ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ชุมชนคนมอญ แถบลุ่มน้ำแม่กลอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร. บุญยงค์ เกศเทศ

วิถีชีวิต และวัฒนธรรม ชุมชนคนมอญ แถบลุ่มน้ำแม่กลอง

สายน้ำแม่กลอง เกิดจากการรวมตัวของ “ลำน้ำแควใหญ่” ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ในเขตจังหวัดตาก ไหลผ่านอำเภอศรีสวัสดิ์ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า แม่น้ำศรีสวัสดิ์ และ “แควน้อย” เกิดจากเทือกเขาในบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ไหลผ่านอำเภอไทรโยค เรียกว่า แม่น้ำไทรโยค ไหลมารวมกันที่ “ตำบลปากแพรก” อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี กลายเป็นลำน้ำแม่กลอง

สองฟากฝั่งลำน้ำแม่กลอง ไหลผ่านจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณอำเภอเมือง อำเภอท่าม่วง อำเภอท่าเรือ และอำเภอท่ามะกา ผ่านจังหวัดราชบุรี บริเวณอำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม อำเภอเจ็ดเสมียน อำเภอเมืองราชบุรี จนออกสู่ทะเลอ่าวไทย ในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสงคราม

ลำน้ำแม่กลอง ไหลอยู่ทางด้านตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เกิดเป็นที่ราบลุ่มส่วนหนึ่งต่อเนื่องกับที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์และเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ จึงมีผู้คนกลุ่มต่างๆ ทั้ง ไทย จีน มอญ ลาว ละว้า เขมร เป็นต้น เข้ามาตั้งถิ่นฐานนับแต่อดีตจนถึงสมัยกรุงเทพฯ

ทางด้านตะวันตก มีเทือกเขาถนนธงชัย-ตะนาวศรี เป็นพรมแดนกั้นเขตแดนไทยกับเมียนมาร์ มีช่องทาง ช่องเขาหลายแห่ง โดยเฉพาะด่านเจดีย์สามองค์ ด่านบ้องตี้ และด่านเจ้าเขว้า ให้ผู้คนทั้งสองดินแดนได้ไปมาหาสู่ และค้าขายกัน ตลอดจนเป็นเส้นทางเดินทัพทำสงครามระหว่างพม่ากับไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อเนื่องมาจนถึงช่วงต้นๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์

ทั้งเป็นเส้นทางอพยพของมอญที่หนีพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสยาม โดยเข้ามาอยู่ในระบบไพร่ เป็น “ไพร่ส่วยทอง” มีหน้าที่ร่อนทอง แถบเมืองทองผาภูมิ หรือถูกเกณฑ์ไปหาไม้รวกสวยๆ ไว้ทำด้ามพระแสงหอก เป็นต้น ส่งให้กับกรุงเทพฯ

จนล่วงมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดฯ เปลี่ยนให้เป็น “ไพร่ทำอิฐ” เพื่อสร้างพระราชวัง ที่เมืองราชบุรี

ชุมชนเหล่านี้มักเรียกว่า ด่าน บ้านด่าน หรือ เมืองด่าน ปรากฏในสมัยกรุงธนบุรี มีชุมชนมอญในบริเวณนี้ถึง 7 แห่ง ที่ทางการสยามให้ตั้งชุมชนเป็น “บ้านด่าน” ต่อมาเรียกว่า “รามัญ 7 เมือง” มีชื่อเมืองในเอกสารสมัย รัชกาลที่ 4 และ รัชกาลที่ 5 ได้แก่ เมืองทองผาภูมิ เมืองท่าขนุน เมืองไทรโยค เมืองท่าตะกั่ว เมืองลุ่มสุ่ม เมืองสมิงสิงหบุรี (เอกสารรัชกาลที่ 4 ใช้เมืองสมิงขะบุรี) และเมืองท่ากระดาน

ชุมชนมอญได้ตั้งถิ่นฐานหนาแน่นอยู่บริเวณริมสองฝั่งลำน้ำแม่กลอง นับตั้งแต่บ้านโป่งลงไปถึงบ้านเจ็ดเสมียน หรือโพธาราม ส่วนคนไทย ลาว เขมร จีน นั้น กระจายอยู่เป็นกลุ่มๆ ไม่หนาแน่นนัก วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนหรือหมู่บ้านไทย มอญ ลาว เขมร เพราะต่างนับถือศาสนาพุทธเหมือนกัน

ชุมชนคนมอญ ตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยบริเวณรอบๆ วัดต่างๆ แถบฝั่งตะวันออกของลำน้ำแม่กลอง เช่น วัดบ้านโป่ง วัดตาผา วัดใหญ่นครชุมน์ วัดหัวหิน วัดบ้านหม้อ วัดป่าไผ่ วัดคงคาราม วัดไทรอารีรักษ์ วัดโพธาราม วัดโชค เป็นต้น

ส่วนฝั่งตะวันตกของลำน้ำแม่กลอง ชุมชนคนมอญตั้งบ้านเรือนอยู่แถบบริเวณรอบๆ วัดตาล วัดโพ (วัดโพธิ์โสภาราม) วัดท่าข้าม (วัดมะขาม) วัดม่วง วัดบัวงาม วัดเกาะ วัดม่วงราษฎร์ศรัทธา วัดเฉลิมอาสน์ เป็นต้น

ผู้คนมอญเรียกตนเองว่า “รมัน” แล้วเพี้ยนมาเป็น “มอญ” และเรียกชื่อประเทศว่า “รามัญประเทศ” ส่วนพม่ามักเรียกคนมอญว่า “ตะเลง”

เส้นทางที่ชนชาวมอญอพยพเข้าสู่สยามมีหลายเส้นทาง เช่น ทางด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี ด่านแม่ละเมา แม่สอดจังหวัดตาก เข้ามาทางจังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาทางเมืองอุทัยธานี เป็นต้น

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่า ชาวมอญอพยพเข้าสู่อาณาจักรสยามครั้งสำคัญ ถึง 9 ครั้ง สมัยกรุงศรีอยุธยา 6 ครั้ง สมัยเมื่อครั้งพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ตีกรุงหงสาวดี และเมาะตะมะแตก ได้อพยพเข้าสยามในปี พ.ศ. 2081, 2085 สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ. 2112-2133) สมัยสมเด็จพระนเรศวร (พ.ศ. 2311-2148) สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2173-2198) สมัยสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ. 2199-2231) สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. 2275-2301) สมัยกรุงธนบุรี 1 ครั้ง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 2 ครั้ง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ใน ปี พ.ศ. 2438 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้มีการปฏิรูป จัดระเบียบการปกครองใหม่ ให้ยกเลิกเมืองด่านตะวันตก “รามัญ 7 เมือง” ในจังหวัดกาญจนบุรี โดยยุบลงเป็นหมู่บ้านและกิ่งอำเภอ

เมืองทองผาภูมิ ยุบเป็นหมู่บ้าน อยู่ในเขตกิ่งอำเภอสังขละบุรี

เมืองท่าขนุน ยุบเป็นกิ่งอำเภอสังขละบุรี ขึ้นกับอำเภอวังกะ

เมืองไทรโยค ยุบเป็นกิ่งอำเภอไทรโยค ขึ้นกับอำเภอวังกะ

เมืองท่าตะกั่ว ยุบเป็นหมู่บ้าน อยู่ในเขตกิ่งอำเภอไทรโยค

เมืองลุ่มสุ่ม ยุบเป็นหมู่บ้าน อยู่ในกิ่งอำเภอไทรโยค

เมืองสิงห์ ยุบเป็นหมู่บ้าน อยู่ในเขตอำเภอเมืองกาญจนบุรี

เมืองท่ากระดาน ยุบเป็นหมู่บ้าน อยู่ในเขตกิ่งอำเภอศรีสวัสดิ์

บุตรหลานเชื้อสายเจ้าเมืองรามัญทั้ง 7 ส่วนใหญ่ยังคงตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ในเขตตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม ทั้งสองฝั่งแม่น้ำแม่กลอง บางส่วนกระจายอยู่ในเขตอำเภอบ้านโป่ง มีสกุลที่ใช้หลายสกุล เช่น สกุล เสลานนท์ เสลาคุณ ในเขตเมืองทองผาภูมิ สกุล หลักคงคา ในเมืองท่าขนุน สกุล นิไชยโยค นิโครธา นิไทรโยค พระไทรโยค มะมม ในเขตเมืองไทรโยค

สกุล ชินอักษร ชินบดี ชินหงษา มัญญหงส์ ท่าตะกั่ว ในเขตเมืองท่าตะกั่ว สกุล นินบดี นิลบดี นินทบดี จ่าเมือง หลวงบรรเท่า หลวงพันเทา พระบรรเทา ในเขตเมืองลุ่มสุ่ม สกุล สิงคิบุรินทร์ ธำรงโชติ ในเขตเมืองสมิงสิงหบุรี สกุล พลบดี ตุลานนท์ ในเขตเมืองท่ากระดาน เป็นต้น

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ภาวนา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 580

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

ภาวนา

บทเรียนจากการผ่าตัดมะเร็งครั้งสำคัญของชีวิต เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 บอกตัวเองว่า การเจริญสติไว้บ่อยๆ มากๆ เป็นที่พึ่งได้ยามเจ็บป่วยขั้นวิกฤติของชีวิต การเผชิญหน้ากับภาวะใกล้ตาย นับเป็นประสบการณ์สำคัญยิ่ง ได้สัมผัสความรู้สึกสดๆ ชัดๆ ในขณะนั้นจริงๆ เวลาที่หมดสติสมปฤดีกับความตายคงไม่แตกต่างกันเท่าไร ข้อแตกต่างก็เพียงว่า การหมดสติสมปฤดีเพื่อการผ่าตัดมีหวังกลับฟื้นคืนมีสติขึ้นมา แต่ความตายไม่มีโอกาสกลับฟื้นคืนมามีสติได้อีก

ความรู้สึกเฉียดฉิวกับความตาย ทำให้เห็นค่าของการมีสติสมปฤดีและเห็นคุณค่าของการมีชีวิตมากขึ้น ความรู้สึกไม่ประมาทเข้ามาเยือนบ่อยๆ ว่า ผ่านการตายหลอกมาแล้วนะ ความตายจริงจะมาเยือนเมื่อไร ไม่มีใครทราบได้ แม้แต่ตัวเราเอง

ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ทำให้ระลึกถึงคำถามที่หลวงพ่อพุทธทาสตั้งเป็นชื่อหนังสือขึ้นมาชุดหนึ่งว่า เกิดมาทำไม

อาจจะอายุมากขึ้นทุกเวลาทำให้สนใจคติธรรมที่เคยฟัง แล้วนำมาใคร่ครวญมากขึ้น คำว่า เกิดมาทำไม จึงน่าสนใจ น่าคิดมาก หลังจากฟื้นขึ้นมาจากภาวะเฉียดตาย สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านไป แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ชีวิตที่เหลืออยู่ควรทำอะไรดี ให้มีประโยชน์ก่อนจะพบกับภาวะแห่งความตายที่แท้จริง อันไม่สามารถจะกลับมาหายใจและมีสติสมปฤดีอีกต่อไปได้

หากอ่านหนังสือหลวงพ่อพุทธทาส ชุดเกิดมาทำไม ต่อไป ท่านจะให้คำตอบว่า เกิดมาเพื่อจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้

อะไร คือสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้

หลายคนอาจจะตอบคำถามนี้ด้วยตนเอง สุดแล้วแต่ความปรารถนาจะพาไป หากคนรู้จุดหมายปลายทางแล้ว ก็ตอบได้ทันทีเช่น เกิดมาเพื่อให้มีทรัพย์สินมากที่สุด เกิดมาเพื่อให้มีชื่อเสียงมากที่สุด เกิดมาเพื่อคว้าเกียรติยศในช่วงต่างๆ ของชีวิตมาครอบครองให้จบสิ้น เกิดมาเพื่อให้ได้รับความสุขและสนุกสุดเหวี่ยงสุดฤทธิ์สุดเดช หรือเกิดมาเพื่อสะสมบุญเป็นทุนเพื่อเกิดชาติหน้าให้ดีกว่าชาตินี้ บางคนบอกว่า จะเกิดมาเพื่อหยุดเกิดอีก

หลวงพ่อพุทธทาส ช่วยตอบปัญหาข้อนี้ไว้ว่า ความสงบเย็น หรือนิพพาน คือ สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ

นับเป็นคำตอบที่เบ็ดเสร็จสะเด็ดน้ำอยู่ไม่น้อย คำตอบนี้จะเป็นกุญแจเปิดประตูสู่จุดเริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด ให้ชีวิตได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งทีเดียว

ความสงบจะเป็นจุดบรรจบนัดพบของทุกสิ่ง ความสงบคือ ความจริงที่ยิ่งใหญ่ ความสงบมีอยู่กับทุกคน ไม่ยกเว้นใครๆ เข้าถึงความสงบได้ไม่ทุกข์จริง

ทุกคนสัมผัสความสงบได้ แต่มากน้อยคงไม่เท่ากัน ถ้าใจวุ่นมากแล่นไปหาอารมณ์ต่างๆ มาก ความสงบก็จะลดน้อยลง ถ้าใจแล่นไปหาอารมณ์ต่างๆ น้อย ความสงบก็จะมีมาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า การฝึกจิตเป็นความดี

การฝึกก็คือ ฝึกให้จิตเกาะติดอยู่กับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเฉพาะหน้าในปัจจุบันขณะ

วิธีดั้งเดิมที่สุดที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ คือ ฝึกจิตให้คิดอารมณ์เดียว

ในภาษาธรรมะ สิ่งที่จิตคิด เรียกว่า อารมณ์ เช่น กำลังคิดถึงบ้าน เรียกว่ามีบ้านเป็นอารมณ์ คิดถึงต้นไม้อยู่ ก็เรียกว่า มีต้นไม้เป็นอารมณ์

คิดถึงน้ำอยู่ ก็เรียกว่ามีน้ำเป็นอารมณ์ คิดถึงงานอยู่ ก็เรียกว่า มีงานเป็นอารมณ์

เป็นอันว่า คิดถึงอะไรอยู่ ก็มีสิ่งนั้นเป็นอารมณ์

พระพุทธเจ้าสอนให้คิดถึงลมหายใจเข้าออกเป็นหลัก ก็เรียกว่า มีลมหายใจเป็นอารมณ์

ลมหายใจเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง สัมผัสง่ายใกล้ตัวที่สุด คิดถึงได้ตรงๆ สดๆ ง่ายๆ ไม่ต้องจินตนาการใดๆ เลย รู้ตรงไปตรงมาจนชินจนคุ้นเคยจนจิตวนเวียนอยู่กับลมหายใจมากกว่าไปคิดเรื่องอื่น

ลมหายใจ เป็นทั้งแหล่งชีวิตและแหล่งธรรม

ให้ชีวิตฝ่ายกายให้รอดจากความตาย

และให้ชีวิตทางใจคือความสงบชื่นบานด้วย ลมหายใจจึงควรค่าแก่การให้ความสนใจดูแลอย่างทะนุถนอมที่สุด ควรดูแลอย่างใกล้ชิดอย่าให้พลาดไปจากใจ

ลมหายใจให้กำเนิดเกิดชีวิต ลมหายใจคือ ยอดมิตรสถิตมั่น

ลมหายใจคือ แหล่งธรรมที่สำคัญ ลมหายใจอยู่กับฉันตลอดไป

การภาวนาจึงเข้าทำนองของการแสดงความกตัญญูในฐานะผู้ให้กำเนิดและรักษาชีวิต ในฐานะมิตรแท้ที่อยู่ด้วยไม่ห่างไปไหน ในฐานะแหล่งกำเนิดธรรมที่เป็นอาหารใจที่สำคัญที่สุด เราจึงให้ความสนใจ ดูแลรักษาลมหายใจอย่างใกล้ชิด เมื่อดูแลอย่างแนบแน่นใกล้ชิดจริงๆ ก็จะได้รับอาหารใจคือ พระธรรม เป็นรางวัล

หากพยายามจะรู้เฉพาะลมหายใจ แต่ใจก็ยังชอบเที่ยวไป ไม่ยอมจับจ่ออยู่กับลมหายใจอย่างแน่วแน่นัก นักปฏิบัติทั้งหลายจึงคิดอุบายให้ใจได้ยึดเหนี่ยวขณะที่หายใจเข้าออก ด้วยการบริกรรมกำกับว่า พุทโธ หรือ ลองหายใจแบบสบายๆๆ ใช้คำบริกรรมว่า พุท หายใจเข้า โธ หายใจออก ติดต่อกัน ลองสังเกตดูว่า ช่วยให้จิตอยู่ใกล้ๆ ตัวได้ดีเพียงใด

พุทเข้า โธออก พุทเข้า โธออก

สติคอยบอกว่า รู้ตื่นเบิกบาน

ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกจนชำนาญ

รู้ตื่นเบิกบาน ทุกลมหายใจ

เวลาที่ฝึกทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม สัมผัสความรู้ตื่นและเบิกบานที่เป็นมาจากการที่จิตได้พักอยู่กับอารมณ์เดียว สัมผัส ความรู้ที่เพิ่มความถี่และกินพื้นที่มากขึ้น ความตื่นตัวและความเบิกบานก็ติดตามเป็นผลมาสม่ำเสมอ สัมผัสได้ตรงๆ ไม่ต้องผ่านจินตนาการใดๆ ฝึกไปเรื่อยๆๆ จนใกล้ชิดถนัดรวดเร็วเป็นอัตโนมัติที่จะรู้ตื่นเบิกบาน

ความรู้ที่สดและใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่ความไม่รู้เหมือนความสว่างเข้าไปแทนความมืด เหมือนห้องๆ หนึ่งคนเดิมชื่อไม่รู้ออกไป คนใหม่ชื่อคนช่างรู้เข้ามาอยู่แทน

บางคนมีกุศโลบายอื่น เช่น สัมมาอรหัง จะได้ไหม

ได้เหมือนกัน เพราะต่างก็เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งใจให้อยู่กับลมหายใจเท่านั้น เมื่อจิตคุ้นเคยไม่หนีไปไหน ใช้ความรู้บริสุทธิ์เข้าไปรู้เลยก็ได้เปรียบ เหมือนเวลาคนตกต้นไม้ขาหัก ขาที่หักแล้วจะเดินไม่ได้ จึงต้องใช้เฝือกมาช่วยค้ำยันให้กระดูกเข้าที่เข้าทางสนิทและช่วยยันไว้แทนขาเดิมที่หักไปอ่อนกำลังลง ครั้นเมื่อกระดูกเข้ากันได้สนิทแผลติดดีแล้ว ขามีกำลังดังเดิมก็สามารถเดินด้วยเท้าเปล่าที่ไม่ต้องมีเฝือกก็ได้ เมื่อขาหายเป็นปกติดีแล้ว คงไม่มีใครใส่เฝือกต่อไปด้วยเหตุผลว่า โก้เก๋ดี

สัมมาอรหัง ก็เป็นกุศโลบายที่ไม่ต่างกัน เพราะต่างก็เป็นเครื่องช่วยหายใจให้เกิดความรู้ได้เหมือนกับพุทโธนั้นเอง

สัมมาอรหัง สัมมาอรหัง

พวกเรามานั่งเรียนลมหายใจ

ใจอยู่กับกาย ไม่หายไปไหน

รู้ลมหายใจตลอดเวลา

เป้าหมายของการนำคำเหล่านี้มาใช้คือ เป็นเครื่องช่วยหายใจให้เกิดตัวรู้ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการภาวนาทีเดียว

นอกจากนี้ การบริกรรมที่ใช้กันมากคือ พองหนอ ยุบหนอ หรือ ตามรู้เวลาหายใจเข้า จะพบความพอง เวลาหายใจออกจะพบความยุบ ที่พบได้จริงๆ รู้จริงๆๆ จะกำกับความรู้นั้นและตามรู้ทุกอย่างทุกย่างก้าวโดยกำกับด้วยหนอ ก็จะทำให้มีความรู้สึกตัวทั่วถึงถี่มากสงบได้มาก

พองหนอ ยุบหนอ พองหนอยุบหนอ

สติเฝ้ารอดูอะไรเกิดขึ้น

เกิดแล้วดับไป ไม่หวนกลับคืน

ยอมรับไม่ฝืนตามความเป็นจริง

ตามรู้ความเคลื่อนไหวทั้งนามทั้งรูปอยู่ในการเจริญสติที่มีหนอกำกับอยู่อย่างพร้อมมูล หนอก็คือภาวะที่รู้ชัด ณ ขณะนั้น

เมื่อรู้สึกตัวมาก ความไม่รู้สึกตัวก็น้อยไปตาม

เมื่อว่างมาก ความวุ่นก็น้อยลงไป

เมื่อความพักใจจากการไขว่คว้าตามล่าอารมณ์ของใจมีมาก ความสงบก็มีมากขึ้นเรื่อยๆๆๆ ความสุขก็เพิ่มตามขึ้นไปเรื่อยๆ ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรับรองไว้ว่า ความสุขอื่นยิ่งกว่า ความสงบไม่มี

เมื่อความสงบเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ความสุขก็ตามมาครั้งหนึ่ง

การภาวนาคือ การสะสมความสงบ การสะสมความสงบ คือการสะสมความสุขนั้นเอง การภาวนาจึงเป็นทางไปสู่ความสงบสุขทางหนึ่งที่มนุษย์เกิดมาแล้วชาติหนึ่งจะพึงมีพึงได้ ดังที่หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวไว้ว่า เกิดมาเพื่อจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้นั่นเอง

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

“ตักหงาย” ข้าวโพดข้าวเหนียว…ของดีเมืองเลย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ตักหงาย” ข้าวโพดข้าวเหนียว…ของดีเมืองเลย

ข้าวโพดตักหงาย เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเลย ปลูกกันมากในพื้นที่อำเภอภูเรือ อำเภอนาแห้ว และอำเภอด่านซ้าย มีบางส่วนปลูกอยู่ในอำเภอท่าลี่ และอำเภอเมือง รวมประมาณ 2,000 ไร่

ข้าวโพดพันธุ์นี้มีลักษณะเด่นคือ เมล็ดมีสีม่วง กลิ่นหอม เหนียวนุ่มและเคี้ยวไม่ติดฟัน จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วไป

ปัจจุบัน ข้าวโพดตักหงายถูกปนเปื้อนสายพันธุ์และกลายพันธุ์ เพราะเกิดการผสมข้ามกับพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวโพดเทียนพันธุ์อื่นๆ ที่เกษตรกรนำมาปลูกในพื้นที่มากขึ้น ประกอบกับเกษตรกรได้เก็บพันธุ์ไว้ปลูกเองโดยไม่มีการคัดเลือกพันธุ์ ทำให้ลักษณะเด่นของข้าวโพดตักหงายเปลี่ยนไป

เช่น สีเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีขาวและแข็งขึ้น รสชาติและความหอมไม่เหมือนเดิม ปริมาณผลผลิต คุณภาพและการรับประทานลดลงด้วย ฝักมีลักษณะคล้ายข้าวโพดเทียน

ซึ่งลักษณะเฉพาะของข้าวโพดตักหงายคือ ปลายฝักมีเมล็ดพิเศษ รสชาติหวาน นุ่ม เคี้ยวไม่ติดฟัน และมีกลิ่นหอม ขณะรับประทานจะเพลิดเพลินต่อเนื่องจนลืมอิ่ม ทำให้ผู้รับประทานอิ่มมากจนหงายท้อง จึงเป็นที่มาของ คำว่า “ข้าวโพดตักหงาย”

สถานการณ์ของข้าวโพดตักหงายในปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกลดลง เนื่องจากในการปลูกต้องใช้พื้นที่ที่ห่างจากแปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดเทียน และข้าวโพดหวานพันธุ์อื่นๆ เพราะจะทำให้เกิดการผสมข้ามระหว่างข้าวโพด ทำให้ข้าวโพดตักหงายมีสีของเมล็ดและรสชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนข้าวโพดตักหงายดั้งเดิม

ฉะนั้น พันธุ์ข้าวโพดตักหงายที่เกษตรกรปลูกในขณะนี้จึงไม่ใช่สายพันธุ์แท้…

ศูนย์วิจัยพัฒนาการเกษตรเลย จึงได้ทำ “โครงการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดตักหงายสายพันธุ์แท้และให้ผลผลิตสูง” เพื่อคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดตักหงายสายพันธุ์แท้และพันธุ์ดี ให้ได้สายพันธุ์ที่มีผลผลิตสูง และเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวโพดตักหงายซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นไม่ให้สูญหายไป

โดยรวบรวมพันธุ์ข้าวโพดตักหงายพันธุ์พื้นเมืองจากแปลงเกษตรกรหลายพื้นที่ พร้อมกับคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ด้วย

ปัจจุบัน อยู่ระหว่างปลูกทดสอบพันธุ์ชั่วรุ่นที่ 6 โดยมีเป้าหมายปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวโพดตักหงายให้มีลักษณะใกล้เคียงกับพันธุ์ดั้งเดิมมากที่สุด หรือได้สายพันธุ์แท้ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก ทั้งยังเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์หลักของข้าวโพดตักหงาย คาดว่าจะได้เทคโนโลยีในการปลูกข้าวโพดตักหงายเพื่อการค้าด้วย

หากไม่มีการรักษาพันธุ์ดั้งเดิมไว้ อาจทำให้ข้าวโพดตักหงายกลายพันธุ์และเหลือเพียงชื่อ

ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย จึงได้ดำเนินการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดตักหงาย ให้มีลักษณะตรงตามพันธุ์ เริ่มดำเนินการในปี 2552 คัดเลือกข้าวโพดตักหงายด้วยวิธีการแบบจดประวัติ และวิธีการคัดพันธุ์รวม จนปัจจุบันมีความใกล้เคียงข้าวโพดตักหงายสายพันธุ์แท้ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ราก เป็นระบบรากแขนง พบอยู่ในความลึกไม่เกิน 75 เซนติเมตร การเจริญเติบโตเป็นไปในทางขนานกับผิวดิน มีระบบรากอากาศ (เจริญออกมาจากข้อที่อยู่เหนือดิน) ซึ่งรากอากาศนี้จะช่วยพยุงลำต้นไม่ให้ล้ม รากอากาศเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่ดินมีความชื้นสูง

ลำต้น สีเขียว ตั้งตรงมีข้อและปล้องถี่ ใบสีเขียวสด ใบเล็กสั้น ตั้งชัน 45 องศา

ช่อดอก เกสรตัวผู้สีขาวอมเหลือง ก้านชูช่อดอกสั้น เกสรตัวเมียสีขาวอมเหลือง เมื่อผสมเกสรแล้วดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลดำ

อายุออกดอก 52-90 วัน ขึ้นกับฤดูปลูก ในฤดูหนาวอายุการออกดอกยาวนานกว่า

ฝัก มีขนาดเล็ก ความยาวฝัก ประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีจำนวนฝักต่อต้น ตั้งแต่ 4-6 ฝัก

เมล็ด ฝักอ่อนเมล็ดมีสีขาว หลังช่อดอกตัวเมียบาน 20 วัน เมล็ดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวอมชมพูไปจนถึงสีม่วง(ระยะเก็บไปบริโภค) เมื่อแก่จัดเมล็ดจะมีสีม่วงเข้มถึงดำ (ระยะเก็บเมล็ดไปทำพันธุ์)

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ได้มีการเผยแพร่ในสื่อเกษตรต่างๆ และมีผู้สนใจทั้งเกษตรกร หน่วยงานรัฐบาลติดต่อขอพันธุ์ไปปลูกในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ลำปาง สุโขทัย เลย สกลนคร ศรีสะเกษ สุรินทร์ สระแก้ว ขอนแก่น อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครราชสีมา กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ลพบุรี ราชบุรี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง สมุทรปราการ ปราจีนบุรี จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ชุมพร และสตูล เป็นต้น เพื่อนำไปขยายพันธุ์และทดสอบตลาดในพื้นที่ของตนเองต่อไป

คุณสุขุม ขวัญยืน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย กรมวิชาการเกษตร อธิบายเพิ่มเติมว่า ข้าวโพดตักหงายจะเป็นข้าวโพดข้าวเหนียวที่รสชาติดี รับประทานอร่อย ไม่ติดฟัน ใครมาเที่ยวจังหวัดเลย หาซื้อรับประทานได้ตามริมถนน 2 ข้างทาง

แต่จุดอ่อนของข้าวโพดตักหงายนั้นคือ อ่อนแอต่อโรคราน้ำค้างเป็นอย่างมาก

ฉะนั้น ช่วงฤดูฝน จะปลูกข้าวโพดตักหงายไม่ได้ผลเลย

ซึ่ง โรคราน้ำค้าง เมื่อเข้าทำลายข้าวโพดตักหงายตั้งแต่งอกจนถึงอายุประมาณ 1 เดือน ในระยะที่มีฝนตกชุก

ลักษณะอาการเป็นทางยาวสีเหลืองแคบๆ ไปตามความยาวของใบ หรือเห็นเป็นทางลายสีเหลือง เขียวอ่อน เขียวแก่ สลับกันเป็นทางยาว เมื่อนานเข้ารอยสีเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเกิดเป็นอาการใบไหม้ แห้งตายในที่สุด บริเวณผิว โดยเฉพาะด้านล่างจะมีเส้นใยสีขาวของเชื้อรา จับเป็นฝ้าเห็นได้ชัดเจนในตอนเช้าตรู่ ซึ่งมีน้ำค้างจัด

ส่วนลำต้นแคระแกร็น ต้นเตี้ย ใบผอม ข้อสั้น ฝักมักมีขนาดเล็กลง เมล็ดติดน้อยหรือไม่ติดเลย ช่อดอกหรือยอดอาจจะแตกเป็นพุ่ม

ในอนาคต ข้าวโพดตักหงาย ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ให้มีความทนทานต่อโรคราน้ำค้างจึงจะสามารถปลูกได้ทั้งปี

การเตรียมดิน

และดูแลรักษา

ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด 1 ครั้ง แล้วยกร่องปลูกสูง 25-30 เซนติเมตร ถ้าปลูกแถวเดียว ยกร่องให้มีระยะระหว่างร่อง 75 เซนติเมตร ถ้าปลูกเป็นแถวคู่ ยกร่องให้มีระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร

ปลูกบนร่องสวน เป็นการปลูกบนร่องสวนกว้าง 4-5 เมตร ตามความยาวของพื้นที่ โดยใช้จอบหรือรถไถเดินตามเปิดหน้าดินลึก 15-20 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน ย่อยดินด้วยแรงงาน ปรับระดับดินให้สม่ำเสมอ แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปีออก

ถ้าดินมีค่าความเป็นกรด-ด่าง ต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาว อัตรา 100-200 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วพรวนกลบ

แต่ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ก่อนพรวนดิน ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือหว่านพืชบำรุงดิน เช่น ถั่วเขียว อัตรา 5 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วไถกลบในระยะติดฝักหรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืชบำรุงดิน

ถ้าปลูกบนพื้นที่ราบ เมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ให้หยอด 1 เมล็ด ต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 1.0-1.5 กิโลกรัม ต่อไร่

ถ้าเมล็ดพันธุ์มีความงอกต่ำกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ควรหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ด ต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 1.5-2.0 กิโลกรัม ต่อไร่

อัตราปลูกที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคฝักสด ประมาณ 8,500-11,000 ต้น ต่อไร่

ถ้าปลูกเป็นแถวเดี่ยว ใช้ระยะระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร

ถ้าปลูกเป็นแถวคู่ ให้ปลูกข้างสันร่องแบบสลับฟันปลา ใช้ระยะระหว่างหลุม 25-30 เซนติเมตร

เมื่อข้าวโพดข้าวเหนียวมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ หลุมละ 1 ต้น

ถ้าปลูกแบบร่องสวน ระยะปลูก 50×50 เซนติเมตร ปลูกลึก 3-5 เซนติเมตร หยอดเมล็ด จำนวน 2-3 เมล็ด ต่อหลุม แล้วกลบด้วยดิน

เมื่อข้าวโพดข้าวเหนียว อายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 2 ต้น ต่อหลุม จำนวน 6,500-8,500 ต้น ต่อไร่

การให้ปุ๋ย

ถ้าดินมีอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมต่ำ ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 สำหรับดินร่วน หรือดินเหนียวปนทราย และสูตร 15-15-15 สำหรับดินร่วนปนทราย อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก

เมื่อข้าวโพดข้าวเหนียวอายุ 20 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 100 กิโลกรัม ต่อไร่ โรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้วพรวนกลบ

ในกรณีที่มีการระบายน้ำดี แต่ข้าวโพดข้าวเหนียวมีลักษณะต้นเตี้ยและใบเหลือง ควรใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อข้าวโพดข้าวเหนียวอายุ 40-45 วัน

ส่วนการให้น้ำ ให้น้ำบนพื้นที่ราบ สามารถให้น้ำทั้งแบบตามร่อง หรือแบบพ่นฝอย

แต่การให้น้ำแบบพ่นฝอยจะประหยัดกว่าการให้น้ำตามร่อง

การให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้ทุก 7-10 วัน ตลอดฤดูปลูก

การให้น้ำตามร่อง ควรให้น้ำสูงถึงระดับ เศษ 3 ส่วน 4 ของร่อง เพื่อให้เมล็ดงอกสม่ำเสมอ

หลังจากนั้น ให้น้ำทุก 3-5 วัน สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย หรือ 7-10 วัน สำหรับดินร่วนเหนียวปนทรายไม่ควรปล่อยให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดข้าวเหนียวจะชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลงหรืออาจตายได้

ให้น้ำบนร่องสวน ให้น้ำโดยการตักน้ำรดหรือใช้เครื่องสูบน้ำวางในเรือขนาดเล็ก สูบน้ำในร่อง แล้วควรให้น้ำทันทีหลังปลูกและหลังให้ปุ๋ยทุกครั้ง

ถ้าใบข้าวโพดข้าวเหนียวเหี่ยวหรือม้วน ในช่วงเช้าหรือเย็น แสดงว่าขาดน้ำ ต้องให้น้ำทันที ควรระวังอย่าให้ขาดน้ำในช่วงผสมเกสรและติดเมล็ด เพราะจะทำให้ผลผลิตลดลงมาก

การเก็บเกี่ยว

โดยจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อเมล็ดข้าวโพดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง 20% หรือหลังออกดอกตัวเมียได้ 20 วัน จะได้ผลผลิต จำนวน 4-6 ฝัก ต่อต้น

ราคาจำหน่ายหน้าสวน เฉลี่ย 8-10 บาท ต่อ 20 ฝัก เกษตรกรจะมีรายได้ ประมาณ 20,000-40,000 บาท ต่อไร่

เมื่อเทียบกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว รายได้จากการขายข้าวโพดตักหงายจะสูงกว่า และสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ง่ายกว่าด้วย

วิธีการเก็บเกี่ยว ใช้มือหักฝักสดให้ถึงบริเวณก้านฝักที่ติดลำต้น

หลังเก็บเกี่ยวให้รีบนำฝักข้าวโพดข้าวเหนียวเข้าในที่ร่ม เพื่อไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรง

สถานที่เก็บชั่วคราว ควรมีการถ่ายเทอากาศดี ไม่ควรกองสุมฝักข้าวโพดข้าวเหนียวสูงเกินไป ควรมีการถ่ายเทอากาศภายในกองบรรจุเพื่อขนส่ง กระสอบต้องผ่านการล้างทำความสะอาด ปากกระสอบตัดแต่งให้เรียบร้อยก่อนใช้บรรจุข้าวโพด

สนใจข้อมูลเกี่ยวกับ “ข้าวโพดตักหงาย” สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย โทร. (042) 804-409, (042) 804-357 เวลาราชการ

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ฤดูทุเรียน “ป่าละอู” เริ่มต้นแล้ว!!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ฤดูทุเรียน “ป่าละอู” เริ่มต้นแล้ว!!!

