ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ก้าวทัน AEC อย่างมั่นคง ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง ตุลาคม 23, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ก้าวทัน AEC อย่างมั่นคง ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง

เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งปี ประเทศไทย จะก้าวเข้าสู่การเปิดตลาดประชาคมอาเซียน (AEC) อย่างเต็มตัวแล้ว ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร จึงจับประเด็น หัวข้อ “พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมยาง กับการพัฒนายางอย่างมั่นคงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” มาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในเวทีเสวนาวันยางพาราบึงกาฬ 2013 ที่ผ่านมา

โดย กรมวิชาการเกษตร ได้เชิญวิทยากร 3 ท่าน ประกอบด้วย “คุณสงกรานต์ คำพิไสย์” ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬ มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนายางพาราเพื่อเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ “คุณจันทวรรณ คงเจริญ” ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร มาถ่ายทอดความรู้เรื่อง พ.ร.บ. ควบคุมยาง กับการพัฒนายางอย่างมั่นคงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “คุณพรเพ็ญ โพธิ์ทอง” นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ หัวหน้าฝ่ายควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ ศูนย์วิจัยยางหนองคาย ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการให้บริการตาม พ.ร.บ. ควบคุมยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของศูนย์วิจัยยางหนองคาย

แนวทางการพัฒนา

ยางพาราของจังหวัดบึงกาฬ

“คุณสงกรานต์ คำพิไสย์” ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ปัจจุบัน จังหวัดบึงกาฬปลูกยางพารามากที่สุดถึง 800,000 ไร่ เปิดกรีดแล้ว 500,000 ไร่ มีรายได้จากการขายยาง เดือนละ 1,000 ล้านบาท ใน 4-5 ปี ข้างหน้า เมื่อขยายพื้นที่เปิดกรีดได้มากขึ้น จะสร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นเป็นเดือนละ 2,000 ล้านบาท

สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด ไม่ได้เหมาะกับการปลูกยางทั้งหมด การปลูกยาง หากลงทุนในแหล่งที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปลูกยาง ดินดี น้ำดี ใช้กล้ายางพันธุ์ดี บริหารจัดการสวนอย่างเหมาะสม เปิดกรีดและแปรรูปยางอย่างถูกวิธี เกษตรกรจะมีรายได้ดี แต่พบว่า เกษตรกรจำนวนไม่น้อยปลูกยางตามเพื่อนฝูง โดยปลูกยางในพื้นที่ลุ่ม ซึ่งไม่เหมาะกับการปลูกยาง ได้ผลผลิตต่ำ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ปัจจุบัน ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น ลาว ก็หันมาปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก ในปี 2555 เคยเชิญตัวแทนภาครัฐและเกษตรกรลาวจากแขวงบอลิคำไซและเมืองต่างๆ ที่อยู่ตรงข้ามจังหวัดบึงกาฬ เช่น ปากกระดิ่ง ปากซัน ท่าพระบาท และแขวงคำม่วน มาร่วมงานวันยางพาราบึงกาฬ แต่ปี 2556 พบว่า เกษตรกรลาวสนใจเข้าร่วมชมงานวันยางพาราบึงกาฬเพิ่มขึ้นอีก 3-4 แขวง นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ปลูกยางจากเวียดนามก็ชมงานนี้ด้วยเช่นกัน

เขมร ก็สนใจเข้าชมงานนี้เหมือนกัน เพราะเขมรได้รับงบประมาณสนับสนุนจากญี่ปุ่น จัดหาพันธุ์ยางเข้าไปปลูก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้นยางที่ปลูกตายเกือบ 100% เลย เมื่อเขมรรู้ว่า บึงกาฬ ปลูกยางได้ดี ก็สนใจอยากเข้าชมงานด้วย ความจริง ลาว เวียดนาม พม่า ได้เปรียบไทยในเรื่องเนื้อที่เพาะปลูกยางที่มีจำนวนมาก ขณะที่การขยายพื้นที่ปลูกยางในบึงกาฬกลายเป็นเรื่องยาก เพราะราคาที่ดินสูงมาก

นอกจากนี้ จังหวัดบึงกาฬ กำลังประสบความขาดแคลนแรงงาน ต้องนำเข้าแรงงานจากพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งแรงงานกรีดยางส่วนใหญ่ในขณะนี้ มาจากจังหวัดสกลนคร และในอนาคตคาดว่าคงต้องใช้แรงงานกรีดยางจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยคาดว่าแรงงานจากเวียดนามจะได้รับความนิยมมากในอนาคต เพราะมีค่าจ้างถูก เพียงวันละ 80 บาท ต้องการแรงงานจำนวนเท่าไหร่ นายหน้าจัดหางานก็สามารถหาคนได้ครบจำนวนและจัดส่งแรงงานให้ได้ในวันรุ่งขึ้น ขณะที่แรงงานเขมรมีค่าแรง วันละ 100 บาท และลาว 150 บาท

ขณะนี้เกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ข้างเคียงกำลังพัฒนาตัวเองเป็นผู้ค้าขายยาง โดย 52 ตำบล ของจังหวัดบึงกาฬ มีตลาดค้ายางท้องถิ่น เฉลี่ยตำบลละ 5 แห่ง อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรที่ปรับบทบาทเป็นพ่อค้ายางจำเป็นต้องขอขึ้นทะเบียนผู้ค้ายางกับกรมวิชาการเกษตรเสียก่อน หากไม่สะดวกในการเดินทางก็สามารถจัดส่งเอกสารคำร้องทางไปรษณีย์ได้ หากภาครัฐตรวจสอบพบว่า ผู้ค้ายางรายใดไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย แปลงเพาะกล้ายางที่ไม่มีใบอนุญาต อาจถูกยึดทำลาย และโดนโทษปรับเงินอีกด้วย

“พ.ร.บ. ควบคุมยาง”

กฎหมายใกล้ตัว

ที่ชาวสวนยางควรเรียนรู้

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง ดูแลจัดการยางพารา ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การนำเข้าพันธุ์ การจดทะเบียนจัดตั้งโรงงานยาง ควบคุมการนำเข้าส่งออกยางและจัดเก็บภาษีการส่งออกยาง ซึ่งเรียกว่า เงินเซจ

คุณจันทวรรณ คงเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า “พ.ร.บ. ควบคุมยาง” ว่ามีจุดเริ่มต้นตั้ง แต่ปี 2477 กฎหมายฉบับนี้ถูกสร้างขึ้นมาตามพันธะข้อตกลงระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (AEC) เมื่อสถานการณ์ตลาดยางเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายฉบับนี้ก็ถูกปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะๆ เจตนารมณ์หลักของกฎหมายฉบับนี้ก็คือ ควบคุมการประกอบกิจการยางพารา ตั้งแต่ภาคการผลิตและการตลาดยางพาราอย่างครบวงจร ตั้งแต่ส่งออก-นำเข้า ยางพารา รวมทั้งกำหนดนโยบายยางพาราของไทยให้เป็นไปตามพันธะข้อตกลงขององค์กรระหว่างประเทศ

กฎหมายฉบับนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือบทบาทกำกับดูแลการออกใบอนุญาตต่างๆ ด้านยางพาราอย่างครบวงจร นอกจากนี้ หากเกิดกรณีโรคระบาดในแหล่งปลูกยางพารา หรือภาวะราคายางตกต่ำ กฎหมายฉบับนี้มีอำนาจที่จะออกประกาศหรือกำหนดมาตรการใดๆ ขึ้นได้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ทันที

หากใครต้องการส่งออกหรือนำเข้าพันธุ์ยาง จะต้องยื่นขออนุญาตจากกรมวิชาการเกษตรเสียก่อน ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร ไม่ได้ปิดกั้นการนำเข้าส่งออกพันธุ์ยางเสียทั้งหมด แต่จะพิจารณาตัดสินตามสถานการณ์ความจำเป็นในช่วงนั้นๆ ว่าการนำเข้าดังกล่าวจะมีประโยชน์หรือโทษต่อประชาชนอย่างไร กรณีจำหน่ายพันธุ์ยางเพื่อการค้า จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตจำหน่ายตาม พ.ร.บ. ควบคุมยางเสียก่อน เพื่อให้กรมวิชาการเกษตรที่ดูแลกำกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบคุณภาพพันธุ์ยางดังกล่าวว่า เป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีจริงหรือเปล่า เข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่ เพราะยางที่นำมาปลูกขยายพันธุ์ จะต้องเป็นยางพันธุ์ดี ที่มีลักษณะเงื่อนไขตามที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดเท่านั้น

เมื่อเกษตรกรนำยางพันธุ์ดีไปปลูกและแปรรูปยางเข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้ามารับซื้อยางจากเกษตรกร จำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตค้ายางกับกรมวิชาการเกษตรเสียก่อน เช่นเดียวกับเกษตรกรที่มีการรวมตัวกันในลักษณะกลุ่มเกษตรกรกองทุนสวนยาง เพื่อทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตยางขายให้แก่พ่อค้า ก็จำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตค้ายางจากกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐรู้ว่า สินค้ายางที่ค้าขายได้มาตรฐานหรือไม่

ด้านการส่งออกสินค้ายาง ภาครัฐจะทำหน้าที่ดูแลมาตรฐานสินค้ายางที่ส่งออก เพราะหากสินค้ายางที่ส่งออกมีคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของลูกค้า เท่ากับผู้ส่งออกทำผิดสัญญา ลูกค้าสามารถคืนสินค้าหรือขอปรับราคาสินค้าลดลงได้ ทำให้รายได้เข้าประเทศลดลงไปด้วย จึงเป็นหน้าที่ที่กรมวิชาการเกษตรจะเข้าไปกำกับดูแลในเรื่องมาตรฐานยาง สำหรับสินค้ายางแท่ง STR มาจาก คำว่า สแตนดาร์ด ไทย รับเบอร์ หากผู้ส่งออกต้องการใช้คำนี้ จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด

ข้อควรปฏิบัติ

ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง

คุณพรเพ็ญ โพธิ์ทอง นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ หัวหน้าฝ่ายควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ ศูนย์วิจัยยางหนองคาย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยยางหนองคาย กำกับดูแลตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง ในแหล่งพื้นที่ปลูกยางภาคอีสานตอนบน จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชัยภูมิ เลย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู กลุ่มผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตดำเนินกิจการยางพารา ได้แก่ กลุ่มขยายพันธุ์ยางเพื่อการค้า กลุ่มโรงงานเพาะชำ กลุ่มผู้ค้ายาง การนำเข้าและส่งออก

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตด้วยตัวเองที่ศูนย์วิจัยยางหนองคาย หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ โดยหลักฐานที่ต้องจัดเตรียมมา สำหรับบุคคลธรรมดา คือทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน เอกสารแสดงสิทธิ์ที่ดิน และที่ตั้งแปลงเพาะชำ ส่วนนิติบุคคล ต้องใช้เอกสารการจัดตั้งบริษัท หนังสือบริคณห์สนธิ หลักฐานการแต่งตั้งผู้จัดการ ใบภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งใบแสดงการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งหลักฐานใบอนุญาตที่ได้รับจะมีอายุการใช้งาน 1 ปี แต่สามารถแจ้งต่ออายุได้ล่วงหน้า 3 เดือน ก่อนครบกำหนด

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเอกสารแล้ว จะส่งทีมงานเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดที่แปลงเพาะชำยางที่เป็นแปลงกิ่งตา แปลงผลิตต้นตอตายาง และแปลงยางชำถุง สำหรับแปลงกิ่งตามีข้อกำหนดว่า ต้องมีพื้นที่ปลูกมากกว่าครึ่งไร่ขึ้นไป มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 500-1,600 ต้น ต่อไร่ และไม่มีพันธุ์ไม้อื่นปะปนอยู่ในแปลงเพาะชำดังกล่าว ยางแต่ละสายพันธุ์จะต้องแบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจน พร้อมติดป้ายบอกชื่อพันธุ์ ด้านวิธีการดูแลต้นยางจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร ส่วนแปลงผลิตต้นตอตายาง ต้องมีกำลังการผลิต ตั้งแต่ 10,000-30,000 ต้น ต่อไร่ ส่วนแปลงกิ่งตายางชำถุง ตายางจะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มีความคงทนอยู่ได้มากกว่า 1 ปี กำลังการผลิตต่อปีมากกว่า 10,000 ต้น ขึ้นไป

ส่วนการตั้งโรงงานแปรรูปยาง ต้องยื่นขอใบอนุญาตค้ายาง และใบอนุญาตตั้งโรงทำยาง หากมีการส่งออก ก็ต้องยื่นขอใบอนุญาตส่งออกยางนอกราชอาณาจักรด้วย การส่งออกยางแต่ละชุด จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเพื่อออกใบอนุญาตผ่านด่าน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องยื่นแบบคำขอผ่านด่าน (บย. 12) ที่ศูนย์วิจัยยางหนองคาย เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ชนิด จำนวน ยางที่จะส่งออก หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วจึงออกใบผ่านด่านให้แก่สินค้าส่งออกต่อไป

 

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สร้างรายได้ยั่งยืน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

รายงานพิเศษ

สาวบางแค

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สร้างรายได้ยั่งยืน

การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าไหม เป็นอาชีพที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ในอดีตและปัจจุบันการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมุ่งเน้นที่จะผลิตรังไหม เพื่อนำไปสาวและทอเป็นผ้าไหมหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ประดิษฐ์จากผ้าไหมเป็นหลัก ชื่อเสียงสินค้าไหมไทย (Thai Silk) โด่งดังไปทั่วโลก สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ เป็นมูลค่าสูงถึงปีละ 6,000 ล้านบาท

ประเทศไทยมีศักยภาพในการส่งออกผ้าไหมสูง เพราะมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 1.76% ยังมีโอกาสเติบโตในตลาดโลกได้อีกมาก เพราะผ้าไหมทอด้วยมือที่ผลิตในประเทศไทยมีความละเอียดอ่อน ประณีตสวยงาม มีคุณภาพดี และเป็นสินค้าที่มีความนิยมสูงในผู้บริโภคทั่วโลก จึงมีแนวโน้มการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากเกษตรกรส่วนหนึ่งได้หันไปประกอบอาชีพที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า รวมทั้งปัญหาการอพยพไปขายแรงงานในเมือง ทำให้อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงและการทอผ้าไหมซบเซาลง

ความจริงแล้ว “ต้นหม่อน และไหม” ยังมีคุณค่า และคุณประโยชน์อีกมากมาย ในเชิงการค้าที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาการใช้ประโยชน์จากหม่อนและไหมให้มีคุณค่าและศักยภาพในการใช้ประโยชน์สูงขึ้นและกว้างขวางขึ้น ทุกวันนี้สามารถนำส่วนต่างๆ ของต้นหม่อน เส้นใยไหม หนอนไหม ดักแด้ไหม หรือแม้แต่วัสดุที่เหลือใช้จากอุตสาหกรรมไหม ไม่ว่าจะเป็นเศษใยไหม และรังไหมเสีย สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า และเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไหมได้อีกมากมาย

