละเอียดของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด ไม่ว่าจะเกี่ยวกับด้านสมุนไพรหรืออาหารที่มี Function อื่นแอบแฝงในเชิงสุขภาพ

การให้ความรู้เหล่านี้แก่คนในประเทศอิสราเอลเป็นการให้ความสำคัญและการวิเคราะห์ ตั้งแต่ในระดับมหาวิทยาลัย ไปจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นการเน้นในเรื่องอาหารที่เป็นยา

อาจารย์ประทีป – หน่วยราชการของมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญและมีความก้าวหน้ามากในเรื่องอาหารเป็นยา นั่นเป็นเพราะกระแสของโลก อย่างที่พวกเรากำลังดำเนินการอยู่ โดยการนำพันธุ์ฟักข้าวจากเวียดนาม เข้ามาปลูก ฟักข้าวเป็นพืชที่ให้ไลโคปีนสูงมาก เวียดนามส่งออกน้ำฟักข้าวเข้มข้นไปยังตลาดยุโรปปีละไม่น้อย

ฟักข้าวเวียดนามผลมีขนาดใหญ่ หนักมากกว่า 1 กิโลกรัม ซึ่งทางคุณสรรพ์ได้นำพันธุ์นี้มาทดลองปลูก แต่ข้อเสียคือ ลูกไม่ดก คุณจรวย พงษ์ชีพ หรือที่รู้จักกันในนาม ลุงดำ น้ำหยด จึงได้นำฟักข้าวเวียดนามมาผสมกับฟักข้าวไทย ซึ่งให้ผลดกทำให้ได้พันธุ์ลูกผสมที่น่าจะดี และจะได้นำพันธุ์ที่ได้มาพัฒนาต่อไป ผมทดลองปลูกไว้ที่สวนอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

อิสราเอล มีความก้าวหน้าด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมใหม่ๆ โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ผัก ดังนั้น การไปอิสราเอลในครั้งนี้ทาง ซิตโต้ จึงได้เรียนเชิญ ท่านอาจารย์ถาวร โกวิทยากร จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมเดินทางไปด้วย เพราะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านการผสมพันธุ์มะเขือเทศ อีกทั้งยังเคยศึกษาในมหาวิทยาลัยอิสราเอลหลายปี อาจารย์ถาวรได้ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่คณะของเราเป็นอย่างมาก

อาจารย์ประทีป บอกว่า การไปดูงานในครั้งนี้ ได้พบคนไทยที่ไปเที่ยวงานมาก มีทั้งนักวิชาการเกษตร ผู้ทำธุรกิจทางเกษตรที่สำคัญ เกษตรกรหัวก้าวหน้า ชี้ให้เห็นว่าคนไทยสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องวิทยาการด้านเกษตรสมัยใหม่เพิ่มมากยิ่งขึ้น จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะในอนาคตคงมีการนำความรู้มาปรับปรุงต่อยอดเพื่อให้งานเกษตรของประเทศเราพัฒนาก้าวหน้าต่อไปได้อีก

ทั้งนี้ อาจารย์ประทีป ยังแสดงความเห็นอีกว่า อิสราเอลถือเป็นประเทศที่แห้งแล้งและมีน้ำน้อย ต่างกับไทยที่มีน้ำมาก จึงได้เปรียบ และควรนำความรู้ใหม่ๆ มาปรับใช้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องดีเลิศ แต่ขอให้มีความพอดีก็พอ และยังบอกอีกว่าตลาดการค้าที่อยู่ใกล้ประเทศเรามีหลายประเทศ ทั้งในเขตอาเซียน จีน และอินเดีย นับว่าเป็นตลาดที่กำลังเติบโต

คุณพานิชย์ – เหตุใด คนหลายประเทศจึงให้ความสนใจงานนี้มาก

อาจารย์ประทีป – เพราะเป็นงานที่ดีและมีประโยชน์มาก ความก้าวหน้าที่ได้เห็นและสัมผัสได้ อย่างเช่นเรื่องของพันธุ์ผัก แตงโม และกล้วย หรือแม้แต่พืชอาหารที่เป็นยา แม้แต่อินทผลัมก็มีการพัฒนา แต่ที่ก้าวหน้าและผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดคือ เรื่องของระบบน้ำ ที่อิสราเอลสร้างชื่อเสียงดังไปทั่วโลก ใครๆ ก็ใช้ระบบน้ำของอิสราเอล ส่วนไทยเราก็นำมาปรับใช้ เช่น ของ ลุงดำ น้ำหยด ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ อาจเป็นเพราะประเทศไทยมีน้ำมาก จึงใช้ระบบน้ำเหวี่ยงเป็นส่วนใหญ่ แต่หากต้องใช้ระบบน้ำของอิสราเอลแท้ๆ และอย่างจริงจังแล้ว เรื่องเครื่องกรองน้ำเป็นสิ่งสำคัญ และมีราคาแพง ค่าดูแลรักษาสูง แต่ถ้านำไปใช้กับแหล่งที่ขาดน้ำจริงๆ ก็อาจต้องปรับให้เหมาะสมแล้วจะได้ประโยชน์มาก

ด้านเครื่องจักร มีการพัฒนาในส่วนของเครื่องที่ใช้เก็บผลไม้ เหตุผลเพราะต้นทุนแรงงานแพงมาก เครื่องจักรที่นำมาใช้ เช่น เครื่องเขย่าต้นมะกอก แล้วใช้ผ้ายางปูด้านล่าง หรือเครื่องควั่นกิ่ง เพื่อบังคับให้ต้นไม้บางชนิดออกดอกเร็วขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น แล้วยังมีเครื่องเก็บอินทผลัม ที่เป็นรถเครนยกคนขึ้นไปตัดผลลงมาทั้งทะลาย ทำให้ได้อินทผลัมคุณภาพดี ไม่ปนเปื้อน

การนำมาใช้ประโยชน์

ต้องปรับให้เหมาะสม

ผู้สื่อข่าว – ในแง่คนไทยที่ไปดูงาน คิดว่าจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากงานนี้

คุณสรรพ์ – เราได้ไปเห็นสิ่งที่อิสราเอลทำล่วงหน้าไปก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นการไปดูและเห็น บอกได้เลยว่า เรายังไปไม่ถึง แต่ก็ทำให้เห็นภาพได้ว่าหากมีการพัฒนาจะถือได้ว่าเขาเป็นครู ที่เป็นต้นแบบ และอาจจะต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศเรา โดยเฉพาะระบบน้ำที่หากมองดูอิสราเอลว่าของเขาขาดน้ำ แต่ของเราเพียงแค่ฝนทิ้งช่วงเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้ขาด เพียงแต่ควรบริหารจัดการน้ำให้มีกินมีใช้ตลอด เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าผลผลิตของเราเดี๋ยวเพิ่มเดี๋ยวลด

ถ้าหากอิสราเอลมาอยู่เมืองไทย ผลผลิตยางพาราอาจเพิ่มถึง 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะมองเห็นเลยว่า กรีดยางมานานร่วม 25 ปี แล้วทำไมไม่นำระบบท่อมาวาง แต่ไปใช้วิธีการปั๊มน้ำให้ต้นละ 10 ลิตร ถ้ามี 60-70 ต้น ต่อไร่ วันหนึ่งใช้ 700 ลิตร แล้วถามต่อว่า แล้วกรีดยางทุกวันหรือเปล่า กรีดวันเว้นวันหรือเปล่า แต่ถ้าใส่ปุ๋ยให้ครบผมว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นได้แน่ 100 เปอร์เซ็นต์

ผมจึงกลับมาคิดว่า ที่มีสวนยางอยู่ 10 ไร่ อาจจะได้ปริมาณเท่ากับคนที่ทำ จำนวน 20 ไร่ แล้วเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก เพราะเราใส่เทคโนโลยีระบบน้ำเข้าไป หรือใช้วิธีการใส่ปุ๋ยทางน้ำ อีกทั้งยังสามารถควบคุมวัชพืชได้

คุณพานิชย์ – แล้วสิ่งต่างๆ เหล่านี้ควรจะให้หน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพ

อาจารย์ประทีป – น่าจะต้องช่วยกันทั้งภาครัฐและเอกชน ปัจจุบันภาครัฐงบประมาณมีไม่มาก บุคลากรมีไม่เพียงพอ งานวิจัยจึงออกมาน้อยลง แต่ดูเหมือนภาคเอกชนจะเข้มแข็งขึ้น ที่บอกว่า ในงานที่อิสราเอลมีภาคราชการและหน่วยงานเอกชนจำนวนมากไปดูงานกัน ก็ควรจะนำไปเผยแพร่ หรืออย่างที่ทางเทคโนโลยีชาวบ้านมาสัมภาษณ์ในครั้งนี้ แล้วนำออกเผยแพร่ ก็ถือเป็นการจุดประกายผู้อ่านหลายคนให้เกิดมีแนวคิดที่จะต่อยอดหรือนำไปปรับใช้ได้

นำหลัก หรือ วิธีคิด

การผลิตอินทผลัม

มาใช้กับปาล์มน้ำมัน

กรณี ซิตโต้ ก็ได้นำหลักและวิธีการคิดจากการที่ได้ไปดูงานมา แล้วนำมาปรับใช้กับปาล์มน้ำมันให้มีการสังเคราะห์แสงมากขึ้น เพื่อทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ปริมาณน้ำมันมากขึ้น

คุณสรรพ์ – เรื่องปาล์มน้ำมัน ขอเสริมอีกว่า ที่ประเทศอิสราเอล เป็นศูนย์กลางของเกษตร โดยเฉพาะความเป็นทะเลทราย อย่างอินทผลัมก็เป็นพืชในตระกูลปาล์ม จึงได้มีการพัฒนาอินทผลัมเพื่อให้มีผลผลิตมาก ถึงขนาดที่ต้องจ้างแรงงานไปปลิดทิ้ง

คราวนี้ถ้าย้ายความรู้แล้วนำมาต่อยอดในเรื่องฮอร์โมน ปุ๋ย จากอินทผลัมสู่ปาล์มน้ำมัน อย่าลืมว่าขณะนี้ประเทศไทยมีปาล์มน้ำมันอยู่ทั้งหมด ประมาณ 4 ล้านไร่ หรือเกือบ 100 ล้านต้น แล้วมีผลผลิตปีละเท่าไร แล้วหากมีการต่อยอดในเรื่องฮอร์โมน ปุ๋ย คือมีการบังคับให้เป็นดอกตัวเมียเพิ่มขึ้น แล้วเราทำให้มีช่อหรือทางใบเร็วขึ้น ซึ่งโดยปกติต้นปาล์มถ้ามีน้ำน้อยสัก 20-25 วัน จึงจะออกมา 1 ใบ

ดังนั้น หากใช้วิธีตามกระบวนการที่ไปดูที่อิสราเอลมา ก็จะทำให้ใช้เวลาเหลือเพียง 15 วัน และใน 1 ทางใบ โคนทางใบจะมีช่อดอก ซึ่งจะทำอย่างไร ให้เป็นดอกตัวเมีย แล้วผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นทันที อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้จะไปเกี่ยวข้องกับการลดความเครียดของต้นปาล์ม จะเป็นการไปกระตุ้นเพื่อให้สร้างจากดอกตัวผู้กลายเป็นดอกตัวเมีย พร้อมกับไปเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงให้มากขึ้น เพราะการดูดซับแสงแดด การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น มีน้ำ และให้ปุ๋ยพอก็จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ทาง ซิตโต้ ก็ได้นำวิธีการเหล่านี้ไปต่อยอด ด้วยการทำผลิตภัณฑ์ฮอร์โมนนี้ไปใส่ที่คอปาล์มน้ำมัน เพื่อบังคับให้ออกเป็นดอกตัวเมีย แล้วผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทันที แล้วยังคิดต่อไปว่า ทำไม ที่อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จึงไม่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ เพราะทั้งสองประเทศเป็นมุสลิม จึงทำให้อิสราเอลไม่เข้าไปในประเทศทั้งสอง

ขอบอกว่า ปาล์มโลกขณะนี้อยู่ที่ไหนบ้าง 85 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่สองประเทศนี้ โดย 45 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในอินโดนีเซีย และ 40 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในมาเลเซีย 5 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในไทย และอีก 10 เปอร์เซ็นต์ กระจายไปที่อื่น เพราะฉะนั้นถ้า ซิตโต้ ทำเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในเมืองไทยแล้ว แน่นอนที่สุดเราก็น่าจะเป็นหนึ่งเมื่อเปิดตลาด AEC

