ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

“ศรีราชภัฏ” มะละกอสายพันธุ์ใหม่ (ครั่งเนื้อเหลือง) เนื้อกรอบ ผลยาว ร่องตื้น ทนทานโรคจุดวงแหวน ผลงาน ราชภัฏมหาสารคาม พฤษภาคม 19, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร

อำพน ศิริคำ 

“ศรีราชภัฏ” มะละกอสายพันธุ์ใหม่ (ครั่งเนื้อเหลือง) เนื้อกรอบ ผลยาว ร่องตื้น ทนทานโรคจุดวงแหวน ผลงาน ราชภัฏมหาสารคาม

“ส้มตำ” อาหารโปรดของคนอีสาน บางวันรับประทานถึง 3 เวลา เลยทีเดียว แต่มะละกอซึ่งเป็นวัตถุดิบในการทำส้มตำนั้น มักมีข้อจำกัดหรือข้อด้อยหลายประการ อาทิ อ่อนแอต่อโรคจุดวงแหวน (เกิดจากเชื้อไวรัส) ถ้าเป็นแล้วไม่มียารักษาทำให้แคระแกร็น ทำส้มตำไม่อร่อย ผลผลิตต่ำ นอกจากนี้ บางพันธุ์ที่เนื้อกรอบอร่อยแต่ผลเป็นร่องลึก ทำให้ปอกเปลือกยาก เป็นต้น ดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะคิดค้นและปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้ลักษณะที่ดีตามต้องการอยู่ในพันธุ์เดียวกัน อย่างเช่น

รศ.ดร. รภัสสา จันทาศรี รองคณบดีคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และหัวหน้าศูนย์วิจัยมะละกอและพัฒนามะละกอบริโภคสดจังหวัดมหาสารคามและกลุ่มอีสานตอนกลาง

รศ.ดร. รภัสสา ให้ข้อมูลว่า มะละกอสายพันธุ์ครั่งเนื้อเหลือง เกิดจากการกลายพันธุ์มาจากพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ที่ปลูกอยู่ในบริเวณสถานีวิจัยพันธุ์พืชเพาะเลี้ยง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม จากการปลูกจำนวน 1,500 ต้น พบว่า มีเนื้อเหลืองเกิดขึ้นเมื่อสุก จำนวน 8 ต้น ไปปลูกทดสอบ ต่อมาพบว่า

“มีลักษณะที่ดีแตกต่างจากพันธุ์ครั่งเนื้อแดงคือ ผิวร่องตื้น ความหนาเนื้อมากและจุดเด่นคือ มีความทนทานต่อการเกิดโรคใบจุดวงแหวนมากกว่าพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ซึ่งลักษณะที่ดีทั้ง 3 อย่างนี้ ไม่ปรากฏในพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ในขณะที่พันธุ์ครั่งเนื้อแดงมีจุดด้อยคือ ร่องลึกทำให้ปอกเปลือกยาก ปริมาณเนื้อสูญเสียไปกับการปอกเปลือก ความหนาเนื้อน้อยกว่าสายพันธุ์ครั่งเนื้อเหลืองและมีความทนทานต่อโรคใบจุดวงแหวนต่ำ ส่วนลักษณะเด่นอื่นๆ พบว่า มีความเหมือนกันคือ ลูกยาวรี เนื้อกรอบ เมื่อสุกเนื้อไม่เละ เนื้อสีขาวขุ่น รสชาติหวาน และไม่แข็งกระด้าง ผลจากต้นตัวเมียมีลักษณะรูปร่างผลยาวต่างจากมะละกอพันธุ์อื่นๆ คุณภาพของเนื้อเหมาะต่อการบริโภคผลดิบ” รศ.ดร. รภัสสา กล่าว

ลักษณะประจำพันธุ์

- ออกดอกเร็ว ประมาณ 3 เดือน

- ผลดก 90-100 ผล/ต้น

- ผลยาวรี ประมาณ 40 เซนติเมตร

- ผลสุก มีความหวาน 11-12 องศาบริกซ์

- ทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวน

- ผลดิบ เนื้อกรอบมาก เหมาะแก่การทำส้มตำ

วิธีการเตรียมดินปลูก

พื้นที่ปลูกไม่ควรเป็นพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง มีแหล่งน้ำให้น้ำได้ตลอดทั้งปี ดินควรมีความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 5.6-7.0 การเตรียมดินโดยการไถดะ ตากดิน 5-7 วัน แล้วจึงไถพรวนและยกร่องหรือปลูกแบบร่องสวนในพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง

เพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดี

นำเมล็ดมะละกอมาเพาะในถุงเพาะที่เตรียมไว้โดยการเตรียมดินสำหรับเพาะกล้า โดยการใช้ดินสำหรับเพาะกล้านั้น มีส่วนผสม คือดินร่วน แกลบเผา ทรายหยาบ อัตราส่วน 1:1:1 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำมาใส่ลงในถุงพลาสติก ขนาด 4×6 นิ้ว หรือ 4×4 นิ้ว ให้เต็ม รดน้ำดินในถุงให้ชุ่ม นำเมล็ดพันธุ์มาหยอดลงในถุง ถุงละ 1-2 เมล็ด ประมาณ 14-20 วัน เมล็ดมะละกอจะเริ่มงอก หลังจากเมล็ดเริ่มงอกแล้ว ดูแลรักษาต้นกล้าประมาณ 30 วัน ก็สามารถย้ายต้นกล้าลงปลูกในหลุมปลูก

การเตรียมหลุมปลูก และการปลูก

1. หลักจากไถพรวนและยกร่องแล้ว ให้ขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ระยะปลูก 3×3 เมตร หรือ 2.5×2.5 เมตร

2. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 กรัม ผสมกับดินชั้นล่าง

3. แล้วนำต้นกล้าที่เตรียมไว้ลงปลูก

4. กลบดินให้เป็นลักษณะหลังเต่าเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังที่บริเวณโคนต้น

5. คลุมด้วยฟางเพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นในดิน

วิธีการดูแลรักษา

1. การให้น้ำ หลังจากปลูกแล้ว 2 สัปดาห์ ควรให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10-15 นาที ในช่วงฤดูฝนควรทำทางระบายน้ำเพื่อป้องกันความชื้นแฉะในดินมากเกินไป จะเป็นสาเหตุให้มะละกอเน่าบริเวณโคนและรากได้

2. การให้ปุ๋ย ให้ปุ๋ยทุกเดือน สูตร 15-15-15 และปุ๋ยคอกตลอดอายุการเจริญเติบโต อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น ช่วงออกดอกเพิ่มปุ๋ยสูตร 0-52-34 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น และช่วงการพัฒนาการของผล ปุ๋ยสูตร 12-0-43 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น

3. การกำจัดวัชพืช ไม่ควรใช้จอบกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้น เพราะมะละกอมีรากตื้น อาจทำให้รากที่ใช้ในการหาอาหารได้รับความกระทบกระเทือน แต่ควรกำจัดวัชพืชบริเวณใต้ทรงพุ่มด้วยวิธีการอื่น เช่น เครื่องตัดหญ้า มีดตัดให้สั้น การคลุมโคนต้น ใช้ฟางข้าวคลุมโคนต้นและหมั่นเติมฟางข้าวอยู่เสมอ จะช่วยลดวัชพืชและรักษาความชื้นในดิน

4. การป้องกันกำจัดโรคแมลง ในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังปลูก มักพบโรครากเน่าและโคนเน่า จึงควรราดโคนต้นด้วยสารเคมีริดโดมิลหรือเทอร์ราคลอร์ซุปเปอร์-เอ็กซ์ ในช่วงฝนตกชุกก็เช่นเดียวกันจะมีโรครากเน่าโคนเน่าระบาดมาก แม้มะละกอจะออกดอกหรือติดผลแล้ว จึงต้องราดโคนด้วยสารเคมีทุกๆ 15 วัน การหว่านเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าก่อนปลูกและหว่านซ้ำทุกๆ 4 เดือน จะช่วยลดการใช้เคมีลงกว่าครึ่ง การพ่นสารเคมีทางใบเพื่อป้องกันกำจัดแมลงหรือเชื้อรา ต้องระมัดระวัง เนื่องจากใบมะละกออาจไหม้ได้ จึงควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

วิธีการเก็บเกี่ยว

เริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 5 เดือน เป็นต้นไป โดยสังเกตผลมีสีผิวเปลี่ยนจากเขียวเป็นเขียวอ่อน หรือเมื่อปรากฏแต้มสีเหลืองบริเวณปลายผล ให้ใช้มีดหรือกรรไกรตัดขั้วผลมะละกอให้ติดต้น แล้วตัดขั้วผลมะละกอที่ยากออกภายหลัง ห้ามใช้มือบิดผล เพราะทำให้ขั้วช้ำและเชื้อราสามารถจะเข้าทำลายทางขั้วที่ติดต้นทำให้ต้นเน่าเสียหายได้

รศ.ดร. รภัสสา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “มะละกอครั่งเนื้อสีเหลืองนี้ ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้ขอพระราชทานนามแล้วเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

ท่านที่เคารพครับ !!! จะเห็นว่า มะละกอพันธุ์ศรีราชภัฏนี้มีข้อดีเด่นหลายประการ น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับประชาชนทั่วไปที่จะพิจารณาปลูกเพื่อทำส้มตำ หรือเกษตรกรที่จะปลูกเป็นการค้า เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะมีความ “ทนทานต่อโรคจุดวงแหวน” หมายถึงเป็นโรค แต่มีความทนทานและยังให้ผลผลิตต่อเนื่องดีกว่าหลายๆ พันธุ์ จากการเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2551 มีเกษตรกรนำไปปลูกแล้วกว่า 500 คน จำนวนกว่า 20,000 ต้น

ดังนั้น หากท่านใดสนใจ สามารถสั่งซื้อได้ ต้นกล้าต้นละ 10 บาท ส่วนเมล็ดราคาเมล็ดละ 1 บาท ตั้งแต่ 100 เมล็ดขึ้นไป (ส่งทางไปรษณีย์) สอบถามรายละเอียดได้ที่ รศ.ดร. รภัสสา จันทาศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เลขที่ 80 ถนนนครสวรรค์ ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม โทร. (089) 063-2770

 

ห้อม…มหัศจรรย์แห่งพืชสีคราม ศูนย์วิจัยฯ แพร่ ขยายผลสู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร

อภิวัฒน์ คำสิงห์

ห้อม…มหัศจรรย์แห่งพืชสีคราม ศูนย์วิจัยฯ แพร่ ขยายผลสู่เกษตรกร

พืชที่ให้สีตามธรรมชาติมีอยู่มากมาย แต่ปัจจุบันมีพืชที่ให้สีสามารถนำไปย้อมผ้าได้อยู่ 2 ชนิด คือ ห้อม และคราม ซึ่งคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า ห้อม และคราม เป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วพืชทั้งสองชนิดเป็นพืชที่มีความแตกต่างกัน สังเกตได้ง่าย คือ ต้นห้อม จะเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 1 เมตร มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงกันข้ามรูปวงรี ขอบหยักเป็นฟันเลื่อยละเอียด จะออกดอกสีม่วงตามซอกใบและกิ่ง รูปทรงคล้ายระฆัง ชอบขึ้นในสภาพพื้นที่ที่มีอากาศเย็นและมีความชื้นสูง โดยเฉพาะใกล้แหล่งน้ำ ส่วนต้นคราม จะมีใบเป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับใบย่อรูปรี คล้ายใบพืชตระกูลถั่ว

ห้อม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดใบใหญ่ จะมีลักษณะใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว การจัดระเบียบของใบที่ติดอยู่ตามลำต้นเป็นแบบตรงกันข้ามตั้งฉากกัน โดยแต่ละคู่ของใบในข้อหนึ่งอยู่ในแนวตั้งฉากกับคู่ของใบอีกข้อหนึ่ง ก้านใบยาว ประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ขนาดใบกว้าง ประมาณ 6.2-8.3 เซนติเมตร ยาว 18.2-24 เซนติเมตร การจัดเรียงเส้นใบเป็นแบบร่างแหรูปขนนก รูปร่างของใบเป็นแบบใบหอกกลับ ปลายใบแหลม โคนใบเรียวแหลม ขอบใบเป็นหยักฟันเลื่อยละเอียด ส่วนห้อมชนิดใบเล็ก มีลักษณะของใบคล้ายกับชนิดใบใหญ่ แต่ขนาดจะเล็กกว่า ขนาดใบกว้าง ประมาณ 3.2-3.9 เซนติเมตร ยาว 12-15 เซนติเมตร

ดอก มีแกนกลางยาว ดอกย่อยมีก้านดอกย่อยยาว ดอกที่บานก่อนอยู่โคนช่อ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีการจัดเรียงส่วนต่างๆ ของดอกแบบไม่ได้สัดส่วน ดอกเป็นช่อ มีใบประดับ กลีบดอกสีม่วงอ่อนถึงม่วงเข้ม มีจำนวนกลีบ 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปกระดิ่ง ตรงโคนเป็นหลอด โค้งเล็กน้อย ปลายบานออกคล้ายแตร ขณะดอกตูมปลายกลีบเชื่อมติดกัน

ปัจจุบัน ทั้งคราม และห้อม เป็นพืชที่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานนำลำต้นและใบมาใช้ประโยชน์ โดยการนำไปหมักในน้ำตามกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ จนได้เนื้อห้อม ซึ่งเมื่อนำไปย้อมผ้าขาวจะทำให้ได้ผ้าสีกรมท่า ที่เรียกว่า “ผ้าหม้อห้อม” ที่มีความทน เนื้อผ้ามีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ไม่ร้อนและไม่เปื้อนง่าย ซึ่งปัจจุบันได้รับการพัฒนารูปแบบให้หลากหลายและทันสมัย โดยนำไปผ่านกรรมวิธีฟอกสีคล้ายผ้ายีนส์ ก่อนนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อ กางเกง แบบเรียบง่าย จำหน่ายในราคาที่ไม่แพงเกินไป

จากความต้องการผ้าหม้อห้อมที่มีเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณต้นห้อมในธรรมชาติลดน้อยลง ทำให้ไม่สอดคล้องกับการค้าขายเสื้อผ้าหม้อห้อม โดยเฉพาะวัตถุดิบจากต้นห้อมที่นำมาใช้ย้อมผ้า ทำให้มีการนำครามหรือสารเคมีมาใช้ย้อมผ้าทดแทนห้อม ส่งผลกระทบต่อผู้สวมใส่ที่แพ้สารเคมี ส่วนน้ำย้อมที่เหลือจากการย้อมผ้าปล่อยทิ้งไปในธรรมชาติ ทำให้สภาพแวดล้อม ดิน น้ำใต้ดิน เสื่อมคุณภาพ ดังนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ จึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบพันธุ์ห้อมที่มีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อขยายผลให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกและนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการใช้ย้อมผ้าหม้อห้อม ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด ดังคำขวัญที่ว่า “หม้อห้อม ไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม”

คุณประนอบ ใจอ้าย นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ปลูกห้อมที่สำคัญของจังหวัดแพร่ ได้แก่ ตำบลนาตอง น้ำจ้อม น้ำก๋าย นาคูหา แม่ลัว ห้วยม้า เมือง ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในแต่ละวันผู้ประกอบการในพื้นที่มีความต้องการห้อมสด ประมาณ 400-600 กิโลกรัม ต่อวัน โดยราคาจำหน่าย กิโลกรัมละ 10-12 บาท ซึ่งสวนทางกับปริมาณพื้นที่การผลิตที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการได้ เนื่องจากเป็นพืชป่าที่ชอบขึ้นในสภาพอากาศเย็น จึงมีข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสม ดังนั้น ศูนย์จึงทำการวิจัยเปรียบเทียบห้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อจะนำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกรปลูกเป็นอาชีพทำกินที่มีความยั่งยืน

“การเปรียบเทียบพันธุ์ห้อมที่ให้ผลผลิตสูงและมีความเหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือ ได้วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Blok 6 กรรมวิธี 4 ซ้ำ โดยมีสายพันธุ์ห้อมที่ใช้เปรียบเทียบทั้งหมด 6 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ใบใหญ่ ได้แก่ แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา ส่วนชนิดใบเล็กมีพันธุ์นาตอง และเชียงคำ

ขั้นตอนการขยายพันธุ์ห้อมชนิดใบใหญ่และใบเล็กเชิงพาณิชย์ทำได้ง่าย เลือกวิธีการปักชำกิ่ง เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและลงทุนน้อย ได้ผลดีที่สุด โดยนำกิ่งห้อม ความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ที่มีข้อปล้องด้านล่าง ประมาณ 1 ข้อ ไปชำไว้ในกระบะปูนที่มีส่วนผสมของวัสดุปลูก คือ ดินและแกลบดำ อัตราส่วน 1 ต่อ 1 ใช้เวลาประมาณ 14 วัน รากจะเริ่มออกมาตามข้อกิ่ง จากนั้นนำกิ่งชำที่มีรากสมบูรณ์ลงแปลงปลูก

ส่วนแปลงปลูกจะไถเตรียมดิน 2 ครั้ง ครั้งแรก ไถตากดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ ครั้งที่สอง ไถผสมปุ๋ยคอกมูลวัวผสมกับดินในอัตราส่วน 1 ตัน ต่อไร่ พร้อมกับขึ้นแปลงภายใต้โรงเรือนที่พรางแสง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ โดยแต่ละแปลงมีความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร

เมื่อเตรียมแปลงเสร็จเรียบร้อย นำกิ่งชำที่มีรากลงแปลง โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 60 เซนติเมตร ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร (ระยะที่เหมาะสม ให้ผลผลิตสูง) ภายในโรงเรือนต้องให้มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอด แต่ไม่ถึงขนาดน้ำขังในแปลง ซึ่งการให้น้ำจะใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ เปิดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง แต่หากในช่วงต้นเล็ก ให้วันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและฤดูกาล เสริมปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 และ 46-0-0 เดือนละ 1 ครั้ง”

หลังจากปลูกต้นห้อมลงแปลงแล้ว การปฏิบัติดูแลต้นห้อมที่ต้องทำคือ การให้ปุ๋ย ให้น้ำ ตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ จนกว่าอายุต้นห้อมครบ 6 เดือน ต้นห้อมจะพร้อมให้เก็บผลผลิต ซึ่งน้ำหนักเฉลี่ยต่อไร่ที่เกษตรกรจะได้ประมาณ 1,254.4 กิโลกรัม ซึ่งการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะใช้วิธีตัดกิ่ง ก้าน ใบ และยอด ความยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากยอดลงไป

เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรก ภายในแปลงจะมีตอต้นแม่ สามารถบำรุงโดยการใส่ปุ๋ย รดน้ำต่ออย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 4-6 เดือน ต้นห้อมจะแตกใบชุดใหม่ออกมาให้เก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบถัดไป ซึ่งปริมาณน้ำหนักจะได้เท่ากับรอบแรกที่เก็บเสมอ เวลายาวนานกว่า 10 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล

“ห้อมสดที่ได้จากการเก็บเกี่ยวจะถูกนำมาผ่านกรรมวิธีหมักเพื่อผลิตเนื้อห้อม โดยขั้นตอน คือ นำห้อมสด 1 กิโลกรัม ไปแช่ในน้ำสะอาด 10 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 คืน นำเอาเศษกิ่งก้านใบห้อมทิ้ง แล้วนำน้ำที่หมักได้ไปกรองด้วยผ้าขาวบาง พร้อมกับเติมปูนขาว 120 กรัม ลงในน้ำที่ได้ จากนั้นตีน้ำห้อมด้วยชะลอมจนเกิดฟองสีน้ำเงิน ทำจนกระทั่งฟองยุบตัวลงจึงหยุด และตั้งทิ้งไว้ให้เกิดตะกอน กรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง ก็จะได้เนื้อห้อมที่สามารถนำไปใช้ย้อมผ้าหม้อห้อมได้

ห้อม เป็นพืชที่ให้สีที่เกี่ยวข้องกับวิถีและวัฒนธรรมการแต่งกายประจำท้องถิ่นของชุมชนในหลายจังหวัดในเขตภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบันการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้ในชุมชน ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ จนมีการพัฒนาส่งออกผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อมไปต่างประเทศ”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ โทรศัพท์ (054) 556-526, (054) 521-387 คุณประนอบ ใจอ้าย ในวัน เวลา ราชการ

 

หม้อห้อมเมืองแพร่ สวย ทรงคุณค่า อินเทรนด์กระแสรักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


หม้อห้อมเมืองแพร่ สวย ทรงคุณค่า อินเทรนด์กระแสรักษ์โลก

เอื้องสามปอย

เนื้อผ้าที่สวมใส่สบาย เป็นมิตรกับธรรมชาติ บวกกับสีน้ำเงินเข้มขำ และสีฟ้าครามสดใส อันแสนเย็นตาเย็นใจ ทำให้ผลิตภัณฑ์จากหม้อห้อมบ้านทุ่งโฮ้ง ภูมิปัญญาหนึ่งเดียวของคนเมืองแพร่ สามารถยืนหยัดฝ่ากระแสแฟชั่นสุดล้ำจากทั่วโลก ที่เข้ามายึดเทรนด์แฟชั่นเมืองไทยมาหลายต่อหลายปีได้อย่างสบายๆ ดูได้จากการที่ “หม้อห้อม” เป็นสินค้าหลัก ที่นำพาเม็ดเงินจำนวนมหาศาลปีละหลายพันล้านบาทเข้าสู่จังหวัดแพร่ และไม่ว่าจะมองไปทางไหน ไปเยี่ยมเยือนจังหวัดใด ก็มักจะเห็นผู้คนสวมใส่ผ้าหม้อห้อมทั้งแบบดั้งเดิม และร่วมสมัยกันจนชินตา

และเพื่อสานต่อความตั้งใจของคนรุ่นเก่า ในการทำให้ “หม้อห้อมเมืองแพร่” เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ออกสู่ตลาดสากล หรือที่เรียกติดปากกันว่าโกอินเตอร์ (Go Inter) นั้น ปัจจุบันจึงมีลูกหลานคนเมืองแพร่รุ่นใหม่ๆ หันหน้ากลับสู่บ้านเกิด ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ รวมถึงพัฒนาต่อยอด ให้มีความร่วมสมัยและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของเก่าแก่ดั้งเดิม แต่นำมาผสมผสานในตัวผลิตภัณฑ์อย่างกลมกลืนสวยงาม ยิ่งกระบวนการผลิต ทั้งย้อมผ้า ปั่นฝ้าย ทอกี่ ไปจนถึงการตัดเย็บ ล้วนมาจากธรรมชาติและทำมือด้วยแล้ว ยิ่งเปี่ยมคุณค่า น่าสวมใส่และน่าสะสมขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

เรียกว่า “ยิ่งใส่ยิ่งสวย ยิ่งสวมยิ่งดูดี ยิ่งมีไว้ยิ่งทรงคุณค่า แถมอินเทรนด์กับกระแสรักษ์โลก” อีกด้วย

อย่าง คุณก้อย-จุฑารัตน์ พยัฆเลิศ เจ้าของ “ร้านผ้าธรรมชาติ” บ้านทุ่งโฮ้ง จังหวัดแพร่ ที่มีดีกรีปริญญาโท จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้มองเห็นคุณค่าและมีความมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์การทำผ้าหม้อห้อม-ภูมิปัญญาดั้งเดิมชาวไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้ง ทั้งเล็งเห็นช่องทางการตลาดของสินค้ารักษ์โลกที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ หรือกรีนโปรดักต์ (Green Product) ว่าจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ ที่ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก จึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ จากนักวิชาการประจำศูนย์วิจัยพืชไร่ ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งหม้อห้อมเมืองแพร่อย่างเต็มตัว กลายเป็นผู้อนุรักษ์และผลิตผ้าหม้อห้อมที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ผสานดีไซน์ร่วมสมัย (จากไอเดียของคุณก้อย) ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ จนผลิตงานกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว

จุดเด่นของสินค้าจาก “ร้านผ้าธรรมชาติ” คือเส้นด้ายทุกเส้นที่ถักทอเป็นผืนผ้านั้น ล้วนมาจากการย้อมด้วยวัตถุดิบธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวชูโรงอย่าง ต้นห้อม หรือ ไม้ประดู่ ไม้ฝาง ใบหูกวาง ครั่ง ฯลฯ ก่อนนำมาขึ้นกี่ทอลายโดยช่างทอผ้าฝีมือดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านรุ่นแม่ รุ่นป้า และรุ่นแม่อุ๊ย ที่รวมกลุ่มกันรับงานทอผ้าเป็นรายได้เสริมจากการทำนา

เมื่อได้ชื่อว่างานแฮนด์เมด (Hand made) หรืองานทำมือนั้น ย่อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรืออาจมีเพียงชิ้นเดียวในโลก การจะผลิตซ้ำให้เหมือนเดิมนั้นทำได้ยากหรืออาจทำไม่ได้เลย จึงทำให้สินค้าของ “ร้านผ้าธรรมชาติ” มีความโดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตงานแต่ละชิ้นค่อนข้างนาน และแน่นอนว่าราคาค่อนข้างสูง ซึ่งลูกค้าที่มีความเข้าใจในสินค้าและความเป็นงานทำมือจากธรรมชาติ ต่างเข้าใจ และหาซื้อไปสวมใส่ใช้งาน เป็นของสะสม รวมถึงใช้ตกแต่งบ้านพัก รีสอร์ต โรงแรม กันไม่ขาด

