ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

อ้อย และเหล้ารัม (RUM) พฤษภาคม 21, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010457&srcday=2014-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 572


คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

อ้อย และเหล้ารัม (RUM)

เรื่องเครื่องดื่มดับกระหาย “โมฮิโต้” ของโปรดปาป้าเฮมิงเวย์ เมื่อฉบับก่อน เป็นที่ถูกอกถูกใจแฟนคอลัมน์กลุ่มนักดื่มกันเกรียวกราว

ไม่ได้ตั้งใจจะมายั่วยุให้หลงใหลในการเสพสุรายาเมาเลยนะคะ เพียงแต่อยากพูดถึงพืชผักในแง่มุมอื่นบ้าง มิใช่แค่เอาเข้าครัวปรุงอาหารเสิร์ฟมาในจานเพียงอย่างเดียว

ด้วยความที่ติดค้างว่า จะเล่าเรื่อง RUM หรือ เหล้ารัม เพิ่มเติมให้ฟัง ก็เลยขอเล่าต่อในฉบับนี้ และต้องขอออกตัวว่าไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องดื่มมึนเมาเป็นพิเศษแต่อย่างใด เพียงแต่สนใจเรื่องอะไรก็จะไปอ่าน ไปค้นคว้าเสาะหามาเล่าสู่กันฟังเท่านั้นเอง

หลายท่านอาจจะยังไม่รู้ว่า “รัม” กับ “อ้อย” นั้นเป็นของคู่กัน เพราะอ้อยเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ทำเหล้ารัม (บางแห่งอาจใช้ข้าวโพด แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก)

พูดถึง อ้อย ซึ่งบ้านเราใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตน้ำตาลส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกนั้น พวกเราคนไทยคงรู้สรรพคุณกันดีว่า นอกจากอ้อยจะให้ความหวานจัดจนสามารถนำไปแปรรูปเป็นน้ำตาลอ้อยมีบทบาทมากมายในฐานะสารให้ความหวานสำคัญประจำครัวเรือนและจำเป็นต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มหลากหลายแล้ว น้ำตาลอ้อยยังมีวิตามิน เกลือแร่ และสรรพคุณทางสมุนไพรมากมาย

มีผู้ทำการวิจัยแยกแยะคุณค่าทางโภชนาการของน้ำอ้อย ต่อ 28.35 กรัม ออกมาได้น่าสนใจ ดังนี้

พลังงาน 26.56 กิโลแคลอรีน้ำอ้อย

คาร์โบไฮเดรต 27.51 กรัม

น้ำตาล 26.98 กรัม

โปรตีน 0.27 กรัม

ธาตุแคลเซียม 11.23 มิลลิกรัม 1%

ธาตุเหล็ก 0.37 มิลลิกรัม 3%

ธาตุโพแทสเซียม 41.96 มิลลิกรัม 1%

ธาตุโซเดียม 17.01 มิลลิกรัม 1%

ส่วนสรรพคุณทางสมุนไพรนั้น ภูมิปัญญาไทยใช้น้ำอ้อยเป็นยาบำรุงกำลัง คนที่อ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรงเมื่อดื่มน้ำอ้อยจะช่วยให้เกิดกำลัง ช่วยบำรุงธาตุทั้งสี่ บำรุงโลหิต รักษาเลือด บำรุงหัวใจ ช่วยรักษาอาการอ่อนเพลีย ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคตานขโมย และแก้ไข้ตัวร้อน โดยใช้ปล้องที่ลำต้นผ่าเอาเกลือทา นำไปเผาไฟเคี้ยวกินเป็นยาแก้ไข้

ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงนิยมดื่มน้ำอ้อยสดๆ เพื่อให้เกิดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

ส่วนเหล้ารัมนั้นเมื่อชงเป็นค็อกเทลเย็นๆ จะช่วยดับกระหายในหน้าร้อน แต่ขณะเดียวกันเมื่อดื่มในฤดูหนาวก็จะสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายได้อย่างดี เพราะมีแอลกอฮอล์สูง 45-60 เลยทีเดียว

?

เหล้ารัม จัดเป็นสุรากลั่นตระกูลหนึ่งที่มีชื่อเสียงลือลั่นไม่แพ้เหล้ากลั่นชั้นยอดเยี่ยมตระกูลใดในโลก และเชื่อหรือไม่ว่า รัมเป็นเหล้าที่มีการจำหน่ายสูงสุดในโลก!

แต่สำหรับคนไทย “เหล้ารัม” ดูเหมือนจะยังไม่เป็นที่รู้จักนักและไม่ได้รับความนิยมเท่าวิสกี้และเบียร์

กำเนิดเหล้ารัมนั้น มีผู้บันทึกไว้ว่ามาจากพวกอินเดียนแดง ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองในหมู่เกาะอินดีสตะวันตกและประเทศในแถบทะเลแคริบเบียน ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสในทวีปอเมริกาใต้ โดยพวกพ่อมดหมอผีทำน้ำเชื่อมผลไม้ให้เป็นเหล้า โดยเอาไปหมักกลั่นจากน้ำศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาสูง เพื่อไว้ดื่มกินในวันสำคัญ

ตามหลักฐานเท่าที่มีในปัจจุบัน เกาะบาร์เบโดส คือสถานแรกเริ่มที่เทคโนโลยีการผลิตเหล้าเกิดขึ้น เป็นการต้มกลั่นเหล้าที่เข้มข้นร้อนแรงและได้ปริมาณมากอย่างหาเหล้าชนิดอื่นเปรียบเทียบไม่ได้เลย ทะเลแคริบเบียนจึงได้ชื่อว่าเป็นหม้อต้มเหล้าอันยิ่งใหญ่ของศตวรรษที่ 17 และเกาะบาร์เบโดสคือจุดศูนย์กลาง

เล่ากันว่าชาวตะวันตกรู้จักเหล้ารัมเป็นครั้งแรกก็ตอนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ลงเรือออกท่องโลกรอบที่สอง และได้ไปลิ้มชิมรสเหล้ารัมที่เกาะบาร์เบโดส ในราวปี ค.ศ. 1600 นั่นเอง ช่วงนั้นแหล่งผลิตเหล้ารัมที่มีชื่อเสียง ได้แก่ เปอร์โตริโก, คิวบา, บาร์เบโดส, ตรินิแดด, เฮติ, โดมินิกัน (ซานโตโดมิงโก), จาเมกา, กายอานา เป็นต้น

รัมได้ชื่อว่าเป็นสุราร้อนแรงดั่งไฟโลกันตร์

ในยุคแรกๆ มีเพียงคนใจเด็ดเท่านั้นที่กล้าลองดื่ม ชาวอินเดียนแดงเรียกเหล้าชนิดนี้ว่า Kill-Devil ซึ่งหมายถึง “สุราร้อนแรงดั่งไฟโลกันตร์” และผู้ได้ลิ้มย่อมพึงใจในรสชาติ และคนพื้นเมืองเหล่านั้นยังค้นพบว่าถ้าหมักเหล้าไว้ในถังไม้โอ๊กรสชาติจะยิ่งเยี่ยมยอดขึ้น เหล้า Kill-Devil จึงกลายเป็นเหล้ารัม หรือ rumbullion “ธาราแห่งบาร์เบโดส” และกลายเป็นที่ต้องการไปทั่วซีกโลกฝั่งแอตแลนติก

ความต้องการเหล้ารัมที่แพร่หลาย ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา เช่น ในกรุงปารีส สั่งห้ามไม่ให้ต้มเหล้ารัม ด้วยเกรงว่ามันจะกลายเป็นคู่แข่งของคอนญัค แต่ชาวนิวอิงแลนด์ก็ลักลอบนำกากน้ำตาลเถื่อน จากอาณานิคมฝรั่งเศสมาแอบทำเหล้ารัมกันอย่างครึกครื้น นักค้าทาสบางคนถึงขนาดใช้เหล้ารัมแลกซื้อทาสในแอฟริกาตะวันตกได้ด้วย และต่อมาเหล้ารัมก็ได้กลายเป็นชนวนปฏิวัติ โดยเฉพาะในประเทศคิวบา

ในยุคแรกนั้นกรรมวิธีการผลิตรัมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ กรรมวิธีแบบจาเมกา (Jamaica) ที่ใช้น้ำเชื่อมหรือกากน้ำตาลอ้อยเป็นวัตถุดิบหลักผสมด้วยฟองน้ำตาล และส่าเหล้า นำมาคละเคล้าหมักให้เกิดแอลกอฮอล์ช้าๆ โดยใช้เชื้อยีสต์ชนิดพิเศษเพื่อทำให้สุรามีรสนุ่มนวล เฉียบขาดและเร้ารึงใจ เหล้ารัมเมื่อกลั่นเสร็จแล้วจะได้แอลกอฮอล์สูงมาก ต้องนำมาลดดีกรีลง ให้เหลือราว 45-60 ดีกรี เพื่อนำไปเก็บบ่มในถังไม้โอ๊ก เมื่อเก็บบ่มไว้นานวันจะมีสีเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองแก่แล้วแต่ภาชนะที่ใช้เก็บบ่ม เพราะไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวว่ารัมจะต้องเก็บบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กเสมอไป

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้เหล้ารัมจะเป็นเครื่องดื่มในเขตร้อนก็ตาม แต่การไหลบ่าข้ามไปสู่เขตอบอุ่นจนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางนั้น ทำให้รัมกลายเป็นเครื่องดื่มพื้นบ้านที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพื่อรักษาอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูหนาวมาหลายศตวรรษ

ประเทศในแถบแคริบเบียน หมู่เกาะอินดีสตะวันตก และออสเตรเลีย นิยมดื่มเหล้ารัมกันตลอดปี แต่ในถิ่นที่หนาวเย็นกว่ามักจะผสมเหล้ารัมลงในไข่ไก่ ขนมเค้ก พุดดิ้ง ไอศกรีม พายเนื้อสับ และแม้กระทั่งซุปบางชนิด สำหรับงานคริสต์มาสยังมีธรรมเนียมดื่มเหล้ารัมจากจอกใบเล็กๆ ตามประเพณีการเลี้ยงฉลองด้วย

รัมยังได้ชื่อว่าเป็นเหล้าประจำวันของราชนาวีอังกฤษ ลูกประดู่เมืองวิสกี้ทุกคนถือคติประจำใจว่า “ไม่อยากเมาคลื่น จะต้องเมารัมเข้าไว้”

?

สำหรับสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา นิยามของ “เหล้ารัม” คือเครื่องดื่มที่ต้มกลั่นจากอ้อย โดยรัมยี่ห้อสำคัญที่ใหญ่ที่สุดในโลกมียอดขายมากมายที่สุด คือ บาคาร์ดี (Bacardi) ซึ่งเป็นบรรษัทข้ามชาติที่เคยถือสัญชาติคิวบามาก่อน

เรื่องราวของ บาคาร์ดี กับนักปฏิวัติคิวบานั้นโด่งดังไปทั่วโลก หลังจากที่อาณานิคมของฝรั่งเศสกับสเปนในละตินอเมริกาได้รับอนุญาตให้ผลิตรัมได้เอง แต่ช่วงนั้นรัมของจาเมกาก็ยังมีมาตรฐานสูงสุด จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 นักต้มกลั่นเหล้ารัมชาวจาเมกาได้ย้ายไปอยู่คิวบาแล้วก่อตั้งโรงต้มกลั่นที่เป็นต้นตำรับของยี่ห้อ บาคาร์ดี

ต่อมาตระกูลบาคาร์ดีสนับสนุนการปฏิวัติคิวบาเพื่อปลดแอกจากสเปนและยังสนับสนุน ฟิเดล คาสโตร กับกองทัพจรยุทธ์โค่นล้มประธานาธิบดีบาติสตาด้วย แต่เมื่อปลดแอกคิวบาได้สำเร็จคาสโตรกลับโอนกิจการของบาคาร์ดีมาเป็นของชาติเสียด้วย

เรื่องนี้สร้างความเจ็บแค้นส่วนตัวให้กับตระกูลบาคาร์ดีแบบไม่อาจให้อภัย!

แต่ก็ยังโชคดีมาก ก่อนที่คาสโตรจะโอนกิจการโรงต้มกลั่นเหล้ารัมของบาคาร์ดีมาเป็นของชาติ ตระกูลบาคาร์ดีได้ย้ายกิจการส่วนใหญ่ของตนไปตั้งอยู่ในต่างประเทศก่อนแล้ว กลายเป็นบรรษัทข้ามชาติไปโดยบาคาร์ดี ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในหมู่เกาะบาฮามาส เมื่อปี ค.ศ. 1955 และได้สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรจากจักรวรรดิอังกฤษ แถมยังดำเนินกิจการต้มกลั่นอยู่ในเปอร์โตริโกเป็นหลัก เพื่อความได้เปรียบในการเข้าถึงตลาดอเมริกัน เพราะเวลานั้นเปอร์โตริโกเป็นผู้ผูกขาดตลาดในยุคห้ามผลิตและขายสุราในสหรัฐอเมริกา โดยที่บาคาร์ดีเป็นเหล้ารัมยอดนิยมของนักลักลอบขนเหล้าเถื่อน

กิจการที่คาสโตรยึดไปคือ การผลิตเหล้ารัม ยี่ห้อ Havana Club ซึ่งไม่ใช่ยี่ห้อดั้งเดิมของบาคาร์ดี แต่บาคาร์ดีไปซื้อต่อมาจากอีกตระกูลหนึ่ง ปัจจุบัน บริษัท Pernod Ricard ของฝรั่งเศส เป็นผู้จัดจำหน่ายเหล้ารัม ยี่ห้อ Havana Club ทั่วโลก มีแต่สหรัฐอเมริกาและดินแดนในอาณัติของสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่สั่งห้ามขายเหล้ารัมของคิวบา

นับแต่นั้นมา บาคาร์ดีก็ต่อสู้ในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้อิทธิพลทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งการซื้อเครื่องบินทิ้งระเบิด ขนาดกลาง รุ่น B-26 Marauder ที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาโละทิ้ง โดยตั้งใจจะเอาไปทิ้งระเบิดใส่โรงงานกลั่นน้ำมันของคิวบาในภายหลัง เชื่อกันว่าคนในตระกูลบาคาร์ดีนี่เองคือเจ้าของท่อน้ำเลี้ยงที่อยู่เบื้องหลังแผนลอบสังหารประธานาธิบดีคาสโตรหลายครั้งหลายครา

ทุกวันนี้ชาวคิวบาได้ค้นพบว่า ไม่มีพืชชนิดใดจะนำมาผลิตน้ำตาลและพลังงานได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับอ้อยอีกแล้ว ซึ่งรวมไปถึงการผลิตรัมด้วย

และการที่ ฟิเดล คาสโตร ค้นพบเหล้ารัมยี่ห้อ “ฮาวานาคลับ” (Havana Club) นั้น ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดไปทั่วโลก และช่วยสร้างรายได้ให้คิวบามากกว่าน้ำตาลบรรจุถุงที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตเสียอีก

แต่สำหรับผู้ผลิตเหล้ารัมรายย่อยในแถบทะเลแคริบเบียน บาคาร์ดี เปรียบเสมือนจักรวรรดิอันชั่วร้ายที่ทำทุกวิถีทางในการกีดกันเหล้ารัมยี่ห้ออื่นออกจากตลาด ราวกับผู้ผลิตรายย่อยเหล่านั้นเป็นพันธมิตรของคาสโตรก็ไม่ปาน เรื่องราวความเกี่ยวโยงทั้งหลายเหล่านี้จึงทำให้ตำนานเหล้ารัมมีสีสันเร้าใจพอๆ กับรสชาติอันร้อนแรงของสุราเลยทีเดียว

เหล้ารัมที่จำหน่ายทั่วไป จะมีดีกรีราว 40 ดีกรี แต่มีหลายชนิดผลิตให้มีดีกรีสูงมากถึง 75.5 ดีกรี ปัจจุบัน รัม แยกตามความนิยมเป็น 3 ชนิด ด้วยกัน คือ

รัมสีขาว (White Rum) เป็นรัมที่มีสีใส บางชนิดไม่ต้องเก็บบ่ม บางชนิดต้องเก็บบ่มในถังไม้ เพื่อให้กลิ่นรสดีขึ้น บางครั้งเรียกว่า Silver Rum เหมาะสำหรับนำไปผสมค็อกเทลที่ไม่ต้องการให้สีเปลี่ยน

รัมสีทอง (Gold Rum) เป็นรัมที่มีสีเหลืองใส ได้จากการเก็บบ่มไว้ในถังไม้เพื่อให้เกิดสี หรือผสมสี กลิ่น รสชาติ ด้วยคาราเมล (Caramel) ที่ได้จากการเคี่ยวน้ำตาลเป็นสีเหลืองทอง เพื่อให้ได้เหล้ารัมที่มีกลิ่น สี รสชาติ มากขึ้นกว่าเดิม

รัมสีดำ (Dark Rum) เป็นรัมที่มีสีเกือบดำ ได้จากการเก็บบ่มไว้ในถังไม้เพื่อให้เกิดสี และผสมกับคาราเมลที่ได้จากการเคี่ยวน้ำตาลจนเป็นสีดำเกือบไหม้ จะได้กลิ่นและรสชาติมากขึ้น

ใครที่ยังไม่เคยลิ้มชิมเหล้ารัม แค่ได้รู้ภูมิหลังอันยาวนานนี้ก็สนุกไม่แพ้ประวัติศาสตร์ 400 ปี ของหมู่เกาะแคริบเบียนเลยทีเดียว

สุรานี้เกี่ยวพันกับเรื่องราวมากมาย ทั้งการปฏิวัติและการก่อกบฏทาส สาวกของเหล้ารัมมีตั้งแต่โจรสลัด กะลาสี นายพล เจ้าของไร่ คนงาน โรงสุรา บาร์ทันสมัย และท้ายที่สุดคือ บรรดานักท่องโลกที่พร้อมจะลิ้มชิมรสชาติดั้งเดิมของแคริบเบียน

 

ประมูลงานศิลปะฉลอง 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116010457&srcday=2014-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 572


ชาลี เหาะได้บันทึก…ไว้ที่นี่

ประมูลงานศิลปะฉลอง 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ประสบความสำเร็จเรียบร้อยไปอย่างดีแล้วครับ

การประมูลผลงานศิลปะ ของเหล่าศิลปินไทย เพื่อรวบรวมเงินทุกบาท-ทุกสตางค์ ให้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จเป็นองค์ประธาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา

งาน “ศิลปินร่วมบุญ…เกื้อหนุน 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” ในครั้งนี้…ผมถือว่าเป็น “มหากุศล” ครับ ที่ศิลปินมีโอกาสได้ช่วยสังคม ด้วยผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ด้วยมือของตนเอง ศิลปินมิใช่คนที่ร่ำรวยมาจากไหน ศิลปินมีพออยู่-พอกิน-พอใช้-เท่านั้น ศิลปินบางคนแสนจะยากจนซะด้วยซ้ำ

มีแต่ศิลปินขี้อวด-ขี้คุย-เท่านั้น ที่บอกว่า…รวย (ฮา…)

แต่…ศิลปินมีน้ำใจครับ “น้ำใจเพื่อสังคม-เพื่อโรงพยาบาล-และเป็นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์-ซะด้วย”