“หม่อน พืชมหัศจรรย์มากคุณค่า”

ต้นหม่อน หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า “มัลเบอร์รี่” (mulberry) เป็นไม้ยืนต้น ที่อยู่ในวงศ์เดียวกับต้นปอสา ขนุน และโพธิ์ ฯลฯ ต้นหม่อนขยายพันธุ์ด้วยการปักชำท่อนพันธุ์ ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักหม่อนในฐานะพืชอาหารสุดวิเศษของหนอนไหมบ้านที่นิยมเลี้ยงโดยทั่วไป ส่วนไหมอื่นๆ ที่เป็นไม้ป่ามักจะกินใบโอ๊ก ใบกระท้อน ใบละหุ่ง หรือใบมันสำปะหลังได้ ปัจจุบัน ญี่ปุ่นได้ปรับปรุงพันธุ์ไหมที่สามารถกินแอปเปิ้ล หรือพืชตระกูลกะหล่ำได้ แต่การเจริญเติบโตและผลผลิตรังไหมยังไม่สมบูรณ์เท่าเทียมกับการใช้ใบหม่อนเป็นอาหาร

เนื่องจากหนอนไหมมีความสามารถในการเปลี่ยนโปรตีนจากใบหม่อนเป็นเส้นใยไหมได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น ใบหม่อน 108-120 กิโลกรัม สามารถเปลี่ยนเป็นรังไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านได้ประมาณ 10-12 กิโลกรัม ถ้าเป็นพันธุ์ลูกผสม จะได้ประมาณ 6-7 กิโลกรัม แต่เมื่อสาวเป็นเส้นไหมจะได้ประมาณ 1 กิโลกรัม ดังนั้น หม่อน จึงเป็นพืชสำคัญที่เกษตรกรจำเป็นต้องปลูกเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงไหมต่อไป

ปัจจุบัน หม่อน ไม่ได้เป็นแค่อาหารเพื่อเลี้ยงตัวหนอนไหมเท่านั้น เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า หม่อนมีคุณค่าทางแร่ธาตุและวิตามินมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทุกวันนี้ใบและผลหม่อนจึงถูกนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะ “อาหาร และเครื่องดื่ม” หลากหลายรูปแบบ เช่น ชาวอีสานยังนิยมนำยอดหม่อนและใบหม่อนมาปรุงใส่อาหารเมนูพื้นบ้าน เช่น ต้มยำไก่ ฯลฯ นอกจากนี้ ใบหม่อน ยังสามารถแปรรูปเป็นชาชงดื่ม เพื่อลดความดันโลหิตสูง มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด

ส่วนหม่อนลูกผสมที่ให้ผลผลิตใบสูง และผลมีขนาดใหญ่น่ากิน เช่น บุรีรัมย์ 60 นครราชสีมา 60 ศรีสะเกษ 33 จีน เบอร์ 44 นอกจากนี้ ศูนย์หม่อนไหมฯ อุดรธานี ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์หม่อนพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า หม่อนผลสดพันธุ์เชียงใหม่ ที่ให้ผลผลิตมากกว่า 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี คนไทยจำนวนมากหันมานิยมบริโภคผลสด และแปรรูปทำน้ำผลไม้และไวน์ ส่วนกากผลหม่อนที่เหลือสามารถแปรรูปเป็นแยมหรือขนมได้อีก

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ในอนาคตจะเห็นการแปรรูปหม่อน ในฐานะ “พืชสมุนไพร” เพิ่มมากขึ้น เพราะหม่อนนับเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรของตำรับยาจีนโบราณ คนจีนนิยมนำ “ยอดหม่อน” มาต้มใช้ดื่มและล้างตา เพื่อบำรุงสายตา นอกจากนี้ คนจีนยังนิยมใช้กิ่งหม่อนตากแห้งมาต้มน้ำดื่มเป็นชา เพราะกิ่งหม่อนมีสรรพคุณทางยา ช่วยทำให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก รักษาอาการปวดมือ เท้าเป็นตะคริว เหน็บชา และรากหม่อน ยังมีสรรพคุณลดปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดและรักษาโรคเบาหวานได้

กรมหม่อนไหม ได้ร่วมมือกับนักวิจัยหลายหน่วยงาน เช่น กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมพัฒนาแพทย์แผนไทย ฯลฯ ศึกษาพบว่า ใบและผลหม่อน เป็นอาหารเสริมสุขภาพ หรือเภสัชโภชนาภัณฑ์ โดยผลหม่อนหรือมัลเบอร์รี่อยู่ในกลุ่มผลไม้สีแดง-ม่วง ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เพราะมีสารกลุ่มโพลีฟีนอล กลุ่มแอนโทไซยานินในผลหม่อนสุก (ผลสีม่วงดำทั้งผล) และผลหม่อนสุกยังมีกรดโฟลิกสูงกว่าผลบลูเบอร์รี่ 2-3 เท่าตัว ซึ่งบรรพบุรุษไทยรู้จักคุณค่าของผลหม่อนมานานแล้ว โดยนำผลหม่อนมาต้มเป็นยาเย็น ดับร้อน มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ แก้ธาตุไม่ปกติ ช่วยให้ชุ่มคอ บำรุงไต

กรมหม่อนไหม และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เคยนำผลหม่อนสุกอบแห้งบดมาทดสอบให้หนูกินในห้องทดลอง พบว่า ผลหม่อนสามารถเพิ่มความจำและการเรียนรู้ของหนูได้ ดังนั้น ผลหม่อนอาจจะมีศักยภาพในการป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ นอกจากนี้ คณะนักวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกาได้ค้นพบว่า สารเรสเวอราทรอล ซึ่งเป็นสารเคมีตามธรรมชาติที่อยู่ในไวน์แดง สามารถพัฒนาเป็นยาต่อสู้กับเบาหวาน การอักเสบและโรคมะเร็งได้ ซึ่งผลหม่อนและแก่นหม่อนก็พบสารเรสเวอราทรอลเช่นกัน

และในอนาคต ทั่วโลกจะรู้จัก หม่อน ในบทบาทใหม่เพิ่มขึ้น นั่นก็คือ “สารกำจัดวัชพืช” ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นได้ค้นพบสารกำจัดศัตรูพืชจากส่วนต่างๆ ของต้นหม่อน เช่น เนื้อเยื่อของกิ่งหม่อน พบสารชนิดหนึ่ง เรียกว่า phytoalexins (PA) ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อราบางชนิด นอกจากนี้ ยังพบว่า สารออกฤทธิ์ที่สกัดได้จากบริเวณลำต้นและรากหม่อน คือ phenylflavon compounds สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Rosellinia necatrix

นอกจากนี้ หม่อนยังถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น กระดาษ สถานีทดลองหม่อนไหมเชียงใหม่ และศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ ได้ร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเปลือกต้นหม่อนไปทำกระดาษสา ในเบื้องต้นสามารถทำได้เช่นเดียวกับเปลือกต้นปอสา ก่อนหน้านี้ มีโรงงานแปรรูปกระดาษรายหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี ได้เคยรับซื้อต้นหม่อนในราคา กิโลกรัมละ 0.50 บาท เพื่อนำไปทดลองทำเยื่อกระดาษ หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ “กิ่งหม่อน ลำต้นหม่อน” ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากแปลงหม่อน จะมีคุณค่าและสร้างผลตอบแทนทางการตลาดแก่เกษตรกรเพิ่มมากขึ้น

หม่อน นอกจากเป็นอาหารเลี้ยงหนอนไหมแล้ว ยังสามารถนำไปใช้เป็น “อาหารสัตว์” ได้อีกหลายชนิด ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยหม่อนไหมอุดรธานี ได้เคยทดลองนำเศษใบหม่อนที่เหลือจากการเลี้ยงไหมไปเลี้ยงปลานิล พบว่า ปลานิลมีเปอร์เซ็นต์การรอดสูงถึง 98% เมื่อเทียบกับการเลี้ยงปลานิลด้วยอาหารปลากินพืชลอยน้ำ ที่มีเปอร์เซ็นต์การรอดอยู่ที่ 94% ดังนั้น การขายใบหม่อน เป็นอาหารสัตว์ น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในอนาคต

ขณะเดียวกัน หม่อน ยังใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ดได้เป็นอย่างดี คุณชวนพิศ สีมาขจร และ คุณพินัย ห้องทองแดง นักวิจัยของศูนย์วิจัยหม่อนไหมฯ นครราชสีมา ได้ทดลองนำกิ่งหม่อนที่เหลือจากการเลี้ยงไหมมาเป็นวัสดุหลักในการเพาะเห็ดหอมและเห็ดนางรม โดยใช้มูลไหมหรือรำข้าวละเอียด ในอัตรา 5% เป็นส่วนผสม พบว่า สามารถใช้กิ่งหม่อนเป็นวัสดุเพาะเห็ดหอม สายพันธุ์ L31 และเห็ดนางรม สายพันธุ์จากภูฏาน ฮังการี และเยอรมนี ได้ดี ยกเว้นการเพาะเห็ดหอม ไม่ควรใช้มูลไหมเป็นอาหารเสริม เนื่องจากมูลไหมทำให้วัสดุเพาะย่อยสลายเร็ว และเห็ดหอมต้องใช้เวลาบ่มเชื้อนานถึง 3.5 เดือน นอกจากนี้ ก้อนเชื้อเห็ดที่ออกดอกหมดแล้ว และเริ่มย่อยสลายสามารถใช้เป็นปุ๋ยได้ โดยก้อนเชื้อเห็ดนางรม มีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม 0.81, 0.12 และ 0.39% ส่วนก้อนเห็ดหอม มีถึง 2.38, 0.31 และ 1.26% ตามลำดับ

“ไหม มีคุณค่าสารพัดประโยชน์”

ไหม เป็นแมลงที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และผีเสื้อ มีเพียงระยะตัวหนอนเท่านั้นที่กินอาหารคือ ใบหม่อน ไปสร้างการเจริญเติบโต โดยผ่านการย่อยและดูดซึมเป็นปริมาณ 1 ใน 3 ของสารอาหารทั้งหมด ครึ่งหนึ่งของโปรตีนที่ดูดซึมจากใบหม่อนจะถูกนำไปใช้ผลิตสารไหม (silk protein) ได้แก่ ซิริซิน หรือ เซริซิน (sericin) ซึ่งเป็นกาวไหมหุ้มเส้นไหมที่อยู่ด้านใน เป็นโปรตีนไฟโบรอิน (fibroin)

สารอาหารโดยเฉพาะโปรตีนที่หนอนไหมกินเข้าไปเกือบทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนเป็นสารสำหรับใช้สร้างเส้นใยไหม ที่ถูกนำไปถักทอเป็นเสื้อผ้าสิ่งทออันสวยงามแล้ว ความก้าวหน้าของเทคโนโลยียังช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ “เส้นใยไหม” มากกว่าเป็นแค่สิ่งทอ ปัจจุบัน เส้นใยไหมถูกยกย่องว่าเป็น “เส้นใยสุขภาพ (health fiber)” เพราะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในวงการเภสัชกรรม และวงการแพทย์ เช่น

แผ่นไหมปิดแผลสมานผิว ช่วยให้แผลแห้งสนิทเร็วขึ้น การผลิตหลอดเลือดเทียม กระจกตาเทียม ฯลฯ ขณะนี้ผลงานวิจัยดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์เชิงอุตสาหกรรมต่อไป ปัจจุบัน กรมหม่อนไหม ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้หนอนไหมเป็นสัตว์ทดลองเพื่อทดสอบฤทธิ์ของยาและสมุนไพรเบื้องต้น ทำให้ประหยัดงบประมาณได้อย่างมากเมื่อเทียบกับการใช้หนูเป็นสัตว์ทดลอง

ทุกวันนี้ หลายประเทศนำ โปรตีนไหม ชนิดไฟโบรอิน (silk fibroin) มาพัฒนาเป็นเวชสำอาง ที่ถูกใจหนุ่มสาวไปทั่วโลก เพราะโปรตีนไหมที่ถูกพัฒนาเป็นเวชสำอางประเภท มอยส์เจอไรเซอร์ สามารถให้ความชุ่มชื้นสูงถึง 300 เท่า ของน้ำหนัก แถมมีสารช่วยป้องกันผิวแห้ง ผลการวิจัยพบว่า เส้นใยไหม ร้อยละ 90 มีโปรตีนใกล้เคียงกับโปรตีนที่พบในร่างกายมนุษย์ ทุกวันนี้บริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางชื่อดังของญี่ปุ่นจึงนิยมใช้ไหม ประมาณ 5-6 ตัน มาผลิตเป็นเครื่องสำอางราคาแพงส่งออกไปขายทั่วโลก

เมื่อเกษตรกรต้มรังไหมและสาวไหมจนหมดเส้นใย จะลอกเปลือกรังชั้นใน นำดักแด้ที่สุกแล้วมาคั่วหรือแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ยำ ทอดกับไข่ ผัดกะเพรา ดักแด้ไหมจะมีวางขายอย่างกว้างขวางในตลาดภาคอีสาน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาท หลายประเทศในเอเซีย เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย และพม่า นิยมบริโภคดักแด้ที่ปรุงรสแล้วและมีจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วไป เพราะดักแด้ไหมเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงทางโภชนาการ เช่น มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากถึง 68% ช่วยเสริมสร้างสมอง มีสารโอเมก้า 3 ที่ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน และกรดไลโนเลอิก ที่จำเป็นต่อการทำงานของสมองในด้านการมองเห็น

เนื่องจาก ดักแด้ไหม มีคุณค่าทางโปรตีนสูง จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ทดแทน ปลาป่น ที่หายากและมีราคาแพง โดยเกษตรกรสามารถนำดักแด้ไหมสดหรือดักแด้ไหมแห้งไปเลี้ยงปลา เป็ด ไก่ และสัตว์อื่นๆ อีกหลายชนิด ส่วนกากดักแด้ไหม (cake) ที่เหลือจากการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมการทำสบู่และเทียนไขแล้ว สามารถนำไปเป็นอาหารเสริมของปลาและสัตว์ปีกได้เช่นกัน ส่วนมูลไหมที่มีไนโตรเจนเหลืออยู่ประมาณ 3.06% สามารถนำไปเป็นอาหารเสริมของปลาร่วมกับเศษใบหม่อนที่เหลือจากการเลี้ยงไหมได้เช่นกัน

