กาซะลองคำ พันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคล จังหวัดเชียงราย
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
ไม้ดอกไม้ประดับ
ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา
กาซะลองคำ พันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคล จังหวัดเชียงราย
กาซะลองคำ เป็นพันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคล แก่จังหวัดเชียงราย ซึ่งจังหวัดเชียงรายมีคำขวัญประจำจังหวัด คือ เหนือสุดในสยาม ชายแดนสามแผ่นดิน ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง เหนือสุดในสยาม
แม่สาย…ดินแดนแห่งอารยธรรมล้านนา มีประวัติเก่าแก่ยาวนาน และแม่สายเป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ชายแดนสามแผ่นดิน คือ สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่าง 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย (จังหวัดเชียงราย) ลาว (แขวงบ่อแก้ว) และพม่า (แขวงท่าขี้เหล็ก, รัฐฉาน) มีลักษณะเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมบรรจบกัน โดยมีแม่น้ำโขงตัดผ่านชายแดนไทยและลาว นับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค นอกจากนี้ สามเหลี่ยมทองคำยังมีทิวทัศน์ที่งดงาม โดยเฉพาะยามเช้าที่ดวงอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางสายหมอก เดิมสามเหลี่ยมทองคำเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นแหล่งท่องเที่ยวรอยต่อระหว่างประเทศ แต่ในปัจจุบันมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย
ถิ่นวัฒนธรรมล้านนา ล้านนาไทย เป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองด้วยศิลปวัฒนธรรมแต่โบราณแล้ว วัฒนธรรมล้านนาเกิดการผสมผสานจากสายวัฒนธรรมของชาวไตต่างๆ บรรพบุรุษล้านนาได้สะสมภูมิปัญญา ความรู้ในแขนงต่างๆ สร้างสรรค์เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่งดงามไม่มีใครเหมือน มีความลงตัวและมีเอกลักษณ์ที่ล้ำค่า แม้ภายหลังจากการเสื่อมลงของอาณาจักรล้านนา แต่วัฒนธรรมล้านนาไม่ได้เสื่อมหายไปทั้งหมด
แม้ว่า วัฒนธรรมล้านนาปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปมาก เนื่องจากมีตัวแปรมากมายที่มีผลต่อการทำลายเอกลักษณ์วัฒนธรรมล้านนา และการละทิ้งสิ่งดีในวัฒนธรรมเดิม พร้อมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงโดยรับวัฒนธรรมจากที่อื่นๆ แล้ว แต่ชาวล้านนาทั้งหลายก็ยังคงสืบสานวัฒนธรรมต่างๆ เอาไว้ได้เป็นส่วนมาก
ล้ำค่าพระธาตุดอยตุง พระธาตุดอยตุง เป็นเจดีย์สีทองขนาดเล็ก 2 องค์ สูงประมาณ 5 เมตร บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม มีซุ้มจระนำสี่ทิศ นับเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดของเชียงราย ประดิษฐานอยู่บนยอดดอยตุง ในเขตกิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นที่บรรจุพระรากขวัญเบื้องซ้าย (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า ซึ่งนำมาจากมัธยมประเทศ เมื่อก่อสร้างพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี้ ได้ทำธงตะขาบ (ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ตุง) ใหญ่ยาวถึงพันวา ปักไว้บนยอดดอย ถ้าหากปลายธงปลิวไปไกลถึงเมืองไหน ก็จะกำหนดเป็นฐานพระสถูป เหตุนี้ดอยซึ่งเป็นที่ประดิษฐานปฐมเจดีย์แห่งล้านนาไทย จึงปรากฏนามว่า ดอยตุง
พระธาตุดอยตุงเป็นปูชนียสถานที่สำคัญ เมื่อถึงเทศกาลนมัสการพระธาตุดอยตุงจะมีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและเพื่อนบ้านจากประเทศใกล้เคียง เช่น ชาวเชียงตุงในรัฐฉาน ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ชาวหลวงพระบาง เวียงจันทน์ เดินทางเข้ามานมัสการเป็นประจำทุกปี เมื่อท่านผู้อ่านได้ทราบถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญของจังหวัดเชียงรายแล้ว ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดเชียงราย นั่นก็คือ ต้นกาซะลองคำ ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่ชาวเชียงราย
ชื่ออื่น : ปีบทอง กากี จางจืด สำเภาหลามต้น อ้อยช้าง แคะเป๊ะ สะเภา
ชื่อสามัญ : Tree Jasmine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Radermachera ignea
ชื่อวงศ์ : Bignanoceae
นิเวศวิทยา : มีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศไทยทางภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณชื้นและชายป่าดิบแล้งตามเชิงเขา ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร ในต่างประเทศพบที่จีนตอนใต้ พม่า ลาว และเวียดนามตอนเหนือ
หลายคนอาจสับสนว่า กาซะลองคำ คือ ต้นปีบที่ดอกมีสีขาวและมีกลิ่นหอม ซึ่งทางพายัพเรียกว่า กาซะลอง ความจริงแล้วพรรณไม้ทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นพืชในวงศ์เดียวกัน แต่เป็นคนละสกุล (genus)
ปีบ หรือกาซะลอง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Millingtonia hortensis L.f. ซึ่งปีบทองและกาซะลองคำ คือต้นไม้ต้นเดียวกัน แต่ท้องที่ที่จะเรียกขานกันออกไป แต่หลายคนมีความสับสนระหว่าง ปีบ ปีบทอง กาซะลอง และกาซะลองคำ ขอจำง่ายๆ ปีบ คือ กาซะลอง ส่วนปีบทอง คือ กาซะลองคำ
ความคิดของผู้เขียน ทำไมต้องเรียกกาซะลองคำ ว่า ปีบทอง ทั้งๆ ที่ลักษณะดอกก็ไม่เหมือนกัน แยกได้ง่ายตรงที่ ปีบทอง มีดอกสีเหลืองทอง หรือส้มหรือแสด ดอกปีบขาวหอมชื่นใจ และธรรมชาติเห็นว่า ปีบทอง มีดอกสีสวยแล้วจึงไม่ให้กลิ่นหอมมาด้วย ถือว่ายุติธรรมแล้ว ผู้ที่ชื่นชอบกลิ่นหอม ก็ปลูกปีบหรือกาซะลอง ส่วนผู้ที่ชอบสีสวยของดอกก็ปลูกปีบทองหรือกาซะลองคำ แต่ถ้าชอบทั้งดอกหอมและดอกสีสวยด้วยล่ะก็เชิญชวนปลูกทั้ง 2 ต้น และความสับสนอีกอย่างหนึ่งจากเอกสาร ตำรา รวมทั้งในอินเตอร์เน็ต คือ คำว่า กาซะลอง ที่ส่วนใหญ่เขียนว่า กาสะลอง แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เขียนเป็นกาซะลอง และกาซะลองคำ
เนื่องจาก กาซะลองคำ เป็นไม้ต้นที่มีทรงพุ่มสวยงาม แน่นทึบ ให้ความร่มรื่นได้ดีมาก ทรงพุ่มไม่สูงและใหญ่เกินไป ดอกสวยและออกดอกตลอดปี โดยเฉพาะหากอากาศหนาวเย็น กาซะลองคำจะมีความสวยงามและออกดอกได้มากขึ้น เหมาะที่จะปลูกประดับสถานที่ต่างๆ ทำให้กาซะลองคำ หรือปีบทอง ถูกเลือกเป็นพรรณไม้ประจำมหาวิทยาลัยถึง 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เรียกว่า “กาซะลองคำ” และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เรียกว่า “ปีบทอง” ซึ่งสื่อความหมายถึงความเรียบง่าย ความแข็งแรง ความรุดหน้า และความร่มเย็น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-17 เมตร ผลัดใบแต่ไม่ผลัดพร้อมกัน เรือนยอดรูปใบหอกหรือรูปไข่ ทรงพุ่มแน่นทึบ กิ่งก้านแผ่เป็นชั้นๆ ออกกว้าง
ลำต้น เปลาตรง ตามลำต้นและกิ่งก้านจะมีรูระบายอากาศกระจัดกระจายทั่วไป
เปลือก สีน้ำตาลอ่อน แตกเป็นลายประสานกันคล้ายตาข่าย ผิวของเปลือกขรุขระเป็นเม็ดเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป
ใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ออกตรงกันข้ามใบย่อย 2-5 คู่ ปลายคี่ แผ่นใบย่อยรูปรีแกมใบหอก หรือรูปไข่แกมใบหอก หรือรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 5-10 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบสอบแคบ บางใบโคนเบี้ยวเล็กน้อย แผ่นใบเป็นมัน ขอบใบเรียบบิดเป็นคลื่นเล็กน้อย ก้านใบย่อยยาว 0.6-0.8 เซนติเมตร ก้านใบปลาย ยาว 2.5 เซนติเมตร ท้องใบมีต่อมเล็กๆ ประปรายอยู่ทั่วไป
ดอก สีส้ม เหลืองอมส้มหรือเหลืองทอง ออกเป็นช่อสั้นๆ หรือช่อกระจุกตามกิ่งก้านและลำต้น กระจุกละ 3-10 ดอก ทยอยบานครั้งละ 3-5 ดอก ก้านช่อดอกสีน้ำตาลอมแดง มีขนอ่อนๆ ประปราย ยาว 1-2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงหรือกลีบรองดอกสีน้ำตาลอมแดง ยาว 1.0-1.5 เซนติเมตร มีรอยผ่าเปิดด้านเดียวด้านหน้าตามทางยาวติดกันเป็นหลอดห่อหุ้มกลีบดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดทรงกระบอก โคนแคบตรงกลางค่อยๆ โป่งออก ปลายดอกแยกออกเป็น 5 กลีบ บานแผ่และม้วนลงด้านนอก เกสรตัวผู้ 4 อัน โผล่ออกมาเสมอปากกลีบดอก เมื่อบานเต็มที่กว้าง 1.5-2.0 เซนติเมตร ยาว 5-7 เซนติเมตร ดอกจะบาน 1-2 วัน แล้วร่วงหล่นและดอกใหม่จะทยอยบานขึ้นมาแทนที่
ผล ผลแห้งเป็นฝักรูปทรงกระบอกยาวเรียว คล้ายฝักถั่วฝักยาว กว้าง 0.5-0.7 เซนติเมตร ยาว 30-40 เซนติเมตร ฝักแก่จะบิดเวียนเป็นเกลียวเล็กน้อย เมื่อแห้งจะแตกออกเป็น 2 ซีก ภายในฝักมีแกนทรงกระบอกเล็กๆ ยาวเรียวเป็นที่อยู่ของเมล็ด
เมล็ด เป็นเมล็ดแห้ง แบน บาง มีปีกบางๆ ยาวออกทางด้านข้าง ขอบปีกเสมอกับตัวเมล็ด กว้าง 0.2-1.0 เซนติเมตร เมื่อฝักแห้งจะแตกออก และเมล็ดจะปลิวไปตามลม
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำกิ่ง และแยกหน่อ
สรรพคุณทางสมุนไพร
เปลือก ต้มกับน้ำดื่มแก้ท้องเสีย
ใบ ตำคั้นน้ำทาหรือพอกแผลรักษาแผลสด แผลถลอกเพื่อห้ามเลือด ในงานวิจัยพบว่า สารในต้นกาซะลองคำมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ HIV-1 reverse transcriptase
ประโยชน์อื่นๆ ดอกนำมาย้อมผ้า หรือรับประทานโดยการทอดหรือลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก
ส่วนราชการหน่วยงานส่งเสริมการปลูกป่า หรือปลูกต้นไม้ประกาศแจกกล้าพันธุ์ ซึ่งประชาชนติดต่อขอรับได้ ตามประกาศนั้น
“ดำรง จิระสุทัศน์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เดินหน้าลุย จุลินทรีย์-สารเคมีอันตราย
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
สัมภาษณ์พิเศษ
ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง
“ดำรง จิระสุทัศน์” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เดินหน้าลุย จุลินทรีย์-สารเคมีอันตราย
ในบรรดาลูกหม้อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น ถือว่า “คุณดำรง จิระสุทัศน์” เป็นผู้บริหารคนหนึ่งที่คนในแวดวงเกษตรให้การยอมรับ เพราะเป็นคนรู้ลึกรู้กว้างในงานเกษตร ผ่านตำแหน่งต่างๆ ในกระทรวงมาหลายกรม และก่อนที่จะมานั่งเก้าอี้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรก็เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ชื่อว่าเป็นคนตรงไปตรงมา เป็นคนที่ติดดินและลงไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ได้รู้ได้เห็นข้อเท็จจริง
มาฟังกันว่าในฐานะอธิบดีคนใหม่ของกรมวิชาการเกษตร ท่านผู้นี้มีนโยบายในเรื่องอะไรบ้าง และจะแก้ปัญหาต่างๆ ในวงการเกษตรบ้านเราอย่างไร โดยเฉพาะปัญหาเร่งด่วนทั้งหลาย
อธิบดีดำรง จิระสุทัศน์ เกริ่นให้ฟังถึงงานแรกที่จะทำว่าเป็นเรื่องการใช้จุลินทรีย์แทนการเผาตอซังข้าว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ถึงขั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นห่วง
เทคโนโลยีชาวบ้าน แนวทางดำเนินงาน
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนพระทัยและทรงห่วงเรื่องนี้มาก ตั้งแต่ ปี 2551 เริ่มแรกพระองค์ท่านตรัสว่า ทำอย่างไรไม่ให้ชาวบ้านเผาตอซัง และให้หาพืชหลังนามาปลูกเพื่อให้มีรายได้ กรมก็ศึกษาเรื่องนี้มาตลอด ประเทศไทยใช้ปุ๋ยทุกวันนี้ปีหนึ่ง 4-5 หมื่นล้าน ถ้าเราลดปุ๋ยในนาข้าวได้เมื่อไหร่ ก็คือการลดใช้ปุ๋ยในประเทศได้มาก นอกจากนี้พบว่า ในฟางข้าว ประมาณ 60 ล้านไร่ ที่ทำนาอยู่ ปุ๋ยที่อยู่กับฟางข้าวมีมูลค่า 3-4 หมื่นล้าน แต่เราเผาทำลายไปเกือบครึ่งหนึ่ง
คิดง่ายๆ ว่า ในฟางข้าว 1 ไร่ เป็นมูลค่าปุ๋ย NPK เป็นพันบาท ถ้าเราไม่เผาก็ต้องหาทางเลือกให้ชาวบ้าน จริงๆ สาเหตุที่ชาวบ้านเผา หนึ่ง ไม่รู้จะจัดการฟางยังไงให้มันไว เพราะทุกวันนี้ปลูกข้าว 2 ปี 5 รอบ และจากการพัฒนาพันธุ์ที่ดีเกินไป ปลูกยังไงก็ออกดอก นี่เป็นข้อดี แต่ข้อเสียคือสภาพแวดล้อมในประเทศเสียหายมาก ศัตรูพืชก็ระบาด สอง ถ้าใช้วิธีปกติ คือ ไถกลบ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 40-60 วัน
ถ้าใช้วิธีไถกลบแล้วปลูกเลย ตอซังจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถจะย่อยสลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ปลูกข้าวไปก็จะเหลือง ไม่โต แคระแกร็น อาการนี้เรียกว่า อาการข้าวเมา เมาตอซัง
ทั้งนี้ หลังจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปลูกข้าวที่โรงเรียนนายร้อย จปร. และเสด็จฯ ไปทรงเกี่ยวทุกปี ผมก็ต้องถวายรายงานความคืบหน้ามาตลอดว่าทำอะไรไปบ้าง ล่าสุดผมไปถวายรายงานเกี่ยวกับเรื่องจุลินทรีย์ พระองค์ท่านสนพระทัยมาก
วันนี้เราพบว่า ต้องหาจุลินทรีย์ที่สามารถ combination จุลินทรีย์หลายๆ ตัวให้มีความเข้มข้นสูง เพื่อให้มันมาทำงานร่วมกันแล้วย่อยสลายได้ดีในเวลาสัก 1-2 สัปดาห์
ผมจึงจัดทำโครงการเร่งด่วนขึ้นมา ในเรื่องของการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง โดยไม่เผา จุลินทรีย์พวกนี้มีคุณสมบัติสร้างเอนไซม์ที่มีหน้าที่ย่อยสลายตอซังโดยตรง ในตอซังส่วนที่แข็ง เราเรียกว่า เซลลูโลส ทำให้ใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายได้ไว ในระยะ 7 วัน
เทคโนโลยีชาวบ้าน ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการบางแห่งซื้อจุลินทรีย์จากภาคเอกชน
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นักวิชาการบอกผมว่า กรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน มีเชื้อจุลินทรีย์พวกนี้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้ทำเป็นเรื่องเป็นราว จึงให้เขาทำโครงการ แล้วเปรียบเทียบทั้งหมดว่า ในจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในท้องตลาด กับจุลินทรีย์ของกรมมีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร
จริงๆ แล้วก็คือจุลินทรีย์เดียวกันหมด วันนี้ยืนยันได้ว่า จุลินทรีย์ที่อยู่ในท้องตลาด ไม่ว่ายี่ห้อไหน พวกนี้ใช้ประโยชน์ได้ดี ผมนำไปทดสอบที่พิษณุโลกมาสามสี่รอบ ย่อยสลายได้ดี 7 วัน สามารถปลูกข้าวได้เลยโดยไม่ต้องไถ ซึ่งการใช้เชื้อจุลินทรีย์ตรงนี้จะแก้ปัญหาได้ทั้งระบบ
เรื่องจุลินทรีย์จะเป็นนโยบายหลักของผม ซึ่งแม้กระทั่ง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็พูดเรื่องนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ท่านก็พูดเรื่องนี้ แต่การสานนโยบายให้เป็นเรื่องเป็นราว ผมยังไม่เห็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ผมจะทำที่นครนายก ผมอยากเชิญชวนภาคเอกชนที่มีความสามารถมาร่วมกันทำ
ความจริงจุลินทรีย์ไม่ใช่ของใหม่ มีอยู่ทั่วไปในอากาศ จากที่ผมให้เจ้าหน้าที่ไปทดสอบพบว่า มีบางบริษัทมีจุลินทรีย์บางชนิดที่ใช้ได้อยู่ได้ดี เท่าที่พบอยู่ตอนนี้มีอยู่ 2-3 บริษัท แต่ก็มีบางบริษัทที่หลอกขายชาวบ้าน บางจังหวัดผู้ว่าฯ ก็ลงมาเล่นเรื่องจุลินทรีย์เองเลย อย่างเชียงราย และนครนายก
เทคโนโลยีชาวบ้าน แสดงว่าถ้าใช้จุลินทรีย์ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกรได้
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นี่แหละเป็นแนวทางเดียวของประเทศไทยในการปลูกข้าว แล้วยิ่งเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ต้องไปแข่งกับเวียดนาม ถ้าเรายังอยู่เหมือนเดิม ปลูกข้าวโดยใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลงเยอะๆ จะลำบาก ความสามารถในการต่อสู้ก็จะลดลง
ทำอย่างไร ให้เราลดต้นทุนการผลิตได้ แต่ถ้าคิดว่าปลูกข้าวโดยไม่ใช้ปุ๋ย ฝันกลางวันไปเถิด ไม่มีทางได้ผล เพราะว่าสภาพดิน พื้นนาปลูกมาตั้งชั่วนาตาปี ซึ่งไม่เคยได้รับการปรับปรุงดินอย่างถูกต้อง ฉะนั้น จะต้องใช้ปุ๋ย แต่ปุ๋ยในธรรมชาติก็มี อย่างปุ๋ยในฟางข้าวเรามีพอที่จะเลี้ยงต้นข้าวได้ แล้วก็ใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาเติมนิดหน่อย ถ้าเดินแนวนี้ผมว่าการปลูกข้าวจะไปรอด
หลังจากผมถวายรายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสร็จ พระองค์ท่านโปรดมาก ผมก็ถวายรายงานต่ออีกว่าข้าราชการทำไม่สำเร็จแน่ เพราะมีเงื่อนไขอะไรเยอะแยะ ถ้าจะให้สำเร็จ ทรงต้องให้ความเมตตา คือจะต้องตรัสในเวทีใหญ่ๆ สักรอบสองรอบ แล้วชาวบ้านจะเชื่อ พระองค์ท่านก็ทรงพระสรวล จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก บอกว่า ขอเป็นต้นแบบ ขอเป็นตัวอย่าง เพราะที่นครนายกมีโรงสีที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสร้างไว้
ผมมองสมรรถภาพของหน่วยราชการ อย่างกรมวิชาการเกษตร ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะว่าแรงจูงใจไม่มี การสนับสนุนของรัฐบาลก็ยังไม่ดีพอ ต้องอาศัยพระบารมี ผมถวายรายงานพระองค์ท่าน ทรงชอบและทรงเมตตา วันนั้นผมรายงานเฉพาะเรื่องจุลินทรีย์ให้พระองค์ท่านทรงฟังอยู่นานมาก
วันที่พระองค์ท่านทรงไปเปิดโรงสี ผมก็ไป ดูพื้นที่ตรงนั้น ถ้าใช้เป็นโครงการนำร่องได้ก็จะเกิดประโยชน์ เพราะชาวนาไทย เขาปลูกฝังวิถีชีวิตมานาน ที่ทำนาแบบเดิมๆ ตามๆ กัน ถ้าไม่มีตัวอย่างให้เห็นจริงๆ การจะไปเปลี่ยนวิธีคิดของเขาค่อนข้างยาก
เทคโนโลยีชาวบ้าน ในนโยบายเรื่องจุลินทรีย์จะต้องทำอะไรอีกบ้างเพื่อจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผมสั่งข้าราชการให้ทำ 1. คือนำข้อมูลเก่าๆ มาประมวลทั้งหมดแล้วผลิตเชื้อจุลินทรีย์นี้ มาทดสอบคู่กับภาคเอกชนที่ขายอยู่ทั่วไป ที่ผ่านมากรมเคยถ่ายทอดความรู้พวกนี้ไปแต่ไม่ต่อเนื่อง ต่อไปต้องรวมกลุ่มชาวบ้านทำกันเป็นกลุ่ม 2. รัฐบาลต้องให้ความสำคัญว่า ห้ามเผา ต้องเด็ดขาดแล้ว ควรจะต้องชวนในระดับท้องถิ่น ตั้งแต่ ผู้ว่าฯ อบต. อบจ. มาร่วมทำงาน ต้องออกกฎหมายว่าถ้าเผามีความผิดเพราะไม่ใช่ทำลายฟางอย่างเดียว ยังทำลายสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำลายชีวิต บางครั้งทำลายทรัพย์สิน รถราวิ่งไปก็ชนกัน หมอกควันลงรถชนกันเป็นสิบๆ คัน เด็กนักเรียนที่เดินผ่านทุ่งหญ้าพวกนี้ก็จะมีปัญหาสุขภาพ
เทคโนโลยีชาวบ้าน เรื่องนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ หลายคนเป็นห่วงว่า ความสามารถในการส่งออกข้าวของไทยจะลดลง
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร น่าเป็นห่วงจริงๆ คงต้องมองตั้งแต่ภาครัฐบาลเรื่องนโยบาย ผมไม่ว่าผิดถูก ไม่ใช่ว่ารัฐบาลทำงานผิดพลาด แต่ว่ายังมีความขัดแย้งในแนวคิดของผู้รู้ทั้งหลายแหล่ว่าวิธีจำนำข้าวเดี๋ยวนี้เราทำถูกต้องครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเปล่า ถ้ารัฐบาลใจกว้างต้องทบทวน เพราะคนที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องพวกนี้ เป็นคนที่เก่งที่สุดในเรื่องข้าว เป็นคนที่เก่งที่สุดในเศรษฐศาสตร์ระดับท็อปเท็นของประเทศ
วันนี้ ถ้าไม่ทบทวนเราแพ้เขาแน่นอน ถ้าเรายังทำเหมือนเดิม เรายังแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าโครงการดีจริง จะต้องไม่มีเสียงวิพากษ์เกิดขึ้นว่ามีข้าวสวมสิทธิ์
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องพันธุ์ข้าวของเรา พูดถึงยังสู้ได้ พันธุ์ข้าวของไทยดีที่สุดในโลก เราทำเรื่องข้าวมาก่อนตั้งแต่บางประเทศยังทำสงครามกันเลย เวียดนาม เขาคงเอามาจากจีน จากนู่นจากนี่ เขามาแข่งกับเราในเชิงคุณภาพไม่ได้ เขาแข่งในเชิงปริมาณ ฟิลิปปินส์ไม่มีข้าวดีที่จะพอมาแข่งในโลกได้เลย
เทคโนโลยีชาวบ้าน ทราบว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในเรื่องการใช้สารเคมี
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผมจะพยายามให้ใช้สารเคมีในการเกษตรของบ้านเมืองเราลดลง โดยเฉพาะสารเคมีที่มีอันตรายแรงๆ ที่เราเฝ้าระวังอยู่ ประมาณ 10 ตัว เช่น สารเคมีที่เกษตรกรใช้หยอดลงในดินเพื่อป้องกันแมลง แต่ว่าชาวบ้านกลับไปใช้หยอดในฝักข้าวโพดเพื่อไม่ให้แมลงเจาะฝักข้าวโพด ซึ่งเป็นท็อปฮิตตอนนี้ เป็นประเด็นใหญ่ที่เกิดขึ้น สารเคมีที่เราไม่แนะนำให้ใช้ในนาข้าวก็ไปใช้ ทำให้แมลงศัตรูพืชระบาดมากขึ้น สารเคมีที่เราไม่แนะนำให้ใช้ในไร่ผล เช่น มะม่วง ยังมีการตรวจเจอว่ามะม่วงส่งออกเรายังมีสารเมโทมิล สารฆ่าแมลง ยังเจอในมะม่วงส่งออก ได้รับการแจ้งเตือนจาก ต่างประเทศเยอะ
พวกนี้เป็นสารเคมีที่มียอดจำหน่ายสูงมากๆ ในประเทศไทย เห็นมีข่าวกันว่าการที่กรมวิชาการเกษตรยังให้ใช้ เพราะเงินหล่นมาที่กรมหลายร้อยล้าน แล้วผมจะทำให้ดูว่าหล่นที่ไหน หลังปีใหม่จะให้ของขวัญชาวบ้านด้วยงานสารเคมีพวกนี้ เตรียมตัวไว้เลย ถ้าผมยังเป็นอธิบดีอยู่
ผมอยากให้เกษตรกรใช้สารเคมีที่ถูกต้องมีประโยชน์จริงๆ โดยพยายามให้ความเห็นขัดขวางในหลายๆ เรื่องในการใช้สารเคมีที่ไม่ว่าจะซื้อแบบไหน จากผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ไม่เห็นด้วย
หลังปีใหม่ผมจะเปิดเวทีสภาวิจารณ์ใหญ่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามานั่ง แสดงข้อมูลกัน ทั้งภาคผู้ประกอบการ ทั้งภาค NGO ทั้งผู้ใช้ ทั้งสื่อ เป็นการประชาวิจารณ์เพื่อตัดสินใจว่าจะยกเลิกสารเคมีต้องห้าม หรือยังอนุญาตให้ใช้ เพราะตอนนี้มันใช้ยังไม่ถูกวิธี แล้วปริมาณการใช้สารเคมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มากจนน่ากลัว ทั้งที่เรายังมีวิธีอื่น มีศัตรูธรรมชาติอีกเยอะแยะที่ยังไม่ได้นำมาใช้ แต่นี่เราต้องสู้กับพลังของบริษัทค้าสารเคมี ซึ่งมีกำลังมหาศาล
เทคโนโลยีชาวบ้าน มีนโยบายอะไรอีกที่จะเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อีกอย่างที่ผมจะทำคือ เรื่องคุณภาพสินค้าส่งออก ผมกำลังทำหลายโครงการ เช่น มะม่วง ฝรั่ง พุทรา เวลาเราส่งออกจะเจอปัญหา เรื่องหนอน คิดว่าอีกสองสามเดือนข้างหน้า เรื่องพวกนี้มันแก้ปัญหาได้อยู่แล้ว
นอกจากนี้ ผมอยากเตรียมคนของกรม ให้เตรียมพร้อมกับ AEC ผมไม่ได้ไปฮิตไปเห่อตามเขา แต่มันมีความจำเป็น อีก 2 ปี ผมไม่ได้คิดว่าไทยจะต้องไปแข่งการค้าการขายกับกลุ่มอาเซียน แต่คิดว่าถ้าเราไปร่วมมือในกลุ่มอาเซียน ถ้าประเทศไหนมีของดีก็ไปซื้อเปลี่ยนแลกขายกันในกลุ่ม ถ้าเรามีความดีเหมือนๆ กัน
เรารู้เหมือนกันก็ร่วมกันสร้างมาตรฐาน เพื่อไปขายใน EU ตลาดอเมริกา ตลาดประเทศอื่นๆ ซึ่งทั่วโลกมีหลายพันล้านที่พร้อมจะซื้อของระดับอาเซียน โดยเฉพาะเรื่องข้าว เรื่องผลไม้ ผลไม้ในอาเซียนทุกชนิดไม่มีที่อื่นแข่งหรอก ทุเรียน มะม่วง ลำไย ส้มโอ เดี๋ยวนี้ส่งออกไปเยอะ พุทรา มังคุด ทุกอย่างขายได้หมด ขอให้เน้นเรื่องคุณภาพ ให้มีมาตรฐาน
สิ่งพวกนี้ในอาเซียนเรารวมกลุ่มให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เรียกว่ามาตรฐานอาเซียนเหมือนกับ EU-STANDARD ให้เป็นอาเซียนสแตนดาร์ด ในเรื่องของคุณภาพผลไม้ ในเรื่องของมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยในสารเคมี เราต้องร่วมมือกัน
เทคโนโลยีชาวบ้าน หลังกลับจากดูงานที่ญี่ปุ่นมีโครงการอะไรจะสานต่อ
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ทางสหกรณ์ญี่ปุ่นเขาเชิญผมไป เพราะช่วงหลังเราขยายการค้าการขาย เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นพูดง่ายขึ้น เพราะมาตรฐานสินค้าเราดีมากขึ้น สินค้าหลายอย่างผ่านเกณฑ์ โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้เป็นที่นิยมมาก ผมเลยแอบๆ ไปคิดว่า จะส่งมะนาวไป เพราะมะนาวเขาแพงมาก ลูกหนึ่งยี่สิบสามสิบบาท ถ้าเราสามารถส่งมะนาวไปได้ น่าจะเป็นประโยชน์ สิ่งที่เขากลัวคือโรคบางตัว อย่างหนอนเจาะผลมะนาว ซึ่งเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร จัดการได้อยู่แล้ว
ขณะเดียวกันเขาอยากจะนำเข้าผลไม้บางอย่าง เช่น ส้ม ซึ่งส้มญี่ปุ่นคุณภาพดี แต่อาจจะต้องแลกเปลี่ยนกัน คิดว่าเราได้ประโยชน์เพราะส้มประเทศไทยเต็มไปหมด เขาส่งมาเขาไม่ได้แข่งกับส้มเรา เขาแข่งกับส้มเมืองจีน ส่วนมะนาวเราไม่ต้องแข่งกับใคร
เทคโนโลยีชาวบ้าน มีนโยบายส่งเสริมปลูกยางพาราอย่างไร
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ทุกวันนี้ดีมานด์ ซัพพลาย ในโลกปริมาณการใช้พอๆ กัน ทั่วโลกใช้ยางพาราประมาณ 12 ล้านตัน ไทยส่งออกยางประมาณ 3 ล้านตัน แค่ 1 ใน 4 ซึ่งที่ผ่านมาประเทศผู้ผลิตยางทั้งหมดทั่วโลกรวมกันก็ไม่ถึง 12 ล้านตัน ผมว่ายางพาราเป็นสินค้าที่มีการวางแผนอย่างดีคือ ดีมานด์ ซัพพลาย ใกล้เคียงกัน ทีนี้เรื่องราคาทำไมมันขึ้นลง เวลาขึ้นมันขึ้นไปร้อยกว่าบาทต่อกิโล เวลาลงมันลงเกือบครึ่ง อยู่ที่ว่า ณ วันนี้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงักหมด
กลุ่มที่ซื้อยาง อย่างเช่น EU หรือจีน เดี๋ยวนี้เขาจะไม่ซื้อไปสต๊อค เพราะต้องใช้เงินมหาศาล เขาจะสต๊อคแค่ 30-60 วัน สมัยก่อนจะซื้อแบบว่าปีหนึ่งๆ จะซื้อสต๊อคเก็บไว้ เพราะตอนนั้นเงินเยอะ ปีสองปีมานี้ เศรษฐกิจมันกระทบเงินสดในโลกลดลงเยอะ ดังนั้น ทุกคนจะไม่สต๊อค
ต่อไปนี้ผมเชื่อว่ายางต้องไปร้อยบาท จากเจ็ดสิบกว่าบาท นี่ขึ้นทุกวัน ถ้าใครมีสตางค์ก็เก็บยางเอาไว้เลย ที่เรากังวลเรื่องยางว่าจะล้นไหม ไม่ล้นหรอก ดังนั้น เราไม่ต้องกลัว ปัญหาทำอย่างไรให้แข่งกันได้เรื่องราคา ปรับปรุงคุณภาพ เปลี่ยนพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม ซึ่งกรมก็มีพันธุ์ใหม่ๆ จากเดิมมีผลเฉลี่ยสองร้อยกว่ากิโล ตอนนี้หาพันธุ์ที่มีผลเฉลี่ยได้สี่ร้อยกว่าต่อไร่
ยางมีข้อดีหลายอย่าง ไม่มีไม้อันไหนที่หมดอายุการใช้งาน แล้วสามารถตัดต้นขายได้ทั้งหมด จึงยังเป็นพืชที่มีอนาคตอยู่ คนอีสานเขามีต้นยาง 5 ไร่ ยังส่งลูกเรียนเมืองนอกได้เลย เพราะเขากรีดยางเอง
เทคโนโลยีชาวบ้าน ในการรองรับ AEC กรมทำอะไรบ้าง
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผมพยายามคัดคนเตรียมคนหนุ่มสาว ปีหน้าผมจะมีข้าราชการเกษียณ 200 กว่าคน ผมก็จะเตรียมคน 200 ขึ้นไปทดแทน เปิดคอร์สพิเศษ ให้ฝึกอบรมตอนเย็นกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย อย่างที่สองเตรียมเรื่องการวิเคราะห์ปัญหาการทำงานงานวิจัย โดยเชิญอาจารย์เก่งๆ มาอบรม เพื่อตีโจทย์ให้แตกว่าจะวิจัยงานเรื่องอะไรให้แก้ปัญหาของชาวบ้านได้
