ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

กว่าจะได้มาซึ่งใบ CER. ตอนที่ 3 ไล่เรียงข้อกำหนด

ผ่านทางกว่าจะได้มาซึ่งใบ CER (ตอนที่ 3).

กว่าจะได้มาซึ่งใบ CER. ตอนที่ 3 ไล่เรียงข้อกำหนด

เมื่อฉบับที่แล้ว ผู้เขียนได้อธิบายความหมายเกี่ยวกับ ISO ไป ฉบับนี้องมาไล่เรียงข้อกำหนดของ ISO กันต่อดีกว่า

ข้อกำหนดก็เหมือนกับคุณลักษณะเฉพาะ หรือ spec. ในการบริหารงานแบบคุณภาพ ถ้าสามารถบริหารงานให้ครอบคลุมข้อกำหนด ประมาณ 20 ข้อ (ตั้งแต่ข้อ 4.1 ถึง 4.20) โดยสามารถทำให้ผู้ตรวจสอบจากภายนอกที่เป็นอิสระ (Certified Body : CB) มั่นใจว่าองค์กรของท่านสามารถปฏิบัติได้ครบถ้วนทุกข้อกำหนด และองค์กรท่านได้ยื่นความจำนงขอใบรับรองจาก CB และได้จ่ายค่าธรรมเนียมแล้ว องค์กรท่านก็จะได้รับการรับรอง ซึ่งใบรับรองจะมีอายุ 3 ปี และทุกปีจะมีการติดตามผลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ต่อไปนี้จะไล่เรียงข้อกำหนดกันว่ามีสาระสำคัญอย่างไร แล้วจะมีผลกระทบกับการบริหารอย่างไรบ้าง เฉพาะจากมุมมองของผู้เขียน คิดว่ายังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ท่านที่สนใจก็สามารถติดตามได้จากหนังสือการบิหารงานคุณภาพต่างๆ ตามร้านหนังสือทั่วไป

4.1 ความรับผิดชอบด้านการบริหาร มีข้อกำหนดที่ต้องคำนึงถึง 9 ต้อง (ปฏิบัติและดำรงคงไว้)
4.1.1 นโยบายคุณภาพ
» ต้องกำหนด นโยบายคุณภาพและแสดงเป็นลายลักษณ์อักษร
» ต้องแสดงถึงวัตถุประสงค์ ความมุ่งมั่น ความสัมพันธ์กับเป้าหมายการตอบสนองต่อความหวังของลูกค้า
» ต้องมั่นใจว่านโยบายคุณภาพที่กำหนดขึ้นมานั้น พนักงานทุกระดับ 1) เข้าใจ 2) ปฏิบัติตาม 3) ดำรงไว้ หรือยังมีอยู่เสมอ

ข้อกำหนดที่ 4.1 นี้ ผู้บริหารสูงสุดขององค์กร มีบทบาทเป็นพระเอก สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตร ในการจัดทำระบบบริหารงานคุณภาพนี้ ได้แบ่งเป็นองค์กรทั้งหมด 24 องค์กร ประกอบด้วย กองขยายพันธุ์พืช โดยมีผู้อำนวยการกองขยายพันธุ์พืชเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดและศูนย์ขยายพันธุ์พืช 23 ศูนย์ ที่มีผู้อำนวยการศูนย์แต่ละศูนย์เป็นผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กร

ในการกำหนดนโยบายคุณภาพ เนื่องจากโครงสร้างระบบบริหารงาน กองขยายพันธุ์พืชและศูนย์ขยายพันธุ์พืชต่างก็เป็นองค์กรภายใต้การบริหารงานของกรมส่งเสริมการเกษตร กองขยายพันธุ์ได้ร่างนโยบายคุณภาพของศูนย์ขยายพันธุ์พืชและกองขยายพันธุ์พืช โดยนำเข้าหารือคณะกรรมการจัดทำมาตรฐาน ISO และกรมส่งเสริมการเกษตรได้พิจารณาเห็นชอบแล้ว ด้งนี้

กองขยายพันธุ์พืช
นโยบายคุณภาพ
“เราจะบริการด้วยคุณภาพ ประทับใจผู้รับ”
 

เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ กองขยายพันธุ์พืชจะดำเนินการดังนี้
1. พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในระบบคุณภาพ
2. ให้บริการวิชาการและวิเคราะห์คุณภาพเมล็ดพันธุ์ตามระบบมาตรฐานสากล
3. จัดส่งสิงค้าให้ลูกค้าอย่างถูกต้องครบถ้วน และตรงเวลา
4. พัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงานทุกระดับ และบริการให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์ขยายพันธุ์พืช
นโยบายคุณภาพ
“ศูนย์ขยายพันธุ์พืชจะผลิตและให้บริการเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน
คุณภาพเป็นที่พึงพอใจของลูกค้า”
 

เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชจะดำเนินการดังนี้
1. พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในระบบคุณภาพ
2. ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาตรฐานคุณภาพ ตามความต้องการของลูกค้าตรงกับช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการใช้พันธุ์ปลูกตามฤดูกาล
3. จัดส่งเมล็ดพันธุ์ให้ลูกค้าอย่างถูกต้อง ครบถ้วน รวดเร็วและทันเวลาที่ลูกค้าต้องการ
4. พัฒนาประสิทธิภาพระบบการบริหาร จัดการผลิตและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

จากนโยบายคุณภาพที่เป็นนามธรรมนี้ ทางองค์กรจะต้องวิเคราะห์และแตกประเด็น เป็นเป้าหมายที่สามารถจับต้องได้ วัดค่าได้ และประเมินผลได้ โดยกำหนดเป็นวัตถุประสงค์นโยบายคุณภาพ เช่น ในส่วนของศูนย์ขยายพันธุ์พืช…

ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้ได้มาตรฐานคุณภาพ จะต้องตั้งเป้าหมายให้ได้ว่าผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน กี่เปอร์เซ็นต์ และทำได้ขณะนี้เท่าไร และมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร สิ่งเหล่านี้ต้องสามารถประเมินได้ วัดได้ทางสถิติ

การให้บริการด้านคุณภาพ หมายถึงอะไร เช่น การส่งมอบเมล็ดพันธุ์ถูกต้อง ครบถ้วน หรือไม่ ส่งมอบได้ทันเวลาหรือไม่ ผลิตเมล็ดพันธุ์ตรงตามความต้องการหรือไม่

ความพึงพอใจของลูกค้า หมายถึง การตอบสนองจากลูกค้า มีการร้องเรียนหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะต้องกำหนดเป็นเป้าหมาย เพื่อเป็นตัวชี้วัดการบริการงานว่าประสบผลสำเร็จ หรือมีข้อบกพร่องที่จำเป็นจะต้องแก้ไขอย่างไร

4.1.2 องค์กร
» ต้องระบุเป็นเอกสาร (คู่มือคุณภาพหรือเป็นคำสั่ง) ถึงอำนาจความรับผิดชอบและความสัมพันธ์ของตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง
¤ การบริหารงานที่มีผลเกี่ยวกับคุณภาพ
¤ การปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ
¤ การทวนสอบงานที่ปฏิบัติ (การตรวจสอบซ้ำจากหน่วยงานอื่นที่ไม่ได้อยู่ภายใต้งานที่ปฏิบัติ) ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ
¤ โดยเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพ ต้องมีอำนาจสั่งการและต้องมีอิสระในการเป็นผู้ริเริ่มในการป้องกันสิ่งที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ของผลิตภัณฑ์กระบวนการผลิต และระบบคุณภาพวิเคราะห์และชี้บ่งถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ให้คำแนะนำ ติดตามผล และควบคุมกระบวนการต่างๆ ในระบบคุณภาพ ให้ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง
…จะเห็นได้ว่า การบริหารงานคุณภาพ ISO 9002 เป็นระบบการกระจายอำนาจ และต้องกำหนดรายละเอียดทั้งหมดเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสามารถทบทวนบทบาทของบุคลากรในองค์กรแต่ละระดับได้ และจะช่วยลดความซ้ำซ้อนให้เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติงานตามตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างชอบธรรมและเหมาะสม…
» ต้องระบุความต้องการทรัพยากร (บุคลากร อุปกรณ์ และอื่นๆ) และต้องจัดหาไว้ให้เพียงพอ รวมถึงการมอบหมายให้บุคลากรที่ผ่านการอบรมให้เหมาะสมเพื่อ บริหารงาน ปฏิบัติงานทำการทวนสอบ รวมถึงการตรวจติดตามคุณภาพภายใน (Internal Quality Audit)

…ข้อกำหนดนี้ ในทางปฏิบัติ ในระบบราชการจะพบว่าบ่อยครั้งที่มีการบรรจุแต่งตั้ง หรือโยกย้ายข้าราชการ (อย่างเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม) เมื่อรับตำแหน่งแล้วส่วนใหญ่จะปล่อยให้ปฏิบัติตามคนเก่าที่เคยปฏิบัติกันมา ผิดถูกอาจจะไม่รู้แน่ชัด เพราะทำต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ อาจไม่เหลือหลักการในวิชาการที่ปฏิบัติเลย กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว อาจมีผลเสียต่องานราชการ หรือขาดการพัฒนาของงานและองค์กรหรือหนักหน่อย อาจติดคุกได้โดยไม่รู้ตัว ISO 9002 เน้นความสำคัญของคน คนต้องได้รับการพัฒนาในงานที่รับผิดชอบ ต้องมีความรู้ความสามารถในงานที่ปฏิบัติ ทุกคนต้องมีประวัติการฝึกอบรม ถ้าขาดความรู้เป็นหน้าที่ขององค์กรจะต้องจัดอบรมให้…

» ผู้บริหารระดับสูงสุด ต้องแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับบริหารเป็น ตัวแทนฝ่ายบริหารด้านคุณภาพ (Quality Management Representative – QMR)
» QMR มีหน้าที่ ต้องจัดทำระบบงานเป็นเอกสาร และกำกับให้
¤ มั่นใจว่าได้มีการจัดทำระบบคุณภาพ มีการนำไปปฏิบัติ และมีการถือปฏิบัติตามาตรฐาน ทั่วทั้งองค์กรอย่างต่อเนื่อง
¤ รายงานสมรรถนะ (ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล) ของระบบแก่ผู้บริหาร เพื่อทบทวน – ทำเกณฑ์ – พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

…QMR ควรเป็นผู้ที่รู้ระบบงานเป็นอย่างดีสามารถเชื่อมโยงนโยบายจากผู้บริหารมาสู่ผู้ปฏิบัติและติดตามปัญหา อุปสรรคจากผู้ปฏิบัติไปยังผู้บริหารโดยผ่านระบบคุณภาพที่สร้างขึ้น

ISO 9002 เน้นให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แก้ปัญหาโดยอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้ในแบบฟอร์มต่างๆ ที่ปรากฏไว้ในระบบ

»ผู้บริหารระดับสูง ต้อง จัดให้มีการประชุมเพื่อทบทวนระบบคุณภาพตามระยะเวลาที่กำหนดให้เหมาะสมเพียงพอกับ มาตรฐาน ISO 9002 นโยบายคุณภาพ และวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบคุณภาพ ยังมีความเหมาะสม และมีประสิทธิผล
» ต้อง ทำการจดบันทึกการประชุมทบทวนของฝ่ายบริหาร และเก็บเป็นบันทึกคุณภาพเพื่อสามารถอ้างอิงและทบทวนได้ภายหลัง

.

4.2 ระบบคุณภาพ ประเด็นสำคัญอันดับแรกคือ ต้องมีระบบคุณภาพที่จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร
และมีโครงสร้างของระบบเอกสาร ในเอกสารดังกล่าวนี้จะต้องมีเนื้อหาคลอบคลุม กับข้อกำหนดทั้งหมด ตามอนุกรม ISO ที่ขอรับรอง เช่น ศูนย์ขยายพันธุ์พืช ขอรับรองมาตรฐาน ISO 9002 ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดทั้งหมด 19 หัวข้อ ในเอกสารระบบคุณภาพ จะต้องอธิบายด้วยว่า มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวไว้ที่ใดบ้าง หากท่านเข้าเยี่ยมชมศูนย์ฯ ที่ผ่านการรับรองคุณภาพแล้ว ท่านสามารถขอดูระบบเอกสารได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว จะมีเอกสารด้วยกัน 4 ระดับ คือ
เอกสารระดับที่ 1 คู่มือคุณภาพ(อธิบายโครงสร้างขององค์กร อ้างอิงระบบการทำงาน ระบบเอกสาร ที่ครอบคลุมข้อกำหนด ISO 9002)
เอกสารระดับที่ 2 ระเบียบการปฏิบัติงาน (ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน กับบุคคลที่รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนในการทำงาน
เอกสารระดับที่ 3 วิธีการปฏิบัติงานและเอกสารสนับสนุนในการปฏิบัติงาน (รายละเอียดในการปฏิบัติภาระกิจหนึ่งฯ)
เอกสารระดับที่ 4 แบบฟอร์มและบันทึกคุณภาพ (เอกสารที่ใช้บันทึกข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงาน และต้องเก็บรักษาเพื่อใช้อ้างอิงได้ในภายหลัง)
ในทางปฏิบัติงานจะต้องประยุกต์แบบฟอร์มและบันทึกคุณภาพ (หนังสือราชการหรือแบบฟอร์มที่มีการ
บันทึกข้อมูลหรือข้อตกลงต่างๆ แล้ว) ให้เข้ากันทั้งระบบ ISO และระบบหนังสือราชการ
ในระบบคุณภาพ จะต้องมีการจัดทำแผนกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าและบริการ
โดยแสดงให้เห็นถึงการจัดการ การใช้ทรัพยากร และลำดับการทำงาน เช่น ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ขั้นตอนการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์คืน การเก็บรักษา ฯลฯ มีผลกระทบต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ในแผนคุณภาพจะต้องกำหนดจุดควบคุม วิธีการตรวจสอบ ความถี่ เกณฑ์มาตรฐาน ผู้รับผิดชอบ เหล่านี้เป็นต้น เรียกว่าจะทำงานสิ่งใด ต้งมีการเตรียมความพร้อมเพราะถ้าผิดพลาด จะมีผลกระทบต่อคุณภาพ ระบบคุณภาพที่เขียนเป็นเอกสารนี้ พนักงานที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามที่ได้เขียนไว้
4.3 การทบทวนข้อตกลง เป็นข้อกำหนดที่ปฏิบัติได้ยากยิ่งในระบบราชการเพราะข้อกำหนดนี้
ระบุสาระสำคัญ คือ องค์กรต้องมีกระบวนการในการทบทวนความต้องการของลูกค้าและความสามารถขององค์กรในการปฏิบัติให้บรรลุผล การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการบันทึกข้อตกลงและเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใดก็ตาม จะต้องมีการบันทึกและประสานงานให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบโดยทั่วกัน ในทางปฏิบัติโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุค IMF คูนย์ขยายพันธุ์พืชทุกแห่งต้องแบกรับภาระในการดูแลรักษาเมล็ดพันธุ์ที่เต็มโกดัง เนื่องจากลูกค้า (กรมส่งเสริมการเกษตร โดยโครงการส่งเสริมต่างๆ) ขาดงบประมาณในการสั่งซื้เมล็ดจากกองขยายพันธุ์พืชทั้งๆ ที่เป็นลูกค้าที่กำหนดให้กองขยายพันธุ์พืชผลิตเมล็ดพันธุ์ **ถ้าเป็นเอกชนคงต้องให้มีการมัดจำ ก่อนการผลิต เพื่อลดความเสี่ยง** การทบทวนข้อตกลงนี้เป็นกระบวนการที่ให้ผู้ร่วมงานทุกระดับมีการส่งผ่านข้อมูลความต้องการซึ่งกันและกัน ซึ่งจะทำให้ผลของงานบรรลุเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งจะแตกต่างจากการปฏิบัติตามระบบราชการ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงใช้ระบบการสั่งการลงไปตามลำดับ และมักจะเป็นไปในทิศทางเดียว คือ จากบนลงล่าง
4.4 การควบคุมการออกแบบ สำหรับ ISO 9002 ไม่ครอบคลุมข้อกำหนดนี้
4.5 การควบคุมเอกสารและข้อมูล สาระสำคัญข้อกำหนดนี้คือ องค์กรต้องมีระบบในการควบคุม
เอกสารและข้อมูลทั้งจากภายในและภายนอก ทั้งหมดที่อยู่ในระบบคุณภาพทุกขั้นตอน ดังนั้น ในการควบคุมเอกสารและข้อมูลจะต้องจัดทำเป็นเอกสารมีเนื้อหาสาระ ครอบคลุมประเด็นต่างๆ เช่น
¤ กำหนดขั้นตอน และกำหนดอำนาจหน้าที่ในการทบทวน อนุมัติ ยกเลิก และแจกจ่ายเอกสาร
ในแต่ละระดับ (เอกสารเป็นเสมือนผู้บังคับบัญชา ให้ผู้ที่รับผิดชอบปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ)
¤ มีบัญชีควบคุมแสดงสถานะของเอกสารที่เป็นปัจจุบัน บันทึกการแจกจ่ายเอกสาร ใครบ้าง
ที่ครอบครองเอกสาร เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเอกสาร จะต้องมั่นใจได้ว่าเอการที่ถือครองทั้งหมด ไม่ว่าที่จใดก็ตาม ได้รับเอกสารที่เป็นปัจจุบัน
¤ ในพื้นที่ใช้งานต้องมีเอกสารฉบับที่เป็นปัจจุบัน อย่างเพียงพอ ตามความจำเป็น
เอกสารที่ไม่ใช้แล้ว/เอกสารที่ยกเลิกแล้ว ต้องนำออกจากพื้นที่ที่ใช้งานทันที เพื่อป้องกันการสับสน เช่น เมื่อมีมาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์ฉบับใหม่มา จะต้องทำการยกเลิกมาตรฐานเดิม และนำออกจากพื้นที่ปฏิบัติงานเพื่อป้องกัน เจ้าหน้าที่อ้างอิงมาตรฐานคนละฉบับซึ่งจะมีผลกระทบกับคุณภาพของสินค้า เป็นต้นเอกสารที่ยกเลิกแล้ว ถ้าจำเป็นต้องเก็บไว้เป้นหลักฐานเพื่ออ้างอิงประวัติในการแก้ไข หรือการเปลี่ยนแปลงต้องมีการทำเครื่องหมายให้ชัดเจน เช่น “ยกเลิก” และยกเก็บให้ชัดเจน
ข้อกำหนดนี้ค่อนข้างยากที่จะปฏิบัติโดยไม่มีข้อบกพร่อง ทุกศูนย์ฯ ที่ผ่านการประเมิน
รับรองระบบ จะได้รับ CAR หรือ ข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข ในข้อกำหนดนี้แทบจะทุกศูนย์ ตัวอย่าง เช่น ในเอกสารระเบียบการปฏิบัติงาน (QP) ระบุให้บันทึกข้อมูลลงในแบบฟอร์มหนึ่ง ซึ่งเป็นแบบฟอร์มใหม่ แต่เวลาปฏิบัติเจ้าหน้าที่ใช้แบบฟอร์มเก่ากรอกข้อมูล ก็ถือเป็นข้อบกพร่องที่ไม่ปฏิบัติตาม QP
ข้อดีในการเข้าระบบ ISO 9002 คือ ฝึกให้เป็นคนมีระเบียบ ไม่มักง่าย แต่ฝึกกันยาก..
มาก… เพราะลำพังการจัดเอกสารตามระบบสารบรรณก็เลอะเทอะ พอสมควรในบางที่นะ ไม่ได้เหมารวมทั้งหมด

นางสุนีย์  โฆษิตประเสริฐ
ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จ.พิษณุโลก

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

เทคโนโลยีการผลิตต้นพันธุ์พืชในประเทศญี่ปุ่น

ผ่านทางโลกวิชาการ.