ข่าวดีอีกเรื่องที่อยากเล่าสู่กันฟังคือ นักวิชาการจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ ที่มี คุณศิวิลัย สิริมังครารัตน์ เป็นหัวหน้าคณะ ได้วิจัยทดสอบประสิทธิภาพของการใช้มูลไหมอีรี่ และคราบดักแด้ไหมอีรี่ (มีสารประกอบไคโตซาน) พบว่า สามารถลดการเกิดโรคใบจุดเป้ากระสุนของมะเขือเทศได้ ผลงานวิจัยนี้จึงเป็นหนึ่งในความหวังของกรมหม่อนไหมและเกษตรกรไทย ที่จะใช้เป็นช่องทางเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ “คราบดักแด้ และมูลไหมอีรี่” ในรูปวัสดุควบคุมโรคพืชในอนาคต อีกด้านหนึ่ง นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาค้นพบว่า ฮอร์โมนบางชนิดของหนอนไหม สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของแมลงได้ และใช้หนอนไหมเป็นอาหารของไส้เดือนฝอย เพื่อขยายพันธุ์ให้มีจำนวนมาก ก่อนนำไส้เดือนฝอยไปกำจัดแมลงศัตรูพืชบางชนิด

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้ทำการทดลองเพิ่มผลผลิตข้าวด้วยโปรตีนไหม โดยฉีดสารละลายโปรตีนไหมกับข้าวหอมปทุมธานี เปรียบเทียบกับข้าวหอมปทุมธานี ที่ไม่ได้ฉีดสารละลายโปรตีนไหม ที่อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง พบว่า ข้าวหอมปทุมธานี แปลงที่ฉีดสารละลายโปรตีนไหม ต้นข้าวจะแข็งแรง ใบเขียว ลำต้นตั้งตรงกว่า ต้นข้าวที่ไม่ได้ฉีด แถมออกรวงและเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าประมาณ 7 วัน และให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 38.75%

กล่าวได้ว่า ทั้งหม่อนและไหม เป็นพืชและสัตว์มหัศจรรย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมายมหาศาล หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างเร่งวิจัยและพัฒนาไหม การนำวัสดุเหลือใช้จากการทำไหมไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ให้มากขึ้น เช่น ด้านการแพทย์ และด้านความงาม เพื่อเพิ่มคุณค่าของไหมให้มากขึ้น นอกเหนือจากการนำไปทอเป็นผ้าไหมเพียงอย่างเดียว

“แปรรูปเพิ่มมูลค่า”

คืออนาคต ของ “หม่อน-ไหม”

กรมหม่อนไหม นับว่ามีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของประเทศไทย กรมหม่อนไหมพยายามหาแนวทางเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้านหม่อนไหมเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร สร้างแรงจูงใจในการประกอบอาชีพด้านหม่อนไหม และสร้างความมั่นคงในอาชีพให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างยั่งยืน โดยการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ชาใบหม่อน อาหารจากหม่อนผลสด ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เวชสำอาง

ล่าสุดการผลิตถั่งเช่าไหมไทย ซึ่งมีราคาสูงและกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นแนวทางสำคัญที่กรมหม่อนไหมได้ศึกษาวิจัยและพัฒนา พร้อมทั้งต่อยอดส่งเสริมให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ตามแนวคิดของเสียเหลือศูนย์ (Zero Wastes) จากกระบวนการผลิตหม่อนไหม เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมให้ดีขึ้น สมดังพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมนั้นไม่ได้มีการแบ่งฤดูกาลเพาะปลูกเหมือนพืชเกษตรชนิดอื่นๆ เนื่องจากต้นหม่อนสามารถปลูกได้ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย แต่อาจจะแตกต่างกันในเรื่องพันธุ์ที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาค หรือวิธีการดูแลรักษาแปลงหม่อนในแต่ละฤดูกาล

ใน ปี 2556 มีจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั่วประเทศ ประมาณ 107,435 ราย เพิ่มขึ้นจาก ปี 2552 ซึ่งมีจำนวนประมาณ 94,633 ราย และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากราคาเส้นไหมอยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาเส้นไหมไทยพื้นบ้าน ประจำเดือนมีนาคม 2557 เส้นไหม 1 ราคา 1,491-1,809 บาท เส้นไหม 2 ราคา 1,190-1,370 บาท เส้นไหมลืบราคา 741-867 บาท และเส้นไหมแลง ราคา 713-788 บาท

ผลิตภัณฑ์ไหมไทย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการนำเอาภูมิปัญญาไทยมาพัฒนากระบวนการผลิตไหมไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าไหมไทย เพิ่มรายได้แก่เกษตรกร และทำรายได้ให้แก่ประเทศ ปีละกว่า 6,000 ล้านบาท แม้มูลค่าจะไม่สูงมากนัก แต่โอกาสในการขยายตลาดของสินค้าผลิตภัณฑ์ไหมไทยยังมีความเป็นไปได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น กรมหม่อนไหม จึงจัดเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรที่ประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเดิม และเกษตรกรที่จะเข้าสู่อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชนผู้สนใจ สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้เรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้ทางเว็บไซต์ของกรมหม่อนไหม http://www.qsds.go.th ที่มีเนื้อหาสาระเรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างครบวงจร เช่น ข้อมูลเกษตรกรและพื้นที่ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผลผลิต ความรู้ด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้า พันธุ์หม่อนและไหมพันธุ์ดี การเตือนภัยโรคและแมลงศัตรูหม่อนและไหม รวมถึงข้อมูลสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการตลาดหม่อนไหม เช่น ราคาเส้นไหม ข้อมูลร้านค้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ มูลค่าการนำเข้า-ส่งออก รังไหม เส้นไหม ผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมหม่อนไหม ยังเตรียมพร้อมในการให้บริการปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร โดยให้บริการจำหน่ายจ่ายแจกไข่ไหม และพันธุ์หม่อนที่ดีและมีคุณภาพ ซึ่งเกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการดังกล่าวได้ ที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ของกรมหม่อนไหม ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ตาก น่าน แพร่ เลย สกลนคร หนองคาย อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระบุรี สุรินทร์ อุบลราชธานี กาญจนบุรี ชุมพร และนราธิวาส

ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหม พยายามส่งเสริมให้เกษตรกรมีการผลิตที่ได้มาตรฐานคุณภาพของผลผลิตจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทั้งระบบ คือ รังไหม เส้นไหม ผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ไหม สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งพัฒนากลุ่มผู้ผลิตไหมให้มีความเข้มแข็ง และเกิดความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายของกลุ่มผู้ผลิตวิสาหกิจไหม พร้อมที่จะเชื่อมกับผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญยิ่งต่อการยกระดับมาตรฐานกลุ่มผู้ผลิตไหมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ ส่งผลทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถประกอบอาชีพหม่อนไหมได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กรมหม่อนไหม ยังเร่งขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาศักยภาพ Smart Farmer สู่ความเป็นมืออาชีพ” โดยจัดฝึกอบรมความรู้ให้แก่เกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อผลิตเส้นไหม ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเกษตรกรผู้ผลิตเส้นไหมอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้เทคนิคและเพิ่มเติมทักษะด้านการผลิตเส้นไหม รวมทั้งมีโอกาสได้รับฟังความคิดเห็นและความต้องการจากลูกค้าหรือผู้ประกอบการที่รับซื้อเส้นไหม โดยมีตัวแทนผู้ประกอบการจากสมาคมไหมไทยมาร่วมให้ความรู้และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการผลิตเส้นไหมให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งจะทำให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปผลิตสินค้าเส้นไหมที่มีคุณภาพมาตรฐานสอดคล้องตรงตามความต้องการของผู้ซื้อ ทำให้เกิดการสั่งซื้อเส้นไหมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างระบบตลาดเส้นไหมที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรผู้ขายเส้นไหม นอกจากอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตเส้นไหมเพื่อให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานเส้นไหมไทย มกษ. 8000 เทคนิคการนำเสนอสินค้าเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการซื้อขาย และคุณลักษณะมาตรฐานคุณภาพเส้นไหมไทยที่ผู้ประกอบการต้องการแล้ว ยังนำเกษตรกรไปศึกษาดูงานกระบวนการผลิตที่ใช้เส้นไหมไทย เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้จากสภาพการผลิตที่มีการใช้เส้นไหมไทยในการผลิตจริง และนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการผลิตเส้นไหม รวมทั้งผลิตภัณฑ์หม่อนไหมอื่นๆ ให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะก่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพการผลิตเส้นไหมต่อไป

และปีนี้ กรมหม่อนไหม ดำเนิน “โครงการหม่อนไหมสีเขียว” ภายใต้โครงการเมืองเกษตรกรสีเขียว ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหมจะเร่งพัฒนาสินค้าหม่อนไหมเข้าสู่มาตรฐานการรับรองการเป็นสินค้าเกษตรที่ดีและเหมาะสม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้มาตรฐานการรับรองกระบวนการผลิตหม่อน-ไหมไทยที่มีมาตรฐาน เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าหม่อนไหมไทย ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วโลก ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทย และยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร คนในชุมชน ตลอดจนผู้บริโภคให้เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเปิดการค้าเสรีอาเซียน ในปี 2558 ต่อไป

เอกสารอ้างอิง

หม่อน & ไหม พืชและสัตว์สารพัดประโยชน์ กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2555

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการหม่อนไหม 2557 กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

งานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 11

ในระหว่าง วันที่ 23-25 พฤษภาคม 2557 กรมปศุสัตว์ ได้ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต จัดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ประจำปี 2557 ขึ้น ณ ด้านหลังห้างโลตัส สาขาเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงแพะและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรตื่นตัวในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะทั้งในระบบการผลิตและการตลาด

โดยกิจกรรมภายในงาน มีการประกวดแพะ ทั้งแพะเนื้อ แพะนม รวม 6 ประเภท 27 รุ่น การจัดนิทรรศการ ทั้งแบบนิทรรศการมีชีวิต และการสาธิตการผสมเทียมแพะ การป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับแพะ อาหารสัตว์ สมุนไพรสำหรับสัตว์ การเสวนาวิชาการ และเสวนาเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ การประชุมเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะแห่งประเทศไทย การบริการด้านคลินิกปศุสัตว์ เช่น การดูแลสุขภาพแพะ และสัตว์ชนิดอื่นๆ ตลอดงาน การจัดกิจกรรมร่วมอื่นๆ อาทิ การประกวดเมนูอาหารแพะ การแข่งขันวิ่งแพะเจ้าลมกรด การประกวดแพะแฟนซี การประกวดวาดภาพระบายสีของเด็กและเยาวชน และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของเครือข่ายผู้เลี้ยงแพะ ผลผลิตจากแพะ นมแพะ และผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ รวมถึงการสาธิตการชนโค

 

พัทลุง เปิดตัวข้าวพันธุ์ใหม่ “กข 55″ ให้ผลผลิตสูงกว่า 700 กิโลกรัม/ไร่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

อัสวิน ภักฆวรรณ

พัทลุง เปิดตัวข้าวพันธุ์ใหม่ “กข 55″ ให้ผลผลิตสูงกว่า 700 กิโลกรัม/ไร่

ข้าวพันธุ์ กข 55 เป็นพันธุ์ข้าวที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาตั้งแต่ ปี 2543 โดยการผสมสายพันธุ์ระหว่างข้าวพันธุ์ กข 23 ข้าวเล็บนกปัตตานี และข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 และได้รับการรับรองจากกรมการข้าว เมื่อ วันที่ 19 สิงหาคม 2556 ให้ชื่อว่า กข 55

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ คุณวิชิต พันธุรัตน์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุง ร่วมกับ คุณเลิศเกียรติ ชูศิริ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง คุณสมควร สุวรรณรัตน์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง และ คุณสุจิน กรุณกิจ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง ได้แถลงข่าวเปิดตัวข้าวพันธุ์ กข 55

คุณเลิศเกียรติ เปิดเผยว่า ทั้งนี้เพื่อให้เป็นทางเลือกกับเกษตรกรชาวนา ได้นำไปปลูกในแปลงนาของตัวเอง เนื่องจากเป็นข้าวที่ให้ผลผลิต/ไร่สูง มีความทนทานต่อโรค สามารถปลูกได้ทั้งนาปรัง และนาปี

โดยลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์นี้คือ ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 712 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่พันธุ์ชัยนาท 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ยที่ 631 กิโลกรัม/ไร่ อายุการเก็บเกี่ยวเพียง 117 วัน สามารถปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง มีความต้านทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และโรคใบจุดสีน้ำตาล

“เหมาะสมในการปลูกในพื้นที่จังหวัดพัทลุง บริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณภาพข้าวสุกมีลักษณะค่อนข้างนุ่ม ไม่เหนียว และไม่ร่วน แต่ไม่มีกลิ่นหอม คล้ายคลึงกับข้าวพันธุ์เล็บนก ซึ่งเป็นข้าวที่เป็นที่นิยมบริโภคของชาวจังหวัดพัทลุง”

ส่วนการส่งเสริมการปลูก ขณะนี้ทางศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ได้กระจายเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรอำเภอควนขนุน อำเภอปากพะยูน และอำเภอป่าพะยอม นำไปปลูกแล้วบางส่วน โดยนำไปปลูกเป็นข้าวนาปรังสลับกับข้าวสังข์หยด ซึ่งเป็นข้าวนาปีที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วประเทศในขณะนี้ ซึ่งพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ลักษณะเด่นของพันธุ์ข้าว กข 55 ให้ผลผลิตมีศักยภาพสูงถึง 825 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 712 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าพันธุ์ชัยนาท 1 ที่มีจำนวน 631 กิโลกรัม/ไร่

หากวิธีหว่านน้ำตม จะให้ผลผลิตเฉลี่ย 531 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าพันธุ์ชัยนาท 1 ที่มีจำนวน 461 กิโลกรัม/ไร่ และวิธีปักดำ โดยจะต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และโรคใบจุดสีน้ำตาล

ลักษณะพันธุ์ เป็นข้าวเจ้า ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูงประมาณ 91 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยว 117 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีปักดำ และ 104 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม

ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ใบสีเขียว กาบใบสีเขียว ใบธงตั้ง คอรวงยาว เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง ข้าวกล้องสีขาว เป็นท้องไข่น้อย

เมล็ดข้าวเปลือก ยาว x กว้าง x หนา = 10.50 x 2.33 x 1.86 มิลลิเมตร เมล็ดข้าวกล้อง ยาว x กว้าง x หนา = 7.53 x 2.02 x 1.70 มิลลิเมตร เมล็ดข้าวขาว ยาว x กว้าง x หนา = 7.20 x 2.01 x 1.65 มิลลิเมตร

