ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

กลับมาทำหน้าที่ กุมภาพันธ์ 14, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 563

ธรรมะจากวัด 

ดร. พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า

กลับมาทำหน้าที่

เจริญพร ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

หลังจากอาตมาได้ร่วมกับพุทธศาสนิกชนชาววัดพุทธปัญญา ถวายน้ำนมแก่ต้นศรีมหาโพธิที่มีกำหนดจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย ซึ่งปลูกและเติบโตที่วัดพุทธปัญญาแล้ว ได้อำลาญาติโยมพุทธบริษัทที่เคารพนับถือกันเดินทางไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้นายแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ได้ติดตามผลการผ่าตัดว่าจะหายสนิทดี หรือมีผลข้างเคียงต่ออวัยวะอื่นๆ หรือไม่แต่ประการใด

วันที่ 24 กรกฎาคม 2556 อันเป็นวันที่ นายแพทย์บรรณกิจ โลจนาภิวัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดต่อมลูกหมากเจ้าของไข้ของอาตมา ได้นัดให้อาตมาไปพบเพื่อเจาะเลือดดูผลของการผ่าตัดว่า ค่าของสารก่อมะเร็งหรือ PSA จะเป็นอย่างไร

หลังจากเจาะเลือดแล้ว ผลเลือดออกมามีค่าเท่ากับ PSA 0.00 นั่นก็หมายความว่า สารก่อมะเร็งที่ต่อมลูกหมากได้หายไปหลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น แพทย์ พยาบาล ที่ได้ช่วยดำเนินการประสานงานมาแต่ต้นเมื่อได้ทราบผลออกมาอย่างนี้ก็พากันมาแสดงความยินดีกันเป็นการใหญ่ที่สามารถรอดพ้นจากพิษภัยของโรคร้ายมาได้อย่างใจหายใจคว่ำ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่น้อย แต่ก็ไม่ควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

หลังจากการติดตามผลของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครั้งที่หนึ่งผ่านไปแล้ว ได้นัดเจาะเลือดในวันที่ 2 ตุลาคม 2556 และนัดตรวจติดตามผล (follow up) อีกครั้งในวันที่ 9 ตุลาคม 2556 เมื่อถึงวันนัดได้เดินทางไปตรวจตามที่นายแพทย์นัดไว้ ผลการเจาะเลือดตรวจสารก่อมะเร็งที่ต่อมลูกหมากออกมาเป็นที่น่าพอใจคือ PSA = 0.00 เช่นเดิม นายแพทย์บรรณกิจ ตรวจผลเลือดแล้วรู้สึกพอใจกับผลการผ่าตัดเป็นอย่างมาก ถึงกับกล่าวให้กำลังใจว่า ท่านอาจารย์มีบุญมากผลการผ่าตัดออกมาดีมาก หมดความกังวลที่ว่าเชื้อจะหลงเหลือหรือซ่อนอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ท่านอาจารย์ปลอดภัยแล้ว

จึงกล่าวตอบแก่นายแพทย์บรรณกิจว่า อาตมามีบุญจริงๆ ที่ได้มาเจอหมอเทวดาอย่างคุณหมอที่เพียบพร้อมไปด้วยวิชาการอันสูงส่งและธรรมะของผู้รักษาปัดเป่าคือเมตตากรุณาอย่างเต็มเปี่ยม

อาตมาได้แจ้งแก่ นายแพทย์บรรณกิจว่า อาตมาต้องเดินทางไปทำหน้าที่พระธรรมทูตที่ประเทศสหรัฐอเมริกาต่อไป อย่างน้อยจะกลับเมืองไทยได้ก็ตกประมาณเดือนมิถุนายน หรือกรกฎาคม 2557

นายแพทย์บรรณกิจปวารณาไว้ว่า หากท่านอาจารย์มาถึงเมืองไทยเมื่อไร ขอให้แจ้งมาให้ทราบจะได้มาตรวจต่ออีก

อาตมาแจ้งแก่นายแพทย์บรรณกิจว่า แม้อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็จะพยายามหาที่เจาะเลือดเพื่อติดตามผล PSA มารายงานให้คุณหมอทราบทุกๆ 3 เดือน

คุณหมอกล่าวว่า ดีมากครับ

อาตมากล่าวคำอำลา คุณหมอออกมาด้วยความประทับใจในความเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม

อาตมาออกเดินทางจากประเทศไทยวันที่ 23 ตุลาคม 2556 เวลา 08.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยสายการบิน United Airline จากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ มาถึงสนามบินนานาชาติมหานครลอสแองเจลิส วันที่ 23 ตุลาคม 2556 เวลา 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

เมื่อเสร็จพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ได้ออกมาที่ชานชาลาด้านนอก พบคุณบุญเลิศ จิตผ่องใส รออยู่พอดี จึงได้นำกระเป๋าซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือตามล่ามะเร็งทั้ง 2 กระเป๋า ขึ้นรถที่นำมาจอดรอแล้ว

เดินทางกลับถึงวัดพุทธปัญญาได้สนทนาวิสาสะกับพระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาและพระอาคันตุกะตามสมควร จึงพักผ่อนจนถึง 18.00 น. ได้อาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นจากการตรากตรำในการเดินทาง ได้เวลาทำวัตรเย็นก็ร่วมทำวัตรเย็นและทำสมาธิเป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง แล้วจึงกลับมาทำธุระเก็บข้าวของเข้าที่เข้าทางแล้วเข้านอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมารู้สึกสดชื่น คุณบุญเลิศได้นิมนต์ไปเดินออกกำลังริมเชิงเขาที่เคยเดินอยู่เป็นประจำ เวลาเกือบจะ 10 โมง กลับมาที่วัดทราบข่าวอย่างเป็นทางการว่าสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์แล้ว จึงได้นิมนต์พระสงฆ์และเชิญชวนญาติโยมที่มาเลี้ยงเพลสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลถวายท่านเป็นปฏิบัติบูชา

ฉันเพลเสร็จแล้วมีญาติโยมที่เคารพนับถือมาเยี่ยมเยือนเป็นจำนวนมาก จึงรับแขกปฏิสันถารถึงบ่าย 4 โมง จึงได้พักผ่อน

เวลา 19.00 น. ร่วมทำวัตร สวดมนต์ภาวนา กับพระธรรมทูตที่วัดเสร็จแล้วกลับมาติดตามข่าวคราวการบำเพ็ญกุศลพระศพของสมเด็จพระสังฆราชแล้วพักผ่อน

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2556 ได้เดินทางไปที่ร้านสยามซันเซท ญาติโยมชาวกริฟฟิตพาร์ค มี คุณต้อย คุณณรงค์ คุณขวัญ ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุวัดพุทธปัญญาทั้งหมด

ฉันเช้าเสร็จแล้วก็มาบิณฑบาต แจกหนังสือและซีดีธรรมะที่ไทยแลนด์พลาซ่าได้รับการต้อนรับจากญาติโยมที่สนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นจำนวนมาก

เสร็จภารกิจที่กริฟฟิตพาร์คแล้ว ก็ขึ้นไปแสดงธรรมและสนทนาธรรมที่กริฟฟิตพาร์คร่วมบิณฑบาตฉันภัตตาหารเพลแล้วสนทนาธรรมกันต่อถึงเวลา 13.00 น. แล้วจึงเดินทางกลับวัดพุทธปัญญา

ญาติโยมต่างตั้งคำถามหลักๆๆ ว่า การรักษามะเร็งเป็นอย่างไร คำตอบก็คือ ปลอดภัยดีแล้ว แต่ไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาท ระวังเรื่องการรับประทานอาหารที่จะกระตุ้นสารก่อมะเร็ง เช่น หวาน มัน เค็ม และเนื้อสัตว์ หากไม่เป็นการรบกวนพุทธศาสนิกชนมากเกินไปจนกลายเป็นผู้เลี้ยงยากไป ก็มักจะฉันผักและผลไม้มากกว่าแป้ง เนื้อ เกลือและน้ำตาล แต่ชีวิตของพระภิกษุที่ต้องฝากชีวิตไว้กับผู้อื่นก็มีข้อจำกัดมาก จึงต้องพอใจในสิ่งที่มียินดีในสิ่งที่ได้ ยกเว้นมีญาติโยมผู้ใจบุญปวารณาอาหารผักและถวายให้ก็จะสะดวกมาก ขออนุโมทนาผู้ใจบุญทั้งหลาย มา ณ โอกาสนี้ด้วย

คำถามต่อมาที่ถามกันหนาหูว่า จะอยู่วัดพุทธปัญญาไปถึงเมื่อไร คำตอบก็คือ ช่วงที่ 1 จะอยู่วัดพุทธปัญญาไปจนถึง วันที่ 31 ตุลาคม 2556

วันที่ 1-7 พฤศจิกายน 2556 จะเดินทางไปแสดงธรรมที่วัดพุทธปัญญานันทาราม เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา และเยี่ยมเยือนพระธรรมทูตและพุทธศาสนิกชนชาววัดอตัมมยตา มลรัฐซีแอตเติล แล้วกลับมาวัดพุทธปัญญา

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2556 รับผ้าป่าจากท่านเจ้าอาวาสและพุทธศาสนิกชนจากวัดป่าธรรมชาติ เมืองแอลมอนเต ซึ่งมาทอดผ้าป่าทุกปี

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 เดินทางไปแสดงธรรมที่วัดพระมหาชนก ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2556 และเดินทางกลับในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556

หลังจากได้ปฏิบัติศาสนกิจตามกิจนิมนต์ที่ได้รับไว้แล้ว จะอยู่เผยแผ่ธรรมะด้วยการแสดงธรรม แจกซีดีธรรมะ แจกหนังสือธรรมะ สนทนาธรรม เขียนบทความเผยแผ่ในหนังสือพิมพ์ สยามทาวน์ยูเอสเอ เมืองไทยนิวส์และสยามมีเดีย บิณฑบาตและแสดงธรรมที่ไทยแลนด์พลาซ่า และกริฟฟิตพาร์ค มหานครลอสแองเจลิสดังที่เคยปฏิบัติมา

จึงเจริญพรมาเพื่อให้ท่านพุทธศาสนิกชนทราบโดยทั่วกัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ร่วมกันศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะเพื่อความสงบร่มเย็นแห่งกาย วาจา และใจ ทั้งของตนเองและสังคมส่วนรวมสืบไป

 

หงส์เหิน…ความงามแห่งดอกเข้าพรรษา ที่ พระพุทธบาท

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

ไม้ดอกไม้ประดับ

พัฒนา นรมาศ 

หงส์เหิน…ความงามแห่งดอกเข้าพรรษา ที่ พระพุทธบาท

ตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษาในช่วงเดือนมิถุนายนไปกระทั่งถึงออกพรรษาของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี นำดอกหงส์เหิน หรือดอกเข้าพรรษา ออกวางขายใกล้ๆ กับวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร 

ทั้งนี้ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้เลือกซื้อนำไปทำบุญตักบาตร หรือไปกราบไหว้บูชาพระ ตามศรัทธาและความเชื่อที่ว่าจะเป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัว

หงส์เหิน เป็นไม้ดอกพื้นบ้านที่มีความสวยงาม จะออกดอกเพียงปีละครั้ง หลังปลูกถ้าเกษตรกรปฏิบัติดูแลรักษาดี ก็จะได้ต้นและดอกหงส์เหินสีสวยงาม เมื่อนำออกขายก็ได้เงินแสน

ในฉบับนี้ จึงได้นำเรื่องราวของ หงส์เหิน..ไม้ดอกทำเงินของเกษตรกร พืชทางเลือกที่น่าสนใจมาบอกเล่าสู่กัน

คุณวรากร แก้วพูลศรี เกษตรอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เล่าให้ฟังว่า หงส์เหิน เป็นไม้ดอกพื้นบ้านของไทยที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตป่าร้อนชื้น ตามชายป่าหรือใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

หงส์เหิน มีดอกหลายสี เช่น สีขาวเหลือง ม่วงหรือสีชมพู ความงดงามก็มีแตกต่างกันไป

หงส์เหิน มีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคเหนือ เรียกว่า กล้วยจ๊ะก่าหลวง กล้วยเครือคำ หรือ ก้ามปู ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า ว่านดอกเหลือง ภาคกลาง เรียกว่า ขมิ้นผี กะทือลิง หรือดอกเข้าพรรษา

ซึ่งลักษณะดอกหงส์เหินจะคล้ายกับตัวหงส์กำลังจะบินด้วยลีลาที่สง่างาม

ต้นหงส์เหิน เป็นพืชที่มีลำต้นที่เป็นหัวอยู่ใต้ดินประเภทเหง้า มีรากทำหน้าที่สะสมอาหารในลักษณะอวบน้ำคล้ายรากกระชายเรียงอยู่โดยรอบหัว และเจริญเติบโตเป็นกลุ่มกอ มีความสูง 30-80 เซนติเมตร

ใบ มีลักษณะเป็นใบเดี่ยวเรียงยาว รูปใบหอกคล้ายใบกระชาย แต่มีขนาดเล็กกว่า จะแตกใบออกเรียงสลับซ้ายขวาเป็น 2 แถว ในระนาบเดียวกัน ขนาดใบกว้าง 5-8 เซนติเมตร และใบมีความยาว 10-45 เซนติเมตร

ดอก จะแทงออกมาจากส่วนยอดของลำต้น ดอกออกเป็นช่อๆ โค้งและห้อยตัวลงอย่างอ่อนช้อยสวยงาม มีก้านดอกย่อยเรียงอยู่โดยรอบ มีกลีบประดับแตกต่างกันหลายรูปทรงและหลายสี ก้านช่อดอก ยาว 15-40 เซนติเมตร

โรคที่สำคัญ ได้แก่

- โรคหัวเน่า อาจมีสาเหตุที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในแปลงปลูกที่ชื้นแฉะและอากาศร้อนชื้น ป้องกันกำจัดโดยอย่าให้มีน้ำขังแฉะ ถ้าพบต้นเป็นโรคให้ถอนไปเผาไฟ หรือขุดหลุมฝังดินให้ไกลจากแหล่งที่ปลูก

- โรคแอนแทรกโนส อาจมีสาเหตุที่เกิดจากเชื้อราระบาดในช่วงที่มีความชื้นสูง มีหมอก น้ำค้างมาก อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ป้องกันกำจัดโดยดูแลแปลงให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก

คุณลุงสละ นิรากรณ์ ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหงส์เหินหรือดอกเข้าพรรษา เล่าให้ฟังว่า หงส์เหิน เป็นพืชที่เจริญเติบโตและออกดอกในช่วงฤดูฝน จากนั้นจะพักตัวในช่วงฤดูหนาว พอถึงฤดูร้อนต้นหงส์เหินเหนือดินจะยุบแห้งไป เหลือไว้เพียงหัวที่ฝังตัวอยู่ใต้ดิน

พอถึงช่วงก่อนฤดูฝน ต้นหงส์เหิน ก็จะเจริญเติบโตและมีดอกออกมาใหม่ ตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษาไปกระทั่งถึงออกพรรษา ดอกหงส์เหินจะมีวางขายที่ใกล้วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ให้ได้ซื้อไปทำบุญตักบาตรหรือกราบไหว้บูชาพระ

“เกษตรกรที่นี่มีพื้นที่ปลูก 1-7 ไร่ และได้รวมกลุ่มกันเกือบ 30 ราย เพื่อช่วยเหลือกันในด้านการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด เป็นพืชเสริมที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น” คุณลุงสละ กล่าว

การขยายพันธุ์ คุณลุงสละ บอกว่า ทำได้ทั้งการแยกเหง้าและเพาะเมล็ด วิธีที่สะดวกรวดเร็วและได้ผลดีคือ แยกเหง้า โดยการขุดเหง้าใต้ดินในระยะพักตัวช่วงฤดูแล้งแล้วปลิดแยกเป็นหัวๆ นำไปปลูกในแปลงที่เป็นดินร่วนซุย

การเตรียมแปลงปลูก หว่านปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกให้ทั่วแปลง ในอัตรา ประมาณ 1 ตัน ต่อไร่ และในช่วงใบอ่อนได้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยโรยห่างโคนต้นให้ทั่วแปลงปีละครั้งแล้วให้น้ำพอชุ่ม

หงส์เหิน เป็นพืชที่ต้องการความชุ่มชื้น แต่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ ถ้าดินแห้งก็จะให้น้ำวันละครั้งในช่วงเช้า

การปฏิบัติดูแลรักษาหลังจากปลูก หงส์เหินเป็นพืชที่ต้องการร่มรำไร ถ้าปลูกในที่โล่งกลางแจ้งต้องพรางแสงแดด และคลุมด้วยฟางแห้งหรือหญ้าแห้งที่แปลงปลูก เพื่อช่วยรักษาความชื้น

การตัดดอกขาย เมื่อต้นหงส์เหินเจริญเติบโตเต็มที่ จะแทงช่อดอกออกมาจากส่วนยอดของลำต้น ดอกจะโค้งห้อยตัวลงอ่อนช้อยสวยงาม การตัดดอกต้องเลือกตัดดอกบานเต็มที่ ไม่แก่เกินไป กลีบประดับบานไม่ถึงปลายช่อ มีดอกจริงบาน 3-5 ดอก ต่อช่อ มีสีสดไม่เหี่ยว

จากนั้นตัดแต่งใบออกให้เหลือใบบนไว้ใบเดียว แล้วนำมามัดรวมกันเป็นกำ กำละ 3-9 ดอก นำไปแช่น้ำไว้ในที่ร่ม เตรียมนำออกขายหรือรอพ่อค้าเข้ามารับซื้อเพื่อนำไปขายที่ใกล้วัด

คุณลุงสละ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า กิจกรรมส่วนตัวได้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน 20 กว่าไร่ ปลูกไม้ผล พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ ปลูกพืชไร่ และได้จัดพื้นที่ปลูกหงส์เหินเกือบ 5 ไร่ เพื่อเป็นพืชเสริมรายได้

การปลูกหงส์เหินในพื้นที่เดิมตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป จำนวนต้นในแปลงจะหนาแน่น อาจทำให้เกิดโรคระบาดหรือทำให้ดอกมีขนาดเล็กไม่สมบูรณ์ ต้องตัดแต่งต้นที่ไม่สมบูรณ์หรือตัดใบทิ้งเพื่อให้แปลงโปร่ง ให้ต้นหงส์เหินได้รับแสงและอาหารเพียงพอที่จะทำให้ต้นเจริญเติบโตดี ได้ดอกที่สมบูรณ์สวยงาม

ซึ่งแต่ละปีมีผลผลิตขายได้เงินเกือบแสนบาท พอมีเงินทุนนำมาใช้หมุนเวียนทำการเกษตรแบบผสมผสาน และเสริมสร้างครอบครัวให้มีความมั่นคง

ด้วยความงดงาม อ่อนช้อย สีสันที่สดใส เป็นเสน่ห์ของหงส์เหินหรือดอกเข้าพรรษา ที่หลายคนชื่นชอบได้เลือกนำไปจัดประกอบกับเทียน ธูป เพื่อตักบาตรหรือกราบไหว้บูชาพระ

สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกก็ได้นำต้นและดอกหงส์เหินออกขายได้เงินหลักแสน เป็นเรื่องราวของ หงส์เหิน…ไม้ดอกทำเงินของเกษตรกร ที่นำมาบอกให้รู้ สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณลุงสละ นิรากรณ์ บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 8 บ้านโป่งตะแบก ตำบลพุคำจาน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี โทร. (081) 852-3715 หรือ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี โทร. (036) 266-741 ก็ได้เช่นกันครับ

 

“วิกตอเรีย” บัวยักษ์เจ้าเสน่ห์ ที่ บางบัวทอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

ไม้ดอกไม้ประดับ

อภิวัฒน์ คำสิงห์

“วิกตอเรีย” บัวยักษ์เจ้าเสน่ห์ ที่ บางบัวทอง

ใบที่มีความใหญ่และแข็งแรง ดอกที่สามารถเปลี่ยนสีไปตามช่วงเวลา อีกทั้งยังมีจุดเด่นที่บัวอื่นๆ ไม่มี คือ สามารถแบกรับน้ำหนักคนขนาดที่ใบอยู่เหนือผิวน้ำได้โดยที่ไม่จม และใบไม่มีการสูญเสียใดๆ ทำให้บัววิกตอเรียได้รับความนิยมมากขึ้นต่อเนื่อง

บัววิกตอเรีย เป็นบัวที่นิยมปลูกไว้ตามสถานที่สำคัญๆ มีความเชื่อว่าเป็นไม้มงคล ปลูกไว้จะมีแต่ความดี ซึ่งปัจจุบันนอกจากการนำมาปลูกประดับในบ่อตามสถานที่สำคัญๆ แล้ว บัววิกตอเรียได้พัฒนานำมาเพาะขยายพันธุ์จำหน่ายทำเป็นอาชีพเสริมและหันมาสร้างเป็นอาชีพหลัก ซึ่งราคาจำหน่ายค่อนข้างสูงกว่าบัวชนิดอื่นๆ ทั่วไป

คุณมาลัย มณีคำ เกษตรกรผู้ปลูกบัววิกตอเรียหรือที่รู้จักกันในนามว่า บัวกระด้ง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เป็นบุคคลหนึ่งที่หันมาให้ความสนใจเพาะขยายบัวชนิดนี้เพื่อจำหน่ายสร้างเป็นอาชีพหลักอยู่กับบ้าน

คุณมาลัย เล่าให้ฟังว่า ในช่วงวัยเยาว์ 8-10 ขวบ แม่เคยพานั่งรถผ่านสวนจิตรลดาและเห็นบัววิกตอเรียที่ปลูกอยู่ในบ่อ มีความรู้สึกชอบและสนใจมาตั้งแต่เด็ก หลังจากมีครอบครัว หน้าบ้านมีสวนเล็กและมีบ่อน้ำ จึงหาบัววิกตอเรียมาปลูกเพราะเห็นว่าบ่อว่าง

“สมัยปี 40 ไปถามทุกที่ ใช้เวลาเดินหาอยู่ประมาณ 1 เดือน เพราะด้วยราคาที่แพง ทำให้ไม่มีแม่ค้าเอามาขาย ต้องสั่งซื้อ ราคาอ่างละ 2,500 บาท พอเก็บเงินได้ก็ไปหาดูที่ตลาดต้นไม้แถวเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ ซึ่งมีแม่ค้าขายให้ในราคาต้นละ 1,500 บาท จึงตัดสินใจซื้อมาและปลูกลงบ่อ

ทุกๆ เช้าตื่นมาเก็บกวาดบ้าน สายตาก็จะมองไปที่บ่อ ดูว่าบัวที่ซื้อมาเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อไหร่จะโต จะขึ้นขอบ ทุกวันจะต่อไม้กวาดลงไปกวาดเศษใบไม้ เศษไม้ที่ตกลงไป ทำความสะอาดเป็นประจำ ทำอย่างนั้นอยู่ประมาณ 1 ปี บัวก็เริ่มออกดอกและให้เมล็ด”

คุณมาลัย เล่าให้ฟังต่อว่า ชีวิตไม่เคยคิดจะเป็นแม่ค้าขายบัว เพียงปลูกไว้ประดับบ่อดูเล่นเท่านั้น แต่พอปลูกมาเรื่อยๆ บัวในบ่อเริ่มให้ดอกและเมล็ดในปริมาณที่มาก ทำให้พื้นที่บ่อไม่พอปลูก คุณมาลัยจึงนำมาเพาะใส่อ่างพลาสติกส่งจำหน่ายทำเป็นอาชีพเสริมในช่วงที่ประกอบอาชีพค้าขาย

“ตลาดสวนจตุจักร ร้านบัวที่ไหนมี เข้าไปติดต่อส่งขายเองทั้งหมด ซึ่งบางร้านก็ให้การตอบรับดี บางร้านบอกว่าแพง หาคนซื้อยาก จะรับซื้อมาวางขายหน้าร้านต้นทุนสูง จึงนำเสนอใช้วิธีการฝากขาย ในราคากระถางละ 200 บาท ซึ่งแต่ละเดือนจะเข้ามาดูพร้อมกับนำปุ๋ยมาใส่เพื่อกระตุ้นให้ต้นและใบยังคงความงาม

และนอกจากการเพาะขายในอ่างพลาสติกแล้ว ส่วนเมล็ดที่เหลืออยู่ซึ่งมีปริมาณมากทำให้สามารถเพาะขยายจำหน่ายเป็นอ่างได้ เนื่องจากพื้นที่บริเวณบ้านมีจำกัด จึงขายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้นำไปเพาะปลูกเองในราคาเมล็ดละ 6 บาท”