เทคโนโลยีการผลิตต้นพันธุ์พืชในประเทศญี่ปุ่น


ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการพัฒนาวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ รวดเร็วมากประเทศหนึ่ง ซึ่งรวมถึงงานทางด้านการเกษตรด้วย ปัจจุบันนี้แรงงานภาคการเกษตรลดจำนวนลงไปมากรวมถึงพื้นที่ถือครองทางการเกษตรก็มีประมาณ 6-7 ไร่/ครอบครัว และคงจะไม่สามารถเพิ่มจำนวนให้มากไปกว่านี้ได้ แนวคิดทางการเกษตรจึงเปลี่ยนไป คือ ต้องนำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมาใช้สำหรับเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้สูงขึ้นและทดแทนแรงงานภาคการเกษตรที่หายไป อย่างไรก็ตามผลผลิตทางการเกษตรที่ผลิตภายในประเทศก็ยังมีไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูประชากรทั่วทั้งเกาะญี่ปุ่น 125 ล้านคนอยู่ถึงปีละกว่า 1 ล้านตัน รัฐบาลจึงต้องวางแนวทางหลายประการเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

1. สนับสนุนให้การใช้เมล็ดพันธุ์และต้นพันธุ์ดี เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ การใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสม
ชั่วที่ 1 การใช้ระบบต้นตอกับพืชเศรษฐกิจการใช้ต้นพันธุ์ปลอดโรค
2. สนับสนุนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกพืชในโรงเรือแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลผลิต
และลดความเสียหายของงานภาคการเกษตรอันเนื่องมาจากอุณหภูมิและสภาพอากาศแปรปรวน เทคโนโลยีการปลูกพืชในโรงเรือนจึงมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของเกษตรกรเป็นอย่างมาก
3. สนับสนุนให้มีการบริการเส้นทางคมนาคม ระบบขนส่งผลผลิตระบบการตลาดที่ดี ดังเช่นตัวอย่าง
ตลาดขายส่งสินค้าทางการเกษตรโอตะ ซึ่งเป็น 1 ใน 8 ตลาดขายส่งสินค้าการเกษตรของกรุงโตเกียว ตลาดโอตะแบ่งเป็น 3 ตลาด คือ ตลาดปลาและเนื้อ ตลาดผักและผลไม้ และตลาดไม้ดอกไม้ประดับ ตลาดแห่งนี้มีสถานที่ตั้งอยู่ริมอ่าวโตเกียว ซึ่งรัฐบางได้มีการสร้างท่าเรือนำลึกและสนามบินนานาชาติฮาเนดะ อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ตลาดโอตะจึงเป็นตลาดที่มีความสำคัญมีสินค้าทางการเกษตรทั้งจากในและต่างประเทศมากมาย
แนวทางต่างๆ เหล่านี้ เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันด้วยความเหมาะสมก็จะส่งผลให้ระบบการผลิต
และการตลาดสินค้าเกษตร ในประเทศญี่ปุ่นมีความเข้มแข็ง การค้าขายเกิดความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือของหลายๆ ฝ่าย โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เกษตรกรมีความเข้าใจและกระตือรือร้นกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะเรื่องการใช้ต้นพันธุ์พืชของเกษตรกร เนื่องจากเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานผลผลิตให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค แหล่งผลิตต้นพันธุ์พืชในประเทศญี่ปุ่นมีหลายแหล่งคุณภาพและมาตรฐานในการผลิตแตกต่างกันไป ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. เกษตรกรผลิตเอง เกษตรกรหลายรายผลิตต้นพันธุ์พืชใช้เอง ขึ้นอยู่กับเหตุผลที่แตกต่างกัน แต่มี
สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสำคัญเหมือนๆ กัน ก็ คือ ขบวนการผลิตที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เกษตรกรบางรายสามารถผลิตต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ปลอดไวรัส เพื่อใช้ปลูกในพื้นที่ของตนเองด้วยวิธีการผลิตต้นพันธุ์ในสารละลาย (ไฮโดรโปรนิก) ได้หลายหมื่นต้นต่อฤดูกาล หรือบางรายอาจผลิตแคนลาลูปหรือแตงกวาญี่ปุ่น โดยใช้เทคนิคการเสียบยอดกับต้นตอที่ดี เพื่อใช้ปลูกในโรงเรือนของตนเอง
2. กลุ่มเกษตรกรผลิตจำหน่าย กลุ่มเกษตรกรมีสมาชิกจำนวนมาก สมาชิกแต่ละรายมีความต้องการ
ต้นพันธุ์พืชเป็นจำนวนแตกต่างกัน แต่เมื่อรวมจำนนที่ต้องการทั้งหมดแล้วคิดเป็นเงินมูลค่าจำนวนมาก ดังนั้นโดยทั่วไปกลุ่มเกษตรกรจึงดำเนินการผลิตต้นพันธุ์เพื่อจำหน่ายแก่สมาชิกเอง โดยรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและพันธุ์พืชปลอดโรคจากศูนย์ผลิตพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ จากนั้นจึงนำไปผลิตต้นพันธุ์เพื่อจำหน่ายให้แก่สมาชิกภายใต้การควบคุมมาตรฐานการผลิตจากทางราชการ
3. เอกชนผลิตจำหน่าย ประเทศญี่ปุ่นมีบริษัททำธุรกิจการเกษตรด้านต่างๆ มากมาย บริษัทที่ใหญ่ๆ
เช่น บริษัท Japan Agriculture Cooperation หรือเรียกย่อๆ ว่า JA บริษัทเหล่านี้จะทำการผลิตต้นพันธุ์พืชออกจำหน่ายให้แก่สมาชิกที่อยู่ตามพื้นที่เพาะปลูกในแต่ละจังหวัด หรืออำเภอพันธุ์พืชที่ผลิตจากบริษัทต่างๆ เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นต้นพันธุ์พืชที่มีคุณภาพ เช่นกัน
4. หน่วยราชการเป็นผู้ผลิต หน่วยราชการที่ทำหน้าที่ผลิตต้นพันธุ์พืชมีอยู่หลายหน่วยงาน
แต่ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ คือ ศูนย์ผลิตต้นพันธุ์ของจังหวัดไซตามะ (saitama Prefecture Nursery Centre) ศูนย์แห่งนี้ ทำหน้าที่ผลิต ขยายและกระจายพืชพันธุ์ดีไปสู่เกษตรกรด้วยระบบและวิธีการต่างๆ พันธุ์พืชที่ผลิตส่วนใหญ่จะกระทำในระบบโรงเรือนควบคุมโรคและแมลงที่ทันสมัย โรงเรือนแต่ละโรงจะมีอุปกรณ์สำหรับการปฏิบัติงานด้านต่างๆ ครบถ้วน ต้นพันธุ์ที่ผลิตในแต่ละปีจะผลิตตามแผนการสั่งจองล่วงหน้าจากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร โดยมีราคาจำหน่ายประมาณ 80-150 เยนต่อต้น (25-50 บาท) ขึ้นอยู่กับชนิดพืชและปริมาณการสั่งจองในแต่ละปี ต้นพันธุ์พืชทุกชนิดที่ผลิตจากศูนย์จะมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1. ตรงตามพันธุ์ 2. ปลอดโรคแมลง และ3. มีคุณภาพสม่ำเสมอทุกๆ ต้น
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้ง 3 ประการดังกล่าว ขบวนการผลิตต้นพันธุ์พืชจึงต้องดำเนินการด้วยวิธี
และระบบการผลิตที่ทันสมัย ภายใต้การควบคุมตรวจสอบที่เข้มงวด โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติตามลำดับดังนี้
1. การตรวจสอบความปลอดโรคของต้นพันธุ์ด้วยวิธีการต่างๆ
2. เพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ปลอดโรคด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
3. นำไปปลูกรักษาหรือใช้เป็นต้นแม่พันธุ์ เพื่อขยายพันธุ์ภายใต้ระบบโรงเรือนป้องกันโรค-แมลงแบบต่างๆ

วิธีการผลิตต้นพันธุ์

ศูนย์ฯ ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีการผลิตต้นพันธุ์พืชที่มีประสิทธิภาพมาใช้หลายวิธีการ เพื่อให้ต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพดีและได้รับการยอมรับจากเกษตรกร ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้

1. การเพาะเมล็ด การเพาะเมล็ดมีปัญหาหลายประการ เช่นปัญหาการงอกการเลือกใช้วัสด
ุและภาชนะเพาะที่เหมาะสม ปัญหาเรื่องการดูแลต้นกล้าที่มีศัตรูพืชเข้าทำลายทำให้ต้นพันธุ์ที่ได้อ่อนแอมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในฤดูฝนที่มีความชื้นสูงหรือในช่วงฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิลดต่ำลงมาก ก่อให้เกิดปัญหากับการวางแผนการผลิต เกษตรกรบางส่วนจึงหันมาใช้บริการจากศูนย์ฯ เนื่องจากมีความสะดวกรวดเร็ว และผลงานมีคุณภาพเชื่อถือได้งานเพาะเมล็ดพันธุ์ จึงมีการดำเนินงานตลอดทั้งปี
2. การเสียบยอด พืชเศรษฐกิจหลายชนิดเมื่อเสียบยอดกับต้นตอที่ดีจะทำให้เพิ่มผลผลิต
ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ ต้นพันธุ์แข็งแรง อายุการให้ผลผลิตยาวนานกว่าการไม่ใช้ต้นตอ พืชเศรษฐกิจหลายๆ ชนิดเช่น แคนตาลูป แตงกวาญี่ปุ่น มะเขือยาวสีม่วง และมะเขือเทศ จึงนิยมนำยอดพันธุ์ดีมาเสียบกับต้นตอก่อนนำไปปลูก ศูนย์ได้ดำเนินการผลิตต้นพันธุ์โดยใช้วิธีการเสียบยอดด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งสามารถเสียบยอดได้มากกว่า 800 ต้นต่อชั่วโมง รวมทั้งผลงานที่ได้ก็มีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจ ในแต่ละปีจะดำเนินการผลิตต้นพันธุ์ด้วยวิธีเสียบยอดประมาณ 100,000 ต้น/ปี
3. ต้นพันธุ์ปลอดโรค เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจำเป็นสำหรับการผลิตต้นพืชปลอดโรค โรคพืช
ที่สำคัญ เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถแพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้ง่ายโดยการนำต้นพันธุ์ที่เป็นโรคไปปลูกต่อๆ กันไปตามแหล่งปลูกต่างๆ ทำให้ผลผลิตของพืชชนิดนั้นๆ มีคุณภาพและปริมาณลดลงและไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค พันธุ์พืชปลอดโรคที่ทำการผลิตเป็นประจำ ได้แก่ สตรอเบอรี่ หอมญี่ปุ่น มันเทศ และไม้ดอกบางชนิด ประมาณ 200,000 ต้น/ปี
ต้นพันธุ์ที่ทำการผลิตโดยวิธีการต่างๆ นั้น ดำเนินการภายใต้โรงเรือนหลายแบบ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
1. กลุ่มโรงเรือนเพาะเมล็ดและอนุบาลต้นพันธุ์ ประกอบด้วย
1.1 โรงเรือนปฏิบัติการเพาะเมล็ด ประกอบด้วยตัวโรงเรือนปฏิบัติการขนาดพื้นที่ 200 ม2
จำนวน 1 โรงเรือน ภายใต้โรงเรือนจะมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานหลายชนิด ได้แก่ ระบบอบฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในวัสดุปลูกด้วยไอน้ำความร้อน เครื่องผสม วัสดุปลูก เครือบรรจุวัสดุปลูกและถาดเพาะชำ พร้อมระบบลำเลียงถาดเพาะเมล็ด เครื่องหยอดเมล้ด ห้องเย็นที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้
1.2 โรงเรือนอนุบาลต้นพันธุ์ ประกอบด้วยโรงเรือนอนุบาลขนาดพื้นที่ 200 ม2 พร้อมอุปกรณ์
ประจำโรงเรือน เช่น ระบบไฟ ระบบให้ความร้อน ระบบเพิ่มความชื้นใบรรยากาศสำหรับฤดูหนาว ระบบพรางแสงจำนวน 8 โรงเรือน
2. กลุ่มโรงเรือนผลิตและขยายพันธุ์พืชปลอดโรค โรงเรือนในกลุ่มนี้เป็นโรงเรือนควบคุมโรค-แมลง
ประกอบด้วยโรงเรือน ขนาด 200 ม2 จำนวน 8 โรงเรือน มีทางเดินเชื่อมต่อเป็นระบบถึงกันหมด โดยมีประตูเข้า-ออก จำนวน 2 ประตู แบ่งออกเป็น
2.1 โรงเรือนเก็บรักษาแม่พันธุ์มีวัตถุประสงค์สำหรับเก็บรักษาต้นพันธุ์พืชสายพันธุ์ต่างๆ
ที่ผ่านขบวนการปลอดโรคมาแล้ว นำมาปลูกเก็บรักษาไว้ในโรงเรือนแห่งนี้ นับได้ว่าเป็นโรงเรือนที่สำคัญมากโรงเรือนหนึ่ง
2.2 โรงเรือนขยายพันธุ์ เป็นโรงเรือนที่นำเอาพืช
ชนิดต่างๆ จากโรงเรือนที่นำเอาพืชชนิดต่างๆ จากโรงเรือนเก็บรักษาแม่พันธุ์มาปลูกเพื่อขยายพันธุ์ ขึ้นตอนการขยายพันธุ์จะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น การฆ่าเชื้อจุลินทรีย์อุปกรณ์ที่ใช้ การคัดเลือกและแยกขนาดส่วนขยายพันธุ์
2.3 โรงเรือนอนุบาล เป็นโรงเรือนที่ใช้อนุบาลต้นพืชที่ผลิตมาจากโรงเรืองขยายพันธุ์
ชนิดต่างๆ ด้วยวิธีการที่เหมาะสมสำหรับพืชชนิดนั้นๆ ต้นพันธุ์พืชจะได้รับการดูแลอย่างดี โดยเจ้าหน้าที่จะทำการคัดเลือกต้นพันธุ์พืชที่ไม่แข็งแรง แสดงลักษณะที่ผิดปกติไปจากต้นอื่นๆ ออกทำลายทุกๆ วัน ต้นพันธุ์ที่แข็งแรง คุณภาพสม่ำเสมอ จะถูกจัดบรรจุลงกล่องกระดาษเขียนรายละเอียดข้างก่อง เช่น ผู้ผลิต ชื่อพันธุ์ จำนวนต้นพันธุ์ จากนั้นจึงทำการขนส่งไปยังเกษตรกรผู้ซื้อต่อไป
ต้นพืชพันธุ์ดีจะถูกนำไปปลูกตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งส่วนมากจะปลูกในโรงเรือนปลูกพืชของเกษตรกร
ที่ผ่านขั้นตอนการเตรียมการล่วงหน้ามาแล้ว หลายขั้นตอนเป็นเวลานานการปลูกพืช แต่ละครั้งใช้เวลาและเงินลงทุนสูงมาก ในขณะเดียวกันผลผลิตที่ได้ก็จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่เกษตรกรแต่ละราย ดังนั้นเกษตรกรจะไม่ใช้ต้นพันธุ์ที่ไม่มีคุณภาพ ขาดมาตรฐานการผลิตมาปลูกในพื้นที่อย่างเด็ดขาด เพราะเขาทราบดีว่าต้นพันธุ์พืชเป็นพันธุกรรมที่ดี (genetic factor) เมื่อนำไปปลูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อม (environment factor) ที่ดี ผลผลิต (phenotype) ที่ดีจะมีคุณภาพสูง ขายได้ราคาดี

วรนัฐ  ศรีพาเพลิน
กองส่งเสริมพืชสวน

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

ข้าวอินทรีย์ที่สุรินทร์

ผ่านทางเกษตร-สิ่งแวดล้อม.

ข้าวอินทรีย์ ที่สุรินทร์

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2544 คณะทัศนศึกษาดูงานที่ประกอบด้วย นางพึงพิศ ดุลยพัชร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณสุพจน์ ชัยวิมล ผู้จัดการเกษตรอินทรีย์ คุณดาเรศร์ กิตติโยภาส ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและส่งเสริมปัจจัยการผลิต คณะเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตรและชมรมเกษตรกรอินทรีย์ รวมประมาณ 30 คน ได้เดินทางไปทัศนศึกษาดูงานการผลิตข้าวอินทรีย์ที่จังหวัดสุรินทร์ โดยการนำของนายศิระ ศุภเอม เกษตรจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดที่มีการประกาศนโยบายว่าเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีและสารพิษ จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่หอม ยาว ขาว นุ่ม ใหญ่ที่สุด มากที่สุด ดังที่สุดของประเทศ

จังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่ทำนา 3.1 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 86 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด มีประมาณการผลิตข้าวหอมมะลิร้อยละ 26 ของผลผลิตข้าวหอมมะลิทั้งประเทศ ประชากรร้อยละ 90 จาก 1,382,274 คนเป็นเกษตรกร

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 วันพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์คนปัจจุบัน ได้ประกาศในที่ชุมชนของข้าราชการและประชาชน ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ตอนหนึ่งว่า “ในการทำการเกษตรนั้นเราประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง สุขภาพอนามัยของผู้ผลิตและผู้บริโภคเสี่ยงต่ออันตรายจากสารพิษตลอดมา สภาพแวดล้อมในไร่นาก็เสียไป โดยเฉพาะดินซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานหลักของการเกษตรก็เสื่อมโทรม อันเนื่องมาจากการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี สารพิษเพื่อปราบศัตรูพืชและกำจัดวัชพืช เป็นเวลาร่วม 40 ปี (หมายถึงตั้งแต่มีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504 ที่มุ่งระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ (Modern Agriculture) จนถึงปัจจุบัน) ทำให้ดินตายหมายความว่า สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มีประโยชน์ต่อการปรับปรุงดินได้สูญสลายไปเกือบหมดสิ้น ด้วยเหตุและปัจจัยเหล่านี้ จังหวัดสุรินทร์จึงประกาศนโยบาย สุรินทร์เมืองเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีและสารพิษ พ.ศ. 2542-2549″ (พ.ศ. 2542-2549 คือระยะเวลาในการรณรงค์และดำเนินงานตามแผน เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน)

การประกาศนโยบายในวันนั้น เป็นการสนองตอบต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง เป็นสัญญาณธงแห่งการเคลื่อนทัพสรรพกำลังของการพัฒนาการเกษตรในจังหวัดสุรินทร์ เข้าสู่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปต่อสู้กับความยากจนที่ยึดครองเกษตรกรไทยมานานหลายปี

กระแสการปรับเปลี่ยนแนวทางการผลิตการเกษตรของจังหวัดสุรินทร์มาจากปัญหา สาเหตุและแนวคิดของผู้ว่าราชการจังหวัดดังที่ยกมาบางส่วน นอกจากนั้นจังหวัดสุรินทร์ยังมีองค์ประกอบด้านผู้นำความคิดและนักปฏิบัติ ที่จังหวัดยกย่องให้เป็นคนดีศรีเมืองสุรินทร์ หรือปราชญ์ชาวบ้านด้านการเกษตร ที่สำคัญหลายคน เช่น หลวงพ่อนาน สุทธสีโล ร้อยเอกเสวย จานิกร นายเอียด ดีพูน นายเชียง ไทยดี นายสัมฤทธิ์ บุญสุข มหาอยู่ สุนธรชัย ครูเกื้อ วงษ์บุญ ซึ่งท่านเหล่านี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ให้ความสำคัญว่าเป็นต้นทุนด้านภูมิปัญญา เป็นผู้กระตุ้นเตือนให้สังคมหันมาให้ความสนใจการเกษตรอินทรีย์

กระบวนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายจังหวัดได้กำหนดลำดับขั้นในการพัฒนา ดังนี้

ขั้นต้น คือการปรับเปลี่ยนระบบเกษตรเชิงเดี่ยว/เกษตรสารเคมีไปสู่เกษตรกรผสมผสาน (ทฤษฎีใหม่) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต และความพออยู่พอกิน พร้อมกับการทำกิจกรรมด้านการปลูกป่านิเวศน์ (วนเกษตร,สมุนไพร)
ขั้นต่อไป คือการพัฒนาไปสู่เกษตรกรปลอดสารพิษ ซึ่งสามารถใช้ปุ๋ยเคมีได้บางส่วน แต่ไม่ใช้ยาปราบศัตรูพืช และไม่ใช้สารเคมีปราบวัชพืช
ขั้นสูงสุด คือเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรธรรมชาติ ซึ่งเป็นระบบปลอดสารเคมีและสารพิษ
ถึงวันนี้ นโยบายดังกล่าวได้ปรากฎผลงานให้เห็นเด่นชัด ในด้านการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยการส่งเสริมของกรรมการศาสนาเพื่อพัฒนาสุรินทร์ มูลนิธิพิพิธประชานาถ (หลวงพ่อนาน สุทธสีโล) ที่ทำการตั้งอยู่ที่ เลขที่ 81/1 หมู่ 7 ถนนสุรินทร์-ศรีขรภูมิ ตำบลสลักได อำเภอเมือง ข้าวอินทรีย์ที่ผลิตใช้ชื่อการค้าว่าข้าวธัญโอสถ เพาะปลูกโดยสมาชิกกลุ่มนาธรรมชาติ และภายใต้ชื่ออื่นๆ เพื่อการจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกรวม 6,000 ไร่ ในอำเภอเมือง ปราสาท และเขาวาศินรินทร์ ผลผลิตรวม 170-200 ตัน/ปี สามารถสร้างเครือข่ายเกษตรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ สร้างเครือข่ายการแปรรูปและการตลาดได้ครบวงจร
คณะเจ้าหน้าที่ของจังหวัดสุรินทร์ได้นำชมหมู่บ้านปลูกข้าวอินทรีย์ บ้านขนาด ตำบลปราสาททนง อำเภอปราสาท ที่เน้นการใช้พืชตระกูลถั่วปรับปรุงบำรุงดินในนาข้าว ใช้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยชีวภาพในนาข้าว ใช้น้ำหมักชีวภาพและสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช และนำชมวิถีชีวิตเกษตรกรในหมู่บ้านที่ดำรงชีพด้วยแนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียง
ชมโรงสีข้าวของเครือข่าย ชื่อโรงสีข้าวศูนย์ตะบัลไพร ที่ตำบลสลักได อำเภอเมือง มีเครื่องสี 2 เครื่อง กำลังการผลิต 3 ตัน/8 ชั่วโมง ผู้จัดการชื่อคุณนิรันดร์ หวังดี้าวที่ผ่านการขัดสีจากที่นี่เป้นเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์มีจมูกข้าวติดอยู่ แบ่งเป้ฯข้าวหอมมะลิขัดขาวบรรจุถุงละ 2 ก.ก. ข้าวหอมมะลิซ้อมมือบรรจุถุงละ 5 ก.ก. ข้าวหอมมะลิกล้องบรรจุถุงละ 15 ก.ก. และข้าวหอมมะลิแดง รับสีข้าวของสมาชิกในเครือข่ายเพราะปลูกข้าวอินทรีย์เป็นหลัก ผู้สนใจสามารถติดต่อที่ คุณดลใจ หมื่นใจมั่น ซึ่งเป็นเลขานุการ/การเงิน/บัญชีสำนักงาน โทรศัพท์ 01-9762802 โทรสาร 044-531275
จากนั้นคณะได้เยี่ยมชมการตรวจสอบ ปรับปรุงคุณภาพข้าว คัดแยกสิ่งเจือปน การบรรจุถุงในระบบสูญญากาศ และการบรรจุกล่อง ที่ศูนย์บรรจุผลิตภัณฑ์ข้าวที่บ้านแกใหญ่ ตำบลแกใหญ่ อำเภอเมือง ดำเนินการโดยกลุ่มทำนาแกใหญ่ ผลิตภัณฑ์ข้าวจากที่นี่บรรจุขนาดน้ำหนัก 2 ก.ก. ตลาดหลักคือ อิตาลี ฝรั่งเศล สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมัน และเลมอนฟาร์ม

