ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

หลักจริยธรรม สำหรับชาวพุทธ พฤศจิกายน 8, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

หลักจริยธรรม สำหรับชาวพุทธ

เมื่อพระราหุลได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว พระสารีบุตรซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ ได้ให้การอบรมเป็นอย่างดี ตามประวัติพระสาวก พระสารีบุตรจะมีความเชี่ยวชาญในการให้การอบรมสามเณรจนเป็นพระอรหันต์มาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า เป็นผู้ทรงปัญญาอันเลิศล้ำ

แม้พระราหุลจะได้รับการอบรมอย่างดีเยี่ยมจากพระสารีบุตร แต่เมื่อมีเวลาพระพุทธเจ้าจะเสด็จไปอบรมพระราหุลด้วยพระองค์เอง คราวหนึ่งพระองค์เสด็จไปเยี่ยมพระราหุลถึงที่พักแล้วประทานพระโอวาทเกี่ยวกับความเป็นสมณะแก่พระราหุลว่า สมณะที่กล้าพูดเท็จ ด้วยความไม่ละอาย มีความเป็นสมณะเหลืออยู่น้อย

ในการประทานพระโอวาทครั้งนี้พระองค์ได้นำน้ำใส่กะลามาด้วย จากนั้นพระองค์ก็เทน้ำจากกะลา คงเหลือน้ำไว้นิดหนึ่งในกะลา แล้วตรัสเปรียบเทียบให้พระราหุลฟังว่า สมณะที่กล้าโกหกโดยไม่มีความละอาย มีความเป็นสมณะเหลืออยู่น้อย เหมือนน้ำที่เหลืออยู่น้อยนิดในกะลานี้

จากนั้นพระองค์ก็เทน้ำออกจากกะลาจนหมดด้วยการคว่ำกะลาลงไปแล้วตรัสว่า สมณะที่กล้ากล่าวเท็จโดยไม่ละอายก็เหมือนภาชนะใส่น้ำที่ว่างเปล่านี้

พระพุทธพจน์ที่ทรงประทานแก่พระราหุลนี้แสดงถึงเอกลักษณ์ของสมณะหรือนักบวชที่ดีจะต้องไม่กล่าวเท็จ สมณะใดกล่าวเท็จ ก็จะมีความเป็นสมณะเหลือน้อย หรือแทบจะไม่มีเหลือด้วยการที่พระองค์แสดงความเหลืออยู่แห่งความเป็นสมณะโดยเปรียบกับน้ำที่เหลืออยู่น้อยนิดหลังจากเทน้ำส่วนใหญ่ออกแล้ว และน้ำที่ติดกะลาหลังจากที่คว่ำกะลาแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สมณะที่กล้าพูดเท็จโดยไม่ละอาย แทบจะไม่มีความเป็นสมณะเหลืออยู่อีกเลย แม้จะมีอยู่บ้างก็เทียบเท่าน้ำที่ติดกะลาเท่านั้น พระองค์ทรงเปรียบความน้อยนิดแห่งความเป็นสมณะที่เหลืออยู่ได้อย่างเห็นภาพพจน์ชัดเจนจริงๆ

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงเน้นนักเน้นหนาว่า การพูดเท็จจะทำลายความเป็นสมณะได้รุนแรงขนาดนั้น หากอ่านพระสูตรที่เรียกว่า จูฬราหุโลวาทสูตร ต่อไปอีก จะพบบทสรุปที่พระองค์ตรัสไว้ชัดเจนว่า เป็นไปไม่ได้ ที่บุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ จะไม่ทำบาปกรรมอะไรเลย

ความหมายง่ายๆ สั้นๆ ตามพระพุทธจน์นี้ก็คือ คนกล้ากล่าวเท็จ ไม่ทำบาปอะไรๆๆ ไม่มีเลย คือเมื่อกล้ากล่าวเท็จ ก็ต้องกล้าทำบาปอย่างอื่นด้วย

ต่อจากนั้นพระองค์ได้ทรงประทานหลักในการตัดสินใจว่า ควรทำกรรมใด ไม่ควรทำกรรมใดว่า เธอพิจารณาแล้วรู้ว่า กายกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง กายกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก เธออย่าทำกายกรรมแบบนี้เด็ดขาด

แต่ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่า กายกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง กรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก เธอควรทำกรรมทางกายแบบนี้

พระองค์สอนเรื่องการประกอบวจีกรรมต่อไปอีกว่า เมื่อเธอพิจารณาแล้วเห็นว่า วจีกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง วจีกรรมนี้เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก กรรมทางวาจาแบบนี้ เธออย่าทำเด็ดขาด

แต่ถ้าเธอพิจารณาแล้วเห็นว่า วจีกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง วจีกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก เธอควรทำกรรมทางวาจาแบบนี้

ถ้าเธอพิจารณาแล้วเห็นว่า มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง มโนกรรมนี้ เป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก เธออย่าทำกรรมทางใจแบบนี้เด็ดขาด

แต่ถ้าเธอพิจารณาแล้วเห็นว่า มโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง มโนกรรมนี้เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก เธอควรทำกรรมทางใจแบบนี้

สุดท้ายพระองค์ได้สรุปว่า เมื่อทำกรรมใดแล้ว รู้สึกอึดอัด ระอา รังเกียจ พึงสำรวมระวังไม่ทำกรรมอย่างนั้น แต่กรรมใดทำแล้ว มีความปีติ และปราโมทย์ พึงอยู่ด้วยกรรมนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสอนพระราหุลถึงวิธีการกระทำกรรมทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หลักคำสอนนี้นับว่าเป็นหลักแห่งการดำเนินชีวิตของชาวพุทธที่สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจเลือกที่จะทำหรือพูดและคิดในวาระและโอกาสที่จำเป็นต้องหาทางออกของชีวิต หรือจะเก็บไว้เป็นหลักธรรมประจำชีวิต คอยชี้ทิศชี้ทางสว่างในการดำเนินชีวิตก็จะดียิ่งเพราะเป็นหลักธรรมที่ชี้ชัดถึงวิธีปฏิบัติลงไปตรงๆ นับได้ว่า เป็นหลักในการพิจารณาด้านจริยธรรมที่ครอบคลุมวิถีชีวิตไว้ได้อย่างกว้างขวางครบถ้วนบริบูรณ์ทุกประการ ตามบทสวดมนต์ ที่สวดกันบ่อยๆ ว่า บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงนั้นแล

 

…โปรยเมล็ดพันธุ์พืช เฉลิมพระเกียรติฯ คืนความสมบูรณ์ให้ป่าเมืองไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

…โปรยเมล็ดพันธุ์พืช เฉลิมพระเกียรติฯ คืนความสมบูรณ์ให้ป่าเมืองไทย

เมล็ดพันธุ์ไม้ป่าที่ผ่านการคัดเลือกแล้วเหมาะสมในการเป็นไม้เบิกนำ ทั้งพันธุ์ไม้บำรุงดิน พันธุ์ไม้พืชอาหารสัตว์ ตลอดจนไม้ยืนต้นดั้งเดิม อาทิ สัก มะค่าโมง มะค่าแต้ มะป่าป่า มะม่วง ไผ่ซาง จามจุรี ประดู่ พฤกษ์ ยมหิน โมกมัน เสียวบ้าน และอินทนิลน้ำ รวมน้ำหนักประมาณ 535 กิโลกรัม

เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ คือเมล็ดพันธุ์ชุดแรกที่ถูกใช้ในการดำเนินการตามโครงการ “โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โครงการดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งโครงการดีที่เกิดขึ้นในการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่า ซึ่งทุกวันนี้อยู่ท่ามกลางวิกฤตปัญหาป่าไม้ถูกทำลายและสภาพป่าเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก

โดยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ สนามบินจังหวัดนครสวรรค์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 31 กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรน้ำและสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขานครสวรรค์ รวมถึงประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียงได้ร่วมกันทำพิธีเปิดโครงการ “โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” โดยมี นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี

นายชวลิต กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการว่า จากพระราชเสวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงแสดงความห่วงใยของปัญหาวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ที่ถูกทำลาย ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ประกอบกับนโยบายของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายเร่งรัดให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งแก้ไขปัญหาภาวะฝนทิ้งช่วงด้วยการเร่งปฏิบัติเติมน้ำในเขื่อนให้เพียงพอต่อพื้นที่เกษตรกรรม การอุปโภคและบริโภคเป็นการเร่งด่วน

“การดำเนินโครงการดังกล่าวถือว่าเป็นการทำงานเชิงบูรณาการที่เป็นผลดีต่อระบบนิเวศและการทำฝนหลวง เนื่องจากพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ต้นทุนในการเกิดความชื้นที่จะก่อตัวเป็นเมฆและตกเป็นฝนกลับสู่พื้นที่ป่า ที่เป็นต้นน้ำไหลลงสู่พื้นที่การเกษตรและแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติหรือเขื่อนต่างๆ ต่อไป

“โครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนเพื่อคืนความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งทุกฝ่ายตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำและน้อมนำแนวพระราชดำริไปเป็นแนวทางในการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อรักษาระบบนิเวศป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ทำให้พื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการเร่งขยายพันธุ์กล้าไม้ กลายเป็นสภาพป่าธรรมชาติต่อไป” นายชวลิตกล่าว