คุณโอม-สุภิณยา สันตะกิจ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอหัวหิน โทร. (092) 268-2228 โทร.มาชวนผู้เขียนให้ลองหาโอกาสมาเยือนป่าละอูอีกหน เพราะยามนี้ตรงกับช่วงฤดูทุเรียนป่าละอูพอดี แค่นึกถึงเสน่ห์รสชาติความอร่อยของทุเรียนป่าละอู…ก็อดใจไม่ไหว ต้องแวะเวียนกลับมาที่ป่าละอูกันอีกครั้ง ตามคำเชิญ

เกษตรกรปลื้ม “ทุเรียนป่าละอู”

ได้ขึ้นทะเบียน GI แล้ว

การมาเยือนป่าละอูในครั้งนี้ ผู้เขียนได้ข่าวดีว่า “ทุเรียนป่าละอู” ได้รับการขึ้นทะเบียน GI เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทุเรียนป่าละอูได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็คือ ทุเรียนท้องถิ่นแห่งนี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวยต่อการเติบโตของต้นทุเรียน ทั้งมีความชื้นสัมพัทธ์สูง มีอุณหภูมิต่ำในเวลากลางคืน ในฤดูฝนจะมีน้ำไหลบ่าจากยอดเขา พัดพาแร่ธาตุอาหารมาเติมให้กับพื้นที่การเกษตรเป็นประจำทุกปี และเป็นดินร่วนปนทราย น้ำไม่ขังนาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับปลูกทุเรียน ทำให้ทุเรียนป่าละอูมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว และมีรสชาติดี

“ลักษณะพิเศษของทุเรียนป่าละอูที่แตกต่างจากทุเรียนในพื้นที่อื่นก็คือ ทุเรียนป่าละอู มีผลผลิตหลังทุเรียนทางภาคตะวันออก และออกก่อนทุเรียนทางภาคใต้ จึงขายได้ราคาดี ประชาชนที่สนใจสามารถเลือกซื้อทุเรียนป่าละอูได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ของทุกปี” คุณโอม กล่าว

ตั้งแต่ ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ ได้จัดให้มีการประกวดทุเรียนป่าละอูเป็นประจำทุกปี โดยมีประชาชนในท้องถิ่น และจังหวัดต่างๆ รวมทั้งกรุงเทพฯ สนใจเข้ามาเลือกซื้อสินค้าทุเรียนป่าละอูเป็นจำนวนมาก ทำให้ความต้องการซื้อทุเรียนป่าละอูมีมากยิ่งขึ้น จนผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ส่งผลให้ราคาทุเรียนป่าละอูเพิ่มสูงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานำทุเรียนพื้นที่อื่นมาแอบอ้างขายในชื่อทุเรียนป่าละอู เมื่อ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่จึงยื่นคำขอ เลขที่ 54100075 เพื่อขอจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของทุเรียนป่าละอู กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยทุเรียนป่าละอูเพิ่งผ่านการอนุมัติจดทะเบียน จีไอ (GI) ได้เมื่อ วันที่ 1 เมษายน 2557

คุณโอม กล่าวว่า ปัจจุบันสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มีความสำคัญในฐานะทรัพย์สินทางปัญญา อันเกิดจากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สินค้าจากแหล่งอื่นไม่สามารถลอกเลียนได้ กรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดทะเบียนคำนิยาม ทุเรียนป่าละอู (Durian Pa La-U) ว่า เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองและพันธุ์ชะนี ที่มีลักษณะเนื้อหนา สีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งละเอียด กลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน เมล็ดลีบเล็ก ปลูกเฉพาะบริเวณพื้นที่ป่าละอู ในตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เท่านั้น

นอกจากนี้ ทุเรียนป่าละอู ยังมีลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นคือ เปลือกสีเขียวปนน้ำตาลหนามแหลมคมมาก ร่องพูชัดเจน ก้านขั้วค่อนข้างใหญ่ สีน้ำตาล จับดูจะรู้สึกสาก พอแก่จัดขั้วจะมีรสหวาน ทุเรียนจะมีเนื้อหนา สีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งเนียน ละเอียด มีกลิ่นหอม รสชาติหวาน มัน อร่อย เมล็ดลีบเล็ก ทำให้เนื้อทุเรียนหนา

ทุกวันนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ป่าละอู นิยมปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ที่มีลักษณะเด่นเฉพาะคือ ทรงผลยาว ไหล่ผลกว้าง ก้นผลแหลม ร่องพูชัดเจน เนื้อหนา สีเหลืองอ่อน มีกลิ่นเล็กน้อย รสชาติหวาน ขนาดผลใหญ่ น้ำหนัก ระหว่าง 2-5 กิโลกรัม ส่วนพันธุ์ชะนี ทรงผลรูปวงรี หรือทรงไข่ ปลายแหลม กลางผลป่อง ก้นผลป้านตัดพูเห็นเด่นชัด ร่องพูไม่ลึก ขั้วผลใหญ่แข็งแรง ขนาดผลปานกลางถึงใหญ่ น้ำหนัก ระหว่าง 1.5-4.2 กิโลกรัม เนื้อละเอียดและเหนียว รสชาติหวานมัน

สถานการณ์ผลิตทุเรียนป่าละอู

เมื่อปี 2555 สำนักงานเกษตรอำเภอหัวหิน สำรวจพื้นที่ปลูกทุเรียนป่าละอูในตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ พบว่ามีเกษตรกรปลูกทุเรียนป่าละอู จำนวน 105 ราย รวม 11 หมู่บ้าน เนื้อที่ปลูกทุเรียนรวมทั้งสิ้น 1,760 ไร่ พันธุ์ทุเรียนที่นิยมปลูกมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด เพราะเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสูง ขายได้ราคาดี เจ้าของสวนทุเรียนหลายรายจะมีรายได้จากการขายทุเรียน ตั้งแต่หลักแสนหลักล้านบาทในแต่ละปี

รสชาติความอร่อยของทุเรียนป่าละอูเริ่มเป็นที่รับรู้ของสังคมในวงกว้าง และหลายคนเพิ่งรับรู้ว่าที่ดินแหล่งนี้เป็นดินดี น้ำดีเหมาะสำหรับปลูกทุเรียน แถมทุเรียนป่าละอูขายได้ในราคาสูง จูงใจให้นายทุนหันมากว้านซื้อที่ดินแถวป่าละอู เพื่อเป็นบ้านพักแห่งที่สองในช่วงวัยเกษียณ โดยว่าจ้างเกษตรกรในท้องถิ่นทำหน้าที่ดูแลไร่ และปลูกไม้ผลโดยเฉพาะทุเรียน ทำให้ตัวเลขพื้นที่ปลูกทุเรียนในแหล่งนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปี หลังนี้เอง ฉุดราคาที่ดินจากเดิมที่เคยซื้อขายไร่ละแสนบาท ปรับเพิ่มขึ้นเป็น ไร่ละ 500,000 บาท (ไม่มีโฉนด) ตอนนี้ป่าละอูมีพื้นที่ปลูกทุเรียนเกือบ 2,000 ไร่แล้ว กว่า 80% เป็นสวนทุเรียนของเกษตรกรรายย่อยในท้องถิ่น เฉลี่ยรายละ 3-4 ไร่ ส่วนอีก 20% เป็นสวนทุเรียนของนายทุนต่างถิ่น ที่ถือครองสวนทุเรียน รายละ 10-20 ไร่ จากจำนวนพื้นที่ปลูกทุเรียนป่าละอูทั้งหมด ขณะนี้เก็บผลผลิตขายได้แล้ว มีอยู่ประมาณ 200 กว่าไร่

จัดระเบียบกลุ่ม

ผู้ปลูกทุเรียนป่าละอู

คุณโอม พาทีมงานของเราแวะไปเยี่ยมชมจุดรวบรวมทุเรียนป่าละอู ที่สหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด เลขที่ 9/9 หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทร. (032) 826-806 คุณพรไชย บัวคล้าย รองประธานสหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด กำลังดูแลการรับซื้อผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ทุเรียนป่าละอูที่สมาชิกนำมาจำหน่ายแก่สหกรณ์ จะต้องมีอัตราความสุก 80% จึงผ่านหลักเกณฑ์มาตรฐาน และต้องติดสติ๊กเกอร์กำกับเพื่อบอกแหล่งผลิต วันหมดอายุ เพื่อสะดวกต่อการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ

ทุเรียนที่จำหน่ายไม่หมดในระยะเวลาที่กำหนด มีสภาพสุกงอม ผลแตก จะถูกคัดแยกนำไปแกะเนื้อและบรรจุขายเป็นแพ็กได้อีก บางส่วนถูกนำไปแปรรูปเป็นทุเรียนกวนรสอร่อย ขายในราคากิโลกรัมละ 165 บาท ทุเรียนป่าละอูมีลักษณะเด่นไม่เหมือนใครจริงๆ แม้สุกงอมเต็มที่ แต่เนื้อทุเรียนยังคงแห้งเนียน รสชาติหวาน มัน อร่อยเช่นเดิม เทียบกับทุเรียนที่ปลูกในท้องถิ่นอื่น หากมีสภาพสุกงอม เนื้อทุเรียนจะเละเหลวกลายเป็นทุเรียนปลาร้า ขายไม่ออก

คุณพรไชย เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ และสหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด ซึ่งถือครองทะเบียนสิทธิบัตร “ทุเรียนป่าละอู” ร่วมกัน มีความเห็นตรงกันว่า ทุเรียนป่าละอูเป็นผลไม้คุณภาพดี มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง แต่ที่ผ่านมา สมาชิกต่างคนต่างขายผลผลิต ทำให้สินค้ามีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้า ทั้งสองหน่วยงานจึงร่วมมือกันจัดระเบียบกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนป่าละอู พ.ศ. 2557 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 3 มีนาคม 2557 เป็นต้นมา

สหกรณ์สร้างกติกาว่า ผู้ปลูกทุเรียนป่าละอูในตำบลห้วยสัตว์ใหญ่จะต้องสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่ม สหกรณ์จะทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตทุเรียน จากสมาชิกเพื่อกำหนดราคาซื้อขายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง หากตรวจพบว่า ใครละเมิดลิขสิทธิ์ทุเรียนป่าละอู จะต้องเสียค่าปรับวงเงิน 200,000 บาท

เพื่อส่งเสริมการขายทุเรียนป่าละอูในปีนี้ ทางสหกรณ์เตรียมวางแผนจัดงาน “ของดีตำบลห้วยสัตว์ใหญ่” ระหว่าง วันที่ 1-5 สิงหาคม 2557 ณ ศูนย์การค้าหัวหิน มาร์เก็ตวิลเลจ แหล่งช็อปปิ้งสุดฮิตของชาวหัวหิน ภายในงานเน้นการจำหน่ายทุเรียนป่าละอูแล้ว ยังมีผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ เช่น กล้วยหอมกะเหรี่ยง มะนาว มะละกอ มังคุด ลองกอง กระท้อนรสอร่อย รวมทั้งผลิตภัณฑ์หัตถกรรมวัฒนธรรมชนชาติกะเหรี่ยงจำหน่ายภายในงานดังกล่าวด้วย หากผู้อ่านท่านใดสนใจ สามารถแวะเข้ามาเลือกซื้อสินค้าในวันและเวลาดังกล่าวได้

“ภัยแล้ง-ช้างป่า” อุปสรรคสำคัญ

ของ “ทุเรียนป่าละอู”

เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนส่วนใหญ่มั่นใจว่า ทุเรียนป่าละอูยังมีลู่ทางเติบโตสดใสในอนาคต เพราะสภาพพื้นที่เหมาะสมเอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นทุเรียน แต่อุปสรรคสำคัญที่คุกคามการเติบโตของทุเรียนแห่งนี้คือ วิกฤตภัยแล้งและปัญหาช้างป่าบุกทำลายสวนทุเรียน ทำให้ผลผลิตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย วิกฤตภัยแล้งส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะช่วงที่ต้นทุเรียนกำลังออกดอก ทำให้ดอกทุเรียนร่วงเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านยังเจอปัญหาโขลงช้างป่า กว่า 50 ตัว ออกจากป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ออกมาหากินในบริเวณริมถนนสายหลัก ทางเข้าตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ รวมทั้งกัดกินพืชไร่ไม้ผลที่เกษตรกรปลูกไว้ เช่น กล้วย มะม่วง มะนาว และทุเรียนป่าละอูที่กำลังให้ผลผลิต ทำให้ต้นทุเรียนหักโค่นเสียหายเป็นจำนวนมาก ปัญหาดังกล่าวทำให้พืชไร่ไม้ผลเสียหายไปกว่า 1,500 ไร่

ที่ผ่านมา ชาวบ้านได้รวมตัวกันจัดเวรยามคอยเฝ้าระวังช้างป่าที่จะออกมากัดกินพืชไร่ ด้วยวิธีการใช้ลูกโป้งใส่หนังสติ๊กยิงให้เกิดเสียงดังเพื่อให้ช้างกลับออกจากพื้นที่ไร่ของชาวบ้าน ซึ่งเป็นอีกวิธีที่จะรักษาพืชผลทางการเกษตรเอาไว้ ถึงแม้จะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดก็ตาม ก่อนหน้านี้ชุมชนท้องถิ่นได้นำเสนอหลากหลายมุมมอง เพื่อแก้ปัญหาช้างป่า ให้ทั้งคนและช้างอยู่ร่วมกันได้ เช่น สร้างรั้วเตือนภัย ทำฝายชะลอน้ำ ปลูกพืชอาหารช้าง การขุดคู สร้างหอระวังช้างป่า และหาจุดให้อาหารช้างป่า และสั่งห้ามนำผลไม้และพืชผักให้ช้างป่าริมถนนทางเข้าหมู่บ้านป่าละอู นอกจากนี้ ชาวบ้านยังได้ร้องขอให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เร่งย้ายช้างไปอาศัยที่เขาพะเนินทุ่ง จังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งจัดทำแปลงอาหารช้างในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อลดปัญหาช้างป่าออกหากินในพื้นที่ทำกินของเกษตรกร

ช่วงโพล้เพล้ ยามพลบค่ำ ขณะเดินทางกลับจากป่าละอู รถโดยสารของพวกเราขับไปจ๊ะเอ๋กับช้างป่าเพศผู้ ที่งายาวสั้นไม่เท่ากัน ที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “พลายวันชัย” กำลังเดินออกหากินบนถนนลาดยาง ก่อนเข้าหมู่บ้านห้วยสัตว์ใหญ่ คุณโอม สันตะกิจ เตือน “พี่แพะ” โชเฟอร์คนเก่งประจำทีมว่า อย่าหยุดรถเด็ดขาด ให้ขับผ่านด้วยความระมัดระวัง ทุกคนร่วมลุ้นระทึกว่าฝ่าด่าน “พลายวันชัย” อย่างปลอดภัยหรือไม่ ปรากฏว่า พลายวันชัยเดินอุ้ยอ้ายสวนทางกับรถปิกอัพของเราไปอย่างสงบ ท่ามกลางความโล่งใจของผู้โดยสารทุกคน…งวดหน้า หากมีโอกาสเยือนป่าละอูและเจอพลายวันชัยอีกครั้ง จะเก็บภาพช้างป่าเชือกนี้มาฝากท่านผู้อ่านอย่างแน่นอน

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ดร. รุจีพัชร บุญจริง เกษตรจังหวัด พาชม-ชิม ส้มโอขาวใหญ่ สมุทรสงคราม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ดร. รุจีพัชร บุญจริง เกษตรจังหวัด พาชม-ชิม ส้มโอขาวใหญ่ สมุทรสงคราม

“ขาวใหญ่” เป็นชื่อพันธุ์ส้มโอ ประจำถิ่นของจังหวัดสมุทรสงคราม และเป็นไม้ผลเลื่องชื่อที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

มีเรื่องเล่าขานถึงความเป็นมาของผลไม้ชนิดนี้ว่า เดิมไม่ได้มีอยู่ที่จังหวัดสมุทรสงครามมาก่อน แต่ราว ปี 2475 มีชาวบ้านได้นำผลส้มโอพันธุ์หนึ่งจากบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี (สมัยนั้น) มาบริโภค แล้วนำเมล็ดมาเพาะปลูกแบบสวนหลังบ้าน หรือหลังเตาตาล ในพื้นที่ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที

ต่อมาปรากฏว่าได้ผลผลิตและมีคุณภาพดี จากนั้นจึงมีผู้นำไปขยายพื้นที่ปลูกในตำบลอื่นๆ อาทิ บางสะแก บางคนที บางขันแตก ตลอดจนในเขตอำเภอ และนับถึงปัจจุบันมีชาวบ้านที่ปลูกส้มโออยู่จำนวนทั้งสิ้น 3,603 ราย มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 12,666 ไร่

แม้จะไม่ได้เป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดของจังหวัด แต่เมื่อนำมาปลูกที่สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความอุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ อันเนื่องมาจากเป็นแผ่นดินที่เกิดขึ้นใหม่จากการทับถมของโคลนตะกอนบริเวณปากแม่น้ำ จึงทำให้ผืนดินเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ มีน้ำถึง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็น น้ำเค็ม น้ำจืด และน้ำกร่อย

ดังนั้น ด้วยเหตุผลคร่าวๆ เช่นนี้ จึงทำให้ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่มีรสชาติอร่อย มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีน้ำมาก แต่ไม่แฉะ มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนไม่มาก หรือไม่มีเลยในบางผล กลีบของผลแยกออกจากกันได้ง่าย กุ้งเบียดกันแน่น มีสีขาวอมเหลือง

จากคุณลักษณะที่โดดเด่นเช่นนี้จึงทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากต่างให้ความสนใจและนิยมบริโภคส้มโอขาวใหญ่กันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจากสถานะพืชชนิดหนึ่งที่ใช้ปลูกอยู่ในสวนหลังบ้าน กลับกลายมาเป็นผลไม้แถวหน้าพร้อมกับถูกยกระดับให้เป็นผลไม้ทางเศรษฐกิจที่ชื่อดังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาเป็นเวลากว่า 30 ปี

ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม มีรสชาติดีที่สุดในช่วงเดือนเมษายน แต่ด้วยศักยภาพของการผลิต จึงสามารถให้ผลผลิตตอบสนองความต้องการของตลาดได้ตลอดทั้งปี มีลักษณะทะวาย และในแต่ละปีมักออกสู่ตลาดมากใน 2 ช่วง คือ เดือนเมษายนและสิงหาคม

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของทางจังหวัดในการจัดงานส้มโอขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี 2528 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงของส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ในเดือนเมษายนของทุกปีจะมีการจัดงานลิ้นจี่และของดีแม่กลองขึ้น จึงถือเป็นงานใหญ่ที่มีทั้งส้มโอและลิ้นจี่จากผลผลิตของชาวบ้านเกษตรกรในจังหวัดสมุทรสงครามนำมาออกขายเพื่อสร้างรายได้ และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศจำนวนมาก สร้างรายได้มากมายให้แก่เกษตรกรเป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งมีมูลค่าผลผลิตเฉพาะส้มโอในแต่ละปีมากกว่า 500 ล้านบาท

การจัดงานส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจัดขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนราวเดือนมกราคม และครั้งที่สอง จัดขึ้นในช่วงเทศกาลสารทจีน ราวเดือนสิงหาคม ทั้งนี้เพราะชาวจีนนิยมนำส้มโอใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ เพราะเชื่อว่าเป็นสิริมงคล จะร่ำรวย และสร้างความมั่งมีศรีสุข

อย่างไรก็ตาม การจัดงานส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงครามขึ้น ยังสามารถช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตส้มโอตกต่ำ ทั้งนี้เนื่องจากบางปีในช่วงที่มีผลผลิตส้มโอมักจะมีจำนวนส้มโอออกพร้อมกันสู่ท้องตลาด ทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ

แต่ภายหลังการจัดงานส้มโอประจำปีขึ้นแล้ว ทำให้ราคาส้มโอขาวใหญ่มีราคาที่สูงขึ้นตามลำดับ อย่างใน ปี 2555 ราคาส้มโออยู่ที่กิโลกรัมละ 35 บาท แต่ในปีถัดมาคือ 2556-2557 ที่อยู่ในช่วงเดียวกัน ราคาส้มโอกลับมีราคาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 45 บาท เป็นต้น

ความสำเร็จจากการมีส้มโอคุณภาพที่ตอบโจทย์ของตลาดผู้บริโภคได้เช่นนี้ มิได้เกิดจากความสมบูรณ์ของทรัพยากรเพียงอย่างเดียว หากแต่ความมีศักยภาพและภูมิปัญญาอันปราดเปรื่องของชาวบ้านเมืองแม่กลองทุกคนต่างร่วมมือร่วมใจกันพัฒนา ปรับปรุง จนได้ส้มโอขาวใหญ่ที่มีคุณภาพดั่งเช่นในปัจจุบัน

อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากหน่วยงานภาคราชการหลักหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผนึกกำลังกับสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบพื้นที่ทางการเกษตร และมีความพร้อมทั้งทรัพยากรบุคคล เครื่องมืออุปกรณ์ ในการส่งเสริมให้ชาวบ้านเกษตรกรชาวสวนผลิตและจำหน่ายส้มโอขาวใหญ่อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการสร้างรายได้ความเป็นอยู่ที่ดีต่อไปในอนาคต

ดร. รุจีพัชร บุญจริง เกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า เมื่อดูจากวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้แล้ว กว่าจะได้ส้มโอขาวใหญ่ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานออกมาสู่ผู้บริโภคคงเป็นเรื่องไม่ง่ายถ้าขาดการดูแลและใส่ใจจากทั้งผู้ผลิตต้นทางและภาคราชการที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังต้องมองภาพรวมไปถึงว่า ถ้าเกษตรกรปลูกแล้วจะนำผลผลิตไปขายที่ไหน

ทั้งนี้ เกษตรจังหวัดบอกว่า นอกจากภารกิจหน้าที่ส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวสวนส้มโอในการปรับปรุงคุณภาพการปลูกที่ถูกต้องเพื่อเป็นการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพสมบูรณ์ โดยเริ่มตั้งแต่ การปลูก การพัฒนาดิน การเลือกกิ่งพันธุ์เพื่อช่วยป้องกันโรคต่างๆ ที่จะเกิดกับส้มโอ

นอกจากนั้นแล้ว การบริหารจัดการในแปลงปลูก ตลอดจนวิธีการปลูกที่ถูกต้อง เช่น การใส่ปุ๋ย การดูแลบำรุงดิน การตัดแต่งกิ่ง การตรวจสอบโรค/แมลง เช่น พวกเพลี้ยไฟไรแดง ก็ควรทำอย่างถูกต้อง ควรเอาใจใส่ดูแลแบบองค์รวม จะทำให้เกษตรกรสามารถผลิตส้มโอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ขายได้ในราคาสูงทั้งในและต่างประเทศ

ดร. รุจีพัชร กล่าวว่า ไม่เพียงการสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกจากการลงพื้นที่ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เกษตรเท่านั้น แต่ควรสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในทิศทางเดียวกันด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างมาตรฐานต่างๆ มารองรับผลผลิตเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการผลิตพืชตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP), การสร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองเครื่องหมาย “Q” หรือแม้กระทั่งการขึ้นทะเบียนส้มโอขาวใหญ่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

นอกจากนั้นแล้ว เกษตรจังหวัดยังเพิ่มเติมอีกว่า ได้นำเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการทำงานเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ และความรวดเร็ว กับการส่งเสริมสินค้าทุกชนิดของจังหวัดอย่างครบวงจรด้วยการจัดทำเป็นฐานข้อมูล (DATA BASE) แล้วให้ชุมชนเข้ามาช่วยวิเคราะห์ในพื้นที่ ว่าหากต้องการผลิตส้มโอในพื้นที่นั้น ควรจะเริ่มต้นจากจุดใดก่อน หรือควรจะปรับปรุงด้านใดก่อน ทั้งนี้ถือว่าเป็นการให้ความสำคัญในระดับชุมชนที่จะเข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งต่างกับสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง

“ที่สำคัญในเรื่องของการส่งเสริมจากฐานข้อมูลดังกล่าว จะเป็นการเชื่อมต่อข้อมูลไปยังกูเกิ้ล เอิร์ธ (Google Earth) เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรหรือบุคคลที่อยู่แห่งหน ตำบลใด ได้รับทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวในแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันทีและแม่นยำในทุกมิติ โดยแนวทางนี้ได้จัดทำขึ้นทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อเป็นการรองรับกับ AEC ที่กำลังมาถึงในไม่ช้านี้ อีกทั้งยังถือเป็นก้าวใหม่ที่แตกต่างไปจากเกษตรของจังหวัดอื่น”

?ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยืนยันถึงความมีคุณภาพของส้มโอขาวใหญ่อย่างแท้จริง เพราะการพูดเพียงอย่างเดียวโดยไม่เห็นของจริง อาจเชื่อถือไม่ได้ ดั่งคำที่ว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น” ดังนั้น ท่านเกษตรจังหวัด พร้อมกับ คุณวิศิษ บ่อสารคาม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ จึงพาลงพื้นที่พบปะกับชาวสวนส้มโอ ไปดูของจริงว่าพวกเขาปลูก ดูแล รักษาผลผลิตอย่างไร จึงได้มีคุณภาพและขายได้เงินอย่างดี

สวนแรก เจ้าของชื่อ กำนันทิน บุษบก อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านปราโมทย์ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โทรศัพท์ (089) 117-0532 สวนมีพื้นที่ปลูกส้มโออยู่ จำนวน 2 แห่ง แห่งแรกปลูกไว้ จำนวน 1 ไร่ มีอายุต้นตั้งแต่ 3-5 ปี อีกแห่งปลูกไว้ จำนวน 3 ไร่ครึ่ง อายุต้น ตั้งแต่ 3 ปี ไปจนถึง 20 ปี

กำนันทิน เป็นชาวสวนที่ประสบความสำเร็จจากอาชีพปลูกส้มโอเป็นอย่างดี ทั้งนี้เป็นผลมาจากความเอาใจใส่ทุ่มเทใส่ใจ หมั่นศึกษาข้อมูลจากหลายแห่ง แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่อง เขาบอกว่าปลูกส้มโอไม่มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ ปลูกเช่นเดียวกับรายอื่น เพียงแต่อาจทุ่มเทใจอย่างจริงจังเท่านั้น

สวนของกำนันมีความสวยงาม แล้วยังมีระเบียบ สะอาด และมีมาตรฐานกว่ารายอื่น ทั้งในเรื่องของลักษณะสภาพแวดล้อมภายในสวน สภาพทรงต้น จำนวน และขนาดของผลผลิต ส้มโอทุกต้นตัดแต่งกิ่งอย่างเหมาะสม เขาบอกว่าหัวใจสำคัญของการปลูกส้มโอคือ เรื่องคุณภาพดิน คือไม่ควรให้ดินแน่น ทั้งนี้เพราะถ้าดินดี ยอดดี

ผลส้มโอลูกหนึ่งมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 1.5 กิโลกรัม รุ่นที่จะเก็บต่อไปในเดือนสิงหาคม ทันกับงานเทศกาลส้มโอที่จังหวัดจัดขึ้นพอดี ผลผลิตส้มโอของกำนันมีตลอดทั้งปี เพียงแต่จะมีปริมาณมาก-น้อยต่างกัน แต่ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จะดกมาก ส่วนช่วงเดือนสิงหาคมหลายสวนอาจมีน้อย แต่ของกำนันทินจะได้ปริมาณมาก เขาบอกว่าตอนนี้ราคาจากสวน 45-50 บาท ต่อกิโลกรัม (2 กรกฎาคม 2557) เพราะฉะนั้นเดือนสิงหาคมนี้ รุ่นที่เก็บได้ จะได้เงินราวแสนบาทแน่นอน

กำนันเผยว่า สาดขี้เลนที่ขุดขึ้นมาจากท้องร่องปีละครั้ง เขาชี้ว่าต้นส้มโอที่มีความสมบูรณ์และมีรูปร่างดี ควรจะต้องมีโครงสร้างทั้งต้นสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกิ่ง ก้าน ใบ และลักษณะทรงพุ่มควรแผ่ออกด้านข้าง ดังนั้น ถ้าทุกต้นมีลักษณะดังกล่าว ฟันธงได้เลยว่าคุณเห็นรายรับจำนวนมากแน่นอน

กำนันทิน เล่าว่า รุ่นที่เก็บในสวน จำนวน 3 ไร่ เมื่อครั้งที่แล้วได้เงินประมาณ 200,000 กว่าบาท สำหรับรุ่นใหม่ที่ทยอยเก็บขายตั้งแต่ต้นปี มาจนกระทั่งถึงตอนนี้ได้เงินมาแล้วเกือบ 200,000 บาท ทั้งนี้ เพราะสถานการณ์ส้มโอมีราคาดีทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งผลผลิตในสวนมีความสมบูรณ์และได้คุณภาพ จนเป็นที่ต้องการของตลาด

จากนั้นเดินทางมาสวนแห่งที่สอง เจ้าของสวนชื่อ คุณลุงวิรัช แก้วกระจ่าง หรือ คุณลุงต้อย อยู่บ้านเลขที่ 21/1 หมู่ที่ 7 ตำบลโรงหีบ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โทรศัพท์ (034) 734-047

คุณลุงต้อย ปลูกส้มโอมาตั้งแต่ ปี 2549 ปัจจุบัน อายุต้นส้มโอ 16 ปี มีจำนวน 5 ไร่ จุดเด่นของสวนคุณลุงต้อยคือ ปลูกเป็นสวนผลไม้ผสม และปลูกแบบอินทรีย์ เช่น ส้มเขียวหวาน ทุเรียน มะพร้าว แล้วยังมีมะพร้าวขายยอดอยู่ จำนวน 2,000 กว่าต้นร่วมด้วย คุณลุงต้อยแนะว่าในยุคปัจจุบันการทำเกษตรต่างจากสมัยก่อนที่มีสภาพอากาศและธรรมชาติตรงตามช่วงเวลา และการปลูกแบบอินทรีย์ทำให้ลดต้นทุนจากเมื่อครั้งที่ใช้เคมีไปราว 50,000-60,000 บาท

“แต่ขณะนี้โลกเปลี่ยนไป สภาพอากาศขาดความแน่นอน ดังนั้น จึงอาจส่งผลเสียต่อพืชผลได้ จึงควรหันมาปลูกพืชผลรวมกันหลายอย่างแทนการปลูกเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ เพื่อประกันความเสี่ยงหากพบปัญหา อย่างที่สวนปลูกไม้ผลที่ใช้ปุ๋ยตัวเดียวกัน กินเหมือนกัน ทำให้สามารถลดต้นทุนได้”

คุณลุงต้อย บอกว่า ปลูกส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ทั้งหมด เมื่อก่อนเคยปลูกพันธุ์ทองดีบ้างเล็กน้อย ที่ผ่านมามีรายได้จากการขายส้มโอ ปีละ 600,000-700,000 บาท ใช้ทุนซื้อปุ๋ยและยา รวมถึงอื่นๆ แล้ว ปีละเกือบแสนบาท ดังนั้น ได้วางแผนปลูกใหม่อีกรุ่น แทนที่สวนมะพร้าว

“เมื่อคราวที่แล้ว ในพื้นที่ 5 ไร่ เก็บผลผลิตได้ ประมาณ 14-16 ตัน มีน้ำหนักต่อผล ไม่ต่ำกว่า 1.5 กิโลกรัม ทั้งสวนมีแต่ขนาดใหญ่ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาตัดขายได้เพียง 4 ตัน เพราะอากาศร้อนจัด ส้มขาดแคลนจนทำให้พ่อค้าต้องเดินทางเข้ามารับในสวน ขายได้ราคาดี อีกทั้งมีรสชาติอร่อย คาดว่ารุ่นต่อไปจะเก็บได้ราวเดือนตุลาคม” คุณลุงต้อย กล่าว

คุณวิศิษ กล่าวเสริมว่า ถ้าสวนไหนเคยปลูกมะพร้าวแล้วโค่นทิ้ง หันมาปลูกส้มโอ รากมะพร้าวจะเป็นปุ๋ยอย่างดี อีกทั้งยังทำให้ดินมีความโปร่ง ถ่ายเทอากาศแล้วซึมซับปุ๋ย อาหารเสริมได้ง่าย

นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการบอกต่อไปว่า จุดอ่อนประการหนึ่งของส้มโอคือ ไม่ควรให้ดินแน่น เพราะอาหารจะไม่ลง แล้วยังทำให้อากาศไม่ถ่ายเท อันจะทำให้เกิดโรคโคนเน่าและรากเน่า แนวทางการแก้ไขคือ ควรมีการใส่ใจเรื่องการดูแลสภาพดินอย่างสม่ำเสมอ และการตัดแต่งกิ่งในทรงพุ่มจะช่วยแก้ปัญหาได้ เพราะสามารถทำให้แสงผ่านลงมายังผิวดิน อีกทั้งยังช่วยในเรื่องการสร้างความเจริญเติบโตและความแข็งแรงของต้นอีกด้วย

“และอีกประการคือ ไม่ควรเก็บลูกไว้มาก โดยเฉพาะต้นส้มสาว เพราะจะทำให้ต้นโทรมเร็ว ยิ่งพอนานไปอาจทำให้ได้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ความจริงต้องการให้มีดอกในช่วงเดือนกันยายน เพราะจะได้มีผลผลิตพอดีกับช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทั้งนี้เพราะถ้าผลผลิตออกในช่วงแล้งจะทำให้คุณภาพดีกว่าในช่วงหนาว”

งานเทศกาลส้มโอขาวใหญ่ของสมุทรสงคราม ประจำปี 2557 ไม่เพียงมีส้มโอขาวใหญ่อร่อยๆ ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตส้มโอขาวใหญ่ในช่วงเดือนสิงหาคม ประมาณ 1,700 ตัน แล้วในงานยังมีกิจกรรมมากมาย ได้แก่ การจำหน่ายส้มโอขาวใหญ่/กิ่งพันธุ์ และไม้ผลชนิดอื่นจำนวนมาก แล้วยังจำหน่ายสินค้าชุมชนโอท็อป (OTOP) และผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน

นอกจากนั้น ยังได้สนุกสนานไปกับการประกวดผลผลิตส้มโอของเกษตรกรผู้ปลูกจากสวนต่างๆ โดยแบ่งขนาดผลส้มโอเป็น จำนวน 4 ขนาด การแข่งขันกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับส้มโอ เช่น การทำส้มตำส้มโอ ปอกส้มโอบรรจุใส่ภาชนะ การคัดคุณภาพส้มโอ และการคัดขนาดส้มโอ เป็นต้น

ท้ายสุด เกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวคาดหวังงานในครั้งนี้ว่า ต้องการให้พี่น้องเกษตรกรมีความสุขกับการขายสินค้าในราคาที่เหมาะสม และเห็นผู้บริโภคมีความสุขจากการได้รับประทานส้มโอขาวใหญ่แท้ของสมุทรสงคราม เป็นของแท้จากชาวสวนที่ปลูกเอง และหากยังไม่มั่นใจ ยังสามารถติดตามไปดูความจริงเช่นนั้นได้ทุกสวน

“อยากจะขอเชิญท่านผู้อ่านให้มาเที่ยวงานเทศกาลส้มโอขาวใหญ่ของสมุทรสงคราม ประจำปี 2557 มาชม มาช็อป และมาชิม พร้อมกับได้รับความรู้สาระเรื่องกระบวนการผลิตส้มโอ หรืออาจจะมาหาซื้อพันธุ์ส้มโอขาวใหญ่แท้ได้ที่งานนี้ ที่สำคัญในงานครั้งนี้ทุกท่านจะได้พบกับตัวจริงของเจ้าของสวนและผู้ขาย” ดร. รุจีพัชร บุญจริง กล่าวเชิญชวนปิดท้าย

สำหรับงานเทศกาลส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม ประจำปี 2557 กำหนดจัดให้มีขึ้นต้นเดือนสิงหาคม 2557 ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม โทรศัพท์ (034) 711-711

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

โตได้อีก มะลิ ร้อยมาลัย? เปิดเทคนิค ผลิตฤดูหนาว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

รายงานพิเศษ

สุจิต เมืองสุข

โตได้อีก มะลิ ร้อยมาลัย? เปิดเทคนิค ผลิตฤดูหนาว

มะลิ จัดเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากชนิดหนึ่ง ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่รู้จักมานานและนิยมกันอย่างแพร่หลาย ดอกมะลิมีสีขาวบริสุทธิ์และมีกลิ่นหอมที่แตกต่างจากดอกไม้ชนิดอื่น จึงนิยมนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น เก็บดอกมาร้อยเป็นพวงมาลัย ทำดอกไม้แห้ง ประดับพานพุ่มบูชาพระ ทำพวงหรีด นำดอกมาอบขนมหรือโรยหน้าในน้ำเชื่อมให้มีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ประจำวันแม่แห่งชาติ เพื่อแสดงความกตัญญูที่มีต่อบุพการี

คุณประโยชน์ของดอกมะลิมีมาก จะปลูกไว้บริเวณบ้านเพื่อประดับ เพื่อความสวยงาม มีสรรพคุณทางยาในการบรรเทาอาการป่วยบางชนิด ยังสามารถนำมาสกัดทำน้ำมันหอมระเหย น้ำหอม และสารแต่งกลิ่น และที่สำคัญ มะลิยังกลายเป็นไม้ดอกที่ปลูกเป็นการค้า สร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว ที่ดอกมะลิจะมีราคาแพง เพราะเป็นฤดูที่มะลิให้ดอกน้อย แต่ความต้องการในการใช้ประโยชน์ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

มะลิ เมื่อเปรียบเทียบกับไม้ดอกชนิดอื่นแล้ว ยังเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนทาน และทำรายได้ดีกว่าไม้ดอกชนิดอื่นอีกหลายชนิด มีแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ นครสวรรค์ นครปฐม นครราชสีมา และกำแพงเพชร เฉพาะ 4 จังหวัด ที่กล่าวมานี้ มีพื้นที่ปลูกรวมแล้วเกือบ 10,000 ไร่ เฉพาะจังหวัดนครสวรรค์เพียงจังหวัดเดียว มีพื้นที่ปลูกมากกว่า 5,000 ไร่

มะลิ เป็นพืชในสกุล Jasminum วงศ์ Loeaceae มีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนชื้นและกึ่งร้อนชื้น พบมากทั้งในยุโรป เอเชีย แอฟริกา และแถบแปซิฟิก พืชในสกุลนี้มีประมาณ 200 ชนิด แต่ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 45 ชนิด ซึ่งเป็นไม้พื้นเมืองของไทยประมาณ 15 ชนิด

ลักษณะทั่วไปของมะลิ มีลักษณะทั้งเป็นไม้พุ่ม ไม้เลื้อย และไม้รอเลื้อย มีทั้งใบเดี่ยวและใบรวม การจัดเรียงตัวของใบมีทั้งเป็นแบบใบอยู่ตรงกันข้าม ใบแบบสลับกัน ส่วนดอกมีทั้งที่เป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นดอกช่อ ดอกจะออกจากยอดหรือข้างกิ่ง ดอกมีสีขาว สีเหลือง บางทีก็มีสีค่อนข้างแดง รูปร่างของดอกจะเป็นแบบแบนราบ ส่วนมากมีกลีบเลี้ยง 4-9 อัน หรือบางทีมี 4-10 อัน กลีบดอกมี 4-9 กลีบ โดยปกติดอกจะเริ่มบานในเวลาบ่ายแล้วจะร่วงในวันรุ่งขึ้น มะลิจะให้ดอกมากในฤดูร้อน ฝน และจะน้อยที่สุดในฤดูหนาว

ชนิดที่เกษตรกรนิยมปลูกเพื่อการค้า ในลักษณะของการเด็ดดอกคือ มะลิลา มะลิที่ปลูกเป็นการค้า มีดอกสีขาว กลิ่นหอม ออกดอกตลอดปี ดอกออกมากในช่วงฤดูร้อน (มีนาคม-มิถุนายน) และฤดูฝน (กรกฎาคม-ตุลาคม) แต่ในฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) ดอกออกน้อยและมีขนาดเล็ก ซึ่งสายพันธุ์ที่นิยมปลูกเพื่อการค้า มี 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์แม่กลอง ดอกใหญ่แต่ข้อห่าง ออกดอกไม่ต่อเนื่อง พันธุ์ราษฎร์บูรณะ ออกดอกดก ต่อเนื่อง และดูแลให้ดอกดกได้ง่าย พันธุ์เพชรหรือพันธุ์เพชรบุรี ดอกมีขนาดใหญ่กว่า ออกดอกต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์ชุมพร ที่บางสวนนิยมปลูก แต่ดอกเล็ก และพ่อค้าแม่ค้าร้อยพวงมาลัยไม่ค่อยนิยม

ตัวเลขการผลิตมะลิ (ไม้เด็ดดอก) ของปี 2556 พบว่า พื้นที่ปลูกทั้งหมด 46 จังหวัด จำนวน 4,787 ครัวเรือน เนื้อที่ปลูก 11,888.00 ไร่ เนื้อที่เสียหาย 259.00 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยวผลผลิต 8,285.75 ไร่ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ 16,559,991.95 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ย/เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,998.61 กิโลกรัม ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 220.78 บาท ต่อกิโลกรัม

จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด คือจังหวัดนครสวรรค์ กว่า 5,000 ไร่ รองลงมาคือ จังหวัดนครราชสีมา ส่วนราคาขายดอกมะลิเฉลี่ยต่อกิโลกรัม สูงที่สุดอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ ได้มากที่สุดคือ กิโลกรัมละ 613 บาท

คุณทวีพงศ์ สุวรรณโร ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมไม้ดอกและไม้ประดับ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลถึงสถานการณ์การผลิตดอกมะลิในประเทศว่า มะลิเป็นไม้ดอกที่ดูแลง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกประเภท ทำให้การปลูกดอกมะลิกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่แหล่งใหญ่ที่ปลูกมะลิมากที่สุดคือ จังหวัดนครสวรรค์ อาจเป็นเพราะเป็นศูนย์กลางของการขนส่งสินค้า ทำให้แหล่งปลูกขยับมาเพิ่มจำนวนมากที่จังหวัดนครสวรรค์มากที่สุด

ความต้องการดอกมะลิในประเทศไทย พบว่า ผู้ผลิตดอกมะลิมีจำนวนมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ทำให้ราคามะลิในฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูที่มะลิให้ผลผลิตน้อยมีราคาแพง ซึ่งหากเกษตรกรที่มองการปลูกดอกมะลิเชิงพาณิชย์ก็ยังสามารถทำได้ ตลาดในประเทศยังมีความต้องการที่ต่อเนื่องและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ดอกมะลิเป็นส่วนประกอบ แม้ต่างประเทศ มะลิก็ยังเป็นที่ต้องการ เพียงแต่การผลิตใช้ในประเทศเองยังไม่เพียงพอ จึงทำให้มีผู้ผลิตน้อยรายส่งจำหน่ายยังต่างประเทศ อีกทั้งมะลิเป็นดอกไม้ที่นิยมใช้สด มีระยะเวลาคงความสดสั้น การใช้ประโยชน์จึงไม่ยาวนัก ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการนาน อาจไม่เหมาะสมกับการใช้ดอกมะลิ หรือหากจำเป็นต้องใช้ จะมีต้นทุนของการผลิตสูง ทำให้ไม่ได้รับความนิยมใช้ในอุตสาหกรรมมากนัก

“การจำหน่ายมะลิมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ผลผลิตส่วนใหญ่จำหน่ายในประเทศ โดยตลาดต่างประเทศจะมีการส่งออกในรูปของพวงมาลัย ดอกมะลิสดและต้นมะลิ ตลาดของดอกมะลิในต่างประเทศที่สำคัญคือ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา เบลเยียม ส่วนตลาดพวงมาลัยคือ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น”

ผอ. กลุ่มส่งเสริมไม้ดอกและไม้ประดับ กล่าวอีกว่า มะลิเป็นไม้ดอกที่ปลูกง่ายในทุกสภาพดิน ดูแลรักษาง่าย มีโรคและแมลงบางชนิด ซึ่งพบได้น้อย โรคที่ควรระวังมากที่สุดคือ ปัญหารากเน่า เพราะมะลิเป็นพืชดอกที่ไม่ชอบน้ำมากเกินไป หากมากถึงขั้นแฉะ จะทำให้เกิดปัญหารากเน่า ดังนั้น การปลูกมะลิให้ไม่เกิดปัญหารากเน่า ควรพิจารณาจากดินที่ปลูกให้มีการระบายน้ำได้ดี ซึ่งหากเป็นดินเหนียว ควรปลูกแบบยกร่อง หากเป็นดินร่วนหรือดินทรายที่ระบายน้ำได้ดีก็สามารถปลูกในที่ราบได้ โดยไม่ต้องยกร่อง

สำหรับแมลงที่รบกวนมะลิมากและสร้างความเสียหายต่อดอกมะลิมากที่สุดคือ หนอนเจาะดอก เป็นหนอนที่มีลำตัวขนาดเล็ก สีเขียว ปากหรือหัวมีสีดำ ระบาดมากในฤดูฝน กำจัดได้ยาก ทำให้ดอกมะลิเสียหายมาก โดยตัวหนอนจะเจาะกัดกินดอก ทำให้ดอกเป็นรูและผิดรูปร่าง เมื่อหนอนดูดกินน้ำเลี้ยงจากดอก จะทำให้กลีบดอกเปลี่ยนเป็นสีชมพูอมม่วง ไม่สามารถเก็บจำหน่ายได้

การป้องกันและกำจัดหนอนเจาะดอก ทำโดย

1. เก็บเศษพืชที่หล่นบริเวณโคนต้นเผาทำลาย เพื่อป้องกันดักแด้ของหนอนเจาะดอก และ

2. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของหนอนได้

ความต้องการของตลาดมะลิที่ไม่หยุดนิ่ง การันตีได้จากการปลูกมะลิเด็ดดอก ของ คุณเรณู และ คุณสมโภชน์ สุขเนตร สองสามีภรรยา ที่มีอาชีพปลูกมะลิเด็ดดอกขาย ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้ชื่อว่า มีการปลูกมะลิทั้งจังหวัดมากถึง 1,204 ไร่

ทั้ง คุณเรณูและคุณสมโภชน์ ต่างมีอาชีพปลูกผักสวนครัวขายมาก่อน แต่จากการคำนวณต้นทุนการผลิตและรายได้แล้ว ตลอดระยะเวลาการปลูกผักสวนครัวขาย กำไรเหลือเพียงน้อยนิด เมื่อได้รับคำแนะนำให้ปลูกมะลิจากคนรู้จัก เพราะรายได้ดี จึงไม่รีรอ แปลงสวนผักเป็นสวนมะลิทันที 5 ไร่ ทั้งที่ไม่มีความรู้ในการจัดการสวนไม้ดอกมาก่อน

คุณเรณู เล่าว่า ไม้ดอกเป็นไม้ที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ ต้องทราบระยะของการให้ปุ๋ย การฉีดยาฆ่าแมลง ไม่อย่างนั้นจะทำให้ไม้ดอกไม่ได้ผลผลิตที่ดีและขายได้ตามต้องการ แต่เพราะไม่มีความรู้ ทำให้ไม่ทราบระยะการให้ปุ๋ยและฉีดยาฆ่าแมลง และได้ดอกมะลิในปริมาณไม่มาก เมื่อหักค่ายาฆ่าแมลงและค่าจ้างแรงงานเก็บดอกมะลิแล้ว เหลือกำไรเพียงน้อยนิด ทำให้การปลูกมะลิใน 2 ปีแรก ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงปรึกษากับสามีในการบริหารจัดการ และเพิ่มเติมความรู้ในการดูแลมะลิด้วยวิธีครูพักลักจำจากสวนมะลิที่คุ้นเคย

คุณเรณู มีแนวคิดการสร้างรายได้ครบวงจร หลัง 2 ปี ที่ไม่ประสบความสำเร็จ และเริ่มตั้งต้นใหม่ ขยายพื้นที่ปลูกจากเดิม 5 ไร่ ในตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ไปปลูกเพิ่มอีก 5 ไร่ ในตำบลใกล้เคียง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เช่นเดียวกัน เมื่อปริมาณผลผลิตตรงตามต้องการแล้ว จึงเริ่มขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มที่จังหวัดราชบุรี อีก 11 ไร่ ซึ่งการสร้างรายได้ครบวงจร คุณเรณูทำโดยเช่าแผงค้าที่ปากคลองตลาด ซึ่งเป็นตลาดค้าดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อเป็นจุดถ่ายดอกไม้ทั้งปลีกและส่ง โดยจำหน่ายในราคาเต็ม ไม่ต้องถูกหักจากแม่ค้าหรือพ่อค้ารับซื้อหน้าสวน

“รายจ่ายที่มากที่สุดสำหรับการปลูกมะลิเด็ดดอกคือ ค่ายาฆ่าแมลง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในทุกระยะที่มีแมลงรบกวน เพราะดอกมะลิเปราะบาง แค่เห็นว่ามีแมลงมาบินวนบริเวณต้นหรือดอก วันรุ่งขึ้นเมื่อมะลิให้ดอกก็จะถูกแมลงเข้าทำลาย โดยเฉพาะหนอนเจาะดอกที่เมื่อถูกรบกวน ขายไม่ได้ ต้องทิ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และค่าใช้จ่ายที่สูงมากอีกประการคือ ค่าแรงเด็ดดอก ที่ว่าจ้างกันในราคากิโลกรัมละ 50 บาท และต้องใช้แรงงานเด็ดดอกในคราวเดียวพร้อมกันอย่างน้อย 7-10 คน จึงจะพอ สำหรับการเด็ดดอกขายในแต่ละวัน”

มะลิสวนคุณเรณู เริ่มปลูกในปี 2551 ในระยะ 2 ปีแรกของการปลูก ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ของการปลูก คุณเรณูเริ่มต้นใหม่ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่ลองผิดถูกมาตลอดก่อนหน้า ทำให้กิจการการปลูกมะลิเด็ดดอกก้าวหน้าไปด้วยดี แต่ก็ต้องหยุดปลูก ไม่มีรายได้ไปเกือบปีในช่วงที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 พื้นที่จังหวัดนครปฐม ถูกน้ำท่วมเกือบทั้งหมด กระทั่งน้ำลดจึงเริ่มลงมือปลูกใหม่ และเป็นผลผลิตที่สร้างรายได้ดีถึงทุกวันนี้

บริเวณสวนมะลิของคุณเรณู ในอำเภอนครชัยศรีและอำเภอบางเลน ล้วนมีสภาพเป็นดินเหนียว แม้มะลิจะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่เป็นดินเหนียว ดินร่วนและดินทรายก็ตาม แต่หากพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่ลุ่มน้ำ อาจเกิดน้ำท่วมในฤดูฝน ก็ควรปลูกแบบยกร่อง เพื่อให้ต้นมะลิอยู่สูงพ้นน้ำ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวน้ำท่วมไม่ถึง แต่การยกร่องก็จะช่วยให้การระบายน้ำทำได้ดี

แต่สำหรับสวนมะลิที่จังหวัดราชบุรี พื้นที่ 11 ไร่ คุณเรณูปลูกโดยไม่ยกร่อง เพราะมีสภาพเป็นดินทราย ระบายน้ำได้ดีอยู่แล้ว โดยคุณเรณู บอกว่า สวนมะลิที่จังหวัดราชบุรี เพิ่งขยายพื้นที่ปลูกได้เพียง 10 เดือนเศษ จึงยังไม่เห็นผลผลิตที่ชัดเจน

สวนมะลิที่อำเภอบางเลนและอำเภอนครชัยศรี ปลูกแบบยกร่อง เพราะสภาพดินเหนียวและเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสน้ำท่วมขังมากที่สุด เพราะตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ ในบางคราวฤดูน้ำหลาก ต้นมะลิจึงถูกน้ำท่วมขังบ้าง การปลูกแบบยกร่องจึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้มะลิถูกน้ำท่วมขังน้อยและลดปัญหาโรครากเน่าของมะลิลง คุณเรณู บอกว่า มะลิ เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำแฉะ หากทำให้การระบายน้ำในดินที่ปลูกได้ดีแล้ว จะไม่มีปัญหารากเน่า อีกทั้งต้นมะลิจะไม่แกร็นและเหลือง

การปลูกมะลิแบบยกร่อง แต่ละร่องห่างเกือบ 8 ศอก ทุกร่องคุณเรณูจะปลูกมะลิไว้ 6 แถว ระยะห่างไม่มากนัก เพื่อให้ปลูกมะลิได้เยอะและป้องกันไม่ให้วัชพืชขึ้น ต้นกล้ามะลิซื้อมาในราคาต้นละ 3.50 บาท ก่อนปลูกขุดหลุม รองพื้นด้วยปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยเม็ดชีวภาพ ในระยะแรกของการปลูก มะลิที่สวนคุณเรณูจะไม่มีสารเคมีปนเปื้อน แต่เมื่อฝนตกจำเป็นต้องให้พ่นยาฆ่าแมลง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคและแมลงศัตรูพืชอื่นๆ ตามมา

เพราะคุณเรณู ปลูกระยะถี่มาก ทำให้จำนวนต้นมะลิต่อไร่ อยู่ที่ประมาณ 8,000 ต้น

“โรคและแมลงศัตรูพืชของมะลิ ปกติถ้าปลูกแล้วดูแลดีก็จะไม่เกิดปัญหา ยกเว้นฤดูฝนที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้เกิดโรคและวัชพืชขึ้นเยอะ หากวัชพืชขึ้นปกคลุมมาก จะทำให้ต้นมะลิไม่งาม จึงควรกำจัดทิ้ง ส่วนโรคและแมลง จะเกิดขึ้นหลังจากฝนตกเป็นประจำ ดังนั้น หลังฝนตกทุกครั้งต้องพ่นยาฆ่าแมลง และต้องพ่นยาฆ่าแมลงในเวลา 19.00-20.00 น. หรือเวลา 05.00-06.00 น. เท่านั้น หากเวลาอื่นหนอนหรือแมลงที่ทำลายต้นมะลิจะไม่ออกมา พ่นยาฆ่าแมลงไปก็ไม่ได้ผล”

หลังนำกล้ามะลิลงปลูก ควรรดน้ำเพียงอย่างเดียว วันเว้นวัน สังเกตดูดินไม่แฉะมาก ฤดูฝนงดให้น้ำ ทุกเดือนหลังลงปลูกให้ปุ๋ยชีวภาพ สูตร 27-7-7 เมื่อต้นโต ติดดอกก็ให้ปุ๋ย 16-16-16 หรือ 8-24-24

การตัดแต่งกิ่งสำหรับมะลิจำเป็นมาก หลังต้นมะลิอายุ 2 ปี ควรตัดแต่งกิ่งทุก 3-4 เดือน คุณเรณูจะระดมแรงงานตัดแต่งกิ่งทั้งหมดในคราวเดียว เพราะหลังตัดแต่งกิ่ง มะลิจะแตกกิ่งก้านและให้ดอกสวยงาม

แม้มะลิที่สวนนี้จะพ่นยาฆ่าแมลง เพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชก็ตาม แต่เมื่อถึงขั้นตอนการเก็บดอกมะลิ ก็จะทำความสะอาดอย่างดี ก่อนแพ็กลงกล่องโฟมส่งขายยังปากคลองตลาด แหล่งค้าดอกไม้ใหญ่ที่สุดของประเทศ

คุณสมโภชน์ เล่าว่า แรงงานที่ใช้ในการเก็บดอกมะลิแต่ละครั้ง เป็นแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมาย ซึ่งแต่ละครั้งใช้แรงงานไม่ต่ำกว่า 10 คน เพื่อรวดเร็วต่อการเด็ดดอก ในทุกวันจะเริ่มเด็ดดอกมะลิในเวลา 06.00 น. และสิ้นสุดการเด็ดดอกในเวลา 19.00 น. ของทุกวัน หากจำนวนแรงงานน้อยกว่านี้หรือระยะเวลาเด็ดดอกน้อยกว่านี้ จะทำให้เด็ดดอกมะลิส่งขายไม่ทัน ดอกจะโรยทิ้งหมด

แรงงานทั้งหมดนอกจากจะทำหน้าที่เด็ดดอกแล้ว ต้องนำดอกมะลิมาล้างน้ำ 3-4 น้ำ จากนั้นนำมาคัดดอกเสียทิ้ง แล้วนำไปแช่ในน้ำเย็น ก่อนนำบรรจุถุง โปะด้วยน้ำแข็ง แล้วบรรจุลงกล่องโฟม เพื่อให้ดอกมะลิคงสภาพสดจนถึงมือลูกค้า

ดอกมะลิที่เด็ดดอกจำหน่าย ในพื้นที่อำเภอบางเลนและอำเภอนครชัยศรีที่มีรวม 20 ไร่ สามารถเด็ดดอกมะลิได้สูงสุดถึง 500 ลิตร ต่อวัน แรงงานเด็ดดอกจะได้รับค่าจ้างเด็ดกิโลกรัมละ 50 บาท (1 ลิตร เท่ากับ 700 กรัม) ราคาขายปลีกหน้าร้านในฤดูร้อนและฤดูฝน อยู่ที่ราคาลิตรละ 50-70 บาท ยกเว้นฤดูหนาวที่มะลิไม่ให้ผลผลิต ทำให้ดอกมะลิมีราคาแพงถึงกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 200 บาท

“ลูกสาวจะดูแลแผงดอกไม้อยู่ที่ปากคลองตลาด ตรงนั้นจะเป็นจุดขายส่งและขายปลีก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่ขายดีทุกเทศกาล โดยเฉพาะวันขึ้น 5 ค่ำ วันขึ้น 6 ค่ำ วันแรม 12 ค่ำ และวันแรม 13 ค่ำ เพราะเป็นวันก่อนวันพระ ความต้องการใช้ดอกมะลิสูงมาก นอกจากนี้ มะลิยังได้รับความนิยมในเกือบทุกเทศกาล จึงขายดีตลอด แม้ว่าราคาดอกมะลิจะแพงตามฤดูกาลก็ตาม”

มะลิจากสวนคุณเรณูส่งขายไปยังจังหวัดต่างๆ อาทิ สุราษฎร์ธานี พังงา ชลบุรี จันทบุรี มุกดาหาร สงขลา ภูเก็ต อำนาจเจริญ และบึงกาฬ เป็นต้น

นอกจากมะลิจะเป็นพืชทำรายได้ให้กับครอบครัวคุณเรณูก็ตาม แต่การเห็นช่องทางการจำหน่ายดอกไม้ที่จัดอยู่ในกลุ่มดอกไม้ร้อยพวงมาลัย ทำให้คุณเรณูปลูกไม้ดอกอื่นเพิ่ม แม้จะปริมาณไม่มากนัก แต่ก็เพิ่มให้แผงค้าสมบูรณ์ไปด้วยไม้ดอกกลุ่มร้อยพวงมาลัยด้วยกัน

ปัจจุบัน มีดอกรัก ซึ่งปลูกตามคันนา สามารถเก็บดอกรักขายได้ วันละ 50-100 ลิตร ส่วนดอกกุหลาบและดอกดาวเรือง ยังคงรับมาจากเกษตรกร เพราะไม่มีพื้นที่ปลูกดาวเรืองและกุหลาบ อีกทั้งเวลาในการบริหารจัดการน้อย จึงเลือกปลูกดอกรัก ซึ่งเป็นไม้ดอกที่เจริญเติบโตเร็วและง่ายต่อการดูแลรักษา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในการปลูกมะลิ ได้ที่ คุณเรณู สุขเนตร โทรศัพท์ (081) 986-5746 และ (084) 884-1595 หรือคลิกเข้าไปชมภาพสวนมะลิได้ที่หน้าเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/สวนมะลิบ้านคุณบุ๋ม

ศัพท์ในวงการค้ามะลิ

มะลิดิบ หมายถึง มะลิที่เก็บในช่วงเช้าไม่เกิน 12.00 น. ดอกจะออกสีเขียว และดอกแน่น เก็บไว้ใช้งานได้นานกว่า

มะลิหอม หมายถึง มะลิที่เก็บช่วงบ่ายตั้งแต่ 12.00-18.00 น. จะทำให้ดอกสีขาวและหอมกว่าเก็บในช่วงเช้า แต่บานเร็วกว่า

มะลิบ้าน เดิมหมายถึง มะลิในเขตกรุงเทพมหานคร แต่ช่วงหลังมีพื้นที่ปลูกน้อยลง จึงเรียกมะลิที่มาจากอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ว่า มะลิบ้าน แทน แต่ปัจจุบัน มะลิที่มาจากจังหวัดอื่นๆ เช่น กาญจนบุรี เพชรบุรี ก็เรียก มะลิบ้าน ส่วนมะลิที่มาจากจังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ เรียกว่า มะลิต่างจังหวัด

มะลิแช่ หมายถึง มะลิที่ขายไม่หมดในวันนั้น ต้องแช่ค้างคืนเกินกว่า 1 วัน

มะลิเม็ด หมายถึง ผลิตภัณฑ์ในรูปดอกมะลิ

อ่างมะลิ หมายถึง จุดรับซื้อและรวบรวมผลผลิตมะลิ เนื่องจากจะมีอ่าง เช่น อ่างซีเมนต์สำหรับแช่ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ซาวมะลิ ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและบรรจุเพื่อส่งจำหน่าย หรือนำไปแปรรูปส่งไปยังปากคลองตลาดหรือแหล่งจำหน่ายอื่น

เทคนิคการผลิตมะลิในฤดูหนาว

เนื่องจากในฤดูหนาว มะลิจะออกดอกน้อย แต่ตลาดมีความต้องการในปริมาณที่สูง จึงทำให้มะลิมีราคาแพงกว่าปกติ ดังนั้น หากเกษตรกรสามารถทำให้มะลิออกดอกในฤดูหนาวได้ ก็จะทำให้มีรายได้ดีจากการปลูกมะลิ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มะลิออกดอกในฤดูหนาว มี 2 ข้อ ดังนี้

1. ตัดแต่งกิ่ง ทำโดยการตัดแต่งกิ่งแห้ง กิ่งที่เป็นโรคหรือถูกแมลงทำลาย กิ่งไขว้ล้มเอนไม่เป็นระเบียบ และกิ่งเลื้อย ซึ่งวิธีการตัดแต่งกิ่งมี 2 วิธี คือ

- แบบเหลือกิ่งไว้กับต้นยาว โดยตัดแต่งกิ่งออกเพียงเล็กน้อยให้เหลือกิ่งสมบูรณ์ไว้กับต้นมากๆ การตัดแต่งกิ่งวิธีนี้ เหมาะกับมะลิที่มีอายุน้อย

- แบบเหลือกิ่งไว้กับต้นสั้น โดยตัดแต่งกิ่งให้เหลือเพียง 3-4 กิ่ง แต่ละกิ่งยาวประมาณ 1-1.5 ฟุต การตัดแต่งกิ่งวิธีนี้ใช้กับมะลิอายุ 2 ปีขึ้นไป

มะลิมีช่วงระยะเวลาตั้งแต่เก็บดอก จนถึงตากิ่งเจริญให้ดอกใหม่อีกครั้ง ประมาณ 6 สัปดาห์ ดังนั้น ถ้าเกษตรกรต้องการให้มะลิออกดอกในเดือนใด ก็ต้องนับย้อนเวลาตัดแต่งกิ่งถอยหลังไป 6 สัปดาห์ และถ้าต้องการให้แปลงมะลิทุกแปลงออกดอกพร้อมกันหมด เวลาตัดแต่งกิ่งก็ตัดให้หมดทุกแปลงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น เมื่อต้องการให้มะลิออกดอกในฤดูหนาว ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดแต่งกิ่งคือ ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน

2. การบำรุงรักษาต้นและดอก

- การบำรุงต้น เมื่อตัดแต่งกิ่งมะลิแล้ว จำเป็นมากที่ผู้ปลูกจะต้องบำรุงต้นมะลิให้สมบูรณ์ โดยการใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอกใส่ได้ไม่จำกัด ส่วนปุ๋ยเคมีใส่เดือนละครั้ง สูตรปุ๋ยที่แนะนำ คือ สูตร 15-15-15 ใช้ในอัตรา 1-2 ช้อนแกง ต่อต้น

- การบำรุงดอกในฤดูหนาว นอกจากมะลิจะออกดอกน้อยแล้ว ยังมีขนาดเล็กอีกด้วย ดังนั้น จึงควรให้ปุ๋ยทางใบที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 10-45-10 ฉีดพ่นหลังใบ ในอัตรา 3 ช้อนแกง ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นทุก 10 วัน แนะนำให้ใช้ในฤดูหนาวเท่านั้น สำหรับฤดูอื่นไม่แนะนำให้ใช้ปุ๋ยทางใบ เนื่องจากมะลิมีราคาไม่สูง ซึ่งไม่คุ้มกับการลงทุน

การใช้สารไทโอยูเรียเร่งการออกดอกในฤดูหนาว

สารไทโอยูเรีย มีผลต่อการชักนำให้มะลิออกดอก จากการวิจัยเกี่ยวกับการบังคับให้มะลิออกดอกในฤดูหนาวได้นั้น พบว่า สารไทโอยูเรียเป็นสารที่มีผลทำลายการพักตัวของมะลิ และเร่งการออกดอกของมะลิในฤดูหนาวได้เป็นผลสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ

ขั้นตอนการปฏิบัติ

1. ตัดแต่งกิ่งมะลิในเดือนกันยายน

2. ให้ปุ๋ยและน้ำ เพื่อบำรุงต้นให้สมบูรณ์ โดยใช้ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 30 กรัม ต่อต้น ในเดือนกันยายนและตุลาคม

3. พ่นสารไทโอยูเรีย 1 เปอร์เซ็นต์ (ไทโอยูเรีย 200 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร) ในเดือนพฤศจิกายน มะลิจะออกดอกหลังจากพ่นสารไทโอยูเรียแล้วประมาณ 20 วัน และเก็บดอกต่อเนื่องไปอีก 1 เดือน นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า การให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงร่วมกับสารไทโอยูเรีย ก็จะมีผลต่อการเพิ่มปริมาณดอกได้ดีขึ้นอีก

จากการปฏิบัติดังกล่าว เราสามารถบังคับให้มะลิออกดอกในช่วงที่ต้องการได้คือ ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวที่ดอกมะลิมีราคาแพง

ตั้ง “กลุ่มตรวจการสหกรณ์” ปราบทุจริตขบวนการสหกรณ์

ดร. จุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อให้การกำกับดูแลและตรวจสอบการบริหารงานของสหกรณ์มีประสิทธิภาพและเกิดความโปร่งใสมากขึ้น กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ดำเนินการจัดตั้ง “กลุ่มตรวจการสหกรณ์” ภายในสำนักงานสหกรณ์จังหวัดและสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 และ พื้นที่ 2 ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบกิจการและฐานะการเงินของสหกรณ์ให้สามารถดำเนินการภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบของสหกรณ์ ระเบียบและคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสหกรณ์มากขึ้น

“การตรวจการสหกรณ์ ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อจับผิด แต่เป็นการสอดส่องดูแลการดำเนินกิจการของสหกรณ์ให้เกิดความถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นการป้องกันขัดขวางคนที่หวังเข้ามาใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของสมาชิกสหกรณ์ที่มีต่อสหกรณ์” ดร. จุมพล กล่าว

สำหรับขั้นตอนการตรวจการสหกรณ์ กรมได้จัดทำระบบการตรวจการสหกรณ์เป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้

1. การแต่งตั้งผู้ตรวจการสหกรณ์ ทำหน้าที่รับผิดชอบการตรวจสอบข้อมูลของทุกสหกรณ์

2. การมอบหมายงาน อาจมอบหมายรายตัว หรือกรณีมีเหตุจำเป็นอาจตั้งเป็นคณะผู้ตรวจการสหกรณ์

3. ดำเนินการตรวจการสหกรณ์

4. การรายงานนายทะเบียนสหกรณ์

5. นายทะเบียนสหกรณ์สั่งการ

6. ติดตามผล และ

7. ประเมินผลและรายงานนายทะเบียนสหกรณ์

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้ภารกิจการตรวจการสหกรณ์มีประสิทธิภาพ กรมจึงได้มอบให้ผู้ตรวจการสหกรณ์และกลุ่มตรวจการสหกรณ์ เน้นการตรวจสอบกิจการของสหกรณ์ต่างๆ ใน 2 เรื่องหลักๆ คือ

1. การตรวจสอบกิจการอำนวยการ เป็นการตรวจการความสามารถในการบริหาร อาทิ ด้านงานบุคคล สวัสดิการ งานตรวจกฎหมาย งานรับจ่ายเงิน งานนิติกรรมสัญญา และ

2. การตรวจสอบกิจการทางธุรกิจ คือตรวจสอบความสามารถในการจัดการธุรกิจของสหกรณ์ ตามหลักการที่ว่าการดำเนินธุรกิจต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบรรดาสมาชิก

“ถ้าตรวจสอบพบข้อผิดพลาด หรือสิ่งที่ควรปรับปรุง กรมจะแนะนำสหกรณ์ดังกล่าวให้ดำเนินการแก้ไข เพื่อลดความเสี่ยงหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกของสหกรณ์ ส่วนกรณีที่ตรวจพบสหกรณ์ซึ่งส่อทุจริต หรือไม่โปร่งใส กรมจะเข้าไปดำเนินการหาทางป้องกันและหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขยายผลหรือปัญหาการทุจริตรุนแรงที่จะสร้างความเสียหายกับสมาชิกของสหกรณ์ และท้ายสุด กรณีตรวจพบสหกรณ์ที่ฉ้อโกงหรือทุจริตก็จะเร่งดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด” ดร. จุมพล สงวนสิน กล่าว

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

“การตลาดมะม่วงของไทย (ตอนที่ 6) “การผลิตมะม่วงส่งออก เขตภาคเหนือตอนล่าง”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

เทคโนฯ สัมมนาอยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจ มะม่วง

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“การตลาดมะม่วงของไทย (ตอนที่ 6) “การผลิตมะม่วงส่งออก เขตภาคเหนือตอนล่าง”

สำหรับเนื้อหาการบรรยายในภาคแรกของการสัมมนามะม่วง ที่นำเสนอในประเด็น “พัฒนาการผลิตมะม่วงไทย” จากท่านวิทยากรที่มากประสบการณ์ทั้ง 3 ท่าน ได้เสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้เนื้อหาจะให้ความสำคัญกับพันธุ์มะม่วงที่น่าสนใจ ทั้งที่เป็นของบ้านเราและต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาต้นมะม่วงเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานตามความต้องการของตลาด

ส่วนในภาค 2 เนื้อหายังเข้มข้นอยู่ และเป็นแนวที่หลายคนโดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพปลูกมะม่วงยังต้องให้ความสำคัญมาก นั่นคือ เรื่องการตลาดหรือการขาย ที่ว่าสำคัญเพราะถ้าปลูกมะม่วงแล้วไม่มีแหล่งขายก็เปล่าประโยชน์ หรือถ้าปลูกเอง ขายเอง น่าจะประสบปัญหาตลาดแคบไป

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ประกอบอาชีพปลูกมะม่วงคือ ควรรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็ง เนื่องจากไม่เพียงแค่ขายในประเทศแล้วยังมีโอกาสนำไปขายต่างประเทศได้ด้วยหากมีการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพอย่างเต็มที่

นอกจากนั้นแล้ว ภาคที่ 2 นี้ ผู้อ่านยังได้รับรู้ข้อมูลธุรกิจการแปรรูปมะม่วงจากผู้ประกอบธุรกิจด้านนี้โดยตรง ซึ่งบางท่านอาจยังไม่ทราบว่า มะม่วง 1 ผล สามารถเพิ่มมูลค่าได้อย่างน่าตกใจ และสุดท้ายในภาค 2 นี้ มารับฟังประสบการณ์จากผู้ค้าขายมะม่วงที่ตลาดไทว่ามะม่วงพันธุ์อะไรที่ตลาดผู้บริโภคชื่นชอบ หรือแนวโน้มในอนาคตพันธุ์มะม่วงอะไรที่ควรจับตามอง เผื่อท่านจะได้ลงมือปลูกทันทีเพื่อให้ทันความต้องการ

ในภาค 2 ของการสัมมนา ได้รับเกียรติจาก อาจารย์วิสุทธิ์ สุวรรณมณี รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ และหัวข้อที่จะบรรยายเป็นเรื่องแรกคือ “การผลิตมะม่วงส่งออก เขตภาคเหนือตอนล่าง” ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยมีเนื้อหาการบรรยายต่อไปนี้…

อาจารย์วิสุทธิ์ – เรียนท่านทั้งหลายและขอนำเรียนทุกท่านเข้าสู่การเสวนาที่น่าตื่นเต้น เร้าใจที่สุด ในครั้งนี้ภายใต้หัวข้อ “อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจมะม่วง” ผมต้องชื่นชมคนตั้งชื่อหัวข้อนี้มาก น่าจะแปลได้ง่ายๆ ว่า การที่จะปลูกมะม่วงให้ได้กิน จะต้องรู้จักมะม่วงว่าชอบอะไร แบบไหน ถึงจะสามารถออกดอกติดผลให้เราได้กิน

สำหรับวิทยากรท่านแรกเป็นชาวสวนมะม่วง อยู่ที่จังหวัดพิจิตร งานสัมมนาครั้งนี้ท่านจะมาเล่าว่าการปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออกที่จังหวัดพิจิตรทำกันอย่างไร ปกติจังหวัดพิจิตรมักจะได้ยินกันในเรื่องของข้าว เดี๋ยวจะได้รู้กันว่าทำไมพื้นที่บางอำเภอเหมาะที่จะปลูกมะม่วงให้ได้คุณภาพดี ท่านผู้นั้นคือ คุณสายันต์ บุญยิ่ง ท่านมาทั้งในตำแหน่งของเลขาธิการชมรมชาวสวนมะม่วงแห่งประเทศไทยและในตำแหน่งเจ้าของสวนคุณภาพดีในการส่งออก สวนของท่านชื่อ “สวนสมบัติ”

แต่ก่อนที่จะมาเริ่มคุยเรื่องมะม่วง ซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ที่ปลูกตั้งแต่เหนือจรดใต้ ปีหนึ่งมีผลผลิต ประมาณ 3,000,000 ตัน ส่วนใหญ่กินกันเอง แล้วถ้ามีเหลือก็นำไปขายที่ตลาด อาจมีบ้างที่ส่งออกไปต่างประเทศ มะม่วงไทยพัฒนามาได้ถึงวันนี้ เพราะถูกพัฒนาผ่านจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมานาน จุดเปลี่ยนผ่านที่น่าจะเรียกว่าเป็นจุดพลิกผันของมะม่วง เกิดขึ้นมานานแล้ว เมื่อ 30 ปีที่แล้ว

บุคคลที่ผมจะเอ่ยชื่อต่อไปนี้ท่านไม่ได้มาร่วมในงานครั้งนี้ด้วย แต่ด้วยคุณูปการของบุคคลเหล่านี้จึงทำให้วงการมะม่วงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ ดังนั้น ขอให้ท่านได้ระลึก ชื่นชม ซึ่งท่านแรกคือ อาจารย์สนั่น ขำเลิศ เป็นปรมาจารย์ด้านการขยายพันธุ์พืชโดยเฉพาะมะม่วง ถึงแม้ว่าการขยายพันธุ์องค์ความรู้เรื่องการขยายพันธุ์ในยุคนั้น กับในยุคนี้มันจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ถือว่าอาจารย์สนั่น เป็น 1 ใน 5 เสือมะม่วง ที่ทำให้บ้านเรามีพัฒนาการมาถึงวันนี้

อีกท่านหนึ่งสมัยก่อนท่านมีความพยายามมาก มะม่วงที่เก็บเกี่ยวมาแล้ว ใช้เทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยว ยุคนั้นจำได้ว่าเป็นยุคแรกที่มีการนำมะม่วงน้ำดอกไม้ไปขึ้นเครื่องบินของการบินไทย นำไปให้คนยุโรปได้ชิมกัน พยายามกันมาก ขอให้ทุกท่านระลึกถึง ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในช่วงนั้นมาก

วันนี้มะม่วงสวยงาม เพราะได้แร่ธาตุอาหารสมบูรณ์ อยากให้ทุกท่านนึกถึง อาจารย์วิจิตร วังใน ซึ่งท่านนี้มีความรู้เรื่องดิน ปุ๋ย เป็นอย่างดี แล้วอยู่ในยุคของการเปลี่ยนผ่านมะม่วงครั้งสำคัญด้วย

นอกจากนั้นแล้ว ที่สำคัญที่สุดมากไปกว่านั้นเป็นคนที่มีชื่อเสียงเรื่องมะม่วงมาก อดีตท่านเป็นหัวหน้าสถานีวิจัยปากช่อง เซียนมะม่วงทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี อยากให้ทุกท่านระลึกถึง อาจารย์ฉลองชัย แบบประเสริฐ

หลังจากนั้น ก็มีพัฒนาการของมะม่วงมาเรื่อยๆ ผมอยากให้ท่านนึกถึง รองศาสตราจารย์ ดร. พีระเดช ทองอำไพ แล้วที่นั่งอยู่ในห้องสัมมนาแห่งนี้ที่มีส่วนสำคัญที่จะทำให้มะม่วงของเราพัฒนาก้าวหน้าไปอีกระดับ นั่นคือ อาจารย์ประทีป กุณาศล ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนามะม่วงไทยรุ่นหลัง จนกระทั่งมะม่วงบ้านเรามันไปไกลเกินกว่าประเทศเพื่อนบ้านจะตามทัน

เพราะฉะนั้น ไม่ว่า 1-2 ปีข้างหน้า จะเปิด AEC หรือเปิดการค้าเสรีอะไรก็แล้วแต่ในโลก ชาวสวนมะม่วงไม่เคยกลัวเพราะมีประสบการณ์ที่มากมาย

คราวนี้ไปเที่ยวพิจิตรกันเสียที อยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง อยากให้คุณสายันต์บอกว่า ที่พิจิตรมีอะไร ถึงทำให้มะม่วงจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ไปเจริญเติบโตรุ่งเรือง ตรงบริเวณนั้นเส้นรุ้ง เส้นแวง ดิน ฟ้า อากาศมันเหมาะหรืออย่างไร มันถึงจะทำได้ดีขนาดนั้น

คุณสายันต์ – ขอบคุณนะครับ และขอสวัสดีทุกท่านที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องของมะม่วงของไทย ผมเป็นเกษตรกรที่คลุกคลี เติบโตอยู่กับสวนผลไม้ ซึ่งแต่เดิมก็ทำนาข้าว ทำไร่ ซึ่งก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับมะม่วงมากมาย แต่ว่าเห็นมะม่วงเป็นพืชสวนหลังบ้าน เป็นต้นไม้ที่แทบจะอยู่ทุกครัวเรือนของคนไทยเราสมัยก่อน ปัจจุบันก็ยังคงอยู่อย่างนั้น ซึ่งชื่อเรื่องที่มาสัมมนาครั้งนี้โดนใจมาก มะม่วงอยู่กับพวกเรา ให้ร่มเงา ให้ผลผลิต เป็นอาหารของเรา แล้วจะทำอย่างไรให้รู้ใจมะม่วง มะม่วงควรอยู่อย่างไร กินอย่างไร จะทำอย่างไรให้มะม่วงออกดอกออกผล ให้ผลผลิตตอบแทนเรากลับมา ทำไมตรงพิจิตรมีอะไรดี ถึงมีมะม่วงบริเวณนั้นมาก เพราะว่าในสื่อที่ลงในเทคโนโลยีชาวบ้านเล่มใหม่ได้ลงเรื่องราวของจังหวัดพิจิตรว่า เป็นแหล่งใหญ่ของประเทศ ที่นั่นไม่ใช่ว่าเป็นที่ที่ดีที่สุด แต่อดีตกลับเป็นที่ที่เลวที่สุด ดินแย่ที่สุด มันทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว

เมื่อก่อนไม่มีต้นไม้เลย พอมีแค่ตามหัวไร่ปลายนาเท่านั้นเอง มองไปมีแต่เปลวแดด ร้อนแล้งมาก นอกเขตชลประทาน แม้ว่าพิจิตรจะมีแม่น้ำไหลผ่าน 2 สาย ก็จริง แต่ตรงที่อาศัยอยู่อำเภอสากเหล็กซึ่งติดกับจังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ที่สูง แห้งแล้งกันดาร มีแต่ดินลูกรัง ทำพืชอะไรไม่ได้ ทำถั่วก็ไม่ได้ผลผลิต ได้ก็ไม่คุ้มทุน ข้าวโพดมีต้นเล็กนิดเดียว

แต่มีเกษตรกรอยู่ท่านหนึ่งที่ท่านบุกเบิกซึ่งจะอดกล่าวถึงท่านไม่ได้ ก็คือ คุณลุงสมหมาย บัวผัน ซึ่งบางท่านอาจจะรู้จัก ถ้าอยู่ในแวดวงไม้ผลของจังหวัดพิจิตร คุณลุงเริ่มจากมะม่วงเพียง 2 ต้น เท่านั้น ปลูกอยู่ในป่าข้าวโพดข้างบ้าน แล้วคอยสังเกตเฝ้าดูมะม่วงเขียวเสวย มะม่วงเพชรบ้านลาด ที่ค่อยๆ ออกดอกออกผล ติดผลกินอร่อย มะม่วงตอนนั้นราคาประมาณ กิโลกรัมละ 15-20 บาท ถือว่าสูงมาก เพราะมูลค่าเงินสูง

จากมะม่วง 2 ต้น ขยายเนื้อที่ออกไปเป็น 5 ไร่ ทำการตลาดด้วยการหาบไปขายตามสถานที่ราชการบ้าง ตามธนาคาร ตามตลาด เพราะตอนนั้นเรื่องการตลาดมันไม่เหมือนวันนี้ หลายคนมองว่าถ้าปลูกมากจะไปขายตรงไหน

จากการเริ่มต้นตั้งแต่ ปี 2527 นับมาวันนี้ก็ประมาณ 30 ปี จากผืนดินแห้งแล้งกันดาร กลายเป็นป่าเศรษฐกิจผืนใหญ่ ประมาณ 200,000 ไร่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งช่วงที่ขยายมากประมาณ ปี 2533 ได้ขยายเริ่มแรกจาก 5 ไร่ เป็น 10 ไร่ สู่พี่ สู่น้อง สู่เพื่อนบ้านจากตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร มาอำเภอเนินมะปราง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก อำเภอวังโป่ง อำเภอชนแดง จังหวัดเพชรบูรณ์ ในบริเวณนั้นจำนวน 5-7 อำเภอ มีสวนอยู่ประมาณซัก 200,000 ไร่ ที่ขึ้นทะเบียน GMP ไว้กับกรมวิชาการเกษตร

สิ่งนี้จึงเป็นที่มาเบื้องต้นว่า ทำไม มะม่วงบริเวณนั้นมีมาก ทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว ที่เป็นมะม่วงเพราะว่ามะม่วงเป็นพืชทนแล้ง ถ้าดูนิสัยใจคอแล้วดูตามหลังบ้านเรา ไม่ต้องไปทำอะไรเลย ถึงฤดูกาล พอเข้าสู่หน้าแล้งกระทบอากาศหนาวนิดหน่อยก็ออกดอก ให้ผลตามธรรมชาติในช่วงฤดูแล้ง แล้วก็มาเก็บเกี่ยวช่วงเมษายน เพราะว่าเป็นช่วงแล้งอยู่ เพราะฉะนั้นนิสัยใจคอของมะม่วงไม่ใช่ไม้ชอบน้ำ จึงสามารถอยู่ในเขตที่แห้งแล้งได้ ไม่จุกจิกอะไรมาก เพียงแต่อย่าไปจุกจิกอะไรมาก

อาจารย์วิสุทธิ์ – จากการเริ่มต้นเล็กๆ แค่มะม่วง 2 ต้น จนขยายพื้นที่เป็นแสนไร่ ชาวบ้านในสมัยนั้นได้ไปเรียนรู้อะไรมาจึงประสบความสำเร็จถึงขนาดนี้

คุณสายันต์ – ความจริงความรู้ความสามารถของเกษตรกรที่ทำรุ่นแรกๆ ผมเชื่อว่า คนรุ่นนั้นไม่ค่อยได้เรียนอะไรกัน แต่ด้วยกลุ่มที่มองการเกษตรหรือคนในกลุ่มหลักที่พอจะแยกได้ก็คือ ตรงนั้น อย่าง คุณลุงสมหมาย ก็อาจจะเป็นคนที่หัวไวใจสู้ เพราะว่าเกษตรกรที่หัวไวใจสู้ มีอะไรใหม่ เดินทางไปตรงไหน เห็นใครทำอะไรแล้วนำมาทำ ลองทำ คอยเรียนรู้ ค่อยๆ ศึกษา งานที่ทำจะสอนให้เราเก่งขึ้น

“เหมือนผมวันนี้ ด้วยที่เราปฏิบัติมา สอนให้เราเก่ง สอนให้เรารู้ สอนให้เรานึกได้เลยว่า ในกระบวนการตั้งแต่ผลิตจนถึงตลาด เราต้องทำอะไรบ้าง คุณลุงสมหมายหรือเกษตรกรตรงนั้นก็เช่นกัน ทำไป เรียนไป รู้ไป ยิ่งนานเข้ายิ่งมีความชำนาญ สร้างสมประสบการณ์ไปเรื่อย”

อาจารย์วิสุทธิ์ - ในบริเวณนั้นทั้งหมด มีผลผลิตปีหนึ่งสักเท่าไร

คุณสายันต์ – โดยเฉลี่ยมะม่วง 1 ไร่ ประมาณ 1 ตัน เพราะว่าของเราปัจจุบันตั้งแต่รุ่นท่านอาจารย์พีระเดช อาจารย์สนั่น และอีกหลายท่าน ท่านเหล่านั้นได้ทำเรื่องของการวิจัยการบังคับมะม่วงออกนอกฤดู ทำให้เป็นอานิสงส์ของพี่น้องเกษตรกรว่า นอกจากจะออกตามฤดูกาลแล้ว ยังสามารถบังคับให้ออกนอกฤดูกาลได้ตามความต้องการของเรา อันนี้ทำให้เกษตรกรวันนี้สามารถผลิตมะม่วงออกได้ตลอดทั้งปี คราวนี้ท่านเดินไปในตลาด ตลาดไหนก็ได้ มีมะม่วงจำหน่ายให้ท่านบริโภคตลอดทั้งปี แต่ว่าอาจจะมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับบางช่วง

อาจารย์วิสุทธิ์ - อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่ได้เรียนรู้ ได้แลกเปลี่ยนจากการผลิตมะม่วง แล้วทีนี้พูดถึง 3-5 อำเภอแถวนั้น ส่วนใหญ่พันธุ์ที่ปลูกเป็นพันธุ์มะม่วงอย่างเดียวกันทั้งหมด หรือว่ามีพันธุ์อื่นที่ปนเข้าไปบ้าง

คุณสายันต์ - ดั้งเดิมเลย ตั้งแต่รุ่นอาจารย์มนู หรือหลายท่านที่ทำเกี่ยวกับเรื่องมะม่วงทำทุกสายพันธุ์ ตั้งแต่รุ่นแรกๆ ปี 2527-2529 พันธุ์ไหนที่ดี มีขายในท้องตลาด ใครว่าพันธุ์อะไรนำมาปลูกหมดเลย ตั้งแต่เขียวเสวย หนองแซง เพชรบ้านลาด มันค่อม ศาลายา มันขุนศรี เอามาปลูกหมดเลยทุกสายพันธุ์ แล้วค่อยๆ คัดไป พันธุ์ไหนดี อร่อย ออกผลง่าย ออกผลได้ดี ตลาดต้องการสูง อันนี้เอาไว้ อันไหนไม่ดีก็ถูกตัดถูกเปลี่ยนยอดไป เมื่อก่อนของผมมีทุกสายพันธุ์เลย อันไหนของเราไม่ดีก็เปลี่ยนได้ ก็เป็นลักษณะนี้ครับ

สำหรับสายพันธุ์ที่ทำเชิงการค้า ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน ในเรื่องของการทำสวนเกษตร ส่วนหนึ่งไว้บริโภคเอง ทำไว้เพื่อแจกญาติพี่น้อง ส่วนหนึ่งทำเพื่อเชิงพาณิชย์ ทำเป็นอาชีพหลักเลย อย่างโซนเหนือตอนล่าง ถือว่าทำเป็นอาชีพหลักของการเกษตร พันธุ์หลักๆ ก็จะเป็นน้ำดอกไม้ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ รองลงมาก็จะเป็นพันธุ์ฟ้าลั่น พันธุ์โชคอนันต์ พันธุ์มหาชนก แล้วยังมีพันธุ์อื่นที่เป็นต่างประเทศ อาร์ทูอีทู จินหวง อันนี้ก็จะรองๆ ลง ขึ้นอยู่กับการตลาด พันธุ์ไหนดีจะเปลี่ยนเพิ่มขึ้นมา พันธุ์ไหนราคาไม่ดีก็จะค่อยๆ หายไป จริงๆ พันธุ์ฟ้าลั่นเกือบจะหายไปแล้ว เพราะบางช่วงตอนที่เวียดนามยังไม่หวือหวาขนาดนี้ ฟ้าลั่นเหลือกิโลกรัมละ 3-5 บาท ซึ่งต่ำมาก ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด 2 บาท เมื่อเป็นเช่นนั้นเลยปล่อยร่วงหมด เพราะไม่คุ้ม คนซื้อต้องไปเก็บเองแล้วมาแบ่งครึ่งกัน ตอนหลังๆ ด้วยภาวการณ์ตลาด คือเมื่อก่อนทำเพื่อรอคนมาซื้อ พอไม่มาซื้อจึงต้องปล่อยทิ้ง ไม่รู้จะไปขายที่ไหน

แต่วันนี้เมื่อมีการเชื่อมโยงการค้า เรื่องของ AEC เรื่องของการส่งออกต่างๆ ทางกรมส่งเสริมฯ ที่เป็นพี่เลี้ยงให้เรา ภาคเอกชนที่ทำการค้าระหว่างประเทศได้รู้ข้อมูลพวกเรามากขึ้นที่จะโยงถึงสมาคม เมื่อก่อนทางกรมส่งเสริมฯ ตั้งเป็นกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วง ก็มีกลุ่มอยู่ทั่วประเทศ ประมาณ 70-80 กลุ่ม ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ จนถึงเชียงใหม่ เชียงราย 30 กว่าจังหวัดที่ผลิตมะม่วง ทุกคนแข่งกันผลิต พิจิตรแข่งฉะเชิงเทรา ฉะเชิงเทราผลิตแข่งปากช่อง โคราช แต่วันนี้พอรวมกลุ่มกันเป็นสมาคม จึงให้ทุกกลุ่มมาดูภาพการผลิตทั้งประเทศ แล้วจึงมีการตกลงกันว่าจังหวัดไหนจะผลิตออกเมื่อไร

หรือเป็นการหารือกันว่า ทำอย่างไร จะผลิตไม่ให้ตรงกัน วางแผนการตลาดร่วมกัน เพราะว่าปัจจุบันบังคับมะม่วงได้ จะให้ออกเดือนไหน เก็บเดือนไหน เดือนไหนที่มีมาก ทำอย่างไรไม่ให้มีมากจนเกินไป แบ่งวางแผนการผลิตแล้วจะได้มีของขายตลอดทั้งปี ผู้ซื้อ ผู้ส่งออกจะได้มีของส่งตลอดทั้งปี เพราะว่าในญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป ไม่ได้ต้องการซื้อมะม่วงแค่เดือนเมษายน หรือไม่ต้องการแค่เดือนมกราคม แต่ต้องการตลอดทั้งปี จึงต้องมาวางแผนกันว่า จะผลิตมะม่วงอย่างไรให้มีออกจำหน่ายได้ตลอดทั้งปีและสม่ำเสมอ

อันนี้จึงเป็นเทคโนโลยีหรือเทคนิคที่เหล่าท่านอาจารย์หลายท่านได้ทำงานไว้ให้กับพวกเรา เราก็เป็นผู้ปฏิบัติ ก็ลองทำผิดทำถูก เรียนรู้กันไป จน ณ วันนี้ สามารถนำมาเล่าได้ ซึ่งด้วยความยาวของประเทศที่มีอะไรแตกต่างกันมาก บางอย่างทำได้ดีที่ฉะเชิงเทราที่เป็นต้นแบบในการส่งออก แต่ทำที่จังหวัดพิจิตรอาจจะไม่ได้ ด้วยเงื่อนเวลา สถานที่ ภูมิอากาศ หลายสิ่งแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะทางตอนเหนือต่างกัน ฉะนั้นวิธีการอาจจะต้องต่างกัน วิธีการอาจจะคล้ายกัน แต่เงื่อนเวลาต่างกัน

อาจารย์วิสุทธิ์ – ทีนี้พอได้ผลผลิตออกมาอย่างนี้แล้ว ช่วยเล่าให้ฟังว่า คิดทำการตลาดกันยังไง แบ่งเป็นตลาดในและต่างประเทศ สัดส่วนเป็นอย่างไร

คุณสายันต์ – เรื่องการตลาดที่เราทำเชิงการค้าปัจจุบัน ตัวเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจทำสวนผลไม้ต้องคิดถึงตัวเองเป็นหลัก จะทำอะไรได้ อย่างทางการตลาดของผมเล่นที่น้ำดอกไม้สีทอง ทำไมถึงเล่นตัวนี้ ด้วยองค์ความรู้ ด้วยประสบการณ์ที่เราทำ ด้วยแรงงานที่เรามี ด้วยสภาพพื้นที่ เครื่องมือเครื่องจักรที่มีทำได้ แต่บางคนถ้าจะทำการตลาดเหมือนผม อาจจะไม่ได้ จะต้องดูความพร้อมของตัวเองว่า คุณพร้อมที่จะทำตัวไหน พันธุ์ไหน มากน้อยแค่ไหน

ตัวเลขการส่งออกที่เราเห็น ณ วันนี้ มันอาจจะเป็นตัวเลขที่ภาครัฐพอจัดเก็บได้ แล้วเราก็จะมองตัวเลขที่ราคาสูงที่สุดอย่างน้ำดอกไม้สีทอง ขายกันกิโลกรัมละ 80-100 บาท มันแค่นิดเดียวเอง ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่เราสามารถส่งออกได้ ตัวเลขที่กรมส่งเสริมฯ พื้นที่การผลิตประมาณ 2,000,000 ไร่ แต่ว่าผลิตเชิงการค้าจริงๆ อาจจะประมานล้านกว่าไร่ แล้วก็พันธุ์ที่ทำ ถ้าพูดว่าพันธุ์น้ำดอกไม้ ส่งออกดีที่สุด ราคาดีที่สุด

ปัจจุบันน้ำดอกไม้ล้นตลาด เพราะว่าจากสื่อก็ดี จากที่พวกเราพูดก็ดี ทุกคนก็ปลูกน้ำดอกไม้ มันล้นตลาด ฉะนั้น ผมถึงมองว่า ตัวเกษตรกรเองต้องคิด วิเคราะห์ถึงความเหมาะสมว่าจะทำตัวไหน สายพันธุ์ไหน ที่จะทำเพื่อการค้าเพื่อการส่งออก ส่งออกที่ไหน

เพราะว่าการส่งออก พูดแต่ตัวเลขส่งออก เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป จีน แต่ว่าเพื่อนบ้านรอบๆ เรา อย่างเวียดนาม ใช้แค่ฟ้าลั่นกับเขียวเสวย ดีที่สุด มาเลเซียก็อาจจะเป็นโชคอนันต์แล้วก็หลากหลายสายพันธุ์ที่ไปตลาดมาเลเซีย ตลาดจีนก็น้ำดอกไม้สีทองก็ต้องดูว่าสภาพพื้นที่เหมาะที่จะทำพันธุ์อะไร เพราะว่าน้ำดอกไม้ ใช้เทคโนโลยีสูงมาก ใช้เทคนิค ใช้วิธีการ ใช้เวลา ใช้ประสบการณ์สูงมาก ถึงจะได้มะม่วงราคากิโลกรัมละ 100 บาท

อย่างปีนี้ก่อนเทศกาลตรุษจีน มะม่วงน้ำดอกไม้ที่สวนของผมส่งไปขายจีน กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ยืนอยู่ตั้งแต่ วันที่ 4-30 มกราคม หลังจากนั้นราคามันจะตกลงมาเล็กน้อย ตลาดญี่ปุ่นราคาจะนิ่ง สายพันธุ์ไหนจะทำตลาดอย่างไร ขึ้นอยู่กับหลายสิ่งหลายอย่างเป็นองค์ประกอบ ไม่ใช่ว่าพันธุ์นี้ดี พันธุ์น้ำดอกไม้ดีจะทำ บางคนทำน้ำดอกไม้ส่งออก แต่ส่งไม่ได้สักลูกเลย ไม่ได้คุณภาพอย่างที่ต้องการ

ไม่ได้คุณภาพไม่ใช่ว่า ไม่เก่ง ไม่มีฝีมือ เพราะว่าการทำของคุณภาพมันขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ตัวเกษตรกรเก่ง พื้นที่ดี แรงงานมีหรือไม่ คิดได้ ทำไม่ได้ คิดว่าวันนี้จะฉีดยาตอนเช้า แมลงลง ไม่มีคนช่วย ไม่มีคนฉีด มันทำไม่ได้ มะม่วงเขาซื้อกิโลกรัมละ 100 บาท มีอยู่ 2 คน ตา ยาย ไม่รู้จะขนมาอย่างไร เพราะว่าถ้าขนต้องเอามาตัด มาแต่ง มาเรียงตะกร้า มาส่งให้ คือทุกอย่างต้องมีการจัดการทั้งหมดเลย

เพราะฉะนั้น เก่งแล้วต้องมีการจัดการ มีแรงงานคุณภาพ แรงงานภาคการเกษตรไม่เหมือนแรงงานภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากไม่เคยทำอะไรมาก็ได้ ขอให้มีแรงมาอย่างเดียว มาฝึกมาทำ คุณภาพตรงนี้มีผลกระทบต่อคุณภาพการผลิตทั้งหมด ใครจัดการดี จัดการได้ ก็จะได้ของดี ใครจัดการไม่ได้ก็ต้องคิดว่า เราจะทำอะไรได้ อย่างพันธุ์ฟ้าลั่น เขียวเสวย ไม่ต้องห่อ ใช้ตะกร้อเก็บ วันหนึ่งเก็บ 10 ตัน ก็ได้ 5 ตันก็ได้ แต่น้ำดอกไม้ ต้องปีนขึ้นไปเก็บทุกลูก ค่อยๆ วางใส่เม็ดโฟม ค่อยๆ ส่งมาที่บริษัทส่งออก กว่าจะอบไอน้ำ กว่าจะส่งไป มีกระบวนการหลายขั้นตอน

ฉะนั้น เราต้องรู้ใจมะม่วงอย่างที่หัวเรื่องบอกไว้ ว่าควรต้องทำอย่างไร คงจะพูดกว้างๆ ให้ท่านได้ทราบว่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับมะม่วงเพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่มาก ต้องลงลึกในรายละเอียด ถ้าไม่ทำเชิงการค้าก็ไม่ห่วงอะไร แต่ถ้าทำเชิงการค้า ต้องมีอะไรอีกหลายประเด็นที่ให้ความสนใจ

อาจารย์วิสุทธิ์ – ใช่ครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง ในช่วงนี้ต้องขอบพระคุณคุณสายันต์มาก จริงๆ อยากจะให้เล่าเรื่องการก่อตั้งสมาคมสักหน่อยแล้วพี่น้องประชาชนหรือว่าเกษตรกรชาวสวนมะม่วงทั่วไป ถ้าสนใจอยากเป็นสมาชิกสมาคมชาวสวนมะม่วงแห่งประเทศไทย มีที่มาที่ไปอย่างไรและมีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสมาคมอย่างไร ขอรายละเอียดสักเล็กน้อยก่อนก็ได้

คุณสายันต์ - ที่มาของสมาคมชาวสวนมะม่วงไทยของเราก็เกิดจากกลุ่มที่เรากระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ กลุ่มของเรายังมีการรวมตัวกันแบบหลวมๆ เป็นกลุ่มที่ไม่ได้จดทะเบียน ไม่เป็นนิติบุคคล และเป็นกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในทุกจังหวัดของประเทศไทย แล้วรวมกันจดทะเบียนเป็นชมรมชาวสวนมะม่วงแห่งประเทศไทย

โดยเบื้องต้นได้เชิญกรรมการของแต่ละกลุ่มมาเป็นสมาชิก แล้วจดทะเบียนเพื่อเชื่อมโยงการค้าการขาย วางแผนการผลิตร่วมกัน ประสานงานหน่วยงานภาครัฐ อะไรต่างๆ เหล่านี้ แล้วจัดทำเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ออกมาที่เป็นจดหมายข่าวชมรมชาวสวนมะม่วงไทย ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องมะม่วงอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ที่สนใจจะเป็นสมาชิกสมาคมหรือเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะสังกัดเป็นกลุ่มอยู่แล้ว

อันนี้ก็จะมีข้อมูลที่เราเชื่อมโยงถึงกันอยู่ เรื่องของแผนการผลิต เรื่องของการประชุมสัมมนา การเชื่อมโยงการค้า เรื่องการติดต่อกับบริษัท กับกรมส่งเสริมฯ ที่เป็นผู้ประสาน แล้วยังมีช่องทางที่เชื่อมโยงถึงกันอยู่ ส่วนรายละเอียดคงจะได้ติดต่อกันอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าต้องการเป็นสมาชิกควรทำอย่างไร แล้วจะเชื่อมโยงกันได้อย่างไร

อาจารย์วิสุทธิ์ – ตั้งมากี่ปีแล้วครับ

คุณสายันต์ – 4 ปีแล้วครับ กำลังเข้าสู่ปีที่ 5 ทั้งนี้ต้องยอมรับประการหนึ่งว่า การรวมกลุ่มของเราในเมืองไทยยังไม่ค่อยเข้มแข็งมาก จะเป็นโครงสร้างในลักษณะนั้น แต่ว่าการจัดการตัวสำนักงานเองอยู่ที่จังหวัดพิจิตร แต่งานที่ติดต่อส่วนใหญ่ก็เป็นงานที่ติดต่อทางโทรศัพท์ แล้วก็จะนัดพบปะเป็นครั้งคราว 3-4 เดือน ต่อครั้ง หรือสัมมนาใหญ่ปีละ 1 ครั้ง แต่ว่าจะให้จัดตั้งเป็นสำนักงาน อย่างสหกรณ์ที่ไต้หวัน คงยังไม่ถึงขนาดนั้น แล้วก็ในเรื่องของมะม่วงไทยเราก็ดี ของไต้หวัน ของญี่ปุ่นก็ดี

ตัวผมในฐานะที่เป็นเกษตรกร แล้วก็พี่น้องเกษตรกรแกนนำหลายท่านที่นั่งอยู่ใน ณ ที่นี้ ก็นับว่ามีโอกาสดีส่วนหนึ่งที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งในญี่ปุ่น ไต้หวัน ต่างประเทศ แล้วนำเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นประโยชน์อันมีค่ามาวางแผนในการพัฒนามะม่วงไทยของเราให้สู่ตลาดโลก

วันนี้สำหรับมะม่วงยังมีอนาคต สำหรับมะม่วงคุณภาพดี ต้องมองว่าขณะนี้มะม่วงคุณภาพดีและเป็นเกรดส่งออกขายต่างประเทศยังไม่พอ ยังขาดตลาด แต่มะม่วงคุณภาพต่ำกลับล้นตลาด ฉะนั้น มันต้องมีอะไรอีกหลายอย่างที่จะทำให้ของที่มีมาแล้วส่งออกได้มาก เพราะจะเห็นว่าตัวเลขการส่งออก ไม่กี่พันตันเอง ในญี่ปุ่นนำเข้า ประมาณ 12,000 ตัน แต่มีมะม่วงไทยอยู่ในนั้น ประมาณ 1,700 ตัน เท่านั้น ที่เป็นผลสดต่อปี ทำอย่างไร ที่จะผลักดันให้ส่งได้มากกว่านั้น

ทำอย่างไร ถึงจะส่งได้มากกว่าเม็กซิโก แต่ว่าตัวเลขการส่งออกที่แสดงออกมาในภาครัฐมีจำนวนน้อย เพราะว่าการค้าในชายแดนที่ส่งไปเวียดนามปีหนึ่งหลายหมื่นตัน ส่งไปมาเลเซีย จีน ตัวเลขมันไม่ค่อยแสดง ก็พยายามถามว่าของพวกนี้ทำไมถึงไม่มีตัวเลขแสดง มีแต่เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป ซึ่งมีไม่กี่พันตันเท่านั้นเอง

“อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากนำเรียนหน่วยงานภาครัฐว่า ตัวเลขการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วยจำนวนมาก อย่างของผมพื้นที่ตรงนั้นประมาณ 200,000 ไร่ ผลผลิตเป็นแสนกว่าตัน ส่วนใหญ่ส่งออกประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ที่ส่งไปจีน มาเลเซีย เวียดนาม

แต่ตัวเลขส่งออกตรงนี้กลับมีไม่กี่พันตัน ตรงนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ภาครัฐได้เห็นตัวเลขการส่งออก แล้วก็มูลค่าส่งออกซึ่งไม่น่าจะมีเพียงแค่ 2 พันล้านบาท น่าจะหลายหมื่นล้านเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้ เพราะการแสดงตัวเลขที่แท้จริงถูกต้องสมบูรณ์จะทำให้ภาครัฐได้เห็นว่ามะม่วงมีบทบาท มีความสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ สร้างงานให้กับคนในชุมชน” คุณสายันต์ กล่าว

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ถั่วงอกขาสั้น จากบ้านเพื่อน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ถั่วงอกขาสั้น จากบ้านเพื่อน

ทำไม ถั่วงอก ต้องมีขาสั้น-ขายาวด้วยหรือ?

ฉันไม่เคยใส่ใจกับเรื่องนี้มาก่อน จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่ง (พลชัย เพชรปลอด) ส่งถั่วงอกที่เขาเพาะเองมาฝากให้ชิม เขาแค่สนุกกับการทดลองเพาะถั่วงอกระหว่างรอให้พืชผักสวนครัวที่เขาลงมือปลูกเองได้เติบโต เขาเรียกมันว่าเป็นผักคั่นเวลา

เขาใช้หม้อนึ่งแบบลังถึงขนาดกลาง ซึ่งวางทิ้งไว้เฉยๆ เป็นอุปกรณ์เพาะ ก็เลยเรียกว่า “ถั่วงอกในหม้อนึ่ง” วิธีการก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เอาเมล็ดถั่วเขียวแช่น้ำอุ่นๆ สักอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือใครอยากแช่ข้ามคืนเลยก็ได้

วิธีการเพาะถั่วงอกขาสั้นของเขาง่ายที่สุด แค่เอากระดาษทิชชูแบบที่ใช้ในครัว ซึ่งแผ่นจะใหญ่และหนากว่ากระดาษทิชชูทั่วไป เอามาพับสัก 2-3 ทบ ให้หนาๆ เข้าไว้ แต่อย่าหนาเกิน พอให้น้ำไหลผ่านได้และไม่บางจนถึงกับเปื่อยยุ่ย ไม่งั้นเมล็ดถั่วจะหลุดลงไปในรูได้ กระดาษนี้ใช้ปูรองก้นหม้อนึ่งที่มีรูพรุน ดูตามรูปก็จะเข้าใจค่ะ

เขาโรยถั่วเขียวที่แช่น้ำลงไปบนกระดาษทิชชู มากน้อยไม่สำคัญ ยอมให้ทับกันได้ แต่อย่าทับกันหนาเกินไป เพราะอาจโดนน้ำไม่ทั่วถึง พอไม่โดนน้ำ ถั่วก็จะไม่งอก ต้องเกลี่ยเมล็ดถั่วให้กระจายทั่วพื้นที่ จะได้รับน้ำอย่างทั่วถึง

พอเสร็จขั้นตอนนี้แล้วเขารดน้ำ วันละ 3 เวลา หลังอาหารและก่อนนอน เพียงแค่ 3 วัน ก็จะได้ถั่วงอกพร้อมกิน แต่จะเป็นพันธุ์ขาสั้นคือ ก้านไม่ค่อยยาวนัก เป็นถั่วงอกอ้วนๆ กรอบ มัน อร่อย รสชาติดีมาก เขาบอกว่าใช้ผัดก็ได้ ทำก๋วยเตี๋ยวก็โดน

นั่นคือ ถั่วงอก ถุงขนาด 1 กิโลกรัม ที่เขาฝากมาให้

แต่เขายังไม่หยุดแค่นั้น เขาทำถั่วงอกขาสั้นได้ก็ต้องค้นหาวิธีทำถั่วงอกขายาวต่อไป

พลชัย เพชรปลอด ใช้อุปกรณ์เดิม แต่โมดิฟายใหม่ เพิ่มเติมส่วนประกอบขึ้นมานิดหน่อย เขาก็สามารถสร้างผลผลิตได้งอกงามกว่าเดิม

เขาสร้างอุปกรณ์สำหรับเพาะ “ถั่วงอกขายาว” ด้วยหม้อนึ่งใบเดิม แต่ตัดฟองน้ำแบบที่ใช้ในงานก่อสร้าง ที่พวกช่างปูนเขาใช้กัน เป็นแผ่นฟองน้ำสี่เหลี่ยมหนาสักครึ่งนิ้ว นำมาตัดเป็นวงกลม รองก้นหม้อนึ่งไว้ 1 ชุดก่อน (สีชมพู) แล้วหาตะกร้าพลาสติกที่เมล็ดถั่วหล่นลงไปไม่ได้ มาวางทับ ตะกร้านี้ต้องใส่ลงหม้อนึ่งได้พอดี จากนั้นก็ตัดฟองน้ำอีกแผ่นเป็นวงกลมขนาดเท่าปากตะกร้าให้ปิดได้พอดีอีกชุดหนึ่ง (สีเหลือง)

เอาฟองน้ำสีชมพูชุดแรกวางรองก้นหม้อนึ่งให้เรียบร้อย แช่เมล็ดถั่วเขียวในน้ำอุ่น 1 คืน เพื่อให้งอกง่ายและเร็ว จากนั้นมาโรยใส่ตะกร้าที่วางบนฟองน้ำสีชมพู เกลี่ยให้กระจายทั่วๆ จะได้เบียดกันน้อยหน่อย เอาฟองน้ำสีเหลืองปิดทับรดน้ำบ่อยๆ นึกได้ตอนไหน ก็ไปรด ที่สำคัญรดเสร็จแล้วต้องปิดฝาลังถึงไว้ไม่ให้ถูกแสง

เพียงแค่ 3 วัน จะได้ถั่วงอกขายาว มาตรฐานร้านก๋วยเตี๋ยวชั้นนำ เหตุที่ขายาวก็เพราะรากถั่วสามารถเจาะฟองน้ำสีชมพูนุ่มๆ ลงไปได้และก็พยายามชูยอดขึ้นตรงข้ามทิศทางที่มีแรงดึงดูด ยิ่งมีแผ่นฟองน้ำปิดด้านบน ยิ่งดึงดันจะดันทุรังชูยอดให้ได้

เมื่อถึงเวลาจะกินให้เอามีดยาวๆ คมๆ ปาดระหว่างก้นตะกร้ากับฟองน้ำสีชมพู เป็นการตัดรากทีเดียวให้ได้ถั่วงอกสวยๆ แบบไม่มีรากให้เกะกะ พอตัดรากแล้วคว่ำหน้าตะกร้าลงกะละมัง ถั่วงอกจะร่วงลงมา ขายาวสวยงาม ผอมหน่อยแต่ก็ยังอร่อยเหมือนเดิม

หลายปีก่อนฉันเคยเรียนเรื่องเพาะถั่วงอกด้วยวิธีการคล้ายๆ กันนี้ เพียงแต่เพาะในถังดำ เป็นอุปกรณ์เพาะถั่วงอกสำเร็จรูปราคาไม่แพง แต่เพิ่งรู้ว่าลังถึงก็สามารถใช้ประยุกต์เพาะถั่วงอกได้ดี ไม่ต้องเปลืองเงินซื้ออุปกรณ์ใหม่อีก

เดี๋ยวนี้ทราบว่ามีอุปกรณ์เพาะถั่วงอกแบบอัตโนมัติ สามารถตั้งเวลารดน้ำถั่วทุกๆ 2 ชั่วโมง เป็นระบบน้ำหมุนเวียนช่วยให้ประหยัดน้ำและให้ผลผลิตดีมาก วิธีการสร้างก็ไม่ยาก แต่ก็ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์ส่วนต่างๆ มาประกอบกันขึ้น ถ้าไม่ได้คิดจะเพาะเพื่อเอาไปขาย ใช้แค่ลังถึงตามแบบพลชัยทำนี่แหละง่ายที่สุด

ถั่วงอกที่เพาะเสร็จแล้วสามารถใส่ถุงพลาสติกเก็บไว้ในตู้เย็นได้ 5-7 วัน เลยทีเดียว เวลาจะกินก็แบ่งมาใช้ ทำครั้งเดียวกินได้หลายวัน ถ้ามีมากเกินก็แบ่งเพื่อนๆ ไป

เท่าที่ทราบข้อมูลนั้นการเพาะถั่วงอกจะให้ได้ผลผลิตดี ต้องเลือกเมล็ดถั่วเขียวดีๆ ด้วย เขานิยมใช้ถั่วเขียวผิวมัน สายพันธุ์ที่นิยมกัน เช่น พันธุ์อู่ทอง, กำแพงแสน 1-2, ชัยนาท, ในกลุ่มนี้ถั่วงอกที่เพาะได้จะมีสีเหลืองอ่อนๆ

แต่ถ้าใช้ถั่วเขียวผิวดำ เมื่อเพาะแล้วหัวถั่วงอกจะมีสีเขียวกว่าและก้านเป็นสีขาวโดยไม่ต้องใช้สารฟอกขาว ราคาเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวผิวดำเขาขายกันอยู่ที่กระสอบละ 870-900 บาท (ขนาด 30 กิโลกรัม)

ถั่วพันธุ์ที่ดี น้ำหนัก 1 กิโลกรัม สามารถเพาะถั่วงอกได้ 5-6 กิโลกรัม ส่วนราคาถั่วงอกที่ขายส่งกันอยู่ ขายกิโลกรัมละ 14-15 บาท

พลชัย บอกว่า เทคนิคสำคัญคือหลังจากล้างถั่วงอกเพื่อคัดกากทิ้งให้สะอาดนั้น ตอนเอาถั่วงอกขึ้นจากน้ำจะต้องผึ่งในตะกร้าสักพักเพื่อให้ถั่วงอกสะเด็ดน้ำจริงๆ จากนั้นต้องรีบบรรจุลงถุงพลาสติกมัดยางให้แน่นโดยไม่ให้อากาศเข้า วิธีนี้จะสามารถเก็บถั่วงอกไร้รากและปลอดสารพิษในตู้เย็นได้นาน 5-7 วัน โดยถั่วงอกไม่เหลือง แต่ถ้าปล่อยให้ถั่วงอกสัมผัสอากาศนานๆ ต้นถั่วงอกจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเหลืองแล้วจะคล้ำดำในที่สุด เมื่อนำไปประกอบอาหารก็จะไม่น่ากิน

ฉันได้ถั่วงอกขาสั้นมาทิ้งไว้ในตู้เย็นกว่า 1 สัปดาห์ หากดูตามสภาพแล้วต้องบอกว่าใกล้หมดอายุ

บังเอิญมีเรื่องไม่สบายใจ ทำให้ต้องเข้าครัวเพื่อบำบัดตัวเองด้วยการทำอาหารสักอย่าง เปิดตู้เย็นไปเจอถั่วงอกในถุงนี้เข้าพอดี

ครัวสีดำในบ้าน เป็นครัวที่ไร้กฎเกณฑ์ ปราศจากระเบียบแบบแผน กติกาใดๆ อยู่แล้ว วัตถุดิบทุกอย่างเมื่อเห็นมันตรงหน้า ต้องหาทางเนรมิตเป็นอาหารขึ้นมาให้ได้

ค่ำนั้นระหว่างเปิดโทรทัศน์ให้มีเสียงละครเป็นเพื่อน ก็เอาถั่วงอกค้างตู้เย็นซึ่งเสื่อมสภาพไปกว่าครึ่ง มาผจงเด็ดหางเอาไว้ ไม่น่าเชื่อว่าเสียเวลากับมันไปตั้ง 2 ชั่วโมง

ละครจบก็เด็ดถั่วงอกเมื่อยมือพอดี ต้องเก็บใส่ถุงพลาสติกยัดเข้าตู้เย็นเอาไว้ก่อน เพราะร่างกายเรียกหาที่นอนแล้ว

รุ่งขึ้นถั่วงอกเด็ดหางสวยงามรออยู่แล้ว พร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นอาหารชนิดใดก็ได้

ฉันควานหาวัตถุดิบอื่นๆ มีถั่วลิสงคั่วใหม่ๆ หอมยวนยั่วอยู่มาก มีเต้าหู้ปลา แครอตและผักกาดขาว 2 อย่างหลังนี่เป็นผักลวกไว้จิ้มน้ำพริกแต่กินไม่ทัน…ไม่เป็นไร เอามาทำอย่างอื่นได้

ฉันหลับตานึกภาพการผสมผสานสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน มันควรจะออกมาเป็นอะไรดี?