เรื่องราวของงานนวัตกรรมการเกษตรที่อิสราเอล ยังไม่จบ คงต้องติดตามกันต่อในเล่มหน้า เพราะจะเป็นการนำเสนอเรื่องของวัสดุปลูกพืช หรือเขาทำอย่างไร ผลผลิตนมวัวมีปริมาณสูงมาก หรือกระแสที่มาแรงคือ อาหารที่เป็นยานั้น มีลักษณะอย่างไร และอื่นๆ อีกมากมายที่คุณอาจไม่รู้

ยังมีข้อมูลอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับทราบ ฉะนั้น อย่าลืมติดตามตอนจบในฉบับหน้า

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ยางพารา ในมุม “เออีซี” ฝันดีหรือฝันร้าย

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

รอบรั้วอาเซียน 

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ยางพารา ในมุม “เออีซี” ฝันดีหรือฝันร้าย

เป็นที่ทราบกันดีว่า ตอนนี้ราคารับซื้อยางตกต่ำลงมาก ซื้อขายกันกิโลกรัมละไม่ถึง 100 บาท ตกประมาณ 70-80 บาท จากที่เคยขายได้สูงสุดถึงกิโลกรัมละ 180 บาท ทำให้ชาวสวนยางในภาคใต้และอีกหลายพื้นที่ของประเทศกลับมานั่งทบทวนกันว่า ควรจะขยายพื้นที่ปลูกยางกันต่อไปอีกหรือไม่ โดยเฉพาะในรายใหม่ที่คิดจะปลูกยางแทนที่พืชเศรษฐกิจอย่างอื่น ขณะที่มีความเป็นห่วงกันว่าแรงงานพม่าและแรงงานจากภาคอีสานของเรา ซึ่งเป็นแรงงานหลักในการกรีดยางของภาคใต้เวลานี้อาจจะมีปัญหาขาดแคลนในอนาคตอันใกล้

ธนินท์ ห่วงอีก 5 ปี

ไม่มีพม่ากรีดยาง

ประเด็นนี้ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ แสดงความคิดเห็นตอนหนึ่งในการบรรยายพิเศษ เรื่อง “อนาคตเศรษฐกิจไทย” ในการอบรม หลักสูตร “ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง” (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 16 เมื่อไม่นานมานี้ ที่ วิทยาลัยการยุติธรรม สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม

“ถ้าปลูกยาง ผมยังมองว่าไม่มีใครสู้ อินโดนีเซียก็สู้เราไม่ได้ เพราะว่าเขาอยู่ในเกาะ ไปเกาะอื่นเขาไม่ไปกัน ไม่มีคนกรีด แต่เราก็ต้องระวังเหมือนกันเรื่องยาง อย่าโอเวอร์ อย่าเกิน ผมเชื่อมั่นว่าจะไม่มีพม่ามากรีดยางให้เรา หรือถ้าพม่าไม่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อย่างนี้มี แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงแบบนี้ตามนโยบายเขาทำได้ ผมว่าภายใน 5 ปี พม่าไม่มาแล้ว จะเริ่มถอย แต่ 5 ปีนี้ยัง แต่หลังจาก 5 ปี เราจะไปหาแรงงานพม่าคิดว่ายาก เผลอๆ จะกลับไป เขมรเราอย่าไปพึ่ง เพราะประชากรเขมรน้อย และมีพื้นที่ที่กว้าง แล้วเขาก็รู้จักปลูกข้าว ปลูกยาง ปลูกปาล์ม ปลูกอะไรได้หมด น้ำก็ไม่ได้แพ้เรา”

มุมมองของนักธุรกิจระดับโลกผู้นี้คงทำให้เกษตรกรทั้งหลายได้แง่คิดและเตรียมตัวรับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

เกษตรกรห่วงเข้า เออีซี

ทีนี้มาฟังความคิดเห็นจากผู้นำเกษตรกรกันบ้าง คุณอุดมศักดิ์ สุทธิเวทิน ที่ปรึกษาสหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช เสนอว่า รัฐบาลควรจะมาดูแลเรื่องยางทั้งระบบ ไม่ว่าจะต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ และรัฐบาลจะต้องมาดูแลเรื่องของยางที่เข้ามาให้สู่ระบบ ให้รัฐบาลมาทำการวิจัยหรือทำการแปรรูปจากยางที่เกษตรกรหรือจากสหกรณ์เหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น วันนี้รัฐบาลมีปัญหาเรื่องของธรรมชาติรัฐบาลควรนำยางกลับไปอะไรอีกหลายอย่าง เช่น ราดถนน ทำเขื่อน ทำคูคลอง ทำบิ๊กแบ๊กกั้นน้ำ ซึ่งน่าจะทำได้ และจะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวอย่างที่จะให้ต่างประเทศเชื่อถือมั่นใจ

“ในอนาคตผมว่ากิโลละ 200-300 บาท น่าจะถึง เพราะเราสามารถทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่างประเทศยอมรับได้ ใช้ประโยชน์ได้ดีจริง ในสิ่งที่ผมอยากจะฝาก และอีกอย่างถ้าเกษตรกรมีความมั่นคง ความหมายก็คือ รัฐบาลต้องมาดูแลยาง อย่างน้อยราคาต่อกิโล ต้องไม่ต่ำกว่า 120 บาท ทำให้เกษตรกรอยู่ได้ และมีเหลือเก็บนิดหน่อยเป็นยางแผ่นดิบ การที่ราคายางตกต่ำนั้น ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า เพราะทั่วโลกยังมีความต้องการใช้ยางอีกเยอะ”

ส่วนประเด็นการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี นั้น คุณอุดมศักดิ์ เป็นห่วงว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการนำเข้ายางมาก่อน แต่ใน ปี 2558 สามารถนำยางเข้าได้ คิดว่าเป็นเรื่องน่าหนักใจของเกษตรกรด้วย อยากฝากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องตรงนี้ว่าจะแก้ไขอย่างไร และขอให้รัฐบาลกลับมาดูเรื่องยุทธศาสตร์ของยางให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน และตัวเกษตรกร

ที่ปรึกษาสหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี ยังแสดงความคิดเห็นกรณีที่เกษตรกรจำนวนไม่น้อยในทุกภาค หันมาปลูกยางแทนข้าว พืชไร่อื่น รวมทั้งผลไม้ต่างๆ ว่า คิดว่าไม่ควรมีการปลูกยางทั้งประเทศ แต่อยากถามว่าผู้เกี่ยวข้องดูแลยางให้เราดีหรือยัง แม้กระทั่งพันธุ์ยางวันนี้ พันธุ์ยางในประเทศไทยมีแค่ 3 พันธุ์หรือ ขณะที่ในมาเลเซียยังมี 40-50 พันธุ์ และใน 3 พันธุ์ ที่เกษตรกรไทยปลูกให้ผลผลิตไม่เกิน 300 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี วันนี้ต่างประเทศมีการคิดค้นพันธุ์ยางที่ได้ผลผลิต 500 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ดังนั้น จะต้องปรับปรุงในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง พันธุ์ยาง ซึ่งเกษตรกรมี 10 ไร่ ก็ปลูกได้ผลผลิตเท่ากับ 20 ไร่ เราไม่จำเป็นต้องเอาพื้นที่ทั้งหมดไปปลูกยาง ควรมีพื้นที่ไว้ใช้อย่างอื่น เช่น ปลูกข้าว

รัฐย้ำ ไทยยัง เบอร์ 1 ส่งออกยาง

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากเกษตรกรตัวจริง ซึ่งพวกเขามีอาชีพปลูกยางมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มองเห็นปัญหาและแนวทางแก้ไขค่อนข้างชัด อย่างไรก็ตาม คำถามที่พวกเขาสงสัย คุณสุจินต์ แม้นเหมือน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ในฐานะผู้รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องยางให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ไว้ดังนี้

เรื่องปัญหาราคายางตกต่ำ คุณสุจินต์ วิเคราะห์ว่า ราคาที่ตกลง เหตุหลักอยู่ตรงความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจทางยุโรป คือปัจจัยที่ไม่ได้เกิดจากดีมานด์ ซัพพลายเป็นหลัก แต่เกิดมาจากวิกฤตในกรีซ ความเชื่อมั่นในเยอรมนี ในอิตาลี ตัวนี้เป็นตัวหลักที่ทำให้นักเก็งกำไรต่างๆ ไม่เชื่อมั่นว่าจะมีการใช้ยางขึ้นมาจริง

“เรื่องของยางคงไม่น่าเสียเปรียบ ที่สำคัญของการรวมเป็น เออีซี นั่นคือ เรารวมฐานการผลิตด้วยกัน การแข่งขันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะไทยนำอยู่แล้ว สิ่งที่น่าจะได้คือ ฐานการผลิตของเรื่องผลิตภัณฑ์ไทยน่าจะมีมากขึ้น การใช้ยาง การทำยางล้อ ผมว่าจะเป็นผลดีมากกว่าในการที่เราจะใช้ทรัพยากรด้านอื่น เกษตรกรบ้านเราเข้มแข็งอยู่แล้ว และสิ่งที่ประเทศไทยทำอยู่คือ เรื่องยางแผ่นรมควัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเรายืนอยู่ตรงนี้เข้มแข็ง ไม่มีใครในอาเซียนจะมาใช้ศักยภาพของเราตรงนี้ได้ ก็จะมีพม่า กัมพูชา บ้าง แต่ก็อีกหลายปีกว่าเขาจะพัฒนาได้ถึงจุดที่เราพัฒนาได้”

ผอ. สุจินต์ ยังให้ข้อมูลอีกว่า ประเทศไทยครองอันดับในการผลิตยางพาราส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลกมาตั้งแต่ ปี 2538 เกือบ 30 ปีมาแล้ว แม้ว่าเนื้อที่การปลูกจะน้อยกว่าอินโดนีเซีย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยเป็นอันดับ 1 ของโลกคือ เกษตรกรบ้านเราเข้มแข็งที่สุดในอาเซียน เพราะว่ารู้ราคา ศึกษากระบวนการผลิต และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ

“ตลาดก็เหมือนกัน เรามีตลาดที่ดีที่สุดในโลก เรื่องของตลาดกลางไม่มีที่ไหน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็ไม่มีระบบตลาดกลาง เราพัฒนาตลาดกลางของเราให้เป็นตลาดกลางที่มีข้อการตกลง ส่งมอบจริง ขึ้นมาเป็นอีกระดับหนึ่งที่เราจะแข่ง แต่ถามว่าตลาดล่วงหน้าเรามีไหม ตอบได้ว่าเราก็มี ในเรื่องของอุตสาหกรรมก็เช่นกัน เราผลิตยางรถยนต์ รถยนต์ในบ้านเราผลิตอยู่ในอันดับ 4 ของโลก ดังนั้น ถ้าเรามีการผลักดันให้นำยางธรรมชาติไปผสมยางมะตอยราดถนนเข้าไปอีก หรือเรื่องของเขื่อนกั้นน้ำ อะไรต่างๆ ก็ใช้ยางค่อนข้างเยอะ ถ้าใช้ยางพวกนี้มากเมื่อไหร่ นั่นคือ การใช้ยางในประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความต้องการการใช้ยางก็จะมีมากขึ้นตลอด เพราะบุคลากรที่เกิดขึ้นมาในประเทศนี้ทุกคนที่เกิดมาคือใช้ยาง รูปแบบหนึ่งรูปแบบใด การใช้เป็นที่นอน การใช้เป็นรถยนต์ การใช้เป็นรองเท้า เป็นชิ้นส่วนยางต่างๆ ทุกคนใช้ยางทั้งนั้น”

ฟังอย่างนี้แล้ว ชาวสวนยางพาราคงสบายใจขึ้นเยอะ โดยเฉพาะพวกที่วางแผนจะซื้อที่ขยายพื้นที่ปลูกยาง