ด้าน นายสุระสีห์ กิตติมณฑล รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่าหรือป่าเสื่อมโทรมลง ส่งผลให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศลดลง กระบวนการเกิดฝนและปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติมีค่าผิดปกติตามมา กรมฝนหลวงฯ จึงแสวงหาความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการอนุรักษ์ป่าไม้ไม่ให้ถูกทำลายเพิ่มขึ้น และการฟื้นฟูสภาพผืนป่าที่ถูกทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยการจัดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์ดังกล่าว

ทั้งนี้สำหรับแนวทางการดำเนินการ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกว่า เริ่มต้นตั้งแต่การจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อเตรียมการโปรยทางอากาศ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน โดยเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในการโปรยเมล็ดพันธุ์พืช บริเวณพื้นที่ผืนป่าและพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศ

โดยในระยะแรกของการดำเนินการ พื้นที่กำหนดคือ พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างภาคกลางของประเทศ ได้แก่ บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์ อุทยานแห่งชาติเขาไทรงาม เทือกเขาค้อ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว

รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรบอกว่า การปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเหล่านั้นจะเริ่มหลังจากเสร็จสิ้นจากการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน โดยจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการปฏิบัติโปรยเมล็ดพันธุ์ในแต่ละวัน อาทิ ชนิด จำนวน พื้นที่โปรย และช่วงเวลา จัดทำระบบฐานข้อมูล เพื่อวางแผนดำเนินการในช่วงระยะเวลาต่อไป

นี่คือ อีกหนึ่งโครงการเพื่อผืนป่าที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพื่ออนาคตในวันหน้าของป่าไม้เมืองไทย…

 

ลำไยยักษ์ “จัมโบ้” ผลใหญ่ เมล็ดลีบ ติดผลดี ที่สวนคุณลี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05017010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ลำไยยักษ์ “จัมโบ้” ผลใหญ่ เมล็ดลีบ ติดผลดี ที่สวนคุณลี

เมื่อย้อนกลับไป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ได้มีการค้นพบสารโพแทสเซียมคลอเรต ด้วยความบังเอิญจากช่างทำดอกไม้ไฟ และบังคับให้ลำไยออกดอกและติดผลนอกฤดูได้ ทำให้ลำไยเป็นไม้ผลที่สามารถปลูกได้ทั่วไปเกือบทุกภาคของประเทศที่มีแหล่งน้ำที่ดี

อีกทั้งยังทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างกว้างขวาง ทำให้ลำไยภาคตะวันออกในอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งการผลิตลำไยนอกฤดูนั้น มีข้อมูลตัวเลขในปี 2555 พบว่าพื้นที่ปลูกลำไยในเขตจังหวัดจันทบุรี มีปริมาณการส่งออกมากเกือบ 5 แสนตัน (ในปี 2554) สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรเจ้าของสวนเป็นกอบเป็นกำกว่าไม้ผลดั้งเดิมของจังหวัด เช่น ทุเรียน เงาะ สะละ ลองกอง ฯลฯ

ปัจจุบัน พ.ศ. 2557 จังหวัดจันทบุรี ยังเป็นแหล่งปลูกลำไยเพื่อการส่งออกที่สำคัญ เพราะเป็นผลไม้ที่สามารถบังคับและกำหนดระยะเวลาให้ผลผลิตออกได้ตามความต้องการ โดยการใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต ทำให้ออกดอกนอกฤดู โดยผลผลิต นอกจากจะขายในประเทศแล้วยังส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ

โดยพื้นที่ปลูกลำไยในเขตจังหวัดจันทบุรี นั้นได้เปรียบในเรื่องของแหล่งน้ำ มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าทางภาคเหนือ ทั้งแรงงานที่ไม่ประสบปัญหามากนัก และสุดท้ายเรื่องการบริหารจัดการค่อนข้างเป็นระบบ คุ้นเคยกับการปลูกพืชในแปลงขนาดใหญ่เป็นอย่างดี และเข้าใจเรื่องการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเป็นอย่างดี

ซึ่งปัญหาการผลิตลำไยในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่และลำพูน ยังเป็นการผลิตลำไยในฤดู และอาศัยปัจจัยการผลิตโดยอิงธรรมชาติแบบดั้งเดิมอยู่ ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตค่อนข้างน้อยและเป็นส่วนน้อยที่ผลิตลำไยนอกฤดู ทำให้ขาดแคลนแรงงานในช่วงลำไยออกสู่ตลาด ลำไยต้นสูงต้องเสียเวลาในการปีนเก็บและค่าไม้ค้ำ คุณภาพขนาดของผลและสีผลไม่ตรงตามความต้องการตลาด ผลผลิตกระจุกตัวทำให้พ่อค้าได้เปรียบ การแปรรูปรองรับไม่ทัน

สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นผลกระทบและเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในฤดู

ด้วยเทคนิคง่ายๆ คือ ตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มเตี้ย เพื่อลดค่าไม้ค้ำยันกิ่งลำไยและค่าแรงเก็บเกี่ยว ทำให้ง่ายต่อการจัดการต่างๆ โดยเฉพาะการดูแลรักษา ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช ใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตอย่างเหมาะสม ไม่ควรใช้เกินคำแนะนำ ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือตามความต้องการของพืช ใช้สารเคมีฉีดพ่นแมลง ศัตรูพืชเท่าที่จำเป็น เพื่อลดค่าปุ๋ยและสารเคมีซึ่งมีราคาแพง แล้วยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดย่อยอีกพอสมควร

พันธุ์ลำไยที่ปลูกมากที่สุดคือ พันธุ์ “ดอ” เป็นสายพันธุ์หลักที่ปลูกมากที่สุดในบ้านเราขณะนี้ คือราว 90 เปอร์เซ็นต์ มีแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ ภาคเหนือตอนบนและทางภาคตะวันออก อย่างจังหวัดจันทบุรี ออกดอกและติดผลง่ายกว่าพันธุ์อื่น ให้ผลผลิตค่อนข้างสม่ำเสมอ เริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 4 ปีหลังปลูก ออกดอกกลางเดือนมกราคม เก็บผลผลิตเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

ลักษณะผลค่อนข้างกลม กว้าง 2.8 เซนติเมตร หนา 2.5 เซนติเมตร ยาว 2.5 เซนติเมตร สีน้ำตาลอ่อน บ่าผลยกข้างเดียว รสหวาน จำนวนผลโดยเฉลี่ย 85-94 ผล ต่อกิโลกรัม นิยมบริโภคสดและแปรรูป

ส่วนสายพันธุ์อื่นๆ ก็ยังคงมีให้เห็นบ้าง เช่น พันธุ์สีชมพู พันธุ์เบี้ยวเขียว พันธุ์แห้ว พันธุ์บ้านโฮ่ง 60 เป็นต้น

ลำไยยักษ์ พันธุ์ “จัมโบ้”

ลำไยสายพันธุ์ใหม่ ที่กรมวิชาการเกษตรได้มีหนังสือรับรองพันธุ์ขึ้นทะเบียนกรมวิชาการเกษตร ลำไยอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ได้จากการกลายพันธุ์มาจากการเพาะเมล็ด (คาดว่าน่าจะกลายมาจากพันธุ์ดอ)

เป็นพันธุ์ที่เหมาะต่อการบริโภคสด

ผลมีขนาดใหญ่มาก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร มีขนาดผลใหญ่กว่าลำไยเกรด A ที่ส่งขายยังต่างประเทศถึง 2 เท่า

อีกทั้งเป็นลำไยที่เนื้อหนาแข็งและแห้ง ไม่แฉะน้ำ มีความหวานเฉลี่ย 13-15 เปอร์เซ็นต์บริกซ์ ที่น่าสนใจคือ เมล็ดลีบเกือบทุกผล และได้มีการตั้งชื่อว่า พันธุ์ “จัมโบ้” (JUMBO)

เจ้าของลำไยพันธุ์จัมโบ้นี้คือ คุณสุทัศน์ อินต๊ะ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เป็นต้นที่ได้จากการปลูกด้วยเมล็ดและกลายพันธุ์มาดีจากลำไยต้นหนึ่งในเขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ลักษณะของการติดผลของลำไยพันธุ์นี้อยู่ในระดับปานกลางก็จริง มีจำนวนผล 15-19 ผล ต่อช่อ

ลักษณะผลจะกลมแป้น ผิวเปลือกเรียบ มีสีน้ำตาลปนเหลือง เปลือกหนาประมาณ 1.3 มิลลิเมตร

ในธรรมชาติจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนสิงหาคม

เนื่องจากเป็นลำไยที่พบเปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบในช่อค่อนข้างมาก โดยจากการสุ่มพบว่า ใน 1 ช่อ พบว่าผลลำไยมีเมล็ดลีบมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์

ถือเป็นพันธุ์ลำไยที่น่าสนใจเป็นอย่างมากคือ รสชาติ ลักษณะเหมือนลำไยพันธุ์ดอผสมเบี้ยวเขียว คือมีเนื้อแห้งและกรอบ แต่ได้ขนาดที่ผลใหญ่มาก และที่สำคัญ “เมล็ดลีบ และเนื้อหนามาก”

ทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร ได้สายพันธุ์ลำไยยักษ์ “จัมโบ้” มาปลูกที่สวนคุณลี ปัจจุบันมีอายุต้นได้ 7 ปี พบว่า มีการเจริญเติบโตเร็ว ทั้งปล่อยให้ออกดอกตามธรรมชาติและโดยวิธีบังคับให้ออกนอกฤดูกาลโดยใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต

จากที่ได้มีการตรวจสอบถึงผลผลิตที่ออกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร ผลปรากฏว่าเมล็ดลีบเกือบทั้งหมดและเนื้อแห้ง โดยเฉพาะในขณะนี้ต้นลำไยจัมโบ้ที่ปลูกที่สวนคุณลี อายุต้น 7 ปี ออกดอก ติดผลดกมาก ผลผลิตจะแก่ในเดือนสิงหาคม 2557

การปลูกลำไยแบบสมัยใหม่

เริ่มจากการเตรียมดิน ถ้าเป็นพื้นที่ที่เคยปลูกพืชอื่นมาก่อน ให้ไถดินลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ตากดินไว้ 20-25 วัน พรวนย่อยดินอีก 1-2 ครั้ง และปรับระดับดินให้สม่ำเสมอตามแนวลาดเอียง

วิธีการปลูก เริ่มจากการเตรียมพันธุ์ เตรียมพันธุ์โดยวิธีการตอนกิ่ง ซึ่งควรเตรียมไว้ล่วงหน้า 1 ปี เพื่อจะได้ต้นกล้าที่แข็งแรง หรือเลือกใช้ต้นพันธุ์ลำไยที่ขยายพันธุ์แบบเสียบยอด หรือทาบกิ่งก็ได้ เพราะจะได้ต้นพันธุ์ที่มีรากแก้ว ทำให้ต้นแข็งแรง หากินเก่ง ทนต่อสภาพดินไม่ดีได้

ต่อมาก็เป็นเรื่องของระยะปลูก วางผังระยะปลูกมีหลายระยะนั้นขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น การจัดการโดยใช้เครื่องจักรก็จะใช้ระยะปลูกที่กว้างระหว่างแถวและต้น 8×8 เมตร หรือ 10×8 เมตร เป็นต้น

ส่วนถ้ามีพื้นที่น้อย ต้องการจำนวนต้นที่เยอะ ดูแลทั่วถึง สามารถควบคุมทรงพุ่มได้ก็จะปลูกระยะถี่ลงมา เช่น ระยะ 7×5 เมตร หรือ 6×6 เมตร ในกรณีที่มีการควบคุมทรงพุ่ม

จากข้อมูลโดย ผศ.ดร. พาวิน มะโนชัย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บอกว่า สวนลำไยดั้งเดิม ส่วนใหญ่ปลูกลำไยห่างกันมาก ระยะ 8×8 เมตร ทำให้เปลืองเนื้อที่และกว่าจะถึงจุดคุ้มทุนใช้เวลานาน 7-8 ปี

จากการศึกษาวิจัยและทดลองปลูกลำไยระยะชิดโดยใช้กิ่งตอน ในระยะห่าง 2-4 เมตร หรือไร่ละ 200 ต้น จะคืนทุนได้ภายใน 4-5 ปี เท่านั้น

วิธีปลูก ขุดหลุมปลูก ขนาดประมาณ 80x80x50 เซนติเมตร (กว้างxยาวxลึก) รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 3-5 กิโลกรัม ต่อหลุม โดยผสมกับหน้าดิน ใส่ลงหลุม พูนดินสูงจากปากหลุม ประมาณ 15 เซนติเมตร

ก่อนปลูกทำหลุมเท่าถุงเพื่อวางชำต้นกล้า ตัดรากที่คดงอรอบๆ ถุงชำต้นกล้าทิ้งไป เฉพาะบริเวณก้นถุงใช้มีดคมกรีดจากก้นถุงขึ้นมาปากถุงทั้ง 2 ด้าน แล้วดึงถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินให้แน่น ปักไม้หลักและผูกเชือกยึดต้นเพื่อป้องกันต้นกล้าโยกคลอน

รดน้ำให้ชุ่ม พรางแสงให้จนกระทั่งแตกยอดอ่อน 1 ครั้ง จึงงดการพรางแสง

การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ยลำไยอายุ 1-3 ปี หลังจากต้นแตกใบอ่อนชุดที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1:1 อัตรา 100 กรัม ต่อต้น ปีละ 3 ครั้ง และเพิ่มขึ้นปีละ 2 เท่าทุกปี

ลำไยอายุ 4 ปี แตกใบอ่อนประมาณต้นเดือนสิงหาคม ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1:1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น และเดือนพฤศจิกายน พ่นปุ๋ยเคมี สูตร 0-52-34 อัตรา 150 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่มเพื่อไม่ให้ลำไยแตกใบใหม่ พ่น 3 ครั้ง ทุก 7 วัน

สำหรับลำไยที่ให้ผลผลิตแล้ว (อายุ 5 ปีขึ้นไป) หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตในปีที่ผ่านมา ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1:1 อัตรา 2 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อกระตุ้นการแตกใบอ่อนชุดที่ 1 หลังจากนั้นประมาณเดือนกันยายน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1:1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น

เมื่อลำไยแตกใบอ่อนชุดที่ 2 กลางเดือนตุลาคม ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 0-46-0 + 0-0-60 สัดส่วน 1:1 อัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อให้ลำไยพักตัวและพร้อมต่อการออกดอก เมื่อลำไยติดผลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-1-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1:1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อบำรุงผลให้เจริญเติบโต

ก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 0-0-60 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 + 46-0-0 สัดส่วน 1:1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น

เทคนิคและการบริหารจัดการลำไยนอกฤดู

ในส่วนของการบริหารจัดการการผลิตลำไยให้ประสบความสำเร็จจะต้องเอาการตลาดเป็นตัวนำการผลิต เพราะเมื่อผลผลิตออกจะตรงกับความต้องการของตลาดและราคาจะสูง ตามเทศกาลของประเทศจีนเป็นหลักและลดความเสี่ยงคือ

ช่วงที่ 1 ให้สารเดือนมีนาคม เก็บผลผลิตเดือนกันยายน ตรงกับงานชาติจีน (1-7 ตุลาคมของทุกปี)

ช่วงที่ 2 ให้สารเดือนเมษายน เก็บผลผลิตเดือนธันวาคม เทศกาลปีใหม่สากล

ช่วงที่ 3 ให้สารเดือนมิถุนายน เก็บผลผลิตเดือนมกราคม ก่อนเทศกาลตรุษจีน

ช่วงที่ 4 ให้สารเดือนกรกฎาคม ถึงสิงหาคม เก็บผลผลิตเดือนมีนาคม วันเช็งเม้ง

เนื่องจากตลาดจีน เป็นตลาดรับซื้อและนำเข้าลำไยของไทยที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะการให้ผลผลิตออกช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม จะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดคู่แข่งอย่างเวียดนามและแหล่งอื่นๆ ไม่มีผลผลิต

นอกจากการใช้ตลาดเป็นตัวนำแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอและความสมบูรณ์ของต้นลำไยและการแบ่งทำเป็นรุ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของราคา

มีชาวสวนลำไยหลายท่านปีนี้ที่ประสบความสำเร็จในการทำลำไยนอกฤดูและสามารถขายเหมาลำไย หลักล้านบาทขึ้นหลายรายปีนี้ เพราะว่าราคานอกฤดูก่อนตรุษจีนที่จะมาถึงปีนี้ถือว่าราคาค่อนข้างดีทีเดียว โดยปกติราคาลำไยในช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือปีใหม่ วันชาติจีน ราคาจะดีกว่าช่วงอื่นๆ

ในการวางแผนในการทำลำไยนอกฤดู ถ้าเราต้องการให้ได้ราคาดีก็ควรให้ออกก่อนช่วงเทศกาลเล็กน้อยก็จะขายได้ราคาที่แพงกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของต้นลำไยด้วยว่า ได้ต้นลำไยพร้อมสมบูรณ์ที่จะราดสารหรือไม่ โดยแตกยอดอ่อนอย่างน้อย 2 ครั้ง ถึงจะราดสารหรือพ่นสารทางใบ เพื่อให้ลำไยออกดอก ตรุษจีนปีนี้ ซึ่งตรงกับ วันที่ 31 มกราคม 2557 ที่ผ่านมา

พ่อค้าลำไยหรือล้งรับซื้อต่างๆ ก็จะกว้านซื้อลำไยจากเจ้าของสวนที่สามารถเก็บเกี่ยวก่อนหรือภายในวันที่ 20 มกราคม กันอย่างคึกคัก เพื่อส่งออกลำไยไปถึงประเทศจีนก็จะตรงกับช่วงเทศกาลตรุษจีนพอดี

สำหรับตรุษจีนปีหน้า ก็จะตรงกับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ถ้าเราต้องการให้ลำไยออกขายในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีหน้า เราจะต้องราดสารหรือพ่นสารในช่วงระหว่าง วันที่ 1-15 กรกฎาคม 2557 ก็จะมีโอกาสสูงที่ขายลำไยนอกฤดูให้ได้ราคาสูง

