ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

ปลูกผักรอบบ้านกินเอง เทรนด์ใหม่ของโลก – เพื่อสุขภาวะเพื่อสังคมไทย

http://www.dailynews.co.th/article/728/51199

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

ผัดใบกระเพราราดข้าว ที่มีใบกระเพราน้อยนิดเหมือนผักชีประดับเมนูอาหาร หรือเย็นตาโฟที่แทบจะมีแต่วิญญาณผักบุ้งเป็นท่อนๆไม่กี่ชิ้น สะท้อนวิกฤตอาหารแพงขึ้นการทานอาหารที่จะหวังได้สารอาหารครบ 5 หมู่จากอาหารจานเดียวก็ดูไม่เข้าที

ล่าสุดสำหรับเทรนด์ของประเทศต่างๆ ในการเพิ่มวัตถุดิบอาหารมากขึ้นคือ การปลูกพืชผักทานเอง ในบริเวณรอบบ้านหรือในพื้นที่ของตัวเองที่มีอยู่ เช่น ในประเทศเกาหลี ปลูกพริกใส่กระถางรอบบ้าน เพื่อใช้บริโภคในการปรุงอาหารในบ้าน หรือในสหรัฐอเมริกา แนวโน้มการปลูกผักรอบรั้วบ้านทานเองมีปริมาณมากขึ้นเป็น 30-35%จากการปลูกผักทานเอง

“ค่าใช้จ่ายด้านอาหารของแต่ละครอบครัวมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ถึง 32% และรายจ่ายของครอบครัวที่มีรายได้น้อยส่วนใหญ่เสียไปกับค่าอาหารถึงครึ่งหนึ่ง และมีตัวอย่างบ้านที่ปลูกพืชผักทานเองจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารได้ 50% จากค่าใช้ด้านอาหารของแต่ละบ้านทั้งหมด”คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี(ไบโอไทย) ผู้จัดการแผนงานความมั่นคงทางอาหาร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ในฐานะผู้บุกเบิกให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารด้วยสองมือของเราให้ข้อมูล

คุณวิฑูรย์ แบ่งการดำเนินงานนี้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนในชนบท ที่มีพื้นที่ ปรับเปลี่ยนจากการปลูกเพื่อค้าขาย มาเป็นการปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือนก่อนนำไปขาย อย่างการปลูกข้าวสารและนำมากินในบ้านได้ตลอดปี แค่ข้าวสารที่ปลูกเอง ถือว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารของครอบครัวนั้นได้ถึง 50% โดยแต่ละบ้านก็รวมตัวกัน 2-3 หลังซื้อเครื่องสีข้าวมา ทำให้ได้ข้าวใช้กินตลอดปี

หากเป็นในเมือง ถ้าเป็นบ้านทาวน์เฮาส์หรือบ้านหลังเดี่ยว ผู้อำนวยการไบโอไทย แนะนำว่า  สามารถปลูกพืชอายุสั้นหรือพืชที่กินได้ตลอดทั้งปี อาทิ พริก ผักบุ้ง มะนาว ฯลฯ แนวโน้มของคนปลูกพืชผักเหล่านี้มีมากขึ้น หลังจากน้ำท่วมลดลง เพราะเห็นความสำคัญของพืชผักที่อยู่ใกล้มือยามวิกฤตอาหารน้ำท่วม แต่ถ้าเป็นที่อยู่อาศัยอย่างในคอนโดมิเนียม พื้นที่มีน้อย ปลูกได้แต่พืชผักในกระถางอย่างพริก มะเขือเทศ คะน้า

จากประสบการณ์ในการบุกเบิกงานด้านนี้ เขาเล่าว่า เคยพบเห็น สถานประกอบการที่มีเนื้อที่ก็สามารถให้พนักงานแบ่งพื้นที่มาปลูกพืชผักไว้ทานเอง หรือเจ้าของพื้นที่ในเมือง อย่าง องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร หรือการรถไฟแห่งประเทศไทย ควรจัดสรรพื้นที่ให้กับคนเมือง ที่ไม่มีพื้นที่ โดยเฉพาะที่อาศัยตามอาคารสูง ได้มาปลูกพืชผักกินเอง นอกจากจะเป็นการใช้พื้นที่เป็นประโยชน์ ประชาชนมีความมั่นคงทางอาหารได้ทานอาหารปลอดสารที่ปลูกเองแล้ว ยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองด้วย

“ตัวอย่างของการร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับประชาชนในการสร้างความมั่นคงทางอาหารร่วมกันวางแผนการผลิตเพื่อการบริโภค ที่พบในหลายจังหวัดแล้ว หรืออย่างจังหวัดสุพรรณบุรี เครือข่ายมูลนิธิข้าวขวัญ กับหอการค้าจังหวัด ร่วมกับเกษตรกรปลูกข้าวพื้นบ้าน สายพันธุ์เจ๊กเชย และเหลืองอ่อน โดยสภาอุตสาหกรรมจังหวัดรับซื้อในราคาที่ท้องตลาดขายกันในท้องถิ่น นอกจากประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้ทานและขายข้าวแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวดั้งเดิมของชาวสุพรรณบุรีด้วย”

ในเมื่อมนุษย์ยังคงต้องทานต่อไปท่ามกลางอาหารที่มีจำนวนน้อยลงไม่เพียงพอต่อการบริโภคของมวลมนุษยชาติ การเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการปลูกพืชผักกินเองเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ช่วยแก้ไขสถานการณ์เรื่องวิกฤตอาหารที่มีไม่เพียงพอและราคาแพงด้วยอีกทางหนึ่ง

**สสส. ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย จัดประชุมธุรกิจเพื่อสังคม โดยได้รับเกียรติจาก ศ.มูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2549 และ ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ หัวข้อ  “แบบจำลองธุรกิจใหม่เพื่อสหัสวรรษใหม่” ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 เวลา 08.45 – 12.00 น. ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี ด่วน!!! ผู้สนใจร่วมรับฟังแนวคิดกิจกรรมเพื่อสังคมครั้งนี้ ลงทะเบียนภายใน วันที่ 30 เมษายนนี้  ที่  tanyapat@thaihealth.or.th

พฤษภาคม 23, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | | ให้ความเห็น

“ดินไบโอ” ผลิตจากจุลินทรีย์ บล็อกสารพิษในดิน เก็บอาหารให้พืช

http://www.dailynews.co.th/article/728/22281

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นที่ทำการเกษตรมากเป็นอันดับที่ 48 ของโลก แต่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงเป็นอันดับ 5 ของโลก ทำให้พืชพันธุ์ปนเปื้อนสารเคมี  รวมถึงสารเคมีตกค้างในดินที่ใช้ในการเพาะปลูกพืช ทำให้ดินเสื่อมสภาพลง และมากที่สุดคือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันบางพื้นที่ของประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้งมากขึ้นเช่นนี้ โอกาสในการแพร่กระจายของสารเคมีในดิน และน้ำยิ่งเพิ่มมากขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องการการป้องกัน และแก้ไข

ปัจจุบันจึงมีหลายหน่วยงานให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว มีการนำเทคโนโลยีใหม่ เข้าจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นไม่เว้นแม้แต่ปัญหาดินเสื่อมโทรมจากการเกษตร ล่าสุดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) คิดค้นนวัตกรรมในการกักเก็บสารพิษไว้ที่เดิม ในผลงาน  “ดินไบโอ”  เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะมีคุณสมบัติสามารถบล็อกสารพิษไว้ในดินอีกทั้งยังสามารถกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการปลูกพืชได้อีกด้วย

ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี และผู้ช่วยวิจัย ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม (มจธ.) เจ้าของผลงานดังกล่าวเปิดเผยว่า ดินไบโอไม่ใช่ดินที่อยู่ตามธรรมชาติทั่วไป แต่สังเคราะห์มาจากตะกอนจุลินทรีย์ ที่ได้จากจากโรงบำบัดน้ำเสียที่หนองแขม และรัตนโกสินทร์ นำมาผ่านกระบวนการปรับเสถียรอัลคาไลน์ (Alkaline Stabilisation Method) คือ ปรับค่าพีเอชของตะกอนจุลินทรีย์โดยใช้สารอัลคาไลน์ เช่น ปูนขาว เถ้าลอยจากเตาเผาถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งทำให้ดินไบโอสามารถดูดซับธาตุอาหาร รวมทั้งสารอันตรายอย่างโลหะหนักได้ ช่วยลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้กระบวนการปรับเสถียรอัลคาไลน์ยังสามารถฆ่าเชื้อโรค และดับกลิ่นของตะกอนจุลินทรีย์ได้

“ดินไบโอที่สังเคราะห์ขึ้นมีลักษณะค่อนข้างร่วน อุ้มน้ำได้บางส่วน อีกทั้งยังมีสารอินทรีย์ และธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญของพืชอย่างไนโตรเจน และฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบหลัก โดยดินไบโอจะเปลี่ยนรูปของธาตุอาหารในดินให้พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที จึงช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ย และประหยัดน้ำในการเพาะปลูก”

ที่สำคัญดินไบโอจะช่วยในด้านการเกษตรแล้วยังสามารถดูดซับโลหะหนักได้ จึงประยุกต์ใช้ในการฝังกลบขยะได้ เพราะปัจจุบันมีการกำจัดขยะจำนวนมหาศาลด้วยการฝังกลบ ขยะเหล่านั้นอาจมีสารอันตราย โดยเฉพาะโลหะหนักที่มักปะปนออกมากับน้ำชะขยะ ส่งผลให้มีการปนเปื้อนโลหะหนักในดินและแหล่งน้ำ แต่ดินไบโอมีคุณสมบัติดูดซับโลหะหนักได้ อาทิ โครเมียมเฮกซะวาเลนท์ ด้วยกระบวนการแปรสภาพเป็นไตรวาเลนท์โครเมียม จึงลดความเป็นพิษและละลายน้ำได้น้อยลง ถึงแม้น้ำชะขยะที่มีโลหะหนักโครเมียมจะมีสภาวะเป็นกรด ดินไบโอก็ยังสามารถกักเก็บโลหะหนักโครเมียมได้ เนื่องจากมีสมบัติทนต่อกรดที่มีค่าพีเอชถึง 1.00 ได้ ดินไบโอจึงเหมาะสำหรับใช้เป็นวัสดุฝังกลบประจำวัน และสามารถนำไปฟื้นฟูสภาพน้ำใต้ดินที่ปนเปื้อนโลหะหนักได้อีกด้วย
นอกเหนือจากดินไบโอที่สังเคราะห์ขึ้นแล้วยังสามารถทำให้ดินตามธรรมชาติมีคุณสมบัติเหมือนดินไบโอได้ด้วย การปรับปรุงคุณภาพดิน หรือทำให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินเปลี่ยนแปลง โดยกระบวนการปรับเสถียรอัลคาไลน์ เช่นเดียวกับดินไบโอ ซึ่งใช้ผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมอย่าง ปูนขาว เถ้าลอย ซีโอไลต์ และโดโลไมท์ ผสมในดิน สารอัลคาไลน์เหล่านี้ทำให้ดินมีคุณสมบัติในการกักเก็บธาตุอาหารและโลหะหนัก เหมาะแก่การเพาะปลูกและใช้ฝังกลบขยะได้ดีเช่นเดียวกับดินไบโอ

“แนวคิดของดินไบโอเหมือนกับทำแคปซุลให้พืช เวลาที่เรากินยา ยาจะไม่แตกในปากทำให้เราขม แต่จะไปแตกในลำไส้เพื่อช่วยรักษาโรค เราปลูกพืชเช่นกันเราอยากให้พืชเจริญเติบโตเอานมไปรดน้ำต้นไม้ก็ไม่ได้ แต่ถ้าปุ๋ยอยู่ในดินอยู่แล้วใช้ได้ดีเมื่อเรารดน้ำ สามารถปลูกพืชได้ 10-20 ครั้งจึงจะสลายไป ทำให้เราประหยัดค่าปุ๋ย และไม่ปล่อยสารพิษไปสู่สภาพแวดล้อม” นักวิจัยบอกเล่า

ดร.ธิดารัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้งานวิจัยชิ้นใช้เวลาทดลองอยู่ 4-5 ปีในห้องแล๊ปจึงได้ผลลัพธ์ที่ออกมาหลังจากนี้จะนำดินไบโอไปใช้ในแปลงทดลองพืชจริงๆ โดยจะต้องแยกชนิดว่าจะใช้ดินไบโอขนาดมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่พืชเช่นผัก ไม้ผล หรือแม้กระทั่งข้าว ซึ่งในขั้นตอนนี้ได้ทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) คาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี ต่อจากนั้นจะขยายผลไปให้เกษตรกร แต่จะเน้นให้สามารถผลิตดินไบโอใช้ได้เอง  พยายามศึกษาหาวัสดุที่ทำให้เกิดดินไบโอสามารถให้หาได้ง่ายและเกษตรกรรู้จัก อาทิปูนขาว หรือตะกอนจากโรงงานบำบัดน้ำเสีย  เป็นต้น

“การทำงานวิจัยเรื่องดินนี้ มุ่งเป้าเพื่อให้เกิดงานที่วิจัยที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้นสามารถกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช และใช้ฝังกลบขยะเพื่อกักเก็บสารพิษอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เป็นวิธีการที่ง่ายและเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” ดร.ธิดารัตน์บอกถึงความตั้งใจ

พฤษภาคม 23, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | ให้ความเห็น

แฉบริษัทเหล้าอาศัยสงกรานต์ทำซีเอสอาร์ – เพื่อสุขภาวะเพื่อสังคมไทย

http://www.dailynews.co.th/article/728/22282

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

เทศกาลสงกรานต์บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้บุกตลาดน้ำเมาอย่างคึกคัก อาศัยช่องว่างวาระความคึกครื้นของคนไทยจัดกิจกรรมสอดแทรกเข้าไปในงานรื่นเริง จากการเก็บข้อมูลของเครือข่ายนักวิชาการเฝ้าระวังเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบข้อมูลที่บริษัทเครื่องดื่มพยายามใช้กลยุทธ์ต่างๆเพื่อสร้างนักดื่มหน้าใหม่ และสร้างการจดจำแบรนด์

ก่อนถึงวันสงกรานต์ 2 วัน  สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) จัดกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ “เปิดหน้ากาก การตลาดน้ำเมา” โดยดร.ศรีรัช ลอยสมุทร คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะเครือข่ายนักวิชาการเฝ้าระวังเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ข้อมูลจากหนังสือเล่มนี้ใช้เวลาเก็บข้อมูลถึง 3 ปี ต้องการให้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องควรรู้ทันเล่ห์กลของบริษัทเหล่านี้ ที่มาในรูปแบบของการตลาดเพื่อสังคมหรือแนวองค์กรเกื้อกูลสังคม หรือ CSR(corporate social reponsibility) ที่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แต่แฝงด้วยการสื่อสารเพื่อสร้างค่านิยมผิดๆในการดื่มให้กับเยาวชน ทำให้เยาวชนประมาทดื่มโดยไม่ตระหนักว่าแอลกอฮอล์เป็นสิ่งเสพติด และจะสร้างปัญหาตามมามากมาย เช่น สมองเสื่อม อุบัติเหตุ อาชญากรรม ปัญหาทางเพศ ฯลฯ

กลยุทธ์ทางการตลาดในรูปแบบต่างๆของบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น การสนับสนุนด้านกีฬา บันเทิง การศึกษา ผู้ยากไร้ ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พุ่งเป้าไปที่กลุ่มเยาวชนและผู้มีรายได้น้อย และสถานศึกษาคือกลุ่มเป้าหมายใหม่ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านการทำ CSR ของบริษัทนั่นเอง

ดร.ศรีรัช  กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจเหล้าเบียร์ จะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ โดยการทุ่มงบจำนวนมาก ผ่านหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน โดยเป็นผู้สนับสนุนหลัก เพื่อเรียกร้องความสนใจและสร้างแรงดึงดูดด้านพื้นที่ยอดนิยม เช่น จัดงานที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ สถานบันเทิงชื่อดัง หรือแม้กระทั้งเป็นพันธมิตรกับสายการบินเพื่อจัดแพคเกจราคาถูกให้นักท่องเที่ยวไปเล่นสงกรานต์ได้ง่ายๆ มีการเปิดให้เข้าชมฟรีและโฆษณาล่วงหน้าถึงกิจกรรมความบันเทิง เช่น ปาร์ตี้โฟมกลางแจ้งริมทะเล สาวสวยเซ็กซี่นับร้อยชีวิต ดนตรีมันส์ๆพร้อมเหล่าดารานักร้องยิ่งบางจังหวัดนำเรื่องเพศมา ผสมการขายน้ำเมา จะยิ่งสร้างปัญหาตามมารุนแรงยิ่งขึ้น

“สงกรานต์เป็นเทศกาลเหมาะสำหรับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในการใช้ CSR บังหน้าเพื่อเบี่ยงประเด็นที่สำคัญๆ เช่น การตาย อุบัติเหตุและการวิวาทที่เกิดในช่วงสงกรานต์ เกิดจากการดื่ม โดยเฉพาะดื่มแล้วขับออกไปเที่ยวสงกรานต์ ไม่ใช่เกิดจากการ “ง่วงแล้วขับ” ตามที่ธุรกิจแอลกอฮอล์พยายามนำเสนอ ซึ่งสังคมควรรู้เท่าทันและขอเรียกร้องให้ภาครัฐปฏิเสธการให้ความร่วมมือในการทำ CSR ร่วมกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคมและหน่วยงานอื่นได้ทำตาม ขณะเดียวกันเทศกาลสงกรานต์จะเป็นที่รู้กันดีในหมู่ธุรกิจเหล้าเบียร์ เพราะถือเป็นเทศกาลกอบโกยสร้างรายได้จำนวนมหาศาล มีผลประโยชน์ที่ธุรกิจเหล้านี้ได้รับถือว่าคุ้มค่า เพราะจากข้อมูลในรอบปีของบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายหนึ่ง ระบุว่า ผู้บริโภครับรู้ตราสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น รับรู้ต่อแบรนด์จากสื่อต่างๆ และกว่า 80% เมื่อลูกค้าพบเห็นโฆษณาจะสามารถบอกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มยี่ห้อนี้ และส่วนแบ่งการตลาดของเบียร์ยี่ห้อนี้มีกว่า 40 %” ดร.ศรีรัช กล่าว

ดังนั้นเทศกาลสงกรานต์จึงถูกจับคู่กับการดื่มแอลกอฮอล์ไปโดยปริยาย ส่วนใหญ่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อคือ เด็กและเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับผลวิจัยที่พบว่า เด็กระดับประถมเริ่มดื่มเหล้าเบียร์ตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ ซึ่งเด็ก88% มองว่าการดื่มเป็นเรื่องธรรมดา

** ผู้ที่สนใจหนังสือ ติดต่อขอรับได้ที่สำนักเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) โทรศัพท์ 02-948-3300 หรือ http://www.stopdrink.com

พฤษภาคม 23, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | | ให้ความเห็น

ไลฟ์สไตล์ “โลแฮส”มาแรง – ลดโลกร้อน

http://www.dailynews.co.th/article/728/22283

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม ผู้คนเริ่มตระหนักถึงการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น โดยหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงคือการใช้ชีวิตรูปแบบโลแฮส  ‘LOHAS’ หรือที่ย่อมาจาก  (Lifestyles of Health and Sustainability )ว่าด้วยเรื่องการใช้ชีวิตแบบกรีนไลฟ์สไตล์ ครอบคลุมไปในทุกแง่มุมทั้งบุคคล ชุมชน ในภาพรวมระดับโลก เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มีความรับผิดชอบต่อสังคม ใส่ใจในสุขภาพ

แนวคิดโลแฮสเกิดขึ้นเมื่อปี 2543 ในอเมริกา ส่วนประเทศในแถบเอเชีย ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทำให้การใช้ชีวิตรูปแบบโลแฮส กลายเป็นเทรนด์สุดฮิตและแพร่หลายเป็นอย่างมาก โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในการนำเสนอสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

คนญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ ต่างให้การตอบรับกับผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น การแนะนำแบรนด์ น้ำดื่มใหม่โลฮาสของ  โคคา-โคลา ประเทศญี่ปุ่น ด้วยแนวคิดใหม่ของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์พีอีทีที่บางและเบาเป็นพิเศษ ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้พลาสติกลดน้อยลง เป็นบรรจุภัณฑ์พีอีทีที่มีน้ำหนักเบา ใช้ฝาขวดที่มีขนาดสั้นลง เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและช่วยลดน้ำหนักให้ได้มากที่สุด

นายเรฮาน คาน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจประจำประเทศไทย บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผลสำรวจล่าสุดของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา เกี่ยวกับความคิดเห็นและพฤติกรรมของผู้บริโภคด้านสิ่งแวดล้อมใน 3 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน (เฉินตู ปักกิ่ง) ประเทศไทยไทย (กรุงเทพฯ) และฟิลิปปินส์ พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เพียงแต่ไม่รู้วิธีว่าจะต้องทำอย่างไรได้บ้าง

นายเรฮาน กล่าวว่า ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่า แบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มักมีความโดดเด่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุน้อยลง นำไปรีไซเคิลได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มซึ่งพบว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้เลือกซื้อเครื่องดื่มจากรสชาติและคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงความเป็นมิตรและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของสินค้านั้นๆ อีกด้วย

พฤษภาคม 23, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | | ให้ความเห็น

ปลานกแก้วปากบานใกล้สูญพันธุ์ – E-update

http://www.dailynews.co.th/article/728/22284

วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

เพราะมีความเชื่อว่าเมื่อได้รับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้ร่ำรวย ทำให้ปลานกแก้วปากบาน หรือ แองหวู เริ่มหายไปจากแหล่งพักอาศัยตามธรรมชาติ ใน จ.ฟุเถาะ และ ถายงเวียน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม และกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมได้ประกาศให้ปลาชนิดนี้เป็นสัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์ และต้องได้รับการคุ้มครองมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535

ปลานกแก้วปากบาน อาศัยในแหล่งน้ำเพียง 2 แห่งในประเทศเวียดนาม การเพาะพันธุ์คืนสู่ธรรมชาติเป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องอยู่ในแหล่งน้ำที่ค่อนข้างสะอาด แต่นักวิทยาศาสตร์ในเวียดนามก็ไม่ละความพยายาม ปลานกแก้วปากบานเริ่มกลับคืนสู่ลำน้ำในภาคเหนืออย่างเงียบ ๆ หลังจากนักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีผสมเทียม แต่จำนวนก็ยังไม่มากพอ นักวิทยาศาสตร์ก็จึงเพาะนอกแหล่งน้ำธรรมชาติไปด้วย ปัจจุบัน มีเกษตรกรจำนวนหนึ่งเข้าร่วมโครงการนี้ เลี้ยงให้โตก่อนนำส่งขายร้านอาหารชั้นนำ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงร้านเดียวที่เสิร์ฟเมนูแพงนี้

ปลานกแก้วปากบานอาศัยอยู่ในโพรงไม้ใต้น้ำลึก มันเคยมีชุกชุมในลำน้ำแบ๊กหัก อ.เวียดจี๊ ซึ่งเป็นเมืองเอกของ จ.ฟุเถาะ ต่อมาฝูงปลาเริ่มอพยพไปสู่ลำน้ำนาหั่ง จ.ถายงเวียน ที่อยู่ใกล้กัน เมื่อน้ำเริ่มขุ่นข้นในฤดูน้ำหลาก ปลาพวกนี้จะว่ายขึ้นสู่ธารน้ำใส และวางไข่ ก่อนที่ลูกปลาจะกลับลงสู่น้ำลึก เติบโตในฤดูกาลถัดไป

“ได้พยายามแพร่พันธุ์ปลาชนิดนี้ โดยเรียนรู้เทคโนโลยีจากสถาบันวิจัยสัตว์น้ำแห่งชาติ และตั้งใจจะเผยแพร่เทคนิคต่าง ๆตั้งแต่ขั้นตอนการผสมเทียม การฟักไข่ การเลี้ยงดูลูกอ่อนปลา และนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติที่สะอาดปลอดมลพิษ” นาย
เหวียนแหม่งฟุก นักวิชาการแห่งศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จ.ฟุเถาะ กล่าว

นายเหวียนแหม่งฟุก ยังกล่าวอีกว่า ลำน้ำทั้งสองแห่งเป็นถิ่น กำเนิดของปลานกแก้วปาบาน การสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำ ทั้งสองสายกำลังจะเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศอย่างสำคัญ ซึ่งอาจจะถึงกับทำให้ปลาหายากอย่างปลานกแก้วปากบานเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากธรรมชาติอีกครั้ง.

พฤษภาคม 23, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | | ให้ความเห็น

“ขับขี่ใส่ใจ ลดใช้น้ำมัน” ช่วงสงกรานต์

http://www.dailynews.co.th/article/728/21148

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

นับถอยหลัง อีกไม่กี่วัน ก็จะถึงเทศกาลสงกรานต์กันแล้ว    ซึ่งหลายครอบครัวต่างวางแผนเดินทางไปพักผ่อนในต่างจังหวัด รวมถึงการเดินทางกลับภูมิลำเนากันด้วย โดยคาดว่าจะมีประชาชนใช้รถส่วนตัวในการเดินทางจำนวนมาก  ซึ่งหากมีรถยนต์จำนวน 500,000 คัน  ขับที่ระยะทางเฉลี่ย 500 กิโลเมตรต่อคัน จะใช้น้ำมันประมาณ 21 ล้านลิตร หรือคิดเป็นเงินประมาณ 770 ล้านบาท* ซึ่งนับว่าเป็นมูลค่ามหาศาล  ดังนั้นเพื่อให้การเดินทางไปท่องเที่ยวของทุกคนในครั้งนี้ ได้ประหยัดค่าน้ำมัน และปลอดภัย  นายสุเทพ  เหลี่ยมศิริเจริญ  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  กระทรวงพลังงาน  จึงมีข้อแนะนำในการขับขี่รถยนต์ ทั้งก่อนขับ ขณะขับ และหลังขับ มาฝากกัน

อันดับแรก ควรวางแผนก่อนการเดินทาง โดยศึกษาเส้นทางก่อนการเดินทางว่า เส้นทางใดเป็นเส้นทางลัด และเส้นทางนั้นมีผิวการเจราจรดีหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการจราจรติดขัด นอกจากนั้นควรเตรียมแผนที่ และเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน  เพื่อป้องกันเหตุขัดข้องระหว่างการเดินทาง ตรวจเช็คลมยางก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งก่อนออกเดินทางควรตรวจเช็คลมยางได้ตามสถานีบริการน้ำมันทั่วไป ให้ตรงตามความต้องการของรถ เพราะหากยางสึกหรอหรือลมอ่อนจะทำให้การทรงตัวของรถไม่ดี และสิ้นเปลืองน้ำมัน ดังนั้นจึงควรตรวจเช็คความดันลมยางสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือทุกๆ ระยะทาง 500 กิโลเมตร เพราะหากความดันลมยางต่ำกว่ามาตรฐานทุก 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 2%

นอกจากนี้คุณควรตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์รถยนต์ ก่อนการเดินทางทุกครั้งเราควรเช็คสภาพความพร้อมของรถยนต์ก่อนการใช้งาน อาทิ ระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ ระดับน้ำมันเครื่อง และระดับน้ำในหม้อน้ำ เป็นต้น ว่าอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ แต่สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้นั่นคือการตรวจเช็คผ้าเบรก เพราะหากเบรกแล้วรถไม่หยุดในระยะปกติจะทำให้เปลืองน้ำมันประมาณวันละ 400 ซีซี ฉะนั้นผู้ขับขี่ควรเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ ซึ่งการตรวจสอบเหล่านี้จะทำให้เราประหยัดน้ำมัน และเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง

ระหว่างการขับรถควรใช้ความเร็วที่สม่ำเสมอหรือตามที่กฎหมายกำหนดจะช่วยประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง ขณะเดียวกันไม่ควรขนสัมภาระที่ไม่จำเป็นไปเยอะๆ เพราะจะทำให้รถยนต์ต้องแบกน้ำหนักมากเกินความจำเป็น ซึ่งนอกจากจะทำให้เปลืองพื้นที่เก็บของแล้ว ยังทำให้เปลืองน้ำมันอีกด้วย เพราะหากขับรถโดยบรรทุกของที่ไม่จำเป็นประมาณ 10 กิโลกรัมเป็นระยะทาง 25 กิโลเมตร จะสิ้นเปลือง น้ำมัน 40 ซี.ซี. นอกจากนี้ ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของเครื่องยนต์ เพราะอาการเหล่านี้จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันและอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้เครื่องยนต์เสียหาย เช่น เครื่องยนต์สั่นหรือกระตุก อาจเกิดจากการสึกหรอในเครื่องยนต์ ควันไอเสียดำหรือขาวผิดปกติ เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์ รถเร่งไม่ขึ้นหรือมีควัน อาจเกิดจากไส้กรองอากาศอุดตัน เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ก็มีส่วนร่วมในการประหยัดน้ำมันได้เช่นเดียวกัน โดยไม่เบิ้ล ไม่บิด เพราะการเร่งเครื่องให้มีความเร็วสูงจะสิ้นเปลืองน้ำมันมาก นอกจากนี้การเลือกเติมน้ำมันที่มีค่าออกเทนที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ การตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์เป็นประจำ ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันได้

หลังจากที่พารถไปบุกตลุยทั่วสารทิศแล้ว คุณควรดูแลรถด้วยการทำความสะอาดรถทั้งภายนอกและภายในเครื่องยนต์ อาทิ ตรวจสอบระบบน้ำมันเชื้อเพลิง ว่ามีน้ำมันรั่วหรือไม่ ไส้กรองอากาศมีการอุดตันหรือไม่ ตรวจความเร็วรอบเดินเบา โดยปรับให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หรือประมาณ 800 รอบต่อนาที พร้อมกันนี้ควรตรวจระดับน้ำหล่อเย็นของหม้อน้ำ ให้อยู่ในระดับพอดีคือระหว่างระดับต่ำสุดและระดับสูงสุด

สิ่งสำคัญที่ได้แนะนำกันไปเบื้องต้น จะช่วยทำให้การเดินทางท่องเที่ยวของเราประหยัดค่าน้ำมันเฉลี่ย 7-10 %  นอกจากนี้ สนพ.ยังได้จัดทำเอกสารเผยแพร่เรื่อง  “ขับประหยัดน้ำมัน…ด้วยวิธีง่ายๆ” เพื่อแนะนำแนวทางที่สามารถช่วยคุณประหยัดค่าน้ำมันได้  โดยผู้สนใจติดต่อขอรับได้ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์รวมพลังหาร 2 โทร. 0 2612 1555 ต่อ 204-5 หรือ ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.eppo.go.th

พฤษภาคม 23, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | ให้ความเห็น

ผลิตสินค้าภายใต้โจทย์ทรัพยากร – ชีวิตกับธรรมชาติ

http://www.dailynews.co.th/article/728/21149

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

ถึงแม้ว่าจะเกิดต่างกันคนละซีกโลก แต่ทั้งโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และอิเกีย ( IKEA ) ต่างมีวิสัยทัศน์เดียวกันในการมุ่งมั่นที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของคนดีขึ้น โครงการพัฒนาดอยตุงฯ นั้นมุ่งเน้นที่จะพัฒนา “คน” เพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือและพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ผ่านการผลิตและจำหน่ายสินค้า อาทิ ผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน แฟชั่น อาหาร เกษตร และท่องเที่ยว ทั้งขายปลีกและขายส่งด้วยการออกแบบและการผลิตที่เกิดจากการผสมผสานภูมิปัญญาทักษะฝีมือท้องถิ่น เข้ากับการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ

“ดอยตุง” ถือว่าแบรนด์ไทยที่โดดเด่นในเรื่องของคุณค่าอันเกิดจากการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยไม่ทำลายสมดุลของธรรมชาติและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่และวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

ขณะที่อิเกียมุ่งผลิตเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้านที่มีคุณภาพและดีไซน์ที่ดี ใช้งานได้จริง และมีราคาย่อมเยา แต่ทั้งนี้ราคาที่ย่อมเยาก็จะต้องเป็นราคาที่ยุติธรรมต่อผู้ผลิตด้วย มีจุดมุ่งหมายในการสร้างให้เกิดผลที่ดีให้กับสังคมและผู้คน และทรัพยากรที่มีจำกัดในทุกที่ๆที่เข้าไปทำธุรกิจ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะได้รับผลประโยชน์ในระยะยาว
ถือเป็นครั้งแรกที่อิเกียและ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเดินบนเส้นทางแห่งการเรียนรู้ สร้างสรรค์ชุดเซรามิคสำหรับโต๊ะอาหารในคอลเลคชั่น “อัลวอร์ริค” ที่มาสร้างความแตกต่างให้กับการจัดแต่งโต๊ะอาหาร

คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการบริหาร โครงการพัฒนาดอยตุงฯ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้นอกจากการแลกเปลี่ยนทางประสบการณ์แล้ว ก่อให้เกิดการเกื้อหนุนสังคมให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน  ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ที่จะนำมาปรับใช้กับโครงการฯ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้เกิดการพัฒนาสู่สิ่งใหม่ๆ

การร่วมมือกันระหว่างสองแบรนด์ในครั้งนี้ยังร่วมไปถึงโครงการดีไซเนอร์ฝึกงานที่ อิเกียประเทศสวีเดน โดยโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ส่ง จักรายุธ์ คงอุไร หรือ “จิม” ดีไซเนอร์ของโครงการฯ ไปฝึกงานที่เมืองอัมฮูลท์ ในสวีเดนเวลา 5 เดือน ซึ่งสิ่งที่จิมได้นำกลับมาบ้านด้วยก็คือแนวคิดและปรัชญาการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นำทรัพยากรที่จำกัดมาใช้อย่างสร้างสรรค์ มีประโยชน์และมีคุณภาพ ในขณะเดียวกันระหว่างที่อยู่ในสวีเดน จิมก็ได้ทิ้งผลงานดีไซน์แบบไทยๆ ไว้กับผลิตภัณฑ์ของ อิเกียซึ่งจะมีชื่อเขาติดอยู่ในฐานะผู้ออกแบบ

สินค้าที่สร้างความยั่งยืนในแง่ของการใช้ทรัพยากรอย่างรู้ค่า ตลอดจนคำนึงถึงชีวิตของผู้คนในชุมชน คือสินค้าระดับพรีเมี่ยมที่มีคุณค่าน่าใช้ นอกจากคุณภาพที่ดียังให้ความรู้สึกดีต่อจิตใจ ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจว่าได้เป็นผู้บริโภคที่ใจดีต่อโลกด้ว ยเรื่องนี้เป็นกระแสของโลกที่กำลังก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้งและขยายวงกว้างในหลากหลายผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับผู้ผลิตเสื้อผ้ารองเท้ากีฬาไนกี้

ปีนี้ไนกี้ได้เปิดตัววิธีการผลิตเนื้อผ้าสำหรับกางเกงบาสเก็ตบอลไนกี้ ไฮเปอร์ เอลิท  โดยใช้วัสุดโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 100 เปอร์เซ็นต์  มีน้ำหนักเพียง 5 ออนซ์ ขณะเดียวกันเสื้อกีฬาคอลเลคชั่นเดียวกันใช้วัสดุโพลีเอสเตอร์รีไซเคิลถึง 96 เปอร์เซ็นต์  ทำให้ชุดกีฬาไนกี้ ไฮเปอร์เอลิท 1 ชุด ช่วยกำจัดขวดน้ำพลาสติกใช้แล้วเฉลี่ย 22 ใบต่อชุด โดยชุดกีฬาบาสเก็ตบอลจะถูกสวมใส่โดยทีมชาติสหรัฐฯ ทีมชาติจีน  และทีมชาติบราซิล

ส่วนในวงการฟุตบอล ไนกี้ได้เปิดตัวชุดทีมชาติที่ผลิตโดยใช้วัสดุจากขวดพลาสติกเฉลี่ยถึง 13 ใบต่อชุด  ทำให้การผลิตชุดกีฬาฟุตบอลปีนี้ใช้ขวดพลาสติกในกระบวนการทั้งสิ้น 16 ล้านขวด ถือว่ามีจำนวนมากพอที่จะใส่เต็มสนามฟุตบอลถึง 28 สนาม

หลักการคิดผลิตสินค้าโดยใช้ทรัพยากรอย่างรู้ค่านอกจากตอบสนองผู้บริโภคยังช่วยเกื้อกูลโลกไปในเวลาเดียวกัน

พฤษภาคม 23, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | | ให้ความเห็น

เสนอใช้ “ซองบุหรี่แบบเรียบ” หวังลดนักสูบหน้าใหม่ – เพื่อสุขภาวะเพื่อสังคมไทย

http://www.dailynews.co.th/article/728/21150

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

“งานวิจัยในต่างประเทศจำนวนมาก ชี้ให้เห็นว่า การออกแบบซองให้สวยงาม ด้วยสี รูปแบบของซอง จะกระตุ้นให้เกิดความอยากลองสูบ โดยเฉพาะนักสูบหน้าใหม่ ที่มักเป็นเด็กและเยาวชน ซึ่งวัยรุ่นส่วนหนึ่งที่เป็นนักสูบหน้าใหม่ ตัดสินใจเลือกสูบบุหรี่ หรือเลือกที่จะลองสูบบุหรี่จากรูปลักษณ์ภายนอกของซองบุหรี่ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เท่ห์ ได้รับการยอมรับจากเพื่อน แต่การเปลี่ยนรูปแบบซองให้เป็นสีที่เรียบๆ ไม่กระตุ้นและสะดุดตา และเพิ่มขนาดภาพคำเตือนที่เป็นอันตรายจากการสูบบุหรี่ เชื่อว่าอย่างน้อยจะทำให้เกิดการชะงัก และฉุกคิดได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินจะสูบหรือไม่สูบบุหรี่เช่นกัน” ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาตร์ กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนาสัมมนาวิชาการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศไทย ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดลจัดขึ้น

ดร.เอื้ออารีย์กล่าวว่าว่า ปัจจุบันภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากโรคและผลกระทบจากการสูบบุหรี่แต่ละปีเกิดความสูญเสียจำนวนมาก การคุ้มครองสุขภาพประชาชนถือเป็นนโยบายที่องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ให้ประเทศสมาชิกนำไปปฏิบัติใช้ร่วมกัน โดยประเด็นสำคัญหนึ่งคือ กรอบอนุสัญญาฯ มาตรา 11 ว่าด้วยเรื่องหีบห่อและป้ายผลิตภัณฑ์ เพื่อลดแรงกระตุ้น และความสนใจจากนักสูบ เรียกว่า ซองแบบเรียบ (Plain packaging) เป็นการกำหนดลักษณะของซองบุหรี่ของทุกยี่ห้อให้มีรูปแบบ และสีของซองบุหรี่เหมือนกัน โดยกำหนดสีที่ลดความสนใจ ลดการกระตุ้นความอยากลองสูบ มีภาพคำเตือนในขนาดใหญ่กว่าเดิม ที่สำคัญไม่แสดงโลโก้ของยี่ห้อบุหรี่ แต่ยังคงชื่อยี่ห้อไว้เท่านั้น

อย่างไรก็ตามสำหรับการปรับรูปแบบซองบุหรี่ของไทยให้เป็นซองแบบเรียบ สามารถทำได้โดยการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 โดยเพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำซองบุหรี่แบบเรียบลงไปเป็นมาตรา 12 วรรค 2 ซึ่งจะเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการทำให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ หรือจะยกร่างกฎหมายใหม่คือ ร่างพ.ร.บ.การจัดทำซองบุหรี่แบบเรียบ พ.ศ. ….
ทั้งนี้ ประเทศออสเตรเลีย เป็นประเทศแรกของโลก ที่เริ่มบังคับใช้กฎหมายซองแบบเรียบ โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา โดยใช้วิธียกร่างกฎหมายใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบของซองบุหรี่โดยเฉพาะ โดยกำหนดรูปแบบซองบุหรี่ให้มีสีพื้นเป็นสีมะกอกเหมือนกันทุกยี่ห้อ ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น ฝรั่งเศส และแคนาดา อยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมาย และประเทศอุรุกวัย มีการเพิ่มขนาดภาพคำเตือนเป็น 80% ของพื้นที่ซองบุหรี่

พฤษภาคม 23, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | | ให้ความเห็น

ยกมาตรฐานหมอนวดตาบอดสู่ แพทย์แผนไทย – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย

http://www.dailynews.co.th/article/728/19930

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

ถือเป็นครั้งแรกของ “คำดี สาระวิทย์” ผู้นวดพิการทางสายตา วัย 41 ปี จากสมาคมส่งเสริมการนวดแผนไทยคนตาบอด ที่สำเร็จหลักสูตรวิชาชีพการนวดไทย (หลักสูตรต่อเนื่องผู้นวดพิการทางสายตา) รุ่นที่ 1/2553 -2554 มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ โดยได้มีโอกาสเข้าร่วมใน “พิธีไหว้ครูแพทย์แผนไทย ประจำปี 2555” ซึ่งจัดขึ้นทุกปี เพื่อให้สมาชิกหมอนวดไทย หมอพื้นบ้าน และกัลยาณมิตรในแวดวงสุขภาพได้ระลึกถึงพระคุณของบรมครูทั้งหลาย รวมถึงได้แลกเปลี่ยนวิชาการและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

ที่น่าตื่นเต้นยินดียิ่งกว่านั้น หลังได้รับประกาศนียบัตร ช่วงเดือนพฤษภาคม พี่คำดี จะมีสิทธิเข้าสอบขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย และหากสอบผ่านพี่คำดีจะได้ชื่อว่า เป็นแพทย์แผนไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ

พี่คำดี ย้อนเล่าว่า จริง ๆ แล้วก่อนที่จะเข้าสู่วงการนวดไทย เมื่อปี 2532 ได้ขายลอตเตอรี่มาก่อน แต่ที่เลิกขายเพราะความปลอดภัยในชีวิตมีน้อย ทำให้ตัดสินใจหันมาเรียนรู้ศึกษาการนวดไทยครั้งแรกที่ศูนย์พัฒนาสมรรถภาพคนตาบอด ปากเกร็ด และสั่งสมความรู้ประสบการณ์ในการนวดมาอย่างยาวนาน จนเปิดร้านนวดแผนไทยเล็ก ๆ ชื่อร้าน DKC นวดแผนไทย ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านเรืองสุข 2 คลอง 8 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยให้บริการนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ โดยร่วมกับเพื่อนผู้พิการทางสายตา 3-4คน จนถึงปัจจุบันเปิดให้บริการมาได้ 8-9 ปีแล้ว

“การเรียนถือว่าไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อได้เข้าไปอบรมกับมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ (มพก.) ก็ทำให้ได้ความรู้ใหม่ ๆ จากอาจารย์หลาย ๆท่านเพิ่มมากขึ้น และหากได้ใบประกอบโรคศิลปะ นอกจากจะเป็นผลดีต่อร้านสามารถพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ทำให้ผู้ที่มานวดมีความมั่นใจมากขึ้นว่า เมื่อมาที่นี่อาการปวดเมื่อย จะทุเลา เบาบางหรือหายจากอาการต่าง ๆ ที่สำคัญคือเราอยากได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการ ไม่ใช่ให้บริการนวดแผนไทยแบบแอบแฝง แต่เป็นการนวดแผนไทยในลักษณะการรักษาอาการปวดเมื่อยได้ อีกทั้งในอนาคตเมื่อครบ 5 ปี ผมก็สามารถที่จะสมัครสอบเป็นครูและเปิดสอนให้กับผู้พิการตาบอดที่สนใจประกอบอาชีพนวดแผนไทย ถือเป็นการช่วยเหลือผู้พิการเหมือนกันได้อีกทางหนึ่ง” พี่คำดีเล่าอย่างภาคภูมิ

ขณะที่ นพ.ประพจน์ เภตรากาศ ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ และผู้จัดการโครงการพัฒนา ผู้พิการทางสายตาให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประเภทการนวดไทย (พตพน.) บอกว่า หลักสูตรวิชา ชีพการนวดไทย เป็นหลักสูตรต่อเนื่องผู้นวดพิการทางสายตาที่มีประสบการณ์มีความสามารถในการนวดแล้วระดับหนึ่ง นำมาพัฒนาต่อยอดให้ได้มาตรฐานการแพทย์แผนไทยสาขาการนวดไทย ปัจจุบันมีโรงเรียนที่เปิดอบรม 5-6 โรง โดยเปิดหลักสูตรการวิชาชีพการนวดไทย (หลักสูตรต่อเนื่องผู้นวดพิการทางสายตา) และหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย โดยต้องอบรมหลักสูตรเสริมสำหรับผู้ชายแผนไทยตาบอด 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรเสริมทักษะชีวิต และอบรมวิชาการใช้เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยสามารถทำงานได้ภายใต้การดูแลแนะนำของผู้ได้รับใบอนุญาต นอกจากนี้การอบรมให้กับผู้พิการตาบอดถือว่ายากกว่าคนปกติ เพราะต้องใช้ทักษะการฟังอย่างเดียว ครูต้องอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียดทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ควบคู่กับสื่อการเรียนการสอนด้วยอักษรเบรลล์ และหนังสือเสียงสำหรับคนตาบอด ระบบเดซี (Daisy) ทั้งเวลาเรียนก็ต้องนับชั่วโมงมากกว่าคนปกติ รวมถึงครูที่ใช้สอนในอัตรา 1 ต่อ 4 ขณะที่คนปกติอยู่ 1 ต่อ 10

ด้าน ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เล่าถึงจุดเริ่มในการเข้ามามีส่วนสนับสนุนโครงการนี้ว่า สสส.มีแผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทยอยู่แล้ว สำหรับกลุ่มผู้พิการสายตาเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ราว10% ของผู้พิการทุกประเภทในประเทศไทย จำนวน 5 ล้านคน คนกลุ่มนี้มีความต้องการการพัฒนาหลายด้าน โดยเฉพาะการแพทย์แผนไทยที่มีความสามารถในการนวดอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับใบประกอบโรคศิลปะอย่างถูกต้อง ดังนั้น สสส. จึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนและสามารถสอบรับใบประกอบโรคศิลปะได้ ซึ่งการได้รับใบประกอบโรคศิลปะนี้ ทำให้ผู้นวดพิการทางสายตาได้รับการรับรองมาตรฐาน จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้พิการได้

“จากนี้ต่อไปจะพยายามสานต่อโครงการฯ โดยหารือกับธุรกิจหรือผู้ประกอบการเพื่อทำเรื่องนี้ให้เป็นระบบเกิดเป็นกิจการเพื่อสังคม หรือธุรกิจเพื่อสังคมจริง ๆ จากเดิมที่เป็นเพียงลูกจ้าง หากผู้พิการตาบอดสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ก็จะสนับสนุนออกแบบรูปแบบการนวดและการให้บริการในแต่ละจังหวัด ทำตราสัญลักษณ์เฉพาะ มีการดูแลตรวจสอบคุณภาพบริการ ไม่ใช่งานสังคมสงเคราะห์อีกต่อไป แต่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ส่วนผู้จ้างก็อยากจ้างไม่ใช่เพราะสงสารแต่เพราะมีความสามารถ มีฝีมือ โดยจะวางแผนร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดนำร่องใน 5 จังหวัดเป็นโมเดลตัวอย่าง” ผู้จัดการ สสส.บอกถึงเป้าหมายในการทำงาน.

พฤษภาคม 23, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | | ให้ความเห็น

พบคาร์บอน ปริมาณมากในกาแล็กซี E – update

http://www.dailynews.co.th/article/728/19932

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

บีบีซีนิวส์ รายงานข่าวว่า นักดาราศาสตร์ตรวจพบก๊าซคาร์บอน และฝุ่นปริมาณมากในกาแล็กซีที่มีหลุมดำมวลมหาศาลซึ่งอยู่ไกลมาก โดยแสงจากกาแล็กซีที่ว่านี้ ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 1.3 หมื่นล้านปี เพื่อมาถึงโลก ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับนักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก

บราม เวเนมันส์ จากสถาบันมักซ์พลังก์เพื่อดาราศาสตร์ (Max-Planck Institute for Astronomy) ในไฮเดลเบิร์ก เยอรมนี กาแล็กซีดังกล่าวคือ เจ1120+0641 (J1120+0641) ธาตุคาร์บอนดังกล่าวถูกสร้างขึ้นจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันของธาตุฮีเลียม และถูกพ่นออกมาเมื่อดาวยักษ์เหล่านั้นหมดอายุขัยแล้วเกิดระเบิดซูเปอร์โนวา (supernova) ครั้งใหญ่

เวเนมันส์ บอกว่า การเรืองแสงของคาร์บอนเป็นตัวบอกเรากำลังมีดวงดาวก่อตัว และฝุ่นก็บอกว่ามีแสงอัลตราไวโอเลตปริมาณมาก กำลังให้ความร้อนฝุ่นเหล่านั้นอยู่ และปริมาณคาร์บอนที่วัดได้นั้นแสดงว่าดวงดาวจะต้องก่อตัวและสร้างคาร์บอนเหล่านี้ขึ้นมา ทั้งนี้การค้นพบดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุของสถาบันอีราม ซึ่งเพิ่งปรับปรุงกล้องโทรทรรศน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกล้องโทรทรรศน์มีจานรับสัญญาณ 6 จานและตั้งอยู่บนที่ราบสูง เดอ บัวร์ (Plateau de Bure) สูง 2,550 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ในฝรั่งเศส

กาแล็กซีที่ว่านี้มีอายุได้ 740 ล้านปีหลังเกิดระเบิดบิกแบง (Big Bang) ซึ่งเป็นช่วงที่จักรวาลของเราปกคลุมไปด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียมมากกว่าทุกวันนี้มาก ส่วนหลุมดำมวลยิ่งยวดที่ใจกลางกาแล็กซี ก็มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเรา 2 พันล้านเท่า

การพบคาร์บอนในปริมาณนี้เป็นการยืนยันว่าการก่อตัวของดาวที่มีมวลยิ่งยวดนั้น จะต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังเกิดบิกแบง และยังพบด้วยว่ากาแล็กซี เจ1120+0641 นั้นสร้างดาวขึ้นด้วยอัตราเร็วที่มากกว่ากาแล็กซีทางช้างเผือก 100 เท่า แม้ว่าจะเร็วไม่เท่ากาแล็กซีขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นสิ่งที่น่าประทับใจ.

พฤษภาคม 22, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | | ให้ความเห็น

ตำบลนาดี ต้นแบบชีวิตพอเพียง – ลดโลกร้อน

http://www.dailynews.co.th/article/728/19933

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

“ชุมชนรักษ์ถิ่น ตำบลนาดี” จ.สมุทร สาคร ในบ้านเอื้ออาทรเศรษฐกิจ 3 ต.นาดี จ.สมุทรสาคร ร่วมกับอาสาสมัครที่มาจากบุคลากรในสถานประกอบการใกล้เคียง เพื่อร่วมกันพัฒนาสภาพแวดล้อมของชุมชนให้ดีขึ้นทุก  ๆ ด้านภายใต้การสนับสนุน ในการนำจุลินทรีย์ อีเอ็ม ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้นทุนต่ำ มาใช้ในการบำบัดน้ำเสียและจัดการกับของเสียตั้งแต่ครัวเรือน โรงงาน สถานีอนามัย และสถานที่ต่าง ๆ โดยรอบ ก่อนไหลลงสู่แหล่งน้ำของชุมชนจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นชุมชนดีเด่น จากการเคหะแห่งชาติ เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา

นายไพโรจน์ พลอยสุขสรรค์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด โครงการบ้านเอื้ออาทรเศรษฐกิจ 3 กล่าวว่า “ชุมชนรักษ์ถิ่น ตำบลนาดี มีคณะกรรมการที่จะมาร่วมกันคิดและสร้างสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ ที่สนับสนุนให้สมาชิกในชุมชนใช้ชีวิตกันอย่างพอเพียง โดยมีการเคหะแห่งชาติมาช่วยจุดประกายความคิดให้กับพวกเรารู้จักกับจุลินทรีย์ อีเอ็ม ได้อบรมให้คนในชุมชนทำจุลินทรีย์อีเอ็มขยายไว้ใช้เอง จากนั้นจะนำจุลินทรีย์ อีเอ็ม มาใช้ประโยชน์ในแปลงผักสวนครัวแทนการใช้ปุ๋ยเคมี นำไปเทลงในท่อระบายน้ำ ทำให้ลดกลิ่นเน่าเหม็นและลดการอุดตัน นำไปฉีดพ่นกองขยะและใช้ล้างถังขยะ นอกจากนี้ยังมีการนัดหมายปั้น อีเอ็มทุกสัปดาห์ และนำไปโยนในคลองทุกเดือน พร้อมจัดอบรมการผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากจุลินทรีย์ อีเอ็ม เช่น แชมพู น้ำยาถูพื้น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาซักผ้า และอื่น ๆ อีกมาก โดยรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังกลับมาเป็นสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือชุมชน

นางสาวสมลักษณ์ พงษ์ดิษฐ์ ที่ปรึกษาบริษัท เอ็มโร เอเชีย จำกัด ในฐานะผู้ผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์กล่าวว่า ได้เข้าไปเยี่ยมชุมชนหลายแห่งทั่วประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการนำจุลินทรีย์ อีเอ็มไปช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องน้ำเสีย โรคระบาดในสัตว์ และในพืช เป็นต้น สำหรับ “ชุมชนรักษ์ถิ่น ตำบลนาดี” เป็นชุมชนแรก ที่เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายในการพัฒนาชุมชน ทั้งภาครัฐก็คือทางเทศบาลตำบลนาดี และภาคเอกชน คือโรงงานในแถบนั้น รวมทั้งคนในชุมชน มีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจน

การนำจุลินทรีย์ อีเอ็ม มาใช้ในชุมชน นอกจากจะช่วยลดการใช้สารเคมีแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน ภายใต้วิถีบริโภคแบบพอเพียง.

พฤษภาคม 22, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | | ให้ความเห็น

เปลี่ยนขยะ หัวเชื้อเห็ด ให้เป็นกระถางต้นไม้รักษ์โลก

http://www.dailynews.co.th/article/728/19934

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

เห็ด คือพืชอาหารและพืชเศรษฐกิจสำคัญสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เป็นพืชที่ปลูกได้ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ใช้พื้นที่น้อยไม่มีที่ดินก็ปลูกเห็ดได้ ตั้งต้นจากสร้างหัวเชื้อหรือเพาะเชื้อเห็ดขึ้นมา แล้วจัดการควบคุมอุณหภูมิ รดน้ำ ไม่กี่วันก็ได้ผลผลิต แต่มีข้อจำกัดว่าภายหลังก้อนเชื้อเห็ดให้ดอกเห็ดไปสักระยะ ก็หมดอายุการใช้งานก้อนเหล่านี้ก็เป็นขยะไปโดยปริยาย

“ที่โรงเรียนมีโรงเพาะเห็ดจำนวนมาก เมื่อเก็บเห็ดไปแล้ว ขี้เลื่อยและหัวเชื้อเห็ดก็จะต้องนำไปทิ้ง หากทิ้งไว้ทับถมกันก็จะเกิดเป็นมลพิษกลายเป็นขยะ จึงคิดกับเพื่อน ๆ หาแนวคิดว่าจะจัดการกับเชื้อเห็ดและขี้เลื่อยเหล่านี้อย่างไร จึงได้ทำการศึกษาหาข้อมูลและลองคิดไปต่าง ๆนานา ในที่สุดก็ลองนำมาทำเป็นกระถางขี้เลื่อยพร้อมปุ๋ยเพื่อสำหรับการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เห็นว่าจังหวัดราชบุรีเป็นจังหวัดที่ผลิตกระถางและโอ่งจำหน่ายเป็นจำนวนมาก น่าจะทำเป็นกระถางปุ๋ยจากขี้เลื่อยที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับและเพาะชำกล้าไม้โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ย เพียงแค่รดน้ำ ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี”  น.ส.ผการัตน์ โพธิ์รุ่ง นักเรียน ปวช. ชั้นปีที่ 3 การบัญชี โรงเรียนราชบุรีบริหารธุรกิจ จังหวัดราชบุรี บอกถึงการเกิดขึ้นของโครงการกระถางปุ๋ยรีไซเคิล ที่ทำในนามของบริษัทหัวขี้เลื่อย จำกัด

น.ส.สกุลรัตน์ ทาดง หุ้นส่วนอีกคนของบริษัทหัวขี้เลื่อย   อธิบายขั้นตอนการทำกระถางขี้เลื่อยว่า ส่วนผสมประกอบไปด้วย ขี้เลื่อย ใยมะพร้าว แป้งมัน ปุ๋ยหมักชีวภาพ และปุ๋ยออสโมโค้ท โดยขั้นตอนแรกนำใยมะพร้าวมาฉีกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ หลังจากนั้นนำมาผสมกับขี้เลื่อยที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วนำแป้งมันไปผสมน้ำแล้วนำไปต้มเพื่อทำเป็นกาว ต่อไปก็นำส่วนผสมที่เตรียมไว้คือใยมะพร้าวและขี้เลื่อยมาผสมกับกาวแป้งมัน คลุกเคล้าให้เข้ากันจนเหนียวเป็นก้อน จากนั้นนำปุ๋ยหมักชีวภาพ และปุ๋ยออสโมโค้ทใส่ผสมลงไป เสร็จแล้วก็นำไปใส่ลงในแม่พิมพ์กระถางรูปทรงต่าง ๆ ดึงแม่พิมพ์ออก นำกระถางไปตากแดดให้แห้ง เมื่อแห้งแล้วก็นำมาเก็บรายละเอียดตรงขอบกระถาง หรือเพนท์ลวดลายลงไปตามต้องการ นำไปจำหน่าย พร้อมไม้ดอกไม้ประดับ เพิ่มมูลค่า และทำให้สินค้ามีราคาที่สูงขึ้น

“วัสดุในท้องถิ่นอาจกลายเป็นขยะทำลายสภาพแวดล้อม กระถางขี้เลื่อยที่ทำจากวัสดุธรรมชาติได้รับการตอบรับที่ดี รู้สึกภูมิใจมากที่สามารถช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมไปในตัว”

ทั้งนี้บริษัทหัวขี้เลื่อยได้จัดตั้งขึ้นเพื่อร่วมโครงการกรุงไทย ยุววาณิช เปิดโอกาส ให้เยาวชนในระดับมัธยมศึกษาและระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) มีเวทีในการฝึกปฏิบัติการดำเนินธุรกิจ มีความสนใจและตื่นตัวที่จะใช้ความคิด ความรู้ที่มีอยู่ประกอบกับการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม แล้วนำมาปฏิบัติจริงให้เป็นรูปธรรม มีการจัดตั้งบริษัทจำลอง เพื่อผลิตสินค้าและบริการจริง โดยมีสาขาของธนาคารเป็นพี่เลี้ยงโดยจัดให้มีการแข่งขันขึ้น

ดร.สถิตย์  ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า โครงการกรุงไทย ยุววาณิช เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคาร ภายใต้แนวคิดทุนทางปัญญาไม่มีวันหมด ซึ่งได้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 10 แล้ว ปัจจุบันมีครู นักเรียน เข้าร่วมในโครงการประมาณ 116,000 คน ซึ่งภายใต้โครงการกรุงไทย ยุววาณิช เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสสัมผัสกับวิถีการทำธุรกิจอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเขียนแผน การออกแบบสินค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การประสานงานติดต่อกับแหล่งวัตถุดิบต่าง ๆ การตั้งราคาจำหน่าย การบรรจุหีบห่อ การพบปะกับลูกค้าและชุมชนโดยตรง

“เรายังได้ปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักดูแลรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นที่น่าดีใจที่เยาวชนในโครงการกรุงไทย ยุววาณิช เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ โดยแต่ละทีมนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งจากการทำธุรกิจอย่างน้อย 15% ไปพัฒนาชุมชน รวมถึงนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับรุ่นน้อง และชุมชนด้วย”

ทั้งนี้รางวัลชนะเลิศกรุงไทย ยุววาณิช ประจำปี 2554 เป็นของ คือ บริษัท หัวขี้เลื่อย จำกัด จากโรงเรียนราชบุรีบริหารธุรกิจ คว้าทุนการศึกษา 390,000 บาท ขณะที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ และวิทยาลัยการอาชีพนางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รองอันดับหนึ่งทั้งสองทีม ซึ่งทั้งสามทีมจะได้ไปศึกษาดูงานที่ประเทศในกลุ่มอาเซียน

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.youngenterprise.ktb.co.th หรือสอบถามโทร. 0-2208-8674-6.

พฤษภาคม 22, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | ให้ความเห็น

ดูนก อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร – ชีวิตกับธรรมชาติ

http://www.dailynews.co.th/article/728/18756

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2537 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินปลูกป่าชายเลน ครั้งแรก ณ บริเวณค่ายพระรามหก โดยทรงปลูกต้นโกงกางใบใหญ่ จำนวน 202 ต้น เป็นปฐมฤกษ์ หลังจากนั้นหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ได้มาร่วมสนองพระราชดำริในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลน ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็นผืนป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัยและที่หลบภัยของสัตว์น้อยใหญ่ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดเป็นห้องเรียนธรรมชาติ

ต่อมากองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริและมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้ร่วมกันจัดตั้งอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติ ณ ค่ายพระรามหก อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ ในปีพุทธศักราช 2546 และได้รับพระราชทานนามว่า “อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร” (The Sirindhorn International Environmental Park)

มีแนวทางในการดำเนินงานให้อุทยานเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ตลอดจนเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระปรีชาสามารถ
ในด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม

ภายในอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธรมีกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย ประกอบด้วยศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ค่ายอนุรักษ์พลังงาน ห้องสมุดพลังงานและสิ่งแวดล้อม นิทรรศการเศรษฐกิจพอเพียง และกิจกรรมห้องเรียนธรรมชาติ เช่น ศูนย์การเรียนรู้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบควบรวมบึงประดิษฐ์ ศูนย์เรียนรู้ด้านการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร กล่าวว่าช่วงนี้ส่วนของกิจกรรมห้องเรียนธรรมชาตินั้นจะมีสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์มากมายหลากหลายประเภทและสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชายเลน ป่าบกและป่าชายหาด โดยเฉพาะในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมของทุกปี จะมีนกอพยพหลากหลายกลุ่มเข้ามาพักอาศัยและหาอาหารในบริเวณอุทยานก่อนย้ายไปทางตอนใต้ของประเทศไทย อาทิ กลุ่มนกนางนวล กลุ่มนกเหยี่ยวขนาดกลางและขนาดเล็ก กลุ่มนกยาง กลุ่มนกชายเลน นอกจากนี้ยังสามารถพบนกประจำถิ่นที่มีตลอดปี เช่น นกกะรางหัวขวาน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือสามารถแผ่ขนที่หัวและหางได้สวยงามมาก

ภายในอุทยานฯ ยังมีกิจกรรม “นักสืบชายหาด” ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนรู้สิ่งมีชีวิตในทะเล ด้วยการสำรวจความหลากหลายของสัตว์ทะเล เช่น เม่นทะเล เพรียง ไส้เดือนทะเล ไรทะเล ปูทะเล ปูม้า ปลา กุ้ง หอย นานาชนิดรวมถึงซากเกยหาด ซากเปลือกหอย

“กิจกรรมเรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของอุทยานฯ ทำให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของห่วงโซ่อาหาร การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต อันนำไปสู่การมีทัศนคติในการร่วมกันอนุรักษ์ ปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” รศ.ดร.เสรี กล่าว

อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ตั้งอยู่ที่ ค่ายพระรามหก ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เปิดบริการทุกวัน (จันทร์– อาทิตย์) เวลา 08.30–15.00 น.