เนื่องจากการผลิตข้าวอินทรีย์ต้องใช้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต และทัศนะคติของเกษตรกรจากเดิมที่เคยเพาะปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี ขาดการปรับปรุงดิน ขาดการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ขาดความตระหนักรักษาระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม ขาดแนวคิดในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรด้วยการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน อค์กรเครือข่ายจึงได้จัดลำดับชั้นของมาตรฐานข้าวอินทรีย์ไว้เป็น 4 ระดับ เพื่อให้โอกาสเกษตรกรปรับเปลี่ยนเรียนรู้เป็ฯลำดับ และสามารถจำแนกคุณภาพผลิตผลในระดับต่างๆ กัน คือ
1. ข้าวปลอดสารพิษ หมายถึง แปลงของสมาชิกที่ไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และวัชพืช
2. ข้าวปฐมอินทรีย์ หมายถึง ข้าวอินทรีย์ จากแปลงของสมาชิกที่เริ่มผลิตข้าวอินทรีย์ มีการทำการเกษตรอินทรีย์เป็นบางส่วน
3. ข้าวอินทรีย์ปรับเปลี่ยน หมายถึง ข้าวอินทรีย์ของสมาชิกที่เริ่มปลูกข้าวอินทรีย์ทั้งแปลงเป็นปีแรกยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการจากลุ่มผู้บริโภค ซึ่งแต่งตั้งโดยสำนักงานมาตรฐานอินทรีย์ (องค์กรเอกชน) อยู่ที่กรุงเทพมหานคร
4. ข้าวมาตรฐานอินทรีย์ หมายถึง ข้าวอินทรีย์ของสมาชิกที่ได้รับการตรวจสอบรับรองจากคณะกรรมการจากลุ่มผู้บริโภคแล้ว และข้าวอินทรีย์แต่ละระดับได้กำหนดฐานราคาที่ต่างกันคือ ข้าวปลอดสารพิษกำหนดราคาสูงกว่าข้าวในตลาดทั่วไป 20 ส.ต./ก.ก. ส่วนข้าวปฐมอินทรีย์ราคาสูงขึ้นจากข้าวปลอดสารพิษ 1 บาท/ก.ก. ระดับต่อๆ มาราคาจะสูงขึ้นระดับละ 1 บาท/ก.ก. เช่นกัน

จากการทัศนศึกษาดูงานการผลิตข้าวอินทรีย์ที่จังหวัดสุรินทร์ในครั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และคุณสุพจน์ ชัยวิมล ผู้จัดการเกษตรอินทรีย์ จากกรมส่งเสริมการเกษตรได้พิจารณาว่า การทำการเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรมาช้านานแล้ว จะเห็นได้จากการส่งเสริมในโครงการปรับโครงสร้างระบบการผลิตการเกษตร โครงการส่งเสริมการทำไร่นาสวนผสม โครงการเร่งรัดการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยหมัก โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ส่งเสริมการใช้ไรโซเบี้ยมในพืชตระกูลถั่ว ส่งเสริมการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน ส่งเสริมการใช้สารสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช ส่งเสริมอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ โครงการส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ และอีกหลายโครงการที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทั่วประเทศดำเนินการส่งเสริมอยู่ ล้วนแต่สอดคล้องกับแนวทางการทำการเกษตรอินทรีย์ หากแต่ที่การส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดสุรินทร์ประสบความสำเร็จเด่นชัดเช่นนี้เนื่องมาจาก องค์ประกอบหลายประการ เช่น การประกาศเป็นนโยบายที่สำคัญของจังหวัดที่มีการเข้มข้นชัดเจนและต่อเนื่อง ความมุ่งมั่นของผู้ว่าราชการจังหวัด ความพร้อมของแหล่งทุนทางปัญญา ความร่วมมือร่วมใจของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงอุดมการณ์และความร่วมมือขององค์กรเอกชนต่างๆ เป็นต้น

ประเด็นสำคัญหนึ่งที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวถึงคือปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นั้น หลายฝ่าย หลายหน่วยงาน หลายองค์กรมีมาตรฐานที่ต่างกัน หากชมรมเกษตรกรอินทรีย์จะได้ประสานงานกับองค์กรอื่นๆ ให้มาร่วมกันกำหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่สามารถนำไปใช้เป็นแนวทาง ในการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ หรือรับรองมาตรฐานผลผลิตเกษตรอินทรีย์และ/หรือพื้นที่เกษตรอินทรีย์ รวมทั้งมีการรวบรวมข้อมูลข่าวสารประกาศแจ้ง ประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะ ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อันจะส่งผลให้มีการขยายตัวของตลาด และภาคการผลิต ผลดีทั้งหมดจะตกแก่เกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคในที่สุด
นายจุมพจน์ บุญสิน
สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

สละหวานที่ยะลา

ผ่านทางเก็บมาฝาก.

สละหวานที่ยะลา

เมื่อเร็วๆ นี้ นายวิโรจน์ รักษากิจ เกษตรจังหวัดยะลา พร้อมด้วยคณะได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมสละของ นายอิสสะมะแอ อาแวสนิ อายุ 37 ปี บ้านตะโล๊ะจาหนัน เลขที่ 45 หมู่ที่ 6 ตำบลพร่อน อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งมีอาชีพดั้งเดิมรับซื้อของเก่าและทำสวนลองกอง นายอิสสะมะแอ อาแวสนิ ได้อธิบายถึงที่มาของการปลูกสละ ดังนี้

ในปี พ.ศ.2518 นายวาฮะ แลเหมาะ ปัจจุบัน 64 ปี ซึ่งมีศักดิ์เป็นพ่อตาของนายอิสสะมะแอ อาแวสนิได้รับเมล็ดสละ 2 เมล็ด จากเพื่อนที่นำมาฝาก ก็เลยนำเมล็ดสละทั้ง 2 เมล็ด ไปปลูกไว้บริเวณข้างๆ บ้าน ปลูกทิ้งไว้เป็นเวลานานหลายปี ก็ยังไม่ติดผล จนกระทั่งปี พ.ศ.2532 ได้ดูรายการทีวีเกี่ยวกับการผสมเกสรต้นระกำ จึงได้ประยุกต์มาลองผสมเกสรสละ ซึ่งนับว่าโชคดีที่ต้นสละที่ปลูกไว้ 2 ต้นนั้น เป็นเพศผู้ 1 ต้น เมื่อลองผสมเกสรแล้วก็ติดผลดี ถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็ได้ผลสละที่มีเนื้อค่อนข้างหนาล่อน รสหวานหอม กรอบอร่อย และขณะนี้ต้นแม่พันธุ์เป็นกอใหญ่ และติดผลมาก

จากนั้น นายอิสสะมะแอ อาแวสนิ ก็ได้เริ่มขยายพันธุ์และปลูกสละอย่างจริงจัง จนเป็นที่สนใจของเพื่อนบ้านและบุคคลที่ทราบข่าว เพราะนอกเหนือจากรสชาติดีแล้ว สละดังกล่าวจะไห้ผลผลิตค่อนข้างเร็ว คือ อายุประมาณ 2 ปีกว่าๆ ก็สามารถแทงช่อดอกแล้ว แม้จะปลูกในกระถาง หรือท่อบ่อ ก็ติดดอกออกผลได้ จนปัจจุบันสามารถจำหน่ายต้นพันธุ์สละให้แก่เกษตรกรทั้งในและต่างจังหวัดที่มาซื้อถึงสวน ทำให้มีรายได้ดีเฉพาะในปี 2543 ที่ผ่านมา นายอิสสะมะแอ อาแวสนิ มีรายได้จากการขายต้นพันธุ์และผลสละประมาณ 200,000 บาท จากเนื้อที่ปลูก 3 งาน ทำให้เครือญาติที่อยู่บริเวณข้างเคียงปฏิบัติตาม สามารถผลิตต้นพันธุ์จำหน่ายเป็นอาชีพอีกด้วย

นายอิสสะมะแอ อาแวสนิ เล่าต่ออีกว่า สละที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ปอเดาะ ซึ่งเป็นภาษายาวี แปลว่าโรงเรียนสอนศาสนา มีการขยายพันธุ์อยู่ 2 วิธี คือ

1. เพาะจากเมล็ด ซึ่งพันธุ์สละที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะจำหน่ายได้เมื่ออายุ 3 เดือน โดยจำหน่ายในราคาตันละ 25-30 บาท

2. การแยกหน่อ พันธุ์สละที่ได้จากการแยกหน่อจะมีราคาที่ดีกว่าโดยจำหน่ายในราคาตันละ 200-500 บาท

การปลูกสละ จะใช้เวลาประมาณ 2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี ถ้าต้นสมบูรณ์ดีก็จะเริ่มติดดอกเมื่อสละติดดอกแล้ว 7 เดือน ดอกบานก็ต้องมีการช่วยผสมเกสร จึงจะติดผล เกสรตัวผู้สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี โดยเก็บในกล่องพลาสติกและให้เขย่าเกสรทุกๆ 4-5 วัน สละสามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด โดยปลูกในระยะ 3×3 เมตร ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ ทุกๆ 2 เดือน ใน 1 ปี จะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย 2,400 บาท/ไร่/ปี สำหรับพื้นที่แปลงนี้ไม่ค่อยรดน้ำ เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มมีความชื้นอยู่แล้ว ประกอบกับจังหวัดยะละมีการกระจายตัวของฝนดีเฉลี่ย 135 วันต่อปี อุณหภูมิ 23.1-32.7 องศาเซลเซียส สภาพเช่นนี้มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสละมาก

สละเป็นพืชตระกูลเดียวกับระกำ (ตระกูล Palmae) คนไทยหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักเท่ากับการรู้จักระกำ เนื่องจากสละเป็นพืชที่มีชื่อในอินโดนีเซีย แต่สละที่ยะลาผลผลิตหวาน หอม อร่อย ไม่แพ้สละอินโดนีเซีย ปัจจุบันได้แพร่กระจายไปปลูกหลายจังหวัดแล้ว โดยเฉพาะจังหวัดภาคใต้เป็นพืชที่ปลูกง่าย การดูแลรักษาก็ไม่ยากมีศัตรูและโรคระบาดน้อย อีกทั้งเป็นพืชที่มีลู่ทางแจ่มใสเป็นที่นิยมของผู้ปลูกและผู้บริโภค สละจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เกษตรกรน่าจะพิจารณาตัดสินใจนำไปปลูกเพิ่มรายได้ ทั้งนี้เพราะสละสามารถปลูกผสมกับไม้ผลอื่นๆ และสวนยาง ได้หรือจะปลูกในพื้นที่นาร้างนาดอน หรือพื้นที่ว่างเปล่าได้อีกด้วย และสละเป็นพืชที่มีอายุยืน เก็บผลผลิตได้นาน ซึ่งในการหาแนวทางเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรนั้น นายวิโรจน์ รักษากิจ เกษตรจังหวัดยะลา กล่าวว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลที่กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญและเร่งรัดให้สำนักงานเกษตรจังหวัด อันได้แก่ โครงการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรหลังการพักชำระหนี้ โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตของชุมชนและโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Village One Product) เพื่อที่จะให้เกษตรกรมีรายได้ครัวเรือนละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสละหวานเพิ่มรายได้ก็เป็นลู่ทางหนึ่งที่สดใสที่สนับสนุนนโยบายดังกล่าว

นายกัสมัน ยะมาแล
สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

แปลงเรียนรู้เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ

ผ่านทางเวทีศูนย์ถ่ายทอด.

แปลงเรียนรู้ เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิต
ผักปลอดภัยจากสารพิษ


จังหวัดนราธิวาส เป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ 1,149 กิโลเมตร
นราธิวาส นอกจาเป็นที่ตั้งของพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์แล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญอีกมากมาย เช่น ภูเขา น้ำตก ชายหาด ทะเลที่สวยงาม พรุโต๊ะแดง และป่าฮาลา-บาลา ที่ยังคงความสมบูรณ์ของธรรมชาติอันล้ำค่ามากที่สุด เหมาะที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกจังหวัดหนึ่งที่อยากจะขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้มาเยี่ยมเยือน
นราธิวาส มีสภาพแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำการเกษตรเป็นอย่างยิ่งพืชเศรษฐกิจ
ของที่นี่คือ ข้าว ยางพารา มะพร้าว ไม้ผล เช่น ลองกอง ทุเรียน เงาะ มังคุด ที่ทำรายได้โดยรวมให้เกษตรกรและจังหวัด ในระยะ 2-3 ปี ที่ผ่านมาสภาพดินฟ้าอากาศเริ่มแปรเปลี่ยนไม่ตรงฤดูกาล พืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิดต้องประสบปัญหา ไม่ออกดอก ออกผล เนื่องจากฝนตกชุกเกือบตลอดปีทำให้เศรษฐกิจเริ่มลดลง จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อพลิกพื้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน
สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส ได้รับมอบหมายให้จัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตผักปลอดภัย
จากสารพิษเพื่อการค้า เป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน ประกอบกับสำนักงานฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภายใต้ (ศอ.บต.) เป็นเงิน 91,000 บาท เพื่อจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตพืช และจากคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดนราธิวาส (กรอ) เป็นเงิน 150,000 บาท เพื่อจัดกิจกรรมรณรงค์ผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ ขณะนี้มีพื้นที่ปลูกผักเพื่อการค้า รวม 707 ไร่ มีเกษตรกรร่วมโครงการ 940 คน สามารถผลิตผักได้ในช่วงเดือนเมษายน – กรกฎาคม นี้ ประมาณ 600 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส ได้กำหนดแนวทางใหม่สำหรับการผลิตผักเพื่อให้เกิดความยั่งยืน อาศัยกลยุทธ์เน้นให้มีการรวมกลุ่มในการผลิตผัก มีการจัดทำแผนการปลูกผักในลักษณะทยอยปลูก และทยอยเก็บเกี่ยว เน้นความต่อเนื่องของผลผลิตที่จะป้อนสู่ตลาด
การจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นการ
แก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจและปัญหาการปลูกผักในช่วงฝนตกชุก ดังนี้
รูปแบบที่ 1 การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ ภายใต้โรงเรือนพลาสติก
ประโยชน์ เพื่อลดความเสียหายของพืชผักจากภาวะฝนตกชุกสามารถผลิตผักอย่างต่อเนื่องตลอดปี
การทำบล็อกแปลงผักช่วยลดการพังทลายของดินในฤดูฝน โดยใช้โครงสร้างไม้ในการทำโรงเรือนขนาดพื้นที่ 6 x 21 เมตร คลุมหลังคาด้วยพลาสติกกรองยูวี 3% และใช้ไม้ไผ่ขัดแตะทำบล็อกแปลงผัก
ชนิดพืชผักที่แนะนำให้ปลูกในโรงเรือน เป็นพืชผักที่ตลาดมีความต้องการสู มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น
และราคาค่อนข้างดี ได้แก่ ผักกาดเขียวฮ่องเต้ คะน้า ผักชี ผักกาดขาว ผักกาดเขียวปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ กวางตุ้งดอก กวางตุ้ง ป๋วยเล้ง
การปลูก แบ่งพื้นที่เป็นแปลงย่อย ปลูกเป็นรุ่นๆ เพื่อให้มีผลผลิตอย่างต่อเนื่อง
รูปแบบที่ 2 การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษภายใต้มุ้งตาข่ายไนล่อน/จุลินทรีย์/น้ำสกัดชีวภาพ
ประโยชน์ เพื่อลดความเสียหายของพืชผัก ในภาวะฝนตกชุกและสามารถผลิตผักได้ตลอดปี
ใช้โครงสร้างไม้และท่อพีวีซี ทำเป็นหลังคาโค้งครึ่งวงกลม 1 หลัง คลุมด้วยตาข่ายไนล่อนสีขาว ขนาดพื้นที่ 4 x 9 เมตร และหลังคาจั่ว 1 หลัง คลุมด้วยตาข่ายไนล่อนขนาดพื้นที่ 9 x 9 เมตร 1 หลัง ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร นอกจากนั้นยังมีการใช้จุลินทรีย์ (EM) ในการทำปุ๋ยหมักและน้ำสกัดชีวภาพเพื่อใช้ในการปลูกผักสำหรับแปลงอื่นๆ ด้วย ชนิดผักที่แนะนำให้ปลูก เป็นผักที่มีราคาสูง เช่น ผักกาดหอม ผักชี คื่นช่าย หอมแบ่ง
รูปแบบที่ 3 การปลูกผักเพื่อการค้าหลายชนิดและทยอยปลูกเป็นรุ่นๆ
ประโยชน์ เป็นการวางแผนการปลูกผักในลักษณะทยอยปลูกและทยอยเก็บเกี่ยว เพื่อให้เกิด
ความต่อเนื่องของผลผลิตที่จะป้อนสู่ตลาดเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การคลุมดินด้วยพลาสติกสีเทา เพื่อป้องกันวัชพืช การใช้ระบบน้ำในแปลงปลูก การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ น้ำสกัดชีวภาพ ในการบำรุงรักษาพืชผักและการป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยสกัดจากธรรมชาติเนื้อที่ 1.5 ไร่
ชนิดผักที่แนะนำให้ปลูก คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง บร๊อคโคลี่ ผักกาดเขียวปลี ผักกาดฮ่องเต้ ผักกาดหัว
มะเขือเขียวงาช้าง พริกหยวก ข้าวโพดหวาน
นอกจากการจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ ในรูปแบบต่างๆ แล้ว
สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส ยังมีการแนะนำและบริการเกษตรในเรื่อง การตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้าง มีการสุ่มตัวอย่างผักเพื่อตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างทุกรุ่น ก่อนนำสู่ตลาดเพื่อเป็นการประกันความเชื่อถือให้กับผู้บริโภค การเพิ่มมูลค่าผลผลิตผัก ผลผลิตที่ได้จากแปลงเรียนรู้เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ ทางสำนักงานฯ จะนำออกจำหน่ายในตลาดเทศบางเมืองนราธิวาส ในลักษณะการเพิ่มมูลค่า โดยการบรรจุหีบห่อและบรรจุภัณฑ์รูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าก่อนส่งจำหน่าย
แนวทางการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษแนวทางใหม่
1. เกษตรกรต้องมีการรวมกลุ่มกันในการผลิตผัก ต้องมีกองทุนและการบริหารจัดการที่เป็น
กฎกติกาของกลุ่ม
2. เกษตรกรต้องมีส่วนร่วมในการลงทุน โดยใช้งบประมาณของตนเองหรือจัดทำโครงการขอ
สนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบล หรือชุมชน
3. การกำหนดชนิดผัก ให้พิจารณาถึงชนิดที่ตลาดต้องการและให้มีหลากหลายชนิด เพื่อให้เป็น
ทางเลือกของผู้บริโภคและลดความเสี่ยง
4. มีการจัดทำแผนการปลูกผักในลักษณะทยอยปลูกและทยอยเก็บเกี่ยว เน้นความต่อเนื่อง
ของผลผลิตที่จะป้อนสู่ตลาด
5. การผลิตต้องใช้เทคโนโลยี โดยพิจารณาเลือกใช้ตามความจำเป็นตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธุ์ดีที่
มีคุณภาพ
6. การผลิตผักของเกษตรกรจะมีเป้าหมายเพื่อการค้า โดยจะมีรายได้เพิ่มและส่วนหนึ่งควรจำหน่าย
ในลักษณะเพิ่มมูลค่า
สำหรับแปลงเรียนรู้เพื่อเพิ่มมูลค่าการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้าง
และการเพิ่มมูลค่าผลผลิตผัก เปิดบริการให้นักเรียน เกษตรกร และผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมและเรียนรู้ในการจัดการวางแผนทยอยปลูกและทยอยเก็บเกี่ยว พร้อมทั้งมีผู้จัดการพืชผักคอยให้คำแนะนำแก่ผู้มาเยี่ยมชม
หากเกษตรกรหรือผู้สนใจท่านใด ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม หรือต้องการชมแปลงเรียนรู้
เพื่อเพิ่มมูลค่าการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส โทร. (073) 511222, 513803, 515079, 515080 โทรสาร (073) 512872

รัตนา  ถิระโชติ
สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

ข่าวภูมิภาค

ผ่านทางข่าวภูมิภาค.

ภาคเหนือ
จังหวัดลำพูน จัดดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตของชุมชน โดยมีการแต่งตั้งหัวหน้า
ส่วนราชการต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำจังหวัดเป็นคณะทำงานโครงการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรชุมชน ตำบลหลักเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการให้บริการและพิจารณาการจัดตั้งศูนย์ในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงอาชีพหลักของเกษตรในพื้นที่ มุ่งเน้นให้เกิดการสร้างรายได้ ฟื้นฟูเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร ซึ่งในปี 2544 ได้พิจารณาคัดเลือกตำบลหลักเข้าร่วมโครงการ คือ ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน และให้เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมในการเข้าไปจัดทำข้อมูลเกษตรกรและการจัดทำแผนการผลิตของชุมชนภายใต้แผนหลัก 3 แผน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรต่อไป
นายสุรพจน์  นิมานนท์ เกษตรจังหวัดลำปาง แจ้งผลการประกวดเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่น
ของจังหวัดประจำปี 2544 ดังนี้ ประเภทกลุ่มเกษตรกรดีเด่น ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำไร่สมัย อำเภอสบปราบ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่น ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทุ่งม่านเหนือ อำเภอเมือง สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ได้แก่ นายสมยศ อุปรี เกษตรกรอำเภอเกาะคา กลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนวัดห้วยคิง อำเภอแม่เมาะ
สำนักงานเกษตรอำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปรับปรุง
บำรุงดิน เพื่อเป็นการสร้างความสมดุลทางธรรมชาติในระบบนิเวศน์วิทยา ได้แก่ การทำปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยคอก และควรใช้สารสกัดจากพืชควบคู่กับการกำจัดศัตรูพืชไปด้วย เช่น สะเดา ตะไคร้ หอม ข่า รวมทั้งการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ เช่น นกกิ้งก่า กบ เขียด เพื่อช่วยกำจัดแมลง
นายเกรียงไกร คะนองเดชาชาติ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ แนะวิธีการป้องกันกำจัดศัตรูลำไย
เพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะค้างคาวและหนู หากพบค้างคาวเข้าทำลายให้ใช้ตาข่ายขนาด 2.5-3 เซนติเมตร ขึงทำมุมตั้งฉากดักในบริเวณที่ค้างคาวรบกวน การใช้แสงไฟหรือส่องไฟไล่ การใช้วัสดุห่อหุ้มผลไม้ การใช้แก๊สพิษ ใช้ปืนยิงหรือใช้เสียงท่านไล่ ส่วนหนูหากพบเข้าทำทลายสวนลำไยให้กำจัดโดยทำความสะอาดบริเวณแปลที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อทำลายแหล่งอาศัย ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ใช้กรงดักจับหรือใช้เหยื่อล่อให้ทั่วพื้นที่หรือบริเวณโคนต้น
นายไพรัช  หวังดี เกษตรจังหวัดกำแพงเพชร เตือนให้เกษตรกรระวังหนอนกออ้อยและโรคใบขาว
ระบาด สำหรับให้เกษตรกรระวังหนอนกออ้อยและโรคใบขาวระบาด สำหรับการป้องกันกำจัดหนอนกออ้อยให้หมั่นสำรวจตรวจนับแปลงอ้อยอย่างสม่ำเสมอและให้รีบกำจัดตั้งแต่การมีการทำลายน้อยจะได้ไม่แพร่ขยาย โดยให้ตัดยอดที่ถูกทำลายทิ้งถ้าพบน้อยกว่า 20% ให้ปล่อยแตนเบียนไข่ 500 ตัว/ไร่ ถ้าพบทำลายมากกว่า 20% ให้ใช้สารฆ่าแมลงเตต้าเมทรินหรือไซเปอร์เมททริน อัตรา 30 ซีซี/น้ำ 10 ลิตร ส่วนการป้องกันโรคใบขาวให้ใช้พันธุ์ต้านทานและจัดทำแปลงพันธุ์อ้อย โดยพันธุ์อ้อยอายุ 8-10 เดือน นำมาคัดเฉพาะที่ไม่แสดงอาการของโรคแล้วแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำร้อน 50 องศาเซลเซียสนาน 2 ชั่วโมงก่อนปลูก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นายเจริญ งอยจันทร์ศรี เกษตรจังหวัดสกลนคร แจ้งว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร
สำนักงานเกษตรอำเภอวาริชภูมิ ร่วมกับสมาคมชาวสวนยาง กำหนดวันรับซื้อยางพาราตามโครงการแทรกแซงตลาดยางพาราระยะที่ 6 ประจำปี 2544 รวม 11 ครั้ง ระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม  โดยกำหนดสถานที่รับซื้อยางไว้ 2 แห่ง คือ ที่สหกรณ์รวบรวมผลผลิตการเกษตรและที่ตลาดกลางยางพารา บ้านหนองกุง อำเภอวาริชภูมิตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. สำหรับราคารับซื้อยางแผ่นดิบ คุณภาพ 1 กิโลกรัมละ 24.65 บาท คุณภาพ 2 กิโลกรัมละ 24.35 บาท คุณภาพ 3 กิโลกรัมละ 24 บาท คุณภาพ 4 กิโลกรัมละ 23 บาท และหากราคาซื้อขายยางพาราในตลาดท้องถิ่นสูงกว่าราคาแทรกแซง สมาคมสวนยางพาราจังหวัดสกลนครจะประมูลซื้อขายยางพาราเอง
นางไพวงศ์ หลักชัย เกษตรจังหวัดอุบลราชธานี แจ้งผลการประกวดเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร
ดีเด่นของจังหวัดดังนี้ ประเภทสาขาไร่นาสวนผสม ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำนาหนองช้างใหญ่ อำเภอม่วงสามสิบและประเภทกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่น ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหัวเรือ อำเภอเมือง
นายสุพงศ์ สินธุรัตน์ เกษตรจังหวัดนครราชสีมา เผยถึงเทคนิคการปลูกข้าวหอมมะลิให้ได้ผลผลิต
สูงสามารถทำได้โดยการกำหนดช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม คือ หากเป็นนาดำให้ตกกล้าช่วงต้นเดือนกรกฎาคมและปักดำสิงหาคม นาหว่านให้หว่านในช่วง 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม อัตราเมล็ดพันธุ์นาหว่านประมาณ 20 กก./ไร่ นาดำใช้ระยะปักดำ 20×20 ซม. และควรมีการควบคุมวัชพืช โรคแมลงให้เหมาะสมการใส่ปุ๋ยแบ่งใส่ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแตกกอ ระยะเริ่มสร้างดอกอ่อน และระยออกดอกนอกจากนี้ควรมีการระบายน้ำออกจากแปลงนาหลังจากข้าวออกดอกแล้ว 20 วัน จะทำให้ต้นข้าวแก่สม่ำเสมอ เมื่อข้าวอายุ 25-35 วัน หลังออกดอกจึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

ภาคกลาง
สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคกลาง จังหวัดชัยนาท จัดฝึกอบรมผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอด
เทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล จำนวน 228 คน โดยเน้นการพัฒนาความรู้ความสามารถแก่ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ในการจัดทำเวทีชาวบ้านกับงานส่งเสริมการเกษตรทั้งด้านการตั้งคำถาม การฟังและสรุปประเด็น เทคนิคการฝึกอบรมและใช้สื่อโสตฯ เพื่อให้นำวิธีการไปปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ ซึ่งแบ่งการฝึกอบรมเป็น 4 รุ่นๆ ละ 3 วันระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม – 15 กันยายน 2544 โดยรุ่นที่ 1,2 และ4 จัดที่โรงแรมคุ้มสุพรรณ จังหวัดสุพรรณบุรี และรุ่นที่ 3 จัดที่โรงแรมอยุธยาแกรนด์โฮเต็ล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นายธันวิทย์  เทวอักษร เกษตรจังหวัดลพบุรี เผยว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรีได้ประสานกับ
ส่วนราชการและบริษัทที่ทำธุรกิจสิ่งทอ รณรงค์ให้เกษตรกรผู้ปลูกฝ้ายพัฒนาการผลิตให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเริ่มจากให้ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี โดยนำเอาวิธีการดำเนินงานโรงเรียนเกษตรกรในพระราชดำริ มาสอนให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตฝ้ายอย่างยั่งยืน จำนวน 25 ราย ดำเนินการนำร่องที่ตำบลศิลาทิพย์ อำเภอชัยบาดาล ซึ่งปีนี้จังหวัดลพบุรีมีพื้นที่เพาะปลูกฝ้ายประมาณ 15,000 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตฝ้ายราวๆ 3,750 ตัน สามารถสนองความต้องการของอุตสาหกรรมสิ่งทอได้
นางประจง สุดโต เกษตรจังหวัดนนทบุรี แจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทางจังหวัดได้จัดให้มีพิธีเปิด
การช่วยเหลือนำร่องโครงการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรหลังการพักชำระหนี้ โดยมีนายนที ขลิบทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 600 คน ทั้งนี้เพื่อประชาสัมพันธ์การดำเนินงานโครงการดังกล่าว และแนะนำทางเลือกอาชีพที่เหมาะสมแก่เกษตรกร
สำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี จัดสัมมนาการประเมินผลการจัดทำแบบจำลองภูมิประเทศ
เพื่อการวางแผนของชุมชนและประกอบพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมหลักสูตร การจัดทำแบบจำลองภูมิประเทศซึ่งในงานได้มีการจัดแสดงแบบจำลองดังกล่าว จำนวน 59 ชิ้นงาน ณ ห้องประชุมโรงแรมสระบุรีอินน์ เมื่อเร็วๆ นี้

ภาคตะวันออก
นายจตุรงค์ ราชพิทักษ์ เกษตรจังหวัดนครนายก แจ้งว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดนครนายก
ได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพในชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงประจำปี 2544 ขึ้นโดยได้จัดอบรมแม่บ้านเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย 50 กลุ่ม จำนวน 100 คน และคาดว่ากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะมีความเข้มแข็งขึ้นสามารถพึ่งตนเองได้ รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมาตรฐานปอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นการสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชนเพิ่มขึ้น
นายสังคม ประเสริฐเตชาโต เกษตรจังหวัดระยอง แจ้งผลการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบัน
เกษตรกรดีเด่นของจังหวัดประจำปี 2544 ดังนี้ เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ได้แก่ นายสมศักดิ์ เดชปาน อำเภอปลวกแดง กลุ่มเกษตรกรดีเด่น ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำสวนวังหว้า อำเภอแกลง กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกองดิน อำเภอแกลง และกลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านชุมแสง อำเภอวังจันทร์
นายปาริชาติ ศรีวิพัฒน์ เกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา แจ้งว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีการ
จัดงานชุมนุม กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรระดับจังหวัดขึ้น ณ ศาลาประชาคมเฉลิมพระเกียรติ เพื่อแสดงความจงรักภักดีเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และเพิ่มพูนความรู้ให้แก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เรื่องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และทิศทางตลาดสินค้าเกษตรแปรรูป

ภาคตะวันตก
นายสมบูรณ์ สุทธิพงษ์ เกษตรจังหวัดเพชรบุรี เผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี
ร่วมกับบริษัทเครื่องหอมไทยจีน ได้จัดงานรณรงค์การผลิตสมุนไพรเชิงธุรกิจแบบครบวงจร เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งปริมาณและคุณภาพ ณ บ้านห้วยเกษม อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี โดยมีการทำข้อตกลงในการรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกรและปรับปรุงคุณภาพในการผลิตระดับท้องถิ่น
สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี คัดเลือกเกษตรกรเป็นกลุ่มนำร่อง 4 กลุ่มๆ ละ 30 คนเข้าร่วม
โครงการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรหลังพักชำระหนี้ใน 2 กิจกรรม กิจกรรมแรก ได้แก่ การดำเนินการส่งเสริมการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรครบวงจร ภายใต้นโยบาย “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” และอีกกิจกรรม คือ ดำเนินการส่งเสริมการผลิตพืชแบผสมผสานเพื่อการยังชีพ ทั้ง 4 กลุ่มนี้ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรนายาง กลุ่มเกษตรกรสามพระยา อำเภอชะอำ กลุ่มเกษตรกรหนองขนาน อำเภอเมืองและกลุ่มเกษตรกรหนองชุมแสง อำเภอท่ายาง
สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี แจ้งมาว่า มีกลุ่มเกษตรกรผู้ทำนาในหมู่บ้านหนองไม้แก่น
อำเภอหนองปรือ รวมกลุ่มกันเป็นสมาชิกจัดตั้งโรงสีข้าวชุมชนการเกษตรขึ้นโดยลงหุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท มีจำนวน 7,000 หุ้น สมาชิกทั้งหมด 167 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญชวนสมาชิกที่ทำนานำข้าวเปลือกมาสีข้าวไว้บริโภคเอง ซึ่งมีราคาถูกกว่าท้องตลาด โดยไม่คิดค่าบริการ รวมทั้งรับซื้อข้าวเปลือกและสีเป็นข้าวสารจำหน่าย

ภาคใต้
นายสุรพล จารุพงศ์ เกษตรจังหวัดนราธิวาส แจ้งว่า จังหวัดนราธิวาสได้กำหนดจัดงานวันลองกอง
ในงานของดีเมืองนรา ประจำปี 2544 ระหว่างวันที่ 21-25 กันยายน นี้ ณ บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษาศูนย์ราชการ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งในงานมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการจัดนิทรรศการแสดงผลงานของหน่วยงานราชการและเอกชาน การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร การประกวดลองกองและอื่นๆ อีกมากมาย
สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส จัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ
โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นเงิน 91,000 บาท เพื่อจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตพืช และจากคณะกรรมการร่วมภาครัฐบางและเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดนราธิวาส (กรอ.) 150,000 บาท เพื่อจัดกิจกรรมรณรงค์ผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกผักเพื่อการค้ารวม 707 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 940 คน ผลผลิตที่ได้ประมาณ 600 ต้น คิดเป็นมูลค่า 12 ล้านบาท ขณะนี้ได้เตรียมกำหนดแนวทางใหม่สำหรับการผลิตผักเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป
นายเพชร ศรีสวัสดิ์ เกษตรจังหวัดชุมพร เผยว่า จังหวัดชุมพรได้รณรงค์ให้เกษตรกรผลิตทุเรียน
ให้ได้คุณภาพมาตรฐาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวสวนผู้ปลูกทุเรียนและเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า ตลอดจนการคุ้มครองผู้บริโภค โดยใช้ข้อกำหนดเรื่องคุณภาพทุเรียนเข้ามาช่วย ได้แก่ การแบ่งชั้นคุณภาพ การบรรจุหีบห่อ ความสม่ำเสมอ เครื่องหมายหรือฉลากติดที่ผล เป็นต้น
นายเฉลิมศักดิ์  ลิ้มวัฒนา เกษตรจังหวัดกระบี่ แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการแทรกแซง
ซื้อยางตามโครงการแทรกแซงตลาดยางพารา ระยะที่ 6 ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานเกษตรจังหวัด รวม 5 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกรทำสวนเขาคราม อำเภอเมืองกระบี่, กลุ่มเกษตรกรทำสวนคลองพน อำเภอคลองท่อม, กลุ่มเกษตรกรทำสวนแหลงสัก อำเภออ่างลึก, กลุ่มเกษตรกรทำสวนเกาะศรีบอยา อำเภอเหนือคลอง และกลุ่มเกษตรกรทำนาสินปุน อำเภอเขาพนม

 

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

กว่าจะได้มาซึ่งใบ CER ตอนที่ 2 INSIDE ISO

ผ่านทางกว่าจะได้มาซึ่งใบ CER (ตอนที่ 2).

กว่าจะได้มาซึ่งใบ CER. ตอนที่ 2 INSIDE ISO


ผ่านไปแล้วหนึ่งตอนยังไม่รู้เลยว่า ISO คืออะไร ทำไปทำไม เปลืองเงิน ยุ่งยาก เสียเวลาทำงาน โอย…สารพัดที่ไม่อยากทำ เหมือนเด็กต่อต้านผู้ใหญ่ ลูกดื้อกับพ่อแม่เหมือนกันเดียะเลย เพราะอะไร ผู้เขียนมีความรู้สึกว่า เวลาที่ให้กับการเรียนรู้น้อยเกินไป เราทำเพราะเป็นนโยบายที่ต้องทำทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่ดี แต่ยังไม่มีความเข้าใจลึกซื้อในสิ่งที่จะได้รับแก่ตนและองค์กร เมื่อต้องเปลี่ยนเปลงวิธีคิดและวิธีการทำงานทำให้เกิดการต่อต้านบ้าง เพราะเป็นการฝืนพฤติกรรมของตนที่ต้องการอยู่แบบสบาย ไม่อยากลำบาก และทำงานทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว… ทำแล้วผลที่ได้กับตนเองก็ไม่มี ได้ใบ CER หรือไม่ได้เงินเดือนก็ขึ้นอยู่แล้วปีละอย่างน้อย 1 ขั้น… ต้องยอมรับนี่คือระบบราชการไทย…

ISO คืออะไร ISO เป็นชื่อสั้นๆ ที่ใช้เรียกองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน หรือ International Organization for Standardization คำว่า “ISO” เป็นคำที่มาจากคำว่า “ISOS” ในภาษากรีก แปลว่า “เท่าเทียมกัน” องค์การนี้ก่อตั้งในปี ค.ศ.1946 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์มีวัตถุประสงค์เพื่อ
- ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมให้มีความเป็นเอกภาพ
- ISO เป็นองค์การอิสระไม่ใช่ของรัฐ ปัจจุบันมีสมาชิกมากว่า 120 ประเทศทั่วโลก

ISOS ในภาษากรีกอ่านคล้าย “อิ-โซ” แต่ในการอ่านทั่วไปมักอ่านคำว่า ISO โดยออกเสียงว่า “ไอ เอส โอ” หรือ “ไอ โซ”

ทำไมต้องชื่อ ISO 9000 ? ก็เพราะเหตุว่า เผอิญ เมื่อปีค.ศ.1987 องค์กร ISO ออกใบรับรองมาถึงหมวด 9000 พอดิบพอดี ก่อนหน้านี้ที่เคยออกมาแล้วและเราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี เช่น ISO 100 เป็นมาตรฐานฟิล์มถ่ายรูป ในปี ค.ศ.1996 ได้ออกใบรับรอง ISO 14000 สำหรับมาตรฐานการบริหารสิ่งแวดล้อม และคงจะออกเรียงกันมาเรื่อยๆ คือ ISO 15000 ISO 16000 ฯลฯ

อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 (ISO 9000 Series) คืออะไร อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 คือ กลุ่มมาตรฐานที่ว่าด้วระบบบริหารคุณภาพ (Quality Management System – QMS) ซึ่งองค์การระหว่างประทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ค.ศ.1987) ซึ่งประเทศต่างๆ ได้นำมาใช้เป็นมาตรฐานของตนเอง
ISO 9000 เป็นระบบการประกันคุณภาพที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (กว่า 120 ประเทศทั่วโลก)
ISO 9000 เป็นมาตรฐาน ระบบการบริหารงาน ไม่ใช่ มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์
การให้ใบรับรองระบบคุณภาพกระทำโดยองค์กรผู้ใช้การรับรองอิสระ (Independent Certifying Body)
สำหรับประเทศไทย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้รัอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 มาใช้และประกาศเป็นอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 ทุกประการ
ต่อมา ISO ได้ปรับปรุงอนุกรมมาตรฐานนี้ และประกาศใช้ในปี พ.ศ.2537 (ค.ศ.1994) ซึ่ง สมอ. ได้ปรับปรุง มอก.- ISO 9000 และประกาศใช้ในปี พ.ศ.2539 ซึ่งเป็นฉบับที่ศูนย์ขยายพันธ์ได้รับการตรวจประเมิน และรับรองระบบ

อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 มี 5 ฉบับหลัก ดังนี้ ISO 9000 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึง
แนวทางในการเลือก และการใช้ระบบบริหารคุณภาพในแต่ละองค์กร ในอนุกรมมาตรฐาน ISO 9001, ISO 9002 หรือ ISO 9003
ISO 9001 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงข้อกำหนดระบบคุณภาพใน การออกแบบ การพัฒนา การผลิต
การติดตั้ง และการให้บริการ
ISO 9002 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงข้อกำหนดระบบคุณภาพใน การผลิต การติดตั้ง และให้บริการ
ISO 9003 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงเฉพาะระบบคุณภาพในการตรวจและการทดสอบในขั้นสุดท้าย
ISO 9004 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึงแนวทางการจัดระบบการบริหารงานคุณภาพตามหัวข้อต่างๆ
ที่กำหนด
สำหรับมาตรฐานที่ใช้ในการของรับรอง คือ ISO 9001, ISO 9002, ISO 9003 เท่านั้น
นอกเหนือจากมาตรฐานที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์
ต่อการจัดทำระบบฯ เช่น
ISO 10005 มาตรฐานการจัดทำแผนคุณภาพ
ISO 10011 มาตรฐานการตรวจประเมินระบบคุณภาพ
ISO 10012 มาตรฐานการประกันคุณภาพเครื่องมือวัด
ISO 10013 มาตรฐานการจัดทำคู่มือคุณภาพ
มาตรฐานมีมากมาย ไม่ใช่ตัวเลขมากๆ จะหมายถึงมาตรฐานที่สูงขึ้น แต่เป็นชื่อชุดมาตรฐานที่เหมาะสมกับประเภทกิจกรรม ที่ใช้เลือกเพื่อขอรับการรับรอง

เปรียบเทียบกับข้อกำหนด ISO 9001, ISO 9002 และ ISO 9003

รายละเอียดข้อกำหนดของอนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 ISO 9001 ISO 9002 ISO 9003
4.1 ความรับผิดชอบด้านการบริหาร P P P
4.2 ระบบคุณภาพ P P P
4.3 การทบทวนข้อตกลง P P P
4.4 การควบคุมการออกแบบ P - -
4.5 การควบคุมเอกสารและข้อมูล P P P
4.6 การจัดซื้อ P P -
4.7 การควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบโดยลูกค้า P P P
4.8 การชี้บ่งและการสอบกลับได้ของผลิตภัณฑ์ P P P
4.9 การควบคุมกระบวนการ P P -
4.10 การตรวจสอบและการทดสอบ P P P
4.11 การควบคุมเครื่องมือตรวจและเครื่องทดสอบ P P P
4.12 สถานะการตรวจสอบและการทดสอบ P P P
4.13 การควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด P P P
4.14 การปฏิบัติการแก้ไขและป้องกัน P P P
4.15 การเคลื่อนย้าย การเก็บ การบรรจุ การเก็บรักษา และการส่งมอบ P P P
4.16 การควบคุมบันทึกคุณภาพ P P P
4.17 การตรวจติดตามคุณภาพภายใน P P P
4.18 การฝึกอบรม P P P
4.19 การบริการ P P -
4.20 กลวิธีทางสถิติ P P P

ทำไมศูนย์ขยายพันธุ์พืชจึงเลือกขอการรับรอง ISO 9002? จากการวิเคราะห์ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ของกองขยายพันธุ์พืช พบว่ามีกิจกรรมที่สอดคล้องกับข้อกำหนดใน ISO 9002 เพราะเราไม่มีกิจกรรมการออกแบบผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ในที่นี้ หมายถึง เมล็ดพันธุ์พืช ผู้ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์คือ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์ต่างๆ ให้กรมส่งเสริมการเกษตรนำมาขยายเพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกร

นางสุณีย์  โฆษิตประเสริฐ
ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จ.พิษณุโลก

 

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

ปุ๋ยหมักหอยเชอรี่ อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยชาวนาไทย

ผ่านทางเกษตรสิ่งแวดล้อม.

ปุ๋ยหมัก หอยเชอรี่ อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยชาวนาไทย

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูกาลทำนา สิ่งหนึ่งที่ชาวนากังวลใจกันมาก นอกเหนือจากราคาข้าวที่เปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ ในแต่ละปีแล้ว ก็พบว่ายังมีปัญหากวนใจเกษตรกรตลอดมา นั่นก็คือ การระบาดของหอยเชอรี่ที่แพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และทำความเสียหายให้กับต้นข้าวของเกษตรกรอย่างรุนแรง ซึ่งเมื่อทำนาครั้งใดเกษตรกรก็ต้องสรรหาวิธีการป้องกันและกำจัดหอยเชอรี่ทุกคราไป

หอยเชอรี่เป็นหอยทากน้ำจืดชนิดหนึ่ง บางคนเรียกว่า หอยโข่งอเมริกาใต้หรือหอยเป๋าฮื้อน้ำจืด มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ สำหรับประเทศไทยมีผู้นำเข้ามาเลี้ยงไว้เป็นครั้งแรก เพื่อความสวยงามในตู้เลี้ยงปลา เนื่องจากเลี้ยงง่ายและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว จึงมีผู้นำมาเลี้ยงเป็นฟาร์ม เพราะคาดว่าจะขายได้ราคาดี แต่ปรากฎว่าไม่มีผู้ซื้อเพราะคนไม่นิยมบริโภคเป็นอาหาร จึงต้องเลิกเลี้ยงและปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติทำให้เกิดการระบาดแพร่กระจายเข้าไปในนา ทำลายต้นข้าวของเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบชานเมืองของกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง อาทิเช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี พิษณุโลกและอุดรธานี

เนื่องจากหอยชนิดนี้สามารถเคลื่อนย้ายไปได้ไกลๆ ด้วยการลอยไปตามน้ำไหล จึงระบาดแพร่ไปเกือบทั่วประเทศ ซึ่งในขณะนี้มีการระบาดไม่น้อยกว่า 66 จังหวัด

ลักษณะของหอยเชอรี่นั้นคล้ายๆ กับหอยโข่งบ้านเรา แต่เปลือกมีสีอ่อนกว่า คือมีทั้งสีเขียวเข้มปนดำผสมกับแถบสีจางๆ พาดตามความยาวของเปลือก บางตัวมีสีเขียวเข้มปนดำอย่างเดียว ในขณะที่บางตัวมีสีหลืองปนน้ำตาล ส่วนเนื้อหอยมีตั้งแต่สีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองแก่ หรือสีน้ำตาลอ่อนจนถึงน้ำตาลเข้มเกือบดำ

ตัวเต็มวัยของหอยเชอรี่มีอายุแค่เพียง 3 เดือนมีความสูงประมาณ 2.5 เซนติเมตร สามารถผสมพันธุ์และวางไข่ โดยแม่หอยเชอรี่จะวางไข่ในที่แห้งเหนือระดับน้ำ ไข่มีสีชมพูเกาะติดกันเป็นกลุ่มๆ ละ 388-3,000 ฟอง แล้วแต่ขนาดตัวแม่ ถ้าตัวแม่มีขนาดใหญ่ จำนวนไข่ก็มากขึ้นตามไปด้วย

แม่หอยสามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูฝนจะวางไข่ได้ถึง 10-14 ครั้งต่อเดือน ส่วนในฤดูร้อนจำนวนครั้งที่แม่หอยวางไข่จะน้อยลง ไข่หอยเชอรี่จะฟักเป็นตัวภายใน 7-12 วัน ลูกหอยตัวเล็กๆ จะกินสิ่งที่อ่อนนิ่ม เช่น สาหร่ายเป็นอาหารและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อมีขนาด 1.6 เซนติเมตร ก็เริ่มกันกินต้นข้าวได้

ต้นข้าวอ่อนๆ ตั้งแต่ระยะข้าวปักดำใหม่จนถึงแตกกอเป็นสิ่งที่หอยเชอรี่ชอบกินมาก โดยจะกัดกินลำต้นข้าวใต้ผิวน้ำในนาข้าวเหนือพื้นดินประมาณ 0.5-1 นิ้ว เมื่อต้นข้าวถูกกัดขาดก็จะกินส่วนใบที่ลอยน้ำต่อไปจนหมดต้น นอกจากนี้หอยเชอรี่ยังกินได้ทั้งซากพืชและซากสัตว์ ตลอดจนพืชน้ำสดชนิดอื่นๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด บัว ผักตบชวา กระจับ เป็นต้น โดยจะกินอย่างรวดเร็วและกินได้ตลอดเวลา คิดเป็นน้ำหนักอาหารที่กิน 50% ของน้ำหนักตัวต่อวัน

การแพร่ระบาดของหอยเชอรี่นั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและทำความเสียหายให้กับต้นข้าวเป็นอย่างมาก ทำให้เกษตรกรหันมาใช้สารเคมีกำจัดหอยเชอรี่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสารเคมีที่เกษตรกรใช้นอกจากจะเป็นการเพิ่มต้นทุนใหักับเกษตรกรแล้วยังทำลายสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในนาข้าว ทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกรอีกด้วย

จากการศึกษาพบว่า เกษตรกรมีต้นทุนในการกำจัดหอยเชอรี่เป็นค่าสารเคมีกำจัดหอยเชอรี่และค่าแรงเฉลี่ยไร่ละ 30 บาท ดังนั้น ในพื้นที่นาปรังของประเทศไทย ซึ่งมีปริมาณ 6 ล้านไร่ และพื้นที่นาปีในเขตชลประทานประมาณ 8 ล้านไร่ จะต้องใช้เงินในการกำจัดหอยเชอรี่เป็นเงินทั้งสิ้น 420 ล้านบาทต่อฤดู

จากปัญหาดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดินร่วมกันส่งเสริมให้เกษตรกรนำหอยเชอรี่มาทำเป็นปุ๋ยหมัก โดยใช้เชื้อสารเร่ง พด.1 เป็นตัวเร่งและเสริมสร้างประสิทธิภาพของปุ๋ย ซึ่งได้มีพิธีลงนามในการรับมอบหัวเชื้อ พด.1 ในโครงการนำร่องการรณรงค์ป้องกันและกำจัดหอยเชอรี่ โดยมีนายปราโมทย์ รักษาราษฎร์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมลงนามกับนายสิมา โมรากุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ณ ห้องประชุมกรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อเร็วๆ นี้

นายสิมา โมรากุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวถึง การร่วมมือในครั้งนี้ว่า “สารเร่ง พด.1 สำหรับทำปุ๋ยหมักเป็นสารเร่งที่ประกอบด้วยเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ที่มีเชื้อราแบคทีเรีย และแอคติโนมัยซีส ร่วมกับสารอาหารหลายชนิดอยู่ในลักษณะแห้งสะดวกในการนำไปใช้และเก็บรักษา ซึ่งเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้สามารถย่อยสลายเศษพืช หรือซากสัตว์ให้เป็นปุ๋ยหมักได้อย่างรวดเร็ว เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะประหยัดเวลาในการทำปุ๋ยหมักและได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดี ดังนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรนำศัตรูพืชที่ทำลายข้าวของเกษตรกรมาทำประโยชน์ เป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย”

ในด้านของการรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรป้องกันและกำจัดหอยเชอรี่ด้วยการทำเป็นปุ๋ยหมักโดยใช้สารเร่ง พด.1 นั้น นายปราโมทย์ รักษาราษฏร์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการส่งเสริมว่า “การรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรนำหอยเชอรี่ทำเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพนี้ นอกจากจะเป็นการกำจัดหอยเชอรี่และไข่หอยเชอรี่ได้ครั้งละมากๆ แล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องเสียเงินซื้อสารเคมีฆ่าหอยเชอรี่และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงเป็นอันมาก ประกอบกับเมื่อมีการนำเอาสารเร่ง พด.1 มาเป็นส่วนผสมที่ช่วยย่อยสลายและยังช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน การทำงานของรากพืชในการดูดซึมอาหารและสร้างระบบนิเวศน์ในดินให้สมบูรณ์ อันจะนำไปสู่การผลิตพืชที่ปลอดภัยจากสารพิษและเกษตรอินทรีย์ในที่สุด ผลผลิตที่ได้มีราคาสูง ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมปลอดภัย อีกทั้งประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้าสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยที่เกิดจากพิษของสารเคมีได้เป็นอันมาก

จะเห็นได้ว่า การป้องกันและกำจัดหอยเชอรี่ให้ประสบผลสำเร็จนั้นจะต้องอาศัยวิธีการต่างๆ รวมกัน การใช้สารเคมีในการกำจัดหอยเชอรี่เพียงอย่างเดียว นอกจากจะมีได้ผลแล้ว ยังต้องใช้สารเคมีในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นวิธีการกำจัดหอยเชอรี่ที่ดีที่สุด ก็คือ การใช้วิธีผสมผสานและหนึ่งในวิธีนี้ก็คือ การนำหอยเชอรี่มาทำเป็นปุ๋ยหมัก โดยใช้เชื้อสารเร่ง พด.1 เป็นตัวเร่งและเสริมสร้างประสิทธิภาพของปุ๋ย

สำหรับเกษตรกรท่านใดที่สนใจ วิธีการป้องกันและกำจัดหอยเชอรี่หรือสนใจข้อมูลเกี่ยวกับหัวเชื้อเร่ง พด.1 สามารถติดต่อได้ที่สถาบันส่งเสริมเกษตรชีวภาพและโรงเรียนเกษตรกร โทร. (02)579-5178 หรือ (02) 940-6479 หรือที่กรมพัฒนาที่ดิน โทร. (02) 941-1968-77 ได้ทุกวันเวลาราชการ

สุจิรา กิจเจริญ
กองเกษตรสัมพันธ์

 

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

ยุคของ”E”(electronic)

ผ่านทางเกร็ดความรู้คอมพิวเตอร์.

ยุคของ “E”(electronic)


ฉบับที่แล้วได้เขียนบทความเกี่ยวกับ ดอทเน็ต (.net) คิดว่าคงเป็นพื้นฐานของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่กำลังมาแรงในบ้านเราขณะนี้ อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในยุคนี้คงหนีไม่พ้นที่จะต้องหันมาให้ความสำคัญ ในการนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจหรือภารกิจของ

ตนเอง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนก็ตาม ซึ่งการที่จะนำเอาไอทีมาสร้างมูลค่าเพิ่มก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องมีการบริหารจัดการกิจกรรมต่างๆ ของแต่ละองค์กรด้วยโลกของ อี : อิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น คำว่าอีคอมเมิร์ช ก็เป็นกระแสที่มาแรงขณะนี้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ อี-คอมเมิร์ชกันจะดีกว่า เผื่อว่าจะนำมาใช้ประโยชน์กับภารกิจขององค์กรเราได้บ้างไม่มากก็น้อย

คำว่า อี-คอมเมิร์ช นั้นอยู่ในกรอบของการทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น อินเตอร์เน็ต หรือสื่ออื่นๆ ที่เรียกว่า เครือข่ายเปิด (Open Networks) ซึ่งจะครอบคลุมธุรกรรมอยู่ 2 ประเภท คือ

1. ธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้า และบริการที่จับต้องได้ หรือประเภทที่เรียกว่าสินค้ากายภาพ (Physical Goods and Services) ซึ่งธุรกรรมประเภทนี้ใช้สื่อจากอินเตอร์เน็ต หรือสื่ออื่นๆ ในฐานะเป็นตัวกลางเพื่อประโยชน์ในการ สั่งซื้อ หรือ ตอบรับ หรือ การชำระเงิน ส่วนการส่งสินค้าและบริการไปยังลูกค้านั้นใช้วิธีปกติ

2. ธุรกรรมซื้อขายสินค้าประเภท สารสนเทศ หรือที่เรียกว่าสินค้าและบริการที่อยู่ในรูป ดิจิตัล (Digital) และจับต้องไม่ได้ เช่น ซอฟแวร์ หรือเพลง หรือภาพยนต์ เป็นต้น ธุรกรรมประเภทนี้ที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตแบบครบวงจร คือ เป็นทั้งสื่อกลางในการสื่อสาร และสื่อกลางในการซื้อขายจนได้รับสินค้าและบริการเสร็จสรรพเรียบร้อย

การที่ อี-คอมเมิร์ช เป็นการดำเนินธุรกรรมบนอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายต่างๆ ในลักษณะที่มองไม่เห็นหน้ากัน หรือไม่รู้จักกัน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายอี-คอมเมิร์ช เพื่อปกป้องคุ้มครองทั้งฝ่ายผู้ประกอบการและฝ่ายผู้บริโภค และทำให้เกิดความเชื่อมั่น ซึ่ง ณ จุดนี้ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ก็เริ่มมาให้บริการกับธุรกรรมดังกล่าว ถึงแม้ว่าในปัจจุบันกฎหมายอี-คอมเมิร์ช ซึ่งผ่านคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ชุดที่แล้ว และผ่านสภาผู้แทนมา 3 วาระแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา คาดว่าคงไม่นานกินรอ ที่จะมีโอกาสใช้กัน ซึ่งจะส่งผลให้การทำธุรกรรมดังกล่าวกว้างขวางขึ้นทั้งในและนอกประเทศ สำหรับในต่างประเทศมีการใช้กันแล้ว เช่น ในสิงคโปร์ เรียก พรบ. ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transaction Act) มาเลเซีย เรียก พรบ. ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature Act) ฟิลิบปินส์ เรียก พรบ. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce Act) ของไทยกำลังตั้งชื่ออยู่ …

กฎหมายอี-คอมเมิร์ช ที่เรากำลังจะมีโอกาสใช้หรือต้องใช้นั้น ก่อนอื่นเราคงต้องมาทำความเข้าใจกับคำบางคำก่อน ดังนี้

เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง สารสนเทศที่จัดทำขึ้น หรือจัดส่ง หรือได้รับ หรือจัดเก็บ โดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งสื่อที่ใช้แสงและสื่ออื่นๆ เช่น อีเมล์ และอีดีไอ เป็นต้น

ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดมากับข้อความต่างๆ เพื่อใช้แสดงตนหรือแสดงความเป็นเจ้าของข้อความ เลยไปจนถึงการแสดงความยอมรับในข้อความนั้นๆ ด้วย

ลายมือชื่อดิจิตัล หมายถึง การที่ข้อมูลหรือข้อความถูกเข้ารหัสหรือใส่รหัส (Encrypt) ด้วยกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ดอกหนึ่ง และจะเปิดข้อความนั้นออกมาอ่านต่อได้ก็ต่อเมื่อใช้กุญแจอิเล็กทรอนิกส์อีกดอกหนึ่งมาถอดรหัส (Decrypt) ซึ่งกรณีนี้จะเห็นว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยเฉพาะตัวมากหน่อย โดยเฉพาะการใช้รหัสอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า โครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ (Public Key Infrastructure) หรือเรียกย่อๆ ว่า PKI

อ่านมาถึงตรงนี้ คงเห็นว่าในโลกของยุคอี หรือยุคดิจิตัล นี้ทุกอย่างจับต้องไม่ได้ แม้กระทั่งลายมือชื่อที่ต้องใช้กุญแจสาธารณะ (Public Key) ที่มีความเป็นสาธารณะคล้ายๆ หมายเลขโทรศัพท์ในสมุดหน้าเหลือง และขณะเดียวกันก็ต้องมีกุญแจอีกดอกหนึ่ง เรียกว่า กุญแจส่วนตัว (Private Key) ไว้ใช้เฉพาะตัว ซึ่ง ณ จุดนี้จะเห็นว่าทุกอย่างจับต้องไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีบุคคลที่สาม (Trust Third Party) หรือองค์กรกลางที่น่าเชื่อถือมาเป็นผู้ให้การรับรองความถูกต้องว่าใครเป็นใครในโลกดิจิตัล รวมทั้งต้องมีกฎหมายมาเป็นมาตรฐาน ความสับสน ความซ้ำซ้อนของกฎหมายอี-คอมเมิร์ช เราคงจะต้องเตรียมศึกษากันไว้ล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากโดยปกติอะไรที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจยากอยู่แล้วสำหรับประชาชนทั่วๆ ไป แถมยังต้องมาเกี่ยวพันกับเรื่องทางเทคนิคเฉพาะอีกชั้นหนึ่ง จึงทำให้ต้องมีการกำหนดหลักการที่เป็นสากลและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก 3 ประการ คือ

1. จะต้องอิงกฎหมายสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

2. จะต้องมีความโปร่งใส และคาดการณ์ได้ระดับหนึ่ง

3. จะต้องเป็นกฎหมายที่เป็นกลางในเชิงเทคโนโลยี กล่าวคือ หลักการในอินเตอร์เน็ตและใน

กระดาษจะต้องไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดนี้เป็นการเล่าสู่กันฟัง เราคงต้องทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย เพื่อสังคมไทย หรือสังคมภาครัฐ จะได้ก้าวเข้าสู่โลกยุคอี ด้วยความเข้าใจ และใช้ประโยชน์ได้อย่างจริงจัง รวมทั้งนำประสบการณ์ที่ผ่านมาใช้ปรับแก้ให้กับสังคมต่อไป คิดว่าคงไม่เป็นอะไรที่ยากเกินที่จะเข้าใจและสร้างความคุ้นเคยได้ในอนาคต อย่างเช่นที่ผ่านมาในอดีตเรื่องของการใช้บัตรเอทีเอ็มซึ่งหลายท่านเคยปฏิเสธในเรื่องความยุ่งยากที่จะต้องจำรหัสการใช้งานมาแล้ว … ใช่ใหม ??!!