เช่นเดียวกับ คุณจันทร์เพ็ญ ร่มเย็น ประธานกลุ่มสหกรณ์หม้อห้อมทุ่งโฮ้ง จำกัด และเจ้าของกิจการ “ร้านจันทร์เพ็ญหม้อห้อมและการปัก” ซึ่งรับช่วงกิจการจากป้าที่ทำผ้าหม้อห้อมมานานแล้วกว่า 40 ปี ที่ปรับเปลี่ยนจากการทำผ้าหม้อห้อมแบบม้วน ทำเสื้อ-กางเกงหม้อห้อมแบบดั้งเดิม มาเป็นการมัดย้อมห้อมและตัดเย็บให้ออกมาเป็นเสื้อมัดย้อมที่สวยเก๋ ทันสมัย สวมใส่สบายได้ในทุกโอกาส ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างมาก จนกลายเป็นสินค้าชูโรงของทางร้าน

แต่ไม่ว่าจะมีการพัฒนาปรับเปลี่ยน หรือออกแบบดีไซน์ให้มีความร่วมสมัย สวยงามแปลกตาอย่างไร สิ่งที่ต้องทำเหมือนกัน นั่นคือ กระบวนการย้อมผ้าหม้อห้อม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้ง

โดย ป้าเหงี่ยม หรือ คุณประภาพรรณ ศรีตรัย หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ ที่นอกจากรวมกลุ่มกับชาวชุมชนผลิตผ้าหม้อห้อมจำหน่ายแล้ว ป้าเหงี่ยม และทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ ทำหน้าที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจ ได้อธิบายกระบวนการเตรียมน้ำย้อมห้อมว่า ขั้นตอนที่สำคัญและยุ่งยากที่สุดอยู่ที่การทำน้ำย้อมห้อม โดยต้องนำทั้งกิ่งและใบของต้นห้อมมามัดแช่น้ำเปล่า ทิ้งไว้สัก 2-3 วัน จนใบห้อมเน่า ได้น้ำสีเขียวไข่กา มีกลิ่นเหม็น จากนั้นนำกากห้อมที่เน่าแล้วทิ้งไป แล้วจึงนำน้ำปูนขาว น้ำมะขามเปียก น้ำซาวข้าว ซึ่งเป็นตัวประสาน มาผสมรวมกัน จากนั้นก็ใช้ไม้กวนหรือกระทุ้งให้ขึ้นฟอง ชาวบ้านเรียกกันว่า “ห้อมโห่” ก่อนทิ้งให้ตกตะกอน แล้วนำผ้าขาวบางกรองเอาตะกอนที่ได้เก็บไว้เป็นหัวคราม หรือ “ห้อมเปียก” เก็บไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี

ส่วนการย้อมผ้าหม้อห้อมนั้น ก็จะนำหัวคราม หรือ ห้อมเปียก มาผสมกับน้ำด่าง ซึ่งได้มาจากการกรองน้ำขี้เถ้า และปูนขาว ใส่ผสมลงไปในหม้อ แล้วนำเส้นฝ้าย หรือผ้าฝ้ายที่ต้องการย้อม ซึ่งผ่านการทำความสะอาดเอาแป้งออกด้วยการต้ม หรือแช่น้ำไว้ 2 คืน ใส่ลงในหม้อแล้วย้อม ด้วยการแช่ ขยำให้ทั่ว เสร็จแล้วนำไปขึ้นราวไม้ตากให้แห้ง แล้วนำมาย้อมซ้ำ แล้วนำไปตาก สลับกันแบบนี้ 3-4 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสีที่ต้องการ ถ้าต้องการสีที่เข้มมาก ก็ต้องย้อมซ้ำหลายๆ ครั้ง จนได้สีที่ต้องการ จึงนำไปซักทำความสะอาด ตากให้แห้ง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

ซึ่งผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติแท้ๆ เมื่อนำไปซักสีก็จะตก หากใช้งานไปนานๆ สีก็จะซีดลงไปตามธรรมชาติ ต่างจากผ้าสีครามที่ได้จากการย้อมด้วยสีสังเคราะห์ทางเคมี ซึ่งสีจะไม่ซีด เมื่อผ่านการซักล้าง จึงมีคำกล่าวที่ว่า “หม้อห้อมแท้สีต้องตก” แต่ก็มีวิธีการลดการตกสีของหม้อห้อม โดยการนำไปแช่น้ำเกลือ หรือหัวน้ำส้มไว้ 1 คืน ก่อนซักครั้งแรก จากนั้นจึงซักตามปกติ โดยแยกซักกับผ้าอื่นๆ โดยสีจะตกอยู่อีกประมาณ 4-5 ครั้ง จากนั้นก็จะอยู่ตัว

หากใครที่อยากเป็นเจ้าของงานผ้าหม้อห้อมงามๆ จากเมืองแพร่ โดยไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงแหล่งผลิต ก็มากันได้ที่ ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โซน 4 แวะมาชม และช็อปผ้าหม้อห้อม ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ และงานทำมือสวยๆ ไปใช้ ไปสวมใส่ให้ดูดีมีสไตล์ไม่ซ้ำแบบใคร ที่ “ร้านเฮือนดอกห้อม” ของนักข่าวและพิธีกรสาวสวย ลูกหลานคนเมืองแพร่ อย่าง คุณปุ้ย-ณัฐกานต์ ถิ่นทิพย์ ที่นำความรัก ความหลงใหลในสีน้ำเงินครามสดสวยของผ้าหม้อห้อม และความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของจังหวัดแพร่ มาต่อยอดจนเกิดเป็นร้านเล็กๆ ที่ดูร่วมสมัย อบอวลด้วยกลิ่นอายของความเป็นธรรมชาติ และเปี่ยมด้วยคุณค่าของงานฝีมือ คุณปุ้ยบอกว่า แม้ไม่ได้เป็นผู้ลงมือสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยตัวเอง แต่ก็ขอทำหน้าที่เผยแพร่ และนำเสนอของดี ของเด่น อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ ออกสู่สายตาชาวไทยและชาวต่างชาติที่มักจะแวะเวียนมาเที่ยวชม ช็อป ชิม ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมแห่งนี้อย่างเนืองแน่นทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการเผยแพร่อีกทางหนึ่งด้วย (https://www.facebook.com/Heundokhom) ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ จากผู้ที่ชื่นชอบงานทำมือ ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ แม้ช่วงแรกๆ จะมีเสียงบ่นเรื่องราคาที่ค่อนข้างสูง

“แรกๆ หลายคนก็บ่นว่าแพง แต่เมื่อได้อธิบายถึงที่มา ขั้นตอนการสร้างสรรค์งานแต่ละชิ้น รวมถึงคุณค่างานฝีมือ ที่นับวันจะหาคนทำได้ยากยิ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่า ช่างฝีมือชาวบ้านนั้น ล้วนแล้วแต่มีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว ทำให้ผลงานที่ออกมาสวย ดูดี และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นจริงๆ อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการย้อมห้อมแบบดั้งเดิม นอกจากจะให้สีน้ำเงินครามที่สวยตามธรรมชาติ สวมใส่สบาย ไม่ร้อน เหมาะกับอากาศร้อนชื้นบ้านเราแล้ว ก็ยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติมากๆ หลายคนก็เข้าใจและซื้อสินค้าไปด้วยความอิ่มเอมใจ”

คุณปุ้ย ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ในแง่สรรพคุณทางยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยรวบรวมข้อมูลได้ว่า ต้นห้อม ถูกนำมาใช้เป็นยาพื้นบ้านล้านนา โดยนำรากและใบห้อม มาต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ ปวดศีรษะเนื่องจากหวัด เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ และตาอักเสบ

โดยหมอยาพื้นบ้านล้านนาจะนำต้นห้อมสดๆ มาทุบพอกกระหม่อมเพื่อลดไข้ ถ้าหาต้นสดไม่ได้ ก็จะนำผ้าที่ย้อมห้อมชุบน้ำแล้วใช้พอกกระหม่อมแทน นอกจากนี้ ยังนำผ้าย้อมห้อมมาใช้ในการทับหม้อเกลือ ในการดูแลหญิงหลังคลอด เพื่อให้มดลูกเข้าอู่ไวขึ้น รวมถึงใช้ห่อลูกประคบตัวยา เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ กระชับยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากภาครัฐ ทั้งเรื่องการศึกษาวิจัย การออกแบบดีไซน์ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ และขยายช่องทางการตลาดให้กว้างมากยิ่งขึ้น ก็ทำให้ผ้าหม้อห้อมเมืองแพร่ สามารถก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิ โดยเฉพาะเมื่อกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ดำเนินโครงการยกระดับและพัฒนาหม้อห้อมเมืองแพร่ ให้เป็น “ยีนส์ตะวันออก” ที่มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล ซึ่งหากโครงการนี้มีความต่อเนื่องและจริงจัง อีกไม่นาน “ผ้าหม้อห้อม” คงจะโกอินเตอร์ ในฐานะ New Thai Denim หรือ “ยีนส์ไทยพันธุ์ใหม่” ที่จะสร้างชื่อและนำรายได้จากตลาดแฟชั่นทั่วโลกเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล

เรียกได้ว่า “หม้อห้อม” อยู่คู่วิถีชีวิตชาวบ้านล้านนามาหลายชั่วอายุคน และถูกนำมาใช้ประโยชน์ สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้อนุชนรุ่นหลัง ที่มองเห็นคุณค่าและเล็งเห็นช่องทางการตลาด ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิม และแน่นอนว่า ทำให้ช่างฝีมือพื้นบ้านมีรายได้งามตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดช่างฝีมือพื้นบ้านรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาอีกไม่น้อย

แม้เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักในการอนุรักษ์ แต่ถือเป็นแรงจูงใจอย่างดี ที่จะทำให้ผู้คนเห็นความสำคัญและก้าวเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้การอนุรักษ์นั้นยั่งยืนยาวนาน…

“ยิ่งส่งเสริม…ยิ่งสร้างชื่อ

ยิ่งอนุรักษ์…ยิ่งได้เงิน

ยิ่งสวมใส่…ยิ่งดูดี

ยิ่งพิศ…ยิ่งงามแท้…หม้อห้อมเมืองแพร่”

 

คนตีเหล็ก แห่ง ร่องฟอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


รายงานพิเศษ

คนตีเหล็ก แห่ง ร่องฟอง

จากข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ได้บ่งชี้ว่า เป็นระยะเวลากว่า 150 ปี ที่ผู้คนในเขตตำบลร่องฟองได้ประกอบอาชีพการตีเหล็ก สรรค์สร้างอุปกรณ์เครื่องมือทำการเกษตรแบบต่างๆ ที่ไม่ว่า มีด พร้า จอบ เสียม ขอชัก เคียว คราด หอก เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากเหล็กได้กลายเป็นสินค้าสร้างรายได้ที่นำซึ่งเงินตราในแต่ละปีหลายร้อยล้านบาทมาสู่ตำบลร่องฟอง เพราะนอกจากส่งไปจำหน่ายยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ โดยผ่านพ่อค้าตามจังหวัดชายแดนต่างๆ

ความโดดเด่นของอาชีพการตีเหล็ก ได้สะท้อนให้เห็นจากคำขวัญของตำบลว่า “ชายตีเหล็ก หญิงเย็บผ้า นำหน้าเศรษฐกิจ พิชิตความจน ชุมชนเข้มแข็ง”

วันนี้จึงกล่าวได้ว่า ร่องฟอง คือหมู่บ้านตีเหล็กใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เพราะกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือนในทุกหมู่บ้านของตำบลร่องฟองจะประกอบอาชีพตีเหล็ก

วิถีชีวิตของคนตีเหล็กแห่งร่องฟอง จึงนับเป็นอีกหนึ่งสีสันที่น่าสนใจของจังหวัดแพร่แห่งนี้

มารู้จัก ร่องฟอง

ร่องฟอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ระยะทางห่างจากอำเภอเมืองแพร่ ประมาณ 7 กิโลเมตร การเดินทางมาสู่ตำบลร่องฟอง จะใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 101 (สายแพร่-น่าน) ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1101 จะพบป้ายบอกทางเข้าหมู่บ้าน

ตำบลร่องฟอง มีพื้นที่ประมาณ 9.5 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 5,937 ไร่

จากข้อมูลแนะนำของจังหวัดแพร่ ได้บอกว่า ดั้งเดิมหมู่บ้านร่องฟองเป็นชาวไทยใหญ่ ชาวบ้านตั้งหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ที่นี่ ที่มีห้วยน้ำไหลผ่านหมู่บ้าน ห้วยน้ำนั้นถูกเรียกชื่อว่าห้วยฮ่องฟอง ซึ่ง คำว่า “ฮ่องฟอง” เป็นภาษาพื้นเมืองที่บรรพบุรุษได้ตั้งชื่อไว้เนื่องมาจากเมื่อถึงฤดูฝน จะมีน้ำไหลลงมาจากภูเขาด้านตะวันออก น้ำที่ไหลลงมาจะกระทบกับโขดหินตามลำห้วย แตกกระเซ็นเป็นฟองเต็มลำห้วยทุกๆ ปี จึงเรียกชื่อลำห้วยนี้ว่า “ห้วยร่องฟอง”

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของลำห้วยแห่งนี้ บรรพบุรุษจึงตั้งรกรากตามแนวลำห้วย และเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ตามชื่อของลำห้วยว่า “หมู่บ้านร่องฟอง” ตั้งแต่เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2401 จนถึงปัจจุบัน

แต่เดิมนั้นเป็น หมู่ที่ 3 ของตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ มีประชากร ประมาณ 30 กว่าหลังคาเรือน โดยมีบ่หลักเสนา เสนาธรรม เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้านร่องฟอง อาชีพหลักคือ การเกษตร อาชีพเสริมคือ รับจ้างเย็บผ้าที่ตำบลทุ่งโฮ้ง นอกจากนี้ ยังมีอาชีพทำล้อเกวียนจำหน่าย เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับชุมชนในขณะนั้น

ต่อมามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้น จึงเปลี่ยนจากการรับจ้างเย็บผ้าและรับจ้างตีเหล็กจากตำบลทุ่งโฮ้ง มาทำโรงงานตีเหล็กและเย็บผ้ากันเองที่หมู่บ้านร่องฟอง ในสมัยก่อนยังมีการประกอบอาชีพตีเหล็กและเย็บผ้าน้อย บางครัวเรือนจึงรวมทุนกันทำโดยใช้แรงงานในครัวเรือนและบรรดาญาติพี่น้องเป็นหลัก ยังไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัยจึงใช้แรงงานคนในการทำงาน เช่น การตีหุ่นมีด การสูบลมเป่าไฟ การลับและขัดมีดให้มีความขาวคม และเผาถ่านเองเพื่อเป็นวัตถุดิบในการเผาเหล็ก

ต่อมาการบริหารงานของฝ่ายปกครองมีความสามัคคี ประชากรมีความเข้มแข็ง ประกอบกับเพื่อการได้มาซึ่งงบประมาณมาพัฒนาชุมชนอย่างเป็นเอกเทศ เพื่อความเจริญในหลายๆ ด้าน จึงมีการแยกหมู่บ้านออกเป็น 5 หมู่บ้าน และสถาปนาตนเองตั้งเป็นตำบลร่องฟอง

ตำบลร่องฟอง เป็นตำบลเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมในครัวเรือน มีอาชีพหลักคือ ตีเหล็กและเย็บผ้า ส่วนด้านการเกษตรเป็นอาชีพเสริม โดยรวมแล้วประชาชนภายในตำบลร่องฟอง ผู้ชายจะตีเหล็ก ผู้หญิงจะเย็บผ้า สามารถสร้างรายได้ภายในครอบครัวตลอดทั้งปี

หลังปี”30 ชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก

แต่ที่สำคัญอีกประการคือ ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพตีเหล็ก ได้มีการรวมตัวกันและจัดตั้งเป็นกลุ่มขึ้น ภายใต้ชื่อว่า “กลุ่มตีเหล็กตำบลร่องฟอง” ปัจจุบันมี ด.ต. อดุลย์ แก้วศิริพันธ์ เป็นประธานกลุ่ม

กลุ่มตีเหล็กได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2545 จากกลุ่มตีเหล็กหมู่บ้าน 5 หมู่บ้าน ร่วมกันจัดตั้งเป็นกลุ่มเครือข่ายตำบล โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริการส่วนตำบลร่องฟอง องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีสมาชิกทั้งสิ้น 189 คน

คุณรวิฉัตร ฉรากาหมุด ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง กล่าวว่า ตอนนี้ผลิตภัณฑ์จากอาชีพการตีเหล็กของร่องฟองนั้นถือว่าเป็นสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดแพร่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการผลิตและการตลาด ทั้งนี้ในส่วนของการสนับสนุนของ อบต. นั้น จะเน้นด้านการช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลของทางกลุ่มตีเหล็กตำบลร่องฟองให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

สำหรับการประกอบอาชีพการตีเหล็กของคนร่องฟองส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่ในบริเวณบ้านสร้างเป็นโรงงานขนาดย่อม ที่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ในการผลิตอย่างครบขั้นตอนตามความถนัดของแต่ละผู้ผลิต

คุณเกรียง น้ำหล่าย อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ที่ 3 ตำบลร่องฟอง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โทร. (081) 602-4944 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเหรัญญิกกลุ่มตีเหล็กตำบลร่องฟองกล่าวว่า สำหรับอาชีพการตีเหล็กนั้น เป็นอาชีพที่สืบต่อมาจากพ่อแม่ หลายคนจึงมีประสบการณ์ในการตีเหล็กมาตลอดชีวิต

“ผมเกิดมาก็เห็นแล้วพ่อแม่ทำกัน แต่ก่อนทำเสร็จก็เอาไปขาย ใกล้ๆ ก็เดินไป ไกลๆ ก็ขึ้นรถไฟ” เหรัญญิกกลุ่มกล่าว

ซึ่งในวันนี้ชายผู้นี้ได้เปิดโรงงานผลิตเคียวคุณภาพเป็นของตนเอง

โดยเขากล่าวต่อไปว่า สำหรับการผลิตของแต่ละเจ้านั้น จะผลิตงานที่แตกต่างกันตามความถนัดและตามคำสั่งซื้อที่เข้ามา

“จะคละกันไป แต่ละเจ้าจะมีความสามารถในการผลิตตามความถนัด บางคนทำเคียวอย่างเดียว แต่บางคนก็ทำมีดด้วยเคียวด้วย บางคนก็ทำเคียว มีด จอบ เสียม เป็นต้น แต่ที่สำคัญทุกอย่างขึ้นอยู่กับการสั่งซื้อของลูกค้า ว่าต้องการอะไร เราก็จะผลิตให้ตามนั้น”

ในขณะที่ คุณสำราญ กาทองทุ่ง รองประธานกลุ่ม ที่ได้เปิดโรงงานผลิตมีดชนิดต่างๆ ไม่ว่ามีดขอประเภทต่างๆ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 3 ตำบลร่องฟอง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โทร. (081) 594-2824 ได้สะท้อนถึงความต้องการของผู้ซื้อว่า เพราะสามารถตอบสนองได้ตามความต้องการของลูกค้าทุกผลิตภัณฑ์

“ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้ในครัวเรือน หรือในภาคการเกษตร เราสามารถทำได้ตามความต้องการทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่า ลูกค้าต้องการใช้อะไร แบบไหน ขอให้สั่งมา เราสามารถผลิตได้หมด”

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้จากทางกลุ่มตีเหล็กชี้ให้เห็นว่า ศักยภาพในการผลิตของตำบลร่องฟองนั้นสูงมาก และสามารถผลิตผลิตภัณฑ์จากเหล็กได้ทุกชนิด

“จังหวัดอื่นๆ การผลิตในแต่ละวันจะทำได้ไม่มากเท่าที่นี่ ที่ร่องฟอง แค่บ้านเดียว สามารถผลิตได้มาก อย่าง มีดพร้า วันหนึ่งเป็นพันเล่ม นี่ก็สามารถทำได้ เคียวเป็นหมื่นเล่มก็ทำได้”

สำหรับชื่อชั้นของร่องฟองในฐานะแหล่งตีเหล็กเพื่อทำอุปกรณ์การเกษตร เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ทางกลุ่มตีเหล็กบอกว่า เริ่มหลัง ปี 2530 ที่เริ่มมีพ่อค้าเข้ามาสั่งซื้อมากขึ้น จนเกิดการขยายกำลังการผลิต มีการพัฒนารูปแบบการผลิต ด้วยการนำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้งาน ทำให้สามารถผลิตได้ไวและในปริมาณที่มากขึ้น

“ทุกวันนี้จะมีคนจากจังหวัดต่างๆ ที่ทางส่วนราชการพามาดูงานอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อกลับไปทำแล้ว ส่วนใหญ่ยังไม่ประสบความสำเร็จเหมือนที่ร่องฟอง” เหรัญญิกกล่าว

ตามไปดูขั้นตอนการผลิต

“แต่ละบ้านจะมีช่างประจำไว้เลย โดยค่าแรงนั้นจะให้ราคาเป็นรายชิ้นงาน อยู่ที่ความยากง่ายของงาน เช่น มีด เล่มละ 7 บาท วันหนึ่งถ้าทำมีดได้ 100 เล่ม ก็จะได้เงิน 700 บาท แต่บางคนวันหนึ่งได้เป็นพันบาทก็มี”

จากคำอธิบายของทางกลุ่ม ทำให้รู้ว่าจะมาเป็นช่างตีเหล็กได้นั้น ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก เพราะแต่ละขั้นตอนจะมีวิธีการที่ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และความชำนาญ ดังนั้น ผู้สนใจที่จะเข้ามาเป็นช่างตีเหล็กนั้น ต้องฝึกฝนอย่างมาก

“อย่างน้อยต้องฝึกทำก่อน ประมาณ 1 ปี แต่จะสวยหรือไม่นั้นต้องว่ากันอีกทีหนึ่ง แรกๆ ก็ต้องเป็นเด็กจ้างรายวันก่อน ช่วยขนอุปกรณ์ช่วยหยิบช่วยจับไปก่อน พร้อมๆ กับค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้และสังเกต เรียกว่าต้องอาศัยทั้งความขยันใส่ใจและพรสวรรค์”

แม้อาชีพการตีเหล็กจะสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อกังวลในมวลสมาชิกคนตีเหล็กแห่งร่องฟองคือ เยาวชนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาสืบทอด

“เด็กๆ ส่วนใหญ่จะไปเรียนหนังสือ จบแล้วก็จะไปทำงานที่อื่นกันเป็นส่วนใหญ่ เราก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าต่อไปใครจะมาสืบทอด และที่สำคัญแรงงานที่จะมาทำงานในอาชีพหาได้น้อยลง ดังนั้น หนทางแก้ไขที่เราทำได้ตอนนี้คือการนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงาน” เหรัญญิกกลุ่มกล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ การก้าวต่อไปในอาชีพนี้

พร้อมกันนี้ทางกลุ่มตีเหล็กยังได้ให้ข้อมูลถึงรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจำหน่ายว่า

“รูปแบบของการผลิตผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างนั้น โดยรวมๆ จะใช้ในลักษณะเดียวกัน อย่าง จอบ เสียม แต่มีด ขอ หรือเคียวนั้นแต่ละภาคจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานของพื้นที่ อย่าง มีดพร้า ทางภาคใต้ ก็จะไปอีกแบบหนึ่ง ชอบแบบสันมีดหนาและโค้ง ส่วนภาคเหนือ ชอบมีดแบบตรง ถ้าไปทางภาคกลาง จะไปอีกแบบหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบของพื้นที่นั้นๆ มาเป็นต้นแบบในการผลิต เรียกว่าเอาความนิยมและความต้องการใช้ของท้องถิ่นนั้นๆ เป็นที่ตั้ง ภาคกลางชอบเคียวใหญ่ เราก็ผลิตเคียวใหญ่ไปขาย ภาคเหนือชอบเคียวเล็ก เราก็ผลิตเคียวเล็กไปขาย”

“ส่วนต่างประเทศ อย่างเขมร ส่วนมากจะใช้เหมือนกับของบ้านเรา ที่สั่งให้ทำส่วนใหญ่ไม่ค่อยแตกต่าง แต่ทางมาเลเซียบางอย่างไม่เหมือน เช่น ขอ ก็จะไปอีกแบบหนึ่ง”

สำหรับขั้นตอนในการผลิตนั้น จะมีดังนี้

1. นำเหล็กมาตัดให้เป็นรูปร่างของผลิตภัณฑ์ที่จะทำ โดยปัจจุบันจะใช้เครื่องจักรมาตัดให้ได้หุ่นตามที่ต้องการ

2. นำเหล็กที่ตัดเป็นรูปร่างเข้าเตาเผา ซึ่งเรียกว่า เตาเส่า ในสมัยโบราณใช้คนสูบเส่า แต่ในปัจจุบันใช้พัดลมมอเตอร์แทนการสูบเส่าด้วยคน เผาเหล็กให้ร้อนแดง

3. นำเหล็กที่เผาจนร้อนแดงมาตี เรียกว่า “การโขก” โดยใช้คีมคีบเหล็กที่ร้อนแดงขึ้นวางบนทั่ง ใช้ค้อนตีเพื่อขึ้นรูปร่าง เรียกว่า “แถก” การขึ้นรูปร่างอาจจะเผาและตีหลายๆ ครั้ง

4. นำแถกมาตีให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการ เช่น มีด จอบ เสียม เป็นต้น

5. นำมาตกแต่งให้คม ในสมัยก่อนใช้กาดตกแต่งผิวให้เรียบ คม แหลม ตามความต้องการ แต่ในปัจจุบันใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเข้าใจกันในภาษาชาวบ้านเรียกว่า “เครื่องเจียหัวหมู”

6. นำมีด เคียว จอบ เป็นต้น ที่แต่งคมเรียบร้อยแล้วมาชุบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความคมและแข็ง ตามต้องการ วิธีการชุบ จะนำเหล็กที่ขึ้นรูปร่างแล้ว เผาไฟให้แดง แล้วนำไปชุบน้ำ