ส่วนปัญหาจะขาดแคลนแรงงานพม่าเมื่อพวกเขาเหล่านั้นอพยพกลับประเทศ ผอ. สุจินต์ เสนอทางออกไว้ว่า ปัจจุบันเรามีพันธุ์ยาง 251 มีพันธุ์ยาง 408 ซึ่งพันธุ์พวกนี้ให้ผลผลิตเกือบ 2 เท่า ประมาณ 60% ของพันธุ์ RI 600 ที่ปลูกกันในปัจจุบัน ประมาณ 287 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี แต่พันธุ์ยาง 251 ให้ปริมาณ 463 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ถ้าเราใช้เรื่องพวกนี้เข้าไปช่วยแทนที่จะต้องกรีดกันทุกวัน ก็กรีดวันเว้นวัน เท่ากับได้ผลผลิตเท่ากับกรีดทุกวันอยู่แล้ว หรือว่าถ้าเราใช้ยางพันธุ์นี้แทนที่จะต้องกรีดยาง 50 ไร่ ปลูก 30 ไร่ ก็พอ สามารถกรีดได้เท่ากับผลผลิต 50 ไร่ ที่เหลือ 20 ไร่ ก็เปลี่ยนไปเป็นพืชอื่นๆโดยเฉพาะภาคใต้ ยังมีปาล์มน้ำมันให้ปลูก

ผู้ปลูกปาล์มน้ำมันก็ไม่ต้องไปทำทุกวัน ที่ไหนที่มีน้ำใต้ดินสูงมีดินชุ่มก็เปลี่ยนเป็นปาล์มน้ำมันก็ได้ นั่นคือ แนวทางที่จะลดแรงงาน แต่ว่ารายได้ไม่ได้ลดตามลงไป เพราะผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เราสร้างมูลค่าเพิ่ม เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ และรายได้ก็ยังคงที่ และหันไปเปลี่ยนหาพืชอื่นที่ใช้แรงงานค่อนข้างน้อยลงคือ พวกปาล์มน้ำมัน

ชี้ต้นทุนปลูกยาง ลาว-ญวน ถูกกว่าไทย

ทั้งนี้ แม้ในการเข้าสู่ เออีซี ผอ. สถาบันวิจัยยาง อย่าง คุณสุจินต์ จะมองว่าเป็นผลดี แต่สำหรับ คุณเยี่ยม ถาวโรฤทธิผู้จัดการ บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด ที่ทำงานเรื่องยางพาราร่วมกับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย กลับมองไปอีกมุมหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจทีเดียว และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คงเป็นฝันร้ายของชาวสวนยางพารากันเลยทีเดียว

“ประเทศไทยคงต้องปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำมากขึ้น เพราะว่าถ้าจะผลิตยางแผ่นดิบและส่งออก มันมีหลายประเทศในประเทศประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม ลาว หรือเป็นประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า เพราะฉะนั้นเมื่อเปิด เออีซี คนก็จะไปซื้อยางที่ประเทศที่ต้นทุนถูกกว่า เขาก็ขายในราคาที่ถูกกว่าได้ เพราะต้นทุนที่ถูกกว่า ในขณะที่ต้นทุนการผลิตในประเทศไทย พูดง่ายว่าต้นทุนเราสูงที่สุด สูงกว่าทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซีย จึงจำเป็นที่เราต้องปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ ต้องมีการส่งเสริมการลงทุนในเรื่องของผลิตภัณฑ์ยาง”

คุณเยี่ยม ชี้ยังให้เห็นว่า ตราบใดที่ยังไม่แก้ไขเรื่องต้นทุนการผลิตต่อไร่ และยังจะเพิ่มพื้นที่การปลูกเข้าไปอีก ปัญหาที่ตามมาคือ จะประสบปัญหาเหมือนในตอนนี้ ต้นทุนยางเรามีสูงกว่าอินโดนีเซีย มาเลเซีย และทีนี้ลูกค้าจะไปซื้อยางจากอินโดนีเซีย ซึ่งต้นทุนเขาถูกกว่า เราจะไปตำหนิเขาไม่ได้ในด้านสิทธิของประเทศ เพราะผู้ซื้อต้องการซื้อยางที่ถูกกว่า คุณภาพเหมือนกัน แต่ในเมื่อต้นทุนเราแพงกว่า จะไปขายถูกก็จะขาดทุน แต่อินโดนีเซียต้นทุนเขาถูกกว่า ขายถูกกว่า เขาก็อยู่ได้ ฉะนั้น ประเทศไทยต้องปรับตัวไปสู่ในเรื่องของอุตสาหกรรมยางมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการ บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ พูดปลอบใจให้คลายกังวลในทำนองว่า เมื่อเปิด เออีซี เราต้องมองว่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทยที่จะเปิดช่องทางให้ประเทศไทยสามารถขายสินค้าและบริการที่มีอยู่ได้มาก ไม่ต้องกลัว แต่จะกลายเป็นข้อดีเสียอีก เพียงแต่ว่าเราต้องผลิตสินค้าและบริการให้มีคุณภาพมากที่สุด ให้สามารถแข่งขันในเรื่องของต้นทุนได้

“หลายคนคงอยากรู้ว่าในสถานการณ์ราคายางที่ย่ำแย่อยู่ในเวลานี้ บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ ทำอะไรไปบ้างหรือยัง เรื่องนี้คุณเยี่ยมแจกแจงว่า “เรามีมาตรการในเรื่องของที่จะแนะนำ 3 ประเทศ ให้ควบคุมการขยายพื้นที่การปลูกยางให้อยู่ในระดับไม่ให้มีผลผลิตล้นตลาด เรารู้ว่ามีความต้องการเพิ่ม แต่อย่าไปเร่งมากขึ้น ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เหมือนกับ โอเปก ที่คุมเรื่องน้ำมัน นี่คือ มาตรการระยะยาว ที่จะต้องมีการพิจารณาในแต่ละปีว่ามีความต้องการใช้ยางของโลกเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ใน 3 ประเทศ เรามีส่วนแบ่งตลาดและควรแบ่งโควต้ามาให้กับเรา อินโดฯ ควรปลูกแค่นี้ มาเลเซียปลูกแค่นี้ ไทยปลูกแค่นี้ เพื่อไม่ให้ยางล้นตลาด ส่วนมาตรการระยะสั้นอีกอย่างหนึ่งที่เรามีคือ ชะลอการส่งออก”

เหล่านี้คือ ความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ เกษตรกร และภาครัฐเอง ซึ่งคงเป็นข้อมูลที่น่าจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราทั้งหลายได้นำไปประมวลภาพว่า เมื่อ เออีซี มีผลในวันที่ 1 มกราคม 2558 อะไรจะเกิดขึ้นบ้างกับผลผลิตยางพาราของไทยในเวทีอาเซียน ซึ่งยังมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam)

เมืองหลวง กรุงฮานอย

พื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตร หรือ 0.645 เท่า ของประเทศไทย

จำนวนประชากร 86.2 ล้านคน มีอัตราการเพิ่มประชากร 0.99% ต่อปี

เชื้อชาติ เวียดนาม 86.2% ที่เหลือเป็น จีน ไทย เขมร และชาวเขาเผ่าต่างๆ

ภาษา เวียดนาม และภาษาอังกฤษ เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเป็นภาษาราชการ

สกุลเงิน ด่อง (Dong)

การค้าระหว่าง ไทย-เวียดนาม (2010)

สินค้าส่งออกหลักของไทยไปเวียดนาม ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ

สินค้านำเข้าหลักจากเวียดนาม ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ด้ายและเส้นใย เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

ตลาดส่งออกที่สำคัญของเวียดนาม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อาเซียน ญี่ปุ่น และจีน

ตลาดนำเข้าที่สำคัญของเวียดนาม ได้แก่ สิงคโปร์ จีน ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย และมาเลเซีย

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ระลึกรู้อารมณ์ เพาะบ่มธรรม ขำๆ บ้าง บางเวลา

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05107150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

วิถีชาวบ้าน

อาจินต์ ศิริวรรณ

ระลึกรู้อารมณ์ เพาะบ่มธรรม ขำๆ บ้าง บางเวลา 

ระลึกรู้อารมณ์ เพาะบ่มธรรม ขำๆ บ้าง ที่เริ่มต้นด้วยประโยคนี้ ไม่บังอาจจะสั่งสอนใคร เพียงเพื่อเตือนใจตัวเองบ้างก็เท่านั้น หากใครอ่านแล้วสะกิดใจ ก็นำไปใช้ได้ไม่ว่ากัน

เรื่องที่เกิดขึ้น เรื่องที่พบเห็น ในชีวิตประจำวัน หากปล่อยใจไปตามอารมณ์ตามที่ได้เห็นได้พบ ชีวิตอาจถึงกับเปลี่ยนไปเลยก็ได้

…ขณะขับรถมาทำงาน ในตอนเช้าของวันหนึ่ง…หลังจากไม่ได้ขับมาหลายวัน…

เสียงเพลงบรรเลงทำนองอีสาน ดังมาจากเครื่องเสียงของรถ..บางท่วงทำนองหดหู่หม่นเศร้า..บางท่วงทำนองเร่งเร้าให้ครึกครื้น…

นึกถึงในวันที่นั่งโดยสารมากับรถตู้ ช่วงที่คนขับรถตู้ ขับรถปาดหน้าคันอื่น คนขับรถตู้ ขับไปบนไหล่ถนน ซอกแซกแซงซ้ายแซงขวามุ่งไปข้างหน้า นั่งโดยสารมาโดยไม่ได้รู้สึกอะไร ในใจกลับชอบ ที่จะถึงจุดหมายเร็วขึ้น

ย้อนคิดกลับไปถึงวันที่ขับรถตัวเองมาทำงาน แล้วโดนรถคันอื่นขับปาดหน้า ทั้งฉุนเฉียวเขา ทั้งอารมณ์เสีย แทบยั้งอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ อารมณ์นี้กระมังที่ทำให้คนถึงกับฆ่ากันได้

เพียงแต่วันนั้น คิดขึ้นได้ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม อารมณ์ที่ฉุนเฉียวก็ลดน้อยถอยลง

วูบหนึ่งในความคิด “มนุษย์” ถ้าได้ตามปรารถนาของตัวเอง สิ่งผิดก็ดูเหมือนว่าถูกต้อง หากไม่ตรงกับที่ตัวเองปรารถนา อะไรก็ผิด

มองเข้าไปข้างในตัวเอง มองเห็นโครงกระดูกขาวโพลน นั่งจับพวงมาลัยรถ ที่ประกอบด้วยโครงเหล็กผ่านกระบวนการของเครื่องจักร ขับเคลื่อนมุ่งสู่จุดหมาย

อีกวันหนึ่ง มีโอกาสเข้าวัดโดยไม่ได้ตั้งใจ บังเอิญต้องไปทำธุระแถวนั้น และท่านรองเจ้าอาวาสวัดนี้ก็รู้จักกัน เลยแวะเพื่อเยี่ยมท่านเท่านั้นเอง แต่วันนั้น เป็นวันที่ตรงกับวันสำคัญทางศาสนา ทำให้คนที่มาวัดมากมายจนบนศาลาแทบไม่มีที่นั่ง

คนเรามาวัดนี่ ส่วนมากมาเพื่อจะเอา

ก็ยังดีที่จะเอาแต่สิ่งดีดี

“ดีกว่าพวกไม่เข้าวัดเข้าวา แต่ก็ยังคิดที่จะเอา”

เสียงหลวงพ่อพูดขึ้นหลังจากฉันเพลเสร็จ ตอนนั้ันเหลือคนในกุฏิเพียงไม่กี่คน ที่ยังคงสนทนาอยู่กับท่าน

“ทำไมล่ะครับหลวงพ่อ”

“ก็ดูสิ คนที่มาวัด นำข้าวปลาอาหารมาถวายพระจนล้น จนเหลือ พระฉันไม่หมด ไหว้พระเสร็จแล้วก็ขอพรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนให้กับตัวเอง ให้ตัวเองและครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ให้ได้ตำแหน่งที่สูงขึ้น”

“จริงๆ แล้ว หลังจากฉันเสร็จ พระก็ให้พรญาติโยมทุกครั้ง ก็กินของของเขาแล้วนี่”

หลวงพ่อว่า

บางคนหนักกว่านั้น ขอให้ตัวเองถูกหวยรวยเบอร์ แทนที่จะคิดว่า ที่มาวัด มาเพื่อที่จะให้ ไม่ใช่มาเพื่อที่จะเอา”

พระพุทธเจ้าสอนให้คนรู้จักการให้

แต่ถึงอย่างไร คนที่มาวัดนั้น เขาก็มีจิตที่เป็นกุศล ถึงยังมีกิเลสก็เป็นกิเลสที่เป็นสีขาว