เทคนิคทำให้เป็นดอกตัวเมียเยอะ

การทำลำไยนอกฤดู หัวใจที่สำคัญก็คือ การทำอย่างไรให้ลำไยออกดอกเต็มต้น ถ้าทำได้นั่นหมายความว่าประสบความสำเร็จไปมากกว่าครึ่ง ขั้นตอนต่อไปต้องทำให้ดอกลำไยเป็นดอกตัวเมียให้ได้มาก เทคนิคที่จะให้ดอกลำไยเป็นดอกตัวเมีย

อันดับแรกเราจะต้องบำรุงช่อดอกให้สมบูรณ์ มีช่อดอกอวบอ้วน ช่อยาว โดยเราจะต้องเริ่มบำรุงรักษาช่อดอกตั้งแต่ลำไยแทงช่อดอกออกมาให้เราเห็น โดยฉีดพ่นปุ๋ย สูตร 13-0-46 (โพแทสเซียมไนเตรต) อัตรา 500 กรัม + สาหร่ายอาหารเสริม (เช่น แอ๊คกรีน) อัตรา 200 ซีซี แคลเซียมโบรอน (เช่น โกลแคล) อัตรา 100-200 ซีซี ยาฆ่าแมลง เช่น มัคฟอส อัตราต่ำ แค่ 100 ซีซี ก็พอ เพื่อเป็นการประหยัด พ่นเพื่อเป็นการป้องกันแมลงไว้ก่อน ไม่ใช่กำจัด ทั้งหมดต่อน้ำ 200 ซีซี ฉีดพ่นทุก 7 วัน พ่นก่อนที่ดอกลำไยจะบาน

วิธีนี้ก็ช่วยให้ได้ดอกลำไยตัวเมียเยอะขึ้น

เทคนิคทำสีผิวลำไยให้ได้ราคาดี ผิวสีสวย

เทคนิคทำสีผิวลำไยให้ได้ราคาดี พ่อค้าลำไยส่วนมากต้องการลำไยที่มีสีผิวเหลืองสวยและจะให้ราคาดีกว่าลำไยที่มีเปลือกสีไม่สวย เช่น ออกสีเหลืองคล้ำ หรือแดง แม้จะมีขนาดลูกผลโตกว่าก็ตาม ราคาก็จะสู้ลำไยที่มีสีผิวเหลืองสวยไม่ได้

เทคนิควิธีที่เกษตรกรจะทำให้ลำไยผิวสวยก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลลำไยประมาณเดือนครึ่ง เราจะต้องเร่งทำสีเปลือกลำไยให้เหลืองสวย โดยใช้ยาเชื้อรา จำนวน 50-80 ซีซี ต่อน้ำ 200 ซีซี ฉีดพ่นประมาณ 2-3 ครั้ง งดเว้นการฉีดพ่นสารอาหารจำพวกสาหร่ายอาหารเสริม เพราะจะมีคราบติดอยู่ที่ผลได้

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับกิ่งพันธุ์ลำไยพันธุ์ “จัมโบ้” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

 

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “พระมารดาแห่งไหมไทย”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติแม่ของแผ่นดิน

เครือวัลย์ เวชรักษ์

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “พระมารดาแห่งไหมไทย”

ทรงก่อกำเนิดการส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไหมไทย

ย้อนไปเมื่อปีพุทธศักราช 2498 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงเยี่ยมราษฎรในท้องที่ชนบท ทรงเห็นว่าราษฎรมีความลำบากมาก ต่อมาในปี 2513 เกิดอุทกภัยขึ้นในจังหวัดนครพนม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัยและพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ในขณะเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปรารภว่า การพระราชทานสิ่งของเป็นเพียงการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของราษฎร ควรสร้างอาชีพที่มีรายได้สม่ำเสมอ เพื่อราษฎรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะยาว

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงตระหนักในพระราชปรารภดังกล่าวและทรงห่วงใยพสกนิกร ทรงพบว่าราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จล้วนสวมใส่ผ้าไหมมัดหมี่ซึ่งมีลวดลายวิจิตรสวยงาม น่าจะทำเป็นอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว จึงเป็นจุดเริ่มต้นโครงการผ้าไหมมัดหมี่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทรงส่งเสริมการทอผ้าไหมทุกพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ทรงรับซื้อสำหรับตัดเย็บเป็นฉลองพระองค์ โดยให้ราคาผ้าสูงกว่าทั่วไปเพื่อให้คุ้มค่าแรงงาน โดยให้จดชื่อและที่อยู่ของผู้ทอผ้าที่มีลวดลายเฉพาะถิ่นสวยงามเป็นพิเศษ พระราชทานคำแนะนำให้ชาวบ้านขยายฟืมเพื่อให้สามารถทอผ้าได้ยาวขึ้น ทรงตรวจคุณภาพและพระราชทานคำแนะนำการย้อมสี และยังพระราชทานสิ่งของและอุปกรณ์ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นแก่ผู้ทอผ้า เช่น แว่นตา ห้องเลี้ยงไหม พันธุ์ไหม พันธุ์หม่อน อุปกรณ์ทอผ้าอื่นๆ เป็นต้น

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงส่งเสริมและสนับสนุนให้ทอผ้าไหมออกมาจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้และความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นเรื่อยมา นำมาสู่การจัดตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” และก่อตั้งโรงเรียนฝึกศิลปาชีพในบริเวณสวนจิตรลดา เพื่อเป็นศูนย์กลางศิลปาชีพทั่วประเทศ ไม่เฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มีพระราชดำริให้ขยายไปทั่วทุกภาคของประเทศ ราษฎรจึงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รักถิ่นฐาน และไม่ละทิ้งไปหางานทำในเมือง

พระราชทานชุดแต่งกายประจำชาติ

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในต่างประเทศอย่างเป็นทางการ มีพระราชดำริว่า จะสร้างสรรค์รูปแบบการแต่งกายชุดไทยที่แสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทรงคิดใช้ไหมไทย ผ้าไทย และผ้ายกต่างๆ มาประดิษฐ์ตกแต่งเป็นฉลองพระองค์เพื่อให้แสดงถึงลักษณะของความเป็นไทย ทรงคิดค้นเครื่องแต่งกายสำหรับสตรีไทยขึ้นใช้ในโอกาสต่างๆ โดยนำแบบการแต่งกายของสตรีไทยในสมัยโบราณมาประยุกต์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อชุดไทยสำหรับสตรีแบบต่างๆ โดยใช้ชื่อพระตำหนักและพระที่นั่ง ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจักรี ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรพรรดิ และชุดไทยศิวาลัย และยังพระราชทานแบบเสื้อซึ่งเป็นฉลองพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นชุดประจำชาติไทยของบุรุษด้วย

ทรงเป็นต้นแบบในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่ทรงฉลองพระองค์งามที่สุดในโลก พระองค์ทรงเป็นตัวแทนสุภาพสตรีไทยและตัวแทนประเทศไทย ที่ทรงนำความงดงามตามแบบไทยออกไปเผยแพร่ให้ชาวโลกได้รับรู้และชื่นชม จนเครื่องแต่งกายของไทยได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ขณะเสด็จฯ เยือนต่างประเทศทรงฉลองพระองค์แบบสากลที่เรียบง่ายแต่สง่างาม ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งชาติ

พระองค์ทรงเผยแพร่ผ้าไหมทอพื้นเมืองหรือผ้าไหมมัดหมี่ ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดนิทรรศการ การแสดงแบบเสื้อ และการจัดจำหน่ายในเขตพระราชฐานในโอกาสต่างๆ ที่มีผู้มาเฝ้าฯ จำนวนมาก ซึ่งแต่ละครั้งได้มีผู้สนับสนุนซื้อผ้าไหม ทำให้มีเงินเป็นทุนหมุนเวียนช่วยชาวบ้านผู้ผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

นางทากาโกะ คาโนมิ ชาวญี่ปุ่น เห็นว่าผ้าไหมมัดหมี่เหมาะสำหรับทำเป็นกิโมโน จึงได้นำผ้าไหมมัดหมี่ชิ้นที่พอใจ ไปตัดเป็นกิโมโนใช้ ต่อมาได้ติดต่อขอให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพนำเสื้อจากผ้าไหมมัดหมี่ไปแสดงที่ประเทศญี่ปุ่น ปรากฏว่ามีผู้สนใจมาก จากนั้นประเทศญี่ปุ่นได้กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเชิญเสด็จฯ โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โดยเสด็จฯ ไปด้วย และยังโปรดเกล้าฯ ให้จัดนิทรรศการผ้าไหมมัดหมี่พร้อมทั้งการแสดงแบบเสื้อและจัดจำหน่ายด้วย ซึ่งได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี นอกจากนี้ พระองค์ยังได้เสด็จฯ ไปทรงเผยแพร่ผ้าไหมที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในหลายๆ รัฐ ด้วยพระองค์ ทำให้ชาวอเมริกันตื่นเต้นในความงามที่ไม่ซ้ำแบบใครของผ้าไหมมัดหมี่ไทยเป็นอย่างยิ่ง