อย่างที่ ผมเคยพล่ามอยู่เสมอว่า…

ศิลปิน…

ไม่ใช่ผู้วิเศษ

แต่…ศิลปิน

เป็นคนที่มี ความสามารถพิเศษ

ในการทำงานศิลปะ

ผมจึงภูมิใจ ที่งานนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะรายได้ทั้งหมดนำไปสมทบทุนในการจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ และสนับสนุนกิจการของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเฉพาะในด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ ของผู้ป่วยที่ยากไร้

เท่าที่ทราบก่อนที่ผมจะเขียนต้นฉบับนี้ มีเงินเข้ามาในกองทุนแล้ว “ยี่สิบหกล้าน-สองแสน-เก้าหมื่น-สามพัน-หนึ่งร้อยบาท” (26,293,100) “คาดว่า…น่าจะเกินสามสิบล้านบาทครับผม”

ถึงตรงนี้แล้ว ผมขออนุญาตนำคำของท่าน รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์ ประธานกรรมการดำเนินงาน “ศิลปินร่วมบุญ เกื้อหนุน 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” มาให้อ่านกันหน่อยครับ…

มีคำกล่าวว่า “ชีวิตสั้น แต่ศิลปะยืนยาว”

หวังใจว่า…งานเฉลิมฉลอง 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จะเป็นที่จดจำรำลึกถึงไปอีกนานแสนนาน…ด้วยผลงานศิลปะอันมากคุณค่าและความงดงาม ที่นำมาประมูลในงาน “ศิลปินร่วมบุญ เกื้อหนุน 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์”

ฉลอง 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย นั้น จะยืนยงคงอยู่ ไม่ว่าวันเวลาจะผันผ่านไปอีกนานสักเพียงไหน และกระนั้น อาคาร “ภูมิสิริมังคลานุสรณ์” อาคารเฉลิมพระเกียรติสองพระองค์ที่จะสำเร็จลุล่วงไป ก็มาจากการร่วมบริจาคสมทบทุนในครั้งนี้ และคงร่วมกันจดจำงาน “ศิลปินร่วมบุญ เกื้อหนุน 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์”…ตลอดไป…

สำหรับท่าน รองศาสตราจารย์ นายแพทย์โศภณ นภาธร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ก็ได้กล่าวว่า…

เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้รับเกียรติและความเมตตาจากศิลปินหลายท่าน ทั้งศิลปินแห่งชาติและศิลปินชั้นนำ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงสังคม ที่กรุณามอบผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมเพื่อเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ และเป็นทุนสนับสนุนการจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับ “อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์” อาคารรักษาพยาบาลรวมและศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ในนามของคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้นของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ขอกราบขอบพระคุณศิลปินทุกท่าน ท่านผู้บริจาคภาพ และผู้สนับสนุนการจัดงานประมูลผลงานศิลปะครั้งนี้ทุกภาคส่วน ที่ทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ผมขออัญเชิญพระบารมีแห่งสมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ขอให้อานิสงส์ผลบุญที่ทุกท่านได้ร่วมเกื้อหนุนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในครั้งนี้ ได้โปรดคุ้มครองและดลบันดาลให้ทุกท่านมีความสุข มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคาพยาธิภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวงตลอดไป

เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ…ของมนุษย์ที่เกิดมาในโลกก็แสนจะคณานับ ทั้งโรคร้าย-โรคบ้า-ก็มีมากมาย หมอต้องเก่งๆ ในที่นี้หมายรวมถึง โรคบ้าอำนาจด้วย ต้องช่วยกันแก้ไข หมอต้องออกแรงหน่อย-ช่วยกันหน่อยครับ

“โรงพยาบาล…จึงเป็นสิ่งสำคัญในสังคม”

“พวกเราเป็นศิลปิน สร้างงานศิลปะ ก็รู้ว่าเมื่อตายไป-ก็เอาอะไรไปไม่ได้ แต่เราก็มีผลงานจากจิตวิญญาณที่พอจะฝากเอาไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ เราก็ทำ…”

“ผมไม่มีเงินมากพอที่จะร่วมบริจาคให้กับสภากาชาด มีก็แต่ผลงานนี่แหละ ที่นำมาประมูลให้กับทางโรงพยาบาล เท่าที่จะทำได้…”

“ไม่แน่…ผมอาจจะมาเป็นคนไข้อนาถาที่นี่ก็ได้ ผมมีแต่ผลงานครับ…”

“การช่วยชีวิตคน…เป็นบุญใหญ่ ผมดีใจที่ได้ร่วมในโครงการนี้ ช่วยเหลือทางโรงพยาบาลให้ไปเป็นประโยชน์กับคนไข้ผู้ยากไร้ ผมว่าเป็นบุญใหญ่ครับ ผมดีใจมาก…”

“งานใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเป็นไปได้…น่าจะมีงาน (ศิลปะ) เข้ามาประมูลมากกว่านี้ เพราะศิลปินทุกคนยินดีอยู่แล้ว ถ้าบอกกันล่วงหน้านานกว่านี้-เป็นปียิ่งดี รับรองว่าจะประสบความสำเร็จมากกว่านี้แน่นอน…”

หลายต่อหลายศิลปิน-คนเขียนรูป-คนทำงานศิลปะ พูดคุยกันสรุปออกมาได้รวมๆ ประมาณนี้ ผมก็เลยนำมาถ่ายทอดกันตรงนี้…นิดหน่อย

แต่จะอย่างไรก็ตาม…งานนี้ก็สำเร็จลุล่วงไปแล้วด้วยดี

เป็นความภูมิใจ ที่ศิลปินได้ช่วยเหลือสังคมครับ

 

กลิ่นขี้หมู, ขนุน : ไม้สวนสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010457&srcday=2014-04-01&search=no

ฎีกาชาวบ้านปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th สุวรรณ พันธุ์ศรี

กลิ่นขี้หมู ขนุน : ไม้สวนสมุนไพร

ฎีกาชาวบ้าน

กลิ่นขี้หมู

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ยามเย็น นกกาบินแข่งกัน (หรือเปล่าไม่รู้) อาจจะบินเล่นคล้ายเด็กๆ วิ่งเล่นไล่จับกัน 

ลมโชยมาระเรื่อยพอให้ได้เย็นผิวกาย เนื้อตัวที่เคยเหนียวเหนอะด้วยเหงื่อไคลค่อยคลายลง ทว่าในกระแสลมเย็นที่หวุดหวิดจะชื่นใจนั้น มีกลิ่นขี้หมูโชยมาด้วย เหม็นจนสุดจะทนทาน มากขึ้นๆ และเมื่อเหม็นมากๆ ก็มโนเห็นเป็นภาพซ้อนขึ้นมาด้วย แทบจะอ้วกออกมาเลยละทีนี้

ไม่เฉพาะยามเย็นเท่านั้น หากแต่เป็นยามเช้าของทุกเช้า ยามสาย ยามกลางวัน ยามบ่าย หรือทุกๆ ยามของทุกๆ วัน ตลอดวันเลยทีเดียว และทุกๆ วันด้วย

เป็นเช่นนี้มานมนาน ขอให้แก้ไขไม่เคยแก้ไขสักที และดูจะยิ่งทวีความเข้มข้นรุนแรงมากขึ้นๆ เพราะมีจำนวนหมูมากตัวขึ้น อันส่งผลให้มีจำนวนขี้หมูเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกวันๆ

“ทนไม่ไหวแล้ว โว้ยๆๆๆๆๆๆๆ” เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในหัวใจของคุณโผงและเพื่อนบ้านอีกหลายๆ คน

สุดท้าย คุณโผง ทนไม่ไหว ยื่นฟ้องคุณเงือบเจ้าของเล้าหมูในหมู่บ้านที่ห่างจากบ้านไปราว 80 เมตร ต่อศาล ขอให้ขับไล่คุณเงือบให้นำหมูไปเลี้ยงที่อื่น ให้ห่างออกไปอีก 1 กิโลเมตร ให้กำจัดสิ่งเน่าเหม็นอันเกิดจากขี้หมูในเล้าปัจจุบันเสียที

แน่ละ! คุณเงือบเจ้าของเล้าหมูย่อมต้องต่อสู้คดี ว่าไม่ต้องย้ายๆๆๆๆ อ้างเหตุต่างๆ ว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้คุณเงือบขนย้ายหมูออกไปจากที่เดิมนอกรัศมีบ้านคุณโผงและไกลจากชุมชนนั้น และให้คุณเงือบกำจัดกลิ่นเน่าเหม็นขี้หมูให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ

คุณเงือบเจ้าของเล้าหมูอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

อ้าว! ยกฟ้องอย่างนี้ กลิ่นขี้หมูก็ยังคงตลบอบอวล ทั้งยามเช้า ยามสาย ยามบ่าย ยามเย็น และยามค่ำ ฯลฯ นะสิ

คุณโผง ลมแทบจับ แต่ได้ฎีกาคดีขึ้นไป ขอให้ขับไล่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องนั้น คุณโผงขอให้คุณเงือบกำจัดสิ่งปฏิกูลที่รบกวนสุขภาพอนามัยของตน แสดงให้เห็นว่า การขจัดความเดือดร้อนที่คุณโผงได้รับอาจทำได้โดยวิธีอื่น หาใช่ต้องขับไล่คุณเงือบตามฎีกาไม่ 

ดังนั้น ที่คุณโผงฎีกาขอให้ขับไล่คุณเงือบให้ขนย้ายหมูออกไปเลี้ยงให้ห่างไกลจากบ้าน เป็นวิธีการเกินกว่าความจำเป็น ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในข้อนี้จึงชอบแล้ว 

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าบทบัญญัติ มาตรา 1337 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนต่อสุขภาพอนามัย อันเนื่องมาจากกลิ่นขี้หมูที่คุณเงือบเลี้ยงไว้ในอันที่จะปฏิบัติการเพื่อให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นสิ้นไป 