ปริมาณอะมิโลสปานกลาง (23.8%) คุณภาพข้าวสุกมีลักษณะไม่เหนียว ไม่ร่วน และค่อนข้างนุ่ม ไม่มีกลิ่นหอม ระยะพักตัวของเมล็ด ประมาณ 7 สัปดาห์ ส่วนข้อควรระวัง หรือข้อจำกัด ไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นประจำ

ซึ่งเกษตรกรรายใดสนใจนำข้าว กข 55 ไปปลูก สามารถซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง หรือติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (074) 840-111 ในวันและเวลาราชการ

คุณเลิศเกียรติ ยังบอกว่า ได้ทำการวิจัยข้าวพันธุ์ กข 55 เป็นเวลาประมาณ 12 ปี ไปลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พัทลุง สงขลา สรุปแล้วว่าข้าวสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ ตอนนี้ที่เห็นชัดเจนที่มีการปลูกกันมากสำหรับพื้นที่พัทลุง คือ อำเภอปากพะยูน อำเภอควนขนุน อำเภอป่าพะยอม ซึ่งขณะนี้ภาพรวมแล้วปลูกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ และปรากฏว่าขณะนี้มีผู้สนในสั่งซื้อพันธุ์ข้าว กข 55 พัทลุงกัน

“พันธุ์ข้าว กข 55 เดิมว่าพันธุ์ พัทลุง นัมเบอร์วัน และพันธุ์นี้แนวโน้มจะดีขึ้นตาม ลำดับ แม้ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าวขาวก็ตาม แต่รสหอม นิ่มนวล เพราะจากการผสมพันธุ์ข้าว”

ทางด้าน คุณอรุณ ไพชำนาญ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง บอกว่า กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด กลุ่มสหกรณ์ทำนาตะโหมด กำลังทำการวิจัยนาข้าวสังข์หยด ในฤดูกาลทำนาปรัง เป็นการวิจัยครั้งแรกของกลุ่ม โดยที่หว่านพันธุ์สู่พื้นที่นา โดยจะพิสูจน์ทราบรู้ผลผลิตได้ว่าจะมีปริมาณผลผลิตเท่าใดในเดือนกันยายน-สิงหาคม 2557 นี้

“ข้าวสังข์หยดในฤดูกาลนาปี ของกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด มีปริมาณเฉลี่ย 350-400 กิโลกรัม/ไร่ ครั้งนี้เป็นการวิจัยข้าวสังข์หยดทำนาปรัง”

ส่วน คุณสุทธิชัย กาฬสุวรรณ อุปนายกสมาคมผู้ผลิตและค้าข้าวสังข์หยดจังหวัดพัทลุง บอกว่า พื้นที่ทำนาข้าวสังข์หยด มีประมาณ 20,000 ไร่ ที่อยู่ในการดูแลของทางการ ประมาณ 12,000 ไร่ และที่ไม่ได้ควบคุมมีอยู่ประมาณ 8,000 ไร่ โดยข้าวสังข์หยดทำเฉพาะนาปีเท่านั้น ซึ่งต่อไปจะขยายไปทำนาปรังด้วย อยู่ระหว่างการวิจัย เพราะเท่าที่ทำนาปรังจะให้ผลผลิตประมาณ 300 กิโลกรัม/ไร่ เท่านั้น

“ซึ่งข้าวสังข์หยดนาปี ทำได้ประมาณ 450-500 กิโลกรัม/ไร่ โดยจะทำการผลักดันให้ได้ประมาณ 600 กิโลกรัม/ไร่

คุณจักรกฤษณ์ สามัคคี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเรียนรู้เกษตรธรรมชาติบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ผู้ผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์รายใหญ่ จังหวัดพัทลุง บอกว่า โดยประเมินว่าข้าวสังข์หยดในปลายปี ราคาจะขยับขึ้นถึง 30,000 บาท/ตัน ซึ่งขณะนี้เคลื่อนไหวอยู่ที่ 25,000 บาท/ตัน และราคาขายปลีก 80 บาท/กิโลกรัม และ 120 บาท/กิโลกรัม

นี่จึงเป็นอีกผลงานเพื่อชาวนา…

มารู้จักพันธุ์ข้าว กข 55

ข้าว กข 55 ได้จากการผสมแบบ 3 ทาง ระหว่าง กข 23/เล็บนกปัตตานี/ชัยนาท 1 ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ปี 2543 ต่อมาปี 2545 ถึงปี 2547 คัดเลือกข้าวพันธุ์ผสม ตั้งแต่ชั่วที่ 2 ถึงชั่วที่ 6 ได้สายพันธุ์ PTL00042-B-B-18-2-1 ปี 2548 ถึงปี 2550 ทำการปลูกศึกษาพันธุ์ขั้นต้นและขั้นสูงและคัดเลือกต่อจนได้สายพันธุ์ PTL00042-B-B-18-2-1-1-2 เปรียบเทียบผลผลิตภายในสถานี ปี 2551 เปรียบเทียบผลผลิตระหว่างสถานี

ปี 2552 ถึงปี 2554 และเปรียบเทียบผลผลิตในนาราษฎร์ จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี กระบี่ และนครศรีธรรมราช

ทดสอบเสถียรภาพการให้ผลผลิต ทดสอบศักยภาพการให้ผลผลิตและทดสอบในนาเกษตรกร ที่จังหวัดพัทลุง และนครศรีธรรมราช ปี 2553 ถึงปี 2554 (นาปีและนาปรัง)

ลักษณะประจำพันธุ์

- เป็นข้าวเจ้า ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูงประมาณ 91 เซนติเมตร

- อายุเก็บเกี่ยว 117 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีปักดำ และ 104 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม

- ทรงกอตั้ง ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ใบสีเขียว กาบใบสีเขียว ใบธงตั้ง คอรวงยาว

- เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง ข้าวกล้องสีขาว เป็นท้องไข่น้อย

- เมล็ดข้าวเปลือก ยาว x กว้าง x หนา = 10.50 x 2.33 x 1.86 มิลลิเมตร

- เมล็ดข้าวกล้อง ยาว x กว้าง x หนา = 7.53 x 2.02 x 1.70 มิลลิเมตร

- เมล็ดข้าวขาว ยาว x กว้าง x หนา = 7.20 x 2.01 x 1.65 มิลลิเมตร

- คุณภาพการสี ได้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าว ร้อยละ 51.3

- ปริมาณอะมิโลสปานกลาง (23.8%)

- คุณภาพข้าวสุกมีลักษณะไม่เหนียว ไม่ร่วน และค่อนข้างนุ่ม ไม่มีกลิ่นหอม

- ระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 7 สัปดาห์

- ผลผลิตเฉลี่ย 712 กิโลกรัม/ไร่ (ผลผลิตมีศักยภาพสูงถึง 825 กิโลกรัม/ไร่)

 

ศูนย์เรียนรู้ฯ ที่ บางคนที สมุทรสงคราม ทำไข่เค็มกะเพรา ไข่เค็มต้มยำ ดังไกลไปทั้งอาเซียน/ยุโรป

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เศรษฐกิจพอเพียง/จิน

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ศูนย์เรียนรู้ฯ ที่ บางคนที สมุทรสงคราม ทำไข่เค็มกะเพรา ไข่เค็มต้มยำ ดังไกลไปทั้งอาเซียน/ยุโรป

การคัดเลือกศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน (ศูนย์เรียนรู้ Smart Farmer) ผ่านกระบวนการตามนโยบาย Smart Farmer ของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม มีเป้าหมายที่ต้องการให้เกษตรกรแต่ละท้องถิ่นมีความสามารถในการประกอบอาชีพด้วยการช่วยเหลือตัวเองตามภูมิปัญญาของท้องถิ่นนั้น รวมถึงการยึดแนวทางการพัฒนาเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

ชุมชนบ้านสารภี ตำบลจอมปลวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ในชื่อ “ศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงชุมชนบ้านสารภี” โดยศูนย์ดังกล่าวมีการสร้างกิจกรรมอย่างเข้มข้นเพื่อเสริมสร้างทักษะ ความรู้ แนวทางการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้แก่เกษตรกรเพื่อให้มีความแข็งแกร่ง อันเป็นการสร้างรากฐานต่อยอดในแต่ละอาชีพ

คุณสุชล สุขเกษม ประธานศูนย์เรียนรู้ฯ ในฐานะเกษตรกร Smart Farmer ต้นแบบด้านเกษตรผสมผสาน ได้กล่าวว่า เป็นคนที่สนใจแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้มองเห็นว่าหากนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมจะทำให้สร้างอาชีพ มีรายได้อย่างมั่นคง

ด้วยแรงบันดาลใจ จึงทำให้ คุณสุชล เดินหน้ามุ่งมั่นศึกษาหาความรู้ ตลอดจนเดินทางไปดูงานของศูนย์เรียนรู้หลายแห่งทั่วประเทศ พร้อมกับนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม และนับจาก ปี 2547 คุณสุชล จึงเริ่มทดลองด้วยการปลูกพืชผสมผสาน ทั้งนี้เขามองว่าควรทำความเข้าใจและรู้จักกับดิน น้ำ ลม ไฟ ในพื้นที่ของตัวเองให้ดีเสียก่อน เพื่อจะได้พิจารณาว่าควรปลูกพืชหรือทำเกษตรกรรมแบบใดที่เหมาะสมอย่างแท้จริง

นำทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว

ในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่า

ประธานศูนย์เรียนรู้ฯ เผยว่า แนวคิดที่จะสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่นที่ดีที่สุดคือ ควรนำทรัพยากรที่โดดเด่นในแต่ละท้องถิ่นมาสร้างมูลค่า ดังนั้น กิจกรรมที่เริ่มเป็นสิ่งแรกคือ ได้นำผลผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่า ด้วยการแปรรูป เพื่อทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น

“อย่างเช่น กล้วยหักมุก ที่ปกติขายส่ง ร้อยละ 40 บาท หรือลูกละ 40 สตางค์ มาคิดว่าถ้านำมาฉาบ แล้วขายได้ถึงลูกละ 5 บาท ครั้นพอทำไปขายแล้วเกิดขายดีมาก จนทำให้ชาวบ้านมีความกระตือรือร้น มีกำลังใจ และทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ และไม่นานชาวบ้านเองกลับเกิดแนวคิดนำสาเกมาทอดกรอบ มีเผือก มีมันสำปะหลัง ใช้แปรรูปได้อีกหลากหลาย จนกระทั่งทางราชการแนะให้จดเป็นวิสาหกิจชุมชนในลักษณะกลุ่ม เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคง ไม่นานจึงมีหน่วยงาน ตลอดจนสถาบันการศึกษาหลายแห่งเล็งเห็นความสำคัญ จึงได้เข้ามาสนับสนุนทั้งความรู้ เทคโนโลยี อุปกรณ์ต่างๆ” คุณสุชล กล่าว

คุณสุชล กล่าวว่า จุดที่สนใจครั้งแรกคือ ได้เห็นโครงการพระราชดำริของในหลวง ที่มีอยู่จำนวน 4,300 กว่าโครงการ แต่จะหยิบมาทำเพียง 3 โครงการ เท่านั้น ได้แก่ เศรษฐกิจพอเพียง พลังงานทดแทน และการดูแลสุขภาพชุมชน

“ดังนั้น ในศูนย์จึงกำหนดให้มี 4 หัวข้อหลัก ในการเรียนรู้ ได้แก่

1. การจัดการสุขภาพชุมชน ทั้งนี้คนในชุมชนจะได้รับการดูแลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.)

2. เรียนรู้เรื่องพลังงานทดแทน จำนวน 10 ฐาน ทั้งนี้ เป็นแนวคิดจากการนำสิ่งของที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันแล้วมาประยุกต์ใช้และปรับให้มีความทันสมัยมากขึ้น

3. เรียนรู้ถึงโครงการพระราชดำริแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันใกล้ตัวที่หลายคนมักมองข้าม และ

4. การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่มีวัตถุดิบ ซึ่งอยู่ในแต่ละท้องถิ่นนั้น นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้มีมากขึ้น เพราะฉะนั้นใน 4 หัวข้อหลักนี้ จะกระจายอยู่ใน จำนวน 26 ฐานเรียนรู้” ประธานศูนย์เรียนรู้ฯ แจง

จะต้องใช้ทุกอย่างในพื้นที่

ให้เกิดประโยชน์โดยไม่มีการทิ้ง

คุณสุชล ระบุว่า หัวใจของการทำการเกษตรแบบพอเพียงนั้น ทุกคนต้องอยู่บนฐานความคิดของการประหยัด เขาชี้ว่าจะใช้ทุกอย่างในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์โดยไม่มีการทิ้ง อย่างกรณี ถ้าเลี้ยงไก่ จะได้ไข่ไก่ แต่ที่ศูนย์ต้องได้มากกว่าไข่ที่มาจากไก่คือต้องได้แก๊ส ได้ปุ๋ย ได้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ปุ๋ยอัดแท่ง เป็นต้น ซึ่งแนวคิดนี้เป็นการใช้ชีวิตแบบวงจร ตั้งแต่คน พืช และสัตว์ จากนั้น คุณสุชล ได้พาเดินชมกิจกรรมต่างๆ ในศูนย์เรียนรู้ฯ ที่เป็นองค์ความรู้ที่โดดเด่น อย่างสิ่งแรกคือ

กิจกรรมแบบเศรษฐกิจพอเพียง

เป็ดไข่หลุม แนวคิดนี้เป็นการประยุกต์มาจากหมูหลุมที่รู้จักกันดี แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่ของเกษตรกรไม่เหมาะควรกับการเลี้ยงหมู ดังนั้น จึงหันมาเลี้ยงเป็ดไข่หลุมแทน สำหรับประโยชน์ที่ได้รับคือ จะได้มูลไก่ไข่ไว้เพื่อใช้ทำปุ๋ยหมักใส่พืชผลทางการเกษตร โดยไม่ต้องใช้สารเคมี แต่ถ้าต้องหารายได้เพิ่มอีก ก็ให้นำไปบรรจุใส่กระสอบสัก 30 กิโลกรัม ขายได้ราคากระสอบละ 50 บาท