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงโปรดการใช้ผ้าไหมทำฉลองพระองค์ทั้งแบบไทยและแบบสากลไว้ใช้ในเวลาเสด็จฯ ประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ ทรงเป็นผู้นำการแต่งกายชุดไทยพระราชนิยมในโอกาสต่างๆ เสมอมา ทำให้ประชาชนต่างตามเสด็จใช้ชุดไทยพระราชนิยมกันแพร่หลายยิ่งขึ้น ก่อเกิดกระแสความนิยมแต่งกายแบบไทย และการใช้ผ้าไทยในวงสังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพารใช้ด้วย เพื่อช่วยให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยน้ำพระทัยอันล้ำเลิศของพระองค์ ผ้าไหมไทยจึงได้รับการเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ

ตรานกยูงพระราชทาน รับรองคุณภาพผ้าไหมไทย

เมื่อปี 2545 มีผู้นำเข้าเส้นไหมและเส้นใยสังเคราะห์อื่นจากต่างประเทศ ทำให้ผ้าไหมไทยมีคุณภาพด้อยลง แต่ผู้ผลิตยังคงเรียกว่า “ผ้าไหมไทย” หรือ “Thai Silk” เพื่อการค้า ทำให้ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศไม่มั่นใจในคุณภาพของผ้าไหมไทย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระกระแสรับสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาสาเหตุและแนวทางแก้ไข เพื่อกำหนดทิศทางและวิธีการคุ้มครองผ้าไหมไทย และกำหนดเป็นข้อบังคับการใช้เครื่องหมายรับรองตามบทบัญญัติ มาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทยให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่

Royal Thai Silk นกยูงสีทอง เป็นผ้าไหมที่ผลิตโดยใช้เส้นไหมและวัตถุดิบตลอดจนกระบวนการผลิตที่เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยอย่างแท้จริง

Classic Thai Silk นกยูงสีเงิน เป็นผ้าไหมที่ผลิตขึ้นโดยยังคงอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือและกระบวนการผลิตในบางขั้นตอน

Thai Silk นกยูงสีน้ำเงิน เป็นผ้าไหมชนิดที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตเข้ากับสมัยนิยมและเชิงธุรกิจ และ

Thai Silk Blend นกยูงสีเขียว เป็นผ้าไหมที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทยในด้านลวดลายและสีสันระหว่างเส้นใยไหมแท้กับเส้นใยอื่นที่มาจากธรรมชาติ หรือเส้นใยสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน หรือตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งทุกประเภทจะต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

ปัจจุบัน ได้มีการจดทะเบียนตรานกยูงพระราชทานเป็นเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยในต่างประเทศไปแล้วกว่า 35 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานของผ้าไหมไทย อีกทั้งยังส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยอีกทางหนึ่งด้วย

รางวัลหลุยส์ปาสเตอร์

ในปี พ.ศ. 2545 คณะกรรมการหม่อนไหมระหว่างประเทศ (International Sericultural Commission) จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลหลุยส์ปาสเตอร์ แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะที่มีพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถ และทุ่มเทเสียสละอุทิศพระวรกายศึกษาพัฒนาหม่อนไหมไทยและนานาประเทศ ตลอดจนอนุรักษ์ภูมิปัญญาทางศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมสนับสนุนผ้าไหมไทยซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของชาติ สามารถสร้างรายได้ความเป็นอยู่ของเกษตรกร อาชีพที่มั่นคงและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดกรมหม่อนไหม

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำริให้มีหน่วยงานที่ดูแลงานด้านหม่อนไหมของประเทศอย่างครบวงจรและยั่งยืน จึงได้พระราชทานชื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบการทำไหมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า “สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ซึ่งได้จัดตั้งโดยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2548 และต่อมาสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ได้รับการสถาปนาเป็น “กรมหม่อนไหม” เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเปิดอาคารที่ทำการกรมหม่อนไหม เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554

กรมหม่อนไหม จัดตั้งขึ้นโดยพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านต่างๆ ได้แก่ งานวิจัย งานส่งเสริม งานรักษ์คุ้มครอง รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหม่อนไหมอย่างครบวงจร ให้เกิดประโยชน์ต่อวงการหม่อนไหมตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนสืบสาน จรรโลง สร้างภาพลักษณ์ของไหมไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงในอาชีพหม่อนไหมสืบไป

พระราชสมัญญา

“พระมารดาแห่งไหมไทย”

ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถทางศิลปศาสตร์ ซึ่งควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเกษตร ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมในครัวเรือน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการทอผ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดย่อมในชนบท ทรงจัดให้มีการอบรมศึกษาในวิชาชีพ เป็นการสร้างงานในชนบทที่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ดีงาม เป็นลูกโซ่ต่อไปไม่สิ้นสุด นับว่าเป็นหนทางแก้ปัญหาการกระจายรายได้ พร้อมทั้งอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรม ภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่ใกล้จะสูญหายไปอย่างมีประสิทธิภาพ

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้สะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาญาณและสายพระเนตรอันยาวไกล ตลอดจนพระคุณธรรมที่เปี่ยมล้นของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยและเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทำให้ผ้าไหมไทยมีชื่อเสียง แพร่หลายเป็นที่รู้จักและยอมรับของนานาประเทศ ปวงชนชาวไทย โดยกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งไหมไทย” แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อประกาศพระเกียรติคุณให้พสกนิกรชาวไทยและนานาประเทศได้รับทราบ และจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยสืบไป โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2555

มหกรรมการประกวด และงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย

กิจกรรมประจำปีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ย้อนไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทุกๆ ปี ที่ลานคำหอม ลานอเนกประสงค์บนพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร จะมีการจัดงานประกวดผ้าไหม ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพและแสดงผลงานของศูนย์ศิลปาชีพต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติพากันมาชื่นชมความงดงามของผ้าไหมและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่ส่งเข้าประกวด และกิจกรรมของหน่วยงานราชการต่างๆ ที่จัดถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งอยู่ในช่วงที่พระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ และยังมีการแสดงการสาวไหม และการย้อมสีเส้นไหมด้วยสีธรรมชาติ การเลี้ยงไหม การมัดหมี่ เส้นไหมของสมาชิกที่ชนะเลิศการแข่งขันการสาวไหมด้วยมือ เป็นกิจกรรมตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ภูมิปัญญาหม่อนไหมมาจนถึงทุกวันนี้

ในวันนี้ กรมหม่อนไหม ได้น้อมนำพระราชดำริในพระองค์ท่านมาสานต่อด้วยการจัดการประกวด เส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกร และผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมมีความตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพสินค้า ส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนเห็นคุณค่าของผ้าไหมไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น และร่วมอนุรักษ์ผ้าไหมไทยเอกลักษณ์ทางมรดกอันทรงคุณค่าของชาติต่อไป ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน การออกแบบชุดผ้าไหมและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ซึ่งปีนี้ได้จัดไปเมื่อ วันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ และ การแข่งขันเส้นไหมไทยพื้นบ้าน สิ่งประดิษฐ์จากรังไหม และกองเชียร์สาวไหม ที่กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการจัดการแข่งขันในระดับจังหวัด เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะเลิศมาแข่งขันกันในระดับประเทศ ในวันที่ 11 สิงหาคม ที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

ผลงานที่ชนะการประกวดระดับประเทศทุกประเภท จะได้นำไปจัดแสดงภายในงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” งานนิทรรศการและงานแสดงผ้าไหมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงสืบสานและเผยแพร่ภูมิปัญญาไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและในระดับสากล ประชาสัมพันธ์ตรานกยูงพระราชทาน เครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และประชาสัมพันธ์นวัตกรรมหม่อนไหม ส่งเสริมการตลาดสินค้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์ไหมไทยที่มีคุณภาพแก่ผู้บริโภค โดยในปีนี้กำหนดจัดขึ้นในระหว่าง วันที่ 21-25 สิงหาคม 2557 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นว่า “ไหมคือศรีแห่งแผ่นดิน” ได้ก่อให้เกิดการอนุรักษ์ ส่งเสริมและพัฒนางานด้านหม่อนไหม ตลอดจนกรมหม่อนไหม หน่วยงานหลักที่ดูแลงานด้านหม่อนไหม ภูมิปัญญาไทยที่เป็นเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าให้ดำรงคงอยู่คู่แผ่นดินไทย ยังความอยู่ดีกินดีให้แก่ราษฎรได้อย่างยั่งยืน ตามพระราชปณิธานของพระองค์ ตราบชั่วกาลนาน พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อประชาชนคนไทยของพระองค์เปรียบประดุจดั่งน้ำพระทัยแม่แห่งแผ่นดิน สมดังพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งไหมไทย”

 

ดาหลา…บุหงามารตี ห่มส่าหรีบุษบา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

ดาหลา…บุหงามารตี ห่มส่าหรีบุษบา

เปรียบบุหรงในกรงห่มส่าหรี

แดงขาวมี สีดอก ออกเหมือนฝัน

เป็นบุหงา มารตี ที่ลาวัณย์

ดั่งบาหยัน ป้องบุษบา ดาหลางาม

ชื่ออื่น : กะลา กาหลา จินตะหลา

ชื่อสามัญ : Torch Ginger

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Etlingera elatior (Jack R.M. Smith)

ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae

ถิ่นกำเนิด : เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อมูลทั่วไป :