เมื่อคุณเงือบเลี้ยงหมูเพิ่มขึ้นโดยติดตั้งพัดลมดูดอากาศออกจากคอก แต่ไม่มีระบบกำจัดสิ่งปฏิกูลที่เน่าเหม็น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของคุณโผง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำขอข้อนี้ของคุณโผง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุณเงือบกำจัดสิ่งปฏิกูลเน่าเหม็นอันเกิดจากขี้หมูที่เลี้ยงไว้



(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1639/2555)

—————————————–

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1337 บุคคลใดใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบไซร้ ท่านว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไป ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทน



ขนุน : ไม้สวนสมุนไพร

สุวรรณ พันธุ์ศรี

หน้าแล้งทุกปี เรื่องที่น่าห่วงคือ เรื่องไฟ ไม่ว่าจะเกิดจากการจุดเผาหรือเกิดจากธรรมชาติ

ทุกครั้งที่เกิดไฟไหม้ การสูญเสียก็จะตามมา

นอกจากสูญเสียแล้ว อากาศก็ยังเป็นพิษ สิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบ

เมื่อตอนยังทำนา ทำไร่ช่วยพ่อแม่เมื่อก่อนโน้น หลังจากเกี่ยวข้าวเข้ายุ้งแล้ว พ่อก็จะไถกลบแล้วหว่านถั่วเขียว

พ่อกะแม่บอกว่า การเผานา เผาไร่ คือการทำลายหน้าดิน ปลูกพืชไร่ ปลูกข้าวครั้งต่อไปจะไม่ค่อยได้ผล

ถั่วเขียว เป็นพืชที่บำรุงดิน หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตก็ไถกลบทิ้งไว้จนถึงฤดูจะทำนาอีกครั้ง

ทุกปี พ่อแม่จะเหลือผลผลิตไปขายที่ตัวอำเภออย่างสม่ำเสมอ

ข้าวต่อไร่ก็ได้มากถังขึ้น

การทำไร่ ทำนาของคนเมื่อก่อน ไม่ได้หวังร่ำหวังรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี

กระทั่งมีพ่อค้าคนกลางเข้าถึงหมู่บ้าน หลายอย่างก็เปลี่ยนไป

จากที่เคยแบ่งปัน ก็กลายเป็นแข่งขันซื้อขาย

มาปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติกันดีกว่า ปักษ์นี้จะชวนปลูกไม้ผล นั่นคือ “ขนุน”

ใครที่พอจะมีที่อยู่บ้างก็อยากให้ปลูกเอาไว้ จะได้กินผล และออกซิเจนหายใจ แถมประโยชน์อย่างอื่นอีก

การขยายพันธุ์ของขนุน นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ขนุน จัดเป็นไม้ยืนต้น มีความสูงโดยเฉลี่ย 15 เมตร ทั้งต้นจะมียางสีขาว เหนียว

ลักษณะของใบกลมรียาว ปลายใบจะแหลม มีก้านใบ หลังใบเรียบเป็นมัน

ขนุน เมื่อปลูกได้สัก 4 หรือ 5 ปี จะเริ่มออกดอกเป็นช่อ

เมื่อออกดอกได้ช่วงหนึ่งก็จะติดผล ลักษณะของผลเรียกผลรวม รูปผลรี ยาว ใหญ่ เนื้อหุ้มเมล็ดจะมีสีเหลือง เมื่อสุกจะมีกลิ่นหอม

เปลือกนอกของขนุนจะเป็นตุ่มหนามเล็กเล็ก

ขนุน คนโบราณจัดเป็นไม้มงคล ส่วนมากจะปลูกไว้ตามสวนหลังบ้าน เพื่อจะได้อยู่ดีมีสุข

นอกจากนี้ ยังรู้จักใช้ประโยชน์จากยาง ใบ ราก เมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ด เป็นยาสมุนไพร

ยาง จะมีสรรพคุณรักษาแผลฝีหนองอักเสบ

ใบ ถ้าใบสดให้เอามาตำให้ละเอียด พอกปิดแผลเรื้อรัง จะหายเร็ว

ราก มีสรรพคุณบำรุงเลือด และแก้โรคหนองในของผู้ชาย

เมล็ด เอามาต้มกินสุก มีสรรพคุณขับน้ำนมในผู้หญิงหลังคลอด และบำรุงร่างกาย

เนื้อหุ้มเมล็ด นิยมกินสด และมีสรรพคุณทางยาสมุนไพร คือช่วยบำรุงกำลังให้แข็งแรง

สำหรับคนที่ไม่มีที่มีทางจะปลูก ก็เลือกซื้อหาที่เขาเอามาวางขายตามท้องตลาดก็แล้วกัน

แต่ขอเตือนว่า ขอให้กินแต่พอดี อะไรที่เกินพอดีก็มีโทษเป็นของธรรมดา

ฟังเรื่องชูชกเป็นตัวอย่าง

 

โกรธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010457&srcday=2014-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 572


ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโน เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

โกรธ

เมื่อเอ่ยถึงความโกรธ ใครๆ ก็เข้าใจได้ง่าย เพราะทุกคนเคยผ่านความรู้สึกไม่พอใจ หงุดหงิด อึดอัด ขัดเคือง และโกรธมานับไม่ถ้วนในชีวิตที่ผ่านมา หรือบางวันความโกรธได้มาเยือนวันละหลายๆ ครั้ง บางครั้งความโกรธมาเร็วไปเร็ว หรือที่พูดว่า โกรธง่าย หายเร็ว บางครั้งโกรธง่ายแต่กลับหายช้า บางครั้งโกรธแล้วหายช้ามากจนแปรรูปเป็นพยาบาท

ถ้าจะเรียบเรียงลักษณะความโกรธจากน้อยไปหามากโดยใช้ภาษาบาลีเป็นสื่อก็จะเห็นความโกรธละเอียดลออลงไปอีก

ความโกรธเล็กน้อยเกิดจากการกระทบกระทั่งกัน เรียกว่า ปฏิฆะ

ความโกรธที่รู้สึกว่าเหมือนมีศรมาปักลงกลางใจ หรือบางทีรู้สึกเจ็บแปลบ หรือถ้าแรงหน่อยก็เหมือนฟ้าฟาดลงตรงกลางใจ แบบนี้เรียกว่า โกธะ ความโกรธเช่นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อถูกด่า ถูกหยามหน้า หยามเกียรติ ดูหมิ่น หรือถูกทุบตี หรือแม้แต่ผิดหวังอย่างแรง ก็เป็นสาเหตุของความโกรธได้

ความไม่พอใจต่อบุคคล หรือแม้แต่วัตถุบางชนิดที่เป็นสื่อของความโกรธจนทนไม่ไหวอยากทำลายล้าง เช่น เป็นคนก็อยากฆ่าทิ้ง เป็นสิ่งของวัตถุอาคารก็อยากทุบทำลาย ความโกรธแบบนี้เรียกว่า โทสะ หากได้แสดงออก ได้ทำลาย หรือทำร้ายไปแล้ว อาจจะหายได้

แต่ความโกรธประเภทโทสะที่สะสมนาน แม้ผ่านการแสดงออกหรือชำระไปแล้วแต่ยังไม่ยอมหายไป เคยฆ่า เคยทำลายศัตรูแล้ว แต่ก็ไม่หาย ยังติดใจไปตลอด ตามคติของหนังจีนที่ว่า ลูกผู้ชาย (ลูกผู้หญิง) ยี่สิบปีแก้แค้นยังไม่สาย ความโกรธแบบนี้กลายพันธุ์เป็นความพยาบาท คือโกรธกันแบบถาวร ไม่มีอะไรจะถอดถอนได้ โกรธกันจนตายจากไปข้างหนึ่ง ความโกรธแบบนี้น่ากลัวที่สุด ถ้าเป็นบุคคลก็ฆ่ากันล้างโคตร ถ้าเป็นชาติพันธุ์ หรือประเทศชาติถ้าโกรธกันถึงขั้นพยาบาทที่สะสมนานๆ ก็จะพัฒนาไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เลยทีเดียว

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สตรี หรือบุรุษก็ตาม หากโกรธแล้วจะมีลักษณะและได้รับผลเหมือนๆ กันดังนี้ คือ

1. บุคคลผู้มักโกรธนั้น มีผิวพรรณทราม นอนเป็นทุกข์ ได้ความเจริญแล้วก็ยังถึงความเสื่อม

2. บุคคลผู้มักโกรธ ถูกความโกรธครอบงำ เข่นฆ่าทางกาย วาจา ย่อมประสบความเสื่อมทรัพย์

3. บุคคลผู้ลืมตัวเพราะความโกรธ ย่อมถึงความเสื่อมยศ ญาติมิตร และสหาย ย่อมหลีกเว้นบุคคลผู้มักโกรธ

4. ความโกรธก่อความเสียหาย ความโกรธทำจิตให้กำเริบ บุคคลผู้มักโกรธย่อมไม่รู้จักภัยที่เกิดจากภายใน

5. บุคคลผู้โกรธย่อมไม่รู้อรรถ บุคคลผู้โกรธย่อมไม่เห็นธรรม ความโกรธครอบงำนรชนในกาลใด ความมืดย่อมมีในกาลนั้น

6. บุคคลผู้โกรธย่อมก่อกรรมที่ทำได้ยากเหมือนทำได้ง่าย ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้

7. บุคคลผู้โกรธย่อมแสดงความเก้อยาก (หน้าไม่อาย หน้าด้าน) เหมือนไฟแสดงควันก่อน ความโกรธเกิดขึ้นในกาลใด คนทั้งหลายย่อมโกรธในกาลนั้น

8. บุคคลผู้โกรธ ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีคำพูดที่น่าเคารพ บุคคลผู้ถูกความโกรธครอบงำไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย

9. บุคคลผู้โกรธ ฆ่าบิดาก็ได้ ฆ่ามารดาก็ได้ ฆ่าพราหมณ์ก็ได้ ฆ่าปุถุชนก็ได้

10. ลูกที่มารดาเลี้ยงมาจนได้ลืมตามองโลกนี้ เป็นผู้มีกิเลสหนา ย่อมฆ่าแม้มารดาผู้ให้ชีวิตนั้นได้

11. ผู้โกรธหมกมุ่นอยู่ในอารมณ์ต่างๆ ย่อมฆ่าตนเองเพราะเหตุต่างๆ คือ ฆ่าตนเองด้วยดาบบ้าง กินยาพิษตายบ้าง ใช้เชือกผูกคอตายบ้าง กระโดดเหวตายบ้าง

พระพุทธเจ้าทรงสรุปและแสดงทางออกจากความโกรธว่า คนเหล่านั้นเมื่อทำกรรม อันมีแต่ความเสื่อมและทำลายตน ก็ไม่รู้สึกความเสื่อมเกิดจากความโกรธ ตามที่กล่าวมานี้ ความโกรธ เป็นบ่วงแห่งมัจจุ (ความตาย) มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย โดยรูปของความโกรธ พึงตัดความโกรธนั้นด้วยทมะ (ความข่มใจ) ปัญญา (วิปัสสนาปัญญา คือ เห็นความ เกิดดับของความโกรธแล้วปล่อยความโกรธให้ผ่านไปโดยไม่ต้องกระทำหรือพูดด้วยอำนาจของความโกรธ) ความเพียร (คือ เพียรละความโกรธและเพียรระวังมิให้ความโกรธเกิดขึ้น) และทิฏฐิ (คือ สัมมาทิฏฐิ อันเป็นหัวขบวนแห่งอริยมรรคมีองค์แปด อันประกอบไปด้วยความเห็นที่ถูกต้อง ความดำริที่ถูกต้อง การเจรจาถูกต้อง ทำการงานถูกต้อง ประกอบอาชีพถูกต้อง พากเพียรถูกต้อง ระลึกได้อย่างถูกต้อง ตั้งใจไว้อย่างถูกต้องในอารมณ์เดียว จนมีนิพพานเป็นอารมณ์)

เมื่อพระพุทธเจ้าได้แสดงโทษและลักษณะอันน่าเกลียดของคนที่มีความโกรธครอบงำและแสดงวิธีปฏิบัติเพื่อมิให้ความโกรธเข้ามาครอบงำใจได้แล้ว ทรงแสดงอานิสงส์ หรือประโยชน์ของความไม่โกรธเอาไว้ว่า

บุคคลผู้ปราศจากความโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจปราศจากความโลภ ไม่มีความริษยา ฝึกฝนตนแล้ว ละความโกรธได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ (กิเลสที่หมักหมมไว้ในใจอย่างมากมาย) ปรินิพพาน

คนที่ไม่มักโกรธจะเป็นคนสุภาพอ่อนโยน เปี่ยมด้วยเมตตา น่าคบหาสมาคม น่าเข้าใกล้ น่าจะเป็นมิตรเป็นสหาย น่าจะทำงานด้วย น่าจะร่วมชีวิตด้วย น่าจะทำธุรกิจด้วย น่าจะศึกษาธรรมด้วย น่าจะปฏิบัติธรรมด้วย เพราะคนที่ไม่มักโกรธมีความเยือกเย็นด้วยรังสีบารมีธรรมที่มีอยู่ในวิถีชีวิต และเมื่อปฏิบัติธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปจนละความโกรธได้หมดสิ้นไม่มีเหลือหลอ ก็จะเข้าถึงปรินิพพานคือ ความสงบเย็นอย่างรอบด้าน ไม่มีความร้อนใดๆ เหลือค้างใจอีกเลย ดังพุทธภาษิตที่ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ (อ่านว่า นิบ-พา-นัง-ปะ-ระ-มัง-สุน-ยัง) แปลว่า นิพพาน ว่างอย่างยิ่ง ในที่นี้ ว่างจากความโกรธทั้งปวง เมื่อว่างจากไฟโทสะ ก็ไม่มีอะไรเผาให้เร่าร้อน จึงมีแต่ความสุข ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ (อ่านว่า นิบ-พา-นัง-ปะ-ระ-มัง-สุ-ขัง) นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

แหล่งข้อมูล พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 23 หน้า 125-130. 

 

อนาคตครูยาง 12,000 คน คืออนาคตเศรษฐกิจชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010457&srcday=2014-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 572


เรื่องเล่าจากสองข้างทาง 

ผกามาศ ธนพัฒนพงศ์ 

อนาคตครูยาง 12,000 คน คืออนาคตเศรษฐกิจชาติ

จากการที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ร่วมมือกับศูนย์ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเวที Coffee Talk เพื่อระดมความคิดแลกเปลี่ยนมุมมองถึงแนวทางการพัฒนาศักยภาพของครูยาง จำนวน 12,000 คน ที่ได้พัฒนาไว้เพื่อเป็นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนากิจการยางพาราให้เป็นไปในแนวทางยุทธศาสตร์ยางพาราของประเทศ เพื่อการสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและรายได้ประชาชาติของประเทศ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ณ อาคารอิมแพคฟอรั่ม ศูนย์การประชุม อิมแพค เมืองทองธานี 

โดยเฉพาะเวที Coffee Talk ได้รับความร่วมมือที่ดียิ่งจากสื่อมวลชนและผู้แทนครูยาง ในการร่วมระดมความเห็นอย่างน่าสนใจ

คุณประสิทธิ์ หมีดเส็น รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กล่าวว่า ทางสำนักงาน สกย. มองว่า ครูยางคือ กลุ่มเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของประเทศ เพราะยางพาราเป็นอนาคตและความหวังของประเทศ ที่ผ่านมาทาง สกย. ได้พัฒนาครูยาง จำนวน 12,000 คน เพื่อให้สามารถดูแลผู้ปลูกยาง 1.2 ล้านครัวเรือน แต่ก็ยังไม่พอเพียงกับความต้องการ เนื่องจากยังมีการเข้าและออกในระบบอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งความไม่นิ่งก็เป็นปัญหาบางส่วนที่ต้องป้องกัน

สิ่งที่ สกย. มองถึงความจำเป็นคือ การส่งเสริมให้ครูยางได้มีบทบาทอย่างแท้จริงในการช่วยเสริมสร้างกลุ่มให้เข้มแข็ง โดยอาจมีการพิจารณาเรื่องผลตอบแทนให้กับครูยางเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำหน้าที่ต่อส่วนรวม

ในที่ประชุมได้มีกลุ่มตัวแทนครูยางจากจังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดเชียงใหม่ เข้ามีส่วนร่วมระดมความเห็นครั้งนี้ ซึ่งมองว่าปัจจุบันมีการปลูกยางตามกระแสมาก จนกระทั่งไม่สามารถดูแลกันได้อย่างทั่วถึง อาทิ แถบอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีการปลูกยางพาราเพิ่มขึ้นและไม่มีตัวแทนครูยางมาช่วยให้คำแนะนำ เกษตรกรผู้ปลูกจึงขาดองค์ความรู้ที่จะไปพัฒนาต่อ อาจส่งผลลบในระยะยาว

นอกจากนี้ อยากให้ครูยางมุ่งเน้นการรวมกลุ่มผู้ปลูกยางให้เป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง เช่น ที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อกลุ่มเข้มแข็งแล้วจะสามารถสร้างอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางได้ในระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังต้องการให้ สกย. ช่วยส่งเสริมเรื่องอุปกรณ์เครื่องมือหรือกำหนดมาตรการจัดหาเครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อการแปรรูปยางเป็นผลิตภัณฑ์ เพราะตัวเกษตรกรอาจจะยังไม่สามารถลงทุนได้เอง

สำหรับทางด้านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ผศ.ดร. พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะหน่วยงานร่วมเพื่อการสร้างองค์ความรู้และพัฒนาครูยางให้มีศักยภาพขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจทั้งในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำนั้น มองว่า จะต้องมีการสร้างชุดองค์ความรู้และการถ่ายทอดอย่างเป็นกระบวนการ ทั้ง 3 ระดับ โดยจะมีการจัดทำเนื้อหาเชิงวิชาการ ทั้งการปลูก การผลิต การบริหารจัดการ การตลาด ภาษาเพื่อการสื่อสาร รวมถึงเทคโนโลยีที่จะสามารถเป็นสะพานเชื่อมให้กลุ่มผู้ประกอบกิจการยางพารา สามารถเดินเข้าสู่ประตูตลาดโลกได้อย่างเข้าถึงและสง่างาม

โดยจะต้องมีกระบวนการถ่ายทอดและฝึกทักษะสร้างเสริมประสบการณ์ รวมทั้งการติดตามผลและประเมินศักยภาพ ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ครูยางและเหล่าสมาชิกให้ยั่งยืนได้นั้น จะต้องอาศัยกระบวนการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อให้เป็นกลไกในการดำเนินการผลิตแปรรูปและค้า อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีบุคลากรในท้องถิ่นเป็นผู้มีส่วนได้เสีย

สำหรับกลุ่มสื่อมวลชน ในฐานะของกลุ่มสื่อสารที่จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างและผลักดันนั้น โดยบทบาทของสื่อมองว่า ครูยางคือความหวังของชาติ ปัจจุบันมีเขตการปลูกยางใหม่ที่เติบโตกันมากขึ้น เช่น ภาคอีสาน และภาคเหนือ กระบวนการพัฒนาครูยางจะต้องผ่านการวางรากฐานอย่างมีระบบ และเกิดจากความร่วมมือในหลายๆ ภาคส่วน