หรือถ้าต้องการมากกว่านั้น ให้นำไปอัดเป็นแท่ง กิโลกรัมละ 20 บาท นอกจากจะเป็นปุ๋ยอัดแท่งแล้ว ยังนำไปใช้ทำเป็นถ่านปิ้งย่างด้วย มีข้อดีตรงที่ไม่ลุกเป็นไฟ แต่จะมีเพียงเปลวแดงร้อน ทำให้อาหารทุกชนิดไม่ไหม้ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การเลี้ยงไก่ไข่ขังเดี่ยวกับต้นมะพร้าว กิจกรรมนี้เกิดจากแนวคิดของ คุณสุชล ในการใส่ปุ๋ยคอกกับต้นมะพร้าว เขาคิดว่าไม่ควรเสียเวลากับการต้องคอยนำปุ๋ยที่ได้จากคอกไก่ไข่หลุมมาใส่ต้นมะพร้าว เลยสร้างคอกเลี้ยงไก่ไข่ไว้บนต้นมะพร้าวเสียเลย โดยเปลี่ยนจากคอกเป็นตะกร้า ต้นละ 2 ตะกร้า และมีไก่ตะกร้าละ 1 ตัว ทำให้ไก่ที่อยู่ในตะกร้าแบบสบายไม่เครียด สามารถเติบโตได้ดีแล้วยังออกไข่และถ่ายมูลทุกวัน ไข่นำไปใช้บริโภคหรือขายได้ ส่วนมูลไก่ที่หล่นโคนต้นมะพร้าวกลายเป็นปุ๋ยของมะพร้าวได้ทันที

การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามขังเดี่ยวในร่องน้ำสวนมะพร้าว กิจกรรมนี้เป็นการสร้างวิถีทางธรรมชาติในการทำสวนมะพร้าว เขาเล่าว่า สมัยก่อนที่เลี้ยงกุ้งมักปล่อยให้อยู่ตามลำน้ำ แต่เมื่อไปจับกลับหาไม่เจอ เลยนำกุ้งมาใส่ในกระชัง แต่เมื่อยกกระชังขึ้นมาแต่ละครั้งกลับพบว่า เหลือกุ้งอยู่จำนวนน้อย เพราะเวลาลอกคราบกุ้งมักจะกินกันเอง

ดังนั้น จึงเกิดความคิดใหม่ด้วยการนำกุ้งมาเลี้ยงในตะกร้า จำนวนตะกร้าละ 1 ตัว เท่านั้น เพราะกุ้งจะไม่เครียด และมีอาหารให้กินตลอด กุ้งที่เลี้ยงในตะกร้าจะมีขนาดและน้ำหนักดีมาก จะขายได้ราคาดีมาก 3-4 ตัว ราคาพันกว่าบาท อย่างไรก็ตาม ในร่องสวนมะพร้าวยังได้เลี้ยงปลาไว้กับกุ้งตะกร้า เพราะปลาสามารถสร้างออกซิเจนให้กุ้ง ปลาอยู่ด้านนอก กุ้งอยู่ในตะกร้า พอให้อาหารกุ้ง ปลาได้กินด้วย จึงถือเป็นการเกื้อกูลกันเองตามธรรมชาติ

การทำแก๊สชีวมวลใช้เองจากมูลไก่ไข่ โดยนำมูลไก่มาผลิตเป็นแก๊สชีวมวล อันนี้เป็นการดัดแปลงมาจากการนำมูลหมูมาผลิตแก๊ส โดยจะติดตั้งเล้าไก่ให้อยู่ในระดับสูงกว่าพื้นทั่วไป แล้วหาแผ่นรางวางด้านล่างเล้าไก่ เพื่อรองรับมูลไก่ จากนั้นให้ต่อรางไปที่บ่อแก๊สเพื่อให้มูลไก่ไหลลงถังหมักแก๊ส เป็นการผ่านกระบวนการหมัก เวลาจะใช้มูลแต่ละครั้งจะใช้น้ำฉีดที่รางทุกวัน เพื่อให้มูลไก่ไหลลงไปที่บ่อหมัก

ไข่เค็มกะเพรา, ไข่เค็มต้มยำ อันนี้เป็นเรื่องของสุขภาพ ซึ่งไข่เค็มทั่วไปก็จะเค็มเป็นหลัก คราวนี้หากคิดมูลค่าเพิ่มจะใช้วิธีนำเครื่องต้มยำหรือเครื่องปรุงกะเพรามาดองร่วมกับกระบวนการทำไข่เค็ม เมื่อได้กำหนดเวลาที่เหมาะสมจะได้ไข่เค็มที่มีรสชาติต้มยำและกะเพรา

ทั้งนี้ การเตรียมดองไข่อาจแตกต่างกับการทำไข่เค็ม เพราะจะใช้ฟองน้ำล้างไข่แต่ละใบ แต่การทำไข่เค็มต้มยำและกะเพราในขั้นตอนล้างไข่จะใช้สก๊อตช์-ไบรต์ (สีเขียว) ขัดถูที่ผิวเปลือก เพราะจะทำให้เปิดตาไข่ ทำให้เกิดการซึมซับกลิ่นได้ดีกว่าการใช้ฟองน้ำ ไข่เค็มทั้งสองชนิด จำหน่ายฟองละ 8 บาท

การคิดเรื่องผลิตไข่เค็มดังกล่าว จัดเป็นการสร้างมูลค่าและตีโจทย์ทางการตลาดที่ไม่ซ้ำแบบใคร และถือว่าคุณสุชลเป็นคนแรกที่คิดเรื่องนี้ กระทั่งทำให้ผู้คนจากทั่วประเทศต่างหลั่งไหลโทรศัพท์มาขอสูตรกันอย่างคับคั่ง ดังนั้น เขาจึงคิดแผนต่อไปไว้คือ จะคิดทำเป็นเฉพาะสูตรเครื่องปรุงจำหน่าย ทำให้สะดวกและรวดเร็ว เพียงซื้อชุดปรุงนำไปใส่หม้อต้มกับไข่ได้เลย

กิจกรรมด้านการอนุรักษ์พลังงาน

ทางด้านพลังงานทดแทนนั้น คุณสุชล พาไปชมฐานการเรียนรู้ที่น่าสนใจ อย่าง แผงโซล่าเซลล์สำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถือ มีประโยชน์มากสำหรับคนที่เข้าอบรมในศูนย์หากเกิดปัญหาแบตเตอรี่หมด สามารถชาร์จไฟได้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ทำให้เกิดการประหยัดไฟได้มาก หรือ ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้อบของสด อย่าง ปลาแดดเดียว หมูแดดเดียว ซึ่งชาวบ้านจะนำมาอบไว้ในตู้นี้เป็นเวลา ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำไปทอด หรืออาจเป็นการอบพืชสมุนไพรได้

แผงโซล่าเซลล์สำหรับใช้ดักแมลงศัตรูพืช เป็นการดัดแปลงจากไม้ตียุงไฟฟ้า เพื่อมาใช้สำหรับดักแมลงดำหนาม ที่เข้ามากินยอดมะพร้าว ทั้งนี้แนวทางนี้เป็นการกำจัดแมลงโดยเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือแม้แต่ จักรยาน THREE IN ONE ที่นำจักรยานเก่ามาดัดแปลงต่อเข้ากับมอเตอร์เพื่อใช้ถีบปั่นน้ำเวลารดน้ำต้นไม้

เตาซุปเปอร์อั้งโล่ เป็นการดัดแปลงมาจากเตาสมัยเก่าที่สร้างไว้กว้าง สามารถใส่ถ่านได้คราวละมากๆ แต่สามารถตั้งหม้อต้มได้บางขนาดเท่านั้น สำหรับเตาซุปเปอร์อั้งโล่จะประดิษฐ์ให้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า เพื่อสำหรับไว้ตั้งหม้อขนาดใดก็ได้ ถึงแม้จะใส่ถ่านได้ไม่มากเท่ารุ่นเก่า แต่สามารถให้ความร้อนไม่สูงกว่าเดิม

คุณวิโรจน์ ชลวิริยะกุล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงบ้านสารภี ได้กำหนดองค์ความรู้ และวิชาความรู้ที่จะถ่ายทอดลงสู่เกษตรกร โดยใช้แนวทางการฝึกทำจริงจากสถานที่จริง ในจำนวน 12 ฐานความรู้

“ดังนั้น ภายหลังจากเสร็จสิ้นการฝึกแล้ว ทางสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสงครามจะมีการมอบปัจจัยการผลิต ได้แก่ พันธุ์ไก่ไข่ เมล็ดพันธุ์ผัก ก้อนเชื้อเห็ดและปุ๋ยหมัก เพื่อให้เกษตรกรได้นำความรู้ที่ได้พร้อมกับปัจจัยที่มอบให้ไปประยุกต์ให้สามารถดำเนินชีวิตตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและประกอบอาชีพการเกษตรแบบผสมผสานให้มีอาหารบริโภคในครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน และพัฒนาเป็นเกษตรกรปราดเปรื่องต่อไป”

ศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงชุมชนบ้านสารภี ตั้งอยู่ เลขที่ 56 หมู่ที่ 7 ตำบลจอมปลวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม โดยคุณสุชลใช้บริเวณบ้านพักที่มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ดัดแปลงจัดสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ ภายใต้หลักความคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรัสไว้ว่า 1 ไร่ 1 แสน

ประธานศูนย์เรียนรู้ฯ เผยว่า คนที่เข้ามาร่วมอบรมของศูนย์ปีที่แล้ว (2556) จำนวนหมื่นกว่าคน สำหรับปีนี้เพียงไม่กี่เดือนจำนวนที่เข้าอบรมผ่านไปแล้วหลายพันคนที่มาจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และทางยุโรป เขาบอกต่อว่าจุดแข็งของศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้คือ การกำหนดหัวข้อหลัก 4 ด้าน ที่น่าสนใจและสามารถปรับใช้ได้กับชีวิตประจำวันอย่างง่ายดาย แต่ละฐานการเรียนรู้ ชาวบ้านสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจที่เหมาะกับทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้น

“อยากให้ชุมชนอื่นได้เข้ามาเรียนรู้ แล้วนำความรู้มาปรับใช้กับพื้นที่ท้องถิ่นของแต่ละคน ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถนำมาปรับใช้ได้ เพียงแต่ขอให้ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะการมีความรู้เพียงน้อยนิด อาจพิชิตความจน หากดำรงตนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” คุณสุชล กล่าวทิ้งท้าย

สนใจต้องการนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้กับชุมชนท้องถิ่น หรือหมู่คณะที่ต้องการเข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงชุมชนบ้านสารภี ติดต่อได้ที่ คุณสุชล สุขเกษม โทรศัพท์ (086) 178-4157

 

“มะม่วงรอบบ้าน ไม่ออกดอกติดผล…มีวิธีแก้” (ตอนที่ 3 )

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

สัมมนา อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจ มะม่วง

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“มะม่วงรอบบ้าน ไม่ออกดอกติดผล…มีวิธีแก้” (ตอนที่ 3 )

ในครั้งที่แล้ว คุณมนู โป้สมบูรณ์ จากกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มาพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ทั่วไปของการผลิตมะม่วง ทั้งยังระบุว่าผู้ปลูกมะม่วงเป็นอาชีพ ควรใส่ใจกับการพัฒนา รวมถึงการหมั่นปรับปรุงคุณภาพทั้งต้นและผลมะม่วง และท่านได้ตบท้ายว่าเกษตรกรชาวสวนมะม่วงควรมีการรวมกลุ่มกันให้เหนียวแน่นและแข็งแรง เพราะสามารถสร้างพลังอำนาจเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของไม้ผลชนิดนี้ได้

งานสัมมนา เรื่อง “อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจ มะม่วง” เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมอีกกลุ่มที่มีจำนวนไม่น้อยคือ กลุ่มผู้ปลูกมะม่วงไว้รอบบ้านพักอาศัย และพวกเขาต้องการรู้ว่าถ้าตั้งใจปลูกเพื่อรอต้นมะม่วงมีดอกออกผลนั้นควรจะทำอย่างไร

ดังนั้น การถอดคำบรรยายการสัมมนามะม่วงฉบับนี้ จึงนำเสนอเรื่องราวประสบการณ์ ความรู้ ด้านการปลูก การดูแล การควบคุมโรค/แมลง ของมะม่วงจากท่าน อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการเกษตรอิสระ เป็นอดีตข้าราชการกรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ซึ่งคลุกคลีคร่ำหวอดกับงานวิจัยมะม่วงมายาวนาน ทั้งยังทิ้งมรดกหลายเรื่องของมะม่วงที่มีคุณค่ามากมายกับคนรุ่นต่อมา

อาจารย์ประทีป กล่าวว่า…สวัสดีครับพี่น้องชาวสวนมะม่วง รวมถึงผู้ที่รักมะม่วงทุกท่าน วันนี้ดีใจมาก เพราะตลอดเวลาที่รับราชการอยู่ที่กรมวิชาการเกษตร ที่สถาบันพืชสวน ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับมะม่วงมาเป็นเวลายาวนาน ในปี 2524 ได้ทดลองทำมะม่วงออกนอกฤดู โดยใช้ดินประสิว หรือโพแทสเซียมไนเตรต ไปทดลองทำที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา พอปี 2529 ได้นำแพคโคลบิวทราโซลมาใช้ และเป็นโอกาสเดียวกันกับที่ได้พบพี่น้องชาวสวนมะม่วง เพราะมีการนำเทคนิคนี้ไปเผยแพร่ให้ความรู้แก่พี่น้องชาวสวนมะม่วงเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การจัดสัมมนาในครั้งนี้ ถือว่าเป็นมิติที่ดี เพราะได้มีการมาพูดคุย ถ่ายทอดความรู้ในเรื่องที่ดีมีประโยชน์ เพื่อเป็นการต่อยอดสำหรับผู้ที่มีอาชีพปลูกมะม่วงหรือต้องการหาความรู้เพิ่มเติมเรื่องมะม่วง

สำหรับทุกท่านที่มาในครั้งนี้ อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ซึ่งกลุ่มแรกเป็นเจ้าของสวนมะม่วง และปลูกมะม่วงเป็นอาชีพจริงจัง ส่วนอีกกลุ่มเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองแล้วต้องการปลูกมะม่วงไว้เป็นร่มเงาหรืออาจต้องการมีผลผลิตบ้างหากมีโอกาส และสำหรับกลุ่มหลังนี้จัดอยู่ประเภทเดียวกับผมที่ปลูกมะม่วงไว้รอบบ้าน แล้วพยายามทำมะม่วงที่ปลูกให้มีคุณภาพเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี

แต่ความที่เป็นนักวิชาการได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศบ่อย จึงทำให้ได้พันธุ์มะม่วงใหม่ๆ มาแล้วแบ่งปันให้สมัครพรรคพวกกันในกลุ่มที่มีความสนใจมะม่วงหลายท่าน และ คุณวารินทร์ ชิตะปัญญา เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม ซึ่งได้มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย คุณวารินทร์ เป็นเจ้าของสวนมะม่วงที่ระยอง ท่านมีความรู้ด้านไม้ผลหลายเรื่อง นอกจากนั้นแล้วยังมีผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นที่มาร่วมงาน และยินดีให้ข้อมูลเรื่องมะม่วงในทุกด้านแก่ผู้เข้าร่วมงาน

สำหรับหัวข้อที่จะพูดคุยกันในครั้งนี้ ถูกกำหนดไว้ในประเด็น…มะม่วงรอบบ้าน ไม่ออกดอกติดผล…มีวิธีแก้ ดังนั้น แน่นอนต้องมีหลายคนต้องการทราบว่า ปลูกอย่างไร จึงจะทำให้ได้มะม่วงที่มีคุณภาพดี

เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่สำคัญคือ เรื่องการเลือกพันธุ์ ซึ่งท่านอาจจะเลือกพันธุ์ที่ปลูกและดูแลง่าย อย่าง โชคอนันต์ ต่อจากเรื่องพันธุ์ควรมีการให้ความรู้เรื่องการเร่งให้มะม่วงมีดอกเพื่อช่วยผสมเกสร อีกทั้งยังเป็นเรื่องวิธีการแก้ไขปัญหาโรค/แมลง และอาจทิ้งท้ายด้วยเรื่องการบ่มมะม่วง

ผมเคยปลูกมะม่วงไว้ที่บ้าน จำนวน 5 ต้น และปัจจุบันเหลือเพียงต้นเดียว แต่เป็นต้นเดียวที่มีพันธุ์มะม่วงรวมกันถึง 7 พันธุ์ ต่อมาบางพันธุ์ไม่ค่อยดีเลยทิ้งไป และปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 4 พันธุ์ ได้แก่ น้ำดอกไม้ เขียวเสวย จิ๋นหวง และยู่หยวน ซึ่งทุกพันธุ์ใช้วิธีการทาบกิ่ง

จิ๋นหวง ได้นำมาจากไต้หวันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ส่วนเขียวเสวยไม่ค่อยออก แต่น้ำดอกไม้ออกผลดีมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะคุยคือการผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดนั้น ควรทำอย่างไร ขอยกตัวอย่างพันธุ์มหาชนกว่าเป็นพันธุ์ที่ดก กลิ่นหอม สีสวย ติดผลง่าย แต่ถ้าเป็นผลที่มีผิวสีสวยมากมักจะได้จากทางภาคเหนือหรือพื้นที่เป็นดินทรายและมีแดด

ผมไปที่ไต้หวันตลอด ทางนั้นต้องการมหาชนกไปขาย เพราะมีกลิ่นหอมเป็นที่โปรดปรานของชาวไต้หวัน ยิ่งนำไปทำน้ำมะม่วงหรือไอศกรีมมะม่วงจะดีมาก มะม่วงมหาชนกถ้าต้องการปลูกที่มีลักษณะดินเหนียว มีความเค็มเล็กน้อย อย่างที่สมุทรสาคร หรือทางบ้านแพ้วจะมีรสชาติดีมาก

ต่อมาเป็น พันธุ์ยู่เหวิน หรือบางท่านเรียก จักรพรรดิ เป็นของทางไต้หวันเช่นกัน และความหวานถ้าทำได้อย่างดีอาจถึง 21 บริกซ์ ที่เท่ากับความหวานของลำไย แต่ทั้งนี้มีข้อจำกัดคือต้องเก็บในช่วงที่ผลแก่พอดีถึงจะอร่อยมาก

สำหรับ จินหวง มักมีผลขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม ถึงแม้สุกแล้วแต่สียังเขียวอยู่ ถ้าจะให้ดีพันธุ์นี้ควรห่อด้วยกระดาษคาร์บอน เหตุผลของการห่อกระดาษคาร์บอน เพราะไม่ต้องการให้แสงเข้าไปที่ผลเพื่อที่จะทำให้ผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง อย่างนี้สามารถส่งไปขายยังตลาดบนหรือตลาดต่างประเทศได้ และที่โครงการหลวงมีการปลูกเช่นกัน แต่เรียกชื่อว่า “นวลคำ” หรือชื่อ เขียวใหญ่ หรือ งามเมืองย่า ก็ล้วนเป็นพันธุ์เดียวกัน มาจากทางไต้หวันเช่นกัน ข้อเด่นคือ ติดผลง่ายและดก เคยได้ผลผลิตที่มีขนาดน้ำหนักมากถึง 1.7 กิโลกรัม ต่อผล และดูแลง่าย ใบใหญ่

กิมหงส์ กับ จินหวง เป็นมะม่วงไต้หวันทั้งคู่ แต่สำหรับที่ไต้หวันเขาบอกว่าเป็นพันธุ์เดียวกัน และเป็นพันธุ์ที่น่าสนใจคล้ายกับเขียวเสวยที่กินดิบจะอร่อยกว่าสุก มีขนาดใหญ่ ดก ที่สำคัญสามารถทำให้ออกนอกฤดูได้ ค่อนข้างทนโรค/แมลง แล้วยังคงเป็นพันธุ์ที่ทำเงินได้อยู่

กลับมาที่ อาร์ทูอีทู ผมคิดว่าพันธุ์นี้ยังไปได้อีกไกล อย่างที่จีน และทางรัสเซียชอบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตลาดมะม่วงบ้านเรา ถ้าทำเน้นคุณภาพส่งออกแล้ว ลูกค้าต่างประเทศให้ความสนใจมาก และถ้าเปรียบ แก้วขมิ้น กับ อาร์ทูอีทู แล้ว ถ้าบรรทุกแก้วขมิ้น 1 คันรถ ยังสู้ อาร์ทูอีทู ของ คุณวารินทร์ เพียงไม่กี่สิบเข่งเสียด้วยซ้ำ

ประเทศจีน จะปลูกมะม่วงกันมาก โดยเฉพาะทางภาคใต้ อย่างเมืองกว่างสีที่ติดกับเวียดนาม และผมเคยได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องมะม่วงนอกฤดู คราวนั้นคนจีนบอกว่าไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด และบอกว่าผมโกหก และต้องใช้เวลานานหลายปีจึงทำให้คนจีนเชื่อว่าสามารถทำนอกฤดูได้จริง จนกระทั่งทำให้เมืองนี้ปลูกมะม่วงกันมาก แต่ยังไม่พอบริโภค จนต้องสั่งนำเข้าจากไทย

อย่างไรก็ตาม เทคนิคการทำมะม่วงเพื่อให้ขายดีนั้นมีหลายวิธี บางพันธุ์เหมาะกับการทำเป็นน้ำผลไม้หรือไอศกรีมอย่างมหาชนก ซึ่งตลาดทางเวียดนามยังคงต้องการจากไทยมาก มะม่วงสดส่งขายที่เวียดนามมากกว่าญี่ปุ่น หรือมะม่วงอบแห้งจะขายดีที่จีนมาก แล้วตลาดที่กำลังมาแรงอีกแห่งคือ เกาหลีใต้

ดังนั้น สรุปว่า ควรจะปลูกมะม่วงที่ชอบมากเป็นอันดับแรกก่อน แล้วจากนั้นควรศึกษาเทคนิคการปลูก และการปลูกมะม่วงไว้รอบบ้านถ้าจะให้ดี และให้ผลผลิตบ้างในบางคราวหรือทุกคราว สิ่งที่สำคัญคือ การตัดแต่งกิ่ง สำหรับมะม่วงที่บ้านของผมจะตัดแต่งกิ่งอย่างสม่ำเสมอ โดยหาอุปกรณ์ที่แข็งแรง สะดวก เหมาะสำหรับการใช้งานมาเป็นเครื่องทุ่นแรง อย่าง กรรไกรตัดที่มีรอกสามารถใช้งานได้ดี

สำหรับสูตรการตัดแต่งกิ่งนั้น ควรตัดออกสัก 60 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้บางแห่งอย่างที่ไต้หวันตัดออกหมดเลย เพราะมีอากาศเย็น ดังนั้น ประเทศที่มีอากาศเย็นจะพบว่าไม้ผลจะเก็บอาหารไว้ภายในต้นมาก แต่ในบ้านเราธรรมชาติรู้ว่าไม่จำเป็นต้องสะสมอาหารก็สามารถอยู่ได้ ผมขอชมเชยว่าทางไต้หวันมีการตัดแต่งกิ่งเก่งมาก

เพราะฉะนั้นการตัดแต่งกิ่งจึงเป็นเรื่องจำเป็น และต้องการให้ทุกคนเรียนรู้ ควรตัดให้โปร่งและให้แสงแดดสามารถส่องผ่านมาถึงโคนต้น

ปัญหาใหญ่ของมะม่วงที่ปลูกไว้ในบ้านคือ แมลงศัตรูพืช อย่าง เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ และวิธีการป้องกันแมลงเหล่านี้ที่ดีที่สุดคือ การตัดแต่งกิ่ง เมื่อจัดการตัดแต่งกิ่งแล้วหากพบตัวแม่ให้ทำลาย ครั้นพอใบอ่อนแตกออกมาใหม่จะดูแลง่าย ซึ่งทางคุณทวีศักดิ์จะให้รายละเอียดต่อไป

อย่างไรก็ตาม อีกแนวทางคือ การห่อผลเพื่อเป็นการป้องกันแมลงวันทอง และแมลงวันผลไม้ และการใช้ยาเพื่อควบคุมแมลงเหล่านี้มักไม่ค่อยได้ผล แต่การห่อผลถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ก็ยังคงต้องระวังปัญหาจากการห่อเพราะมดอาจพาเพลี้ยแป้งเข้าไปในผล เพราะฉะนั้นหากควบคุมมดได้แล้ว ปัญหาเรื่องเพลี้ยแป้งคงมีน้อยลง

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า มด ชอบกินน้ำผึ้งในรวงผึ้ง ขณะเดียวกันผึ้งได้หาวิธีป้องกันมดโดยการนำยางต้นไม้ชนิดหนึ่งมาทาบริเวณรวงผึ้ง จึงทำให้มดไม่มา เพราะไม่ชอบยางชนิดดังกล่าว เพราะฉะนั้นหากสามารถหายางชนิดดังกล่าวมาใช้ร่วมกับการห่อผลแล้วคาดว่าปัญหาเรื่องมดคงน้อยลงหรือหมดไป ทั้งนี้สิ่งที่เล่ามานี้มีงานวิจัยเกิดขึ้นในไทยแล้ว และท่านอาจหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางอินเตอร์เน็ต

อีกกรณีหนึ่งที่พบแต่เป้าหมายต่างกันคือ รายนี้ได้นำรังผึ้งที่ไม่มีน้ำหวานมาหมักทำเป็นน้ำหมักรังผึ้ง แล้วนำไปฉีดพ่นปรากฏว่ามีจำนวนมดน้อยลงและไม่ขึ้นไปบนต้นมะม่วง แต่ไม่ได้ระบุว่ามดหายไปหรือไม่

ประเด็นต่อมาเป็นปัญหาว่า ทำไม มะม่วงที่มีขนาดผลใหญ่มักชอบแตก หรือพบว่าที่ปลายผลมีลักษณะนิ่ม และเมื่อผ่าออกจะพบว่ามีเนื้อคล้ายวุ้น ที่เป็นเช่นนั้นเพราะแคลเซียมไปไม่ถึงปลายผล

แคลเซียม เป็นธาตุอาหารที่เมื่อเข้าไปฝังอยู่ที่พนังเซลล์ของไม้ผลแล้วจะทำให้มีความแข็งแรง ดังนั้น เมื่อขาดหรือไม่พออาจทำให้เซลล์บริเวณนั้นนิ่มและง่ายต่อการเกิดโรค แล้วมะม่วงที่มีขนาดผลใหญ่ อย่างพันธุ์จินหวง หรือเขียวสามรส จึงมักประสบปัญหาดังกล่าวเสมอ

ต้นเหตุอาจเป็นเพราะเกษตรกรหรือคนปลูกมะม่วงมักเข้าใจว่าในดินมีแคลเซียมไม่เพียงพอ ความจริงมีเพียงพออยู่แล้ว แต่การปลูกโดยทั่วไปนิยมเร่งให้มีผลผลิตมาก จึงมีการใส่ไนโตรเจนจำนวนมาก จนทำให้พืชดูดไนโตรเจนมากกว่าแคลเซียม อีกทั้งแคลเซียมจะเดินทางช้าและมักไปอยู่ตามใบและส่วนอื่นมากกว่าในผล จึงทำให้เกิดภาวะที่ไม่สมดุล พอเป็นเช่นนี้ทำให้เกษตรกรหันมาพ่นแคลเซียมทางใบแทน ซึ่งแท้จริงควรให้ทางดินแล้วปล่อยให้ลำเลียงขึ้นไปตามส่วนต่างๆ ของพืชตามธรรมชาติ แต่พอเกิดการชะงัก จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นการฉีดพ่น ซึ่งหลายคนบ่นว่าสิ้นเปลือง

“ดังนั้น จึงควรมีการเตรียมพร้อมตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มปลูก มีการเตรียมดินก่อนที่จะเกิดดอกออกผล ซึ่งควรใส่แคลเซียมในรูปยิปซัมหรือแคลเซียมซัลเฟตก็จะทำให้พืชค่อยๆ ดูดขึ้นไปตามส่วนต่างๆ ของต้น แล้วเมื่อถึงช่วงออกลูก แคลเซียมจะถูกดูดเข้าไปที่ผล ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ แล้วยังสามารถลดต้นทุนอีก” อาจารย์ประทีป กล่าว

สำหรับฉบับหน้า ท่านที่ชื่นชอบพันธุ์มะม่วงจากต่างประเทศต้องไม่พลาด เพราะ คุณทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ ประธานชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร จะมาถ่ายทอดเรื่องราวของมะม่วงต่างประเทศอะไรบ้าง ที่กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในเมืองไทย…

ขอย้ำ…อย่าพลาดที่จะติดตามอ่านในฉบับต่อไป

 

“ประเสริฐ บุญเรือง” เลขาธิการ กศน.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

สัมภาษณ์พิเศษ

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“ประเสริฐ บุญเรือง” เลขาธิการ กศน.

บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 44 เจ้าของนโยบาย Change เชื่อว่า “ไม่มีนวัตกรรมใดที่สร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งได้เท่ากับนโยบายทางการศึกษาในทุกระดับ” เพราะการศึกษาจะจัดสรรคนเข้าสู่อาชีพตามความถนัดและความสนใจ รวมทั้งเพิ่มพูนสติปัญญารับมือการเปลี่ยนแปลง สามารถแก้ปัญหาสังคม ประเทศ และโลกได้ในที่สุด

สำหรับประเทศไทย กลไกสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนไทยที่ขาดโอกาสทางการศึกษา และประชาชนในพื้นที่ชนบทห่างไกลได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา เกิดสังคมฐานความรู้ และการมีอาชีพอย่างยั่งยืน ก็คือ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ในฉบับนี้ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน นำทีมผู้สื่อข่าวไปพูดคุยกับ “คุณประเสริฐ บุญเรือง” เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เกี่ยวกับแผนงานและนโยบายต่างๆ ที่ กศน. นำมาใช้เพื่อเตรียมความพร้อมคนไทยให้ก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 อย่างมั่นใจ โดยได้รับความเท่าเทียมกันในด้านตลาดแรงงาน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“โครงการสอบเทียบ ม.6″

ภารกิจสำคัญที่ กศน. ดำเนินงานอยู่ในขณะนี้คือ ยกระดับการศึกษาแก่ประชาชนทั่วไป โดยส่งเสริมการสอบเทียบระดับการศึกษาพื้นฐานขั้นสูงสุด คือ ม.6 แต่เดิมการสอบเทียบระดับจากประถมมามัธยมต้น สอบเทียบจากมัธยมต้นมาระดับมัธยมปลาย กศน. ได้แก้ไขกฎกระทรวงศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้มีการสอบเทียบจากระดับประถมเป็นมัธยมปลายตามนโยบายรัฐบาล เรียกว่า โครงการ ม.6 แปดเดือน โดยนักศึกษาจะต้องสอบเทียบ จำนวน 9 วิชา หากสอบผ่านก็จะได้วุฒิมัธยมปลายทันที เมื่อเปิดตัวโครงการในปีแรก มีผู้สนใจเข้ามาสมัครเรียนกับ กศน. ถึง 90,000 คน ขณะนี้นักศึกษารุ่นแรกที่จบ ม.6 ประจำปีการศึกษา 2556 รวมทั้งสิ้น 6,765 คน

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป มีงานทำแล้ว 3 ปี ไม่ว่าจะเป็นลูกเถ้าแก่ ลูกคนจนที่เคยพลาดโอกาสทางการศึกษามีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการดังกล่าวทั้งสิ้น เมื่อสมัครเข้าร่วมโคงการ นักศึกษาจะต้องมีความขยันหมั่นเพียรศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง โดยแสวงหาความรู้จากระบบอินเตอร์เน็ต อ่านหนังสือตำราในห้องสมุด โดย กศน. จะนัดหมายวันเวลามาสอบเทียบ จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งแรก เป็นการสอบวัดผลของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และครั้งที่สอง เป็นข้อสอบของ กศน. มีคะแนนทดสอบทั้งหมด 100 คะแนนเต็ม มาจากคะแนนทดสอบ ของ สทศ. 20% กศน. 50% และคะแนนจากภาคปฏิบัติในพื้นที่อีก 30% นักศึกษาที่สอบผ่าน จะต้องได้คะแนน 60% ขึ้น ในแต่ละวิชา และสามารถสอบเก็บคะแนนไว้ได้ 5 ปี หากนักศึกษาสอบครบ 9 วิชา เมื่อใด จึงถือว่าสอบเทียบผ่าน ชั้น ม.6 ได้สำเร็จ

“โครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะ”

โครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะ จัดขึ้นตามมติ ครม. ที่เห็นชอบให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้ ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน กศน. ในฐานะเจ้าภาพหลัก ได้จัดสร้างบ้านหนังสืออัจฉริยะไปแล้ว จำนวน 40,800 แห่ง โดยใช้สถานที่ของผู้มีจิตศรัทธา บ้านผู้นำชุมชน อาคารอเนกประสงค์ ศาลากลางบ้าน สหกรณ์ประจำหมู่บ้าน บ้านหนังสืออัจฉริยะ จะจัดบริการหนังสือหลากหลายชนิด โดยจะจัดซื้อหนังสือพิมพ์รายวัน แห่งละ 2 ฉบับ วารสาร นิตยสารรายปักษ์-รายเดือน ตามความต้องการของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น โครงการนี้ช่วยกระตุ้นนิสัยรักการอ่าน เป็นธนาคารความรู้ใกล้บ้าน ให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย รวมทั้งลดการลืมหนังสือของประชาชนในภาคชนบทอีกด้วย

“ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน”

กศน. มีงบฯ ดำเนินโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ปีละ 800 ล้านบาท โดยโอนงบประมาณให้ กศน. จังหวัด จัดสรรงบฯฝึกอบรมอาชีพ ลงพื้นที่ตามสัดส่วนหมู่บ้านในระดับตำบลและอำเภอ เดิมทีศูนย์อบรมอาชีพ กศน. สอนในเรื่องการทำแชมพูสระผม สบู่ น้ำยาล้างจาน แต่ตอนนี้ผมสั่งยกเลิกหมด เพราะต้องการจัดฝึกอบรมอาชีพตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนมีความรู้นำไปประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้จริง

ปัจจุบัน อาชีพยอดนิยมที่ประชาชนสนใจเข้ามาฝึกอบรมจาก กศน. คือ ช่างเชื่อม ช่างยนต์ ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ ช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เมื่อผู้เข้าอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ ก็จะเกิดแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้งานอาชีพเพิ่มเติมในระดับ ปวช.-ปวส. ต่อไป สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้คนไทยหันมาเรียนสายอาชีพ 50% และสายสามัญ 50%

“ขยายความรู้

สู่ชุมชน ผ่าน กศน. ตำบล”

เมื่อผมมารับตำแหน่งเลขาธิการ กศน. ผมได้แต่งตั้ง “กศน. ตำบล” เป็นครั้งแรก เพราะผมเป็นคนบ้านนอก ไม่อยากเห็น คนจนๆ เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเรียนที่อำเภอ จึงย้ายห้องเรียนและครู กศน. มาเปิดการเรียนการสอนในระดับตำบลแทน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยบรรจุเจ้าหน้าที่ กศน. ระดับตำบล แห่งละ 1-2 คน และมีหัวหน้า กศน. ตําบล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ

หัวหน้า กศน. ตำบล จะทำหน้าที่คัดเลือกผู้ที่มีความรู้ด้านงานช่างต่างๆ มาฝึกอบรมความรู้ให้แก่ประชาชนทั่วไป ปัจจุบันมีสำนักงาน กศน. ตำบล จำนวน 7,400 ตำบล มีครู กศน. ตำบล ประมาณ 20,000 กว่าคน ทำให้บริการประชาชนได้คล่องตัวมากขึ้น เพราะนักศึกษา ประมาณ 1,000-2,000 คน ไม่ต้องมากระจุกตัวเรียนที่อำเภอเหมือนในอดีต

“อบรมอาชีพกับ กศน.

แล้วมีงานทำทันที”

ที่ผ่านมา กศน. จับมือภาคเอกชน เช่น กลุ่ม เอส แอนด์ พี ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร วังขนาย และร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ในเครือซีพี ฯลฯ จัดหลักสูตรอบรมอาชีพให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยภาคเอกชนจะกำหนดหลักสูตร และจัดหาวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ เมื่อสิ้นสุดหลักสูตรอบรม ก็เปิดรับสมัครผู้ผ่านการอบรมเข้าทำงานกับบริษัททันที ผมเซ็นสัญญาข้อตกลงในการฝึกอบรมอาชีพกับภาคเอกชนเป็นร้อยๆ ครั้งแล้ว ผมพอใจกับโครงการดังกล่าวมาก เพราะการช่วยเหลือให้ประชาชนมีงานทำ ถือว่าเป็นความสำเร็จของ กศน.

“โครงการห้องสมุดเคลื่อนที่”

ขณะนี้ กศน. มีโครงการรถโมบายห้องสมุดเคลื่อนที่ จังหวัดละ 1 คัน เดิมเปิดจุดบริการเฉพาะระดับอำเภอ แต่ปัจจุบันเปิดให้บริการตามหมู่บ้านต่างๆ ตามคำร้องขอจาก หัวหน้า กศน. ตำบล โดยจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในท้องถิ่นมาใช้บริการห้องสมุดเคลื่อนที่ในวันและเวลาที่กำหนด ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในวงกว้างมากขึ้น แล้วยังทำให้ กศน. รู้จักชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น การสำรวจประชาชนผู้ไม่รู้หนังสือ หัวหน้า กศน. ตำบล ใช้เวลาสำรวจแค่ 7-8 หมู่บ้าน ของตำบล ก็ได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว

“เปิดศูนย์

เรียนรู้ตามอัธยาศัย

ในอินโดนีเซีย”

ในอดีตมีคนไทยจำนวนมากไปทำงานและสร้างครอบครัวในต่างประเทศ เช่น กลุ่มยุโรป สหรัฐอเมริกา สถานทูตไทยจึงขอความร่วมมือจาก กศน. ไปจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ตามอัธยาศัยในประเทศต่างๆ โดยมีเป้าหมายสอนภาษาไทย ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีไทยแก่ลูกหลานไทยในต่างแดน ระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา กศน. เปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 21 ประเทศ ทำให้ลูกหลานไทยในต่างแดนเรียนจบวุฒิ ม.6 ของไทยได้เป็นจำนวนมาก

ในวันนี้ เมื่อไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จะมีแรงงานไทยพร้อมครอบครัวย้ายเข้าไปอยู่ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมากขึ้น ดังนั้น กศน. จึงตั้งเป้าหมายที่จะเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ในกลุ่มสมาชิกอาเซียนให้ครบทั้ง 10 ประเทศ เพื่อให้ลูกหลานไทยที่กลับมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยสามารถพูดภาษาไทยได้ และใช้ชีวิตในเมืองไทยได้อย่างมีความสุข

ที่ผ่านมา กศน. ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ในกลุ่มสมาชิกอาเซียนไปแล้วหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ลาว ในปีนี้คาดว่าจะสามารถเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ได้เพิ่มอีก 2 แห่ง คือ เวียดนามและอินโดนีเซีย และจะวางแผนขยายศูนย์เรียนรู้ฯ ให้ครบทั้ง 10 ประเทศ ภายในปี 2558

สำหรับศูนย์เรียนรู้ฯ ที่ประเทศมาเลเซีย กศน. เปิดตามคำร้องขอ จากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เนื่องจากพี่น้องคนไทย ประมาณ 200,000 กว่าคน ที่พักอยู่อาศัยในมาเลเซีย มีปัญหาไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ เพราะส่วนใหญ่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ จึงจัดส่ง ครู กศน. ไปร่วมมือกับ ศอ.บต. และสถานทูตไทยในมาเลเซีย เปิดศูนย์การศึกษานอกระบบของ กศน. จำนวน 3 รัฐ ของมาเลเซีย เช่น ย่านกำปงบารู กรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับการสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยให้แก่บุตรหลานของผู้ประกอบการและแรงงานไทยในมาเลเซีย รวมถึงชาวมาเลเซียที่สนใจอีกด้วย

“โอกาสของแรงงานไทยในอาเซียน”

หลังเปิด เออีซี คาดว่าจะมีคนไทยจำนวนมากอยากไปทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ กศน. ได้ร่วมกันจัดฝึกอบรมอาชีพที่สมาชิกอาเซียนต้องการ รวมทั้งฝึกภาษาให้แรงงานไทยด้วย และจัดหางาน ให้แรงงานเหล่านั้นได้มีโอกาสไปทำงานต่างประเทศได้ตามที่ต้องการ โดยกลุ่มแรงงานไทยที่ตลาดอาเซียนต้องการคือ อาชีพช่างก่อสร้าง กำลังเป็นที่ต้องการในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เนื่องจากช่างก่อสร้างของไทยมีทักษะด้านงานช่าง จึงเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ กศน. ยังได้ฝึกแรงงานรุ่นใหม่ให้มีความรู้ความสามารถในงานฝีมือก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น เช่น ฉาบปูน ก่ออิฐ ฯลฯ และสอนภาษาอาเซียน เพื่อให้สื่อสารกับนายจ้างต่างชาติได้รู้เรื่อง

“พัฒนาการศึกษา

ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้”

เนื่องจากครูในโรงเรียนปอเนาะส่วนใหญ่สอนเรื่องหลักศาสนาเป็นหลัก กศน. จึงจัดส่งครู กศน. นำหลักสูตรการเรียนการสอนระดับประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย ของ กศน. ไปสอนในโรงเรียนปอเนาะด้วย ทำให้เด็กนักเรียนที่เรียนจบจากโรงเรียนปอเนาะ นอกจากมีความรู้ด้านศาสนาแล้ว ยังสามารถอ่านออกเขียนภาษาไทยได้ และมีความรู้ระดับ ม.6 กศน. ดำเนินโครงการดังกล่าวมา 3 ปีแล้ว เนื่องจากครู กศน. ส่วนใหญ่เป็นคนในท้องถิ่น จึงไม่มีปัญหาอุปสรรคในการทำงาน

“กศน. ขยายผลโครงการหลวง”

เนื่องในปี 2558 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา กศน. จึงร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสดังกล่าว โดยดำเนิน 5 โครงการ ตามแนวพระราชดำริ ได้แก่

1. โครงการสร้างห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” จำนวน 100 แห่ง ทั่วประเทศ ภายในปี 2558 โดยใช้งบฯ บริจาคจากประชาชนทั่วไป ประมาณ 7 ล้านบาท เพื่อสร้างถวายแด่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สร้างสังคมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและเป็นตัวอย่างของห้องสมุดในอนาคต

2. ในปี 2558 กศน. จะจัดประชุมสัมมนาวิชาการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร โดยจะนำครูดอย ที่อยู่ในแหล่งภูเขาสูงและบนเกาะ จำนวน 1,200 คน มาประชุมร่วมกันพูดคุยในหัวข้อหลักการเรียนการสอนที่ช่วยให้เยาวชนในถิ่นทุรกันดารสามารถอ่านออกเขียนได้ รวมทั้งแนวทางพัฒนาโภชนาการเด็ก และการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงวางแนวทางให้แก่ครู กศน.

3. จัดอบรมความรู้ “สร้างป่า สร้างรายได้” โดย ครู กศน. จะเข้าไปอบรมให้ความรู้ชาวบ้านในเรื่องการปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น การบำรุงรักษาป่าไม้ธรรมชาติ เพื่ออนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร

4. ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด ที่อำเภอธวัชบุรี เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัย ด้านวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมภาคอีสาน

5. ชุมนุมอาสายุวกาชาด กศน. จำนวน 14,000 คน ที่ค่ายวชิราวุธ เพื่อร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสา ช่วยเหลือชาวบ้านในด้านสุขภาพอนามัย

“ขยายการศึกษาต่อเนื่องเชิงบูรณาการ”

โครงการจัดการศึกษาต่อเนื่องเชิงบูรณาการ เศรษฐกิจพอเพียง เกิดจากความร่วมมือทางวิชาการระหว่างญี่ปุ่นกับไทย โดยมุ่งส่งเสริมความรู้การทำเกษตรแบบธรรมชาติ ทาง กศน. ได้บรรจุความรู้ดังกล่าวอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของศูนย์ฝึกอบรมอาชีพชุมชน เช่น การปลูกข้าวปลอดสารพิษ ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ ชาวบ้านสามารถเลือกเรียนรู้ได้ตามความต้องการ

ที่ผ่านมา กศน. ได้ใช้งบฯ ผ้าป่าการศึกษา ที่รับบริจาคจากประชาชนคนไทย เพื่อก่อสร้างอาคารเรียน หลังละ 1.2 ล้านบาท จำนวน 7 แห่ง ใน สปป. ลาว พร้อมจัดครู กศน. จำนวนหนึ่งไปถ่ายทอดความรู้แก่ครูลาว โดยเพิ่งเปิดโรงเรียนที่เมืองเชียงขวาง เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา ส่วนอาคารเรียนที่เหลือตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองหลวงพระบาง เวียงจันทน์ แขวงบอลิคำไซ ประเด็นที่คนลาวส่วนใหญ่อยากเรียนรู้คือ ด้านภาคการเกษตรและงานอาชีพ ได้แก่ การนวดแผนไทย หลักสูตรวัดโพธิ์ เป็นต้น

“การพัฒนาหลักสูตร

การเรียนการสอน ของ กศน.”