หลังจากเพาะส่งจำหน่ายได้ระยะหนึ่ง มีสื่อต่างๆ เข้ามาสัมภาษณ์ ทำให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น ตลาดก็เริ่มเปิดกว้างขึ้น หลายๆ คนให้ความสนใจเข้ามาสอบถามและหาซื้อ ประกอบกับต้นและเมล็ดบัวมีปริมาณเพิ่มขึ้น คุณมาลัยจึงค่อยขยายพื้นที่ปลูกโดยใช้พื้นที่สวนซึ่งเคยปลูกมะม่วง พืชผักสวนครัว ทั้งหมด 2 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทุกภัยเมื่อปี 54 มาแปลงสภาพเป็นแหล่งเพาะปลูกบัววิกตอเรีย

“พื้นที่เดิมจะมีลักษณะเหมือนสวนส้ม สองฝั่งของร่องสวนแต่ละแนวจะมีทางน้ำตัดผ่านทุกๆ ร่อง จากที่เคยใช้กักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการทำการเกษตรก็ปรับเปลี่ยนให้เป็นบ่อเพาะเลี้ยงบัววิกตอเรีย ซึ่งบ่อจะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความกว้าง ยาว และความลึกไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่

บัววิกตอเรียที่นำมาปลูกจะได้จากการเพาะเมล็ด เมื่อกลีบดอกบัวร่วงโรยลงจะมีตุ้มซึ่งจะกลายเป็นฝักที่มีเมล็ดให้นำมาเพาะขยายพันธุ์ ซึ่งวิธีการเพาะเมล็ดนั้นจะเหมือนกับการปลูกบัวทั่วไปแต่จะใช้ระยะเวลาที่นานกว่า

เริ่มต้นคือ นำดินใส่ลงไปครึ่งอ่าง นำเมล็ดบัวหยอดลงไปหลุมละ 1 เมล็ด ซึ่งแต่ละกระถางให้หยอดประมาณ 10-15 เมล็ด จากนั้นเติมน้ำให้เต็ม นำไปตั้งไว้กลางแดด ประมาณ 3 เดือน เมล็ดบัวจะเริ่มงอก จะไม่งอกออกมาพร้อมกันทั้งหมด ดังนั้น ต้องคอยดูน้ำในอ่างไม่ให้แห้ง เมล็ดอื่นๆ ก็จะเริ่มทยอยงอก อาจใช้เวลาเกือบ 1 ปี ในการเพาะเมล็ด 1 อ่าง”

พอเมล็ดบัวงอกและใบโผล่น้ำขึ้นมา คุณมาลัยจะแยกมาปลูกลงอ่าง อ่างละ 1 ต้น รอให้บัวตั้งตัว เมื่อใบเริ่มแข็งให้บำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 16-16-16 ห่อใส่กระดาษหนังสือพิมพ์และสอดใส่ลงไปในอ่างเดือนละ 1 ครั้ง เนื่องจากดินในอ่างมีธาตุอาหารจำกัด

ประมาณ 2-3 เดือน บัวจะมีใบขนาดเท่ากับจานข้าว ซึ่งจะมีความพร้อมที่จะปลูกลงบ่อดิน โดยแต่ละบ่อจะปลูกตามจุดต่างๆ ให้มีความเหมาะสม ไม่หนาแน่นจนเกินไป สังเกตเมื่อบัวโตเต็มที่ประมาณ 1 ปี ใบจะต้องไม่ชนกัน ให้การขยายพันธุ์เริ่มได้เร็วเนื่องจากไม่ต้องแย่งอาหารกัน

การปลูกบัววิกตอเรียลงในบ่อดิน คุณมาลัยบอกว่า จะคล้ายกับบัวทั่วๆ ไป ต่างเพียงระดับความสูงของบ่อ ควรจะให้อยู่ระหว่าง 1-1.5 เมตร หากบ่อมีขนาดลึกมากไป ใบบัวซึ่งมีขนาดใหญ่และแข็งแรง จะดึงเอาเหง้าใต้ดินให้ลอยขึ้นตามระดับความสูงของน้ำที่เพิ่มขึ้น

การดูแลรักษา เนื่องจากบ่อของคุณมาลัยมีการเปลี่ยนถ่ายบัวอยู่สม่ำเสมอ ขุดขายทุกเดือน มีการปลูกทดแทน ทำความสะอาดบ่อโดยการตัดแต่งใบที่เน่าเสียออกทุกเดือน ทำให้ไม่มีปัญหาอะไร โดยเฉพาะโรครากเน่าที่เป็นปัญหาหลักของบัว แต่ถึงอย่างไรคุณมาลัยก็เลือกใช้วิธีป้องกัน เดินตรวจดูบัวที่ปลูกทุกวัน เมื่อเกิดอะไรที่ผิดปกติจะได้แก้ปัญหาได้ทัน

“บัววิกตอเรีย จะปลูกอย่างไรให้ดูสวยงาม ใบใหญ่ มันวาว และแข็งแรง ส่วนหนึ่งมาจากการเอาใจใส่ดูแล และอีกส่วนคือการเลือกสายพันธุ์ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของผู้ปลูก”

นอกจากปลูกเป็นไม้ประดับโชว์ความใหญ่ แข็งแรงแล้ว บัววิกตอเรียที่เห็นอยู่นี้ ยังสามารถนำมาประกอบอาหาร โดยการนำก้านใบมาปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม ต้มกะทิ รสชาติอร่อย เนื้อแน่น กรอบ อีกทั้งยังแปรรูปเป็นของหวานที่รสชาติถูกปากใครหลายคน

ด้วยความพยายามและเอาใจใส่ บวกกับความชื่นชอบส่วนตัว ทำให้วันนี้ สวนบัววิกตอเรียของคุณมาลัย ได้รับคัดเลือกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีบ่อเพาะเลี้ยงบัวมากถึง 7 บ่อ มีบัวมากกว่า 1,000 ต้น ส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศในราคาย่อมเยา 350-10,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดไซซ์

สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ คุณมาลัย มณีคำ บ้านเลขที่ 66/1 หมู่ที่ 4 ตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ (089) 057-2289

 

อีล่า?กระท้อนหวาน อรอนงค์ สุมนทา ปลูกขายได้เงิน ที่ศรีสะเกษ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนฯ เกษตร

พัฒนา นรมาศ 

อีล่า?กระท้อนหวาน อรอนงค์ สุมนทา ปลูกขายได้เงิน ที่ศรีสะเกษ

วันก่อนไปเที่ยวหมู่บ้านทับทิมสยาม 06 ที่จังหวัดศรีสะเกษ หมู่บ้านที่เคยเป็นดินแดนแห้งแล้งทุรกันดารมากที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นพื้นที่ทำเลทอง ได้เที่ยวชมป่าธรรมชาติที่สวยงาม สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า ได้แก่ เก้งเนื้อทราย ละมั่ง ไก่ฟ้า หรือนก ศูนย์เพาะพันธุ์กล้วยไม้ การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ปลูกพืชผักบริโภคในครัวเรือน 

แต่อีกสถานที่ที่น่าสนใจคือ ได้ไปเที่ยวชมการปลูกไม้ผลเศรษฐกิจที่กินอร่อยและก่อให้เกิดรายได้ นั่นคือ อีล่า..กระท้อนหวาน ปลูกขายได้เงิน

วันนี้ถือว่า กระท้อน เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ในถิ่นอีสานของจังหวัดศรีสะเกษ เป็นกระท้อนดีมีคุณภาพ พืชทางเลือกที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ มีวิถีความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงได้นำเรื่องราวมาบอกเล่าสู่กันในฉบับนี้

คุณอรอนงค์ สุมนทา เกษตรกรผู้ปลูกกระท้อนพันธุ์อีล่า เล่าให้ฟังว่า ปลูกกระท้อน 1.5 ไร่ โดยเริ่มปลูกเมื่อช่วงต้นฝนปี 2542 ปลูกระยะ 7×7 เมตร ได้กระท้อน 30 ต้น

ตามดูวิธีการปลูก 

การปลูก ได้ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว และลึก ด้านละ 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมปลูกด้วยปุ๋ยคอกแห้ง นำต้นกระท้อนพันธุ์อีล่าลงปลูกแล้วผูกยึดติดกับไม้หลัก เกลี่ยดินกลบ รดน้ำให้พอชุ่ม

หลังจากปลูก ได้ดูแลบำรุงต้นกระท้อนให้เจริญเติบโตด้วยการใส่ปุ๋ย ให้น้ำ คอยป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ควบคู่ไปพร้อมกับปลูกพืชผักเป็นอาหารในครัวเรือนและนำออกขายพอให้มีรายได้เพื่อนำมาเป็นต้นทุนในการปลูกกระท้อน

การบำรุงต้นกระท้อนที่ปลูกใหม่ ใส่ปุ๋ยคอก 1 บุ้งกี๋ ต่อต้น และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 3-6 กำมือ โดยหว่านให้รอบทรงพุ่ม แบ่งใส่ 3-4 ครั้ง ต่อปี รดน้ำให้พอชุ่ม จะช่วยบำรุงต้นให้เจริญเติบโตแตกกิ่งก้านได้ดี

สำหรับต้นกระท้อนที่ให้ผลผลิตแล้วหรือหลังการเก็บเกี่ยว ได้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 เพื่อช่วยบำรุงต้น และช่วงก่อนต้นกระท้อนจะพักตัว ใส่ปุ๋ย สูตร 9-24-24 หรือปุ๋ย สูตร 12-24-12 เพื่อบำรุงต้นและให้ต้นได้เก็บสะสมอาหารเพื่อการสร้างตาดอกได้ดีขึ้น

การทำให้ได้ผลกระท้อนดี มีคุณภาพ ได้ทำในช่วงที่กระท้อนติดผล 1 เดือน ด้วยการใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 เพื่อบำรุงผลกระท้อนให้เจริญเติบโตเต็มที่

โดยเฉพาะในช่วงก่อนเก็บผลกระท้อนอย่างน้อย 20 วัน ได้ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียม เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพของเนื้อกระท้อนให้มีความนุ่ม ได้รสชาติหวานขึ้น

คุณอรอนงค์ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า น้ำช่วยให้ต้นกระท้อนเจริญเติบโตได้ดี กระท้อนปลูกใหม่หรือต้นที่ยังเล็กจะต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพียงพอ

“เมื่อต้นกระท้อนโตขึ้นการให้น้ำจะน้อยลง ในช่วงต้นกระท้อนเริ่มออกช่อดอกและติดผลแล้วต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เพื่อให้ช่อดอกสมบูรณ์ ติดผลได้ดี ได้ผลขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมากกว่าครึ่งกิโลกรัมต่อผล เมื่อต้นได้รับน้ำพอเพียง ผลกระท้อนก็จะไม่แตก” คุณอรอนงค์ กล่าว

ส่วนการเก็บเกี่ยว อีล่า..กระท้อนหวาน ซึ่งเป็นพันธุ์หนัก เมื่อแก่สุกสีผิวเปลือกนอกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาลจนถึงก้นผล หรือนับอายุตั้งแต่ดอกบานถึงผลแก่สุก ใช้เวลา 170-180 วัน

วิธีเก็บเกี่ยว ได้ใช้ตะกร้อสอยเก็บ หรือปีนบันไดขึ้นไป ใช้กรรไกรตัดที่ขั้วผล นำมารวมกันแล้วแกะเอาวัสดุห่อผลออก ทำความสะอาดจัดใส่ภาชนะนำออกวางขายที่ตลาดในท้องถิ่น

โดยราคาอยู่ที่ 25-35 บาท ต่อกิโลกรัม ผลผลิตอีกส่วนหนึ่งจะมีพ่อค้ามารับไปขายที่ตลาดใกล้เคียง

การปลูก กระท้อนเป็นพืชเสริมทำให้แต่ละปีมีรายได้เกือบแสนบาท ช่วยให้ครอบครัวมั่นคงและดำรงชีพอยู่ได้แบบพอเพียง

เกษตรจังหวัดเผย

ปลูกในหลายอำเภอ

คุณสุรสิทธิ์ สิงหพรพงศ์ เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า กระท้อนเป็นไม้ผลที่ปลูกง่ายและเจริญเติบโตได้ดีในเขตเมืองร้อน ปลูกได้ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย

“จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ปลูกกระท้อนกระจายอยู่ในหลายอำเภอ เช่น ที่อำเภอกันทรลักษ์ ศรีรัตนะ ขุนหาญ และอำเภอขุขันธ์ ส่วนใหญ่จะเป็นการปลูกแบบหัวไร่ปลายนา เพื่อให้มีผลผลิตบริโภคในครัวเรือน และอีกรูปแบบหนึ่งคือ การปลูกในเชิงธุรกิจ เพื่อให้มีรายได้จากการขายกระท้อน”

เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า พันธุ์กระท้อนหวานที่นิยมปลูกในเชิงธุรกิจ ได้แก่

- พันธุ์เบา จะมีอายุนับตั้งแต่ดอกบานถึงเก็บเกี่ยว 130-150 วัน เช่น พันธุ์ทับทิม เขียวหวาน หรือทับทิมทอง

- พันธุ์หนัก จะมีอายุนับตั้งแต่ดอกบานถึงเก็บเกี่ยว 170-180 วัน เช่น พันธุ์เทพรส ปุยฝ้าย นิ่มนวล และพันธุ์อีล่า

ทั้งนี้ การเลือกพันธุ์ใดมาปลูกเกษตรกรจะดูจากความต้องการของตลาดผู้บริโภค

การให้น้ำ กระท้อนเป็นพืชที่ชอบน้ำแต่ก็ทนในสภาพแล้งได้ดี ช่วงที่ปลูกใหม่หรือขณะที่ต้นยังเล็กจะต้องให้น้ำกระท้อนอย่างสม่ำเสมอ และให้น้ำน้อยลงเมื่อต้นกระท้อนโตขึ้น

“แต่ในช่วงที่กระท้อนเริ่มออกช่อดอกและติดผลจะต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ช่อดอกมีความสมบูรณ์ มีการติดผลดี ขนาดผลจะเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ได้ขนาดผลใหญ่ แล้วยังป้องกันไม่ให้เกิดผลแตกได้ด้วย” เกษตรจังหวัดกล่าว

สำหรับการห่อผล เมื่อผลกระท้อนมีขนาดโต 5-6 เซนติเมตร เป็นช่วงที่ผิวเปลือกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวขี้ม้า หลังจากนั้น ราว 10 วัน แมลงวันผลไม้จะเริ่มเข้าทำลาย การห่อผลจะช่วยป้องกันแมลงวันผลไม้ไม่ให้เข้าทำลาย

“ขอแนะนำให้เลือกใช้ถุงกระดาษสีน้ำตาลที่บรรจุอาหารสัตว์ ทำความสะอาดก่อนนำมาตัด เป็นขนาด 12-18 นิ้ว พับเป็นถุงแล้วนำไปสวมห่อผล มัดปากถุงให้แน่น ก็จะป้องกันแมลงวันผลไม้ได้ และทำให้ผิวผลกระท้อนเป็นสีเหลืองทองและได้เนื้อดีมีคุณภาพ”

ส่วนการเก็บเกี่ยว กระท้อนหวานอีล่า เป็นพันธุ์หนัก จะมีอายุเก็บเกี่ยว 170-180 วัน นับตั้งแต่ดอกบาน หรือดูจากสีผิวเปลือกที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาลจนถึงก้นผล

เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ แนะนำว่า วิธีเก็บผลกระท้อนที่อยู่สูง ควรใช้บันไดปีนขึ้นไป ใช้กรรไกรตัดที่ขั้วใส่ภาชนะหย่อนลงมาให้กับผู้ที่คอยรับอยู่ด้านล่าง แกะกระดาษที่ห่อผลออก ทำความสะอาด จัดใส่ภาชนะนำออกขาย

ในส่วนการพัฒนาคุณภาพผลผลิตกระท้อน เกษตรจังหวัดศรีสะเกษให้ข้อมูลว่า ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษได้ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปฏิบัติที่ดีคือ การคัดเลือกนำพันธุ์ดีมาปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา การใช้ปุ๋ยให้ถูกสูตร ใช้ตามอัตราส่วน และใช้ให้ตรงกับระยะเวลา ต้องให้น้ำสม่ำเสมอแต่พอเพียง การเก็บผล การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว และบันทึกกิจกรรมในทุกขั้นตอนการผลิต ซึ่งเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การได้กระท้อนดี มีคุณภาพ หรือ Good Agriculture Practice (GAP) ที่ตลาดผู้บริโภคต้องการ

นี่ก็คือ หมู่บ้านทับทิมสยาม 06 จังหวัดศรีสะเกษ แหล่งท่องเที่ยวที่เข้าไปแล้ว ทำให้ได้รับความเพลิดเพลิน ได้รับความรู้ ได้ชมป่าธรรมชาติที่สวยงาม ฟังเสียงเจื้อยแจ้วของนกที่สื่อสารกัน ยิ่งทำให้สดชื่น มีไก่ฟ้าหลังเทาแข้งแดงที่ใครเห็นก็จะชื่นชอบ ชมผ้าไหมผืนสวยที่ถักทอแบบวิถีชุมชน แล้วยังได้นำเรื่องราวของ อีล่า..กระท้อนหวาน ปลูกขายได้เงิน กระท้อนดี มีคุณภาพ พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีวิถีความเป็นอยู่ดีขึ้นมาบอกเล่าสู่กัน

ถ้าสนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอรอนงค์ สุมนทา เกษตรกรผู้ปลูกกระท้อนพันธุ์อีล่า ได้ที่ บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 2 บ้านตาอุด อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (083) 723-5922 หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. (045) 616-829 ก็ได้เช่นกันครับ…

 

โครงการหลวงแม่แฮ เชียงใหม่ กับเทคนิคปลูกพลับ…ให้อร่อย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนโลยีการเกษตร 

ว่าที่ร้อยตรีหญิงพิมพ์ใจ ทรงประโคน

โครงการหลวงแม่แฮ เชียงใหม่ กับเทคนิคปลูกพลับ…ให้อร่อย

ผลไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่สูงทางภาคเหนือมีหลากหลายชนิด ซึ่ง พลับ เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรบนพื้นที่สูงนิยมปลูก ดังเช่น บ้านแม่แฮ ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้รับการส่งเสริมการปลูกจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น

คุณอนุพงษ์ คำพรรณ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ กล่าวว่า ประเทศได้เริ่มมีการปลูกพลับมาตั้งแต่ ประมาณ พ.ศ. 2470 แต่การปลูกพลับเป็นการค้านั้น เริ่มจากมูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำพลับพันธุ์ต่างๆ มาทดลองปลูกและศึกษาวิจัยเมื่อ พ.ศ. 2512 ที่สถานีวิจัยดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ และส่งเสริมให้เกษตรกรชาวเขาปลูกเป็นอาชีพทดแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ปลูกพลับส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ในพื้นที่โครงการหลวง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยส้มป่อย ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำขุ่น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง จังหวัดเชียงราย

พันธุ์พลับที่ปลูกในประเทศไทย มีทั้งชนิดพลับฝาด ผลจะมีรสฝาด ตั้งแต่ระยะผลพลับยังอ่อนจนถึงผลแก่ แต่ยังไม่สุกนิ่ม เพราะมีสารแทนนินชนิดละลายน้ำได้ เป็นส่วนประกอบอยู่ โดยปกติผลพลับฝาดจะมีปริมาณแทนนินอยู่ 0.80-1.94 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล เมื่อรับประทานดิบๆ จะทำให้เซลล์ของแทนนินแตก เกิดรสฝาด และเหนียวติดปาก ในทางการค้าจะนำไปผ่านกระบวนการขจัดความฝาดในขณะที่ผลแก่แต่ยังไม่สุกนิ่ม เพื่อทำให้สารแทนนินเปลี่ยนไปอยู่ในรูปไม่ละลายน้ำและบริโภคได้ในขณะที่ผลยังแข็งอยู่ ปริมาณสารแทนนินนี้จะมีมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ พันธุ์พลับฝาด ได้แก่ พันธุ์ซือโจ หรือพี 2 พันธุ์ฮาชิยา และโทเนวาเซ่ เป็นต้น

พลับหวาน ผลจะมีรสหวาน ไม่มีรสฝาด ถึงแม้ว่าผลจะยังไม่สุกนิ่ม เมื่อผลแก่สามารถเก็บจากต้นมารับประทานได้เลย โดยไม่ต้องใช้วิธีการขจัดความฝาด พันธุ์พลับหวาน ได้แก่ พันธุ์ฟูยู พันธุ์จิดร พันธุ์อิซึ และเฮียะคุมะ เป็นต้น

นอกจากพลับจะแบ่งเป็นพลับฝาดและพลับหวาน ยังแบ่งตามชนิดสีเนื้อคงที่ เป็นพลับที่สีของเนื้อคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะมีการผสมเกสรจนติดเมล็ดหรือไม่ก็ตาม แต่จะสังเกตเห็นจุดสีเข้มเป็นจุดเล็กๆ ในบางพันธุ์ พลับหวานชนิดสีเนื้อคงที่สามารถรับประทานได้ในขณะที่ผลยังแข็ง

ส่วนพลับชนิดเนื้อสีเปลี่ยนแปลง สีเนื้อของผลจะเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการผสมเกสรจนเกิดเมล็ด โดยเนื้อผลจะเปลี่ยนจากสีเหลืองอ่อนเป็นสีน้ำตาลแดงบริเวณรอบๆ เมล็ดที่เกิดขึ้น แต่ถ้าการผสมเกสรไม่ดี ส่วนที่ไม่ได้รับการผสมจะไม่มีเมล็ดและเนื้อผลบริเวณนั้นจะมีสีเหลืองอ่อน หรือหากมีเพียงเมล็ดเดียวที่ได้รับการผสมก็จะปรากฏสีน้ำตาลแดงให้เห็นเฉพาะรอบๆ บริเวณเมล็ดเท่านั้น

สำหรับพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้เป็นพันธุ์การค้า คือ พลับฝาด พันธุ์ซือโจ หรือ พี 2 เป็นพลับฝาดชนิดสีของเนื้อคงที่ นำเข้าจากประเทศไต้หวัน สามารถเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย ต้องการความหนาวเย็นไม่ยาวนานนัก ปลูกเป็นการค้าได้ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 900 เมตรขึ้นไป ใบแก่ก่อนร่วงจะมีสีส้มแดง ผลมีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมค่อนข้างแบน เนื้อผลสีเหลืองอ่อน น้ำหนักผลประมาณ 80-140 กรัม ไม่ค่อยมีเมล็ด ติดผลค่อนข้างดก ผลผลิตมีคุณภาพดีมาก ซึ่งมีสีเหลืองสม่ำเสมอทั้งผลในขณะที่ผลยังแข็งอยู่ และหลังขจัดความฝาดแล้วเนื้อผลยังรักษาความกรอบได้ดี ความหวานประมาณ 17 องศาบริกซ์ เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกมากที่สุด ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด

พลับหวาน พันธุ์ฟูยู เป็นพลับหวานชนิดสีเนื้อคงที่ พันธุ์ที่โครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก มีการนำพันธุ์เข้ามาจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา นิยมปลูกเป็นการค้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่ในประเทศไทยยังมีการปลูกและมีผลผลิตน้อยมาก เพราะเป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตช้ามาก และต้องการอากาศที่หนาวเย็น พื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกพันธุ์นี้จะต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200 เมตรขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขั้วแตก ผลผลิตจึงเสียหายมากเมื่อโดนน้ำฝน ใบพลับพันธุ์ฟูยูมีสีเขียวเข้ม ฐานใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอกไม่สมบูรณ์เพศ มีทั้งดอกตัวผู้และตัวเมีย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นดอกตัวเมีย สามารถติดผลได้โดยไม่ต้องผสมเกสร ดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้ กลีบดอกสีเขียวอ่อน มองเห็นรังไข่ได้อย่างชัดเจน ผลมีลักษณะกลมแบนเล็กน้อย มี 4 พู มีเมล็ด 2-4 เมล็ด เมื่อสุกผลมีสีเหลืองสดจนถึงอมส้ม รสหวาน เนื้อกรอบ ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และเก็บเกี่ยวได้ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม ถึงต้นเดือนกันยายน พลับพันธุ์ฟูยูในประเทศไทยมีน้ำหนักผลประมาณ 150-200 กรัม

และพลับหวาน พันธุ์เฮียะคุมะ เป็นพลับหวานชนิดสีเนื้อของผลเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันมี การปลูกน้อยเช่นกัน เพราะยังติดผลได้ไม่ดีนัก ลักษณะผลค่อนข้างยาวคล้ายรูปหัวใจ และขนาดค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักประมาณ 150-200 กรัม ผลมีสีเหลือง แต่ก้นผลจะมีรอยเส้นเป็นขีดสีดำ ทำให้ดูไม่สวยงาม แต่คุณภาพในการรับประทานสดดี เมื่อดอกได้รับการผสมเกสรหรือติดเมล็ด สีของเนื้อใกล้ๆ บริเวณที่ติดเมล็ดจะมีสีน้ำตาลแดงและไม่มีรสฝาด แต่บริเวณที่ไม่มีเมล็ด เนื้อผลจะมีสีเหลืองอ่อนและมีรสฝาดมาก ซึ่งถ้าดอกได้รับการผสมเกสรไม่ทั่วถึงจะมีการติดเมล็ดน้อย ในผลนั้นจะมีส่วนที่มีรสหวานและรสฝาดอยู่ด้วยกัน ซึ่งลักษณะนี้เมื่อสังเกตจากภายนอกจะไม่ทราบ ดังนั้น ก่อนที่จะนำผลมารับประทานหรือจำหน่าย ต้องนำไปขจัดความฝาด เพื่อความแน่ใจโดยการบ่มด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ในระหว่างการศึกษา ทั้งพลับหวาน และพลับฝาด อีกหลายสายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ไจแอนท์ฟูยู จิโร อั้งไส ไนติงเกล จากประเทศญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เพื่อนำมาปลูกในประเทศไทย

คุณประถม ทองเซอร์ นักวิชาการเกษตร (ไม้ผล) ศูนย์พัฒนาโครงการแม่แฮ ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การปลูกเริ่มต้นจากการเตรียมต้นตอพลับเต้าซื่อหรือต้นที่มีความทนทานโรคและหาอาหารเก่ง อายุประมาณ 6-12 เดือน ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 12 นิ้ว ความกว้างระหว่างแปลงประมาณ 8-10 เมตร ต่อไร่ จะปลูกต้นพลับได้ประมาณ 45 ต้น หลังจากที่ขุดหลุมเรียบร้อยแล้ว นำปุ๋ยคอกรองก้นหลุมแล้วนำต้นเต้าซื่อที่เตรียมไว้มาปลูก ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี สามารถเปลี่ยนยอด โดยนำยอดพลับที่คัดเลือกคุณภาพแล้วมาเสียบ หลังจากเสียบยอดอีกประมาณ 2-3 ปี พลับจะให้ผลผลิต แต่ในปีแรกผลผลิตที่ได้ยังมีจำนวนน้อย

ส่วนการตกแต่งกิ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ใส่ปุ๋ยคอกรอบต้น ล้างแปลงด้วยปิโตรเลียมออยล์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเพลี้ยหอย สารเคมี หลังจากนั้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ต้นพลับจะเริ่มแตกใบออกพร้อมติดผล มีการฉีดพ่นสารป้องกันเพลี้ยไฟ และใส่ปุ๋ยคอกอีกรอบ จากนั้นจะใส่ปุ๋ยอีกประมาณ 2 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต

ตั้งแต่ติดผลจนถึงเก็บเกี่ยวผลใช้ระยะเวลา 5-6 เดือน ประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยแต่ละต้นเก็บได้ 3 รุ่น แต่ละรุ่นประมาณ 50 กิโลกรัม เฉลี่ยแล้วต่อต้นใน 1 ฤดูกาล จะเก็บได้ประมาณ 150-200 กิโลกรัม ภายหลังที่เก็บเกี่ยวแล้วจะคัดขนาดและสีผิวให้ได้คุณภาพที่ดี ใส่ถุงพลาสติกใสแล้วอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถนำมาจำหน่ายได้ โดยการบ่มจะใช้เวลา 4-6 วัน หลังจากที่ใส่ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถรับประทานได้ซึ่งจะไม่มีรสชาติฝาด ในกรณีที่พลับยังฝาดอยู่เนื่องจากว่าการเปิดถุงพลับเพื่อรับประทาน อาจจะเปิดก่อนกำหนดที่ความฝาดจะหมด สำหรับราคาพลับประมาณกิโลกรัมละ 20-25 บาท

นอกจากที่ทางศูนย์จะทำการวิจัยและปลูกภายในศูนย์ ยังส่งเสริมให้กับเกษตรกร โดยจัดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้เกษตรกรที่สนใจได้เข้ามาศึกษา ซึ่งทำให้เกษตรกรประสบผลสำเร็จในการปลูกพลับ เป็นศูนย์เรียนรู้ต่อยอดจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮได้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจจากที่อื่นๆ มาศึกษาเรียนรู้ต่อไป

ผู้สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิโครงการหลวง โทร. (053) 810-765-8 โทรสาร (053) 324-000 หรือ อีเมล : pr@royalprojectthailand.com

 

“เมฆขาว” มหัศจรรย์พันธุ์กล้วยโบราณ จากป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“เมฆขาว” มหัศจรรย์พันธุ์กล้วยโบราณ จากป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

หนึ่งในของดี เมืองโพธาราม ที่ “คุณติ๊ก-นริษรา โสมณวัตร์” นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอโพธาราม แนะนำให้ผู้เขียนลองไปเยี่ยมชม คือ สวนกล้วยหลากหลายสายพันธุ์ ของ “คุณโอ๋-อนุชิต พรหมชาติ” ผู้เชี่ยวชาญด้านกล้วย ที่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต เสาะแสวงหาสายพันธุ์กล้วย จากทั่วประเทศมาปลูกอนุรักษ์ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสเรียนรู้กล้วยนานาพันธุ์ของเมืองไทย

ทั้งนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณ “ผู้ใหญ่ครรชิต ลิ้มเซ็ง” แห่งตำบลบ้านเลือก ที่กรุณาสละเวลานำทางผู้เขียนไปเยือนสวนกล้วยของ คุณอนุชิต พรหมชาติ หรือ คุณโอ๋ ซึ่งตั้งอยู่บ้านเลขที่ 217 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี 70120 โทรศัพท์ (080) 654-6443, (085) 440-4815

คุณโอ๋ เล่าว่า ชีวิตวัยเด็กเป็นคนไม่ชอบเรียนหนังสือ ผมเรียนรู้ความมหัศจรรย์แห่งพันธุ์ไม้จากประสบการณ์การใช้ชีวิตเดินป่าตั้งแต่วัย 9 ขวบ โดยออกติดตามนายพรานชื่อ คุณลุงแห้ง เข้าป่าเพื่อเรียนรู้วิถีธรรมชาติ เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่ผมชอบกินมากที่สุด

ระยะเวลาหลายปีที่ใช้ชีวิตเดินท่องป่า ทำให้เขามีโอกาสเจอพันธุ์กล้วยป่าและกล้วยพื้นบ้านหลากหลายชนิด จึงนำมาปลูกสะสมไว้ที่ดินของครอบครัวในจังหวัดกาญจนบุรี

“เมฆขาว” พันธุ์กล้วยโบราณที่ใกล้สูญพันธุ์

ระหว่างการเดินท่องป่าทุ่งใหญ่นเรศวร คุณโอ๋ได้เจอ “กล้วยเมฆขาว” สายพันธุ์กล้วยโบราณหายากที่ใกล้สูญพันธุ์ คุณโอ๋เล่าว่า กล้วยเมฆขาว มีลักษณะแตกต่างจากกล้วยพันธุ์อื่น ตรงที่ลำต้นช่วงล่างจะมีสีแดงอมชมพูเรื่อๆ เหมือนสีน้ำหมาก

ส่วนบริเวณกลางต้นจนถึงยอด จะขึ้นนวลสีขาว

ซึ่งกล้วยพันธุ์อื่นๆ จะไม่มีสีนวลแบบนี้ ต้นกล้วยที่ออกเครือแล้วจะไม่มีสีนวล แต่จะกลายเป็นสีดำ นี่คือลักษณะเด่นของต้นกล้วยเมฆขาวที่ไม่เหมือนกับกล้วยชนิดอื่น

ผลกล้วยเมฆขาวยังมีขนาดใหญ่กว่าผลกล้วยน้ำว้า ลักษณะการแตกหน่อก็เหมือนกับต้นกล้วยทั่วๆ ไป

พระธุดงค์ที่แนะนำให้คุณโอ๋รู้จักกับกล้วยสายพันธุ์นี้ บอกว่า “เมฆขาว” เป็นกล้วยสายพันธุ์โบราณหายาก ที่มีรสชาติอร่อย และมีสรรพคุณทางยาสูง รักษาโรคได้ทุกชนิด ต่อมาคุณโอ๋ได้เจอกับคุณตาวัย 101 ปี ที่ตามหาสายพันธุ์กล้วยเมฆขาวมานานแล้ว คุณตาบอกว่า คนไทยสมัยโบราณ จะใช้กล้วยเมฆขาว หรือกล้วยน้ำไท กินคู่กับมะพร้าวนาฬิเก รักษาโรค ที่ผ่านมา

คุณโอ๋เล่าว่า การปลูกกล้วยเมฆขาวจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นกับวาสนาและผลบุญของแต่ละคน เป็นพันธุ์กล้วยชนิดเดียวที่ผมไม่ขาย และไม่รับเงินจากใคร

หากมีผู้สนใจอยากนำไปปลูก ก็ยินดีแบ่งปัน ที่ผ่านมามีผู้สนใจหลายรายมาขอหน่อไปปลูก แต่ต้นตายหมด มีรอดอยู่เพียง 2-3 รายเท่านั้น

มหัศจรรย์พันธุ์กล้วยไทย 

คนทั่วไปคิดว่า กล้วยเป็นพันธุ์พืชทั่วไป แต่ความจริงแล้ว กล้วยเป็นพืชมหัศจรรย์ที่น่าศึกษาเรียนรู้ เพราะกล้วยไม่ใช่เรื่องกล้วย อย่างที่คิด รสชาติ ลำต้น ไม่เหมือนกัน ลักษณะการเติบโตออกปลีก็ไม่เหมือนกัน คุณโอ๋บอกว่า โดยทั่วไปจะแยกความแตกต่างของกล้วยได้จากลักษณะผิวพรรณ ลักษณะกาบใบ ลักษณะสีลำต้น ลักษณะหัวปลี

ปัจจุบันกล้วยมีมากกว่า 300 สายพันธุ์ แบ่งเป็นตระกูลกล้วยหอม 20 สายพันธุ์ กล้วยหักมุก 7 สายพันธุ์ กล้วยไข่ 9 สายพันธุ์ ตระกูลกล้วยประดับก็มีมากมาย ที่รู้จักกันดีคือ กล้วยบัว กล้วยผา กล้วยโทน กล้วยร้อยหวี ส่วนตระกูลกล้วยน้ำว้า ขณะนี้มีทั้งหมด 26 สายพันธุ์

ทุกวันนี้ คุณโอ๋เก็บสะสมสายพันธุ์กล้วยโบราณมากกว่า 200 สายพันธุ์ โดยเช่าสวนไว้หลายแห่งสำหรับปลูกอนุรักษ์สายพันธุ์กล้วยเหล่านี้ ทั้งในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และปทุมธานี

“กล้วยน้ำว้าดำ” หรือกล้วยน้ำว้าทองสัมฤทธิ์ นับเป็นสุดยอดความอร่อยของสายพันธุ์กล้วยน้ำว้ากันเลยทีเดียว เวลาสุกใหม่ๆ จะเป็นสีทองสวย เนื้อในมีรสหวาน หอม อร่อย ผิวภายนอกมีสีแดงสัมฤทธิ์ แต่เมื่อปอกผิวแล้วจะเจอเนื้อกล้วยสีเหลืองนวลที่เก็บไว้ได้นาน

ปกติกล้วยน้ำว้าทั่วไปจะเก็บกินได้แค่ 1 สัปดาห์ แต่กล้วยน้ำว้าชนิดนี้เก็บได้นาน 3 สัปดาห์ ก็ยังกินได้อร่อย ยิ่งเก็บนาน เปลือกยิ่งบางและมีสีดำ เนื้อกล้วยข้างในกลับยิ่งมีกลิ่นหอม เนื้อนุ่ม และหวานอร่อยยิ่งขึ้น เมื่อเคี้ยวจะได้รสชาติเหมือนกับนำกล้วยไปตากแช่น้ำผึ้งเลยทีเดียว

“กล้วยเทพรส” ชาวอีสานเรียกว่า กล้วยพาโล ภาคเหนือเรียกว่า คอด มีขนาดผลใหญ่มาก บางครั้งมีผลเดียวมีขนาดใหญ่กว่าลูกมะละกอเสียอีก บางคนเห็นผลกล้วยขนาดใหญ่แล้วไม่กล้ากิน หารู้ไม่ว่า กล้วยชนิดนี้มีรสชาติที่อร่อยมาก กล้วยเทพรสเมื่อมีเครือ หัวปลีจะหายไปเลย ไม่ต้องเสียเวลาตัดหัวปลี

ลักษณะเนื้อกล้วยคล้ายกับกล้วยน้ำว้า แต่เนื้อฟูเหมือนกับเนื้อกระท้อน แถมเนื้อยังมีสรรพคุณทางยา เป็นยาเคลือบกระเพาะ รักษาโรคกระเพาะอาหารได้ แต่มีข้อแม้คือ ห้ามนำกล้วยชนิดนี้ไปแปรรูป เพราะเนื้อกล้วยเมื่อผ่านความร้อนจะมีรสฝาดทันที แต่หากนำไปแช่เย็น จะมีกลิ่นหอมคล้ายแคนตาลูป และยิ่งมีรสหวานอร่อย

“กล้วยงาช้าง” ผลกล้วยมีลักษณะคล้ายงาช้าง มีความยาวประมาณ 1 ศอก ใหญ่ประมาณ 1 ช่วงแขน มีน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม ต่อผล หากมีเรื่องราวกับใคร ใช้กล้วยงาช้างเป็นอาวุธต่อยตีกับคู่ต่อสู้ได้เลย กล้วยงาช้างมีรสอร่อยกว่ามันฝรั่งทอดเสียอีก เมื่อสุกงอม จะมีสีดำคล้ำเช่นเดียวกับกล้วยน้ำว้าดำ เนื้อกล้วยไม่เละ จุดอ่อนของกล้วยชนิดนี้คือ หากไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด ลำต้นจะหักโค่นเสียก่อนเพราะหนอนชอบกิน

“สาวกระทืบหอ” เป็นสายพันธุ์กล้วยโบราณที่ใกล้สูญพันธุ์แล้ว มีเรื่องเล่าว่า มีหนุ่มไปขอสาว แต่สาวเจ้าชอบกินกล้วยชนิดนี้ ขอใช้กล้วยเป็นเครื่องสินสอด เมื่อถึงเวลายกขันหมาก ปรากฏว่า เจ้าบ่าวหากล้วยชนิดนี้มาเป็นสินสอดไม่ได้ สาวก็เลยกระทืบหอไม่ยอมแต่งงานด้วย

กล้วยชนิดนี้มีเนื้อในเป็นสีส้ม ความยาวประมาณ 18-19 หวี ต่อเครือ 1 หวี จะมีประมาณ 30 กว่าลูก ถือว่ากล้วยชนิดนี้มีจำนวนผลมากกว่ากล้วยน้ำว้าทั่วไปประมาณ 1 เท่าตัว หรือประมาณ หวีละ 10 กว่าลูก เท่านั้นเอง

ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ค้นพบว่า กล้วยสาวกระทืบหอ มีสารเบต้าแคโรทีนสูงที่สุด ในบรรดากล้วยกว่า 200 สายพันธุ์

“กล้วยขนุน” กล้วยทั่วไปมีกลิ่นหอมธรรมดา แต่กล้วยชนิดนี้ มีกลิ่นหอมพิเศษ คือ เวลาผลสุก เนื้อสีเหลืองอ่อน และมีกลิ่นคล้ายกับขนุน เป็นกล้วยสายพันธุ์เดียวที่มีลักษณะพิเศษเช่นนี้ กล้วยขนุนมีรสชาติอร่อย เนื้อกรอบ คล้ายกับกินเนื้อขนุนห่ามๆ

ปกติเนื้อกล้วยทั่วไปจะสามารถหักเป็นท่อนๆ ได้ แต่กล้วยขนุน จะมีเนื้อเหนียว หักไม่ออก ปล่อยให้สุกงอมจนเปลือกมีผิวดำ แต่เนื้อยังกรอบ ไม่เละเหมือนกับกล้วยหอมทั่วไป

หากนำไปแปรรูปเป็นกล้วยบวชชีจะมีรสชาติอร่อยมาก เพราะเป็นกล้วยบวชชีที่ใส่กลิ่นขนุนลงไปด้วย

“กล้วยโทน” บางคนเรียกว่า “กล้วยนวล” เนื่องจากเวลาเอามือลูบต้นจะมีแป้งนวลติดมือ เมื่อเอามือสัมผัสลำต้น จะมีความลื่นคล้ายแป้งเกาะติดอยู่ตลอด

“กล้วยน้ำว้ามหาราช” กล้วยชนิดนี้ มีประมาณ 11-15 หวี สำหรับสวนกล้วยที่ปลูกใหม่ รุ่นแรกจะได้ผลดกมากถึง 18 หวี กล้วยน้ำว้ามีจุดเด่นบริเวณก้านลูก ที่มีลักษณะคล้ายไม้ตีระนาด

“กล้วยอีเห็นร้องไห้” กล้วยพันธุ์นี้มีรูปทรงลำต้นไม่ค่อยคล้ายต้นกล้วยสักเท่าไหร่ มองผาดๆ คล้ายต้นปาล์มน้ำมันมากกว่า ที่มาของชื่อ “อีเห็นร้องไห้” เกิดจากกล้วยพันธุ์นี้ เวลาออกปลี จะมีลักษณะคล้ายโคมสีเขียว มีกาบติดลูกอยู่ตลอดเวลา ตัวอีเห็นมองข้างล่างเห็นรูปกล้วย แต่เวลาขึ้นต้น แล้วหาลูกกล้วยกินไม่ได้ เพราะกาบปิดลูกกล้วยอยู่ ทำให้อีเห็นร้องไห้ เพราะหากล้วยกินไม่ได้

กล้วยสายพันธุ์นี้ไม่แตกหน่อ ปลูกแล้วออกลูก ต้นตายเลย จะใช้วิธีเพาะเมล็ดเพื่อขยายพันธุ์แทน กล้วยพันธุ์นี้มีลำต้นสวย และมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับปลูกโชว์ไว้หน้าบ้าน

ผลกล้วยมีรสชาติหวาน หอม แต่คนไม่ค่อยชอบกินสักเท่าไหร่ เพราะมีเมล็ดเยอะ

“กล้วยน้ำว้านวลจันทร์” ผลกล้วยจะมีสีนวลขาว เหมือนพระจันทร์ ผิวบาง รสหวานอร่อย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กล้วยน้ำว้าชนิดนี้จะมีลักษณะคอใบสั้น ชนิดต่อมาคือ “กล้วยน้ำว้านวล” บางคนเรียกว่า น้ำว้าไส้ขาว เหมาะสำหรับกินสด และแปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยทอด ก็อร่อยไม่แพ้กัน กล้วยชนิดนี้มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่อำเภอด่านเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี

“กล้วยเทพพนม” เป็นกล้วยประจำถิ่นของจังหวัดจันทบุรี และตราด ถือเป็นพันธุ์ไม้มงคลชนิดหนึ่ง เนื่องจากลักษณะหวีกล้วย คล้ายกับการพนมมือนั่นเอง กล้วยชนิดนี้ นิยมใช้บูชาพระ มีขายในบางท้องถิ่น แต่มีราคาค่อนข้างแพง

กล้วยเทพพนมเป็นพันธุ์กล้วยที่ปลูกง่าย อายุประมาณ 7-8 เดือน ก็จะเริ่มแทงปลีออกแล้ว เนื้อกล้วยเหนียวนุ่ม รสชาติอร่อยกว่ากล้วยน้ำว้าทั่วไป

“กล้วยน้ำว้ากาบขาว” มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในพื้นที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง กล้วยชนิดนี้มีกาบขาวนวล ก้ามใบใหญ่ ไส้ด้านในออกสีขาวเทาๆ ไม่เหมือนกับกล้วยน้ำว้าไส้ขาวของสุพรรณบุรี แถมมีปริมาณน้ำยางกล้วยเยอะกว่า นิยมกินผลสุกและแปรรูปเป็นกล้วยตาก

“กล้วยน้ำว้าสวนผึ้ง” เนื้อกล้วยมีกลิ่นคล้ายน้ำผึ้ง หากสุกงอมๆ จะมีรสชาติอร่อยมาก หากใครอยากลองชิมรสชาติความอร่อยของกล้วยชนิดนี้ คุณโอ๋แนะนำว่า ต้องไปลองหาซื้อที่ตลาดศรีเมือง หากคนขายยืนยันว่า เป็นพันธุ์กล้วยน้ำว้าที่ปลูกในพื้นที่สวนผึ้ง หรือจอมบึง มักไม่ค่อยผิดหวัง เพราะเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยสายพันธุ์นี้

หากผู้อ่านท่านใดติดใจความแปลกมหัศจรรย์ของพันธุ์กล้วยแปลกโบราณหายากเหล่านี้ สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับคุณโอ๋ได้ตามที่อยู่ข้างต้น

แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงเสน่ห์กล้วยน้ำว้า หากมีเวลาว่าง อยากเชิญชวนให้ชมนิทรรศการกล้วยน้ำว้า และฟังสัมมนา “กล้วยน้ำว้าสร้างชาติ” ในวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2556 ณ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชน อคาเดมี) พร้อมแจกฟรี กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ให้แก่ผู้ร่วมงาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124 มือถือ (082) 993-9097, (082) 993-9105

 

ตี๋ อุทัยพงษ์ ชาวนารุ่นใหม่ ที่บรรพตพิสัย ปลูกข้าวด้วยกลยุทธ์ บริหารดิน น้ำ ปุ๋ย ใช้เครื่องจักรแทนคน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนโลยีการเกษตร 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ตี๋ อุทัยพงษ์ ชาวนารุ่นใหม่ ที่บรรพตพิสัย ปลูกข้าวด้วยกลยุทธ์ บริหารดิน น้ำ ปุ๋ย ใช้เครื่องจักรแทนคน

ในสมัยเด็กคำที่มักได้ยินบ่อยและคุ้นหู คือ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” นั้นดูจะเป็นจริงและมองเห็นภาพชัดเจน เพราะวิถีชีวิตในชนบท ชาวบ้านที่ทำนาเกือบทุกครัวเรือนจะสร้างยุ้งข้าวเพื่อเก็บข้าวและประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องมือสำหรับใช้ทำนาอันเกิดจากภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่น ใช้ควายที่เป็นสัตว์คู่กับนาเพื่อไถนาเป็นการแบ่งเบาภาระแรงงานคน 

นาที่ทำส่วนใหญ่มักเป็นการทำนาดำที่ต้องใช้แรงงานหลายคน หากใครมีที่นามากก็จะจ้างแรงงานซึ่งมีอยู่มากและไม่แพงมาช่วย หรืออาจมีการลงแขกทำนาเอาแรงกัน ทำให้ครอบครัวชาวนาจะอยู่กันอย่างพี่น้อง เกิดการเอื้ออาทรระหว่างเพื่อนบ้านกัน อันนำมาสู่ความสามัคคีกันในชุมชน

การดูแลบำรุงต้นข้าวมักใช้ปุ๋ยคอกที่เป็นผลพลอยได้จากสัตว์ที่เลี้ยง ทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศ จึงส่งผลให้ข้าวกล้าในนาเจริญเติบโตดีโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี

ดังนั้น ต้นทุนการทำนาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจึงเป็นต้นทุนด้านค่าแรงงานเป็นส่วนใหญ่ ต้นทุนค่าปุ๋ย สารเคมีไม่ต้องจ่าย จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อใช้ในการทำนา

แต่ปัจจุบันภาพเหล่านั้นได้เลือนหายไปแล้ว และบางแห่งอาจเหลือเพียงความทรงจำ เพราะในชนบทบางแห่งพบว่า ควายซึ่งเป็นสัตว์คู่ทุกข์คู่ยากหายไปจากท้องทุ่ง หลายครอบครัวเลิกเลี้ยงควายกัน และกลับพบว่าใต้ถุนบ้านมีรถไถเดินตามเข้ามาแทนที่ควาย ด้วยเหตุผลเพราะทำงานได้เร็วกว่าและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อีกทั้งยังไม่ต้องมาเลี้ยงดูแลให้เสียเวลา

ส่วนการดูแลบำรุงข้าวก็จะไม่มีปุ๋ยคอกใส่ในนาอีกแล้ว แต่กลับหันมานิยมใช้ปุ๋ยเคมีแทนเพื่อต้องการให้ข้าวเจริญเติบโตเร็วทันใจ ซึ่งชาวนาบางรายใจร้อนจึงใส่ลงไปในปริมาณมาก แต่หารู้ไหมว่าจะทำให้โครงสร้างของดินนั้นเสียไป ระบบนิเวศถูกทำลายเพราะจุลินทรีย์ในดินและน้ำไม่หลงเหลือ

จนทำให้ธรรมชาติขาดสมดุล เกิดการระบาดของโรคและแมลง จึงต้องมีการใช้สารเคมีในปริมาณที่มากขึ้น ผลที่ตามมาคือต้นทุนการทำนาที่มากขึ้น

ประกอบกับความเจริญทางวัตถุทำให้วิถีชีวิตของชาวนาเปลี่ยนแปลงไป ต้นทุนสูงเนื่องจากปัจจัยการผลิตหลายอย่างมีราคาสูงขึ้น ชาวนาประสบกับภาวะขาดทุนต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน บางปีที่เกิดภัยธรรมชาติซ้ำส่งผลให้ชาวนาประสบภาวะขาดทุน อาจนำไปสู่การขายนาทิ้งแล้วอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่

มีความพยายามจากหลายภาคส่วนผลักดันให้ชาวนาเปลี่ยนทัศนคติความเชื่อว่าการใช้สารเคมีจำนวนมากจะส่งผลดีต่อพืช ดังนั้น การทำการเกษตรในปัจจุบันจึงรณรงค์ให้ทุกคนใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงระบบนิเวศ ทั้งนี้ทฤษฎีการทำการเกษตรสมัยใหม่ร่วมกับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมจะเป็นการช่วยคืนธรรมชาติให้กลับสู่แผ่นดิน

อย่างเกษตรกรคนหนุ่มรุ่นใหม่รายนี้ อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 1 ตำบลหูกวาง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เขาเกิดและเติบโตในครอบครัวที่พ่อ-แม่ต้องหารายได้เลี้ยงชีพด้วยการทำนา ทำให้จำต้องเรียนรู้วิถีชีวิตนี้ยังแต่วัยเยาว์ กระทั่งเมื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจึงทำให้เขาต้องเลือกเรียนคณะเกษตรศาสตร์ เพราะรู้ดีแน่ว่าในอนาคตเส้นทางชีวิตคงต้องอยู่กับผืนนาแน่นอน

ทำนาแบบเดิม ได้ผลผลิตน้อย

คุณอุทัยพงษ์ เกษธีระกุล หรือ คุณตี๋ เป็นลูกคนเดียวของตระกูลเกษธีระกุล และเป็นครอบครัวที่ยึดอาชีพทำนามาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เขาต้องเลือกเรียนในระดับปริญญาตรี จากคณะเกษตรศาสตร์ สาขาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ทั้งนี้เพราะเขารู้ดีว่าหนทางอนาคตคงต้องอยู่บนเส้นทางนี้แน่ พอปี 2551 เมื่อเขาเรียนจบจึงเลือกที่จะเดินเข้าทุ่งนาเพื่อทำนาและปลูกพืช แทนที่จะสมัครเข้าทำงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร

คุณตี๋บอกว่า สมัยก่อนพ่อ-แม่ทำนาแบบนาหว่าน ได้ผลผลิตจำนวน 70-80 ถัง ต่อไร่ เพราะใช้วิธีทำนาแบบเดิม จนเมื่อเขาได้เข้ามาช่วยงานพบว่า หากยังคงยึดแนวทางเดิมอาจเหนื่อยเปล่า!!…

ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่แล้วยังร่ำเรียนมาทางด้านเกษตรโดยตรง เกษตรกรหนุ่มคนนี้จึงนำความรู้มาพัฒนาประยุกต์เข้ากับของจริง จากแนวทางทฤษฎีในตำราที่ถูกสอนในห้องเรียน สู่ผืนนาอันกว้างใหญ่ที่ใช้เป็นห้องปฏิบัติการเพื่อนำสิ่งต่างๆ ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้มาใช้เพื่อลองผิดลองถูก

ไม่เพียงการนำความรู้ที่ตัวเองสะสมมาตลอด 4 ปี รวมถึงการได้ไปฝึกงานตามหน่วยงานราชการสำคัญหลายแห่งแล้ว คุณตี๋ยังได้เติมเต็มความรู้จากได้ศึกษาวิธีปลูกข้าวจากประเทศอื่น ทั้งนี้ได้มีการนำวิธีปลูกที่แตกต่างกันมาวิเคราะห์เพื่อหาความเป็นไปได้หากนำมาใช้ปลูกในพื้นที่ของตัวเอง

ตกผลึกทางความคิด

ใช้วิธีพัฒนาดิน ปุ๋ย น้ำ ให้เกิดสมดุล

กระทั่งเขาพบว่า การปรับปุ๋ยและยาฆ่าแมลงให้มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าวในแต่ละช่วงอายุมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่จำเป็นต้องใส่มาก เพียงแต่คอยสังเกตจังหวะในแต่ละช่วงแล้วค่อยปรับใส่ให้เหมาะสม

แล้วยังเห็นว่าการปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใส่ธาตุอาหารที่สำคัญต่อต้นข้าวยังเป็นหนทางที่ช่วยให้ได้ผลอีกทาง พร้อมกับได้นำวิธีการแกล้งข้าวมาใช้ด้วยการปล่อยให้ข้าวขาดน้ำในช่วงแตกกอ แล้วได้เปลี่ยนจากนาหว่านมาทำนาแบบนาดำ ผลปรากฏว่าได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นจำนวน 125 ถัง ต่อไร่

เป็นที่น่าสังเกตว่าการทำนาของคุณตี๋ไม่ได้ใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์เข้ามาร่วมด้วยเลย เขาให้เหตุผลว่าการทำนาแบบอินทรีย์นั้นเป็นเรื่องดี แต่ต้องมีความขยัน อดทน และใช้เวลา แต่การประกอบอาชีพทำนาของครอบครัวเขามีกันอยู่เพียง 3 คน ดังนั้น ถ้าใช้วิธีแบบอินทรีย์คงไม่ทัน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะใช้เคมีแต่ก็มิได้ใส่แบบเต็มที่ เพราะต้องมีการกำหนดขอบเขตความเหมาะสมเป็นหลักด้วย

คุณตี๋แจงว่า การดำนาเป็นวิธีที่จะช่วยป้องกันวัชพืชที่จะเกิดและสร้างปัญหาขึ้นในแปลงนา แล้วยังสามารถคุมน้ำ คุมหญ้า ทำให้ข้าวไม่ต้องไปแย่งปุ๋ย ซึ่งการทำนาด้วยวิธีนี้ถือเป็นแนวปฏิบัติที่มีความเหมาะสม เพียงแต่ในระยะแรกอาจต้องลงทุนสูง จึงไม่เป็นที่นิยมมากเท่าไรนัก

ดึงเครื่องจักรเข้ามาใช้

ลดต้นทุน ประหยัดเวลา เพิ่มผลผลิต

เครื่องจักรถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญเป็นอย่างมากต่อครอบครัวคุณตี๋ ทั้งนี้เพราะมีจำนวนแรงงานจำกัด เขาเล่าว่า เครื่องจักรที่ใช้ตอนแรกเริ่มจากตัวพรวนหญ้าในร่องนาดำ ทำให้ไม่ต้องใช้คนถอน โดยเครื่องจะปั่นหญ้าซึ่งถือเป็นการพรวนดินเพื่อให้ก๊าซมีเทนและฟางเน่าถูกระเหยออกไป เพราะถ้าต้องการให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดีจะต้องเพิ่มไนโตรเจน ต้องทำให้ดินร่วนซุย อีกทั้งหญ้าเหล่านั้นยังกลายเป็นปุ๋ยพืชสด ยังประโยชน์ต่อรากข้าวที่เกิดใหม่เพื่อให้มีการแตกกอดีและหาอาหารเก่ง

แรงงานถือมีความจำเป็นอย่างมากต่อการทำนาดำ แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ความเจริญหลายด้านปรากฏขึ้น กระทั่งทำให้แรงงานทำนาหายาก เพราะแรงงานส่วนใหญ่เปลี่ยนค่านิยมและต่างมุ่งเข้าทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม

จนในปัจจุบันเครื่องจักรเข้ามามีบทบาทและแบ่งเบาภาระชาวนาได้เป็นอย่างดี ดังนั้น คุณตี๋จึงตัดสินใจซื้อรถดำนาแบบนั่ง 6 แถว เข้ามาใช้

คุณตี๋ชี้ให้เห็นว่าประโยชน์ของรถดำนาสามารถแก้ไขปัญหาแรงงานได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้จะทำให้ช่วยประหยัดเวลา และได้ปริมาณงานมากกว่าการใช้แรงงานคน อย่างถ้าใช้รถจะได้วันละ 15-20 ไร่ ถ้าเป็นแรงงานคนทำได้ไม่เกินวันละ 5 ไร่ เท่านั้น

แล้วยังบอกต่ออีกว่า ข้าวที่ดำจากรถจะทำให้เป็นแถว แนว ทำให้ดูแลรักษาง่าย อีกทั้งโรค/แมลง ไม่มีรบกวน จึงทำให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ แต่ถ้าใช้แรงงานคนข้าวจะไม่ตรงแถว เวลามีวัชพืชเกิดขึ้นสังเกตยาก อีกทั้งยังทำให้แสง อากาศ ผ่านถ่ายเทได้ไม่สะดวก สิ่งเหล่านี้ทำให้เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของข้าว

คุณตี๋ทำนาปีละ 3 ครั้ง เป็นนาดำอย่างเดียวในเนื้อที่จำนวน 150 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวครั้งละจำนวน 25 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 2 ไร่ โดยใช้ต้นทุนปลูกข้าวต่อไร่ประมาณ 4,000-5,000 บาท แล้วเมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตจะนำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปขายที่ชัยนาท

เขาบอกว่า ไม่ได้เข้าโครงการจำนำข้าว แต่ขายเป็นเมล็ดพันธุ์แทน ทั้งนี้ราคาขายเมล็ดพันธุ์ข้าวจะได้ราคาเพิ่มจากราคาจำนำข้าวที่ตั้งไว้อีก 1,000 บาท พร้อมทั้งได้บวกค่ารถอีกคันละ 300-400 บาท ส่งผลให้เขามีรายได้จากการขายเมล็ดพันธุ์ถึงปีละล้านกว่าบาท

สำหรับพันธุ์ข้าวที่ใช้เป็นประจำคือ กข 31, กข 41, กข 47, และ กข 49 ซึ่งการเลือกใช้พันธุ์ใดเหมาะสมจะต้องพิจารณาจากสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล เพราะแต่ละพันธุ์มีข้อจำกัดแตกต่างกัน

แผนในอนาคต…

ดึงเครื่องจักรอีกหลายชนิดมาใช้

คุณตี๋นับเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดการบริหารจัดการด้านการทำเกษตรกรรมอย่างดี ทั้งเรื่องปุ๋ย วิธีการ และการตลาด ที่สำคัญเขาเป็นคนที่ชอบคิด แก้ไข ดัดแปลง พร้อมเสาะแสวงหาวิธีการทำการเกษตรแบบใหม่ผ่านระบบการสื่อสารยุคใหม่เพื่อหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์อยู่ตลอดเวลา

เขาเผยถึงแผนในอนาคตว่า ต้องพยายามทำนาโดยการลดต้นทุนให้มากที่สุด ขณะเดียวกันจะต้องสร้างผลผลิตให้มีคุณภาพด้วย แล้วยังชี้ให้เห็นว่า การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องเหมาะสมและไม่ฟุ่มเฟือยจะเป็นการช่วยให้พืชเจริญเติบโตดีมีความสมบูรณ์ แล้วยังทำให้เกิดการประหยัด เป็นการลดต้นทุนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังคิดว่าจะนำเครื่องจักรอีกหลายชนิด เช่น เครื่องฉีดพ่นยา เครื่องพรวนดิน และรถดำนา เข้ามาเสริมทัพในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรหนุ่มรายนี้ยังกล่าวเชิญชวนคนเจเนอเรชั่นยุคใหม่ที่มีผืนนาเป็นของตัวเองให้หันมาช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟูอาชีพการทำนากันมากๆ ทั้งนี้เพื่อทดแทนคนรุ่นเก่าที่กำลังหมดวาระ เขายังชี้ว่าเดี๋ยวนี้วิวัฒนาการอาชีพการทำนาเปลี่ยนไป การกรำแดด กรำฝนอย่างสมัยก่อนอาจไม่จำเป็น ทั้งนี้เพราะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเครื่องจักรเข้ามาทดแทน

ปัจจุบันคุณตี๋ไม่เพียงแค่ทำนาในพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น แต่เขายังไปรับจ้างทำนาในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงอีก ทั้งยังเป็นเจ้าของไร่อ้อยอีกจำนวน 300 ไร่ เปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์ทางการเกษตรและอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เขาใช้เวลาไม่นานกับวัยเพียง 27 ปี ที่ก่อร่างสร้างฐานะและชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักกันมาก อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตของเขายังอีกยาวไกล

นับจากนี้คงต้องจับตามองกันต่อไปว่า ชายหนุ่มผู้นี้จะหาวิธีพัฒนางานเกษตรที่เขาและครอบครัวผูกพันกันมาอย่างไร และถือได้ว่าเขาเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จทางอาชีพเกษตรกรรมอีกคนหนึ่ง

ส่วนใครที่สนใจการปลูกข้าวแนวทางของเกษตรกรรุ่นใหม่รายนี้ สอบถามข้อมูลได้ที่โทรศัพท์ (087) 839-9110

 

พอเพียง-ปลอดภัย-พึ่งพาตนเอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

พอเพียง-ปลอดภัย-พึ่งพาตนเอง

ความน่ารักของชาวบ้านและความรู้มากมายระหว่างไปลงพื้นที่ดูงานจัดรูปที่ดินใน 3 จังหวัด พื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำ ทำให้อยากนำมาขยายให้หมด ก็เลยขอต่อฉบับนี้อีกสักหน่อย

สิ่งที่ได้พบระหว่างการเดินทางคราวนี้และปลื้มมากก็คือ บทบาทการนำของสตรีใน 3 พื้นที่จัดรูปที่ดิน มีผู้นำกลุ่มเกษตรกรเป็นผู้หญิงหมดเลย แต่ละคนเก่งๆ ทั้งสิ้น มิได้ขึ้นมาด้วยความบังเอิญอย่างแน่นอน

คนแรกที่กล่าวถึงแล้วตั้งแต่ตอนแรกคือ ผู้ใหญ่จรูญ ราชบรรจง ที่โครงการจัดรูปที่ดินเขื่อนแควน้อย จังหวัดพิษณุโลก คนต่อมาคือ ฉลาด ลอประเสริฐ ประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำคลอง C95 คนปัจจุบันแห่ง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร สุดท้ายคือ ผู้ใหญ่จำนง กัลณา ผู้ใหญ่บ้านหนองจิกรี ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ที่เป็นผู้นำทำเรื่องการเกษตรที่เหมาะสม GAP

สตรีทั้ง 3 ท่าน ดูเหมือนจะอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน มีสายเลือดชาวนาอยู่เต็มเปี่ยม และมีหัวใจเสียสละเกินร้อยในการทำงานเพื่อส่วนรวม

ผู้ใหญ่จรูญ ราชบรรจง พูดคุยกับสื่อมวลชนอย่างฉลาดฉาดฉาน ทุกถ้อยคำบ่งบอกให้รู้ว่ามีความรู้ในเรื่องที่ทำอยู่ล้นปรี่ กล้าวิพากษ์วิจารณ์เสนอแนะข้อคิดเห็นต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเกษตรกร พร้อมที่จะอธิบายและสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงรายอื่นๆ ได้เห็นประโยชน์และเข้าร่วมโครงการจัดรูปที่ดินในพื้นที่พิษณุโลก ซึ่งโครงการเขื่อนแควน้อยมีขนาดใหญ่ พื้นที่รวม 155,166 ไร่ ขณะนี้จัดรูปที่ดินแปลงตัวอย่างฝั่งขวาของแม่น้ำแควน้อย 1,530 ไร่ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จากจำนวนพื้นที่โครงการทั้งหมด 15,226 ไร่ ส่วนพื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำแควน้อย 139,940 ไร่ จะดำเนินต่อไปในอนาคต

พื้นที่จัดรูปที่ดินจังหวัดพิษณุโลก ร้อยละ 80 อยู่ในเขตอำเภอวังทองและอำเภอเมือง ที่เหลือบางส่วนอยู่ในอำเภอวัดโบสถ์ และอำเภอพรหมพิราม เป็นการจัดรูปที่ดินสมบูรณ์แบบ (Incentive Type) ทั้งหมด

สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางเคยมีแนวคิดกู้เงินจากต่างประเทศมาดำเนินการ เพื่อความรวดเร็วลักษณะเดียวกับโครงการจัดรูปที่ดินขนาดใหญ่ในอดีต เช่น โครงการเจ้าพระยาใหญ่ แต่กระทรวงการคลังไม่ผ่านเงินกู้ให้ เพราะถือว่าไม่ได้ใช้เทคโนโลยีพิเศษ จึงต้องอาศัยงบประมาณประจำปีเป็นการก่อสร้างปีต่อปี ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะเสร็จสิ้นโครงการ และนับวันยิ่งจะทำได้ยากยิ่งเมื่อความเจริญผ่านเข้ามาถึง ขณะเดียวกันเกษตรกรที่มีความพร้อมที่จะจัดรูปที่ดิน ก็ต้องรอคอยอย่างยาวนาน

ในเรื่องนี้ ผู้ใหญ่จรูญ พูดแทนชาวบ้านด้วยความเจ็บปวดหัวใจว่า

“อยากให้รัฐบาลจัดสรรงบฯ มาช่วยงานจัดรูปฯ ให้เร็วกว่านี้หน่อย พวกชาวบ้านในพื้นที่รอแล้วรออีกมาเป็น 10 ปีแล้ว ไม่เข้าใจว่า ทำไมโครงการที่ชาวบ้านได้ประโยชน์น้อยอย่างรถไฟความเร็วสูงถึงได้รีบหาเงินกู้มาทำกันนัก แต่งานจัดรูปที่ดินซึ่งจะช่วยให้เราทำไร่ทำนาได้ผลผลิตดีกลับไม่สนใจ อย่างนี้ถ้าท่านทำรถไฟเสร็จ ที่บอกว่าเพื่อจะขนส่งผลผลิตพวกเราไปขายน่ะ จะเอาผลผลิตที่ไหนกันคะ”

ฉลาด ลอประเสริฐ เป็น 1 ในเกษตรกรกว่า 10 คน ที่ร่วมขับเคลื่อนการใช้น้ำคลอง C95 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร สามารถพลิกฟื้นการทำนาจากเดิมก่อนจัดรูปที่ดิน ซึ่งทำได้เพียงครั้งเดียว มีผลผลิตเฉลี่ย 30 ถัง หรือ 300 กิโลกรัม ต่อไร่ มาเป็น 80-100 ถัง ต่อไร่ และยังได้ต่อยอดขยายผลจัดตั้งกลุ่มทำขนมไทยและกลุ่มผลิตน้ำพริกขึ้น โดยมีกลุ่มแม่บ้านเป็นฐานการผลิต ใช้เงินทุนจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี นอกจากนั้น ยังสามารถตั้งกลุ่มประปาชุมชน โดยรับโอนงานประปามาจากองค์การบริหารส่วนตำบล มาบริหารจัดการเอง แก้ปัญหาเรื่องการซ่อมแซมดูแลรักษาและจัดเก็บอัตราค่าน้ำประปาเพียง ลูกบาศก์เมตรละ 5 บาท ถูกกว่า ที่ อบต. คิดลูกบาศก์เมตรละ 8 บาท สะท้อนถึงความเข้มแข็งของกลุ่ม

“เราตอบโจทย์เรื่องน้ำกันได้แล้ว ที่เหลือก็เป็นโจทย์เรื่องนา ซึ่งกำลังขับเคลื่อนการพึ่งพาตัวเอง โดยเราจะผลิตพันธุ์ข้าวของเราเองเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ในท้องถิ่นแทนการซื้อจากต่างถิ่น และถ้าเราปลูกข้าวพันธุ์ก็จะได้ราคาดีกว่าข้าวทั่วไปด้วย นอกจากนั้น เรายังต้องมองกันไกลไปถึงการแข่งขันในอาเซียนด้วย ฉะนั้น ต้นทุนการทำนาต้องต่ำและต้องหันมาปลูกพืชผสมผสาน ใช้ปุ๋ยชีวภาพกันมากขึ้น ไม่งั้นเราจะแข่งขันไม่ได้ เพราะข้าวของเราใช้เคมีสูง อาจมีสารตกค้างมากเกินไป ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภค โดยเฉพาะหากเราจะแข่งกับเพื่อนบ้านใน AEC ด้วยกัน ซึ่งขณะนี้เกษตรกรในกลุ่มของเราก็เริ่มทำนาข้าวอินทรีย์ต้นแบบกันแล้ว ถ้าได้ผลดีก็จะขยายพื้นที่ทำกันมากขึ้น”

ฉันได้ไปเห็นข้าวแตกรวงสวยงามในนาดำที่อุดมสมบูรณ์ของชาวบ้านตำบลบ้านใหม่ รวมทั้งนาข้าวอินทรีย์ที่สมบูรณ์ไม่แพ้กันด้วยตาตนเองแล้ว ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ผู้นำชุมชนเหล่านี้บอกเล่ามานั้นยังน้อยไปกว่าภาพที่เห็นด้วยซ้ำ และสิ่งที่น่าชื่นใจก็คือ ลูกหลานชาวนาหลายบ้านที่เรียนหนังสือสูงๆ ระดับปริญญาตรี-โท เริ่มกลับคืนถิ่น นำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการทำนาให้ได้ผลผลิตสูงและปลอดภัย กลายเป็นแบบอย่างที่มีผู้ทำตามมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ใหญ่จำนง กัลณา แห่งตำบลตาคลีนั้น มีบทบาทเด่นในฐานะนักประสาน 10 ทิศ ขันอาสามาเป็นผู้ใหญ่บ้านด้วยใจเสียสละ ได้รับเลือกตั้งมา 5 ปี หมดสมัยลงรับเลือกตั้งต่อ แต่ไม่มีใครลงแข่งด้วย เพราะทำงานได้ใจชาวบ้านอย่างแรง โดยเฉพาะเรื่องเป็นแบบอย่างน้อมนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต และเป็นตัวแทนประสานกับหน่วยงานราชการต่างๆ จัดอบรมความรู้ด้านการเกษตรอย่างสม่ำเสมอ จนตั้งกลุ่มการเกษตรที่เหมาะสม GAP ขึ้นมาจนสำเร็จ

สมาชิกเครือข่ายทำนา GAP ในพื้นที่จัดรูปที่ดินตาคลีนี้ มีอยู่ด้วยกัน 52 ราย มีพื้นที่นารวมกันกว่า 500 ไร่ เป็นกลุ่มที่ต้องการยกระดับคุณภาพผลผลิต ระบบ GAP ซึ่งสามารถใช้สารเคมีได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย การทำนา GAP ยังคงต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดวัชพืช (Herbicide) แต่ใช้ในอัตราส่วนที่ลดลง ส่วนสารกำจัดแมลง (Insecticide) ก็ใช้น้อยมาก หรือไม่ใช้เลย

การลดใช้ปุ๋ยเคมีทดแทนด้วยสารชีวภาพ เช่น ฮอร์โมนหน่อกล้วย น้ำหมัก พด.2 ช่วงเร่งการเติบโตของราก ลำต้น และใบ กระตุ้นการงอกของเมล็ด เพิ่มการย่อยสลายตอซัง และส่งเสริมการออกดอกติดผล นอกจากนั้น ยังปลูก “ปอเทือง” เป็นปุ๋ยสดสำหรับไถกลบ เพื่อสร้างปุ๋ยในดินให้นาข้าว เป็นการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี ทั้งยังช่วยทำให้โครงสร้างดินสมบูรณ์เหมาะแก่การเติบโตของต้นข้าวอีกด้วย

การกำจัดแมลงศัตรูข้าวของการเกษตรแบบเหมาะสมนั้น อาศัยการตรวจสอบแปลงนาด้วยการเดินทแยงสำรวจ เอาช้อนตักแมลง และใช้สารธรรมชาติไล่แมลง ซึ่งในอดีตนั้นชาวบ้านฉีดพ่นสารกำจัดแมลงด้วยความเคยชิน ไม่ว่าแมลงจะมีหรือไม่ก็ตาม ทำให้ทั้งเปลืองเงินและเสียสุขภาพ

