ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

รายชื่อกล้วย ศูนย์รวบรวมสายพันธุ์กล้วยพิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติ ตุลาคม 10, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 574

รายชื่อกล้วย ศูนย์รวบรวมสายพันธุ์กล้วยพิพิธภัณฑสถานจังหวัดกำแพงเพชร เฉลิมพระเกียรติสวนคลองสิบ อำเภอห

1. กลุ่มกล้วยน้ำว้า

1. กล้วยน้ำว้าค่อม

2. กล้วยน้ำว้าเขียว

3. กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง

4. กล้วยน้ำว้าดง

5. กล้วยน้ำว้ากาบขาว

6. กล้วยน้ำว้ายักษ์

7. กล้วยน้ำว้านวลจันทร์

8. กล้วยน้ำว้าละโว้

9. กล้วยน้ำว้าทองมาเอง

10. กล้วยน้ำว้าท่าใหม่

11. กล้วยน้ำว้าไส้แดง

12. กล้วยน้ำว้าไส้เหลือง

13. กล้วยน้ำว้าดำ

14. กล้วยลูกมากท่าตะเกียบ

15. กล้วยน้ำว้าขาว

16. กล้วยน้ำว้าด่าง

17. กล้วยน้ำว้าไส้ดำ

18. กล้วยน้ำว้าเงิน

19. กล้วยน้ำว้าผสมตานี

20. กล้วยน้ำว้าชุมพร (เตี้ย)

2. กลุ่มกล้วยหักมุก

1. กล้วยหักมุกสวน

2. กล้วยหักมุกส้ม

3. กล้วยหักมุกเขียว

4. กล้วยหักมุกทอง

5. กล้วยหักมุกพม่า (เมาะมะมิ)

6. กล้วยหักมุกนวล

7. กล้วยราชาปุริ, หักมุกแขก

3. กลุ่มกล้วยนาก

1. กล้วยนากไทย

2. กล้วยนากยักษ์ทองผาภูมิ

3. กล้วยนากกะเหรี่ยง

4. กล้วยนากค่อม

5. กล้วยครั่ง

7. กล้วยกุ้งเขียว

- กล้วยสายน้ำผึ้ง

- กล้วยวาหยิเซอ

- กล้วยตะโหลน

- กล้วยทองเสา

4. กลุ่มกล้วยหอม

- กล้วยหอมต้นเตี้ย

1. กล้วยหอมซุปเปอร์แคระ

2. กล้วยหอมทูม็อค

3. กล้วยหอมแอฟริกา

4. กล้วยหอมเสียนเจียนเชียว

5. กล้วยหอมแกรนเนนด์

6. กล้วยมาฮวย

7. กล้วยหอมค่อม

8. กล้วยหอมไฮเกท

9. กล้วย FHIA 03 (อ. เริงศักดิ์)

กล้วยหอมต้นสูง

10. กล้วยหอมทองกาบดำ

11. กล้วยหอมทองพระประแดง

12. กล้วยหอมกะเหรี่ยง

13. กล้วยหอมปิซังอัมบน

14. กล้วยปิซังแอมเปียง (หอมชวา)

15. กล้วยหอมเขียวต้นสูง

16. กล้วยหอมศรีสะเกษ

17. กล้วยหอมน้ำผึ้ง

18. กล้วยหอมภูพาน

19. กล้วยหอมลามัท

20. กล้วยหอมทองป่า

21. กล้วยหอมไต้หวัน

22. กล้วยหอมโปรย (ปิแซตะรอ)

23. กล้วยมัน

24. กล้วยเงาะ

25. กล้วยหอมทองอยุธยา

*กล้วยหอมทองคอคด

*กล้วยหอมทองปอก

5. กลุ่มกล้วยไข่

1. กล้วยไข่พระตะบอง, ไข่โนนสูง

2. กล้วยไข่กำแพงเพชร

3. กล้วยไข่ทองร่วง

4. กล้วยไข่ศรีสะเกษ

5. กล้วยไข่ทองเงย

6. กล้วยไข่ชุมแพ

7. กล้วยไข่จีน

8. กล้วยไข่สวนผึ้ง

9. กล้วยไข่โบราณ

10. กล้วยไข่ดำ (ตะกุ่ย)

11. กล้วยรักษา

6. กลุ่มกล้วยเปรี้ยว

1. กล้วยลังกา

2. กล้วยเปรี้ยวบ้านไร่

3. กล้วยลังกานครสวรรค์

4. กล้วยทองส้ม

5. กล้วยกรู

6. กล้วยทองแขก

7. กลุ่มกล้วยเปลือกหนา

1. กล้วยพม่าแหกคุก

2. กล้วยนมหมี

3. กล้วยหิน

4. กล้วยนิ้วมือนาง

5. กล้วยเล็บช้างกุด (ตีบกุ)

6. กล้วยฮอนดูรัส

7. กล้วยเทพรส, ทิพรส, ปลีหาย

8. กล้วยช้าง

9. กล้วยซาบ้าฟิลิปปินส์

10. กล้วยคาดาบ้า

11. กล้วยกรบูร

12. กล้วยซาบ้าต้นลายดำ

13. กล้วยตีบเล็ก

14. กล้วยตีบคำ, ตีบใหญ่อุบล

15. กล้วยตีบมุกดาหาร

16. กล้วยตีบราชบุรี, ตีบยา

17. กล้วยสามเดือนพิจิตร

18. กล้วยน้ำเชียงราย

19. กล้วยโอกินาวา โรบัสต้า

20. กล้วยนางกลายสุรินทร์

21. กล้วยหวานทับแม้ว

22. กล้วยป่าดอยปุย

8. กลุ่มกล้วยน้ำ

1. กล้วยน้ำไทย

2. กล้วยน้ำฝาด

3. กล้วยน้ำนม

4. กล้วยน้ำนมแขก

5. กล้วยน้ำนมเชียงใหม่

9. กลุ่มกล้วยพิเศษ

1. กล้วยกล้าย

2. กล้วยงาช้าง

3. กล้วยกาไน

4. กล้วยขนุน

5. กล้วยฮัวเมา

6. กล้วยร้อยหวี

7. กล้วยจี

8. กล้วยแส้ม้า

9. กล้วยแลนดี้

10. กล้วยนิ้วนางรำ

11. กล้วยมาแนงท์

12. กล้วยนีพูแวน

13. กล้วยเทพนม

14. กล้วยเวียดนาม

15. กล้วยกรัน

16. กล้วยตีนเต่า

17. กล้วยนางพญา

18. กล้วยปิชังปาปาน

19. กล้วยน้ำหมาก

20. กล้วยปิซังซูซู

21. กล้วยนิ้วจระเข้อัมพวา

22. กล้วยนมแพะ

23. กล้วยเข็ม

24. กล้วยแดงฮาวาย

25. กล้วยสาวกระทืบหอ

26. กล้วยดอกหมาก

27. กล้วยโรส

28. กล้วยแปซิฟิกแพนเทน

29. กล้วยเนื้อทอง

30. กล้วยคอแข็ง

31. กล้วยสา

32. กล้วยสงขลา (อ. เยี่ยม)

33. กล้วยขมบุรีรัมย์

10. กลุ่มกล้วยหอมพิเศษ

1. กล้วยเล็บมือนาง

2. กล้วยหอมจันทน์

3. กล้วยนมสาวเพชรบุรี

4. กล้วยทองขี้แมว

5. กล้วยทองกำปั้น

6. กล้วยหอมจำปา

7. กล้วยทองดอกหมาก

8. กล้วยน้ำหมาก

11. กลุ่มกล้วยหอมผลสั้น

1. กล้วยหอมผลสั้น

2. กล้วยตำนวล

3. กล้วยเขียวปากช่อง

4. กล้วยหอมทิพย์นครสวรรค์

5. กล้วยแซรอ

6. กล้วยนมนาง

12. กลุ่มกล้วยตานี

1. กล้วยตานีสุโขทัย

2. กล้วยตานีกีบม้า

3. กล้วยราษฎร์บูรณะ

4. กล้วยอีสาน

5. กล้วยตานี A 15

6. กล้วยตานีใต้

7. กล้วยตานีดำ

8. กล้วยตานีกิ่วจันทร์ (ไม่มีเมล็ด)

9. กล้วยตานี (สุทธิพันธุ์) ปลีแปลก

10. กล้วยตานีด่าง

13. กลุ่มกล้วยประดับ และกล้วยป่า

1. กล้วยป่าปลีเหลือง

2. กล้วยป่าปลีส้ม

3. กล้วยป่าดอยมูเซอร์

4. กล้วยป่าระยอง

5. กล้วยป่ากาญจนบุรี

6. กล้วยเสือพราน

7. กล้วยป่าโตนดพัทลุง

8. กล้วยป่าอบิสซิไนท์

9. กล้วยหก

10. กล้วยผาแดง

11. กล้วยผาเขียว

12. กล้วยบัวม่วง

13. กล้วยบัวหลวง

14. กล้วยบัวแดง

15. กล้วยบัวชมพู

16. กล้วยบัวส้ม

17. กล้วยรัตนกัทลี

18. กล้วยคุนหมิง

19. กล้วยบัวส้มเจดีย์ 3 องค์ (นาคราช)

20. กล้วยรุ่งอรุณ

21. กล้วยฟลาว่า

22. กล้วยแดงอินโดฯ

23. กล้วยหกสอยดาว

24. กล้วยร้อยปลี

25. กล้วยคลองแม่กระสา

26. กล้วยป่าปลีตั้ง (บางหิน)

27. กล้วยแข้เพชรบูรณ์

28. กล้วยป่าไร้เมล็ด (เขาหลัก)

29. กล้วยด่างฟลอริด้า

30. กล้วยป่าปลีเหลือง คลองตานี

31. กล้วยโทน

แปลงที่ 1

- กลุ่มกล้วยพิเศษ

1. กล้วยกล้าย

2. กล้วยงาช้าง

3. กล้วยกาไน

4. กล้วยขนุน

5. กล้วยฮัวเมา

6. กล้วยร้อยหวี

7. กล้วยจี

8. กล้วยแส้ม้า

9. กล้วยแลนดี้

10. กล้วยนิ้วนางรำ

11. กล้วยมาแนงท์

12. กล้วยนีพูแวน

13. กล้วยเทพนม

14. กล้วยเวียดนาม

15. กล้วยกรัน

16. กล้วยปิซังอัมบน

17. กล้วยนางพญา

18. กล้วยปิชังปาปาน

19. กล้วยฮอนดูรัส

20. กล้วยปิซังซูซู

21. กล้วยนิ้วจระเข้อัมพวา

22. กล้วยนมแพะ

23. กล้วยเข็ม

24. กล้วยแดงฮาวาย

25. กล้วยสาวกระทืบหอ

26. กล้วยกอกหมาก

27. กล้วยโรส

28. กล้วยแปซิฟิกแพนเทน

29. กล้วยเนื้อทอง

30. กล้วยคอแข็ง

31. กล้วยสา

32. กล้วยสงขลา (อ. เยี่ยม)

33. กล้วยแดงฮาวาย

34. กล้วยร้อยปลี

- กลุ่มกล้วยหอมพิเศษ

1. กล้วยเล็บมือนาง

2. กล้วยหอมจันทน์

3. กล้วยนมสาวเพชรบุรี

4. กล้วยทองขี้แมว

5. กล้วยนมสาวสวนผึ้ง

6. กล้วยหอมจำปา

7. กล้วยทองดอกหมาก

8. กล้วยน้ำหมาก

9. กล้วยทองกำปั้น

- กลุ่มกล้วยหอมผลสั้น

1. กล้วยหอมผลสั้น

2. กล้วยตำนวล

3. กล้วยเขียวปากช่อง

4. กล้วยขมบุรีรัมย์

5. กล้วยแซรอ

6. กล้วยตีนเต่า

7. กล้วยหอมทิพย์นครสวรรค์

8. กล้วยนมนาง

- กลุ่มกล้วยน้ำ

1. กล้วยน้ำไทย

2. กล้วยน้ำฝาด

3. กล้วยน้ำนม

4. กล้วยน้ำนมแขก

5. กล้วยน้ำนมเชียงใหม่

แปลงที่ 2

- กลุ่มกล้วยหอม

กล้วยหอมต้นเตี้ย

1. กล้วยหอมซุปเปอร์แคระ

2. กล้วยหอมทูม็อค

3. กล้วยหอมแอฟริกา

4. กล้วยหอมเสียนเจียนเชียว

5. กล้วยหอมแกรนเนนด์

6. กล้วยมาฮวย

7. กล้วยหอมค่อม

8. กล้วยหอมไฮเกท

9. กล้วย FHIA 03 (อ. เริงศักดิ์)