ประโยชน์มากมาย ภายใต้สีสันที่ร้อนแรง ความงามที่กินได้ ดอกไม้ที่กินได้และอร่อยด้วย ไม้ดอกที่ควรค่าอนุรักษ์ ใครว่าเป็นเพียงไม้ประดับ จากประดับป่ามาประดับบ้าน ดอกไม้ชายแดน ดอกไม้งามตัวแทนแห่งการรอคอย อาหารเป็นยา…เรื่องราวหรือคุณสมบัติเหล่านี้ต้องยกให้ดอกดาหลา สมกับคำกล่าวที่ว่า ดอกไม้ ไม่เพียงจะมอบสีสันอันสดใสและความงดงามอ่อนหวานให้แก่โลกเท่านั้น แต่ยังมอบความอร่อยและมีคุณค่าทางสมุนไพรอีกด้วย ดอกดาหลาอวดความแข็งแรง สง่างาม พร้อมรูปทรงและสีสันสดใส แปลกตา พาสดชื่น รื่นเริงใจ แก่มวลประชาผู้ชื่นชมบุปผานานาพรรณ ภายในอุทยานพฤกษาแห่งนี้

คนสมัยก่อนนิยมเรียกดอกดาหลา ว่า กาหลา หรือ กะลา มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษคือ Torch Ginger ที่มีคำว่า Ginger นั้น น่าจะมาจากดาหลาซึ่งจัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับขิงและข่า ที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ส่วนคำว่า Torch หมายความถึง ไต้ คบไฟ คบเพลิง ไฟฉาย ลักษณะของดอกดาหลาคงจะเหมือน ไต้ คบไฟ หรือคบเพลิง ตรงที่มีก้านดอกยาว แข็งแรง เป็นส่วนที่ใช้มือจับเมื่อมีการใช้งานคบไฟ คบเพลิงเหล่านี้ และส่วนของดอกส่วนปลาย เป็นที่ให้แสงสว่าง มีลักษณะสัมพันธ์กับกลีบดอกสีแดงเพลิง เหมือนคบเพลิงที่ห่อหุ้มไฟอยู่ภายใน พอดอกบาน กลีบดอกก็คลี่ออกมาดังเปลวไฟที่ลุกโชน โชติช่วงชัชวาล

แรกเริ่มเดิมที ดอกดาหลานิยมปลูกกันมากในแถบภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตรอยต่อกับประเทศมาเลเซีย จนได้ชื่อว่าเป็น “ดอกไม้ชายแดน (มาเลเซีย)” และเป็นดอกไม้งามตัวแทนแห่งการรอคอย ประโยคนี้มีที่มาจากตำนานดอกดาหลา…เรื่องรักๆ เศร้าๆ ของหนุ่มสาวต่างศาสนา ได้ถูกถ่ายทอดกันมาจนเป็นตำนานของคู่รักต่างศาสนา ระหว่างหนุ่มไทยที่ข้ามไปทำงานยังประเทศมาเลเซียกับสาวงามที่นั่นซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ด้วยความต่างแห่งศาสนา ทำให้ทั้งสองถูกผู้ใหญ่กีดกันในความรัก ชายหนุ่มเดินทางกลับเมืองไทยด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะกลับมาฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อให้ความรักสมหวัง สาวเจ้าก็ได้แต่รอ แม้ระยะเวลาจะนานแค่ไหนนางก็ยังรอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอจนสิ้นใจ พร้อมกับคำอธิษฐานสุดท้ายว่า หากแม้เกิดใหม่อีกกี่ชาติ ขอเกิดเป็นดอกดาหลา ณ ขอบกั้นกลางระหว่างชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อรอคอยการกลับมาของคนหนุ่มไทยคนรัก จนถึงวันนี้ ไม่ว่าคำอธิษฐานของหญิงสาวจะเป็นจริงหรือไม่ ดอกดาหลาก็บานสะพรั่งไปทั่วทุกพื้นที่ ตั้งแต่ชายแดนมาเลเซียจนครอบคลุมทุกพื้นที่ของเมืองไทย

หลายคนอาจจะรู้จักดอกดาหลาที่เป็นดอกไม้ขนาดใหญ่ สีสันสวยสะดุดตา มีหลายสีคือ ชมพู ขาว แดง และมีคุณสมบัติด้านความงามที่โดดเด่นและไม่เหี่ยวเฉาง่าย หากเป็นคนที่ลงหลักปักฐานอยู่ในจังหวัดทางภาคใต้ โดยเฉพาะแถบชายแดนไทยและมาเลเซีย น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักไม้ดอกชนิดนี้ เพราะดาหลานับเป็นพืชเสริมรายได้หรือพืชแซมสวนยางที่สำคัญชนิดหนึ่ง ด้วยรูปทรงและสีสันที่งดงาม บวกกับความทนทาน ทำให้นิยมปลูกและใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในแง่ของการใช้เป็นไม้ดอกไม้ประดับเท่านั้น แต่ดอกดาหลายังสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้หลากหลาย ทั้งต้มจิ้มน้ำพริก แกงส้ม แกงจืด แกงเผ็ด แกงกะทิ และผสมในข้าวยำที่เป็นอาหารเอกลักษณ์ประจำถิ่นของชาวปักษ์ใต้ หรือบางแห่งก็นำดอกดาหลาไปแปรรูปได้หลายๆ ผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำสมุนไพร ไวน์สมุนไพร น้ำส้ม น้ำยาทำความสะอาด หรือแม้แต่นำไปทำเป็นน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี จากคุณสมบัติด้านความสวยงาม คงทน ไม่บอบช้ำง่าย สะดวกต่อการขนส่ง และที่สำคัญคือ ปลูกง่าย ทนทาน ไม่ต้องดูแลรักษามาก จึงทำให้ดาหลากลายเป็นดอกไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในฐานะไม้ตัดดอกเขตร้อนยอดนิยมในปัจจุบัน

แม้ดอกดาหลาจะเป็นที่เลื่องลือกันในแง่ของการนำมาทำอาหารกินหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่มีบางคนที่คิดตรงข้ามคือ ยังไม่เคยหรือแม้แต่จะคิดลองกินดอกดาหลา เหตุผลคือสวยเกินกว่าจะนำมาทำเป็นอาหารได้ ขอเก็บไว้ชื่นชมให้เป็นบุญตาดีกว่า กระนั้นก็ตาม บางคนที่ชอบรสชาติของดอกดาหลา ชอบที่จะมอบดอกดาหลาให้แก่คนสนิทชิดชอบ แต่ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งเหมือนการมอบดอกไม้อื่นๆ ที่นิยมมอบให้คนพิเศษ เช่น กุหลาบ ลิลลี่ ให้แก่กันนั้น เพราะผู้ที่รับมอบดอกดาหลาจะเข้าใจความต้องการของผู้ที่มอบให้ว่า หมายถึง นำดอกดาหลานี้ไปทำข้าวยำที่มีน้ำบูดูอร่อยๆ มาให้กินซะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ลักษณะคล้ายข่า มีลำต้นใต้ดินเรียกว่า เหง้า (rhizome) ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดของหน่อดอกและหน่อต้น ส่วนลำต้นเหนือดินเป็นกาบใบที่โอบซ้อนกันแน่นคือ ลำต้นเทียม (pseudostem) ลำต้นเทียมเหนือดิน สูง 2-3 เมตร มีสีเขียวเข้ม

ใบ รูปร่างยาวรี กลางใบกว้างแล้วค่อยๆ เรียวไปหาปลายใบ และฐานใบ ไม่มีก้านใบ ผิวเกลี้ยงทั้งด้านบนและด้านล่าง ยาว 30-80 เซนติเมตร กว้าง 10-15 เซนติเมตร เส้นกลางใบปรากฏชัดทางด้านล่างของใบ

ดอก เป็นดอกช่อ มีลักษณะดอกแบบ head ประกอบด้วย กลีบประดับ (Bracts) มี 2 ขนาด ส่วนโคนประกอบด้วย กลีบประดับขนาดใหญ่ มีความกว้างกลีบ 2-3 เซนติเมตร จะมีสีแดงขลิบขาวเรียงซ้อนกันอยู่และจะบานออก ประมาณ 25-30 กลีบ มีกลีบประดับขนาดเล็กอยู่ส่วนบนของช่อดอก ความกว้างกลีบ ประมาณ 1 เซนติเมตร ซึ่งมีสีเดียวกับกลีบประดับขนาดใหญ่ กลีบประดับขนาดเล็กนี้จะหุบเข้าเรียงเป็นระดับ มีประมาณ 300-330 กลีบ ภายในกลีบประดับขนาดใหญ่ที่บานออกจะมีดอกจริงขนาดเล็ก กลีบดอกสีแดง ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศอยู่จำนวนมาก ดอกบานเต็มที่มีขนาดความกว้าง ประมาณ 14-16 เซนติเมตร ความยาวช่อ 10-15 เซนติเมตร มีก้านช่อดอกยาว 30-150 เซนติเมตร ลักษณะก้านช่อดอกแข็งตรง ดอกมีสีแดง ชมพูเข้ม ชมพูอ่อน และสีขาว ออกดอกตลอดปี แต่จะให้ดอกดกที่สุดในช่วงฤดูร้อน เดือนมีนาคม-พฤษภาคม