พฤษภาคม 22, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | | ให้ความเห็น

พื้นที่น่าอยู่ในสังคมไทย เพื่อสุขภาพกายใจ – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย

http://www.dailynews.co.th/article/728/18758

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

“พื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่สุขภาวะ หรือพื้นที่น่าอยู่ คือ การสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของชุมชนอย่างเข้าใจ และเป็นพื้นที่สำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม สามารถสร้างความรู้สึกร่วม และก่อให้เกิดความผูกพันของชุมชน”

รศ.ดร.วิลาสินี อดุลยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม(สสส.) กล่าวถึงคำนิยามของความหมายของพื้นที่สร้างสรรค์ในงานเวทีฟื้นฟูพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ครั้งที่ 2 ในหัวข้อเรื่อง “แนวคิดว่าด้วยพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับการเรียนรู้ของเด็ก และเยาวชน กรณีศึกษาตัวอย่างต่างประเทศ” ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมนานาชาติไบเทค บางนา เร็ว ๆ นี้

ผู้อำนวยการสำนักรณรงค์และสื่อสารสาธารณะเพื่อสังคม (สสส.)บอกเล่าเพิ่มเติมถึงสาเหตุในการพัฒนาให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ในหลากหลายแห่งว่า เมื่อย้อนไปดูสถิติจะพบได้ชัดเจนว่า เรื่องที่น่าเป็นห่วงมากในขณะนี้คือเรื่องสุขภาพกาย และสุขภาพใจ ซึ่งคนไทยกว่าร้อยละ 35 มีภาวะโรคอ้วน และอีกร้อยละ 25 อยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน และอีกกว่าร้อยละ 60 ออกกำลังกายต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะคนในเขตเมือง ซึ่งโรคเรื้อรังนี้กำลังทำร้ายคนไทย โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมากถึงร้อยละ 65 และ

“ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ การพัฒนาทางกาย และสุขภาพจิตค่อนข้างถอยลง ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ต้องเร่งหาทางออก ซึ่งหนึ่งในการแก้ปัญหาที่ดีคือการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ มีข้อค้นพบว่าหากเด็ก หรือคนในชุมชนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ก็จะนำไปสู่การพัฒนาการที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ” รศ.ดร.วิลาสินีกล่าว

รศ.ดร.วิลาสินี กล่าวว่า การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ ทำสำเร็จแล้วในหลายประเทศ ซึ่งประเทศไทยเองควรจะนำมาเป็นต้นแบบเพื่อก่อกำเนิด เช่น เมืองโบกาตา ประเทศโคลัมเบีย ที่อดีตเคยเป็นพื้นที่อันดับต้น ๆ ของการเกิดอาชญากรรม แต่เมื่อนายกเทศมนตรีริเริ่มการปิดถนนสายหลัก และชักจูงให้คนในท้องถิ่นมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างเต็มที่ เช่น ออกกำลังกาย สร้างสวนสาธารณะที่ไม่กีดกันชนชั้น ทำให้เมืองที่มีสุขภาวะต่ำกลายเป็นเมืองที่มีการพัฒนาจนได้รับการยกย่องจากสหประชาชาติ

นอกจากนี้ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่อดีตเต็มไปด้วยพื้นที่ทางด่วน ถนน ซึ่งในความเป็นจริงยิ่งสร้างเท่าใดก็คงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้เกิดแนวคิดเปลี่ยนสภาพกลายเป็นธรรมชาติ จนทำให้เกิดคุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดปริมาณฝุ่นละออง ลดจำนวนรถยนต์ เพื่อความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และผลสุดท้ายคือ ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ ย่อมต้องอาศัยเวลา และสิ่งสำคัญที่สุดจะสำเร็จได้ คงต้องขึ้นอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้นำในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย

ทั้งนี้การสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับการเรียนรู้ในประเทศไทยนั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการมองเรื่องการพัฒนาพื้นที่หรือเมือง ว่าไม่ใช่แค่ภาระของนักผังเมืองอย่างเดียว แต่จะเป็นภาระของทุกฝ่าย เช่น ฝ่ายสุขภาพ ฝ่ายขนส่ง ฝ่ายท้องถิ่น ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายครอบครัว ฝ่ายวัฒนธรรม ฯลฯ เพราะการเกิดพื้นที่สร้างสรรค์ในประเทศไทยนับเป็นแนวโน้มที่ดี และเกิดขึ้นในหลายพื้นที่แล้ว โดยอาศัยหลักการใหญ่คือ เอาคนเป็นที่ตั้ง

“พร้อมกับศึกษาว่าคนต้องการอะไร คิดแบบบูรณาการโดยหลอมรวมผู้เชี่ยวชาญ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มาเปิดโต๊ะเจรจา ปรับทัศนคติ และใช้พื้นที่เป็นตัวสนับสนุนช่วยส่งเสริมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการส่งเสริม และเกิดการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับพัฒนาไปในทางที่ดี เพื่อเกิดการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” รศ.ดร.วิลาสินีกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ.

พฤษภาคม 22, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , | ให้ความเห็น

กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้ว

http://www.dailynews.co.th/article/728/18759

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ข้าว อาหารหลักของคนไทยมีขั้นตอนและกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดการสูญเสียทรัพยากร พลังงานและมลพิษมากมาย ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ปลูกข้าว การไถ การหว่าน การใส่ปุ๋ย การกำจัดศัตรูพืช การให้น้ำ การเก็บเกี่ยว การนวด ไปจนถึงการสีข้าวและการขนส่งสู่มือผู้บริโภค ซึ่งมีกระบวนการ ขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อนและใช้พลังงานอย่างมาก ปกติข้าวเปลือก 100 กิโลกรัม เมื่อผ่านการขัดสีจะได้ข้าวสารเพียง 48 กิโลกรัมเท่านั้น โดยมีผลพลอยได้จากการผลิต คือ ปลายข้าว รำ และแกลบ และเมื่อข้าวสารมาถึงมือผู้บริโภคแล้ว ยังต้องผ่านการทำความสะอาดและหุงให้เป็นข้าวสวย ซึ่งต้องใช้ทั้งน้ำและพลังงานไฟฟ้า

หากคนไทย 10 ล้านคน กินข้าวเหลือ 1 ช้อน (11 กรัม) และดื่มน้ำเหลือติดก้นแก้ว (20 ml.) ในหนึ่งมื้อ จะทำให้สูญเสียน้ำ 197,179 ลูกบาศก์เมตร สูญเสียพลังงานไฟฟ้า 15,278 กิโลวัตต์ สูญเสียน้ำมันเชื้อเพลิง 750.97 ลิตร เกิดขยะที่ต้องบำบัด 73.35 ตัน สูญเสียแร่ธาตุที่มีประโยชน์ในดิน 9.12 ตัน และปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 201.37 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

ดังนั้น การรับประทานข้าวไม่หมดจาน จึงเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่าและสูญเปล่า

มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) ชักชวนคนไทย ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภคอย่างง่าย ๆ โดยการ “กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้ว”

นายมีชัย วีระไวทยะ ประธานมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เกิดการปฏิบัติซ้ำ ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน และเห็นเป็นเรื่องปกติวิสัย โดยเฉพาะการกินข้าวไม่หมดจาน การดื่มน้ำไม่หมดแก้ว คนส่วนใหญ่ ขาดความคิดคำนึง และห่วงใยในทรัพยากรธรรมชาติ และไม่คิดว่าเรื่องเล็ก ๆ อย่างการกินข้าวเหลือนิดหน่อย หรือดื่มน้ำไม่หมดแก้ว จะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและสังคม

การบริโภคที่พอดีในแต่ละมื้อ ไม่ตักข้าวและกับข้าวในปริมาณที่มากจนเกินไป จะช่วยลดปริมาณข้าวสาร ผัก และเนื้อสัตว์ที่ใช้ในการประกอบอาหาร ลดการใช้พลังงานและน้ำในการประกอบอาหาร การชำระล้างและการกำจัดของเสีย อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (มีเทน และคาร์บอนไดออกไซด์) ที่จะเกิดขึ้นจากการย่อยสลายของเศษอาหาร

น้ำสะอาดที่เราดื่มกินในทุกวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเช่นกัน ได้แก่ น้ำดิบ สารเคมี และพลังงานที่ใช้ในการปรับปรุงคุณภาพ การผลิตน้ำสะอาด และการบำบัดน้ำเสีย รวมถึงกระบวนการบรรจุขวดและการขนส่งในกรณีของน้ำดื่มบรรจุขวด”

เพื่อให้คนไทยเกิดความคิดคำนึงทางมูลนิธิจึงได้จัดการประกวดมัลติมีเดีย “กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้ว” เพื่อใช้เป็นสื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้แสดงความสามารถในการผลิตสื่อที่สะท้อนมุมมอง ความรู้สึกหรือเนื้อหาเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมด้วย สำหรับการจัดประกวดสื่อมัลติมีเดีย กินข้าวหมดจาน ดื่มน้ำหมดแก้ว ในครั้งนี้ ทางคณะกรรมการได้แบ่งการประกวดออกเป็น 2 ประเภทคือ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ชิงเงินรางวัล 200,000 บาท โดยรางวัลชนะเลิศของทั้งสองประเภทจะได้รับเงินสด 50,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ รางวัลรองชนะเลิศ 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 20,000 บาท

สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2555 ที่มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย 16/151 เมืองทองธานี ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และประกาศผลการตัดสินวันที่ 15 พฤษภาคม 2555.

พฤษภาคม 22, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น