- กล้วยหอมต้นสูง

10. กล้วยหอมทองกาบดำ

11. กล้วยหอมทองพระประแดง

12. กล้วยหอมกะเหรี่ยง

13. กล้วยหอมปิซังอัมบน

14. กล้วยปิซังแอมเปียง (หอมชวา)

15. กล้วยหอมเขียวต้นสูง

16. กล้วยหอมศรีสะเกษ

17. กล้วยหอมน้ำผึ้ง

18. กล้วยหอม สพก.1

19. กล้วยหอมลามัท

20. กล้วยหอมทองป่า

21. กล้วยหอมไต้หวัน

22. กล้วยหอมโปรย (ปิแซตะรอ)

23. กล้วยมัน

24. กล้วยเงาะ

25. กล้วยหอมทองอยุธยา

26. กล้วยหอมภูพาน

27. กล้วยหอมทองคอคด

28. กล้วยหอมทองปอก

- กลุ่มกล้วยไข่

1. กล้วยไข่พระตะบอง, ไข่โนนสูง

2. กล้วยไข่กำแพงเพชร

3. กล้วยไข่ทองร่วง

4. กล้วยไข่ศรีสะเกษ

5. กล้วยไข่ทองเงย

6. กล้วยไข่ชุมแพ

7. กล้วยไข่จีน

8. กล้วยไข่สวนผึ้ง

9. กล้วยไข่โบราณ

10. กล้วยไข่ดำ (ตะกุ่ย)

11. กล้วยรักษา

- กลุ่มกล้วยหักมุก

1. กล้วยหักมุกสวน

2. กล้วยหักมุกส้ม

3. กล้วยหักมุกเขียว

4. กล้วยหักมุกทอง

5. กล้วยหักมุกพม่า

6. กล้วยหักมุกนวล

7. กล้วยราชาปุริ, หักมุกแขก

8. กล้วยเมาะมะมิ

- กลุ่มกล้วยนาก

1. กล้วยนากไทย

2. กล้วยนากยักษ์ทองผาภูมิ

3. กล้วยนากกะเหรี่ยง

4. กล้วยนากค่อม

5. กล้วยนากพ่วง

6. กล้วยครั่ง

7. กล้วยกุ้งเขียว

- กล้วยสายน้ำผึ้ง

- กล้วยวาหยิเซอ

- กล้วยตะโหลน

- กล้วยทองเสา

แปลงที่ 3

- กลุ่มกล้วยน้ำว้า

1. กล้วยน้ำว้าค่อม

2. กล้วยน้ำว้าเขียว

3. กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง

4. กล้วยน้ำว้าดง

5. กล้วยน้ำว้ากาบขาว

6. กล้วยน้ำว้าท่าตะเกียบ

7. กล้วยน้ำว้านวลจันทร์

8. กล้วยน้ำว้าอุบล

9. กล้วยน้ำว้าทองมาเอง

10. กล้วยน้ำว้าท่าใหม่

11. กล้วยน้ำว้าไส้แดง

12. กล้วยน้ำว้าเหลือง

13. กล้วยน้ำว้าดำ

14. กล้วยลูกมากท่าตะเกียบ

15. กล้วยน้ำว้าขาว

16. กล้วยน้ำว้าด่าง

17. กล้วยน้ำว้าไส้ดำกำแพงเพชร

18. กล้วยน้ำว้าเงิน

19. กล้วยน้ำว้าไอศกรีม

20. กล้วยน้ำว้าผสมตานี

21. กล้วยน้ำว้าชุมพร (เตี้ย)

22. กล้วยน้ำว้าละโว้

- กลุ่มกล้วยเปรี้ยว

1. กล้วยลังกา

2. กล้วยเปรี้ยวบ้านไร่

3. กล้วยลังกานครสวรรค์

4. กล้วยทองส้ม

5. กล้วยกรู

6. กล้วยทองแขก

- กลุ่มกล้วยเปลือกหนา

1. กล้วยพม่าแหกคุก

2. กล้วยนมหมี

3. กล้วยหิน

4. กล้วยนิ้วมือนาง

5. กล้วยเล็บช้างกุด (ตีบกุ)

6. กล้วยฮอนดูรัส

7. กล้วยเทพรส, ทิพรส, ปลีหาย

8. กล้วยช้าง

9. กล้วยซาบ้าฟิลิปปินส์

10. กล้วยคาดาบ้า

11. กล้วยกรบูร

12. กล้วยซาบ้าต้นลายดำ

13. กล้วยตีบเล็ก

14. กล้วยตีบคำ, ตีบใหญ่อุบล

15. กล้วยตีบมุกดาหาร

16. กล้วยตีบราชบุรี, ตีบยา

17. กล้วยตีบกุ

18. กล้วยสามเดือนพิจิตร

19. กล้วยน้ำเชียงราย

20. กล้วยโอกินาวา โรบัสต้า

21. กล้วยนางกลายสุรินทร์

22. กล้วยหวานทับแม้ว

23. กล้วยป่าดอยปุย

- กลุ่มกล้วยตานี

1. กล้วยตานีสุโขทัย

2. กล้วยตานีกีบม้า

3. กล้วยราษฎรบูรณะ

4. กล้วยอีสาน

5. กล้วยตานี A 15

6. กล้วยตานีใต้

7. กล้วยตานีดำ

8. กล้วยตานีไม่มีเมล็ด

9. กล้วยตานีกิ่วจันทร์

10. กล้วยตานีผสมน้ำว้าดำ

11. กล้วยตานีด่าง

12. กล้วยตานี (สุทธิพันธุ์) ปลีแปลก

 

ระบบตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชระยะไกล ผ่านอินเตอร์เน็ต

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 574

คิดเป็นเทคโนฯ

ระบบตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชระยะไกล ผ่านอินเตอร์เน็ต

ศัตรูพืช นับเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทย ดังนั้น เพื่อให้การส่งออกสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการในการป้องกัน ดังนั้น ในฐานะที่กรมวิชาการเกษตร ถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบป้องกันศัตรูพืช จึงได้คิดค้นจนสามารถพัฒนาระบบตรวจวินิจฉัยที่เรียกว่า ระบบการตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชระยะไกล ผ่านอินเตอร์เน็ต (Remote Microscope Diagnosis) จนประสบความสำเร็จ

คุณดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปีนี้กรมวิชาการเกษตรได้มีแผนเร่งพัฒนาระบบการตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชระยะไกลผ่านอินเตอร์เน็ต (Remote Microscope Diagnosis) เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชและใช้ประโยชน์สูงสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานที่มีจำนวนจำกัด พร้อมให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชที่อยู่ห่างไกลในการตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว

ซึ่งจะส่งผลทำให้การปฏิบัติงานด้านการตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเสริมสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินการด้านสุขอนามัยพืชของไทยด้วย

ขณะเดียวกันยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดตลาดเสรี ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 ซึ่งคาดว่าจะมีสินค้าพืชผักและผลไม้จากสมาชิกอาเซียนทะลักเข้ามาตีตลาดภายในประเทศปริมาณมาก

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชเพื่อรองรับสินค้าเกษตรนำเข้า ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้การค้า การส่งออกและนำเข้าสินค้าเกษตรเกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ระบบการตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชระยะไกล ผ่านอินเตอร์เน็ตนี้ มีเครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ กล้องจุลทรรศน์ ชุดควบคุมการส่งสัญญาณภาพ และระบบอินเตอร์เน็ต

สำหรับขั้นตอนการทำงานของระบบดังกล่าว อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เบื้องต้นด่านตรวจพืชต้นทางต้องนำตัวอย่างศัตรูพืชมาตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ซึ่งที่กล้องจุลทรรศน์จะมีกล้องรับภาพและส่งสัญญาณภาพไปยังจอรับภาพที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต สามารถส่งภาพศัตรูพืชไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานที่อยู่ปลายทางตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบอินเตอร์เน็ตหรือโปรแกรมแชท

คุณดำรงค์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีชุดอุปกรณ์ตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชระยะไกล ผ่านอินเตอร์เน็ต จำนวน 5 ชุด ประกอบด้วย ชุดอุปกรณ์ตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชฯ ที่เป็นศูนย์กลาง (Center) 1 ชุด อยู่ที่กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช และชุดอุปกรณ์ตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชฯ เครือข่าย 4 ชุด อยู่ที่ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง ด่านตรวจพืชเชียงแสน ด่านตรวจพืชลาดกระบัง และด่านตรวจพืชท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

“ในปีนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้มีแผนเพิ่มจำนวนชุดอุปกรณ์ตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชระยะไกลฯ อีกจำนวน 11 ชุด เพื่อใช้ในด่านตรวจพืช 11 แห่ง ที่มีการนำเข้าสินค้าพืชผักและผลไม้ปริมาณมาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชได้” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

พร้อมกันนี้ยังกล่าวอีกว่า ในอนาคตได้มีแผนพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายระบบการตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชระยะไกล ผ่านอินเตอร์เน็ต เข้ากับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตด้วย โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงาน Australian Center for International Agricultural Research (ACIAR) และเปิดช่องทางให้นักวิชาการและเกษตรกรสามารถส่งภาพศัตรูพืชเข้ามาตรวจวินิจฉัยในระบบได้ หากพบว่า เป็นศัตรูพืชสำคัญจะช่วยให้สามารถควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดได้ทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายได้

“ระบบการตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชระยะไกลฯ มีข้อดีคือ ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธาน ที่สำคัญยังสามารถตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชได้รวดเร็วกว่าการส่งตัวอย่างจริงมาตรวจวินิจฉัยที่ส่วนกลาง ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน 5-7 วัน ช่วยให้ด่านตรวจพืชตรวจปล่อยสินค้าได้เร็วขึ้น”

“อย่างไรก็ตาม หากตรวจวินิจฉัยพบว่า เป็นศัตรูพืชกักกันจะแจ้งให้ด่านตรวจพืชต้นทางทราบ เพื่อดำเนินการตามมาตรการกักกันพืช มีทั้งการกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีที่เหมาะสมก่อนปล่อยสินค้า หรืออาจทำลายสินค้า หรือส่งกลับสินค้าไปยังประเทศต้นทาง” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ดับกลิ่นเท้าสติ๊กเกอร์จากสมุนไพรไทย

ในปัจจุบัน คนกลุ่มใหญ่ในสังคมได้มีการดำเนินชีวิตนอกบ้านกันมากขึ้น มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ และเนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อนจะพบปัญหาเท้าอับชื้น มีกลิ่นเท้า ตลอดจนโรคเชื้อราที่เท้า ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากการสวมใส่รองเท้าเป็นเวลานาน

ทีมคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบด้วย ดร. อุดมลักษณ์ สุอัตตะ คุณเกสรี กลิ่นสุคนธ์ คุณประภัสสร รักถาวร คุณลลิตา คชารัตน์ จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร รศ.ดร. วิชัย หฤทัยธนาสันติ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร และ คุณวีระศรี เมฆตรง คณะเกษตร จึงได้คิดค้นวิจัย จนได้ผลิตภัณฑ์แผ่นสติ๊กเกอร์ต้านเชื้อจุลินทรีย์และระงับกลิ่นเท้าขึ้นมาเป็นผลสำเร็จ