ถ้าเปรียบเทียบเป็นตัวเลขก่อนการผลิต ระบบ GAP ชาวบ้านใช้ปุ๋ยเคมี 100% เมื่อเปลี่ยนเป็นระบบ GAP เหลือการใช้ปุ๋ยเคมี เพียง 60-70% ยาฆ่าแมลงอาจไม่ใช้เลย หรือเปลี่ยนมาเป็นสารธรรมชาติทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงต้องจำกัดการทำนาไว้เพียง ปีละ 2 ครั้ง เท่านั้น เพื่อตัดวงจรเชื้อโรคและปล่อยให้ดินได้พักฟื้นตัวเอง

แม้จะใช้สารเคมีน้อยลง แต่ผลผลิตของนาข้าว GAP ชาวตาคลียังทำได้ดี เฉลี่ยได้ 80-90 ถัง

ที่ตำบลตาคลี เรายังมีโอกาสแวะไปเยี่ยมโรงสีชุมชน เพื่อชุมชนของกลุ่มเกษตรกรที่มี ชาติ วงศ์เทศ เป็นหัวขบวน และทำปุ๋ยอินทรีย์อยู่ จึงมีแนวคิดว่าเมื่อมีผลผลิตข้าวปลอดสารออกมา ก็น่าจะแปรรูปขายเองส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งให้สมาชิกบริโภคในครัวเรือน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อข้าวกิน

หลังจากเจอปัญหาต้นทุน โดยเฉพาะเครื่องจักรมูลค่าสูงถึง 260,000 บาท รวมค่าหม้อแปลงอีก 270,000 บาท ชาติก็แทบถอดใจ แต่ด้วยกำลังใจจากเพื่อนในกลุ่มจึงเริ่มต้นด้วยการอาศัยเงินกู้ เอสเอ็มแอล และ อบต. รวมทั้งขอยืดหนี้จากเถ้าแก่ จนในที่สุดโรงสีชุมชนก็เดินเครื่องได้ในปี 2549 โดยมีสมาชิกเข้าร่วมถือหุ้นชั้นแรกไม่กี่คน เพราะเกรงว่าจะไม่มั่นคง แต่เมื่อพิสูจน์ว่าไปได้ สุดท้ายมีสมาชิกถึง 57 รายแล้ว เงินทุนเรือนหุ้น 120,000 บาท

โรงสีชุมชนแห่งนี้มีกำลังผลิต วันละ 2 ตันข้าวเปลือก แรกๆ เปิดดำเนินการมีสมาชิกและเกษตรกรมาใช้บริการไม่ถึงปีละ 100 ตัน แต่ปี 2555 ที่ผ่านมา ตัวเลขการใช้บริการสูงกว่า 300 ตัน ซึ่งหมายถึงมีการใช้บริการเต็มกำลังการผลิต สะท้อนถึงความนิยมโรงสีชุมชนที่มีการจัดการอย่างตรงไปตรงมา คือจะคืนผลผลิตแปรรูปในรูปข้าวสารและปลายข้าว ให้ถึง 60 กิโลกรัม จากข้าวเปลือกที่นำมาสี 100 กิโลกรัม ในขณะที่โรงสีอื่นไม่ชั่งน้ำหนักก่อนสี และคืนผลผลิตประมาณ 45 กิโลกรัม เท่านั้น

ระบบการชั่งของโรงสีถูกต้องแม่นยำ ตรวจสอบได้ตรงหน้างานทันที และข้อดีของโรงสีชุมชนก็คือเกษตรกรไม่ต้องซื้อข้าวแพงมาหุงกินเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งชาวนาผลิตข้าวได้เท่าไหร่ก็ขายพ่อค้าข้าวหมด แต่เมื่อเก็บข้าวเปลือกไว้สีกินเอง จะลดค่าใช้จ่ายจากกิโลกรัมละ 26 บาท เหลือเพียง 15-16 บาท เท่านั้น แถมยังมั่นใจว่าปลอดภัยในการบริโภคด้วย

ระยะหลังนี้ ชาวบ้านในเขตพื้นที่จัดรูปที่ดินตำบลตาคลีจึงนิยมปลูกข้าวกินเอง โดยจะกันแปลงที่จะกินแยกเอาไว้ต่างหากไม่ปะปนกับข้าวที่ปลูกขาย ส่วนทางโรงสีเองได้ผลประโยชน์จากปลายข้าวที่เหลือ ได้รำและแกลบ ซึ่งสามารถขายได้หมด และการบริหารจัดการก็ทำอย่างโปร่งใส ทำให้โรงสีมีกำไร พร้อมแบ่งปันผลให้สมาชิก ในอัตรา 10% ต่อปี

นอกจากโรงสีชุมชน ชาติและกลุ่มผู้ก่อตั้งโรงสีเห็นว่าพันธุ์ข้าวที่ชาวนาซื้อมาปลูกมีราคาค่อนข้างแพง จึงจับกลุ่มหารือกัน ได้ข้อสรุปในการริเริ่ม “ศูนย์ข้าวชุมชน” โดยขอความสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มจากสมาชิก 20 ราย พื้นที่นา 200 ไร่ หรือรายละ 10 ไร่ เพื่อใช้ทำแปลงนาสำหรับข้าวพันธุ์โดยเฉพาะ

ผลผลิตศูนย์ข้าวชุมชนใกล้เคียงกับแปลงนาทั่วไป เฉลี่ย 800-900 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาขาย 20 บาท ต่อกิโลกรัม หรือตันละ 20,000 บาท เทียบกับราคาข้าวสำหรับบริโภค 12-13 บาท ต่อกิโลกรัม หรือตันละ 12,000-13,000 บาท ส่วนราคาขายส่งสำหรับสมาชิกที่ไม่ได้ผลิต แต่ต้องการเมล็ดพันธุ์ ซึ่งมีอยู่ราว 70 รายนั้น จะขายให้ในราคาต่ำกว่าราคาขายส่งทั่วไปกิโลกรัมละ 2 บาท

ชาติ วงศ์เทศ และคณะโรงสีชุมชนและศูนย์ข้าวชุมชน ยังไม่หยุดความคิดในการสร้างสรรค์นาข้าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด เขาพาสมาชิกเดินทางไปดูงานตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะดูงานปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่จังหวัดสิงห์บุรี หากมีความเป็นไปได้ก็จะนำมาปลูกในพื้นที่นครสวรรค์บ้าง เพราะเป็นข้าวคุณภาพสูง มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย ทำให้ขายได้ราคาดี ขายสดราคาตันละ 20,000 บาท แต่ถ้าแปรรูปแล้ว ตกตันละ 70,000-80,000 บาท ในรูปข้าวปลอดสารพิษ

ซึ่งนั่นหมายความว่า นาที่จะปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ต้องเป็นผืนนาอินทรีย์ 100%

ชุมชนบ้านหนองจิกรี ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ในพื้นที่จัดรูปที่ดินดูเหมือนจะพัฒนาก้าวหน้าไปไกลจากน้ำต้นทุนดั้งเดิมมาก เป็นรูปแบบของชุมชนอุดมปัญญาที่สร้างสรรค์และพึ่งพาตนเองได้อย่างสง่างาม น่าชื่นชมยิ่ง

 

ปุ๋ยอินทรีย์ “ฮาลาล” ไอเดียคนไทย เปิดตลาดสู่ประชาคมอาเซียน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

ดินและปุ๋ย 

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

ปุ๋ยอินทรีย์ “ฮาลาล” ไอเดียคนไทย เปิดตลาดสู่ประชาคมอาเซียน

ประเทศไทย มีการนำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นทุกปี จากสถิติในปี 2555 ที่ผ่านมา มีปริมาณมากกว่า 5.66 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่วนปุ๋ยที่ผลิตภายในประเทศไทยยังสร้างความศรัทธาได้ไม่ทั่วถึง เรื่องของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ของเกษตรกรชาวมุสลิมที่มีอยู่เพียง ร้อยละ 4-5 ของประเทศไทย กลับถูกมองข้าม จนเป็นเหมือนข้อบังคับที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในส่วนประกอบของปุ๋ยอินทรีย์นั้น มีส่วนประกอบของมูลสัตว์ ซากสัตว์ ซึ่งขัดต่อข้อบัญญัติของฮาลาล

คุณกฤชนนท์ ห่อทองคำ ผู้บริหาร บริษัท ไอออนิค จำกัด ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เคมีตรานกอินทรีคู่ เป็นรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับรองมาตรฐานฮาลาล จากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เมื่อกลางปี 2556 ที่ผ่านมา กล่าวถึง เหตุผลที่ต้องทำปุ๋ยชนิดนี้ เปิดเผยว่า ทางบริษัทมีนโยบายชัดเจนในการช่วยประเทศลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตลง เรามีโรงงานผลิตปุ๋ยเอง ทั้งประเภทปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์เคมี และยังส่งออกไปในหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงประเทศไทยเราเอง โดยเฉพาะทางภาคใต้ ก็มีเกษตรกรที่เป็นชาวมุสลิมอยู่เป็นจำนวนมาก ในการปลูกต้นยางพารา หรือต้นปาล์มน้ำมัน ผลไม้ อาทิ ลองกอง เงาะ เป็นต้น

“เกษตรกรที่เป็นชาวมุสลิมหลายคนอยากใช้ปุ๋ยอินทรีย์ แต่ผิดหลักศาสนา คือห้ามแตะต้องมูลสัตว์ จึงต้องจำใจใช้ปุ๋ยเคมี และมีเกษตรกรชาวมุสลิมเวลาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต้องใส่ถุงมือ เพราะไม่มั่นใจ จึงทำให้รู้สึกไม่สะดวกในการใช้ อีกทั้งเมื่อพูดถึงปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกรส่วนใหญ่จะนึกถึงปุ๋ยที่ผลิตจากมูลสัตว์ หรือสิ่งปฏิกูล แต่ปุ๋ยไอออนิค ของผมที่คิดค้นขึ้นมานั้น สกัดมาจากธาตุอาหารที่เป็นปุ๋ยออกจากพืช วัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ส่วนมากเป็นเปลือกว่านหางจระเข้ และสาหร่ายทะเล โดยใช้ความร้อน ความดัน จุลินทรีย์ และประจุไฟฟ้า มาเป็นกรรมวิธีในการสกัดเอาปุ๋ยธาตุหลัก 3 ชนิด ธาตุรอง 26 ชนิด และกรดอะมิโน ทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ไม่มีการนำมูลสัตว์มาใช้ ซึ่งกว่าจะคิดค้นได้สำเร็จใช้เวลากว่า 3 ปี ในการทดสอบ ทดลองในแปลงปลูกพืชไร่ และไม้ผล จนมีผลผลิตสูงเป็นที่น่าพอใจ”

ผู้บริหารปุ๋ยฮาลาล อธิบายคุณสมบัติของปุ๋ยไอออนิค ว่ายังเป็นปุ๋ยอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าหนึ่งเดียวของประเทศไทย ด้วยนวัตกรรม “3T” เม็ดปุ๋ย 3 ชั้น คือ ชั้นธาตุอาหารปลดปล่อยเร็ว ชั้นธาตุอาหารปลดปล่อยช้า และชั้นจุลินทรีย์ ยังมีนวัตกรรม “HCC” การพอกผิวเม็ดปุ๋ย สูตรลับเฉพาะปุ๋ยไอออนิค ทำให้เรามีจุดเด่นที่ชัดเจน ยอดเยี่ยม คือสามารถปลดปล่อยธาตุอาหารตามช่วงระยะเวลาของพืชได้อย่างเหมาะสม

สำหรับในเรื่องของการเตรียมโรงงานให้ผ่านมาตรฐานฮาลาล คือ อุปกรณ์ เครื่องจักร รวมทั้งกระบวนการผลิต และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ต้องไม่ขัดแย้งต่อบทบัญญัติศาสนาอิสลาม เช่น สถานที่ผลิตสะอาดต้องมีระบบป้องกันสัตว์ทุกชนิด, เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์การผลิตต้องใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ฮาลาลเท่านั้น, การเก็บรักษา การขนส่ง และจำหน่าย ต้องแยกสัดส่วนเฉพาะผลิตภัณฑ์ฮาลาลเท่านั้น, และทางบริษัทยังเข้มงวดถึงพนักงานที่เป็นฝ่ายผลิตจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผิดหลักศาสนาอิสลามและไม่เป็นฮาลาล ในขณะผลิต เช่น สุนัข เลือด แอลกอฮอล์ เป็นต้น

ส่วนปัญหาที่มักพบ และหาวีธีป้องกันได้อย่างเด็ดขาดแล้วคือ เรื่องสุนัขที่เข้ามาในบริเวณโรงงานได้ใช้วิธีการกั้นรั้วรอบโรงงาน และป้องกันนกเข้ามาในบริเวณผลิตปุ๋ยทุกจุด ถือว่าเป็นการผลิตปุ๋ยฮาลาลที่ถูกหลักศาสนาอิสลาม จนได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล จากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ ทางโรงงานได้กำหนดจุดควบคุมฮาลาล คือ จุดที่ต้องควบคุมพิเศษ เพื่อดูแลป้องกันหรือกำจัดอันตรายต่อผลิตภัณฑ์ฮาลาล สำหรับกรณีพนักงานสัมผัส “นายิส” (NAJIS) หมายถึงสิ่งสกปรกในความหมายของศาสนาอิสลาม ทุกคนจะรู้วิธีการล้างนายิส ซึ่งเป็นกฎปฏิบัติที่ยึดถือกันอย่างเคร่งครัด ซึ่งกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการอิสลามเป็นไปอย่างเข้มงวด มีการตรวจถึง DNA ปุ๋ย ต้องแน่ชัดว่าปราศจากสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนา เวลากว่า 2 ปี ที่เราสามารถทำให้ทางคณะกรรมการอิสลามมั่นใจได้100 เปอร์เซ็นต์ ว่าผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยอินทรีย์เคมีของเราถูกต้องตามมาตรฐานฮาลาล

ปุ๋ยไอออนิค เน้นเพิ่มผลผลิตพืชหลัก 6 ชนิด ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด และสามารถใช้กับพืชผักและผลไม้ได้ดีเช่นกัน แถมยังมีข้อเด่นที่แตกต่างจากปุ๋ยเคมีคือ ช่วยบำรุงและปรับสภาพของดินอีกด้วย สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. (02) 884-9155 และเว็บไซต์ http://www.iongue.co.th

 

วรวิทย์ มะโนชัย สร้างอาชีพด้วย “ไก่ดำภูพาน”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนฯ ปศุสัตว์ 

สุพจน์ สอนสมนึก

วรวิทย์ มะโนชัย สร้างอาชีพด้วย “ไก่ดำภูพาน”

คุณวรวิทย์ มะโนชัย เล่าว่า ในขณะที่มีอาชีพหลักคือ ทำงานในตำแหน่งพนักงานโทรคมนาคม ระดับ 5 สำนักงานบริการลูกค้า กสท. สกลนคร แต่ด้วยความที่ชอบการทำปศุสัตว์มานาน จึงทำให้ คุณวรวิทย์ มะโนชัย ตั้งใจว่าหากมีเวลาจะหาโอกาสเลี้ยงสัตว์ประเภท หมู ไก่ เพราะมองว่านอกจากจะทำให้มีรายได้แล้วยังเป็นอาหาร

เมื่อมีโอกาสการเริ่มต้นเกี่ยวกับการเลี้ยงปศุสัตว์ จึงเริ่มต้นขึ้น โดยเริ่มแรก ได้เลี้ยงหมูป่าและไก่บ้าน แต่เรื่องตลาดไม่แน่นอน จึงได้ปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์

“ประมาณ ปี 2552 ผมได้หันมาทดลองเลี้ยง ไก่ดำภูพาน แทน หลังจากศึกษาหาความรู้อย่างละเอียดแล้ว ได้ไปติดต่อซื้อพันธุ์ไก่ดำมา 2 ชุด โดย 1 ชุด ประกอบด้วย ไก่ดำตัวผู้พ่อพันธุ์ 1 ตัว และแม่พันธุ์ 3 ตัว เรียกว่า 1 ชุด ชุดละ 2,000 บาท และ 2 ชุด ก็ 4,000 บาท จากนั้นนำมาเลี้ยงแล้วเพาะลูกไก่ขายเอง โดยอาศัยประสบการณ์ที่เคยเลี้ยงหมูป่าและไก่ป่า” คุณวรวิทย์ มะโนชัย กล่าวถึงจุดเริ่มต้น

โดยในช่วงเริ่มต้นเขาได้เริ่มต้นการหาความรู้ด้วยการอ่านจากตำรา และศึกษาจากผู้รู้ ทำให้เขาพบว่า “ไก่ดำ” ไม่เหมือนไก่ธรรมดา ใช้ชีวิตคล้ายนก มีนิสัยดุร้าย

ไก่ดำพันธุ์ดั้งเดิมอยู่แถบเหนือของมองโกเลียในประเทศจีน กินเกสรดอกไม้ แมลงต่างๆ และยอดอ่อนของต้นไม้ใบหญ้า บนภูเขาเป็นอาหาร ชอบอยู่ในถิ่นที่อากาศหนาวเย็น ว่ากันว่ายิ่งอากาศหนาวเย็นเท่าไร สีเนื้อและผิวของไก่ดำจะดำยิ่งขึ้น

จีนโบราณถือว่า ไก่ดำ เป็นอาหารชั้นฮ่องเต้ ตำรายาจีนกล่าวว่า สามารถใช้ประโยชน์จากไก่ดำได้ทุกส่วน เช่น กระดูก นำไปบดละเอียดผสมน้ำผึ้ง กินแก้โรคไต และว่าถ้าจะกินไก่ดำให้ได้ผล ก็ต้องเลี่ยงอาหารที่แสลง เช่น หัวผักกาด หรือน้ำชา เป็นต้น

คุณวรวิทย์ กล่าวอีกว่า ลักษณะที่แตกต่างจากไก่บ้านธรรมดาก็คือ ช่วงขาของไก่ดำจะสั้นกว่า ตลอดทั้งตัวเป็นสีดำ ตั้งแต่จะงอยปากถึงปลายเล็บ ผิวหนัง เกล็ดขา กระทั่งอวัยวะภายในล้วนดำสนิท

ลักษณะดังกล่าวเกิดจากสารที่เรียกว่า “ไมอานิน” อันเป็นสารสีดำที่มีประโยชน์ เนื้อของไก่ดำมีโปรตีนสำคัญที่ร่างกายต้องการ คือ แอนโดร และอะมิโนแอซิด

อีกทั้งเนื้อไก่ดำมีปริมาณไขมัน หรือคอเลสเตอรอลต่ำ จึงให้คุณค่าทางอาหารแก่ร่างกายโดยสมบูรณ์

ไก่ดำที่เหมาะจะนำมากิน ควรเลือกไก่ดำรุ่นๆ หนักประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม เนื้อจะนุ่มอร่อย

เทคนิคการเลี้ยง

คุณวรวิทย์ ได้กล่าวถึงการเลี้ยงไก่ดำว่า การเลี้ยงไก่ดำ จะปล่อยให้ไก่หาอาหารกินเองตามมีตามเกิด หรือตามธรรมชาติ โดยที่ผู้เลี้ยงอาจมีการให้อาหารเพิ่มเติมบ้างในช่วงตอนเช้า หรือตอนเย็น อาหารที่ให้ก็เป็นพวกข้าวเปลือก ปลายข้าว หรือข้าวโพด เป็นต้น

จากสภาพการเลี้ยงดูแบบนี้ ทำให้ความสมบูรณ์ของไก่ผันแปรไปตามสภาพดินฟ้าอากาศ คือในช่วงฤดูฝน ไก่จะมีอาหารค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากได้รับทั้งเมล็ดวัชพืช หนอน และแมลง ในปริมาณมาก ซึ่งอาหารทั้งสองชนิดนี้เป็นแหล่งของวิตามินและโปรตีนที่สำคัญตามธรรมชาติ

ทำให้ไก่ในฤดูกาลนี้มีการเจริญเติบโตและความแข็งแรงมากกว่าไก่ในฤดูอื่นๆ

ปัจจัยหนึ่งที่น่าจะทำให้การเลี้ยงไก่ดำได้ผลคือ ต้องมีพื้นที่ หรือบริเวณป่าหญ้า เพราะต้องให้ไก่มีพื้นที่เดินออกหากินใบไม้ ใบหญ้าได้ หลักในการให้อาหารไก่พื้นบ้านไก่ดำของตนเองก็คือ

- ควรซื้อหัวอาหาร เพื่อนำมาผสมกับอาหารที่ผู้เลี้ยงมีอยู่ เช่น ผสมกับปลายข้าว หรือรำ เป็นต้น อาหารผสมนี้ใช้เลี้ยงไก่โดยเฉพาะอย่างยิ่งไก่เล็ก จะทำให้ไก่ที่เลี้ยงโตเร็วและแข็งแรง

- การใช้เศษอาหารมาเลี้ยงไก่ ควรคำนึงถึงความสะอาดและสิ่งแปลกปลอมที่เป็นพิษต่อไก่ด้วย

- ถ้าเป็นไปได้ ควรเสริมเปลือกหอยป่นในอาหารที่ให้ไก่กิน จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องเปลือกไข่บาง และปัญหาการจิกกินไข่ของแม่ไก่

- ควรนำหญ้าขน หรือพืชตระกูลถั่วบางชนิด เช่น ถั่วฮามาต้า ใบกระถิน หรือเศษใบพืชต่างๆ เช่น ใบปอ ใบมัน เป็นต้น นำมาสับให้ไก่กินจะทำให้ไก่ได้รับวิตามินและโปรตีนเพิ่มมากขึ้น

- การใช้แสงไฟล่อแมลงในตอนกลางคืน นำแมลงนั้นมาเป็นอาหารไก่ จะทำให้ไก่ได้อาหารโปรตีนอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยทำลายแมลงศัตรูพืชอีกด้วย

- ควรมีภาชนะสำหรับใส่อาหารและน้ำโดยเฉพาะ โดยทำจากวัสดุต่างๆ ที่หาได้ เช่น ยางรถยนต์ หรือไม้ไผ่ ภาชนะสำหรับให้น้ำและอาหารควรวางให้สูงระดับเดียวกับหลังของตัวไก่และใส่อาหารเพียง 1 ใน 3 ก็พอ เพื่อไม่ให้หกเรี่ยราด

สำหรับน้ำนั้นควรใช้น้ำที่สะอาดให้ไก่ดื่มกินตลอดเวลา ส่วนอาหารอาจจะให้เฉพาะตอนเช้าและเย็นเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นให้ไก่หาอาหารกินเอง

- สำหรับอาหารลูกไก่ ควรเป็นอาหารที่ละเอียด ย่อยง่าย และให้ทีละน้อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการย่อยอาหารของลูกไก่ต้องทำงานหนักเกินไป

- ในช่วงการให้ไข่และฟักไข่ของแม่ไก่ ควรมีอาหารเสริมเป็นพิเศษสำหรับแม่ไก่ ซึ่งจะช่วยให้แม่ไก่แข็งแรงไม่ทรุดโทรมเร็ว และไม่ต้องไปหากินไกล

- ในระยะการกกลูกไก่ในคอกนั้น จำเป็นต้องซื้ออาหารสูตรผสม (อาหารไก่เล็ก) ที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดมาให้ลูกไก่กิน การให้อาหารพวกปลายข้าว ข้าวเปลือกหรือรำ เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือให้รวมกันจะไม่ได้ผล เพราะจะทำให้ลูกไก่แคระแกร็น ไม่แข็งแรง และตายในที่สุด

ดังนั้น จึงควรหาซื้ออาหารสูตรผสมที่มีโปรตีน เมื่อพ้นระยะการกกแล้วในช่วงเวลากลางวันก็สามารถปล่อยให้ไก่ออกหาอาหารตามธรรมชาติบ้าง ในช่วงก่อนค่ำก็ไล่ไก่เข้าคอกและควรให้อาหารสูตรสำเร็จเสริมให้ไก่ หรือจะให้เศษอาหารที่เหลือ หรือพวกปลายข้าว รำข้าว ก็ได้

- ในกรณีที่เลี้ยงไก่จำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ แหล่งอาหารตามธรรมชาติว่ามีเพียงพอต่อจำนวนไก่หรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอก็ควรซื้ออาหารสูตรผสมให้กินเสริมด้วย มิเช่นนั้นจะพบว่าไก่ที่เลี้ยงจะผอม ไม่แข็งแรง และมักแสดงอาหารป่วยจนถึงตายในที่สุด

- นอกจากการใช้สูตรอาหารสำเร็จมาใช้เลี้ยงไก่แล้ว ยังมีอาหารอีกรูปแบบหนึ่งที่มีจำหน่ายอยู่ในรูปเข้มข้น หรือเรียกกันว่าหัวอาหาร ซึ่งสามารถซื้อนำมาผสมกับวัตถุดิบในท้องถิ่นได้ เช่น ปลายข้าว ข้าวโพด หรือมันสำปะหลังตากแห้ง เป็นต้น

การผสมมักจะคำนึงถึงสูตรอาหารที่จะใช้ว่าจะเลี้ยงในระยะลูกไก่หรือไก่รุ่น เมื่อทราบอายุไก่ที่เลี้ยงแล้วก็นำหัวอาหาร และวัตถุดิบที่มีอยู่มาผสมกันตามสัดส่วนที่คำนวณไว้ดังตัวอย่าง

เช่น ถ้าหัวอาหารประกอบด้วยโปรตีน 42 เปอร์เซ็นต์ จะนำมาผสมกับปลายข้าวที่ประกอบด้วยโปรตีน ประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ เพื่อทำเป็นสูตรอาหารให้ได้โปรตีน 19 เปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้เลี้ยงลูกไก่ การผสมแบบนี้สามารถคำนวณได้ง่ายๆ ดังนี้

ขั้นตอนการคำนวณ คือ

- หาความแตกต่างระหว่างเปอร์เซ็นต์โปรตีนของหัวอาหารกับเปอร์เซ็นต์โปรตีนของสูตรอาหารที่ต้องการผสม ในกรณีนี้คือ 42-19 ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 23

- หาความแตกต่างระหว่างเปอร์เซ็นต์โปรตีนของปลายข้าวกับเปอร์เซ็นต์โปรตีนของสูตรอาหารที่ต้องการผสม คือ 19-8 ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 11

สรุปผลได้ดังนี้คือ ถ้าเรานำหัวอาหาร จำนวน 11 ส่วน มาผสมกับปลายข้าว จำนวน 23 ส่วน เราก็สามารถผสมสูตรอาหารไก่ที่ประกอบด้วยโปรตีน ประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ได้

เน้นการทำวัคซีนป้องกัน

ในการเลี้ยงไก่ดำของคุณวรวิทย์เขาบอกว่าอีกสิ่งที่ต้องใส่ใจ คือการทำวัคซีนเพื่อป้องกันโรค

โดยการทำวัคซีน จะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่มีชีวิต ที่บุกรุกเข้าไป ดังนั้น วัคซีนก็คือสิ่งแปลกปลอมที่ถูกทำให้อ่อนแรง หรือถูกทำให้ตายแล้วก็ได้ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อหรือสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ก็จะเริ่มสร้างภูมิต้านทานขึ้นต่อต้านกับสิ่งแปลกปลอมชนิดนั้นๆ ที่เจาะจง

ปัจจุบัน มีวัคซีนหลายชนิดด้วยกันที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับป้องกันโรคไก่ แต่ก็มีโรคไก่อีกหลายโรคที่ยังไม่สามารถจะผลิตเป็นวัคซีนออกมาใช้ได้

ในส่วนของตนเมื่อเพาะลูกไก่ได้แล้ว อายุ 1-21 วัน จะนำไปเลี้ยงที่คอกอนุบาล และให้อาหารไก่รุ่นแทน พร้อมกับฉีดยาและวัคซีนหรือเรียกกันว่าแทงฝีดาษ

จากนั้นจะนำไก่ดังกล่าวลงคอกดิน เลี้ยงไปจนถึงประมาณ 90 วัน ไก่จะมีน้ำหนักที่ 1.5 กิโลกรัม ก็จะขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 200-250 บาท

ข้อควรปฏิบัติ หรือข้อควรจำในขณะที่ให้วัคซีนไก่ คือ

- ต้องทำวัคซีนในขณะที่ไก่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรงเท่านั้น

- ควรทำวัคซีนในขณะที่อากาศเย็นสบาย คือ ช่วงเช้าหรือเย็น การทำวัคซีนในขณะที่อากาศร้อน จะสร้างภาวะเครียดให้กับไก่เพิ่มขึ้น และอาจก่อให้เกิดความสูญเสียได้มาก

- การให้วัคซีน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของชนิดวัคซีนนั้นๆ ว่าจะให้ได้ในทางใดบ้าง เช่น ให้โดยวิธีการแทงปีก หรือวิธีการหยอดจมูก

- ก่อนและหลังการทำวัคซีน 1 วัน ควรละลายยาป้องกันความเครียดให้ไก่กิน

- วัคซีนควรเก็บไว้ในตู้เย็นหรือตู้แช่แข็ง ตามชนิดของวัคซีนนั้นๆ

- วัคซีนที่ผสมเสร็จแล้วควรรีบนำไปให้ไก่ทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะวัคซีนจะเสื่อม และไม่ควรให้แสงแดดส่องถูกวัคซีนโดยตรง

- ขวดวัคซีนที่ใช้แล้ว ควรนำไปฝังดินลึกๆ นำไปเผา หรือต้มให้เดือดก่อนทิ้ง

- ควรจำไว้ว่าการทำวัคซีนนั้น ไม่ได้หมายถึงว่าจะให้ผลป้องกันโรคได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะผลที่ได้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมาก

ในส่วนของการป้องกันและรักษาโรคได้พัฒนา หาทางให้ไก่กินอาหารพื้นบ้าน โดยการรักษาหรือป้องกันสูตรของตนเองก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ไก่ โดยจะให้ไก่กินฟ้าทลายโจร และใบกะเพราขาว อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 วัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับไก่

ตลาดต้องการ

คุณวรวิทย์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีไก่พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ไก่ดำ อยู่ที่ 200 ตัว

ทุกวันนี้เขาสามารถเพาะลูกไก่ออกจำหน่ายได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 100-200 ตัว โดยลูกไก่อายุในช่วง 20 วัน หรือ 1 เดือนขายตัวละ 60 บาท

ทำให้มีรายได้อยู่ที่สัปดาห์ละ 5,000-6,000 บาท ยังไม่รวมจำหน่ายไก่ที่เป็นไก่รุ่นและไก่พันธุ์อีกส่วนหนึ่ง

ในด้านการตลาดขณะนี้ยังมีความต้องการสูง โดยจะเห็นได้จากการที่ขณะนี้ได้มีบริษัทที่ผลิตเครื่องดื่มประเภทซุปไก่ดำ มาติดต่อขอให้จัดส่งไก่ดำให้ เดือนละ 1 ตัน ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างต่อรองราคา ว่าจะอยู่ที่ระดับใด

แสดงให้เห็นว่า ไก่ดำ สามารถนำไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่มที่มีผู้นิยมบริโภคมาก

อย่างไรก็ตาม ส่วนของคุณวรวิทย์เองขณะนี้ได้มีแนวทางที่จะเพิ่มการผลิตขึ้นเท่าตัว ทั้งนี้เพื่อสนองตอบความต้องการของตลาดที่ยังกว้างอยู่

“ปัจจุบัน ได้เพาะลูกไก่ขายให้กับหน่วยงานราชการ และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ดำ ในราคาที่ถูกและเป็นกันเอง ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้มีการส่งเสริมเลี้ยงไก่ดำให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นจังหวัดสกลนคร”

นอกจากนั้น คุณวรวิทย์ยังได้วางแผนพัฒนาสายพันธุ์ไก่ในฟาร์ม ด้วยการนำไก่สายพันธุ์คอล่อนมาผสมพันธุ์ เนื่องจากไก่พันธุ์ดังกล่าวโตไว แข็งแรง เลี้ยงง่าย ต้านทานโรคได้ดี ซึ่งต้องติดตามว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

สำหรับเกษตรกรผู้ที่ต้องการศึกษา หรือนำไปเลี้ยง ติดต่อได้ที่ คุณวรวิทย์ มะโนชัย (โป้ง) โทร. (081) 237-017 และ (083) 332-5273 ทุกวัน ยินดีให้คำปรึกษาฟรี 

 

หมอกุ้งเกษตร แนะใช้สารกลุ่มโพลีฟีนอล หยุดโรค EMS ในกุ้งขาว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนฯ ประมง

หมอกุ้งเกษตร แนะใช้สารกลุ่มโพลีฟีนอล หยุดโรค EMS ในกุ้งขาว 

“ปัญหาโรคตายด่วน (EMS) ในกุ้งขาว นับเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตกุ้งขาวของประเทศไทยอย่างมาก โดยคาดการณ์กันว่าผลผลิตกุ้งรวมทั้งปี ในปีนี้ (พ.ศ. 2556) จะมีประมาณ 250,000-270,000 ตัน ซึ่งน้อยลงกว่าผลผลิตกุ้งของปีที่แล้วถึงกว่า 50% ปริมาณผลผลิตกุ้งที่ลดลงอย่างมาก”

ผศ.น.สพ.ดร. วิศณุ บุญญาวิวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าทีมนักวิจัย “หมอกุ้งเกษตร” กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาโรคตายด่วนในกุ้งขาว โรคตายด่วน หรือ Early Mortality Syndrome (EMS) ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

“จากข้อมูลการศึกษาปัญหาโรคตายด่วนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า ปัญหาโรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio harveyi บ้างก็ว่า Vibrio parahemolyticus ซึ่งแบคทีเรียนี้อาจจะได้รับยีนคำสั่งพิเศษให้มีการสร้างสารพิษที่ทำให้กุ้งตายอย่างรุนแรง ผ่านทางการติดเชื้อไวรัสของแบคทีเรีย (bacteriophage) หรือวิธีการส่งผ่านยีนด้วยวิธีอื่นๆ ก็ยังไม่มีหลักฐานเป็นข้อสรุปได้ชัดเจน” ผศ.น.สพ.ดร. วิศณุ กล่าว

สำหรับบ่อกุ้งที่พบว่ากุ้งแสดงอาการป่วยของโรคตายด่วนนี้ เมื่อเกษตรกรตรวจพบการตายในกุ้งอายุน้อย (ปกติอายุกุ้งจะน้อยกว่า 35 วัน หลังจากปล่อยลงเลี้ยง) เกษตรกรจะมีทางเลือก 2 ทาง คือ

หนึ่ง ทำลายกุ้ง (ปิดบ่อ)

สอง หยุดการให้อาหารแก่กุ้ง จนกว่าจะไม่พบกุ้งตายอีกในบ่อ ซึ่งก็จะกินเวลาประมาณ 5-7 วัน จากนั้นเกษตรกรก็จะเริ่มให้อาหารแก่กุ้งใหม่ แต่เมื่อกุ้งกลับมากินอาหารได้ดีในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่เคยได้รับก่อนการป่วย (ประมาณ 10 วันหลังจากการได้รับอาหารครั้งใหม่) กุ้งในบ่อนั้นก็จะมีอัตราการตายเกิดขึ้นมาอีก ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ก็จะตัดสินใจจับกุ้งในช่วงเวลานี้ อย่างไรก็ตาม กุ้งในช่วงอายุดังกล่าวจะยังมีขนาดเล็กมากขายไม่ค่อยได้ราคา กล่าวโดยสรุปเมื่อเกษตรกรประสบปัญหากุ้งขาวเป็นโรคตายด่วนก็จะขาดทุน โดยเฉลี่ยประมาณ 2-3 แสนบาท ต่อบ่อ

“ยาปฏิชีวนะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการใช้รักษาโรคตายด่วนภายหลังจากที่กุ้งแสดงอาการป่วยและตาย เนื่องจากไม่ได้ผลที่น่าพอใจในการรักษา และยังเป็นต้นเหตุของปัญหายาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อกุ้งอีกด้วย”

ผศ.น.สพ.ดร. วิศณุ ได้แนะนำทางเลือกที่น่าสนใจในการใช้รักษาโรคตายด่วนในกุ้งขาวที่จะได้ผลคือ การใช้สารกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งเป็นสารสกัดจากพืชธรรมชาติ ที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (antimicrobial activity) และมีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant)

ทั้งนี้ ทีม “หมอกุ้งเกษตร” จึงได้ร่วมกันศึกษาวิจัยถึงผลของการใช้สารกลุ่มโพลีฟีนอล (ซึ่งมีสาร Bioactive Flavonoids เป็นส่วนประกอบหลัก) ในการรักษากุ้งขาวหลังจากที่มีการแสดงอาการป่วยตายในครั้งแรก

โดยกุ้งได้รับการพิสูจน์ยืนยันว่า ตายจากปัญหา EMS จริง และผ่านการอดอาหารจนไม่มีการตายของกุ้งในบ่อให้เห็นอีก จากนั้นจึงเริ่มให้อาหารที่ผสมสารกลุ่มโพลีฟีนอลแก่กุ้งตั้งแต่วันแรกที่กลับมาให้อาหารแก่กุ้งใหม่ติดต่อกันจนกระทั่งจับกุ้งขาย

“ผลปรากฏว่า ไม่พบการตายของกุ้งในระยะ 30 วันแรกของการให้สารสกัดจากธรรมชาติ ลักษณะภายนอกของกุ้ง เช่น สี และขนาดของตับและตับอ่อนของกุ้งภายในบ่อกลับมาเป็นปกติ การตรวจตับและตับอ่อนทางห้องปฏิบัติการไม่พบลักษณะความผิดปกติที่บ่งถึงการเป็นโรคตายด่วนอีก”

“ส่วนปริมาณเชื้อแบคทีเรียวิบิโอรวมในตับและตับอ่อนมีปริมาณลดลง กุ้งมีความอยากอาหารดี ว่ายน้ำ และดีดตัวได้แข็งแรง มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี แต่อาจช้ากว่าปกติเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดของเกษตรกร” ผศ.น.สพ.ดร. วิศณุ กล่าว

ผศ.น.สพ.ดร. วิศณุ ได้บอกว่า การศึกษานี้ได้ทดลองในบ่อกุ้งที่เกิดปัญหามาแล้วมากกว่า 10 บ่อ ในฟาร์มเกษตรกรหลายราย โดยในปัจจุบันบ่อที่สามารถยืดอายุการเลี้ยงได้ยาวนานที่สุด หลังจากการเริ่มให้อาหารใหม่อยู่ที่ 40 วัน และบ่อดังกล่าวยังคงเลี้ยงกุ้งต่อไปได้อีก

“เกษตรกรตั้งเป้าจะจับกุ้งขายที่อายุ 90 วัน ข้อมูลของบ่อที่รักษาสำเร็จและจับกุ้งขายไปแล้ว เช่น บ่อขนาด 4 ไร่ จับกุ้งที่อายุ 65 วัน ได้กุ้ง 2.5 ตัน และมีกุ้งไซซ์หัว (ขนาดใหญ่ที่สุดในบ่อ) ที่ขนาด 60 ตัว/กิโลกรัม โดยกุ้งไซซ์เฉลี่ยที่ 80 ตัว/กิโลกรัม

“จึงพอสรุปเป็นเบื้องต้นได้ว่า สารกลุ่มโพลีฟีนอลที่ใช้ในการศึกษาสามารถควบคุมปริมาณเชื้อแบคทีเรียวิบิโอในตัวกุ้งขาวในบ่อที่ป่วยได้ รวมทั้งฤทธิ์ในการเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระก็เป็นส่วนส่งเสริมให้เซลล์ของตับและตับอ่อนของกุ้งแข็งแรง และฟื้นตัวจากการได้รับสารพิษจากแบคทีเรียได้ดีขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงกุ้งในบ่อที่ป่วยด้วยโรคตายด่วนต่อไปได้ จนได้กุ้งในขนาดที่ตลาดต้องการ”

“ถือว่าเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรไม่ให้ขาดทุนในการเลี้ยงกุ้ง และมีความมั่นใจในการเลี้ยงกุ้งมากยิ่งขึ้น โดยน่าจะเป็นมาตรการที่มีส่วนสำคัญในการช่วยเพิ่มผลผลิตกุ้งขาวของประเทศไทยได้ในระยะเวลาอันสั้น ก่อนที่จะมีมาตรการอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาโรคตายด่วนอย่างถาวรต่อไป” ผศ.น.สพ.ดร. วิศณุ กล่าว

ทั้งนี้ มีข้อแนะนำจากทีมหมอกุ้งเกษตรว่า สำหรับเกษตรกรที่มีความสนใจจะใช้สารกลุ่มโพลีฟีนอลในการเลี้ยงกุ้งจะต้องศึกษาแหล่งที่มาของสารให้ดี เนื่องจากสารกลุ่มนี้ประกอบไปด้วยสารต่างๆ มากกว่า 8,000 ชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป

“สารโพลีฟีนอลบางตัวอาจไม่มีผลในการใช้รักษาโรคตายด่วนได้ ดังนั้น หลักในการเลือกใช้คือ ต้องเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและต่อต้านต่ออนุมูลอิสระเป็นหลัก” ผศ.น.สพ.ดร. วิศณุ กล่าว

นอกจากนั้น สารในกลุ่มดังกล่าว บางตัวอาจมีฤทธิ์ขม ทำให้กุ้งปฏิเสธอาหารได้ เกษตรกรบางรายอาจสนใจใช้น้ำที่สกัดจากใบหูกวางหรือใบฝรั่งแทนก็ได้ เนื่องจากในใบของพืชทั้งสองชนิดก็มีสารกลุ่มโพลีฟีนอลอยู่มาก แต่อาจได้ผลการใช้ที่ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นปกติของการใช้สารสกัดหยาบจากพืช

ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่สนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (034) 351-901-3 ต่อ หน่วยงานชันสูตรโรคสัตว์กำแพงแสน คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ในเวลาราชการ

 

ปลาสลิด ในนาข้าว ภูมิปัญญาสร้างอาชีพ ของ ปัญญา โตกทอง ที่อัมพวา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนประมง

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ปลาสลิด ในนาข้าว ภูมิปัญญาสร้างอาชีพ ของ ปัญญา โตกทอง ที่อัมพวา

ปี 2537 เป็นปีแรกที่ คุณปัญญา โตกทอง เกษตรกรแห่งจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ตัดสินใจเริ่มต้นการประกอบอาชีพเลี้ยงปลาสลิดในนาข้าว และได้กลายเป็นก้าวสำคัญของความสำเร็จในวันนี้ 

วันนี้กล่าวได้ว่า เขาคือ เกษตรกรหัวก้าวหน้าที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ และได้กลายเป็นแบบอย่างแก่เพื่อนเกษตรกร โดยล่าสุดได้รับการคัดเลือกเป็น Smart Farmer ต้นแบบของจังหวัดสมุทรสงคราม

สำหรับ Smart Farmer เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความภูมิใจในการเป็นเกษตรกร มีความรอบรู้ในระบบการผลิตด้านเกษตรของแต่ละสาขาอาชีพ อีกทั้งยังมีความสามารถในเชิงวิเคราะห์ เชื่อมโยงในการบริหารจัดการการผลิตและการตลาด ทั้งนี้ จะมี Smart Officer ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของทุกหน่วยงานช่วยขับเคลื่อนให้ Smart Farmer ทำงานด้วยความคล่องตัว

ทั้งนี้ การคัดเลือก Smart Farmer ดำเนินการโดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดได้คัดกรองเกษตรกรจากทุกอำเภอ จำนวนทั้งสิ้น 12,263 ราย แบ่งการคัดกรองด้วยการแยกอำเภอ แยกอาชีพ และคุณสมบัติต่างๆ ที่กำหนดไว้ และมีเกษตรกรที่ผ่านเกณฑ์ต่างๆ จนได้เป็น Smart Farmer จำนวน 1,433 ราย คิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ ของเกษตรกรทั้งหมด

สำหรับการคัดเลือก Smart Farmer ต้นแบบดำเนินการใน 3 สาขาอาชีพ ได้แก่ ด้านพืช (เกษตรผสมผสาน), ด้านประมง และด้านปศุสัตว์ สาขาละ 1 ราย รวม 3 ราย

คุณวิโรจน์ ชลวิริยะกุล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ในอำเภออัมพวามีเกษตรกรที่เลี้ยงปลาสลิดอยู่ 304 ราย มีพื้นที่เลี้ยงทั้งหมด 5,892.35 ไร่ มีปริมาณผลผลิต 1,666.39 ตัน และมีมูลค่า 77.68 ล้านบาท

เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า คุณปัญญา โตกทอง นับเป็นเกษตรกรที่มีความเหมาะสมที่สุดทางด้านประมง ทั้งนี้ เพราะเขาเลี้ยงปลาสลิดด้วยการจัดโซนนิ่ง โดยใช้พื้นที่ทำนาเลี้ยงปลา แล้วยังมีองค์ความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาสลิดแบบอินทรีย์ที่ใช้ธรรมชาติด้วยการตัดหญ้าเป็นอาหารปลา จนทำให้มีรายได้ดี ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยพบปัญหาและอุปสรรคเรื่องระบบน้ำที่เปิดเข้า-ออก ระหว่างน้ำเค็มและน้ำจืด เนื่องจากในพื้นที่ของจังหวัดมีการทำเกษตรทั้งการเลี้ยงกุ้ง และปลูกพืช

“กระทั่ง คุณปัญญา ได้ทำหน้าที่เป็นแกนหลักของกลุ่มชาวบ้านในการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นร่วมกับทาง สกว. ในการจัดรูปแบบการจัดการน้ำในคลองตำบลแพรกหนามแดง เพื่อแก้ไขปัญหาระบบการเปิด-ปิด ประตูระบายน้ำ และในปัจจุบันได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว

ส่วนหนึ่งของความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่ คุณปัญญาได้ทำงานร่วมกับ สกว. ทำให้เขาได้เรียนรู้กระบวนการของแนวคิด ที่ต้องนำข้อมูลจากการจดบันทึกมาวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ นอกจากความโดดเด่นในการเลี้ยงปลาสลิดแล้ว เขายังสามารถเป็นต้นแบบให้เกษตรกรรายอื่นได้” คุณวิโรจน์ กล่าว

เริ่มจาก ไม่รู้ ทำตามเพื่อนบ้าน

อาชีพดั้งเดิมของคุณปัญญาคือ การช่วยพ่อ-แม่เลี้ยงกุ้งในนามาก่อน กระทั่งมีครอบครัวจึงแยกออกมาทำเอง แต่ไม่นานอาชีพนี้เกิดปัญหาขึ้นและกระทบกับรายได้ของครอบครัว จนทำให้จำเป็นต้องหยุดทันที เพื่อป้องกันภาระหนี้สิน

แต่แล้ว ในปี 2537 คุณปัญญา ตัดสินใจมาตั้งต้นใหม่ด้วยการเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่นาข้าว จำนวน 30 กว่าไร่ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อนเลย เพียงแต่ทำตามเพื่อนบ้าน

ความด้อยประสบการณ์ และขาดความรู้ ความชำนาญ จึงทำให้การออกสตาร์ตอาชีพเลี้ยงปลาสลิดของคุณปัญญาดูไม่ดีนัก ทั้งนี้เพราะเพียงปีแรกเขาทำได้เพียง 5 หมื่นบาทเท่านั้น ถือว่าขาดทุนและเสียเวลามาก

จากบุคลิกและนิสัยที่มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท พร้อมกับความเชื่อมั่นในตัวเอง ส่งผลให้คุณปัญญาเร่งสะสมประสบการณ์และเรียนรู้วิธีการเลี้ยงปลาสลิดหลายอย่าง จนเมื่อเข้าปีที่ 3 ทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นและมองเห็นตัวเลขกำไรบ้าง ซึ่งในตอนนั้นมีรายได้ปีละ 3 แสนกว่าบาท ที่เป็นเช่นนั้นเพราะได้เรียนรู้วิธีและแนวทางการเลี้ยงปลาที่ถูกต้อง และสามารถลดต้นทุนได้

“เหตุผลที่ประสบความสำเร็จและมีเงินเหลือ เพราะใช้วิธีการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ด้วยการฟันหญ้าให้ปลาเป็นอาหาร พอเข้าปีที่ 4 เป็นต้นมา รายได้ชักเพิ่มขึ้น เป็นปีละ 6 แสนกว่าบาทไปจนถึง 2 ล้านกว่าบาท จนถึงในปัจจุบันนี้”

ความสำเร็จที่เกิดขึ้น คุณปัญญา บอกว่าไม่ได้มาจากประสบการณ์ที่เรียนรู้มาด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่หากถ้าเขาไม่ได้ถูกอบรมบ่มเพาะนิสัยการจดบันทึกสถิติข้อมูลการเลี้ยงปลาสลิดทุกวัน จากทาง สกว. แล้ว วันแห่งความสำเร็จเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น

คุณปัญญา เล่าว่า อาชีพการเกษตรในจังหวัดสมุทรสงครามมีการใช้น้ำจืดและน้ำเค็ม จึงเกิดปัญหาการใช้น้ำในพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกร แล้วสร้างความเสียหายต่อผลผลิต ดังนั้น ปัญหาดังกล่าวจึงถูกนำมาแก้ไขบนโต๊ะเจรจาและมี สกว. เป็นหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือ

กระทั่งในที่สุดทุกอย่างจบลงด้วยการที่ชาวบ้านในตำบลแพรกหนามแดงได้ประตูระบายน้ำบานใหม่ที่ถูกพัฒนารูปแบบและการทำงานที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังสามารถเอื้อประโยชน์โดยตรงกับเกษตรกรทุกกลุ่มอาชีพ

เลี้ยงอย่างไร?

คุณปัญญา บอกว่า เขาใช้เนื้อที่นา จำนวน 30 ไร่ เพื่อเลี้ยงปลาสลิด โดยจะมีร่องล้อมรอบ และแต่ละร่องมีความกว้าง 1.5-2 เมตร ความลึก 1-1.2 เมตร คันบ่อไม่ควรให้น้ำท่วมถึง และสามารถเก็บกักน้ำได้ในระดับ 50-70 เซนติเมตร บ่อมีลักษณะสี่เหลี่ยม ทำประตูน้ำไว้เข้า-ออก

ที่มุมหนึ่งของแปลงนา ให้สร้างเป็นนาหรือบ่อขนาดเล็ก มีพื้นที่ 10 เปอร์เซ็นต์ ของแปลงนาทั้งหมด ไว้สำหรับใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์และปล่อยให้ปลาสลิดผสมพันธุ์วางไข่ อีกทั้งยังต้องขุดบ่อพักเลน ขนาด 50 ตารางวา และบ่อขังปลา

บนพื้นที่นาต้องปล่อยให้หญ้าขึ้นหนาแน่น เพื่อให้เป็นที่ก่อหวอดและวางไข่ของปลาสลิด และควรรักษาระดับน้ำให้สูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง

แต่ที่สำคัญในบ่อเลี้ยงต้องมีหญ้า เพราะหญ้ามีความสำคัญและประโยชน์ต่อการอยู่อาศัยของปลาสลิดมาก โดยใช้เป็นที่กำบังลมและฝนของหวอดไข่ปลา เป็นที่หลบภัยของลูกปลาวัยอ่อนจากศัตรู เป็นปุ๋ยสำหรับก่อให้เกิดอาหารธรรมชาติของพวกแพลงตอนและสัตว์หน้าดิน เป็นกำบังป้องกันไม่ให้อุณหภูมิบนแปลงนาร้อนจนเกินไปเมื่อมีแสงแดดจัด และการหมักหญ้าในนาก่อนเพาะฟัก ประมาณ 2-3 สัปดาห์ จะช่วยแก้ปัญหาความเป็นกรดของน้ำได้

เจ้าของบ่อปลาสลิดให้รายละเอียดว่า การให้อาหารปลาสลิดที่เลี้ยงมี 2 แบบ คือใช้หญ้าอ่อนที่มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยจะฟันหญ้าอ่อนให้ปลาสลิด ที่มีอายุราว 20 วัน ให้กินทุก 15 วัน ไปจนเมื่อปลาอายุได้สัก 4 เดือน

กระทั่งเหลือแต่หญ้าแก่ที่ลอยน้ำ จึงให้นำหลักไม้ปักเป็นจุดเพื่อให้หญ้าแก่รวมกันเป็นกอ ครั้นพอสักเดือนจะมีหญ้ารุ่นใหม่แตกขึ้นมา จากนั้นจึงพลิกกอหญ้าเพื่อให้หญ้าอ่อนจมน้ำเป็นอาหารปลาอีกครั้ง

“พอปลาอายุสัก 3 เดือน จะเริ่มให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปควบคู่ไปด้วย โดยทำยอเป็นที่ให้อาหาร ปักยอให้ทั่วบ่อ สำหรับบ่อที่ใช้เลี้ยงอยู่จำนวน 30 ไร่นี้สามารถทำยอได้ 400 จุด ให้อาหารในอัตรา 2 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัว ให้เพียงวันละครั้งตอนเช้า สำหรับอาหารเม็ดสั่งมาคราวละ 300-400 กระสอบ และสั่งทุก 15 วัน

พอช่วงบ่ายจะออกตรวจดูตามจุดต่างๆ เพื่อดูว่าจำนวนอาหารในแต่ละวันเหมาะสมเพียงใด เพราะถ้าวันใดมากไปอาหารเหลือจะลด ทั้งนี้ เพื่อลดต้นทุนและป้องการน้ำเสีย แต่ถ้าวันใดอาหารหมดเกลี้ยง พอวันรุ่งขึ้นจะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้จะมีการสุ่มน้ำหนักและขนาดของปลา พร้อมจดบันทึกไว้ทุก 15-20 วัน จนกว่าจะจับขาย”

คุณปัญญา ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า จำนวนอาหารเม็ดที่ใช้คือ ปลา 1 กิโลกรัม ใช้อาหารประมาณ 1.6-1.7 กิโลกรัม อันนี้เป็นอัตราการแลกเนื้อ เพราะถ้าทำอัตราการแลกเนื้อได้ต่ำแล้ว จะทำให้มีกำไรสูง ตรงนี้สำคัญและต้องใส่ใจมาก บางรายยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอัตราแลกเนื้อคืออะไร

อย่างไรก็ตาม การเตรียมอาหารโดยการตัดหญ้าจะให้ผลล่าช้า คือจะต้องใช้เวลานานกว่า 7 วัน ดังนั้น จึงมีการใส่ปุ๋ยคอกควบคู่ไปกับการตัดหญ้าด้วย โดยใส่ปุ๋ยทุกวัน วันละ 2.5 กิโลกรัม ต่อไร่ วิธีนี้จะช่วยให้เกิดอาหารในปริมาณมากและเร็วภายในเวลาเพียง 3 วัน ผลผลิตที่ได้ก็สูงกว่าการเลี้ยงแบบไม่ใส่ปุ๋ย

สำหรับความสมบูรณ์ของอาหารธรรมชาติในนาปลานั้น ให้สังเกตดูน้ำว่าเป็นสีเขียวขุ่น โดยจุ่มมือลงไปประมาณแค่ข้อศอก ถ้ายังเห็นมืออยู่ในน้ำ ก็แสดงว่ายังใช้ไม่ได้ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะอาหารตามธรรมชาติไม่เพียงพอ จึงควรตัดหญ้าหรือใส่ปุ๋ยเพิ่มลงไปอีก แต่ถ้ามองเห็นมือลางๆ นั่นแสดงว่าน้ำมีความสมบูรณ์สูง

“ปลาสลิด มักมีนิสัยชอบกินอาหารเป็นจุด เป็นที่ มีนิสัยรักความสงบ ต้องมีน้ำนิ่ง น้ำเรียบ และน้ำทึบ ปลาขาวอยู่น้ำขาว และปลาดำอยู่น้ำดำ ปลาสลิดชอบอยู่ในน้ำที่มีสีแดงทึบ เขียวทึบ และดำทึบ แต่สีเขียวชอบมากที่สุด ดังนั้น จึงต้องสั่งปุ๋ยมาใส่ในบ่อจำนวนกว่าหมื่นลิตรเพื่อทำให้น้ำมีสีเขียว”

เลี้ยง 9 เดือน จับขาย

คุณปัญญา บอกว่า ปลาสลิดที่จับขายส่วนมาก มีขนาด 7-8 ตัว ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นปลาที่ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 9 เดือน เขาบอกว่าจะมีพ่อค้าจากจังหวัดสมุทรปราการมาเหมาเป็นรายใหญ่ นอกจากนั้น อาจมีรายอื่นแถวสุพรรณบุรี บ้านแพ้วมาร่วมด้วย

คุณปัญญาบอกรายละเอียดถึงวิธีการจับปลาขายว่า ควรใช้วิธีเปิดอวนออกเพื่อไม่ให้ปลาช้ำและมีน้ำหนักดี แต่ถ้าปลาขึ้นระหัดจะทำให้เสียเลือด และเสียน้ำหนัก เกล็ดปลาหลุด ปลาช้ำ มีเกษตรกรหลายรายใช้วิธีวิดปลาขึ้นแผง แต่ผมใช้วิธีเปิดออกและเป็นวิธีเดียวกับการเลี้ยงกุ้ง

เจ้าของบ่อปลาสลิดบอกต่อว่า อวนที่ใช้ดักปลาต้องมีขนาดยาวพอที่จะไม่ทำให้ปลาช้ำหรือตาย ควรระวังไม่ให้น้ำแห้งเร็วเกินไป ควรให้น้ำแห้งพื้นลาดในช่วงกลางวัน เพื่อปลาจะได้ลงร่องคันนาได้หมด และเมื่อน้ำไม่สามารถไหลลงได้แล้วจึงใช้ระหัดวิดออก และควรหาอวนล้อมรอบเพื่อไม่ให้ปลาติดระหัดขึ้นมาจนเวลาน้ำใกล้แห้งจึงนำอวนที่ใช้ล้อมไว้ออก แล้วจึงเริ่มเดินระหัดวิดน้ำเพื่อรวบรวมปลา ควรจับปลาให้เสร็จภายในวันเดียว เพราะภายหลังน้ำลดปลามักไม่กินอาหาร จึงอาจทำให้มีน้ำหนักลดลง

“ถามว่า รู้หรือไม่ว่า จำนวนปลาในบ่อมีเท่าไร ต้องบอกว่ารู้จำนวนแน่นอนจากอาหารที่ให้ เพราะปลาหนัก 1 ตัน ใช้อาหารปริมาณ 20 กิโลกรัม อย่างตอนนี้ใช้อาหารวันละ 500 กิโลกรัม ดังนั้น มีปลาจำนวน 3.5-3.7 แสนตัว หรือประมาณ 25 ตัน คาดว่าเมื่อถึงเวลาขึ้นปลาน่าจะได้สัก 40 ตัน หรือไม่เกิน 4.2 หมื่นกิโลกรัม การที่สามารถกำหนดวันที่ได้แน่นอน เพราะมีการจดบันทึกรายละเอียดไว้ทุกอย่าง”

คุณปัญญา มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังเลี้ยงปลาสลิดหรือมีแผนจะเลี้ยงว่าการเก็บปลาสลิดไว้มากหรือน้อย ผู้เลี้ยงจะต้องดูความเหมาะสมในเรื่องทุนด้วยว่าจะไหวหรือไม่ เพราะหากต้นทุนไม่มาก ควรเก็บไว้สักไร่ละ 5 พันตัวก็พอ เพราะการมีปลามากต้องให้โปรตีนสูงซึ่งทำให้ต้นทุนสูงตามไปด้วย

“ที่ผ่านมาพบว่า มีเกษตรกรบางรายที่ประสบปัญหาทำไม่ไหว เพราะไม่พิจารณาตัวเองให้ดีเสียก่อน กล้าเสี่ยงเกินไป หรือบางรายก็ทำตามกันโดยไม่ดูตัวเอง แต่สิ่งที่ข้อย้ำและละเลยไม่ได้คือการจดบันทึกและการสังเกต เพราะเมื่อใดที่เกิดปัญหาขึ้นสามารถย้อนกลับไปดูรายละเอียดในข้อมูลที่บันทึกไว้ได้”

“สำหรับผู้สนใจ ผมยินดีให้ความรู้ แนะนำ ถ่ายทอดทุกอย่างเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาสลิด แต่ทั้งนี้ทุกคนต้องเข้าใจว่าในทุกพื้นที่และทำเล ตลอดจนสิ่งแวดล้อมแต่ละแห่งมีองค์ประกอบที่ต่างกัน และควรนำข้อมูลเหล่านี้ไปประยุกต์เข้ากับพื้นที่เลี้ยงของแต่ละคนเป็นหลัก” คุณปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

หากสนใจ สอบถามข้อมูลวิธีเลี้ยงปลาสลิดจาก คุณปัญญา โตกทอง ได้ที่โทร. (083) 706-6006

 

“เกาะหมาก…โลว์คาร์บอน” ชูโมเดลต้นแบบ สู่แบรนด์อิมเมจสังคมรักธรรมชาติ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

หามาให้รู้ 

กาญจนา จินตกานนท์

“เกาะหมาก…โลว์คาร์บอน” ชูโมเดลต้นแบบ สู่แบรนด์อิมเมจสังคมรักธรรมชาติ

“เกาะหมาก” แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดตราด อยู่ระหว่างเกาะช้างกับเกาะกูด มีพื้นที่ขนาด 9,000 ไร่เศษ อยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 38 กิโลเมตร

ไม่น่าเชื่อว่า เกาะหมาก เป็นแหล่งท่องเที่ยวมากว่า 10 ปีที่แล้ว แต่อยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เพราะยุคนั้นต้องนั่งเรือนานถึง 3 ชั่วโมง

เกาะหมาก สวยงามเต็มไปด้วยธรรมชาติ สภาพพื้นที่เกาะเต็มไปด้วยสวนมะพร้าวเกือบทั้งเกาะ ระยะทางเดินเท้าหรือเส้นทางจักรยาน 20 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวนิยมเดินเที่ยวหรือขี่จักรยานเที่ยวรอบๆ เกาะ

เกาะหมาก เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เงียบสงบ หลายคนอยากจะไปครั้งหนึ่งในชีวิต

การเดินทางวันนี้สะดวกมาก ด้วยเรือสปีดโบ๊ต ใช้เวลาเพียง 40 นาที ทว่าต้องตั้งใจไปหน่อย ที่พักจองตั้งแต่ต้นปี เพราะมีช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว 6 เดือนจริงๆ คือเดือนตุลาคมถึงมีนาคม

ห้องพักบนเกาะมีเพียง 600-700 คน/วัน รับนักท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 1,000 คน/วัน มีรายได้ปีละ 60,000-70,000 คน

วันนี้เกาะหมากประกาศเป็น “เกาะโลว์คาร์บอน” อย่างเต็มภาคภูมิ สร้างอัตลักษณ์เติมเสน่ห์ให้เกาะหมาก

…ท้าทายให้นักท่องเที่ยวได้มาเยือนมากยิ่งขึ้น

เปิดโลกพลังงานทางเลือก…

ทำโลว์คาร์บอนแล้วได้อะไร

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง (สพพ.1) และองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก ชมรมท่องเที่ยวเกาะหมากร่วมกันผนึกกำลังจัดงาน นิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ “เปิดโลกพลังงานทางเลือก” และเวทีเสวนา หัวข้อ “ทำ Low Carbon แล้ว ได้อะไร? และเกาะหมากจะเป็น Low Carbon ได้ในปีไหน?…” เมื่อ วันที่ 11-13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด

ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากแนวคิดสู่ความเข้าใจ การรับรู้ของชุมชนท้องถิ่นบนเกาะหมากว่า ทำไม ต้อง Low Carbon? เมื่อปีที่แล้ว

งานนี้ได้ยลโฉมตอบคำถามว่า ทำโลว์คาร์บอนแล้วได้อะไรเต็มไปหมด เริ่มจากชุดนิทรรศการการใช้พลังงานโซล่าเซลล์ในรูปของพลังงานไฟฟ้าต่างๆ ทั้งต่อตรงเป็นไฟทางใช้ได้เลย และเก็บอัดไว้ในแบตเตอรี่ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ แอร์ พัดลม ในโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร ตลอดจนบ้านเรือน

พลังงานลม การคัดแยกขยะทำให้ขยะเป็นเงิน และขยะบนเกาะหมากเป็นศูนย์ การนำขยะมาใช้ประโยชน์ใหม่ กิจกรรมนักท่องเที่ยวที่ไม่สิ้นเปลืองน้ำมันด้วยเรือใบ จักรยาน

การเรียนรู้ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตชาวบ้าน ผ่านชิ้นงานต่างๆ ที่เรียบง่ายอยู่กับธรรมชาติ เช่น ผ้าหมักโคลน เมนูอาหารท้องถิ่น แกงส้มปลาเห็ดโคน ยำหอยนมสาว แกงบุก แกงคูน อาหารแสนอร่อยของเกาะหมาก

แถมท้ายด้วยนิทรรศการแผนที่พื้นที่เกาะหมาก แหล่งท่องเที่ยวจากภาพดาวเทียมไทยโชต อัพเดทสุดๆ จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) หรือกิสต์ดา (Gistda)

“ตอนนี้บนเกาะมากกว่า 50% มีความเข้าใจเรื่องโลว์คาร์บอน และมีการนำไปใช้ มีกลุ่มโซล่าเซลล์เกาะหมากช่วยให้ความรู้และสอนให้ทำ มีความร่วมมือจากบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นมากๆ ทั้งภาคเอกชน โรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร ชมรมท่องเที่ยวเกาะหมาก กลุ่มโซล่าเซลล์เกาะหมาก สภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราดและหน่วยงานของรัฐ อย่าง อบต. เกาะหมาก โรงเรียนบ้านเกาะหมาก ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน รวมทั้งกระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมแรลลี่จักรยานเพิ่มจากปีที่แล้ว 30 คัน มาปีนี้มากถึง 150 คัน” คุณธานินทร์ สุทธิธนกุล สมาชิกชมรมท่องเที่ยวเกาะหมากกล่าว

ชูโมเดลต้นแบบ

“เกาะหมากโลว์คาร์บอน” ปี 2556

ในเวทีเสวนาเพื่อตอบคำถาม “ทำ Low Carbon” แล้วจะได้อะไร? และเกาะหมากจะเป็น Low Carbon ในปีไหน พล.ต.หญิง จรัสพิมพ์ ธีรลักษณ์ ผู้จัดการ สพพ.1 กล่าวว่า 2 ปีเต็ม ที่องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง (สพพ. 1) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ร่วมกันพัฒนาเกาะหมากเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“ด้วยข้อมูลของเกาะหมากมีค่าคาร์บอนฟรุตปริ้นต์สูงกว่าเกาะอื่นๆ เฉลี่ย 21.12 กิโลกรัมคาร์บอน/คน/วัน (เนื่องจากการเดินทางโดยเรือเร็ว) ในขณะที่เกาะช้าง 19.74 กิโลกรัมคาร์บอน/คน/วัน และประเทศไทย เฉลี่ย 11 กิโลกรัมคาร์บอน/คน/วัน ปี 2555 สพพ.1 เริ่มต้นด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ชาวบ้าน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งสร้างความเข้าใจ การรับรู้แนวทางการเป็นพื้นที่โลว์คาร์บอน”

ทั้งนี้ ในการสร้างความเข้าใจ การรับรู้แนวทางการเป็นพื้นที่โลว์คาร์บอนได้เน้นใน 4 ประเด็น คือ 1. ด้านการใช้พลังงานอย่างประหยัด ใช้พลังงานทางเลือกโซล่าเซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เอง 2. ด้านการใช้น้ำอย่างประหยัดและนำกลับมาใช้ใหม่ 3. การคัดแยกขยะจากขยะ วันละ 200-300 ตัน เราคัดแยกขยะทำให้ขยะบนเกาะเป็นศูนย์ 4. การรักษาวิถีชีวิตชุมชน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ทางด้าน คุณธานินทร์ สุทธิธนกุล สมาชิกชมรมท่องเที่ยวเกาะหมาก และ ผู้จัดการเกาะหมากซีฟู้ดกล่าวเพิ่มเติมว่า ร้านอาหารและพิพิธภัณฑ์เกาะหมากได้นำพลังงานโซล่าเซลล์มาใช้แบบ 100% เมนูอาหารท้องถิ่นไปได้ดี นักท่องเที่ยวยอมรับที่จะรับประทานปลา ไม่ต้องระบุชนิดหรือคัดเลือกขนาดอีกต่อไป ใช้ผักที่ปลูกเองหรือผักพื้นบ้าน ชาวประมงมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายปลาและลดต้นทุนจากการใช้พลังงานโซล่าเซลล์ เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปด้วยกัน

คุณสุรินทร์ สุวรรณศิลป์ “โจ” และ คุณเพชร จันทรังษี “ชัย” แกนนำกลุ่มโซล่าเซลล์เกาะหมาก ได้นำพลังงานไฟฟ้าโซล่าเซลล์มาใช้ในสถานประกอบการและขยายผลสู่ชาวบ้าน จนชุมชนเห็นพ้องต้องกันว่า เกาะหมาก เหมาะสมที่สุดในการนำพลังงานโซล่าเซลล์มาใช้ทั้งในโรงแรม ร้านอาหาร ชุมชน ชาวประมงเห็นชัดๆ คือประหยัดค่าไฟฟ้าจำนวนมาก รีสอร์ทเฉพาะแค่ไฟทางบนสะพานนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญมากต้องเปิดตลอดคืน การเปลี่ยนมาใช้หลอด LED (แอลอีดี) คุ้มแล้วกับการประหยัดค่าใช้จ่าย เดือนละ 2,000 บาทเศษ

แต่ที่สำคัญ ประหยัดพลังงานไฟฟ้าจากน้ำมัน เพราะเงินไม่สามารถซื้อพลังงานฟอสซิลได้

“รีสอร์ทโคโค่เคป ลงทุน 20,000 บาท ในช่วง 2 ปี คุ้มทุนแล้วกับการเปลี่ยนมาใช้หลอด LED (แอลอีดี) 50 หลอด ชัดเจนการใช้โซล่าเซลล์เป็นไฟวอล์เวย์ฟรี กับเรือเร็วที่ต้องสตาร์ตอุ่นเครื่องทุกวัน 20 นาที กับน้ำมันเบนซิน กับกลุ่มโซล่าเซลล์ขยายผลให้เรือประมงใช้แผงโซล่าเซลล์เก็บไฟฟ้าในแบตเตอรี่ ขนาด 200 แอมป์ 2 ตัว ใช้ในเวลากลางคืน หรือใช้ต่อกับอินวอยเตอร์แปลงเป็นไฟ 220 โวลต์ ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าในเรือได้ด้วย”

“ส่วนการคัดแยกขยะ ขยะของรีสอร์ทส่วนที่ขายได้เป็นเงิน บางอย่างนำกลับมาใช้ใหม่ ทำให้เราไม่มีขยะ โซล่าเซลล์แค่คิดเริ่มนำมาใช้งานก็คุ้มแล้ว และคุ้มจริงๆ” คุณชัย หัวหน้ากิจกรรมทางน้ำ รีสอร์ทโคโค่เคป เกาะหมาก กล่าวด้วยความภูมิใจในประสบการณ์

พล.ต.หญิง จรัสพิมพ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาครบ 2 ปีเต็ม เราสามารถตอบโจทย์ ทำไมต้องเป็นโลว์คาร์บอน ค่อยๆ ชัดเจนมากขึ้น เป็นโลว์คาร์บอนแล้วได้ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง และที่สำคัญ สรุป ณ วันนี้ เกาะหมากเป็นโลว์คาร์บอนได้แล้วอย่างจับต้องได้ ตั้งแต่ ปี 2556

“จากความร่วมมือของคนในพื้นที่มีสูงมากเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ทำให้ยั่งยืน มีผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ทที่ทำปฏิญญาร่วมกัน 18 แห่ง จาก 48 แห่ง การใช้โซล่าเซลล์ช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนด้วยได้ 8,167.53 กิโลกรัมคาร์บอน มีกลุ่มโซล่าเซลล์เกาะหมาก 5-6 คน ช่วยขยายผลให้ชาวบ้าน ชาวประมง ได้เรียนรู้ มีการนำไปใช้ การคัดแยกขยะทำให้บนเกาะแทบไม่มีขยะจากการส่งขายแล้ว ศูนย์เอ็นเนอร์ยี่ปาร์ค (Energy Park) กำจัดขยะพลาสติกเป็นพลังงานน้ำมัน ใช้ขยะวันละ 3,000 ตัน”

“ผู้ประกอบการใช้เมนูท้องถิ่นประกอบอาหารบริการนักท่องเที่ยว ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น กิจกรรมขี่จักรยานท่องเที่ยวรอบเกาะ กระแสของการลดโลกร้อน และเพื่อสุขภาพได้รับความนิยมมาก รีสอร์ทต่างๆ เคยมีจักรยาน 40-50 คัน เพิ่มขึ้น 200-300 คัน นักท่องเที่ยวเองรับรู้ให้ความร่วมมือ การท่องเที่ยวพักผ่อนแบบโลว์คาร์บอนบนเกาะหมากด้วยคู่มือดูแอนด์ดอนท์ รวมทั้งร่วมกิจกรรมเก็บขยะชายหาด ทำเป็นปกติ เดือนละ 2 ครั้ง” ผู้จัดการ สพพ.1 กล่าว