7. ตกแต่ง ใส่ด้าม ทาน้ำมัน ติดเครื่องหมายการค้า

8. จากนั้นจึงสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือ การจำหน่าย โดยมีทั้งจำหน่ายปลีกและส่ง ทั่วประเทศ

“หลังจากตีออกมาเสร็จแล้ว เจ้าของโรงงานจะเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพ มีด จอบ เสียม และอื่นๆ ที่ทำออกมา ถ้าไม่สวย ก็ตำหนิกันหน่อย แต่ส่วนมากไม่เคยผิดเพี้ยนอะไร เพราะทำกันมานานจนชำนาญ รู้ว่าต้องทำออกมาอย่างไร จึงสวยถูกใจ”

สำหรับผลิตภัณฑ์จากเหล็กที่เกิดจากการตีเหล็กของกลุ่มตีเหล็กตำบลร่องฟองนั้น มีด้วยกันอย่างหลากหลาย ดังนี้

- เคียวเกี่ยวข้าวหรือหญ้า จะทำจากเหล็กกล้า คมเป็นเขี้ยวคล้ายใบเลื่อย มักจะผลิตออกมา 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่

- เสียมพลั่ว ทำจากเหล็กกล้า มี 2 ชนิด คือ หนาและบาง มีขนาดความกว้าง ตั้งแต่ 3-5 นิ้ว ใช้ขุดดินโคลน

- จอบดายหญ้า ทำจากเหล็กแผ่นกล้า ใช้ดายหญ้า ขุดดิน เหมือนจอบทั่วไป

- มีดเดินป่า ใช้งานได้อเนกประสงค์ ทำจากเหล็กกล้าขัดขาว เหมาะสำหรับพกติดตัว เก็บไว้ในรถใช้ยามฉุกเฉิน

- มีดหวด ใช้ตัดไม้และถากหญ้า ผลิตทั่วไป มี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก 0.5 กิโลกรัม ขนาดกลาง 0.7-0.8 กิโลกรัม และขนาดใหญ่ 1.00 กิโลกรัม ขึ้นไป

- มีดถางและมีดโต้ ตัดและถางหญ้าขนาดเล็ก มีหลายลักษณะใช้งานตามภาวะท้องที่ และขนาดของหญ้า

- มีดโต้ตัดไม้ ผลิต 3 ชนิด คือ มีดโต้หัวตัด มีดโต้หัวกลม และมีดโต้ใหญ่

- มีดถาง ใช้ถางหญ้า ลำตัวงอเพื่อสะดวกในการใช้งาน มีอยู่ 2 ชนิด คือ มีดถาง 2 คม และมีดถางคมเดียว

- คราด ใช้เกี่ยวหญ้า ขูดหญ้า พรวนดิน ทำจากเหล็กเส้นทั่วไป

ขายทั้งในและนอกประเทศ กระจาย

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ ในสมัยก่อนผู้ผลิตจะเป็นผู้นำออกจำหน่ายเอง โดยนำวางขายในบ้านของตนเองหรือนำไปวางขายในตลาดสด เป็นการหารายได้เพิ่มเติมให้กับตนเองภายหลังจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน ตามฤดูกาล

ต่อมาอุปกรณ์เหล่านี้มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคนเรามากยิ่งขึ้น ปริมาณการผลิตและการจำหน่ายมากยิ่งขึ้น มีข้อมูลที่บอกเล่าต่อกันมาว่า ประมาณช่วง พ.ศ. 2495-2502 ประมาณ ร้อยละ 80 ของจำนวนครัวเรือนประกอบอาชีพตีเหล็ก

นั่นหมายความว่า เกือบทุกครัวเรือนต่างประกอบอาชีพนี้

เมื่อความต้องการขยายตัวขึ้น ประมาณการผลิตและวิธีการจำหน่ายก็ขยายตัวขึ้นเช่นกันเดียวกัน โดยการขยายออกเป็นปริมาณกว้างและวิธีการจำหน่ายขยายจากในหมู่บ้านสู่อีกหมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัดใกล้เคียง

จากวิธีการเดินเท้า เป็นจักรยาน จักรยานยนต์ รถยนต์ รถไฟ จากจำหน่ายตามบ้าน เป็นการจำหน่ายให้แก่พ่อค้าคนกลาง ร้านค้า หรือตามเทศกาลงานประจำปี

“แต่วันนี้ต้องบอกว่า ผลิตภัณฑ์จากเหล็กของร่องฟองนั้น ไปทั้งในระดับประเทศ และส่งต่างประเทศแล้ว โดยประเทศที่มีการส่งไปจำหน่ายจะอยู่ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า ลาว กัมพูชา” คุณทองหลาด เสนาธรรม กรรมการกลุ่มตีเหล็กกล่าว

“อย่างผมเองจะทำเสียมเป็นหลัก วันหนึ่งจะสามารถผลิตได้ ประมาณ 200 ชิ้น โดยตลาดหลักจะส่งไปขายที่จังหวัดนครพนม เพราะมีพ่อค้ารับซื้อที่โน่น โดยแต่ก่อนนี้เขาเคยเดินทางมาซื้อในหมู่บ้าน และได้มาว่าจ้างให้ทำ ซึ่งติดต่อทำการค้ากันมานานกว่า 20 ปีแล้ว เราทำหน้าที่ผลิตและนำไปส่งเท่านั้น”

นั่นคือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ คนตีเหล็กแห่งร่องฟอง วันนี้ทำหน้าที่ผลิตตามออเดอร์เพียงอย่างเดียว

“ของเราจะมีพ่อค้าที่เปิดร้านค้าขายในจังหวัดต่างๆ สั่งเข้ามาให้ผลิต พอได้ตามจำนวนก็จะบรรทุกขึ้นรถปิกอัพเอาไปส่งให้กับลูกค้า หน้าที่หลักคือ ผลิตและส่งของตามออเดอร์ให้เท่านั้น” กรรมการกลุ่มกล่าวและว่า

“การพัฒนาในอาชีพตีเหล็กของร่องฟองนั้น มีมาอย่างต่อเนื่อง จากใช้แรงลงแขกร่วมกันทำก็พัฒนามาสู่การใช้เครื่องจักร”

ทั้งนี้ ในมุมมองของผู้ผลิต คณะกรรมการกลุ่มตีเหล็กยืนยันว่า ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากเหล็กเพื่อทำการเกษตรนั้นยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เฉพาะในประเทศเท่านั้นแต่รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย

“ที่ผลิตให้ไม่ทันตามที่สั่งซื้อมาก็มี ทุกอย่างจะเป็นช่วงๆ”

ในขณะที่ความต้องการของประเทศเพื่อนบ้านนั้นมีข้อมูลจากกลุ่มตีเหล็กร่องฟองว่าขยายตัวรวดเร็วมากและยังต้องการใช้มาก สังเกตจากพ่อค้าตามจังหวัดชายแดนที่ซื้อไปขายต่อ จะมีการสั่งเข้ามากขึ้นและต่อเนื่อง อย่างเช่น เคียว ตอนนี้มีการสั่งกันมาก อาจเพราะยังไม่มีการใช้เครื่องจักรกลเข้ามาทำงานในนามากเหมือนเมืองไทย

โดยปกติแล้วอายุการใช้งานของมีดหรืออุปกรณ์อื่นๆ จะอยู่ประมาณ 1 ปี จะหมดคม จะต้องเปลี่ยนใหม่ และอีกประการในการใช้อุปกรณ์ทำการเกษตร เกษตรกรแต่ละคนจะไม่มีแค่ชิ้นเดียว แต่จะมีหลายชิ้น อย่างเช่น มีด คนหนึ่งต้องมีไม่ต่ำกว่า 3-4 เล่ม เอาไว้ใช้งานที่แตกต่างกันไป

“แต่ก่อนนี้คนแถวนี้บางคนมีอาชีพรับจ้างลับมีด ตระเวนไปรับจ้างลับมีด ทำคมใหม่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ต้องซื้อใหม่อย่างเดียว สาเหตุต่างๆ เหล่านี้จึงทำให้อาชีพการตีเหล็กของร่องฟองยังสามารถไปได้อย่างสบาย” หนึ่งในกรรมการกล่าว

สร้างจุดต่าง

ด้วยราคาและคุณภาพ

สำหรับสิ่งที่เป็นจุดเด่นและกลายเป็นแรงดึงดูดให้พ่อค้าจากทั่วประเทศสั่งผลิตภัณฑ์จากเหล็กของร่องฟองไปจำหน่าย คุณชน กาทองทุ่ง กรรมการกลุ่มตีเหล็ก และเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเคียวคุณภาพเยี่ยม ที่รับว่าคมทุกเล่ม ซึ่งตั้งโรงงานอยู่เลขที่ 15 หมู่ที่ 2 ตำบลร่องฟอง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โทร. (083) 861-1434 บอกว่า เรื่องของคุณภาพนั้นทางกลุ่มตีเหล็กสามารถทำได้ตามความต้องการของผู้ซื้อ ทั้งนี้เพราะคุณภาพชิ้นงานจะดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเหล็กที่นำมาผลิต

“ขึ้นอยู่กับลูกค้าจะสั่งคุณภาพแบบนี้มามั้ย ถ้าต้องการของคุณภาพใช้เหล็กกล้าอย่างดี ราคาก็จะสูงขึ้น แต่ถ้าต้องการของคุณภาพต่ำลงมาหน่อย ราคาก็ต่ำลง เราก็จะใช้เหล็กอ่อนในการผลิตให้ ซึ่งสนนราคาที่จำหน่ายจะควบคู่กันไปกับคุณภาพสินค้า”

ส่วนราคานั้นทางเจ้าของโรงตีเหล็กจะตกลงกับผู้สั่งซื้อ ตั้งแต่นำแบบมาส่งให้ โดยทางผู้ซื้อจะแจ้งมาว่าต้องการรูปแบบนี้ ให้ราคาต่อชิ้นเท่านี้ ถ้าเป็นราคาที่พึงพอใจกันทั้งสองฝ่าย การดำเนินธุรกิจร่วมกันก็จะดำเนินต่อไป

“ส่วนมากจะเป็นผู้ซื้อเจ้าเก่า ที่ติดต่อสั่งกันมานาน แต่ละเจ้าก็จะมีพ่อค้าเจ้าประจำกัน ซึ่งจะบอกกันครั้งแรกเท่านั้นว่า ให้ราคาเท่าไร แต่หลังจากนั้นจะรู้กันโดยอัตโนมัติเลยว่า มีดแบบนี้ราคาค่าทำเล่มละเท่าไร เสียมเท่าไร จอบเท่าไร”

“จะทำสัญญากันเป็นปีๆ เลย เพื่อให้สามารถผลิตเคียวให้ทันได้ความต้องการ”

ส่วนการสั่งซื้อนั้น ทางกลุ่มตีเหล็กให้ข้อมูลในภาพรวมว่า ลูกค้าที่สั่งซื้อไปขายในแต่ละจังหวัดนั้น ส่วนมากจะสั่งซื้อคละชนิดกัน สั่งหลายๆ อย่างรวมกัน

“บางเจ้าที่ไปส่งเที่ยวหนึ่งจะมีสินค้ารวมๆ กันไปกว่า 10,000 ชิ้น โดยราคาขายที่ปลายทางนั้น ทางพ่อค้าที่ซื้อเขาก็จะบวกเพิ่มเอง ซึ่งแน่นอนว่าต้องเอากำไรมากหน่อย แต่ในส่วนของคนตีเหล็กอย่างพวกเรา แต่ละชิ้นเอากำไรไม่มาก แต่เน้นที่ปริมาณ ถ้าสั่งมากก็จะได้กำไรมาก” หนึ่งในกลุ่มสมาชิกกล่าว

ทั้งนี้ สำหรับเหล็กที่นำมาผลิตนั้น ทางกลุ่มบอกว่าส่วนมากจะสั่งซื้อจากร้านค้าในจังหวัด โดยจะมีชนิดของเหล็กให้เลือกใช้งานได้ตามต้องการ

“เดือนหนึ่งที่ร่องฟองของเราใช้เหล็กในปริมาณหลายร้อยตัน”

ส่วนข้อแนะนำในการเลือกซื้อเครื่องเหล็กเพื่อการเกษตรมาใช้งาน ทางกลุ่มมีข้อแนะนำว่า ส่วนมากในการเลือกซื้อจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ว่าเคยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากช่างคนไหน ยี่ห้ออะไร

“อย่าง มีด ส่วนมากจะมีการตีเครื่องหมายของช่างแต่ละคนไว้ เพื่อให้รู้ว่ามีดเล่มนี้ผลิตมาจากช่างที่ไหน ดังนั้น เกษตรกรที่ใช้ส่วนมากจะจำตราที่ตีกันไว้ หรือเป็นสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้ เมื่อต้องการซื้อของใหม่มาใช้จะเลือกตรายี่ห้อเดิม เรียกว่าถ้ามีดหรือจอบไปดังที่จังหวัดไหน เกษตรกรจากจังหวัดนั้นก็จะซื้อยี่ห้อนั้น ดังนั้น ช่างตีเหล็กที่ต้องการขายของดีมีลูกค้าซื้อตลอด จึงต้องเลือกที่จะผลิตสินค้ามีคุณภาพ ใช้เหล็กที่เป็นวัตถุดิบต้องดีหนา เกษตรกรซื้อไปใช้งานได้ดีเป็นสำคัญ” กรรมการกลุ่มกล่าว

“ยิ่งมีการเปิดตลาด AEC ด้วย อย่างผมมองว่าเป็นโอกาสที่จะสามารถขยายตลาดได้เพิ่มขึ้น รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ อย่างเหล็ก ที่จะเข้ามาจากจีนจากพม่าได้ จะมีส่วนทำให้ราคาต้นทุนต่ำลง ผมมองว่าเป็นประโยชน์ ซึ่งตอนนี้เราเองก็ได้วางแผนเพื่อรองรับการเปิดตลาด AEC ไว้แล้ว” คุณชน กล่าว

สำหรับผู้สนใจต้องการติดต่อกับกลุ่มตีเหล็กร่องฟอง สามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มตีเหล็กตำบลร่องฟอง หมู่ที่ 3 ตำบลร่องฟอง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เบอร์โทร. ประธานกลุ่ม ด.ต. อดุลย์ แก้วศิริพันธ์ (086) 190-7961 หรือติดต่อผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง โทร. (054) 651-654

หมายเหตุ : ขอขอบคุณ ข้อมูลจากส่วนการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง

วิวัฒนาการการตีเหล็กของร่องฟอง

ช่วงระยะเวลากว่า 150 ปีที่ผ่านมา การตีเหล็กของชาวบ้านร่องฟอง ได้มีวิวัฒนาการมาโดยตลอด ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สภาพเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อม ทั้งอุปกรณ์การผลิต วิธีการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้น ตลอดถึงการตลาด การจำหน่าย เกิดมีโรงงานตีเหล็กขึ้นหลายแห่ง ใช้เทคโนโลยีในการผลิตบางขั้นตอนผสมผสานกับการผลิตด้วยมือ ซึ่งบางขั้นตอนที่ต้องการความละเอียดสวยงาม คงทน ตามความต้องการของผู้ใช้จะต้องผลิตด้วยมือ

วิวัฒนาการของอุปกรณ์การผลิต

1. เส่า หรือสูบเส่า จากความต้องการลมเป่าจากเครื่องสูบเส่า ปัจจุบันพัฒนามาใช้พัดลมมอเตอร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเครื่องเป่าผมของร้านเสริมสวย แต่มีขนาดใหญ่กว่า ปิด-เปิด สวิตช์ไฟฟ้าให้ลมเป่าได้ตามต้องการ จะประหยัดพลังงานคนได้อีก 1 คน ที่ต้องการสูบเส่าประจำ

2. ค้อนตีเหล็ก ปัจจุบันพัฒนามาเป็นเครื่องตีเหล็กไฟฟ้า เป็นเหล็กกระทุ้งเพื่อกระทบเหล็กที่เผาให้ร้อนแดงขึ้นรูปได้ตามความต้องการ แต่ไม่สามารถขึ้นรูปละเอียดได้ ยังคงต้องใช้ค้อนตีตกแต่งรายละเอียดอีกขั้นตอนหนึ่ง

3. กาด การแต่งผิว ปัจจุบันใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า เข้าใจกันในภาษาชาวบ้านว่า เครื่องเจียหัวหมู คือเป็นเครื่องเจียระไนชนิดมือถือ นำมาตกแต่งผิวเหล็กให้เรียบและสวยงามรวดเร็วกว่าการใช้ในสมัยก่อนมาก

4. สกัด ใช้ตัดเหล็ก ปัจจุบันพัฒนามาใช้กรรไกรตัดเหล็ก

ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ทั่งขึ้นรูป คีม อ่างน้ำ ยังมีความจำเป็นต้องใช้อยู่ และนอกจากนั้น ยังได้นำอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเครื่องทุ่นแรงเข้ามาใช้อีกมาก เช่น สว่านไฟฟ้า เลื่อยไฟฟ้า เครื่องดัดเหล็ก เครื่องตัดเหล็ก เป็นต้น

ย้อนรอย อุปกรณ์ตีเหล็กของคนร่องฟอง

การตีเหล็กในสมัยโบราณ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ อาศัยภูมิปัญญาความรู้ที่สืบทอดมาจากปู่ ย่า ตา ยาย อาศัยหลักธรรมชาติ ต้องใช้พละกำลังในการผลิต ขณะเดียวกันไม่ลืมที่จะเคารพต่อสิ่งที่เหนือธรรมชาติ เช่น การไหว้ผีเตาเส่า เป็นต้น

อุปกรณ์ในการตีเหล็ก มีดังนี้

1. เส่า หรือเตาเส่า หรือสูบเส่า มีลักษณะเป็นกระบอกสูบคล้ายกระบอกสูบลมหรืออัดลมในปัจจุบัน แต่มีขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-8 นิ้ว สูงประมาณ 1.50 เมตร ทำด้วยแผ่นสังกะสีชนิดเรียบม้วนเป็นวงกลม หรือใช้ไม้เจาะเป็นรูกลวงข้างใน มีไม้แกนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว เป็นแกน พันด้วยผ้าไว้ที่ปลายไม้ให้ใหญ่พอดีกับกระบอกสูบ ต่อท่อซึ่งพอกด้วยดินไปสู่เตาเผา ชักแกนขึ้นลง เพื่อส่งลมไปสู่เตาเวลาก่อไฟให้แดงร้อนตลอดเวลาแต่ในปัจจุบันการตีเหล็กของคนร่องฟอง จะไม่ได้ใช้เส่าหรือเตาเส่าหรือสูบเส่าแบบเก่าอีกแล้ว แต่พัฒนามาใช้พัดลมมอเตอร์ แทน

2. ค้อนตีเหล็ก เป็นท่อนเหล็กตัน เส้นผ่าศูนย์กลางตามขนาดและความจำเป็น 1-4 นิ้ว ยาวประมาณ 1-6 นิ้ว ต่อติดกับไม้เป็นด้ามยาว ตั้งแต่ 0.50 เมตร ถึง 1.50 เมตร ใช้ตีเหล็กให้เป็นรูปตามต้องการ

3. ทั่ง เป็นท่อนเหล็กตัน ขนาดเล็กหรือใหญ่ตามความจำเป็น ใช้ตอกยึดติดกับท่อนไม้ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับเหล็กหรือวางเหล็กที่เผาร้อนแดงแล้ว และใช้ค้อนตีเหล็กตีให้ได้ตามรูปแบบ

4. คีม ลักษณะเป็นคีมเหล็ก ใช้เหล็ก 2 ชิ้น ยึดติดกันด้วยสลัก เหมือนคีมอุปกรณ์ซ่อมเครื่องยนต์ในปัจจุบัน แต่มีขนาดด้ามที่ยาวกว่า ใช้จับเหล็กออกจากเตาไฟและจับเหล็กที่เผาแล้ววางบนทั่งให้ช่างตีเหล็กตีขึ้นรูป

5. ทั่งขึ้นรูป เป็นเหล็กรูปทรงต่างๆ ยึดติดกับท่อนไม้ สำหรับขึ้นรูปทรงผลิตภัณฑ์เหล็ก เช่น ใช้ขึ้นรูปด้ามหรือส่วนโค้ง มีด เสียม เคียว เป็นต้น

6. กาด เป็นเครื่องมือใช้ตกแต่งผิวอุปกรณ์ให้เรียบ คม แหลม ตามความต้องการ เป็นเหล็กกล้าคล้ายพร้า ขนาดกว้างประมาณ 1.50 นิ้ว ยาว 15 นิ้ว มีด้ามจับ 2 ข้าง

7. สกัด เป็นเหล็กกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1 นิ้ว ยาวประมาณ 8 นิ้ว มีทั้งชนิดปลายแหลมและปลายแบนคล้ายสิ่ว ใช้ตัดเหล็ก เจาะรูอุปกรณ์ หรือขึ้นรูปอุปกรณ์ หรือบางครั้งใช้เจาะหรือสกัดสลักชื่อสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายของผู้ผลิต

8. อ่างน้ำ เป็นอ่างเก็บน้ำที่ทำด้วยดินเผา (ในปัจจุบันจะทำด้วยปูนซีเมนต์) มีน้ำอยู่ในอ่างเพื่อชุบอุปกรณ์เหล็กที่ร้อนหรือชุบอุปกรณ์เหล็กที่ผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้มีความแข็งตามต้องการ

9. ถ่าน เป็นถ่านที่ใช้หุงต้ม เช่นเดียวกับถ่านไม้ในปัจจุบัน ใช้เผาเหล็กให้ร้อนแดงและอ่อน สามารถตีหรือดัดให้ได้รูปทรงตามต้องการ

10. เหล็ก เป็นเหล็กที่มีอยู่ทั่วไป ในสมัยก่อนเหล็กหายากและไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด ชาวบ้านหรือร้านตีเหล็กจะอาศัยเศษเหล็กจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่ชำรุด เช่น เศษเหล็กจากรถยนต์ เป็นต้น

ขั้นตอนการตีเหล็ก

1. นำหล็กมาตัดให้เป็นรูปร่างของผลิตภัณฑ์ที่จะทำ

2. นำเหล็กที่ตัดเป็นรูปร่างเข้าเตา เผาเหล็กให้ร้อนแดง

3. นำเหล็กที่เผาจนร้อนแดงมาโขก โดยใช้คีมคีบเหล็กที่ร้อนแดงขึ้นวางบนทั่ง ใช้ค้อนตีเพื่อขึ้นรูปร่าง หรือเรียกว่า “แถก”

4. นำแถกมาตีให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการ

5. นำมาตกแต่งให้คม โดยใช้เครื่องเจียหัวหมู

6. นำแต่งคมเรียบร้อยแล้ว มาชุบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความคมและแข็ง

7. ตกแต่ง ใส่ด้าม ทาน้ำมัน ติดเครื่องหมายการค้า

 

โคดำเมืองแพร่ หนึ่งสายพันธุ์โคคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนฯ ปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสิรฐ

โคดำเมืองแพร่ หนึ่งสายพันธุ์โคคุณภาพ

“การดำเนินการโครงการได้เริ่มอย่างจริงจัง ในปี 2554 ภายใต้การสนับสนุนผลักดันจาก “ส.ส. วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล และหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง”

คุณเอกพงษ์ บุญมา ปศุสัตว์จังหวัดแพร่ เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมการเลี้ยงโคดำเมืองแพร่ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “แบล็คโกศัย” ที่วันนี้กำลังเป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจและจะเป็นอนาคตที่สำคัญของจังหวัดแพร่

การส่งเสริมการเลี้ยงโคดำเมืองแพร่ เป็นไปตามการดำเนินนโยบายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพดีจังหวัดแพร่ เพื่อเป็นการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อในจังหวัด ให้พร้อมสำหรับเป็นโคเนื้อพื้นฐานที่จะพัฒนาเป็นโคขุนสายพันธุ์ดี เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อที่มีคุณภาพดี มีไขมันแทรกสูง เป็นที่ต้องการของตลาดทุกระดับ โดยการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อจากสายพันธุ์ที่เกษตรกรเลี้ยงอยู่แล้ว ด้วยวิธีการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อพันธุ์ดี

สำหรับโคดำเมืองแพร่นั้น เป็นการนำเอาน้ำเชื้อของสายพันธุ์โคยุโรปเข้ามาผสมกับโคพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเน้นไปที่สายพันธุ์แองกัส ซึ่งเป็นโคเนื้อจากทวีปยุโรปจะได้ลูกโคเนื้อพันธุ์ผสมที่มีลักษณะดี คือเลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้เนื้อเยอะ สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนได้ดี

ทั้งนี้ การส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพนั้น ปศุสัตว์จังหวัดแพร่บอกว่า เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของจังหวัดที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูงออกจำหน่าย ซึ่งนอกจากโคเนื้อแล้ว ยังมี ข้าว เป็นสินค้าคุณภาพอีกชนิดหนึ่ง

เร่งสร้างโคดำเมืองแพร่

จากการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องภายใต้แผนงานต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงทำให้ในวันนี้การเลี้ยงโคดำเมืองแพร่ได้ขยายออกไปได้อย่างน่าพอใจ

โดยแผนงานที่ดำเนินการคือ กระบวนการต้นน้ำ อันได้แก่ การพัฒนาสายพันธุ์โคของเกษตรกรให้เป็นโคดำเมืองแพร่ ซึ่งมีเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการถึง 1,900 ราย ด้วยวิธีการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อโคพันธุ์แองกัส

โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ผสมเทียมของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่ ได้ดำเนินการออกผสมเทียมน้ำเชื้อให้กับโคพื้นเมืองของเกษตรกรในพื้นที่ จนทำให้หลายพื้นที่มีสายพันธุ์โคดำเมืองแพร่สวยๆ ออกมาอวดสายตาอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การสร้างสายพันธุ์ใหม่ แต่เราต้องการลูกผสมโคแองกัสที่จะเป็นโคดำเมืองแพร่ โดยเป็นโคที่มีสายเลือดแองกัส 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสายเลือดที่สามารถเจริญเติบโตเร็วและมีคุณภาพเนื้อดี”