โดยคณะผู้วิจัยได้ให้ข้อมูลว่า ทั้งนี้ ได้สำรวจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค จึงร่วมคิดและพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นสติ๊กเกอร์ต้านเชื้อจุลินทรีย์และระงับกลิ่นเท้าจากน้ำมันหอมระเหยทีทรีและน้ำมันหอมระเหยกานพลู ในอัตราส่วนที่เหมาะสมส่งผลให้เกิดการเสริมฤทธิ์กันในการป้องกันเชื้อรา T. mentagrophytes, T. rubrum และ M. gypseum ที่ก่อให้เกิดโรคผิวหนัง เชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus, Micrococcus sedentarius สาเหตุของการเกิดกลิ่นเท้าซึ่งมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อราและแบคทีเรีย

ผลิตภัณฑ์แผ่นสติ๊กเกอร์ต้านเชื้อจุลินทรีย์และระงับกลิ่นเท้า เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาด้านกลิ่นเท้าและโรคผิวหนังที่เท้า ซึ่งเกิดจากการอับชื้นเมื่อใส่รองเท้าเป็นระยะเวลานาน

ซึ่งผู้บริโภคเป้าหมาย ได้แก่ คนในวัยทำงาน นักกีฬา

ผลิตภัณฑ์นี้สามารถใช้ได้กับผู้บริโภคทั้งชายและหญิง เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยสูงและสะดวกในการพกพา และการใช้งาน

อีกทั้งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารต้านเชื้อจุลินทรีย์จากน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ 100% ที่เกิดจากการร่วมผสมผสานฤทธิ์ของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากน้ำมันหอมระเหยทีทรีและน้ำมันหอมระเหยกานพลูซึ่งเป็นสมุนไพรไทย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ สาเหตุการเกิดโรคที่เท้าและมีผลระงับกลิ่นเท้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด และทดสอบการยอมรับผลิตภัณฑ์ด้วยวิธี Home use test

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยพบว่า ผู้ทดสอบ ร้อยละ 96 ให้การยอมรับผลิตภัณฑ์แผ่นสติ๊กเกอร์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสสำหรับผู้บริโภคให้มีทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ง่ายต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องกลิ่นเท้าอันเป็นสาเหตุลดความมั่นใจในที่สาธารณะ

ดูดซับกลิ่นทุเรียน ด้วยบรรจุภัณฑ์ฉลาด

“ในงานนี้มีนักประดิษฐ์จากหน่วยงานภาครัฐจากทั่วโลกเข้าร่วมประกวดผลงานกว่า 1,000 ผลงาน โดยไทยส่งผลงานเข้าร่วมประกวด จำนวน 61 ผลงาน จาก 18 หน่วยงาน และได้รับรางวัลเป็นจำนวนมาก โดยมีรางวัลเหรียญทองเกียรติยศ 1 ผลงาน เหรียญทอง 19 ผลงาน เหรียญเงิน 22 ผลงาน เหรียญทองแดง จำนวน 15 ผลงาน”

ศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้บอกกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากการนำทีมนักประดิษฐ์ไทย พร้อมด้วยผลงานประดิษฐ์ที่มีศักยภาพ ไปร่วมแสดงนิทรรศการและประกวดผลงานในงาน “42nd International Exhibition of Inventions of Geneva” หรือการประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ ที่กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์ฉลาด สำหรับทุเรียน หรือ Active and Intelligent packaging of Durian เป็นผลงานที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้เป็นภาชนะดูดซับกลิ่นทุเรียน จากการคิดค้นวิจัยของ รศ. วรภัทร ลัคนทินวงศ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่สำคัญยังเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ และบรรจุภัณฑ์จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ ที่กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ในครั้งนี้

สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ถูกคิดค้นจากนักวิจัยไทยเพื่อช่วยพัฒนาวงการส่งออกทุเรียนของประเทศ

รศ. วรภัทร บอกว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากที่มีบริษัทเอกชนผู้ส่งออกทุเรียนไปยังตลาดต่างประเทศเข้ามาปรึกษา เพื่อหาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการส่งออกทุเรียน

จากความต้องการ ทุกอย่างจึงค่อยๆ พัฒนาขึ้น และได้ก้าวมาสู่ความสำเร็จ จนได้บรรจุภัณฑ์ฉลาดที่เหมาะสำหรับทุเรียนสดตัดแต่งพร้อมบริโภคเพื่อการส่งออก

บรรจุภัณฑ์ฉลาด สำหรับทุเรียน เป็นการใช้เทคโนโลยี modified atmosphere packaging ประกอบด้วย 2 ระบบ ได้แก่

หนึ่ง ระบบ Active package ทำหน้าที่ดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทำด้วยแผ่นดูดซับที่สามารถย่อยสลายได้

สอง ระบบ Intelligent Package มีเครื่องมือวัด ตรวจสอบคุณภาพและความสดของทุเรียน เพื่อบอกให้ผู้บริโภคทราบว่าทุเรียนสดภายในภาชนะยังคงมีคุณภาพและควรจะซื้อไปหรือไม่

บรรจุภัณฑ์ฉลาด สำหรับทุเรียน จึงนับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าภูมิใจและจะเป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่ช่วยทำให้การส่งออกทุเรียนของประเทศไทยสามารถไปได้ด้วยดีในตลาดโลก

นอกจากผลงานดังกล่าวแล้ว ยังมีผลงานที่น่าสนใจอีกหลายชิ้น และสามารถไปคว้ารางวัลในงานดังกล่าว อาทิ จมูกอิเล็กทรอนิกส์สำหรับควบคุมคุณภาพอาหาร และเครื่องตรวจวัดชนิดของข้าวไทยแบบสกรีนนิ่ง

จมูกอิเล็กทรอนิกส์สำหรับควบคุมคุณภาพอาหาร และเครื่องตรวจวัดชนิดของข้าวไทยแบบสกรีนนิ่ง เป็นผลงานของ ดร. เรวัตร ใจสุทธิ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เครื่องควบคุมคุณภาพอาหารและเครื่องดื่มด้วยการทดสอบกลิ่น เป็นระบบการดมกลิ่นเทียมที่พัฒนาโดยเลียนแบบการทำงานของจมูกมนุษย์ คือมีการเรียนรู้ จดจำ และจำแนกชนิดของกลิ่นตามฐานข้อมูลที่มีอยู่ เครื่องมือสามารถทดสอบกลิ่นจากสารตัวอย่างได้ทั้งในรูปของของแข็ง ของเหลว และก๊าซ โดยมีอากาศเป็นตัวนำพากลิ่นไปยังกลุ่มของเซ็นเซอร์รับกลิ่น

ซึ่งทำงานโดยอัตโนมัติควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้งานสามารถสร้างฐานข้อมูลที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง เครื่องมือนี้สามารถนำมาใช้ควบคุมคุณภาพอาหารและเครื่องดื่มได้ทั้งในกระบวนการผลิตจากฟาร์มสู่ผู้บริโภค เพื่อเพิ่มมูลค่าและความเชื่อมั่นในการส่งออก

นอกจากนี้ ยังมีผลงานการอบแห้งเชิงอุตสาหกรรม โดยใช้ระบบไมโครเวฟกำลังต่ำที่ป้อนคลื่นสองตำแหน่งร่วมกับระบบสุญญากาศ โดย ศาสตราจารย์ ดร. ผดุงศักดิ์ รัตนโช และ ดร. สมศักดิ์ วงษ์ประดับไชย ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งนี้ ระบบไมโครเวฟกำลังต่ำที่ป้อนคลื่นสองตำแหน่งร่วมกับระบบสุญญากาศ (CUMV) กำเนิดความร้อนด้วยแมกนีตรอน จำนวน 2 ตัว ภายใต้ความถี่ 2,450 MHz โดยผ่านท่อนำคลื่นรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาด 11 x 5.5 เซนติเมตร และมีขนาดของคาวิตี้ 0.13 ลูกบาศก์เมตร โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.24 เมตร และยาว 0.72 เมตร

ภายในคาวิตี้มีถังหมุน สามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 30 กิโลกรัม ถังหมุนสร้างจากวัสดุโพลีโพรพิลีน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เซนติเมตร และยาว 50 เซนติเมตร ความเร็วในการหมุนของถัง 10 rpm และความดันสุญญากาศที่สามารถทำได้มากถึง 50 ทอร์

ผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่า สามารถอบผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น ใบมะกรูด ใบหอมซอย เห็ดหูหนูขาวและดำ และพืชสมุนไพรบางชนิด สามารถนำมาอบแห้งและได้ผลเป็นที่น่าสนใจ

การอบดังกล่าว สามารถลดระยะเวลาในการอบแห้งลงได้ถึง 5-6 เท่า เมื่อเทียบกับการอบแห้งแบบดั้งเดิม และคุณภาพสีของผลิตภัณฑ์นั้นยังคงมีคุณภาพดี

ทั้งหมดนี้คือ ความสำเร็จที่มาจากมันสมองของนักวิจัยไทย…

 

ปูยักษ์อลาสก้า มีเงินอย่างเดียวไม่พอ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 574

เกษตรต่างแดน

กรรณิกา เพชรแก้ว

ปูยักษ์อลาสก้า มีเงินอย่างเดียวไม่พอ

ในบรรดาอาหารที่เราสรรหาพามากินกันเกินกว่าขอบเขตของการประทังชีวิต หรือพูดให้มันตรงๆ คืออาหารที่มันแพง และมีจริตจะก้านประดับประดาจนเกินวิสัยอาหารปกติทั่วไปนี่ น่าจะไม่มีอะไรเกิน ปูยักษ์อลาสก้า อีกแล้ว

ด้วยว่ามันทั้งแพง ทั้งหายาก คนจะได้กินต้องมีเงิน และต้องมีกิเลสในการบำรุงบำเรอชีวิตตนเองเกินมาตรวัดปกติไม่น้อย เพราะนอกจากมันจะแพงแล้ว มันยังมีให้หาซื้อไม่บ่อยนัก ต้องจับจ้องเวลาให้ดิบดี บ้างถึงแก่จับจองกันข้ามปี ถ้ามีมาจากต่างประเทศให้แจ้งโดยพลัน หากฉันไม่ทันกิน ฉันมีโกรธเหวี่ยงวีนครบสูตร

เรื่องฉะนี้เกิดขึ้นจริง ไม่เชื่อไปลองถามผู้ดูแลซุปเปอร์มาร์เก็ตในย่านคนดีมีเงินของเมืองกรุงหลายแห่งดู บัญชีจองปูยักษ์อลาสก้านั้นยาวเหยียด และจะตกหล่นใครมิได้

ปูยักษ์อลาสก้านั้น มันคือ ปูทะเลธรรมดา แต่มันตัวโต และมันมาจากทะเลแถบขั้วโลกเหนือ ซึ่งไม่ใช่ทะเลของอเมริกา หรือรัฐอลาสก้าอย่างเดียว แต่ครอบคลุมพื้นที่ขั้วโลกเหนือเกือบทั้งหมด แต่ที่เรียกว่าปูอลาสก้า เพราะอลาสก้าเป็นท่าเทียบเรือที่ใหญ่ ที่สุดสำหรับเรือประมงที่ตระเวนจับปลา ปู ในย่านนั้น คือจับมาแล้วต้องมาส่งที่ท่าอลาสก้า จากนั้นค่อยส่งออกไปทั่วโลก

ก็เหมือนเนื้อโกเบของญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้เป็นเนื้อที่ผลิตจากเมืองโกเบ หากแต่ส่งมาจากเมืองใกล้ๆ แล้วมาส่งออกผ่านเมืองโกเบ ซึ่งเป็นเมืองท่าใหญ่

ฉันเคยกินปูยักษ์อลาสก้าแล้ว กินที่อลาสก้าเลยด้วย และฉันรู้สึกว่างั้นๆ แหละ รสนิยมฉันไม่วิไลขนาดแยกแยะปูทะเลนั้นทะเลนี้ได้ ปูสำหรับฉันมันก็คือปู ปูทะเลอ่าวไทยก็อร่อยล้ำแล้วสำหรับฉัน และน่าจะสำหรับเราทุกคน