“ที่ว่าดีกว่าพวกที่ไม่เข้าวัด แต่อยากได้โน่นได้นี่ ขอโน่น ขอนี่ อยากได้หวยก็ไปรบกวนต้นไม้บ้างอะไรบ้าง มีจิตอันเป็นอกุศล คือคนพวกนี้พวกเขามีกิเลสสีดำครอบงำ

“ดีนะที่เราเข้าวัดมาวันนี้” แม้คำเทศน์ของท่าน ทำให้สะอึกในบางประโยค บางประโยคก็ยัง งง งง

ตอนไปก็ไม่ได้เตรียมปัจจัยข้าวปลาอาหารไปถวายพระ

ไม่ได้คิดขออะไรเลยยย…จริงจริ้ง แต่กลับได้ธรรมะมาแบบงงงง

ขออนุญาต นำบทกวี รู้เห็นเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งอยู่ในหนังสือกวีนิพนธ์ นัยตากวี ของ อาจารย์ศิวกานท์ ปทุมสูติ มาอ่าน เพื่อจะได้รู้ทันอารมณ์ของตัวเองบ้าง

รู้สึกรู้สาอารมณ์ไหว

มิเท่ารู้ใจไหวทันจิต

รู้ตามรู้สึกตัวนึกคิด

น้อยนิดกับอนันต์เป็นหนึ่งเดียว

แม้จะเห็นว่าธรรมะนั้นมีแสงสว่าง แต่ก็ไม่เข้าใจในแสงสว่างนั้นสักเท่าไหร่ เหมือนหมาน้อย ที่เฝ้ามองแสงจากพระอาทิตย์ยามจะลับขอบฟ้า

กวีชาวบ้าน

ภาพเมือง / พ่อไข่นุ้ย

เพียงก้าวขาออกไปจากห้องเช่า

แหงนมองตึกดั่งภูเขาระดะแท่ง

ให้รู้สึกใหญ่โตจนเหนื่อยแรง

สักตึกหนึ่งไม่แบ่งเป็นของเรา

บนถนนรถยนต์แล่นขวักไขว่

หลากยี่ห้อวิ่งไล่ปล่อยเขม่า

สะท้อนภาพตัวเองกระจกเงา

ทุกทุกคันเป็นของเขา แต่เราเดิน

ผ่านร้านทองชื่อจีนเหลืองอร่าม

ดูวิไลสวยงามน่าสรรเสริญ

คอเลี่ยมทองล่ำซำรวยจำเริญ

แสนขาดเกินกับเราคอขี้ไคล

เดินผ่านบ้านหลังหรูมีระดับ

ป้ายตระกูลเด่นรับความยิ่งใหญ่

รถเป็นสิบจอดนิ่งไม่เผื่อใคร

เราค่าห้องยังไม่ได้จ่าย…เวรกรรม

เพียงก้าวขาออกไปจากห้องเช่า

ก็พบกับความเศร้า-ความขื่นขำ

ใครเขียนบทยากจนให้ร่ายรำ

เขียนให้จนตรากตรำตลอดกาล

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ตอนที่…สี่

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

ชาลี เหาะได้บันทึก…ไว้ที่นี่

ตอนที่…สี่

เมื่อวันก่อน พรรคพวกมาหา

ต้องบอกก่อนว่า “พรรคพวกนะครับ ไม่ใช่เพื่อน”

เพราะผมเคยเขียนไว้ว่า “เพื่อนๆ ผมตายหมดแล้ว”

ตอนนี้จึงเหลือเพียงพรรคพวก และคนรู้จักเท่านั้น (ท่านเป็นโลกสองวัย ท่านว่างั้น…ฮา)

เมื่อวันก่อนพรรคพวกมาหา แล้วก็ยืน-ยกมือขึ้น ทำให้ผมนึกถึงเรื่องขำขัน…ที่ว่า

ครูสาวสวย พูดกับนักเรียนในห้องว่า “เอ้า…ใครรู้ตัวว่าโง่ ก็ยืนขึ้น”

เด็กชายปู ยิ่งรักเธอ รีบยกมือขึ้นยืนทันที

“เธอรู้ตัวว่าโง่ ก็ดีแล้ว” ครูสาวสวย เอ่ย

“ผมยืนเป็นเพื่อนครูครับ” เด็กชายปู ตอบ

เรื่องที่ผมนึก ก็เรื่องนี้แหละ (ฮา…)

เมื่อพรรคพวกมาหา ผมก็ถามว่า “แล้วมายืนยกมือทำไม”

“ก็อยากอ่าน ตอนที่สี่…ไง” พวกสาธยาย

แสดงว่ามันอ่านที่ผมเขียนตอนจบ ในตอนก่อนที่ว่า “เอ้า-ใครอยากอ่านตอนที่สี่ ยกมือขึ้น”

แล้วเราก็เลยคุยกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องเก่า-เรื่องใหม่ สรุปว่า…พวกอยากให้เขียนเรื่องเก่าๆ อะไรต่างๆ ต่อไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งรีบจบ เพราะคนรุ่นหลังๆ จะได้รู้บ้าง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางใจกลางเมืองฝั่งธนบุรี เมื่อก่อนนี้เป็นสวนเบญจพรรณ มีผลไม้มากมาย ด้วยว่าพื้นที่ในสมัยนั้น ระบบนิเวศยังไม่เสีย ฯลฯ

“ก็ตกลงครับท่าน…”

แต่ถึงตรงนี้ขอแวะหน่อย ก็ไม่แวะไปไกลหรอก “อยู่แถวๆ กรุงเทพฯ นี่แหละ”

คือ ฝรั่งมังขวดหลายต่อหลายคน ถามผมว่า “กรุงเทพฯ อยู่ไหน”

“ก็อยู่นี่แหละ” ผมก็ชี้ตรงที่เรานั่งอยู่ด้วยกัน

“โน-ที่นี่เป็นบางกอก (Bangkok)” ฝรั่งว่างั้น

เพราะในภาษาอังกฤษ เขียนว่า Bangkok-บางกอก

เมื่อเขียนว่า “บางกอก” จะให้อ่านว่า “กรุงเทพฯ” ได้ไง?

ผมก็เลยหน้าแตก ไปตามระเบียบ

เมื่อเรามาคิดถึง “ชื่อเมืองหลวง” ของประเทศอื่นๆ

เช่น ประเทศอังกฤษ “ลอนดอน” เขาก็เขียนว่า “London”

ประเทศฝรั่งเศส “ปารีส” เขาก็เขียนว่า “Paris”

ประเทศเยอรมนี “เบอร์ลิน” เขาก็เขียนว่า “Berlin”

ประเทศสหรัฐอเมริกา “วอชิงตัน ดี.ซี.” เขาก็เขียนว่า “Washington, D.C.”

แล้วประเทศไทยแลนด์ เขียนว่า “Bangkok” มันก็ต้องอ่านว่า “บางกอก” ซีวะ

จะให้มันอ่านเป็น “กรุงเทพฯ-Krung Theb” ได้ไง (ฮา…)

หรือจะต้องให้ทางกรุงเทพมหานคร เปลี่ยนมาเขียนคำว่า “กรุงเทพฯ” เป็นภาษาอังกฤษว่า “Krung Theb” ซะ

และเมื่อเขียนภาษาอังกฤษว่า “Krung Theb” ฝรั่งก็จะได้อ่านว่า “กรุงเทพฯ” ซะที

ไม่ใช่เขียน “บางกอก” (BANGKOK) แล้วให้ฝรั่งเข้าใจว่าเป็น “กรุงเทพฯ” (Krung Theb)

มันก็ยังไงๆ…อยู่นา

ประเด็นนี้น่าคิด ผมมัน “ผู้น้อย” ฝากให้ “ผู้มาก” ท่านคิดดีกว่า

พูดถึงเรื่องเมืองหลวงของเราแล้ว ตามประวัติท่านกล่าวว่า…เดิมเรียกว่า “เมืองบางกอก” ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี

จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมือง “บางกอก” ขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่แทนกรุงธนบุรี โดยสืบทอดศิลปวัฒนธรรมมาจากกรุงศรีอยุธยา

ทรงทำพิธี “ยกเสาหลักเมือง” เมื่อวันอาทิตย์-เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที ปีขาล จ.ศ. 1144 จัตวาศก หรือตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 แล้วทรงเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2325 แล้วพระราชทานนามพระนครนี้ว่า…

“กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถานอมรพิมาน อวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์”

ซึ่งมีความหมายว่า “พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร อันเป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครรบชนะได้ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้”

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงเปลี่ยนชื่อพระนครจาก บวรรัตนโกสินทร์ เป็น อมรรัตนโกสินทร์

และมีฐานะในการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น “จังหวัดพระนคร”

ต่อมา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2514 รัฐบาลได้รวม จังหวัดพระนคร และ จังหวัดธนบุรี เป็น นครหลวง กรุงเทพธนบุรี

และ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2515 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น กรุงเทพมหานคร

แต่นิยมเรียกกันว่า กรุงเทพฯ

นี่ก็เป็นประวัติเมืองหลวงของประเทศไทยแลนด์ ตามประวัติศาสตร์ครับ

สรุปว่า…จังหวัดธนบุรี ถูกยุบให้รวมกับจังหวัดพระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2514 ว่างั้นเถอะ

จนถึง ปี พ.ศ. 2555 นี้ “กรุงเทพมหานครของเรา ก็มีอายุครบ 41 ปี พอดี”

เขียนมาถึงตรงนี้แล้วขอต่ออีกหน่อยเถอะ เพราะผมก็นึกถึงตราสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานครนี้ขึ้นมาทันที

ตรา กทม. นี้ เป็นรูปพระอินทร์ ทรงช้างเอราวัณ พระหัตถ์ขวาทรงสายฟ้า กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบโดยอาศัยภาพเขียนฝีพระหัตถ์ของ “สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” (สมเด็จครู) เป็นต้นแบบ

และประติมากร ผู้ปั้น-หล่อ ตราสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร ที่ติดตั้งอยู่ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ใกล้เสาชิงช้านั้น ก็คือ…อาจารย์เสรี บุญสวน ศิลปินรุ่นน้องของผมเองครับ และก็ปั้น…ที่บ้านผมด้วย มีความใหญ่ของเส้นผ่าศูนย์กลาง “สามเมตร เก้าสิบเซ็นต์” พอดี

ก็ขอ “บันทึก…ไว้ที่นี่” หน่อยครับ (แฮ่ม…)

เขียนมาถึงตรงนี้ มองดูหน้ากระดาษเห็นว่าน่าจะพอดีแล้ว เอาเป็นว่าเรื่องที่จะเขียนต่อไป

คงต้องเป็นฉบับหน้าแล้วล่ะ

ไม่ว่ากันนะครับ

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เปิดคุกเขมร เยี่ยม วีระ สมความคิด

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05111150955&srcday=2012-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 535

ธรรมะจากวัด 

พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า

เปิดคุกเขมร เยี่ยม วีระ สมความคิด

ก่อนอาตมาจะเดินทางกลับเมืองไทย ญาติธรรมที่มีความรักและศรัทธาในการทำงานปราบปรามพวกโกงชาติของ คุณวีระ สมความคิด ต่างให้คำแนะนำว่า หากเป็นไปได้น่าจะไปเยี่ยม คุณวีระ สมความคิด ที่ติดคุกอยู่ที่ประเทศกัมพูชาด้วย อาตมาเองได้รับคำแนะนำอย่างนั้น ก็เห็นด้วยกับคำแนะนำของญาติธรรมเหล่านั้น และรับปากว่า จะพยายามหาโอกาสไปเยี่ยมให้ได้

อาตมาได้ทราบว่า ก่อนหน้านี้ ชาววัดพุทธปัญญาท่านหนึ่ง ที่เป็นญาติธรรมอย่างเหนียวแน่นกับ คุณวีระ สมความคิด เมื่อกลับเมืองไทยเคยไปเยี่ยม คุณวีระ สมความคิด มาแล้ว ท่านผู้นั้นมิใช่ใครที่ไหน คือ คุณดำรง หุ่นสุวรรณ ญาติธรรมที่ให้การสนับสนุน คุณวีระ สมความคิด และผู้ที่อยู่ในกระบวนการรักชาติทั้งหลายมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ก่อนที่คุณวีระจะถูกเขมรจับกุมในข้อหาจารกรรมข้อมูลเสียอีก

เมื่อมีโอกาสได้พบ คุณดำรง หุ่นสุวรรณ จึงได้สนทนาเรื่องที่คุณดำรงเคยเดินทางไปเยี่ยมมาแล้ว และบอกถึงความตั้งใจของอาตมาที่จะไปเยี่ยมคุณวีระ หลังจากกลับมาถึงเมืองไทยให้คุณดำรงได้ทราบ

เมื่อคุณดำรงได้ทราบกุศลเจตนาของอาตมาเช่นนั้นแล้ว ได้ปวารณาว่า จะดำเนินการประสานงานและถวายตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ประเทศกัมพูชา ในครั้งนี้

ตามปกติคุณแม่ของ คุณวีระ สมความคิด จะเดินทางไปกัมพูชาเป็นประจำในวันศุกร์แทบจะทุกสัปดาห์ หากใครประสงค์จะไปเยี่ยม คุณวีระ สมความคิด ก็ต้องเดินทางไปกับคุณแม่นี่เอง ก่อนเดินทางไม่ต่ำกว่า 1 หรือ 2 สัปดาห์ ต้องแจ้งให้คุณแม่ของคุณวีระทราบก่อน แล้วผู้ช่วยจะได้ประสานงานไปยังสถานกงสุลไทยในกัมพูชา ว่าขออำนวยความสะดวกให้คนที่จะไปเยี่ยมคุณวีระได้อีก

คุณดำรง ได้มอบหมายให้ คุณอักษร จตุรบูล เป็นผู้ประสานงานกับคุณแม่ของคุณวีระ เพื่อจัดหาตั๋วเดินทางและกำหนดวันเดินทางที่สะดวกกันทุกฝ่าย

หลังจากประสานงานไปได้ 2-3 รอบ ทุกอย่างก็เป็นที่ตกลงกันได้ว่า จะเดินทางไปเยี่ยม คุณวีระ สมความคิด กันในวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2555 อันเป็นวันที่ทางเรือนจำกัมพูชาอนุญาตให้ญาติไปเยี่ยมได้

อาตมาเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยแล้วได้เดินสายธรรมสัญจรและเป็นสื่อนำความรักจากชาววัดพุทธปัญญาและชาวกริฟฟิตพาร์ค ชุมชนคนรักธรรมไปสู่น้องๆ บนดอยสูงทางภาคเหนือและภาคอีสาน ในโครงการรักโลกรักน้อง คุณพระช่วยและอิ่มธรรมอิ่มท้อง โดยการนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายขวดและกระป๋อง ตลอดจนถึงเงินที่ได้จากการบริจาคจากผู้มีศรัทธาโดยตรง ไปมอบให้โรงเรียนและวัดเพื่อจัดหาอาหารกลางวันเลี้ยงเด็กๆ และจัดอาหารเพลถวายแด่สามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม ขอเรียนให้ญาติโยมทราบทั่วกันว่า ปีนี้ได้นำเงินไปบริจาคตามสถานที่ต่างๆ ตามที่พิจารณาเห็นสมควร จำนวน 10 แห่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 240,000 บาท ขอนำบุญที่ได้ทำแล้วมาแบ่งแก่ญาติโยมทั้งหลายโดยทั่วกัน

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจสื่อรักจากพี่น้องชาวแคลิฟอร์เนียสู่น้องในถิ่นห่างไกลแล้ว จึงเดินทางไปจำพรรษาที่สำนักสงฆ์บ่อม่วง หมู่บ้านเกาะแตน ตำบลตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 3 สิงหาคม 2555

วันที่ 8 สิงหาคม 2555 ทางทีปภาวัน ศูนย์ปฏิบัติภาวนา ได้นิมนต์ไปบรรยายธรรมให้ข้าราชการสรรพากรที่มาปฏิบัติภาวนาถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ฟัง

ตอนเย็น วันที่ 8 สิงหาคม 2555 ได้ออกเดินทางจากเกาะสมุย โดยรถยนต์ของ บริษัท ขนส่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเดินรถที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่พยายามจะปรับปรุงการบริการให้เป็นที่ยอมรับเหมือนกับบริษัทเอกชน แต่ยังให้บริการอย่างทุลักทุเล ขาดๆ เกินๆ เช่น พอผู้โดยสารขึ้นรถแล้วก็แจกกล่องที่มีขนมเค้กชิ้นเล็กๆ 2 ชิ้น มีกาแฟสำเร็จรูปที่ผสมครีมและน้ำตาลเสร็จแล้วพร้อมที่จะชงแล้วดื่มได้เลย

ผู้โดยสารหลายคน ขอน้ำร้อนจากชายหนุ่มที่ทำหน้าที่ให้บริการ ชายหนุ่มคนนี้ก็ตอบว่า กาแฟที่แจกไปนี้ไม่ได้ให้ดื่มวันนี้ แต่ให้ดื่มวันพรุ่งนี้เช้า หลายคนเลยรับประทานขนมเค้กที่แจกไปแล้วดื่มน้ำเปล่าตาม อาตมาเป็นพระก็มีสิทธิ์แค่น้ำเปล่าก็ยังดี นั่งไปได้สักครู่ก็นำน้ำผลไม้กล่องเล็กๆ มาแจกอีก คนละ 1 กล่อง

ผู้หญิงวัยรุ่นจีนกลุ่มหนึ่ง เรียกหนุ่มบริการนี้ไปถามว่า จะได้รับประทานอาหารเย็นที่ไหน หนุ่มคนนี้บอกว่า นั่งไปก่อนยังไม่รู้ พอนั่งไปได้สักชั่วโมงกว่า หนุ่มคนเดิมก็ประกาศว่า รถจะจอดให้รับประทานอาหารเป็นเวลา 20 นาที ก่อนคนที่ผู้โดยสารจะลงจากรถได้ย้ำว่า กรุณามาขึ้นรถให้ตรงต่อเวลาด้วยนะครับ

อาตมาก็หมดสิทธิ์ตามเคย จึงเดินเลี่ยงไปเข้าห้องน้ำ เด็กผู้ชายข้างๆ ห้องน้ำ แนะนำว่า ให้นำหางตั๋วไปแลกเครื่องดื่มได้ เลยนำไปแลกนมถั่วเหลืองแบบไทยๆ ได้ดื่มแก้กระหาย ขอบคุณน้องชายที่ยืนใกล้ส้วม

พอรถใกล้จะถึงกรุงเทพฯ ตี 5 กว่าๆ ของวันใหม่ ผู้โดยสารหลายคนถามว่า เมื่อไหร่จะแจกน้ำร้อนมาชงกาแฟที่แจกมาตั้งแต่เมื่อวาน

หนุ่มบริการตอบว่า ขอโทษครับ กระติกน้ำร้อนเสีย เก็บความร้อนไม่อยู่ น้ำที่เก็บไว้ตั้งแต่เมื่อวานเย็นหมดแล้วครับ

แม้จะพยายามบริการทุกอย่างให้ประทับใจ แล้วสุดท้ายก็จบลงแบบขาดๆ เกินๆ ดังนี้แหละ

วันที่ 9 สิงหาคม 2555 เช้าตรู่ คุณประดิษฐ์ หุ่นสุวรรณ น้องชาย คุณดำรง หุ่นสุวรรณ ขับรถมารับที่ขนส่งสายใต้ใหม่ แล้วนำไปพักที่บ้านคุณดำรง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่มากนัก

คุณประดิษฐ์ เป็นผู้ใฝ่ธรรม ถวายการต้อนรับจัดอาหารเช้า อาหารเพล ให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เนื่องจากอาตมาเพิ่งผ่านหลักสูตรล้างตับมาใหม่ๆ จึงเลือกฉันอาหารที่เป็นพืชและไม่เน้นรสชาติปรุงแต่ง คุณประดิษฐ์กับน้องสะใภ้คุณดำรงช่วยกันจัดอาหารผัก ผลไม้ มาถวายอย่างสมบูรณ์ ตอนเพล คุณณรงค์ ศุภโยธิน เดินทางกลับเมืองไทยมาสมทบด้วย ฉันเพลแล้วก็สนทนาธรรมบ้าง ข่าวสารบ้านเมืองบ้าง จนเกือบ 2 ทุ่ม จึงเดินทางกลับ อาตมาก็ถือโอกาสเข้านอน เพื่อเตรียมตัวตื่นนอนแต่เช้า หนีรถติดไปสนามบินตามเวลาที่คุณแม่ของ คุณวีระ สมความคิด นัดไว้ว่า เวลา 06.00 น. พบกันที่หน้าจุดขายตั๋ว บริษัท บางกอกแอร์เวย์

เนื่องจากนั่งรถมาทั้งคืน หลับๆ ตื่นๆ แล้วมานั่งคุยกันอีกทั้งวัน เมื่อเข้านอนพอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย มาตื่นอีกครั้งหนึ่งดูนาฬิกาตี 3 ครึ่ง ไม่ต้องนอนต่ออีกแล้ว จึงเข้าห้องน้ำทำกิจส่วนตัวให้เสร็จ แล้วมาปลุกคุณประดิษฐ์ที่ปักหลักนอนอยู่บนโซฟาหน้าทีวี ช่างนอนง่ายจริงๆ สมกับเป็นผู้ปฏิบัติธรรมตามคติที่ว่า กินง่าย เคี้ยวง่าย กลืนง่าย ย่อยง่าย ถ่ายง่าย นอนง่าย หลับง่าย ตื่นง่าย ตายยาก

วันที่ 10 สิงหาคม 2555 เวลา 04.15 น. พวกเราก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากออกเดินทางในเวลาเช้าตรู่ นับเป็นฤกษ์อุดม เพราะใช้เวลาเดินทางแค่ 45 นาที ก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

เมื่อเดินทางไปถึงประตูที่ 3 ตึกผู้โดยสารขาออก คุณวิรัติ ภัชรดุล ผู้มีศรัทธาในการต่อสู้กับความอยุติธรรมของคุณวีระมานาน ขอเดินทางไปเยี่ยมวีรบุรุษในดวงใจของเขาด้วย ซึ่งคุณแม่ของคุณวีระก็ประสานงานให้เป็นอย่างดี

คุณประดิษฐ์ จอดรถเสร็จแล้วมานั่งคุยกันต่ออยู่ครู่หนึ่ง ตี 5 ครึ่ง ก็นิมนต์อาตมาลงไปฉันที่ชั้นล่าง มีห้องอาหารจำหน่ายตั้งแต่เช้า คุณประดิษฐ์ เตรียมสลัดมาให้ที่หนึ่ง มีถั่ว งา ลูกเดือย แห้ว ผักต่างๆ หลากหลายพร้อมมูล ขอนั่งในร้านอาหาร แล้วคุณวิรัติและคุณประดิษฐ์ก็สั่งอาหารมารับประทานอีกโต๊ะหนึ่งตามมารยาท เพื่อมิให้ใครว่าเอาได้ว่า มาอาศัยโต๊ะให้พระฉันอาหารอย่างเดียว โดยมิได้อุดหนุนอะไรเขาเลย 2 หนุ่มใหญ่ ก็ได้อุดหนุนร้านอาหารตามสมควร คุณประดิษฐ์ ขอซื้อน้ำซุปมาถวายแก้ฝืดคอถ้วยหนึ่ง เจ้าของร้านใจดี ไม่คิดเงินอีกต่างหาก นับว่าเป็นนิมิตที่ดีตั้งแต่รุ่งอรุณแล้ว

ฉันเสร็จเกือบจะ 6 โมงเช้า จึงเดินมาที่หน้าโต๊ะขายตั๋วบางกอกแอร์เวย์ คุณอักษร คุณวิไลวรรณ (คุณแม่ของคุณวีระ) คุณขวัญ ผู้ช่วยของคุณแม่คุณวีระเดินทางมาถึง

เมื่อแนะนำให้รู้จักกันแล้ว คุณแม่ของคุณวีระบอกว่า แหม! วันนี้เกือบจะไม่ได้ไป เพราะตื่นขึ้นมาแล้วเวียนหัวนิดหน่อย แต่ตั้งใจแล้วว่า จะนำพระไป ก็ต้องไปให้ได้ เธอกล่าวด้วยความมุ่งมั่น

เมื่อกระบวนการทำบัตรผ่านไปขึ้นเครื่องเสร็จแล้ว ก็พากันเดินผ่านพิธีการตรวจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าและออกจากเมือง เสร็จแล้วก็เดินทางไปยังที่พักผู้โดยสารของสายการบิน บริษัท บางกอกแอร์เวย์ เมื่อไปแสดงตัวแก่เจ้าหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่ของสายการบินก็เชิญคุณแม่ของคุณวีระและคณะเดินทางให้ไปนั่งในพื้นที่รับรองผู้โดยสารชั้นหนึ่ง พอพวกเรานั่งเสร็จแล้วพนักงานหญิงก็นำอาหารมาแจกแก่ผู้ที่จะรับประทาน แต่พวกเรารับประทานกันแล้วเลยขอชาร้อนเพียงถ้วยเดียว

ระหว่างรอขึ้นเครื่องบิน ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการของสายการบินว่า อาตมาถือหนังสือเดินทางอเมริกัน จะต้องขอวีซ่าอย่างไร มีแบบฟอร์มไหม

เจ้าหน้าที่จึงนำแบบฟอร์มขอวีซ่าเข้าประเทศกัมพูชามาให้ ซึ่งจะต้องกรอกข้อความไม่มากนัก ขอทราบแค่ ชื่อ นามสกุล สัญชาติ เลขที่หนังสือเดินทาง และสถานที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาพร้อมรูป 1 ใบ ซึ่งได้เตรียมการมาแล้ว โดยการค้นหาข้อมูลของ คุณพรทิพย์ กันยาพิพัฒน์ กรรมการอำนวยการวัดพุทธปัญญา ส่วนจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายเพื่อทำวีซ่า ยังไม่ทราบแน่ว่าราคาเท่าไร แต่ต้องจ่ายเป็นเงินดอลลาร์

เนื่องจากมีญาติโยมจากสหรัฐอเมริกาและเมืองไทยได้ฝากเงินมาให้คุณวีระใช้จ่ายด้วย รวมแล้ว 560 ดอลลาร์ ถามคุณแม่ว่าจะมอบให้คุณวีระโดยตรงหรือมอบไว้ที่คุณแม่ดี

คุณแม่ตอบว่า ทางเรือนจำห้ามนำสิ่งใดๆ เข้าไป เลยต้องเข้าไปแต่ตัวจริงๆ แม้จดหมายที่หลายคนฝากมาเป็นกำลังใจ ก็ไม่อนุญาตให้นำเข้าไป เพียงแต่สรุปข้อความแล้วไปเล่าให้ฟังได้ เมื่อทราบอย่างนี้ จึงได้มอบเงินทั้งหมดให้แก่คุณแม่ของคุณวีระได้เก็บไว้ แล้วหาทางใช้จ่ายในการซื้อผักและอาหารไปให้คุณวีระต่อไป ซึ่งคุณแม่และผู้ช่วยของคุณแม่ทราบช่องทางเป็นอย่างดีว่าจะทำอย่างไร

นั่งคุยกันอีกครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่สายการบินก็มารับคณะเดินทางไปขึ้นเครื่องบิน ยกเว้น คุณอักษร ซึ่งจะต้องรอนั่งการบินไทยไป ซึ่งจะออกช้ากว่าไม่นานนัก

ใช้เวลานั่งเครื่องบิน 50 นาที ก็ถึงสนามบินนานาชาติพนมเปญ คุณดำรงได้ซื้อตั๋วที่นั่งชั้น 1 ของเครื่องบินบางกอกแอร์เวย์ถวาย โดยไม่คาดคิดมาก่อน นับว่า เสียสละมากทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ ที่จะอำนวยความสะดวกให้อาตมาเดินทางไปเยี่ยมคุณวีระให้ได้

เครื่องบินร่อนลงสนามบินนานาชาติกรุงพนมเปญแล้ว พวกเราก็เดินไปตามเส้นทางตรวจคนเข้าเมือง เพื่อนร่วมทางทุกคนถือหนังสือเดินทางไทย ก็เดินเข้าไปที่ประทับตราได้เลย ส่วนอาตมาถือหนังสือเดินทางอเมริกัน ต้องแวะไปที่ช่องขอวีซ่าก่อนจะเข้าไปที่ช่องตรวจคนเข้าเมือง เนื่องจากแบบฟอร์มที่จะยื่นกรอกไว้พร้อมแล้ว จึงยื่นได้เลย เจ้าหน้าที่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส คนที่สวมหมวกพอเจอพระสงฆ์จะถอดหมวกแล้วไหว้ก่อน เป็นการแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อนตน อันเป็นคุณธรรมส่งเสริมความเจริญ แม้เมื่อเดินทางเข้าไปในกัมพูชาแล้ว เวลาเจอใครสวมหมวกอยู่ พอเดินผ่านพระสงฆ์มักจะถอดหมวกแสดงความเคารพ แม้จะไม่ได้ไหว้ก็ตาม

ข้อสงสัยที่ค้างคาใจมาหลายวัน ถามใครก็ตอบไม่ได้ว่า ค่าธรรมเนียมในการทำวีซ่าเข้ากัมพูชาราคาเท่าไร ก็ถูกไขออกมาว่า 20 ดอลลาร์ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาทำวีซ่าให้ ประมาณ 5 นาที แล้วรับวีซ่าเดินไปยังช่องตรวจคนเข้าเมือง โดยในแบบฟอร์มที่กรอกบอกว่า จะอยู่ในกัมพูชา 1 วัน แต่เจ้าหน้าที่ประทับตราอนุญาตให้ 1 เดือน เท่ากับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไทยได้ประทับตราไว้ให้ตอนเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา

ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว คุณอักษรที่จะลงจากเครื่องบินสายการบินไทยอีกครู่หนึ่ง จึงได้ออกจากสนามบิน กงสุลไทยคนหนึ่งอายุยังน้อย ภายหลังทราบชื่อว่า คุณจารุภูมิ เรืองสุวรรณ คงจะเป็นหลานหรือหว่านเครือของ คุณจารุบุตร เรืองสุวรรณ อดีตประธานวุฒิสภาหลายปีมาแล้ว ได้นำรถมารับคณะที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ไปยังเรือนจำหรือคุกเปรย์ซอร์ที่อยู่นอกเมืองพนมเปญ โดยใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 30 นาที

สภาพกรุงพนมเปญขณะนี้ เริ่มมีการพัฒนาแบบสมัยใหม่ขึ้นมาบ้าง เห็นได้จากตึกรามบ้านช่องของคนมั่งมีที่สร้างสูงเด่นเหนือบ้านสามัญชนคนทั่วๆ ไป ที่มุงด้วยกระเบื้องและสังกระสีเก่าๆ นักการเมืองหรือเศรษฐีใหม่จะมีรายได้ห่างจากชาวบ้านทั่วไปหลายร้อยหลายพันเท่าตัว เมื่อช่องว่างระหว่างรายได้ห่างมากมายขนาดนี้ คนที่ยากจนก็จนหนักลงไปทุกวัน คนที่ร่ำรวยก็ยิ่งร่ำรวยขึ้นทุกวัน เพราะสามารถใช้แรงงานของคนยากจนได้อย่างไม่มีทางต่อรอง ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำทำรายได้ขายสินค้าได้สูง

บ้านนายกรัฐมนตรี บ้านรัฐมนตรีและพ่อค้าคหบดีที่อยู่มุมหนึ่งของเมืองจึงแตกต่างจากบ้านของชาวบ้านทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด นี่ก็เป็นดัชนีบ่งบอกได้ว่า ใครครองอำนาจทางการเมืองได้ ก็ครอบครองอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ได้อย่างมากมาย ต่อมาปัจจัยทั้ง 2 ประการนี้ จะอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกครองประเทศของผู้มั่งคั่งไปนานแสนนาน

พวกเราเดินทางใกล้คุกเปรย์ซอร์เข้ามา ผ่านสวนและท้องทุ่งตามลำดับ บรรยากาศคล้ายๆ กับชนบทไทยทั่วๆ ไป มีข้อแตกต่างก็ตรงที่ชาวบ้านที่เดินขวักไขว่ไปมา พูดภาษาเขมรเท่านั้น อีกไม่นานก็จะเข้าบริเวณเรือนจำทางกงสุลและคนขับรถของเขมรและล่ามชาวเขมรได้แนะนำข้อปฏิบัติว่า เมื่อรถเข้าไปในบริเวณเรือนจำแล้ว ให้เก็บข้าวของทุกอย่างแม้แต่หนังสือเดินทางหรือเงินทองข้าวของไว้ในรถทั้งหมด ลงไปแต่ตัวเท่านั้น

เมื่อรถเข้าไปจอดในบริเวณเรือนจำด้านนอก ทุกคนลงจากรถ แล้วกงสุลก็นำทีมพวกเราที่จะไปเยี่ยมคุณวีระเข้าไปก่อนส่วนพี่ชายของคุณราตรีที่เราได้พบหลังจากขึ้นรถกันมาแล้ว จะไปเยี่ยมคุณราตรีและคุยถ่วงเวลาไว้ พวกเราจะได้ไปเยี่ยมกันจะมากน้อยขอเพียงได้เห็นหน้า

คณะของพวกเราเดินผ่านประตูคุกชั้นนอกเข้าไปแล้ว เจ้าหน้าที่นิมนต์ให้นั่งรออยู่ในห้องทางที่จะเดินขึ้นไปบนตึกชั้น 2 ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่ให้ญาติเยี่ยม

เบื้องต้นหน้าห้องของผู้คุมจะเป็นสถานที่ตรวจสอบอาหารข้าวของเครื่องใช้ไม้สอยที่ญาติจะนำไปฝากนักโทษต้องได้รับการตรวจสอบด้วยความละเอียดยิบ คุณแม่วิไลวรรณและผู้ช่วยต้องไปยืนดูเจ้าหน้าที่ตรวจอาหาร ผัก ผลไม้ ข้าวสาร ที่นำมาจากกรุงเทพฯ ก่อนที่จะฝากให้เจ้าหน้าที่บางคนนำเข้าไปให้คุณวีระด้วยวิธีการพิเศษที่ต้องใช้เงินเล็กๆ น้อยๆ ผูกมิตรกันไว้ต่อไป

เมื่อผ่านกระบวนการตรวจแบบถี่ยิบด้วยมือคนล้วนๆ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมืออัตโนมัติแต่อย่างใดแล้ว เจ้าหน้าที่ชายสูงอายุคนหนึ่งมายกมือไหว้อาตมา แล้วขอตรวจตามเนื้อตามตัว เมื่อตรวจเสร็จก็ไหว้อีกครั้งหนึ่ง สำหรับเจ้าหน้าที่หญิงก็ตรวจผู้หญิง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างผ่อนคลาย เพราะคุณแม่ของคุณวีระมาเยี่ยมเยือนในวันศุกร์ทุกสัปดาห์ จึงรู้สึกคุ้นเคยกันมาก

เมื่อผ่านการตรวจค้นแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำพวกเราขึ้นไปบนชั้น 2 ของอาคาร ซึ่งมีอายุ 70 กว่าปี ได้ผ่านยุคเขมรแดงมาแล้ว เคยเป็นสถานที่กักกันและคุมขังนักโทษการเมืองและประชาชนที่เขมรแดงคิดว่าเป็นปฏิปักษ์ของตนมาแล้ว ห้องเยี่ยมญาตินี้น่าจะเป็นห้องพิเศษ เพราะมองดูสะอาดสะอ้าน มีห้องน้ำภายในสะดวกสบาย เมื่อมาถึงแล้วต้องนั่งรอคุณวีระอยู่ประมาณ 30 นาที คนที่เคยมาเยี่ยมตั้งข้อสังเกตว่า วันนี้น่าจะมีกลุ่มสิทธิมนุษยชนมาเยี่ยม เพราะดูนักโทษเป็นระเบียบดี บรรยากาศคุกได้รับการตระเตรียมอย่างดี

เวลา 10.35 น. ตรง ผู้คุมก็นำ คุณวีระ สมความคิด ในชุดนักโทษแห่งคุกเปรย์ซอร์เข้ามาในห้อง คุณวีระ โผเข้ากอดแม่ด้วยความคิดถึง แม้ว่าคุณแม่จะมาเยี่ยมทุกสัปดาห์ ความห่วงความคิดถึงลูกที่ไม่อยากให้จากอ้อมอกไปแม้เพียงนาทีก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา

แม่พูดได้แต่เพียงว่า สงสารลูกเหลือเกิน อยากให้ลูกออกเร็วๆ

คุณวีระ กล่าวปลอบคุณแม่ด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนถึงความเข้มแข็งและมั่นใจว่า แม่ไม่ต้องห่วงผมนะครับ มันขังผมได้เพียงกาย แต่มันขังใจผมไม่ได้หรอกแม่ ทำใจให้สบายนะแม่ ไม่ต้องห่วงผมนะ

ภาพคุณวีระในอ้อมอกแม่ที่แสนอบอุ่น บทสนทนาง่ายๆ ซื่อๆ ใสๆ ทำให้ทุกคนในห้องต้องสะอื้นไห้ น้ำตาไหลพรากโดยมิได้นัดหมาย ไม่มีใครกลั้นน้ำตาไว้ได้ คุณแม่พูดสั้นๆ ว่า เมื่อลูกถูกทรมานอยู่อย่างนี้ จะให้แม่ไม่ห่วงได้อย่างไร แม่สงสารลูกนะ

คุณวีระ พูดปลอบคุณแม่ว่า ตัวผมอยู่ที่นี่ แต่ใจผมอยู่กับแม่ทุกวันแล้วละ

อีก 2 วัน จะเป็นวันแม่แห่งชาติ คุณขวัญได้เตรียมพวงมาลัยดอกมะลิมาให้คุณวีระได้กราบคุณแม่ด้วย อาตมาบอกให้คุณวีระว่าตามด้วยกลอนแม่บทสุดท้ายของทยาลุ ที่ว่า น้ำใจแม่สะอาดแท้กว่าทุกสิ่ง น้ำใจแม่สะอาดยิ่งกว่าสิ่งไหน น้ำใจแม่สะอาดเกินกว่าสิ่งใด น้ำใจแม่มีไว้เพื่อลูกเอย

กลอนบทนี้สะท้อนออกมาถึงน้ำใจใสสะอาดของคุณแม่ของคุณวีระจริงๆ เพราะตั้งแต่ลูกต้องติดคุกที่เปรย์ซอร์มาร่วม 2 ปี คุณแม่มาเยี่ยมไม่เคยขาดเลย แต่ก่อนนี้คุณแม่เล่าว่า ไม่รู้วันเวลาแน่นอน ต้องมานอนรออยู่คราวละหลายวัน ต้องเสียค่าที่พัก ค่าอาหาร มากมาย แต่ต้องรอได้ คอยได้ เพื่อให้เห็นหน้าลูก แต่ตอนนี้ดีขึ้นหน่อย เพราะได้รู้เวลามาเยี่ยมที่แน่นอนแล้ว

อาตมาจึงกล่าวชื่นชมแม่ลูกคู่นี้ ณ ที่นั้นว่า คุณวีระ ได้อุทิศตัวเองเพื่อประเทศชาติด้วยความกล้าหาญ เขาถูกกล่าวหาจากเขมรว่า บุกรุกดินแดนเข้าไปในเขมร แต่คุณวีระยืนยันอย่างกล้าหาญว่า นี่คือ แผ่นดินไทย เพียงแต่เขมรยึดครองไป คุณวีระ ยืนยันว่า จะจับขังไปอีกสักกี่ปีก็ยอมได้ แต่จะให้กลับคำให้การว่าดินแดนที่ตนและคณะเดินเข้าไปจนถูกจับกุมเป็นแผ่นดินเขมร จะไม่มีวันยอมเด็ดขาด

จุดยืนที่คุณวีระได้แสดงให้คนไทยทั้งชาติได้รับรู้ รับทราบกัน ชี้ให้เห็นว่า คุณวีระ สมความคิด ได้อุทิศชีวิตปกป้องผืนแผ่นดินไทยโดยไม่เห็นแก่ความทุกข์ยากลำบากของตัวเองเลย นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของเมืองไทยเคยให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อคุณวีระไม่ยอมรับสารภาพว่า ผืนแผ่นดินที่คุณวีระเดินเข้าไปจนถูกจับกุมถึงสองครั้งสองคราเป็นแผ่นดินเขมร ไม่ใช่แผ่นดินไทย กระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษของเขมรก็เริ่มไม่ได้ แต่หากสารภาพตามที่ทางการเขมรต้องการ กระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษเพื่อปล่อยตัวจากทางฝ่ายเขมรก็จะเริ่มขึ้น และดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

จุดนี่นี้เองที่คุณวีระควรแก่การยกย่องว่า ได้เสียสละความสุขสบาย หรือแม้กระทั่งชีวิตเพื่อชาติ โดยไม่มีความเห็นแก่ตัวแม้แต่น้อยนิด คุณแม่ผู้ติดตามดูแลลูกอย่างใกล้ชิดให้ทำภารกิจเพื่อชาติอันยิ่งใหญ่ ก็สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นแม่แห่งชาติเหมือนกัน

ข้อหาหนักที่คุณวีระได้รับมากกว่าคนอื่นที่ร่วมเดินเข้าไปสำรวจแผ่นดินไทยที่ถูกเขมรยึดครองคือ ข้อหาจารกรรม ซึ่งทางเขมรใส่เข้ามาเพื่อจะได้ลงโทษคุณวีระให้หนักและนาน

ทำไม ต้องลงโทษคุณวีระให้นาน

หากติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมปราบปรามคอร์รัปชั่นภาคประชาชนก็ดี หรือการเคลื่อนไหวทวงคืนดินแดนประเทศไทยที่เขมรรุกล้ำเข้ามาก็ดี ความเคลื่อนไหวของคุณวีระทรงพลัง เป็นที่เกรงขาม ทำให้กระบวนการร่วมมือกันหาผลประโยชน์จากทรัพยากรทั้งบนบกและใต้ท้องทะเลของพื้นที่ทับซ้อนของ 2 ประเทศ ต้องพบกับความยุ่งยากลำบากตลอดมา เมื่อคุณวีระถูกจับขังคุก ความเคลื่อนไหวขายชาติเพื่อแลกเปลี่ยนกับประโยชน์ตนและพวกพ้อง กับความเคลื่อนไหวที่จะยึดครองดินแดนบางส่วนของฝ่ายเขมรเริ่มเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่นไม่มีก้างขวางคอดั่งแต่ก่อนมา เมื่อจับหมาดุใส่กรงไว้แล้ว การปล้นบ้านย่อมทำได้ง่ายฉันใด เมื่อจับคุณวีระฝีปากกล้าและกล้าหาญขังไว้ในคุก การปล้นชาติก็ทำได้สะดวกฉันนั้น

เรื่องนี้หากไตร่ตรองดีๆ จะเห็นคุณค่าแห่งการเสียสละของคุณวีระได้อย่างชัดแจ้ง แต่หากไม่พิจารณาอย่างลึกซึ้งก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เมื่อคุณวีระต้องติดคุกอย่างยาวนาน เพื่อนฝูงตามที่ต่างๆ ที่เคยแห่ห้อมล้อมหน้าล้อมหลังก็เริ่มจืดจางสร่างซาลงไป คงมีแต่มิตรแท้ผู้ยืนหยัดเป็นเพื่อนคุณวีระอย่างถาวร คือคุณแม่วิไลวรรณนี่เอง พระพุทธเจ้าตรัสว่า มาตา มิตตัง สะเก ฆะเร แปลว่า มารดา เป็นมิตรในเรือนตน คุณแม่วิไลวรรณได้พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าว่า คำตรัสของพระองค์จริงแท้ทุกประการ

คุณวีระ กราบแม่ คือ พระอรหันต์ พระพรหม และเทวดาของลูกแล้ว จึงมาคุกเข่ากราบอาตมาด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างสูง กราบเบญจางคประดิษฐ์สวย ลึกซึ้ง เมื่อกราบเสร็จแล้วอาตมาได้ให้พรด้วยบทอายุวัฑฒโก และชยสิทธิ์ ซึ่งมีความหมายว่า ให้อายุยืนและประสบความสำเร็จในการทำความดี

อาตมาจูงมือคุณวีระให้ขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ และเริ่มถามถึงสุขภาพด้วยความเป็นห่วง

คุณวีระเล่าว่า ระยะแรกๆ อาการป่วยหลายอย่างก็รุมเร้า เพราะการเปลี่ยนแปลงสถานที่ อาหาร สิ่งแวดล้อม ก่อนหน้านี้คุณวีระจะรักษาอาการป่วยไข้ด้วยการรับประทานอาหารมังสวิรัติให้ครบถ้วน ฝังเข็ม หรือใช้แพทย์ทางเลือกมาตลอด แต่พอมาอยู่ในคุกอาหารที่ทางคุกจัดมานั้นจำกัดมาก มีแต่แกงปลาหรือแกงหมูที่ส่งกลิ่นคาวมากจนแตะไม่ลง ตามปกติคนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติก็จะรู้สึกเหม็นคาวเมื่อได้กลิ่นปลาและเนื้อ แต่ที่นี่คุณวีระเล่าว่า “แม้แต่นักโทษเขมรเองที่กินไม่เลือกก็ยังบ่นว่าอาหารคาวมากจนกินไม่ลง”

คุณวีระ พูดอย่างอารมณ์ดีว่า “แม้ผมกินเจ หากไม่มีเจบริสุทธิ์ให้ผมกิน ผมจะกินเจเขี่ยก็ได้ แต่นี่ไม่มีผักให้ผมเขี่ยเลย”

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เกิดโรคบวมตามข้อนิ้วและโรคผื่นคันอย่างแรง และอ่อนเพลียจนแทบจะเดินไม่ได้ ทางกงสุลได้พยายามประสานงานกับทางเรือนจำจนได้รับอนุญาตให้หมอจากกรุงเทพฯ เดินทางมาเจาะเลือด ตรวจเลือดและจัดยาแผนปัจจุบันตามอาการของโรค ขณะนี้อาการดีขึ้นตามลำดับ จนเกือบจะปกติแล้ว คุณหมอจากโรงพยาบาลราชวิถีก็ฝากยามาให้อยู่เป็นประจำ

อาหารการกินก็ได้รับอนุญาตให้ปรุงเองได้ อาหารที่คุณแม่นำมาจากกรุงเทพฯ จึงเป็นประโยชน์มาก เมื่อรับประทานอาหารได้ ร่างกายก็แข็งแรงพอจะต้านทานโรคได้ คุณวีระเคยเป็นคนแข็งแกร่งแบบแก่นคน แต่ตอนนี้จากการที่โรครุมเร้าและอาหาร อากาศ น้ำ ที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ดูเหมือนว่าจะผ่ายผอมลงกว่าเดิม

เมื่อถามถึงการนอน คุณวีระ เล่าว่า ห้องที่อยู่คับแคบมาก ห้องหนึ่งนอนตั้ง 50 คน คุณวีระ บอกว่า เขาจัดที่นอนให้คุณวีระ ประมาณ 1 ตารางวา ตามที่คุณวีระชี้มุมหนึ่งของห้องที่นั่งคุยกันให้ดู 6 โมงเย็น ผู้คุมก็จะนำคุณวีระเข้าห้องนอน และออกมาตอน 8 โมงเช้า แน่นอนละ ไม่มีทีวี ไม่มีวิทยุ ไม่มีหนังสือให้อ่าน คุณวีระเล่าว่า ได้แต่เจริญภาวนา นั่งสมาธิ เดินจงกรมอยู่กับลมหายใจ วางใจไว้กับปัจจุบันขณะไม่ส่งใจไปไหน จึงเป็นการสร้างสุขที่ไม่ต้องใช้เหยื่อใดๆ มาป้อนใจจัดเข้าในความสุขสงบ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี

ความสงบนี้เอง ที่คุณวีระ สามารถพกพาไปได้ทุกหนทุกแห่งโดยไม่มีใครจะตรวจค้น หรือจะยึดไปอายัดไว้ได้ จงรักษาดูแลไว้ให้ดีเถิด

อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศของคุกจะเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มข้นเพียงใด ทุกความเคลื่อนไหวต้องถูกจับตาอย่างใกล้ชิด แต่คุณวีระ บอกว่า หากคนติดคุกมีเงิน ก็จะมีความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้นกว่าคนไม่มีเงิน เพราะยังมีผู้คุมที่พร้อมจะให้บริการอะไรบางอย่างแก่นักโทษที่มีเงินให้รางวัลเขาได้ หากทำความเข้าใจกันให้ดีๆ ให้รางวัลบ้างตามควร ทุกอย่างก็จะสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

อาตมาจับความเคลื่อนไหวขณะที่คุณวีระเข้ามาในห้อง มีผู้คุมคุมเข้ามาอย่างใกล้ชิด ช่วงที่คุณวีระกราบแม่ก็มีผู้ที่ชำนาญการนำธนบัตรดอลลาร์สหรัฐใบละ 5 หรือ 10 ติดมือข้างขวาแล้วสัมผัสมือกับผู้คุม พอสัมผัสมือเสร็จเงินหายไปจากมือของผู้ชำนาญการแบบนักมายากล ผู้คุมหายออกไปประมาณ 2 นาที แล้วกลับมาคุมเชิงต่อไป

อาตมาพยายามเก็บรายละเอียดและบทสนทนาเท่าที่จะทำได้มาฝากท่านผู้อ่านแค่นี้

เวลาเยี่ยมมีเพียง 15 นาที ก่อนจะหมดเวลา ผู้คุมจะเตือนว่าใกล้จะหมดเวลา อาตมาถือโอกาส 5 นาที สุดท้าย เล่าให้ฟังว่า คุณเพ็ญสุข คุณประกาศ จากแคลิฟอร์เนียฝากเงินมาให้ คุณอุบล จากหาดใหญ่ และคุณวิรัติที่มาเยี่ยมด้วยนี้ก็ให้เงินด้วย อาตมาขอสมทบด้วย ได้ฝากเงินทั้งหมดไว้ที่คุณแม่แล้ว

คุณวีระ บอกว่า ขอขอบคุณ และฝากความคิดถึงพี่น้องที่แอลเอทุกคนที่ยังคิดถึง หากวันไหนได้รับอิสรภาพก็จะมาเยี่ยมและเล่าอะไรเด็ดๆ สู่กันฟัง ชนิดที่ไม่เคยเล่าที่ไหนมาก่อน เป็นเรื่องที่ฟังแล้วต้องสะดุ้ง

นอกจากนี้ อาตมาก็ได้สรุปจดหมายของเพื่อนๆ ร่วมรุ่นสวนกุหลาบ ของ คุณหมอธีรศักดิ์ และ คุณพรรณิภา วิริยานนท์ คุณป้าแอ เป็นกำลังใจแก่นักสู้ที่นับแต่จะหายากยิ่ง ขอให้ถนอมสุขภาพไว้ให้ดีที่สุด คนไทยที่รักชาติรักแผ่นดินยังรอการกลับมาของคุณวีระอยู่ทุกลมหายใจ

เข็มนาฬิกาชี้ไปที่เลข 11 หมดเวลาเยี่ยมจริงๆ พวกเราต่างอำลากัน แล้วบอกกับคุณวีระว่าจะมาเยี่ยมใหม่ ก่อนกลับไม่ลืมที่จะสวดมนต์ให้พรเป็นกำลังใจให้ไกลจากโรคภัยไข้เจ็บฝากใจไว้กับพระธรรมอย่างปลอดภัย

พวกเรารีบออกมาจากสถานที่คุมขังแดนชาย แล้วไม่ลืมที่จะไปเยี่ยมคุณราตรีในแดนหญิง ซึ่งมีเวลาเยี่ยมเพียง 5 นาที คุณราตรีกำลังใจดีมาก ที่นี่เขาอนุญาตให้อ่านหนังสือต่างๆ ได้ นับว่าช่วยผ่อนคลายได้มากทีเดียว คุณราตรียิ้มให้พวกเรา บอกว่า ไม่เป็นไร ยังสู้ได้ ไม่นานนักผู้คุมหญิงก็มารับตัวคุณราตรีเข้าไปห้องขัง พวกเราขึ้นรถกงสุลผ่านออกมาทางหน้าประตูสุดท้าย เห็นคนขับรถสัมผัสมือกับคนเฝ้าประตูอย่างดื่มด่ำและมีอะไรติดมือไปด้วยแล้วยิ้มให้กัน

ลาก่อนคุกเปรย์ซอร์ จะกลับไปรอข่าวดี วันที่วีรบุรุษและวีรสตรีได้อิสระเสรีกลับบ้านเรา ขอให้ทราบว่ามาตุภูมิและผู้รักมาตุภูมิภูมิใจในคุณทั้งสอง และรอรับกลับสู่อ้อมอกอยู่ตลอดเวลา

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เบญจมาศตัดดอก มาตรฐานส่งออก สวนบิ๊กเต้ มวกเหล็ก

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030010955&srcday=2012-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 534

ไม้ดอกไม้ประดับ

อภิวัฒน์ คำสิงห์

เบญจมาศตัดดอก มาตรฐานส่งออก สวนบิ๊กเต้ มวกเหล็ก

เบญจมาศ เป็นไม้ตัดดอกอีกชนิดหนึ่งที่มีการปลูกเลี้ยงกันมากในหลายพื้นที่ เนื่องจากเป็นไม้ดอกที่มีรูปทรงสวยงาม สีสันสดใส ปลูกเลี้ยงง่าย มีหลากหลายพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นไม้ที่มีขนาดเล็ก ความสูงประมาณ 75-80 เซนติเมตร ตามกิ่งก้านและลำต้นมีขนละเอียด ใบเรียวรี ขอบใบหยัก ใบสีเขียวอ่อนนุ่มมีขนอ่อนๆ ทั่วทั้งใบ ดอกกลม กลีบใบซ้อนมีหลากหลายสี 

ปัจจุบัน สามารถผลิตเบญจมาศเป็นเชิงการค้าที่มีคุณภาพ ตลอดจนมีการพัฒนาทางด้านสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของประเทศซึ่งเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญและใหญ่ที่สุด เนื่องจากสภาพอากาศและพื้นที่ที่มีความเหมาะสม สามารถผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปี

จากการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์เบญจมาศจนมีคุณภาพสามารถนำมาเพาะขยายพันธุ์และนำไปปลูกในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศใกล้เคียง โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดสระบุรี ที่มีความพร้อมทั้งด้านอากาศ แสง ปริมาณน้ำ และความชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก สามารถทำให้ต้นเบญจมาศให้ผลผลิตที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับแหล่งผลิตใหญ่ๆ ทางภาคเหนือได้ไม่ยาก

สำหรับแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ต้องยกให้สวนบิ๊กเต้ ฟาร์มเบญจมาศตัดดอกขนาดใหญ่ พื้นที่กว่า 100 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 172 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลและการบริหารจัดการของครอบครัว คุณก่อเกียรติ พรหมพิทักษ์ และ คุณกิตติคุณ พรหมพิทักษ์ (บุตรชาย)

คุณกิตติคุณ เล่าให้ฟังว่า ตนและครอบครัวเป็นชาวจังหวัดสิงห์บุรี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว แต่ด้วยความสนใจในอาชีพการเกษตรของคุณพ่อ อยากปลูกพืชสักชนิด ทำเป็นธุรกิจนอกเหนือจากที่ทำอยู่ จึงออกตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ มองหาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร และจากการได้ออกไปตามพื้นที่ต่างๆ ทำให้ได้ไปเห็นอาชีพการปลูกเบญจมาศตัดดอกของเกษตรกรบนดอยที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี จึงเกิดความสนใจนำมาปลูกทำเป็นธุรกิจบริเวณพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก ภายใต้ชื่อ สวนบิ๊กเต้

ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่และสภาพอากาศที่ใกล้เคียงมีความเหมาะสมที่จะปลูก อีกทั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไม่มาก ใช้เวลาในการขนส่งไปยังพ่อค้าแม่ค้าไม่นานเหมือนกลุ่มผู้ผลิตทางเหนือ ซึ่งมองว่าสามารถลดการสูญเสียของผลผลิตที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางได้ คุณกิตติคุณจึงตัดสินใจเลือกพื้นที่บริเวณนี้ทำเป็นฟาร์มเบญจมาศตัดดอก”

คุณกิตติคุณ เริ่มปลูกเบญจมาศตัดดอก ครั้งแรก 5 ไร่ ภายในโรงเรือนขนาดความสูงประมาณ 2-3 เมตร ด้านข้างเปิดให้อากาศถ่ายเท ส่วนด้านบนใช้พลาสติกใส่ทำเป็นหลังคาป้องกันฝนและแดดในช่วงที่ใม่ต้องการ

“แปลงปลูกภายใต้โรงเรือน จะยกร่องเหมือนกับการปลูกผักทั่วไป 1 แปลง จะปลูกประมาณ 10-12 แถว แต่ละแถวจะมีปลูกประมาณ 150 ต้น ซึ่งต้นพันธุ์ที่นำมาปลูก จะได้จากการนำกิ่งมาปักชำ จนเกิดรากเดินได้ระยะหนึ่ง จากนั้นจะนำมาปลูกในแปลง ที่มีการควบคุมแสง ปุ๋ย น้ำ ตลอดจนโรคและแมลงที่อาจจะเกิดขึ้น

ปุ๋ย จะเป็นปุ๋ยละลายเร็ว สูตรเสมอ 15-15-15 เพื่อเร่งโครงสร้างลำต้นให้สมบูรณ์ และเมื่อโครงสร้างได้ตามที่ต้องการ ก็จะเริ่มเร่งดอก โดยใช้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ช่วยกระตุ้น”

บริหารจัดการ ให้แสง-ใส่ปุ๋ย

เร่งลำต้น บังคับดอก

เบญจมาศ ที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นพืชวันสั้น เมื่อกลางวันสั้นกว่า 14.5 ชั่วโมง เบญจมาศจะเริ่มสร้างตาดอก แต่ดอกจะพัฒนาเป็นดอกที่สมบูรณ์ได้ต้องมีช่วงวันสั้นกว่า 13.4 ชั่วโมง ดังนั้น หากปลูกเบญจมาศในช่วงวันสั้น เบญจมาศจะออกดอกเร็วหรือให้ดอกเมื่อต้นยังเล็กอยู่ ส่วนเมื่อกลางวันยาวกว่า 14.5 ชั่วโมง เบญจมาศจะไม่สร้างดอกหรือให้ดอกที่ผิดปกติ ดังนั้น จึงใช้การบังคับช่วงวัน ให้เบญจมาศสร้างดอกเมื่อต้องการได้ตลอดทั้งปี

การบังคับไม่ให้เบญจมาศออกดอก จะต้องให้แสงไฟช่วงกลางคืน เนื่องจากประเทศไทยมีช่วงกลางวันสั้นกว่า 16 ชั่วโมง ตลอดทั้งปีจึงจำเป็นต้องให้แสงช่วงกลางคืนแก่เบญจมาศตลอด ซึ่งระยะเวลาการให้แสงจะยึดหลักให้มีช่วงมืดไม่เกิน 4 ชั่วโมง ปริมาณแสงที่ให้ 8-100 ลักซ์ (LUX) ที่ระดับแปลง โดยติดตั้งระบบหลอดไฟ 2 เมตร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของกระแสไฟด้วย ดังนั้น จึงควรตรวจวัดความเข้มของแสงด้วยอุปกรณ์วัดแสงเพื่อให้มั่นใจว่าเบญจมาศได้รับแสงอย่างถูกต้อง และไม่ออกดอกก่อนกำหนด

ระยะการเก็บเกี่ยว และการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม จะทำให้รักษาคุณภาพเบญจมาศได้ดี มีอายุการปักแจกันทนทาน ดังนั้น การตัดดอกเบญจมาศจะตัดดอกเมื่อกลีบดอกบานเต็มที่ หรือประมาณ ร้อยละ 75 และก่อนที่เกสรตัวผู้ หรือกลีบดอกชั้นในจะบาน ควรตัดให้ช่อดอกยาว 70-75 เซนติเมตร และทำให้เหลือตอไว้ 10 เซนติเมตร หากตัดต่ำกว่านี้ก้านจะแข็งเกินไป และดูดน้ำได้น้อย

คุณกิตติคุณ ใช้ระยะพัฒนาการปลูก นำสายพันธุ์ต่างๆ เข้ามาเพาะขยายพันธุ์ เพียง 4 ปี ก็สามารถขยายพื้นที่ปลูกจาก 5 ไร่ เป็น 100 ไร่ มีโรงเรือนปลูกมากกว่า 100 โรงเรือน มีกำลังผลิตส่งให้กับลูกค้าได้ถึง วันละ 2,300-2,500 กำ ต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่ผลผลิตที่ได้จะส่งไปยังกรุงเทพฯ ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ (ปากคลองตลาด ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง) อีก 60 เปอร์เซ็นต์ ส่งไปทางภาคอีสาน (นครราชสีมา ขอนแก่น) ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ที่มีความต้องการไม้ดอกชนิดนี้มาก และด้วยคุณภาพของดอกเบญจมาศที่ได้มาตรฐาน ทำให้ดอกเบญจมาศที่ผมผลิตสามารถติดตลาดได้ไม่ยาก”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สวนบิ๊กเต้ โทรศัพท์ (081) 134-9652 พร้อมให้คำแนะนำครับ

ธันวาคม 30, 2012 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น