รสชาติถั่วงอกนั้นกินสดหลังเพาะเสร็จใหม่ๆ จะกรอบหวานอร่อยมาก แต่ถั่วงอกค้างตู้เย็นอย่าได้คิดกินสดทีเดียวเชียวนะ บางส่วนก้านจะเริ่มเหนียวและเริ่มมีกลิ่นเหม็นเขียวของถั่ว

ฉันอยากได้รสสัมผัสกรุบกรับมันนวลเนียนของถั่วลิสงอยู่ระหว่างซอกฟันเวลาเคี้ยว มีหวานของแครอต ผักกาดขาวปนนิดๆ เต้าหู้ปลานั้นใส่มาช่วยชูรสโปรตีนในจานเพิ่มความอร่อยขึ้น

ทุกอย่างหั่นชิ้นเล็กๆ เหมือนจะทำอาหารให้เด็ก ต้องการแค่ถั่วงอกเท่านั้นคงสภาพเดิมไว้ แม้แต่ถั่วลิสงคั่วก็บุบให้แตกหยาบๆ กลิ่นถั่วหอมฟุ้งไปทั่วครัว

หลังจากเตรียมวัตถุดิบเสร็จ ฉันยังไม่รู้ว่าหน้าตาและรสชาติมันจะออกมาอย่างไร สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ของแต่ละชนิดนั้นมีรสชาติโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ดังนั้น ต้องระมัดระวังไม่ให้หลายอย่างตีกันจนรบกวนรสแท้ๆ ของถั่วงอก ซึ่งเรื่องนี้คุมได้ด้วยการจำกัดปริมาณให้เครื่องเคียงชูรสมีสัดส่วนที่พอเหมาะ

และในครัวสีดำ ฉันทำอาหารแบบดั้งเดิมตามที่แม่เคยสอนมา ทุกอย่างไม่มีการชั่ง ตวง วัด แม่สอนให้ใช้สัมผัสด้วยความรู้สึกล้วนๆ ให้มองปริมาณน้ำแกงในหม้อแล้วกะให้เหมาะว่าจะสาดน้ำปลาลงไปกี่หยด ใช้เกลือแค่ปลายนิ้ว หรือ 1 หยิบมือ ใส่น้อยไว้ก่อนไม่เป็นไรอย่าให้เกิน เพราะถ้าเกินแล้วจะแก้ยาก

มันจึงกลายเป็นสัญชาตญาณของตัวฉันเองไปแล้วที่จะรู้ว่าควรใช้อะไรใส่ลงไปขนาดไหน แน่นอนเคยผิดพลาดบ้าง ใครไม่เคยทำผิดเล่า? ก็เหมือนความผิดพลาดมากมายในชีวิต แต่พอจะมีวิธีแก้ไขได้อยู่ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าผิดแล้วจะต้องรีบแก้ไข

อาหารชุดนี้เหมาะที่จะผัด ซึ่งไม่มีจานใดสามารถหนีพ้นการชูรสหอมด้วยกระเทียมเจียวได้ มีแต่ความร้อนจากน้ำมันร้อนจัดเท่านั้นที่จะดึงน้ำมันหอมระเหยของกระเทียมออกมาได้อย่างรุนแรง มันเป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่ไม่ต้องไปใส่ใจมากนักก็ได้

ปกติเวลาผัดหรือทอดเขาจะแนะนำให้ใช้น้ำมันรำข้าวกัน แต่ที่บ้านกินน้ำมันน้อยมาก อาหารทอดแทบไม่เคยทำเลย เวลาผัดก็จะใช้น้ำมันน้อยสุด ฉันไม่ชอบอะไรเลี่ยนๆ น้ำมันเยิ้ม เห็นแล้วกินไม่ลง

ที่บ้านจึงมีแต่น้ำมันมะกอกแบบ Extra virgin ขวดเดียวใช้ได้เป็นปีๆ ที่ต้องใช้ Extra virgin เลยก็เพราะต้องใช้ทำน้ำมันสลัดบ่อย แบบนี้จึงเหมาะที่สุด

บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการใช้ของไม่คุ้มค่า ไม่มีใครเขาเอาน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นไปผัดผักกันหรอก เพราะมันแพง เขาจะเก็บไว้ทำน้ำสลัดเท่านั้น

ก็ทำไมเล่า…มันผิดอะไรตรงไหน ถ้าจะใช้เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นมาผัดผัก?…แค่มันเปลืองเงินขึ้นอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง ในเมื่อครัวสีดำมักทำอะไรที่แหกกฎอยู่แล้ว ใช้เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นปริมาณเล็กน้อยเจียวกระเทียมมันสุดแสนสราญใจ ใช้ไปเหอะ

ฉันยังใช้เอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นทำทุกสิ่งอย่างกับอาหารที่ต้องการน้ำมัน ใช้ทำพาสต้า ทำซอสสปาเกตตี อบอาหารใช้พู่กันจุ่มทาไปบนเห็ดย่างร้อนๆ ในกระทะ กลิ่นน้ำมันมะกอกคลุ้งไปทั้งบ้าน เป็นกลิ่นหอมพิเศษที่ไม่เหมือนน้ำมันชนิดไหนๆ

เอาล่ะ! มาทำอาหารบำบัดใจจานนี้ดีกว่า…เห็นภาพแล้วนึกออกเลยใช่ไหม ง่ายที่สุดในสามโลก

ใช้น้ำมันแค่นิดเดียวเจียวกระเทียม ผัดของชิ้นเล็กๆ ทั้งหมดให้เข้ากัน ปรุงรสในชั้นนี้ก่อนให้เข้มนิดหน่อย พอเติมถั่วงอกผัดจนสุกแล้วชิมดูอีกครั้ง ถ้ารสยังอ่อนค่อยเพิ่ม

เครื่องปรุงรสใช้น้อยมาก เบสิกที่สุด ฉันฉวยมาได้จากของที่เหลือในตู้ มี kikkoman soy sauce กับพริกไทยดำ และน้ำตาลอีกหยิบมือตัดรสหวาน เท่านี้แหละ ไม่มีน้ำมันหอย ผงชูรสดีรสเด่นเป็นเลิศอันใดทั้งสิ้น

เคล็ดลับอยู่ที่ความร้อนและการคุมไฟ ผัดผักทุกชนิดถ้าไฟไม่ร้อนก็จบกัน

เสร็จออกมาหน้าตาไม่สวยหรอกและไม่ได้แต่งจานไว้อวดด้วย แต่เป็นผัดถั่วงอกแบบไม่แฉะน้ำนอง เพราะฉันตั้งใจผัดให้เป็นแบบแห้ง ไม่เติมน้ำซุปใดๆ ปล่อยให้รสหวานและความชุ่มฉ่ำของผักทำหน้าที่กันเอง ตั้งใจจะกินเปล่าๆ แบบไม่มีข้าว

ผลการทดลองนี้สอบผ่าน พอใจมาก ได้ปลดปล่อยบรรเทาไข้ใจ ได้กินอาหารเช้าร้อนๆ จากเตา เป็นอาหารสุขภาพเสียด้วย

รสชาติถั่วงอกผัดบำบัดใจเป็นรสเดียวกับผัดไทย แต่เป็นผัดไทยที่ไม่มีรสหวาน รสเปรี้ยวและรสเผ็ด เหมาะที่สุดกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก

สำหรับฉันมันอร่อยมาก…อร่อยมากๆ

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

“จุดฟ้าอันดามัน” ปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ แห่งทะเลอันดามัน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

เทคโนโลยีการประมง

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

“จุดฟ้าอันดามัน” ปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ แห่งทะเลอันดามัน

วันนี้ “จุดฟ้าอันดามัน” นับเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่กรมประมงกำลังเร่งผลักดันให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงเป็นอาชีพกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่ขายดิบขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ “จุดฟ้าอันดามัน” ได้รับการยอมรับในวงการนักชิมว่าเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อยสุดยอด ที่ผ่านมา เกษตรกรสามารถขายได้ในราคาสูงกว่าปลากะรังชนิดอื่นๆ ราคาขายโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 800-1,200 บาท

ในอดีต ชาวประมงนิยมนำลูกปลากะรังจากธรรมชาติมาเลี้ยงในกระชัง ซึ่งปริมาณการเลี้ยงไม่แน่นอน ขณะเดียวกันปริมาณปลาตามธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว กรมประมงเล็งเห็นปัญหาดังกล่าวจึงพัฒนาแนวทางเพาะเลี้ยงปลาจุดฟ้าในระบบกระชัง ที่มีอัตราการรอดสูงถึง 90% และสามารถเลี้ยงได้ในทุกพื้นที่ที่ติดชายทะเล สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ในกระชังอย่างแพร่หลาย ทั้งในฝั่งอันดามันและอ่าวไทย

“จุดฟ้าอันดามัน”

คำว่า “จุดฟ้าอันดามัน” เป็นชื่อเรียกใหม่ของปลากะรังจุดฟ้า ในอดีตชาวประมงส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการเรียกปลากะรังตามภาษาท้องถิ่นว่า ปลาเก๋า ปลาตุ๊กแก ปลากุดสลาด ขณะที่ชาวประมงฝั่งภาคตะวันออกนิยมเรียกปลาชนิดนี้ว่า ปลาย่ำสวาท โดยธรรมชาติ ปลาชนิดนี้มักอาศัยอยู่ตามแนวหินหรือแนวปะการัง พบในทะเลที่ความลึกตั้งแต่ 3-100 เมตร มักกินสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น กุ้ง ปลา ปลาหมึก เป็นอาหาร ปลาจุดฟ้า มีจุดเด่นอยู่ที่บริเวณแก้มที่มีจุดสีฟ้า ลำตัวยังเรียวยาว แตกต่างจากปลาเก๋าที่มีลักษณะตัวลำตัวป้อมกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงเดือนเมษายนปีนี้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมกับ กรมประมง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนในฝั่งทะเลอันดามัน ร่วมมือกันผลักดันให้ “ปลากะรังจุดฟ้า” เป็นอาชีพทางเลือกใหม่แก่ชาวประมง

ดร. พีรเดช ทองอำไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา สวก. ได้สนับสนุนทุนวิจัย โครงการ “ต้นแบบการผลิตพันธุ์ปลากะรังที่มีมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์” แก่สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ระหว่าง วันที่ 18 สิงหาคม 2553 – 17 สิงหาคม 2558 เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลากะรังมูลค่าสูง 3 ชนิด คือ ปลาหมอทะเล ปลากะรังจุดฟ้า และปลากะรังเสือ เพื่อผลิตลูกพันธุ์ปลาที่มีคุณภาพ และมีปริมาณเพียงพอต่อการดำเนินการในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งเร่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรเพื่อเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ และช่วยการอนุรักษ์พันธุ์ปลากะรังในธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน

ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยสามารถผลิตลูกพันธุ์ปลากะรังทั้ง 3 ชนิด จำหน่ายให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงาและกระบี่ เพื่อนำไปอนุบาลและจำหน่ายต่อให้ผู้บริโภคแล้ว จำนวน 223,930 ตัว คิดเป็นมูลค่า 12,763,140 บาท ขณะเดียวกัน สวก. ต้องการส่งเสริมการตลาดเชิงรุกผ่านการท่องเที่ยว เริ่มจากเปลี่ยนชื่อเรียกปลาชนิดนี้ว่า “จุดฟ้าอันดามัน” เพื่อเป็นเครื่องหมายการค้าที่สร้างการรับรู้และจดจำ และผลักดันให้ปลากะรังทั้ง 3 ชนิด เป็น “เมนูเอกลักษณ์” สร้างจุดขายให้กับ 3 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นการซื้อและการบริโภคปลาชนิดนี้อย่างสม่ำเสมอ

“ปัจจุบัน เกษตรกรสามารถจำหน่ายปลากะรังจุดฟ้า ในราคา กิโลกรัมละ 1,200 บาท ปลาหมอทะเล กิโลกรัมละ 500-600 บาท ปลาเก๋าเสือ กิโลกรัมละ 450-500 บาท ปลาเหล่านี้เป็นสินค้าที่ต้องการของตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน สวก. มั่นใจว่า โครงการนี้จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” ดร. พีรเดช กล่าวในที่สุด

เทคนิคการเพาะเลี้ยง “จุดฟ้าอันดามัน”

“กะรังจุดฟ้า” เป็นปลาที่สามารถเปลี่ยนเพศได้ ขนาดสมบูรณ์เพศ อายุประมาณ 3 ปี น้ำหนักตัว ประมาณ 3 กิโลกรัม จะเป็นเพศเมียทั้งหมด เมื่อปลาเจริญเติบโตมีน้ำหนักตัวประมาณ 7 กิโลกรัม ก็จะเปลี่ยนเป็นเพศผู้ ดังนั้น การผสมพันธุ์ของปลาชนิดนี้ในธรรมชาติจะเกิดจากปลาเพศผู้ที่มีขนาดใหญ่กับปลาเพศเมียที่มีขนาดเล็กกว่า

โดยฤดูกาลผสมพันธุ์ระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเมษายน โดยสามารถวางไข่ได้ 208,000-269,500 ฟอง ต่อตัว ซึ่งปริมาณและคุณภาพของไข่ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของตัวปลา

ดร. วารินทร์ ธนาสมหวัง หัวหน้าโครงการต้นแบบผลิตพันธุ์ปลากะรังที่มีมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์ เล่าให้ฟังว่า “กะรังจุดฟ้า” เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายแต่เพาะพันธุ์ยาก ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยใช้ฝั่งอันดามันเป็นสถานที่เลี้ยง เพราะน้ำทะเลสะอาด และมีค่าความเค็ม 20 ppt ขึ้นไป ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ ประมาณ 5-10%

ส่วนปัญหาอุปสรรคที่พบคือ การเพาะขยายพันธุ์ในระยะอนุบาล เนื่องจากปลาชนิดนี้มีขนาดตัวเล็กมาก จึงต้องใช้อาหารที่มีขนาดเล็กคือ ลูกของโคพีพอด (แพลงตอน) เพื่อให้ลูกปลากินได้ เนื่องจากไม่สามารถเพาะพันธุ์ลูกของโคพีพอดได้ในปริมาณมากๆ ได้ จึงเป็นข้อจำกัดในการเลี้ยง หากสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ จะช่วยให้ปลากะรังจุดฟ้ามีอัตราการรอดที่สูงขึ้น

เนื่องจากจุดฟ้าเป็นปลาแปลงเพศได้ โดยช่วงแรกเป็นระยะตัวเมีย พออายุ 3 ปีขึ้นไป จะเป็นตัวผู้ กรมประมงจึงต้องผลิตพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ใหม่อยู่เรื่อยๆ โดยมีฟาร์มเพาะเลี้ยง 2 แห่ง ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ เช่น จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสตูล และจำหน่ายลูกพันธุ์ปลาแก่เกษตรกรในราคาถูก โดยกะรังจุดฟ้า ขายนิ้วละ 30 บาท กะรังเสือ ขายนิ้วละ 10 บาท ปลาหมอทะเล ขายนิ้วละ 40 บาท

ปัจจุบันเกษตรกรนิยมนำลูกปลาจุดฟ้า ขนาด 3-5 นิ้ว ไปเพาะเลี้ยงต่ออีก 7-8 เดือน ก็จับขายได้ การเลี้ยงปลาจะเลี้ยงได้ประมาณปีละ 1 รุ่น เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 8 เดือน ต่อรุ่น เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงไว้หลายกระชัง แต่ละกระชังจะมีปลาอายุไม่เท่ากัน ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีปลาส่งขายได้ตลอดทั้งปี ปลาจุดฟ้าเป็นที่นิยมของผู้ซื้อในต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และมาเลเซีย โดยส่งออกในลักษณะปลามีชีวิต จึงขายได้ในราคาดี

ในการนี้ สวก. ได้พาเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงปลาจุดฟ้าในกระชังของ “คุณชาตรี ไตรทอง” ที่จังหวัดภูเก็ต คุณชาตรี เล่าว่า ฟาร์มแห่งนี้ เป็นของนักลงทุนชาวไต้หวัน ตนรับหน้าที่ดูแลการเลี้ยงปลาทั้งหมด จำนวน 174 กระชัง

ฟาร์มแห่งนี้ นำเข้าพันธุ์ปลาจุดฟ้ามาจากประเทศไต้หวันและอินโดนีเซีย ในราคานิ้วละ 100 บาท

กระชังหนึ่งจะเลี้ยงปลา ประมาณ 2,000-3,000 ตัว โดยใช้ลูกปลาขนาด 4-5 นิ้ว ปล่อยเลี้ยงในกระชัง ขนาด 4×4 เมตร

ที่นี่นิยมใช้เหยื่อปลาสดไปบดเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงลูกปลา โดยจะให้อาหาร วันละ 1 ครั้ง ในช่วงบ่าย แต่ละวันจะต้องใช้เนื้อปลาสด ประมาณ 3,000 กิโลกรัม โดยซื้อเหยื่อปลาสดในราคา กิโลกรัมละ 11-13 บาท

ปัจจุบันสามารถส่งปลาออกขายที่ฮ่องกงทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 100 กล่อง กล่องละ 7 ตัว หรือประมาณ 700 ตัว ต่อสัปดาห์ ขายปลาในราคากิโลกรัมละ 900-1,000 บาท

คุณชาตรี บอกว่า ปัญหาที่พบบ่อยในทุกช่วงฤดูกาลคือ ไวรัสปลาทะเล ทำให้ปลามีอาการท้องอืด เป็นโรคท้องป่อง แต่สามารถแก้ไขโดยการให้ยา เกษตรกรจะใช้เวลาเลี้ยงปลาจุดฟ้า ประมาณ 18 เดือน ก็จับปลาออกขายได้ โดยมีน้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 7-9 ขีด ลูกค้านิยมนำปลาจุดฟ้าไปแปรรูปเป็นเมนูซาซิมิ เนื่องจากปลาชนิดนี้มีเนื้อนุ่ม และมีรสชาติอร่อยมาก เหมาะกับการรับประทานสด

ชาวประมงผนึกกำลังสร้างฐานการผลิต-ตลาด

คุณพลัฎฐ์ จันทร์โศภิน ที่ปรึกษา บริษัท แปซิฟิก ฮอลิเดย์ (ประเทศไทย) จำกัด และเป็นแกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาจุดฟ้าเล่าให้ฟังว่า กลุ่มชาวประมงส่วนใหญ่เล็งเห็นว่า “จุดฟ้า” จะเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ที่สร้างรายได้ดี จึงร่วมมือกันสร้างภาคีเครือข่ายชาวประมงใน 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน ในรูปสหกรณ์ประมง เพื่อควบคุมดีมานด์และซัพพลายของปลากะรังจุดฟ้า

โดยสหกรณ์จะรับซื้อลูกปลาทั้งหมดจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต ซึ่งเป็นลูกปลาอายุ 1 เดือน ความยาว 1-2 นิ้ว เพื่อนำไปอนุบาลต่ออีก 3-4 เดือน เมื่อปลามีขนาด 5 นิ้ว จึงจำหน่ายให้สมาชิกนำไปเพาะเลี้ยงต่ออีก 8 เดือน โดยสหกรณ์แห่งนี้จะรับซื้อผลผลิตคืนจากสมาชิกทั้งหมด เพื่อส่งขายต่างประเทศและในประเทศ รวมทั้งวางแผนเปิดร้านอาหารจำหน่ายอาหารทะเลที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในอนาคตอีกทางหนึ่ง

ประกวดสุดยอดเมนูจุดฟ้าอันดามัน ชิงถ้วยพระราชทาน

อีกหนึ่งก้าวของการส่งเสริมที่ สวก. ได้ร่วมมือกับกรมประมง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน คือ การจัดกิจกรรมการแข่งขันประดิษฐ์อาหาร “สุดยอดเมนูจุดฟ้าอันดามัน” ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28-29 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 โฮมเวิร์ค ภูเก็ต

ดร. พีรเดช ผู้อำนวยการ สวก. กล่าวเพิ่มเติมว่า การแข่งขันประดิษฐ์อาหาร “สุดยอดเมนูจุดฟ้าอันดามัน” เป็นการแข่งขันที่ใช้ปลาจุดฟ้าอันดามันเป็นวัตถุดิบหลักในการแข่งขัน และสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นเมนูต่างๆ ซึ่งเมนูอาหารที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะถูกนำมาเป็นอาหารประจำจังหวัดภูเก็ต และจะบรรจุในรายการอาหารของโรงแรม และร้านอาหารต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ตอีกด้วย

ขณะที่ คุณนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปลากะรัง ที่ประกอบด้วย 3 สายพันธุ์ คือ ปลากะรังจุดฟ้า ปลากะรังเสือ และปลาหมอทะเล ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ดังนั้น หากมีความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างดีมานด์ หรือความต้องการหรือการตลาดเชิงรุก โดยเชื่อมโยงการตลาดกับการท่องเที่ยว และผลักดันให้ปลากะรังทั้ง 3 ชนิด เป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดชายฝั่งอันดามัน คือ จังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ได้แล้ว จะช่วยให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น และยังเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

“ในความร่วมมือครั้งนี้ จะมีการนำร่องที่จังหวัดภูเก็ตก่อน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่าปีละ 10 ล้านคน มีความพร้อมและศักยภาพในด้านต่างๆ สามารถขนส่งปลาจุดฟ้าอันดามันไปจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างสะดวก ดังนั้น การที่จะผลักดันให้ปลาจุดฟ้าอันดามันให้เป็นเอกลักษณ์ของอาหารประจำถิ่นจังหวัดภูเก็ต ไม่น่าเป็นเรื่องที่ยากมากนัก

หากท่านใดสนใจ อยากลงทุนเลี้ยง “จุดฟ้าอันดามัน” ก็ควรศึกษาทำเล ตลาด และอุปนิสัยของปลาให้ถ่องแท้เสียก่อน เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุน หากมีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับโครงการเลี้ยงปลากะรังจุดฟ้า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) โทรศัพท์ (02) 579-7435 หรือ http://www.arda.or.th ในวันและเวลาราชการ

น้ำทะเลผงจากเกลือ

สูตร ครูกรรณิการ์ ระหว่างบ้าน

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ในปัจจุบันมีผู้นิยมเลี้ยงปลาสวยงามกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปลาทะเลสวยงาม แต่อุปสรรคอย่างหนึ่งคือ น้ำทะเล ที่นำมาใช้เลี้ยง ถ้าเป็นพื้นที่ใกล้ชายทะเลก็จะไม่ปัญหา แต่พื้นที่ห่างไกลก็จะต้องพึ่งพาน้ำทะเล

โดยเฉพาะน้ำทะเลเทียม แต่เดิมนั้นจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง แต่ในปัจจุบันเมืองไทยก็สามารถผลิตน้ำทะเลเทียมหรือน้ำทะเลผงได้ อย่างเช่น หน่วยงานวิจัยและพัฒนา สำนักผู้เชี่ยวชาญและสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในขณะเดียวกัน ครูกรรณิการ์ ระหว่างบ้าน ครูสอนวิทยาศาสตร์ จากโรงเรียนบางแก้ว (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 44) ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ก็เป็นผู้หนึ่งที่ศึกษาค้นคว้า ด้วยความที่เป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้ทะเลและอยู่ในเขตชุมชนที่มีอาชีพประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลัก จึงเสาะแสวงหาความรู้ต่างๆ เพื่อนำมาถ่ายทอดให้นักเรียน โดยเฉพาะความรู้จากชุมชนในท้องถิ่นนอกเหนือจากทางอินเตอร์เน็ต แล้วนำมาทดลองได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง โดยเรียนรู้ร่วมกับนักเรียน เนื่องจากครูกรรณิการ์นั้นจบมาทางด้านศิลปะ แต่มาสอนวิทยาศาสตร์

สิ่งหนึ่งที่ครูกรรณิการ์ หยิบมาทดลองคือ ทำน้ำทะเลเทียม (ผง) ทำมาหลายครั้งก็มาสรุปว่าการใช้น้ำสุดท้ายของการทำนาเกลือ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า น้ำปลง มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ ใช้เวลากว่า 3 เดือน ถึงจะประสบความสำเร็จ ซึ่งปัจจุบันโรงเรียนสามารถทำทะเลเทียม (ผง) ออกมาจำหน่ายในราคาถุงละ 80 บาท

วิธีการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมน้ำเกลือในการทำน้ำทะเลผง

1. นำน้ำทะเลจากนาปลง จำนวน 20 ลิตร ใส่ในอ่างพลาสติก จำนวน 1 ใบ

2. ปรับสภาพ พีเอช ของน้ำและการตกตะกอน ใส่ปูนขาว ผงคลอรีน คนให้เข้ากัน เพื่อจับโลหะหนักและสิ่งปนเปื้อนให้ตกตะกอน ตั้งทิ้งไว้ 3 วัน สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและวัดค่าความถ่วงจำเพาะด้วยเครื่องวัดค่าถ่วงจำเพาะของน้ำ (ไฮโดรมิเตอร์) ให้เท่ากับ 30 และวัด พีเอช ของน้ำทะเลให้ค่าเท่ากับ 8 ขึ้นไป ถ้าไม่ถึงให้เติมปูนขาว

ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมเกลือในการทำน้ำทะเลผง

1. ใส่น้ำที่ได้ในขั้นตอนที่ 1 ลงในอ่างพลาสติกที่ปูด้วยผ้ายาง 3 อ่าง อ่างละ 5 ลิตร ตากน้ำทะเลติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เก็บเกลือทุกวัน จนกว่าจะหมดหรือไม่มีผลึกเกลือ

2. นำเกลือที่ได้ไปตากแดดให้แห้ง 1 วัน จากนั้นใส่ภาชนะปิดให้มิดชิดป้องกันเกลือดูดความชื้น

3. นำน้ำเกลือที่เหลือจากการเก็บเกลือมาใส่ถังพลาสติก

ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมน้ำดีเกลือ

1. ตวงน้ำทะเลที่เหลือจากการเก็บเกลือจากขั้นตอนที่ 2 จำนวน 10 ลิตร ใส่ถังพลาสติกวัดค่าความถ่วงจำเพาะของน้ำทะเล ค่า พีเอช และใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่า พีเอช ครั้งละ 50 กรัม ให้ค่า พีเอช เท่ากับ 8 ขึ้นไป จึงจะหยุดใส่ปูนขาว

2. นำน้ำทะเลที่ปรับค่า พีเอช แล้วตากแดดเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนจะได้น้ำดีเกลือเพื่อใช้ทำน้ำทะเลผง

ขั้นตอนที่ 4 การทำน้ำทะเลผง

1. นำเกลือที่ได้จาก ขั้นตอนที่ 2 มาผสมกับน้ำดีเกลือ จากขั้นตอนที่ 3 ในอัตราส่วน ระหว่างน้ำดีเกลือ:เกลือ สูตรที่ 1 อัตราส่วนเท่ากับ 1:1, สูตรที่ 2 อัตราส่วนเท่ากับ 1:2 และ สูตรที่ 3 อัตราส่วนเท่ากับ 2:1 นำไปตากแดดติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน วันละ 6 ชั่วโมง จะเกิดตกผลึกของเกลือ ซึ่งจะเรียกว่า น้ำทะเลผง

2. ตักน้ำทะเลผงขึ้นใส่ถาดพลาสติกตากให้แห้งเก็บน้ำทะเลผงใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิดเพื่อกันการดูดความชื้น การเก็บรักษาจะต้องไว้ในสถานที่แห้ง หากเปิดปากถุงใช้แล้วควรปิดปากถุงให้สนิททุกครั้ง

การใช้ นำน้ำทะเลผง ประมาณ 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำสะอาด 1,000 ลิตร เพิ่มอากาศลงในน้ำด้วยปั๊มน้ำ จะต้องกรองน้ำก่อนไปใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสิ่งที่ควรระวังอย่างมากคือ ไม่ควรทิ้งน้ำทะเลที่ใช้แล้วลงดินหรือแหล่งน้ำจืดโดยตรง เพราะความเค็มจากน้ำอาจจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

สวนนกยูง ที่สิบสองปันนา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

ท่องเที่ยวต่างแดน

นัย บำรุงเวช

สวนนกยูง ที่สิบสองปันนา

ในโปรแกรมท่องเที่ยวแคว้นสิบสองปันนา ต้องมีการนำไปชมวัดไทลื้อ ดูโชว์พาณาราสี กับเที่ยวสวนนกยูงด้วยเสมอ ใครที่มาเที่ยวสิบสองปันนาจะพลาดไม่ได้กับสถานที่ท่องเที่ยวดังกล่าวนี้ ถ้าไม่ได้ไปถือว่ายังมาไม่ถึงสิบสองปันนาแท้จริง ซึ่งเรียกได้ว่าแทบทุกทัวร์จากประเทศไทยจะพานักท่องเที่ยวไปชมสถานที่เหล่านี้ และก็พาไปชิมอาหารไทลื้อพร้อมดูการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวไทลื้อ สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกเช่นกันสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่จากเมืองไทยที่การแสดงของชาวไทยลื้อจะต้องมอบเพลงลอยกระทง ให้กับพี่น้องจากแดนไกล คล้ายกับการต้อนรับอันอบอุ่นและเชิญคนประเทศต้นฉบับของเพลงขึ้นร่วมร้องเพลงลอยกระทงด้วยเสมอ

ตอนที่ไกด์สาวบอกจะพาเราไปสวนนกยูง เราคิดในใจว่า สวนนกยูง ก็คงไม่ต่างไปจากนกยูงไทย ไกด์สาวเห็นเราแสดงสีหน้าเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เธอจึงพูดปลุกเร้าต่ออีกว่า มันไม่ใช่นกยูงที่ขังไว้ในกรง แต่เป็นฝูงนกยูงที่อยู่ตามป่า สีหน้าเราเริ่มมีการตอบรับบ้าง ถ้าเป็นนกยูงอยู่ในป่าก็น่าสนใจที่จะไปชม เธอกล่อมต่ออีกว่า เขาสามารถเรียกนกยูงออกมาจากป่ามาได้ เป็นการพูดเหมือนจี้จุดความอยากไปดูมากยิ่งขึ้น สวนนกยูงที่ว่าอยู่ที่เมืองเชียงรุ่งในเขตสวนป่าดึกดำบรรพ์แห่งสิบสองปันนา (Xishuangbanna Primeval Forest Park)

หลังจากลงเรือข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ จังหวัดเชียงราย สู่เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ของ สปป. ลาว แล้ว ออกเดินทางไปตามเส้นทางถนนสาย อาร์ 3 เอ (R 3A) ระยะทางจากห้วยทรายถึงชายแดนลาวที่ด่านบ่อเต็น ประมาณ 240 กิโลเมตร การก่อสร้างถนนทาง อาร์ 3 เอ แบ่งการก่อสร้างทางออกเป็น 3 ช่วง

ช่วงแรก จากเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว-บ้านสอด (กิโลเมตรที่ 0-กิโลเมตรที่ 84) ระยะทาง 84.77 กิโลเมตร ที่รัฐบาลไทยให้ลาวกู้ จำนวน 1,210 ล้านบาท เปิดประมูลเมื่อปลายปี 2546 โดยมีห้างหุ้นส่วนจำกัดแพร่ธำรงวิทย์ กลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้าง ช่วงที่บริษัทของไทยสร้างนั้น ให้สังเกตได้จากเส้นจราจรเป็นสีขาวและมีไหล่ทาง หลักข้างทางใช้สีขาวกับสีดำ

ช่วงที่ 2 จากบ้านสอด-น้ำลัง (กิโลเมตรที่ 84-160.8 เวียงภูคา-บ้านน้ำลัง) ระยะทาง 76.80 กิโลเมตร ที่ ADB ให้รัฐบาลลาว กู้จำนวน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการก่อสร้างถนนช่วงนี้ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการของไทยเข้ามารับเหมา

ช่วงที่ 3 จากน้ำลังถึงด่านบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา (กิโลเมตรที่ 160.8-228.3) ระยะทาง 66.43 กิโลเมตร ทางจีนเป็นผู้รับผิดชอบ ก่อสร้างโดยเงินให้เปล่า 249 ล้านหยวน เส้นจราจรเป็นสีเหลืองและแทบไม่มีไหล่ทาง หลักข้างทางใช้สีขาวกับสีแดง เมื่อเข้าดินแดน สปป. ลาว ได้ไม่นาน ภาพสองข้างทางที่เป็นท้องทุ่งนาเริ่มเปลี่ยนเป็นสวนยางพาราเป็นช่วงๆ บางช่วงก็เป็นแนวยาว บางช่วงเป็นแนวสั้นๆ ถึงเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทาเรื่อยไปจนติดชายแดนจีน ระยะทางกว่า 240 กิโลเมตร ประมาณพื้นที่เพาะปลูกยางพารานับล้านไร่ เป็นยางพาราที่นักลงทุนจากต่างประเทศมาขอเช่าพื้นที่เพาะปลูก มีทั้งจากไทย เวียดนาม และจีน จีนเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาปลูกยางพาราในลาวมากเป็นอันดับ 1 เรากำลังมุ่งหน้าสู่แคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน เมื่อข้ามชายแดนลาวที่เมืองบ่อเต็นจะเข้าสู่ดินแดนทางตอนใต้ของจีน ชาวบ้านบ่อเต็นต้มเกลือสินเธาว์กันบนภูเขา (บ่อเต็น หมายถึง บ่อเกลือ)

ที่เมืองบ่อเต็นนี้ จีนได้ขอสัมปทานเช่าพื้นที่ ประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร เป็นเวลา 90 ปี ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ได้สร้างอาคารสิ่งปลูกสร้าง สิ่งสาธารณูปโภค โดยเฉพาะบ่อนกาสิโน เปิดบ่อนได้ไม่นานก็ต้องเลิกไป ปล่อยให้เป็นตึกรกร้าง เพราะเกิดปัญหาอาชญากรรมบ่อย จนจีนต้องปิดบ่อน พอจีนมาเช่าพื้นที่นี้แล้วจึงให้ชาวบ้านบ่อเต็นลงจากภูเขามาต้มเกลือข้างล่าง บ่อเต็นเป็นจุดขนถ่ายสินค้าระหว่างไทยกับจีน รถบรรทุกจากไทยและจีนจอดรอขนถ่ายสินค้าเป็นจำนวนมาก รถจากลาวสามารถผ่านเข้าจีนได้เช่นเดียวกับรถของจีนผ่านเข้าลาวได้ ต่อจากบ่อเต็นเข้าด่านตรวจคนเข้าเมืองโม่หาน (บ่อหาน) ของสิบสองปันนา จุดนี้ใช้เวลานานกับการตรวจคนเข้าเมืองของจีน ที่พิถีพิถันต้องถ่ายรูปกันใหม่หมด เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองโม่หาน (บ่อหาน) แล้วสองข้างทางยิ่งแน่นทึบด้วยต้นยางพารา ภูเขาทั้งลูกปกคลุมด้วยต้นยางพารา จากที่นี่เรื่อยไปจนถึงเมืองเชียงรุ่ง สิบสองปันนา ประมาณ 162 กิโลเมตร ตลอดระยะทางพื้นราบผ่านอุโมงค์ลอดภูเขานับสิบอุโมงค์ มีอยู่ 26 อุโมงค์ รอดอุโมงค์กันจนตาลาย สองข้างทางเต็มไปด้วยสวนกล้วยหอม ส่วนบนภูเขาอัดแน่นทึบด้วยต้นยางพารา สิบสองปันนาอยู่ในเขตป่าน้ำฝนจึงเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นยางพารา แต่ก่อนบนภูเขาไม่มีใครเคยคิดที่จะปลูกยางพารา เพราะมันไม่ใช่พืชในท้องถิ่น จึงปลูกแต่สับปะรดกัน บนภูเขาปลูกสับปะรด พื้นที่ข้างล่างปลูกกล้วยหอม มีเรื่องเล่าว่าก่อนนั้นชาวไทลื้อกับชาวอีก้ออาศัยอยู่ตามพื้นราบลุ่มด้วยกัน ต่อมาสองชนเผ่าเป็นศัตรูกัน สู้รบตบมือกันมาตลอดผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ จนในที่สุดชาวอีก้อสู้ไม่ได้ จึงหนีขึ้นไปอยู่บนภูเขา มีพื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่าพื้นที่ราบ แต่ก็ทำมาหากินด้วยปลูกพืชเลี้ยงสัตว์บนภูเขาสืบต่อกันมา พอถึงปัจจุบันพื้นที่ปลูกยางพาราบนภูเขาจึงเป็นของชาวอีก้อเสียเป็นส่วนมาก จีนเป็นผู้บริโภคยางพารา อันดับ 1 ของโลก โดยเกือบ 80% เป็นการนำเข้าจากตลาดโลก และเป็นผู้นำเข้ายางพารา อันดับ 1 ของไทย คนไทยที่เคยเชื่อว่า จีนไม่มีทางปลูกยางพาราได้ต้องซื้อยางจากไทยอย่างเดียวนั้น ให้เปลี่ยนความคิดใหม่ได้แล้ว เพราะปัจจุบันสถานการณ์ตรงกันข้าม เนื่องจากจีนกำลังจะเป็นแหล่งผลิตยางพารารายใหญ่ในอนาคต

ก่อนหน้านี้หลายปีจีนซุ่มเงียบพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ยางเพื่อให้สามารถปลูกในพื้นที่สูงและอากาศหนาวเย็นได้ จนพัฒนาสายพันธุ์ยางพาราที่นำไปจากไทยสำเร็จ ปัจจุบันที่สิบสองปันนาปลูกยางพารามากถึง 6.8 ล้านไร่ กรีดได้แล้วกว่า 4 ล้านไร่ โดยทางรัฐบาลจะเป็นผู้รับซื้อทั้งหมด รัฐบาลมีการประกันราคา ราคายางแผ่นถูกกว่าของไทย ในการปลูกและแปรรูปยางพาราของจีนดีกว่าของไทย เรื่องการดูแลรักษาต้นยางค่อนข้างมีความเข้มงวด มีระเบียบ วางกฎเกณฑ์ปฏิบัติการกรีดยาง เช่น ถ้าเมื่อไรอากาศร้อนมากเกินไป อากาศหนาวเย็นเกินไป ให้ชาวสวนยางหยุดกรีดยางทันที เมื่อมีโรคระบาดรัฐบาลจะรีบเข้ามาดูแลอย่างทันท่วงที แต่จีนเองก็ได้รับผลกระทบจากการขยายพื้นที่ปลูกยาง เนื่องจากต้นยางดูดน้ำใต้ดินไปเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลงอย่างรวดเร็ว เคยได้ตั้งข้อสังเกตกันบ้างหรือไม่ว่า ทำไม ระยะหลังๆ จีนได้ซื้อยางจากไทยน้อยลง รถแล่นไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งพบแต่ต้นยางพาราหนาตา พอเข้าเขตรอบนอกเมืองเชียงรุ่งนั่นแหละ จำนวนต้นยางพาราจึงเริ่มบางตา มองเห็นต้นยางพาราจำนวนมากมายอย่างนี้ ถึงกับถอนใจแทนชาวสวนยางพาราไทย เลยลองตั้งคำถามเล่นๆ อาจสะเทือนใจผู้ปลูกยางได้ว่า “สักวันหนึ่ง ถ้าจีนไม่ซื้อยางพาราจากไทยแล้ว เราจะขายให้ใคร?” ก่อนที่ยางพาราจะเข้ามานั้น สิบสองปันนาเป็นเมืองขึ้นชื่อในเรื่องสับปะรด เกาะกลางถนนในเมืองจึงมีรูปปั้นสับปะรดปรากฏอยู่ทั่ว

สิบสองปันนา อยู่ในมณฑลยูนนาน เป็นเขตปกครองตนเองพิเศษของชนชาติไตหรือชาวไทลื้อ ตั้งอยู่ตอนใต้สุดของจีน สิบสองปันนา มีพื้นที่ประมาณ 19,700 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดกับแขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี ของประเทศลาวและรัฐฉานของพม่า มีชายแดนยาวถึง 966 กิโลเมตร ยูนนานเป็นมณฑลที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่านกลาง ความหมายของสิบสองปันนาหมายถึง “นาสิบสองพัน” หรือ “นา 12,000 ผืน” หรือ 12 เมือง แต่อยู่ในจีน 10 เมือง อีก 2 เมือง อยู่ในลาว คือ แขวงหลวงน้ำทา แขวงพงสาลี

เมืองเชียงรุ่ง มีตำนานเล่าว่า “พะเจ่าเหลบโหลก” เมื่อครั้งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ถึงยังดินแดนริมฝั่งแม่น้ำของ (แม่น้ำโขง ไทลื้อเรียก น้ำของ ภาษาจีน เรียก หลานชาง) บนอาณาจักรชาวไทลื้อแห่งนี้เป็นเวลารุ่งอรุณของวันใหม่ จึงเรียกแห่งนี้ว่า “เชียงรุ่ง”, “เชียง” ที่แปลว่า “เมือง” และ “รุ่ง” ที่แปลว่า “รุ่งอรุณ” เชียงรุ่ง จึงแปลได้ว่า เมืองแห่งรุ่งอรุณอันสดใส เชียงรุ่งเมื่อเทียบภาษา และสำเนียงไทลื้อแล้ว ออกเสียงว่า เจงฮุ่ง ซึ่งหมายถึง เมืองแห่งรุ่งอรุณ คนจีน เรียก จิ่งหง (Jinghong) ที่เรียกกันว่า “เชียงรุ้ง” นั้น ไม่ถูก ไม่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติรุ้งกินน้ำ เมืองเชียงรุ่งเมืองเอกของเขตปกครองตนเองพิเศษสิบสองปันนา

สัตว์สัญลักษณ์ของเมืองเชียงรุ่ง เป็นช้างกับนกยูง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีตำนานเล่าไว้ไม่ต่างจากเรื่องพระสุธนกับนางมโนราห์ คราวเมื่อ เจ้าชายช้าง (พระสุธน) เสด็จประพาสป่า ไปพบนางนกยูง (นางมโนราห์) กำลังเล่นน้ำในลำธาร เจ้าชายช้างจึงแอบเอาเสื้อผ้าของนางไปซ่อน นางขึ้นจากน้ำไม่ได้ และรู้ว่าเจ้าชายช้างเป็นคนเอาไป ก็ได้แต่อ้อนวอนขอคืน ขอกันอย่างไรไม่รู้ จนในที่สุดนางนกยูงตกเป็นของเจ้าชายช้าง มีลูกมีหลานสืบกันมาเป็นชาวไทลื้อ สาวไทลื้อต่างมีรูปร่างบอบบางอ้อนแอ้น เอวบางไม่ค่อยมีหน้าท้อง เอวเหมือนกับความคดเคี้ยวของลำน้ำโขง ยิ่งสาวๆ ที่แสดงในโชว์พาณาราสีเกือบทุกนางเอวกิ่วเล็กมาก จนแทบจะไม่มีส่วนที่เรียกว่าพุงกันเลย นักแสดงในโชว์พาณาราสีรักษาทรวดทรงกันดีทุกคน นอกจากสัตว์สัญลักษณ์ช้างกับนกยูงแล้วก็มีศิลปะการแสดงที่เกี่ยวกับสัตว์ทั้งสองชนิดคือ ระบำช้างให้ผู้ชายแสดงกับระบำนกยูงให้ผู้หญิงแสดง อะไรต่างๆ ของเมืองนี้จะแสดงออกมาเกี่ยวข้องกับช้างและนกยูงเสมอ ดังนั้น สวนนกยูง จึงเปรียบเสมือนตัวแทนและความภาคภูมิใจของชาวไทลื้อ มณฑลยูนนานมีประชากร ประมาณ 40 ล้านคน เป็นชาวไทลื้อ ประมาณ 900,000 คน ประกอบด้วยชนเผ่า 13 เผ่า ชนเผ่าที่มีจำนวนมากเป็นชาวไทลื้อกับชนเผ่าอีก้อ

สวนป่าดึกดำบรรพ์แห่งสิบสองปันนา (Xishuangbanna Primeval Forest Park) มีกลุ่ม บริษัท Zhejiang Jinzhou Group Co., Ltd เป็นผู้ลงทุนทั้งหมด พื้นที่ประมาณ 25,000 มู่ (1 mu 0.416667 ไร่) หรือประมาณ 10,417 ไร่ โดยลงทุนครั้งแรก 86 ล้านหยวน ประกอบด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอีก 10 แห่ง เช่น ป่าฝนเขตร้อน, ศูนย์เพาะเลี้ยงนกยูง, ศูนย์ฝึกลิง, หมู่บ้านชาวไทลื้อ, หมู่บ้านชาวอีก้อ น้ำตกเจี่ยหลง (jiulong) ผาหินแกรนิต, ทะเลสาบจินหู, พื้นที่สำหรับเล่นกีฬาต่างๆ

สวนนกยูง ห่างจากเมืองเชียงรุ่ง ประมาณ 9 กิโลเมตร จึงเป็นสวนสาธารณะที่อยู่ใกล้ที่สุด นักท่องเที่ยวจากจีนจึงไปเที่ยวกันมากมาย ส่วนป่าดงดิบและป่าเขตร้อนนั้น ก็อยู่ในเส้นทางเดียวกัน แต่ไกลออกไปเมื่อไปถึงหลังจากเสียค่าผ่านประตูแล้วก็พบกับบรรยากาศอันร่มรื่นใต้เงาต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก อากาศสดชื่นแต่ได้กลิ่นโชยของกลิ่นสาบและมูลสัตว์ป่าเป็นระยะๆ รายการแรกที่ต้องชม เป็นการแสดงของสัตว์ป่าต่างๆ ที่ลานแสดงด้านหน้าเป็นกรงขนาดใหญ่ เลือกจับจองที่นั่งกันเอาเอง ระหว่างรอการแสดงของสัตว์ พนักงานนวดให้บริการนวดกับผู้ที่ต้องการนวด ควันบุหรี่คละคลุ้งไปทั่ว พร้อมกับเสียงพูดคุยดังอึงมี่ เสียงขบเคี้ยวของว่างกินกันดังกอบแก๊บ จนแทบไม่ได้ยินเสียงสัตว์ส่งเสียง ประมาณ 09.10 นาฬิกา เริ่มการแสดง สิงโตกระโดดข้ามโต๊ะ ตามด้วยเสือกระโดดลอดบ่วงบ้าง หมีควายถีบโต๊ะหมุน ควงคบไฟ เก็บโต๊ะเดินเข้ากรง ต่อไปเป็นคิวของหมาป่ากระโดดไล่ลำดับความสูง ท่าทางมันตื่นกลัวและระแวงอยู่ตลอด ปิดท้ายด้วยหมีควายอีก ออกมาเล่นบาร์คู่ หกสูง ก่อนจบการแสดง

ต่อไปเป็นรายการสำคัญ จุดเด่นของที่นี่คือ การชมฝูงนกยูง ห่างไปอีกไม่ถึง 1 กิโลเมตร จะเดินไปหรือขึ้นรถกอล์ฟ เราเลือกที่จะขึ้นรถ เพราะต้องขึ้นเขาไปอีกเดินคงไม่ไหว เสียค่ารถคนละ 200 บาท บริเวณที่เป็นสวนนกยูงมีสระน้ำ กว้างประมาณ 100 เมตร กับศาลาทรงไทลื้อเด่นอยู่กลางน้ำ 2 หลัง มีสะพานทอดให้นักท่องเดินไปถ่ายภาพที่ศาลาได้ ในสระมีแต่นกเป็ดน้ำและหงส์ดำไม่กี่ตัว ริมสระด้านติดถนนเป็นลานหญ้าโดยรอบถูกกั้นด้วยรั้วไม้ ให้นักท่องเที่ยวยืนอยู่นอกรั้วเพื่อมองไปที่ลานหญ้าริมสระน้ำ ด้านตรงข้ามเป็นศาลาหลังใหญ่คล้ายร้านอาหารให้นักท่องเที่ยวไปยืนดูได้ แต่อยู่ไกลหน่อย จึงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาที่ศาลาหลังนี้ สูงขึ้นไปเป็นภูเขาปกคลุมด้วยป่าไผ่ นักท่องเที่ยวส่วนมากจึงยืนอยู่ด้านติดถนนกับลานจอดรถ ตอนนั้นเวลาประมาณ 10 นาฬิกา มองไม่เห็นฝูงนกยูง เห็นแต่ฝูงนักท่องเที่ยวกับนกยูงเชื่องอยู่ 3 ตัว เป็นนกยูงเผือก 1 ตัว ยืนอยู่ในคอกไม้ คนเลี้ยง 1 คน คอยเฝ้าอยู่ กับนกยูงที่ลานหญ้า 3-4 ตัว นกยูงทั้ง 3 ตัวนี้ มีไว้ให้สำหรับนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปด้วย คนเลี้ยงได้พูดเชิญชวนให้มาถ่ายรูปกับนกยูง โดยไปซื้อตั๋วขอถ่ายรูปกับนกยูงที่ห้องจำหน่ายตั๋ว เสียค่าตั๋วถ่ายรูป คนละ 100 บาท ผู้หญิงและเด็กเข้าคิวรอถ่ายรูปกับนกยูงกันเป็นแถว จะถ่ายภาพเองหรือให้บริการถ่ายและปริ๊นต์ภาพให้จากทางสวนก็ได้ ถ่ายรูปในท่านกยูงมากินอาหารในอุ้งมือ ผู้ขอถ่ายรูปและท่าให้นกยืนเกาะบนคอนไม้ที่ถือไว้ ระหว่างนั้นนักท่องเที่ยวต่างทยอยกันมาเรื่อยๆ จนแน่นแนวรั้ว เราคิดในทางลบว่า ถูกแหกตาเสียแล้ว มาดูนกยูงแค่ 3 ตัว ใจจดใจจ่อแต่ว่าเขาจะมีรายการอะไรต่อ เพียงครู่เดียวเสียงนกหวีดก็ดังขึ้นจากด้านข้างริมสระ ทำเอาตกใจบ้างเล็กน้อย เสียงนกหวีดดังต่อเนื่อง เป่าไม่ได้เป็นจังหวะเหมือนกับจราจรหรือผู้ตัดสินฟุตบอล จากนั้นจึงปรากฏหญิงสาวนางหนึ่งในชุดสีฟ้าผู้เป่านกหวีดเดินออกมาจากข้างสระมาที่ลานหญ้า ในมือของเธอถือตะกร้ามา 1 ใบ เสียงนกหวีดของเธอดังพอที่จะทำให้นกยูงบนภูเขาตรงข้ามบินถลาร่อนลงมาที่ลานหญ้า ก่อนถึงลานหญ้าแพนหางอันสวยงามของมันจะแตะกับผิวน้ำจนเปียก พวกมันคงร่อนลงมาที่ลานหญ้าเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นเธอก็โปรยอาหารในตะกร้าให้พวกมันกิน เป็นภาพที่น่าตื่นเต้น เห็นนกยูงจำนวนมากมารวมกัน น่าจะไม่เกิน 100 ตัว เธอเดินไปทางไหนนกยูงต่างเดินตามเธอ เพื่อรอกินอาหาร ดูท่าทีว่าอาหารจะไม่พอกับจำนวนนกที่มา อาหารในตะกร้าใบเล็กแค่นี้คงไม่พอกับจำนวนนกยูงเกือบ 100 ตัว อย่างแน่นอน ประมาณ 10 นาที เธอก็เดินย้อนกลับไปยังจุดเดิม แต่ยังมีนกยูงบางตัวเดินตามเธออยู่ เราได้แต่รอดูว่านกยูงเหล่านี้จะทำอะไรต่อไป พวกมันยังคงจิกกินอาหารที่ยังเหลือ ขุดคุ้ยหญ้าเพื่อหาอาหาร สักพักเดียวผู้หญิง 4 คน เดินออกมาจากจุดเดียวกับที่ผู้หญิงคนแรกออกมา ถือธงโบกสีหม่นๆ ไปมา พร้อมกับส่งเสียงตะหวาด นกยูงต่างบินกลับไปยังภูเขาเกาะบนต้นไผ่ เพื่อรอการแสดงใหม่ในรอบต่อไป เป็นอันสิ้นสุดการชมนกยูง

ใกล้ๆ กัน มีกรงเพาะเลี้ยงนกยูงอยู่ ที่เพาะเลี้ยงจนแข็งแรงดีแล้วจึงปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ นกยูงได้เรียนรู้พฤติกรรมต่างๆของผู้เลี้ยงที่ทำกับมัน ตอนให้อาหารคงร้องเรียกด้วยเสียงที่แหลมเล็ก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป่านกหวีดเรียกมัน เมื่อปล่อยออกจากกรงมันก็หากินอยู่ใกล้ๆ กรงเดิม พอได้ยินเสียงนกหวีดจึงพากันมา เนื่องจากมันเป็นนกที่เคยถูกเลี้ยงดูมาก่อน จึงหากินตามธรรมชาติไม่เป็นรอกินอาหารจากผู้เลี้ยง จึงน่าจะเป็นที่มาของการเป่านกหวีดเรียกนกยูง ถ้าเป็นนกยูงป่าเป่านกหวีดจนเจ็บคอมันก็ไม่มา นกยูงมีนิสัยตื่นกลัวตกใจง่าย มักมีปฏิกิริยาต่อเสียงดังผิดปกติ เช่น เสียงปืน เสียงไม้หัก ต้นไม้ล้มดัง นกยูงจะส่งเสียงร้องดัง หรือนกยูงที่เลี้ยงไว้พอมีคนตะโกนใส่มันจะร้องกันลั่น นกยูงที่นี่ไม่ค่อยรำแพนอวดหาง ไกด์สาวบอกว่า ถึงรำแพนก็ไม่สวย เพราะนกตัวผู้ส่วนใหญ่หางมันหลุดลุ่ยแตกเป็นเส้นๆ อันเนื่องมาจากหางมันเปียกน้ำบ่อยๆ จนขนแตก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหางของมันต้องสัมผัสกับน้ำเวลาร่อนลงจากต้นไม้มายังลานหญ้า ก่อนถึงลานหญ้าหางจะแตะน้ำในสระ เป็นเช่นนี้บ่อยเข้าจนขนหางมันแตกเป็นเส้นหมดความสวย จบจากการดูนกยูงแล้ว นักท่องเที่ยวต่างหันหลังกลับเดินทางต่อไปยังศูนย์วัฒนธรรมชนเผ่าอีก้อ อยู่ไม่ไกล จัดแสดงประวัติความเป็นมาของชนเผ่า บ้านเรือน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ และร่วมการเต้นอีก้อกระทบไม้

นกยูง ได้ชื่อว่าเป็นนกที่สวยงามมากชนิดหนึ่ง เป็นนกขนาดใหญ่กลุ่มไก่ฟ้า พบนกยูงในป่าเขตร้อนในแถบเอเชียตั้งแต่อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และในตอนกลางของแอฟริกา ประเทศคองโก นกยูงมี 2 ชนิดย่อย คือ นกยูงชวาหรือนกยูงใต้ (Pavo muticus muticus) กระจายพันธุ์อยู่ทางภาคใต้ ตั้งแต่คอคอดกระลงไปจนถึงอินโดนีเซีย และนกยูงอินโดจีนหรือนกยูงเหนือ (Pavo muticus imperator) กระจายพันธุ์อยู่ในอินเดีย พม่า ยูนนาน ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย ตั้งแต่บริเวณคอคอดกระขึ้นไป นกยูงชอบอาศัยอยู่ในป่าดิบแล้งและป่าผลัดใบผสมตามริมลำธารในป่า แต่เมื่อนำมาเลี้ยงสามารถฝึกให้เชื่องได้ และเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดมนุษย์ได้ง่าย ถึงแม้มีมันสมองเล็กแต่ก็สามารถจดจำบางสิ่งบางอย่างได้ดี จำผู้เลี้ยงได้ จำสถานที่พักอาศัยที่ปลอดภัยได้ และถ้าตกใจหรือถูกทำร้ายจากสัตว์ชนิดใด นกยูงจดจำเมื่อจวนตัวหรือโกรธจะต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการเตะไปข้างหน้าพร้อมกับจิก นกยูงที่สิบสองปันนาจึงอยู่ในกลุ่มนกยูงอินโดจีนหรือนกยูงเหนือ (Pavo muticus imperator) นิสัยของนกยูงมีปฏิกิริยาต่อเสียงดังผิดปกติ เช่น เสียงปืน เสียงไม้หัก ไม้ล้มดัง นกยูงจะส่งเสียงร้อง นิสัยขี้อายและตกใจง่าย ได้เสียงผิดปกติหน่อยส่งเสียงร้อง ชอบร้องบนกิ่งไม้ที่จับคอนนอนในเวลาเช้าตรู่และตอนใกล้ค่ำ นกยูงเลี้ยงดึกๆ ยังชอบทำเสียงร้องโหยหวน นกยูงที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี จะออกหากินตามหาดทรายและสันทรายริมลำธาร ในตอนเช้าตรู่จนกระทั่งถึงตอนบ่าย กินทั้งเมล็ดพืชและสัตว์เล็กๆ แล้วจึงบินกลับมาเกาะนอนอยู่บนยอดไม้สูง ปกติอยู่เป็นฝูงเล็กๆ 2-6 ตัว อาจอยู่รวมกันเป็นฝูงถึง 10 ตัว

บ้านเรามีสวนนกอยู่หลายแห่ง ที่รู้จักกันคือ สวนนกชัยนาท มีกรงนกที่ใหญ่โตรวบรวมนกไว้หลายชนิด มีนกยูงอยู่หลายตัว แต่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยหนาแน่น เราจะฝึกนกยูงฝูงใหญ่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งให้เชื่องได้หรือไม่ ถ้าเราทำได้ก็จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่แข่งกับสวนนกยูงที่สิบสองปันนา สวนนกยูงที่สิบสองปันนาเขาทำอย่างไร จึงทำให้ฝูงนกยูงไม่ถึง 100 ตัว กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองได้…

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ศิลปิน…อยู่เพื่ออะไร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

ชาลี เหาะได้บันทึก…ไว้ที่นี่

ศิลปิน…อยู่เพื่ออะไร

คนไทยเรา…ชอบคิด ชอบเปรียบเทียบอะไรๆ ในชีวิต ให้เป็นคติสอนใจได้ดีจริงๆ

เมื่อคิด-เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ก็ยังใช้ภาษาพูด-ภาษาเขียน ให้สละสลวยคล้องจองกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำอีกด้วย

อย่างที่ผมเคยเขียนเล่าว่า ศิลปิน-หรือช่างต่างๆ ในสมัยก่อน มักจะพูดว่า…

“ช่างกลึง…พึ่งช่างชัก”

“ช่างสลัก…พึ่งช่างเขียน”

“ช่างรู้…พึ่งช่างเรียน”

“ช่างติเตียน…ไม่ต้องพึ่งใคร”

นี่ก็เป็นคำที่มีคติจริงๆ

เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้หมุนแท่นกลึงอะไรต่างๆ เหมือนในสมัยนี้ จำเป็นต้องมีคนดึง-คนชักแท่นกลึงให้หมุน เพื่อสะดวกในการทำงานอีกที

ท่านจึงพูดว่า “ช่างกลึง…พึ่งช่างชัก”

ส่วนช่างสลัก…ก็เหมือนกัน ก่อนที่จะสลักลวดลายอะไรๆ ให้ออกมาสวยงามตามรูปแบบได้ ก็ต้องทำตามที่ช่างเขียน…เขียนเอาไว้ คือสลักไปตามลวดลายต่างๆ ที่ช่างเขียนเขาเขียนมาให้นั่นแหละ ผลงานจึงจะออกมาสวยงามครบบริบูรณ์

ท่านจึงพูดว่า “ช่างสลัก…พึ่งช่างเขียน”

ส่วนคนที่จะมีความรู้ได้ ก็ต้องร่ำเรียนเขียนอ่านไปตามระบบ ความรู้จึงจะเกิด คือเกิดจากการเรียนนั่นเอง

ท่านจึงพูดว่า “ช่างรู้…พึ่งช่างเรียน”

ส่วนช่างติเตียนนั้น ไม่ต้องพึ่งใครหรอก “ติแม่…ง…ง…ตะพึดตะพือไป ไอ้โน่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ดี”

“อะไรๆ ก็ไม่ดี”

“กูดีคนเดียว” (ฮา…)

เห็นมั้ยครับ ช่างติเตียน…ไม่ต้องพึ่งใครเลย!

ผมได้ยินคำนี้มาตั้งแต่เด็ก

ผมขออนุญาตเขียนถึงเรื่องนี้อีกครั้งเถอะ เพราะตลอดเวลาหลายสิบปีมานี้ ผมมักจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดมาคุยกับเพื่อนศิลปิน (รุ่นน้อง) ของผมคนหนึ่ง เพราะเขาช่วยงานผมมาเกินกว่า 20 ปีแล้ว

“เขาเป็นศิลปินประติมากร เขาเป็นช่างปั้นครับ”

นอกจากเป็นช่างปั้นแล้ว เขาก็เป็นช่างทุกอย่าง ไม่ว่าจะช่างกลึง-ช่างเขียน-ช่างไม้-ช่างปูน-ช่างเหล็ก-ช่างหล่อ-ช่างรู้-ช่างเรียน…หรือแม้กระทั่ง…ช่างซ่อมรถยนต์ ฯลฯ

“เขาไม่เป็นอยู่ช่างเดียว…ช่างติเตียน”

อ้าว!…จริงๆ ครับ “เขาไม่เคยติเตียนใครเลย”

เขามีผลงานปั้น ผลงานหล่อ เป็นประติมากรฝีมือดีคนหนึ่งของเมืองไทย

เขาได้สร้างผลงานไว้มากพอควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามวัดต่างๆ ในต่างจังหวัดแทบจะทั่วประเทศ และเป็นผู้ปั้นพระประธานของ “วัดป่าสันติธรรม-THE FOREST HERMITAGE” ที่เมือง WARWICK ประเทศอังกฤษ และเป็นผู้หล่อ “พระสุรัสวดี” ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อีกด้วย

ในระยะหลังได้เข้าร่วมงานที่ “เมืองโบราณ” และ “พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ” จังหวัดสมุทรปราการ อยู่หลายปี

เขาเคยร่วมแสดงงานศิลปะกับผมก็หลายครั้ง แต่ในระยะหลังๆ ร่างกายก็ทรุดโทรมลงพอควร และต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเลิดสิน บางรัก กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556 นอนพักรักษาตัวอยู่หลายเดือน แล้วก็ย้ายไปโรงพยาบาลที่จังหวัดเชียงราย บ้านเกิด จนกระทั่งถึงวันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เขาก็จากไปด้วยอาการสงบ

ผมขออนุญาตเขียนถึงเขาหน่อยครับ เพราะอย่างน้อยๆ ก็เป็นการพูดถึงศิลปินคนหนึ่ง ที่เป็นประติมากรฝีมือดี มีผลงานทางด้านพุทธศิลป์คนหนึ่งของเมืองไทย และก็ถือโอกาสนำภาพผลงานของเขาเท่าที่พอจะหยิบฉวยมาได้ มาประกอบให้ดูหน่อยครับ

ศิลปินสุพัฒน์ สอนศรี

“ชีวิตสั้น แต่…ศิลปะยืนยาว”

เขามักจะพูดถึงคำกล่าวของท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่ว่านี้กับผมเสมอ

เกิดแล้ว…ต้องตายทุกคนแหละครับ

ไม่มีใครเอาอะไรไปได้เลย

ความดี หรือ ความชั่ว ก็เอาไปไม่ได้

นอกจากทิ้งไว้ให้คน…ชมเชย

หรือ…สาปแช่ง!