ที่ว่าปูยักษ์อลาสก้าหายากจนพาให้ราคาสูงลิ่วประหนึ่งเพชรพลอยนั้น หนึ่งเพราะทะเลขั้วโลกเหนือจับตัวเป็นน้ำแข็งเกือบตลอดปี จะว่างเว้นไม่กี่เดือนช่วงหน้าร้อนของที่นั่น เป็นเวลาที่เรือประมงล่าปลา ปู จะออกหากินกันอย่างครึกครื้น เวลาที่จำกัดไม่กี่เดือนย่อมทำให้กิจกรรมการล่าปู ปลา ทำได้ไม่มากนัก แม้จะเร่งรีบเพียงใด เวลาก็เป็นกรอบจำกัดอยู่

นอกจากนั้น ทะเลขั้วโลกเหนือ ยังเป็นทะเลที่ไม่มีมนุษย์รายใดอยากไปสัมผัส เพราะหนาวเย็น มืดครึ้ม (แม้ในหน้าร้อนก็ตามที) คลื่นและลมแรงเกินกว่าสิ่งมีชีวิตจะใช้ชีวิตเป็นปกติ จึงเป็นเหมือนทะเลนรก ที่คนกล้าตายเท่านั้นจึงจะอยากไปสัมผัส

นั่นทำให้กิจกรรมการหาปู ปลา ในทะเลแถบขั้วโลกเป็นเรื่องเสี่ยงอันตรายที่สุด เรือหาปู ปลา ลำใหญ่เท่าตึก 5 ชั้น จะต้องเจอคลื่นใหญ่สูงกว่าเท่าตัวซัดใส่อยู่ตลอดเวลา คนทำงานบนเรือต้องเสี่ยงภัยกับการถูกคลื่นและลมพัดตกเรือ เพราะเมื่อตกลงไปในน้ำที่เย็นจัดก็ยากจะมีชีวิตรอด

ค่าตัวคนทำงานบนเรือประมงล่าปู ปลา ในทะเลแถบขั้วโลกเหนือจึงสูงลิ่ว คนงาน 1 คน ทำงาน 3 เดือน ถ้าอยู่รอดปลอดภัยและทนได้ จะได้ค่าจ้างราว 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบล้านบาท เท่ากับค่าแรงกรรมกรยามปกติเกือบ 2 ปี จึงมีคนหนุ่มจากทั่วโลกบ่ายหน้าไปเสี่ยงชีวิตทำงานบนเรือเหล่านี้ทุกปี

ค่าตัวกรรมกรคนละล้าน ทำให้ราคาปูยักษ์อลาสก้าแพงจนสะท้านสะเทือนใจ เพราะฉะนั้นเวลาละเลียดเนื้อปูพวกนี้ ให้รู้ว่ามันคือปูธรรมดาที่ผ่านการจับโดยได้ค่าตัวคนละล้านนะคุณ

วิธีจับปู เขาก็ไม่ได้พิสดารอะไร เขาจะเอาเหยื่อเป็นปลา และอะไรต่อมิอะไรไปวางไว้ในลอบ เสร็จแล้วหย่อนลอบลงไปในทะเล พอถึงเวลาก็มากู้ลอบ แล้วเอาปูออกมาแยกขนาด ใส่ไว้ในน้ำให้มันไม่ตายจนกว่าจะถึงฝั่ง เพราะปูเป็นขายได้ราคาดีกว่าปูตาย

ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรยาก แต่ที่ยากคือ ทุกอย่างที่ทำต้องทำบนเรือท่ามกลางคลื่นซัดตลอดเวลา ไม่มีหยุดนิ่งให้หายใจหายคอแม้แต่นิดเดียว อากาศและน้ำหนาวเย็นจัด คนงานจึงทำงานเหมือนหุ่นยนต์ กัดฟันอดทนให้มันผ่านไป เวลาพักก็หลับเป็นตายเพื่อจะตื่นมาสู้กับงานใหม่ เป็นเช่นนี้กันไปวันๆ

และเห็นอยู่ไกลโพ้นและหนาวเย็นเช่นนี้ เชื่อหรือไม่กรรมกรที่ไปทำงานมากที่สุดคือ คนจีน คนจีนคนหนึ่งแววตาแกแบบตายเป็นตาย บอกว่าผมพร้อมเสี่ยง เพราะเงินที่ได้มันเท่ากับผมต้องทำงานตลอด 2 ปี แกบอกว่าบ้านแกไม่เคยหนาวเกิน 15 องศาเซลเซียส แต่แกมาทำงานกลางทะเลที่อุณหภูมิติดลบ 10 องศาเซลเซียส เอากับแกสิ

เมื่อเรือขนปูมาถึงฝั่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ด้านคุณภาพอาหารตรวจดู เจอปูล็อตไหนมีปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนก็ต้องกำจัด แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเจอ เพราะทะเลอาร์กติกทั้งไกล ทั้งหนาวเย็น ทั้งคลื่นแรง ไม่มีใครที่ไหนอยากไปทำอะไรปนเปื้อนแถบนั้นแน่ ทะเลแถบนั้นมีแต่นักวิจัยแขนงต่างๆ กองเรือป้องกันชายฝั่งของอเมริกา แล้วก็บรรดาเรือประมงหาปูหาปลาเท่านั้น

นักท่องเที่ยวที่ไปอลาสก้าเขาจะมีโปรแกรมทัวร์พาไปตกปลาในทะเลหนาวเหน็บ ไปจับปู แต่อันนั้นคือ ทำโชว์ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปอวดกันเฉยๆ จับกันแบบไก่กา การจับปลาจับปูแท้จริงของอลาสก้านั้นโหดเหนือโหด ดังนั้น ใครที่มีรูปจับปูจับปลาเล่นแบบนักท่องเที่ยวแถวอลาสก้า อย่าเอามาอวดเชียว

ฉันเคยถามเชยๆ ว่า ทำไม เขาไม่เพาะเลี้ยงปูเอาล่ะ จะต้องไปเสี่ยงชีวิตคนออกไปกลางทะเลลึกทำไม เจอเขาย้อนถามว่า จะเลี้ยงทำไม ในเมื่อกลางทะเลมันมีอยู่มากมาย จับเท่าไหร่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมด เออ! สินะ

นอกจากจ้องจะกินมันนักหนาแล้ว ฉันเห็นนักท่องเที่ยวที่ไปอลาสก้าชอบถ่ายรูปกับปูยักษ์ตัวเป็นๆ ปล่อยให้มันดิ้นดุ๊กดิ๊ก ดิ้นรนจะเป็นอิสระโดยไม่ใส่ใจในความทุกข์ใจของมัน พากันแหกแข้งแหกขาปูแล้วยิ้มร่า เอามาอวดลูกหลาน คือจะกินมันเลยก็ไม่กิน ทรมานทรกรรมเขาอยู่นั่นแหละ

ฉันสงสัยว่า คนพวกนี้ป่วยหรือเปล่า?

 

อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจ มะม่วง ตอนที่ 1 : “พัฒนาการผลิตมะม่วงของไทย”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 574

เทคโนฯ สัมมนา

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจ มะม่วง ตอนที่ 1 : “พัฒนาการผลิตมะม่วงของไทย”

มะม่วง เป็นไม้ผลที่ทุกคนรู้จักกันดี การปลูกมะม่วงมีเหตุผลหลายอย่าง แล้วแต่ความตั้งใจของผู้ปลูก บางคนมีพื้นที่ไม่มากอาจปลูกไว้บริเวณบ้านพักสัก 1-2 ต้น เพื่อสร้างความร่มรื่นเป็นหลัก แต่ถ้ามีผลติดบ้าง ถือว่าปีนั้นโชคดีได้รับประทานกันในครอบครัว การปลูกในลักษณะนี้ผู้ปลูกอาจสนใจหรือไม่สนใจต่อวิธีการปลูก การดูแล โดยการให้น้ำ มักใส่ใจกับต้นไม้ที่ปลูกอยู่ใต้ต้นมะม่วงเป็นหลักมากกว่า

บางคนปลูกเป็นอาชีพ เพื่อต้องการขายผล ผู้ปลูกประเภทนี้ต้องใส่ใจกับการปลูกเป็นอย่างดี ต้องมีความรู้ ความชำนาญ รวมไปถึงทักษะที่เป็นมืออาชีพ ทำงานอย่างเป็นระบบและมีแบบแผนเพื่อมุ่งเน้นให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อการค้า

ผลมะม่วงสามารถนำมารับประทานได้ทั้งดิบและสุก มะม่วงดิบเปลือกสีเขียวเนื้อสีขาวส่วนใหญ่มีรสเปรี้ยว ยกเว้นบางพันธุ์ที่เรียกว่ามะม่วงมัน ส่วนผลสุกจะมีสีเหลืองทั้งเปลือกและเนื้อ รับประทานสด หรือนำไปทำเป็นอาหาร เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง อีกทั้งมีการนำไปแปรรูป เช่น มะม่วงแก้ว มะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงเค็ม น้ำแยมมะม่วง พายมะม่วง เป็นต้น ทั้งนี้ อาจแบ่งมะม่วงตามความนิยมในการรับประทานเป็น 3 ประเภท คือ

1. มะม่วงสำหรับรับประทานผลดิบ เช่น น้ำดอกไม้มัน พิมเสนมัน แรด เขียวเสวย หนองแซง ฟ้าลั่น มันหวานปากช่อง เบาสงขลา เป็นต้น

2. มะม่วงสำหรับรับประทานผลสุก เช่น อกร่อง อกร่องพิกุลทอง น้ำดอกไม้ หนังกลางวัน ทองดำ เป็นต้น

3. มะม่วงที่ปลูกเพื่อการอุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้

- มะม่วงสำหรับดอง เช่น แก้ว โชคอนันต์ เป็นต้น

- มะม่วงสำหรับบรรจุกระป๋อง ทำน้ำคั้น แช่อิ่ม เช่น มะม่วงสามปี มหาชนก เป็นต้น

กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เล็งเห็นถึงความสำคัญของไม้ผลชนิดนี้มาก และมองว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมะม่วงยังคงครองใจผู้บริโภคไม่เสื่อมคลาย ยิ่งนานวันวิทยาการและเทคโนโลยีการปลูกพืชมีความก้าวหน้ามาก จนทำให้เกิดพันธุ์มะม่วงออกมาตอบสนองความต้องการผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทั้งบริโภคดิบ สุก หรือการแปรรูปส่งขายต่างประเทศ ล้วนสร้างรายได้ที่ดีมานับไม่ถ้วน

แต่ไม่ว่าท่านจะปลูกมะม่วงด้วยเหตุผลใดก็ตาม เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้จัดสัมมนา เรื่อง “อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจ มะม่วง” ขึ้น ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักงานหนังสือพิมพ์ข่าวสด ทั้งนี้ เพื่อนำเสนอข้อมูลวิธีการปลูกมะม่วงไว้รับประทานเอง จนกระทั่งทำเป็นธุรกิจการส่งออก

ในวันงานมีแฟนพันธุ์แท้มะม่วงจากทั่วทุกสารทิศมากันคับคั่ง ทั้งผู้ปลูกเล่น ปลูกจริง กำลังคิดจะปลูก ไม่เว้นแม้แต่ผู้ปลูกมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จไปแล้วยังต้องมาร่วมงานอีก เพื่อเติมเต็มความรู้ที่มีอยู่ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการนำพันธุ์มะม่วงจากหลายแหล่งทั่วประเทศ จำนวน 70 สายพันธุ์ มาแสดงให้ท่านผู้ร่วมงานได้เห็น ได้สัมผัส จนบางท่านถึงกับเปรยว่า…มีมะม่วงพันธุ์ชื่อนี้ด้วยหรือ??

ถ้าถามว่า การที่คุณเป็นคนไทย รู้จักมะม่วงอย่างไร เพราะการที่คุณรู้จักมะม่วงอาจยังไม่ดีพอเท่ากับการที่คุณรู้ใจมะม่วง ดังนั้น การสัมมนา เรื่อง “อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจมะม่วง” จะให้คำตอบแก่ทุกท่านได้ว่า ท่านรู้ใจมะม่วงดีพอหรือยัง!!