โดยปศุสัตว์จังหวัดแพร่กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการเริ่มดำเนินการได้ส่งเสริมการผสมเทียมให้กับโคของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2554 ได้ประมาณ 900 กว่าตัว ปี 2556 ได้จำนวน 2,000 กว่าตัว และปี 2556 ผสมเทียมได้อีก 3,500 กว่าตัว และในปี 2557 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะต้องผสมเทียมให้กับโคของเกษตรกรให้ได้อีกไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัว

“จากงานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพซาก พบว่า โคดำเมืองแพร่ที่ผ่านการเลี้ยงขุน ประมาณ 7 เดือน ได้น้ำหนักตัวถึง 590 กิโลกรัม และเมื่อชำแหละเป็นซากแล้วเหลือน้ำหนักประมาณ 323 กิโลกรัม หรือปริมาณซากประมาณ 58 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คุณภาพของเนื้อดีมาก และไขมันแทรกอยู่ในระดับดีเช่นกัน ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นราคา ที่กิโลกรัมละ 300 บาท ตัวหนึ่งจะสามารถสร้างรายได้ถึงประมาณ 1 แสนกว่าบาท”

ทั้งนี้ จากผลของการดำเนินงานในการผสมเทียมให้กับโคของเกษตรกรพบว่า ลูกโคที่ได้ออกมามีคุณภาพดี อัตราการเจริญเติบโตเร็ว โดยปศุสัตว์จังหวัดแพร่ได้ยกตัวอย่างของเกษตรกรที่อำเภอหนองม่วงไข่ บอกว่าได้ลูกโคมา เมื่อเลี้ยงเพียง 8 เดือนกว่าๆ สามารถได้น้ำหนักต่อตัวถึง 180 กิโลกรัม มีผู้มาให้ราคาแล้วกว่า 23,000 บาท

“ตอนนี้ลูกโคชุดแรกที่เริ่มผสมเทียม ในปี 2554 ปรากฏว่า ถูกเกษตรกรและพ่อค้าจากจังหวัดอื่นเข้ามากว้านซื้อไปหมดแล้ว เพราะเป็นโคสวยและมีอัตราการเจริญเติบโตดีมาก ซึ่งทางสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่ก็ดีใจด้วยกับเกษตรกรที่สามารถจำหน่ายโคได้ราคาดี แต่ในส่วนของการดำเนินโครงการก็มีผลกระทบบ้าง เพราะทำให้โครงการต้องสะดุดและช้ากว่าแผนที่กำหนด”

ทั้งนี้ปศุสัตว์จังหวัดแพร่บอกว่า ในปี 2558 คาดว่าจะเป็นปีแรกที่จะมีเนื้อโคดำเมืองแพร่ออกจำหน่ายในท้องตลาด

“ซึ่งตลาดที่เรามองนั้น ไม่ใช่มีเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่เมื่อเปิดตลาด AEC จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะรองรับเนื้อโคดำเมืองแพร่ได้เป็นอย่างดี” ปศุสัตว์จังหวัดแพร่กล่าว

พร้อมกันนี้ปศุสัตว์จังหวัดแพร่ยังได้กล่าวถึงการเตรียมการรองรับเกี่ยวกับการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดแพร่เพิ่มเติมว่า อีกส่วนที่สำคัญคือ ด้านพืชอาหาร ซึ่งได้มีนโยบายที่จะดำเนินการทั้งการส่งเสริมเกษตรกรปลูกหญ้าพันธุ์ดีอย่างหญ้าพันธุ์ปากช่อง 1 และการศึกษาวิจัยการใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่ที่มีในฤดูกาลต่างๆ มาจัดทำเป็นสูตรอาหาร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปใช้ในการเลี้ยงโคเนื้อต่อไป

จัดงานใหญ่

โคดำเมืองแพร่ ทุกปี

ปศุสัตว์จังหวัดแพร่ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นด้านการเลี้ยง การปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อคุณภาพดี และประชาสัมพันธ์โคดำเมืองแพร่ (ลูกผสมแองกัส 50%) ที่เกิดขึ้นในเมืองแพร่ และเพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจหันมาเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพดีเพิ่มมากขึ้น สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่จึงได้มีการจัดงานโคดำเมืองแพร่ ขึ้นเป็นประจำทุกปี ประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

โดยในปี 2556 ที่ผ่านมา ได้จัดงานโคดำเมืองแพร่ 2013 ขึ้น เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา ที่สนามชนโค (ตลาดนัดโค-กระบือ ปัญญานะ) บ้านสันติธรรม ตำบลเหมืองหม้อ อำเภอเมือง โดยภายในงานกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ การประกวดสัตว์และนิทรรศการโคเนื้อ 4 ประเภท คือโคเนื้อลูกผสมแองกัสเพศผู้ อายุ 6-12 เดือน, โคเนื้อลูกผสมแองกัส เพศเมีย อายุ 6-12 เดือน, โคเนื้อลูกผสมอเมริกันบราห์มัน เพศเมีย อายุ 1-2 ปี และโคเนื้อลูกผสมแองกัส เพศผู้อายุ 12 เดือน ขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังจะมีการประกวดผลผลิตด้านอาหารสัตว์คือ ประกวดหญ้าเนเปียร์ ปากช่อง 1, ประกวดหญ้าหมัก/ข้าวโพดหมัก, ประกวดฟางแห้งอัดฟ่อน, การจัดนิทรรศการ เช่น โคเนื้อด้านพันธุ์ การปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ และพืชอาหารสัตว์ การสาธิตการชนโค

ดังนั้น หากสนใจเกี่ยวกับการเลี้ยงโคดำเมืองแพร่ งานโคดำที่จัดขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่น่าเยี่ยมชม

เกษตรกรชอบ

ขายได้ราคา

ทั้งนี้ ด้วยลักษณะที่ดีของโคดำเมืองแพร่ ที่คลอดลูกง่าย ลูกที่ได้ก็แข็งแรง กินเก่ง โตเร็ว ไม่เลือกชนิดของหญ้าที่กิน จึงได้กลายเป็นที่ชื่นชอบของเกษตรกร อย่างเช่น คุณหาญ เสนาหวาน อยู่บ้านเลขที่ 16/1 บ้านร่องกาด ตำบลร่องกาด อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ กล่าวว่า ขณะนี้เลี้ยงแม่โคพื้นเมืองกับไทยใหญ่ไว้ 1 แม่ โดยเลี้ยงเสริมรายได้ให้กับครอบครัว นอกเหนือจากอาชีพค้าขาย ซึ่งจะใช้พื้นที่ว่างบริเวณบ้านเป็นที่เลี้ยง และเก็บหญ้า ข้าวโพด มาให้กิน

“โคดำเมืองแพร่ เป็นโคที่เลี้ยงง่าย เลี้ยงแบบธรรมชาติ เป็นโคที่ไม่ดุ ให้ผลผลิตดีมาก ซึ่งต่อไปนี้ผมตั้งเป้าไว้แล้วจะเลี้ยงโคดำเมืองแพร่อย่างเดียว”

“แม่โคที่ผมเลี้ยงได้ให้ลูกมา 7 ตัวแล้ว ได้รับการสนับสนุนด้านการผสมเทียมจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ เข้ามาช่วยดูแลอย่างต่อเนื่อง และได้นำน้ำเชื้อตามโครงการโคดำเมืองแพร่มาผสมให้ จนได้ลูกออกมา ตัวนี้เป็นตัวที่ 2 เพิ่งคลอดได้แค่วันเดียว เป็นตัวเมีย ตั้งชื่อว่า หมอน”

สำหรับลูกโคตัวแรกที่ได้รับการสนับสนุนน้ำเชื้อตามโครงการโคดำเมืองแพร่ คุณหาญ บอกว่าเพิ่งขายออกไปไม่นานนี้

“ตัวนั้นมีอายุ 13 เดือน ผมขายไปได้ในราคา 37,000 บาท นับว่าสูงมากทีเดียว เป็นโคที่สวยมาก ตัวดำ ผมเลยตั้งชื่อว่า ไอ้หมี ตัวสูงใหญ่กว่าแม่มันอีก” คุณหาญ กล่าว

ขณะที่ คุณบุญยงค์ สัทธรรมวงศ์ อยู่บ้านเลขที่ 220/3 บ้านเหล่า หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เป็นเกษตรกรอีกรายที่เลี้ยงโคดำเมืองแพร่ โดยเลี้ยงไว้ 4 ตัว เป็นแม่ 2 ตัว และลูกตัวเมีย 2 ตัว อายุได้ประมาณ 7 เดือน เพื่อเป็นอาชีพเสริมของครอบครัว นอกเหนือจากการทำนาในพื้นที่ 20 ไร่

“เดิมผมเลี้ยงไว้ 10 กว่าตัว แต่ตอนนี้คัดขายออกไปหมดแล้ว เพราะต้องการสร้างโคฝูงใหม่ที่เป็นสายเลือดโคดำเมืองแพร่ทั้งหมด ด้วยจากที่ไปอบรมเกี่ยวกับโคดำเมืองแพร่มาจึงทำให้เกิดความสนใจ และอยากเลี้ยงให้มีจำนวนมากขึ้น”

“ทางสำนักงานปศุสัตว์อำเภอได้เข้ามาช่วยผสมเทียมให้กับแม่โค โดยใช้น้ำเชื้อตามโครงการ ซึ่งขณะนี้ได้ลูกออกมาแล้ว และสวยถูกใจ ซึ่งโคดำเมืองแพร่นั้นเป็นโคที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว และคลอดง่าย สำหรับลูกโค 2 ตัว นี้ผมกะว่าจะไม่ขาย เก็บเอาไว้ทำแม่พันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณโคในฝูงให้มากขึ้น”

“ตอนนี้โคดำเมืองแพร่เป็นที่สนใจของพ่อค้ามาก มีพ่อค้าเข้ามาถามซื้อตลอดเลย ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นสายพันธุ์โคที่ตลาดต้องการมาก และที่สำคัญสามารถขายได้ราคาดีด้วย อย่าง 2 ตัวนี้ มีพ่อค้าเข้ามาให้ราคาแล้ว 50,000 บาท” คุณบุญยงค์ กล่าว

ส่วนอาหารที่นำมาใช้เลี้ยงโค คุณบุญยงค์ บอกว่า นอกจากจะหาหญ้าหาฟางตามธรรมชาติมาให้กินแล้ว ยังปลูกต้นข้าวโพดไว้เป็นอาหารเสริมด้วย โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่มีปัญหาหญ้าในธรรมชาติขาดแคลน ขณะนี้ได้ใช้พื้นที่ว่างประมาณ 1 งาน ปลูกต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไว้ และทยอยตัดมาให้โคที่เลี้ยงกิน

“ข้าวโพด ปลูกไว้ประมาณเดือนกว่าก็สามารถตัดให้โคกินได้ และจะตัดข้าวโพดมาให้กินเสริมในช่วงบ่าย” คุณบุญยงค์ กล่าวทิ้งท้าย

โคดำเมืองแพร่ หนึ่งในสายพันธุ์คุณภาพ นับเป็นอีกความน่าสนใจของจังหวัดแพร่ ซึ่งผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่ โทร. (054) 511-098

 

กล้วยน้ำว้าสร้างชาติ : กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนฯ สัมมนา

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

กล้วยน้ำว้าสร้างชาติ : กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 

เมื่อฉบับที่แล้ว ท่านอาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส จากสถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้แจงคุณสมบัติเด่นของกล้วยพันธุ์ต่างๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ถึงข้อดี ข้อเด่น ของแต่ละพันธุ์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพแต่ละด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ที่เป็นพระเอกของงานครั้งนี้ เพราะพันธุ์นี้สามารถตอบโจทย์ให้แก่ผู้ปลูกได้ทุกด้านทั้งการให้ผลดก มีขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือเหมาะกับการนำไปทำเป็นการค้า

สำหรับฉบับนี้ยังคงมีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับกล้วยน้ำว้ามากมายมานำเสนอ อาทิ เทคนิคการปลูกกล้วยน้ำว้าที่มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แล้วยังมีสาระน่ารู้เรื่องโรคและแมลงมาเล่าให้ฟัง

เทคนิคการปลูกกล้วยน้ำว้า

จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

อาจารย์กัลยาณี บอกว่า การป้องกันโรคที่เกิดขึ้นกับการปลูกกล้วยนั้นเพียงแค่การดูแลเอาใจใส่ให้ต้นแข็งแรงอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะเมื่อเกิดหน่อใหม่ก็ยังคงมีโรคติดมาอีกและถือว่ายังไม่เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ

ดังนั้น หนทางที่อาจารย์แนะว่าดีที่สุดคือ การปลูกกล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทั้งนี้อาจารย์กัลยาณีได้ให้รายละเอียดเทคนิคการปลูกกล้วยน้ำว้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่า…

ก่อนอื่นต้องคัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีขนาดความสูง 15 เซนติเมตร ขึ้นไป หรือควรมีเส้นรอบวงต้นมากกว่า 3.5 เซนติเมตร เพราะหากต้นเล็กกว่านี้จะพบปัญหาเรื่องการดูแล และอัตราการตายสูง พอได้ต้นพันธุ์ตามกำหนดแล้วให้ไปจัดเตรียมแปลงปลูกด้วยระยะ 3×3 หรือ 4×4 เมตร โดยจัดเตรียมหลุม ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร เพื่อให้ระบบรากเดินดี แล้วยังขึ้นโคนช้า ส่วนระยะปลูกถ้ามีการดูแลดีจะทำให้กอกล้วยมีขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นควรปลูกด้วยระยะ 4×4 เมตร 1 กอ และควรไว้เพียง 4 ต้น เท่านั้น

อาจารย์กัลยาณี อธิบายต่อว่า หลังเสร็จจากการเตรียมแปลงแล้วให้ย้ายมาจัดเตรียมปุ๋ยและวัสดุปลูก โดยการคลุกเคล้าปุ๋ยคอกผสมดิน ประมาณหลุมละ 2 กิโลกรัม ให้รองก้นหลุมสูงสักประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วจึงนำต้นกล้วยลงแล้วกลบบริเวณโคนต้นให้แน่น ควรทำแอ่งดินรอบต้นเพื่อเก็บน้ำเป็นการรักษาความชื้นของดิน อีกทั้งควรรองก้นหลุมด้วยฟูราดาน เพื่อป้องกันหนอนกอกล้วย ให้ใส่ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อหลุม พอปลูกเสร็จให้น้ำตามทันที และให้ชุ่มชื้นพอเพียง

อย่างไรก็ตาม ควรให้น้ำในระยะเดือนแรกอย่างสม่ำเสมอ และหากเป็นการให้น้ำด้วยระบบมินิสปริงเกลอร์จะทำให้ต้นตั้งตัวเร็ว สามารถสร้างใบและลำต้นใหม่ได้ดีแล้วมีโอกาสรอดกว่าการให้น้ำด้วยสายยางรด

ส่วนปุ๋ยที่ใช้ จะเริ่มให้ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 100-150 กรัม ต่อต้น หลังปลูก 1-2 เดือน พอเข้าเดือนที่ 3 ให้ใช้ปุ๋ยหมักแทน พอเข้าเดือนที่ 4 การเจริญเติบโตจะเร็วมาก และยังคงใช้ปุ๋ยแบบเดิม ส่วนเดือนที่ 6 ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทน จากนั้นงดใส่ปุ๋ยจนกว่าจะแทงปลี จึงจะใส่ปุ๋ยเคมีอีกครั้ง จนกระทั่งเก็บเกี่ยวจึงเริ่มให้ปุ๋ยรอบใหม่

เพราะฉะนั้นขอย้ำว่าการปลูกกล้วยจากต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะต้องเอาใจใส่ในช่วง 4 เดือนแรกอย่างเต็มที่ และผลที่ออกมาจะคุ้มค่ากับการลงทุน อีกทั้งข้อดีของกล้วยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ คือการขนย้ายที่สะดวก ได้จำนวนต้นมาก ต้นปลอดจากโรคและแมลง การเจริญเติบโตรวดเร็ว และสามารถเก็บต้นพันธุ์ไว้ได้นาน หากยังไม่พร้อมปลูกลงแปลง

โรคและแมลงศัตรูพืช

ที่เป็นขาประจำของกล้วย

ปัญหาการเกิดโรคและแมลงศัตรูพืชถือเป็นปัญหา/อุปสรรคต่ออาชีพเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นพืชชนิดใดก็ตาม กรณีของกล้วยปัญหาที่พบคือ เรื่องโรคตายพราย ซึ่งเป็นการเข้าทำลายของเชื้อราชนิดหนึ่ง มักเริ่มแสดงผลเมื่อต้นกล้วยมีอายุราว 4-5 เดือน

การบรรเทาปัญหาของโรคตายพรายสามารถทำได้ด้วยการปรับความเป็นกรด/ด่าง ของดินให้เป็นกลาง และควรบำรุงต้นให้มีความแข็งแรง แต่อาจช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะเมื่อมีหน่อใหม่ขึ้นมาก็ยังคงเป็นอีก

วิธีการแก้ไขคือ ควรใช้ต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพราะหากพบว่ากล้วยเป็นโรคนี้อาจตายตั้งแต่ในห้องแล็บแล้ว ดังนั้น ทุกต้นจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะปราศจากโรคนี้แน่นอน และชาวสวนกล้วยสามารถปลูกได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ

จึงแนะนำให้ลงทุนซื้อต้นที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไปปลูก หลังจากนั้น ค่อยขยายหน่อออกไป หรืออีกวิธีคือการเปลี่ยนไปปลูกกล้วยชนิดอื่นที่ต้านทานโรคตายพรายได้ก่อน

สำหรับแมลงที่พบคือ หนอนกอเจาะลำต้น มีชาวสวนหลายคนมักแยกไม่ออกว่าการผิดปกติของกล้วยเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่ ระหว่างหนอนกอกับตายพราย และมีวิธีพิสูจน์ได้ด้วยการตัดต้นกล้วยตามขวาง จะพบวงสีน้ำตาลด้านใน และถ้าไม่มีรูแสดงว่าเป็นโรคตายพราย ให้ขุดตอทิ้งแล้วเผาทำลายทันที แต่ถ้าเป็นรูแสดงว่าเจอหนอนกอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณคอของก้านเครือ จะพบหนอนชนิดนี้จำนวนมาก เพราะหนอนชนิดนี้จะใช้เส้นใยทำรัง เป็นดักแด้แล้วจึงเป็นตัวเต็มวัย ปากของมันจะทิ่มแทงกางเกงยีนส์ทะลุมีความแหลมคมมาก ขนาดตัวเท่าปลายนิ้วก้อยเท่านั้น และที่ร้ายกว่านั้นคือ พอเป็นตัวเต็มวัยจะมีปีกแล้วบินไปเกาะที่ต้นอื่น แล้วจัดการวางไข่อีก ครั้งละ 80-100 ฟอง อีกทั้งยังชอบวางไข่ในช่วงที่กล้วยอยู่ในระยะแทงปลี ดังนั้น อาการที่แสดงความผิดปกติให้พบเห็นคือ ยอดเหลือง ใบเหลือง

แนะนำว่าควรหาทางป้องกันดีกว่า เพราะการกำจัดอาจมีต้นทุนที่ต้องซื้อสารเคมี ส่วนวิธีป้องกันนั้นเวลาที่ไปซื้อหน่อพันธุ์ควรสังเกตดูที่เหง้าว่ามีหนอนเจาะหรือไม่ ถ้าหากพบให้หาอ่างน้ำขนาดใหญ่แล้วนำหน่อมาแช่ลงในน้ำ ทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วหนอนจะออกมา

นอกจากนั้น แปลงปลูกควรสะอาด มีระเบียบ และให้แสงแดดส่องผ่านได้ เพื่อป้องกันความชื้นในดิน พร้อมทั้งควรมีการบำรุงต้นให้แข็งแรง อีกวิธีหนึ่งคือ สามารถหาน้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นทั่วแปลง เพื่อกำจัดหนอน ควรทำสัปดาห์ละครั้ง หรืออาจใช้วิธีทำเป็นกับดักกล้วย โดยผ่าต้นกล้วยหรือหน่อที่ไม่ใช้แล้วนำไปสุมไว้ที่โคนต้นกล้วย พอรุ่งเช้าให้ไปดู จะเห็นตัวแม่ที่มีสีดำแล้วให้เก็บใส่ขวดนำไปทำลาย

“ท้ายสุด ขอขอบพระคุณ สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยเรื่องกล้วยน้ำว้าในครั้งนี้ ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่า ที่สำคัญต้องขอขอบคุณ ท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน ที่สละเวลามาร่วมงานในครั้งนี้ และหวังว่าพวกเราต้องพัฒนากล้วยน้ำว้าไปด้วยกัน” อาจารย์กัลยาณี กล่าวปิดท้าย

สำหรับฉบับนี้เป็นการเสร็จสิ้นการบรรยายในภาคแรก ส่วนฉบับต่อไปขอนำเสนอคำถามที่น่าสนใจหลายประเด็นมากมายจากผู้เข้าร่วมสัมมนาที่สงสัยเรื่องราวต่างๆ ของการปลูกกล้วยทุกแง่ ทุกมุม และต้องการให้วิทยากรทั้ง 3 ท่าน ในภาคเช้าได้ตอบ ดังนั้น จึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง…

 

กิน “ข่า” สารพัดอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

กิน “ข่า” สารพัดอร่อย

คราวก่อนพูดถึง “ข่า” ว่ามีบทบาทสำคัญระดับขาดไม่ได้เลยทีเดียวในลาบเหนียวหรือลาบเตี้ย แต่ยังมีอะไรที่ไม่เร้าใจในเรื่องเครื่องเทศสมุนไพรตัวนี้ เลยต้องนำมาเล่าสู่กันฟังต่ออีกสักหน่อย

ฉันเป็นเด็กบ้านนอก มีแม่เป็นยอดหญิงผู้เก่งกาจทุกเรื่อง ตั้งแต่รสมือระดับแม่ครัวหัวป่าก์ ทั้งอาหารคาวหวาน แม่เจ้าตำรับงานฝีมือเย็บปักทำที่นอนนุ่น หมอนขวาน เป็นสัตวแพทย์ทำคลอดหมู ตอนหมูเอง สุดท้ายเป็นแม้กระทั่งหมอตำแย ทำคลอดมาเพียบ

ฉันได้ตามแม่ไปช่วยผู้หญิงท้องแก่ทำคลอดลูกหลายคน ได้นั่งอยู่ท่ามกลางวงสมาคมของชาวบ้านระหว่างนั่งเฝ้าแม่ลูกอ่อนอยู่ไฟ จนจำได้ติดตาตั้งแต่ยังไม่รู้ความ

ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงคลอดลูกใหม่ๆ ทำไมต้องอยู่ไฟ ทราบแต่ว่าวงแม่บ้านอยู่ไฟนั้นสนุกสนานมาก โดยเฉพาะถ้าหากเป็นหญิงแม่ลูกอ่อนอยู่ไฟตอนหน้าหนาว

จำได้ว่าผู้หญิงอยู่ไฟนั้นเขาจัดให้นอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ในห้องเล็กกะทัดรัด จุดเตาไฟเอาไว้ข้างเตียง แน่นอนมันต้องเป็นเตาถ่านเท่านั้น แต่ถ้าอากาศหนาวมากๆ ก็อาจถึงขั้นเอาถ่านร้อนๆ มาวางใส่ไว้ในกระบะสังกะสีเกลี่ยให้บางคลุมด้วยขี้เถ้าให้ความร้อนพอรุมๆ แล้วยัดเข้าไปข้างใต้แคร่เลย แม่ลูกอ่อนจะได้เนื้อตัวอุ่น บางคนเรียกวิธีแบบนี้ว่า “นั่งถ่าน” เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อสมานแผลที่เกิดจากการคลอด ช่วยให้แผลฝีเย็บแห้งเร็วขึ้น ทำร่วมกับการทับหม้อเกลือบริเวณหน้าท้อง และประคบสมุนไพร

เด็กๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาก ก็จะมองเป็นของสนุกอย่างเดียว

ช่วงอยู่ไฟนี้มีเคล็ดมากมายที่จะปกป้องให้ร่างกายผู้หญิงที่เพิ่งคลอดใหม่อบอุ่นตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เป็นหวัดและมีน้ำนมมากพอที่จะให้เด็กทารก ดังนั้น จึงห้ามแม่ลูกอ่อนอาบน้ำเย็นและต้องดื่มน้ำต้มสมุนไพร เข้ากระโจมอบสมุนไพรและอาบน้ำสมุนไพรต่อเนื่องกัน อย่างน้อย 7-10 วัน

คงเป็นเพราะช่วงหลังคลอดนี้มีการเสียเลือดและขับน้ำคาวปลามาก ทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่มาของ “การอยู่ไฟ” เพราะความร้อนจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ลดอาการหนาวสะท้านที่เกิดจากการเสียเลือดและน้ำหลังคลอดในปริมาณมาก ช่วยให้มดลูกหดตัวหรือมดลูกเข้าอู่ได้เร็ว ลดการตกเลือด ทำให้น้ำคาวปลาซึ่งเป็นของเสียไหลออกมาได้หมด ช่วยให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นหลังและขาที่เกิดจากการกดทับขณะตั้งครรภ์คลายตัว ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามตัวได้เป็นอย่างดี แถมช่วยให้น้ำนมไหลดีอีกด้วย