โดยสื่อมวลชนจะคอยติดตามและนำเสนอข่าวสารเพื่อให้กลุ่มครูยางเหล่านี้ได้ติดตามและรับทราบเพื่อให้มีการปรับตัวกันอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีรากฐานที่ดีอยู่แล้วในด้านนี้ การเพิ่มศักยภาพและต่อยอดที่มีแนวทางที่ชัดเจน คาดว่าสามารถฝากอนาคตและความหวังได้ โดยเฉพาะ สกย. นั้น เป็นกองทุนหรือองค์การหลักที่ช่วยสร้างรากฐานและกำหนดทิศทางดังกล่าว

การรวมกลุ่มระดมความเห็นในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดียิ่งในการวางรากฐานครูยางให้สามารถพัฒนาตนสู่การเป็นผู้ประกอบการยางพารา ทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้อย่างมีคุณภาพ รวมถึงการสร้างองค์กรในภาคประชาสังคม ก้าวสู่การเป็นวิสาหกิจเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในระดับชุมชนให้แข็งแรงต่อไป

 

กว่า…จะมาเป็น “ความต่าง” ของน้ำตาลทรายออร์แกนิก “วังขนาย” พฤษภาคม 19, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 571


กว่า…จะมาเป็น “ความต่าง” ของน้ำตาลทรายออร์แกนิก “วังขนาย”

น้ำตาลวังขนาย กับแนวคิดผลิตอ้อยอินทรีย์

นับเป็นเวลากว่า 10 ปี ที่กลุ่มวังขนายใช้ความพยายามภายใต้ความห่วงใยต่อสุขภาพผู้บริโภค เพื่อผลิตน้ำตาลทรายออร์แกนิกเข้าสู่ตลาดผู้รักสุขภาพได้สำเร็จ และมีจำนวนน้อยก็ตาม แต่ทว่าอ้อยของเกษตรกรที่ไม่ผ่านการประเมินว่าเป็นอ้อยออร์แกนิก ก็ถูกจัดว่าเป็นอ้อยที่ปลูกแบบใช้สารเคมีน้อยที่สุด และผลิตเป็น น้ำตาลทราย Low Chemical ออกจำหน่าย จนได้รับความสนใจมากเช่นกัน

ความพยายามที่จะลด ละ เลิก การใช้สารเคมีในการปลูกอ้อยจนนำไปสู่การผลิตน้ำตาลทรายออร์แกนิกเพื่อให้บุคลากรในองค์กร ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับวังขนายและผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตที่ดี ถือเป็นเจตนารมณ์ทางความคิดของกลุ่มวังขนาย

แต่กว่า…จะก้าวขึ้นแท่นเป็นเบอร์หนึ่งของผู้ผลิตน้ำตาลทรายออร์แกนิกรายแรกของประเทศได้สำเร็จเช่นนี้ กลุ่มผู้ร่วมอุดมการณ์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ พนักงาน และผู้บริหารของวังขนายต่างต้องทุ่มเท มุ่งมั่น ต่างต้องกรุยเส้นทางที่ยากลำบากไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ด้วยการชู “ความต่าง” และไม่ยอมยึดติดกรอบความคิดเดิม เพื่อหวังสร้างประโยชน์และความสุขแบบยั่งยืนให้ชุมชนและสังคมโดยรวม

คุณธัญรักษ์ ณ วังขนาย ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ เผยว่า การอธิบายให้เกษตรกรรู้ถึงผลกระทบของการใช้สารเคมีในการปลูกอ้อยนั้น จริงๆ แล้วเกษตรกรเข้าใจดีว่า ใช้สารเคมีแล้วมีผลเช่นไรต่อพืชที่ปลูก แต่สิ่งที่สำคัญคือ การหยิบยกประเด็นเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพมาบอกให้พวกเขารู้ว่า วังขนายเป็นห่วงสุขภาพของชาวไร่ จึงอยากให้เข้าโครงการปลูกอ้อยอินทรีย์กับกลุ่มวังขนาย

คุณธัญรักษ์เล่าว่า มีกรณีตัวอย่างชาวไร่รายหนึ่งทำไร่อ้อยอยู่จังหวัดนครราชสีมา เป็นมะเร็งจากการใช้สารเคมีปลูกอ้อย เมื่อลูกสาวที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ รู้ว่าแม่ป่วยเป็นมะเร็งจึงบอกให้เลิกใช้สารเคมี แล้วให้หันมาปลูกอ้อยโดยใช้อินทรีย์แทน แต่แม่ทักท้วงว่าคงทำไม่ได้แน่

“ทำให้ลูกสาวลาออกจากงานในกรุงเทพฯ แล้วหันมาปลูกอ้อยอินทรีย์แทนแม่ ในที่สุดเธอทำสำเร็จ จากนั้นมาแม่ที่เคยล้มเจ็บกลายเป็นคนที่มีสุขภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังสามารถเดินด้วยเท้าเปล่าเข้าไปในไร่อ้อยแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์ในไร่อ้อยได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ชาวไร่คนนี้จึงเป็นหนึ่งตัวอย่างในหลายคนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีทำการเกษตร” ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์บอก

แนวทางการปลูกอ้อยอินทรีย์

คุณธัญรักษ์กล่าวว่า การหยุดใส่สารเคมีในดินเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถรับรองการเป็นอินทรีย์ที่สมบูรณ์ได้ เพราะจะต้องมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างที่ต้องควบคุมเพื่อทำให้อ้อยที่ปลูกนั้นสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำตาลทรายออร์แกนิกที่ได้มาตรฐานและรับรอง อาทิ ต้องทำแนวกั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวต้นไม้หรือแนวกั้นน้ำ หรือแม้แต่ปลูกพืชเพื่อใช้เป็นกำแพงแนวกั้นเพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีจากด้านนอกเข้ามา

อีกทั้งควรมีการปรับสภาพดินและน้ำในพื้นที่ของตัวเอง และต้องมั่นใจว่าน้ำที่นำมาใช้จะต้องไม่ผ่านพื้นที่การใช้สารเคมีใดมาเลย ตลอดจนการนำพันธุ์อ้อยออร์แกนิกมาใช้ และหากพบว่ามีแมลงศัตรูพืชจะต้องกำจัดด้วยชีววิธี อย่างการนำแตนเบียนไข่ แตนเบียนหนอน หรือแมลงหางหนีบมาใช้ สำหรับการให้ปุ๋ย ถ้าใช้ปุ๋ยคอกอย่างมูลไก่ มูลเป็ด มูลวัว หรือมูลควาย จะต้องเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะเท่านั้น

“พอเสร็จด้านการเตรียมพื้นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มลงมือปลูกด้วยการไถยกร่อง ควรรองพื้นด้วยอินทรียวัตถุชีวภาพสูตรอ้อยออร์แกนิก โดยโรยใต้แถวต้นพันธุ์อ้อย และควรดูแลด้วยการปลูกพืชคลุมดิน เช่น ถั่วพร้า ระหว่างแถวอ้อย เพื่อป้องกันและควบคุมการเติบโตของวัชพืช ทั้งยังเป็นการช่วยในเรื่องการรักษาความชื้นของดิน ส่วนการกำจัดวัชพืชต้องใช้แรงงานคนหรืออาจใช้เครื่องทุ่นแรงตามความเหมาะสม โดยห้ามใช้สารเคมีเด็ดขาด” คุณธัญรักษ์ให้รายละเอียด

ความผิดพลาด…มูลเหตุสร้างความท้อแท้

บ่อเกิดของความยากในการทำออร์แกนิก

เมื่อถามถึงปัญหาที่พบจากการปลูกอ้อยอินทรีย์ คุณธัญรักษ์บอกว่า มักมาจากการขาดความละเอียด รอบคอบ ทั้งนี้เพราะการปลูกอ้อยอินทรีย์มีกระบวนการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม มีการบันทึก มีกติกาและกฎระเบียบ ดังนั้น หากมีการตรวจสอบคุณภาพแล้วพบว่าผิดกติกาก็จะต้องกลับไปเริ่มต้นที่กระบวนการแรกใหม่ ถึงแม้จะผ่านขั้นตอนที่เกือบสมบูรณ์แล้วก็ตาม

ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ยอมรับว่าเหตุการณ์เช่นนี้มีโอกาสที่จะสะดุดล้ม แล้วตั้งต้นใหม่ตลอดเวลา แล้วยังบอกว่ามีตัวอย่างที่จะยกให้เห็น เมื่อมีการตรวจคุณภาพแล้วไม่พบสารเคมีใดเลย แต่บังเอิญไปพบขวดสารเคมีที่วางไว้ใกล้กับที่ดินของชาวไร่ที่ทำอินทรีย์ เพียงเท่านี้จะถูกปรับตกทันที

อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นซ้ำและบ่อยอาจส่งผลต่อความรู้สึกของเกษตรกรและอาจทำให้พวกเขาเกิดความท้อแท้แล้วอาจถอนตัวออกไป เพราะฉะนั้นความยากของการทำออร์แกนิกในความเห็นของเธอคือ การขาดความละเอียด รอบคอบ และกำลังใจ

“ครั้งแรกที่ทำออร์แกนิก มีชาวบ้านมาเข้าโครงการ จำนวน 200-300 คน พอนานไปเหลือเพียง 40 คน เนื่องจากจำนวนที่หายไปเป็นผลมาจากความผิดพลาด แล้วจึงเกิดความท้อแท้ คราวนี้คิดว่า ควรทำอย่างไร ไม่ให้จำนวนที่เหลืออยู่เกิดความท้อแท้

อีกทั้งยังคิดต่อไปว่า ทำอย่างไรให้กลุ่มที่เลิกไปแล้วกลับมาใหม่ ดังนั้น แนวทางแก้ไขคือ ต้องให้ฝ่ายจัดหาอ้อยเข้าถึงชาวไร่ แล้วคอยประคับประคองความรู้สึกทางด้านจิตใจ พร้อมสร้างความมั่นใจให้ว่าต่อไปจะเห็นความสำเร็จแน่นอน” คุณธัญรักษ์กล่าว