เมื่อได้เวลาเริ่มงานอย่างเป็นทางการ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ความเป็นมาของการจัดงาน…

กราบเรียน คุณเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ท่านวิทยาการ และท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน วันนี้เป็นโอกาสดีอีกวันหนึ่ง ที่ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มีโอกาสต้อนรับทุกท่านในบรรยากาศแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในรูปแบบการสัมมนา และหลายท่านคงคุ้น เพราะเคยมางานสัมมนาแบบนี้บ่อย

ผมขอเรียนว่า บริษัทมีหนังสือในเครือ จำนวน 7 เล่ม ด้วยกัน และปัจจุบันมีการเพิ่มองค์กรใหม่ขึ้นมาอีก คือศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน รวมไปถึงมติชนทีวี อย่างไรก็ตาม หนังสือในเครือแต่ละเล่มมีเอกลักษณ์และหน้าที่แตกต่างกันไป

เทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นหนังสือที่เสนอสาระเพื่อการเกษตรและอาชีพที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมานอกจากเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทั่วไปแล้ว เทคโนโลยีชาวบ้านยังจัดทัวร์เกษตร อีกทั้งยังมีงานประจำปี อย่าง เกษตรมหัศจรรย์ สำหรับงานสัมมนากับงานเกษตร ทางนิตยสารเทคโนฯ ได้จัดมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านพืช สัตว์ ประมง หรือแม้แต่เครื่องจักรกลทางการเกษตร

สำหรับจุดมุ่งหมายของการจัดสัมมนาแต่ละครั้ง ไม่ได้ชักชวนทุกท่านมาปลูกมะม่วง มะนาว กล้วย แต่ต้องการให้ทุกท่านนำข้อมูลไปวิเคราะห์โดยการสืบค้นจากแหล่งความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยากร อาจารย์ เอกสาร รวมถึงของจริงที่นำมาแสดงในแต่ละครั้ง โดยเฉพาะวันนี้เป็นการแสดงพันธุ์มะม่วง จำนวนถึง 70 สายพันธุ์

ปีนี้เทคโนฯ มีอายุย่างเข้าปีที่ 26 ทั้งยังเห็นว่า มะม่วง เป็นพืชที่ปลูกมากที่สุดในบรรดาไม้ผลด้วยกัน คือ 2 ล้านไร่ แต่มีเกษตรกรบางคนอาจยังไม่ทราบข้อมูล หรือวิชาการที่แท้จริงเกี่ยวกับการดูแลรักษา จึงทำให้ขาดโอกาสที่จะผลิตมะม่วงเพื่อขายให้ได้คุณภาพหรือมีราคาดี ในครั้งนี้มีวิทยากรที่ได้นำตัวอย่างมะม่วงเพื่อการส่งออกมาแสดงไว้หน้างาน หรืออย่างที่ คุณสายันต์ บุญยิ่ง ท่านได้นำตัวอย่างมะม่วงที่ผลิตเพื่อส่งออกไปขายยังประเทศจีนและไต้หวันมาแสดง

ขณะเดียวกันครอบครัวคนไทยทุกวันนี้ปลูกมะม่วงกันเกือบทุกบ้าน ทุกหลังคาเรือน บางบ้านปลูกไว้มากกว่า 1 ต้น โดยมีความหวังว่าจะได้ชิมผล ครั้นถึงเวลากลับไม่ออกดอกติดผล ด้วยเหตุนี้ทางกองบรรณาธิการเทคโนฯ จึงได้ร่วมกับศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน จัดสัมมนาขึ้นในหัวข้อ เรื่อง “อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจ มะม่วง”

“ทั้งนี้ เพื่อเป็นการนำเสนอข้อมูลตั้งแต่การปลูกไว้เป็นงานอดิเรกประจำบ้าน จนไปถึงกลุ่มที่ต้องการปลูกเพื่อการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะมีวิทยากรที่จะนำมาเสนอวิธีการปลูกดูแลรักษาเบื้องต้น รวมไปถึงผู้มีความรู้ด้านการผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก อย่างไรก็ตาม การจัดสัมมนาในลักษณะนี้คงมีอยู่เป็นประจำ ตามวาระและสถานการณ์ของหัวข้อที่น่าสนใจ”

หลังจากนั้น คุณเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดการสัมมนาว่า คำว่า อยู่เมืองไทย ต้องเข้าใจมะม่วงนั้น ผมเห็นว่าทุกท่านในที่นี้คงไม่มีใครไม่เคยรับประทานมะม่วง ถ้าดูจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมื่อปี 2555 แล้วประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งหมด 2.9 ล้านไร่

ตัวเลขนี้ไม่ใช่จำนวนน้อยเลย เพราะเป็นผลผลิตทั้งหมด 2.9 ล้านตัน นั่นหมายถึง มีผลผลิต ไร่ละ 1 ตัน โดยประมาณ แล้วจำนวนผลผลิตที่ส่งไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ทั้งผลสดและแปรรูป รวมทั้งสิ้น 7.6 หมื่นตัน นอกนั้นเป็นการนำมาบริโภคภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม มีมะม่วงที่เกี่ยวข้องกับครัวเรือนเกษตร จำนวน 3.4 แสนครอบครัว ในการปลูกเป็นอาชีพหลัก อาชีพรอง หรือไว้รับประทานเองก็ตาม

ผมเคยคิดว่าจะปลูกมะม่วงไว้ที่บ้านสักต้น ปลูกแบบไม่ต้องให้ต้นสูงมาก พอตกบ่ายเย็นนำเสื่อมาปูที่ใต้ต้น เก็บผลมะม่วงสดมาปอกฝานรับประทานกับน้ำปลาหวาน แต่ดูเหมือนอาจจะยังเปรี้ยวอยู่ เพราะยังไม่ได้ที่ นั่นคงเป็นจินตนาการแห่งความสุขที่คิดไว้

มะม่วง นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่เหมาะกับยุคเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริไว้ แต่ไม่ว่าอาชีพใดก็สามารถมีที่ดินได้มากหรือน้อย อย่างกรณีของ คุณวารินทร์ ที่มาเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ได้ปลูกมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูส่งออก ซึ่งผมเองก็เพิ่งรับทราบพันธุ์นี้ได้ไม่นาน พร้อมทั้งสอบถาม ท่านอาจารย์ประเวศ แสงเพ็ชร พบว่า ที่มาของชื่อพันธุ์นี้คือว่า “อาร์” มาจาก คำว่า “โลว์” หรือแถวและเป็นแถวที่ 2 ส่วน “อี” หมายถึง ทางทิศตะวันออก

มีหลายท่านที่ได้เห็นและสัมผัสกับหลากหลายพันธุ์มะม่วงที่ตั้งแสดงไว้หน้าห้องประชุมแล้ว มีหลายพันธุ์ที่ชื่อไม่ค่อยคุ้นอย่าง เช่น พราหมณ์ขายเมีย พญาลืมเฝ้า สามร้อยไม่ถึงผัว ปลาตะเพียน ฯลฯ เป็นต้น

สมัยเด็กผมพักอาศัยในตลาด และบ้านพักอาศัยอยู่ใกล้กับคลองบางหลวง พอถึงช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมจะมีเรือบรรทุกผลมะม่วงมาจากบางช้าง น่าจะเป็นมะม่วงอกร่องบางช้าง ความเป็นเด็กจึงว่ายน้ำไปที่เรือ แล้วเจ้าของเรือได้เมตตาหยิบมะม่วงให้พวกเรารับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

ปัจจุบัน จะหาอกร่องรับประทานก็อาจไม่ง่ายและไม่ยาก โดยเฉพาะท่านที่มีอายุราว 50-60 ปี มักนิยมรับประทานอกร่องหรือน้ำดอกไม้กับข้าวเหนียวมูน ซึ่งเป็นการรับประทานที่เปลี่ยนยุคสมัยไป เดิมทีคิดว่า มะม่วงอกร่อง มีจำนวนไม่กี่พันธุ์เช่น อกร่องเขียว ที่ไม่สุกแต่มีรสชาติหวาน แถมรับประทานคู่กับข้าวเหนียวมูนแล้วอร่อยที่สุด และควรเป็นข้าวเหนียวมูนเจ้าที่ชื่อดังสักหน่อยยิ่งดี และเจ้าข้าวเหนียวดังๆ มีมากมายหลายแห่ง

ทุกวันนี้ผลผลิตจากมะม่วงไม่เพียงแค่ขายในประเทศ แต่สามารถส่งขายต่างประเทศสร้างรายได้มูลค่ามากมาย การส่งมะม่วงไปต่างประเทศมีตั้งแต่ที่เวียดนาม จีน และอื่นๆ หรือในบางจังหวัดสามารถปลูกมะม่วงแล้วส่งเข้าประเทศลาวได้เลย

เพราะฉะนั้นถ้าการสัมมนาในครั้งนี้ท่านได้ประโยชน์จากความรู้ของท่านวิทยากร ผมเชื่อว่าไม่นานถ้าหากมีการทำแผนการตลาดส่งออกที่สมบูรณ์แล้ว โอกาสในคราวต่อไปอาจมีผู้ปลูกรายใหม่ที่สามารถนำวิทยาการจัดการสมัยใหม่มาใช้แล้วทำให้ปลูกมะม่วงได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพได้ตลอดปี ทั้งนี้อาจจะไม่เพียงแค่ผลสดเท่านั้น น่าจะมีการพัฒนาไปถึงมะม่วงแปรรูปที่มีคุณภาพด้วย

“ท้ายนี้ ขอบพระคุณ ผู้สนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร บริษัท โซตัส และขอให้การสัมมนาในครั้งนี้บรรลุเป้าประสงค์แก่ทุกท่านได้อย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ถือโอกาสเปิดการสัมมนาในครั้งนี้”

ในคราวหน้า ท่านจะได้รับรู้ข้อมูลเรื่องมะม่วงในประเด็น พัฒนาการ…การผลิตมะม่วงของไทย จากทีมท่านวิทยากรผู้ทรงความรู้และคลุกคลีกับมะม่วงมายาวนาน อย่าง คุณมนู โป้สมบูรณ์ จากกรมส่งเสริมการเกษตร หรือ อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการเกษตรอิสระ ที่มีผลงานวิจัยมะม่วงมากมาย…เพราะฉะนั้นอย่าลืมและห้ามพลาดที่จะติดตามอ่านฉบับต่อไป

(อ่านต่อฉบับหน้า)

 

สัมมนา “กล้วยน้ำว้าสร้างชาติ” ตอนที่ 9 (ตอนจบ) : “กล้วยน้ำว้า พืชสร้างรายได้ ไม้สร้างงาน” ช่วงถาม-ตอบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 574

เทคโนฯ สัมมนา

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สัมมนา “กล้วยน้ำว้าสร้างชาติ” ตอนที่ 9 (ตอนจบ) : “กล้วยน้ำว้า พืชสร้างรายได้ ไม้สร้างงาน” ช่วงถาม-ตอบ

จากข้อมูลเนื้อหาของวิทยากรสาวทั้ง 4 ท่าน ในตอนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าแต่ละท่านมีความโดดเด่นในแนวทางการจับหยิบกล้วยมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ได้อย่างลงตัว และสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ จากกล้วยได้เป็นอย่างดี

สำหรับตอนนี้ การสัมมนากล้วยเสนอเป็นตอนจบ เป็นช่วงการซักถามปัญหาต่างๆ ของผู้ร่วมสัมมนาที่มีประเด็นน่าสนใจมากมาย…

คุณวิสุทธิ์ - เห็นว่าธุรกิจของคุณจิราพร ในบางคราวจะต้องไปหากล้วยจากประเทศเพื่อนบ้าน

คุณจิราพร – อย่างในสภาวะปกติการหากล้วยเข้าโรงงานจะมีระยะห่างไม่เกิน 150 กิโลเมตร ทั้งนี้มิเช่นนั้นจะไปกระทบกับต้นทุนการขนส่ง สำหรับกล้วยของประเทศเพื่อนบ้านได้มองอยู่ แต่ด้วยความภาคภูมิใจของคนบางกระทุ่มที่ผลิตกล้วยแล้วยังเป็นตลาดที่ส่งออกได้ อีกทั้งยังต้องการให้กล้วยตากเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่สามารถส่งออกไปขายได้ทั่วโลก และเห็นว่านับเป็นโอกาสที่ดีถ้ามีการเปิดตลาด AEC ซึ่งอาจทำให้เราสามารถสร้างศักยภาพด้านโนฮาวไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