นอกจากร่างกายต้องอุ่น แม่ลูกอ่อนยังระวังในเรื่องอาหารแสลงด้วย ได้ยินว่าคนจีนจะเน้นไม่ให้กินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น เช่น ผัก ผลไม้สด จะให้งดกินก่อนในช่วงหลังคลอด แต่อัดพวกน้ำซุปกระดูก ไก่ ปลา ร้อนๆ เข้าไปแทน บางคนกินแต่ข้าวต้มร้อนๆ กับปลาเค็ม เวลานั่งหรือนอนตอนอยู่ไฟก็ต้องทำขาให้ชิดกันเพื่อให้แผลฝีเย็บติดกันเร็ว เรียกว่า การเข้าตะเกียบ

สำหรับคนอีสานนั้น ที่ฉันเห็นแม่ลูกอ่อนหลายคนทำกันทุกบ้าน ก็คือ ปิ้งข้าวจี่กินกับข่าย่าง จิ้มเกลือ

ตอนจะเขียนเรื่องนี้โทรศัพท์ไปถามแม่หาเหตุและผล ว่าทำไมถึงต้องกินข่าย่างกับเกลือและข้าวจี๋ แม่บอกว่าไม่รู้…คนโบราณเขาทำกันมาอย่างนั้น ก็ทำกันต่อๆ ไป

แม่ย้ำแค่ว่า “ข่า” ที่แม่ลูกอ่อนเอามากินนั้น เขาต้องเผา ย่าง หรือไม่ก็ปิ้งไฟจนสุกทั่วเสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเผ็ดมากและต้องกินกับเกลือเท่านั้นไม่จิ้มเครื่องปรุงรสอื่นเลย

ฉันยังจำความรู้สึกตอนเด็กๆ ของตัวเองได้ นั่งอยู่กับแม่ข้างแคร่ผู้หญิงอยู่ไฟ พวกผู้ใหญ่คนที่ไปเยี่ยมไข้ต่างช่วยกันปั้นข้าวเหนียวโรยเกลือ ย่างไฟเป็นข้าวจี่พร้อมกับโยนข่าหมกเข้าไปในกองขี้เถ้า รอจนข่าสุกเอามาเช็ดขี้เถ้าออก แล้วฉีกข่าเป็นชิ้นๆ

กลิ่นหอมของข้าวจี่กับกลิ่นหอมข่าอวลตลบอยู่ในห้องแม่ลูกอ่อน ชวนให้อยากกินข้าวจี่กับข่าเผาขึ้นมาในทันใด

แม่ฉีกข่าออกมาเป็นริ้วๆ ดูแล้วเหมือนกำลังฉีกเนื้อไก่ และตอนที่หยิบเข้าปากตามด้วยข้าวเหนียวนั้นรู้สึกราวกำลังกินข้าวเหนียวไก่ย่างเลยทีเดียว

เมื่อแม่ตอบคำถามไม่ได้ เราก็คุยเรื่องอื่น

สิ่งที่แม่พูดถึงคือ อาหารอีสานจำพวกน้ำพริกหรือแจ่ว เฉพาะ “แจ่วบอง” ตำรับแม่นั้น ที่ขาดไม่ได้เลยคือ “ข่า” ถ้าไม่มีข่าก็จะไม่เป็นแจ่วบอง

แม่บอกว่าต้องใส่ข่าในปริมาณเยอะทีเดียว และต้องเป็นข่าใหม่ๆ ที่เพิ่งขุดจากสวนครัวมาเดี๋ยวนั้นจึงจะหอมซ่า มีรสเผ็ดซ่านพอประมาณแบบเผ็ดข่า ซึ่งไม่เหมือนรสเผ็ดของพริก

พอมาเล่าเรื่องแจ่วบองของแม่ให้เพื่อนคนเชียงใหม่ฟัง เธอก็สนองรับในทันทีว่า คนเหนือก็มีแจ่วที่ใช้ข่าเป็นวัตถุดิบหลักเลย เรียกว่า “น้ำพริกข่า” นิยมกินกับจิ้นนึ่ง (เนื้อวัวนึ่ง) และเห็ดนึ่ง

สิ่งที่เหมือนกันมากในน้ำพริกสองชนิดนี้นอกจากข่าแล้วก็คือ เครื่องปรุงรสสำคัญที่ขาดไม่ได้

ปลาร้า!

ปลาร้า กับ ข่า เมื่อมาอยู่ด้วยกันช่างชูรสชาติกันได้เด็ดแท้ๆ ไม่มีอะไรจะเข้ากันได้ดีกว่าข่ากับปลาร้าอีกแล้วในโลกนี้!

เพียงแต่น้ำพริกข่าในบางตำรับนิยมหั่นข่าเป็นแว่นบางๆ นำไปคั่วให้สุกหอมก่อน เพื่อลดความเผ็ดซ่านของข่าลง แต่แจ่วบองแบบอีสานของแม่นั้นใช้ข่าสับสดๆ มาตำละเอียด ให้น้ำมันหอมระเหยของข่าปล่อยกลิ่นฟุ้งออกมาห่อหุ้มกลิ่นหอมแบบปลาร้าอีกที

ย้อนกลับมาหาคำตอบว่า ทำไม แม่ลูกอ่อนจึงกินอะไรง่ายๆ อย่าง “ข้าวกับเกลือ” กันแทบทุกภาค ก็ได้คำตอบว่า ร่างกายต้องการเกลือไปทดแทนเกลือแร่ที่ร่างกายต้องสูญเสียออกไปทางเหงื่อที่ไหลออกมาระหว่างการอยู่ไฟนั่นเอง

มารู้เรื่องข่ากันสักหน่อย ภาษาอังกฤษเรียกว่า Galanga, Greater Galangal, False Galangal

ข่า เป็นพืชในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) เช่นเดียวกันกับกระชาย กระชายดำ กระวาน ขมิ้น เปราะป่า เปราะหอม ว่านนางคำ และว่านรากราคะ เป็นพืชที่มีลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดินแต่มีใบ ดอก ผล และเมล็ด ครบ เป็นพืชสมุนไพรที่บ้านเราและเพื่อนบ้านแถบอาเซียนหลายประเทศนิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหาร ใช้เป็นเครื่องเทศเพื่อช่วยแต่งกลิ่น

โดยเฉพาะใช้ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ต่างๆ

จึงนิยมใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงหรือน้ำพริก ใช้ปรุงรสในอาหารรสจัด อย่าง ต้มข่า ต้มยำ ผัดเผ็ด ลาบ เป็นต้น นอกจากนี้ ดอกและลำต้นอ่อนยังใช้กินเป็นผักสดหรือผักลวกเป็นเครื่องเคียงน้ำพริกและลาบได้อีกด้วย

ประโยชน์อื่นๆ ของข่าที่ฉันไปเสาะหามามีมากมายเหลือคณานับ เริ่มตั้งแต่ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยบำรุงธาตุไฟ ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ ช่วยขับเลือดลมให้เดินสะดวก ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มการเผาผลาญของร่างกายให้ดีขึ้น

น้ำมันหอมระเหยจากข่ามีประโยชน์อย่างมากต่อระบบทางเดินหายใจ จึงมีส่วนช่วยแก้อาการหวัด ไอ และเจ็บคอ ได้เป็นอย่างดี

เหง้าข่าแก่ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยแก้อาการอาหารไม่ย่อย เหง้าข่ามีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยยับยั้งแผลในกระเพาะอาหาร

ช่วยขับเลือด ขับน้ำคาวปลา ขับรก…นี่ไงใช่เลย

ข้อมูลจากตำราสมุนไพรระบุว่า ข่า มีฤทธิ์ขับน้ำคาวปลาได้ดี ด้วยการใช้เหง้าข่านำมาตำกับมะขามเปียกและเกลือให้หญิงรับประทานหลังคลอด

อ้อ! เช่นนี้เอง ที่ทำให้แม่ลูกอ่อนทางภาคอีสานจึงนิยมกินข่าย่างกับข้าวจี่?

สรรพคุณอื่นๆ ของข่าที่น่าสนใจคือ สารสกัดจากเหง้าข่ามีฤทธิ์ช่วยฆ่าแมลงวันได้ วิธีทำง่ายๆ คือ

ให้นำเหง้าข่ามาตำให้ละเอียดเพื่อรีดเอาน้ำมันหอมระเหยออกมา แล้วนำไปวางในบริเวณที่มีแมลง

ในบางประเทศยังใช้ข่าเป็นส่วนผสมเพื่อช่วยระงับกลิ่นปากและใช้ดับกลิ่นกาย มีการนำข่าไปผลิตหรือแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม ชา ทำลูกประคบ สเปรย์ดับกลิ่น ฯลฯ

สรรพคุณทางสมุนไพรของข่าที่มีฤทธิ์ทางยา น่าสนใจทีเดียว

ต้นแก่นำไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว ทาแก้ปวดเมื่อย เป็นตะคริว ใบมีรสเผ็ดร้อน แก้พยาธิ สารสกัดจากข่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย น้ำมันหอมระเหยจากข่ามีฤทธิ์ทำให้ไข่แมลงฝ่อ กำจัดเชื้อราบางชนิดได้โดยใช้ข่าผสมกับสะเดาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแมลง

ข่าลดการบีบตัวของลำไส้ ขับน้ำดี ขับลม ลดการอักเสบ ยับยั้งแผลในกระเพาะอาหาร ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อรา การรักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนังให้ใช้เหง้าข่าแก่เท่าหัวแม่มือ ตำให้ละเอียด ผสมเหล้าโรง ทาที่เป็นโรคผิวหนังหลายๆ ครั้งจนกว่าจะหาย

กินข่าจึงสารพัดประโยชน์ สารพัดอร่อยของแท้แน่นอน 

 

เบิ่งเกษตรลาวใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เกษตรต่างแดน

การุณย์ มะโนใจ

เบิ่งเกษตรลาวใต้

ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) เพื่อเยี่ยมชมสภาพพื้นที่ของ สปป. ลาว ทางตอนใต้ ผู้เขียนยังไม่เคยเดินทางเข้า สปป. ลาว อย่างจริงๆ จังๆ เลย เคยแค่ผ่าน แถวๆ เขตปลอดภาษี หรือดิวตี้ฟรีใกล้ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่หนองคาย หรือผ่านเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว 

เมื่อเดินทางไปคุนหมิงของจีน ขณะเดินข้าม (เดินจริงๆ เพราะต้องลงจากรถ ไม่ได้ให้เจ้าหน้าที่ของลาวขึ้นมาตรวจนับบนรถ ไกด์บอกว่า ค่านับแพงอีกต่างหาก) ด่านตรวจคนเข้าเมืองช่องเม็ก อำเภอพิบูลมังสาหาร ของอุบลราชธานี ก็เจอสินค้าเกษตรนับตั้งแต่ เห็ดเผาะ หรือเห็ดถอบ ที่ทางภาคเหนือเรียก ราคาถูกกว่าทางภาคเหนือมาก แม่ค้าบอกว่า เห็ดดังกล่าวมี 2 ชนิด ชนิดแรก จะดำๆ เป็นเห็ดที่เกิดขึ้นในป่าแพะ ส่วนอีกชนิดเป็นเห็ดสีขาวๆ เกิดแถวๆ ทุ่งนา คนในคณะเดินทางซื้อไปทดลองต้มที่โรงแรมที่พัก บอกว่า เห็ดสีดำอร่อย และเหมือนกับเห็ดเผาะของไทย แต่สีขาวๆ จะแข็ง หรือที่ทางเหนือเรียก เห็ดฮาก นอกจากนี้ ก็เป็นสินค้าผัก ผลไม้พื้นๆ เช่น มังคุด ทุเรียน เงาะ ไม่แน่ใจว่าส่งไปจากไทยหรือมาจากพื้นที่ของลาวเอง บริเวณใกล้ด่านตรวจคนเข้าเมือง มีห้างจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีของ บริษัท ดาวเรือง หรือดาวเฮือง ตามการออกเสียงของลาว มีสินค้ามากมายให้เลือกช็อปปิ้งกัน แต่ไกด์หรือผู้นำเที่ยวของลาวบอกว่าให้ซื้อตอนขากลับ

จากนั้นคณะจึงเดินทางไปที่ตัวเมืองปากเซ เมืองหลวงของแขวงจำปาสัก เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน อาหารแนะนำก็ต้องส้มตำ ได้ชื่อว่าส้มตำลาวของแท้ เพราะตำโดยคนลาว อาหารหลายอย่างสั่งเพิ่มได้ไม่อั้น ยกเว้นปลาทอดและขาหมู จากนั้นจึงเดินทางไปดูน้ำตกคอนพะเพ็งกันต่อ ระยะทางเกือบ 100 กว่ากิโลเมตร แต่ใช้เวลาในการเดินทางนานมาก เพราะเส้นทางเป็นลาดยางหมด ลาดยางมันหมดตามมุกที่ไกด์ลาวยิงออกมา ทำให้มีเส้นทางบางสายเป็นถนนดินแดงของบ้านเรา ไกด์นำทางเป็นสาวชาวลาวบรรยาย คณะนี้ให้ใช้ภาษาลาวเลย เพราะภาษาลาวกับภาษาเหนือไม่ค่อยแตกต่างกันสักเท่าใด

หลังรับประทานอาหารกลางวัน จึงเดินทางไปเที่ยวปราสาทหินวัดพู ตั้งอยู่บนเชิงเขา ชื่อ “พูป่าสัก” ลูกที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ฝั่งบ้านม่วง สภาพเหมือนกับปราสาทหินทั่วๆ ไปในไทย คือตั้งอยู่บนเชิงเขา อารยธรรมการก่อสร้างสมัยขอมโบราณ มีบารายหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ด้านหน้า โคบุระ เสาเฉลียงเรียงรายตลอดแนวทางเดินเข้าสู่ตัวปราสาทด้านใน “ต้นจำปา” ขนาดยักษ์ หรือ “เจ้าดอกลั่นทม” บ้านเรานั่นแหละ ปลูกเรียงเป็นหลังคาเรือนไม้คลุมตลอดแนวทางเดิน “บรรณาลัย” สองข้างทางเป็นอีกหนึ่งสิ่งปลูกสร้างที่มีชื่อเสียงทางโบราณคดี

วันรุ่งขึ้นคณะได้ดูต้นไม้แปลก ไกด์เล่าว่า เทวดารีบมากทำให้ปลูกผิด เพราะเอารากขึ้นฟ้าแต่ส่วนใบอยู่ด้านล่าง ส่วนต้นแยกไป 3 แขนงใหญ่ ส่วนที่ชี้มาไทย ใบสดเขียวเจริญดี ทำนายว่าประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคณะทัวร์เป็นคนไทยหรือเปล่า จึงเอาใจกันสุดๆ อีกปลายชี้ไปเขมร มีใบรองลงมา ทำนายว่าเจริญรองลงมา อีกปลายเล็ก ใบน้อยชี้มาที่ลาว ทำนายว่า เจริญน้อยกว่าเขา

เสียดายที่ไม่ได้ไปดูน้ำตกหลี่ผี เพราะต้องนั่งเรือหางยาวกันต่อ เลาะลำน้ำโขงเพื่อไปชม ช่วงที่ไปเป็นช่วงพายุเข้า น้ำลึกและไหลเชี่ยวมาก ไกด์บอกว่าอันตราย เลยยกเลิกโปรแกรมนี้

วันต่อมาจึงเดินทางต่อไปที่น้ำตกตาดฝาน หรือฉายาน้ำตกน้องเมีย เหตุเพราะเราสัมผัสเขาไม่ได้ ได้แต่แอบมอง สูงชันมาก ลงไปลึกกว่านี้ไม่ได้ เมื่อเห็นอดคิดถึงน้ำตกเหวนรก ที่เขาใหญ่ นครราชสีมาของเรา ก่อนเดินทางถึงน้ำตก ระหว่างทางเขาปลูกกาแฟ แม้แต่ในบริเวณน้ำตก ก็มีการปลูกกาแฟกัน ผลกำลังสุก ลูกดำๆ แดงๆ พอดี เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่เกษตรกรของ สปป. ลาว ทำกัน โดยผลผลิตส่งเข้าโรงงานกาแฟดาวเฮืองของ คุณนายดาวเฮือง บริเวณนี้เรียกเมืองปากซอง คุณนายดาวเรือง เจ้าของโรงงานมีเชื้อสายคนเวียดนาม สามีเป็นทันตแพทย์ หรือหมอเขี้ยว ตามภาษาลาว ขณะที่มีธุรกิจหลายอย่าง นอกจากผลิตและขายใน สปป. ลาว แล้ว ยังส่งออกต่างประเทศด้วย เมื่อออกจากน้ำตกตาดฝานแล้ว ก็ไปต่อที่น้ำตกตาดเยื้อง เยื้องของลาวในภาษาไทยคือ กวาง นั้นเอง

เสร็จจากนั้นจึงเดินทางไปน้ำตกผาส้วมหรือส่วม หรือห้องหอเจ้าสาว กลางปี 1996 คุณวิมล กิจบำรุง นักธุรกิจชาวไทย ได้เข้ามาพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวใน สปป. ลาว และได้ใช้เวลาออกแบบกว่า 2 ปี ในการก่อสร้าง ได้รับอนุญาตให้เริ่มก่อสร้าง ในปี 1999 โดยใช้แรงงานท้องถิ่น สภาพของน้ำตกเมื่อก่อนเป็นทางเกวียนเล็กๆ บริเวณน้ำตกเต็มไปด้วยขยะเศษไม้จากการทำไร่เลื่อนลอยเป็นจำนวนมาก และไม่มีสัตว์มีชีวิตอาศัยอยู่ เนื่องจากระหว่างการก่อสร้างแรงงานเหล่านั้นจะยิงนกและจับปลาในน้ำมาเป็นอาหารรับประทานกัน คุณวิมล จึงได้จัดตั้งโรงครัวทำอาหารให้คนงาน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการไม่จับปลา และไม่ให้ยิงนก การสร้างนั้นได้ใช้ช้างเข้ามาช่วยลากต้นไม้ที่ล้มตายแล้ว หรือไหลมาตามลำห้วย เพื่อนำมาสร้างร้านอาหาร และภายนอกได้มีการจัดทำถนนและปรับพื้นทั่วไป ก้อนหินจำนวนมากถูกขนมาจัดเรียงให้เป็นกำแพงกั้นดินที่ต่างระดับ ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายชนิดถูกขุดล้อมจากภายนอกเข้ามาปลูกเพื่อตกแต่งในบริเวณโครงการ เช่น ไม้ดอกหอม ไม้ประดับ ผลไม้หลายชนิด ซึ่งเป็นไม้มีค่าหายากถูกนำมาปลูกแทนไม่ต่ำกว่า 5,000 ต้น บริเวณน้ำตกได้ถูกเติมแต่งจากเดิมเป็นร่องน้ำเล็กๆ กลางแผ่นหิน ทางน้ำถูกบังคับขยายให้มาตกทั่วๆ ไปตามหน้าผา มีการตกแต่งก้อนหิน เพื่อให้น้ำตกกระทบให้งดงามแผ่กว้างขึ้นหลายจุด ภายในโครงการได้รวบรวมหมู่บ้านโบราณหลายชนเผ่าที่ยังมีเอกลักษณ์เหลืออยู่ พร้อมทั้งจัดทำพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าไว้ด้วย บ้านพักของโครงการถูกดัดแปลง จากบ้านต้นแบบของชนเผ่า ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว พนักงานในโครงการประกอบด้วยชนเผ่า ประมาณ 8 ชนเผ่า ร่วมใจกันบริการแขกที่มาเยือน น้ำตกผาส้วมเป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งของแขวงจำปาสัก เป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากที่สูง โดยตัวน้ำตกมีลักษณะโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม น้ำที่ไหลลงมาสาดกระเซ็นสวยงามมากเมื่อได้พบเห็น ด้านบนน้ำตกสามารถเล่นน้ำได้ โดยเป็นแอ่งขนาดใหญ่ น้ำไม่ลึกมาก และนักท่องเที่ยวยังสามารถรับประทานอาหารอร่อยๆ โดยไม่ใส่ผงชูรสได้จากร้านอาหารของโครงการ ไม่มีเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จำหน่าย ค่าธรรมเนียมในการเข้าอุทยาน 5,000 กีบ ต่อ 1 ท่าน คุณวิมลจะอยู่ต้อนรับนักท่องเที่ยว มีหนังสือที่คุณวิมลเขียนเล่าถึงชีวิตการต่อสู้ตั้งแต่เด็กจนถึงการได้รับสัมปทานอุทยานบาเจียง จากรัฐบาลของ สปป. ลาว สามารถขอให้คุณวิมลเซ็นลงหนังสือให้ได้ หากจะถ่ายรูปกับคุณวิมล คุณวิมลบอกว่าขอให้บริจาคอย่างน้อย 10 บาท เพื่อสมทบทุนสร้างโรงพยาบาล เพื่อช่วยเหลือชนเผ่าที่ทำงานอยู่กับคุณวิมล รวมทั้งบริเวณใกล้เคียง

คุณวิมล ได้ทำเอกสารขึ้นมาชุดหนึ่งวางไว้ให้นักท่องเที่ยวได้อ่านและเข้าใจถึงความเป็นมา และความเป็นจริงดังนี้

เรียน ผู้มีอุปการคุณทุกท่าน

ก่อนที่ผมจะทำเอกสารฉบับนี้ขึ้นมา ผมใช้เวลาทบทวน และอดทนอยู่นับปี ในที่สุดเห็นว่า จำเป็นต้องทำเอกสาร เพื่อบอกกล่าวความจริงให้ท่านทราบเสียที ตามที่ปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้ ก่อนที่ท่านจะเดินทางมาถึงอุทยานบาเจียง น้ำตกผาส้วมหรือส่วม ไกด์หรือหัวหน้าทัวร์ ตลอดจนพนักงานขับรถที่พาท่านมาคงจะเล่าเรื่องราวต่างๆ และความเป็นมาของอุทยานบาเจียง น้ำตกผาส้วมให้ท่านฟังแล้ว บางคนก็ทราบถึงความเป็นมาแต่ต้น หลายคนก็รู้จักผมเป็นการส่วนตัว แต่อีกหลายคนไม่เคยรู้จักกับผมเลย ได้นำเรื่องต่างๆ เล่าให้พวกท่านฟังจริงบ้างเท็จบ้าง ใส่สีใส่น้ำปลาใส่น้ำตาลอย่างสนุกปาก นักท่องเที่ยวหลายคนได้มาถามกับตัวผมเอง ถึงเรื่องที่ได้ยินเขาเล่าให้ฟังมา หลายเรื่องผมตกใจมาก เพราะไม่เป็นความจริงเลย บางคนแอบอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนกับผม หลายคนก็บอกว่าเป็นพี่ หรือเป็นน้องกับผม แถมยังมีบางคนแอบอ้างว่าเป็นลูกของผม (ลูกชายทั้งสองของผม ขณะนี้ร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าละม้ายคล้ายผมและภรรยาอย่างเห็นใกล้ชิด เขาเดินทางทำธุรกิจระหว่างประเทศ ไม่ได้อยู่กับผมที่นี่) บางคนเล่าว่า ผมร่ำรวยมาจากการตัดไม้ทำลายป่า อีกหลายคนบอกว่า ผมเป็นนักการเมืองท้องถิ่นหลบมาอยู่ที่นี่ บางคนก็สรรเสริญเยินยอว่า ผมเป็นสถาปนิกจบมาจากต่างประเทศ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย ผมขออนุญาตเล่าข้อเท็จจริงให้ท่านทราบ ดังนี้คือ

ผมเกิดที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นศิษย์เก่าอัสสัมชัญระยอง รุ่นที่ 1 อัสสัมชัญศรีราชา รุ่นที่ 22 และโรงเรียนเพาะช่าง เดิมผมตั้งใจจะเป็นครูสอนศิลปะ หลังจากทดลองอยู่ไม่นานนัก ก็ได้ผันแปรตัวเองมาเป็นนักธุรกิจ ประกอบกิจการท่องเที่ยวที่พัทยาและเกาะล้านรุ่นบุกเบิก ต่อมาได้ขายกิจการทั้งหมด และนำบุตรชายทั้งสองคนไปเรียนที่ประเทศเยอรมนี โดยผมและภรรยาไปดูแลเลี้ยงลูกทั้งสองด้วยตนเอง (ผมมีภรรยาคนเดียวเท่านั้น) เราสองคนได้เปิดร้านอาหารไทยที่ประเทศเยอรมนี หลังจากใช้เวลาอยู่ระยะหนึ่ง จนลูกชายทั้งสองเรียนจบ จึงได้ย้ายกลับประเทศไทย ต่อมาได้รับคำเชิญชวนให้มาลงทุนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่แขวงจำปาสัก ประเทศลาว ได้มาพบเห็นสถานที่แห่งนี้ รู้สึกประทับใจในธรรมชาติและวัฒนธรรมของที่นี่ ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่ดี ที่จะออกแบบโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรมเก่าแก่ของชนเผ่าต่างๆ ไว้ หลังจากมาเก็บรายละเอียดต่างๆ และออกแบบด้วยตนเอง ประมาณ 2 ปี ก็ได้รับอนุญาต จึงเริ่มทำการก่อสร้าง ผมวางแผนใช้วัสดุต่างๆ ที่หาได้ในพื้นที่ ขออนุญาตจากรัฐบาลเก็บเศษไม้และตอไม้ที่ล้มตายอยู่ในพื้นที่ของเรามาใช้ ต้นไม้ส่วนหนึ่งไหลมากับน้ำตามริมห้วยในฤดูน้ำหลาก ผมใช้ช้างชักลากมาทำเป็นเสาร้านอาหาร เขียงไม้ขนาดใหญ่ที่ปูทางเดิน ผมซื้อมาจากโรงงานไม้อัด ที่ตัดหัวตัดท้ายท่อนซุงทิ้ง ขายให้คนนำไปเผาถ่าน ผมใช้รถสิบล้อขนมาทั้งหมดถึง 8 เที่ยว กรุณาอย่าเข้าใจว่าผมไปตัดต้นไม้ในป่า มาปูเป็นทางเดินนะครับ