ทุกวันนี้ กศน. ไม่ได้กำหนดหลักสูตรตายตัว เนื่องจาก กศน. มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลากหลายวัยและอาชีพ ชาวบ้านที่ตกงานมาใหม่ๆ ก็คิดอีกอย่างหนึ่ง หากเป็นชาวบ้านกลุ่มสูงวัยก็คิดอีกอย่าง กศน.จึงมุ่งจัดอบรมความรู้ตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นเป็นหลัก งบฯ กศน. ที่โอนไปให้สำนักงาน กศน. จังหวัดต่างๆ ประชาชนในท้องถิ่นระดับตำบลหรืออำเภอสามารถตัดสินใจได้เองว่า พวกเขาต้องการให้ กศน. จัดการเรียนการสอนในเรื่องใด บางครั้งองค์ความรู้ที่พวกเขาต้องการ กศน. ไม่มีคนสอน ก็จะไปจ้างครูจากต่างอำเภอมาสอน โดยจ่ายค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง เดิมที กศน. เคยตั้งกติกาว่า จะเปิดการอบรมเมื่อมีจำนวนผู้เรียน 20 คน แต่ตอนนี้ไม่ได้กำหนดแล้ว มีผู้สมัครแค่ 8-10 คน ก็เปิดสอนได้แล้ว เพราะกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มีความต้องการที่แตกต่างกัน

“หลักสูตรการเรียนระดับ ปวช.” เป็นผลงานเยี่ยมที่ผมกล้าคุย เพราะเราไม่ได้สอนเด็กจบ ม.6 เพื่อมาเรียน ระดับ ปวช. แต่สอนคนที่ทำงานอยู่ในโรงงานแล้ว 3 ปี มาเรียนกับ กศน. คะแนนภาคปฏิบัติ ก็คำนวณจากการทำงานตามปกติ ส่วนภาคทฤษฎีก็เรียนกับครู กศน. วิธีนี้ทำให้แรงงานมีโอกาสเพิ่มวุฒิการศึกษาในระดับ ปวช. และนำวุฒิการศึกษาดังกล่าวไปใช้ปรับค่าตอบแทนให้สูงขึ้นได้ ฉะนั้น คนที่มาเรียน ปวช. กับ กศน. จำนวน 36,000 คน ต่อปี จึงไม่มีใครตกงาน

“สุดยอด กศน.”

เปิดเวทีให้เด็ก กศน.

แข่งขันโชว์ความสามารถพิเศษ

กศน. ได้จัดประกวด “สุดยอด กศน.” เพื่อให้นักศึกษา กศน. กว่า 3.1 ล้านคน ทั่วประเทศ มีโอกาสมาประกวดแข่งขันความสามารถพิเศษในด้านทักษะความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และพรสวรรค์ โดยผู้ชนะรางวัล “สุดยอด กศน.” จะได้รางวัล เงินสด 100,000 บาท สำนักงาน กศน. คาดหวังว่า โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนเกิดการรับรู้ความสามารถและยอมรับนักศึกษา กศน. และพร้อมแจ้งเกิดในเวทีอาชีพการแสดงต่อไป นอกจากนี้ ยังใช้เวทีการประกวดเป็นตัวกระตุ้นให้คนที่ยังไม่จบ ม.6 มาเรียนต่อกับ กศน. อีกทางหนึ่ง

“เปิดห้องเรียน English Program

ดันเด็กนอกระบบก้าวสู่อาเซียน”

เมื่อประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2558 ภาษาอังกฤษ ถือเป็นภาษากลางในการติดต่อสื่อสารกับประชากรอาเซียน เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชนทั่วไป สำนักงาน กศน. จึงได้จัดการศึกษาในภาคภาษาอังกฤษ (English Program) เพื่อเป็นทางเลือกแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปที่สนใจศึกษาต่อในหลักสูตรการศึกษานอกระบบภาคภาษาอังกฤษ และเปิดโอกาสให้ต่างชาติที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายได้มีโอกาสเข้าเรียนในหลักสูตรการศึกษานอกระบบภาคภาษาอังกฤษอีกด้วย กศน. เปิดห้องเรียน English Program กระจายทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 30 คน โดยจัดการเรียนการสอนทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบชั้นเรียน เรียนสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 4 วัน และไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง และจัดกิจกรรมเสริมให้ผู้เรียน เช่น จัดค่ายภาษาอังกฤษ ค่ายคอมพิวเตอร์ การทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน

“เดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิต”

ผมมองว่า พ.ร.บ. การศึกษาตลอดชีวิต จำเป็นมากต่ออนาคตประเทศไทย เพราะต่อไปโรงเรียนประถมจะลดลง คนสูงอายุจะมากขึ้น การศึกษาทางเลือกหรือการศึกษาตลอดชีวิตจะมีความจำเป็นมากต่ออนาคตประเทศไทย ผมมองว่า กศน. น่าจะเป็นองค์กรหลักแห่งหนึ่ง ที่จะช่วยดูแลเรื่องการศึกษาให้แก่ประชาชนไทยทุกเพศทุกวัย เพราะในอนาคตคนไทยไม่จำเป็นต้องเรียนประถม ม.ต้น ม.ปลาย ก็ได้ สามารถเรียนด้วยตัวเอง หรือให้พ่อแม่สอนก็ได้และมาสอบเทียบความรู้กับ กศน. ทุกวันนี้กฎหมายให้สำนักงาน กศน. ส่งเสริมการเรียนนอกระบบเพียงหน่วยงานเดียว กศน. มีบุคลากรแค่ 30,000 คน ไม่สามารถขยายการให้บริการได้อย่างเต็มที่ หาก พ.ร.บ. ดังกล่าว นำมาใช้ในทางปฏิบัติ จะเปิดกว้างในบุคคลอื่นเข้ามาเป็นภาคีเครือข่าย เช่น เอกชนและหน่วยงานราชการอื่นๆ เข้ามาช่วยทำงาน กศน. ได้ โดย กศน. เป็นพี่เลี้ยง ให้ภาคีทำงาน 70% กศน. ทำงาน 30% เป้าหมายที่จะขยายโอกาสทางการศึกษาในหลักสูตรการศึกษานอกระบบของภาคประชาชนในอนาคต ได้อย่างมากมาย

“หลักสูตรอาเซียนศึกษา”

การเตรียมความพร้อมประชาชนเข้าสู่อาเซียนเป็นหน้าที่สำคัญของครู กศน. เพราะพี่น้องประชาชนที่เข้ามาเรียนอาชีพซ่อมรถยนต์ จักรยานยนต์ ช่างก่อสร้าง ฯลฯ กับ กศน. ในหลักสูตรภาษาไทย เวลาไปทำงานในประเทศอาเซียนจะได้ค่าแรงต่ำ หากเรียนอาชีพควบคู่กับการเรียนภาษาอาเซียน รวมทั้งประเพณี วัฒนธรรมของประเทศที่จะเข้าไปทำงาน จะทำให้แรงงานไทยได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น

เมื่อจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 หากไม่เตรียมความพร้อมประชาชน อาจถูกต่อว่าจากสมาชิกอาเซียนได้ เพราะทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษและภาษาจีนได้ เวลามีแขกบ้านแขกเมืองมาเที่ยวเมืองไทย เวลานักท่องเที่ยวต่างชาติถามเส้นทาง คนไทยจะเดินหนีตลอด เพราะฟังไม่ออก พูดไม่ได้ เหมือนเป็นคนหยิ่ง ดังนั้น สนง.กศน. จึงจัดหลักสูตรอาเซียนศึกษา เพื่อฝึกฝนให้คนไทยสามารถสื่อสารกับต่างชาติได้เข้าใจ และทำให้คนไทยดำรงชีพได้อย่างมีความสุขเมื่อเปิดประตูอาเซียนในปีหน้า

กศน. วางแผนที่จะจัดส่งตัวแทนครู กศน. ที่มีผลงานดี สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ ในพื้นที่ 17 จังหวัด จังหวัดละ 5 คน เดินทางไปกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสัมผัสชีวิตวัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน เพราะหากครู กศน. ไม่เข้าใจวิถีชีวิตคนอาเซียนจะถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนได้อย่างไร บางคนอาจมองว่า เขมรล้าหลังแต่คนที่ไม่เคยไปเสียมเรียบ จะไม่รู้ว่าเสียมเรียบมีโรงแรมถึง 500 แห่ง มากกว่าโคราชหรือขอนแก่นเสียอีก หากเรานำครู กศน. ไปเปิดหูเปิดตา ก็จะทำให้รู้ว่า ประเทศบ้านพี่เมืองน้องของเราพัฒนาไปมากแล้ว

ผมขอฝากข้อคิด ถึงครู กศน. ทุกท่านว่า วันนี้เราจะอยู่เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ต้องเร่งพัฒนาตัวเอง เพื่อเตรียมความพร้อมประชาชนเพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนให้ได้ คนเป็นครู ควรจะเข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีของสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ เสียก่อน จึงสามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า เราเปิดประตูอาเซียนเพื่อพัฒนาต่อรองเศรษฐกิจอาเซียนหรือของโลกอย่างไร…นี่คือ ภารกิจของ ครู กศน.

 

เปิดโครงการมาตรฐานสถานพยาบาลสัตว์ครั้งแรกในประเทศ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เปิดโครงการมาตรฐานสถานพยาบาลสัตว์ครั้งแรกในประเทศ

รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร. เกวลี ฉัตรดรงค์ นายกสมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย (VPAT) เปิดเผยว่า สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย ได้อุทิศตนทำงานอย่างต่อเนื่องให้กับวิชาชีพสัตวแพทย์สัตว์เลี้ยง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยง นอกจากกิจกรรมโครงการการศึกษาต่อเนื่องที่จัดเพื่อส่งเสริมศักยภาพของสัตวแพทย์ไทยในด้านการรักษาให้เป็นที่ยอมรับในนานาประเทศแล้ว สมาคมยังได้ริเริ่มโครงการสร้างมาตรฐานสถานพยาบาลสัตว์ในประเทศไทยขึ้น

“ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้สัตวแพทย์ไทยทั้งประเทศได้เดินทางไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ที่จะส่งเสริมการรักษาสัตว์อย่างมีสวัสดิภาพ และเพื่อคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงที่ดี วัตถุประสงค์หลักของโครงการ เพื่อการกำหนดมาตรฐานที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการรักษาสัตว์เลี้ยง โดยมุ่งหวังให้สัตวแพทย์ได้มีแนวทางการรักษาสัตว์ที่ได้มาตรฐานเช่นเดียวกัน อันจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี” รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร. เกวลี กล่าว

รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร. เกวลี กล่าวต่อไปว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย (VPAT) ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก บริษัท ฮิลล์ เพ็ท นิวตริชั่น อิงค์ จำกัด ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2553 เพื่อให้คณะทำงานได้ค้นหาแนวทางที่จะใช้เพื่อกำหนดเป็นมาตรฐานการรักษาสัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมกับสัตวแพทย์ไทย

“ในปี 2557 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป สมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย (VPAT) ดีเดย์เปิดตัวโครงการพร้อมประกาศใช้มาตรฐานสถานพยาบาลสัตว์ (TAHSA) ทุกประเภท ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ พร้อมมีการสาธิตระบบประเมินตนเองแบบออนไลน์ เพื่อให้สถานพยาบาลสัตว์สามารถตรวจสอบขั้นตอน กระบวนการ วิธีรักษา วินิจฉัยโรคได้อย่างมีมาตรฐาน ซึ่งโครงการสร้างมาตรฐานและการรับรองมาตรฐานสถานพยาบาลสัตว์นี้ ได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือเป็นอย่างดี จาก The American Animal Hospital Association (AAHA) ในด้านข้อมูล รวมทั้งได้รับเงินสนับสนุนโครงการ จาก บริษัท ฮิลล์ เพ็ท นิวตริชั่น อิงค์” รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร. เกวลี กล่าว

ในขณะที่ สัตวแพทย์หญิง ดร.ศิรยา ชื่นกำไร ประธานโครงการสร้างมาตรฐานสถานพยาบาลสัตว์แห่งประเทศไทย กล่าวถึง กระบวนการพัฒนามาตรฐานสถานพยาบาลสัตว์ว่า คณะทำงานได้แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 พัฒนามาตรฐานโดย

- กำหนดกรอบการทำงาน โดยใช้มาตรฐานสถานพยาบาลสัตว์ของสหรัฐอเมริกา

- ศึกษาสถานภาพที่แท้จริงและพัฒนามาตรฐาน 13 เรื่อง ที่เหมาะสมกับประเทศไทย

- จัดทำคู่มือเนื้อหาของมาตรฐานต่างๆ และทำประชาพิจารณ์

ระยะที่ 2 ประชาสัมพันธ์ และจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ

- เดินทางไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เพื่อให้ข้อมูลและเยี่ยมเยียน เพื่อรับทราบปัญหาและสถานภาพปัจจุบันของสถานพยาบาลสัตว์ในประเทศไทย

- จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อประชาสัมพันธ์วัตถุประสงค์โครงการ และรับฟังประชาพิจารณ์

- รับสมัครสมาชิกที่มีความเข้าใจในหลักการมาตรฐานสถานพยาบาลสัตว์ เข้าร่วมงานเพิ่มเติม

ระยะที่ 3 รับรองมาตรฐาน

- คัดเลือกและอบรมคณะทำงานรับรองมาตรฐาน

- สร้างระบบประเมินตนเองแบบออนไลน์

ทั้งนี้ การนำระบบมาตรฐานสถานพยาบาลสัตว์มาใช้ นอกจากจะเป็นการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังช่วยทำให้เจ้าของสัตว์เกิดความมั่นใจในการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลสัตว์ทั่วประเทศ ซึ่งการประกาศใช้ระบบมาตรฐานดังกล่าวของประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นการนำร่องและเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนต่อไป