คุณธัญรักษ์กล่าวย้ำต่ออีกว่า การพลาดคือบทเรียนที่สำคัญ และควรคิดเสมอว่าถ้าเมื่อใดที่คุณสะดุดล้มแล้ว อย่าท้อเด็ดขาด ควรมีกำลังใจที่จะกลับมายืนใหม่ ควรจะให้กำลังใจตัวเองมากๆ อีกทั้งต้องตั้งสมาธิเพื่อสร้างความรอบคอบให้เกิดขึ้น

“ทั้งนี้เพราะความจริงสิ่งที่จะยืนยันความเป็นออร์แกนิกได้ นั่นคือ การรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานภาครัฐ ที่เป็นที่ยอมรับ น่าเชื่อถือ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการมีแค่ชื่อวังขนายอย่างเดียวอาจจะยังไม่มีน้ำหนักพอ ถ้าไม่มีการรับรองมาตรฐานสากล” ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์เผย

จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่

พบชาวไร่ ติวเข้มโดยตรง

สำหรับชาวไร่อ้อยที่ประกาศตัวว่าจะเดินแนวทางอินทรีย์และต้องการร่วมไปกับครอบครัววังขนายนั้น คุณธัญรักษ์บอกว่า สิ่งที่วังขนายจะให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิกในโครงการคือ การส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดหาอ้อยของทุกโรงงานลงพื้นที่ เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำกับชาวไร่ และยังคอยช่วยให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ชาวไร่ในเรื่องอื่นๆ อีกด้วย

โดยบุคลากรเหล่านั้นมีหน้าที่คอยให้คำแนะนำเรื่องการส่งเสริมและปรับปรุงระบบวิธีการปลูกอ้อย เพื่อให้ชาวไร่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องออร์แกนิกอย่างชัดเจน และเจ้าหน้าที่จะรับผิดชอบเป็นโซน ต้องคลุกคลีกับชาวไร่ทุกวันตลอดเวลา นอกจากนั้น ยังมีการสร้างแรงจูงใจด้วยการให้การสนับสนุนและส่งเสริมอุปกรณ์และวัสดุปลูกอย่างเต็มที่ รวมไปถึงถ้ารับรองว่าปลูกอ้อยอินทรีย์ได้แล้วยังรับซื้อในราคาเพิ่มสูงกว่าราคาปกติ

เธอกล่าวยอมรับว่าพี่น้องเกษตรกรทุกคนมีประสบการณ์ในการทำเกษตรมายาวนาน แต่เมื่อมีเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ หรือหลักเกณฑ์ปฏิบัติในการปลูกอ้อยอินทรีย์ให้มีความสมบูรณ์ และได้รับการรับรองมาตรฐาน กลุ่มวังขนายจึงต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเป็นการทำงานแบบคู่ขนาน เพราะเป็นการนำความรู้ความชำนาญมาผสมกับความรู้ด้านวิชาการเพื่อมาเชื่อมโยงจนนำไปสู่เป้าหมายคือออร์แกนิกที่สมบูรณ์แบบ

“ต้องการให้ชาวไร่เห็นว่าเรามีความจริงใจและจริงจังที่จะช่วยพวกท่านตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทถือว่าเป็นความร่วมมือกัน เพื่อเดินทางไปด้วยกัน หากช่วงเวลานั้นถ้าพี่น้องเกษตรกรลำบากแล้วพวกเราจะทอดทิ้งได้อย่างไร” คุณธัญรักษ์ให้รายละเอียดเพิ่ม

ปัจจุบัน วังขนาย มีโรงงานผลิตน้ำตาลทรายอยู่จำนวน 4 แห่ง คือที่สุพรรณบุรี ลพบุรี นครราชสีมา และมหาสารคาม โรงงานที่มีกำลังหีบมากที่สุดอยู่ที่นครราชสีมา โดยหีบได้วันละ 30,000-40,000 ตัน ทั้งนี้เพราะเป็นแหล่งที่มีพื้นที่ปลูกอ้อยมากที่สุด สำหรับพื้นที่ปลูกอ้อยอินทรีย์จากเดิมมีเพียง 800 ไร่ แต่ในปัจจุบันขยายพื้นที่ออกไปกว่า 15,000 ไร่ และคาดว่าจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ความน่าเชื่อถือ และศรัทธาต่อผู้บริโภค

คุณธัญรักษ์กล่าวในฐานะมีหน้าที่ดูแลด้านประชาสัมพันธ์ว่า การจะสื่อให้ผู้บริโภคยอมรับและเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ของวังขนายอาจต้องมีหน่วยงานที่มีมาตรฐานมาให้การรับรอง เพื่อสร้างทั้งคุณค่าและมูลค่า แต่ทำอย่างไรถ้าในอนาคตจะเหลือเพียงชื่อวังขนายเท่านั้น

เธอมองว่าหากผู้บริโภครับรู้ถึงความตั้งใจขององค์กรนี้ที่เน้นปลูกฝัง พร้อมสร้างแนวคิดให้ทุกคนในองค์กรคิดแบบเดียวกันและมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน เพราะสิ่งนั้นผลักดันให้ตัวตนของแบรนด์วังขนายมีความเด่นและชัดเจนในด้านสุขภาพความปลอดภัยยิ่งขึ้น แล้วอาจกลายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อพูดถึงการใส่ใจต่อสุขภาพและความปลอดภัยที่ยั่งยืน

“เมื่อวันนั้นมาถึง ด้านบนของผลิตภัณฑ์อาจมีเฉพาะชื่อวังขนายอย่างเดียวโดยไม่ต้องมีใครมารับรองนอกจากความเชื่อถือและศรัทธาของผู้บริโภคที่ได้รับรองแล้วเท่านั้น อีกทั้งผู้บริโภคยังสามารถมั่นใจในความปลอดภัยได้เมื่อหยิบสินค้าของวังขนายชนิดใดก็ได้” คุณธัญรักษ์กล่าวทิ้งท้าย

แม้ปัจจุบันกลุ่มวังขนายสามารถก้าวผ่านความตั้งใจที่จะผลิตน้ำตาลทรายออร์แกนิกมาเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค แต่เป้าหมายสำคัญที่เป็นเจตนารมณ์แท้จริงคือความต้องการผลิตน้ำตาลทรายทุกชนิดให้เป็นออร์แกนิก เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค

เพราะวันนี้…หากท่านเลือกซื้อผลิตภัณฑ์วังขนายชนิดใดก็ตาม จะสามารถซื้อได้เป็นแพ็กเกจ คือได้ทั้งสินค้าที่ถูกใจแล้วยังได้ความปลอดภัยเป็นของแถมอีกด้วย!!

 

เห็ดถั่วฝรั่ง…เห็ดเพื่ออนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 571


เทคโนโลยีการเกษตร 

นวลศรี โชตินันทน์ 

เห็ดถั่วฝรั่ง…เห็ดเพื่ออนาคต

ในนิตยสารเห็ดไทย 2556 ของสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย มีเรื่องของเห็ดที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องการพัฒนาเห็ดเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ Coprinus comatus (o.F.Mull) Gray ที่เหมาะสมกับการเพาะในประเทศไทย

คุณวราพร ไชยมา นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร และคณะ ได้เสนอผลงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาเห็ดเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เห็ดถั่วฝรั่ง ได้ส่งเข้ารับการคัดเลือกเป็นผลงานวิจัยดีเด่น กรมวิชาการเกษตร ในปี 2555 ได้รับการพิจารณาให้เป็นผลงานวิจัยดีเด่น กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2555

เห็ดถั่วฝรั่ง ไม่คุ้นหูกับคนไทยเหมือนเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดแชมปิญอง หรือเห็ดที่นำมาบริโภคเป็นยา เช่น เห็ดหลินจือ เป็นต้น

คุณวราพร หัวหน้าทีมงานวิจัยการพัฒนาเห็ดเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ ของสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เล่าว่า เห็ดถั่วฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ เรียกว่า Coprinus comatus เป็นเห็ดเมืองหนาวชนิดหนึ่ง ที่เรารู้จัก คือ เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มเงิน เข็มทอง เห็ดถั่วฝรั่งมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ทางแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งเขานิยมรับประทานกันอยู่เสมอ มีรสชาติอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีสรรพคุณทางยาด้วย จึงมีคนสนใจที่จะนำมาศึกษาวิจัย เพื่อให้เห็ดถั่วฝรั่งเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรในบ้านเรา เนื่องจากทางภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงฤดูหนาวมีอุณหภูมิที่สามารถนำมาเพาะเลี้ยงได้

“ทางภาคเหนือของประเทศไทยที่มีการเพาะเห็ดเมืองหนาวอยู่แล้ว คือ เห็ดแชมปิญอง มาคิดดูว่าถ้าเราจะมีเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่เป็นเห็ดเมืองหนาว ถ้าเรานำมาศึกษาและปรับปรุงการเพาะเลี้ยงเพื่อจะได้มีเห็ดอีกชนิดหนึ่งให้เกษตรกรเพาะเลี้ยง ก็จะมีเห็ดเมืองหนาวเพิ่มขึ้นมาอีกชนิดหนึ่งในบ้านเรา”

คุณวราพร อธิบายว่า เห็ดถั่วฝรั่ง เป็นเห็ดสกุลเดียวกันกับเห็ดถั่วในบ้านเรา มีอีกชื่อหนึ่งว่า เห็ดโคนน้อย แต่เห็ดถั่วฝรั่งเป็นเห็ดที่มีดอกใหญ่ที่สุดในเห็ดสกุลนี้