เรื่องที่สอง จะส่งคนขอไปศึกษาดูงานที่เกาหลี เป็นประเทศต้นแบบที่น่าสนใจ ซึ่งมีโครงการร่วมมือกัน เพราะเวลานี้ทุกด้านเกาหลีเก่งหมด ทั้งเรื่องไฮเทค โทรศัพท์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ดนตรี ภาพยนตร์ อาหารและสุขภาพ ผมจะเอาคนไปฝึกงาน 100 คน
เรื่องที่สาม ผมจะใช้ศูนย์วิชาการในไทย เป็นศูนย์การตรวจสอบสารพิษตกค้างเพราะว่ามาตรการการตรวจสอบสารพิษของเราได้รับการยอมรับจาก EU จากอเมริกาหมดแล้ว ประเทศอื่นๆ พม่า ลาว เวียดนาม เขมร ยังล้าหลังอยู่ และทุกวันนี้ต่างประเทศจ่ายเงินให้พวกนี้มาฝึกอบรม แล้วก็ขอให้ทางไทยเป็นผู้ฝึกเยอะแยะหลายหลักสูตร ฉะนั้น เรารับเป็นครูเสียดีกว่า สร้างศูนย์อบรมขึ้นมาเลย ซึ่งดีหลายอย่าง
เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอทราบหลักในการทำงาน
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผมมีหลักง่ายๆ ผมเป็นตัวของตัวเอง ผมรับฟังนโยบายมาคิดผสมผสานกับประสบการณ์แล้วตัดสินใจ ผมจะไม่ฟังนโยบายทุกเรื่อง ผมจะไม่ปฏิบัติตามนโยบายที่ผมเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ ผมเป็นคนที่ทุกคนรู้ว่าผมพูดถ้าเห็นว่าไม่น่าจะใช่ แต่เวลาที่แลกเปลี่ยนกันพวกผมจะปฏิบัติงานรวดเร็ว ตอนนี้ประเทศไทยรอไม่ได้แล้ว ผมยิ่งรอไม่ได้ใหญ่เพราะมีเวลาแค่ 2 ปี
ผมเองทำงานแบบง่ายๆ ใครจะพบผมก็ได้ ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ได้ ใครมีเหตุผลอะไรก็มาคุยกัน แต่ว่าหลังจากผมตัดสินใจ ทุกคนต้องทำตาม
รมว. เกษตรฯ เดินสายตรวจเยี่ยม “กรมการข้าว” พร้อมมอบนโยบาย และแนวทางการดำเนินงาน
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
เก็บมาเล่า
อภิวัฒน์ คำสิงห์
รมว. เกษตรฯ เดินสายตรวจเยี่ยม “กรมการข้าว” พร้อมมอบนโยบาย และแนวทางการดำเนินงาน
เมื่อ วันที่ 4 มกราคม 2556 ณ อาคารที่ทำการกรมการข้าว คุณยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่กรมการข้าว ภายหลังจากที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างเป็นทางการ
ในการนี้ คุณชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของกรมการข้าวให้การต้อนรับและรับฟังนโยบายนำไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิผลต่อไป
ทั้งนี้ กรมการข้าว ถือเป็นหน่วยงานหลักที่สำคัญในการดูแลภาคการผลิตข้าวของประเทศและดูแลเกษตรกรชาวนาซึ่งเป็นกระดูกสันหลังที่มีความสำคัญของประเทศ
อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวมีภารกิจหลักในการดูแลงานด้านการผลิตข้าวของประเทศ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีมูลค่ามหาศาล ดังนั้น การรับมอบนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้นับเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น
ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมการข้าวได้พัฒนางานตามภารกิจ ทั้งด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ด้านการพัฒนาระบบการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร การพัฒนาศักยภาพชาวนา การจัดระบบการปลูกข้าว การขยายผลการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว
เพื่อสร้างความเข้าใจถึงภารกิจของกรมการข้าวให้มากยิ่งขึ้น จึงได้จัดนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงาน ประกอบด้วย การวิจัยพันธุ์ข้าว โดยนำเสนอเรื่องการเปรียบเทียบการคัดเลือกสายพันธุ์แบบปกติกับแบบการใช้โมเลกุลเครื่องหมายช่วยในการคัดเลือกในกระบวนการปรับปรุงพันธุ์และทดสอบพันธุ์ ซึ่งสามารถย่นระยะเวลาในการคัดเลือกพันธุ์ข้าวได้เกือบ 5 ปี จากปกติใช้เวลา 11 ปี 3 เดือน เหลือเพียง 8 ปี 3 เดือน เท่านั้น
ภายในงานยังมีนิทรรศการกำหนดเขตศักยภาพการผลิตข้าวของประเทศไทย (Zoning) ซึ่งต่อจากนี้ไปจะมีเขตพื้นที่การผลิตข้าวที่เหมาะสมและสามารถกำหนดเป็นนโยบายในการส่งเสริมการผลิตข้าวของประเทศ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพการผลิต อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนลดความเสี่ยง
นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการทางด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจัดแสดงไว้ให้กับผู้ที่สนใจมาศึกษา โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูกและความต้องการทางการตลาดเมล็ดพันธุ์ ระบบการผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และแหล่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี นิทรรศการการจัดระบบการปลูกข้าว นิทรรศการการแสดงแบบจำลองการพัฒนาชาวนา/องค์กรชาวนาในศูนย์ข้าวชุมชน
“บุก” พืชอาหารมหัศจรรย์ ที่ดีต่อสุขภาพ
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
รายงานพิเศษ บุก…พืชมหัศจรรย์ สารพัดประโยชน์
จิรวรรณ โรจนพรทิพย์
“บุก” พืชอาหารมหัศจรรย์ ที่ดีต่อสุขภาพ
บุก เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ซึ่งฤดูแล้งส่วนต้นจะตาย เหลือหัวอยู่ใต้ดิน เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงประเทศจีน ญี่ปุ่น และทางใต้ไปถึงประเทศไทย อินโดจีน และฟิลิปปินส์ ทั่วโลกมีพืชสกุลบุกอยู่ประมาณ 170 ชนิด แต่มีเพียงไม่กี่ชนิดที่นำมาใช้ประโยชน์ ประเทศไทยมีบุกทั้งชนิดหัวกลมและหัวยาว อยู่ประมาณ 45 ชนิด ขึ้นอยู่ในสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่นำต้นอ่อนและช่อดอกมาปรุงเป็นอาหารตามฤดูกาล
บุก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus sp. จัดอยู่ในวงศ์ Araceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์พบว่า ใบบุกโผล่เดี่ยวขึ้นมาจากหัวบุก ลักษณะคล้ายใบมะละกอ มีสีเขียวเข้ม บางชนิดมีก้านใบ เป็นลวดลาย ทั้งลายเส้นตรง ลายกระสลับสี ลายด่างสลับสี บางชนิดสีเขียวล้วน น้ำตาลล้วน บางชนิดมีหนามอ่อนๆ เช่น บุกที่ชาวบ้านเรียกว่า บุกคางคก (A. campanulatus) ก้านใบจะมีหนาม ทั้งชนิดก้านสีเขียว เรียบและชนิดก้านเป็นลวดลายคล้ายคางคก
บุกบางชนิด มีใบกว้าง และมีจุดแบบไข่ปลาสีขาวด้านบน เป็นบุกชนิดที่มีหัวเล็กที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับบุกชนิดอื่นๆ ลักษณะเด่นทั่วๆ ไป ใบมีก้านตรงจากกลางหัวโผล่จากดินแล้วแผ่กางออก 3 ทาง มีรูปทรงแผ่กว้างแบบร่ม แต่บางพันธุ์จะมีใบ 3 ทาง ที่กางกลับขึ้นด้านบนเหมือนหงายร่ม บางชนิดมีใบกว้าง กางออกเป็นวงแคบและลู่ลงต่ำ ดังนั้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของใบบุก มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชนิดของบุก
ดอกบุก มีดอกคล้ายต้นหน้าวัว แต่ละชนิดมีขนาด สี และรูปทรงต่างกัน บางชนิดมีดอกใหญ่มาก โดยเฉพาะบุกคางคก ดอกบุกมีกลิ่นเหม็นเหมือนเนื้อสัตว์เน่า บุกชนิดอื่นๆ มีดอกเล็ก ก้านดอกจะโผล่ขึ้นตรงจากตรงกลางหัวบุก เช่นเดียวกับก้านใบ บุกมักจะมีดอกในช่วงปลายฤดูแล้ง แต่บุกสามารถออกดอกได้ในช่วงเวลาต่างๆ กัน ระยะเวลาในการแก่เต็มที่ของดอกที่จะติดผลก็ต่างกัน จึงต้องติดตามศึกษาการเกิดดอกและการติดผลของบุกแต่ละชนิดไป
หลังจากดอกผสมพันธุ์ก็จะเกิดผลอ่อนของบุก มีสีขาวอมเหลือง พออายุ ได้ 1-2 เดือน จะมีผลสีเขียวเข้ม มีจุดดำที่ปลายคล้ายผลกล้วย ผลของบุกส่วนใหญ่จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน แต่เมล็ดภายในแตกต่างกัน พบว่า บุกบางชนิดมีเมล็ดในกลม แต่ส่วนมากมีเมล็ดเป็นรูปทรงอูมยาว ผลแก่ของบุกจะมีสีแดงหรือแดงส้ม บุกคางคกมีจำนวนผลนับได้เป็นพันๆ ในขณะที่บุกต้นเล็กชนิดอื่นมีจำนวนผลนับร้อยเท่านั้น ส่วนหัวบุก ต้นใต้ดินหรือหัว (corm) บุกเป็นที่สะสมอาหาร มีลักษณะเป็นหัวขนาดใหญ่ มีรูปร่างพิเศษหลายแบบแตกต่างกันอย่างเด่นชัด นอกจากนี้ ผิวของเปลือกก็มีลักษณะสีแตกต่างกันมากด้วย
ผลการศึกษาวิจัยเรื่องบุก ของ ดร. พงศ์เทพ อันตะริกานนท์ ระบุว่า บุกเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอินโดจีน เช่น ไทย ลาว เขมร เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น ประเทศญี่ปุ่น มีประเพณีการบริโภคบุกมาตั้งแต่สมัยโบราณ เรียกว่า “Konjac” (คอนจัค)
ประเทศไทย เรียกพืชชนิดนี้ว่า “บุก” และมีชื่อเรียกอื่นๆ แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่นคือ ชื่อตามท้องถิ่น : บุกคุงคก (ชลบุรี) เบีย เบือ (แม่ฮ่องสอน) มันซูรัน (ภาคกลาง) หัวบุก (ปัตตานี) บุกคางคก (ภาคกลาง เหนือ) บุกหนาม บุกหลวง (แม่ฮ่องสอน) กระบุก (อีสาน)
บุก เป็นพืชป่าล้มลุกที่พบทั่วไปทุกภาคของประเทศ โดยขึ้นอยู่ตามชายป่า และบางทีก็พบตามพื้นที่ทำนา เช่น ที่ปทุมธานี และนนทบุรี เป็นต้น บุกขึ้นได้ในสภาพดินทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดี ให้หัวขนาดใหญ่ได้ในดินร่วนซุย น้ำไม่ขัง และดินที่มีฮิวมัส หรืออินทรียวัตถุสูง
คนไทยใช้ประโยชน์จากบุกมาอย่างยาวนาน โดยนำ ต้น ใบ และหัวบุก มาทำขนม เช่น ขนมบุก แกงบวดมันบุก แกงอีสาน (แกงลาว) ส่วนภาคตะวันออกแถบจันทบุรีผู้คนมักฝานหัวบุกเป็นแผ่นบางๆ แล้วนำมานึ่งรับประทานกับข้าว ชาวเขาทางภาคเหนือมักนำมาปิ้งก่อนรับประทาน ภาคกลางมักนำหัวบุกที่ฝานเป็นชิ้นบางๆ มาแช่น้ำปูน แช่น้ำก่อนล้างหลายๆ ครั้งแล้วจึงนำไปทำเป็นอาหารหวาน
ชาวญี่ปุ่น นิยมนำบุกมาผลิตเป็นอาหารตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะหัวบุกมีสารสำคัญ ที่เรียกว่า “กลูโคแมนแนน” ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นน้ำตาล “กลูโคส” และ “แมนโนส” เมื่อสกัดแยกออกมาจะได้เป็น “ผงแห้ง” หากนำผงแห้งที่ว่านี้ไปละลายน้ำ จะได้ “วุ้นใยอาหารธรรมชาติ” หรือที่รู้จักกันในนาม “วุ้นบุก” ซึ่งสามารถพองตัวและดูดน้ำได้มากถึง 200 เท่า ที่อุณหภูมิปกติ และเพราะวุ้นบุกให้พลังงานต่ำ หรือไม่ให้พลังงาน หากเป็นสารสกัดที่บริสุทธิ์ จึงเหมาะสำหรับเป็นอาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยบางประเภท เช่น ผู้ป่วยโรคอ้วน โรคเบาหวาน
นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นยังนิยมนำบุกมาใช้ผลิตอาหารจำพวกวุ้นเส้น วุ้นแท่ง หรือวุ้นอื่นๆ เป็นอาหาร ที่ปรุงรสได้ดี รสชาติคล้ายปลาหมึก แป้งบุกมีลักษณะเป็นวุ้นเมื่อผสมน้ำ จะขยายตัวได้มากถึง 30 เท่า โดยไม่ต้องต้ม นอกจากนี้ ในต่างประเทศ ยังนิยมนำบุกมาใช้เลี้ยงหมูมาอย่างยาวนาน และกากจากหัวบุกอาจใช้ผสมดินทำเป็นแนวกันพังในพื้นที่เชิงเขาได้
สำหรับเมืองไทยมีการปลูกบุกตามสวนหลังบ้านเพื่อบริโภคในครัวเรือน รวมถึงการปลูกป้อนโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อทำผลิตภัณฑ์อาหารลดความอ้วนและอาหารเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผงวุ้นบุกหรือกลูโคแมนแนนเป็นสารเส้นใยอาหารมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ
จุดเด่นที่ทำให้บุกกลายเป็นสินค้าที่ขายดี ก็คือ ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว เพราะเส้นใยอาหารร่างกายไม่สามารถย่อยได้ จึงไม่ให้พลังงาน ทำให้อิ่มเร็วและอิ่มนาน ช่วยลดความอ้วน เส้นใยอาหารจะทำปฏิกิริยากับคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และไขมันบางส่วนที่มากเกินไปจนมีโมเลกุลใหญ่ขึ้น ไม่สามารถย่อยได้ง่าย จึงไม่ดูดซึมเข้าไปเก็บสะสม นอกจากนี้ ยังช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ช่วยในการดูดซึมไขมันและคอเลสเตอรอลน้อยลง การเกาะผนังด้านในของเส้นเลือดจะลดน้อยลงด้วย
ประการต่อมา บุกช่วยลดการเกิดโรคเบาหวาน และลดการเกิดมะเร็งลำไส้ จะช่วยยับยั้งและป้องกันแบคทีเรีย ไวรัส ที่จะก่อให้เกิดสารพิษในลำไส้ใหญ่ รวมถึงลดความเข้มข้นของความเป็น กรด-ด่าง จากเศษอุจจาระให้เจือจางลง เท่ากับลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ลงได้มาก และลดอาการท้องผูก เพราะจะช่วยเพิ่มน้ำหนักหรือปริมาณให้กากอาหารด้วย ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดี ขับถ่ายสะดวก สามารถลดอาการท้องผูกลงถึง 93% และลดการเกิดโรคกระเพาะอาหาร ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อันเกิดจากอนุมูลอิสระของร่างกายดีขึ้น รวมทั้งช่วยขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกาย
หากต้องการนำบุกไปใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพร ต้องหั่นบุกออกผึ่งแดดให้แห้ง และนำไปต้มรวมกับสมุนไพรอื่นๆ ได้แก่ กลอย ฝักราชพฤกษ์ ชุมเห็ดเทศ (ทั้ง 5) แก่นขี้เหล็ก และแก่นกันเกรา ใช้หัวบุก 1 ส่วน ใช้พวกไม้ 3 ส่วน ต้มน้ำดื่มเป็นประจำ เป็นยากษัยเส้น โรคเลือด และน้ำเหลือง
จากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของวุ้นบุก พบว่า วุ้นบุก ไม่มีคุณค่าการให้พลังงานแคลอรีแก่ร่างกาย เนื่องจากไม่มีการย่อยสลายเป็นน้ำตาลในร่างกาย และไม่มีวิตามิน ไม่มีแร่ธาตุหรือสารอาหารใดๆ ที่เป็นประโยชน์ในระบบการสร้างเซลล์ของร่างกาย ดังนั้น เมื่อเทียบคุณค่าทางอาหารของวุ้นบุกกับข้าว พบว่า ข้าวมีแคลอรีสูงกว่าวุ้นบุกถึง 10 เท่า
จากการศึกษาวิจัยพบว่า ใบบุกและหัวบุก มีสารที่ทำให้คัน ชื่อว่า แคลเซียมออกซาเลท เป็นผลึกรูปเข็ม เมื่อบริโภคมากอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคนิ่วได้ สัมผัสมากอาจเป็นแผล นอกจากนี้ บุกบางชนิดอาจมีสารจำพวกรสขม ชื่อว่า คอนิซิน ซึ่งอาจมีอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้
ทั้งนี้ ข้อควรระวังในการบริโภควุ้นบุก เนื่องจากวุ้นบุกสามารถขยายตัวได้มาก ไม่ต่ำกว่า 20 เท่า ของเนื้อวุ้นแห้ง ดังนั้น จึงไม่ควรบริโภควุ้นบุกภายหลังอาหาร ควรบริโภคก่อนอาหารไม่น้อยกว่า 30 นาที แต่การบริโภคอาหารที่ผลิตจากวุ้น เช่น เส้นวุ้น และวุ้นก้อน หรือแท่งนั้น บริโภคเป็นอาหารมื้อได้ เพราะได้ผ่านกรรมวิธี ซึ่งวุ้นได้ขยายตัวก่อนแล้ว การที่วุ้นหรือก้อนวุ้นจะพองตัวได้อีกนั้น จะเป็นไปได้น้อยมาก
จุดอ่อนประการต่อมาก็คือ บุก เป็นพืชล้มลุก ให้หัวโตได้ช้ามาก ต้องใช้เวลาเป็นปี จาก 1-3 ปี ทำให้ผู้ปลูกต้องรอคอย การปลูกบุกก็ค่อนข้างลำบาก ต้องคอยดูแลป้องกันพายุฝน เพราะต้นหักล้มง่าย ต้องเลือกพื้นที่ปลูกให้เหมาะ มีศัตรูทำลาย คือราเม็ดผักกาด อีกทั้งทากก็ชอบกัดกิน
ชนิดของบุกที่ใช้ประโยชน์ในทุกวันนี้ แบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ คือ 1. บุกเพื่ออุตสาหกรรม ใช้ในการผลิตผงวุ้นบุก ได้แก่ บุกเนื้อทราย (บุกไข่) 2. บุกอุตสาหกรรมแป้ง ได้แก่ เท้ายายม่อม 3. บุกที่หัวสดมาทำเป็นอาหารแป้ง ได้แก่ บุกโคราช บุกด่าง 4. บุกที่ใช้ต้นอ่อนเป็นอาหาร ได้แก่ บุกอยุธยา บุกคางคกเขียวขาว และ 5. บุกที่ใช้ต้นอ่อนและช่อดอกเป็นอาหาร ได้แก่ บุกเตียง บุกสายน้ำผึ้ง มังเพาะ
การปลูกบุกที่นิยมใช้บริโภคในครัวเรือน ได้แก่ บุกโคราช หรือบุกด่าง เนื่องจากปลูกง่าย หัวมีขนาดใหญ่ ก้านใบมีความคันน้อยหรือไม่คันเลย เมื่อปลูกได้ 2 ปี สามารถขุดเอาหัวออกมาทำอาหารได้ (ถ้าปลูก 1 ปี หัวจะมีขนาดเล็กเกินไป) หัวบุกที่ได้ สามารถนำไปทำอาหารได้หลายอย่าง เช่น นึ่งหรือต้มรับประทานคล้ายเผือก หรือนำไปทำแกงบวด ต้นอ่อนเมื่อลอกเปลือกนำไปแกงหรือรับประทานเป็นผักสดก็ได้ แต่ส่วนมากถ้าต้องการปลูกเพื่อบริโภคหัวบุก จะไม่นิยมตัดก้านใบไปรับประทาน เพราะจะทำให้หัวโตช้า
การปลูกบุกเชิงการค้า
ทั่วโลกมีบุกมากกว่า 45-50 ชนิด แต่ที่นำมาใช้จริงๆ มีเพียงไม่กี่ชนิด ที่ผ่านมา ตลาดมีปริมาณความต้องการบุกสูงถึง 12,000 ตัน/ปี แม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตบุกรายใหญ่ของโลก แต่ผลิตบุกได้เพียง 5,000 ตัน/ปี เท่านั้น ทุกวันนี้ ผลิตภัณฑ์บุกที่ไทยผลิตได้ส่วนใหญ่ ประมาณ ร้อยละ 90-95 ถูกนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และอาหารเสริมสุขภาพ ถูกส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศหลายพันล้านบาทต่อปี
สายพันธุ์บุกที่นิยมปลูกเชิงการค้าคือ บุกพันธุ์เนื้อทราย เป็นบุกต้นผิวเรียบเกลี้ยง สูงได้ถึง 80 เซนติเมตร ลำต้นมีสีและลายสีแตกต่างกันไปแต่ละต้น เช่น ต้นสีเขียวอ่อนลายซีดสีขาว ต้นสีเขียวลายน้ำตาลปนขาว ต้นสีเขียวอ่อนลายแดง บุกชนิดนี้แตกต่างกับบุกชนิดอื่นคือ จะมีหัวบนใบเกิดที่จุดปลายสุดของลำต้นกึ่งกลางแฉกที่แยกเป็น 3 ก้านใบ เมื่อต้นอ่อนจะเป็นปุ่มสีเขียวแล้วพัฒนาเป็นปมสีน้ำตาลลักษณะค่อนข้างกลมแป้น
เมื่อต้นแก่ขึ้น ขนาดใหญ่สุดอาจจะมีน้ำหนักถึง 250 กรัม และจะมีจุดแยกคู่ใบได้ถึง 80 หัว บางคนเรียกว่า บุกไข่ หัวมีลักษณะกลมแป้น ผิวเรียบถึงขรุขระเล็กน้อย สีขาวอมเหลืองหรือชมพู เมื่อแห้งเป็นสีน้ำตาล เนื้อในหัวแน่นละเอียดคล้ายเม็ดทราย มีหลายสี เช่น ขาวอมชมพู ขาวเหลือง เหลืองเข้ม มีขนาดตั้งแต่ 10 กรัม ถึง 35 กิโลกรัม
ต้นบุกไข่ มักพบได้ในป่าเขาหลายจังหวัดตามแนวชายแดนตะวันตก ตั้งแต่ตอนใต้จังหวัดแม่ฮ่องสอนจนถึงภาคใต้ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 100-800 เมตร แต่จะกระจายพันธุ์ได้มากที่ระดับความสูง 200-500 เมตร ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก กาญจนบุรี และระนอง
การปลูกบุกเชิงการค้า หากปลูกหัวบุก 1 หัว นั้น ช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต จะเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ซึ่งบุกจะเจริญเติบโตรอบๆ หัวเดิม ทำให้ได้หัวใหม่ ประมาณ 5-10 หัว โดยใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโตเป็นหัวประมาณ 8-12 เดือน
หากใช้หัวบุกจากต้น พ่อ-แม่ ที่ปลูกไว้ 3-4 ฤดูปลูก โดยคัดเลือกหัวบุกจากหัวที่มีอายุมากและแก่พอที่จะนำมาทำพันธุ์ได้ดีนั้น มีคำแนะนำให้คัดเลือกหัวบุกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1-1.5 นิ้ว มีน้ำหนักของหัวบุก ประมาณ 60-90 กรัม ซึ่งเมื่อปลูกทิ้งไว้ให้เติบโตในดิน นาน 3-4 ปี ก็จะได้หัวบุกใหม่ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อาจจะหนัก 7-10 กิโลกรัม และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 30-40 เซนติเมตร หรืออาจจะมีขนาดใหญ่กว่านี้อีกก็ได้
ปัจจุบัน มีการนำบุกไข่มาแปรรูป ทั้งในลักษณะของเส้นบุก ซึ่งคือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากส่วนหัวบุก มีแบบเส้นใส สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารหลากหลายเมนู นอกจากนี้ ยังแปรรูปผลิตภัณฑ์บุก โดยนำมาผสมเครื่องดื่มต่างๆ เช่น เจเล่ ผสมผงบุก
หากใครสนใจอยากมีรายได้เสริม ดร. พงศ์เทพ อันตะริกานนท์ แนะนำให้ลองปลูกบุกใส่กระถางออกขาย เพราะบุกเป็นไม้ประดับที่มีความสวยงาม นักจัดสวนนิยมนำต้นบุกมาประดับตามใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้นที่มีป่าโปร่ง หรือจะนำมาใส่กระถางเป็นไม้ประดับ โดยเฉพาะบุกชนิดที่มีหัวเล็กมีใบกว้างและมีจุดแบบไข่ปลาด้านบน นักนิยมว่านเรียกบุกชนิดนี้ว่า “บุกเงินบุกทอง” เพราะบุกชนิดนี้มีทั้งต้นสีเขียวและต้นสีแดง ดังนั้น หากเกษตรกรจะหันมาผลิตบุกเงินบุกทองใส่กระถาง จำหน่ายแก่นักเล่นว่าน ก็คาดว่าจะสร้างรายได้ดีทีเดียว
เรียนรู้ เรื่อง “บุก”
ที่ ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง
จังหวัดกาญจนบุรี
ปัจจุบัน ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หันมานิยมบริโภค “บุก” เป็นพืชอาหารบำรุงสุขภาพกันอย่างแพร่หลาย ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดกาญจนบุรี เล็งเห็นโอกาสทางการตลาดดังกล่าว จึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกบุก เป็นพืชเสริมรายได้ในหัวไร่ปลายนา เพื่อเป็นพืชอาหารสำหรับบริโภคในครัวเรือนและปลูกในเชิงพาณิชย์
นอกจากนี้ ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดกาญจนบุรี ยังจับมือกับภาคเอกชนที่เป็นกลุ่มโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์บุกในการส่งเสริมการผลิตและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรผู้ปลูกบุก รวมทั้งเปิดเวทีฝึกอบรมเรื่องการปลูกและขยายพันธุ์บุกแก่เกษตรกรที่สนใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการผลิตบุกให้มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดผู้ซื้อ
คุณประสาธน์ คำชื่น ผู้อำนวยการ ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดกาญจนบุรี เล่าถึงแผนงานเป้าหมายในปัจจุบันว่า ทางศูนย์วางบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เรื่อง “บุก” อย่างครบวงจร เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจหันมาปลูกบุกเป็นอาหารและผลิตจำหน่ายเชิงการค้า
ทางศูนย์มีนโยบายส่งเสริมการปลูกบุกอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้มีปริมาณผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างเพียงพอ ทดแทนการลักลอบขุดบุกอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ป่าอุทยานฯ ต่างๆ ที่ผ่านมาทางศูนย์จัดกิจกรรมฝึกอบรมความรู้เรื่องการปลูกบุกอย่างสม่ำเสมอ โดยมีอาจารย์ด้านการเกษตรจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกบุก และมีตัวแทนฝ่ายโรงงานมาให้ความรู้ด้านการปลูกและการแปรรูป
ผอ. ประสาธน์ ยืนยันว่า “บุก” เป็นพืชที่ปลูกง่าย และเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศและพื้นที่สูง ที่ผ่านมาพบว่า บุกที่ปลูกในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของโรงงานแปรรูป และขายได้ในราคาที่ดี
ที่ผ่านมา ทางศูนย์ส่งเสริมการปลูกบุกไข่หรือบุกทราย เนื่องจากเป็นสายพันธุ์บุกที่ให้ผลผลิตดี มีสาระสำคัญคือ กลูโคแมนแนนที่ช่วยดูแลสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญเป็นสินค้าที่ต้องการของโรงงานแปรรูป
ผอ. ประสาธน์ ยอมรับว่า ราคาขายบุกที่เกษตรกรได้รับในช่วงที่ผ่านมา อาจไม่สูงมากนัก แต่หากมีการวางแผนการปลูกอย่างเป็นระบบ ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะสามารถปลูกบุกได้ ประมาณ 5,000-8,000 หัว ทีเดียว เกษตรกรก็จะมีรายได้จากการจำหน่ายบุกเพิ่มมากขึ้น
สำหรับการปลูกบุกในครั้งแรกนั้น เกษตรกรจะได้ผลผลิตเท่ากับจำนวนที่ปลูก แต่การปลูกในรอบต่อๆ ไป เมื่อบุกมีการขยายพันธุ์และเม็ดไข่ที่ลงใต้ต้นเดิม จะทำให้ ใน 1 หลุม ที่ปลูกจะมีหัวบุกงอกเพิ่มมากขึ้น เมื่อปลูกต่อไปเรื่อยๆ ก็จะมีหัวพันธุ์บุกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เรียกว่า ลงทุนปลูกเพียงครั้งแรก จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องทีเดียว
ผอ. ประสาธน์ มั่นใจว่า บุก คือพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีอนาคตสดใส เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ปลูกก็ง่าย มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงน้อย ที่ผ่านมาทางศูนย์ได้ประสานงานกับโรงงาน ให้นำระบบประกันราคามาใช้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดการตื่นตัว หันมาพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพดีตรงกับความต้องการของตลาดผู้ซื้อ
ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดกาญจนบุรี แนะนำหลักคิดในการปลูกบุกว่า ควรใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ควรผลิตสินค้าให้มีต้นทุนต่ำ โดยใช้พื้นที่ปลูกอย่างคุ้มค่า ปลูกพืชแซมที่มีต้นทุนต่ำเพื่อเป็นรายได้เสริม นอกจากนี้ ควรเปลี่ยนทัศนคติ ลดการใช้สารเคมีเพื่อรักษาระบบนิเวศ บุกเป็นพืชที่ปลูกง่าย ผลตอบแทนสูง มีผู้ปลูกน้อย และเป็นสินค้าที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เกษตรกรขุดหัวบุก ขนาด 500-1,000 กรัม ขึ้นไป ขายส่งโรงงาน เพื่อแปรรูป ในราคากิโลกรัมละ 6-10 บาท จึงไร้กังวลได้ว่า ปลูกบุกแล้วจะขายไม่ได้
มาเจอกูรูเรื่องการปลูก “บุก” ทั้งที จึงขอความรู้เรื่องการปลูก “บุก” มาฝากท่านผู้อ่านอย่างละเอียด เริ่มที่การเลือกพื้นที่ปลูก ก็ได้รับคำแนะนำว่า บุกจะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือร่วนปนทราย ระบายน้ำดี ที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง และไม่มีน้ำท่วมขัง ไม่ชอบแดดจัด ต้องการแสง ประมาณ 70% ความเป็น กรด-ด่าง 5.5-7 ลมไม่พัดแรง จึงควรเลือกพื้นที่มีร่มเงารำไร สามารถปลูกเป็นพืชแซมตามป่าธรรมชาติ หรือปลูกตามสวนต่างๆ เช่น สวนยางพารา 3-6 ปี หรือสวนปาล์มน้ำมัน
ด้านการปลูก เนื่องจากบุกเป็นพืชหัวที่มีการพักตัวในช่วงฤดูหนาวแล้วจะแตกหน่อใหม่ปลายฤดูแล้งใกล้ต้นฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงเหมาะที่จะปลูก ฉะนั้น ใน 1 ปี จึงปลูกได้ครั้งเดียว แต่ข้อดีคือ ไม่ต้องซื้อหัวพันธุ์ใหม่ เพราะไม่ว่าจะปลูกด้วยหัวใต้ดินหรือหัวบนใบ ก็จะได้หัวบนใบเป็นเชื้อพันธุ์ต่อไป ดังนั้น การจัดระบบการปลูก การเลือกพื้นที่ การปรับปรุงดินและขนาดหัวพันธุ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ
วิธีการปลูก เริ่มจากเตรียมดินอย่างดี ยกร่องสูง 25-30 เซนติเมตร กว้าง 60-100 เซนติเมตร ควรเป็นที่ร่มรำไร หรือมีแสง 70-80% หลังจากนั้น ขุดหลุมรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ระยะห่างระหว่างหลุม 50×50 เซนติเมตร และ 30×30 เซนติเมตร สำหรับหัวบนใบ เลือกใช้หัวพันธุ์ ขนาด 50-500 กรัม ฝังหัวพันธุ์ให้ลึกจากผิวดิน ประมาณ 5-10 เซนติเมตร หลังจากปลูก คอยกำจัดวัชพืช ปุ๋ยถ้าดินอุดมสมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องใส่ หรือใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หลังจากปลูก 2 เดือน ขึ้นไป
การดูแลรักษา แปลงปลูกบุก ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ เพราะเป็นพืชที่มีความต้องการน้ำน้อยมาก และมีการพักหัวในฤดูหนาวและร้อน ฤดูฝนหากมีน้ำท่วมขัง หัวบุกจะเน่าเสียง่าย ส่วนปุ๋ยขอแนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก เพื่อบำรุง ปรับปรุงดิน ใส่เมื่อมีแนวโน้มว่าฝนจะตก เพื่อให้ละลายหรือสลายลงในดิน เพื่อให้เป็นประโยชน์กับดินมากที่สุด ควรปล่อยให้วัชพืชขึ้นตามธรรมชาติ เพื่อรักษาความชุ่มชื้น หากแน่นหนาเกินไปก็ให้กำจัดออกบ้าง ห้ามใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช
โรคแมลงศัตรูพืช ที่พบในแปลงปลูกบุก ได้แก่
1. เชื้อรา ทำให้หัวเน่า โรคระบาดได้ดีเมื่อดินมีความเป็นกรดสูง ป้องกันโดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ชุบหัวพันธุ์ หรือปรับสภาพดินโดยใช้ปูนขาว การปลูกพืชหมุนเวียนและการเตรียมดินอย่างถูกวิธี
2. เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย จะดูดน้ำเลี้ยงจากผลจะทำให้หัวฝ่อ
3. หนอนผีเสื้อหัวกะโหลก ทำลายต้นบุกโดยกัดกินใบ กำจัดโดยจับไปทำลาย
ด้านการเก็บเกี่ยว ควรเก็บเมื่อต้นแห้งแล้วมากกว่า 90% หรือแห้งทั้งแปลง แต่จะเริ่มเก็บหัวบนใบ ประมาณปลายเดือนสิงหาคม เมื่อต้นเริ่มเหลืองหรือหัวร่วงลงพื้น โดยจะเก็บใส่ถุงตาข่ายโปร่งแสงเพื่อกันเน่า ซึ่งผลผลิตอยู่ระหว่าง 100-250 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนหัวใต้ดินเก็บเกี่ยวประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน นับจากอายุการปลูก 2-3 ปี หัวใต้ดินจะอยู่ระหว่าง 3,000-6,000 กิโลกรัม/ไร่ ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน การดูแลรักษาและขนาดหัวพันธุ์ก่อนปลูก
หากใครสนใจอยากเรียนรู้การปลูกบุก สามารถแวะเยี่ยมชมแปลงปลูกของศูนย์ ได้ตลอดเวลา หรือติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผอ. ประสาธน์ คำชื่น ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดกาญจนบุรี เลขที่ 198 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 71240 โทร. (034) 532-155 ได้ ในวันและเวลาราชการ
ชมแปลง “บุกแซมสวนกาแฟ” ที่
ทองผาภูมิ ของ “คุณพร คณิตสานนท์”
ปลายปีที่แล้ว ผู้เขียนมีโอกาสไปสำรวจพื้นที่ปลูกบุกในพื้นที่ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่เป็นแหล่งอาศัยของ “บุกป่า” ที่เติบโตตามธรรมชาติในบริเวณป่าโปร่งเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบุกไข่ หรือที่เรียกว่า บุกทราย
และการเดินทางในครั้งนี้ ได้รับการอนุเคราะห์จาก “คุณพร คณิตสานนท์” ซึ่งเป็นเลขากลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟ- บุก บ้านขนุนคลี่ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โทร. (080) 819-2494 เปิดไร่ที่ทองผาภูมิ ให้ทีมงานเราเข้าศึกษาแปลงปลูกบุกอย่างเต็มที่
เดิมที ไร่แห่งนี้ปลูกกาแฟเป็นพืชหลัก ต่อมา คุณพร ทราบข่าวว่า สามารถปลูกบุกแซมในไร่กาแฟได้ เพราะบุกเป็นพืชที่สามารถเจริญเติบโตในบริเวณที่ร่มเงาได้ เธอจึงนำพันธุ์บุกมาปลูกแซมในไร่กาแฟตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน
การปลูกบุกแซมในไร่กาแฟไม่ยุ่งยาก แค่ใช้รถไถที่ติดผาล ขุดดินให้เป็นร่อง กลางแถวต้นกาแฟ หลังจากนั้น นำหัวพันธุ์บุกลงมาปลูก ในระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 50-80 เซนติเมตร โดยเฉลี่ย พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกบุกได้ ประมาณ 8,000 ต้น
คุณพร เล่าว่า การคัดเลือกพื้นที่ปลูกบุก เน้นพื้นที่ที่มีร่มเงาและในสภาพดินร่วนซุย ส่วนใหญ่เกษตรกรจะหลีกเลี่ยงการปลูกบุกในหน้าฝน เพราะมีปริมาณน้ำฝนความชื้นสูง อาจทำให้หัวบุกเน่าเสียได้ง่าย จึงนิยมปลูกบุกก่อนช่วงฤดูฝน ประมาณช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ ยังหลีกเลี่ยงการปลูกบุกในพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึง เพราะต้นบุกก็จะไม่ค่อยเติบโตสักเท่าไหร่
โดยทั่วไป หัวบุกที่เกษตรกรนิยมใช้ปลูก มีขนาดตั้งแต่ 350 กรัม 400 กรัม และ 500 กรัม ภายหลังการปลูก หัวบุกจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นหลัก ภายหลังการปลูกหากเกษตรกรดูแลใส่ปุ๋ยบ้างเป็นระยะ ก็จะช่วยให้ต้นบุกเติบใหญ่ขึ้นได้
การปลูกบุกแซมในไร่กาแฟ ไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตของกาแฟ เพราะบุกเป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ส่วนใหญ่นิยมปลูกบุกแค่ 1 ปี เกษตรกรจึงค่อยขุดบุกออกขายได้ หากผลบุกที่ขุดออกมายังมีขนาดไม่ใหญ่พอ ก็สามารถนำไปปลูกใหม่ได้อีกครั้ง หากใครไม่อยากขุดดินเหนื่อยฟรี คุณพร แนะนำว่า เมื่อตอนปลูกบุก ให้ลองสังเกตว่า ใช้หัวพันธุ์บุกขนาดไหน หากใช้หัวพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ในการปลูก ใช้เวลาแค่ปีเดียว ก็ขุดหัวบุกออกขายได้แล้ว
ลักษณะทั่วไปของต้นบุก มองดูผิวเผิน บางคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นต้นมันสำปะหลัง แต่คุณพรกลับมองว่า ต้นบุกมีลักษณะคล้ายต้นเผือกเสียมากกว่า บุกต้นแก่ เมื่อทิ้งใบแล้ว ยุบตัวลงดิน ก่อนจะงอกขึ้นมาใหม่ จะมีดอกเป็นปุ่มๆ ชาวบ้านนิยมเรียกว่า หัวเก่า หัวใหม่ สามารถนำดอกบุกที่มีสีแดงไปปลูกขยายพันธุ์ได้เช่นกัน
สำหรับไร่มันสำปะหลัง ชาวบ้านนิยมขุดหัวมันสำปะหลังขึ้นมาขายปีต่อปี แต่การปลูกบุก หากเกษตรกรไม่อยากขุดหัวบุกขึ้นมาขาย ในระยะเวลา 1 ปี ก็ปล่อยให้หัวบุกเติบโตในดินต่อไปได้ หัวบุกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จะขายได้ราคาดี สำหรับหัวพันธุ์บุก ขนาด 350 กรัม เมื่อปลูกนาน 3 ปี เมื่อขุดออกมาขาย จะได้น้ำหนักถึง 6 กิโลกรัม จะขายได้ในราคา กิโลกรัมละ 7 บาท (ราคาขาย ในปี 2555)
ทุกวันนี้ คุณพร ปลูกบุกแซมในไร่กาแฟ ประมาณ 30 ไร่ ไร่ของคุณพรปลูกต้นบุกในปริมาณค่อนข้างเยอะ เพื่อให้เพียงพอกับปริมาณการสั่งซื้อของโรงงาน ที่ผ่านมา คุณพร เป็นแกนนำชักชวนเกษตรกรในอำเภอทองผาภูมิให้หันมารวมกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนกาแฟ-บุก บ้านขนุนคลี่ เพราะเล็งเห็นประโยชน์ว่า การร่วมมือกันผลิตและขายบุก สร้างอำนาจต่อรองในการขายผลผลิตได้ดีขึ้น
เกษตรกรผู้ปลูกบุก ส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี นิยมปลูกบุกแซมในกลุ่มพืชไร่หลายชนิด เช่น ยางพารา กาแฟ ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ เพื่ออาศัยร่มเงาให้ต้นบุกเติบโตได้ ทุกวันนี้ สมาชิกแต่ละรายจะมีพื้นที่ปลูกบุกโดยเฉลี่ย ครอบครัวละ 3-10 ไร่
คุณพร เล่าอีกว่า ต้นบุกไข่ หรือ บุกทราย ที่ชาวบ้านนิยมปลูกจะมีลักษณะพิเศษคือ มีเม็ดไข่บนใบ สำหรับพันธุ์บุกไข่ที่คุณพรและสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟ-บุก บ้านขนุนคลี่ ปลูกส่วนใหญ่หาซื้อจากท้องตลาดและบางส่วนได้มาจากศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดกาญจนบุรี สำหรับราคาหัวพันธุ์บุกที่ขายในตลาดเมืองกาญจน์ มีราคาค่อนข้างแพง เฉลี่ย 10 บาท/กิโลกรัม ขณะที่บุกที่เกษตรกรปลูกขายโรงงาน ได้เพียงกิโลกรัมละ 6 บาท เท่านั้น
เนื่องจากสายพันธุ์บุกเริ่มหาซื้อได้ยาก ชาวบ้านจึงได้ทดลองนำหัวพันธุ์บุกมาผ่าแบ่งเป็นเสี้ยวเล็กๆ ประมาณ 4 ชิ้น 6 ชิ้น และ 8 ชิ้น และทาปูนแดง เพื่อรักษาคุณภาพ เมื่อนำไปทดลองปลูก ก็ประสบความสำเร็จดี ต้นบุกสามารถเจริญเติบใหญ่ได้ไม่แพ้การปลูกด้วยวิธีอื่น
“ทางกลุ่มไม่สนับสนุนให้สมาชิกเก็บหัวพันธุ์บุกจากป่าธรรมชาติมาปลูก เพราะเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และอาจทำให้บุกที่เติบโตในป่าสูญพันธุ์ได้ ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดกาญจนบุรี พยายามอนุรักษ์พันธุ์บุกในป่า และป้องกันการลักลอบขุดบุกในป่า โดยให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนผู้ปลูกบุกและพื้นที่ปลูกบุก เวลาขนย้ายบุกที่ปลูกในไร่เกษตรกรไปยังโรงงาน จะไม่ถูกตำรวจตั้งด่านตรวจสอบ” คุณพร กล่าว
สำหรับพันธุ์บุกที่เกษตรกรปลูกทุกวันนี้มีหลายสี เช่น เนื้อบุกสีเหลือง สีแดง สีขาว และสีชมพู ขณะนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กำลังอยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมสายพันธุ์บุกที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปปลูกขยายพันธุ์ต่อไป ถือเป็นแนวคิดที่ดี เพราะเป็นการยกระดับคุณภาพผลผลิตบุกให้ปรับตัวดีขึ้น
ในขณะนี้ ไร่บุกของคุณพรก็ปลูกบุกหลากหลายสีเช่นกัน เพราะยังไม่รู้ว่าบุกพันธุ์ใด ที่มีคุณภาพดีที่สุด คงต้องรอให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน หาข้อสรุปเกี่ยวกับบุกคุณภาพดีเสียก่อน ในอนาคตเธอจึงจะเริ่มคัดแยกบุกพันธุ์ดีมาปลูกที่ไร่กาแฟ
เกษตรกรส่วนใหญ่ชื่นชมการปลูกบุก เพราะไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะเจอปัญหาเรื่องโรคและแมลง การดูแลแปลงปลูกบุกทำได้ง่าย ให้ผลตอบแทนที่ดี ถือว่า บุก เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรทั่วประเทศ เพราะพืชชนิดนี้ไม่ค่อยมีคู่แข่งขันทางการตลาด
ด้านตลาด คุณพร เล่าว่า เรื่องตลาดไม่น่าห่วง เพราะมีโรงงานมาส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตและรับซื้อกลับ หลังจากแปรรูปเสร็จ บริษัทได้แบ่งผลิตภัณฑ์บุกบางส่วนให้วิสาหกิจชุมชนจำหน่าย เพื่อเพิ่มรายได้ สำหรับผลิตภัณฑ์บุกแปรรูปมีหลายรูปแบบ ทั้งเนื้อบุกสำหรับทำอาหาร เนื้อบุกจะถูกแปรรูปเป็นลักษณะสีเนื้อกุ้ง (ใช้สีจากแครอต) ปลาหมึก ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังมีบุกน้ำเชื่อมสำหรับรับประทานเป็นของหวาน หรือเครื่องดื่ม (บุกที่ใส่ในเครื่องดื่มยี่ห้อเมจิกฟาร์ม ก็ใช้บุกที่ผลิตจากบริษัทนี้แหละ) สำหรับเนื้อบุกแปรรูปที่ผลิตได้จะมีอายุการใช้งาน ประมาณ 1 ปี จำหน่ายในราคา ถุงละ 30 บาท
ทุกวันนี้ กลุ่มเกษตรกรฯ มั่นใจว่า การปลูกบุก เป็นอาชีพใหม่ที่มีอนาคต เพราะไม่เจอปัญหาผลผลิตล้นตลาด และไม่เจอปัญหาเรื่องคู่แข่ง ที่ผ่านมา การปลูกบุกแซมในกลุ่มพืชไร่ สามารถทำรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 25,000 บาท/ไร่/ปี นับว่าเป็นมูลค่าทางการตลาดที่ดี นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์บุกยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะเป็นกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
ที่ผ่านมา ชาวบ้านในท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง มักจะขุดหัวพันธุ์จากป่าธรรมชาติขึ้นมาขาย และใช้ปลูกขยายพันธุ์ แต่ในระยะหลังศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดกาญจนบุรี พยายามส่งเสริมให้เกษตรกรเก็บหัวพันธุ์ที่ปลูกในไร่ไว้ สำหรับขยายพันธุ์ในอนาคตแทน เพื่อป้องกันไม่ให้พันธุ์บุกในป่าธรรมชาติเจอปัญหาสูญพันธุ์
คุณพร เล่าว่า ทุกวันนี้ ตลาดบุก กำลังเติบโตดีมาก เพราะมีโรงงานผู้ผลิตหลายรายเข้ามาแข่งขันรับซื้อผลผลิต แต่เกษตรกรยังผลิตสินค้าเข้าสู่ตลาดได้น้อย ทำให้เกิดปัญหาแย่งกันซื้อผลผลิตในบางครั้ง ที่ผ่านมา ราคาประกันที่โรงงานรับซื้อเนื้อบุกจากเกษตรกรปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 1 บาท โดย ปี 2554 ราคาประกันอยู่ที่ 6 บาท ปี 2555 อยู่ที่ 7-8 บาท
ปัจจุบัน โรงงานแต่ละแห่ง พยายามแข่งขันราคารับซื้อ เพื่อกว้านซื้อผลผลิตให้ได้มากที่สุด เนื่องจากหัวบุกเป็นที่ต้องการของตลาดผู้ซื้ออย่างกว้างขวาง ขณะนี้ได้พบปัญหาใหม่คือ เริ่มมีการลักลอบขโมยบุกที่ปลูกในหัวไร่ปลายนา หรือสวนยางพาราของเกษตรกรหลายแห่งอีกด้วย
ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดกาญจนบุรี ประเมินว่า ตลาดผลิตภัณฑ์บุกมีแนวโน้มเติบโตสดใส แต่กลัวพันธุ์บุกในป่าธรรมชาติจะสูญพันธุ์ จึงนำเกษตรกรมาฝึกอบรมเกี่ยวกับการปลูกและขยายพันธุ์บุกด้วยตัวเอง โดยจัดอบรมอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวน 100 กว่าคนแล้ว ผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้รับใบประกาศนียบัตร และได้รับแจกหัวพันธุ์บุก รายละ 5-10 กิโลกรัม เพื่อนำไปปลูกและขยายพันธุ์ต่อไป
ที่ผ่าน มาทางศูนย์สนับสนุนให้ผู้ผ่านการอบรมเข้ารวมตัวเป็นกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคการผลิตในระยะยาว สำหรับหัวพันธุ์บุกที่ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้รวบรวมนั้น บางส่วนได้จากการปลูกขยายพันธุ์ และบางส่วนได้มาจากโรงงานแปรรูป ที่ไม่ต้องการหัวบุกที่มีขนาดเล็ก
หากผู้อ่านท่านใดสนใจ อยากเยี่ยมชมแปลงปลูกบุกในไร่กาแฟ หรือสนใจอยากซื้อผลิตภัณฑ์บุกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟ-บุก บ้านขนุนคลี่ ติดต่อกับคุณพร คณิตสานนท์ ได้โดยตรง ที่เบอร์โทร. (080) 819-2494 ได้ทุกวัน คุณพร ยินดีพูดคุยกับเพื่อนเกษตรกรทุกท่านด้วยความเต็มใจยิ่ง
เสวนา วันยางพาราบึงกาฬ 2012 (ตอนที่ 2) “ลูกค้า ธ.ก.ส.” ชี้ช่องรวย ในธุรกิจ “ยางพารา”
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
เทคโนฯ เสวนา สัญจร
จิรวรรณ โรจนพรทิพย์
เสวนา วันยางพาราบึงกาฬ 2012 (ตอนที่ 2) “ลูกค้า ธ.ก.ส.” ชี้ช่องรวย ในธุรกิจ “ยางพารา”
เก็บตกสาระน่ารู้จากเวทีสัมมนาวิชาการ ในงานวันยางพาราบึงกาฬ 2012 ที่จัดขึ้น โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาฝากเป็นตอนที่ 2 แล้ว สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ธ.ก.ส. คัดเลือกตัวแทนเกษตรกรคนเก่งที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการทำสวนยางจากทั่วประเทศ มาพูดคุยให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเกษตรกรชาวสวนยางของจังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ใกล้เคียง
การเสวนาครั้งนี้ คุณพีระพงษ์ สุขประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำกัด สาขาบึงกาฬ รับหน้าที่เป็นวิทยากร พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับ “พี่กัลยา นิ่มละมัย” เกษตรกรคนเก่ง จากจังหวัดตรัง
เคล็ดลับสู่ความร่ำรวย
ในอดีต พี่กัลยามีภาระหนี้สินกว่า 2 ล้านบาท หลังจากเบนเข็มมาทำอาชีพสวนยาง บนพื้นที่ 5 ไร่ เธอสามารถปลดหนี้สินหลักล้านได้สำเร็จในระยะเวลาไม่กี่ปี การพูดคุยบนเวทีเสวนาครั้งนี้ เธอเปิดใจเล่าถึงเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่เพื่อนเกษตรกรรายอื่นๆ ได้ทดลองนำไปใช้ในอนาคต
พี่กัลยา เล่าว่า เธอมีที่ดินทำกิน จำนวน 15 ไร่ แต่ใช้ปลูกยางเพียงแค่ 5 ไร่เท่านั้น เพราะปลูกและดูแลง่าย ไม่ต้องอาศัยพึ่งพาแรงงานจากภายนอก สวนยางของเธอใช้แค่แรงงานที่มีอยู่ในครอบครัว คือตัวพี่กัลยาและคุณพ่อ หลังจากคุณพ่อเสียชีวิตไปแล้วก็มีหลานชายเข้ามาช่วยทำงานแทน
แม้จะปลูกยางเพียงแค่ 5 ไร่ แต่กลายเป็นแผ่นดินทอง สร้างรายได้หมุนเวียนตลอดเวลา แค่ใช้หลักการง่ายๆ คือ ปลูกพืชผสมผสานในสวนยางนั่นเอง เช่น มังคุด ลองกอง ระกำหวาน ระกำเปรี้ยว รวมทั้งผักพื้นบ้านของภาคใต้ ที่สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกวัน
พี่กัลยา กล่าวว่า พืชผัก เป็นสินค้าที่ขายดี และเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดเวลา พืชผักที่ควรปลูกแซมเสริมรายได้ในสวนยาง ได้แก่ ผักเหลียง เป็นสินค้าที่ขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ผักเหลียงนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู ใช้ต้มกะทิ ใช้รองห่อหมก หรือลวกจิ้มน้ำพริก มีรสชาติที่อร่อยมาก ผักเหลียงแม้จะเป็นผักพื้นบ้านภาคใต้ แต่สามารถนำมาปลูกในสวนยางภาคอีสานได้อย่างสบาย เพราะมีสภาพภูมิอากาศและความชื้นในสวนยางคล้ายคลึงกัน
หากใครสนใจอยากได้พันธุ์ผักเหลียงไปปลูกในสวนยางของตนเอง ติดต่อสั่งซื้อจากพี่กัลยาได้ในราคาย่อมเยา เพราะที่บ้านพี่กัลยาใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมชุมชนต้นแบบของ ธ.ก.ส. หนึ่งในกิจกรรมที่ใช้ฝึกสอนเกษตรกรก็คือ การตอนกิ่งต้นเหลียง ดังนั้น พี่กัลยา จึงสามารถจำหน่ายกิ่งพันธุ์เหลียงให้แก่ผู้สนใจได้ในราคาถูกๆ ใครอยากได้พันธุ์ผักเหลียงคุณภาพดี…ก็อย่าพลาดเด็ดขาด
พี่กัลยา กล่าวตบท้ายว่า การปลูกยางผสมผสานกับพืชชนิดอื่นมีข้อดีคือ เป็นการเพิ่มจำนวนสินค้า และเก็บผลผลิตออกขายได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้หมุนเวียนเป็นเงินรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี เรียกว่า มีเงินรายได้เหลือกิน เหลือเก็บกันเลยทีเดียว วางแผนการผลิตอย่างรอบคอบแบบนี้ ช่วยให้พี่กัลยาสามารถปลดหนี้สินได้ทั้งหมด และมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น
พี่กัลยา เรียกร้องให้ชาวสวนยางภาคอีสานหันมาปลูกพืชแซมในสวนยางกันมากขึ้น เพื่อเสริมรายได้ในระหว่างรอกรีดยาง หากใครไม่ค่อยมีเวลาดูแลสวน พี่กัลยาแนะนำให้ปลูกไม้ผล หากขาดแคลนแหล่งน้ำ ก็ใช้ทางเลือกที่สาม คือปลูกไม้ใช้สอยแซมในสวนยาง เพื่อขายเนื้อไม้ให้แก่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ในอนาคต
“สวนยางอีสาน” ในมุมมองคนปักษ์ใต้
พี่กัลยา เล่าว่า เธอมาเยือนจังหวัดบึงกาฬเป็นครั้งแรกในชีวิต และมีโอกาสไปเยี่ยมชมสวนยางของเกษตรกรในท้องถิ่น เห็นต้นยางแล้วรู้สึกสงสารมาก เพราะต้นยางมีลำต้นเล็กนิดเดียว แต่โดนกรีดน้ำยางแล้ว เปรียบเหมือน “การข่มขืนเด็ก”
ความจริง น้ำยางเปรียบเสมือนสายโลหิตของคนเรา ควรบำรุงรักษาเป็นอย่างดี ควรรอให้ต้นยางเติบใหญ่ มีอายุประมาณ 7 ปี เสียก่อน จึงค่อยเปิดกรีดจึงจะเหมาะสมกว่า ที่สำคัญต้องคอยดูแลใส่ปุ๋ย อย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อบำรุงต้นยางให้เติบโตแข็งแรง เพราะหากต้นยางขาดปุ๋ย ก็จะไม่มีน้ำยางออกขาย
สวนยางบางแห่ง อาจเจอปัญหาต้นยางที่ปลูกพร้อมกัน แต่มีขนาด เล็ก-ใหญ่ ไม่เท่ากัน พี่กัลยา แนะนำว่า แก้ไขได้ไม่ยาก แค่ดูแลใส่ปุ๋ยยางต้นเล็กในสัดส่วนที่มากหน่อย ส่วนยางต้นใหญ่ใส่ปุ๋ยในสัดส่วนที่น้อยลง ใช้เวลาบำรุงดูแลสักพัก ต้นยางก็จะเติบใหญ่ได้เท่ากันหมด
“ยางพาราสร้างเงินทุนสะสมดีกว่าเงินบำนาญของข้าราชการเสียอีก หากเกษตรกรอยากได้เงินบำนาญมากๆ ก็ต้องคอยบำรุงต้นยางให้เติบใหญ่เสียก่อน จะได้มีปริมาณน้ำยางมาก และต้นยางที่มีขนาดลำต้นใหญ่ จะขายเนื้อไม้ได้ราคาดีอีกด้วย หากเป็นไม้ยางต้นเล็กจะขายไม่ได้ราคาเลย หากเปิดกรีดยางก่อนกำหนด 7 ปี ไม่ว่าจะเพิ่มการบำรุงต้นยางสักเพียงใด ต้นยางก็ไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นไม้ใหญ่ได้อีก” พี่กัลยา กล่าว
“กรีดยางต้นเล็ก…
ต้องทำอย่างถูกวิธี”
พี่กัลยา ยอมรับว่า เกษตรกรบางรายที่มีฐานะยากจนและขาดแคลนรายได้ อาจจำเป็นต้องเปิดกรีดยางต้นเล็ก เพื่อให้มีเงินรายได้เลี้ยงดูครอบครัว แต่ไม่ควรเปิดกรีดยางต้นเล็กทั้งหมดในสวน หากปลูกยาง 10 ไร่ ควรเปิดกรีดยางต้นเล็กเพียงแค่ 5 ไร่ เพื่อให้ต้นยางส่วนหนึ่งสามารถเจริญเติบใหญ่และได้ขนาดมาตรฐานจึงค่อยเปิดกรีดตามปกติ
เมื่อมีความจำเป็นต้องกรีดยางต้นเล็ก หากใครไม่อยากให้ต้นยางมีอาการบอบช้ำและได้รับความเสียหายในระยะยาว พี่กัลยาแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการกรีดยางรอบต้น เปิดกรีดหน้ายางแค่ 2 นิ้ว ก็เพียงพอแล้ว ต้นยางจะมีน้ำยางไหลดี และควรเปิดกรีดยางสัก 3 วัน เว้น 1 วัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยรักษาความสมบูรณ์ของต้นยางได้ในระยะยาว
ข้อแนะนำดังกล่าวนี้ พี่กัลยาออกตัวว่า ไม่ได้มาจากพื้นฐานหลักวิชาการ แต่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ ที่ใช้สวนยางของตนเองเป็นห้องวิจัย ทดลองและเรียนรู้ด้วยตัวเอง เมื่อได้ผลดี ก็นำมาบอกต่อเพื่อนฝูง ได้มีโอกาสนำเทคนิคดังกล่าวทดลองไปใช้ด้วยตัวเอง
พี่กัลยา บอกชาวบึงกาฬว่า ในวันนี้ เธอมีพื้นที่ปลูกยางแค่ 5 ไร่ ก็เป็นเศรษฐีสวนยางได้แล้ว เพราะเธอมีความพอเพียงอยู่ในจิตใจ ก่อนจบการเสวนา พี่กัลยาชักชวนให้เกษตรกรชาวสวนยางภาคอีสานหันมาผลิตยางแผ่น แทนการผลิตยางก้อนถ้วย เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการขายยางแผ่นกับพ่อค้าได้ ขณะที่การขายยางก้อนถ้วย เกษตรกรมักเสียเปรียบโรงงาน หากชาวสวนยางรายใดกู้เงิน ธ.ก.ส. มาลงทุนปลูกยางแล้ว กลัวส่งดอกเบี้ยไม่ทัน พี่กัลยาย้ำว่า ต้องผลิตยางแผ่นอย่างเดียวเท่านั้น จึงจะขายยางได้ราคาดีและมีรายได้ที่มั่นคง
ธ.ก.ส. มี “สินเชื่อยางพารา”
ในตอนท้าย คุณพีระพงษ์ สุขประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำกัด สาขาบึงกาฬ ฝากข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ธ.ก.ส. มี “สินเชื่อยางพารา” ในรูปแบบต่างๆ เช่น สินเชื่อส่งเสริมการปลูกยางพารา ให้เกษตรกร ยื่นขอกู้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนและค่าลงทุนปลูกยางพารา รวมทั้ง “สินเชื่อชะลอการเปิดกรีดยางก่อนกำหนด” สำหรับผู้ปลูกยางพาราที่มีอายุต้นยาง 3-6 ปี สามารถยื่นกู้เป็นค่าใช้จ่ายในการครองชีพ และบำรุงรักษาสวนยางในช่วงที่ยังไม่เปิดกรีด โดยมีระยะเวลาชำระคืนสูงสุด 15 ปี สามารถยื่นขอสินเชื่อยางพาราได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา
และหากใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการปลูก ดูแลสวนยางแบบผสมผสานของพี่กัลยา สอบถามกับเธอได้โดยตรงที่ เบอร์โทร. (084) 053-1787 ทุกวัน หรือเยี่ยมชมกิจการของพี่กัลยา ได้ที่ บ้านเลขที่ 61/5 หมู่ที่ 4 ตำบลเกาะเปียะ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง 92140 พี่กัลยา ยินดีต้อนรับเพื่อนเกษตรกรทุกท่านด้วยความเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง
“สกย. เปิดตัว นวัตกรรมการชำระเงิน Cess ทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ NSW”
เมื่อเร็วๆ นี้ คุณวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ได้เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการการพัฒนาระบบการรับชำระเงินสงเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์ และเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์กับกรมศุลกากร ผ่านระบบ NSW ตามนโยบายของภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร สำหรับการยื่นคำขอ และชำระเงินสงเคราะห์ (Cess) ผ่านทางธนาคารผู้ให้บริการ คือ ธนาคาร ทีเอ็มบี และ ธนาคารกรุงไทย โดยจะเริ่มนำระบบดังกล่าวมาใช้อย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาสแรก ปี 2556
ถือว่า สกย. เป็นหน่วยงานรัฐต้นแบบแห่งแรก ที่พัฒนานวัตกรรมใหม่นี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการส่งยางออกนอกราชอาณาจักร ตามนโยบายรัฐบาล จากแผนยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2550-2554 ในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการในการทำธุรกรรม และพัฒนาระบบให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการให้บริการเพื่อการ นำเข้า-ส่งออก และโลจิสติกส์ที่จะเชื่อมต่อไปยัง ASEAN Single Window (ASW) กับประเทศสมาชิกในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคตอันใกล้
เสวนา วันยางพาราบึงกาฬ 2012 “กรมวิชาการเกษตร” เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ยางพารา” แบบมืออาชีพ !!! (ตอนที่ 1)
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
เทคโนฯ เสวนา สัญจร
ภัทรพร สุขรัตน์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
เสวนา วันยางพาราบึงกาฬ 2012 “กรมวิชาการเกษตร” เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ยางพารา” แบบมืออาชีพ !!! (ตอนที่ 1)
วันยางพาราบึงกาฬ 2012 ปิดฉากลงอย่างชื่นมื่น เป็นที่ประทับใจของคณะผู้จัดงานทุกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
เพราะการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬครั้งนี้ มีเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานหลายจังหวัดและเพื่อนบ้านใกล้เคียงจากลาวสนใจเข้าชมงานกันอย่างคับคั่ง ไม่ต่ำกว่า 100,000 คน ต่อวัน สร้างรายได้สะพัดมหาศาลตลอด 4 วัน ของการจัดงาน “เกษตรก้าวหน้า ยางพารารุ่งเรือง เมืองบึงกาฬรุ่งโรจน์” ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานทุกประการ
กรมวิชาการเกษตร ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หนึ่งในผู้จัดงานหลัก ตั้งใจถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยางพาราสู่เกษตรกรอย่างเต็มที่ ทั้งในรูปแบบนิทรรศการและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ อาทิ เปิด “คลินิกยาง” เพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการปลูก การแปรรูปและด้านตลาดสินค้ายางพารา รวมทั้งจัดเวทีเสวนาถ่ายทอดความรู้โดยนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา และเกษตรกรคนเก่งที่ประสบความสำเร็จในอาชีพการทำสวนยางตลอด 3 วันเต็ม
“กรมวิชาการเกษตร
กับ งานวิจัยและพัฒนายางพารา
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”
วันแรก กรมวิชาการเกษตร ได้จัดเวทีสัมมนา ในหัวข้อ “กรมวิชาการเกษตร กับ งานวิจัยและพัฒนายางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดย คุณสมปราถนา คล้ายวิเชียร บรรณาธิการนิตยสารเส้นทางเศรษฐี และ คุณเยาวลักษณ์ วรรนิกา เวย์ ทำหน้าที่เป็นพิธีกร พูดคุยกับนักวิชาการและเกษตรกรที่เป็นแขกรับเชิญ ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง
คุณนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยยางจังหวัดหนองคาย เล่าถึงภารกิจสำคัญของสถาบันวิจัยยางในปัจจุบันว่า ทางสถาบันมุ่งมั่นวิจัยและพัฒนายางพาราครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เริ่มจากการพัฒนาสายพันธุ์ยางพาราคุณภาพดี ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป สู่เกษตรกร รวมทั้งให้บริการด้านต่างๆ ตาม พ.ร.บ. ยางสำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางใหม่ แนะนำให้ปลูกยาง 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็น พันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยางอย่างเดียว ได้แก่ พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 251 พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 226 และ RRIM 600 ส่วนกลุ่มที่สอง เป็นพันธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้ด้วย ได้แก่ PB 235, PB 255 และ RRIC 110 ส่วนกลุ่มที่สาม เป็นพันธุ์ยางที่มุ่งผลิตเนื้อไม้ ไม่เน้นน้ำยาง ได้แก่ พันธุ์ยางฉะเชิงเทรา 50, สถาบันวิจัยยาง 401, สถาบันวิจัยยาง 414, สถาบันวิจัยยาง 415