ในพื้นที่แห่งนี้ ผมได้รับสัมปทานจากรัฐบาล ประมาณ 1,300 ไร่ แทนที่ผมจะตัดต้นไม้มาใช้ แต่ผมต่างหากที่ปลูกต้นไม้เพิ่มเติมเข้าไปในป่า ทดแทนส่วนที่คนมาลักลอบตัดเองไป ผมได้ปลูกต้นไม้กว่า 25,000 ต้น (สองหมื่นห้าพันต้น) ลงในพื้นที่ดินแห่งนี้ เป็นไม้หายาก เช่น ต้นกฤษณา และอื่นๆ ต้นปาล์มสองข้างทางเข้าโครงการผมเพาะเมล็ดกับมือ ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดจำได้ว่า เราขุดล้อมมาจากภายนอก ต้องใช้แรงงานกรรมกรกว่า 25 คน ช่วยกันหามมาปลูก ในพื้นดินแห่งนี้ ที่เห็นชัดที่สุดคือ บริเวณหมู่บ้านชนเผ่า ซึ่งเดิมเป็นทุ่งหนามไมยราบ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ แต่เราช่วยกันขุดล้อมไม้จำนวนมากเข้ามาปลูกจนร่มรื่นดังปัจจุบัน

ดังนั้น ถ้าหากพวกท่านได้ยินใครก็ตามแต่งเรื่อง เล่าประวัติผมใส่น้ำปลาใส่พริก มากกว่าความเป็นจริงที่ผมเขียนไว้ในกระดาษแผ่นนี้แล้วละก็ กรุณาบอกเขาด้วยว่า “มันไม่ใช่เรื่องจริง”

เมืองปากเซ นอกจากเป็นแหล่งผลิตกาแฟแล้ว ยังเป็นเมืองที่ผลิตทุเรียนที่มีชื่อเสียง แรกๆ ไกด์เล่าว่าเป็นพันธุ์พื้นเมือง ต่อมามีการนำพันธุ์หมอนทองจากไทยไปปลูก เห็นมีวางขายแถวข้างทาง แต่ไม่มีโอกาสได้ชิมรสชาติ ว่าสู้ของเมืองไทยได้หรือเปล่า พืชอีกอย่างที่เห็นมีปลูกกันอย่างแพร่หลายคือ ยางพารา โดยเป็นนักลงทุนจากเวียดนาม ไกด์เล่าให้ฟังอีกว่า คนที่สนใจไปลงทุนในลาวได้ สามารถทำได้โดยแต่งงานกับคนลาว ขณะที่ออกมาจากอุทยานบาเจียง หรือน้ำตกผาส้วม ยังเห็นการฝึกอบรมการกรีดยางพาราให้กับเกษตรกรเหมือนพะเยาเปี๊ยบเลย

 

“ศิลปินร่วมบุญ เกื้อหนุน 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05117010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


ชาลีเหาะได้บันทึก…ไว้ที่นี่

“ศิลปินร่วมบุญ เกื้อหนุน 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์”

เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็ก ซึ่งก็น่าจะอายุยังไม่ถึง 10 ขวบละมั้ง คุณแม่ได้พาผมไปหาหมอที่… “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์”

เมื่อคิดย้อนหลังกลับไปประมาณ 60 กว่าปีนั้น โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็น่าจะยังไม่ใหญ่โตทันสมัย หรือมีตึกรามมากมายอย่างในทุกวันนี้ ตึกผู้ป่วยนอกในสมัยนั้นก็ยังใช้ตึกกลางที่มีป้ายชื่อ “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” อยู่กับตัวตึกด้านนอกนั่นแหละ ซึ่งปัจจุบันตึกนี้ใช้เป็น “ตึกอำนวยการ” สำหรับผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นั่นเอง

การให้บริการทางการแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์โลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนๆ ก็ตาม ยิ่งปัจจุบัน…ยิ่งสำคัญมากขึ้นเป็นหลายร้อยเท่าตัว

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปี พ.ศ. 2557 นี้ ทางโรงพยาบาลจุฬาฯ ก็มีอายุครบ 100 ปี พอดี ดังนั้น…เรามาทราบประวัติความเป็นมาของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กันหน่อยดีกว่าครับ

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สร้างขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์มีพระประสงค์ที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พร้อมด้วยพระราชภาดา และ ภคินี สนองพระเดชพระคุณ สมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย…

เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระชนม์อยู่นั้น ได้ทรงพระราชดำริ จัดตั้งสภากาชาด ซึ่งเรียกกันในเวลานั้นว่า สภาอุณาโลมแดง ขึ้นไว้ สำหรับการรักษาพยาบาล เจ็บไข้ได้ป่วย ตามคติของนานาชาติที่เจริญแล้ว แต่การสภากาชาดไทย ยังไม่แล้วเสร็จบริบูรณ์ ถ้าจะทรงบริจาคทรัพย์ สร้างโรงพยาบาลสภากาชาดขึ้น ก็จะเป็นพระกุศลอันประกอบด้วย ถาวรประโยชน์ อนุโลมตามพระราชประสงค์ ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และเป็นเกียรติแก่ราชอาณาจักร เมื่อทรงพระดำริเห็นพ้องกัน บรรดาพระราชโอรส พระธิดา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงบริจาคทรัพย์ร่วมกันสมทบ กับทุนของสภากาชาด สร้างโรงพยาบาลขึ้น

ทรงโปรดให้ พระราชทานนาม ตามพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมชนกนาถว่า “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงพยาบาล เมื่อ วันที่ 30 พฤษภาคม พุทธศักราช 2457

ตามแจ้งความของสภากาชาด เมื่อ 1 พฤษภาคม 2457 ได้กำหนดจุดมุ่งหมาย ให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นโรงพยาบาลที่ดีจริง ต้องตามวิทยาศาสตร์แผ่พระเกียรติในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับทั้งแพร่เกียรติยศของชาติไทย บริการรักษาพยาบาล ช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ให้บริการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ และผู้ป่วยไข้ทั้งในยามสงคราม และยามปกติ โดยยึดมั่นในปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั่วไป โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ สิทธิ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง

ในปัจจุบัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ให้บริการทางการแพทย์ พยาบาล ตลอดจนการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย รวมทั้งระบบคอมพิวเตอร์ มาใช้ในการรักษาพยาบาล มีการค้นคว้า วิจัย พัฒนาการรักษา และพัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในด้านการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ ด้วยการประสานงานกันเป็นอย่างดี ระหว่าง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากการรักษาพยาบาลผู้ป่วยแล้ว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังเป็นสถานที่ฝึกอบรมนิสิต แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝึกอบรมนักศึกษาพยาบาล จากวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย และโรงเรียนรังสีเทคนิค ซึ่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ในสายงาน เจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคจึงถือได้ว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นศูนย์ของความดีเด่นทางวิทยาการ ในหลายสาขาวิชาของวงการแพทย์ในปัจจุบัน และยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนางานบริการของโรงพยาบาลต่อไป

นั่นก็เป็นประวัติคร่าวๆ จากอดีต…จนถึงปัจจุบันของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ครับ

แต่สำหรับข้อเขียนของผมในครั้งนี้ อยากจะเรียนให้ท่านได้ทราบว่า เนื่องในวาระครบ 100 ปี ทางโรงพยาบาลได้ก่อสร้างอาคาร “ภูมิสิริมังคลานุสรณ์” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นอาคารสูง 29 ชั้น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ชื่อว่า “ภูมิสิริมังคลานุสรณ์” ซึ่งมีความทันสมัยและประโยชน์ใช้สอยมากมาย

แต่ที่ผมอยากจะบอกให้ใกล้ชิดเข้ามาอีกหน่อยก็คือ ทางโรงพยาบาลได้จัดโครงการที่ชื่อว่า “ศิลปินร่วมบุญ เกื้อหนุน 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” ขึ้น โดยศิลปินบริจาคผลงานเข้าร่วมการประมูลในครั้งนี้ โดยไม่หักเงินเลยแม้แต่บาทเดียว ทุกบาท-ทุกสตางค์-มอบให้ทางโรงพยาบาลทั้งหมด ซึ่งทางโรงพยาบาล ตั้งเป้าไว้ว่า…น่าจะได้ถึง “สามสิบล้าน…”

โดยจะมีการจัดการประมูล ในวันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557 ที่จะถึงนี้ ในเวลา 17.30 น. ณ ห้องแอทธินี่ คริสตัน โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ ผู้ดำเนินการประมูล คือ บริษัท คริสตี้ส์ อ๊อกชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

เพื่อเป็นการให้เกียรติกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายผู้ทำงานทุกๆ ท่านของทางโรงพยาบาลจุฬาฯ ท่านรองศาสตราจารย์ นพ. ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโรงพยาบาล ผู้รับผิดชอบโครงการมหากุศลในครั้งนี้ ผมจึงขออนุญาตใส่ชื่อเหล่าศิลปินผู้มีใจกุศล บริจาคผลงานศิลปะให้กับโครงการครั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ศิลปินผู้ร่วมบริจาคผลงาน…คือ

อาจารย์สนิท ดิษฐพันธ์, ศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ, ศาสตราจารย์กิตติคุณประหยัด พงษ์ดำ, อาจารย์ประเทือง เอมเจริญ, ศาสตราจารย์เมธี นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน, อาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขต, อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ศาสตราจารย์พิเศษ ประกิต (จิตร) บัวบุศย์, อาจารย์พิชัย นิรันดร์, อาจารย์ช่วง มูลพินิจ, อาจารย์อวบ สาณะเสน, อาจารย์สุวัฒน์ วรรณมณี, อาจารย์ปัญญา เพ็ชรชู, อาจารย์กมลรัตน์ เพ็ชรชู, อาจารย์อลงกรณ์ หล่อวัฒนา, รองศาสตราจารย์สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์, อาจารย์จิรวัฒน์ ชวนะธิต, อาจารย์วินัย ปราบริปู, อาจารย์วิวิชชา ยอดนิล, อาจารย์สมภพ บุตรราช, อาจารย์ประทีป คชบัว, อาจารย์จรูญ บุญสวน, อาจารย์ชวลิต เสริมปรุงสุข, อาจารย์อนุพงษ์ จันทร, อาจารย์เมืองไทย บุษมาโร, อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร, อาจารย์เทอดศักดิ์ พลซา, อาจารย์ไพโรจน์ วังบอน, อาจารย์ชัย ราชวัตร, อาจารย์บัญชา ศรีวงศ์ราช, อาจารย์สงัด ปุยอ๊อก, อาจารย์บุญยิ่ง เอมเจริญ, อาจารย์ธนดล ดีรุจิเจริญ, อาจารย์กัญจน์คชา คงคามี, อาจารย์สัมฤทธิ์ เพชรคง, อาจารย์บัญชา ทัศมาลี, อาจารย์วิทูร กิตติภัทรางกูร, อาจารย์พีระ โภคทวี, อาจารย์สิปปวิชญ์ พลสิงห์, อาจารย์สมศักดิ์ สัมโภชานนท์, อาจารย์ไสว วงษาพรหม, อาจารย์ประยุง ช่วยพันธ์, อาจารย์เกษียณ สิทธิศาสตร์, อาจารย์ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ, คุณปราง เวชชาชีวะ, อาจารย์สุเทพ สังข์เพ็ชร, คุณชัชวาลย์ วรรณโพธิ์, คุณสุริยา นามวงษ์, อาจารย์ชาลี สดประเสริฐ, คุณเสริมคุณ คุณาวงศ์, คุณวรนันทน์ ชัชวาลทิพากร, คุณยรรยง โอฬาระชิน

ศิลปินที่กล่าวนามมาทั้งหมดนี้-รวมแล้ว 52 ท่านพอดีครับ แต่มีผลงานศิลปะ รวมทั้งหมดแล้วได้ 63 ชิ้นงาน

ก็นับว่าเป็นเลขสิริมงคลแท้จริงครับท่าน

 

ใช้เอกสารปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ใช้เอกสารปลอม

“จะไปไหน” หนึ่งในคุณตำรวจขมวดคิ้วถาม

“เมืองพัทยาครับ” คุณโผงตอบ ด้วยเสียงที่ข่มพิรุธ หวังให้ราบรื่นที่สุด เพื่อว่าจะได้หลุดพ้นจากที่นี้ไป ทว่าข่มไม่มิด

แน่ละ แม้เส้นทางนี้จะมุ่งไปพัทยา ซึ่งคุณโผงไม่ได้โกหกว่ากำลังจะไป ชะอำ เพชรบุรี หรือบอกว่ากำลังจะไปนครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร ฯลฯ หรือกำลังจะไปกัวเตมาลา ปรากวัย ไนจีเรีย ฯลฯ

อันที่จริง รถคุณโผงจอดข้างทาง ขณะคุณโผงแวะยืนแอ่นฉี่ริมถนน ยังไม่ได้เตรียมจะออกรถด้วยซ้ำ

แต่กลิ่นจากตัวคุณโผงนั้นทะแม่งๆ ลอยไปแตะจมูกของคุณตำรวจ ที่ขับรถผ่านมาแล้วแวะลงไปสอบถามตามวิสัย

คุณตำรวจสองคนที่มาด้วยกันเดินวนตรวจตรารอบรถ แล้วที่สุดพบว่าแผ่นป้ายทะเบียนทั้งหน้าและหลังของรถยนต์คันที่คุณโผงขับอยู่นั้น มีของปลอมเป็นสติกเกอร์แปะทับของจริงอยู่ เลขทะเบียนจริงๆ ถูกปิดทับอยู่ ที่ปรากฏให้เห็นนั้นเป็นเลขทะเบียนปลอมทั้งชิ้นหน้าและหลัง

จะด้วยเหตุผลกลใด หรือมีจุดมุ่งหมายใด หรือแผนการใดไม่ทราบชัด ที่ทำให้คุณโผงทำเช่นนั้น ซึ่งคุณตำรวจไม่คิดว่าเหตุผลที่ทำจะสำคัญนัก เพียงคะเนเป็นเบื้องต้นว่า น่าจะเป็นเหตุผลที่ไม่ชอบนั่นเอง

แต่ที่สำคัญกว่าคือ เพียงแค่ปลอมแผ่นป้ายทะเบียนนำมาใช้ติดที่รถ ก็เป็นการเพียงพอที่คุณตำรวจจะตั้งข้อหาเอากับคุณโผงแล้ว

คุณโผงถูกคุณตำรวจจับกุมได้ ขณะเสร็จกิจจากการแอ่นข้างถนนและกำลังเตรียมขึ้นรถ

“ซวยจริงๆ ทำไมจะต้องมาจอดนี่ด้วย (ว่ะ) ถ้าอั้นไว้หน่อย ไม่แวะตรงนี้ก็คงจะไม่โดน” คุณโผงคิดในใจ

คุณโผงถูกยื่นฟ้องในเวลาต่อมา ว่ากระทำความผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 และ 268

คุณโผงปฏิเสธ ต่อสู้คดีหวังว่าจะรอดพ้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณโผงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 265 ให้จำคุก

คุณโผงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงฎีกา ต่อสู้คดีว่า แม้ใช้ป้ายปลอมปิดทับแล้วแต่ตอนที่ตำรวจจับ ยังไม่ได้ขับรถเคลื่อนที่เลย จะว่าใช้เอกสารราชการปลอมได้อย่างไร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า คุณโผงนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมปิดทับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ที่แท้จริง ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถ เพื่อใช้รถยนต์เดินทางไปที่เมืองพัทยา ป้องกันมิให้ผู้พบเห็นทราบหมายเลขทะเบียนรถยนต์ที่แท้จริงหากเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการเดินทาง

ดังนี้ จึงเป็นการใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมอย่างเป็นเอกสารราชการที่แท้จริง เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อ ว่าเป็นรถยนต์หมายเลขทะเบียนตามที่ได้จัดทำปลอมขึ้น และที่เกิดเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบการกระทำความผิดเป็นสถานที่เปิดเผยในทางเดินรถสาธารณะ แม้คุณโผงยังมิได้ใช้รถยนต์เดินทางเคลื่อนที่จากจุดเกิดเหตุที่มีการลงมือกระทำความผิดดังกล่าว ก็เป็นความผิดสำเร็จ ฐานใช้เอกสารราชการปลอมแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณโผงยืนคอตกไปเลย

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 15446/2555)

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 264 ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริงหรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแต่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

มาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตาม มาตรา 264 มาตรา 265 มาตรา 266 หรือ มาตรา 267 ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ

ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นผู้ปลอมเอกสารนั้น หรือเป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความนั้นเอง ให้ลงโทษตามมาตรานี้แต่กระทงเดียว

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

ใบละบาท : ไม้เลื้อย มากสรรพคุณ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

ได้อ่านข่าวยิงกันตายเพราะแย่งน้ำแล้ว พูดได้คำเดียว หดหู่ใจ

การทำนาของเกษตรกรปัจจุบัน ไม่ได้ทำนาทางฟ้าหนเดียว

แต่ปีหนึ่งทำ 2 ถึง 3 ครั้ง จนดินเสื่อมสภาพเพราะไม่ได้พัก

ของอะไรที่ทำเกินพอดี ผลเสียก็จะตามมา

ทุกวันนี้คนที่เป็นเจ้าของที่นาจริงจริงนั้นมีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรับจ้าง

การทำไร่นาสวนผสม ตามแนวทางพระราชดำริของในหลวง ก็ไม่ค่อยจะมีคนทำ

เคยถามเพื่อนผู้ปลีกวิเวกจากเมืองหลวงกลับบ้านนอก เพื่อนมันบอกว่า ที่คนไม่ค่อยทำไร่นาสวนผสมเพราะมันรวยช้า

ฟังเพื่อนมันบอกอย่างนั้น จึงพูดกับมันว่า

จบข่าว

เข้าหน้าร้อนมาช่วยกันปลูกต้นไม้ดีกว่า อย่างน้อยก็เป็นการช่วยลดโลกร้อน และสร้างออกซิเจนไว้หายใจ

ต้นไม้ที่จะชวนปลูกคราวนี้เป็นไม้เถา แถมยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรสำหรับคุณผู้ชายโดยเฉพาะอีกด้วย ต้นไม้ที่ว่าคือ ต้น “ใบละบาท”

เป็นไม้เถาเลื้อยขึ้นตามไม้ใหญ่ แต่ถ้าทำค้างหรือปักหลักใหญ่มันก็จะเลื้อยไปตามนั้น

เถา เมื่อยังอ่อนจะอวบน้ำ ถ้าอายุหลายปีก็จะมีเนื้อไม้ เลื้อยแผ่ไปได้ไกล

ส่วนลักษณะของใบ ค่อนข้างใหญ่ลักษณะใบโพธิ์หรือว่ารูปหัวใจ มีสีเขียวสด หน้าใบมัน ใต้ใบมีขนอ่อนเคลือบสีเงิน

เมื่อมีดอก จะออกดอกคล้ายดอกผักบุ้ง ออกเป็นช่อ แต่ละช่อจะมี 3 ถึง 5 ดอกย่อย ปลายดอกมี 5 แฉก

ดอกเมื่ออ่อนจะมีสีชมพู แต่เมื่อบานเต็มที่จะเป็นสีชมพูอมม่วง กลางดอกมีหลอดสีม่วงเข้ม

ส่วนผลของเถาใบละบาท จะมีลักษณะกลมโต มีสีน้ำตาลอมเหลือง

อยากให้คนที่พอมีที่มีทางอยู่บ้างได้ปลูกเอาไว้ เพราะการขยายพันธุ์ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยาก ทำได้ทั้งการตอน ปักชำ และการทาบกิ่ง

เถาของใบละบาท หมอยากลางบ้านแต่โบราณท่านรู้ว่า จะใช้ส่วนไหนมาเป็นยาสมุนไพร

จากการศึกษาพบว่า รากและใบ มีคุณค่าหรือสรรพคุณทางยามากที่สุด

ราก มีสรรพคุณใช้เป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย รักษาไขข้ออักเสบ ขับปัสสาวะ กระตุ้นความกำหนัด และลดความอ้วนได้

ใบ มีสรรพคุณใช้พอกโรคผิวหนังอักเสบ หรือรักษาบาดแผลให้หายเร็ว

เถาใบละบาท จัดเป็นไม้กลางแจ้ง ทนแดด

สำหรับสรรพคุณทางยา หากจะนำมาใช้ก็ขอให้ปรึกษากับผู้รู้เฉพาะทางจะดีที่สุด

อย่าลืมว่ามีคุณอนันต์ ก็มีโทษมหันต์เช่นกัน

 

กรรมลิขิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า

กรรมลิขิต

คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับ คำว่า พรหมลิขิต ซึ่งหมายถึงชีวิตถูกออกแบบมาโดยพระพรหมว่า จะให้เป็นเช่นใด ส่วนพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนว่า มีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวและดีต่างกัน หรือพูดง่ายๆ ว่ามนุษย์เป็นผู้กระทำกรรม และกรรมเป็นผู้ออกแบบมนุษย์

เมื่อสองพันกว่าปีที่ผ่านมา ชายหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ สุภะ สงสัยเกี่ยวกับเรื่องชีวิตมนุษย์หลายแง่หลายมุม วันหนึ่งเขาได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี แล้วได้กราบทูลถามข้อข้องใจนี้แก่พระพุทธเจ้า ซึ่งจะสรุปความบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับชายหนุ่มคนนี้อย่างสั้นๆ กระชับ พอได้ใจความ

1. มนุษย์เกิดมาแล้ว เพราะเหตุใดจึงมีอายุสั้น พระพุทธเจ้าตอบข้อสงสัยชายหนุ่มคนนี้ว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลฆ่าสัตว์ เป็นคนหยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด ฝักใฝ่ในการประหัตประหาร ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย การกระทำเหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีอายุสั้น

2. มนุษย์เกิดมาแล้ว เพราะเหตุใดจึงมีอายุยืน พระพุทธเจ้าทรงตอบข้อสงสัยนี้ว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลละเว้นจากการฆ่าสัตว์ วางอาวุธที่เป็นท่อนไม้ วางอาวุธที่เป็นของมีคม มีความละอายต่อบาป มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลในสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง การกระทำเหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีอายุยืน

3. มนุษย์เกิดมาแล้ว เพราะเหตุใดจึงมีโรครุมเร้ามากมาย พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อสงสัยนี้ว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยอาวุธมีคมบ้าง การกระทำเหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีโรครุมเร้ามากมาย

4. มนุษย์เกิดมาแล้ว เพราะเหตุใดจึงมีโรคน้อย พระพุทธเจ้าตรัสว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยอาวุธมีคมบ้าง การกระทำเหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีโรคน้อย

5. มนุษย์เกิดมาแล้ว เพราะเหตุใดจึงมีผิวพรรณเศร้าหมอง พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหานี้ว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลเป็นผู้มักโกรธ มากด้วยความคับแค้น ถูกผู้อื่นว่ากล่าวแม้เล็กน้อยก็ขัดใจ ขี้โกรธ พยาบาท ปองร้าย แสดงความโกรธและโทษเล็กน้อยให้ปรากฏ การกระทำเหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์เกิดมามีผิวพรรณเศร้าหมอง

6. มนุษย์เกิดมาแล้ว เพราะเหตุใดจึงมีผิวพรรณผ่องใส พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลเป็นผู้ไม่โกรธ ไม่มากด้วยความแค้น ถูกผู้อื่นว่ากล่าว แม้มากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่ปองร้าย ไม่แสดงความโกรธ ความปองร้ายและโทษเล็กน้อยให้ปรากฏ การกระทำเหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีผิวพรรณผ่องใส

7. มนุษย์เกิดมาแล้ว เหตุใดจึงมีอำนาจน้อย พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหานี้ว่า การที่มนุษย์เป็นผู้มีใจริษยา ย่อมริษยา ประทุษร้าย ผูกความริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การกราบไหว้และการบูชาของบุคคลอื่น การกระทำเหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีอำนาจน้อย

8. มนุษย์เกิดมาแล้ว เพราะเหตุใดจึงมีอำนาจมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลมีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่ประทุษร้าย ไม่ผูกความริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การกราบไหว้ และการบูชาของบุคคลอื่น การกระทำเหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีอำนาจมาก

9. มนุษย์เกิดมาแล้ว เหตุใดจึงมีโภคะ (ทรัพย์สมบัติ) น้อย พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหานี้ว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ การกระทำเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีโภคะ (ทรัพย์สมบัติ) น้อย

10. มนุษย์เกิดมาแล้ว เพราะเหตุใดจึงมีโภคะ (ทรัพย์สมบัติ) มาก พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหานี้ว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประดับแก่สมณะพราหมณ์ เหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีโภคะ (ทรัพย์สมบัติ) มาก

11. เพราะเหตุใด มนุษย์จึงเกิดในตระกูลต่ำ พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหานี้ว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลเป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ไม่กราบไหว้ผู้ที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับผู้ที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่ผู้ที่ควรให้อาสนะ ไม่ให้ทางแก่ผู้ที่ควรให้ทาง ไม่สักการะแก่ผู้ที่ควรสักการะ ไม่เคารพผู้ที่ควรเคารพ ไม่นับถือผู้ที่ควรนับถือ ไม่บูชาผู้ที่ควรบูชา การกระทำเหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์เกิดในตระกูลต่ำ

12. เพราะเหตุใด มนุษย์จึงเกิดในตระกูลสูง พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหานี้ว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลผู้ไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้ผู้ที่ควรกราบไหว้ ลุกรับผู้ที่ควรลุกรับ ให้อาสนะ (ที่นั่ง) แก่ผู้ที่ควรให้อาสนะ ให้ทางแก่ผู้ที่ควรให้ทาง ให้สักการะแก่ผู้ที่ควรให้สักการะ เคารพผู้ที่ควรเคารพ นับถือผู้ที่ควรนับถือ บูชาผู้ที่ควรบูชา การกระทำเหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์เกิดในตระกูลสูง

13. เพราะเหตุใด มนุษย์เกิดมามีปัญญาทราม พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหานี้ว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลไม่เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า ท่านขอรับ อะไรเป็นกุศล อะไรไม่เป็นกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ กรรมที่ข้าพเจ้าทำแล้ว ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน หรือกรรมที่ข้าพเจ้าทำแล้วเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขตลอดกาลนาน การกระทำเหล่านี้คือ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีปัญญาทราม

14. เพราะเหตุใด มนุษย์เกิดมาจึงมีปัญญาดี พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหานี้ว่า พ่อหนุ่ม การที่บุคคลเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วถามว่า ท่านขอรับ อะไร เป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ กรรมอันใดที่ข้าพเจ้าทำแล้ว ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและเป็นไปเพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน กรรมอันใดที่ข้าพเจ้าทำแล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขตลอดกาลนาน การกระทำเหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีปัญญาดี

พระพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าได้ตอบปัญหา ชายหนุ่มคนหนึ่งเมื่อสองพันกว่าปีที่ผ่านมายังคงเป็นหลักธรรมสำคัญที่จะตอบข้อข้องใจของผู้ใฝ่รู้เรื่องชีวิตในแง่มุมต่างๆ ในปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดี กรรมเก่าที่ได้กระทำมาแต่อดีตผ่านพ้นไปแล้ว ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้แล้วรอรับผลที่ได้กระทำไว้เท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ คือโอกาสทองที่จะสามารถสร้างเหตุปัจจัยแห่งกรรมใหม่ ที่จะผลิดอกออกผลเป็นความสุขความดีความงามในวันข้างหน้าต่อไป เพราะการทำกรรมเหมือนกับการปลูกพืช หว่านพืชเช่นใดได้ผลเช่นนั้น ต้องการผลเช่นใด จงปลูกผลเช่นนั้นไว้เถิด

 

อายุไม่ใช่ปัญหา…ที่สวนของยายอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เรื่องเล่าจากสองข้างทาง 

กรรณิกา เพชรแก้ว/Thaijournalist@gmail.com

อายุไม่ใช่ปัญหา…ที่สวนของยายอ้วน

ยายอ้วน หรือ คุณยายนันทนา ยศราช ในวัย 74 ปี ใช้ชีวิตสุขสงบ แต่ก็ทำงานไม่เว้นว่าง ที่สวนแปลงเล็กๆ ที่ลูกหลานขอแบ่งซื้อมาจากน้องสาวของยายอ้วนเอง 

ที่จริงยายอ้วนไม่ใช่ชื่อยายอ้วน แต่ครั้งหนึ่งยายอ้วนเคยอ้วนมาก เด็กๆ พากันเรียกยายอ้วนๆ มาจนชิน และเพราะครั้งหนึ่งเคยอ้วนมาก ยายอ้วนจึงเคยมีโรคภัยไข้เจ็บคุกคามอยู่ไม่น้อย นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยายอ้วนต้องมาใช้ชีวิตอยู่กลางสวนเช่นทุกวันนี้

สวนแปลงย่อมอยู่บนเนินเขา ในอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย อากาศดี ดินดี แต่ยามหนาวก็หนาวสุดใจ ยายอ้วนเป็นคนชอบอากาศหนาว มาอยู่แรกๆ ก็มีความสุขดี แต่ฤดูหนาวล่าสุด อุณหภูมิตอนเช้าลดลงเหลือ 4 องศา ทำเอายายอ้วนสะท้าน

ทีแรกยายอ้วนแค่หวังจะมีที่ดินกว้างกว่าบ้านจัดสรรที่อยู่มากว่า 10 ปี อยากมีแปลงดอกไม้ให้ชื่นชม มีที่กว้างให้หมาสุดยอดดวงใจของยายอ้วนได้วิ่งเล่นอย่างเสรี

แต่เมื่อไปอยู่จริงๆ เข้า ยายอ้วนกับลูกหลานจึงรู้ว่าสวนแปลงย่อมไม่สามารถอยู่ได้โดยเจ้าของไม่ทำอะไร ยายอ้วนไม่ใช่คนมีเงินซื้อสวนไว้ดูเล่นเช่นคนอื่นๆ ต้องใช้เงินลงทุนซื้อหาที่ดิน ต้องดูแลตลอดเวลา ลูกหลานต้องหาพืชผักหลากหลายมาลงเพื่อเพาะปลูกหารายได้

ยายอ้วน ซึ่งไม่เคยอยู่นิ่งมาตลอดชีวิต ก็ลงมือช่วยลูกหลานทำ เริ่มต้นทำด้วยความสนุก เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ ยายอ้วนทำสวนทุกวันร่วมกับคนงานที่มีกำลังจ้างไม่กี่คน ยายอ้วนทำทุกอย่าง ขุดหลุม ปลูกต้นไม้ รดน้ำ พรวนดิน

จนกระทั่งร่างกายเตือนให้เพลาลง ยายอ้วนจึงจำกัดตัวเองไว้ในกิจกรรมที่ใช้แรงไม่มากนัก เช่น รดน้ำ พรวนดิน หากทำมากกว่านั้นยายอ้วนก็จะเมื่อยขบ และคนงานที่รักยายอ้วนก็จะบ่นๆๆๆ จนยายอ้วนเลิกไปเอง

ทุกเช้ายายอ้วนจะตื่นตี 4 ฟังวิทยุรายการโปรด ปล่อยหมาออกวิ่ง หุงข้าว แล้วจึงไปรดน้ำแปลงผัก แปลงกาแฟ เก็บหญ้าหรือวัชพืชเท่าที่จะมีแรงทำ จนแดดเริ่มออก ยายอ้วนจึงมาทำกับข้าว เมื่อคนงานที่อาศัยในหมู่บ้านเดียวกันมาทำงาน ยายอ้วนจึงละภารกิจส่วนใหญ่ให้คนงาน ส่วนตัวเองคอยช่วยเหลืออยู่ในส่วนที่ทำได้ แต่ก็ไม่อยู่เฉย

จนถึงบ่ายนั่น ยายอ้วน จึงจะงีบหลับ รอเวลาเย็นที่จะรดน้ำผักอีกรอบ รดน้ำเสร็จก็ทำกับข้าว ซึ่งก็ใช้ผักที่ปลูกเองเป็นหลัก กินข้าวแล้วเข้านอนกับหมายอดดวงใจ ที่ยายอ้วนมักจะอวดใครต่อใครว่ามันฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง

ถ้าใครไม่เชื่อ ยายอ้วน จะพิสูจน์ทันที ด้วยการสั่งให้มันยกขาหน้าขึ้น shake hand! ซึ่งมันก็จะยกขึ้นให้อย่างรักษาหน้าเจ้าของเต็มที่

สวนของยายอ้วน ไม่ใช่สวนใหญ่โตอลังการ ปลูกกาแฟไม่กี่สิบต้น ที่คาดว่าจะได้เก็บเกี่ยวในปีนี้ ยังมีผลไม้ มีพริก และผักนานาชนิด ที่วันไหนขายได้ ยายอ้วนจะดีใจมาก สวนของยายอ้วนไม่ใช้สารเคมีเลยด้วยประการทั้งปวง ยายอ้วนบอกว่าสงสารคนกินและสงสารตัวเองด้วย

ที่สำคัญที่สุด ยายอ้วน สงสารหมาสุดยอดดวงใจที่จะต้องอยู่ปะปนกับสารเคมี

ยายอ้วน เคยมีนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินทางรอบโลกมาพักอยู่ด้วย ใช้ชีวิตร่วมกันทั้งที่นักเดินทางพูดภาษาไทยได้คำเดียวคือ “คุณยาย” และยายอ้วนพูดภาษาอังกฤษได้ไม่กี่คำ ตอนลูกเอานักท่องเที่ยวมาฝากให้อยู่ด้วย แล้วถามว่าจะคุยกันรู้เรื่องไหม ยายอ้วน บอกว่า “ส.บ.ม.ย.ห. ไม่มีปัญหา เรื่องจิ๊บจ๊อย”

แล้วก็อยู่กันได้ยาวนาน 10 กว่าวัน ยายอ้วนดีใจที่มีหลานเพิ่ม ส่วนนักท่องเที่ยวรายนั้นก็จากลาไปทั้งน้ำตา วันนี้เธอยังเดินทางท่องโลก และเขียนถึงยายอ้วนแทบทุกวัน

ยายอ้วน เคยมองคนรุ่นเดียวกันที่อมโรค มีชีวิตซึมเศร้าในที่เล็กแคบ ไร้ผู้คนสนใจ แล้วได้แต่ถอนใจ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีกว่าคนมากต่อมาก

นอกจากร่างกายจะแข็งแรงขึ้นแล้ว ยายอ้วนยังอารมณ์ดี ผิดกับสมัยก่อนนี้ที่ดุและวีนจนคนขยาด ยายอ้วนบอกว่าสวนได้สั่งสอนยายอ้วนไม่น้อย ไม่ว่าคนยิ่งใหญ่แค่ไหนก็เล็กจ้อยเมื่อเทียบกับธรรมชาติ ต้นไม้ทุกต้น ดินทุกกำมือ แมลงกัดกินพืชทุกตัวสอนยายอ้วนในปัจฉิมวัยได้ชะงัด เรื่องนี้ลูกหลานยืนยัน

ทุกวันมีคนติดต่ออยากไปใช้ชีวิตกับคุณยายทำสวนคนนี้ ทั้งคนวัยเดียวกันที่อยากไปลองใช้ชีวิตแบบนั้นบ้าง ทั้งรุ่นหนุ่มสาวที่อยากรู้วิธีหาความสุขให้บรรพบุรุษ ยายอ้วน บอกว่าใครจะมาก็ได้ ยายอ้วนรู้อะไรจะบอกหมด แต่ให้มาอยู่อย่างเพื่อนอย่างลูกหลาน ไม่ใช่มาอย่างแขก ยายอ้วนชอบคุย ชอบแนะนำ พร้อมจะดูแล แต่จะให้พินอบพิเทานักหนายายอ้วนไม่เอา

ถามว่า อายุมากขนาดนี้ ยังมีแรงทำสวนเป็นจริงเป็นจังหรือ?

“ส.บ.ม.ย.ห. ไม่มีปัญหา เรื่องจิ๊บจ๊อย” ยายอ้วนบอก

 

ข้าวพญาลืมแกง พืชพรรณล้ำค่า ของคนน้ำหนาว เพชรบูรณ์ วิสาหกิจชุมชนผลิต ตอบสนองผู้บริโภค เมษายน 30, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150257&srcday=2014-02-12&search=no

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 569


ภูมิปัญญาไทย

อารีย์ สีแก้ว

ข้าวพญาลืมแกง พืชพรรณล้ำค่า ของคนน้ำหนาว เพชรบูรณ์ วิสาหกิจชุมชนผลิต ตอบสนองผู้บริโภค

“ข้าวพญาลืมแกง” เป็นข้าวเหนียวไร่พันธุ์พื้นเมืองที่ชาวบ้านอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ปลูกและเก็บไว้รับประทานสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ด้วยเพราะการดูแลรักษาที่ค่อนข้างยาก ต้องปลูกและเก็บเกี่ยวในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม ถ้าเก็บเกี่ยวไม่ทันจะทำให้ได้ผลผลิตน้อย ชาวบ้านจึงปลูกในปริมาณที่ไม่มาก เพียงพอแค่เก็บไว้บริโภคในครอบครัวเท่านั้น 

มีประวัติเล่าขานถึงที่มาของ “ข้าวพญาลืมแกง” ว่า ในสมัยบรรพบุรุษได้มีเจ้าเมืองเสด็จมายังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง “เจ้าเมือง” ในสมัยโบราณเรียกว่า “พญา” ตามคำเรียกของชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านที่ทราบข่าวได้ทำอาหารหวานคาว รวมทั้งนึ่งข้าวเหนียวเพื่อต้อนรับเจ้าเมืองที่เสด็จมาให้ท่านได้เสวย เมื่อเจ้าเมืองเตรียมที่จะเสวยนั้น ก็ได้กลิ่นหอมของข้าวเหนียว ท่านจึงลองเสวย ด้วยที่ข้าวเหนียวมีกลิ่นหอม หวาน อ่อนนุ่ม ทำให้ท่านเสวยข้าวเหนียวจนอิ่ม ทำให้ลืมเสวยอาหารคาวหวานที่ชาวบ้านเตรียมมาต้อนรับ

ชาวบ้านจึงเรียกข้าวเหนียวชนิดนี้ว่า “ข้าวพญาลืมแกง”

จากการวิจัยและพัฒนาข้าวไร่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในปี 2552-2555 โดยศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร ศูนย์วิจัยข้าวอุดรธานี ศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย และศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ได้ปลูกศึกษาลักษณะทางการเกษตรพันธุ์ข้าวไร่ที่รวบรวมจากแปลงของเกษตรกรที่ปลูกพันธุ์ข้าวพญาลืมแกง 10 ตัวอย่างพันธุ์ และข้าวไร่จากแหล่งต่างๆ และจากธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าว (1,458 พันธุ์/สายพันธุ์) คัดเลือกเฉพาะพันธุ์ที่มีลักษณะของข้าวพันธุ์พญาลืมแกงที่เกษตรกรต้องการ รวมทั้งประเมินการปรับตัวและการยอมรับของเกษตรกร ในลักษณะทางการเกษตร คุณภาพเมล็ด การหุงต้ม และรับประทาน

สามารถคัดเลือกข้าวไร่พันธุ์พญาลืมแกงที่มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ เป็นข้าวไร่ข้าวเหนียว ทรงกอตั้ง ปล้องสีเหลือง ใบสีเขียวอ่อน ยาวเรียว ออกดอกประมาณ วันที่ 20 กันยายน ลำต้นค่อนข้างแข็ง จำนวนรวงต่อกอ 9-10 รวง ผลผลิตประมาณ 357 กิโลกรัม ต่อไร่ เปลือกเมล็ดสีฟาง รูปร่างเมล็ดใหญ่อ้วนป้อม ยาว 7-8 มิลลิเมตร กว้าง 2.9 มิลลิเมตร หนา 2.1 มิลลิเมตร ข้าวนึ่งสุกนุ่ม มีกลิ่นหอมมาก

ลักษณะเด่นคือ หากรับประทานแบบข้าวกล้องข้าวเหนียวจะมีรสชาติอร่อยมาก มีโปรตีนสูง (8.16 กรัม) อายุเบาและต้านทานต่อโรคไหม้ดี (ระดับคะแนน 2-3) ปัจจุบัน อยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูล เพื่อขอรับรองและแนะนำพันธุ์ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพญาลืมแกง ที่อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ และบ้านวังหว้า อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น

ปัจจุบัน ข้าวเหนียวพญาลืมแกง มีผู้นิยมปลูกน้อย เนื่องจากการดูแลรักษาค่อนข้างยาก ทำให้ใกล้จะสูญพันธุ์ แต่กระนั้นก็ตามได้มีชาวบ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “กลุ่มข้าวเหนียวพญาลืมแกง” ขึ้น เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ข้าวที่หายากนี้ไว้ มีการช่วยกันดูแลรักษาในระหว่างการปลูก ทำให้แต่ละคนมีกำลังและศักยภาพในการปลูกเพิ่มมากขึ้น จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “กลุ่มข้าวเหนียวพญาลืมแกง” เพื่อผลิตข้าวสารเพื่อจำหน่าย ทำให้สมาชิกกลุ่มมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และนอกจากนั้น ยังได้คัดเลือกพันธุ์เพื่อยังคงไว้ซึ่ง “ข้าวพญาลืมแกง” ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต

คุณจันทร์เพ็ง ขวัญคง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “กลุ่มข้าวเหนียวพญาลืมแกง” กล่าวถึงขั้นตอนการปลูกและดูแลรักษาว่า เริ่มจากการคัดเลือกพันธุ์ ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้มีการคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่จะนำมาปลูกใหม่ทุกปี จากนั้นก็เป็นการเตรียมดินสำหรับการปลูกข้าวของกลุ่ม ส่วนมากจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จะปลูกข้าวโพด ส่วนที่ 2 จะปลูกข้าวพญาลืมแกง ในปีต่อไปก็จะสลับกัน กล่าวคือ พื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดก็จะเปลี่ยนมาปลูกข้าว โดยวิธีการไถกลบ ไม่เผาโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้ธาตุอาหารในดินเสียหาย ตากดินไว้ประมาณ 7 วัน จากนั้นใช้รถคราดปรับดินให้เสมอกัน สำหรับการปลูกจะใช้รถสำหรับหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว

หลังจากนั้น รอจนกระทั่งข้าวแตกกอ ซึ่งช่วงนี้จะต้องหมั่นคอยสังเกตว่ามีวัชพืชแทรกขึ้นมาในกอข้าวหรือไม่ หากมีให้ใช้วิธีถอนวัชพืชด้วยมือเท่านั้น รอจนข้าวโตเต็มที่และพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน จากนั้นก็เก็บเกี่ยวข้าวแล้วนำไปตากแดดไว้ ประมาณ 2 แดด แล้วนำไปเก็บหรือสีเพื่อนำไปบริโภคหรือจำหน่ายต่อไป

สำหรับการเก็บเมล็ดพันธุ์นั้น ต้องเก็บก่อนที่จะเก็บเกี่ยว ประมาณ 1-2 วัน โดยเลือกเก็บจากรวงที่สมบูรณ์เต็มที่

คุณจันทร์เพ็ง กล่าวต่อว่า เคยมีเกษตรกรจากที่อื่นมาซื้อเมล็ดพันธุ์ เพื่อนำไปปลูกในพื้นล่าง ปรากฏว่าเมล็ดเล็ก เมื่อหุงแล้วไม่มีกลิ่นหอมเหมือนกับปลูกในพื้นที่น้ำหนาว ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าข้าวพันธุ์พญาลืมแกงนี้ชอบขึ้นและเจริญเติบโตเป็นอย่างดีในที่สูงและมีอากาศเย็น

“สมาชิกที่ปลูก แรกสุดปลูกไว้กินในครัวเรือน เหลือก็ขาย พื้นที่ปลูกข้าวพญาลืมแกง 1 ไร่ ได้ผลผลิตราว 15 ถุงปุ๋ย จำนวน 1 ถุงปุ๋ย มี 3 ถัง ผลผลิตต่อไร่อยู่ราว 45-50 ถัง ต่อไร่ บางคนอาจจะได้ผลผลิตมากกว่านี้ แล้วแต่พื้นที่อุดมสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน หรือฝนฟ้าปีนั้นดีเพียงไร พวกเราพยายามขยายพื้นที่ปลูก เพราะคนรู้จักมากขึ้น ส่วนราคาขายส่งข้าวสาร กิโลกรัมละ 50 บาท ผู้สนใจซื้อ อยู่ไกล ส่งทางไปรษณีย์ให้ได้” คุณจันทร์เพ็ง กล่าว

สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “กลุ่มข้าวเหนียวพญาลืมแกง” ได้จดทะเบียน เมื่อ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 ตั้งอยู่เลขที่ 45 หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ปัจจุบันมีสมาชิก 15 คน กิจกรรมภายในกลุ่มจะมีการช่วยเหลือ ดูแลและให้คำปรึกษาสมาชิกในการปลูกข้าว มีการรวมกลุ่มกันเพื่อการบรรจุถุงข้าวสาร “ข้าวเหนียวพญาลืมแกง” เพื่อจำหน่าย เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วไป และยังได้รับประกาศนียบัตร ให้เป็นสินค้าโอท็อป (OTOP) ระดับ 1 ดาว

ข้าวเหนียวพญาลืมแกง ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารชนิดอื่นได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ข้าวหลาม ข้าวเม่า ท่านใดสนใจที่จะขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อข้าวเหนียวพญาลืมแกงไปรับประทานเพื่อพิสูจน์ว่า เหตุใด ข้าวเหนียวชนิดนี้ถึงอร่อยจนถึงขั้นทำให้พญาลืมแกงได้

ติดต่อโดยตรงที่ คุณจันทร์เพ็ง ขวัญคง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “กลุ่มข้าวเหนียวพญาลืมแกง” โทร. (081) 534-7662 หรือ (056) 779-139

ผู้สนใจเชิญชม ข้าวพญาลืมแกง และข้าวสายพันธุ์อื่นๆ ในงานเกษตรมหัศจรรย์ ครั้งที่ 5 ณ ศูนย์กีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่าง วันที่ 12-16 มีนาคม 2557 นี้

 

ธัญรักษ์ ณ วังขนาย บอก…”ความกล้าที่จะแตกต่าง” ด้วยแนวคิดออร์แกนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 569


น้ำตาลวังขนาย กับแนวคิดผลิตอ้อยอินทรีย์ 

ธัญรักษ์ ณ วังขนาย บอก…”ความกล้าที่จะแตกต่าง” ด้วยแนวคิดออร์แกนิก

ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีการกำหนดมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมกับใช้มาตรการข้อบังคับทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดมากขึ้น

ฉะนั้น จึงทำให้หลายอุตสาหกรรมจำต้องมีการปรับตัว ทั้งนี้รวมถึงอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายด้วย ที่ผ่านมาหลายภาคส่วนได้มีความพยายามส่งเสริมการปลูกอ้อยด้วยวิธีแบบอินทรีย์ ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของโรงงานน้ำตาล ได้มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ดำเนินกิจการด้วยการเป็นมิตรกับชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าแล้วยังเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวไร่ อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ

“วังขนาย” เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลที่ตระหนักและเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจนี้มองว่าคุณภาพชีวิตของผู้เกี่ยวข้องกับน้ำตาล ไม่ว่าจะเริ่มจากต้นทางคือ คนปลูกอ้อย ไปจนถึงปลายทางคือ ผู้บริโภค ควรได้รับความปลอดภัยด้านสุขภาพ

ถือเป็นอีกมิติในวงการน้ำตาลทราย เมื่อวังขนายจับมือกับชาวไร่อ้อยเพื่อเลิกใช้สารเคมีในการปลูกแล้วเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์เพื่อผลิตน้ำตาลทรายที่ปลอดภัย

ดังนั้น กลุ่มธุรกิจนี้จึงฉีกแนวให้เห็นต่างด้วยการหันมาผลิตน้ำตาลทรายออร์แกนิกหวังสร้างความปลอดภัย แล้วยังเป็นการสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

จนกระทั่ง วังขนาย สามารถทำน้ำตาลออร์แกนิกที่ปลอดสารเคมีออกมาจำหน่ายได้เป็นรายแรกของประเทศ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดการไร่อ้อย ภายใต้ระบบ Traceability ทำให้สามารถตรวจสอบปริมาณเคมีในทุกขั้นตอนได้อย่างละเอียด

และด้วยคุณภาพและความพร้อมเช่นนี้ จึงทำให้น้ำตาลออร์แกนิก ภายใต้แบรนด์ “วังขนาย” ได้ถูกรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐอเมริกา (NOP-USDA) มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป (Organic European Standard) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ประเทศญี่ปุ่น (JAS)

คุณธัญรักษ์ ณ วังขนาย หรือ คุณธัญญ่า ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกลุ่มวังขนาย และนับเป็นทายาทรุ่นที่ 3 กล่าวกับนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านว่า วังขนายเกิดจากการรวมตัวกันของชาวไร่อ้อยที่มีการใช้ชีวิตและเติบโตขึ้นมาจากไร่ และในปัจจุบันก็ยังปลูกอ้อยกันอยู่ ถือว่าเป็นแบรนด์ของชาวไร่อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ในการทำธุรกิจจึงมุ่งเน้นที่เรื่องของเกษตรกรรมมากกว่าอุตสาหกรรม เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ที่มีความแตกต่างตั้งแต่จุดเริ่มต้นของธุรกิจเลยทีเดียว

ความแตกต่างต่อมาเป็นทางด้านของกระบวนการผลิตเพราะจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการจัดการภายในไร่อ้อยหรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเกษตรกรโดยตรง มากกว่าการนำเครื่องจักรมาใช้ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการวิจัยพันธุ์อ้อย มีการตรวจสอบสภาพดินอย่างละเอียด นอกจากนี้ กระบวนการผลิตของวังขนายทุกขั้นตอน ยังสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่การรับวัตถุดิบจากเกษตรกรเข้ามาสู่โรงงานของวังขนายทุกแห่ง

จุดเริ่มต้นออร์แกนิก

คุณธัญญ่า บอกว่า ได้มีการส่งเสริมมาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งจากช่วงนั้นมีการพัฒนาความเปลี่ยนแปลงของแนวคิดให้เป็นการทำน้ำตาลอินทรีย์ มีการปรับเปลี่ยนแผนการทำงานทุกระดับขั้นตอนอย่างถูกต้องและได้ปฏิบัติตามแนวทางของสถาบันที่ให้มาตรฐานการรับรองทั้งภายในและต่างประเทศ

สำหรับแนวคิดการทำน้ำตาลแบบออร์แกนิกเริ่มขึ้นเมื่อพบว่าชาวบ้านได้นำสารเคมีมาใช้ในไร่อ้อยเรื่องการปราบวัชพืชและแมลงศัตรูพืช ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่ทำให้ทางกลุ่มวังขนายหาทางแก้ไขด้วยความคิดว่าทำอย่างไร ที่จะจับมือกับชาวไร่แล้วหาวิธีลดการใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด หรือเลิกใช้อย่างสิ้นเชิง