มีศักยภาพพัฒนา

เป็นเห็ดเศรษฐกิจใหม่

เห็ดถั่วฝรั่ง นิยมบริโภคกันมากในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และประเทศจีน เป็นเห็ดในสกุล Coprinus ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รสชาติอร่อย

ที่สำคัญมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ใน 100 กรัม มีโปรตีน 25.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.57 กรัม ไขมัน 0.34 กรัม เส้นใย 2.02 กรัม เถ้า 1.63 กรัม เกลือแร่และวิตามิน เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม เหล็ก สังกะสี ไนอะซีน และวิตามินบีต่างๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังมี อะมิโนแอซิด มากกว่า 14 ชนิด ได้แก่ Glutamic, Serine, Alamine acid เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณทางยา สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็ง ป้องกันภาวะหลอดเลือดหัวใจ ลดระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิต ที่สำคัญคือ มีเบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ นอกจากนั้น ยังมีโปรตีนมากกว่าเห็ดหอมถึง 2 เท่า และสูงกว่านม 8 เท่า

คุณวราพร กล่าวว่า จากคุณสมบัติดังกล่าวและกระแสนิยมอาหารเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันจึงมีการเพาะปลูกเห็ดถั่วฝรั่งกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ นอกจากนี้ เห็ดถั่วฝรั่ง ยังมีรสชาติดี เมื่อนำมาปรุงอาหารจะมีรสชาติคล้ายเนื้อไก่และมีความกรุบกรอบ

เห็ดถั่วฝรั่ง ที่ปลูกเป็นการค้าในกรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าเส้นใยเห็ดสามารถเจริญได้ในที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว

ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการศึกษาหาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดถั่วฝรั่งเพื่อการค้า เราจึงได้ทำการศึกษาอย่างละเอียดรวมทั้งปัจจัยต่างๆ และผลผลิตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อเป็นพันธุ์สำหรับแนะนำแก่เกษตรกรในการเพาะเห็ดเมืองหนาวเป็นการค้าในอนาคตต่อไป

ศึกษาสายพันธุ์ จาก

ประเทศเมืองหนาว 5 สายพันธุ์

คุณวราพร กล่าวต่ออีกว่า เห็ดถั่วฝรั่ง ที่นำมาศึกษาทดลองในบ้านเรามีทั้งหมด 5 สายพันธุ์ ด้วยกัน เรานำสายพันธุ์มาจาก 2 แหล่ง คือสายพันธุ์จากสหรัฐอเมริกา 1 สายพันธุ์ และสายพันธุ์การค้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 สายพันธุ์ โดยนำมาศึกษาทางสรีรวิทยาและสถานะต่างๆ แล้วคัดเลือกจนได้สายพันธุ์ที่ดี 3 สายพันธุ์ และนำมาเพาะเลี้ยงต่อ ซึ่ง 3 สายพันธุ์ ที่เลือกมานั้นมีลักษณะต่างกัน

“เราได้ทำการศึกษาวิจัยในเรื่องการผลิต การเจริญเติบโตของเส้นใยในอุณหภูมิต่างๆ และเทคโนโลยีการผลิตเห็ดถั่วฝรั่ง การผลิตเชื้อขยายในอาหาร และศึกษาในเรื่องของการให้ผลผลิต”

สำหรับการยอมรับของเกษตรกร คุณวราพร กล่าวว่า ได้ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะให้เกษตรกรยอมรับ เราได้เลือกพื้นที่ที่ทำการศึกษาทดลองเพาะเลี้ยงแบบเชิงพาณิชย์ ที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีการเพาะเลี้ยงเห็ดเมืองหนาวกันอยู่แล้ว คือ เห็ดแชมปิญอง โดยพยายามเลือกเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงเห็ดแชมปิญอง ชี้แจงให้เขาทราบว่า ไม่มีเทคโนโลยีแปลกใหม่อะไร เพียงแต่เปลี่ยนสายพันธุ์เห็ดจากแชมปิญองมาเป็นเห็ดถั่วฝรั่งเท่านั้น ถ้าเกษตรกรไม่ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ทำให้ยุ่งยาก ต้องมาศึกษากันใหม่ เกษตรกรจะยอมรับได้ง่าย คุณวราพร กล่าว

“แต่กว่าจะยอมรับค่อนข้างยาก เกษตรกรบ้านเราน้อยนักที่จะยอมเสี่ยง การที่เขาจะลงทุนอะไร เขาจะต้องมั่นใจว่า ถ้าทำออกมาแล้วจะต้องได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า จึงเป็นการยากที่จะให้เขายอมรับพันธุ์เห็ดใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จัก แต่บังเอิญโชคดีที่ได้เกษตรกรหัวก้าวหน้ามาร่วมโครงการ พร้อมที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ”

บังเอิญช่วงนั้น

เห็ดแชมปิญอง ราคาตกต่ำ 

ในช่วงต้นฤดูหนาว ราคาเห็ดแชมปิญอง หน้าฟาร์ม กิโลกรัมละ 100-110 บาท แต่พอปลายฤดูหนาว ราคาจะตกเหลือเพียง 50-60 บาท ต่อกิโลกรัม เท่านั้น ขณะนั้นคุณวราพรเข้าไปพบเกษตรกร ที่ อำเภอเวียงป่าเป้า ที่เพาะเห็ดแชมปิญองกำลังมีปัญหาราคาตกต่ำ เขาถามว่ากรมวิชาการเกษตรมีเห็ดพันธุ์ใหม่ๆ ที่พอจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มบ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นจังหวะที่คุณวราพรจะทำการศึกษาวิจัยเห็ดถั่วฝรั่ง ซึ่งเป็นเห็ดเมืองหนาวเช่นเดียวกับเห็ดพันธุ์แชมปิญองพอดี และเนื่องจากการจัดการระบบฟาร์มเห็ดถั่วฝรั่งไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงการเพาะเลี้ยงแต่อย่างไร

เพียงแต่เบื้องต้นจะต้องเอาใจใส่ดูแลค่อนข้างมาก จะแตกต่างกันในเรื่องของการเก็บดอกเห็ด และเกษตรกรยังไม่รู้ว่ากี่วันจะเก็บดอกเห็ดได้ การเก็บดอกเห็ดถั่วฝรั่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับเกษตรกร อำเภอเวียงป่าเป้า ช่วงนั้นจึงต้องประสานงานกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด

คุณวราพร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการสร้างเกษตรกรต้นแบบในปีแรก มุ่งไปที่เกษตรกรรายเดียวก่อน เพื่อสร้างเกษตรกรต้นแบบ เพราะเขายังไม่เคยเห็นรูปร่างลักษณะของดอกเห็ด อย่างที่บอกว่ามีเกษตรกรหัวก้าวหน้ามาร่วมโครงการ แต่ก็มีเกษตรกรรายอื่นให้ความสนใจ และในปีนั้น (2556) กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ดได้ขยายผลการผลิตออกไปอีก 6-7 โรง ทำให้มีเกษตรกรมาติดตามดูพอสมควร

พร้อมกันนี้ยังได้ให้ข้อมูลถึงระยะเวลาการเก็บดอกเห็ดว่า เริ่มตั้งแต่หว่านเชื้อเห็ดไปจนถึงเวลาเก็บดอกเห็ด จะใช้เวลา 45 วัน ซึ่งไม่ต่างกับเห็ดแชมปิญอง ใช้เวลาใกล้เคียงกัน การเก็บดอกเห็ดก็ต้องระวังเหมือนกับเก็บดอกเห็ดทั่วๆ ไป คือ ระวังมิให้ช้ำ เก็บแล้วตัดแต่งให้ดูสวยงาม เห็ดถั่วฝรั่ง เป็นเห็ดขนาดใหญ่มีการเจริญเติบโตเร็ว และยังสามารถเพาะให้ออกดอกได้ในวัสดุที่หาง่าย ราคาถูก เช่น ฟางข้าว ขี้เลื่อย เป็นต้น

ตลาดเป็นอย่างไร

กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ดเพียงแต่ดำเนินการศึกษาวิจัยในด้านวิชาการเทคโนโลยีในการเพาะเลี้ยง ไม่ได้ศึกษาในด้านการตลาด แต่เกษตรกรที่มีหัวก้าวหน้าได้ดำเนินการในด้านการตลาดไปบ้างแล้ว ปัจจุบันทางภาคเหนือได้มีการวางตลาดตามศูนย์การค้า ซึ่งเป็นตลาดชั้นสูง

เมื่อถามถึงราคา คุณวราพร บอกว่า จากคำบอกเล่าของเกษตรกร ราคาที่วางขายประมาณ 450 บาท ต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาเห็ดแชมปิญอง ราคาประมาณ 200-250 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรพอใจมาก เพราะในขณะที่ต้นทุนเท่ากัน แต่ผลผลิตที่ได้และราคาเห็ดถั่วฝรั่งสูงกว่าเห็ดแชมปิญอง 2-3 เท่าตัว คำนวณผลผลิตที่ได้ต่อโรงเรือน (ชั้นปลูก 2×6 เมตร 6 ชั้น) ให้ผลผลิตเฉลี่ยรวม 166.17 กิโลกรัม เกษตรกรจะได้กำไรสุทธิ 22,409 บาท และอาจเก็บผลผลิตได้นาน 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศในช่วงปีนั้นๆ เห็ดชนิดนี้สามารถนำมาปรุงอาหารไทยได้เกือบทุกชนิด

“เห็ดถั่วฝรั่ง นอกจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงแล้ว ยังมีคุณค่าทางยาสูง ได้มีงานวิจัยออกมาแล้วว่ายังช่วยในเรื่องของผิวพรรณอีกด้วย ดังนั้น ในอนาคตเชื่อว่าเห็ดถั่วฝรั่งจะเป็นเห็ดเศรษฐกิจตัวใหม่ในอนาคตอย่างแน่นอน” คุณวราพร กล่าว

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 561-4673