หวั่นกระแสการลงทุน…ทำลาย

การท่องเที่ยวโลว์คาร์บอนเกาะหมาก

ทางด้าน คุณจักรพรรดิ ตะเวทิกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และ คุณสิทธิศักดิ์ วงษ์ศิริ นายก อบต. เกาะหมาก กล่าวว่า เกาะหมาก ยึดแนวทางการท่องเที่ยวธรรมชาติ เงียบสงบ ที่ผ่านมามีสัญญาประชาคมที่ไม่อนุญาตให้มีเครื่องเล่นทางน้ำที่มีเสียงดังบนเกาะ เช่น สกู๊ตเตอร์ บานาน่าโบ๊ต ต่อไปข้อบัญญัติของท้องถิ่น หรือสัญญาประชาคมน่ากำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในความเป็นเกาะโลว์คาร์บอน จำกัดปริมาณการนำรถจักรยานยนต์ รถยนต์ มาใช้บนเกาะ โดยการจัดเก็บภาษีหรือเพิ่มค่าขนส่งทางเรือ ในขณะเดียวกันจะส่งเสริมการใช้จักรยานบนเกาะให้มากที่สุด

“2 ปี ที่ผ่านมา อัตรารถจักรยานยนต์เพิ่มสูงอย่างน่าตกใจ 200-500 คัน รถยนต์ 30-40 คัน จำเป็นต้องหาทางควบคุม เพราะถนนกว้างเพียง 6 เมตร เป็นไหล่ทาง ข้างละ 1 เมตร ใช้เส้นทางเดียวกันหมดทั้งทางเดิน ที่สำคัญในปี 2558 ไฟฟ้าของส่วนภูมิภาคจะเข้ามาถึงเกาะหมาก จะทำให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น ถึงตอนนั้นนายทุนจากท้องถิ่นอื่นๆ จะแห่เข้ามาลงทุนกันมากขึ้น ต้องเร่งหาทางป้องกันการทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อม” คุณสิทธิศักดิ์ กล่าว

ด้าน คุณเบญจวรรณ อ่านเปรื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวในตอนท้ายว่า นโยบายของจังหวัดตราดประกาศเป็น “Green City” แล้ว อพท. ช่วยทำให้เกิดรูปธรรมชัดเจน การก้าวสู่สังคมโลว์คาร์บอนจึงเป็นการสอดรับกับนโยบายของจังหวัดตราดได้ดี ภาคเอกชนก้าวเร็วกว่าภาครัฐ แม้ว่าจังหวัดมีแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4 ปี (2558-2561) โครงการชัดเจน ปี 2557-2558 โมเดลของเกาะหมาก และยังมีที่อื่นๆ อีก 4-5 แห่ง ในจังหวัดตราด ที่ สพพ. 1 เข้าไปสนับสนุนเป็นแหล่งเรียนรู้ น่าจะนำไปขยายในพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดตราด และพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยได้ดี เพราะไม่ใช่ความหมายโลว์คาร์บอนด้านการท่องเที่ยวอย่างเดียว และเห็นด้วยที่ท้องถิ่นต้องหาเกราะป้องกันตัวเอง หากมีไฟฟ้าเข้ามา กระแสการลงทุนบนเกาะหมากจะมากขึ้น

แบรนด์อิมเมจ “เกาะหมากโลว์คาร์บอน”…สู่สากล

เตรียมเปิดตัว งาน ITB เยอรมนี ต้นปี 2557

ขณะที่ พล.ต.หญิง จรัสพิมพ์ กล่าวอีกว่า ปี 2556 เกาะหมาก เป็นโลว์คาร์บอน ก้าวต่อไปจะสร้างแบรนด์อิมเมจด้านการท่องเที่ยวให้กับเกาะหมากโลว์คาร์บอนอย่างชัดเจน ให้สังคมไทย-ต่างประเทศได้รับรู้ มีไกด์บุ๊กภาคภาษาไทย-อังกฤษ ให้กับนักท่องเที่ยวระดับโลก งาน ITB ที่เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ในเดือนมีนาคม ปี 2557

…เกาะหมากโลว์คาร์บอนโมเดล คือต้นแบบของการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน…เป็นหนึ่งในแบรนด์อิมเมจที่ภาคภูมิใจของท้องถิ่นและสังคมโลกที่น่าชื่นชม…

หมายเหตุ “โลว์คาร์บอน” คือการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน สู่ชั้นบรรยากาศของโลก อันเป็นผลต่อสภาวะโลกร้อน ภาวะเรือนกระจก ภาวะการแปรปรวนของธรรมชาติ อันเป็นที่มาของ ทำไม ต้องโลว์คาร์บอน

 

หนาวนี้ หนีเที่ยว…ขึ้นเขา เข้าสวน ชมไม้ดอกสวย ที่ สวนลุงวุฒิ ภูเรือ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

ท่องเที่ยวเกษตร 

สุกัญญา/รายงาน

หนาวนี้ หนีเที่ยว…ขึ้นเขา เข้าสวน ชมไม้ดอกสวย ที่ สวนลุงวุฒิ ภูเรือ

หน้าหนาวปีนี้ ชวนคนที่คุณรัก หนีความวุ่นวายในเมืองกรุง มุ่งหน้าสู่ดอยสูง ภูสวย สัมผัสบรรยากาศแบบอาบลม ห่มดาว เคล้าไอหมอก ณ อำเภอด่านซ้าย-ภูเรือ จังหวัดเลย…กับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย

ทริปนี้พิเศษ ท่านจะได้พบกับบรรยากาศของการท่องเที่ยว พักผ่อนแบบได้สาระความรู้เป็นของกลับบ้าน ด้วยการท่องเที่ยวเชิงเกษตรรูปแบบใหม่ เสพบรรยากาศแบบเต็มอิ่ม เก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างเต็มที่ สูดโอโซนให้เต็มปอด โอบกอดขุนเขา เคล้าสายลม ห่มดาว กันอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ท่านยังจะได้รับฟังการบรรยายการทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ จากวิทยากรที่มากประสบการณ์ ณ จุดดูงาน และบรรยายระหว่างการเดินทาง

สวนไม้ดอก เมืองนาว “สวนลุงวุฒิ” แหล่งพันธุ์ไม้แปลกหายาก ไม้ดอกเมืองหนาว ไม้ดอกราคาแพง สวนกุหลาบพันปี สับปะรดสีและกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของทริปเกษตรสัญจรครั้งนี้

มารู้จัก สวนลุงวุฒิ

หากเอ่ยชื่อ สวนลุงวุฒิ แห่งภูเรือ คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะมีชื่อเสียงโด่งดังว่าเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายพันธุ์ไม้เมืองหนาวนานาชนิด โดยเฉพาะสับปะรดสี ของที่นี่มีมากหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่ง ลุงวุฒิ เชยกลิ่นเทศ อดีตประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกฟลาวเวอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ได้เป็นผู้กำเนิดก่อตั้งมานานกว่า 10 ปี

แต่ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว กิจการทั้งหมดจึงตกทอดมายังรุ่นลูกคือ คุณรำไพ เชยกลิ่นเทศ หรือ “คุณหยุ่น”

คุณหยุ่น เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อเป็นคนกรุงเทพฯ แล้วอยากหาที่ปลูกบ้านพักตากอากาศที่ภูเรือ และได้มีโอกาสพบกับศาสตราจารย์ระพี สาคริก ผู้ที่แนะนำให้ลุงวุฒิปลูกไม้เมืองหนาว โดยเริ่มต้นจากสับปะรดสี และค่อยๆ ปลูกพันธุ์ไม้อื่นๆ พร้อมกันไปด้วย

นับจากนั้นเป็นต้นมา ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งปลูกไม้เมืองหนาวแหล่งใหญ่ในประเทศไทย มีทั้ง นอบิเร่ กุหลาบหิน และอาซาเลีย หรือ “กุหลาบพันปี” และพันธุ์ไม้อีกมากมาย และที่นี่ยังเป็นที่ทดลองปลูกดอกไพรีทรัม ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากภูเขา ADRIATIC COASTAL MOUNTAINS ของประเทศโครเอเชีย บอสเนีย และเฮอร์เซโกวีนา

ดอกไพรีทรัม ถูกขนานนามโดยเหล่านักพฤกษศาสตร์ว่าเป็น “ดอกไม้ของพระเจ้า” (Flower of God) เพราะสรรพคุณของเจ้าดอกไม้น่ารักชนิดนี้คือ การไล่แมลง แต่ไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์

“เมื่อ 10 ปีก่อน คุณพ่อนำเข้าสายพันธุ์สับปะรดสีจากฮอลแลนด์ และอีกหลายๆ ประเทศเข้ามาจำนวนหนึ่ง เพื่อนำมาทดลองปลูกเล่นในกรุงเทพฯ ซึ่งในขณะนั้นราคาสับปะรดสีถือว่าแพงมาก ราคาต้นละ 800-1,000 บาท เมื่อนำสับปะรดสีขึ้นมาทดลองเลี้ยงที่ภูเรือ พบว่ามีการเจริญเติบโตได้ดี ที่สำคัญคือสามารถออกดอกได้สีสันสวยงาม ทั้งใบและดอกสีสวยเข้ม สีสันตรงสายพันธุ์ที่นำเข้ามาเลย” คุณหยุ่น กล่าว

วางเป้าไปที่ สับปะรดสี

“จึงมีความคิดว่า สับปะรดสีน่าจะปลูกในเชิงธุรกิจได้ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการนำเข้าและทำให้ราคาถูกลงในระดับที่คนทั่วไปซื้อไปปลูกได้ ทางสวนจึงเริ่มสั่งซื้อสายพันธุ์สับปะรดสีจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก สายพันธุ์หลัก ได้แก่ สกุลกุซแมเนีย สกุลเอคเมีย สกุลนีโอเรเจลยา สกุลรีซี และสกุลทิลแลนด์เซีย

แต่สกุลที่มีการผลิตและทำจำนวนมากที่สุด เห็นจะเป็นสกุล “กุซแมเนีย” ซึ่งเป็นสับปะรดสีมีดอก ตลาดโดยรวมมีความต้องการสูงมาก อย่างไรก็ดี หากจะรวบรวมสับปะรดสีในสวนทุกๆ สายพันธุ์ก็น่าจะมีเกือบ 40 ชนิด

สับปะรดสีสกุล “กุซแมเนีย” ที่นับว่าเป็นจุดเด่นของสวน จะเป็นพันธุ์ที่มีดอกมากกว่าตัวอื่น เนื่องจากดอกมีสีสันสวยสด มีความทนทานกว่า สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องของการประดับตกแต่งได้ดี ที่สำคัญขายง่ายกว่าสับปะรดสีตัวอื่น เป็นที่ดึงดูดให้ผู้ซื้อสนใจ

สำหรับสกุล “นีโอเรเจลยา” ก็นับว่าเป็นสับปะรดสีที่จะเด่นในเรื่องของฟอร์มใบ การเรียงตัวของใบที่เวียนเป็นวงกลม สีสันสวยงาม มีสีสันให้เลือกเป็นจำนวนมาก

“ก่อนหน้านี้เพียงสะสมเท่านั้น เพราะคนปลูกกันเยอะ แต่พอมันมีหน่อมากขึ้นก็ทดลองขาย ปรากฏว่ามีการตอบรับดีมาก เพราะสามารถปลูกเลี้ยงได้ทั่วประเทศ คุณหยุ่น กล่าว

ปัจจุบัน ที่สวนลุงวุฒิ มีทั้งหมด 15 โรงเรือน ประกอบไปด้วยโรงเรือนสับปะรดสี โรงเรือนกล้วยไม้ โรงเรือนเพาะกล้าของไม้แต่ละตัว โรงเรือนโบตั๋น โรงเรือนกุหลาบหิน ฯลฯ

แนะเทคนิคการเลี้ยง…

คุณหยุ่น อธิบายเพิ่มเติมว่า การเพาะขยายพันธุ์สับปะรดสี ที่ทางสวนเลือกใช้มีด้วยกัน 3 วิธี คือ แยกหน่อ เพาะเนื้อเยื่อ และเพาะเมล็ด นอกจากนี้ ยังมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มเติม เช่น เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ฮอลแลนด์ เป็นต้น สกุลที่สั่งซื้อหลักๆ เป็นกุซแมเนีย

ทั้ง 3 วิธี มีทั้งข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละสายพันธุ์ เช่น การเพาะเมล็ด แม้ว่าจะใช้เวลายาวนานกว่าวิธีอื่น แต่ลูกที่ได้จะมีความใกล้เคียงมากที่สุด

ในขณะที่การแยกหน่อถือเป็นวิธีที่ทำได้เร็วและง่าย แต่จะได้จำนวนน้อย และต้องใช้แม่พันธุ์จำนวนมาก

ส่วนการเพาะเมล็ด แม้จะได้จำนวนมาก แต่ในบางครั้งก็หาความแน่นอนไม่ได้

ทางสวนจึงนิยมใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกับสกุลกุซแมเนีย และสกุลเอคเมีย แม้ว่าจะกลายออกไปบ้าง แต่เพราะทางสวนต้องการทำจำนวน ซึ่งไม่เน้นเรื่องฟอร์ม แต่สีสันของดอกก็ยังได้ตามที่ต้องการนั้นเอง

ส่วนทางด้าน นีโอเรเจลยา จะใช้วิธีแยกหน่อและเพาะเมล็ดมากกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่สกุลนีโอเรเจลยาจะเน้นรูปฟอร์มเป็นหลัก

สำหรับคำแนะนำในการดูแลสับปะรดสี เช่น การให้น้ำ ควรให้วันเว้นวัน ทุกตัวเหมือนกันหมด มียกเว้นไม้นิ้วที่อาจจะรดให้ผ่านๆ แต่ไม่ต้องแฉะมากเหมือนกับสับปะรดสีที่มีดอก เช่น ซิมโฟนิก อาจจะให้ 3 วันครั้ง หรือสกุลนีโอเรเจลยาบางครั้งสัปดาห์หนึ่งรดครั้งหนึ่งก็ได้ ส่วนพันธุ์ที่ต้องรดน้ำทุกวัน เช่น อาซาเลีย หรือกุหลาบพันธุ์ปี เพราะต้องการเน้นดอก

นอกจากนี้ อาจจะต้องมีการหยอดยาหรือฉีดพ่นเพื่อเร่งดอกบ้าง แต่เพียงเล็กน้อย เพราะหากให้มากไป จะไปมีผลทำให้สับปะรดสีหยุดชะงักการเจริญเติบโต โดยช่วงเวลาที่เหมาะแก่การฉีดพ่นจะอยู่ในช่วงเช้า เพราะอากาศถ่ายเทสะดวกและไม่ร้อนมากเกินไป

ส่วนการฉีดปุ๋ย จะใช้ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ ช่วงต้นเล็กจะใช้สูตร 14-14-14 ฉีดพ่น เพื่อเร่งการเจริญเติบโต แต่สับปะรดสีส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสับปะรดสีมีดอกจะใช้เป็นปุ๋ยละลายช้า ใส่ 3 เดือนครั้ง

นอกจากปุ๋ยดังกล่าวแล้ว ทางสวนยังคงเร่งด้วยการฉีดปุ๋ยเกล็ดสัปดาห์ละครั้ง เพื่อเร่งทั้งรากและใบ

ถ้าเป็นสกุลนีโอเรเจลยา ส่วนมากเป็นไม้ชอบแดด แต่มักไม่ถูกกับการให้ปุ๋ย ถ้าเร่งปุ๋ยในตอนแรกใบจะเขียว ฟอร์มโตเร็วจนเสียรูป ส่วนมากสกุลนี้ทางสวนจะไม่ใส่ปุ๋ย เพราะสีตกเร็ว

สำหรับปัญหาเรื่องโรคแมลง ส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นพวกเพลี้ยไฟ และเพลี้ยแป้ง ตัวยาที่ใช้พบว่ามีหลายตัว แต่ที่สวนขาดไม่ได้คือ สารชีวภาพ ใช้ฉีดคุมไว้ก่อนที่จะเกิดโรค ส่วนมากจะฉีดน้ำส้มควันไม้ นอกจากเอาไม่อยู่จริงๆ จึงจะใช้สารเคมี เช่น คาร์บาริล

หนาวนี้พร้อมรับนักท่องเที่ยว

ด้านการตลาด คุณหยุ่น บอกว่า สับปะรดสีที่ผลิตในสวน มีจำหน่ายทั้งปลีกและส่งทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันกำลังเปิดตลาดไปทางแถบอีสาน อาทิ มหาสารคาม มุกดาหาร อุดรธานี และขอนแก่น เป็นต้น เพราะด้วยระยะทางที่ไม่ห่างไกลกันมากเกินไป อีกทั้งยังมีตลาดเพื่อนบ้านอย่าง ประเทศลาว ที่เริ่มมีนักธุรกิจเข้ามาซื้อพันธุ์ไม้จากที่สวนไปจำหน่าย

ด้านราคาสับปะรดสีจะต่างกัน ตามชนิดสายพันธุ์ มีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน ซึ่งนอกจากสับปะรดสีแล้ว ยังมีไม้ประดับอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกซื้อ

สำหรับในช่วงปลายปีนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป ทางสวนได้เตรียมพันธุ์ไม้ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่จะมาเลือกซื้อพันธุ์ไม้ ไม่ว่าจะเป็นสับปะรดสี หรือพันธุ์ไม้อื่นๆ ไว้อย่างมากมาย

“สำหรับการเตรียมรับนักท่องเที่ยว เรากำหนดจัดกิจกรรมร่วมกับนักท่องเที่ยวมากมาย รับรองว่าทุกท่านที่มาเยี่ยมเราจะประทับใจและได้พันธุ์ไม้สวยๆ ไปปลูกเลี้ยงในราคาไม่แพง” คุณหยุ่น กล่าวทิ้งท้าย

ท่านใดอยากไปสัมผัสอากาศหนาว เคล้าไอหมอก หยอกดาว ชมพันธุ์ไม้งาม สับปะรดสีพันธุ์สวย สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทัวร์เกษตรสัญจรกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยได้ โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 6-8 ธันวาคม 2556 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. (02) 940-5452, (086) 340-1713 รับจำนวนจำกัด เต็มแล้วเต็มเลย

ความต้องการ…พันธุ์ไม้สวย ในลาวมีอีกมาก

อย่างที่เกริ่นในตอนต้นแล้วว่า สวนลุงวุฒิ ไม่ได้จำหน่ายเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้ขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในวันที่ไปเยี่ยมชมสวนก็มีลูกค้าจากประเทศลาวกำลังมาซื้อและขนพันธุ์ไม้ขึ้นรถพอดี และได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณแก้วมะนีวอน ผาลิขัน ประธานสมาคมคุณค่าลาว 

คุณแก้วมะนีวอน ผาลิขัน กล่าวว่า ได้เดินทางเข้ามาซื้อพันธุ์ไม้ ทั้งสับปะรดสี และกล้วยไม้ เพื่อไปทดลองปลูกในประเทศลาว เพื่อส่งเสริมให้คนลาวมีอาชีพเพาะเลี้ยงพันธุ์ไม้สร้างรายได้

“เนื่องจากปัจจุบัน ไม้ดอกสวยๆ ที่ใช้ในประเทศลาว ส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าจากประเทศจีน เวียดนาม และไทย เพราะยังไม่มีการปลูกเลี้ยงเป็นอาชีพ ซึ่งหากคนลาวปลูกเลี้ยงพันธุ์ไม้สวยๆ ที่มีราคาแพงเหล่านี้ได้เอง ก็จะลดการนำเข้าได้ แต่ก็ยังคงต้องอาศัยองค์ความรู้และคำแนะนำจากคนไทย”

คุณแก้วมะนีวอน กล่าวอีกว่า สำหรับสาเหตุที่มาเลือกซื้อพันธุ์ไม้ที่สวนลุงวุฒิ เนื่องจากเป็นสวนที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะสับปะรดสีที่มีหลากหลายสายพันธุ์ และมีที่มาของสายพันธุ์ชัดเจน ซึ่งความต้องการพันธุ์ไม้สวยงามในประเทศลาวยังมีอีกมาก เพื่อใช้ในพิธีการต่างๆ 

 

โครงการเฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวา ทำดีเพื่อพ่อ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

หามาให้รู้

สรินนา อ้นบุตร

โครงการเฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวา ทำดีเพื่อพ่อ 

ในห้วงเวลาที่ใกล้จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม ของทุกปี หลายหน่วยงานได้จัดกิจกรรมเพื่อร่วมกันเฉลิมพระเกียรติ และแสดงออกถึงความจงรักภักดี ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ได้พระราชทานพระราชดำริในการพัฒนาประเทศในทุกด้าน เพื่อนำพาความอยู่ดี มีสุข และรอยยิ้มมาสู่ประชาชนที่พระองค์ทรงรัก

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับสหกรณ์แท็กซี่ สามล้อ สี่ล้อเล็ก จัดกิจกรรมเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้ชื่อโครงการ “5 ธันวา ทำดีเพื่อพ่อ” เป็นกิจกรรมที่จัดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดโครงการเทิดพระเกียรติ “5 ธันวา ทำดีเพื่อพ่อ” ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมสนับสนุนการจัดกิจกรรมดังกล่าวอย่างเต็มที่ และปีนี้ได้รับความร่วมมือจากขบวนการสหกรณ์ทุกประเภทในเขตกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อขบวนการสหกรณ์ คือได้มีพระราชดำริให้นำระบบสหกรณ์เข้าเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อให้เกิดการกินดี อยู่ดี ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ให้เกิดการรวมตัวกัน ร่วมกันแก้ไขปัญหา พัฒนาการประกอบอาชีพ และให้มีการแพร่ขยายระบบสหกรณ์ไปสู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และเป็นการเปิดโอกาสให้สหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี รู้รักสามัคคี

“โครงการ 5 ธันวา ทำดีเพื่อพ่อ โดยขบวนการสหกรณ์ จะมีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2556 รวมระยะเวลา 33 วัน โดยสหกรณ์แท็กซี่ สามล้อ สี่ล้อเล็ก กว่า 40 แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร และมีจำนวนรถกว่า 3,000 คัน ที่เข้าร่วมโครงการ จะติดสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์โครงการ 5 ธันวา ทำดีเพื่อพ่อ และติดตั้งกล่องทำความดี รอรับการสนับสนุนทุนทรัพย์ไว้ภายในรถ เพื่อให้ผู้โดยสารที่โดยสารรถและมีความสมัครใจสามารถนำเงินหยอดลงใส่กล่องดังกล่าว”

“ส่วนสหกรณ์ประเภทอื่นๆ อีกกว่า 300 แห่ง เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้าและสหกรณ์บริการ จะติดตั้งกล่องสัญลักษณ์โครงการไว้ ณ สำนักงานของสหกรณ์ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์และเชิญชวนให้สมาชิกของแต่ละสหกรณ์ร่วมกันสนับสนุนทุนทรัพย์เข้าโครงการ และทุนทรัพย์ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อร่วมสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา”

การจัดกิจกรรมจะแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา โดยวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 จะมีการจัดงานแถลงข่าวและเปิดตัวโครงการ พร้อมปล่อยคาราวานรถแท็กซี่ สามล้อ และสี่ล้อเล็กของสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ และทุกสหกรณ์จะนำกล่องทำความดีไปติดตั้งเพื่อรอรับการสนับสนุนทุนทรัพย์ ไปจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2556 จะมีการจัดพิธีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 86 พรรษา

โดยมีพิธีเปิดกรวยถวายราชสักการะ จุดเทียนชัย กล่าวคำถวายราชสดุดี และกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ จากนั้นจะถึงพิธีอันสำคัญ ซึ่งสหกรณ์ต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ 5 ธันวา ทำดีเพื่อพ่อ จะรวบรวมและนำกล่องทำดีเพื่อพ่อ มาทูลเกล้าฯ ถวาย ต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทั้งนี้ ในปี 2556 นี้ ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายสหกรณ์และหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ อีกหลายแห่ง ทั้งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งให้การสนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรม 5 ธันวา ทำดีเพื่อพ่อ กับทางเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่และสามล้อ และคาดว่าจะได้รับการตอบรับจากประชาชนทั่วไปและสมาชิกสหกรณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น โดยได้ตั้งเป้าว่าจะสามารถรวบรวมรายได้จากการสนับสนุนของบุคคลทั่วไป สหกรณ์ ขบวนการสหกรณ์ และหน่วยงานต่างๆ ไม่น้อยกว่า 860,000 บาท เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย สมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อใช้ประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป

โครงการ “5 ธันวา ทำดีเพื่อพ่อ” เกิดจากความร่วมมือ ร่วมใจ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของภาคราชการ ขบวนการสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นโอกาสสำคัญที่ทุกคนจะได้ร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในช่วงวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา และขอเชิญชวนหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจจะร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 โทร. (02) 241-5902