การขยายพันธุ์ : แยกหน่อ แยกเหง้า ปักชำหน่อ วิธีแยกหน่อจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ได้ปริมาณน้อย การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ นอกจากได้ปริมาณจำนวนมากแล้วยังให้สีดอกตรงตามลักษณะต้นแม่พันธุ์ และหากได้มีการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ดอกและก้านดอกมีขนาดเล็กลง มีน้ำหนักเบา พร้อมกับให้มีสีหลากหลายยิ่งขึ้น ก็จะเป็นไม้ตัดดอกส่งออกได้อีกทางหนึ่งในอนาคต

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต : เติบโตได้ดีในที่มีแสงแดดรำไรหรือที่ร่มไม้ยืนต้น ถ้าหากโดนแดดจัดเกินไป สีของกลีบประดับจะจางลง และทำให้ใบไหม้ สามารถปลูกได้ทุกฤดู ฤดูปลูกที่เหมาะสมที่สุดคือ ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ซึ่งดาหลาจะมีการเจริญเติบโตทางด้านลำต้นและแตกหน่อ ช่วงที่ดาหลาแตกหน่อได้มากคือ เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

สรรพคุณทางสมุนไพร : มีสรรพคุณช่วยแก้ลมพิษ แก้โรคผิวหนัง มีรสเผ็ดร้อนจึงช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีรสเปรี้ยว และมีสีแดงเข้ม ทำให้พบว่ามีวิตามินซีสูง และมีแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยบำรุงเลือดช่วยให้ผิวพรรณดี

 

พฤกษาเรียกนามตามถิ่น รอหล่นลงดิน หรือเด็ดดม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาเรียกนามตามถิ่น รอหล่นลงดิน หรือเด็ดดม

ทั่วถิ่นไทย มีพฤกษา แต่ละภาค

ไม่ลำบาก รู้จักชื่อ คือท้องถิ่น

ต้นอะไร ดอกอะไร เด็ดดมกิน

มิมีสิ้น สูญพันธุ์จากวันวาน

มิ่งไม้งาม ตามถิ่น ทุกถิ่นที่

ย่อมจะมี ที่มาหาเรียกขาน

จึงเรียกชื่อ กำกับไว้ เป็นตำนาน

แล้วสืบสาน ชื่อนั้น ถึงวันนี้

บทกลอนสะท้อนความรู้สึก ด้วยอยากจะกราบคารวะบรรพบุรุษของเรา ทุกภาคถิ่นที่ได้สืบสานชื่อเรียกต้นไม้ ดอกไม้ แต่ละชนิดพันธุ์ โดยที่เชื่อว่าท่านเหล่านั้นสื่อสารชื่อต่างๆ ก่อนที่นักวิชาการจะมีโอกาสได้นำไปตรวจ DNA เข้าห้องปฏิบัติการพฤกษศาสตร์ แล้วกำหนดคุณสมบัติทางสรีระใดๆ โดยเครื่องมือปฏิบัติการ Botany ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นที่น่าภาคภูมิใจในบรรพบุรุษเราเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านเรียกขานนามพรรณไม้ต่างๆ ด้วยความสามารถพิเศษเลิศล้ำให้เราได้รู้จัก แล้วสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ฉบับที่ผ่านมาได้เขียนถึง “พฤกษาเรียกนามตามถิ่น ดู ดม เด็ด ดื่ม ดองกินได้” โดยมีข้อมูลจากหนังสือ “ไม้งามตามถิ่น” ที่จัดพิมพ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ สิงหาคม 2547 จัดพิมพ์โดย มูลนิธิสวนหลวง ร.9 มีภาพประกอบคำบรรยายลักษณะ ต้น ดอก ใบ ไว้สมบูรณ์ พร้อมทั้งที่มาของชื่อต้น ดอก ตามท้องถิ่น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด นั้น แล้วรู้จักเผยแพร่มาถึงทุกวันนี้

ด้วยแต่ละท้องถิ่น ทุกภาคของประเทศไทยเรา มีที่มาของชื่อพันธุ์ไม้ที่เรียกขานรู้จักมากมาย ดังที่ได้เขียนรายละเอียดในฉบับที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าหลายท่านอาจจะยังไม่เคยเห็น ต้น ดอก ใบ หรือสัมผัสจริงตามธรรมชาติทุกชื่อนาม จึงขอคัดสรรนำเสนอเพิ่มเติมต่อจากฉบับที่ผ่านมา เพื่อจะสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ และเสริมความภาคภูมิใจของแต่ละภาคถิ่นนั้นๆ ด้วย

1. กรวย มีชื่ออื่น คือ กรวยน้ำ กรวยสวน และจุมพร้า กรวย เป็นที่มาของชื่อ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ออกดอกเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน

2. เขว้า ชื่ออื่น ตุ้มกว้าว กว้าว ขว้าว เขว้า เป็นที่มาของชื่อ อำเภอเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ออกดอกเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม

3. แขม ชื่ออื่น หญ้าโพลา common reed เป็นที่มาของชื่อ เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร พบตามที่ลุ่มน้ำขัง หรือบริเวณแหล่งน้ำ

4. คนทิสอ ชื่ออื่น ดินสอ คนทิสอขาว คุนตีสอ โคนดินสอ เป็นที่มาของชื่อ บางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ออกดอกและติดผลเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม

5. จิกทะเล ชื่ออื่น จิกเล โดนเล อามุง เป็นที่มาของชื่อ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ออกดอกเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม ติดผลเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม

6. ดอกคำใต้ ชื่ออื่น กระถิน กระถินเทศ กระถินหอม เป็นที่มาของชื่อ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ออกดอกเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม

7. ตองตึง ชื่ออื่น พลวง ตึง ตึงขาว เป็นที่มาของ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

8. ติ้วขาว ชื่ออื่น ติ้วส้ม แต้วหอม เป็นที่มาของชื่อ อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ออกดอกเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม ติดผลเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน

9. นุ่น ชื่ออื่น ง้าว งิ้วน้อย งิ้วสร้อย Kapok เป็นที่มาของชื่อ บ้านท่านุ่น จังหวัดพังงา และบ้านท่านุ่น จังหวัดกระบี่ ออกดอกและติดผลเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม

10. ฝาง ชื่ออื่น ฝางส้ม Sappan tree เป็นที่มาของชื่อ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ออกดอกเดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม ติดผลเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคม

11. มะกอก ชื่ออื่น กอกกุก กอกเขา กอกหมอง เป็นที่มาของชื่อ บ้านดอนมะกอก จังหวัดเพชรบุรี ออกดอกเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม ติดผลเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม

12. มะตูม ชื่ออื่น มะปิน ตูม Bilak เป็นที่มาของชื่อ อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม และชื่ออำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ออกดอกเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม

13. เม็ก ชื่ออื่น ไคร้เม็ด เม็ดชุน เสม็ดเขา เสม็ดแดง เป็นที่มาของชื่อ อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ออกดอกและติดผลเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม

ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พอจะเป็นตัวอย่างมวลพฤกษา ที่เป็นที่มาของชื่อเรียกขานตามแต่ท้องถิ่น ทุกภาคของประเทศ ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างออกไปอีกตามแต่ละท้องถิ่น หมู่บ้าน และอาจจะไปซ้ำกับบางต้น บางดอก ที่เราเคยรู้จัก แต่ชี้ให้เห็นว่า ชื่อนั้นๆ ก็เรียกกันตามท้องถิ่นนั้นๆ สุดแต่ใครจะรู้จักเข้าใจตรงกัน

เพลง ดอกไม้ใกล้มือ

คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล

ขับร้อง มัณฑณา โมรากุล

ทำนอง เวส สุนทรจามร

มวลเหล่าดอกไม้ใกล้มือ เป็นสื่อให้คนเด็ดถือชมเชย

เจ้าอยู่ในที่เปิดเผย เขาใคร่เชยเห็นเจ้าก็เลยเด็ดมา

คนเด็ดก็เพราะมันใกล้ ใครใกล้เด็ดไปได้สมอุรา

บานล่อใจใครจะรู้ค่า ต่างปรารถนาจะได้ชม

ทิ้งไว้หมองไหม้เสียเปล่า ขืนปล่อยเจ้า ผึ้งไม่เคล้าก็เฉาด้วยลม

ทิ้งใยให้ตรม เหยื่อผึ้งเหยื่อลม ให้คนเขาชมดีกว่า

ดีกว่าจะทิ้งคาต้น โรยหล่นผู้คนไม่เห็นราคา

เจ้าใกล้มือเจ้าต้องถือว่า ไม่ใช่ดอกฟ้าที่ห่างไกล

ชื่อนั้นสำคัญไฉน มีคนกล่าวไว้นานแล้ว เชื่อว่าทุกคนจะรับรู้ความหมาย เพียงแต่ความเห็นอาจจะไม่ตรงกัน ความเชื่อไม่เหมือนกัน ดังเช่นการที่ต้องเปลี่ยนชื่อเพื่อถูกโฉลก หรือเพื่อความเป็นมงคล สำหรับชื่อดอกไม้ ต้นไม้ บางต้น ถูกเรียกขานนามตามท้องถิ่น หรือในแต่ละภาค บางชื่อฟังแล้วน่ากลัวมาก แต่น่ากินหรือชอบกิน บางต้น บางดอก ชื่อไพเราะอ่อนพริ้ม แต่กินแล้ว ขม คัน ผิวปากไหม้ หากจะยกตัวอย่างก็เรื่องอีกยาว