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า เกษตรกรชาวสวนยางส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคอีสาน นิยมปลูกพันธุ์ยาง RRIM 600 โดยมีผลผลิตเฉลี่ย 289 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ผลผลิตเพิ่มขึ้นปานกลาง เมื่อใช้สารเคมีเร่งน้ำยางผลผลิตลดลงมากในช่วงผลัดใบในพื้นที่แห้งแล้ง ยางพันธุ์นี้มีอัตราการเจริญเติบโตปานกลาง ปลูกได้ในพื้นที่ลาดชัน ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น และพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง แนะนำให้เกษตรกรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน
ที่ผ่านมา พันธุ์ยาง RRIM 600 ต้านทานโรคราแป้งและโรคใบจุดนูนได้ในระดับปานกลาง แต่อ่อนแอต่อโรคราสีชมพู และโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปทอร่าและโรคเส้นดำ และขณะนี้พบปัญหาใหม่ของ พันธุ์ยาง RRIM 600 คือ อ่อนแอต่อโรคใบจุดน้ำค้าง
เมื่อ ปี 2554 ทางสถาบันวิจัยยางได้เปิดตัวต้นพันธุ์ยางใหม่ที่ต้านทานต่อโรคดังกล่าว และให้ผลผลิตสูง คือพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 408 (RRIT 408) ที่มีลักษณะเด่นคือ ปลูกง่าย โตไว ให้ปริมาณน้ำยางสูง เฉลี่ย 352 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี มากกว่า RRIM 600 ถึงร้อยละ 62 ยางพันธุ์นี้ค่อนข้างต้านทานต่อใบร่วงไฟทอปทอร่า โรคใบจุดก้างปลา จุดเด่นอีกด้านหนึ่งคือ ต้านทานต่อโรคราแป้ง ใบจุดคอลเลโทตริกัม โรคเส้นดำ และราสีชมพู ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ ยังทนความแห้งแล้งได้ดี ต้านทานลมปานกลาง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ภาคอีสาน
พันธุ์สถาบันวิจัยยาง 251 (RRIT 251) ลักษณะเด่นคือ ผลผลิตเฉลี่ย 10 ปี 457 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี เจริญเติบโตในระดับปานกลาง เปลือกเดิมและเปลือกงอกใหม่หนาปานกลาง ต้านทานโรคเส้นดำดี ต้านทานโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปทอร่า โรคราแป้ง โรคใบจุดนูน และโรคราสีชมพูปานกลาง มีต้นเปลือกแห้งจำนวนน้อย ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ลาดชัน พื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น และพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง แนะนำให้เกษตรกรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน
พันธุ์ยาง RRII 118 เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่สถาบันวิจัยยางแนะนำให้เกษตรกรภาคอีสานใช้ในแหล่งปลูกยางใหม่ เพราะยางพันธุ์นี้เติบโตเร็วและให้น้ำยางสูงแล้ว ยังทนทานต่อสภาพแห้งแล้งของภาคอีสานได้อย่างดี
คุณนภาวรรณ ฝากคำแนะนำถึงเกษตรกรรายใหม่ที่สนใจปลูกยางว่า ควรตรวจสอบสภาพดิน และสภาพอากาศก่อน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ก่อนซื้อสายพันธุ์ยางที่มีศักยภาพเหมาะสมกับสภาพพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด
ปัจจุบัน สถาบันวิจัยยางประสบความก้าวหน้าในการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราหลากหลายรูปแบบ เช่น “ถนนยางพารา” โดยใช้ยางพารา 5% ผสมกับยางมะตอยราดพื้นผิวถนน ช่วยยืดอายุการใช้งานของถนน “แผ่นยางรองสระ-อ่างเก็บน้ำ” สำหรับพื้นที่ที่ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ “หุ่นยาง” เพื่อใช้สาธิตทางการแพทย์ ฯลฯ
คุณเกษตร แนบสนิท นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยยางพาราหนองคาย กล่าวว่า สถาบันวิจัยยาง ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ยางพาราในภาคอีสาน 6 แห่ง เพื่อทำหน้าที่ 3 ส่วน คือ “เวทีเสวนา” เปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการพูดคุยและแก้ไขปัญหายางพาราร่วมกัน “ฝึกอบรมทักษะด้านการปลูกยางพารา” ให้กับผู้นำเกษตรกร นำไปเผยแพร่ในพื้นที่ต่างๆ หรือเยี่ยมชมสวนยางที่ประสบความสำเร็จ และ “กิจกรรมงานวิจัย” โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในงานวิจัย เช่น พัฒนาสูตรปุ๋ยยางไปทดลองใช้ในแปลงปลูกยางของเกษตรกร
คุณอาภากร อินทิสาร หัวหน้าแผนกปฏิบัติการ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กล่าวว่า สกย. ทำหน้าที่ให้การสงเคราะห์การปลูกยางทั่วประเทศ โดยจ่ายเงินชดเชยให้ ไร่ละ 16,000 บาท ประกอบด้วยค่าโค่นยาง ค่าเตรียมพื้นที่ปลูก ค่าพันธุ์ยาง ค่าปุ๋ย ค่าดูแลสวน สำหรับสวนยางที่ประสบความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ก็ได้รับการสงเคราะห์ด้วยเช่นกัน สำหรับสวนยางในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬมักประสบความเสียหายจากพายุฤดูร้อน เมื่อปีที่แล้วมีสวนยางที่ได้รับความเสียหาย ประมาณ 10-20 ไร่
มาฟังข้อมูลจากฝ่ายเกษตรกรกันบ้าง คุณบัวไข ประเคนคะชา ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางบึงกาฬ รุ่นบุกเบิกที่ปลูกยางมาแล้วกว่า 20 ปี เล่าว่า ช่วงแรกที่ปลูกนั้นได้รับความรู้จากทางศูนย์วิจัยยาง และ สกย. มาตลอดทุกเรื่อง ตอนแรกนั้นผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีใครเอาเงินมาให้เราฟรีๆ ให้เราปลูกยางฟรี จึงสนใจอยากลองปลูกยางดูบ้าง เพราะเคยปลูกพืชอย่างอื่นก็ไม่ได้ผล เหนื่อยทำไม่ไหว จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการปลูกยางรุ่นแรก
ก่อนหน้านี้ เคยมีเกษตรกรบางรายเคยทดลองปลูกยางมาบ้าง โดยนำพันธุ์ยางจากทางภาคใต้มาปลูก ประมาณ 4-5 ปี ทำให้คุณบัวไขมีความมั่นใจมากขึ้นว่า ปลูกแล้วจะกรีดยางได้และมีตลาดรองรับ หลังจากนั้น คุณบัวไข ก็เริ่มแสวงหาความรู้เรื่องการปลูกยาง ศูนย์วิจัยยางว่า ต้องปลูกยางพันธุ์ไหนจึงเหมาะกับสภาพพื้นที่ และใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้สามารถลดต้นทุนไปได้มาก
“การผลิตยางอย่างยั่งยืน
และภัยร้ายน่ารู้ จากการทำสวนยาง”
วันที่สอง กรมวิชาการเกษตร จัดเสวนาเรื่อง การผลิตยางอย่างยั่งยืน และภัยน่ารู้ จากการทำสวนยาง โดยเชิญนักวิชาการ และตัวแทนเกษตรกร จำนวน 4 ราย ร่วมพูดคุยกันอย่างเต็มอิ่ม โดย คุณเตียง ซองศิริ ตัวแทนเกษตรกรเปิดใจพูดคุยเป็นรายแรก
คุณเตียง ซองศิริ เกษตรกรชาวสวนยางอำเภอโซ่วิสัย ที่มีประสบการณ์ปลูกยางกว่า 20 ปี บนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ ถือเป็นชาวสวนยางรุ่นบุกเบิกของจังหวัดบึงกาฬเลยก็ว่าได้ คุณเตียง กล่าวว่า ตนไม่มีความรู้ในเรื่องการปลูกยางเลย ถือว่าศูนย์วิจัยยาง และ สกย. เป็นผู้มีพระคุณของตนเลยก็ว่าได้ จากทำอะไรไม่เป็นเลย ก็รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกยาง จนปลูกยางได้เก่งขึ้นมาก
เมื่อเจอโรคใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน มักจะขอคำแนะนำปรึกษาจากศูนย์วิจัยยาง และ สกย. ทันที ทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดและลดต้นทุนลงไปมาก ทุกวันนี้ปัญหาส่วนใหญ่ของเกษตรกรก็คือ เกษตรกรมักกรีดยางต้นเล็ก เพราะความยากจน บีบบังคับให้จำเป็นต้องกรีดยางก่อนระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ต้นยางได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก
ด้าน ดร. พิศมัย จันทุมา นักวิชาการชำนาญการพิเศษ หัวหน้าสายงานระบบกรีดยาง ศูนย์วิจัยยางจังหวัดฉะเชิงเทรากล่าวว่า ต้นยางที่มีขนาดมาตรฐาน สามารถเปิดกรีดได้ ควรมีอายุประมาณ 7 ปี ลำต้นมีขนาดเส้นรอบวง 50 เซนติเมตร โดยวัดจากขนาดความสูง 1.5 เมตร สวนแต่ละแห่ง ควรมีต้นยางขนาดมาตรฐาน ประมาณ 50% จึงจะสามารถเริ่มเปิดกรีดได้
ขนาดของต้นยางจะมีความสัมพันธ์กับเปลือกยาง โดยทั่วไปการสร้างเปลือกจะขึ้นอยู่กับอายุของต้นยางด้วย ยิ่งต้นยางมีอายุมากขึ้น เปลือกจะหนา เท่ากับมีปริมาณท่อน้ำยางมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อเปิดกรีดต้นยางที่มีอายุมาก ขนาดลำต้นมาตรฐานก็จะได้ปริมาณน้ำยางมากขึ้น แต่หากเปิดกรีดยางต้นเล็ก จะทำให้รายได้หายไปกว่าครึ่ง เมื่อเทียบกับการกรีดต้นยางที่มีขนาดมาตรฐาน
โดยธรรมชาติของยางต้นเล็กนั้น การสร้างท่อน้ำยางยังไม่สมบูรณ์ จึงให้น้ำยางในปริมาณน้อย หากฝืนกรีดยางต้นเล็ก ยิ่งบั่นทอนอายุของต้นยางให้สั้นลงตามไปด้วย ทำให้เกษตรกรต้องเสียเวลาโค่นและปลูกใหม่ กว่าจะรอให้ต้นยางโตได้ขนาดมาตรฐานสำหรับเปิดกรีด เกษตรกรก็ต้องเสียเวลาปลูกไปอีกหลายปี
ต้นยาง ควรดูแลใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำของ สกย. เพื่อบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์ แข็งแรง ผลพลอยได้จากการปลูกยางอีกประการหนึ่งก็คือ การขายไม้ยาง หากกรีดยางต้นเล็ก ที่ยังไม่ได้ขนาด จะทำให้ต้นยางเติบโตไม่ได้ขนาดตามความต้องการของอุตสาหกรรมไม้ยาง ทำให้เกษตรกรเสียโอกาสในการขายไม้ยางได้ในอนาคต
(กรุณาติดตามอ่านข้อมูลที่น่าสนใจ จากเวที เสวนายางพารา ในฉบับต่อไป)
ผู้แทนนิติบุคคลอาคารชุด
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
ฎีกาชาวบ้าน
โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th
ผู้แทนนิติบุคคลอาคารชุด
คอนโดมิเนียม เกิดขึ้นมากมายทั้งในเมืองใหญ่ ทั้งในเมืองเล็ก
คนที่เข้าไปอยู่อาศัยมีหลากหลายนิสัยใจคอ มีหลากหลายพฤติกรรม มีทั้งเจ้าของร่วม มีทั้งที่เป็นผู้เช่า ผู้อาศัย
ในการอยู่อาศัยนั้นกฎหมายกำหนดให้มีนิติบุคคลอาคารชุดเข้ามาดูแลดำเนินกิจการทรัพย์ส่วนกลาง ให้ใช้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของร่วมทั้งหมด
ปัญหาระหว่างคนมากๆ ที่อยู่อาศัยด้วยกัน ย่อมมีเป็นธรรมดา
ปัญหาระหว่างเจ้าของร่วม กับนิติบุคคลอาคารชุด มีเกิดขึ้นในอาคารชุดหลายแห่ง นับได้ว่าเป็นปัญหาอมตะนิรันดร์กาลเลยก็ว่าได้
ปัญหาระหว่างคณะกรรมการชุดใหม่หรือผู้จัดการนิติบุคคลคนใหม่ กับผู้จัดการนิติบุคคลคนเก่าก็เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยๆ
อย่างที่นี่ นิติบุคคลอาคารชุดที่มีคุณโผงเป็นผู้จัดการ เป็นโจทก์ฟ้องคุณเงือบกับพวก 7 คน ที่เป็นคณะกรรมการชุดใหม่และเป็นผู้จัดการนิติบุคคลคนใหม่เป็นจำเลย
ขอให้ศาลสั่งให้ทั้ง 7 หยุดการดำเนินการประชุมใหญ่สามัญครั้งต่อไป ห้ามกระทำการใดเป็นการขัดขวางและกระทบสิทธิหน้าที่ของนิติบุคคลในการบริหารจัดการดูแลทรัพย์ส่วนกลาง และห้ามไปจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการและผู้จัดการอาคารชุด
ฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีต่อสู้ ที่สุดศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
คุณโผง ผู้จัดการนิติบุคคลคนเดิมอุทธรณ์คดี
เวลาต่อมาระหว่างที่คดีอยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ คณะที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ไปยื่นขอจดทะเบียนตามกฎหมายเรียบร้อย เรียกว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการอาคารชุด และได้ผู้จัดการใหม่เป็นคุณเงือบ เสร็จสมบูรณ์ตามกฎหมาย
จากนั้นคุณเงือบผู้จัดการคนใหม่จึงแวะไปศาล ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์คดีที่นิติบุคคลอาคารชุดเป็นโจทก์ฟ้องคุณเงือบกับพวก 7 คน เป็นจำเลยเสีย และถอนทนายความด้วย
ศาลอุทธรณ์สั่ง อนุญาตให้ถอนอุทธรณ์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
คุณโผงร้อง เฮ้ย! แล้วฎีกาคดี ว่าอย่างนี้ไม่ถูกสิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลอาคารชุด ย่อมมีผู้จัดการนิติบุคคลเป็นผู้ดำเนินการแทน การจะพิจารณาว่า ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์และถอนทนายความโจทก์ ต้องถือเอาผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดตามรายการจดทะเบียนและรายการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับนิติบุคคลอาคารชุดนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
เมื่อปรากฏตามรายการจดทะเบียนและรายการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของนิติบุคคลโจทก์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เอกสารท้ายคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจากคุณโผงเป็นคุณเงือบแล้ว แม้คุณโผงจะเป็นผู้จัดการนิติบุคคลคนเดิมและเป็นผู้ลงลายมือชื่อแต่งทนายความไว้ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมาเป็นคุณเงือบแล้ว คุณเงือบย่อมมีอำนาจถอนอุทธรณ์และถอนทนายความแทนนิติบุคคลได้ โดยถือว่า เป็นความประสงค์ของนิติบุคคลอาคารชุด มิใช่เป็นอำนาจของคุณโผง
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 366-267/2554)
พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522
มาตรา 35/2 การแต่งตั้งผู้จัดการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วม ตาม มาตรา 49 และให้ผู้จัดการ ซึ่งได้รับแต่งตั้งนำหลักฐาน หรือสัญญาจ้างไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติ
มาตรา 35/3 ผู้จัดการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ตายหรือสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคล
(2) ลาออก
(3) สิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง
(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ตาม มาตรา 35/1
(5) ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างและที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติให้ถอดถอน ตาม มาตรา 49
(6) ที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติให้ถอดถอน
ปลูกต้นไม้จากหนังสือ
โด่ไม่รู้ล้ม : พืชสมุนไพร ที่มากด้วยสรรพคุณ
สุวรรณ พันธุ์ศรี
นี่ก็เลยปีใหม่มาหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าวิญญาณกลับเข้าร่างกันเป็นปกติดีแล้วหรือยัง หรือว่ายังหาร่างไม่เจอ ล่องลอยเป็นสัมภเวสีอยู่
การเฉลิมฉลองทุกอย่างนั้นย่อมมีขอบเขตจำกัดหนึ่ง มีเกิด ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเป็นของธรรมดา
โลกที่วุ่นวายแก่งแย่งกันอยู่เวลานี้ ด้วยหลงและโลภของตัวตน คิดว่าการได้มาซึ่งสิ่งจอมปลอมจะทำให้ตัวเองมีความสุขอย่างยั่งยืน
เอาเข้าจริงกลับเป็นทุกข์ กังวล หวาดระแวงไปต่างๆ นานา กลัวว่าจะมีคนอื่นมาแย่งชิงสิ่งสมมติ สิ่งจอมปลอมนั้นไปจากตน
บางคนมั่งคั่งทั้งเงินตรา อำนาจ แต่ไม่อาจอยู่อย่างเป็นสุข ระหกระเหินเป็นนกหลงฟ้า ปลาหลงน้ำ
การเริ่มต้น ปี พ.ศ. 2556 นี้ หากคิดดี ทำดี ชีวิตก็น่าพอจะมีความสงบสุขได้บ้าง
แต่ก็อีกนั่นแหละ เรื่องความคิด เรื่องการกระทำมันเป็นเรื่องของปัจเจก บังคับกันไม่ได้
ปลูกต้นไม้จากหนังสือปักษ์นี้ จะชวนปลูกต้นไม้ชนิดหนึ่ง ฟังชื่อแล้วคุณผู้ชายอาจจะหูผึ่ง
พันธุ์ไม้ที่ว่าคือ “โด่ไม่รู้ล้ม” ท้องถิ่นอื่นอาจจะเรียกเป็นอย่างอื่น เช่น ภาคใต้เรียก “หญ้าสามสิบสองหาบ” เป็นต้น
โด่ไม่รู้ล้มนี้ นักพฤกษศาสตร์จัดอยู่ในจำพวกไม้ล้มลุกกอเตี้ยเตี้ย สูงประมาณ 1 ฟุต มีลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นคล้ายผักชีฝรั่ง
การขยายพันธุ์ นิยมแยกต้นจากหัวที่อยู่ใต้ดิน เป็นพันธุ์ไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไป ส่วนมากจะปลูกเพื่อเข้ายาสมุนไพร
ใบของต้นโด่ไม่รู้ล้ม จะออกเป็นใบเดี่ยวรอบรอบโคนต้น ลักษณะของใบปลายมนหรือแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจัก ทั้งสองด้านของใบมีขนปกคลุม
เวลามีดอก จะออกดอกเดี่ยวเดี่ยว ก้านดอกยาว ดอกฝอยเป็นกระจุก มีสีม่วงหรือขาว โคนดอกมีกลีบเลี้ยง
เมื่อติดผลจะมีสัน ประมาณ 10 สัน รอบผลจะมีขนปกคลุม
หมอยากลางบ้านจะนำต้นโด่ไม่รู้ล้มมาเข้ายาสมุนไพรทั้ง ต้น ใบ และราก
สรรพคุณก็คือ ใบ เอาสดสดมาต้มกับน้ำมะพร้าวรักษาโรคผิวหนังและแผลต่างต่าง
หากนำใบกับรากมาต้มรวมกัน มีสรรพคุณแก้ไข้ อาการท้องเสีย ขับปัสสาวะ รักษาแผลในกระเพาะ แก้บิด แก้โรคหนองใน บรรเทาอาการเจ็บหน้าอก
ใบ กับ ลำต้น เอามาต้มรวมกันมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงเลือดได้ดีมาก ทำให้เจริญอาหาร ผู้หญิงระดูมาไม่ปกติใช้ได้ดี
ราก นำมาตำผสมกับพริกไทยมีสรรพคุณแก้ปวดฟัน แก้อาเจียน
ถ้าเอาเฉพาะต้นมาต้มดื่มน้ำ จะมีสรรพคุณ แก้ไอ แก้ไข้ แก้เหน็บชา บำรุงหัวใจ ขับน้ำเหลืองเสีย ห้ามเลือดกำเดา และเป็นยาฝาดสมาน
ทั้งหมดนี้คือประโยชน์ที่ได้จากต้นโด่ไม่รู้ล้ม ซึ่งเป็นต้นไม้เล็กเล็ก แต่มากด้วยคุณค่า
ใครที่พอมีที่มีทางก็อยากให้ปลูกเอาไว้ ไม่แน่ว่าอาจจะได้ใช้ประโยชน์สักวันหนึ่ง
อย่าทำเป็นล้อเล่นไป เรื่องอย่างนี้
ฟาร์มแกะ ที่ ไร่กุสุมา รีสอร์ท มวกเหล็ก
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
เทคโนปศุสัตว์
ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ
ฟาร์มแกะ ที่ ไร่กุสุมา รีสอร์ท มวกเหล็ก
ไร่กุสุมา รีสอร์ท นับเป็นรีสอร์ทแห่งแรกของจังหวัดสระบุรี มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานกว่า 45 ปี ที่ในวันนี้ยังคงความงดงามของธรรมชาติ และสายน้ำ โดยเฉพาะน้ำตกที่ไร่กุสุมาใสสะอาดและมีน้ำมากตลอดทั้งปี อีกทั้งการให้บริการที่พร้อมพรั่ง ทั้งที่พักและสันทนาการ จึงทำให้รีสอร์ทแห่งนี้ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง
“ทุกวันนี้ ในส่วนของรีสอร์ท เราได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ที่ต้องมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามของอำเภอเภอมวกเหล็ก ไม่ว่าที่พัก ที่มีให้เลือกมากมายหลายแบบ ไม่ว่าบ้านพักที่มีพื้นที่กว้างเหมาะสมสำหรับการพักผ่อนแบบครอบครัว หรือห้องพักราคาประหยัด ขนาดพอเหมาะ”
“นอกจากนี้ ยังมีห้องสัมมนา ที่สามารถรองรับการจัดประชุมสัมมนา งานมงคล หรืองานจัดเลี้ยงในรูปแบบต่าง ๆ และที่สำคัญอีกประการคือ กิจกรรมแอดเวนเจอร์ ในกิจกรรม 7 ฐานเชือกสุดมันส์” คุณกุสุมา สารกิจปรีชา เจ้าของไร่กุสุมา รีสอร์ท บอกกล่าวถึงสิ่งพร้อมรองรับแขกผู้มาเยี่ยมเยือนรีสอร์ทแห่งนี้
ไร่กุสุมา ตั้งอยู่ เลขที่ 144 หมู่ที่ 4 ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทร. (036) 721-286, (081) 813-3790 สามารถเดินทางไปได้อย่างง่ายๆ ด้วยเส้นทางสู่จังหวัดสระบุรีไปตามถนนพหลโยธิน แล้วแยกเข้าถนนมิตรภาพถึงเขตอำเภอมวกเหล็ก เลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอมวกเหล็ก ผ่านน้ำตกมวกเหล็กเข้าไปอีก 7 กิโลเมตร ก็จะถึงไร่กุสุมา อยู่ทางด้านขวามือ โดยจะมีป้ายให้เห็นอย่างชัดเจน
แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ นั่นคือ ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงรีสอร์ทที่มีมนต์เสน่ห์น่าไปสัมผัส แต่ยังเป็นสวนเกษตรที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง โดยมีพื้นที่อยู่ห่างจากรีสอร์ทไป ประมาณ 26 กิโลเมตร
ทั้งนี้ สวนเกษตรได้เริ่มต้นทำมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยมีกิจกรรมทั้งการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ สิ่งที่เจ้าของได้รับนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความสุขที่ได้ทำและได้ออกกำลังกาย เพราะจะเข้าไปดูแลพืชที่ปลูก สัตว์ที่เลี้ยง ด้วยตนเองเป็นประจำ
อายุ 76 ปี แต่ใจรัก ยังอยากทำ
“โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบทำการเกษตร โดยจะศึกษาหาความรู้จากการอ่านนิตยสารด้านการเกษตรต่างๆ โดยเฉพาะนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่จะซื้ออ่านเป็นประจำ ได้ความรู้ดีมาก สามารถนำองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ มาใช้ในฟาร์มของเรา ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 200 กว่าไร่” ป้ากุสุมา ในวัย 76 ปี ในวันนี้กล่าว
“แต่ช่วงนี้ป่วยนิดหน่อย เลยยังไม่สามารถดำเนินการในส่วนของฟาร์มได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ โดยกะว่าเมื่อหายแล้วจะออกรถแทรกเตอร์สักคันหนึ่งเอามาไถที่เพื่อปลูกต้นไม้เพิ่ม”
ในการเป็นเกษตรกรของเจ้าของไร่กุสุมา รีสอร์ท จะแบ่งพื้นที่ออกเป็น ส่วนของแปลงปลูกพืช ซึ่งประกอบด้วย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะพร้าว น้อยหน่า ทุเรียน มะละกอ ในส่วนของการเลี้ยงสัตว์ ตอนนี้เน้นเลี้ยงแกะเป็นหลัก
“แต่เดิมนั้น เราเลี้ยงแพะด้วย แต่พอมีปัญหาสุขภาพต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จึงต้องเลิกการเลี้ยงแพะไปก่อนเพราะเป็นสัตว์ที่ต้องใส่ใจดูแล อีกทั้งนิสัยของแพะนั้นทั้งดื้อและซนด้วย ชอบออกไปกินพืชไร่ของเกษตรกรข้างๆ บ่อยๆ ทำให้ต้องเสียเงินชดเชยไปไม่น้อย”
แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าของไร่กุสุมา รีสอร์ท ยืนยันว่า การทำอาชีพการเกษตรนั้นจะยังทำต่อไปเรื่อยๆ โดยเมื่อพักฟื้นจนหายดีแล้ว จะกลับมาเลี้ยงแพะเพิ่มอีก นอกเหนือจากแกะที่เลี้ยงอยู่แล้วในอยู่ฟาร์ม ประมาณ 60 ตัว
“เป้าหมายเราจริงๆ คือ การจำหน่ายสายพันธุ์และเอาไว้โชว์ในรีสอร์ท ตอนนี้มีลูกแกะที่ออกมาใหม่ ประมาณ 10 ตัว กำลังอยู่ในช่วงที่น่ารัก เราจึงย้ายมาไว้ที่รีสอร์ทด้วย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปและป้อนนม เป็นกิจกรรมระหว่างการมาพักผ่อนที่รีสอร์ท”
เริ่มเลี้ยงแพะ
ตามด้วยแกะ ชี้ตลาดต้องการ
ป้ากุสุมา ได้บอกเล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะ แพะ-แกะ นั้น เกิดขึ้นเพราะใจชอบอยู่เป็นต้นทุนเดิมแล้ว และต่อมาได้มีโอกาสรู้จักกับ คุณเชาวรัตน์ อ่ำโพธิ เจ้าของคุณสุขฟาร์ม และไปเข้ารับการอบรมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการฟาร์ม การดูแลรักษาโรค เข้ามาใช้ในฟาร์ม
“เริ่มครั้งแรกนั้น เราเลี้ยงแพะก่อน แล้วตามมาด้วยแกะ ตอนนั้นเรียกว่าเราเป็นมือใหม่ อยากได้เข้ามาเลี้ยงในฟาร์มเยอะๆ ใครบอกขาย เราก็ซื้อหมด แต่เป็นการซื้อแบบไม่รู้ข้อมูล ว่า แพะ-แกะ ที่ซื้อมานั้นมีโรคติดมาหรือเปล่า ปรากฏว่าเราต้องเสียหายเยอะมาก เพราะซื้อด้วยความอยากได้ โดยไม่ได้ศึกษาให้รู้จริงก่อน ครั้งหนึ่งเคยซื้อแบบเหมาคอกมาเลย ปรากฏว่ามาเลี้ยงแล้วเป็นโรคตายเสียครึ่งหนึ่ง หรือเลี้ยงแล้วไม่แข็งแรง ออกลูกมาก็ตาย เป็นต้น”
“กว่าเราจะตั้งตัวได้ ต้องมาคัดทิ้งไปตั้งเยอะ ตัวไหนไม่ดี ไม่แข็งแรง ขายออกหมด แบบขาดทุน จึงนับว่าเป็นจุดสำคัญที่ผู้สนใจต้องใส่ใจให้มาก”
จากความผิดพลาดของการเริ่มต้น ได้กลายมาเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้การทำฟาร์มประสบความสำเร็จ
“ท่ามกลางปัญหา เราก็เห็นโอกาสในแง่ที่ตลาดต้องการมาก จึงตั้งใจว่าจะทำฟาร์มเลี้ยง แพะ-แกะ แบบเต็มที่ โดยได้มุ่งเน้นให้เป็นฟาร์มปลอดโรคก่อน และเดิมนั้นอีกสิ่งที่จะอยากทำคือ การทำให้เป็นฟาร์มตัวอย่าง เพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงการจัดการ ดูแล แต่พอดีว่าตอนนี้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดเลยต้องหยุดไว้ก่อน แต่ความตั้งใจของเรานั้นยังมีอยู่ แต่จะควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่เราดูแลได้สะดวก”
จากวันที่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 5 ปีแล้ว ที่ไร่กุสุมา รีสอร์ท ได้ทำฟาร์ม มี แพะ-แกะ จำหน่ายให้กับผู้สนใจนำไปเลี้ยงต่อ โดยป้ากุสุมากล่าวต่อไปว่า สำหรับสิ่งสำคัญสำหรับการเลี้ยง แพะ-แกะ นั้น ต้องใส่ใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับการดูแลจัดการ ตั้งแต่คอกเลี้ยงไปจนถึงการให้อาหาร ป้องกันโรค
“การเลี้ยงนั้นต้องใส่ใจดูแล เรียกว่าเช้ามา ควรได้เข้าคอกเลี้ยง เพื่อไปกวาดมูล เพราะสิ่งที่เราได้นั้นไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาด แต่จะได้เห็นแกะหรือแพะที่เลี้ยงไว้ด้วยว่า มีสุขภาพเป็นอย่างไร ป่วยเป็นไข้หรือท้องเสีย หรือไม่อย่างไร จะเป็นสิ่งที่เราเห็นและสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที”
“การเลี้ยง แพะ-แกะ นั้น เป็นอาชีพที่ให้ผลตอบแทนดีมาก เพราะต้นทุนการเลี้ยงต่ำ กินหญ้าเป็นอาหาร ในส่วนอาหารเสริมจะให้ก็ได้ไม่ให้ก็ได้ เสียเพียงการลงทุนค่าโรงเรือนในช่วงปีแรก และค่าดูแลสำหรับคนในแต่ละเดือนเท่านั้น ซึ่งรายได้ที่จะมาเป็นค่าใช้จ่ายในฟาร์มนั้น ก็มาจากการจำหน่ายลูกพันธุ์ที่คลอดออกมา ซึ่ง แพะ-แกะ นั้น จะให้ลูกทุกปี โดยช่วงท้องแรกๆ อาจจะให้ลูกตัวเดียว แต่พอท้องหลายท้องก็จะให้ลูกแฝด ซึ่งถือว่าให้ผลตอบแทนดีมาก”
“ตอนนี้ฟาร์มของเราได้เป็นที่รู้จัก มีคนเข้ามาติดต่อขอซื้ออย่างต่อเนื่อง บ่อยครั้งที่มีคนมาจอดรถที่หน้าฟาร์ม เพื่อขอซื้อสายพันธุ์ แพะ-แกะ ที่เราเลี้ยง ซึ่งตอนนี้บอกได้เลยว่า สายพันธุ์ที่ผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ ลูกที่ออกมาโดนจองไว้หมดแล้ว แต่ถ้าสนใจต้องการเข้ามาศึกษาดูงาน เราก็ยินดีต้อนรับและให้ข้อมูล” ป้ากุสุมา กล่าว
“จากประสบการณ์ที่ได้เข้ามาสัมผัส ทำให้เรามองเห็นเลยว่า ทั้งแพะและแกะนั้นให้ผลตอบแทนที่ดีมาก ตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็เมื่อตอนมาเลี้ยงใหม่ๆ ราคาที่จำหน่ายได้ อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท แต่มาถึงตอนนี้ ราคาขึ้นมาถึงกิโลกรัมละ 130-150 บาท ทีเดียว เพราะตลาดมีความต้องการเยอะมาก”
“จากที่เราได้พูดคุยกันในกลุ่มผู้เลี้ยง คาดการณ์กันว่า ในอีก 3 ปี ข้างหน้า ตลาดเนื้อจะดีมาก แพะ-แกะ ที่เลี้ยงมีเท่าไรก็ขายหมด” ป้ากุสุมา กล่าวในที่สุด
กรมปศุสัตว์ กวาด 5 รางวัล บริการภาครัฐยอดเยี่ยม
นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า คุณภาพการให้บริการประชาชนและรางวัลมาตรฐานศูนย์บริการร่วม/เคาน์เตอร์บริการประชาชน และรางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมให้แก่ส่วนราชการที่สามารถพัฒนาคุณภาพการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ
ซึ่งจากการพิจารณา ประเมินผล ของ ก.พ.ร. มีมติให้ กรมปศุสัตว์ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โดยให้กรมปศุสัตว์ได้รับรางวัล รวม 5 รางวัล ดังนี้ รางวัลบริการภาครัฐยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นรางวัลที่พิจารณาจากผลการดำเนินการพัฒนาการให้บริการที่มีความโดดเด่นครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านมาตรฐานการบริการ ด้านบูรณาการการบริการ และด้านนวัตกรรมการบริการ โดยในปี พ.ศ. 2555 กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ รางวัลระดับดีเด่นอีก 3 รางวัล คือ ประเภทบูรณาการที่เป็นเลิศ กระบวนงานการผลิตพืชอาหารสัตว์คุณภาพดีแบบมีส่วนร่วมเพื่อลดความขัดแย้งในชุมชน พื้นที่ อบต. กุดน้อย อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ของสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ และประเภทนวัตกรรมการบริการที่เป็นเลิศ การผลิตไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ อย่างยั่งยืน ของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ และประเภทภาพรวมมาตรฐานที่เป็นเลิศ ภาพรวมมาตรฐานการบริการห้องปฏิบัติการสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ รวมทั้งรางวัลระดับดี ประเภทบูรณาการเป็นเลิศ การพัฒนาเกษตรกรโคนมรายย่อยแบบบูรณาการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร และการพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมโคนมแห่งเอเชีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ของกองปศุสัตว์ต่างประเทศร่วมกับสำนักส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์
อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่กรมปศุสัตว์ได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านกระบวนการคุณภาพและนวัตกรรม ซึ่งเป็นรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐรายหมวด (หมวด 6) ปัจจัยที่ทำให้กรมปศุสัตว์ได้รับรางวัลเกือบทุกประเภท คือ กรมปศุสัตว์ มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนางานเพื่อให้เกิดความสุข แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ บุคลากรทุกคน สังคมและประเทศชาติ รวมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาให้เกิดผลลัพธ์คือ สินค้าปศุสัตว์มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย มีความเพียงพอ และสามารถแข่งขันได้ ด้วยกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม มีการวางแผนและพัฒนาปรับปรุงกระบวนงานและสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา มีการจัดการความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นวัตกรรม ระหว่างบุคลากรภายในหน่วยงาน และหน่วยงานภายนอก มีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และความพร้อม ต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีการสื่อสารสร้างความเข้าใจ เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อมและยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ยึดติดแนวคิดและวิธีการเดิมๆ
“นโยบายหรือโครงการที่จะดำเนินงานในอนาคต จะมีการขยายผลการปรับปรุงกระบวนงานต่อเนื่องทั่วทั้งองค์กร และขยายไปยังหน่วยงานในต่างจังหวัด เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายที่จะให้เกิดความสุข ใน 3 ภาคส่วน คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ บุคลากรของกรมปศุสัตว์ สังคม และประเทศชาติ” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด
เชิญร่วมงาน งานประกวด แพะ-แกะ สระบุรี ครั้งที่ 5
คุณเชาวรัตน์ อ่ำโพธิ์ ประธานกลุ่มเกษตรกรพัฒนาแพะ-แกะ จังหวัดสระบุรี เปิดเผยว่า สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี หน่วยงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และกลุ่มเกษตรกรพัฒนาแพะ-แกะ จังหวัดสระบุรี ได้กำหนดจัดการประกวด แพะ-แกะ สระบุรี ครั้งที่ 5 ขึ้น ในวันศุกร์ที่ 25-วันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2556 ณ ลานประกวดโคนม (อ.ส.ค.) ตำบลเขาตาแป้น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
คุณเชาวรัตน์ กล่าวต่อไปว่า ในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย เช่น วันศุกร์ที่ 25 มกราคม 2556 เวลา 14.00 น. มีการเสวนาในหัวข้อ แพะ-แกะ ไทย ปลอดภัย “อนาคตก้าวไกล สู่ครัวโลก” และวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2556 มีการประกวดแพะ-แกะ ชิงถ้วยรางวัลของอธิบดีกรมปศุสัตว์ คุณทฤษดี ชาวสวนเจริญ โดยประเภท แพะ-แกะ ที่ประกวด เช่น แพะนมเพศเมีย ลูกผสม พันธุ์ซาแนน อัลไพน์ ทอกเกนเบิร์กฯ ฟันแท้ 2 คู่ ขึ้นไป แพะนมเพศผู้ ลูกผสม พันธุ์ซาแนน อัลไพน์ ทอกเกนเบิร์กฯ ฟันแท้ไม่เกิน 1 คู่ แพะเนื้อเพศผู้ ลูกผสม พันธุ์บอร์ แองโกล จัมนาปารี และลูกผสมพันธุ์อื่นๆ ฟันแท้ 2 คู่ ขึ้นไป แกะเพศผู้ ลูกผสม ดอร์เปอร์ ซานตาอีเนส คาร์ทาดิน และพื้นเมือง ยังไม่ผลัดฟัน แกะเพศเมีย ลูกผสม ดอร์เปอร์ ซานตาอีเนส คาร์ทาดิน และพื้นเมือง ยังไม่ผลัดฟัน แกะแสนรู้น่ารัก แต่งแฟนซี ทุกสายพันธุ์ แพะแสนรู้น่ารัก แต่งแฟนซี ทุกสายพันธุ์ และแกรนด์แชมป์ (ทุกสายพันธุ์)
ดังนั้น ขอเชิญเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ-แกะ และผู้ที่สนใจ ส่งแพะ-แกะ เข้าประกวด เพื่อแสดงความสามารถในการปรับปรุงสายพันธุ์ ทั้งแพะเนื้อ แพะนม และแกะ ให้ได้สายพันธุ์แพะ-แกะ ที่แข็งแรง เติบโตเร็ว และทนต่อสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และเชิญเข้าร่วมการประมูลแพะ-แกะ เพิ่มมูลค่าให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ-แกะ
โดยผู้สนใจ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี โทร. (036) 211-005, (086) 789-5579 สำนักงานปศุสัตว์อำเภอมวกเหล็ก โทร. (081) 994-3329 และกลุ่มเกษตรกรพัฒนาแพะ-แกะ จังหวัดสระบุรี คุณเชาวรัตน์ อ่ำโพธิ์ โทร. (089) 203-1424
ปลากระชัง เขื่อนเขาแหลม ทองผาภูมิ สร้างงาน สร้างเงิน
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
เทคโนฯ ประมง
ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา
ปลากระชัง เขื่อนเขาแหลม ทองผาภูมิ สร้างงาน สร้างเงิน
การเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ให้ผลผลิตสูง ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงเศรษฐศาสตร์ ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำทั่วไปตามธรรมชาติ อีกทั้งเป็นการช่วยให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินสามารถสร้างอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้
บริเวณริมเขื่อนวชิราลงกรณ หรือชื่อเดิมคือ เขื่อนเขาแหลม ตั้งอยู่ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี มีชาวบ้านตั้งรกรากเพื่อทำมาหากินด้วยการจับสัตว์น้ำ บางรายมีที่ดินก็ปลูกบ้าน บางรายไม่มีที่ดินก็สร้างแพ
คุณสมชาย ศาลาคำ อายุ 47 ปี เป็นอีกคนที่มีชีวิตครอบครัวพักอาศัยในแพ และยึดอาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง บริเวณริมเขื่อนเขาแหลมมากว่า 13 ปี ด้วยการซื้อพันธุ์ปลาแล้วมาเลี้ยงส่งขายเองตามร้านอาหาร เรียกว่าเป็นทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายขายตรงในเวลาเดียว ถือว่าทำงานแบบครบวงจรเลย และด้วยความเพียร ความอดทน การเป็นผู้เรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง จนกระทั่งเขาสามารถสร้างฐานลูกค้าได้อย่างมั่นคง สร้างรายได้นับหลายแสนในแต่ละเดือน สามารถส่งบุตรสาวเรียนได้ถึงระดับปริญญาโท จนทุกวันนี้เขามีความสุขกับครอบครัวแล้วยังมีแผนที่จะต่อยอดอาชีพนี้อีก
ทว่า…กว่าจะมาถึงจุดสำเร็จแห่งอาชีพนี้ คุณสมชาย ต้องฝ่าฟันปัญหานานัปการ ถูกมองจากชาวบ้านด้วยความคิดแปลกๆ แต่ด้วยความมุ่งมั่น อดทน ประหยัด รู้จักคิด จึงทำให้เขาเดินฝ่าปัญหาเหล่านั้นจนมายืนในแถวหน้า ในฐานะผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชังในทองผาภูมิได้อย่างภาคภูมิใจ
ทำอะไร ไม่ประสบความสำเร็จ
ประมง แนะ…เลี้ยงปลากระชัง
คุณสมชาย ย้อนอดีตว่าด้วยความที่ พ่อ-แม่ ทำงานเป็นพนักงานอยู่ที่เขื่อนวชิราลงกรณ จึงทำให้ตัวเขาต้องย้ายตามมาด้วยวัยเพียง 10 กว่าขวบ พอจบ ม. 6 ที่กาญจนบุรี ย้ายกลับไปที่ระยอง ไปประกอบอาชีพที่ต้องหาเงินเองด้วยการค้าขาย และขายของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ผลไม้ แต่แล้วไม่ประสบความสำเร็จจึงกลับมาทองผาภูมิอีกครั้งเมื่ออายุเกือบ 30 ปี แล้วมาแต่งงานมีครอบครัวที่นี่
เจ้าของกระชังปลา บอกอีกว่า ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ยังคงยึดอาชีพค้าขายต่อไปอีก พอมาเมื่อ ปี 2540 เศรษฐกิจไม่ดี จึงต้องเลิก ประจวบกับจังหวะนั้นทางหัวหน้าประมงอำเภอทองผาภูมิคนเดิมแนะให้ทำอาชีพยกยอและเลี้ยงปลาในกระชัง จึงเกิดความสนใจและเริ่มทดลองทำดู
“จากจุดเริ่มต้นที่ไม่เป็นอะไรสักอย่าง ลูกปลายังไม่รู้จัก แม้กระทั่งว่ายน้ำยังไม่เป็น พายเรือก็ไม่เป็น จึงขอให้คนที่มีความสามารถมาช่วยสอนให้ยกยอ สำหรับการยกยอในช่วงนั้นมีพวกปลาซิวแก้ว ปลาแป้น แล้วนำมาใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงปลาคัง ปลากด ปลาช่อน และปลาชะโด ที่มีอยู่ในกระชัง ทั้งนี้ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารให้ปลา”
ต่อมาอีก 3-4 ปี ปลาที่ยกยอเพื่อนำมาเป็นอาหารปลาในกระชัง เริ่มน้อยลง ทำให้ต้องเลิกยกยอ เพราะไม่คุ้ม จึงทำให้ต้องหาซื้ออาหารเป็นปลานิลจากทางบางเลน จากนั้นไม่นานปลาจากแหล่งที่เคยซื้อกลับมีราคาแพงและน้อยลง จึงจำเป็นต้องหันมาใช้ไส้ไก่จากสุพรรณบุรีแทน ในราคา กิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนปลาหาได้บ้างในบางช่วง ถ้ามีราคาถูกและต้องไม่เกิน 9-10 บาท ต่อกิโลกรัม
คุณสมชาย บอกว่า ครั้งแรกปลากระชังที่เลี้ยงไว้ ได้แก่ ปลาช่อน และปลาชะโด เพราะสามารถหาอาหารในเขื่อนเลี้ยงได้ง่าย จะได้ทุ่นค่าใช้จ่าย ช่วงนั้นมีอย่างละ 2 กระชัง แต่ประสบปัญหาการตักปลาที่ไม่ชำนาญ จนทำให้ล่าช้ากว่ารายอื่น จึงต้องหยุดเลี้ยง แล้วเปลี่ยนมาเป็นการลองไปซื้อลูกปลาคังมาเลี้ยง เพราะเมื่อประเมินรายรับแล้วน่าจะดีกว่า ตอนนั้นปลาช่อนขายได้กิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่หากเป็นปลาคังต้องมีราคา 100 กว่าบาทขึ้นไป แต่ติดปัญหาตรงที่ลูกปลาคังหาค่อนข้างยาก ซึ่งคนละแวกนี้เขาหาโดยใช้วิธีดักลอบ หรือดำน้ำไปตามหน้าผาหรือรูหิน แต่เราทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะว่ายน้ำไม่เป็นจึงต้องไปหาซื้อ
“ลองเปิดหนังสือหาแหล่งที่เพาะลูกปลาเพื่อซื้อมาเลี้ยง แต่กลับมีชาวบ้านดูแคลนว่า ปลาที่เพาะเลี้ยงมีอายุสั้น เดี๋ยวก็ตาย แต่เราไม่เชื่อและต้องลองเลี้ยงดู สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ถึง 2 ปี ก็สามารถทำในสิ่งที่หลายคนคิดว่าไม่ แต่ผมกลับทำได้สำเร็จ เมื่อเลี้ยงปลาเพาะได้น้ำหนักขนาดถึงเกือบ 4 กิโลกรัม ต่อตัว หลังจากนั้น ชาวบ้านก็ได้ลองทำแบบเดียวกับผม ทั้งนี้ เพราะปลาตามธรรมชาติหาไม่ได้แล้ว หากต้องการจำนวนมากขนาดนั้น มัวแต่ไปจับคงไม่ทันขายแน่”
ปลาคังขายดี ลูกค้านิยม
เปิดขายตรง กับร้านอาหาร
คุณสมชาย บอกว่า ปลาที่นิยมเลี้ยงมากคือ ปลากดคัง เพราะตลาดรับซื้อมีรองรับมากกว่า รองลงมาคือ ปลากดเหลือง ส่วนปลาทับทิมและปลานิลเลี้ยงกันน้อย เพราะความต้องการมีเฉพาะกลุ่มเท่านั้น อีกประการคือต้นทุนสูง ไม่คุ้มกับการเลี้ยง
เจ้าของกระชัง เผยถึงตัวเลขการขาย พร้อมกับอธิบายถึงการตลาดว่า ส่งปลาคังขาย สัปดาห์ละ 500-600 กิโลกรัม ส่วนปลาทับทิมและปลานิล ประมาณ 100 กิโลกรัม ลักษณะการขายแบบชนิดตรงตัวลูกค้าตามเจ้าของร้านอาหาร ซึ่งบางเจ้าจำเป็นต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการทำปลาให้ลูกค้าด้วย ดังนั้น การบริหารจัดการด้วยตัวเองจึงทำให้มีต้นทุนถูกกว่า เมื่อนำไปส่งจึงปรับราคาที่ถูกใจลูกค้า ขณะเดียวกันลูกค้าเองก็ได้ราคาที่พอใจเช่นกัน คนซื้อได้ราคาดี ปลาสด
“ส่งเฉพาะตามร้านอาหารเท่านั้น เพราะมีปริมาณปลาพอดีครบทั้งปี ยังไม่ได้ส่งตามตลาด เพราะปลาไม่เพียงพอ แล้วอีกอย่างไม่กล้าเพิ่มจำนวน เกรงว่าถ้าตลาดไม่สั่งหรือสั่งน้อย ปริมาณที่เหลือจะกระทบและสร้างปัญหาตามมาทันที ที่สำคัญคือเรื่องค่าใช้จ่าย
ดังนั้น จึงส่งเฉพาะรายที่แน่นอนดีกว่า บางปีลูกค้าประจำเกิดต้องการเพิ่ม จำเป็นต้องไปหาซื้อจากแหล่งอื่นที่มีการเลี้ยงไว้ได้ขนาด เพื่อส่งให้ลูกค้าได้ทันที”
อาหาร ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต
การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นรูปแบบการเลี้ยงปลาที่ต้องมีการพัฒนา เพื่อให้ปลามีขนาด น้ำหนัก รูปร่างลักษณะที่สมบูรณ์ แข็งแรง ดังนั้น ผู้เลี้ยงจะต้องใส่ใจในเรื่องการให้อาหารในแต่ละช่วงวัย เพราะคุณค่าทางอาหารชนิดต่างๆ ในแต่ละวัย จะส่งผลต่อตัวปลาทันที
คุณสมชาย อธิบายถึงการให้อาหารปลาในกระชังที่เขาเลี้ยงในแต่ละวัยว่า สำหรับลูกปลากดขนาดเล็กที่นำมาอนุบาลไว้ที่ขนาด 1-4 นิ้ว ต้องใช้อาหารเม็ดที่มีโปรตีนสูงช่วยก่อน ปริมาณที่ให้สำหรับปลาเล็กดังกล่าว ในจำนวน 30,000 กว่าตัว ใช้อาหารเม็ดวันละเกือบ 10 กิโลกรัม แต่พอขนาดโตขึ้นมาเล็กน้อยพอเริ่มกินอาหารได้ จะใช้อาหารแบบเนื้อโดยการหั่นให้ฝอยขนาดเล็ก
การให้อาหารปลาโตทำเพียงวันละครั้งเดียวช่วงเย็น เพราะปลาขนาดใหญ่ชอบกินอาหารในช่วงกลางคืน การให้ปริมาณอาหารสำหรับปลาใหญ่ไม่มีความแน่นอน ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นธรรมชาติของปลา เช่น ในช่วงฤดูหนาว ปลากินน้อย แต่ช่วงฤดูฝนจะกินมาก
สำหรับปริมาณอาหารที่ใช้แก่ปลาที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักตั้งแต่ 1 กิโลกรัม ขึ้นไป ที่มีอยู่จำนวน 10,000 กว่าตัว ใช้วันละตันหรือกว่าเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นช่วงอากาศหนาวมาก ปริมาณจะลดลงมา ดังนั้น ข้อเสียในช่วงนี้จะทำให้น้ำหนักปลาลดตามไปด้วย
ส่วนต้นทุนอาหารปลา ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ มีกระชังรวมทั้งหมด 50 กว่ากระชัง ขนาดกระชัง กว้าง 5 คูณ 8 เมตร และลึก 3 เมตร
ปลามักพบโรค ก่อนขวบปี
หมั่นดูแลกระชังให้สะอาด
ปัญหาโรคปลาดูจะเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งสำหรับผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชัง คุณสมชาย เผยว่า จากระยะเวลาที่ผ่านมามักพบปลาเป็นโรค ซึ่งจะเจอตั้งแต่รุ่นที่อนุบาล 2 อย่าง คือ ปลาจะผิดน้ำกับเจอปลิงใสเข้าไปในเหงือก เคยนำไปให้นักวิชาการดูแล้วเห็นว่าน่าจะเกิดจากน้ำที่ใช้เลี้ยงนิ่งเกินไป ทำให้มีปลิงใสเจริญเติบโต ใช้วิธีสาดปูนขาว เกลือ ลงไปในน้ำก็ช่วยได้บ้าง แต่ที่ต้องเอาใจใส่คือการทำความสะอาดกระชังบ่อยๆ เพื่อให้น้ำมีความใสสะอาด
“อีกอย่างคือ ช่วงที่ปลาจะครบปีมักเจอโรคหลังบวม แดงตามหลัง ครีบ ใต้ท้อง หรืออวัยวะเพศ จากการตรวจพบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และมักจะตายช่วงต้นฤดูหนาว และตายอีกครั้งก่อนฝน วิธีแก้ คือหากพบเห็นปลามีอาการผิดปกติต้องรีบใส่ยาทันที เพราะถึงแม้จะช่วยได้บ้าง แต่ดีกว่าปล่อยให้ตายทั้งกระชัง ซึ่งเท่าที่สังเกตหลังจากปลามีอายุเลย 1 ปี แล้วไม่ค่อยเป็นอะไร เพราะอาจมีภูมิต้านทานโรคมากขึ้น ดังนั้น หลายคนที่เจอปัญหาดังกล่าวรับสภาพไม่ได้ ต้องเลิกทำไปเลย สรุปแล้วช่วงก่อนขวบปีของปลาควรหมั่นเอาใจใส่เป็นพิเศษ
เลี้ยง-จำหน่าย ครบวงจร
บริหารจำนวนปลาให้สอดคล้อง
ด้านการจำหน่ายนั้น คุณสมชายถือหลักฉายเดี่ยว เพราะการทำงานคนเดียวจะมีความคล่องตัวมาก ที่สำคัญ “ส่งเอง รับเอง” ดังนั้น ภาระหน้าที่งานประจำของเขาจึงเริ่มตั้งแต่เช้ามืด มีลูกน้องช่วยขึ้นปลา คัดขนาดปลา คัดจำนวน ทั้งนี้ จะมีการติดต่อยอดจำนวนปลาจากลูกค้าล่วงหน้า 1 วัน เมื่อปลาขึ้นรถเรียบร้อยจะทยอยส่งไปตามจุดต่างๆ ที่เป็นร้านอาหารตั้งแต่ที่ ทองผาภูมิ ไทรโยค หนองขาว ท่ามะกา แล้วยังในตัวเมืองกาญจนบุรี เป็นต้น จำนวน 10 กว่าราย ตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเสร็จ ประมาณ 3 โมงเย็น ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จากเมื่อก่อนเพียงสัปดาห์ละครั้ง
เขาบอกว่า การทำงานในลักษณะเช่นนี้จะทำให้ลูกค้าได้ปลาใหม่ สด ทุกวัน หากลูกค้าได้ของดี ขายได้มาก ก็จะสั่งเราเพิ่มอีก เราก็ขายได้มาก
และยังบอกต่ออีกว่า ปริมาณและความต้องการปลาจากลูกค้าจะมีความพอดีกัน กล่าวคือ ในแต่ละสัปดาห์ใช้ปลาไม่เกิน 200 ตัว แต่ละตัวมีน้ำหนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม ตกประมาณ 600 กิโลกรัม เฉลี่ยเดือนละไม่เกิน 700-800 ตัว หรือเป็นปี ปีละประมาณ 9,000 กว่าตัว และที่มีเลี้ยงไว้ในกระชัง 10,000 กว่าตัว
“อันนี้เป็นแต่ละรุ่นที่ใช้แต่ละปี ซึ่งรุ่นต่อไปก็จะอนุบาลไว้แล้วเลี้ยงมาเรื่อยๆ โดยใช้เวลาที่เลี้ยงแต่ละรุ่น ประมาณ 3 ปี ดังนั้น จึงกำหนดไว้ว่า มีปลาอยู่ 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น 3-4 กิโลกรัม, รุ่น 1-2 กิโลกรัม และรุ่นเล็ก ขนาด 2-3 ขีด เป็นการเลี้ยงแบบสลับรุ่นไปเรื่อยๆ”
คุณสมชาย เผยว่า ถือว่าการเลี้ยงปลากระชังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีมาก มีการพัฒนาเจริญเติบโตมาตลอด เขาเล่าว่าจากตอนที่เริ่มครั้งแรกนับศูนย์ มีกระชังไม้อยู่ 4 ชุด ด้วยการจ้างต่อ เลี้ยงปลาช่อนและปลาชะโดก่อน ช่วง 3-4 ปี แรกเหมือนคลำทาง แต่ทั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือจากทางประมงทองผาภูมิเป็นอย่างดีมาตลอด พอสัก 3 ปี มีเงินก้อนจึงหาซื้อรถกระบะเก่าราคาแสนกว่าบาท ซื้อเงินสดเลยจะได้ไม่ต้องผ่อนเสียดายเงินดอกเบี้ย
“พอเริ่มมีเครื่องมือทำกินจึงเริ่มตระเวนหาลูกค้า ต่อจากนั้นจึงเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาคังขาย ช่วงแรกที่มีลูกค้าสัปดาห์แรกขายได้เงิน 4,000-5,000 บาท ดีใจมาก เพราะช่วงนั้นยังไม่มีรายจ่าย เนื่องจากอาหารปลาได้มาจากการยกยอ ต่อจากนั้นรายได้เริ่มเข้ามาสัปดาห์ละ 10,000 กว่าบาท เดือนละ 40,000-50,000 บาท แต่พอมาช่วงหลังเริ่มมีรายจ่าย เพราะต้องซื้อปลาข่ายเข้ามาเสริม เพราะเราเลี้ยงไม่ทัน
หลายปีผ่านไป อาหารปลาหายาก ต้องสั่งซื้อจากแหล่งอื่นเข้ามา ขณะเดียวกันจำนวนลูกค้าก็เพิ่มเป็นเงาตามตัว จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ส่งขายสัปดาห์ละเป็นแสนบาท ตก 500-600 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 190 บาท แต่ทั้งนี้ต้องหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ออกด้วย”
เลี้ยงปลากระชัง
สร้างงาน ทำเงิน
ทางด้านความเป็นอยู่ของครอบครัวนั้น คุณสมชาย มีแพ จำนวน 6 แพ อยู่กัน 4 ครอบครัว ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 98/10 หมู่ที่ 6 บ้านไร่ ตำบลห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
เขาบอกว่า การขออนุญาตตั้งแพอาศัยจะต้องขออนุญาตโดยตรงกับทางกรมเจ้าท่าเสียก่อน และบอกต่ออีกว่าพอช่วงระดับน้ำตามธรรมชาติลดลง จำเป็นต้องขยับแพตามลงไป เพื่อให้ได้ระดับความลึกของกระชัง ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนตำแหน่งที่อยู่เดิมจะมีระดับน้ำลึกถึง 7 เมตร แต่พอช่วงหน้าแล้งในตำแหน่งเดิมระดับน้ำเหลือเพียง 4 เมตร จึงทำให้ต้องขยับแพลงไปให้ลึก และจะอยู่ที่ตำแหน่งใหม่สัก 3 เดือน พอหลังจากฝนมาและระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น จึงขยับแพไปยังตำแหน่งเดิม
ปัจจุบัน คุณสมชาย มีลูก 2 คน คนโตอายุ 22 ปี เรียนอยู่ในระดับปริญญาโทที่จุฬาฯ ส่วนคนเล็ก เรียน ป. 4 ที่ทองผาภูมิ เขาเผยว่าหากไม่ได้เลี้ยงปลาเป็นอาชีพคงไม่คิดว่าจะมีปัญญาส่งลูกเรียนได้ขนาดนี้ เพราะตอนแรกอาชีพยังลุ่มๆ ดอนๆ พอจังหวะที่ลูกคนโตต้องใช้เงินเรียนในระดับมัธยมก็เป็นช่วงเวลาที่อาชีพเลี้ยงปลากระชังเข้าที่พอดี จึงเป็นความโชคดีที่สามารถหาเงินส่งให้ลูกเรียนได้สูงจากอาชีพนี้
“แผนในอนาคต เขาคิดว่า จะเลี้ยงปลาประเภทปลาเนื้ออ่อน แต่ยังหาพันธุ์ที่เหมาะสมไม่ได้ เหตุผลที่ต้องการเลี้ยงเพราะปลาชนิดนี้ราคาดีมาก มีราคากิโลกรัมละกว่า 300 บาท ดังนั้น ในขณะที่เรามีตลาดแล้ว และสินค้าของเรามีคุณภาพแล้ว การแนะนำสินค้าชนิดใหม่ที่มีคุณภาพกว่าคงไม่ยากสำหรับลูกค้า”
ทางด้าน คุณณรงค์ เทศธรรม ประมงอำเภอทองผาภูมิ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานว่า อ่างเก็บน้ำที่เขื่อนวชิราลงกรณครอบคลุมถึง 2 อำเภอ คือ ทองผาภูมิ และสังขละ มีพื้นที่รวม 200,000 กว่าไร่ ความจริงในเขื่อนมีการทำประมง 2 แบบ คือการหาปลาแบบธรรมชาติ และการเลี้ยงปลาในกระชัง การหาปลาแบบธรรมชาติในปัจจุบันลดน้อยลง อันเนื่องมาจากผลผลิตทางธรรมชาติน้อยลง เพราะความต้องการมีมากกว่าและเร็วกว่าปริมาณที่มีอยู่
ดังนั้น พฤติกรรมของชาวบ้านจึงต้องปรับเปลี่ยน ต้องใช้ต้นทุนมากขึ้นในการประกอบอาชีพ จากการหาปลาจากที่ใช้เป็นเหยื่อตามธรรมชาติ จะต้องไปหาซื้อเหยื่อที่มีราคาถูกกว่าและง่ายกว่า เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบอาชีพนี้จึงควรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นจริง ควรมีการศึกษาหาความรู้หลายอย่าง อย่างกรณี คุณสมชาย ถือเป็นตัวอย่างของการประกอบอาชีพในปัจจุบัน เพราะเริ่มจากการไม่มีความรู้ มีการพัฒนาความคิด ใช้ความอดทน จนกระทั่งนำไปสู่ความสำเร็จในที่สุด
ประมงอำเภอ กล่าวต่อว่า ทางด้านการทำงานของประมงมีการส่งเสริมให้ชาวบ้านมีแหล่งเพาะเลี้ยงปลา ไม่ว่าจะเป็นประเภทใด ชาวบ้านควรจะมีความรู้ให้ก้าวไกล ทั้งทางด้านวิธีการ เทคโนโลยี รวมไปถึงด้านการตลาด นอกจากนั้น ยังมีการนำพันธุ์ปลาที่ได้มีการปรับปรุงแล้วไปเลี้ยง เพื่อให้ชาวบ้านมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น แล้วยังมีการนำพันธุ์ปลาชนิดต่างๆมาปล่อยตามแหล่งน้ำหลายแห่ง ทั้งนี้ เพื่อมิให้มีผลกระทบต่อชาวบ้าน
“สิ่งที่ต้องการจะฝากกับท่านผู้อ่านคือ อยากให้ชาวบ้านทุกคนร่วมมือกับทางภาคราชการ เพื่อฟื้นฟู ปรับปรุง ธรรมชาติให้กลับคืนสภาพเดิม และอีกประเด็น คือ การแปรรูปผลผลิต ทั้งนี้ เนื่องจากในบางครั้งปลาหรือสัตว์น้ำบางชนิดที่อาจมีปัญหาด้านขนาด หรือไม่สวยงาม จนไม่มีผู้บริโภคซื้อ การปล่อยทิ้งไว้โดยให้เน่าเสียถือว่าเป็นการเสียโอกาส ดังนั้น หากชาวบ้านมีแนวคิดร่วมกันในการที่จะนำสิ่งเหล่านั้นมาแปรรูปเป็นอาหารชนิดอื่น จะได้มีรายได้เพิ่มอีกทาง” ประมงอำเภอกล่าว
คุณสมชาย กล่าวว่า เรื่องคุณภาพปลารับประกันความสดได้แน่ ดังนั้น หากท่านผู้อ่านมีโอกาสเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนที่ทองผาภูมิและต้องการนำปลาไปบริโภค ก็เชิญชวนให้แวะมาหาได้ที่แพ หรือท่านใดสนใจกำลังหาแหล่งซื้อปลากระชัง ก็ติดต่อได้ ที่โทรศัพท์ (089) 033-4174 หากเดินทางไปส่งไม่ไกลและอยู่ในขอบเขตที่ส่งได้ก็ยินดีบริการ แต่ทั้งนี้ขอให้โทรศัพท์มาคุยกันก่อน แล้วอย่าลืม!! บริโภคปลากันมากมาก เพราะมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง
ขอขอบคุณ ประมงอำเภอทองผาภูมิ ที่อำนวยความสะดวกในครั้งนี้
ส้มผักกุ่ม ส้มผักเสี้ยน
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
คนรักผัก
สุมิตรา จันทร์เงา
ส้มผักกุ่ม ส้มผักเสี้ยน
คนอีสานมักจะเรียกอาหารที่เอาไปหมักหรือดองเพื่อถนอมอาหารให้มีรสเปรี้ยวว่า “ส้ม”
เช่น ส้มปลา ส้มหมู ส้มผัก เป็นต้น และจะมีคำต่อท้ายเป็นลักษณะเฉพาะของวัตถุดิบนั้นๆ อาทิ ส้มปลาโจก ส้มผักเสี้ยน
ผักดอง เป็นกรรมวิธีแปรรูปอาหารมาแต่โบราณกาล ต้นกำเนิดเริ่มจากชาติไหนนั้นก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน แต่เดาเอาว่าน่าจะมีต้นทางมาจากเมืองจีน เจ้าแห่งภูมิปัญญาทางด้านอาหารแห่งโลกตะวันออก ซึ่งขึ้นชื่อลือชาอย่างยิ่งในการดองผักกาดและหัวผักกาด มีทั้งแบบเค็ม แบบหวาน แบบเปรี้ยว สารพัดรส
ส้มผัก ทางภาคอีสานนิยมกินเป็นผักแนมกับป่นปลา ลาบอ่อน ลาบคั่ว ลาบเลือด ก้อย แจ่ว ช่วยเพิ่มรสชาติบรรดาเครื่องเคียงให้จัดจ้านถึงใจมากขึ้น
แต่คนทางภาคกลาง ภาคใต้ จะนิยมกินผักดองกับขนมจีนน้ำยา
สมัยเด็กๆ ตอนที่เข้าครัวเป็นลูกมือของแม่ จำได้ว่าเราดองผักเสี้ยนกินบ่อยมาก ส่วนผักกุ่มนั้นไม่ค่อยได้เห็น เดาเอาว่าแถวบ้านคงหาผักเสี้ยนกินได้ง่ายกว่าผักกุ่ม
นอกจากเกลือแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำผักดองของบ้านเราก็คือ “น้ำซาวข้าว” ซึ่งที่จริงต้องเรียกว่า “น้ำหม่าข้าว”
น้ำซาวข้าวชนิดนี้ได้มาจากตอนที่เรา “หม่าข้าวเหนียว” ด้วยการเอาข้าวเหนียวที่จะนึ่งในวันรุ่งขึ้นมาแช่น้ำค้างคืน ให้ระดับน้ำท่วมเหนือข้าว ประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ
ข้าวเหนียว เป็นข้าวที่สุกยาก ภูมิปัญญาบรรพชนที่บอกกล่าวต่อกันมาก็คือ การหม่าข้าวนี่เอง
ข้าวที่แช่น้ำไว้ค้างคืนจะอุ้มน้ำไว้มาก เวลานึ่งสุกจะนุ่ม หอมอร่อยมาก แต่ถ้าหม่าข้าวด้วยน้ำน้อยๆ หรือแช่ไว้ไม่นานพอบางทีข้าวอาจจะไม่นุ่มดี นึ่งนานแค่ไหนก็ยังแข็งกระด้างเป็นไตอยู่ข้างใน
คนที่นึ่งข้าวเหนียวเป็นประจำจะรู้ว่าระดับน้ำที่เหมาะสมกับปริมาณข้าวควรจะเท่าไหร่ เพื่อให้ยังมีน้ำหม่าข้าวเหลือเอาไปใช้ทำอย่างอื่น ถ้าหากน้ำน้อยไป ข้าวก็จะบานอืดจนบางทีไม่เหลือน้ำหม่าข้าวให้เอาไปใช้เลย
วิธีการทำ “ข้าวเบือ” สำหรับแกงอ่อมทางภาคอีสานให้เหนียวนุ่มอร่อย เราก็จะใช้ข้าวที่หม่ามาแล้วทั้งคืนเช่นกัน แบ่งเอามาตำให้ละเอียดสักหยิบมือก็จะได้ข้าวเบือเกินพอสำหรับแกงหนึ่งหม้อ
ข้าวเบือที่ไม่ได้ใช้ข้าวหม่า หรือหม่ายังไม่ได้ที่ส่วนใหญ่จะตำยาก ไม่ละเอียด และแข็งเป็นเม็ด เวลาเอาไปใส่ในอ่อมแทบจะไม่มีความเป็นข้าวเบือเอาเสียเลย และระคายปาก
ทำไม ต้องใช้น้ำซาวข้าวใส่ผักดอง?