อมรรัตน์ สุพรรณชาติ
กองแผนงาน

 

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

น้อยหน่านอกฤดูแก่งโสภา ตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาการเกษตรตามแนว UNDP

ผ่านทางเวทีศูนย์ถ่ายทอด.

น้อยหน่านอกฤดูแก่งโสภา ตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาการเกษตรตามแนว UNDP


น้อยหน่าจัดว่าเป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคอีกชนิดหนึ่ง แต่การผลิตน้อยหน่านั้นนับว่ายังไม่ก้าวหน้า หากเทียบกับผลไม้อื่นๆ เช่น ลำไย หรือมะม่วงที่มีเทคโนโลยีการผลิตพัฒนามากขึ้น ได้ผลผลิตคุณภาพดี และยังสามารถทำการผลิตนอกฤดูกาลได้อีกด้วย ซึ่งเกิดประโยชน์ทั้งแก่เกษตรกรที่จะมีรายได้ตลอดทั้งปี และผู้รับซื้อผลผลิตที่จะได้มีผลผลิตส่งขายได้ตลอดปีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการผลิตน้อยหน่านอกฤดูกาลได้รับความสนใจและพัฒนาจนดำเนินการได้สำเร็จแล้ว โดยอาศัยภูมิปัญญาของเกษตรกรตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)

โครงการเพิ่มขีดความสามารถได้เริ่มเข้ามาพัฒนาการเกษตรกรของตำบลแก่งโสภาตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา โดยมุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถวางแผนและดำเนินกิจกรรมการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนได้ด้วยตนเอง ไม่ได้ส่งเสริมด้วยการให้ปัจจัยการผลิตอย่างเช่นโครงการอื่นๆ แต่เน้นการพัฒนาคนภายใต้ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ความสนใจ และภาวะการตลาดของชุมชน โดยทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจในทุกขั้นตอนของการพัฒนา ส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วม การเชื่อมโยงและยั่งยืนในการพัฒนาชุมชน ซึ่งตำบลแก่งโสภานี้ นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาการเกษตรตามแนวทางของ UNDP นี้เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เนื่องจากแต่เดิมเกษตรกรตำบลแก่งโสภาได้รับการส่งเสริมให้เลี้ยงปลาในกระชัง โดยราชการสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้ในปีแรก และให้เกษตรกรดำเนินการต่อเอง แต่ผลปรากฏว่า เมื่อผ่านพ้นปีแรกไปแล้วเกษตรกรไม่ได้ดำเนินการต่อ ทั้งนี้เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นที่ต้องการของชุมชน ภายหลังจากที่โครงการ UNDP ได้เข้ามาดำเนินการชุมชนจึงได้ข้อสรุปความต้องการของตนเอง และเลือกดำเนินกิจกรรมผลิตน้อยหน่านอกฤดูจนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน

สำหรับความเป็นมาของน้อยหน่า นอกฤดูตำบลแก่งโสภานั้น นายทวี ปัญญา เกษตรกรตำบลแก่งโสภา ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรตำบลแก่งโสภา กล่าวว่า ภายหลังจากได้เตรียมความพร้อมให้แก่ชุมชน ให้แก่เกษตรกรและผู้นำชุมชน คัดเลือกพื้นที่เป้าหมายและพื้นที่ต้นแบบ สร้างจิตสำนึกในการพัฒนาชุมชนให้กับผู้นำเกษตรกร สร้างการเรียนรู้ ศักยภาพชุมชนและศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบแล้ว ได้มีการจัดเวทีชุมชนตำบล โดยมีตัวแทนจากทุกหมู่บ้านในตำบล หมู่บ้านละ 5 คน มาประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในการเลือกกิจกรรมการเกษตรที่มีศักยภาพและเหมาะสมกับชุมชนมากที่สุด ซึ่งได้ข้อสรุปตามลำดับ ดังนี้ การพัฒนาไม้ผลของชุมชน คือ น้อยหน่าและมะม่วง การพัฒนาแหล่งน้ำและสาธารณูปโภคในชุมชน และจากข้อสรุปดังกล่าวจึงได้จัดทำเป็นแผนพัฒนาการเกษตรชุมชน และดำเนินการตามแผนดังกล่าวเรื่อยมา เริ่มจากการจัดทำเครือข่ายพัฒนาการผลิตน้อยหน่านอกฤดู โดยใช้แปลงตัวอย่าง 1 แปลง ขนาด 10 ไร่ ต่อเกษตรกรผู้สนใจร่วมเป็นเครือข่ายเพื่อศึกษาการดำเนินงานไม่เกิน 10 ราย ปัจจุบันมีแปลงตัวอย่างสำหรับการผลิตน้อยหน่าและมะม่วงนอกฤดู อย่างละ 8 แปลง และมีเกษตรกรเข้าร่วมเป็นเครือข่ายถึง 20 กว่าราย เพิ่มจากปีที่ผ่านมามีผู้สนใจไม่ถึง 10 ราย แสดงว่าทิศทางการพัฒนาตามแนวทางใหม่นี้เริ่มได้รับการตอบสนองจากชุมชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจากแนวโน้มที่ดีนี้ เกษตรกรตำบลแก่งโสภาเชื่อมั่นว่า จะสามารถดำเนินการสนองตอบความต้องการของชุมชนในประเด็นรองลงมาตามแผนพัฒนาการเกษตรชุมชนที่ได้วางไว้ในปี 2545 นี้ด้วย

ส่วนกระบวนการผลิตน้อยหน่านอกฤดูนั้น นายสมชาย แย้มขยาย หนึ่งในเกษตรกรเจ้าของแปลงสาธิต ได้ให้ข้อมูลว่า ที่จริงแล้วการปลูกน้อยหน่าไม่จำเป็นต้องอาศัยอะไรเป็นพิเศษเลย ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่เดิมตั้งแต่ต้นพันธุ์ปุ๋ย ฯลฯ สามารถนำมาใช้เพื่อดำเนินการได้ทันที เพราะได้ดำเนินการมากว่า 20 ปี แล้ว ก็ได้ผลดีไม่มีปัญหาอะไร จุดสำคัญอยู่ที่เกษตรกรชาวสวนน้อยหน่าที่ต้องการจะบังคับให้ต้นน้อยหน่าออกผลนอกฤดูจะต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นใบน้อยหน่าให้ร่วงหมดต้น ภายหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูเสร็จสิ้นแล้ว คือ ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม  เพราะหากดำเนินการไม่เสร็จในช่วงดังกล่าว จะทำให้น้อยหน่าแตกใบอ่อนและติดดอก แต่จะไม่ติดผล แต่ถ้าทำเสร็จสิ้นได้ทันในช่วงดังกล่าวจะทำให้ต้นน้อยหน่าแตกใบอ่อนและติดดอกในช่วงฤดูหนาวพอดี ซึ่งเป็นช่วงที่ดินมีความชื้นในระดับที่พอเหมาะและแสงแดดมีความสม่ำเสมอ ทำให้ผลน้อยหน่าที่ออกในช่วงนี้มีผลใหญ่ รสชาติดีและผิวสวยกว่าน้อยหน่าในฤดูกาลเสียอีก โดยจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ของปีถัดไป นอกจากนี้คุณสมชาย ยังบอกเคล็ดลับให้ด้วยว่า ต้นน้อยหน่าที่จะบังคับให้ออกผลนอกฤดูนั้นจะต้องมีการบำรุงน้ำและปุ๋ยให้มากเป็นพิเศษด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทรุดโทรม ซึ่งก็เหมือนกับการใช้งานสิ่งอื่นทั่วไป ที่เมื่อใช้งานหนักก็ต้องมีการบำรุงรักษาที่ดีเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพไปนานๆ สุดท้ายคุณสมชายฝากถึงเกษตรกรชาวสวนน้อยหน่าว่า อยากให้หันมาผลิตน้อยหน่านอกฤดูกันให้มากขึ้น เช่นเดียวกับไม้ผลอื่นๆ ที่มีการผลิตนอกฤดูและได้รับการยอมรับจากตลาดจนทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ความสำเร็จในการพัฒนาการเกษตรของตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลกนี้ นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาการเกษตรตามแนวทาง UNDP ที่ต้องการให้เกษตรเป็นผู้คิด ตัดสินใจ และเลือกแนวทางพัฒนาการเกษตรของชุมชนด้วยตนเอง แตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา เมื่อมีโครงการส่งเสริมจากราชการเกษตรกรจะคอยรอรับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตอย่างเดียว หากไม่มีการสนับสนุนปัจจัยการผลิตก็จะไม่มีการพัฒนาใดๆ เกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นก็ไม่มีความยั่งยืน ทั้งนี้ เนื่องจากโครงการส่งเสริมนั้นๆ ไม่เหมาะสมกับท้องถิ่นและไม่ได้เกิดจากความต้องการที่แท้จริงของชุมชน การพัฒนาการเกษตรตามแนวทางใหม่นี้ จึงน่าจะสามารถขยายผลสำเร็จไปยังชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศได้เช่นเดียวกับที่แก่งโสภานี้ หากชุมชนต่างๆ ร่วมมือในการคิดหาทางพัฒนาการเกษตรของชุมชนตนเองด้วยตนเอง

นาวิน  ธาราแสวง
กองเกษตรสัมพันธ์

 

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

พลิกฟื้นเศรษฐกิจชาติบนโอกาสที่เท่าเทียม

ผ่านทางเก็บมาฝาก.

พลิกฟื้นเศรษฐกิจชาติบนโอกาสที่เท่าเทียม


ในโลกยุค IT ผู้ประกอบการหลายคนหาช่องทางโฆษณาสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ของตนในเว็บไซต์ตามสมัยนิยม เพราะผู้บริโภคมากมายที่มีความสามารถในการซื้อสินค้า ต้องการบริโภคสินค้าหลากหลายชนิด แต่ไม่รู้แหล่งขาย สื่อทาง IT จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการแนะนำสินค้าจากอีกซีกโลกหนึ่งไปอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างไร้พรมแดน

สินค้าแปรรูปทางการเกษตร เช่น ผัก-ผลไม้แปรรูป, สมุนไพร, น้ำผลไม้, สินค้าหัตถกรรมหลากหลายชนิด, ไม้ผลไม้ดอก, ผักปลอดสารพิษ, สินค้าพื้นเมือง ฯลฯ ซึ่งยังไม่มีการเผยแพร่ให้ทราบโดยทั่วกันเท่าไร เพราะผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการมีต้นทุนต่ำ ประกอบกับการแนะนำสินค้าทางอินเตอร์เน็ตยังเป็นเรื่องของผู้ประกอบการรายใหญ่ และเป็นเทคโนโลยีสื่อสารระดับสูง

แต่ปัจจุบันนี้ โอกาสกำลังจะเป็นของผู้ประกอบการรายย่อยๆ แล้ว เพราะมีโปรแกรมเทรดพอยท์ (TRADE POINT) ที่จะช่วยขยายธุรกิจทางอินเตอร์เน็ตให้ในราคาที่น่าสนใจของผู้มีทุนต่ำถึงระดับทุนสูง มีองค์กรกว่าหมื่นองค์กรจำนวน 8 ล้าน บริษัทที่ทำมาค้าขายกันใน 108 ประเทศ แทนที่ท่านจะต้องจ่ายค่าจัดทำเว็บไซต์เป็นเงินหมื่น ก็จ่ายค่าสมัครสมาชิกแรกเข้าเพียง 3,000 บาท เพื่อเป็นสมาชิกตลอดชีพและเสียค่าบริการค้นหาลูกค้า, ค่า Update ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงเพียงเดือนละ 300 บท ซึ่งค่าบริการรายเดือนจะหยุดจ่ายเมื่อไม่ต้องการรับบริการเมื่อไหร่ก็ได้ และสามารถกลับมาใช้บริการได้อีกตามที่ต้องการ ผู้ประกอบการจะได้รับบริการออกแบบเสนอขายสินค้าให้ถึง 4 หน้า ถ้าต้องการเกินกว่านี้ จะต้องจ่ายเพิ่มหน้าละ 500 บาท จะได้รับบริการแปล e-mail ที่ติดต่อซื้อ-ขาย และจะเสนอซื้อเสนอขายได้เดือนละ 2 ครั้ง คำประกาศซื้อ-ขายจะติดอยู่บน web นาน 8 วัน และบรรจุในเครือข่ายที่เป็น global board การซื้อขายจะทำ L.C. (Letter of Credit) ผ่านธนาคารเอเซีย (ซึ่งต่อไปคาดว่าจะเพิ่มจำนวนธนาคารมากขึ้นอีกก็เป็นได้)

โปรแกรมเทรดพอยท์ (TRADE POINT PROGRAM)

โปรแกรมเทรดพอยท์ เกิดขึ้นเมื่อปี 1992 จากการประชุมว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ครั้งที่ 8 มีวัตถุประสงค์หลักคือ ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ SMEs ทั่วโลกให้เข้าสู่ตลาดการค้าระหว่างประเทศด้วยระบบ E-Commerce โดยการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงเทรดพอยท์แต่ละแห่งจากหลายประเทศทั่วโลกเข้าด้วยกันด้วยเครือข่ายเทรดพอยท์โลก (Global Trade Point Network : GTPNet) ผู้ประกอบการ SMEs สามารถรับข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยและเชื่อถือได้, เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารและบริการการค้า นำเสนอสินค้า ลงประกาศซื้อขายสินค้า และค้นหาคู่ค้าในประเทศต่างๆ ผู้ประกอบการจะได้รับบริการเหล่านี้ในอัตราค่าบริการที่ถูก เพื่อให้สามารถเข้าร่วมในโปรแกรมได้โดยสะดวก และเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมในโปรแกรมให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ในประเทศกำลังพัฒนาและในประเทศที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ
นอกจากเทรดพอยท์จะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการแล้ว เทรดพอยท์ยังเอื้อประโยชน์ต่อองค์กรการค้าของรัฐ โดยการสนับสนุนการปรับปรุงประสิทธิภาพทางการค้า ส่งเสริม SMEs และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี E-Commerce ในระดับประเทศและระดับสากล และประโยชน์สูงสุดของโปรแกรมเทรดพอยท์คือ เกิดชุมชนการค้าขนาดใหญ่จากแต่ละท้องถิ่น ทำให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายได้พบกัน ช่วยค้นหาตลาดใหม่ๆ ค้นหาคู่ค้า นักลงทุน และการติดต่อสื่อสารทางการค้าที่รวดเร็ว โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อย

เครือข่ายเทรดพอยท์โลก (Global Trade Point Network)

GTPNet หรือ เครือข่ายเทรดพอยท์โลก (Global Trade Point Network) เกิดขึ้นในปี 1994 และในปี 1999 UNCTAD ได้ปรับปรุงและพัฒนาเครือข่าย GTPNet ขึ้นใหม่เพื่อรองรับจำนวนเทรดพอยท์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก และเพื่อรองรับเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่องๆ ข้อมูลและเว็บไซต์ของผู้ประกอบการทุกเทรดพอยท์ถูกรวบรวมไว้ด้วยกันที่ http://www.gtpnet-e.com เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ค้าจากทั่วโลกได้เข้ามาใช้บริการเพื่อการค้า ปัจจุบันมีเทรดพอยท์ทั้งหมด 153 แห่ง จาก 108 ประเทศทั่วโลก (ข้อมูลเมื่อเดือนกันยายน 2000)

เชียงใหม่ เทรดพอยท์ไทยแลนด์ (TradePointThailand.com)

เชียงใหม่ เทรดพอยท์ไทยแลนด์ คือ เทรดพอยท์ที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทย โดยการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ SMEs และผู้ค้าทั่วไปในประเทศ โดยดำเนินงานและให้บริการภายใต้นโยบายของ UNCTAD ที่มุ่งเน้นอำนวยความสะดวกทางการค้าแก่ผู้ประกอบการ SMEs ให้สามามารถเข้าสู่ระบบการค้า E-commerce ได้โดยสะดวก รวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

กลุ่มเป้าหมายที่ให้บริการของ เชียงใหม่ เทรดพอยท์ไทยแลนด์
- ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า รวมทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่
- ผู้ผลิตสินค้าในท้องถิ่นทั้งจากหมู่บ้าน ตำบล หรืออำเภอ ตามจังหวัดต่างๆ
- บริษัทนำเที่ยว สมาคมโรงแรม และผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- องค์กรพัฒนาการค้า เช่น หอการค้า สมาคมการค้า และชมรมการค้า
- ผู้ประกอบการในต่างประเทศ องค์กรส่งเสริมกาค้าในต่างประเทศ
บริการของ เชียงใหม่ เทรดพอยท์ไทยแลนด์
- บริการข้อมูลทางการค้า ข้อมูลคู่ค้าในประเทศต่างๆ
- บริการค้นหาคู่ค้า (ETO Service – Electronic Trade Organizing Service) “พลิกฟื้นเศรษฐกิจชาติ บนโอกาสที่เท่าเทียม”
- แหล่งรวบรวมรายชื่อบริษัทและผลิตภัณฑ์ในประเทศและต่างประเทศ
- แหล่งรวบรวมข้อมูลประกาศซื้อ-ขายสินค้าจากทั่วโลก
- Thailand Shopping Mall แหล่งช้อปปิ้งสินค้าจากผู้ผลิตในประเทศไทย
- บริการฝึกอบรมและสัมมนาความรู้เกี่ยวกับการค้าบนอินเตอร์เน็ต ฯลฯ
- จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าบนอินเตอร์เน้ต เช่น เทรดแฟร์ ทัวร์ออนไลน์ ทัวร์การค้าระหว่างสมาชิกเทรดพอยท์
- บริการ E-commerce ออกแบบโฮมเพจ, เว็บไซต์ จดทะเบียนชื่อเว็บไซต์ ดูแลรักษาโฮมเพจ, เว็บไซต์และโปรโมทโฮมเพจ, เว็บไซต์
- บริการประกาศซื้อ-ขายสินค้าเกษตรกรล่วงหน้า โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งผลิตสินค้าเกษตรในแต่ละฤดูกาล
- ส่งเสริมการลงทุนในท้องถิ่น โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เชียวชาญ และรับรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามมาตรฐานสากล

ลักษณา  ดิษยบุตร
กองส่งเสริมธุรกิจเกษตร

 

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

ตามไปดูความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดชัยนาทและอ่างทอง

ผ่านทางผลิตภัณฑ์เกษตร.

ตามไปดูความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดชัยนาทและอ่างทอง


เมื่อวันที่ 30-31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับพี่ๆ ผ่านประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางทั้งวารสาร หนังสือพิมพ์และสถานีวิทยุ รวมทั้งสิ้น 15 ชีวิต ไปยังจังหวัดชัยนาทและอ่างทอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อไปศึกษาดูงานกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินการตามโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ประสบความสำเร็จ และในโอกาสนี้ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่เกษตรสัมพันธ์ของสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรจังหวัดอ่างทองเป็นอย่างสูง ที่กรุณาประสานงานและอำนวยความสะดวกให้แก่คณะของเราตลอดการเดินทางในครั้งนี้ ทำให้คณะของเราสามารถดำเนินการต่างๆ ตามที่ตั้งใจไว้ได้อย่างครบถ้วนและราบรื่น

วันแรกของการเดินทาง คณะของเราปักหลักตระเวนหาข้อมูลกันในพื้นที่จังหวัดชัยนาท จุดแรกที่เราเข้าไปศึกษาดูงาน คือ กลุ่มเกษตรกรตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี ซึ่งได้มีการพัฒนาอาชีพจักสานไม้ไผ่ขึ้นมาจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ชุมชน ครูหงษ์ ม่วงแก้ว ผู้ฝึกสอนการจักสานไม้ไผ่ให้แก่เกษตรกรตำบลแพรกศรีราชา เล่าให้ฟังว่า เดิมเกษตรกรตำบลแพรกศรีราชาทำอาชีพเกษตรกรรรมเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ครูหงษ์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาการจักสานไม้ไผ่มาจากครอบครัว จึงเห็นว่า น่าจะเผยแพร่การจักสานไม้ไผ่ให้เกษตรกรในชุมชน เพื่อจะได้เป็นอาชีพเสริม จึงได้เริ่มหารูปแบบว่าควรจะสานเป็นอะไรจึงจะมีเอกลักษณ์และเป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากจะสานแต่กระด้ง ตระกร้า ฯลฯ ที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไป สุดท้ายก็มาสะดุดตาเอากับเครื่องสีข้าวแบบโบราณ ซึ่งยังมีใช้กันอยู่ในชุมชนนี้ ครูหงษ์จึงได้ทดลองสานเป็นเครื่องสีข้าวแบบโบราณขนาดเล็ก สำหรับเป็นเครื่องประดับบ้านหรือของที่ระลึก แล้วนำไปทดลองวางจำหน่าย โดยความช่วยเหลือจากศูนย์ประกอบการผู้สูงอายุเขาท่าพระจังหวัดชัยนาท ปรากฏว่า เป็นที่นิยมของตลาดทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น จนถึงปัจจุบันกำลังการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดแล้ว ครูหงษ์ยังเปิดเผยแนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อไปว่า ตนเองได้ไปศึกษาดูงานจักสานจากศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เพื่อจะนำเทคนิคและรูปแบบใหม่ๆ มาพัฒนา รวมถึงจะขยายศักยภาพของผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้มากขึ้น เช่น การผลิตข้าวซ้อมมือ ที่ปัจจุบันตลาดต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเครื่องมือที่ใช้อยู่เดิมไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทัน ก็จะหาเงินทุนเพื่อมาซื้อเครื่องจักรมาช่วยในการผลิต และจะตั้งศูนย์แสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนขึ้นอีกด้วย นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ชุมชนอื่นๆ ในการพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรได้

จากตำบลแพรกศรีราชา คณะของเราเดินทางอีกไม่ไกลนักเข้าไปยังตำบลโพงาม เพื่อศึกษาดูงานของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านใหญ่ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการจักสารเช่นกัน แต่เป็นการจักสานผักตบชวา เมื่อมาถึงทางกลุ่มแม่บ้านฯ โดยคุณพะเยา คลังสิน ประธานกลุ่ม คุณรำพึง วงษ์โพธิ์ของผู้ใหญ่บ้านไพงาม และพ.ต.ยุทธนา สุ่มสาย สมาชิกสภา อบต.โพงาม ในฐานะที่ปรึกษาของกลุ่มได้ให้การต้อนรับและเล่าถึงความเป็นมาในการดำเนินการรวมทั้งนโยบายของกลุ่มในการพัฒนาต่อๆ ไป ซึ่งสรุปได้ว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านใหม่ได้เริ่มรวมตัวดำเนินการพัฒนาอาชีพเสริมให้สมาชิกมาตั้งแต่ปี 2540 โดยระยะแรกส่งเสริมให้สมาชิกทำไม้กวาดดอกหญ้าและเพาะเห็ด แต่ปรากฎว่าไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากต้องใช้วัตถุดิบนอกพื้นที่ทำให้ต้นทุนสูง อีกทั้งช่องทางการตลาดไม่กว้างขวางต่อมาจึงได้หันมาพัฒนาการจักสานผักตบชวาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ  เช่น กระเป๋าถือ กล่องทิชชู ฯลฯ ซึ่งผักตบชวานี้เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น โดยหน่วยราชการต่างๆ เช่น เกษตรตำบลอุตสาหกรรมจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ฯลฯ ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นการฝึกสอนและพัฒนารูปแบบการจักสาน หาช่องทางการตลาดจนปัจจุบันผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานผักตบชวาของกลุ่มได้ส่งไปจำหน่ายถึงต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา และเยอรมัน นอกจากนี้ในอนาคตกลุ่มฯ จะได้ร่วมกับหน่วยราชการในพื้นที่พัฒนาอาชีพให้แก่สมาชิกเพิ่มเติมที่เริ่มดำเนินการแล้วในปีนี้ ได้แก่ การเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง การเลี้ยงเป็ด จิ้งหรีด และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น น้ำพริกเผา กล้วยฉาบ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ แนวคิดในการพัฒนายังคงเน้นที่การใช้วัตถุดิบที่หาง่ายในชุมชนเป็นหลักเช่นเดียวกับการจักสานผักตบชวา ความสำเร็จของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านใหญ่ที่ผมได้เห็น ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า หากแต่ละชุมชนประชาชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชุมชนนั้นย่อมดีขึ้นเหมือนกับชุมชนบ้านใหญ่นี้ได้เช่นกัน

คณะของเราเริ่มออกเดินทางกันต่อ ไปยังที่หมายสุดท้ายในวันแรก ซึ่งก็คือกลุ่มทอผ้าเนินขาม กิ่งอำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท จุดเด่นของกลุ่มทอผ้าเนินขามนี้ นอกจากอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดแล้ว กลุ่มได้มีการบริหารจัดการด้านการเงินอย่างดีเยี่ยมด้วย นางวันทา เผือกผ่อง ประธานกลุ่มกล่าวถึงการจัดการด้านการเงินของกลุ่มว่า เริ่มแรกกลุ่มได้ระดมทุนจากสมาชิกจนได้เงินจำนวน 30,000 บาท และได้ขอรับการสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสตรีจังหวัดชัยนาทอีก 30,000 บาท แล้วนำมาปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกเพื่อเป็นทุนในการพัฒนาการทอผ้ารายละ 3,500 บาท กำหนดส่งคืนภายใน 1 ปี คิดดอกเบี้ยร้อยละ 12 และเมื่อผ้าทอของสมาชิกสามารถจำหน่ายได้กลุ่มจะหักไว้ผืนละ 5 บาท เข้ากลุ่มเพื่อนำมาเป็นทุนสำหรับหมุนเวียนร้อยละ 80 ซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ร้อยละ 10 และสวัสดิการให้แก่สมาชิกอีกร้อยละ 10 นอกจากจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วยังมีบริการสวัสดิการด้านการเงินอีกด้วย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทอผ้าเนินขามมีหลายชนิด อาทิ ผ้าไหมมัดหมี่ ตีนจก ผ้าขาวม้า โสร่ง หมอนขวาน โดยมีส่วนราชการต่างๆ เช่น เกษตรจังหวัด พัฒนาชุมชน ประชาสัมพันธ์จังหวัด ฯลฯ เข้ามาช่วยเหลือทั้งการออกแบบลวดลายพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และหาช่องทางตลาดให้ จนขณะนี้ผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตามการดำเนินงานของกลุ่มก็ยังประสบปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนการผลิต คือ ด้าย มีราคาแพงและยังต้องซื้อจากที่อื่น ซึ่งอยู่ไกล เช่น จากจังหวัดขอนแก่น แต่ก็ได้พยายามหาทางแก้ไขโดยหาแหล่งวัตถุดินที่ใกล้กว่าทดแทน โดยทุกวันนี้ได้เริ่มซื้อด้ายจากแถบจังหวัดลพบุรีมาใช้บ้างแล้ว กลุ่มทอผ้าเนินขามนี้ถือว่าได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากส่วนราชการในพื้นที่อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบันท่านส่งเสริมให้ข้าราชการในจังหวัดใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าทอพื้นเมือง เพื่อสนับสนุนของดีเมืองชัยนาท ให้ผู้มาติดต่อราชการได้พบเห็น ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากข้าราชการ ทำให้ผ้าทอเนินขามเป็นที่นิยมและรู้จักอย่างกว้างขวางตามไปด้วย นับเป็นแนวทางในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ดีอีกแนวทางหนึ่ง

หลังจากได้นอนหลับพักผ่อนเอาแรงกันที่จังหวัดชัยนาท 1 คืน วันที่สองการเดินทางจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่จังหวัดอ่างทอง โดยคณะของเราได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดอ่างทองว่ามีผลิตภัณฑ์จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่น่าสนใจอยู่ 2 ผลิตภัณฑ์ อย่างแรกคือ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแช่อิ่มของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษไชโย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่เบื้องกับวัดไชโย อำเภอไชโย วัดใหญ่ชื่อดังของจังหวัดเมื่อเดินทางมาถึงคุณสุรินทร์ แก้วอ่อน ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษไชโย ได้พาชมกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน และเล่าให้ฟังถึงความเป็นมาในการดำเนินการของกลุ่มพอสรุปได้ว่า คุณสุรินทร์ เห็นว่า ในชุมชนเกษไชโยนี้มีการปลูกพืชสมุนไพรหลายชนิด เช่น มะกรูด มะนาว มะระขี้นก กระชาย บอระเพ็ด ฯลฯ เพื่อใช้บริโภคกันในครัวเรือนเพียงเล็กน้อย ประกอบกับเห็นว่าปัจจุบันคนหันมาให้ความสนใจผลิตภัณฑ์สุขภาพจากธรรมชาติกันมากขึ้น ทำให้คุณสุรินทร์ชักชวนสมาชิกในชุมชนทดลองนำสมุนไพรที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาแปรรูป โดยการแช่อิ่มและนำออกวางจำหน่าย ปรากฏว่า ได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี จึงได้ขยายผลการดำเนินงานต่อมาเรื่อย โดยได้รับการสนับสนุนจากทางสำนักงานเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัด ในด้านปัจจัยการดำเนินการบางส่วน และช่องทางการตลาด โดยการนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรแช่อิ่มของกลุ่มแม่บ้านเกษไชโยไปแสดงในงานเทศกาลการเกษตรของจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยังได้มาตรวจสอบคุณภาพให้ทุกเดือน ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแช่อิ่มของกลุ่มแม่บ้านเกษไชโยมีการผลิตอย่างถูกหลักอนามัยทุกขั้นตอน

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์สมุนไพรแช่อิ่มของกลุ่มแม่บ้านเกษไชโยวางจำหน่ายถึงในห้างสรรพสินค้า เช่น ห้างฟิวเจอร์พาร์ค และมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกซื้อถึง 16 ชนิด สุดท้ายประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเกษไชโยบอกด้วยว่าขณะนี้กำลังทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น เครื่องดื่มน้ำกระชายดำ ที่สำคัญที่สุดทางกลุ่มยินดีฝึกสอนให้แก่ผู้สนใจด้วย โดยขอให้ติดต่อผ่านทางสำนักงานเกษตรอำเภอเกษไชโย หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดอ่างทอง เรื่องดีๆ แบบนี้วารสารส่งเสริมการเกษตรยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่เพื่อให้เกษตรกรได้มีช่องทางทางพัฒนาอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชนมากขึ้น ต่อไป

จุดสุดท้ายที่คณะของเราแวะเยี่ยมชมก่อนจะกลับกรุงเทพฯ ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรศรีพราน อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เด่น คือ เครื่องจักสานจากเส้นพลาสติก จากคำบอกเล่าของคุณกัลยา อินทร์โต ประธานกลุ่มว่าแต่เดิมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรศรีพรานได้รวมตัวกันผลิตเครื่องจักสานจากหวาย เนื่องจากแต่ละครอบครัวพอจะมีพื้นฐานด้านจักสานกันอยู่บ้าง อีกทั้งวัตถุดิบ คือ หวายก็ยังพอหาได้ในชุมชนและละแวกใกล้เคียง แต่ระยะหลังหวายหายากขึ้นมาก ทางกลุ่มจึงพยายามค้นหาวัสดุมาใช้ทดแทน และก็มาลงเอยที่เส้นพลาสติก เพราะเห็นว่านอกจากจะมีราคาถูกแล้ว ยังมีความคงทนและสามารถเลือกสีสันได้ตามต้องการอีกด้วย จึงได้เริ่มจักสานเส้นพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋า กล่อง ฯลฯ ส่งขาย ตลาดสำคัญคือสวนจตุจักร ซึ่งที่นี่เองทำให้ลูกค้าชาวต่างชาติได้มาพบและถูกอบถูกใจในผีมือ สีสัน และลวดลายของผลิตภัณฑ์ถึงขนาดตามมาพบผู้ผลิตถึงที่ และเมื่อได้พูดคุยกันแล้วถึงได้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่ายขึ้น โดยทางลูกค้าต่างประเทศได้กำหนดรูปแบบผลิตภัณฑ์มาให้ทางกลุ่มผลิตให้ในจำนวนที่ต้องการ เมื่อผลิตเสร็จแล้วก็จะมารับซื้อไปจำหน่ายยังต่างประเทศอีกทีหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมมาก ได้แก่ ตระกร้าใส่ผ้าและตระกร้าใส่สัตว์เลี้ยง โดยประเทศที่สั่งซื้อจำนวนมากก็มีเยอรมัน เดนมาร์ก ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับความนิยมมากจนขณะนี้ทางกลุ่มแทบจะมีมีเวลาผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายในประเทศเลย และเมื่อผมได้ถามถึงเคล็ดลับความสำเร็จคุณกัลยาก็บอกกับผมว่า มารจากการที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพผลิตภัณฑ์และยืนยันด้วยว่า ผลิตภัณฑ์จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรศรีพรานทุกชนิดมีกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน ขนาดที่บริษัทผู้สั่งของส่งพนักงานตรวจสอบคุณภาพมาตรวจสอบเองยังให้การยอมรับสินค้าที่ส่งออกทุกชิ้น ไม่เคยมีปัญหาถูกตีกลับเลยตลอด 6 ปีที่ส่งออกมา ถือเป็นความสำเร็จของชุมชนอย่างยิ่ง นอกจากนี้ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรศรีพรานยังฝากถึงผู้สนใจอาชีพจักสานเส้นพลาสติกว่ายินดีจะฝึกสอนให้ฟรีอีกด้วย และหากสามารถทำได้คุณภาพมาตรฐานก็อาจแบ่งงานให้ทำด้วย เพราะปัจจุบันนี้ก็ได้มีกลุ่มแม่บ้านจากจังหวัดชัยนาทมาขอฝึกงานและร่วมเป็นเครือข่ายให้การผลิตเครื่องจักสานเส้นพลาสติกเพื่อส่งออกอยู่แล้ว ซึ่งในอนาคตอันใกล้ทางกลุ่มจะได้ขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย และอังกฤษต่อไปอีกด้วย

2 วันของการเดินทางครั้งนี้ กลังจากไปพบเจอกับกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรได้เห็นความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองได้ ผมสังเกตเห็นจุดรวมของความสำเร็จซึ่งแต่ละชุมชนมีร่วมกันอยู่หลายประการ แต่พอจะสรุปได้ว่า หากเริ่มพัฒนาโดยพิจารณาจากความพร้อมของชุมชน เช่น มีวัตถุดิบหาได้ง่ายในชุมชนเป็นสิ่งที่ชาวชุมชนมีความรู้ความชำนาญอยู่เดิมหรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของชาวชุมชนและละแวกใกล้เคียง แล้วจึงค่อยพัฒนารูปแบบ ขยายช่องทางการตลาดอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของชาวชุมชน และการสนับสนุนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ความสำเร็จย่องเกิดขึ้นได้กับชุมชนอื่นๆ เช่นเดียวกัน คราวหน้าหากมีโอกาสผมคงได้ออกไปเยี่ยมชมความสำเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในจังหวัดอื่นๆ มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังกันต่อไป

นาวิน  ธาราแสวง
กองเกษตรสัมพันธ์

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น

ข่าวภูมิภาค

ผ่านทางข่าวภูมิภาค.

ข่าวภูมิภาค


ภาคเหนือ

นายเกรียงไกร คะนองเดชาชาติ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ แนะเกษตรกรหลังเก็บผลผลิตลำไยจากต้นแล้วควรตัดแต่งช่อผล โดยตัดผลเล็ก ลีบ แตกและมีโรคแมลงออกเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาลำไยได้นานขึ้น ส่วนการบรรจุลงภาชนะควรใส่ให้เต็มพอดีไม่แน่นไม่หลวมเพราะเวลาปิดฝาจะทำให้ลำไยด้านบนได้รับความเสียหายเนื่องจากแรงกด เมื่อวางภาชนะบรรจุซ้อนกัน
นายวิบูลย์ มาลิเสน เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดศูนย์บริการและประสานงานตลาดทุเรียนหลังลับแล ปี 2544 ขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและเป็นศูนย์บริการ แนะนำลักษณะพันธุ์ทุเรียนหลงลับแลแก่ประชาชน ผู้สนใจติดต่อที่สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ โทร.(055) 411769 โทรสาร 414135 ในวันและเวลาราชการ
นายอำนวย ชัยชนะบุตร เกษตรจังหวัดลำพูน เผยว่า ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการคืนธรรมชาติสู่เกษตรกรไทยจากองค์กรส่วนท้องถิ่นของจังหวัดลำพูน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีรวม 5,322,220 บาท ทั้งนี้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดได้มีการรวบกลุ่มเกษตรกรเพื่อผลิตปุ๋ยชีวภาพแล้วในพื้นที่อำเภอต่างๆ
นายถาวร ศรีภักดี เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ แจ้งว่าเมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการจัดสัมมนาการตลาดข้าวหอมปทุมธานี 1 ขึ้นที่ห้องประชุมศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 15 นครสวรรค์ โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานการค้าภายในจังหวัด อ.ต.ก. ธ.ก.ส. สำนักงานสหกรณ์จังหวัด เกษตรอำเภอ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 15 ผู้แทนโรงสีข้าว สหกรณ์การเกษตรและประธานศูนย์ข้าว มาประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการกำหนดแนวทางด้านการตลาดและการผลิตข้าวหอมปทุมธานี 1 ระหว่างผู้ซื้อผู้ผลิต และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
นายไพรัช หวังดี เกษตรจังหวัดกำแพงเพชร เผยว่าขณะนี้ได้มีการระบาดของโรคใบจุดกล้วยไข่ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อรา การป้องกันทำได้โดยปลูกกล้วยไข่ให้มีระยะห่างไม่ให้ชิดกันมาก ทำทรงให้โปร่ง ตัดใบแก่และใบที่เป็นโรครวมเผาทำลาย ฉีดพ่นสารเคมีป้องกันและกำจัดเชื้อราหากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอใกล้บ้าน


ภาคใต้

นายสุรพล จารุพงศ์ เกษตรจังหวัดนราธิวาส เผยว่า จังหวัดนราธิวาสมีบอนสีเป็นไม้ประดับที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมากมายหลายพันธุ์ สีสันสวยงาม ดังนั้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์และหากปลูกเพื่อการค้า เกษตรกรจะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนจึงได้รับอนุมัติโครงการให้ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยปลูกและขยายพันธุ์บอนสีในพื้นที่ อ.เมือง อ.ตากใบ และอ.สุไหงปาตี  แล้วรวมทั้งเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงโปรดให้มีการปลูกบอนสีในจังหวัดนราธิวาสมากขึ้น
นายพชร ศรีสวัสดิ์ เกษตรจังหวัดชุมพร สรุปสภาวะอุทกภัยของจังหวัดจากการที่ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะที่ อ.ท่าแซะ มีพื้นที่ประสบภัย 4,200 ไร่ พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 1,600 ไร่ และที่อ.หลังสวน มีพื้นที่ประสบภัย 3,815 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นไม้ผล ได้แก่ มังคุด ลองกอง ทุเรียน เงาะ ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่เร่งระดมออกให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำกับเกษตรกรเกี่ยวกับการดูแลรักษาไม้ผลยืนต้นหลังน้ำลดแล้ว
สำนักงานเกษตรอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร แจ้งว่า ได้กำหนดจัดงาน “วันผลไม้เมืองหลังสวน” ปี 44 ขึ้น ระหว่างวันที่ 6-17 สิงหาคม 2544 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอหลังสวน โดยมีวัตถุประสงค์การจัดงาน คือ เพื่อเผยแพร่แหล่งผลิตผลไม้เมืองหลังสวน และกระตุ้นให้เกษตรกรเร่งพัฒนาการผลิตไม้ผลเมืองหลังสวน และกระตุ้นให้เกษตรกรเร่งพัฒนาการผลิตไม้ผลให้มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด
สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง จัดวันสาธิตในโครงการส่งเสริมการผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน  เพื่อผลิตเมล็ดข้าวพันธุ์ดีใช้ในชุมชนและสาธิตเทคโนโลยีการเกษตรที่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้เพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ลดต้นทุนการผลิต ณ พื้นที่หมู่ที่ 7 ต.นาพละ อ.เมืองตรัง และหมู่ที่ 3 ต.นาข้าวเสีย อ.นาโยง โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวเล็บนกปัตตานีเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรต้องการและผู้บริโภคในท้องถิ่นนิยม
นายยงยุทธ สุวรรณฤกษ์ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดสตูล แจ้งว่าจังหวัดสตูลได้กำหนดจัดงานวันจำปาดะและของดีเมืองสตูล ระหว่างวันที่ 15-19 สิงหาคม 2544 ณ ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมือง อ.ควนโดน จ.สตูล เพื่อเผยแพร่พืชประจำท้องถิ่นและผลผลิตการเกษตรของจังหวัด


ภาคตะวันออก

นายสังคม ประเสริฐเตชาโต เกษตรจังหวัดระยอง แจ้งว่าสำนักงานเกษตรจังหวัดระยองได้ส่งเสริมให้เกษตรกรและกลุ่มแม่บ้านเกษตรปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ เพื่อลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและเพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายจากการใช้สารเคมีจึงได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านฉาง จัดงานวันสาธิตโรงเรียนเกษตรกรผักในพระราชดำริขึ้น เมื่อปลายเดือนมิถุนายน ฯ สถานีเรียนรู้ หมู่ที่ 6 บ้านเขาคลอก อ.บ้านฉาง จ.ระยอง
นายจตุรงค์ ราชพิทักษ์ เกษตรจังหวัดนครนายก เผยว่าทางสำนักงานเกษตรจังหวัด ได้สนับสนุนโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันตามพระราชดำริฯ แก่โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 17 โรงเรียน และพิจารณาโรงเรียนวัดปลาจืด ตำบลพรหมณี อำเภอเมืองนครนายก ให้เป็นต้นแบบในด้านการผลิตทางการเกษตรพร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณจำนวน 30,000 บาท  เพื่อใช้ในกิจกรรมดังกล่าวและถ่ายทอดสู่ชุมชนที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนและชุมชนใกล้เคียง