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ฝ่าฝืนข้อห้ามโอน / กระโดน : เป็นมากกว่าแค่เห็นเป็นต้นไม้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

ฎีกาชาวบ้าน / ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th สุวรรณ พันธุ์ศรี

ฝ่าฝืนข้อห้ามโอน  / กระโดน : เป็นมากกว่าแค่เห็นเป็นต้นไม้

ฎีกาชาวบ้าน

ฝ่าฝืนข้อห้ามโอน

โอภาส เพ็งเจริญ

o-pas@matichon.co.th

ประสาคนชอบพอกัน ยามมีสิ่งไรเดือดร้อน ย่อมต้องหันหน้าไปปรึกษาหารือ ไปขอความช่วยเหลือกันเป็นธรรมดา

เหมือนอย่างคุณนวลเนียนกับคุณโผง คุณโผงเขามีฐานะการเงินมั่นคงกว่า ครั้นเมื่อเจอเข้ากับความเดือดร้อนเรื่องเงินทอง คุณนวลเนียนจึงได้แวะไปพึ่งพาคุณโผง

คุณนวลเนียน แวะไปหาคุณโผง กระซิบเบาๆ ว่า

“มีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง จะขายให้เอาไหม พอดีร้อนเงินน่ะ ที่สวย ทำเลดี” คุณนวลเนียนกล่าว

หลังจากรับทราบราคาที่คุณนวลเนียนเสนอ คุณโผงไปดูที่ดินแปลงนั้น

“นี่มันที่ดิน ส.ป.ก. นี่” คุณโผงว่า

“ใช่ มันมีปัญหาว่าติดข้อห้าม เขาห้ามซื้อขาย ห้ามโอนกัน แต่ร้อนเงินจริงๆ” คุณนวลเนียนว่าอีก พร้อมทำตาละห้อย

แต่เมื่อวัตถุประสงค์ของทั้งสองต้องตรงกัน โดยฝ่ายคุณนวลเนียนมีที่ดินแต่ต้องการเงิน ส่วนคุณโผงมีเงินและเกิดอยากได้ที่ดิน

สุดท้ายทั้งสองฝ่ายร่วมกันหารือ หาทางออก กระทั่งตกลงกันได้ว่า

ในเมื่อเป็นที่ดินที่ติดข้อห้ามซื้อขาย ห้ามโอน ก็จะทำเป็นรูปแบบพินัยกรรมแทน

โดยคุณโผงจ่ายเงินคุณนวลเนียนไป 450,000 บาท ตามราคาที่ต้องการจะขาย แล้วคุณนวลเนียนทำพินัยกรรมยกที่ดินให้คุณโผง

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ล่วงเลยมาหลายปี กระทั่งจากที่เคยชอบๆ กันมา ตอนหลังกลับกลายเป็นไม่ชอบๆ กันไป คุณโผงจึงไปออกปากว่า

“เฮ้ย! ในเมื่อที่ดินที่ซื้อขาย โอนกันไม่ได้ ขอเลิกสัญญานั้น ขอเงินคืนมาเหอะ”

ทางฝ่ายคุณนวลเนียนไม่ยอมคืนเงิน

คุณโผงฟ้องคุณนวลเนียน ให้ชำระเงิน 644,062 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จคืนมา

ศาลชั้นต้นยกฟ้อง

คุณโผงอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษา ให้คุณนวลเนียนชำระเงิน จำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่คุณโผงจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณนวลเนียนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คุณโผงทราบถึงสถานะทางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินนั้นดีว่า เป็นที่ดินที่มีข้อกำหนดห้ามโอน ไม่อาจซื้อขายกันได้ นิติกรรมการซื้อขายที่ดินจึงต้องห้ามตามกฎหมาย มีผลเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

ดังนั้น การที่คุณโผงชำระเงิน 450,000 บาท ไปจึงเป็นการชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ว่าด้วยลาภมิควรได้ ตามที่มาตรา 411 บัญญัติว่า ผู้ชำระเงินหาอาจเรียกคืนได้ไม่

คุณโผงจึงไม่อาจเรียกคืนเงินค่าซื้อขายที่ดินพร้อมดอกเบี้ยคืนจากคุณนวลเนียนได้

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1879/2556)

————————————–

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 411 บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

กระโดน : เป็นมากกว่าแค่เห็นเป็นต้นไม้

สุวรรณ พันธุ์ศรี

เป็นข่าวเป็นคราวขึ้นมาอีกหน ในยุคบริโภคนิยมอย่างขาดจิตสำนึกดี

เมื่อเจ้าลูกชายวัยเยาว์เล่นเกม ก่อหนี้หลายแสนให้กับผู้เป็นแม่ที่ประมาท ขาดการควบคุม

โทรศัพท์มือถือเวลานี้ เป็นอะไรที่มากกว่าการใช้เพื่อติดต่อสื่อสาร

เมื่อผู้ใช้หลงใหลความไฮเทค มีจิตใจวูบไหวไปตามกิเลส ขาดความยับยั้งชั่งใจ ย่อมนำภัยมาสู่ตัวเองและคนรอบข้าง

ขณะเดียวกัน ผู้ค้า ผู้ขาย ที่ละโมบโลภมาก เอาแต่ได้ มองไม่เห็นความสงบสุขของส่วนรวม

ยิ่งผู้กระทำขาดสติ อาจก่ออาชญากรรมจนตัวเองต้องได้รับความเดือดร้อน ติดคุก ติดตะราง

ปัญหาเหล่านี้นับวันดูจะรุนแรงมากขึ้น หากยังไม่รู้จักพอ

หลายเรื่อง หลายปัญหาที่เกิดอยู่เวลานี้ เกิดขึ้นเพราะความอยากได้ใคร่มี

หากยังไม่ร่วมด้วยช่วยกันของทุกฝ่าย สังคมโดยรวมจะหาความสุขสงบได้ยาก

ทำใจให้สงบ แล้วมาปลูกต้นไม้ยามนี้กันดีกว่า อยากให้ช่วยกันปลูกเยอะเยอะ

เวลานี้ ป่าต้นน้ำเมืองไทยถูกลักลอบตัดทำลายลงจนน่าใจหาย

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “กระโดน” ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง ความสูงโดยเฉลี่ย 30 เมตร

ต้นกระโดน เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดด การเพาะขยายพันธุ์ทำได้ทั้งเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง

ลักษณะของลำต้นกระโดน เมื่อเติบโตจะแตกกิ่งก้านสาขามาก

ส่วนลักษณะของใบ เป็นรูปไข่ ออกเรียงสลับกันอยู่กระจุกตรงปลายกิ่ง ก้านใบยาวเล็กน้อย

สำหรับต้นที่โตจนให้ดอก ดอกกระโดนจะออกเป็นช่อยาว กลีบดอกสีขาว มีรองกลีบดอก

โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ตรงกลางมีเกสรตัวผู้สีแดง

พอดอกโรยก็จะติดผล ลักษณะผลออกทรงกลม ภายในผลจะมีเมล็ดจำนวนมาก

ส่วนยอดอ่อน ชาวบ้านนิยมนำมากินกับน้ำพริก หรือว่าลาบ ก้อย รสชาติฝาดออกเปรี้ยว

นอกจากกินยอดอ่อนแล้ว ราก เปลือก ใบ ดอก ผล และเมล็ด ยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพร

ราก เปลือก ใบ มีสรรพคุณใช้เป็นยาเบื่อปลา

ดอก เมื่อนำมาชงผสมน้ำผึ้ง ดื่มแก้หวัด แก้ไอ ทำให้ชุ่มคอ

ผล มีสรรพคุณเป็นยาช่วยย่อยอาหาร

เมล็ด มีสรรพคุณแก้พิษต่างต่าง

นี่คือ ประโยชน์ที่ได้จากการปลูกต้นกระโดน

ถ้าไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นทะเลทราย ก็ต้องลงมือปลูกกันเสียแต่วันนี้

เจริญทางวัตถุนั้น ไม่ยั่งยืนเท่ากับเจริญอย่างธรรมชาติ

อย่าลืม “คุกกี้รัน” คือการพนันที่โกงเงินชาวบ้าน

เป็นความเจริญของคนโลภ

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ปริญญา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

ปริญญา

เมื่อพูดถึง ปริญญา ใครๆ ก็คิดถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่เรียนกันตามมหาวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญา ซึ่งมีทั้งปริญญาตรี โท และเอก อันเป็นการศึกษาที่มีความลึกซึ้งในแต่ละสาขา ยิ่งสูงเท่าไร ความรู้ก็ยิ่งลึกเท่านั้น ดูๆ ไปคล้ายๆ ฟ้ากับเหวยังไงยังงั้น

มีคนล้อเล่นกันว่า คนที่จบการศึกษาทางการแพทย์ ถ้าระดับปริญญาตรีจะรู้จักและรักษาได้แทบจะทุกโรค พอปริญญาโท เริ่มตีกรอบแคบเข้ามา เช่น เป็นแพทย์ หู คอ จมูก แต่พอถึงขั้นปริญญาเอก เชี่ยวชาญลงลึกเฉพาะ หู หรือคอ หรือจมูกเรื่องเดียว อย่างลึกซึ้ง เวลาทำงานก็ทำเฉพาะด้านลงไปในฐานะผู้เชี่ยวชาญ

คราวหนึ่งอาตมาได้มีโอกาสนั่งใกล้ๆ หลวงพ่อปัญญานันทะ มีคุณหมอคนหนึ่งไปนั่งคุยกับท่าน ตอนหนึ่งหลวงพ่อปรารภว่า ตอนนี้พูดมาก คอไม่ค่อยจะดี คุณหมอจะแนะนำยาอะไรที่รักษาคอได้ดีบ้างไหม

คุณหมอคนนั้นตอบว่า ขอโทษครับ หลวงพ่อ ผมเป็นหมอหูครับ ไม่ใช่หมอคอ

หลวงพ่อปัญญานันทะฟังแล้วยิ้มๆ แล้วคุยกันต่อไป ครั้งแรกอาตมาคิดว่า หมอพูดเล่นกับหลวงพ่อ แต่พอฟังคุยไปเรื่อยๆ หมอก็ไม่วกกลับมาเรื่องเจ็บคอเลย ไม่แนะนำอะไรเลยจริงๆ จนกราบลาหลวงพ่อกลับไป ตกลงที่พูดนั้นเป็นความจริง คือไม่เชี่ยวชาญด้านคอมากพอ เลยไม่แนะนำใดๆ คงกลัวจะเกิดอันตรายหรืออย่างไร ก็ไม่ทราบได้

พอคุณหมอกลับไปแล้ว อาตมาก็หามะนาวมาผลหนึ่ง บีบน้ำมะนาวใส่แก้ว ใส่น้ำผึ้งลงไปพอประมาณ เติมเกลือลงไปอีกเล็กน้อย ผสมน้ำอุ่นถวายหลวงพ่อก่อนเข้าจำวัด ตื่นเช้าขึ้นมาท่านบอกว่า ได้น้ำมะนาวของ ดร. จรรยา เสียงดีขึ้นเลย สาเหตุสำคัญที่หลวงพ่อปัญญานันทะได้ดื่มน้ำมะนาวคืนนั้น คงเป็นเพราะอาตมาไม่ได้จบมาเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แต่ใช้ความรู้รอบตัวแบบพื้นบ้านทั่วไปนี่เองปรุงน้ำมะนาวถวายหลวงพ่อด้วยความมั่นใจ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ถือว่า ถวายน้ำปานะก็แล้วกัน

ที่จริงคำว่า ปริญญา ที่ใช้เรียกผู้ที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยขณะนี้ยืมมาจากคำที่ใช้ในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าตรัสในอีกความหมายหนึ่ง พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตนิกาย ขันธวรรค หน้าที่ 26 พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรอบรู้ (ปริญญา) เป็นไฉน? พระองค์ตรัสตั้งคำถามขึ้นแล้วทรงตอบด้วยพระองค์เองว่า ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ และความสิ้นไปแห่งโมหะ เรียกว่า ความรอบรู้ (ปริญญา)

เป็นอันว่า คำว่า ปริญญา เป็นภาษาบาลี แปลเป็นไทยว่า ความรอบรู้

ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า ความรอบรู้ที่จะเรียกว่า ปริญญาได้นั้น จะต้องรู้แล้ว ดับไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟโมหะ ลงหมดสิ้น ผู้ที่เข้าถึงปริญญาตามความหมายที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ จะต้องพบกับความเย็น เพราะไม่มีไฟคือกิเลสแผดเผา เป็นพระอรหันต์ ผู้ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้หมดสิ้น ไม่มีเชื้อใดๆ หลงเหลือให้เร่าร้อนได้อีก

ปริญญา แบบของพระพุทธเจ้าที่รอบรู้แล้ว เป็นเรื่องทางจิตใจที่สูงส่ง สว่างไสว มีพลังในการป้องกันกิเลสมิให้เข้าไปรบกวนได้สิ้นเชิง มิใช่การพัฒนาทางสมองอย่างเดียว หากจะพิจารณาจากประวัติพระสาวกก็จะพบว่า ผู้ที่เข้าถึงปริญญาตามความหมายนี้ที่มิได้แสดงภูมิรู้ทางสมองในเชิงวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ แต่เข้าถึงปริญญาดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้สิ้นเชิง เช่น พระอัสสชิที่แสดงหัวใจพระพุทธศาสนาอย่างตรงประเด็น ทำให้คนที่มีพัฒนาการทางปัญญาอย่างสูงส่งอย่างพระสารีบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม พระอรหันต์ทั้ง 2 ท่าน คือ พระสารีบุตรและพระอัสสชิ จึงเป็นต้นแบบของพระอรหันต์ที่เข้าถึงปริญญาด้วยกันทั้งคู่ นั้นคือ ไม่ว่าจะมีภูมิปัญญาระดับสมองสูงส่งมากๆๆ หรือภูมิปัญญาระดับสมองสูงส่งไม่มาก แต่เมื่อขจัดราคะ โทสะและโมหะได้ หรือดับไฟที่สุมทรวงได้ก็ได้รับปริญญาที่หลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการแห่งทุกข์ตลอดไป

หากใครก็ตาม โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ได้ครอบครองปริญญาของพระพุทธเจ้าแล้ว เท่ากับได้ทรัพย์สินอันหาค่ามิได้ เพราะทรัพย์สินที่สามารถนับได้ประมาณการได้มิใช่จะดับทุกข์ได้ แต่ปริญญาของพระพุทธเจ้าใครได้รับย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ปริญญาของพระพุทธเจ้าจึงควรค่าแก่การเข้าถึงหรือครอบครองเพื่อเติมเต็มความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ทั้งกายและใจ

ปริญญาที่กล่าวมานี้ เป็นปริญญาที่เป็นผล

นอกจากมีปริญญาที่เป็นผลแล้ว ยังมีปริญญาที่เป็นเหตุที่เรียกว่า ต้องทำปริญญา จึงได้ปริญญา

จะทำปริญญาอย่างไร จะทำปริญญา ต้องกำหนดรู้ เพราะปริญญานอกจากแปลว่า รอบรู้แล้วยังแปลว่า สิ่งที่ควรกำหนดรู้ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปริญญาสูตรในพระไตรปิฎกตอนเดียวกันกับที่อ้างไว้ข้างบนว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูป เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้

การกำหนดรู้ที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ลงไปที่ขันธ์ 5 คือ การกำหนดรู้ รูป และ นาม นั่นเอง พระสูตรนี้จึงเป็นหลักการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาที่สำคัญยิ่ง เพราะหัวใจของวิปัสสนาอยู่ที่การกำหนดรู้รูปและนาม

การกำหนดรู้ คือ การรู้แบบตรงๆ มิใช่คิดเอา ปรุงแต่งเอา หรือจินตนาการ แต่เป็นการกำหนดรู้แบบตรงๆ สดๆ ชัดๆ เมื่อเห็นรูป ก็กำหนดรู้รูปทันทีว่า รูปนี้เป็นอย่างนี้ (ญาตปริญญา) เกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง และสลายไปในที่สุด (ตีรณปริญญา)

เมื่อได้พบนามก็กำหนดรู้ทันทีว่า นาม เป็นอย่างนี้ (ญาตปริญญา) เกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลางและสลายไปในที่สุด (ตีรณปริญญา)

เมื่อพิจารณาเห็นขันธ์ 5 อันประกอบด้วย รูปและนามว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป ไม่น่าถือ ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ถือเอาไปก็มีแต่หนัก เป็นทุกข์จึงเบื่อหน่ายที่จะกอดจะถือไว้ต่อไป ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ เมื่อหน่าย เมื่อละได้ ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ จึงเป็นผู้ควรเพื่อสิ้นทุกข์ (ปหานปริญญา)

สรุปว่า ปริญญา ในส่วนที่เป็นมรรค คือการกำหนดรู้ จนกระทั่งรู้ยิ่งเห็นจริงในขันธ์ 5 จนละความยึดมั่นในขันธ์ 5 เมื่อถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 เสียได้ ไม่สำคัญมั่นหมายว่า เป็นเรา เป็นของเรา ไม่มีที่ตั้งแห่งราคะ โทสะ และโมหะ เมื่อไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่รองรับ ไม่มีที่อยู่ ราคะ โทสะ และโมหะ ก็สิ้นไป เมื่อราคะ โทสะ และโมหะ สิ้นไป ก็ได้รับผลสงบเย็นเป็นปริญญา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทุกประการ

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

“วิทยา นาระต๊ะ” ต้นแบบความสำเร็จ งานพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 579

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

“วิทยา นาระต๊ะ” ต้นแบบความสำเร็จ งานพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

จากภารกิจหลักของกรมพัฒนาที่ดิน ที่สำรวจดิน วิเคราะห์และวิจัยดิน และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดิน เพื่อให้คำแนะนำแก่เกษตรกร สนับสนุนงานวิชาการส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเอกชนที่มีความประสงค์ขอความร่วมมือ จำแนกประเภทที่ดิน จัดทำสำมะโนที่ดินและเศรษฐกิจที่ดิน เพื่อวางแผน การใช้ที่ดินและกำหนดเขตที่ดิน เพื่อให้ข้อเสนอแนะการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสมและยั่งยืนแก่เกษตรกร ทำการวิจัยเพื่อการพัฒนาที่ดิน ทั้งในด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน การแก้ไขดินที่มีปัญหาในการทำการเกษตร เพื่อถ่ายทอดข้อมูลและความรู้ให้กับเกษตรกร เพื่อให้การพัฒนาการเกษตรเป็นไปอย่างยั่งยืน ให้บริการวิเคราะห์ดินและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดิน บริการวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน พันธุ์พืชเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และการปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งปฏิบัติการพัฒนาที่ดิน และการอนุรักษ์น้ำให้แก่เกษตรกร เพื่อให้การพัฒนาการเกษตรเป็นไปอย่างยั่งยืน

คุณอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการพัฒนา ปรับปรุงบำรุงดิน จนประสบความสำเร็จมาเป็นจำนวนมาก คุณวิทยา นาระต๊ะ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปี 2557 หมอดินอาสาดีเด่น กรมพัฒนาที่ดิน ประจำปี 2557 อยู่บ้านเลขที่ 103/5 หมู่ที่ 5 บ้านบ่อแก้ว ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งต้นแบบแห่งความสำเร็จที่กรมพัฒนาที่ดินภาคภูมิใจ

คุณวิทยา เล่าว่า มีพื้นที่ทั้งหมด 56 ไร่ สภาพเป็นภูเขามีความลาดชัน มีปัญหาการชะล้างพังทลายของดินสูง ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ไม่สามารถเก็บกักความชื้นได้ เมื่อปี 2542 จึงสมัครเป็นหมอดินอาสา ได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงทำการปรับพื้นที่เป็นขั้นบันไดดิน จำนวน 15 ไร่

ต่อมาในปี 2547 เห็นว่าความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินสามารถทำให้ใช้พื้นที่ในการทำการเกษตรได้ดี จึงได้ใช้ทุนส่วนตัวว่าจ้างทำขั้นบันไดดินเพิ่มเติมอีก ประมาณ 20 ไร่

จากนั้นได้ปรับปรุงพื้นที่ทุกปี โดยการปลูกพืชปุ๋ยสดรวมถึงการปลูกหญ้าแฝกเป็นแนวขวางความลาดชัน เล็งเห็นถึงความสำคัญของการวิเคราะห์ดินทำการวิเคราะห์ดินเพื่อทราบศักยภาพและคุณสมบัติที่แท้จริงของดิน แล้วใส่ปุ๋ยเพิ่มเติมตามความต้องการของชนิดพืชที่ปลูก

จากความมานะของคุณวิทยา จึงได้ทำการศึกษาหาความรู้ในการปลูกสตรอเบอรี่และนำความรู้มาทดลองจนประสบความสำเร็จ เป็นผู้นำและผู้ถ่ายทอดแนวความคิดการปลูกสตรอเบอรี่แบบปลอดสารพิษ

นอกจากนี้ ยังเป็นผู้นำด้านการนำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน และการนำผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพด้านการพัฒนาที่ดิน เช่น สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 มาใช้ในพื้นที่ของตนเอง พร้อมทั้งเผยแพร่ให้กับเกษตรกรบนพื้นที่สูงอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ ยังได้น้อมนำ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ในการดำเนินชีวิตใช้จ่ายอย่างประหยัด ใช้ชีวิตตามวิถีพอเพียง

คุณวิทยา กล่าวอีกว่า ตนทำการเกษตรแบบรักษาระบบนิเวศวิทยา รักษาสิ่งแวดล้อมระหว่างดิน น้ำ ป่า คน พืช สัตว์ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล โดยมีการปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จากการที่พื้นที่แห่งนี้ งดการใช้สารเคมีทางการเกษตรมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 20 ปี เป็นผลให้ผลผลิตสตรอเบอรี่ในสวนดอยแก้วสามารถเก็บจากต้นและรับประทานได้ทันที และได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยว โดยมีรางวัลที่รับรองว่าเป็นสตรอเบอรี่ที่ผลิตด้วยระบบปลอดสารพิษจากหลายสถาบัน

ทั้งยังมีข้อสังเกตสำหรับผู้เยี่ยมชมที่สามารถสัมผัสได้คือ มีการทำการเกษตรบนพื้นที่สูงโดยเน้นการอนุรักษ์ดินและน้ำ และการปรับปรุงบำรุงดินอย่างต่อเนื่อง สามารถทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืนตลอดไป ทำให้ในบริเวณพื้นที่มีนกอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีชัน หรือชันโรง ซึ่งเป็นแมลงชนิดหนึ่ง ปกติแล้วจะมีอยู่ในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังมีผึ้งและต่อ เป็นจำนวนมาก ซึ่งแมลงต่างๆ เหล่านี้ ช่วยในการผสมเกสรของดอกสตรอเบอรี่ และพืชอื่นๆ ให้เกิดการปฏิสนธิได้อย่างสมบูรณ์ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่สิ่งมีชีวิตสามารถพึ่งพาอาศัยและอยู่ร่วมกันได้ พืชสามารถเก็บสะสมอาหารเต็มที่ เป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุ ปรับปรุงโครงสร้างของดิน เพิ่มจุลินทรีย์แก่ดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ส่งผลให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ ร้อยละ 50

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา คุณวิทยาเป็นผู้ผลิตสตรอเบอรี่ปลอดสารพิษที่ได้รับการยอมรับจากสังคม และได้ร่วมเป็นอาสาสมัคร วิทยากร ให้กับหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษาต่างๆ นอกจากนั้น สวนดอยแก้วของ คุณวิทยา นาระต๊ะ ยังเป็นแหล่งศึกษาดูงานให้กับเกษตรกรทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด เป็นสถานที่ให้ความรู้และคำแนะนำ ทั้งยังส่งเสริมให้นักเรียนโรงเรียนบ่อแก้วมีความรู้เป็นมัคคุเทศก์นำนักท่องเที่ยวชมสวน เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เด็กนักเรียนอีกด้วย

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น

“อนุสรณ์ นาคาศัย” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท กับแนวทางส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 578

วังขนายกับแนวคิดเกษตรอินทรีย์

“อนุสรณ์ นาคาศัย” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท กับแนวทางส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์

“ชัยนาท” เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่บริเวณภาคกลางตอนบน มีแม่น้ำหลายสายพาดผ่าน พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดชัยนาทเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ทำให้เมืองนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ เหมาะกับการทำเกษตรกรรมอย่างมาก ความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์การเกษตรเช่นนี้ จึงทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เลือกประกอบอาชีพเกษตรกรรมหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และผลไม้ ดังนั้น ภาคเกษตรกรรมจึงนับเป็นกลไกสำคัญที่มีส่วนสร้างความเข้มแข็งให้แก่จังหวัดชัยนาท

ที่ผ่านมาเกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีในปริมาณสูง เพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตจำนวนมากตามความต้องการของตลาด แล้วยังทำให้ได้ราคาสูงอีกด้วย แต่หารู้หรือไม่ว่าผลกระทบที่เกิดจากสารเคมีเหล่านั้นสร้างความหายนะโดยตรงต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง จะมีราคาแพง จนทำให้ต้นทุนสูงตาม แต่กระนั้นเกษตรกรก็ยังคงใช้อยู่ต่อไปเพื่อที่จะให้ผลผลิตของตนออกมาดี

เกษตรอินทรีย์ เป็นอีกทางเลือกที่สำคัญต่อการแก้ไขปัญหาจากการใช้สารเคมี ปัจจุบันมีความพยายามผลักดันให้ภาคการเกษตรหันมาทำเกษตรกรรมแบบอินทรีย์ที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการหยุดยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ชัยนาท นับเป็นอีกจังหวัดที่ตระหนักถึงความสำคัญของการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้เพราะชาวชัยนาททุกคนมีความปรารถนาให้จังหวัดของเขายังคงความเป็น “อู่ข้าว อู่น้ำ” ที่ดีต่ออนาคตของลูกหลานตลอดไป

องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยนาท มีบทบาทสำคัญในการบูรณาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ผลักดันให้พลเมืองของจังหวัดมีความสุข และในฐานะที่เป็นหน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีแนวทางหรือกรอบการบริหารจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ฉะนั้น ในอนาคตผู้บริหารท้องถิ่นมีวิสัยทัศน์หรือมองทิศทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดชัยนาทอย่างไรบ้าง

คุณอนุสรณ์ นาคาศัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาทถือเป็นหน่วยงานท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่ดูแลพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด มีนโยบายที่จะดูแลรับผิดชอบงานส่วนต่างๆ ของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นด้านอาชีพหรือความเป็นอยู่ ทั้งนี้เพราะตระหนักดีว่าการทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นการสร้างรายได้ที่ดีของจังหวัด และสร้างความมั่งคั่งให้แก่พี่น้องเกษตรกรด้วยเช่นกัน

เพราะฉะนั้นจึงมีแผนและโครงการที่จะยกระดับมาตรฐานการเกษตรของจังหวัดชัยนาท โดยจะจัดให้มีการแข่งขันพัฒนาฝีมือด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกรทุกสาขาในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดเดียวกันหรือจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมศักยภาพให้ทัดเทียมหรือสูงกว่าจังหวัดอื่น รวมทั้งยังมองไกลไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

สำหรับเรื่องการพัฒนาและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชแนวอินทรีย์นั้น คุณอนุสรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทาง อบจ. ได้มีการประสานงานและร่วมมือกับทางเกษตรจังหวัดในด้านต่างๆ อยู่เสมอ หรืออย่างที่ผ่านมาได้มีการร่วมมือกับทางภาคเอกชนคือกลุ่มวังขนาย เพื่อจัดทำเป็นโครงการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ตำบลตลุก ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จและสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ชาวบ้านคนอื่น พร้อมกับมีแนวโน้มที่จะขยายแนวคิดนี้ออกไปอีกหลายพื้นที่ใน 8 อำเภอ ของจังหวัด โดยจะมีการจัดอบรมสัมมนาให้แก่เกษตรกรทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งยังใช้เป็นตัวชี้วัดถึงการมีรายได้เพิ่มมากขึ้นของเกษตรกร รวมไปถึงยังทำให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพของตัวเกษตรกรเอง ดังนั้น ในฐานะที่เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกข้าวมาก หากเกษตรกรปรับวิธีและแนวคิดจากการทำเกษตรกรรมแบบเดิมที่ใช้สารเคมีมาเป็นแบบเกษตรอินทรีย์ เชื่อว่าความปลอดภัยในสุขภาพของประชาชนในจังหวัดชัยนาทจะมีมากยิ่งขึ้น

ทางด้านการสนับสนุนของจังหวัด คุณอนุสรณ์ กล่าวว่า ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้ความใส่ใจพร้อมกับสนับสนุนและส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มที่ โดยมีการเปิดอบรมให้ความรู้ในเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่เกษตรกรทุกคนในจังหวัด รวมถึงยังชักชวนจังหวัดอื่นเข้าร่วมด้วย

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชี้ว่า ความสนใจของเกษตรกรที่จะหันมาปลูกพืชแบบอินทรีย์คงมีอยู่บ้าง แต่ขณะนี้ยังไม่มากเท่าไร ทั้งนี้เชื่อว่าในทุกชุมชนของทุกจังหวัดจะต้องมีผู้นำที่มีอุดมการณ์ทางความคิดเกษตรอินทรีย์อยู่ และคนกลุ่มนี้จะใช้ความรู้ ตลอดจนภูมิปัญญาชักพาชาวบ้านให้สนใจการทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง

แล้วยังมองอีกว่าหากนำกิจกรรมของคนกลุ่มนี้มาสานต่อเชื่อมโยงกับอีกหลายโครงการ ที่ทาง อบจ. มีนโยบายร่วมกับทางสำนักงานเกษตรจังหวัดและหน่วยงานอื่นแล้ว คาดว่าอีกไม่นานเกษตรกรทุกคนทุกสาขาจะต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นอินทรีย์ทั้งหมด

คุณอนุสรณ์ ระบุว่า ไม่เพียงการสนับสนุนและส่งเสริมด้านทักษะองค์ความรู้การทำเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืนเท่านั้น แต่ชาวชัยนาทยังมีปัจจัยทางธรรมชาติที่เกื้อหนุนได้อย่างสมบูรณ์ อย่างแหล่งน้ำ ที่ถือว่าได้เปรียบอยู่แล้ว เพราะทางจังหวัดมีเขื่อนเจ้าพระยาเป็นหลักทางด้านชลประทาน

นอกจากนั้น ยังมีแหล่งทรัพยากรน้ำจากแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านหล่อเลี้ยงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดลพบุรี อ่างทอง อยุธยา ถึงแม้ในหน้าแล้งปริมาณน้ำอาจลดน้อยลงบ้าง แต่ก็สามารถบริหารจัดการให้แก่เกษตรกรทุกรายได้ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม ถ้าทุกภาคส่วนผสานความร่วมมือกันในเวลาเพียง 1 ปี อาจจะมองเห็นเป็นรูปธรรมได้บ้าง ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมามีเกษตรกรบางแห่งเดินหน้าไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะเรื่องข้าว แล้วเชื่อว่าในอนาคตชัยนาทคงเป็นจังหวัดที่มีการทำเกษตรอินทรีย์ทุกอย่าง

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชี้ให้เห็นว่า นอกจากข้าวที่มีความมุ่งมั่นจะปลูกแบบอินทรีย์และเป็นพืชหลักของจังหวัดที่ปลูกกันมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์แล้ว พืชชนิดต่อไปที่สนใจทำอินทรีย์คือ ส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา เพราะรสชาติอร่อย มีสีขาว และกรอบจึงเป็นผลไม้ที่โด่งดังเป็นหน้าตาและสร้างชื่อเสียงของจังหวัดชัยนาท เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศจนมีจำนวนไม่พอขายในบางคราว เนื่องมาจากเกษตรกรปลูกกันไม่มาก ทั้งนี้ อาจมีสาเหตุมาจากในบางพื้นที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่เกิดสภาพน้ำท่วม จึงทำให้ชาวบ้านไม่ค่อยสนใจที่จะปลูกกันมากเท่าไร

ดังนั้น ถ้ามีการประชาสัมพันธ์ว่าเป็นการทำส้มโออินทรีย์ คาดว่าจะเกิดความน่าสนใจของคนทั้งประเทศ แล้วอาจนำมาเป็นรายได้ที่ดีต่อจากข้าว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีพืชอีกหลายชนิดที่เริ่มปลูกแบบอินทรีย์ไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่มากเมื่อเทียบกับข้าว ดังนั้น ในอนาคตถ้าพืชทุกชนิดสามารถปลูกแบบอินทรีย์ได้แล้ว ความสมดุลทางธรรมชาติต้องกลับมาสู่ผืนดิน รวมถึงสิ่งแวดล้อม จนทำให้เกษตรกรของจังหวัดชัยนาททุกคนจะมีสุขภาพที่แข็งแรง

ด้านการท่องเที่ยว คุณอนุสรณ์ บอกว่า ที่ชัยนาท ไม่มีต้นทุนด้านการท่องเที่ยว ดังนั้น แหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่ในปัจจุบันคือ การก่อสร้างที่เป็นของใหม่ อย่าง สวนนก หรืออาคารแสดงพันธุ์ปลาลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี หรือที่ใหม่ล่าสุดอย่างสวนน้ำ ทั้งนี้เพราะสถานที่เหล่านี้เหมาะกับการพักผ่อน

นอกจากนั้น ยังมีสถานที่เก่าแก่ดั้งเดิม อย่าง วัดปากคลองมะขามเฒ่า (วัดหลวงปู่ศุข) และวัดเก่าแก่มากมาย หรือเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนทดน้ำที่ใหญ่ ที่สร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย แล้วยังมีร้านอาหารที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อยู่เหนือเขื่อน มีปลาอร่อย เพราะเป็นปลาน้ำนิ่ง

ท้ายสุด คุณอนุสรณ์ นาคาศัย กล่าวว่า ขณะนี้คนทั่วโลกกำลังตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพ ดังนั้น ถ้ามีการเริ่มต้นที่จะผลิตสินค้าให้ปลอดภัยและเป็นที่รับรองตามมาตรฐานแล้ว อาจทำให้เป็นที่สนใจและสร้างมูลค่าได้มาก เพราะฉะนั้นเมื่อมีความสนใจมาก สินค้าขายได้มาก ก็จะเป็นผลดีต่อเกษตรกร เป็นการสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | แสดงความคิดเห็น