คุณวิสุทธิ์ – สงสัยว่ากล้วยตากของบางกระทุ่ม มีเอกลักษณ์พิเศษอะไร ที่ไม่เหมือนที่อื่น อาจเป็นเรื่องของพื้นที่ปลูกหรือในเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

คุณจิราพร – สำหรับในเรื่องของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ มีแนวคิดที่กำลังทำอยู่ แต่ยังไม่สำเร็จ แต่ต้องบอกว่ากล้วยตากที่บางกระทุ่มเป็นภูมิปัญญาที่สะสมมาจากความได้เปรียบเรื่องพื้นที่ปลูก และเป็นความเก่งของบรรพบุรุษในความพิถีพิถันในขั้นตอนการผลิต จึงทำให้กล้วยตากที่บางกระทุ่มมีความโดดเด่นในเอกลักษณ์ความเหนียวนุ่มของเนื้อกล้วย และรสชาติอร่อย อีกทั้งหากท่านได้รับประทานกล้วยตากของจิราพรแล้วจะรับรู้ถึงความแตกต่างทันที

คุณวิสุทธิ์ - ตลาดต่างประเทศมีที่ใดบ้าง

คุณจิราพร – ในเอเชียมีที่เกาหลี นอกจากนี้มีที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในกลุ่มอาหรับ รวมไปถึงที่อเมริกาด้วย ในฐานะที่อยู่ในวงการนี้เห็นว่าอาชีพทำสวนกล้วยยังมีโอกาสอยู่ เพราะเมื่อตัวเองมีลูกไร่ที่ได้ส่งกล้วยมาให้ พบว่า กล้วยน้ำว้าของพวกเขามีความสมบูรณ์มาก จึงได้เข้าไปดูในสวนของชาวบ้าน พบว่า มีการเอาใจใส่ดีมาก จนกระทั่งทำให้เกิดแรงบันดาลใจกับตัวเองในการปลูกกล้วย พร้อมกับยังแนะนำให้ลูกไร่รายอื่นหันมาใส่ใจดูแลกล้วยให้มีคุณภาพ ความสมบูรณ์ เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาเอง ทั้งนี้ เพราะการปลูกกล้วยเหมือนมีเงินเดือน มีเงินให้ใช้ได้ทุกเดือน เพราะต้องตัดกล้วย เดือนละ 2 ครั้ง อย่างที่ปลูกกันรายละ ประมาณ 20 ไร่ ตัดกล้วยมาส่งรอบละ 3,000 หวี จะได้เงินประมาณ 30,000 บาท ดังนั้น จึงเห็นว่ายังคงเป็นอาชีพที่น่าสนใจอยู่

คุณวิสุทธิ์ - แล้วคุณวันดีมีสูตร และวิธีทอดกล้วยอย่างไรให้อร่อย

คุณวันดี – ต้องเริ่มจากการเลือกคุณภาพกล้วยน้ำว้าก่อน ส่วนพันธุ์ใช้ได้ทุกพันธุ์ ทุกขนาด ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งกล้วยจะมีขนาดเล็ก แต่ที่นำมาทอดในงานเป็นกล้วยขนาดใหญ่และสวย เพราะเป็นช่วงที่กล้วยกำลังสวย อย่างก่อนหน้านี้เป็นช่วงแล้ง กล้วยไม่สวย หน้าหัก ราคาแพง และมีน้อย อยากจะบอกว่าความจริงความอร่อยไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดและสภาพกล้วยเท่านั้น แต่สำคัญตรงแป้งทอด ที่แม่ค้าแต่ละรายจะมีเอกลักษณ์การผสมสูตรที่ต่างกัน

อีกอย่างอย่าไปซื้อกล้วยบ่มจากตลาด เพราะเมื่อนำมาทอดแล้วรสชาติไม่อร่อย ดิฉันจะรับซื้อกล้วยจากชาวสวนเท่านั้นรายละ 2-3 เครือ ซื้อมาเก็บไว้แล้วปล่อยให้สุกตามธรรมชาติ หากวันนี้ทอดไม่หมด จะเก็บกล้วยที่เหลือเข้าตู้เย็นและใช้น้ำแข็งแช่ให้เต็ม พอเช้าวันใหม่นำมาทอดรสชาติจะไม่ฝาด นุ่มลิ้น หวาน จนทำให้ลูกค้าชอบ ติดใจ แล้วกลับมาซื้ออีก

คุณวิสุทธิ์ - คุณอารมย์ คิดว่ากล้วยน้ำว้าในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้าง

คุณอารมย์ – มีคุณภาพสูงมาก เพราะในเขตภาคกลางจะมีคุณภาพดี พอนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์แล้วจะได้สินค้าที่มีคุณภาพ อย่างที่บอกว่าถ้าเป็นกล้วยป่าจะดีมาก แต่ความเป็นจริงแล้วคงหาไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเลือกใช้พันธุ์กล้วยน้ำว้าที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างๆ ของต้นกล้วยสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด อย่าง ใบ ตัดเป็นใบตองขาย ก้านและกาบ นำมาใช้ทำดอกไม้ ผิวของกาบนำมาชักเส้นใย นำมาทำเป็นวอลล์เปเปอร์ หรือทอร่วมกับผ้า แล้วยังประยุกต์มาทำเป็นกระเป๋าถือ หมวก และอื่นๆ ส่วนผลผลิตนำมาทำกล้วยตากและอื่นๆ อีกทั้ง หัวปลี หยวกกล้วย ยังนำมาใช้ประกอบอาหารได้อร่อย

คุณวิสุทธิ์ - แล้วเมื่อทุกอย่างสามารถสร้างคุณค่าได้มากมายขนาดนี้ คิดว่าทางภาคราชการควรเข้ามามีบทบาทด้านใดบ้าง

คุณอารมย์ – อาจมาสนับสนุนเรื่องเงินทุนหมุนเวียน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกกล้วยกันมากๆ อีกทั้งยังสามารถทำให้มีกำลังใจเพื่อจะได้ดูแลเอาใจใส่อย่างดี ทั้งนี้การสนับสนุนดังกล่าวอาจผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือกรมส่งเสริมการเกษตร

คุณวิสุทธิ์ - ทราบว่าคุณอารมย์เคยเดินทางไปดูงานเกี่ยวกับเส้นใยกล้วยในต่างประเทศ ช่วยเล่าให้ฟังว่าได้ประโยชน์อะไรกลับมา

คุณอารมย์ – ถ้าจะเทียบคุณภาพของกล้วยน้ำว้าแล้ว ประเทศไทยดีกว่าหลายแห่ง อย่างที่ ลาว การดูแลยังทำได้ไม่ดีเท่ากับเรา เพราะที่นั่นเป็นการปลูกแบบธรรมชาติ ต่างกับไทยที่หน่วยงานราชการเอาใจใส่ทุกอย่างเต็มที่ ส่วนที่ญี่ปุ่นไปดูงานเรื่องวอลล์เปเปอร์ และญี่ปุ่นได้ส่งวอลล์เปเปอร์สีธรรมชาติจากไทยไปประดับตกแต่งโรงแรมหลายแห่ง

คุณวิสุทธิ์ - คิดว่าทางกลุ่มคุณสมศรีจะต่อยอด หรือมีแผนจะพัฒนาอะไรต่อไปอีก

คุณสมศรี – ที่ผ่านมา ทางกลุ่มมีการพัฒนามาเรื่อยและทำมาโดยตลอด คิดว่าถ้าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกล้วยประสบความสำเร็จดีแล้ว ต่อไปจะพัฒนาวัตถุดิบประจำจังหวัดสมุทรปราการ คือ ลูกจาก เพราะที่ผ่านมาดูจะไร้ค่าร่วงหล่นเรี่ยราด หรือลอยไปตามน้ำ

ดังนั้น ทางหน่วยงานได้หารือกับทางกลุ่มว่ามีแนวคิดอะไรที่จะพัฒนาให้ลูกจากสามารถสร้างมูลค่าได้ จึงเสนอไปว่าจะขออบรมทำขนมเปี๊ยะ และให้ใช้ไส้ลูกจากที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นแทน คราวนี้ต้องคิดต่อว่าจะหาทางทำอย่างไร เพื่อให้ไส้ลูกจากมีความนิ่ม สามารถทำให้เหมือนไส้ถั่ว และทางกลุ่มได้ลงมือทดลองทำกันไปแล้วหลายตลบ ได้บ้าง เสียบ้าง จนล่าสุดประสบความสำเร็จ สามารถทำขนมเปี๊ยะไส้ลูกจากได้ทุกวันนี้

คุณวิสุทธิ์ – อยากทราบว่าคุณจิราพรมีความเห็นอย่างไร ถ้าเกิดมีลูกค้าปลูกกล้วยในสวนยางพารา

คุณจิราพร – ขอตอบในแง่ผู้แปรรูปกล้วยว่า ถ้าเป็นกล้วยตากนั้นการใช้กล้วยน้ำว้าจะมีความอ่อนไหวมาก ดังนั้น กล้วยที่ปลูกในสวนยางพาราจึงไม่เหมาะกับการนำไปทำกล้วยตาก ทั้งนี้เพราะอาจมีการใช้ปุ๋ยเคมีมาก ดังนั้น เมื่อนำมาตากแดดแล้วสีที่ออกมาจะกลายเป็นสีดำ เนื้อหยาบ เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีเกษตรกรหลายรายเคยปลูกพืชชนิดอื่นที่ใส่สารเคมีมากแล้วเปลี่ยนมาปลูกกล้วย สารเคมียังคงอยู่ในดิน และทำให้กล้วยที่นำมาทำกล้วยตากใช้ไม่ได้

คุณวิสุทธิ์ - ความหวานของกล้วยที่เกษตรกรนำมาส่งต้องมีการตรวจสอบก่อนหรือไม่

คุณจิราพร – คงไม่ได้ตรวจเรื่องความหวาน แต่จะเน้นตรวจเรื่องความแก่หรืออ่อน เนื่องจากกล้วยแต่ละลูกมีความหวานต่างกัน ทั้งนี้เพราะความหวานจะมาอยู่ในช่วงของกระบวนการผลิต แต่ไม่ได้ใส่ความหวานลง เพียงแต่เป็นเรื่องของกรรมวิธีและกระบวนการผลิตเท่านั้น

คุณวิสุทธิ์ – พบเห็นอาชีพขายกล้วยทอดมีอยู่หลายแห่งทั่วไป จะถามว่าหลายเจ้าที่เขาการันตีความอร่อยนั้น ทางคุณวันดีสู้ได้หรือไม่

คุณวันดี – สู้ได้สบายมาก เพราะลูกค้าที่มาอุดหนุนกล้วยทอดที่ร้านล้วนแต่เป็นนักชิมกล้วยทอดมาแล้วหลายแห่ง พวกเขาต่างลงมติว่า ที่ร้านวันดี กล้วยมีความนุ่มและไม่แข็งกระด้าง ทั้งนี้เพราะมีการคัดคุณภาพกล้วยทุกวัน อีกทั้งมีการเก็บรักษาคุณภาพกล้วยอย่างดี เพื่อเวลานำกลับมาทอดจะได้ยังคงมีความอร่อยอยู่เช่นเดิม อีกทั้งยังรับประกันในเรื่องความสะอาด ทั้งกล้วยทอดและอุปกรณ์ที่ใช้ทุกชิ้น ที่สำคัญไม่ได้ใส่สารเจือปน สามารถทอดให้เร็วได้ภายใน 5 นาที ต่อกระทะ ส่วนน้ำมันทอดที่ใช้เป็นน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันบัว จึงทำให้ไม่มีกลิ่นและไม่เหนียว น้ำมันจะมีการเปลี่ยนตลอดเวลา

ถาม – เคยใช้กล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 แปรรูปกล้วยตากหรือไม่ และได้ผลเป็นอย่างไร