ฉันเคยถามแม่ แต่แม่ไม่มีคำตอบให้ บอกแค่ว่า ปู่ ย่า ตา ยาย เขาทำกันมาแบบนี้ ก็ทำกันต่อไป
แล้วมันอร่อยหรือเปล่าล่ะ?
แม่สวนคำถามกลับมา…ก็ต้องอร่อยสิคะ!
มารู้คำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์เอาตอนโตนี่เองว่า น้ำซาวข้าวมันมีแป้ง โดยเฉพาะถ้าได้น้ำซาวข้าวเหนียวแบบที่แช่ข้ามคืน ยิ่งจะได้เนื้อแป้งในน้ำซาวข้าวที่เข้มข้นขึ้น
แป้งนี่เองคือยอดอาหารสำหรับจุลินทรีย์ที่ทำให้ผักมีรสเปรี้ยวง่ายขึ้น นอกจากนั้น การดองด้วยเกลือละลายน้ำซาวข้าวยังสามารถรักษาสภาพของวัตถุดิบให้ดูเต่งตึง ไม่เหี่ยว ไม่ช้ำ เหมือนการดองด้วยเกลือละลายน้ำสะอาดธรรมดา และไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป
นี่ไม่ใช่เรื่องยกเมฆนะคะ มีการทดลองของคณะทำงานทีมการศึกษานอกโรงเรียนมาแล้ว ได้ผลสรุปดังนี้ (อ้างจากเว็บไซต์ http://www.gotoknow.org/posts/321512)
“จากผลการทดลอง สรุปได้ว่า การดองด้วยเกลือละลายน้ำซาวข้าวจะได้รสชาติเปรี้ยวกว่าการดองด้วยเกลือละลายน้ำสะอาดโดยไม่ต้องใส่สารเพิ่มรสชาติความเปรี้ยวลงไปในขณะดองอีก ซึ่งแม้เราจะเปลี่ยนวัตถุดิบจากผักกาดแก้วเป็นแตงกวาและฝรั่ง ผลที่ได้ น้ำซาวข้าวก็ยังให้ความเปรี้ยวกว่าน้ำสะอาดเสมอ และปริมาณเกลือที่เหมาะสมในการใช้ดองด้วยน้ำซาวข้าวให้เกิดรสชาติเปรี้ยวได้ดีและเหมาะสมที่สุดในวัตถุดิบชนิดเดียวกันก็คือ ปริมาณเกลือ 45-35 กรัม โดยจะให้ค่าความเป็นกรดอยู่ที่ 3.70-3.76 ppm ถือว่าเป็นความเปรี้ยวที่เหมาะสม ซึ่งไม่เปรี้ยวเกินไป หรือจืดเกินไป ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการหมักดองจะมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ ซึ่งถ้าหากเราใส่เกลือมากเกินไป ก็จะทำให้แบคทีเรียตายได้ แต่หากเกลือน้อยไปก็จะทำให้แบคทีเรียเร่งสภาพผักให้เหี่ยวดูไม่น่าทานหรืออาจติดเชื้อราได้ ดังนั้น เราจึงต้องหาปริมาณของเกลือที่เหมาะสมต่อการดอง”
นั่นคือ ความลับของ น้ำซาวข้าว ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วค่ะ
…
กรรมวิธีการทำส้มผักมีสองแบบคือ วิธีแรก นำยอดผักอ่อนที่จะดองล้างน้ำให้สะอาด เอาไปผึ่งแดดให้แห้งจนผักสลดและนิ่ม จากนั้นเอามาคั้นกับเกลือให้เข้ากัน นำบรรจุลงในภาชนะสำหรับดอง ใส่ข้าวสุก และน้ำซาวข้าวลงไปให้ท่วมผักพอดี ปิดฝาด้วยใบตอง มัดด้วยตอกให้แน่น ทิ้งไว้ 3-5 วัน
อีกวิธี หลังจากล้างน้ำผึ่งแดดจนผักสลดแล้ว ให้นำมาแช่น้ำเปล่า ทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นสีใบเปลี่ยนเป็นเหลืองซีด แสดงว่าได้ที่แล้ว ให้คั้นเอาน้ำออก (ระวังอย่าให้ใบผักฉีกขาด ผักดองจะได้สวย)
เฉพาะ ผักกุ่ม ที่ติดรสขมมากกว่าผักเสี้ยนนั้น ให้คั้นน้ำทิ้งสัก 2-3 รอบ จะได้ไม่ขมมาก เสร็จแล้วเอามาคลุกน้ำเกลือหรือเกลือเม็ดให้ทั่ว ตามด้วยน้ำซาวข้าวเทลงไปให้ท่วม ถ้าต้องการให้รสเปรี้ยวจัดจ้านก็เพิ่มข้าวสุกลงไปด้วยสักฟายมือ
ต้องดูให้ดีว่า น้ำซาวข้าวท่วมผักจนมิดไหม เพราะถ้าน้ำซาวข้าวไม่ท่วม ผักดองจะมีสีดำ ไม่สวย ไม่น่ากินค่ะ
แม่จะดองผักใส่ไหเล็กๆ คล้ายกับไหปลาร้า ปิดฝาให้สนิทด้วยใบตองหลายชั้น ผึ่งลมทิ้งไว้อย่างนั้นในอากาศธรรมชาติ ราว 2 วัน ผักจะเริ่มเปรี้ยว อยากได้รสชาติขนาดไหน ก็ให้ตักออกมาชิมก่อน ถ้ายังไม่เปรี้ยวก็ทิ้งไว้อีกได้
ผักกุ่ม เมื่อดองได้ที่แล้วรสขมแทบจะหายไปหมด เหลือติดปลายลิ้นเพียงนิดหน่อย นอกนั้นก็จะเป็นรสมันและเปรี้ยว อร่อยมาก ส่วนผักเสี้ยนนั้นเมื่อดองแล้วรสผักจะไม่เด่นเท่ากับความเปรี้ยวปนเค็ม
ถ้าหากส้มผักกุ่มยังมีรสขมอยู่มาก แสดงว่ายังดองไม่ได้ที่ค่ะ
ทั้ง ส้มผักกุ่ม และ ผักเสี้ยน เหมาะที่จะเป็นผักจิ้มนํ้าพริก หรืออาจปรุงเป็นอาหารโดยนำไปผัดหรือแกงก็ได้ สำหรับคนใต้นิยมนำ ผักกุ่มดอง ไปกินกับขนมจีนนํ้ายา ขณะที่คนอีสานชอบกินกับป่นปู ป่นปลา ลาบแย้ ก้อยกะปอม ไข่มดแดง ปลาแดกบอง และข้าวเหนียว บางคนชอบรสส้มจัด ถึงขนาดเอาส้มผักไปทำก้อย ใส่เกลือ บีบมะนาว พริก หอมแดงซอยตามลงไปอีกก็มี
บางคนเอาส้มผักกุ่มไปทำยำ ใส่เครื่องยำเหมือนยำเนื้อ มีมะเขือเปราะซอย พริกขี้หนู ข่า ตะไคร้ น้ำปลาร้า กะปิ ต้นหอม ผักชี แล้วแต่ชอบ บางคนกินเล่นเปล่าๆ ก็ยังมีเลย
ความนิยม ผักกุ่ม และ ผักเสี้ยนดอง นั้นถือว่าเป็นระดับสากลของคนไทยแล้ว ตลาดสดใหญ่ๆ ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีผักดองทั้งสองชนิดขายกันทั้งปี วันก่อนพ่อครัวที่บ้านไปได้มาจากตลาดสดเมืองทอง รสชาติดีมาก โดยเฉพาะส้มผักกุ่มของแม่ค้าเจ้านี้ใบสวยมาก และรสเปรี้ยวมันกำลังดี แทบไม่มีรสขมเหลืออยู่เลย
เพื่อนที่เป็นนักนิยมผักดองคนหนึ่งโอดโอยให้ฟังว่า ผักดองกินอร่อยก็จริง แต่ถ้ากินเยอะไปก็มักปวดเอว โดยเฉพาะ “ผักหนามดอง” ซึ่งมีมากในทางภาคใต้ เขาบอกว่า ยิ่งกินยิ่งอร่อย และยิ่งปวดเอว
ปรากฏว่า เพื่อนในกลุ่ม “คนรักผัก” ทางเฟชบุ๊กอีกคน ซึ่งเรียนจบมาทางด้านแพทย์แผนไทย มาให้ความรู้เพิ่มเติมในเชิงวิชาการ ดังนี้
รสเปรี้ยวแม้กระตุ้นให้รับประทานอาหารได้มาก แต่รสเปรี้ยวมีผลทำให้ธาตุลม (1ในธาตุทั้ง 4) มีเรี่ยวแรงมากขึ้น เป็นลมประเภท “ลมพัดนอกลำไส้-กุจฉิสยาวาตา ลมในกระเพาะในลำไส้-โกฏฐาสยาวาตา” ดังนั้น บางคนกินแล้ว อาจมีอาการปวดเอวได้ มักเกิดกับ หนึ่ง คนที่อายุมากกว่า 32 ปีขึ้นไป สอง คนที่เกิดช่วงพฤษภาคม มิถุนายน และกรกฎาคม สาม คนที่มักมีอาการง่วงนอนมากตอนบ่ายสอง บ่ายสาม ง่วงมากนะ มิใช่ง่วงธรรมดา เพราะเวลานั้นใครๆ ก็มักง่วง (ทั้งหมดนี้ว่าตามตำรา ครูโบราณแพทย์แผนไทย หรือเวชศาสตร์สยาม) ซึ่งการทานผักเสี้ยนดองจิ้มน้ำพริก มีพริกช่วยขับลม แต่สำหรับบางท่านยังไม่พอ ควรแนมขิง ขมิ้น กะเพรา หรือผักรสร้อนอื่นๆ ช่วยขับลม”
จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม คนที่บ่นว่ากินผักดองแล้วชอบปวดเอวนั้น ดันเกิดเดือนพฤษภาคมเสียด้วย ศาสตร์การแพทย์แผนไทยนี่เด็ดจริงๆ
ขอคารวะ
หลง…โลภ…โกรธ
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05109150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
ชาลี เหาะได้บันทึก…ไว้ที่นี่
หลง…โลภ…โกรธ
ปีเก่า พ.ศ. 2555 ก็ผ่านไปแล้ว
ปีใหม่ พ.ศ. 2556 เพิ่งย่างเข้ามา
ในความคิดส่วนตัวของผมนั้น “ดีใจครับ”
วันสิ้นโลก-โลกไม่สิ้น
ก็…วันสิ้นโลก เมื่อศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมาปีที่แล้ว โลกยังอยู่ดีครับ
เมื่อโลกไม่เป็นไร ความฉิบหายไม่เกิด
“แฮปปี้ครับ-แฮปปี้…กันทั้งโลก”
แต่เราทุกคน ก็ยังคงต้องอยู่ในโลก อันสับสนวุ่นวายนี้ต่อไป
ใครจะสุข-ใครจะทุกข์-ใครจะร่ำรวย-ใครจะยากจน ฯลฯ ก็เชิญตามสบายครับ
“ผมเองคนจน ก็ขอจนต่อไปอย่างนี้แหละสบายใจดี”
ไม่เป็นทุกข์ครับ
ก่อนปีใหม่ไม่นาน พรรคพวกกัน-ก็เกษียณหลายปีแล้ว เดินผ่านหน้าร้านทองแห่งหนึ่ง ยามเฝ้าร้านทองก็คงจะมองดูท่าน เหมือนมองดูคนทั่วๆ ไปนั่นแหละ
“มันมองผมด้วยสายตาที่เหยียดหยามมาก” ท่านเล่าให้ฟัง
“เค้าอาจจะไม่เคยเห็นคนรูปหล่อมาก่อนมั้ง” ผมปลอบใจ
“ไม่ใช่..มันมองดูถูกผม” ท่านย้ำหนักแน่น
แล้วท่านก็เรียกรถมอเตอร์ไซค์ รีบกลับบ้านไปหยิบสมุดแบงก์ไปเบิกเงินมา 5 แสนบาท เพื่อกลับไปซื้อทองแท่งที่ร้านนั้น เมื่อซื้อเสร็จสรรพเรียบร้อยดีแล้ว ท่านก็เข้าไปด่ายามคนนั้นว่า
“คุณน่ะ…อีก 50 ปี ก็ไม่เท่าผมหรอก”
“แน่ะ…+ – ? ? ฯลฯ”
ผมเองก็ได้แต่ฟังฝ่ายเดียว ไม่กล้าต่อความยาวสาวความยืด เพียงแต่แอบนึกอยู่ในใจว่า
“เป็นคนรวย…มันก็ลำบากอย่างนี้แหละ”
แล้วก็กระซิบกับตัวเองว่า “อย่าเป็นคนรวยเลยเรา ลำบากจริงๆ”
เคยได้ยินคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ว่า การจะอยู่ในโลกได้อย่างเป็น “ปกติ” นั้น ต้อง “รู้เท่า” และ “รู้ทัน” ให้ได้ด้วย
ที่คนไทยเราพูดว่า “รู้เท่าทัน” นั่นแหละ
เขียนมาถึงตรงนี้แล้วก็นึกถึง ที่เคยได้ยินว่า “กิเลส” มีอยู่ 3 อย่าง
คือ “โลภ-โกรธ-หลง” ตามลำดับนั้น
ถึงตอนนี้…ก็ต้องบอกว่า “หลง” น่าจะมาเป็นลำดับแรก เพราะคนเราถ้าหลงซะอย่าง อะไรๆ ก็ผิดพลาดไปทั้งหมดแหละ ตัวอย่าง…เช่น
“หลงทางเสียเวลา หลงภรรยาเสียอนาคต” (แฮ่ม…ม…)
“มึงรู้มั้ย…กูลูกใคร”
ก็มึงยังไม่รู้ แล้วใครจะไปรู้วะ (ฮา)
คนเราถ้าหลงตัวเองว่า-ดี-เก่ง-ฉลาด-รวย-ยิ่งใหญ่ซะเหลือเกิน ก็อย่าไปแตะต้องท่านเลย (กลัว)
เมื่อตอนที่ผมเป็นหนุ่มกำลังดี (อีกแล้วครับท่าน) เคยได้ยินพวกผู้ใหญ่ๆ กว่า บอกว่า
คนเราพอแก่มากๆ แล้ว “ต้องหลง” ซะบ้างจึงจะดี เพราะถ้าจำอะไรๆ ได้ทั้งหมด
“ไอ้นั่น…ก็ของกู-ไอ้นี่…ก็ของกู” เวลาจะตาย-ก็ตายไม่สงบ
ตายเป็นทุกข์…ว่างั้นเถอะ
คิด-คิดดู ก็น่าจะเป็นจริง เพราะธรรมชาติ-ยังไงๆ ก็ต้องเป็นไปตามธรรมชาตินั่นแหละ จะฝืนได้ไง
แต่เรื่อง “หลง-โลภ-โกรธ” ที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาตินี่ซิ “น่าเป็นห่วงครับ”
ทำไมผมถึงบอกว่า…หลงมาก่อน
คือ…คนเราถ้าหลงแล้ว ความโลภก็จะเกิด และเมื่อไม่ได้ตามที่โลภ ก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที
“พบเห็นอยู่บ่อยๆ ครับ คนหลงประเภทนี้”
ความหลง ไม่ใช่ความบ้า
คนหลงทาง ไม่ใช่คนบ้า…แต่ไปไม่ถูกทาง
มีเรื่องตลกเล่ากันมานานแล้วว่า แม่ชีนางหนึ่งสวยงามดูสดใส เยื้องกรายเดินผ่านมา-มาคุยอวดให้ท่านสมภารฟังว่า
“ตัวเองปฏิบัติละกิเลสได้หมดแล้ว”
“อีชั้น…ละกิเลสได้แล้วเจ้าข้า…จะจ๋า…”
สมภารก็เลยลองใจ กระเซ้ากลับไปว่า “งั้นรึ…อีตอแหล”
เท่านั้นแหละโกรธหน้าหงิก-หน้างอ กระแทกเท้างอนตุ๊บป่องๆ ออกไปเลย (ฮา…า…)
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้รู้ว่า บางคนถือศีล-ถือธรรมะ-ปฏิบัติธรรม แต่ก็ยังหลงพูดอวดตัว-แดกดัน-ประชด-ประชัน-คนโน้น-คนนี้ อยู่ทุกวี่ทุกวัน
หารู้ไม่ว่าคนอื่นฟังแล้วสังเวชใจ
แทนที่จะนับถือ…กลับหมดความนับถือไปซะเลย
อย่างนี้เรียกว่าหลงครับท่านสมภาร (ชิมิ-ชิมิ)
เมื่อ วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา ผมดูโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส เห็นมีข่าวการเสวนาเรื่องพระพุทธศาสนา เนื่องในวาระ “พุทธชยันตี 2600 ปี” อะไรประมาณนั้น จำได้ว่าท่านวิทยากรหลายท่านพูดเป็นแนวทางเดียวกันว่า
“พระพุทธศาสนาสอนให้ชำระจิตใจตนเองเป็นหลัก”
อย่าหลงทาง ว่างั้นเถอะ
ความหลง…ไม่ใช่ความบ้า-แต่คนหลง…อาจจะบ้าก็ได้ (ฮา…)
เรื่องนี้แล้วแต่จะตีความครับ…ท่านประธาน
คนเราเมื่อเห็นอะไรในชีวิตประจำวัน มองดูรอบข้างสักนิด นำมาคิดสักหน่อย
มีสติบ้าง ไม่ต้องมีสตางค์ก็ได้ (ฮา…)
เราก็จะเห็นอะไรๆ ได้เหมือนกัน
ผมเองไม่ใช่กูรู และกูก็ไม่รู้อะไรเลย เพียงแต่บางครั้งคิดว่า ถ้าพอจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง ก็ดีกว่าอยู่เปล่าๆ ครับท่าน
ผมเองช่วงหลังๆ นี้ ก็รู้สึกว่าจะขี้บ่นอยู่เหมือนกัน บ่นเรื่องโน้น-เรื่องนี้-ไปเรื่อยเปื่อย
“สงสัย…จะหลงเหมือนกัน” (นะจ๊ะ-นะจ๊ะ)
แต่ไม่รวยครับ ขอรับรองว่าไม่รวย
และก็ไม่มีเงินไปซื้อทองด้วย (แฮ่ม…)
สงบสุขสดใส ในปีใหม่ 2556
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150156&srcday=2013-01-15&search=no
| วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 543 |
ธรรมะจากวัด
ดร. พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า
สงบสุขสดใส ในปีใหม่ 2556
นับเวลากว่า 100 ปี มาแล้ว เมื่อถึง วันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี อาตมาจะประกาศให้พุทธศาสนิกชนทราบว่า ขอเชิญร่วมกันสวดมนต์แปล และฟังธรรมสลับกันไปในเวลา 2 ปี 2 เดือน และ 2 วัน ใครได้อ่านคำประกาศเชิญชวนแล้วงงนิดหนึ่ง ว่าทำไมสวดมนต์แปลฟังธรรมกันยาวนานขนาดนั้น
คำเฉลยเพื่อสลายความงงก็คือ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555 นับเป็น 1 ปี พอเวลาย่างเข้าตีหนึ่ง เดือนมกราคม 2556 ก็นับเป็นปีหนึ่ง หากสวดมนต์และฟังธรรม ตั้งแต่ 1 ทุ่ม ของวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ถึงเวลาตีหนึ่ง ของวันที่ 1 มกราคม 2556 ก็เท่ากับสวดมนต์และฟังธรรมข้ามปี หรือ 2 ปี
คราวนี้พอมาถึงสวดมนต์และฟังธรรม 2 เดือน ก็นับคล้ายๆ กันอีก คือเริ่มสวดมนต์และฟังธรรม ตั้งแต่ 1 ทุ่ม เดือนธันวาคม 2555 ไปยุติเวลาตี 1 เดือนมกราคม 2556 ก็เป็นการสวดมนต์และฟังธรรมข้ามเดือน หรือ 2 เดือน คือเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม
ส่วนเรื่องการสวดมนต์ฟังธรรม 2 วัน ก็ง่ายขึ้นมาแล้ว คือเริ่มฟังธรรม ตั้งแต่ วันที่ 31 ธันวาคม 2555 เวลา 1 ทุ่ม ถึงเวลาตี 1 ของ วันที่ 1 มกราคม 2556
นี่คือ คำไขปริศนาว่า ขอเชิญสวดมนต์แปล และฟังธรรมสลับกันไปเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน และ 2 วัน
10 กว่าปีมาแล้ว ไม่ว่าอาตมาจะไปธรรมสัญจรที่ไหน เมื่อใกล้วันปีใหม่ก็จะต้องเดินทางกลับวัดพุทธปัญญา เพื่อมาร่วมสวดมนต์บรรยายธรรม 2 ปี 2 เดือน และ 2 วัน ร่วมกับญาติโยมพุทธบริษัททุกท่านเหมือนเป็นสัญญาใจที่เคยให้ไว้ต่อกัน ไม่ว่าจะไปธรรมสัญจร ณ ส่วนไหนของประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนไหนของประเทศไทย หรือส่วนไหนของโลก เมื่อถึงวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็ต้องมาสวดมนต์ และบรรยายธรรม ตอบปัญหาธรรมะร่วมกับญาติโยมอย่างมีความสุข และสนุกสนานรื่นเริงในธรรม โดยไม่ต้องมีมหรสพใดๆ เข้ามาดึงดูดใจให้เข้าวัด แต่เป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากความเข้าใจสว่างวาบในธรรมะจากหนังสือสวดมนต์แปลฉบับสวนโมกข์ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า ได้บรรยายเรื่องนี้กันอย่างเต็มที่ ปีละ 1 ครั้ง หากใครสนใจฟังก็คงจะย้อนกลับไปฟังบรรยากาศเหล่านี้ ที่ skytemple.org ได้ตลอดเวลา ทุกวัน วันละ 24 ชั่วโมง ฟังได้จากทุกมุมโลก
แต่ปีนี้ ไม่มีโอกาสได้ร่วมสวดมนต์และบรรยายธรรมร่วมกับท่านพุทธศาสนิกชนผู้ใฝ่ธรรมที่มารวมตัวกันที่วัดพุทธปัญญาอีกแล้ว อย่างไรก็ตาม ท่านที่เคยไปทำกิจกรรมนี้ก็ไปได้ตามวันเวลาดังกล่าว เพราะมีพระภิกษุสงฆ์ทำหน้าที่ประจำอยู่
สาเหตุหลักที่ไม่สามารถจะไปร่วมกิจกรรมได้ ก็คือ อาการอาพาธที่แพทย์ผู้ใจดีทั้งหลายบอกว่า อย่าปล่อยไว้เนิ่นนาน หากรีบรักษาเสียแต่เนิ่นๆ ก็จะมีโอกาสหายขาด และจะได้อยู่ประกาศธรรมะกันไปนานๆ
ญาติโยมพุทธบริษัทส่วนใหญ่ที่ทราบข่าวนี้ มักจะแนะนำว่าให้รักษาให้เร็วที่สุด และมักจะลงท้ายด้วย คำว่า อยากจะให้สุขภาพดี จะได้อยู่ประกาศธรรมะนานๆ
อาตมาขอรับเจตนาดีที่ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายได้มอบให้ด้วยการแสดงออกทั้งทางกายและทางวาจา นั้นก็หมายความว่า ก่อนที่ทุกท่านจะให้คำแนะนำ ใจของทุกท่านเปี่ยมล้นด้วยความเมตตาและกรุณา
เป็นถ้อยคำที่หลั่งพรั่งพรูออกมาจากใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาและกรุณา เป็นแววตาที่เปล่งออกมาจากความเมตตาและกรุณา ที่ฝังรากลึกอยู่ในใจของทุกคน ดังคำที่กล่าวกันว่า แววตา คือหน้าต่างของใจ อาตมาได้สัมผัสจากทุกท่านในหลายๆ วัด หลายๆ รัฐ ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดา ไม่ว่าชาวพุทธไทยหรือชาวพุทธที่มิใช่คนไทย
แม้ว่าอาตมาเองปฏิเสธที่จะรับ การทำประกันสุขภาพ หรืออินชัวรันซ์ มาตลอดเวลาที่ทำหน้าที่พระธรรมทูตไม่ว่าที่ใด ตั้งใจว่า หากป่วยไข้ไม่ฉับพลันทันด่วน เช่น ประสบอุบัติเหตุเหลือวิสัย ก็จะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อจะได้รับการรักษาดูแลแบบไทยๆ เพื่อประหยัดเงินที่พุทธศาสนิกชนทำบุญมาไว้ใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมความสะดวกในการศึกษา ปฏิบัติและเผยแผ่ธรรมะแก่พุทธศาสนิกชนจะดีกว่า
10 กว่าปี ที่ทำหน้าที่ของพระธรรมทูตที่วัดพุทธปัญญา หากต้องเสียค่าประกันสุขภาพทุกปี ก็คงจะต้องจ่ายเงินไปหลายหมื่นเหรียญทีเดียว ทั้งๆ ที่ญาติโยมพุทธบริษัททุกท่านก็พร้อมสนับสนุนตลอดเวลา
คราวเดินทางไปช่วยงานชั่วคราวที่วัดพุทธธรรม มลรัฐอิลลินอยส์ก็เช่นกัน ทันทีที่ไปถึง คณะกรรมการเรียกบริษัทประกันมาปรึกษาทันที เพราะเห็นว่าอาตมามีโรคประจำตัว ทั้งเบาหวานและความดัน แต่เมื่อทราบราคาที่จะต้องจ่ายประกันถึงปีละหมื่นเหรียญก็มีเหตุผลที่จะปฏิเสธไปอย่างนิ่มนวลว่า น่าจะเก็บเงินไว้ใช้จ่ายเพื่องานพระพุทธศาสนาในด้านอื่นดีกว่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันที่อาตมาประสบกับการอาพาธอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ญาติโยมทั้งหลายทั้งที่เป็นชาววัดพุทธปัญญา และวัดอื่นๆ ที่ไปแสดงธรรม โดยเฉพาะวัดพุทธปัญญาและชาวกริฟฟิตพาร์คได้แสดงความห่วงใยด้วยการบริจาคปัจจัยกันตามกำลังศรัทธาอย่างเพียงพอแก่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและค่ายาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ท่านเจ้าอาวาสวัด พระมหาชนก เมืองกริฟฟิน มลรัฐจอร์เจีย ท่านพระครูปิยธรรมวิเทศ ได้ทราบข่าวการอาพาธของอาตมา ได้นิมนต์มาพักที่วัด 10 กว่าวัน ท่านได้ถวายความสะดวกทุกประการเพื่อให้อาตมาได้ทดลองฉันอาหารและยาที่สกัดจากสมุนไพรธรรมชาติตามกลุ่มเลือดและฉันอาหารและน้ำผลไม้ เช่น น้ำทับทิม ตามงานวิจัย ของ UCLA ที่บอกว่า ดื่มน้ำทับทิมวันละแก้วแล้วจะทำให้ PSA ลด
ก่อนเดินทางกลับเมืองไทยได้ล้างพิษอีก 3 วัน ท่านพระครูปิยธรรมวิเทศก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดทำอุปกรณ์การดีท็อกซ์ น้ำผึ้ง น้ำมะนาว น้ำมันมะกอกชนิดสกัดเย็น ตะไคร้ ดีเกลือ สมุนไพรเส้นใยที่ทำความสะอาดลำไส้ให้อย่างครบครัน
นอกจากนี้ ท่านพระครูและญาติโยมชาววัดพระมหาชนก ได้ร่วมใจกันถวายตั๋วเครื่องบินไป-กลับ จากแอตแลนต้า กรุงเทพฯ อีกด้วย นับเป็นความเมตตากรุณาในฐานะญาติธรรมเป็นอย่างยิ่ง
ขออนุโมทนาธารน้ำใจที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้หลั่งไหลออกอย่างล้นหลามจากทุกสารทิศ เพื่อเยียวยารักษาอาการอาพาธครั้งนี้ รู้สึกประทับใจและขอบคุณท่านพุทธศาสนิกชน ผู้มีใจดีใจงามทุกท่าน มา ณ โอกาสนี้
ธารน้ำใจเหล่านี้ เป็นกำลังใจที่ทำให้อาตมามีความมั่นใจในการทำหน้าที่พระธรรมทูตพิเศษในประเทศสหรัฐอเมริกาต่อไป เพื่อปลดเปลื้องหนี้น้ำใจอันศักดิ์สิทธิ์ที่หลั่งไหลมาโดยมิต้องบอกกล่าวร้องขอแต่ประการใด
อาตมาประจักษ์แก่ใจแล้วว่า แม้อาตมาไม่ได้ทำประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตกับบริษัทประกันของสหรัฐอเมริกาที่มีอยู่อย่างดาษดื่น อันเต็มไปด้วยเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายหยุมหยิมมากมาย แต่อาตมาได้ทำประกันชีวิตไว้กับบริษัทประกันชีวิตที่ชื่อว่า พุทธบริษัทมหาชนไม่จำกัด ที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ไม่ต้องจ่ายเงินประจำปี ไม่ต้องจ่ายเงินประจำเดือน ไม่ต้องตรวจสุขภาพ ไม่มีเพดานการจ่ายหรือการรับ ไม่ต้องรอเวลาที่ตกลงกันไว้ จ่ายคืนเป็นสวัสดิการได้ทุกขณะ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะสุขภาพเท่านั้น แต่ยังจ่ายสวัสดิการสารพัด ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่พัก ยานพาหนะ ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล ค่าเครื่องมือเครื่องใช้ไม้สอยในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ค่าพิมพ์หนังสือและผลิตสื่อ เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา หรือความสะดวกอื่นๆ อีกมากมายหลายประการ และเมื่อถึงคราวใครมรณภาพลง ก็พุทธบริษัทมหาชนไม่จำกัดนี่แหละช่วยกันจัดงานศพ จนเสร็จสิ้นเรียบร้อย หลายท่านที่ต้องมรณภาพลงในดินแดนนี้ ก็จะได้รับน้ำใจอันใสสะอาดเหล่านี้เสมอมา
นี่คือ น้ำใจอันยิ่งใหญ่ของพุทธบริษัทมหาชนไม่จำกัด ที่มีต่อพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติหน้าที่พระธรรมทูตในต่างแดน
พุทธศาสนิกชนเหล่านี้ไม่ต้องการสิ่งใดคืนจากพระธรรมทูตแต่อย่างใด ต้องการเพียงแต่จะได้มีพระธรรมทูตอยู่ช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปนานๆ
หากฟังจากเสียงแห่งความเมตตากรุณาเหล่านี้แล้ว จุดประสงค์ของพุทธศาสนิกชนที่อุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างสะดวกตามสมควร
การที่พระสงฆ์จะตอบแทนบุญคุณของพุทธศาสนิกชนอย่างถูกต้องคือ การนำเอาพระพุทธศาสนาแท้ๆ ที่แก้ความเศร้าหมอง ความทุกข์ความโศกได้มอบให้แก่พุทธบริษัทผู้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ เพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ต้องสงเคราะห์อุบาสกอุบาสิกด้วยจิตเมตตา
เรื่องติดพันต่อกันยาวออกไป แต่ประเด็นที่อยากบอกเล่าท่านพุทธบริษัททั้งหลายก็คือ นี่คือสาเหตุที่มาร่วมสวดมนต์ฟังธรรมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ปีนี้ที่วัดพุทธปัญญาไม่ได้ ก็มีดังที่ได้กล่าวมานี้
หลวงพ่อพุทธทาส กล่าวว่า ป่วยทุกครั้ง ฉลาดทุกครั้ง เมื่ออาตมาป่วยแล้วฉลาดขึ้นบ้างไหม
หากจะตีความหมายของ คำว่า ฉลาด หมายถึง ได้ความรู้เพิ่มขึ้น ก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ เรื่องที่ไม่เคยสนใจศึกษาก็ต้องสนใจศึกษาอย่างจริงจัง อ่านทั้งตำราที่เป็นหนังสือและบทความที่ตีพิมพ์ทางเว็บไซต์ เรื่องอาหารและยาที่จะช่วยบำบัดรักษาโรคต่อมลูกหมาก มะเร็งในต่อมลูกหมาก เรื่องน้ำใจของพุทธบริษัทที่มีความปรารถนาดีต่อพระสงฆ์ที่สัมผัสได้ทุกหนทุกแห่ง
ในทางธรรมก็ทำให้เห็นสภาวะธรรมที่ชัดเจนในเรื่องไตรลักษณ์คือ กฎแห่งอนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง สภาพที่ทนอยู่ไม่ได้ อนัตตา ความไม่มีตัวตน