ภาคตะวันตก

นายสมบูรณ์ สุทธิพงษ์ เกษตรจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผย่า สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับ กรอ.จังหวัดเพชรบุรี และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กำหนดจัดงานเกษตรแฟร์เพชรบุรี 44 ในระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคม 2544 ณ ตลาดกลางการเกษตรท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการแสดงเทคโนโลยีการเกษตร การแสดงนิทรรศการและการทำการเกษตรย้อนยุค การสัมมนาวิชาการด้านการเกษตร การประกวดและแข่งขันกิจกรรมทางการเกษตร การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง การจำหน่ายพันธุ์ไม้ทุกชนิด ผลิตภัณฑ์และผลผลิตการเกษตรจากเกษตรกรโดยตรง
นายพันทวี ทองสุข เกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม แจ้งว่า ในระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 2 กันยายน 2544 สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงครามร่วมกับหอการค้าจังหวัดและสถาบันเกษตรกรกำหนดจัดงาน “ส้มโอขาวใหญ่แม่กลอง ปี 2544″ ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม มีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ การจัดประกวดส้มโอขาวใหญ่ การแปรรูปอาหารจากส้มโอและจัดแข่งขัน ยำ แกะสลักส้มโอ


ภาคกลาง

สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคกลาง จังหวัดชัยนาท จัดประชุมคณะทำงานโครงการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรภาคกลาง ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามนโยบายเพิ่มศักยภาพชุมชนด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อกำหนดแนวทางการพิจารณาความเหมาะสมของข้อมูลพื้นฐานโครงการ และกรอบทางเลือกอาชีพเกษตรของตำบลหลักพร้อมทั้งมอบหมายให้คณะทำงานฯ ระดับจังหวัดจัดทำรายละเอียดโครงการ/งบประมาณและนำเสนอผลในการประชุมคณะทำงานฯ ภาคกลาง
นายกมล เกษมศุข เกษตรจังหวัดสระบุรี เร่งสนับสนุนเกษตรกรในเขตพื้นที่อำเภอบ้านหมอให้ปลูกผักหวานป่าเป็นพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่น เนื่องจากเป็นพืชผักที่มีข้อดีหลายประการทั้งลงทุนน้อย โรคและแมลงไม่ค่อยรบกวนมีอายุยืน เก็บได้ตลอดปีทำรายได้เฉลี่ย 15,000 บาท/ไร่/ปี ขณะนี้กำลังประสานงานกับกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อหาวิธีการขยายพันธุ์โดยการทำให้ออกนอกฤดู หรือนำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแทนการใช้เมล็ดปลูก
สำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี ร่วมกับนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านในเครือมติชน จัดสัมมนาเกษตรสัญจรดูงานแปลงปลูกองุ่นแบบครบวงจร ณ อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี มีเกษตรกรและผู้สนใจเข้าร่วมชนวิธีการผลิตกว่า 100 ชีวิต ได้รับความรู้กลับไปพอสมควร เมื่อเร็วๆ นี้


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู จัดฝึกอบรมวิทยากรเกษตรตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรภายใต้ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรสำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อให้ความรู้และเทคนิคการถ่ายทอดความรู้ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรแก่ประธานและสมาชิกศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธ์ข้าวชุมชนทุกศูนย์ฯ รวม 5 รุ่นๆ ละ 14 คน จากจำนวน 26 ศูนย์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
นายไพวงศ์ หลักชัย เกษตรจังหวัดอุบลราชธานี เผยว่าในช่วงเทศกาลประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีนั้น  ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดได้จัดให้มีการออกร้านจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ตามนโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ขึ้น ณ ศาลาประชาคม อำเภอเมืองอุบลราชธานี


 

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | , | ให้ความเห็น

ผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อสุขภาพ

ผ่านทางโลกวิชาการ.

ผลกระทบของสารเคมีที่มีต่อสุขภาพ


ปัจจัยที่ทำให้สารเคมีมีผลต่อผลสุขภาพของคน จากการศึกษาของ Dr.Helen Marphy ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพิษวิทยากรจากโครงการ Community IPM จาก FAO ประเทศอินโดนีเซีย พบว่าปัจจัยที่มีความเสี่ยงของสุขภาพของคนอันดับต้นฯ คือ
1. เกษตรกรใช้สารเคมีชนิดที่องค์การ WHO จำแนกไว้ในกลุ่ม la และ lb ที่มีพิษร้ายแรงยิ่ง (Extremely toxic) และมีพิษร้ายแรงมา (Very Highly toxic) ตามลำดับ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดการเจ็บป่วยแก่เกษตรกร ซึ่งใช้สารพิษ โดยเฉพาะสารทั้งสองกลุ่ม ดังกล่าว
2. การผสมสารเคมีหลายชนิดฉีดพ่นในครั้งเดียว ซึ่งเป็นลักษณะที่ทำให้เกิดความเข้มข้นสูง เกิดการแปรสภาพโครงสร้างของสารเคมี เมื่อเกิดการเจ็บป่วยแพทย์ไม่สามารถรักษาคนไข้ได้ เนื่องจากไม่มียารักษาโดยตรง ทำให้คนไข้มีโอกาสเสียชีวิตสูง
3. ความถี่ของการฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งหมายถึงจำนวนครั้งที่เกษตรกรฉีดพ่น เมื่อฉีดพ่น เมื่อฉีดพ่นบ่อยโอกาสที่จะสัมผัสสารเคมีก็เป็นไปตามจำนวนครั้งที่ฉีดพ่น ทำให้ผู้ฉีดพ่นได้รับสารเคมีในปริมาณที่มากและสะสมในร่างกายและผลผลิต
4. การสัมผัสสารเคมีของร่างกายผู้ฉีดพ่น บริเวณผิวหนังเป็นพื้นที่ที่มากที่สุดของร่างกาย หากผู้ฉีกพ่นสารเคมีไม่มีการป้องกันหรือเสื้อผ้าที่เปียกสารเคมี และโดยเฉพาะบริเวณที่มือและขาของผู้ฉีดพ่น ทำให้มีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้เพราะสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชถูกผลิตมาให้ทำลายแมลงโดยการทุลุทะลวง หรือดูดซึมเข้าทางผิวหนังของแมลง รวมทั้งให้แมลงกินแล้วตาม ดังนั้นผิวหนังของคนที่มีความอ่อนนุ่มกว่าผิวหนังของแมลงง่ายต่อการดูดซึมเข้าไปทางต่อมเหงื่อ นอกเหนือจากการสูดละอองเข้าทางจมูกโดยตรง จึงทำให้มีความเสี่ยงอันตรายมากกว่าแมลงมากมาย
5. พฤติกรรมการเก็บสารเคมี และทำงายภาชนะบรรจุไม่ถูกต้อง ทำให้อันตรายต่อ(ผู้อยู่อาศัยโดยเฉพาะเด็กๆ และสัตว์เลี้ยง)
องค์การอนามัยโลกได้จัดลำดับความรุนแรงของสารเคมีในรูปของการจัดค่า LD50 ซึ่งค่า LD50 นี้ หมายถึงระดับความเป็นพิษต่อร่างกายของมนุษย์โดยคำนวณบนฐานของการทดลองกับหนู ซึ่งจะคิดจากปริมาณของสารเคมีเป็นมิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนูเป็นกิโลกรัม ที่สามารถมีผลต่อการฆ่าหนูจำนวน 50% ของหนูทดลองทั้งหมด

ระดับความรุนแรง ค่า LD50 (มิลลิกรัม/กก.ของน้ำหนักหนูทดลอง)
รับสารพิษทางปาก
ชนิดผง ชนิดน้ำ
la 5 มิลลิกรัม หรือน้อยกว่า 20 มิลลิกรัม หรือน้อยกว่า
lb 5-50 มิลลิกรัม 20-200 มิลลิกรัม
ll 50-500 มิลลิกรัม 200-2000 มิลลิกรัม
lll 500-2000 มิลลิกรัม 2000-3000 มิลลิกรัม
IV มากกว่า 2000 มิลลิกรัม มากกว่า 3000 มิลลิกรัม

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดลำดับความรุนแรงจากพิษสารเคมี โดยจำแนกดังนี้
องค์การอนามัยโลก ได้จำแนกประเภทของสารเคมีตามชื่อสามัญ (Common Name) ของสารเคมีที่เข้าไปมีผลต่อร่างกายมนุษย์ ซึ่งการจำแนกโดยทั่วไปนั้นจะสอดคล้องกับค่า LD50 ซึ่งกล่าวถึงแล้ว ในตอนต้นโดยแบ่งเป็น 5 ระดับความรุนแรงดังต่อไปนี้

la = ระดับอันตรายร้ายแรงยิ่ง
lb = ระดับอันตรายร้ายแรงมาก
ll = ระดับอันตรายปานกลาง
lll = ระดับอันตรายน้อย
IV = ระดับอันตรายน้อยที่สุด

สารเคมีมีหลายประเภท สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ตามผลที่มีต่อร่างกายของมนุษย์ ดังนี้
1. ออแกนโนฟอสเฟส (OP) มีผลต่อระบบประสาท ซึ่งส่งผลต่อร่ายกายในระยะยาว
2. คาร์บาเมต (C) มีผลต่อระบบประสาทในระยะสั้น
3. ออกการ์โนคลอรีน (OC) มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางในระยะยาว
4. ไพรีทรอยต์ (PY) สร้างความระคายเคืองต่อร่างกายภายนอก
5. ไธโอคาร์บาเมต (TC) สร้างความระคายเคืองต่อร่างกายภายนอก เช่น ตา ผิวหนัง
6. พาราควอท (P) เป็นสารกำจัดวัชพืช สร้างความระคายเคืองต่อผิวหนัง แต่หากเข้าสู่ระบบการไหลเวียนของโลหิต ผ่านทางผิวหนังหรือบาดแผล จะส่งผลรุนแรงต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญภายในร่างกาย เช่น ตับ และไต

 

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | , | ให้ความเห็น

กว่าจะได้มาซึ่งใบ CER ตอนที่ 1 เตรียมบุคลากรให้พร้อม

ผ่านทางบทความ.

กว่าจะได้มาซึ่งใบ CER


ตอนที่ 1 เตรียมบุคลากรให้พร้อม

ใบ CER. ในบทความนี้หมายถึง Certificate of Approval หรือใบรับรองระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานเลขที่  มอก./ISO 9002 : 1994

กว่าจะได้มาซึ่งใบ CER. ก็เล่นกันข้ามสหัสวรรษกันเลยทีเดียว เริ่มจากศูนย์ (0) จริงๆ เพราะยังไม่มีใครรู้จริงกันสักคน แต่เริ่มมาจากนโยบายที่ต้องการจะปฏิรูประบบราชการ และผู้บริหารระดับสูงเห็นว่าการผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ขยายพันธุ์พืชมีลักษณะการทำงานที่เป็นระบบคล้ายขบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรม ที่ระบบบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐาน ISO กำลังเป็นที่สนใจเพื่อพัฒนาไปสู่การแข่งขันระดับโลก (โอย! แล้วเราเป็นระบบราชการทำไมต้องทำด้วย? 108 คำถามที่ปัจจุบันยังหาคำตอบได้ไม่หมด)

เริ่มอย่างไร อันดับแรก ต้องมีความรู้ว่าระบบ ISO คืออะไร องค์กรที่ให้ความรู้ในอันดับแรก คือ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ที่ได้มีการลงนามข้อตกลงร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2542 เพื่อให้ความร่วมมือในการฝึกอบรมและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการที่กรมส่งเสริมการเกษตร โดยกองขยายพันธุ์พืช และศูนย์ขยายพันธุ์พืชจะขอรับรองมาตรฐาน ISO 9002 และในการนี้กองขยายพันธุ์พืชได้จัดส่งเจ้าหน้าที่จากกองขยายพันธุ์พืชและศูนย์ขยายพันธุ์พืช (หน่วยกล้าตาย) จำนวน 4 คน เข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการฝึกอบรมพัฒนาวิยากรที่ปรึกษา ISO 9002 รุ่นที่ 1/2542 ณ สถาบันเพิ่มผลผลิตเป็นเวลา 4 เดือน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวกลับมาเป็นวิทยากรเพื่อถ่ายทอดความรู้และเป็นผู้นำในการจัดทำ ระบบ ISO ของกองขยายพันธุ์พืชและศูนย์ขยายพันธุ์พืชต่อไป

นโยบายการนำกองขยายพันธุ์พืชและศูนย์ขยายพันธุ์พืชเข้าระบบการบริหารคุณภาพ ISO 9002 นับว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน และมีการติดตามงานอย่างใกล้ชิดมาก ระหว่างที่ส่งหน่วยกล้าตายไปอบรม ทางกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีคำสั่งที่ 469/2542 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำมาตรฐาน ISO สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งมีรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นประธานและมีผู้อำนวยการกองสถาบันพัฒนาและส่งเสริมปัจจัยการผลิต หัวหน้าฝ่าย/หัวหน้ากลุ่มงานในกองขยายพันธุ์พืช ผู้แทนสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 19 จังหวัดชลบุรี รวม 11 คน และให้ทุกศูนย์แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำระบบมาตรฐานคุณภาพ เพื่อการขอรับรอง ISO 9002 ด้วย

ในการเตรียมการขอรับรองมาตรฐาน ISO สรุปเป็นขั้นตอน ดังนี้

1. สำรวจระบบเบื้องต้นว่าสอดคล้องกับข้อกำหนดของ ISO หรือไม่
2. ดำเนินการฝึกอบรม
2.1 ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ข้อกำหนดของ ISO
2.2 การจัดทำเอกสาร
3. การจัดทำเอกสารระบบคุณภาพของการผลิตและขยายเมล็ดพันธุ์พืชทั้งระบบ
4. การนำเอกสารไปใช้ในการปฏิบัติงาน
4.1 แจกแจงภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและวิธีปฏิบัติ
4.2 ประเมินการปฏิบัติทั้งระบบ
5. ตรวจสอบระบบคุณภาพภายใน โดยใช้บุคลากรขององค์กร
6. ดำเนินการป้องกัน แก้ไขปัญหาที่ตรวจพบ
7. ขอใบรับรอง

จากการประชุมคณะกรรมการจัดทำมาตรฐาน ISO สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2542 ได้มีมติคัดเลือกศูนย์ขยายพันธุ์พืชเพื่อนำร่องในการเตรียมการขอรับรองมาตรฐาน ISO 3 ศูนย์ คือ

1. ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 11 จังหวัดร้อยเอ็ด
2. ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 15 จังหวัดนครสวรรค์
3. ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 17 จังหวัดขอนแก่น

ในการเตรียมขอรับรองมาตรฐาน ISO ตอบสนองนโยบายของรัฐแต่เดิมนั้นจะเริ่มจากศูนย์นำร่องเพียง 3 ศูนย์ก่อน แต่ผู้บริหารระดับสูงให้ความเห็นว่าทุกศูนย์ควรเข้าระบบไปพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้นจึงต้องเร่งระดมในการอบรมบุคลากรขององค์กรทุกระดับ

ฝึกอบรมเรื่องมาตรฐานคุณภาพ ISO 9002 แก่ผู้บริหารระดับสูง ซึ่งประกอบด้วยผู้อำนวยการกองขยายพันธุ์พืชหัวหน้าฝ่าย/หัวหน้ากลุ่มงาน และผู้อำนวยการศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 23 ศูนย์ หลักสูตร 4 วัน ระหว่างวันศุกร์ที่ 24 ถึงวันจันทร์ที่ 27 เดือนกันยายน 2542 (….เร่งด่วนมาก ต้องอบรมทั้งเสาร์และอาทิตย์ ผู้เข้าอบรมต้องทำการบ้านมาก่อน โดยต้องอ่านเอกสารประกอบการอบรมทั้งหมาด 4 เล่ม คือ 1.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.9001-2539 ระบบคุณภาพ : แบบการประกันคุณภาพในการออกแบบการพัฒนาการผลิต การติดตั้ง และการบริการ 2.คู่มือการจัดระบบการบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 3. พจนานุกรมศัพท์เทคนิคระบบคุณภาพ ISO 9000 อังกฤษ – ไทย 4.คู่มืออธิบายข้อกำหนด ISO 9001 ..เห็นตำราแล้วหนาว..) โดยทีมวิทยากร (รุ่นหน่วยกล้าตาย) ที่ได้รับการฝึกอบรมจากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

หลังจากผู้อำนวยการศูนย์ได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธมาแล้ว ก็นำความรู้ที่ได้รับพร้อมม้วนวิดีทัศน์ มาถ่ายทอดให้ทีมงานในศูนย์ พร้อมปลอดโยนว่า ถ้ายังไม่เข้าใจไม่เป็นไร่ เพราะจะมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเจาหน้าที่ระดับหัวหน้างานและคณะทำงานจัดทำระบบมาตรฐานคุณภาพ ISO 9002 อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งกรมสงเสริมการเกษตรได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่คณะทำงานจัดทำระบบมาตรฐานคุณภาพ ISO 9002 ทั้งของกองขยายพันธุ์พืชและของศูนย์ขยายพันธุ์พืช รวม 3 รุ่น จำนวน 99 คน (แต่จริงๆ มากกว่านี้เพราะบางศูนย์มีความมุ่งมั่นมากต้องนำทีมไปมากหน่อย) ระหว่างวันที่ 8 – 10 พฤศจิกายน 2542 (ทีมงานภาคอีสาน) วันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2542 (ทีมภาคกลาง ออก ตก และใต้) วันที่ 1 – 3 ธันวาคม 2542 (ทีมภาคเหนือ) แต่ละจุดได้พักรีสอร์ทสวยงามห่างไกลเมือง ทั้งนั้น ไม่มีการพักผ่อน ไม่ได้การช้อปปิ้ง มีแต่ workshop กันตลอดวัน กลับบ้านพร้อมกระดาษหลายกิโล (ความลับจากผู้จัดที่หารีสอร์ทสวยๆ ไว้ เพื่อปลอบใจ และที่สำคัญหนีไปเที่ยวไหไหนไม่ได้…ฮา!!!)

การเตรียมการเพื่อขอการรับรองระบบ ISO ทำกันอย่างเร่งรีบจริงๆ หายใจเขาออก เป็นไอ-โซ เพราะ ก่อนที่จะมีการอบรมบุคลากรเพื่อจัดทำระบบ ISO แต่ละศูนย์จะต้องมีการแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำระบบฯ ซึ่งตอนแต่งตั้งก็ยังไม่รู้เลยว่าแต่ละตำแหน่งต้องทำอะไรบ้าง หลังจากนั้นศูนย์จะต้องรายงานความก้าวหน้าในการบริหารงานระบบคุณภาพ ISO 9002 ทุก 15 วัน เพื่อให้การเตรียมรับรองระบบเป็นไปตามแผน งานเดินไม่ทันใจ…กองขยายพันธุ์พืชจึงมอบหมายให้แต่ละศูนย์เขียนเอกสารการปฏิบัติงานผลิตเมล็ดพันธุ์ บางศูนย์ก็ต้องเขียนก่อนผิดถูกหรือไม่แน่ใจก็ต้องทำไปก่อนเพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้อบรม (…การทำงานแข่งกับเวลากำลังเริ่มแล้ว…)

จากเดิม การเตรียมการเพื่อขอรับการรับรองของศูนย์นำร่องทั้ง 3 ศูนย์นั้น จะมีทีมที่ปรึกษาโครงการจากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ซึ่ง กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้ว่าจ้างแต่เมื่อผู้บริหารระดับสูงต้องการให้ทุกศูนย์ขอรับรองระบบพร้อมกัน ก็เริ่มมีปัญหาในทางปฏิบัติ แต่เมื่อเป็นนโยบายและท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น มีคามมุ่งมั่นที่จะให้งานนี้สำเร็จท่านจึงได้ประสานงานกับทางกระทรวงอุตสาหกรรม จึงทำให้ได้คณะที่ปรึกษาจัดทำระบบบริหารคุณภาพ แก่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่เหลือ อีก 20 ศูนย์ ซึ่งกรมสงเสริมการเกษตร โดย นายชวาลวุฑฒ  ไชยนุวัติ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรในสมัยนั้น และผู้อำนวยการศูนย์ขยายพันธุ์พืชได้ร่วมลงนามแสดงเจตจำนงเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาแนะนำการจัดระบบบริหารคุณภาพตาม ISO 9000 ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ตามมาตรการเพิ่มค่าใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ 2542 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2542 ณ โรงแรมแชงการีลา กรุงเทพฯ โดยมีบริษัทควอลิตี้เทรนนิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นที่ปรึกษาโครงการ

ดังนั้น ศูนย์ขยายพันธุ์พืชนำร่องเดิม 3 ศูนย์ และกองขยายพันธุ์พืช มีสถาบันเพิ่มผลผลิต เป็นคณะที่ปรึกษา โดยใช้งบประมาณของกรมส่งเสริมการเกษตร ในขณะที่ศูนย์ขยายพันธุ์อีก 20 ศูนย์ ได้บริษัทคลอลิตี้เทรนนิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทที่ปรึกษา

นางสุณีย์  โฆษิตประเสริฐ
ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จ.พิษณุโลก

 

มีนาคม 22, 2010 Posted by | 2543->2545, วารสารส่งเสริมการเกษตร | | ให้ความเห็น