แต่กว่าจะมาเป็นออร์แกนิกที่ได้รับการรับรอง เธอบอกว่า ต้องผ่านกระบวนการจากที่เคยใช้สารเคมี ไปจนกระทั่งถึงขั้นปลอดสารเคมีหรือการทำเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิกนั่นเอง ทั้งนี้ ช่องว่างจากเคยใช้สารเคมีไปจนถึงการเป็นออร์แกนิก จึงถือเป็นช่วงที่พยายามลดการใช้สารเคมีแต่ยังไม่หมด และยังไม่เป็นออร์แกนิกที่สมบูรณ์

“ดังนั้น ช่วงดังกล่าวถือเป็นช่วงปรับเปลี่ยน และช่วงดังกล่าวนี้จึงถูกกำหนดให้เป็นการผลิตน้ำตาลที่เรียกว่า Low Chemical คือเป็นการผลิตน้ำตาลที่ใช้สารเคมีน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ต้องเป็นเคมีที่ได้รับการรับรองจากทาง มอก. เท่านั้น” คุณธัญญ่า บอก

ปัจจุบัน กลุ่มวังขนาย ได้ผลิตน้ำตาลทรายหลายชนิด ได้แก่ น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ น้ำตาลธรรมชาติ น้ำตาลคาราเมล และน้ำตาลทรายแดง พร้อมกับแบ่งผลิตภัณฑ์น้ำตาลทรายเป็น 2 เกรด คือ มีเคมีต่ำที่สุด หรือ Low Chemical และปราศจากสารเคมี หรือออร์แกนิกเท่านั้น

คุณธัญญ่า เผยว่า ช่วงที่ปรับจากน้ำตาลทรายขาวไปเป็นน้ำตาลทรายที่ใช้เคมีต่ำ หรือ Low Chemical นั้น ผู้บริโภคเกิดความสับสนและคิดว่าเป็นการลดการใช้สารเคมีในระบบการผลิต ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะแท้จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมน้ำตาลของกลุ่มใดก็ไม่มีการใส่เคมีลงไปในน้ำตาล ดังนั้น แท้จริงแล้วสารเคมีในน้ำตาลไม่ได้อยู่ตรงขั้นตอนการผลิต แต่มาจากในขั้นตอนการปลูกมากกว่า

ส่วนเรื่องการฟอกสีน้ำตาลทรายนั้น เธอยืนยันว่าไม่มีแน่นอน อีกทั้งประเทศไทยยกเลิกวิธีการดังกล่าวมานานกว่า 30 ปีแล้ว อีกทั้งหลายประเทศก็ไม่ได้ทำเช่นเดียวกัน

ความพยายามเพื่อนำไปสู่ความต่าง

ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์อธิบายว่า ในสมัยเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา กระแสการปลูกพืชด้วยการใช้สารเคมีดูจะเข้มข้น ทั้งนี้ผู้ที่ผลักดันให้ใช้มีความคิดที่มุ่งเป้าหมายอย่างเดียวคือ การให้ผลผลิตที่มากขึ้น

ดังนั้น กว่าทางบริษัทจะอธิบาย ชี้แนะให้กับเกษตรกรชาวสวนรู้ถึงความกระจ่างถึงผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่ตามมา พร้อมกับบอกความจริงกับชาวไร่อ้อยว่า ถ้าลดการใช้สารเคมีลงแล้ว ในช่วงแรกอาจได้ผลผลิตลดลง

แต่หลังจากผ่านไปช่วงหนึ่ง เมื่อผืนดินเริ่มฟื้นกลับคืนสู่ธรรมชาติแล้วผลผลิตจะได้เพิ่มขึ้น ที่สำคัญคุณจะมีความปลอดภัยต่อชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้งยังทำให้ต้นทุนลดลง เพราะไม่ได้ใช้สารเคมีแล้ว แต่ขอให้อดทนและใจเย็น คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความปลอดภัย

“จึงเห็นว่าทางบริษัทเองต้องใช้ทั้งเวลา การทุ่มเท ร่วมกับบุคลากรทุกส่วนกันอย่างเต็มที่กับเวลา 10 ปี กว่าจะสามารถกำชัยแล้วดันผลิตภัณฑ์น้ำตาลออร์แกนิกออกสู่ตลาดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ต้องใช้ความอดทนที่จะอธิบายให้ชาวไร่ได้รับรู้และเข้าใจถึงข้อดีจากการปลูกอ้อยในแบบไม่ใช้สารเคมี ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่า 1 ปี กว่าจะพยายามทำความเข้าใจได้สำเร็จ”คุณธัญญ่า อธิบาย

ใส่ใจและยึดมั่นกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการศึกษา

กลุ่มน้ำตาลวังขนายไม่เพียงแค่ใส่ใจกับการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคให้ปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังได้มองไปถึงสิ่งแวดล้อม ตลอดจนให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย

ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์กล่าวว่า สิ่งที่วังขนายยึดมั่นมากคือ สิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมาหลายกิจกรรมได้ส่งเสริมเยาวชนให้มีการปลูกพืชด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และที่ผ่านมาบริษัทมีกิจกรรมที่สำคัญกับชุมชนคือการพัฒนาการศึกษา เพราะเป็นความเชื่อตั้งแต่ระดับประธานบริษัทว่าการศึกษาคือสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด และถือเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่ทางกลุ่มวังขนายทำมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหอสมุดประชาชน โรงเรียน ตลอดจนการมอบทุนการศึกษา

ปัจจุบันกำลังการหีบอ้อยโดยรวมของกลุ่มวังขนาย อยู่ที่ประมาณ 100,000 ตันอ้อย ต่อวัน แบ่งสัดส่วนสำหรับการจำหน่ายในประเทศ 30 เปอร์เซ็นต์ และส่งออกต่างประเทศ 70 เปอร์เซ็นต์ สำหรับตลาดต่างประเทศในแถบอาเซียนที่เป็นตลาดใหญ่คือที่อินโดนิเซีย นอกจากนั้น เป็นประเทศแถบตะวันออกกลางและยุโรป

“วังขนายยึดมั่นปรัชญาองค์กรที่จะมุ่งมั่นสรรค์สร้าง “ความแตกต่าง” ด้วยการไม่ยึดติดกรอบความคิดเดิม เน้นสร้างประโยชน์และความสุขแบบยั่งยืนให้ชุมชนและสังคมโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการปลูก การผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาบุคลากร รวมถึงการช่วยเหลือสังคม” ผอ. ฝ่ายประชาสัมพันธ์กล่าวในท้ายสุด

ถ้าวันนี้…คุณเดินเข้าไปที่ร้านสะดวกซื้อแล้วเลือกน้ำตาลวังขนาย นั่นหมายถึงคุณกำลังคิดต่าง เพราะน้ำตาลวังขนายคือ “น้ำตาลที่ไม่เหมือนใคร”

สำหรับเกษตรกรที่สนใจและต้องการเข้าร่วมเป็นครอบครัววังขนาย คุณธัญญ่าบอกว่า ยังยินดีต้อนรับ ขอให้โทรศัพท์มาคุยได้ที่สำนักงานใหญ่วังขนายก่อน ที่หมายเลขโทรศัพท์ (02) 210-0853-72

 

“วิจิตร ไกรสรสวัสดิ์” กับงานพิสูจน์มะยงชิด ดีเอ็นเอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 569


บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“วิจิตร ไกรสรสวัสดิ์” กับงานพิสูจน์มะยงชิด ดีเอ็นเอ

ความก้าวหน้าของการปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดพันธุ์ดีได้มีความก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง เมื่อ คุณวิจิตร ไกรสรสวัสดิ์ เจ้าของสวนวิจิตรการเกษตร และยังมีตำแหน่งเป็นประธานชมรมมะยงชิด-มะปรางหวานใหญ่ภาคเหนือ บ้านเลขที่ 363/1 ถนนเทศา 2 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 62000 โทร. (055) 716-081, (081) 283-8151 จัดเป็นสวนมะปรางที่รวบรวมสายพันธุ์มะปรางหวานและมะยงชิดพันธุ์ดีและคัดเลือกพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นและน่าสนใจที่สุด ที่ผ่านการพิสูจน์ ดีเอ็นเอ ทุกสายพันธุ์ อาทิ มะยงชิดพันธุ์เพชรกลางดง เป็นสายพันธุ์ที่คุณวิจิตรคัดเลือกแล้วว่าดีที่สุด เมื่อตรวจ ดีเอ็นเอ พบว่ามีลักษณะโดดเด่นแตกต่างจากพันธุ์อื่นๆ มากที่สุด 

สำหรับมะปรางหวาน คัดเลือกได้ 4 สายพันธุ์ โดยยึดความโดดเด่น 4 ประเภท คือ หวานฉ่ำ พันธุ์เพชรคลองลาน, หวานเจี๊ยบ พันธุ์เพชรหวานกลม, หวานหอม พันธุ์เพชรหวานยาว และหวานมัน พันธุ์เพชรนพเก้า เป็นต้น และมะปรางหวานพันธุ์ดีทุกสายพันธุ์ที่ได้กล่าวมามีขนาดผลใหญ่ทั้งสิ้น

ความเป็นมาของ ศูนย์รวมฯ 

คุณวิจิตร ไกรสรสวัสดิ์ ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของตนเองกับการเริ่มต้นสะสมสายพันธุ์มะปราง เมื่อปี พ.ศ. 2503 ในขณะนั้น คุณวิจิตร ได้ศึกษาอยู่ที่ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยมหิดล) ในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อนมักจะชวนนั่งเรือจาก โรงพยาบาลศิริราช เข้าไปในคลองบางกอกน้อยและเที่ยวชมสวนผลไม้แถวบางขุนนนท์ ครั้งแรกได้มีโอกาสชิมผลไม้ที่คล้ายกับมะปราง แต่ลูกมีขนาดใหญ่มากและมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวมาให้ชิม

ในขณะนั้น รู้สึกประทับใจและคิดว่าในอนาคตอยากนำมาปลูก

หลังจากนั้น ประมาณ 30 ปี ต่อมาคือประมาณปี พ.ศ. 2533 คุณวิจิตร ได้ออกตระเวนเสาะแสวงหามะยงชิดและมะปรางหวานผลใหญ่พันธุ์ดีทั่วประเทศที่ใครบอกว่าดี เริ่มจาก จังหวัดอุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร เรื่อยมาจนถึงภาคกลางนครนายก ปราจีนบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นต้น ได้รวบรวมสายพันธุ์ดีมาปลูก จำนวน 50 สายพันธุ์

ปัจจุบัน คุณวิจิตร ได้คัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดไปตรวจ ดีเอ็นเอ เพื่อจำแนกเอกลักษณ์พันธุ์ให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นต้นแม่พันธุ์จำหน่ายและเผยแพร่แก่สาธารณชนต่อไป

เหตุผลที่ต้องพิสูจน์ ดีเอ็นเอ

สายพันธุ์ก่อนผลิตกิ่งพันธุ์จำหน่าย 

คุณวิจิตร ก็เหมือนกับเกษตรกรที่ปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดพันธุ์ดีทั่วไปคือ พยายามสืบเสาะไปสวนมะปรางที่บอกว่าเป็นพันธุ์ดีและซื้อกิ่งพันธุ์มาปลูก บางสายพันธุ์ที่ซื้อมาเมื่อให้ผลผลิตแล้วเหมือนกันทุกประการ ทั้งรูปทรงผลและรสชาติแต่มีชื่อสายพันธุ์ไม่เหมือนกัน เชื่อได้ว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกันแต่มาเปลี่ยนชื่อใหม่

ต่อมาคุณวิจิตรได้พบกับ ผศ.ดร. พีระศักดิ์ ฉายประสาท จากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยนเรศวร และได้ประสานงานติดต่อกับ ดร. ปิยศักดิ์ ชอุ่มพฤกษ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องวิเคราะห์ ดีเอ็นเอ คุณวิจิตรจึงได้ตรวจ ดีเอ็นเอ สายพันธุ์มะปรางหวานและมะยงชิดพันธุ์ดีที่รวบรวมมามากกว่า 50 สายพันธุ์ โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบ ดีเอ็นเอ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ

ด้านฟิสิกส์ คือ ความยาว ความกว้างของผล และรูปร่างของเมล็ด

ด้านเคมี คือ ความหวานและความเปรี้ยว

ด้านชีววิทยา ซึ่งเมื่อตรวจ ดีเอ็นเอ แล้วจะรู้ที่มาของสายพันธุ์คือรู้ที่ไปที่มา

คุณวิจิตร ย้ำว่าในปัจจุบันนี้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีห้องแล็บที่ตรวจ ดีเอ็นเอ ที่มีความทันสมัยที่สุด

พร้อมกันนี้ คุณวิจิตรได้อธิบายเพิ่มเติมให้ง่ายต่อการเข้าใจว่า ดีเอ็นเอ นั้นคืออะไร?

ดีเอ็นเอ บรรจุข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตและถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกัน ก็จะมี ดีเอ็นเอ เหมือนกัน

ดังนั้น ถ้าทราบข้อมูลใน ดีเอ็นเอ ก็จะทราบข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนั้น?

จากหลักการดังกล่าว จึงสามารถตรวจสอบความเหมือนหรือความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตได้ โดยใช้ลายพิมพ์ของ ดีเอ็นเอ

แล้วความมหัศจรรย์ของ ดีเอ็นเอ คือมีหลักฐานบันทึกไว้ว่า ดีเอ็นเอ ในร่างกายเราเมื่อนำมารวมกันแล้ว จะมีความยาวกว่าระยะทางไปกลับดวงอาทิตย์ 50 รอบ จากการพัฒนาการทางเทคโนโลยีของ ดีเอ็นเอ ทำให้สามารถนำไปใช้ในการไขปริศนา สิ่งลึกลับต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านนิติเวชได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรามักจะพบจากสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ อยู่เป็นประจำ

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ศูนย์นำเอา ดีเอ็นเอ มาแยกแยะ จำแนกเอกลักษณ์จำเพาะพันธุ์ ของ มะยงชิด-มะปรางหวานใหญ่ ที่ศูนย์ได้นำพันธุ์ดีต่างๆ ทั่วประเทศไทย 56 สายพันธุ์ มาปลูกรวมกัน เพื่อคัดเลือกพันธุ์ดีเด่นและสายพันธุ์ไม่ซ้ำกัน ได้อย่างถูกต้องและชัดเจนอย่างที่สุด

ปัจจุบัน ศูนย์ได้คัดเลือกสายพันธุ์ดีเด่น ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติทางฟิสิกส์ ทางเคมี และทางชีววิทยา โดยใช้ ดีเอ็นเอ ใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบอยู่นานหลายปีและติดตามผลต่อเนื่อง ติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 3 ปี จึงจะตัดสินใจนำไปตรวจสอบ ดีเอ็นเอ เป็นขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะขยายพันธุ์

คัดพันธุ์ดีด้วยใจรัก

ได้จำนวน 9 สายพันธุ์

จากประสบการณ์ในการรวบรวมพันธุ์มะปรางมานานหลาย 10 ปี คุณวิจิตรได้แบ่งพื้นที่ปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดพันธุ์ดีเป็น 2 โซน หลักๆ คือ

โซนภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดพิจิตร สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชรและพิษณุโลก อีกโซนหนึ่งคือ ภาคกลาง

โซนภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี

แต่ดูเหมือนว่า จังหวัดพิจิตร จะมีพื้นที่ปลูกในเชิงพาณิชย์มากที่สุด มีการคาดการณ์ว่าผลผลิตมะยงชิดพันธุ์ดีของจังหวัดพิจิตร ในฤดูกาลที่จะออกสู่ตลาดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2552 จะมีประมาณ 100 ตัน หรือ 100,000 กิโลกรัม

ในเรื่องของการรวบรวมสายพันธุ์มะปรางหวานและมะยงชิดพันธุ์ดีนั้น คุณวิจิตรมีความมั่นใจว่าตนเองมีประเภทของสายพันธุ์ไว้มากที่สุด ในการตรวจ ดีเอ็นเอ สายพันธุ์มะปรางจึงเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่เพื่อสร้างความชัดเจนของสายพันธุ์

คุณวิจิตร ได้ยกตัวอย่าง มะยงชิด พันธุ์ทูลเกล้า และพันธุ์เพชรกลางดง ซึ่งเมื่อดูจากลักษณะของต้น ใบ ผลผลิตและรสชาติคล้ายกันมาก แต่เมื่อนำมาตรวจ ดีเอ็นเอ แล้วพบว่า ไม่เหมือนกัน

สุดท้าย ก็พิสูจน์ได้ว่า มะยงชิดพันธุ์เพชรกลางดง จัดเป็นมะยงชิดที่ศูนย์รวมมะยงชิด-มะปรางหวานใหญ่ของคุณวิจิตร คัดเลือกแล้วว่าดีที่สุด

เมื่อตรวจ ดีเอ็นเอ พบว่า มีเอกลักษณ์พันธุ์โดดเด่นแตกต่างจากมะยงชิดสายพันธุ์อื่นๆ มากที่สุด

มะยงชิดอีกสายพันธุ์ที่น่าสนใจคือ พันธุ์บางขุนนนท์ ซึ่ง คุณวิจิตร เล่าว่า ในสมัยราชกาลที่ 5 เรียกกันว่า มะปรางเสวย ซึ่งแหล่งปลูกอยู่แถว ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี และก็ได้กระจายสายพันธุ์ในเขตนนทบุรี และแหล่งอื่นๆ ทั่วประเทศ ด้วยพันธุ์บางขุนนนท์

เหตุผลที่คุณวิจิตรสนใจพันธุ์มะปรางหวานผลใหญ่ คุณวิจิตร บอกว่า ในการปลูกมะปรางพันธุ์ดีบ้านเราในเชิงพาณิชย์นั้นเกือบทั้งหมดจะปลูกมะยงชิดพันธุ์ดี มีเกษตรกรให้ความสนใจมะปรางหวานผลใหญ่กันน้อยมากที่มีพูดถึงกันบ้างจะมีเพียงพันธุ์สุวรรณบาตรและพันธุ์ทองใหญ่

ด้วยเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พันธุ์สุวรรณบาตร จะมีลักษณะผลคล้ายผลมะดัน ผลไม่ใหญ่นัก แต่จะมีความโดดเด่นทางด้านรสชาติคือ เนื้อแน่นความกรอบ และต้นแม่พันธุ์อยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เกษตรกรที่นำพันธุ์มาเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักคือ คุณศิลป์ ศัลยพงษ์ เจ้าของสวนเกษตรศิลป์ ส่วนพันธุ์ทองใหญ่ เจ้าของสายพันธุ์คือ ผู้พันทองดำ จังหวัดปราจีนบุรี

คุณวิจิตร บอกว่า มะปรางหวานพันธุ์ทองใหญ่จัดเป็นมะปรางหวานที่ดีมากสายพันธุ์หนึ่ง คือลักษณะของผลยาวใหญ่ แต่มีจุดอ่อนตรงที่ให้ผลผลิตไม่ดก เหมาะที่จะปลูกเพื่อส่งเข้าประกวด ไม่เหมาะที่จะปลูกในเชิงพาณิชย์

ปัจจุบัน คุณวิจิตร ได้คัดเลือกสายพันธุ์มะปรางหวานพันธุ์ดีและได้คัดเลือกสายพันธุ์ด้วยการตรวจ ดีเอ็นเอ และเรียกว่า “มะปรางหวานใหญ่” มีจำนวน 6 สายพันธุ์ คือ

“เพชรคลองลาน” ขนาดผลใหญ่มาก ผลใหญ่สุดใกล้เคียงกับไข่ห่าน รสชาติหวานฉ่ำ พบที่สุโขทัย

“เพชรหวานกลม” มีรูปทรงกลมมน ขนาดผลใหญ่ใกล้เคียงไข่เป็ด มีรสชาติหวานเจี๊ยบ มีเชื้อสายใกล้เคียงกับแม่อนงค์

“เพชรหวานยาว” มีรูปทรงที่ยาวมากและรสชาติหวานหอม พันธุ์นี้เชื้อสายใกล้เคียงกับสุวรรณบาตร

“พันธุ์นพเก้า” มีลักษณะคล้ายมะยงชิดมากที่สุด ทั้งลักษณะผลและต้น รสชาติหวานมัน

“เพชรเหรียญทอง 1″ เป็นมะปรางพันธุ์เบา ติดผลดกมาก รสชาติหวานมัน พันธุ์นี้เชื้อสายใกล้เคียงกับพันธุ์ทองใหญ่ ได้สายพันธุ์มาจากจังหวัดพิจิตร

“เพชรเหรียญทอง 2″ ทรงผลสวย มีรสชาติหวานแหลม รับประทานอร่อย

คุณวิจิตร ยังสรุปตอนท้ายเกี่ยวกับขนาดของผลมะปรางหวานพันธุ์ดีทุกสายพันธุ์ที่กล่าวมาจะมีขนาดผลใหญ่กว่าไข่เป็ดทุกสายพันธุ์

สำหรับพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดพันธุ์ดีนั้น คุณวิจิตร ได้กล่าวมาแล้วว่าแหล่งผลิตหลักจะอยู่ที่พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง จึงมักมีคำถามตามมาว่า ถ้าพื้นที่บนดอย บนที่ราบสูงจะปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดพันธุ์ดีได้ผลดีหรือไม่

คุณวิจิตร บอกว่า ถ้าพื้นที่ที่มีอุณหภูมิหนาวจัด เช่น ภูชี้ฟ้า จะไม่ได้ผลดีนัก ซึ่งสอดคล้องกับ อาจารย์พันเลิศ บูรณศิลปิน เคยปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดพันธุ์ดีที่สวนวังน้ำค้าง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ (ปลูกแทนส้มเขียวหวาน) ได้บอกกับชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรว่า ถ้าช่วงมะปรางออกดอกและอุณหภูมิในขณะนั้นต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส จะทำให้ดอกมะปรางช็อกและไม่ติดผล แต่ถ้าปลูกในสภาพพื้นราบ เช่น อำเภอหางดง อำเภอสันทราย ฯลฯ มีเกษตรกรนำไปปลูกนับพันไร่ก็ได้ผลดีพอสมควร

แต่ถ้าจะให้ดีแล้ว พื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกมะยงชิดและมะปรางหวานพันธุ์ดีควรจะอยู่ในจังหวัดลำปาง ลงจนถึงพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก สำหรับพื้นที่ภาคใต้มีปริมาณน้ำฝนมากไม่เหมาะต่อการปลูก

การผลิต และการตลาด

มะยงชิด และมะปรางพันธุ์ดี 

คุณวิจิตร บอกว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดพันธุ์ดีกันมากขึ้น เทคโนโลยีในการบำรุงรักษาก็ดีกว่าแต่ก่อนมาก ผลผลิตได้คุณภาพดี ความต้องการของตลาดยังมีมากกว่าผลผลิตที่ออกมาในแต่ละปี ในส่วนตัวของคุณวิจิตรแล้วยังมีความเชื่อว่าขณะนี้คนไทยรู้จักมะยงชิดเพียง 25% เท่านั้น

ดังนั้น จึงยังมั่นใจว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ก็ยังไม่ล้นตลาด เพียงแต่เน้นในเรื่องของคุณภาพและรสชาติเป็นสำคัญ ปัจจุบันเริ่มมีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนฝรั่งถือว่ามะยงชิดพันธุ์ดีเป็นไม้ผลแปลกและหายากที่มีรสชาติอร่อยเฉพาะตัว

ในขณะนี้ คุณวิจิตร ยังได้บอกว่า เริ่มมีเกษตรกรให้ความสนใจในการขยายพื้นที่ปลูกมะปรางหวานผลใหญ่กันมากขึ้น เนื่องจากขายได้ราคาจากสวนแพงกว่ามะยงชิดเท่าตัว

ปัจจุบัน มะยงชิดที่ผลใหญ่ ผิวสวยและรสชาติดี ขนาดน้ำหนักผล 12-15 ผล ต่อกิโลกรัม ราคาจากสวนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 บาท แต่ถ้าเป็นมะปรางหวานผลใหญ่จะขายได้ถึงกิโลกรัมละ 200 บาท

มะปรางหวานผลใหญ่

มีอายุการวางตลาดได้นานกว่า 

คุณวิจิตร บอกถึงความได้เปรียบของมะปรางหวานผลใหญ่ตรงที่มีอายุการวางตลาดได้ยาวนานกว่ามะยงชิด มะยงชิดจะวางขายอยู่ในตลาดได้นานประมาณ 1 สัปดาห์ เท่านั้น เนื่องจากมะยงชิดเมื่อผลดิบมีรสชาติออกเปรี้ยว จะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อยเมื่อมีสีเหลืองทั้งผล

ในขณะที่มะปรางหวานพันธุ์ดี ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกในเชิงพาณิชย์น้อยมาก จะวางขายในตลาดได้นาน 10-15 วัน เนื่องจากการเก็บเกี่ยวผลมะปรางหวานพันธุ์ดีจะเก็บได้ตั้งแต่ผลเริ่มเข้าสีและยังดิบอยู่จะมีรสชาติหวานมัน และเมื่อเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั้งผลจะมีรสชาติหวานแหลม

คุณวิจิตร ไกรสรสวัสดิ์ เคยให้เพื่อนชาวต่างชาติได้ทดลองรับประทานมะปรางหวานสายพันธุ์ต่างๆ ที่สวนวิจิตรการเกษตร เขาจะชอบมาก และบอกว่าเป็นผลไม้มหัศจรรย์อีกชนิดหนึ่งและเหมาะต่อการส่งออก จัดเป็นผลไม้เมืองร้อนที่จัดอยู่ในกลุ่ม The Exotic Fruit

หนังสือ “การผลิตและการตลาด มะปรางยักษ์” พิมพ์ 4 สี แจกฟรี พร้อมกับ หนังสือ “ไม้ผลแปลกและหายาก เล่มที่ 1-5″ รวม 6 เล่ม จำนวน 504 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ มูลค่ารวม 250 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398