ยกตัวอย่าง เรื่องที่อาตมาไม่สามารถจะมาร่วมสวดมนต์แสดงธรรมที่วัดพุทธปัญญาในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ได้มาอธิบายเรื่องอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา
อนิจจัง คือ ความไม่แน่นอน ปรากฏชัดว่า 10 ปีมาแล้ว อาตมาได้ร่วมกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับญาติโยมชาววัดพุทธปัญญาทุกปี แต่ปีนี้ ไม่เที่ยงเสียแล้ว ไม่แน่นอนเสียแล้ว จึงมาร่วมไม่ได้
ทุกขัง แปลว่า สภาวะที่ทนอยู่ไม่ได้ อาตมาเคยมีกำลังวังชาดี โรคภัยไม่ค่อยเบียดเบียน ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยที่ประเทศสหรัฐอเมริกานี้แม้แต่ครั้งเดียว นอกจากเข้าโรงพยาบาลไปเยี่ยมผู้อื่นที่ป่วย แต่สภาพของความแข็งแรงนั้น ทนอยู่ต่อไปไม่ได้ ต้องป่วยวันหนึ่ง วันนั้นก็มาถึงแล้ว นี่คือ ความหมายของ คำว่า ทุกขังในไตรลักษณ์
หรือ จะจับเอาอาการป่วยที่ค่อนข้างจะต้องรักษาด่วนมาอธิบายก็ได้ ธรรมดาต่อมลูกหมากทำหน้าที่มานาน 50 กว่าปี ไม่มีปัญหาอะไร เจาะเลือดทุกครั้งก็ 0 กว่า เท่านั้น แต่เมื่อก่อนเข้าพรรษานี้ เจาะเลือดออกมา ผล PSA ทะยานขึ้นไป 12.90 แม้พยายามจะรับประทานยา ควบคุมอาหารตามที่นายแพทย์แนะนำในเบื้องต้น ก็ลอดลงมาเพียงจุดเดียว คือ 11.90 ก็ยังถือว่า สูงกว่าค่าปกติที่ต้องอยู่ที่ 4.00 มาก
สภาวะทุกขังนี่แหละ เรียกว่า ดึงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ จะทนไม่ได้ ต้องพินพังไปตามเหตุปัจจัย
อนัตตา คือ ความไม่มีตัวตน พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ในอนัตตลักขณสูตรว่า ความไม่มีตัวตน หรือเป็นอนัตตา เพราะขอร้องกันไม่ได้ จับพุทธวจนะที่ว่า ขอร้องกันไม่ได้ไว้ให้มั่น แล้วจะเข้าใจอนัตตาได้ง่าย
กลับมาที่ PSA เมื่อเหตุปัจจัยในร่างกายมาพร้อมกันเข้าแล้ว แม้อาตมาจะขอร้องว่า ขอให้ลงไปอยู่ที่ 2 หน่อยซิ อาตมาจะได้อยู่ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก่อน ก็ขอร้องไม่ได้ อาตมาขอผัดเพี้ยนว่า อย่าเพิ่งขึ้นมาซิ อาตมาจะอยู่กับญาติโยมที่วัดพุทธปัญญาสัก 6 เดือน เหมือนปีที่แล้ว ก่อนจะไปจำพรรษาที่เกาะแตนอีก แต่เพราะความเป็นอนัตตา มันก็ไม่ฟัง เป็นไปตามเหตุปัจจัยอย่างนั้น
ปีที่แล้วญาติโยมมาฟังธรรมกันในวันสงกรานต์มาก ปีนี้หลายคนมาขอร้องว่า จัดสงกรานต์สนานธรรมกันอีกนะ อาตมาบอกว่า ลองปรึกษาเจ้านายคือ กายนี้ดู ผลจากการปรึกษาบอกว่า ไม่อนุญาต แค่ไม่อนุญาตยังไม่พอ เราจะพยายามสร้างเหตุปัจจัยดีทุกอย่างเอาใจทุกอย่าง ฉันแต่ผัก ไม่ฉันแป้ง ไม่ฉันเนื้อสัตว์เลย เพื่อสร้างเหตุปัจจัยที่ทำให้ PSA ลดลงมาบ้าง พอไปตรวจใหม่ค่าเลือดทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 15.5 เรียกว่า นอกจากขอร้องไม่ได้แล้ว ยังไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนผันให้กันบ้างเลย
เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่ผิดว่า สังขาร คือ ร่างกาย จิตใจ แลรูปธรรม นามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเรา ไม่ควรถือว่า เรา ว่า ตัว ว่า ตนของเรา ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน ความตายเป็นของยั่งยืน ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ ควรที่จะสังเวช ร่างกายนี้ มิได้ตั้งอยู่นาน ครั้นปราศจากวิญญาณ อันเขาทิ้งเสียแล้ว จักนอนทับ ซึ่งแผ่นดิน ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้
พุทธวจนะบทนี้ สรุปไตรลักษณ์ได้ทั้งหมด คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง สภาวะที่ทนอยู่ได้ยาก อนัตตา หาตัวตนสาระมิได้ ขอร้องอ้อนวอน ว่าอย่าป่วย อย่าไข้ อย่าเจ็บ อย่าตายไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ตัวตน ไม่รับรู้คำร้องของใครทั้งนั้น เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มันจะเป็นอย่างเคร่งครัดเฉียบขาด เหตุปัจจัยมีอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น หากจะแก้ไขสิ่งใดก็แก้ที่เหตุปัจจัย ที่ทุกอย่างลงตัวสมดุล ก็สามารถเปลี่ยนสถานการณ์วิกฤติให้ดีขึ้น แต่หากเปลี่ยนเหตุปัจจัยแล้วประสานเข้ากันไม่ได้ ก็ต้องเสื่อมสลายพังทลายไปเป็นธรรมดา
พระพุทธเจ้าได้ตรัสปัจฉิมวาจาก่อนจะปรินิพพานว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด นี่คือ พระวาจา มีในครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า
พระพุทธวจนะบทนี้คือ การแจกเพชรเม็ดงามไว้ให้แก่พุทธบริษัทโดยทรงชี้ลงไปที่สัจธรรมว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา สัจธรรมข้อนี้จริงที่สุด เพราะสังขารเกิดขึ้นจากการประกอบกันเข้าของธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และส่วนประกอบอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อปรากฏตัวแล้วก็มีแต่เสื่อม ในตัวชีวิตร่างกายเองก็เกิดขึ้นและเสื่อมไปอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะถึงวันแตกสลาย นี่คือ ความจริง
พุทธบริษัทเมื่อทราบว่า ความจริงเป็นอย่างนี้แล้วจะทำอย่างไรกับสังขารนี่เล่า
พระพุทธเจ้าทรงตรัสต่อไปว่า ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
หมายความว่า ต้องเตรียมพร้อมด้วยความไม่ประมาท หรือเตรียมความไม่ประมาทไว้ให้พร้อม
ความไม่ประมาทนั้น คือ อะไรเล่า
ความไม่ประมาท แปลตรงตัวว่า การไม่อยู่ปราศจากสติ หากยังงงๆ อยู่ ก็แปลเสียใหม่ว่า อยู่อย่างมีสติ
คราวนี้ก็ชัดเจนว่า ถ้าประมาท คือ ขาดสติ ถ้าไม่ประมาท ก็คือ มีสติ
สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกพวกเราก่อนจากก็คือ ให้มีสติกันนี่เอง
สติ คือ อะไร
สติ คือ ความระลึกได้ ก่อนทำ ก่อนพูด และก่อนคิด
สัมปชัญญะ คือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมขณะที่กำลังทำ กำลังพูด และกำลังคิด
นี่คือ ธรรมะที่เป็นเพชรเม็ดงามที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้พุทธศาสนิกชนผู้ปรารถนาจะอยู่อย่างมีความสุข
สติและสัมปชัญญะ จะเป็นกำแพงคอยป้องกันอุบัติเหตุมิให้เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน หรือ อุบัติเหตุใหญ่ๆ ที่อาจจะทำให้บาดเจ็บล้มตายได้ หากชีวิตดำเนินไปด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม อุบัติเหตุจะไม่เกิดขึ้น เพราะเมื่อมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ เกิดเหตุการณ์ใดจะแก้ไขทันท่วงที เพราะความรู้ก่อนเป็นเรื่องสำคัญแก้ไขได้
สติสัมปชัญญะจะทำหน้าที่เป็นห้ามล้อคอยห้ามชีวิตไม่ให้ลื่นไหลไปสู่ทางแห่งความหายนะ เช่น อบายมุข อันประกอบไปด้วย การดื่ม เสพสูบ ของมึนเมา การเที่ยวกลางคืน การดูการละเล่น การเล่นการพนัน การคบคนชั่วเป็นมิตร ความเกียจคร้านในการทำงาน
หากความรู้สึกตัวทั่วพร้อมมีอยู่ จะช่วยดึงชีวิตไม่ให้ไถลหรือถลำลงไปสู่ทางเสื่อมแม้ด้านอื่นๆ สติสัมปชัญญะจะคอยดึงชีวิตกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องดีงาม มีสาระมากขึ้น
สติสัมปชัญญะจะทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตู คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ในเวลาที่กระทบกับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะและธัมมารมณ์ มิให้เข้ามาชนใจ กระทบใจจนทำให้ใจสั่น หวั่นไหว กระเทือน โอนเอน ไปตามอารมณ์ที่มากระทบ จนตกไปในอำนาจของความชอบชัง ชนิดที่ใครชื่นชมก็ลอยขึ้นฟ้า เวลาถูกด่าก็ตกลงจมดิน แต่สติและสัมปชัญญะจะทำหน้าที่ตามดู ตามรู้ ตามเห็น เข้าใจประจักษ์ชัด ปล่อยวาง สว่าง สะอาด สงบ สบาย
สติสัมปชัญญะจะรักษาดุลยภาพแห่งใจมิให้ไหวแกว่งไปตามความชอบชัง อันเป็นเหตุก่อทุกข์เพราะดึงสิ่งที่ชอบเข้ามาและผลักไสสิ่งที่ชังออกไป แต่วางใจเป็นกลาง ดังยืนอยู่บนยอดเขา แล้วมองสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาและผ่านไปโดยไม่ต้องวิ่ง ไม่ต้องตาม แต่ดู รู้เห็น สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงแล้วทิ้งขว้าง ปล่อยวาง ว่าง สงบเย็น
สติและสัมปชัญญะต้องมีอยู่ตลอดเวลา หรืออาจจะยังไม่แน่นพอ แต่ทำให้ถี่ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สติ จำปรารถนาในที่ทั้งปวง ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำพูด ทำงาน เดินทาง ต้องใช้สติตามติดใกล้ชิดเหมือนผู้มีอุปการคุณที่ต้องคอยช่วยค้ำจุนมิให้ตกต่ำ มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้มีสติเป็นผู้เจริญทุกเมื่อ
การปฏิบัติธรรมที่สำคัญของพุทธบริษัทคือ การช่วยกันเจริญสติ หรือทำสติให้มีมากขึ้น ให้ร่ำรวยไปด้วยสติ จนสามารถนำสติมาใช้งานได้อย่างไม่หมดไม่สิ้นทันท่วงที ทุกครั้งที่พูดเรื่องสติ ย่อมต้องมีสัมปชัญญะมาด้วยเสมอ
วิธีการเจริญสติง่ายๆ ก็คือ คอยรู้ตัวไว้ทุกความเคลื่อนไหว แม้เวลาหยุดอยู่ไม่มีความเคลื่อนไหว ก็ดูลมหายใจไว้ หรือเมื่อล้มตัวลงนอนเฝ้าดูใจก็ได้ว่า อยู่กับเนื้อกับตัว หรือท่องเที่ยวไปไกล เฝ้าดูไปเรื่อยๆ จนใจอยู่กับเนื้อกับตัวอย่างแนบแน่น เมื่อใจไม่ท่องเที่ยวไปไหน อยู่ติดเนื้อติดตัวตลอดเวลา กายกับใจรักใคร่กลมเกลียวกัน ไม่ทิ้งกัน เรียกว่า ความสงบ
ความสงบนี้เป็นตัวบ่งชี้ค่าแห่งมนุษย์ที่สำคัญดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลใดที่เกิดมาแล้วตั้ง 100 ปี แต่ไม่เคยบำเพ็ญเพียร ไม่เคยสงบเลย ชีวิตของเขาสู้คนที่เกิดมาเพียงชั่วขณะแล้วพบความสงบไม่ได้
ในพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าได้ตรัสความสุขไว้หลายแบบหลายวิธี แต่ความสุขขั้นสุดท้ายที่เป็นความสุขสุดยอดไม่มีอะไรเจือปน ไม่มีผลข้างเคียงให้ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว คือความสงบดังพระพุทธวจนะที่ตรัสว่า นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง ความสุขอื่นยิ่งกว่า ความสงบไม่มี หรือไม่มีความสงบใดยิ่งใหญ่ไปกว่าความสงบ
อันความสงบนั้นแม้เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่ง ก็เป็นเหตุแห่งความสุขขณะหนึ่ง วันหนึ่งก็สุขวันหนึ่ง หรือเข้าถึงความสงบเป็นนิรันดร์ก็สุขนิรันดร์
อาตมาขอมอบสติและสัมปชัญญะเป็นของขวัญแก่ท่านพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตใจผ่องใสบริสุทธิ์งดงามทั้งหลายไว้เป็นสะพานข้ามไปสู่ความสงบ อันเป็นเหตุแห่งความสุขอันยิ่งใหญ่ที่ไร้ข้อจำกัดด้วยกาลเวลาและเงื่อนไขใดๆ ตลอดไปเทอญ
เทคโนโลยีชาวบ้าน รับรางวัลสื่อดีเด่น จาก สมาคมปรับปรุงพันธุ์ฯ
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05017010156&srcday=2013-01-01&search=no
| วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 542 |
เทคโนโลยีชาวบ้าน รับรางวัลสื่อดีเด่น จาก สมาคมปรับปรุงพันธุ์ฯ
เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการสัมมนาวิชาการปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืช ครั้งที่ 24 ขึ้น ที่ โรงแรม เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน
ทั้งนี้ สมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ อาคารสถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โทร. (02) 562-0502 และ (02) 579-3930-3 ต่อ 110 หรือ (089) 114-6902
ปัจจุบัน มี รองศาสตราจารย์กมล เลิศรัตน์ เป็นนายกสมาคม
วัตถุประสงค์ในการดำเนินงานของสมาคม ประกอบด้วย
1. เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูล ตลอดจนความชำนาญและประสบการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืช ทั้งในและระหว่างประเทศ
2. สนับสนุนและส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา ด้านการปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืช เพื่อให้เจริญก้าวหน้า
3. ประสานงานให้เกิดความร่วมมือ ระหว่างหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ในด้านการปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืช เพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่มี และให้งานในด้านนี้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรและประเทศชาติมากที่สุด
4. เผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ ด้านการปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืช แก่นักวิชาการและประชาชนที่สนใจทั่วไป เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของอาชีพด้านนี้
5. เสริมสร้างความรู้และความชำนาญแก่สมาชิกของสมาคม ในด้านการปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืช
การจัดสัมมนาวิชาการปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืช นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญของสมาคม ที่ดำเนินการจัดต่อเนื่องกันมาทุกปี เพื่อให้เป็นเวทีกลางให้กับนักปรับปรุงพันธุ์พืชของประเทศได้นำเสนอผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย
โดยการจัดในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 อยู่ภายใต้หัวข้อ “ศตวรรษใหม่แห่งการปรับปรุงพันธุ์พืช” ซึ่งมีการนำเสนอผลงานการวิจัยทั้งภาคบรรยายและภาคโปสเตอร์
โดยหัวข้อที่สำคัญ อาทิ การพัฒนาผลิตพืชเพื่อใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพ, เทคโนโลยีการผลิตพืชแห่งศตวรรษที่ 21, 3 ทศวรรษ ของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไร่ลูกผสมในประเทศไทย เป็นต้น
นอกเหนือจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่สำคัญมากประการหนึ่งคือ การมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณนักปรับปรุงพันธุ์พืช และหน่วยงานปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์กมลรัตน์ นายกสมาคม กล่าวว่า สมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการคัดเลือกบุคลากรและองค์กรที่มีผลงานปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์ดีเด่น มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2533 ทั้งนี้ นอกจากเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจสำหรับบุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่เกียรติคุณ ชื่อเสียงและผลงานของบุคลากรและองค์กรดังกล่าวด้วย
สำหรับ ในปี 2555 ทางสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการคัดเลือกเพื่อเข้ารับรางวัล ประกอบด้วย
- รองศาสตราจารย์ ดร. อรดี สหวัชรินทร์ ได้รับการยกย่องเป็น นักขยายพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพร ทรัพยสาร ได้รับการยกย่องเป็น นักขยายพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- นายมังกร จูมทอง ได้รับการยกย่องเป็น นักปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- นายสมเดช อิ่มมาก ได้รับการยกย่องเป็น นักปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- ดร. ธัญญา คันธา ได้รับการยกย่องเป็น นักปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- นายวิรังโก ดวงจินดา ได้รับการยกย่องเป็น นักปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- รองศาสตราจารย์ ดร. สนั่น จอกลอย ได้รับการยกย่องเป็น นักปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- รองศาสตราจารย์ ดร. อุณารุจ บุญประกอบ ได้รับการยกย่องเป็น นักขยายพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- นางสาวกรรณิการ์ ธีระวัฒนสุข ได้รับการยกย่องเป็น นักขยายพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- นายไพศาล หิรัญมาศสุวรรณ ได้รับการยกย่องเป็น นักขยายพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ได้รับการยกย่องเป็น องค์กรที่มีผลงานด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี ได้รับการยกย่องเป็น องค์กรที่มีผลงานด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้รับการยกย่องเป็น องค์กรที่มีผลงานด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- ศูนย์วิชาการพัฒนาการขยายพันธุ์ ไม้ดอก ไม้ผล บ้านไร่ ได้รับการยกย่องเป็น องค์กรที่มีผลงานด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- บริษัท อดัมส์เอ็นเตอร์ไพรเซล จำกัด ได้รับการยกย่องเป็น องค์กรที่มีผลงานด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
- กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านช้างมิ่ง จังหวัดสกลนคร ได้รับการยกย่องเป็น องค์กรที่มีผลงานด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555
และสุดท้ายคือ สื่อที่มีผลงานด้านการเผยแพร่เทคโนโลยีด้านการปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชดีเด่น ประจำปี 2555 คือ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน
ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้ดำเนินการเผยแพร่ข่าวสารและข้อมูลด้านการปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ช่วยเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านนี้ ทั้งเป็นผลงานจากนักวิชาการในสถาบันต่างๆ รวมถึงเกษตรกรหัวก้าวหน้า ออกไปสู่ผู้อ่านที่สนใจมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับวงการเกษตรของประเทศไทย
“นิรดา หงษ์ธนัต” ความสำเร็จในการปลูกส้มเขียวหวาน พื้นที่ 400 ไร่ (ตอนที่ 1)
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018010156&srcday=2013-01-01&search=no
| วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 542 |
บันทึกไว้เป็นเกียรติ
ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
“นิรดา หงษ์ธนัต” ความสำเร็จในการปลูกส้มเขียวหวาน พื้นที่ 400 ไร่ (ตอนที่ 1)
“ส้มเขียวหวาน” เป็นพันธุ์ส้มที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุด เนื่องจาก ส้มเขียวหวาน ติดผลดก เป็นไม้ผลที่ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงมากกว่าไม้ผลอื่น มีผลผลิตตลอดทั้งปี เป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิตเร็ว เช่น ปลูกด้วยกิ่งตอน หลังจากการปลูกไปแล้วเพียง 3 ปี ก็สามารถให้ผลผลิตรุ่นแรกได้ และอายุยืนถึง 20 ปีทีเดียว ถ้ามีการบำรุงรักษาที่ดี ส้มเขียวหวานสามารถปลูกได้ทั่วประเทศ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สระบุรี พิจิตร กำแพงเพชร สุโขทัย เพชรบูรณ์ ฯลฯ
ส้มเขียวหวาน เกือบทั้งหมดใช้บริโภคภายในประเทศ และมีส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านบ้าง เช่น ลาว เวียดนาม และมาเลเซีย เป็นต้น ในอดีตพื้นที่ปลูกส้มเขียวหวานมากที่สุดคือ เขตทุ่งหลวงรังสิต โดยผลผลิตส้มเขียวหวานกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากที่นี่ แต่ต่อมาประสบปัญหามากมาย เช่น การระบาดของโรค-แมลง สภาพพื้นที่เสื่อมโทรม สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เช่น น้ำ สภาพอากาศ และที่สำคัญสภาพของดินมีความเป็นกรดสูงมาก ทำให้ต้นส้มเขตทุ่งหลวงรังสิตล้มตายเป็นจำนวนมาก ผลผลิตต่ำ ไม่คุ้มกับการลงทุน ทำให้เกษตรกรเลิกปลูกแล้วปรับเปลี่ยนพื้นที่สวนส้มตนเองไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ปาล์มน้ำมัน มะนาว มะละกอ ฝรั่ง ลำไย ชมพู่ ฯลฯ หรือปลูกพืชผักอายุสั้นแทน บ้างก็นำพื้นที่ไปจัดสรรขายเพื่อสร้างหมู่บ้าน
เกษตรกรสวนส้มทุ่งหลวงรังสิต ส่วนหนึ่งได้หาพื้นที่ปลูกส้มแหล่งใหม่ที่เหมาะสมแก่การปลูกส้มเขียวหวาน เช่น กำแพงเพชร พิจิตร ฯลฯ โดยเลือกพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำดีเป็นอันดับแรก เพราะพืชตระกูลส้มต้องการน้ำมาก เพราะต้องเลี้ยงผลตลอดทั้งปี รวมถึงชาวสวนมีความถนัดในการทำสวนส้มแบบระบบร่องน้ำ
แหล่งปลูกส้มเขียวหวาน แหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศที่เป็นพื้นที่ปลูกส้มเขียวหวานพื้นที่ใหม่ โดยเป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรจากทุ่งหลวงรังสิตนับสิบราย มาสร้างสวนส้มพื้นที่รวมนับพันไร่ คือที่ตำบลบ้านบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โดยหนึ่งในเกษตรกรสวนส้มที่ปัจจุบันทำส้มเขียวหวาน พื้นที่กว่า 400 ไร่ และประสบความสำเร็จมากที่สุดรายหนึ่งในขณะนี้และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของพ่อค้า แม่ค้า จากตลาดไท ว่าส้มเขียวหวานจากสวน “เจ๊หงส์” มีคุณภาพ รสชาติหวาน เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก โดยการซื้อส้มเขียวหวานจากสวนเจ๊หงส์ ไม่จำเป็นต้องเห็นของ ขอให้รู้ว่าส้มออกแล้ว พ่อค้า แม่ค้า พร้อมที่จะจองผลผลิตล่วงหน้าทันที
คุณนิรดา หงษ์ธนัต หรือรู้จักกันดีในชื่อ สวนส้มเจ๊หงส์ บ้านเลขที่ 204 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (086) 445-9520 ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ การทำสวนส้มเขียวหวานว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ต้องสู้กับปัญหามากมาย ด้วยไม่มีพื้นฐานการทำสวนส้มมาก่อนเลย ปัจจุบันดูแลสวนส้มด้วยตัวเอง ถึง 400 ไร่ และยังเน้นย้ำว่าการทำสวนส้มเขียวหวานนั้นยังไปได้อีกนาน และราคาส้มเขียวหวานยังคงดีขึ้นเรื่อยๆ
เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก
แต่เมื่อสามีเสียชีวิต ก็ต้องสู้ทำสวนส้มต่อ