บทเพลง ดอกไม้ใกล้มือ ก็เป็นคำเปรียบเปรยที่มีที่มาจากความจริงของพฤติกรรมของคนที่ฉกฉวย เด็ดดมตามสะดวก หรือเอาแต่ง่าย อาจจะโชคดีที่ไม่เจอะเจอ “มาลีมีพิษ” บางคนไม่ได้รู้จักชื่อแซ่ก็ยังเด็ด ดม ดอง กิน ไม่รู้ว่าดอกไม้ให้ท่าทีหรือนิสัยไม่ดีของคนชอบเด็ด

เพลง ดอกไม้ใกล้มือ เป็นเหมือนตำนาน บ่งบอกพฤติกรรมของคน ถ้ากล่าวถึงอายุ เพลงก็เกินกว่า 64 ปี แล้ว (บันทึกเสียงครั้งแรก พ.ศ. 2493) หากเปรียบเทียบว่า ถ้าเปิดเพลงนี้ 1 ครั้ง จะต้องเด็ดดอกไม้ 1 ดอก ข้อสรุปกล่าวได้ว่า ดอกไม้ถูกเด็ดไปแล้วนับเกือบแสนดอก เพราะว่าหากเพียงแค่ดูผ่าน You Tube มีคนฟังจากต้นฉบับ คุณมัณฑณา โมรากุล มากกว่าหมื่นครั้ง และฟังผ่านคุณ “คำหวาน วีรเวศร์” อีกเกือบ 30,000 ครั้ง แต่ถ้าหากนับรวมตั้งแต่บันทึกเสียงมา มีคนเปิดฟังทั้งแผ่นเสียง เทป ซีดี รวมสถานีวิทยุ ดอกไม้ใกล้มือ ที่ว่า คงถูกเด็ดไปแล้วหลายร้อยหลายพันแปลงปลูกรวมเป็นแสนดอก

ใครที่มักง่ายนัก ชอบเด็ดทั้งดอกฟ้าและดอกหญ้าข้างทาง ระวังนะ เจอดอกหมามุ่ยแล้วจะรู้สึก อ๋อ! หรือจะอ้างว่ากำลังหาเมล็ดหมามุ่ย

 

ว่านหางจระเข้ ยังทำเงินดี ที่ราชบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

เทคโนโลยีการเกษตร

เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน รูป/เรื่อง

ว่านหางจระเข้ ยังทำเงินดี ที่ราชบุรี

พูดถึง ต้นว่านหางจระเข้ น้อยคนที่จะไม่รู้จัก เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกกันอยู่ทั่วไป เป็นพืชที่มีประโยชน์ทางยา อีกทั้งรับประทานได้ บ้านหนึ่งมีไว้ต้นสองต้น ก็พอได้ใช้งาน

นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย (มาก) ปลูกทิ้งๆ ไว้ก็ไม่ตาย เกือบจะเรียกได้ว่า แทบจะไม่ต้องการการดูแลเลยทีเดียว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ว่านหางจระเข้ เป็นพืชที่มีเนื้ออวบ มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และตอนใต้ของแอฟริกา

พันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากกว่า 300 ชนิด มีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มาก ไปจนถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ลักษณะเด่นก็คือ มีใบแหลมคล้ายเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ส่วนดอกจะออกในช่วงฤดูหนาว มีสีต่างๆ กัน ทั้งเหลือง ขาว แดง ขึ้นอยู่กับพันธุ์

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ว่านหางจระเข้รับประทานได้ อีกทั้งมีสรรพคุณเป็นยา ส่วนใหญ่นำมาทำเป็นน้ำว่านหางจระเข้ ดื่มแก้กระหาย ส่วนวุ้นสดๆ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรังได้ดี เนื่องจากวุ้นในใบว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณรักษาแผล ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย

หลายปีมาแล้ว ว่านหางจระเข้ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย แต่แล้วกระแสก็แผ่วไป กระนั้นด้วยสรรพคุณที่มีอยู่ในตัวเองของพืชชนิดนี้ ก็ยังทำให้พืชตัวนี้ยังคงอยู่ในตลาด และความนิยมการบริโภคของผู้บริโภคก็มีอยู่อย่างสม่ำเสมอ ดังจะเห็นได้จากน้ำว่านหางจระเข้ ที่ยังมีขายในท้องตลาด

แหล่งปลูกว่านหางจระเข้ แหล่งหนึ่งที่จะพาไปชมในคราวนี้ อยู่ที่ ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ที่เกษตรกรผู้ปลูกสามารถสร้างรายได้ถึงวันละหมื่นบาทเลยทีเดียว

พี่คณิต สุขสว่าง เจ้าของแปลงปลูกว่านหางจระเข้ 5 ไร่ เล่าว่า แต่ก่อนเคยปลูกพืชผักมาหลายชนิด ทั้งหน่อไม้ฝรั่ง แตงกวา ถั่วฝักยาว กล้วยหอม แต่ต้องลงทุนค่าสารเคมีและแรงงานมาก จึงมองหาพืชอื่นที่ปลูกได้ง่ายกว่า จึงมาลงตัวที่ว่านหางจระเข้ที่ปลูกง่าย ดูแลรักษาง่าย เก็บง่าย และขายได้แน่นอน

เหตุที่บอกว่าขายได้แน่นอนก็เพราะมีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมารับซื้อไปทำน้ำว่านหางจระเข้

“ก่อนหน้านี้ปลูกพืชหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นผัก แต่พวกผักต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยา ซึ่งเป็นต้นทุนที่มีราคาแพง และค่าแรงก็แพง เลยมองหาพืชตัวใหม่ ที่ไม่ต้องดูแลมาก” พี่คณิต ว่าอย่างนั้น

ในที่สุด จึงหันมาปลูกว่านหางจระเข้ เนื่องจากไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องฉีดยา หลังจากปลูกแล้ว ก็ให้น้ำสม่ำเสมอ จากนั้นก็ตัดกาบใบขายได้

ส่วนการดูแลอื่นๆ ก็ต้องแซะหน่อ แยกออกบ้าง หากไม่แยกหน่อ กาบใบจะเล็ก ไม่ได้ขนาดสำหรับการตัดขาย

กาบใบตัดส่งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ที่รวมตัวกันทำน้ำว่านหางจระเข้ รสชาติต่างๆ ส่งขาย ดังนั้น จึงนับว่ามีแหล่งส่งขายได้แน่นอน

“พืชชนิดนี้ เป็นพืชที่ดูแลง่ายที่สุดแล้ว เพราะเป็นพืชทนแล้ง ไม่ค่อยมีโรคแมลง” พี่คณิต ว่าอยางนั้น

ว่านหางจระเข้ที่สวนแห่งนี้มีให้ตัดเกือบทุกวัน วันละราว 2,500 กิโลกรัม ในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 4 บาท นั่นหมายความว่าจะมีรายได้ 10,000 บาท ทุกวัน

ว่านหางจระเข้ที่ตัดมาแล้ว จะนำส่วนวุ้นในกาบไปใช้ประโยชน์ ทำน้ำว่านหางจระเข้ ทั้งรสใบเตย รสอัญชัน เป็นต้น

และเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ก็มีพ่อค้าแม่ค้า มารับซื้อเฉพาะเนื้อวุ้น ในราคากิโลกรัมละ 8-10 บาท พี่คณิตก็เพียงแต่ปอกเปลือกด้านนอกออกเท่านั้นเอง ได้ราคาแพงขึ้น แต่ก็ต้องใช้แรงงานมากขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อต้นว่านหางจระเข้แตกหน่อ ก็สามารถตัดไว้เป็นต้นพันธุ์ หรือนำไปขายต่อได้อีกด้วย

ใครที่สนใจอยากทำการเกษตร ว่านหางจระเข้ก็เป็นพืชที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่ง เพียงแต่ต้องมั่นใจว่าจะมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน หรือมีตลาดรับซื้อที่แน่นอนอยู่แล้วนั่นเอง

สนใจติดต่อได้ที่ โทร. (080) 271-8888 และ (081) 821-5242

ว่านหางจระเข้ เป็นพืชอวบน้ำ ลำต้นสั้น หรือไม่มีลำต้น สูง 60-100 เซนติเมตร ใบหนา ขอบใบหยัก มีฟันเล็กๆ สีขาว ออกดอกในฤดูร้อน ดอกเป็นดอกห้อย วงกลีบดอกสีเหลือง รูปหลอด ยาว 2-3 เซนติเมตร

ว่านหางจระเข้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ทำน้ำสมุนไพรว่านหางจระเข้ ส่วนวุ้นสดใช้เป็นยาสมานแผลได้

การปลูก ใช้หน่ออ่อน ขึ้นได้ดีในดินทราย และมีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ จะปลูกในกระถางก็ได้ ในแปลงปลูกก็ได้ ระยะห่างระหว่างต้นและแถว ประมาณ 1 ศอก เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก และมีการระบายน้ำดี หากการระบายน้ำไม่ดี จะทำให้รากเน่า นอกจากนี้ ยังเป็นพืชที่ชอบแดดรำไร