คุณจิราพร – ยังไม่เคยใช้ แต่สนใจอยู่เหมือนกัน กำลังจะหาวัตถุดิบไปทดลองแปรรูป จากข้อมูลที่ อาจรย์กัลยาณี บรรยายมา คิดว่าคุณสมบัติของ ปากช่อง 50 น่าจะทำกล้วยตากได้

ถาม – กล้วยตากหลังจากแพ็กแล้ว อยู่ได้นานเท่าไร

คุณจิราพร – ได้ประมาณ 1 ปี ส่วนปัญหาในเรื่องของแบคทีเรียและยีสต์เมื่อส่งไปขายต่างประเทศยังไม่เคยพบปัญหา ทั้งนี้เพราะที่บริษัทเป็นการแปรรูปแบบมีมาตรฐาน GAP และ HAACP

ถาม – กรณีเป็นกล้วยออร์แกนิกจะมีราคาสูงหรือไม่

คุณจิราพร – จะสูงกว่า เพราะมีต้นทุนสูง ที่สำคัญกล้วยออร์แกนิกจะถูกบรรจุในซองพลาสติกชีวภาพ ที่จะย่อยสลายในระยะฝังกลบ 2 ปี

ถาม – กรณีถ้านำกล้วยมาเข้าโรงงานอาจมีโรค/แมลง ติดมา แล้วทางโรงงานมีกระบวนการตรวจสอบอย่างไร

คุณจิราพร – สำหรับกล้วยน้ำว้า ต้องมีการบ่มตามธรรมชาติก่อน และต้องมีการคัดเลือกความสมบูรณ์ของผลกล้วยก่อนในชั้นแรก ดังนั้น ในขั้นตอนนี้จะสามารถตรวจสอบเรื่องโรค/แมลงได้

ถาม – ที่โรงงานปลูกกล้วยน้ำว้าพันธุ์อะไร

คุณจิราพร – เป็นพันธุ์ไส้ขาว และออร์แกนิก สำหรับสินค้าของบริษัทสามารถหาซื้อได้ตามโมเดิร์นเทรดต่างๆ

ถาม – เพิ่งปลูกกล้วยมาได้สัก 2 เดือน จำนวน 600 ต้น มีหลายพันธุ์รวมกัน ไปซื้อหน่อมาราคา 10 บาท แต่จ้างคนงานปลูก 30-40 บาท ต่อต้น ได้รับรู้จากชาวบ้านว่ากล้วยที่ออกจากสวน ราคาหวีละ 5 บาท แต่ถ้าขายไม่ได้แล้วกล้วยสุกจะทำอย่างไร เลยคิดว่าที่มาคราวนี้อยากจะทราบวิธีการแปรรูปกล้วยเบรกแตก

คุณอารมย์ – ทำไม่ยาก ใช้กล้วยดิบนำมาปอกเปลือกแล้วล้างทำความสะอาด จากนั้นให้ฝานหรือสไลซ์เป็นแผ่นนำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำไปทอด พอเห็นว่ากล้วยมีสีเหลืองแล้วค่อยใส่น้ำตาลลงไป ก็จะเคลือบกันเอง ให้ตักขึ้นแล้วนำมาผึ่งอีกครั้ง ถ้าสนใจลองโทรศัพท์ไปคุยได้

ถาม – หากพบว่ากล้วยเป็นโรคตายพราย คุณจิราพรให้สมาชิกกลุ่มแก้ไขอย่างไร

คุณจิราพร – ส่วนมากกลุ่มที่มาส่งจะปลูกกล้วยน้ำว้า นอกจากคนที่มีการดูแลสวนอย่างดี มีการปลูกมานานถึง 10 ปี โดยไม่รื้อปลูกใหม่ แต่บางรายปลูกมา 4-5 ปี จะรื้อปลูกใหม่ แต่อย่างที่อาจารย์กัลยาณีบอกไว้ว่า ควรปลูกให้ลึก เพราะเชื้อจะได้ขึ้นมาที่โคนช้า

ถาม – โรงเรือนที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มีขนาดเท่าไร

คุณจิราพร – กว้าง 9 เมตร ยาว 30 เมตร และได้มีการออกแบบให้สะดวกแก่การทำงานของพนักงาน สำหรับด้านหน้าประตูจะมีม่านเพื่อป้องกันแมลงเข้ามา พร้อมกับมีเครื่องดักแมลงติดไว้อีกชั้นหนึ่ง ส่วนภายในโรงงานมีการควบคุมอุณหภูมิ และทุกวันจะมีการตรวจวัดอุณหภูมิตลอดทุก 2 ชั่วโมง

“มีหลายคนมองว่า เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมาต้องคลุกคลีด้วยความรัก เอาใจใส่อย่างเต็มที่ และไม่คิดว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายเรื่องของกล้วยที่จะต้องทำต่อไปในอนาคต เพราะคิดว่าอนาคตของกล้วยน้ำว้าที่ผลิตจากฝีมือเกษตรกรไทยที่มีความสามารถสูงยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างสวยงาม” คุณจิราพร กล่าวทิ้งท้าย

ในช่วงท้าย ทีมงานมีกิจกรรมสนุกๆ ให้ผู้ร่วมสัมมนาตอบคำถามง่ายๆ เพื่อรับของรางวัลเป็นกล้วยน้ำว้าที่นำมาแสดงหน้างาน บรรยากาศสนุกครึกครื้น ก่อนที่ทุกท่านจะแยกย้ายกันกลับ พร้อมกับสาระความรู้เรื่องกล้วย

สำหรับการสัมมนา กล้วยน้ำว้า สร้างชาติ คงจบเพียงเท่านี้ ขอขอบพระคุณ ท่านผู้อ่านที่สละเวลาติดตามมาโดยตลอด และอย่าพลาด…คราวหน้า ท่านจะได้พบกับ การสัมมนามะม่วง ในเรื่อง…อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจมะม่วง อย่าพลาดที่จะติดตามในคราวต่อไป…

 

ติชม, ทับทิม : ไม้มงคล มากสรรพคุณ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 574

ฎีกาชาวบ้าน ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th สุวรรณ พันธุ์ศรี

ติชม ทับทิม : ไม้มงคล มากสรรพคุณ

“พี่น้องครับ พี่น้องคงจะเป็น คงจะรับรู้ว่า ใครบางคนเป็นผู้ใหญ่บ้านมาหลายสมัยแล้ว ไม่มีผลงาน ไม่มีปัญญาติดไฟกิ่งในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนอย่างไร ไม่ให้ความร่วมมือในการพัฒนา เปรียบกับชุด อบต. ที่เป็นได้ไม่กี่ปี ก็มีไฟกิ่งใช้ ผู้ใหญ่บ้านไม่ให้ความร่วมมือ อบต.”

นี่คุณโผงสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กรอกเสียงลงไปในไมโครโฟน ให้เสียงผ่านเครื่องขยายเสียง ดังลั่นกระจายออกไปได้ยินกันทั้งหมู่บ้าน ขณะที่รถค่อยๆ แล่นไปในหมู่บ้าน

คุณโผงพูดวนไปวนมาหลายๆ รอบ ข้อความทำนองนี้ละ ไม่มีออกชื่อใคร

แม้ไม่ระบุชื่อผู้ใหญ่เงือบโดยตรง แต่มันชัดเสียยิ่งกว่าชัด ใครฟังใครก็รับรู้ว่า คุณโผงกำลังเอ่ยถึงผู้ใหญ่เงือบน่ะเอง

สองคนนี้เป็นคู่ขัดแย้งกันมานาน เริ่มต้นมาอย่างไร ไม่มีใครทราบชัด ทว่าเมื่อความขัดแย้งเขม็งเกลียวก็ปรากฏทั้งที่ถกเถียง ที่ขึ้นเสียงจนขนาดกล่าวได้ว่าเป็นการทะเลาะวิวาทกันก็เคยมีหลายหน แต่เสร็จแล้วต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไป

ทว่าวันนี้คุณโผงจัดหนัก นำรถออกกระจายเสียงแล่นไปทั่วหมู่บ้าน ผู้ใหญ่เงือบได้ยิน ใครๆ ในหมู่บ้านก็ได้ยิน

ผู้ใหญ่เงือบกัดฟันกรอดๆ จนฟันสึกไปหลายซี่ จึงแจ้งความดำเนินคดีกับคุณโผงฐานหมิ่นประมาท

พนักงานสอบสวนสอบสวนเสร็จ แล้วส่งพนักงานอัยการยื่นฟ้อง กล่าวหาว่าคุณโผงหมิ่นประมาทคุณผู้ใหญ่บ้านเงือบ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ขณะที่คุณโผงปฏิเสธแล้วต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นรับฟ้อง แล้วพิพากษาว่า คุณโผงมีความผิด ตามมาตรา 328 ให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 10,000 บาท

คุณโผง ว่าผิดได้ยังงัยกัน แค่พูดเรื่องเท่านี้เอง จึงไม่ยอม-จึงอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องคุณโผง

คุณโผงโล่งอกไปทันที ทว่าพนักงานอัยการโจทก์ไม่เห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์จึงฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำกล่าวของคุณโผงแม้จะมิได้ระบุเฉพาะเจาะจงถึงชื่อของผู้ใหญ่เงือบผู้เสียหาย แต่ผู้ที่ได้ยินย่อมเข้าใจได้ว่า หมายถึงผู้ใหญ่เงือบ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่หมู่บ้านนั้น โดยเป็นการเสียดสีผู้ใหญ่เงือบว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านหลายสมัยแล้ว ไม่มีผลงาน ไม่สามารถติดไฟสาธารณะในหมู่บ้านได้

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำกล่าวนี้ไม่ถึงขั้นที่ทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเข้าใจว่า ผู้เสียหายเป็นคนไม่ดี หรือคดโกง หรือน่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังแต่อย่างใด

เป็นการแสดงความคิดเห็น ติชม การทำงานของผู้เสียหายผู้ปกครองท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จึงไม่เป็นหมิ่นประมาท

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คุณโผงโล่งอก ถึงกับเดินยืด หลังๆ นี่ไปไหนมาไหนในหมูบ้าน เห็นยืดขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 9627/2555)

———————————————

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏ ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท มาตรา 329 ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต

(1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม

(2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่

(3) ติชม ด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ

(4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม

ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

ทับทิม : ไม้มงคล มากสรรพคุณ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

พักหลังหลังนี่ ข่าวการลักลอบตัดไม้พะยูงถูกจับได้บ่อยขึ้น

แต่พวกที่ลักลอบตัดก็ยังไม่เข็ดหลาบ เพราะไม้พะยูง เป็นไม้ชั้นดี มีราคาในท้องตลาด

เมื่อมีแต่ลักลอบตัด ไม่มีลักลอบปลูก ต้นไม้ที่ไหนมันจะโตทัน

อย่าลืมว่า ตัดต้นไม้หนึ่งต้น ความชุ่มชื่นและออกซิเจนที่ผู้คนใช้หายใจกันอยู่นี้ ก็หายไปในพริบตา

ความรุ่มร้อนและความแห้งก็เข้ามาแทนที่ แม้จะไม่เห็นผลในทันที แต่ในระยะยาวจะส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก

ต้นไม้ก็เป็นสิ่งที่มีชีวิต เพียงแต่พูดจาภาษามนุษย์ไม่ได้เท่านั้น ถ้าหากมันพูดได้ มันก็คงจะสาปแช่งพวกที่ทำลายมันเป็นแน่

แต่อย่างว่ารูปกายเป็นคน จิตใจกลับต่ำ หาค่าของความเป็นคนไม่ได้

ก่อนจะถึงหน้าฝน มาช่วยกันปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติ เพื่ออนาคตจะได้ร่มเย็น

ปักษ์นี้จะชวนปลูกพันธุ์ไม้สวน ที่คนโบราณถือว่าเป็นไม้มงคล คือ ต้น “ทับทิม”

ทับทิม ถ้าว่าอย่างเป็นทางการ จัดเป็นไม้ยืนต้น ทรงพุ่มขนาดกลาง

ลักษณะผิวเปลือกของลำต้นเป็นสีเทา ส่วนที่เป็นกิ่งหรือยอดอ่อนจะมีรูปเหลี่ยม และมีหนาม

ใบของทับทิมรูปออกยาวรี ปลายใบเรียวแหลมสั้น โคนใบมนแคบ ผิวใบเกลี้ยงเป็นมัน ท้องใบมองเห็นเส้นใบชัด

ทับทิม เมื่อปลูกอายุ 4 หรือ 5 ปี ก็จะเริ่มให้ดอก

ดอกของทับทิมจะออกเป็นช่อหรือเดี่ยว ตรงบริเวณง่ามกิ่งหรือส่วนยอด ดอกจะมีสีขาว สีแดง หรือสีส้ม กลางดอกจะเห็นเกสรทั้งตัวผู้และตัวเมีย

ออกดอกได้ระยะหนึ่งก็จะเริ่มติดผล

ผลของทับทิม จะมีลักษณะค่อนข้างกลม มีผิวเปลือกหนาเรียบเกลี้ยง เมื่อแก่เต็มที่จะออกสีเหลืองปนแดง

ข้างในของผล เมื่อผ่าออกดูจะเห็นเมล็ดจำนวนมากสีชมพูรูปเหลี่ยม

เนื้อเมล็ดเมื่อชิมดูจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน

ทับทิม นอกจากเป็นพืชสวน ไม้มงคลแล้ว คนโบราณท่านได้ศึกษาเพื่อใช้เป็นยาสมุนไพร

ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์มีตั้งแต่ ราก เปลือกลำต้น ใบ ดอก เปลือกผล และเมล็ด

ราก มีสรรพคุณแก้ตกเลือด แก้ท้องเสีย แก้โรคบิด ขับพยาธิ

เปลือกลำต้น มีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิได้ผลดี

ใบ มีสรรพคุณรักษาแผลให้หายเร็ว

ดอก มีสรรพคุณแก้เลือดกำเดา แก้โรคหูอักเสบ และรักษาแผลที่มีเลือดออก

เปลือกผล มีสรรพคุณแก้ท้องเสีย โรคบิด ขับพยาธิ และแก้กลากเกลื้อน

เมล็ด มีสรรพคุณแก้โรคท้องร่วง ทำให้เจริญอาหาร

ทั้งหมดที่กล่าวมา คือความรู้ที่คนโบราณท่านได้ศึกษาค้นคว้าเอาไว้

ส่วนใครที่จะนำมาใช้ ขอให้ปรึกษาผู้รู้เฉพาะทาง อย่านำมาใช้โดยพลการ

เพราะของทุกอย่าง เมื่อมีคุณ ก็มีโทษ ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี

สำคัญที่สุดก็คือ ต้องลงมือปลูกก่อน

 

หัวใจเศรษฐี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 574

หัวใจเศรษฐี

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

ธรรมะจากวัด

คนที่ชอบท่องคาถาเพื่อความขลังศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าเรื่องความรัก หน้าที่การงาน การค้าขาย คงจะเคยได้ยินคาถาเศรษฐี หรือ หัวใจเศรษฐี ที่ท่องกันอยู่โดยทั่วๆ ไป ว่า อุ. อา. กะ. สะ. คนที่เชื่ออย่างนี้ หลังจากสวดมนต์ทำวัตรเช้าหรือเย็นแล้วก็มักจะท่องไปร้อยแปดจบเพื่อให้เกิดความขลังดังที่ครูอาจารย์ทางไสยศาสตร์สาขาอาถรรพเวทเคยอบรมสั่งสอนกันมา

แต่ถ้าจะสืบหาความเป็นมาของคาถาที่ว่านี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร ก็จะพบว่า คำว่า อุ. อา. กะ. สะ. นั้น คือ คำย่อ โดยแต่ละคำมีคำเต็มและความหมาย ดังนี้

อุ. มาจากคำเต็มว่า อุฏฐานสัมปทา (อ่านว่า อุด-ถา-นะ-สัม-ปะ-ทา) แปลว่า ถึงพร้อมด้วยความขยัน หรือเป็นผู้ขยันทำงานแสวงหาทรัพย์สินอยู่ตลอดเวลาเป็นชีวิตจิตใจ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนถึงเรื่องความขยันนี้ไว้ว่า กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีพด้วยการงานใด จะเป็นกสิกรรม (ทำไร่ ทำนา ปลูกพืช) พาณิชยกรรม (การค้าขายทุกชนิด) โครักขกรรม (เลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย เป็นต้น) เป็นช่างศร (เป็นช่างฝีมือ) รับราชการ หรือศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงานที่จะต้องทำนั้น ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา อันเป็นอุบายที่ต้องช่วยกันทำนั้น สามารถทำได้ สามารถจัดได้ นี้เรียกว่า อุฏฐานสัมปทา

อา. มาจากคำเต็มว่า อารักขสัมปทา (อ่านว่า อา-รัก-ขะ-สัม-ปะ-ทา) แปลว่า ถึงพร้อมด้วยการรักษา หรือรักษาทรัพย์ที่หามาได้ด้วยการใช้จ่ายอย่างประหยัดและรอบคอบตรวจสอบ ทำให้ทรัพย์สินนั้นเจริญงอกงามขึ้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า กุลบุตรในโลกนี้ มีโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร เก็บรวบรวมด้วยน้ำพักน้ำแรง อาบเหงื่อต่างน้ำ ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เขารักษาคุ้มครองโภคทรัพย์นั้นด้วยคิดว่า ทำอย่างไรโภคทรัพย์เหล่านี้ของเรา จึงจะไม่ถูกพระราชาริบไป โจรไม่ลัก ไฟไม่ไหม้ น้ำไม่พัดไป ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักไม่ลักไป นี้เรียกว่า อารักขสัมปทา

ก. มาจากคำเต็มว่า กัลยาณมิตตตา (อ่านว่า กัน-ละ-ยา-นะ-มิด-ตะ-ตา) แปลว่า มีคนดีเป็นเพื่อน พระพุทธเจ้าทรงแสดงรายละเอียดข้อนี้เอาไว้ว่า กุลบุตรในโลกนี้วางตัวเหมาะสม เจราจา สนทนากับคนในหมู่บ้าน หรือในนิคมที่ตนอาศัยอยู่ จะเป็นคหบดี บุตรคหบดี คนหนุ่มผู้เคร่งศีล หรือคนแก่ผู้เคร่งศีลก็ตาม ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยจาคะ และถึงพร้อมด้วยปัญญา คอยศึกษาสัทธาสัมปทาของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยสัทธาตามสมควร คอยศึกษาสีลสัมปทาของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยศีลตามสมควร คอยศึกษาจาคสัมปทาของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะตามสมควร และคอยศึกษาปัญญาสัมปทาของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาสัมปทาตามสมควร นี้เรียกว่า กัลยาณมิตตตา

ส. มาจากคำเต็มว่า สมชีวิตา (อ่านว่า สะ-มะ-ชี-วิ-ตา) การดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสอธิบายว่า กุลบุตรในโลกนี้ รู้ทางเจริญแห่งโภคทรัพย์ และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์แล้ว เลี้ยงชีพแต่พอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนักด้วยคิดว่า ด้วยการใช้จ่ายอย่างนี้ รายรับของเราจะเกินรายจ่าย และรายจ่ายของเราจะไม่เกินรายรับ เปรียบเหมือนคนชั่งของ หรือลูกมือของคนชั่งของ ยกตาชั่งขึ้นดูก็รู้ได้ว่า ต้องลดลงเท่านี้ ต้องเพิ่มขึ้นเท่านี้ฉันใด กุลบุตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน รู้ทางแห่งความเจริญแห่งโภคทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์แล้วเลี้ยงชีพแต่พอเหมาะ ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนักด้วยคิดว่า ด้วยการใช้จ่ายอย่างนี้ รายรับของเราจักเกินรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักไม่เกินรายรับ ถ้ากุลบุตรนี้มีรายรับน้อย แต่เลี้ยงชีพอย่างฟุ่มเฟือย ก็จะมีผู้กล่าวหาเขาได้ว่า กุลบุตรผู้นี้ใช้จ่ายทรัพย์อย่างกินผลมะเดื่อ ถ้ากุลบุตรนี้มีรายรับมาก แต่เลี้ยงชีพอย่างฝืดเคือง ก็จะมีผู้กล่าวหาเขาได้ว่า กุลบุตรผู้นี้จักตายอย่างไม่สมฐานะ แต่เพราะกุลบุตรนี้รู้ทางเจริญแห่งโภคทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์แล้วเลี้ยงชีวิตพอเหมาะ ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนักด้วยคิดว่า ด้วยการใช้จ่ายอย่างนี้ รายรับของเราจักเกินรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักไม่เกินรายรับ นี้เรียกว่า สมชีวิตา

นอกจากพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงถึงวิธีการที่ทรัพย์สินจะไหลเข้ามาสู่ครอบครัวอันจะทำให้ชีวิตผู้ครองเรือนพอมีพอกินพออยู่พอใช้พอใจและอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว พระองค์ยังทรงเตือนไว้ว่าอย่าให้ทรัพย์ที่มีอยู่ต้องรั่วไหลออกไปทางเสื่อม 4 ทาง คือ

1. เป็นนักเลงหญิง

2. เป็นนักเลงสุรา

3. เป็นนักเลงการพนัน

4. เป็นผู้มีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว มีเพื่อนชั่ว

เปรียบเหมือนสระใหญ่ มีทางไหลเข้า 4 ทาง มีทางไหลออก 4 ทาง บุรุษพึงปิดทางไหลเข้า และเปิดทางไหลออกของสระน้ำนั้น และฝนก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อเป็นเช่นนี้ สระน้ำใหญ่นั้นก็เหือดแห้งไป ไม่เพิ่มปริมาณขึ้นเลยฉันใด โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ในทางตรงกันข้ามโภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นแล้วเก็บไว้โดยชอบแล้ว จะเจริญด้วยเหตุ 4 ประการ คือ

1. ไม่เป็นนักเลงหญิง

2. ไม่เป็นนักเลงสุรา

3. ไม่เป็นนักเลงการพนัน

4. ไม่มีมิตรชั่ว ไม่มีสหายชั่ว ไม่มีเพื่อนชั่ว

เปรียบเหมือนสระน้ำใหญ่มีทางไหลเข้า 4 ทาง มีทางไหลออก 4 ทาง บุรุษพึงเปิดทางไหลเข้า ปิดทางไหลออกของสระนั้น และฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อเป็นเช่นนี้สระน้ำใหญ่นั้นก็เพิ่มปริมาณขึ้น ไม่เหือดแห้งไปเลยฉันใด โภคทรัพย์ที่เกิดขึ้นโดยชอบอย่างนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันมีทางเจริญด้วยประการอย่างนี้

บทสรุป หัวใจเศรษฐี ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ที่สามารถนำมาปฏิบัติได้ทันทีคือ ต้องเตือนตนไว้เสมอว่า รายรับของเราต้องเกินรายจ่าย และรายจ่ายของเราต้องไม่เกินรายรับ และต้องปิดทางเสื่อมของโภคทรัพย์ด้วยการ เลิก ลด ละ อบายมุข คือดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านการทำงานและการใช้จ่ายกับสิ่งของไม่จำเป็นทุกชนิดอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการพนันและการดื่มสุราต้องหยุดเด็ดขาด เพราะเงินทองที่หามาได้จะรั่วไหลทางนี้อย่างง่ายดาย และอันตรายถึงสิ้นเนื้อประดาตัว มีเงินเดือนแต่ไม่พอใช้ ไม่พอจ่าย เป็นหนี้เป็นสินเพราะผีการพนันนี่เอง

หัวใจเศรษฐีมี อุ. อา. กะ. สะ.

ต้องเลิกละอบายมุขทุกชนิด

เมื่อรายจ่ายน้อยกว่ารับในทุกกิจ

ใช้ชีวิตสุขสดใสไม่ขาดแคลน

ขอความพอมี พอกิน พออยู่ พอใจ อยู่เย็นเป็นสุข จงบังเกิดมีแก่ท่านสาธุชนทั้งหลายผู้ใฝ่ศึกษา นำธรรมะมาประพฤติปฏิบัติแล้วอย่างดีทุกท่านทุกคนเถิด