เจ๊หงส์ เล่าว่า ก่อนหน้านั้นตนเองและครอบครัวทำสวนส้มที่ทุ่งหลวงรังสิตมาก่อน พอเกิดปัญหาพื้นที่ไม่สามารถทำส้มได้ ก็ได้ตามเพื่อนสวนมาซื้อที่ดิน ที่จังหวัดพิจิตร ด้วยมีสภาพอากาศเหมาะสม น้ำอุดมสมบูรณ์ ติดกับแม่น้ำน่าน ตอนนั้นมาซื้อที่ไว้ปลูกส้มอายุได้เพียง 8 เดือน สามีก็มาเสียชีวิตเสียก่อน ทิ้งที่ดินที่กำลังจะทำเป็นสวนส้มไว้ให้ ประมาณ 200 ไร่ ในตอนนั้นถือเป็นวิกฤตมาก เพราะเงินได้กู้ยืมมาซื้อที่ดินและเตรียมจะลงทุนปลูกส้มหลายล้านบาท เจ๊หงส์ เล่าต่อว่าตอนนั้นถือว่ายังโชคดีที่มีเพื่อนสวนให้คำแนะนำ
“เขาสอนวิธีการสร้างสวนส้มว่า ต้องวางผังเช่นไร ขุดสร้างร่องปลูกส้มอย่างไรบ้าง พอเขาอธิบายเสร็จเราก็กลับมาทำ โดยแบ่งแปลง 100 ไร่ ออกเป็น 4 แปลงย่อย ซึ่ง 200 ไร่ จะแบ่งได้ 8 แปลงย่อย โดยแปลงปลูกส้มต้องเป็นแนวยาวปลูกขวางตะวัน (หรือแนวร่องปลูกอยู่ทิศเหนือ-ใต้ ซึ่งไม่ควรปลูกในแนวตะวันออก-ตะวันตก เพราะนอกจากต้นส้มจะได้รับแสงแดดไม่เต็มที่ เมื่อต้นส้มให้ผลผลิตผลส้มจะพบปัญหาแดดเผา) จากนั้นก็ต้องมาถึงวิธีการปลูกต้นส้ม”
เจ๊หงส์ เล่าว่าแม้เรื่องการปลูกเราก็ยังไม่มีความรู้เลยต้องไปถามเพื่อนสวน และต้องไปดูว่าเขาปลูกกันอย่างไร แล้วกลับมาเตรียมตัว เนื่องจากเราทำสวนไม่เป็น ฉะนั้น การที่จะทำอะไรเราต้องทำการบ้านให้มากกว่าคนอื่น กลับมาเตรียมพร้อมว่าก่อนจะปลูกต้นส้มมันต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง วางแผนเช่นไร จึงจะปลูกต้นส้มให้เสร็จเร็วมากที่สุด เพราะพื้นที่มีขนาดใหญ่ เจ๊หงส์ อธิบายว่า ต้องกลับมาเตรียมไม้ไผ่และเชือกเพื่อที่จะเล็งระยะปลูกให้เท่ากันและเป็นแนวตรง โดยเลือกใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตรครึ่ง ระยะระหว่างแถว 8 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกส้มเขียวหวานได้ประมาณ 55 ต้น โดยใช้ไม้ไผ่ปักเป็นแนว เพื่อจ้างแรงงานมาขุดหลุม โดยชาวสวนเรียกว่าการ “ตีโขด”
การตีโขดจะพรวนดินบริเวณหลุมปลูกให้เป็นโคก คล้ายหลังเต่า ซึ่งช่วงที่แรงงานมาตีโขดนั้นชาวสวนจะใส่ปุ๋ยคอกเก่าเปลือกถั่ว แกนข้าวโพด กระดูกป่น ฯลฯ แล้วแต่วัสดุที่จะหาได้มาพรวนไปพร้อมกันเหมือนเป็นการรองก้นหลุม ซึ่งเจ๊หงส์ ทดลองใช้กระดูกป่น ซึ่งเป็นกระดูกสัตว์พวกกระดูกวัวและควายมาใช้รองก้นหลุมปลูก ซึ่งพบว่า ปุ๋ยกระดูกป่นให้ผลดีกับต้นส้มมาก ทำให้ต้นส้มใบเขียวงาม มีการเจริญเติบโตดี
การใช้กระดูกป่น ถือเป็นเคล็ดลับหนึ่งที่เจ๊หงส์ บอกอย่างไม่ปิดบัง และสวนส้มเจ๊หงส์จะใส่กระดูกป่นให้ต้นส้มทุกๆ ปี พอคนงานตีโขดเสร็จ จะให้คนงานอีกชุดใช้เรือรดน้ำที่โขดจนชุ่ม คนงานอีกชุดก็เดินโรยกิ่งตอนส้มเขียวหวานตาม และแรงงานอีกชุดก็ปลูกตามหลัง วิธีปลูก เจ๊หงส์อธิบายว่า คนปลูกจะใช้ไม้ไผ่ที่ตอนแรกปักไว้เป็นแนวหลุมปลูก เอาไม้มาวนเป็นวงกลมบนหลุมปลูกให้เป็นหลุมขนาดเท่ากับตุ้มกิ่งตอน จากนั้นแกะถุงกิ่งตอนออก วางกิ่งตอนลงหลุม
“เคล็ดลับการปลูกอยู่ที่ อย่าปลูกลึกมากเกินไป ปลูกให้ขุยมะพร้าวของกิ่งตอนโผล่มาเหนือดิน สัก 1-2 เซนติเมตร เพื่อให้รากส้มได้หายใจ ทำให้การปลูกต้นส้มมีอัตราการรอดตายสูง บางคนไม่รู้กลบดินต้นจนมิด ตายเยอะมาก บ้างก็ปลูกต้นส้มลึกก็ตาย บ้างปลูกต้นส้มเป็นแอ่งน้ำ เมื่อให้น้ำด้วยเรือ น้ำขังแอ่งก็ตาย หรือปลูกแล้วไม่มีไม้หลักผูกยึดต้น พอลมแรงๆ พัดต้นส้มโยกรากกระเทือนต้นส้มก็ตาย มีหลายสาเหตุที่ต้องระวัง แค่เรื่องปลูกต้นส้มอย่างเดียวก็ต้องคิดให้รอบคอบก่อนที่จะลงมือปลูก ยิ่งเราไม่รู้ ไม่มีประสบการณ์ก็ต้องถาม ต้องดูคนอื่นเสียก่อน จะได้ไม่ผิดพลาด ซึ่งจะทำให้เราทั้งเสียเวลาและเสียเงิน” เจ๊หงส์ แนะนำ
การปลูกต้นส้มจำนวนมากๆ จะต้องปลูกให้เสร็จเร็วที่สุด อย่างพื้นที่ 200 ไร่ เราใช้เวลาปลูกประมาณ 3 วัน เท่านั้น การที่ปลูกเสร็จเร็วนั้นจะทำให้การให้น้ำง่าย ให้ไปพร้อมๆ กันทั้งแปลง ในตอนนั้นเราลงมือทำเองหมดเลย พร้อมกับคนงาน
ทำไมถึงเลือกปลูกส้มเขียวหวาน เจ๊หงส์ เล่าว่า จริงๆ แล้ว เมื่อเริ่มมาสร้างสวนใหม่ที่พิจิตร ก็สนใจปลูกส้มโชกุน หรือส้มสายน้ำผึ้ง เพราะมีราคาค่อนข้างสูงมากในช่วงนั้น คือราคาขายจากสวนกิโลกรัมละ 50-60 บาท ซึ่งแพงกว่าส้มเขียวหวาน ถึง 2 เท่าตัว ก็ได้นำมาทดลองปลูกคู่กับส้มเขียวหวานอยู่ 1 แปลง ในตอนแรกคิดว่าถ้าส้มโชกุนดี ก็จะตัดส้มเขียวหวานออกแล้วขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม ซึ่งเพื่อนสวนข้างเคียงก็นำส้มโชกุนมาปลูกเกือบทุกสวน ปลูกจำนวนมากน้อยแตกต่างกันไป ผลปรากฏว่า ส้มโชกุนสามารถเจริญเติบโตได้ดี ออกดอกติดผล จนสามารถเก็บผลผลิตได้ ส้มโชกุนมีรสชาติหวาน และอร่อยมาก แต่การดูแลรักษายากกว่าส้มเขียวหวานในทุกด้าน
ตัวอย่าง โรคและแมลงทำลายง่ายกว่าส้มเขียวหวาน อย่างเช่น ช่วงที่ออกดอก ดอกของส้มโชกุนจะมีกลิ่นหอมมากเป็นพิเศษ เป็นที่ดึงดูดแมลงศัตรู “เพลี้ยไฟ” ทำลายทุกระยะ ตั้งแต่ใบอ่อน ออกดอก ติดผลอ่อน และระยะผลอ่อน ส้มโชกุนเป็นส้มที่ขายหน้าตามาก่อน ผิวจะต้องสวยเท่านั้นจึงจะได้ราคา เพราะส้มโชกุนนิยมซื้อไปเป็นของไหว้ช่วงเทศกาลตรุษจีน และสารทจีน ต้องซื้อส้มผิวสวยไปไหว้ และจะต้องแว็กซ์ให้เกิดความสวยงามจึงจะขายได้ จำเป็นต้องมีโรงแว็กซ์ผิวส้มอีก ฉะนั้น การดูแลทำผิวส้มโชกุนเกษตรกรจะพลาดไม่ได้
“อย่างการสต๊อกส้มไว้ล่วงหน้า รอขายช่วงเทศกาลนั้น เขาจะซื้อแต่ส้มโชกุนสวยแว็กซ์แล้วสต๊อกไว้ เตรียมสินค้าไว้ขายล่วงหน้าเทศกาล ประมาณ 1 เดือน ในห้องเย็น แต่ถ้าส้มเราผิวไม่สวยพ่อค้าก็ไม่กล้าซื้อส้มสต๊อกไว้ขาย ถ้าทำผิวส้มโชกุนพลาดผิวส้มลาย หรือดำ จากเพลี้ยไฟทำลาย หรือโดนโรคทำลาย ส้มโชกุนจะราคาตกทันที ขายไม่ได้ราคาเลย จะให้ขายเป็นส้มคั้นก็คงไม่ไหว ทั้งๆ ที่ดูแลและลงทุนมากกว่าส้มเขียวหวาน ต้นทุนการผลิตสูงกว่าส้มเขียวหวาน แต่ส้มเขียวหวานนั้น ผิวสวยก็ขายได้ราคา ผิวดำผิวลายก็ขายได้ราคาเหมือนกัน โดยตลาดรับซื้อมีรองรับหมด เช่น ส้มเขียวหวานผิวสวย ก็ส่งไปขายตลาดทางอีสาน เพราะตลาดอีสานชอบรับประทานส้มเขียวหวานผิวสวย ส้มผิวดำเขาไม่ซื้อ และตรงกันข้ามถ้าเป็นส้มเขียวหวานผิวลายหรือดำ จะส่งขายตลาดทางภาคใต้ เพราะตลาดทางภาคใต้นิยมซื้อส้มผิวลายมากกว่าส้มผิวสวย คือ ผลผลิตส้มเขียวหวานออกมารูปแบบใดก็ขายได้ทั้งหมด ขอให้ส้มมีรสชาติหวานเป็นอันใช้ได้”
เจ๊หงส์ บอกด้วยว่า การเก็บเกี่ยวส้มโชกุนยากลำบากกว่าส้มเขียวหวาน โดยส้มเขียวหวานการเก็บผลเพียงใช้มือเก็บบิดที่ขั้วผลเพียงนิดเดียวก็หลุดจากต้นแล้ว แรงงานสามารถเก็บส้มเขียวหวานได้ง่ายและรวดเร็ว เก็บผลส้มใส่ตะกร้าแล้วขึ้นเรือขึ้นฝั่งชั่งส้มขึ้นรถให้พ่อค้าได้เลย แต่การเก็บส้มโชกุนนั้นจะต้องใช้เพียงกรรไกรตัดลงมาจากต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้มือบิดเก็บได้ ทำให้ขั้นตอนการเก็บส้มโชกุนต้องใช้เวลาและแรงงานเป็นจำนวนมาก ยุ่งยากกว่าส้มเขียวหวานมาก และสุดท้ายปัญหาผลแตกในส้มโชกุน ส้มโชกุนมีปัญหาเรื่องผลแตกมาก บางที่ที่เราเห็นติดผลดกเต็มต้น ผลมีขนาดสักลูกมะนาวใหญ่ พออยู่ๆ มีฝนหลงฤดูตกมาทีเดียว ผลส้มโชกุนก็แตกเป็นจำนวนมาก บางรุ่นผลแตกมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ก็มี
เจ๊หงส์ บอกวิธีแก้ไขหรือผ่อนหนักเป็นเบา ว่า ทำโดยการให้น้ำแก่ต้นส้มโชกุนอย่างสม่ำเสมอ เมื่อจู่ๆ ต้นส้มเจอฝนเทลงมาก็ช่วยให้ผลส้มแตกน้อยลง ถ้าเทียบกับส้มเขียวหวานแล้วมีเปอร์เซ็นต์ผลแตกเล็กน้อยมาก แตกเพียง 3-5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกๆ สวนเริ่มทยอยตัดส้มโชกุนออกเกือบทั้งหมดแล้ว และคิดว่าสภาพอากาศที่นี่ร้อนมาก คงจะไม่เหมาะสมแก่การปลูกส้มโชกุนมากเท่ากับภาคเหนือตอนบน หรือภาคใต้ ที่มีอากาศเย็นในช่วงเช้าและกลางคืน
“สุดท้าย เราก็เลือกปลูกเพียงส้มเขียวหวานเท่านั้น และเลือกส้มเขียวหวาน พันธุ์ “บางมด” โดยปลูกด้วยกิ่งตอนทั้งหมด การดูแลรักษาต้นส้มช่วงแรกก็รดน้ำให้อย่างสม่ำเสมอ ใส่ปุ๋ย ฉีดยาป้องกันกำจัดแมลง และกำจัดวัชพืช โดยการกำจัดวัชพืชควรใช้วิธีการตัดหญ้าจะดีที่สุด ไม่ควรฉีดยาฆ่าหญ้า เพราะต้นส้มอาจจะได้รับอันตรายจากละอองยาฆ่าหญ้า ทำให้ต้นส้มตายได้ แม้แต่สารไกลโฟเซตก็ไม่แนะนำให้ฉีดในสวนส้ม”
หนังสือ “ปลูกส้มเขียวหวาน ไร่ละ 3 แสนบาท” พิมพ์ 4 สี แจกฟรี พร้อมกับ หนังสือ “ไม้ผลแปลกและหายาก เล่มที่ 1-5″ รวมทั้งหมด 6 เล่ม จำนวน 504 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจ เขียนจดหมายสอดแสตมป์ มูลค่ารวม 250 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398
เจาะเคล็ดลับ การปลูก “มะเขือเทศรูปหัวใจ” พืชผัก เพื่อสุขภาพ ของ เจียไต๋
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010156&srcday=2013-01-01&search=no
| วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 542 |
เทคโนโลยีการเกษตร
จิรวรรณ โรจนพรทิพย์
เจาะเคล็ดลับ การปลูก “มะเขือเทศรูปหัวใจ” พืชผัก เพื่อสุขภาพ ของ เจียไต๋
ทุกวันนี้ กระแสการดูแลสุขภาพกำลังมาแรงทีเดียว การรับประทานผักก็เป็นอีกทางเลือกของการดูแลสุขภาพที่ได้รับความนิยมจากคนไทยจำนวนมาก เพราะได้รับสารอาหารมากมาย รับประทานแล้วไม่อ้วนอีกต่างหาก
แต่คนบางกลุ่มยังไม่นิยมรับประทานผัก เพราะมีรสชาติไม่ถูกปาก ไม่โดนใจ บริษัท เจียไต๋ จำกัด จึงได้พัฒนามะเขือเทศพันธุ์ใหม่ “มะเขือเทศรูปหัวใจ พันธุ์โทเมโทเบอร์รี่ (Tomatoberry)” ที่มีสีแดงสะดุดตา ดึงดูดให้ผู้คนที่ใส่ใจสุขภาพ หันมารับประทานผักกันมากขึ้น
พันธุ์ทนร้อน และการจัดการที่ดี
คือกุญแจสำคัญ
คุณสุรนาท องนิธิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจครบวงจร บริษัท เจียไต๋ จำกัด เล่าว่า มะเขือเทศรูปหัวใจ (Tomatoberry) พัฒนาพันธุ์โดยบริษัทเมล็ดพันธุ์ชั้นนำในประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นคู่ค้าของเจียไต๋ ที่ตั้งใจพัฒนามะเขือเทศสายพันธุ์นี้ให้มีรูปลักษณ์แปลกใหม่ ลักษณะคล้ายรูปหัวใจหรือลูกสตรอเบอรี่ สีแดงสด เพิ่มความหวาน และลดความเปรี้ยวลง (Acid) เพื่อดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มผู้ใหญ่ วัยทำงาน เยาวชน วัยรุ่น ให้หันมารับประทานมะเขือเทศสดกันมากขึ้น
แนวคิดดังกล่าว ตรงกับความต้องการของเจียไต๋ที่ต้องการเห็นคนไทยมีโอกาสบริโภคผักที่มีรสชาติอร่อย คุณภาพดี เจียไต๋จึงร่วมมือกับพันธมิตรชาวญี่ปุ่น พัฒนามะเขือเทศรูปหัวใจ ซึ่งเติบโตดีในอุณหภูมิหนาวเย็น กลายเป็น “สายพันธุ์ทนร้อน” ผนวกกับ “การจัดการที่ดี” จนสามารถปลูกมะเขือเทศรูปหัวใจได้ในสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของไทยได้สำเร็จตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน และเริ่มผลิตสินค้าออกวางจำหน่ายตั้งแต่ช่วงปลายปี 2553 ปรากฏว่า กลายเป็นสินค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะสินค้าโดนใจกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย
โรงเรือนระบบปิด
การจัดการง่าย ปลูกได้ตลอดปี
คุณพิพัฒน์พงษ์ ยงขามป้อม ผู้จัดการฟาร์มปากช่อง ของ เจียไต๋ โทร. (085) 305-7041 พาไปชมแปลงปลูกมะเขือเทศรูปหัวใจ ภายในโรงเรือนระบบปิด เรียกว่า โรงเรือนหลังคาฟันเลื่อย (Saw Tooth Greenhouse) เพราะมีลักษณะหลังคาโค้งคล้ายฟันเลื่อย หน้ากว้างช่วงละ 6.4 เมตร แต่ละหลังเชื่อมต่อด้วยรางน้ำเหล็ก โรงเรือนนี้สามารถระบายอากาศได้สูงทั้งด้านข้างและด้านบน เพราะมีหน้าต่างกว้าง 1.5 เมตร บริเวณหลังคา ส่วนด้านข้างติดมุงตาข่ายกันแมลง ช่วยเพิ่มพื้นที่ระบายอากาศร้อน และถ่ายเทอากาศเย็นหมุนเวียนเข้าสู่โรงเรือนได้ง่าย เหมาะสำหรับปลูกพืชผัก ที่ต้องใช้พื้นที่ในการผลิตครั้งละมากๆ โดยเฉพาะพืชเถาเลื้อยที่ต้องการขึ้นค้าง เช่น มะเขือเทศเชอร์รี่ พริกหวาน แตงโม เมล่อน แคนตาลูป ฯลฯ
คุณพิพัฒน์พงษ์ เล่าว่า มะเขือเทศรูปหัวใจ อยู่ในกลุ่มมะเขือเทศเชอร์รี่ (Cherry Tomato) มีลักษณะเติบโตแบบเลื้อย มะเขือเทศประเภทนี้ ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะสามารถเจริญเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด มีกิ่งแขนงขนาดใกล้เคียงกับลำต้น 2-3 แขนง และมีแขนงย่อยได้อีกไม่จำกัด ช่อดอกแรกเกิดระหว่าง ข้อที่ 8 และ 9 ช่อดอกต่อมาจะเกิดขึ้นทุกๆ 3 ข้อ ลำต้นอาจจะสูงหรือยาวกว่า 10 เมตร
มะเขือเทศ สามารถเจริญเติบโตทางด้านลำต้น ใบ และออกดอกได้ดีตลอดทั้งปี แต่การติดผลของมะเขือเทศต้องการสภาพอากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิกลางวันที่เหมาะสม อยู่ที่ระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกลางคืน ประมาณ 16-20 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิกลางคืนสูงกว่า 22 องศาเซลเซียส จะทำให้มะเขือเทศไม่ติดผลหรือติดผลได้น้อยมาก ฝนและความชื้นสูงเป็นสาเหตุสำคัญทำให้โรคทางใบและทางรากระบาดรุนแรง
ดังนั้น ฤดูปลูกที่เหมาะสมที่สุดจึงอยู่ในช่วงฤดูหนาว โดยมีช่วงหยอดเมล็ดเพาะกล้า อยู่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ซึ่งนอกจากสภาพอากาศจะเหมาะสมต่อการติดผล ทำให้ได้ผลผลิตสูงแล้ว ยังมีศัตรูพืชรบกวนน้อย ต้นทุนการผลิตจึงต่ำกว่าการปลูกในฤดูอื่นด้วย
แปลงปลูกมะเขือเทศรูปหัวใจอาศัยดูแลจัดการเช่นเดียวกับมะเขือเทศทั่วไป จะใช้ระยะเวลาเพาะกล้า 25-30 วัน ปลูกอีก 50-60 วัน เริ่มออกดอก ประมาณ 30 วัน ต้นมะเขือเทศเชอร์รี่จะมีอายุการปลูก ประมาณ 7-8 เดือน อายุเก็บเกี่ยวนาน 3-4 เดือน
ทุกวันนี้ เจียไต๋ ใส่ใจดูแลการผลิตมะเขือเทศรูปหัวใจ บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความพิถีพิถันทุกขั้นตอน เริ่มจากคัดเมล็ดพันธุ์อย่างดี มาปลูกในโรงเรือนและปลูกแบบไม่ใช้ดิน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมี
แต่ละวัน คนงานจะเก็บบันทึกข้อมูลภายในฟาร์มอย่างละเอียด เช่น อุณหภูมิสูงสุด ต่ำสุดแต่ละวัน ความเข้มแสง ความเร็วลม ความชื้นสัมพัทธ์ ค่าความชื้นภายในวัสดุปลูก วัดค่าความเป็นกรด-ด่าง ของน้ำ (pH) และค่าการนำไฟฟ้าของสารละลาย (EC) บันทึกการพบโรคและแมลงภายในแปลงปลูก บันทึกการใช้ปุ๋ย ยา และสารกำจัดศัตรูพืช บันทึกการเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อต้น รวมทั้งตรวจเช็กคุณภาพผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยว คือวัดค่าความหวาน (เปอร์เซ็นต์บริกซ์) และชั่งน้ำหนักผล
สำหรับแปลงปลูกมะเขือเทศรูปหัวใจที่เข้าเยี่ยมชมในครั้งนี้ คุณพิพัฒน์พงษ์ เล่าว่า เริ่มเพาะกล้า วันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ย้ายปลูก วันที่ 1 สิงหาคม 2555 โดยปลูกในระยะ 50×50 เซนติเมตร โดยใช้ขุยมะพร้าวเป็นวัสดุปลูก ใช้ระบบน้ำแบบขาปักน้ำหยด อัตราการไหล 3 ลิตร ต่อชั่วโมง ให้น้ำ 1.4 ลิตร ต่อต้น ต่อวัน แบ่งให้น้ำ วันละ 7 รอบ เริ่มตั้งแต่ 08.00-14.00 น. ปริมาณที่ให้ต่อรอบ 200 มิลลิลิตร ต่อรอบ ต่อต้น และให้ปุ๋ยไปพร้อมระบบน้ำ 5 รอบ ต่อวัน จาก 7 รอบ ค่า ec = 1.6 ms/cm, ค่า pH ของน้ำ = 6.5 และเริ่มเก็บผลผลิต ตุลาคม 2555 จนถึงเดือนมกราคม 2556 ให้ผลผลิตโดยเฉลี่ย ต้นละ 3 กิโลกรัม
คุณพิพัฒน์พงษ์ เล่าว่า ขณะนี้ ต้นมะเขือเทศยาว 10 กว่าเมตร สามารถเติบโตได้ 15-20 เมตร เพราะโรงเรือนแห่งนี้ติดตั้งอุปกรณ์เชือกสลิงสำหรับดึงให้ต้นมะเขือเทศเอนไปตามความยาวของเชือก ทำให้ดูแลจัดการได้สะดวก แม้จะเป็นพันธุ์ทนร้อน แต่หากอุณหภูมิกลางวันสูงเกินกว่า 35 องศาเซลเซียส ก็ทำให้มะเขือเทศพันธุ์นี้ติดผลได้ยาก จึงต้องใส่ใจดูแลโดยเฉพาะการให้น้ำ และฉีดพ่นฮอร์โมนเพื่อช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผลของมะเขือเทศให้มากขึ้น
คนงานจะคอยดูแลตัดแต่งกิ่ง เพื่อเลี้ยงต้นให้สมบูรณ์ที่สุด โดยเลี้ยงผลมะเขือเทศเฉลี่ย ช่อละ 12-15 ลูก โดยธรรมชาติ มะเขือเทศจะคลายน้ำบริเวณขั้ว ดังนั้น เวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต จะเด็ดให้มีส่วนขั้วติดกับผลมะเขือเทศเพื่อช่วยยืดอายุความสดไว้ได้นานๆ ช่วงเช้าคนงานจะเลือกเก็บผลสีแดงสด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร และนำเข้าห้องเย็นทันทีเพื่อเก็บรักษาความสดก่อนจำหน่าย
เจียไต๋ เดินหน้า
ขยายกำลังผลิตเอาใจตลาด
มะเขือเทศรูปหัวใจ เปี่ยมด้วยสารสีแดงไลโคปีน (Lycopene) ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งมากกว่าเบต้าแคโรทีนถึง 2 เท่า สารไลโคปีนช่วยลดอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง นอกจากนี้ มะเขือเทศรูปหัวใจยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามิน เอ และวิตามิน ซี มีในปริมาณสูง แถมมีรสชาติที่อร่อยกว่ามะเขือเทศธรรมดา เพราะมีกลิ่นหอม รสหวาน เนื้อหนา เปลือกบาง เนื้อแน่น ไร้เมล็ด รับประทานแทนผลไม้ได้
เจียไต๋ มีเป้าหมายผลิตมะเขือเทศรูปหัวใจเพื่อทดแทนการนำเข้ามะเขือเทศเชอร์รี่จากเมืองนอก ที่จำหน่ายในราคาสูงถึงแพ็กละ 70-100 บาท และมีความหวาน ประมาณ 8 บริกซ์ แต่เจียไต๋สามารถผลิตมะเขือเทศรูปหัวใจออกขายในราคาเพียงแพ็กละ 39 บาท แถมมีความหวานมากกว่า 10 บริกซ์ จึงถือเป็นสินค้าทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่นิยมรับประทานผักเพื่อสุขภาพ
คุณสุรนาท เล่าเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน เจียไต๋ ปลูกมะเขือเทศรูปหัวใจภายในฟาร์มแห่งนี้ จำนวน 3,944 ต้น ปีนี้บริษัทมั่นใจศักยภาพการผลิต โดยวางแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น ประมาณ 10,000 ต้น เพื่อรองรับการผลิตให้ครอบคลุมผู้บริโภคมากขึ้น
นอกจากนี้ เจียไต๋ ตั้งใจพัฒนาวิธีการปลูกให้ทันสมัย มีรูปแบบที่ชัดเจน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความต้องการในอนาคตที่เราเชื่อว่าต้องมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเจียไต๋จะถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรได้นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในลักษณะคอนแทร็กฟาร์มมิ่งได้ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างรายได้สำหรับเกษตรกร สำหรับผู้ที่สนใจมะเขือเทศรูปหัวใจ พันธุ์โทเมโทเบอร์รี่ สามารถเลือกซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้าดิเอ็มโพเรี่ยม ห้างสรรพสินค้าพารากอน ฟู้ดแลนด์ และ ซีพี เฟรชมาร์ท ทุกสาขาทั่วประเทศ
-
ล่าสุด
- พลังงานเลื่อนขึ้นก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนเป็น 1 ก.ค.
- ‘โต้ง’เวิร์กช็อปเร่งปั๊มรายได้นักท่องเที่ยวคุณภาพ
- หุ้นไทยปิดทรงตัวที่ 1,643.43 จุด ชินคอร์ปซื้อขายสูงสุด
- นายกฯ ปัดรวมหัวสภาพัฒน์ บี้ แบงก์ชาติ
- บีโอไอชวนคุณตัน บุกญี่ปุ่น ชวนลงทุนSME
- 1 มิ.ย.’กรุงไทย’ลดค่าธรรมเนียมโอนเงินผ่านเน็ต-มือถือ
- กสทช.เคาะ ค่าย้ายค่ายเบอร์เดิม 29 บาท
- หุ้นไทยครึ่งวันเช้าลบ 0.99 จุด ‘ทรู’ซื้อขายสูงสุด
- ‘ผศ.ดร.ธนวรรธน์’คาด กนง.ยอมลดดอกเบี้ย0.25%
- หวั่น’เฟด’หยุดQE ฉุดดาวโจนส์ร่วง
- ชิ้นส่วนยานยนต์ไทยจ่อโคม่า
- พิสูจน์ชัด! ขายแพงจริง 2โรงหนังดัง
-
ลิงก์
- ศาสตร์และศิลป์ที่สอนในเมืองไทย
- SoClaimon.Facebook
- SootinClaimon.google
- DinPuiThai.google
- ChangChoice.Webs
- SoClaimon.blogspot
- Google แผนที่ตำบล 76 จังหวัด
- คำไทย:ThaiWords
- คำไทย:ThaiWords
- SoClaimon.Twitter
- แหล่งสรรพศาสตร์ศิลปวิทยาในเมืองไทย
- crystal-cream.com
- นพ. ต่อพงศ์ คล้ายมนต์
- Apichaya Claimon
- พญ.อภิชญา คล้ายมนต์
- ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ
- ตระกูล “คล้ายมนต์”
-
คลังเก็บ
- พฤษภาคม 2013 (2350)
- เมษายน 2013 (3184)
- มีนาคม 2013 (3832)
- กุมภาพันธ์ 2013 (3775)
- มกราคม 2013 (4245)
- ธันวาคม 2012 (4992)
- พฤศจิกายน 2012 (6067)
- ตุลาคม 2012 (5167)
- กันยายน 2012 (4160)
- สิงหาคม 2012 (6734)
- กรกฎาคม 2012 (4770)
- มิถุนายน 2012 (2887)
-
หมวดหมู่
- กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม
- กรมวิทยาศาสตร์บริการ
- กรมอุตุนิยมวิทยา
- ข้อมูลสมุนไพร
- คมชัดลึก
- ความรู้-ศัพท์
- Agrochemical
- ธาตุอาหารพืช
- ลักษณะขาดธาตุอาหารของพืช
- ศัพท์
- สถานการณ์พืชเศรษฐกิจ
- สรีรวิทยาของพืช
- หนังสือแนะนำ
- การใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับพืชไร่เศรษฐกิจ
- การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่
- คำแนะนำการใช้ปุ๋ยพืชไร่
- ปรับปรุงดินและใช้ปุ๋ยกับพืชไร่
- ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ย
- พัฒนาคำแนะนำใช้ปุ๋ยพืชไร่
- สรุปงานวิจัยดินปุ๋ยพืชไร่ครั้งที่1
- Building Soils for Better Crops
- Fertilizer Best Management Practices
- Fertilizer Manual
- Fertilizers and their use
- Hydroponics: the complete guide to gardening without soil
- Micronutrients for Sustainable Production
- Plant Analysis Reference Procedures
- เกษตรอินทรีย์
- เศรษฐกิจพอเพียง
- Fertilizer news and articles
- Plant Nutrition
- Soil Taxonomy 2Ed.
- คำแนะนำด้านพืช
- คำแนะนำด้านสัตว์
- งานวิจัยดินปุ๋ย
- บ้านและสวน
- ผลิตภัณฑ์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- วารสารส่งเสริมการเกษตร
- สทท NBT
- สำนักข่าวอิศรา
- อสมท MCOT
- เดลินิวส์ออนไลน์
- เทคโนโลยีชาวบ้าน
- เส้นทางเศรษฐี
- แนวหน้า
- แผนที่
- โพสต์ทูเดย์
- ไทยพีบีเอส Thai PBS
- ไทยรัฐออนไลน์
- ไทยโพสต์
- BangkokPost
- Blog Stat
- FAO EcoCrop
- KU eMagazine
- NewCROP
- ThaiEurope
- The Nation
- Uncategorized
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS


