ส่ง ‘เกษตรอินทรีย์ไทย’ สู่ตลาดโลก
วันจันทร์ ที่ 12 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น
ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > ส่ง ‘เกษตรอินทรีย์ไทย’ สู่ตลาดโลก.
ปัจจุบัน ตลาดโลกมีความต้องการสินค้าอินทรีย์เพิ่มสูงขึ้นมาก โดยแต่ละปีมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-20% ซึ่งปี 2553 นี้ คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีตลาดหลักอยู่ที่ กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และ ตลาดใหม่ที่คาดว่าจะมีการขยายตัวที่รวดเร็ว คือ กลุ่มสแกนดิเนเวีย และ อิสราเอล ส่วน การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยในขณะนี้
มีพื้นที่ประมาณ 300,000 ไร่ แต่มีฟาร์มที่ ผ่านการรับรองมาตรฐานเพียง 140,000 ไร่ ทั่วประเทศ นับเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เร่งพัฒนาพร้อมขยายฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ของ ไทยให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันในเวทีการค้าโลกซึ่งจะนำรายได้เข้าประเทศสูง ขึ้นในอนาคต
นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรม ส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ช่วงปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 1,000-1,100 ล้านบาท หรือประมาณ 0.2% ของตลาดโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อส่งออกโดยสินค้าที่ส่งออกมากที่สุด คือ ข้าวอินทรีย์ ประมาณ 80% มีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และฮ่องกง รองลงมา คือ พืชผักอินทรีย์ อาทิ หน่อไม้ฝรั่ง ส่งออกไปยังญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และ ผลไม้อินทรีย์ อาทิ ลำไย มะม่วง สับปะรด และลองกอง เป็นต้น
การพัฒนาฟาร์มเกษตรอินทรีย์ของไทย ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานเป็นเรื่องที่ทำยากขึ้นทุกขณะ เพราะนอกจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทยเองแล้ว หากต้องการที่จะส่งออก ผู้ประกอบการต้องพัฒนาฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานตามเงื่อนไขของประเทศผู้นำเข้าด้วย โดยแต่ละประเทศได้กำหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แตกต่างกัน ทั้งมาตรฐาน EEC 2092/91 และกฎระเบียบใหม่ EC No 834/2007 ของสหภาพยุโรป มาตรฐาน JAS ของญี่ปุ่น มาตรฐาน NOP ของสหรัฐอเมริกา มาตรฐาน IFOAM ของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ซึ่งมาตรฐานต่าง ๆ ได้มีการปรับกฎเกณฑ์อยู่บ่อยครั้งเพื่อให้ทันสมัย และยังมีกฎเกณฑ์เพื่อกีดกันทางการค้ามากขึ้นทุกปีด้วย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ส่งออกต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ปีนี้กรมส่งเสริมการเกษตรมีแผนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขยายผลต่อยอดโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในเขตทุ่งกุลา ร้องไห้เพื่อการส่งออก พื้นที่เป้าหมายไม่น้อยกว่า 400 ไร่ เกษตรกรประมาณ 75 ราย โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ และได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ป้อนตลาดได้ 450 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณ 100 ตันต่อปี
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งงบประมาณปี 2554 จำนวน 630 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการ มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การปรับโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่เกษตรกรรม และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยตั้งเป้าเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรแบบเคมีเป็น เกษตรอินทรีย์ประมาณ 853,420 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 9 ล้านไร่ ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่ม อีกกว่า 20,000 ไร่ เน้นสินค้าหลักที่มีศักยภาพสูง ประกอบด้วย ข้าว 14,420 ไร่ ผัก 1,540 ไร่ ผลไม้ 290 ไร่ ชา 2,710 ไร่ และสมุนไพร 1,040 ไร่ เพื่อให้สามารถส่งออกและบริโภคภายในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น.
ต้นแบบเกษตรอินทรีย์ครบวงจร
วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น
ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > นานาสารพัน > ต้นแบบเกษตรอินทรีย์ครบวงจร.
มนัส พุ่มมะปราง ประธานศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดิน น้ำ พืช ต้นแบบเกษตรอินทรีย์ วิถีชุมชน เป็นอีกผู้หนึ่งที่มุ่งมั่นที่จะรักษาและสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมต่อไปแบบ ปลอดภัยและยั่งยืน โดยยึดหลักเกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางปฏิบัติ
จากอาชีพครูเปลี่ยนเป็นพ่อค้ารับซื้อข้าว ทำให้ทราบถึงพิษภัยของสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในผลผลิต จึงได้หันเหสู่วิถีทางเข้าสู่การทำ เกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มต้นจากการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการทำปุ๋ยอินทรีย์ทุกชนิด ทั้งปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และสารสกัดชีวภาพต่าง ๆ พร้อมกับเข้าร่วมอบรมตามหน่วยงานต่าง ๆ แล้วนำความรู้เหล่านั้นมาลงมือปฏิบัติในพื้นที่ของตนเอง 20 ไร่ จนประสบความสำเร็จ และปัจจุบันได้กลายเป็นต้นแบบของชุมชนชาว ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี
คุณมนัสเล่าว่า ครั้งแรกเริ่มจากการปลูกผักโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ซึ่งผลที่ออกมาก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้สำหรับมือใหม่หัดขับ แต่พอได้ศึกษาและเรียนรู้มากขึ้นผลสำเร็จก็ยิ่งเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลผลิต คุณภาพ สภาพดิน และที่สำคัญต้นทุนการผลิตลดลง ผมจึงได้เกิดแนวคิดที่จะผลักดันและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์สู่ ชุมชน โดยได้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดิน น้ำ พืช ต้นแบบเกษตรอินทรีย์ วิถีชุมชนขึ้น ร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดินสุพรรณบุรีกรมพัฒนาที่ดินเป็นที่ปรึกษาให้การสนับ สนุน เริ่มดำเนินการก่อตั้งปี 2550 เป็นต้นมา
สำหรับมะละกอนั้นครั้งแรกผมได้เมล็ดพันธุ์มาจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การเกษตร (พันธุ์พืช เพาะเลี้ยง) จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพันธุ์ปลักไม้ลาย หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “มะละกอฮอลแลนด์” โดยเริ่มต้นทดลองปลูกไว้ 40 ต้น พร้อมกับเรียนรู้และศึกษาข้อมูลไปในตัว อีกส่วนหนึ่งก็ศึกษาจากตำราบ้าง สอบถามจากผู้รู้บ้าง จนทุกวันนี้เกิดความเชี่ยวชาญและ ขยายพื้นที่เพาะปลูกออกเป็น 5 ไร่ เน้นทำเกษตรอินทรีย์เต็มร้อย (ไม่ใช้ทั้งปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด)
ขั้นตอนการปลูกและการดูแล คุณมนัส บอกว่า พืชจะโตดีให้ผลผลิตดีต้องเริ่มต้นจากการรู้เรื่องดินเตรียมดินที่ถูกต้อง โดยปรับปรุงดินด้วยอินทรีย์ กรณีที่เป็นดินเสื่อมมากให้ใช้ปุ๋ยพืชสด โดยลงปลูกปอเทือง 45-55 วัน แล้วไถกลบ จากนั้นนำละอองข้าวหรือบางคนก็เรียกว่า คายข้าว และแกลบดำมาใส่ในแปลง อัตราส่วน 8 : 2 แล้วทำการไถกลบไปพร้อม ๆ กันอีกครั้ง เสร็จแล้วทำการยกร่องปลูกขนาด 3×3 เมตร ระยะ ปลูกที่เหมาะสม 2.50×2.50 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ใช้กล้ามะละกอประมาณ 256 ต้น หรือ 3.0×3.0 เมตร
การให้น้ำ มะละกอเป็นพืชที่ชอบน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำแฉะและขัง ดังนั้นควรให้น้ำแบบพ่นฝอยหรือผ่านระบบสปริงเกลอร์ วันละประมาณ 1 ชั่วโมง หากทำการคลุมดินด้วยฟางได้ก็จะยิ่งดี เนื่องจากจะช่วยรักษาความชื้นและป้องกันวัชพืชได้เป็นอย่างดี ส่วนวิธีการใส่ปุ๋ย เน้นใช้ปุ๋ยอินทรีย์จำพวกปุ๋ยหมักเป็นหลัก โดยแต่ละครั้งจะใส่ต้นละ 5-6 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดต้น หากต้นเล็กก็ใส่น้อย ต้นใหญ่ก็ใส่มากหน่อย) ซึ่งจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์เดือนละครั้ง สลับกับการราดน้ำหมักจุลินทรีย์จากพืชสีเขียวและน้ำหมักจุลินทรีย์จากปลา (สำหรับน้ำหมักที่จะใช้ต้องนำมาผสมกับน้ำในอัตราส่วน 1 : 200) ราดรอบ ๆ โคนต้นทุก ๆ 2-3 อาทิตย์/ครั้ง
สำหรับทางใบ ฉีดพ่นน้ำส้มควัน ไม้เพื่อช่วยป้องกันโรคแมลง ซึ่งจะทำให้มะละกอผิวสวย มีรสชาติดี และต้านทานโรคดีขึ้น ความถี่ในการฉีดพ่นสังเกตจากแมลง หากพบปริมาณมาก ๆ ก็จะฉีดอาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้าน้อยก็อาจเป็น 2-3 อาทิตย์/ครั้ง ช่วงออกดอกเสริมด้วยฮอร์โมนไข่อีกแรง ซึ่งจะช่วยให้ดอกติดดีขึ้น (ผสมอัตราส่วนเท่าเดิม) ฉีดพ่นเดือนละครั้ง สามารถผสมไปพร้อมกับน้ำส้มควันไม้ได้เลย
“หลายคนสงสัยว่า การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพให้แก่พืชนั้นจะได้ธาตุอาหารครบถ้วนหรือไม่ ผมบอกได้เลยว่าครบ เพียงแต่ว่าท่านจะใส่ได้เพียงพอต่อความต้องการของพืชหรือไม่ ซึ่งปริมาณการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จะต้องเน้นปริมาณมากกว่าปุ๋ยเคมี” คุณมนัส บอกเพิ่มเติม
นอกจากนี้ผลผลิตของมะละกอมักจะสะดุดในช่วงเดือนเมษายน คืออากาศร้อนเกิน 40 องศาเซลเซียส จะทำให้ดอกเป็นหมัน แล้วต้นก็จะโทรม แม้จะให้น้ำมากขนาดไหนก็ยังสู้ความร้อนแรงของแสงแดดไม่ได้ ดังนั้นผลผลิตในช่วงนี้เราก็จะต้องเว้นระยะไป ช่วงเดือนพฤษภาคมต้นจะเริ่มฟื้นต้น (เริ่มมีฝนมา) และจะกลับคืนสู่สภาพที่ดีได้ในเดือนมิถุนายน
ปริมาณผลผลิตโดยเฉลี่ยตกอยู่ที่ วันละ 100 กว่ากิโลกรัม ซึ่งเกือบทั้งหมดจะนำไปขายเองที่ตลาดเช้า ราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 25 บาท ขายหมดทุกวันเนื่องจากผู้บริโภคให้ความไว้วางใจเรื่องความปลอดภัยและรสชาติ ที่หวานอร่อยถูกใจ หากช่วงไหนที่มีผลผลิตมาก ๆ ส่วนหนึ่งจะส่งไปขายที่บึงฉวากด้วย
สุดท้ายนี้คุณมนัสได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายว่า “ในเบื้องต้นทุกคนรู้ว่า การทำเกษตรอินทรีย์นั้นปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ไม่ค่อยมีใครอยากทำ ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากเห็นผลช้า ไม่ทันใจ หรือต้องเสี่ยงกับความเสียหายของผลผลิต ซึ่งในความเป็นจริง หากผู้ทำที่มีความตั้งใจจริง มีการศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง และมีความพากเพียร ผลสำเร็จก็จะติดตามมาในไม่ช้า ผมว่า ความยากง่ายของการทำเกษตรอินทรีย์ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้ทำเป็นหลัก”
สนใจเยี่ยมชมดูความสำเร็จด้านเกษตรอินทรีย์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มนัส พุ่มมะปราง บ้านเลขที่ 35 หมู่ 9 ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณ บุรี โทร.08-1341-5775.
ผลวิจัยยันเกษตรอินทรีย์ฟื้นฟูดิน พด.เปิดผลศึกษาเทียบเคียงพื้นที่ปลูกพืชด้วยสารเคมี/ย้ำช่วยพื้นที่ปลูกสมบูรณ์
วันที่ 23/8/2010
ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.
นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมฯได้มอบหมายให้สำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน ทำการศึกษาวิจัยผลของการทำเกษตรกรรมแบบเกษตรอินทรีย์ ต่อปริมาณธาตุอาหารในดิน โดยได้คัดเลือกพื้นที่ดำเนินการ 5 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสระแก้ว เพื่อตรวจสอบสมบัติทางเคมีและกายภาพดินในพื้นที่ของเกษตรกรที่มีการทำเกษตร อินทรีย์ ประเภทไม้ผล พืชผัก และสมุนไพรมามากกว่า 3 ปี และมีการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกและน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตขึ้นเองจากวัสดุที่มีในท้องถิ่น เปรียบเทียบกับพื้นที่ของเกษตรกรข้างเคียงซึ่งไม่ได้ทำเกษตรอินทรีย์
จาก การวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการและตรวจสอบในภาคสนามพบว่า ระดับค่าความเป็นกรดเป็นด่างในพื้นที่ที่ทำเกษตรอินทรีย์มีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นกว่าพื้นที่ที่ไม่ได้ทำเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่ที่มีการทำเกษตรอินทรีย์มากกว่า 3 ปี จะมีระดับธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในสัดส่วนที่สูงกว่าพื้นที่ที่ไม่ มีการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะปริมาณฟอสฟอรัสเฉลี่ยเท่ากับ 104 และ 75 mg Kg-1 และปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์เฉลี่ยเท่ากับ 73 และ 57 mg Kg-1 ในพื้นที่ที่มีการทำเกษตรอินทรีย์และแปลงที่ไม่ได้ทำเกษตรอินทรีย์ตามลำดับ แต่สำหรับพื้นที่ที่มีระดับของธาตุอาหารต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม ยังมีความจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เหมาะสมร่วมกับการใช้ปุ๋ย อินทรีย์ เพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมฯ มีโปรแกรมการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลง ที่สามารถช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีได้ตามสัดส่วนการใช้ในปริมาณที่ถูกต้อง ยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็นที่ดินและพืชต้องการ
“แม้ ผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวจะพบว่า ค่าเฉลี่ยของความเป็นกรดเป็นด่างหรือปริมาณธาตุอาหารระหว่างการปลูกพืชด้วย ระบบเกษตรอินทรีย์กับไม่ใช่เกษตรอินทรีย์นั้น จะไม่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ในระยะยาวการทำเกษตรอินทรีย์จะช่วยในเรื่องการลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้มาก และยังช่วยฟื้นฟูดินให้คืนความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย” รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว
ยึดหลัก 3 ประการสู่ “เกษตรอินทรีย์” ต้นแบบความสำเร็จเกษตรตัวอย่าง
วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2553
ผ่านทางยึดหลัก 3 ประการสู่ “เกษตรอินทรีย์” ต้นแบบความสำเร็จเกษตรตัวอย่าง คมชัดลึก : เกษตร : เกษตรคนเก่ง.

ผู้ใหญ่คำนึงชี้ให้ดูลองกองอินทรีย์

ทุเรียนอินทรีย์ในสวน
คมชัดลึก : พลันที่รัฐบาลประกาศนโยบายเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ ส่งผลให้หลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเร่งเดินหน้าสนับสนุนโครงการเกษตรอินทรีย์อย่าง เป็นรูปธรรม ประกอบกระแสความตื่นตัวด้านอาหารปลอดภัย (ฟู้ด เซฟตี้) ของผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรไทยหันเข้าสู่เกษตร อินทรีย์กันมากขึ้น รวมถึงสวนผลไม้อินทรีย์ของ ผู้ใหญ่คำนึง ชนะสิทธิ์ แห่ง ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี แหล่งเรียนรู้งานเกษตรครบวงจรที่สำคัญของจังหวัดที่มีผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชม ไม่เว้นแต่ละวัน
กว่าจะถึงวันนี้การเดินทางเข้าสู่สายเกษตรอินทรีย์ของผู้ใหญ่คำนึงนั้น ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานัปการ หลังจากเริ่มทำสวนทุเรียนในปี 2520 บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ ก็ใช้สารเคมีทางด้านการเกษตรและปุ๋ยเคมีมาโดยตลอด จนในปี 2534 เริ่มเกิดวิกฤติการณ์การใช้สารเคมีทางการเกษตรถึงจุดอิ่มตัว ตลาดรองรับผลผลิตโดยเฉพาะตลาดส่งออกเริ่มเข้มงวดกับสารเคมีที่ปนเปื้อนและตก ค้างในผลผลิต ส่งผลให้ในปีนั้นขาดทุนไปมาก พอหลายครั้งก็เริ่มเข้าเนื้อและเจ็บตัวไปตามๆ กัน
“จุดที่ทำให้ผมตัดสินใจหันเหเข้าสู่รูปแบบเกษตรอินทรีย์แบบเต็มตัวก็คือ การได้เห็นรูปแบบการทำเกษตรของจีนแบบธรรมชาติ ถึงแม้จะเป็นประเทศผู้ผลิตปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรรายใหญ่ แต่เกษตรกรบ้านเขากลับไม่เลือกใช้ของที่เขาผลิตขึ้นมาเอง แล้วเหตุใดเราถึงต้องใช้ของเหล่านี้ ตั้งแต่นั้นมาผมก็ตั้งมั่นที่จะศึกษาค้นคว้าข้อมูลพร้อมกับปรับปรุงสวนที่มี อยู่อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยึดแนวทางการปฏิบัติแบบในจีนเป็นตัวอย่าง” ผู้ใหญ่คำนึงเผยถึงเหตุผลการปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำสวนจาการใช้สารเคมีสู่ เกษตรอินทรีย์อย่างเต็มตัว
เจ้าของสวนผลไม้อินทรีย์คนเดิม ระบุอีกว่า เกษตรกรจำนวนไม่น้อยมักใจร้อนคิดว่าการทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้เวลานาน เห็นผลไม่ทันใจ ที่จริงไม่ใช่ การทำเกษตรอินทรีย์ดีอย่างไร ประการแรก ปริมาณการใช้ปุ๋ยในทิศทางตรงกันข้าม คือการใช้ปุ๋ยเคมีมักจะเริ่มต้นจากปริมาณที่น้อย แต่มักจะต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกๆ ปี แต่สำหรับปุ๋ยอินทรีย์นั้นในช่วง 1-3 ปีแรกต้องใส่ในปริมาณที่มากประมาณ 40 กิโลกรัมต่อต้น แต่เมื่อพ้น 3 ปีแรกก็จะลดปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ลดเหลือ 30 กิโลกรัมต่อต้น
“สุรัตน์ อัตตะ”
ขยายพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ เกษตรฯเร่งวางแนวทางทดแทนทำนาปรังเขตทุ่งกุลาร้องไห้
วันที่ 5/8/2010
ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.
นายวัชระชัย ผสมทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 4 (สศข.4) จ.ขอนแก่น เปิดเผยภายหลังประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระดับพื้นที่ 5 จังหวัด ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ เกี่ยวกับการขยายขอบเขตเป้าหมายพื้นที่การปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพิ่มเติม เฉพาะในพื้นที่เขตทุ่งกุลาร้องไห้ และนอกเขตทุ่งกุลาร้องไห้ในช่วง 3 ปี (2554-2556) จำนวน 400,000 ไร่ โดยแยกเป็นพื้นที่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ 157,000 ไร่ และนอกเขต ทุ่งกุลาร้องไห้ 243,000 ไร่ เพื่อเป็นการสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญ กับ อาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้นและเป็นการสร้างมูลค่าการส่งออกข้าวคุณภาพและนำเข้า รายได้จากต่างประเทศกว่า 4,000 ล้านบาท
สำหรับ พื้นที่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ถือว่าเป็นพื้นดินที่มีค่าที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากสามารถผลิตข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก แต่เนื่องจากปีการผลิต 2552/53 การทำนาปรังในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ขยายเพิ่มมากขึ้น โดยบางส่วนใช้พันธุ์ข้าวชัยนาท 1 หรือสุพรรณบุรี ซึ่งจะก่อให้เกิดการปลอมปนคุณภาพข้าว ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ ดังนั้น เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานข้าวหอมมะลิในเขต ทุ่งกุลาร้องไห้ให้ดีตลอดไป จึงมีการส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาทดแทนการทำนาปรัง เพื่อใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจของเกษตรกรในการเลือกปลูกพืชแต่ละชนิด อาทิ ถั่วเหลือง ซึ่งปัจจุบันราคาอยู่ที่ 15.5 บาท /กก. ถั่วเขียวราคาอยู่ที่ 40.70 บาท/กก. ถั่วลิสงราคาอยู่ที่ 22.90 บาท/กก. และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาอยู่ที่ 9.05 บาท/กก. ซึ่งพืชตระกูลถั่ว นับว่ามีคุณสมบัติช่วยบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มไนโตรเจนในดิน และยังเป็นการตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลของข้าวนาปีด้วย สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องใส่ปุ๋ยมาก ใช้น้ำน้อย ซึ่งตัวแทนเกษตรกรจาก 5 ตำบล ของอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 107 คน ได้ให้ความสนใจที่จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา โดยจะปลูกเป็นอำเภอนำร่องในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดรองรับ ทางบริษัทเอกชน ได้ให้ความมั่นใจว่าพร้อมจะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรทันที นายวัชระชัย กล่าว
3ล้านครัวร่วมเกษตรอินทรีย์ พด.แจงผลคืบหน้าตั้งกลุ่มเกษตรกรทะลุ6.4หมื่นกลุ่มคลุมพื้นที่64ล้านไร่
วันที่ 30/7/2010
ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.
กรมพัฒนาที่ดินสรุปผลจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สาร อินทรีย์ทดแทนสารเคมี 3 ปี คืบหน้ากว่า 64,000 กลุ่ม เกษตรกร 3 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 64 ล้านไร่ พร้อมสำรวจผลเกษตรกรร้อยละ 97 พึงพอใจ เพราะต้นทุนลด ผลผลิตเพิ่ม
นาย ฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องเกษตรอินทรีย์ว่า จากการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรจนถึง เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สามารถจัดตั้งกลุ่มได้แล้วจำนวน 64,698 กลุ่ม มีเกษตรกรเครือข่าย 3,226,129 ราย ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร จำนวน 64,101,929 ไร่ และจากการสำรวจความพึงพอใจของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพบว่า เกษตรกรร้อยละ 97.1 มีความคิดว่าจะใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง
นอก จากนี้ กรมยังได้ทำการประเมินความเปลี่ยนแปลงการใช้ปุ๋ยเคมีเปรียบเทียบกับผลผลิต และรายได้ของเกษตรกร พบว่า ปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลดลงจาก 25.6 กก./ไร่ เหลือ 18.1 กก./ไร่ หรือลดลง 29.3% ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 594.8 กก./ไร่ เป็น 679.5 กก./ไร่ หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา 14.2% และรายได้เพิ่มขึ้นจาก 4,758.7 บาท/ไร่ เป็น 6,658.6 บาท/ไร่ หรือรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 39.9%
“ที่ ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดินได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตและใช้สารอินทรีย์ทดแทนสาร เคมีให้กับเกษตรกร โดยเน้นไปที่ผู้นำกลุ่มและเครือข่ายหมอดิน เพื่อให้เป็นแกนนำไปถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรอีกต่อหนึ่ง ส่งผลให้มีการเผยแพร่ความรู้ได้อย่างแพร่หลายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้ กรมยังสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ ให้กลุ่มเกษตรกร ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์เพื่อลดใช้สาร เคมีทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญยังมีการปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับยุวหมอดิน ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูลไปยังผู้ปกครองที่เป็นเกษตรกรได้เป็นอย่างดี จึงทำให้โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้” นายฉลอง กล่าว
ส.ป.ก.นำร่อง 300 ครอบครัว ผลิตข้าวอินทรีย์
วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม 2553
ผ่านทางส.ป.ก.นำร่อง 300 ครอบครัว ผลิตข้าวอินทรีย์ คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.
คมชัดลึก : ส.ป.ก.เตรียมพื้นที่ตำบลกำแมด-โนนเปือย จ.ยโสธร นำร่อง 300 ครอบครัวผลิตข้าวอินทรีย์ หวังยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นและมีอาชีพที่มั่นคง
นายเฉลิมพร พิรุณสาร เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผย ว่า ส.ป.ก.เตรียมพร้อมดำเนินงานโดยการจัดทำโครงการนิคมเศรษฐกิจพอเพียงเกษตร อินทรีย์ ต.กำแมดและต.โนนเปือย อ.กุดชุม จ.ยโสธร ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ทั้งนี้เพื่อขยายแนวคิดและประสบการณ์การทำเกษตรอินทรีย์ได้อย่างกว้างขวาง ยิ่งขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากชุมชนชมรมรักษ์ธรรมชาติ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน เครือข่ายปราชญ์เกษตร และสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ การบริหาร จัดการผลิต โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์
ขณะเดียวกันส.ป.ก.ได้ให้การสนับสนุนทางด้านงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพ แกนนำเกษตรกร เกษตรกรในพื้นที่โครงการ รวมกลุ่มทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิต และสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในการผลิต โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำ และค่าใช้จ่ายในการสมัครเป็นสมาชิกมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) และการตรวจรับรองแปลง
เลขาธิการส.ป.ก.กล่าวอีกว่า ส่วนเป้าหมายในการดำเนินงานเน้นกระตุ้นและสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กลุ่ม เป้าหมายประมาณ 300 ครอบครัว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ระบบการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเอง ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี เพื่อก้าวสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ 100% ซึ่งผลประโยชน์ที่คาดว่าเกษตรกรจะได้รับ คือการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตให้เข้าสู่การผลิตข้าวแบบอินทรีย์ ทั้ง 300 ครอบครัว นอกจากนี้ให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือของเกษตรกรที่ผลิตข้าวในรูปแบบเกษตร อินทรีย์ในพื้นที่เป้าหมาย และเกษตรกรสามารถสร้างต้นแบบกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ในการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนอย่างมีส่วนร่วมอย่างมั่นคง
อนาคตเกษตรอินทรีย์สดใส
วันอังคาร ที่ 06 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น
ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > อนาคตเกษตรอินทรีย์สดใส.
นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลก แต่ละปีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย ปีละ 10-20 เปอร์เซ็นต์ โดยในปี 2553 คาดว่ามูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกจะมีประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีตลาดหลักสำคัญแบ่งเป็นสหภาพยุโรป ร้อยละ 50 สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 45 ญี่ปุ่นร้อยละ 2.3 และออสเตรเลีย ร้อยละ 1 โดยในส่วนของประเทศไทย กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ได้ตั้งงบประมาณปี 2554 เพื่อ ส่งเสริมให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการประมาณ 630 ล้านบาท กำหนดเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การ ทำเกษตรอินทรีย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือการปรับโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่ เกษตรกรรม และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์
ทั้งนี้ได้วางเป้าหมายให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรแบบเคมีเป็นเกษตร อินทรีย์ประมาณ 853,420 ราย บนพื้นที่ทั้งหมด 9 ล้านไร่ ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 20,000 ไร่ โดยจะเน้นสินค้าหลักที่เป็นจุดแข็งของไทย ประกอบด้วย ข้าว ผัก ผลไม้ และสมุนไพรต่าง ๆ เพื่อให้สามารถส่งออกและบริโภคภายในประเทศได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่การปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ของไทยมีประมาณ 3 แสนไร่ แต่ผ่านการรับรองมาตรฐานเพียง 1.4 แสนไร่เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับความต้องการในตลาดโลก โดยปี 2549 สินค้าเกษตรอินทรีย์ไทย ที่ส่งออกมากที่สุดได้แก่ ข้าวอินทรีย์ ประมาณร้อยละ 80 โดยมีตลาดส่งออกสำคัญได้แก่ ยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และฮ่องกง รองลงมาได้แก่พืชผัก อาทิ หน่อไม้ฝรั่ง ส่งออกไปยังญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และผลไม้ อาทิ ลำไย มะม่วง สับปะรด และลองกอง เป็นต้น.
ยุทธศาสตร์หอมมะลิอินทรีย์
วันจันทร์ ที่ 28 มิถุนายน 2553 เวลา 0:00 น
ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ยุทธศาสตร์หอมมะลิอินทรีย์.
นายวัชระชัย ผสมทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 4 (สศข.4) จังหวัดขอนแก่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า จังหวัดอำนาจเจริญมีข้าวหอมมะลิเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด มีพื้นที่ปลูก 653,720 ไร่ สภาพภูมิประเทศ เป็นที่ราบเนินเขา ดินร่วนปนทราย จากสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะสมดังกล่าว ส่งผลให้ข้าวหอมมะลิอำนาจเจริญมีคุณภาพจนสามารถชนะเลิศการประกวดข้าวหอมมะลิ ระดับประเทศปีเพาะปลูก 2552/ 53 ประเภทกลุ่มเกษตรกร ในงานการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดย กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสมาคมโรงสี ข้าวไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม ให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าวหอมมะลิได้ พัฒนาคุณภาพข้าวหอมมะลิให้กว้างขวาง ยิ่งขึ้น
ขณะนี้ความต้องการข้าวหอมมะลิอินทรีย์จากต่างประเทศมีเพิ่มขึ้น ทุกปี ทั้งในยุโรปและอเมริกา ดังนั้น จังหวัดอำนาจเจริญจึงให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ข้าวหอมมะลิ คุณภาพ (GAP) และข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยการเพิ่มพื้นที่ปลูก เพิ่มผลผลิตและสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี (GAP) และข้าวหอมมะลิอินทรีย์ โดยขณะนี้มีกลุ่มผู้ผลิตข้าวอินทรีย์และข้าวคุณภาพในจังหวัดอยู่ 4 กลุ่มจาก 7 อำเภอ 28 ตำบล มีสมาชิก 3,381 ราย มีพื้นที่ปลูก 66,920 ไร่.
ดันผลิตเกษตรอินทรีย์เต็มศักยภาพ กษ.เร่งเครื่องขยายส่งออก ชิงตลาด6หมื่นล.ดอลลาร์
วันที่ 21/6/2010
ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.
นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า มูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลก แต่ละปีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10-20 เปอร์เซ็นต์ โดยในปี 2553 คาดว่ามูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกจะมีประมาณ 60,000 ล้านดอลล่าร์ โดยมีตลาดหลักสำคัญแบ่งเป็นสหภาพยุโรป ร้อยละ 50 สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 45 ญี่ปุ่นร้อยละ 2.3 และออสเตรเลีย ร้อยละ 1
ทั้งนี้ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งงบประมาณปี 2554 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการประมาณ 630 ล้านบาท กำหนดเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ได้ อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือการปรับโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่เกษตรกรรม และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยวางเป้าหมายให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรแบบเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ประมาณ 853,420 ราย บนพื้นที่ทั้งหมด 9 ล้านไร่ เพื่อให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 20,000 ไร่ โดยจะเน้นสินค้าหลักที่เป็นจุดแข็งของไทย ประกอบด้วย ข้าว ผัก ผลไม้ และสมุนไพรต่างๆ เพื่อให้สามารถส่งออกและบริโภคภายในประเทศได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่การปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ของไทยมีประมาณ 3 แสนไร่ แต่ผ่านการรับรองมาตรฐานเพียง 1.4 แสนไร่เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับความต้องการในตลาดโลด
“การพัฒนาด้านการเกษตรอินทรีย์ไทยแม้ว่าจะมีราคาดีในตลาดยุโรปอเมริกาและ ญี่ปุ่น แต่การจะได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ยากขึ้นทุกวัน เพราะมาตรฐานต่างๆ จะมีการปรับกฎเกณฑ์อยู่บ่อยครั้งเพื่อให้ทันสมัย และมีกฎเกณฑ์เพื่อกีดกันทางการค้ามากขึ้นทุกปี ในขณะที่ปัจจุบันไทยมีพื้นที่เพาะปลูกน้อยลง เพราะพื้นที่ส่วนหนึ่งต้องถูกแบ่งปันเพื่อปลูกพืชพลังงาน ดังนั้น แนวทางการพัฒนาต่างๆ เพื่อสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกจำเป็นต้องเร่งพัฒนาพื้นที่ปลูกให้มี ประสิทธิภาพ พร้อมๆกับการพัฒนามาตรฐานและการตรวจรับรองให้สามารถเทียบเคียงกับสากล” นายอรรถ กล่าว
ทุ่ม115ล้านพัฒนาทุ่งกุลาฯ พด.ระดมวางโครงสร้างพื้นฐาน ผุดแหล่งหอมมะลิอินทรีย์ส่งออก
วันที่ 10/6/2010
ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.
กรมหมอดินทุ่มงบ 115 ล้านบาท พัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ตั้งเป้าเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อการส่งออก หลังปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะกับการปลูกข้าวได้แล้วกว่า 9 แสนไร่
นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะโฆษกกรมฯ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่ดินในทุ่งกุลาร้องไห้ว่า พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 2.17 ล้านไร่ พื้นที่ดังกล่าวมีความแห้งแล้งมากในช่วงฤดูแล้ง และในช่วงฤดูฝนน้ำท่วมทุกปี ใต้ดินลงไปก็พบสภาพดินเค็ม ทำการเกษตรได้ผลไม่ดี และยังมีแนวโน้มว่าจะแพร่กระจายเพิ่มมากขึ้น แต่หลังจากที่กรมพัฒนาที่ดินได้เข้าไปทำโครงการพัฒนาที่ดินในพื้นที่ดัง กล่าว จากการสำรวจจำแนกที่ดินที่เหมาะสมกับการทำนา มีพื้นที่รวม 1.27 ล้านไร่
ดังนั้น กรมจึงได้เข้าไปพัฒนาโดยการปรับปรุงพื้นที่นา สร้างระบบคูคลองเพื่อควบคุมการระบายเกลือและระบายน้ำควบคู่ไปกับระบบเก็บ เกี่ยวน้ำฝน ลำน้ำ หรือแม่น้ำในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อการชลประทาน รวมทั้งใช้ดินที่ขุดขึ้นมาจากคูคลองต่าง ๆ มาจัดทำถนนในไร่นา ทั้งนี้ การปรับปรุงพื้นที่นา หรือการก่อสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ กรมฯได้ดำเนินการไปแล้ว จำนวน 930,000 ไร่ และในปีนี้กรมฯ ได้จัดสรรงบประมาณรวม 115 ล้านบาท เพื่อดำเนินการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางการผลิตในพื้นที่ 13,000 ไร่ และปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด จำนวน 90,000 ไร่ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 เพิ่มขึ้นจาก 250-300 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 470 กิโลกรัม/ไร่
นายฉลองกล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ที่กรมพัฒนาที่ดินดำเนินการนั้นจะเน้นการทำ งานอย่างเป็นระบบตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมต่อการปลูก ข้าว ส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงบำรุงดิน ตลอดจนจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตข้าว โดยขณะนี้กรมฯ กำลังดำเนินการคัดเลือกกลุ่มเกษตรกร เพื่อพัฒนาไปสู่ระบบการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ตามมาตรฐาน Organic Thailand เพื่อผลักดันไปสู่การส่งออก เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ในอนาคต
เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย
เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย
การผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย
- เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น แม้ว่าจะมีการขยายตัวทางการผลิตอย่างต่อเนื่องก็ตาม โดยเฉพาะในระหว่างปี พ.ศ. 2545-2546 ซึ่งนับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของขบวนการเกษตรอินทรีย์ไทย โดยเป็นช่วงจังหวะของการเปิดตัวเกษตรอินทรีย์ต่อสังคมไทยอย่างกว้างขวาง
- · การผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) เกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง (ส่วนใหญ่เป็นการเกษตรแบบพื้นบ้าน) และ (2) เกษตรอินทรีย์ที่มีการรับรองมาตรฐาน
- ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์: เนื่องจากการผลิตเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงมีผู้ประกอบการและกลุ่มผู้ผลิตเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น ผู้ประกอบการและกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์รายสำคัญของไทยในปัจจุบันคือ เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่ทำงานร่วมกับสหกรณ์กรีนเนท จำกัด และมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55.89 ของเกษตรกรที่ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์ และมีพื้นที่ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.14 ของพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งหมดภายในประเทศ นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชน รวมถึงบริษัทอุต-สาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ ซึ่งดำเนินกิจการสินค้าเกษตรเคมีอยู่แล้ว เริ่มเข้ามามีบทบาทในการผลิตเกษตรอินทรีย์มากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศอุตสาหกรรมเป็นหลัก
การตลาดและการค้าเกษตรอินทรีย์
- การผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว จากการศึกษาของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements – IFOAM) พบว่า ตลาดผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในปี 2547 มีมูลค่าสูงถึง 27,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท) และมีการขยายตัวประมาณร้อยละ 7-9 ซึ่งการเจริญเติบโตของตลาดเริ่มจะลดลง จากเดิมที่เคยขยายตัวประมาณร้อยละ 10-15 ต่อปี โดยตลาดใหญ่จะอยู่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยรวมกันมีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 96 ของตลาดเกษตรอินทรีย์โลก
- ในประเทศไทย ตลาดเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2533-2534 โดยกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค ในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารที่ปลอดภัย/มีประโยชน์ จนทำให้ธุรกิจอาหารสุขภาพเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ได้เริ่มเปิดตัวขึ้น
- หน่วยงานราชการในขณะนั้นมีนโยบายในการส่งเสริม “อาหารปลอดภัย” (เช่น ผักอนามัย ผักปลอดภัยจากสารพิษ) ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนระหว่างความแตกต่างของผลผลิตอาหารปลอดภัย กับเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศมีการเติบโตได้ค่อนข้างช้า ผนวกกับการวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2541 ส่งผลให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ประสบกับภาวะชะงักงันไประยะหนึ่ง
- ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย เริ่มฟื้นตัวอีกครั้งตั้งแต่ปี 2546 เมื่อมีการจัดประชุมนานาชาติเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย โดยสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่ง สหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization – FAO) โดยมูลนิธิสายใยแผ่นดินและกรีนเนทเป็นเจ้าภาพหลัก
กิจกรรมนี้ได้กระตุ้นให้เกิดความสนใจทั้งในการผลิต การบริโภค และการผลักดันนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวของตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย
- นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการขยาย ตัวของตลาดเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น อาทิเช่น
- การใช้ตรารับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ของสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) และของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะความแตกต่างรหะว่างผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ กับผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัยได้สะดวกมากขึ้น
- มีผู้ประกอบการค้าปลีกเฉพาะทาง ที่มีนโยบายการตลาดเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ เช่น ร้านเลมอนฟาร์ม
- ผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Modern Trade ได้เริ่มเห็นแนวโน้มทิศทางของตลาดเกษตรอินทรีย์ จึงได้เริ่มเปิดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ในซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ อาทิ Villa, Carrefour, Top, Emporium และ Siam Paragon
- ภาคเกษตรอินทรีย์ของไทยถึงแม้จะเล็ก แต่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2548 ตลาดเกษตรอินทรีย์ของไทยมีมูลค่า 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 145 จากปี 2545 (ซึ่งมีมูลค่า 9.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
- ผลผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน: มีการประเมินว่าในปี 2548 การตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 494.5 ล้านบาท (หรือ 12.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เช่นเดียวกับตลาดส่งออก ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 426ล้านบาท (หรือ 10.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (กรีนเนท 2549, หน้า 7)
- ประเทศไทยส่งออกผลผลิตเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ให้กับสหภาพยุโรป (EU) รองลงมา คือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ โดยมีข้าว เป็นพืชที่สำคัญที่สุด ตามมาด้วย ผัก ผลไม้ ข้าวโพด สมุนไพรและเครื่องเทศ
- ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ ที่ได้รับการรับรองเพื่อการส่งออกไปยัง EU คือ ข้าวหอมมะลิ ซึ่งรับรองโดย Biogcert, KRAV, สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์, BSC และ Ecocert
- ข้อจำเป็นในการเร่งรัดการพัฒนาตลาดส่งออกเกษตรอินทรีย์ของไทยในปัจจุบัน ได้แก่ (1) การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวมทั้ง กฎ ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการนำเข้าผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของต่างประเทศ (2) การพัฒนาความรู้ทางวิชาการด้านการผลิต เพื่อทำให้ผลผลิตคงความต่อเนื่องและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาด และ (3) การยกระดับระบบควบคุมเกษตรอินทรีย์ของไทย เพื่อให้ได้ขึ้นทะเบียน Third Country List จาก EU เป็นต้น
- ประเภทการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ ของประเทศไทยไปสหภาพยุโรป
ข้าว - ข้าวขาว ข้าวกล้อง (หอมมะลิ เหลืองอ่อน มะลิแดง)
ถั่ว - ถั่วเหลือง ถั่วลิสง
ผักแปรรูป - ข้าวโพดฝักอ่อนแช่แข็งหรือบรรจุขวดแก้ว
ผักสด - ข้าวโพดฝักอ่อนสด กระเจี๊ยบเขียว ผักสลัด มะเขือเทศ ผักกาดจีนชนิดต่างๆ
หน่อไม้ฝรั่ง พริกเขียว มันสำปะหลัง อ้อย ผักชี คะน้า กะเพรา
ผลไม้ - กล้วยน้ำว้า มะละกอ สับปะรด ขนุน มะม่วง ลำไย มะพร้าว ลิ้นจี่
ชาสมุนไพร - ชารางจืด มะตูมอบแห้ง ตะไคร้แห้ง ชากุหลาบ
เครื่องปรุงอาหาร – เครื่องปรุงต้มยำอบแห้ง น้ำกระทิ น้ำตาลทราย แป้งมันสำปะหลัง
ของป่า - น้ำผึ้งป่า
อาหารแปรรูป - เนยจากงา เนยถั่ว
ยาสมุนไพร - ฟ้าทะลายโจร ลูกยอ เพชรสังฆาต
สัตว์น้ำ – กุ้งกุลาดำ ปลา
น้ำมัน – เมล็ดปาล์ม น้ำมันปาล์ม
สินค้าเกษตรอินทรีย์แปรรูป ที่มีศักยภาพ
ผลไม้แห้ง ผักและผลไม้บรรจุกระป๋อง น้ำผักและผลไม้ อาหารธัญพืชแปรรูป
แผนการดำเนินงานในเรื่องการพัฒนาและยกระดับสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงพาณิชย์
- ระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีหลายองค์กรให้การสนับสนุนการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ หรือเสนอโครงการเกี่ยวกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งการที่ทั้งภาครัฐและเอกชนแสดงท่าทีชัดเจนเช่นนี้ จะทำให้มีการทำเกษตรอินทรีย์กว้างขวางขึ้นในสองสามปีข้างหน้า ประกอบกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดต่างประเทศด้วย
ปัญหาสำคัญที่ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ต้องเผชิญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงการจัดการไร่มาสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ก่อนที่เกษตรกรจะได้รับใบรับรองมาตรฐานของผลิตผลอินทรีย์ ซึ่งใช้เวลา 1-3 ปีขึ้นกับมาตรฐานที่กำหนด ในกรณีของตลาดร่วมยุโรปใช้ช่วงเวลาในการปรับเปลี่ยน 24 เดือน สำหรับพืชล้มลุกและยืนต้น
ปี 2545 ผู้บริโภคในประเทศเริ่มตระหนักถึงประโยชน์ของการบริโภคอาหารอินทรีย์ เริ่มมีการจำหน่ายผลิตผลอินทรีย์ในท้องตลาด และสินค้าที่ได้การรับรองมุ่งเน้นส่งออกไปต่างประเทศ โดยสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่วางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เกต มีราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์ปกติถึงร้อยละ 20-50 ซึ่งทำให้มีบริษัทและผู้ประกอบการสนใจเข้ามาขยายตลาดสินค้าอินทรีย์มากขึ้น และ มติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2548 รัฐบาลได้ประกาศถึงเป้าหมายที่จะแปลงรูปเกษตรกรรมของไทย และเพิ่มความสำคัญของระบบการผลิตแบบอินทรีย์ให้มากขึ้น หากจะให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายทางนโยบายสำหรับการค้าและการส่งออกเกษตรอินทรีย์ได้สำเร็จ หน่วยงานของรัฐจะต้องกำหนดกฎระเบียบ นโยบายและควบคุมในทิศทางเดียวกัน กระตุ้นให้ภาคเอกชนมีการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ สร้างความมั่นใจในระดับนานาชาติ
- กระทรวงพาณิชย์ มีภารกิจสำคัญที่จะเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจจากภูมิภาค (Provincial Hub) สู่ต่างประเทศ (Regional Hub) โดยมีเป้าหมายจะส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากล เผยแพร่ภาพลักษณ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ไทยให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้นในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในระดับจังหวัดได้มีช่องทางการจำหน่ายข้าวหอมมะลิอินทรีย์มากขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความรู้ความสามารถทางการค้าและมีศักยภาพในการส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ไทย เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยส่งผลให้เศรษฐกิจการค้าของจังหวัดขยายตัวมากขึ้น
- แผนประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงพาณิชย์ ปัจจุบันกลุ่มผู้ผลิตสินค้า
เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยส่วนใหญ่ทำการเกษตร เพื่อการเกษตรโดยตรงมีการจำหน่ายตลาดภายในประเทศประมาณ 1% การส่งเสริมในประเทศมีน้อยเนื่องจากอุปสงค์และอุปทานไม่แน่นอน การส่งเสริมตลาดภายในประเทศมีความสำคัญ และจะช่วยให้ผู้ส่งออกมีความมั่นคงขึ้นโดยรวมเฉพาะรองรับสินค้าที่มีปริมาณไม่แน่นอน และมีหลากหลายชนิดเพื่อการส่งออกด้วย จึงควรกระตุ้นความตัองการโดยรณรงค์ผู้บริโภคได้รับรู้และให้ความสนใจผลิตภัณฑ์อินทรีย์มากขึ้น เช่น ส่งเสริมให้จำหน่ายผ่านทางตลาดระดับสูง
- การขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผู้ส่งออกควรร่วมมือกันสนับสนุนการส่งออก และรัฐควรจัดคู่ค้าที่
เหมาะสม รวมทั้งควรมีการ่วมมือกันระหว่างรัฐบาลของประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกันปรับปรุงด้านกฎ ระเบียบ ข้อกำหนดระดับประเทศให้สอดคล้อง และแลกเปลี่ยนความรู้ การรับรองมาตรฐานในระดับประเทศ จะช่วยผลักดันในภูมิภาคนี้ได้
การส่งออกของไทยมีอนาคตสดใส เนื่องจากความต้องการสินค้าอินทรีย์มีมากในตลาดสากลได้แก่ สินค้าข้าว ผลไม้ ผัก เป็นพิเศษ ไทยได้เปรียบในตลาดทุกๆ ด้าน ผู้นำเข้ายุโรป เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มีความต้องการสินค้าไทยสูง
- แผนประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์
1. ส่งเสริมการขายข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในงานแสดงสินค้าอาหารในประเทศและต่างประเทศจัดทำรูปแบบ
1) ลงสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ไทยในสื่อท้องถิ่น
2) ผลิตสื่อประชาสัมพันธ์มอบให้แก่ซุปเปอร์มาร์เกต ภัตตาคารและร้านอาหารไทย
เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคข้าวหอมมะลิไทยมากขึ้น
3) จัดสาธิตและแนะนำการหุงข้าวหอมมะลิอินทรีย์ การปรุงอาหารที่ใช้ข้าวหอมมะลิเป็น
ส่วนประกอบ
2. จัดกิจกรรมพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Matching) โดยเจรจาการค้าระหว่างนักธุรกิจ
ต่างประเทศกับผู้ประกอบการระดับจังหวัด หน่วยงานภาครัฐและเอกชน
- ส่งเสริมการขายร่วมกับผู้นำเข้าและซุปเปอร์มาร์เกตในต่างประเทศ
ข้าวหอมมะลิอินทรีย์
ข้าว…นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ (Thai Hom Mali Rice) ในแต่ละปี ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังตลาดโลก สร้าง รายได้เข้าประเทศปีละกว่า 26,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หลายประเทศทั่วโลกนิยมทานข้าวหอมมะลิกันมากขึ้น เนื่องจากได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งผลผลิตที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ
ในอดีต เกษตรกรมักจะปลูกข้าวหอมมะลิ โดยการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี เพื่อให้ผลผลิตได้คุณภาพ โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับผู้บริโภค ปุ๋ยเคมี สารเคมี ซึ่งล้วนมีผลเสียกับร่างกายทั้งสิ้น ถ้ามีสารพิษปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่มากก็สามารถทำอันตรายได้ในทันทีที่รับประทาน และในขณะเดียวกันถ้าปนเปื้อนอยู่ในปริมาณน้อยก็จะสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลในอนาคตอันใกล้ ภาคเกษตรอินทรีย์ของไทยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเกษตรกรรมแนวใหม่ไม่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูก คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค เป็นการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และยังเป็นที่ต้องการของตลาดในปัจจุบันอีกด้วย ข้าวหอมมะลิอินทรีย์เป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะต้นทุนต่ำ ราคาขายดี คุณภาพเยี่ยม
“ข้าวหอมมะลิอินทรีย์” (Organic Thai Jasmine Rice) เป็นข้าวเจ้าและธัญพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เป็นข้าวไทยสายพันธุ์แท้ดั้งเดิม พันธุ์เดียวในโลก ไม่มีการตัดต่อยีนส์ใด ๆ เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และเป็นข้าวที่ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นข้าวที่อร่อยที่สุดในโลก แม้ว่าหลายประเทศได้พยายามปลูกข้าวสายพันธุ์นี้ แต่ไม่มีประเทศใดสามารถปลูกได้คุณภาพดีเท่ากับปลูกในประเทศไทย
แหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่ดีที่สุดของไทยสำคัญ ได้แก่ จังหวัดพะเยา เชียงราย บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร สุรินทร์ เพชรบูรณ์ และมหาสารคาม ตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ สามารถส่งออกไปตลาดต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 ได้แก่ ตลาดสหภาพยุโรป ตลาดสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ รองลงมา
จากข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม เมื่อบวกกับขั้นตอนวิธีการเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มรูปส่งผลให้ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เป็น “ข้าวคุณธรรม” ที่ปลอดภัยจากสารเคมีอย่างแท้จริง มีกระบวนการควบคุมดูแลทุกขั้นตอนการเพาะปลูก เริ่มตั้งแต่การเลือกพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เคยผ่านการเพาะปลูกด้วยสารเคมีมาก่อน (หรือเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการตกค้างของสารเคมี) ใช้น้ำฝนที่ตกต้องตามฤดูการ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารฆ่าแมลง และสารกำจัดวัชพืช ต่างๆ ในกระบวนแปรรูปและเก็บรักษาที่สำคัญได้รับการรับรองมาตรฐาน ความบริสุทธิ์ปลอดภัยจากสารเคมีอย่างแท้จริงจากหน่วยงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในอินทรีย์สากล (International Standard) จาก Bioagricert ผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อินทรีย์จากประเทศอิตาลีหนึ่งในสมาชิก IFOAM (International Federation Of Organic Agriculture Movement) และสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (ACT) (มกท.) ในทุกฤดูกาลเก็บเกี่ยวหรือทุกครั้งที่ผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นข้าวบริสุทธิ์ ปลอดภัยจากสารเคมี ตกค้างอย่างแท้จริง
ขั้นตอนการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์
เริ่มจากการเตรียมแปลงปลูกข้าว หลังจากกำจัดวัชพืชแล้ว ให้กลบด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักทั่วพื้นที่ แล้วไถกลบในช่วงที่เริ่มมีฝนตก เพราะดินมีความชื้น โดยไถลึกประมาณ 15-20 ซม. จะทำให้ดินร่วนกระจายไม่จับกันเป็นก้อน จากนั้นให้ปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ย พืชสดและคลุมดินไม่ให้หน้าดินแห้ง ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ แล้วไถกลบเศษซากพืชที่ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุแก่ดิน แล้วจึงไถแปรและไถคราดอีกครั้งเพื่อปรับพื้นที่ดินในแปลงนา
การเตรียมพันธุ์ข้าว นำพันธุ์ข้าวแช่ในโอ่งน้ำ ให้น้ำท่วมประมาณ 20 ซม.ตักเมล็ดที่ลอยอยู่ออกเพราะเป็นเมล็ดข้าวที่ลีบ หมักไว้ 1 คืน จากนั้นนำใส่กระสอบป่านวางไว้ในที่ร่ม หมัก 1-2 วัน พลิกกลับด้านวันละครั้ง แล้วนำไปหว่านโดยขังน้ำไว้ 1 คืน จึงค่อยๆ ระบายน้ำออก เมื่อต้นข้าวเริ่มงอกก็ถอนมาปักดำ ควรให้รากจมดินประมาณ 2-3 ซม. ปักให้เป็นแถวเพื่อง่ายต่อการดูแลและกำจัดวัชพืช
การจัดการกับวัชพืช ในการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเลย เพียงแค่การเลี้ยงเป็ดในนา เลี้ยงปลาในนา ก็สามารถกำจัดวัชพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ส่วนศัตรูพืช สามารถกำจัดได้โดยรักษาสมดุลนิเวศการเกษตร เช่นการใช้สมุนไพรที่หาได้โดยทั่วไป เช่น บอระเพ็ด หัวต้นปรง ตำแช่น้ำแล้วนำไปหว่านในบริเวณที่มีศัตรูพืช ในการปรับปรุงบำรุงดิน ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นข้าว เพิ่มผลผลิตข้าว หลังข้าวออกดอกได้ 27-30 วัน ซึ่งเรียกว่า “ระยะพลับพลึง หรือ เหลืองกล้วย” ควรเก็บเกี่ยวและตากแดด 3-4 วัน เพื่อลดความชื้น
อาจจะดูว่าการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทำยาก แต่เกษตรกรชาวจังหวัดสุรินทร์ ทำจนได้รับผลสำเร็จมาแล้ว ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของจังหวัดสุรินทร์จึงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและ ต่างประเทศ การปลูกในระยะแรกยังมีการใช้ปุ๋ยเคมีอยู่บ้าง แต่ช่วงหลังไม่ใช่ปุ๋ยเคมีเลย เพราะปุ๋ยเคมีทำให้ดินเสื่อมโทรมเร็ว และต้นทุนสูง ราคาตกต่ำ ในขณะที่การปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ต้นทุนต่ำ ได้ราคาสูง ต้นข้าวมีความแข็งแรง ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น และดินมีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ
ในการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ขั้นตอนการกำจัดวัชพืชก่อนการเตรียมดินทำได้โดยการใช้สารเร่งพด.5 ละลายในน้ำ 10 ลิตรคนให้เข้ากันนาน 5 นาที จากนั้นเทลงในถังหมักผสมกับ เศษปลา หอยเชอร์รี่และน้ำตาล คลุกเคล้า ปิดฝา ตั้งไว้ในที่ร่ม หมัก 40 วัน คนวัสดุที่หมักทุกๆ 7 วัน ในการใช้งาน นำไปฉีดพ่นที่มีวัชพืชในช่วงกลางวันหรือมีแดดจัดแล้วจึงทำการสับกลบ
การทำปุ๋ยหมัก มีประโยชน์เพื่อทำให้ดินร่วนซุย และสามารถอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ใช้วัสดุที่เหลือจากการเกษตร เช่น ฟางข้าว เศษหญ้า ผักตบชวา กองเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 2×4 เมตร แล้วรดด้วยสารเร่งพด.1 ที่ละลายในน้ำ 20 ลิตร ย่ำให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ทำเป็น 3 ชั้น สูงชั้นละ 50 ซม. ชั้นบนสุดใช้มูลสัตว์คลุมทับหนา 1 นิ้ว เพื่อป้องกันความชื้น
การบำรุงรักษาต้นข้าว ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ทำขึ้นเองอย่างง่ายๆ โดยจะละลายสารเร่งพด.2 ในน้ำ 30 ลิตร ผสมให้เข้ากันนาน 5 นาที จากนั้นเทลงในถังหมักขนาด 200 ลิตร รวมกับเศษวัสดุและกากน้ำตาล ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วปิดฝาไม่ต้องแน่น ตั้งไว้ในที่ร่ม จากนั้นจึงฉีดพ่นที่ใบและลำต้นหรือรดลงดินทุก 10 วัน ปุ๋ยอินทรีย์น้ำช่วยในการเร่งการเจริญเติบโต
การป้องกันแมลงศัตรูพืช ใช้พืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้หอม บอระเพ็ด ข่า ฟ้าทะลายโจร สับให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วทุบหรือตำให้แตก นำใส่ในถังหมักผสมกับน้ำตาล เทสารเร่งพด.7 ที่ละลายในน้ำ 30 ลิตร คนให้เข้ากัน ปิดฝา ตั้งไว้ในที่ร่ม จากนั้นอีก 20 วัน นำไปฉีดพ่นที่ใบ ลำต้นและรดลงดินทุก 20 วัน หรือในช่วงที่ศัตรูพืชระบาดให้ฉีดพ่นทุก 3 วัน ติดต่อกัน 3 ครั้ง
จะเห็นได้ว่าการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในทุกๆขั้นตอน ไม่ได้สัมผัสสารเคมีเลย ฉะนั้นจึงเป็นการลดต้นทุนการผลิต เพราะไม่ต้องใช้สารเคมีซึ่งมีราคาแพง แล้วข้าวก็มีคุณภาพ ทำให้ขายได้ราคาสูง ในส่วนของการส่งออก ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทำรายได้ให้กับประเทศไทยได้อย่างมหาศาล เนื่องจากต่างชาติให้ความเชื่อมั่นในข้าวหอมมะลิไทย ว่าไม่มีสารเคมีเจือปน
แนวทางการส่งเสริมข้าวหอมมะลิอีนทรีย์ของกระทรวงพาณิชย์
โดยได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ และเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในงาน BIOFACH ประเทศเยอรมนี โดยมีกิจกรรมเพิ่มช่องทางการตลาดที่สำคัญได้แก่ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ การพบปะเจรจาการค้าเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย มีเป้าหมายให้ประเทศผู้ซื้อ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นประเทศที่ตระหนึกถึงความสำคัญในเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัย การส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ที่กระทรวงพาณิชย์ให้การส่งเสริมสนับสนุน อันจะเป็นสร้างการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเกิดความเข้มแข็ง โดยการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
แผนงานขยายตลาดข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในประเทศและต่างประเทศ
1. เตรียมความพร้อมของจังหวัดที่ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์
- จัดทำฐานข้อมูลการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งมี
จังหวัดสุรินทร์ เป็นจังหวัดนำร่อง และมีศักยภาพ
2. สร้างความเข้าใจสำหรับกลุ่มผู้บริโภคภายในประเทศ
- จัดทำสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์คุณภาพข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าฯลฯ
3. เชื่อมโยงตลาดผู้ผลิตในจังหวัดหรือโรงสีกับผู้ส่งออก
- นำผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการโรงสีไทย และผู้ส่งออกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ
และประชุมหารือกับผู้นำเข้าต่างประเทศ ร่วมกันส่งเสริมการขยายข้าวหอมมะลิอินทรีย์
………………………………………………………
กองบริหารพาณิชย์ภูมิภาค
กรกฎาคม 2550
ข้อมูลพื้นฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์
ข้อมูลพื้นฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์.
เกษตรอินทรีย์คืออะไร
เกษตรอินทรีย์ คือการทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ บนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้างและหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศเพื่อส่งเสริมความอุดสมสมบูรณ์ของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพ ในระบบนิเวศน์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือสิ่งที่ได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีแผนการจัดการอย่างเป็นระบบในการผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผผลิตสูงอุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและปลอดสารพิษโดยมีต้นทุนการผลิตต่ำเพื่อคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจพอเพียง แก่มวลมนุษยชาติ และสรรพชีวิต
ทำไมต้องเกษตรอินทรีย์?
การใช้ทรัพยากรดินโดยไม่คำนึงถึงผลเสียของ ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในแร่ธาตุและกายภาพของดินทำให้สิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ในดินนั้นสูญหาย และไร้สมรรถภาพความไมาสมดุลนี้เป็นอันตรายยิ่งกระบวนการนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ผืนดินที่ถูกผลาญไปนั้น ได้สูญเสียความสามารถในการดูดซับแร่ธาตุ ทำให้ผลผลิตมีแร่ธาตุ วิตามิน และพลังชีวิตต่ำเป็นผลให้เกิดการขาดแคลนธาตุอาหารรองในพืช พืชจะอ่อนแอ ขาดภูมิต้านทานโรคและทำให้การคุกคามของแมลง และเชื้อโรคเกิดขึ้นได้ง่ายซึ่งจะนำไปสู่การใช้สารเคมีฆ่าแมลงและเชื้อราเพิ่มขึ้น ดินที่เสื่อมคุณภาพนั้น จะเร่งการเจริญเติบโตของวัชพืชให้แข่งกับพืชเกษตร และนำไปสู่การใช้สารเคมีสังเคราะห์กำจัดวัชพืช ข้อบกพร่องเช่นนี้ก่อให้เกิดวิกฤติในห่วงโซ่อาหาร และระบบการเกษตรของเราซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ในโลกปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรเป็นเงินปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท เกษตรกรต้องซื้อปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ในการเพาะปลูกทำให้การลงทุนสูง และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะที่ราคาผลผลิตในรอบยี่สิบปี ไม่ได้สูงขึ้นตามสัดส่วนของต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นมีผลทำให้เกษตรกรขาดทุน มีหนี้สินล้นพ้นตัวเกษตรอินทรีย์จะเป็นหนทางของการแก้ปัญหาเหล่านั้นได้
เกษตรอินทรีย์คืออะไร ?
– ให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ดีกว่า
- ให้อาหารปลอดสารพิษสำหรับชีวิตที่ดีกว่า
- ให้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำเพื่อเศรษฐกิจที่ดีกว่า
- ให้คุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตที่ดีกว่า
- ให้ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ดีกว่า
- ให้สิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า
ผลผลิตพืชอินทรีย์เป็นอย่างไร?
– มีรูปร่างดีสมส่วน
- มีสีสวยเป็นปกติ
- มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ
- มีโครงสร้างของเนื้อนุ่มกรอบแน่น
- มีรสชาติดี
- ไม่มีสารพิษตกค้าง
- เก็บรักษาได้ทนทาน
- ให้สารอาหารและพลังชีวิต
เป็นเกษตรอินทรีย์ได้อย่างไร?
การเกษตรปัจจุบัน สามารถปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ได้โดยเริ่มต้นศึกษาหาความรู้จากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ถูกกำหนดขึ้นควรเริ่มต้นด้วยความสนใจ และศรัทธาหลักทฤษฎีเพื่อการปฏิบัติ โดยศึกษาหาความรู้จากธรรมชาติเมื่อเริ่มปฏิบัติตามนี้แล้ว ก็นับได้ว่าก้าวเข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ในระยะปรับเปลี่ยนเมื่อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องตามาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไม่นานก็จะเป็นเกษตรอินทรีย์ได้ ทั้งนี้ช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับประเภทของเกษตรอินทรีย์ที่จะผลิตซึ่งได้ถูกกำหนดไว้ในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้วข้อสำคัญนั้น อยู่ที่การทำความเข้าใจเกษตรอินทรีย์ให้ถ่องแท้มีความตั้งใจจริง มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ท้อถอยต่อปัญหาหรืออุปสรรคใด มีความสุขในการปฏิบัติก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ และประสบความสำเร็จ ดังที่ตั้งใจไว้เพราะเกษตรอิทรีย์เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อเกษตรอินทรีย์แล้วสามารถขอรับรองมาตรฐานจากภาครัฐจึงจะนับได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ที่สมบูรณ์อันเป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดิน
ความเป็นมาของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์?
ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ (Organic food Production Act-OFPA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) และมีการแก้ไขในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996)
ตลาดร่วมกลุ่มประเทศในยุโรป (European Unity : EU.) ได้มีการรวบรวมข้อกำหนดของผลิตผลเกษตรอินทรีย์ไว้ในข้อกำหนดของสภาตลาดร่วมยุโรป (EEC No. 2092/91) และฉบับแก้ไข ข้อกำหนดส่วนใหญ่ให้คำแนะนำในการนำเข้าอาหารอินทรีย์ที่ผลิตจากประเทศอื่น ภายใต้มาตรฐานการผลิต และมาตรการตรวจสอบที่เหมือนกันทุกประการ
ประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่น ได้ประกาศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2544 โดยอ้างอิงกฎหมายมาตรฐานเกษตรญี่ปุ่น (Japan Agriculture Standard – JAS)
ประเทศไทย ได้มีการกำหนดใช้มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ หลังจากผ่านการปรับปรุงแก้ไขครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2543 โดยคณะทำงานเฉพาะกิจปรับปรุงมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทยและผ่าการเห็นชอบ ของคณะกรรมการบริหารงานวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement – IFOAM) ได้จัดทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำสำหรับตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์เป็นที่ยอมรับในกลุ่มประเทศในยุโรป
สมาคมดินแห่งสหราชอาณาจักร (Soil Association UK) เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อเกษตรอินทรีย์ มีประวัติความเป็นมายาวนาน ได้พัฒนามาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสหราชอาณาจักร
องค์กรเครือข่าย (Pesticide Network Action : PNA) เป็นองค์กรเครือข่ายของสหราชอาณาจักร และประเทศเนเธอแลนด์ ที่กำลังปฏิบัติการเคลื่อนไหว ซึ่งจะทำให้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทย มีประเด็นหลักสำคัญ ดังนี้
– ที่ดินไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด
- พื้นที่ปลูกต้องไม่มีสารเคมีสังเคราะห์ตกค้าง
- ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในกระบวนการผลิต
- ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่คลุกสารเคมีสังเคราะห์
- ไม่ใช้สิ่งที่ได้จากการตัดต่อทางพันธุกรรม
- ไม่ใช้มูลสัตว์ที่เลี้ยงอย่างผิดมาตรฐาน
- ปัจจัยการผลิตจากภายนอกต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน
- กระบวนการผลิตต้องปราศจากสิ่งปนเปื้อนสารเคมีสังเคราะห์
- ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม
- ต้องได้รับการรับรองมารฐานอย่างเป็นทางการ
หลักการผลิตพืชอินทรีย์
1. เลือกพื้นที่ที่ไม่เคยทำการเกษตรเคมีมาไม่น้อยกว่า 3 ปี
2. เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างดอนและโล่งแจ้ง
3. อยู่ห่างจากโรงงานอุตสาหกรรม
4. อยู่ห่างจากแปลงที่ใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี
5. ห่างจากถนนหลวงหลัก
6. มีแหล่งน้ำที่ปลอดสารพิษ
ขั้นตอนการทำแปลง
1. เก็บตัวอย่างดิน ดินบนและดินล่างอย่างละ 1 กิโลกรัม นำไปวิเคราะห์พร้อมกันหาชนิดและปริมาณธาตุอาหารที่อยู่ในดิน
2. แหล่งน้ำจะต้องเป็นแหล่งน้ำอิสระเก็บตัวอย่างน้ำ 1 ลิตร นำไปวิเคราะห์เพื่อหาสารปนเปื้อนที่ขัดต่อหลักการผลิตพืชอินทรีย์
3. เมื่อทราบข้อมูลของดินและน้ำแล้วว่าไม่มีพิษต่อการปลูกพืชอินทรีย์ ก็เริ่มทำการวางรูปแบบแปลงผลิตพืชอินทรีย์ การวางแบบแปลงจะต้องทำการขูดร่องล้อมรอบแปลง เพื่อเป็นการดักน้ำหรือป้องกันน้ำที่มีสารปนเปื้อนไหลบ่ามาท่วมแปลงในฤดูฝน ร่องคูรอบแปลงควรกว้าง 2 เมตร ลึก 1 เมตร พร้อมกับทำการปลูกหญ้าแฝกริมร่องโดยรอบทั้งด้านในและด้านนอก รากหญ้าแฝกจะเป็นกำแพงกรองน้ำเสียให้กลายเป็นน้ำดี ซึมเข้าไปในดินที่ปลูกพืชอินทรีย์ ส่วนใบของหญ้าแฝกก็ตัดไปใช้ปรับสภาพดินหรือใช้คลุมแปลงพืชผักอินทรีย์ต่อไป
4. ในการเตรียมแปลงในครั้งแรกอนุโลมให้ใช้รถไถเดินตามได้ แต่ในครั้งต่อไปให้ใช้คนขุดพรวนดิน ถ้าใช้รถไถบ่อย ๆ แล้วมลพิษจากเครื่องยนต์จะตกค้างอยู่ในดิน และจะปฏิบัติกิริยาที่เป็นพิษต่อพืชจึงต้องระวัง ห้ามสูบบุหรี่ในแปลงพืชอินทรีย์ ในการเตรียมแปลงจะต้องทำการไถพรวนใหื้นที่ในแปลงโล่งแจ้งพร้อมที่จะวางรูปแบบแปลงในการวางรูปแบบแปลงจะต้องวางไปตามตะวันเนื่องจากพืชใช้แสงแดดปรุงอาหารและแสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อโรค แปลงที่จะปลูกพืชผักนั้นความกว้างไม่ควรเกิน 1 เมตร ส่วนความยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่ ส่วนพื้นที่ที่ยังทำแปลงปลูกพืชผักไม่ทันก็ให้นำเอาพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียวหรือถั่วมะแฮะ มาหว่านคลุมดินเพื่อทำเป็นปุ๋ยพืชสดเป็นการปรับปรุงดินไปพร้อมกับเป็นการป้องกันแมลงที่จะวางไข้ในพงหญ้าด้วย
5. เมื่อเตรียมแปลงแล้วก็หันมาทำการปลูกพืชสมุนไพรไล่แมลงก่อนที่จะปลูกพืชหลักคือพืชผักต่าง ๆ (เสริมกับการป้องกัน) ทางน้ำ ทางอากาศ และทางพื้นดิน พืชสมุนไพรที่กับแมลงรอบนอกเช่น สะเดา ชะอม ตะไคร้หอม ข่า ปลูกห่างกัน 2 เมตร โดยรอบพื้นที่ ส่วนต้นด้านในกันแมลงในระดับต่ำ โดยปลูกพืชสมุนไพรเตี้ยลงมาเช่น ดาวเรือง กะเพรา โหระพา ตะไคร้หอม พริกต่าง ๆ ปลูกห่างกัน 1 เมตร และที่จะลืมไม่ได้คือจะต้องปลูกตะไคร้หอมทุก ๆ 3 เมตร แซมโดยรอบพื้นที่ด้านในด้วย
6. หลังจากปลูกพืชสมุนไพรเพื่อกันแมลงแล้วก็ทำการยกแปลงเพื่อปลูกพืชผัก แต่ก่อนที่จะปลูกจะต้องทำการปรับสภาพดินในแปลงปลูก โดยการใส่ปุ๋ยคอก (ขี้วัว) การใส่ปุ๋ยคอกนั้นจะใส่มากน้อยขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่จะทำแปลงปลูกพืชอินทรีย์ (ขี้วัวต้องเป็นวัวที่กินพืชตามธรรมชาติ) ทำการพรวนคลุกกันให้ทั่วทิ้งไว้ 7 วัน ก่อนปลูก การปลูกให้ปลูกพืชสมุนไพรกันแมลงที่ขอบแปลงก่อน เช่น กุ้ยฉ่าย ขึ้นฉ่าย และระหว่างแปลงก็ทำการปลูกกะเพรา โหระพา พริกต่าง ๆ เพื่อป้องกันแมลงก่อนที่จะทำการปลูกพืชผัก พอครบกำหนด 7 วันพรวนดินอีกครั้งแล้วนำเมล็ดพันธุ์พืชมาหว่าน แต่เมล็ดพันธุ์พืชส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่คลุกสารเคมี จึงต้องนำเอาเมล็ดพันธุ์ผักมาล้าง โดยการนำน้ำที่มีความร้อน 50 – 55 องศาเซลเซียส วัดได้ด้วยความรู้สึกของตัวเราเองคือเอานิ้วจุ่มลงไปถ้าทนความร้อนได้ก็ให้นำเมล็ดพันธุ์พืชแช่ลงไป นาน 30 นาทีแล้วจึงนำขึ้นมาคลุกกับกากสะเดา หรือสะเดาผงแล้วนำไปหว่านลงแปลงที่เตรียมไว้คลุมฟางและรดน้ำ ก่อนรดน้ำทุกวันควรขยำขยี้ใบตะไคร้หอมแล้วใช้ไม้เล็ก ๆ ตีใบกะเพราะ โหระพา ข่า ฯลฯ เพื่อให้เกิดกลิ่นจากพืชสมุนไพรออกไล่แมลง ควรพ่นสารสะเดาอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 3 – 7 วันกันก่อนแก้ ถ้าปล่อยให้โรคแมลงมาแล้วจะแก้ไขไม่ทันเพราะว่าไม่ได้ใช้สารเคมี ควรดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดพอถึงอายุเก็บเกี่ยวควรเก็บเกี่ยวผลผลิต ถ้าทิ้งไว้จะสิ้นเปลืองสารสมุนไพรในการปลูกพืชอินทรีย์ในระยะแรกผลผลิตจะได้น้อยกว่าพืชเคมีประมาณ 30 – 40% แต่ราคานั้นมากกว่าพืชเคมี 20 – 50% ผลดีคือทำให้สุขภาพของผู้ผลิตดีขึ้นไม่ต้องเสียค่ายา (รักษาคน) สิ่งแวดล้อมก็ดีด้วย รายได้ก็เพิ่มกว่าพืชเคมีหากทำอย่างยั่งยืน อย่างต่อเนื่องผลผลิตจะไม่ต่างกับการปลูกพืชเคมีเลย
7. หลักจากที่ทำเก็บเกี่ยวพืชแรกไปแล้วไม่ควรปลูกพืชชนิดเดียวกับพืชแรก เช่น ในแปลงที่ 1 ปลูกผักกาดเขียวปลีได้ผลผลิตดี หลังเก็บผลผลิตไปแล้วปลูกซ้ำอีกจะไม่ได้อะไรเลย ควรปลูกสลับชนิดกัน เช่น ปลูกผักกาดเขียวปลี แล้วตามด้วยผักบุ้งจีนเก็บผักบุ้งจีนแล้วตามด้วยผักกาดหัว เก็บผักกาดหัวแล้วตามด้วยผักปวยเล้ง เก็บปวยเล้งตามด้วยตั้งโอ๋ ทำเช่นนี้ทุก ๆ แปลงที่ปลูกแล้วจะได้ผลผลิตดี
8. การปลูกพืชอินทรีย์ ปลูกได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน แต่จะต้องปลูกพืชสมุนไพรก่อนและต่อเนื่อง แล้วต้องปลูกพืชสลับลงไปในแปลงพืชผักเสมอ ต้องทำให้พืชสมุนไพรต่าง ๆ เกิดการช้ำจะได้มีกลิ่น ไม่ใช่ปลูกเอาไว้เฉย ๆ การปลูกพืชแนวตั้งคือพืชที่ขึ้นค้าง เช่น ถั่วฝักยาว มะระจีน ฯลฯ และแนวนอนคือ พืชผักต่าง ๆ เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ปวยเล้ง ตั้งโอ๋ ฯลฯ ควรทำเช่นนี้ทุกครั้งที่ปลูกพืชในแปลงเกษตรอินทรีย์
9. การปลูกพืชสมุนไพรในแปลงเพื่อไล่แมลงยังสามารถนำเอาพืชสมุนไพรเหล่านี้ไปขายเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย หลังจากทำการเก็บเกี่ยวพืชผักแล้วควรรีบทำความสะอาดแปลงไม่ควรทิ้งเศษพืชที่มีโรคแมลงไว้ในแปลง ให้รีบนำไปทำลายนอกแปลงส่วนเศษพืชที่ไม่มีโรคแมลงก็ให้สับลงแปลงเป็นปุ๋ยต่อไป
**********************************
ธาตุอาหารพืชกับเกษตรอินทรีย์
การผลิตอาหารพืชให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ จะต้องประกอบด้วยปัจจัยการผลิตหลายประการ ธาตุอาหารพืชหรือปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง วัสดุที่ให้อาหารพืชได้มาจากหลาย ๆ ทาง เช่น จากวัสดุธรรมชาติ (หินฟอสเฟต ปูนโดโลไมท์ แร่ยิบซั่ม ฯลฯ) จากมูลสัตว์ต่าง ๆ ที่เรียกกันว่าปุ๋ยคอก จากการปลูกพืชต้นฤดูแล้วไถหรือสับกลบเป็นปุ๋ยพืชสด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลถั่ว จากวัสดุที่เหลือใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานผงชูรส จากซากพืชต่างๆ เช่น การ ใช้ต้น/ใบมันสำปะหลังสับกลบลงดินหลังการเก็บเกี่ยว จากปุ๋ยชีวภาพหรือการใช้วัสดุที่มีจุลินทรีย์ ประสิทธิภาพสูง จากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ ที่มีขายตามตลาดทั่วไป
การให้ธาตุอาหารพืชเพื่อยกระดับผลผลิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ ประการแรกต้องทราบว่าดินนั้นขาดธาตุอาหารพืช หรือมีธาตุอาหารไม่พอเพียงต่อการให้ผลผลิตสูง ดังนั้นการใช้ธาตุอาหารพืชในรูปปุ๋ยหรือวัสดุใด ๆ ที่คิดว่าพอเพียงและให้ประโยชน์สูงสุดต่อพืขตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ นั่นคือจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะหรือสภาวะของความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมและความสะดวกในการใช้ตลอดจนผลตอบแทนที่ได้รับ
ปุ๋ยเคมี หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากอนินทรีย์หรืออินทรีย์สังเคราะห์ แบ่งออกเป็นกลุ่มหรือประเภทตามความต้องการของธาตุอาหารพืช เช่น ปุ๋ยเชิงเดี่ยวที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจน เช่น ยูเรีย ปุ๋ยเชิงผสม ที่ให้ธาตุอาหารหลัก เช่น NPK เป็นต้น เกษตรกรบางแห่งยังไม่เข้าใจการใช้ปุ๋ยเคมีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยเคมีที่เกษตรกรปฏิบัติส่วนหนึ่งมักจะเกิดจากผู้ขายปุ๋ยเคมีมากกว่าจากหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นปัญหาในการใช้ปุ๋ยเคมีให้เหมาะสมกับชนิดดิน ความต้องการของพืช ระยะเวลาและอัตราที่เหมาะสม
ปัจจุบันการใช้ปุ๋ยเคมี (NPK) กันมากและนับวันจะมีราคาแพงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีการผลิตพืช ทั้งข้าว พืชไร่ พืชสวน ได้ในปริมาณมาก ในปี 2546 ได้ส่งเป็นสินค้าออกรวมกันประมาณ 26.6 ล้านตัน นำเงินตราเข้าประเทศมูลค่ารวมประมาณ 22.9 หมื่นล้านบาท ผลผลิตและผลิตภัณฑ์เหล่านี้ย่อมนำธาตุอาหารพืชออกไปนอกประเทศในปริมาณที่สูงมาก การชดเชยธาตุอาหารพืชที่ถูกนำออกไปโดยการใช้ปุ๋ยเคมี จึงเป็นวิธีการหนึ่งในการคงระดับการผลิตให้ได้ตามปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ โดยเฉพาะปี 2546 มีการนำเช้าปุ๋ยเคมีสูงถึง 3.8 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 31.88 หมื่นล้านบาท
โดยคุณสมบัติของปุ๋ยเคมีนั้นละลายน้ำได้เร็ว ให้ธาตุอาหารพืชได้แน่นอนตามสูตรของปุ๋ย และตรงตามเวลาที่พืชต้องการ แต่มีข้อด้อยคือ ผู้ใช้ต้องมีความรู้ในการใช้และคิดกันว่ามีราคาแพงกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ความจริงเมื่อเปรียบเทียบเนื้อธาตุต่อราคาในปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมีแล้ว การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตพืชได้มากกว่าและเร็วกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ประเภทปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกหลายเท่า ข้อด้อยบางประการของปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจน คือ หากใช้บ่อยครั้งหรืออัตราสูงทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะในสภาพดินไร่และดินที่มีลักษณะร่วนทราย แต่มีการแก้ไขได้โดยการใช้ปูนหรือปุ๋ยพืชสดเป็นบางครั้งก่อนการปลูกพืชหลัก
โดยทั่วไปเข้าใจว่า ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เป็นแหล่งของธาตุอาหารพืชในการเพิ่มผลผลิตพืชแต่ในความจริงแล้วปุ๋ยอินทรีย์มีหน้าที่หลักในการปรับปรุงโครงสร้างและสมบัติของดิน ทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ และจะมากกว่าการให้ประโยชน์ในเชิงปริมาณธาตุอาหารพืชโดยตรง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทำให้เกิดอินทรียวัตถุในดิน ตลอดจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เคมี และชีวเคมีของดินอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง เป็นการเพิ่มความเป็นประโยชน์ได้ของธาตุอาหารพืชในดิน ในขณะที่ปุ๋ยชีวภาพซึ่งได้จากการนำจุลินทรีย์ที่ทราบชนิดและมีชีวิตมากพอ มาปรับปรุงดินทางชีวภาพ ทางกายภาพและทางชีวเคมี สร้างธาตุอาหารที่ทราบชนิดให้แก่พืช ปุ๋ยชีวภาพจึงแบ่งประเภทได้ตามชนิดของจุลินทรีย์หรือตามประเภทของอาหารที่สร้างให้แก่พืช เช่น จุลินทรีย์ ไรโซเบียม แฟรงเคีย สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินบางชนิด เมื่อจุลินทรีย์หรือสาหร่ายเหล่านี้สลายตัวจะสร้างธาตุอาหารไนโตรเจนให้แก่พืช กลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยสร้างธาตุอาหารฟอสฟอรัส เช่น ไมโครไรซ่า หรือกลุ่มที่ช่วยสลายหินฟอสเฟตเพื่อเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารฟอสฟอรัส เช่นBacillus,Thiobacillus, Aspergillus, Penicillum และกลุ่มจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์หรือเซลลูโลส อีกหลายชนิดซึ่งอยู่ระหว่างการวิจัยพัฒนา
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีข้อจำกัดคือ มีธาตุอาหารพืชอยู่น้อย ไม่สามารถปรับแต่งปุ๋ยให้เหมาะสมกับดินและพืชได้ เนื่องจากแหล่งของปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากซากพืชหรือสัตว์ที่มีธาตุอาหารพืชแปรปรวน และสัดส่วนของธาตุอาหารไม่แน่นอน การควบคุมให้ปุ๋ยอินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชให้ตรงกับชนิดและเวลาที่พืชต้องการกระทำได้ยาก ต้องใช้เวลานาน และในปริมาณที่ค่อนข้างมาก
น้ำหมักชีวภาพ ในด้านธาตุอาหารพืชถือว่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหมักของชิ้นส่วนของพืชและ/หรือของสัตว์ และมีส่วนดีอีกด้านคือ มักจะมีฮอร์โมนพืชหรือสารป้องกันหรือยับยั้งการเกิดโรคของพืชบางชนิด แต่การจะใช้น้ำหมักชีวภาพเป็นแหล่งของธาตุอาหารพืชเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอเพียงต่อการผลิตพืชให้ได้ผลผลิตสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตพืชในระยะยาว เนื่องจากน้ำหมักชีวภาพมีธาตุอาหารพืชน้อยมาก
อาจมีข้อโต้แย้งว่าปัจจุบันการใช้น้ำหมักชีวภาพให้ได้ผลดีในการผลิตข้าว หรือพืชสวนบางชนิดในบางท้องที่ บางแห่งถึงกับประกาศว่าจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีอีกต่อไป โดยสรุปไว้ว่า การใช้ปุ๋ยจากน้ำหมักชีวภาพเพิ่มผลผลิต คุณภาพ และให้ผลตอบแทนมากกว่าการใช้ปุ๋ยแบบเดิม (ใช้ปุ๋ยเคมีทุกครั้งที่ปลูกพืช) บางแห่งไม่ได้ใช้ปุ๋ยมา 1 – 2 ฤดูปลูกแล้ว โดยใช้แต่น้ำหมักชีวภาพก็ยังได้ผลดี ประเด็นนี้มีความเป็นไปได้ในกรณีที่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราสูงหรือติดต่อกันมานาน ประกอบกับดินมีลักษณะเหนียวหรือร่วนเหนียวไม่ค่อยเป็นทราย ดินมีการสะสมธาตุอาหารหลัก (NPK) มานานจนอาจมากเกินพอ ใช้ปุ๋ยเคมีต่อไปก็ไม่เพิ่มผลผลิตตามอัตราปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น ดินเกิดการขาดความสมดุลย์ ความจริงเมื่อหยุดใช้ปุ๋ยเคมีผลผลิตก็คงไม่ลดลง กล่าวได้ว่าดินมีธาตุอาหารหลักเพียงพอแล้ว ประกอบกับการนำน้ำหมักชีวภาพเข้ามาใช้แทนทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น น่าจะเกิดจากการเพิ่มความสมดุลย์ของดินโดยการปรับเปลี่ยนปฏิกิริยาของดิน (pH) และพืชได้รับธาตุอาหารรองหรือธาตุอาหารเสริมบางส่วนจากน้ำหมักชีวภาพ ทำให้พืชได้ใช้ธาตุอาหารอย่างครบถ้วนมากขึ้น หรือทำให้พืชมีความต้านทานต่อโรคบางชนิดเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเลิกใช้ปุ๋ยเคมีไปเลย หรือไม่นำเข้ามาในระบบปลูกพืชอีก ดังนั้นการทราบสภาวะความสมดุลย์ของธาตุอาหารพืชในดิน การสูญเสียธาตุอาหารพืชโดยติดไปกับผลผลิตหรือการถูกชะล้าง และแนวทางแก้ไขซึ่งกระทำได้โดยการใช้ผลวิเคราะห์ดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพิจารณาเลือกใช้ แหล่งธาตุอาหารพืชหรือปุ๋ยและอัตราในการใช้ จึงเป็นแนวทางการปรับปรุงดินเพื่อรักษาระดับหรือเพิ่มผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ
แนวทางที่ควรจะเป็นในการกำหนดนโยบายการผลิตพืชโดยเฉพาะด้านการใช้ปุ๋ยน่าจะยึดถือ การจัดการธาตุอาหารพืชอย่างบูรณาการ ทั้งนี้เพื่อการผลิตพืชอย่างยั่งยืน ตามที่สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยได้สรุปผลการประชุมโต๊ะกลมในหัวข้อเรื่อง “ปุ๋ยกับการเกษตรของชาติ” เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2547 ซึ่งสรุปได้ว่า ไม่ควรกำหนดกรอบการใช้ปุ๋ยที่แคบเกินไป หรือให้ใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยชีวภาพ การกำหนดให้ทุกพื้นที่ลดการใช้ปุ๋ยเคมี มีความเป็นไปได้มาก แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเลิกการใช้ปุ๋ยเคมี จะเป็นการเสี่ยงต่อการเป็นผู้นำในการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกของโลก เพียงแต่ต้องระบุแนวทาง เป้าหมาย และขั้นตอนการผลิตพืชโดยวิธีเกษตรอินทรีย์ เป็นสัดส่วนอย่างไรกับการผลิตในเชิงเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ซึ่งอนุโลมให้มีการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีได้เท่าที่จำเป็น แต่มีความปลอดภัย จึงจำเป็นที่จะต้องค้นหาศักยภาพโดยเฉพาะด้านดินและแหล่งผลิตที่เหมาะสมต่อการผลิตพืชในแต่ละแบบ ตลอดจนการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เพื่อการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง ทั้งนี้เพื่อการจัดสรรธาตุอาหารพืชให้เพียงพอ ต่อเนื่อง โดยไม่กระทบกระเทือนต่อการผลิตในอีกหลายพื้นที่ข้างเคียง
แนวทางหลักที่ควรกระทำอย่างเร่งด่วน คือ การณรงค์ให้ทุกพื้นที่เห็นความสำคัญและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือสารปรับปรุงดิน ในทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ก่อน หากพืชได้รับธาตุอาหารไม่พอเพียงในการเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่ต้องการ จำเป็นต้องการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มเติมอย่างชาญฉลาดแล้วแต่กรณี ซึ่งจะต้องอาศัยข้อมูลจากการวิเคราะห์ดินเป็นระยะ ๆ และประสบการณ์หรือข้อมูลจากการวิจัยที่ผ่านมา ในการกำหนดชนิด ที่มา และอัตราที่ควรใช้ของธาตุอาหารพืช และผลตอบแทน ใช้แนวทางนี้ในการกำหนดเขตการผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย์หรือระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP)
การผลิตพืชระบบเกษตรอินทรีย์เป็นการผลิตและใช้ปัจจัยการผลิตที่ปราศจากการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี (สารสังเคราะห์) โดยสิ้นเชิง เน้นการใช้สารอินทรีย์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติและปัจจัยการผลิตในท้องถิ่นเป็นหลัก มีโอกาสกระทำได้ดีเฉพาะเจาะจงกับบางพืช หรือบางแหล่งผลิต แต่ไม่น่าจะกระทำได้กับทุกพืช ทุกชนิดดิน หรือทุกพื้นที่ได้ จำเป็นต้องวิเคราะห์ศักยภาพของดิน เช่น ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติค่อนข้างสูง แหล่งวัตถุดิบในการจัดสรรธาตุอาหารให้แก่พืช เช่น จากปุ๋ยคอก จากปุ๋ยพืชสด จากปุ๋ยชีวภาพ ว่ามีความเพียงพอและต่อเนื่องหรือไม่โดยผลผลิตไม่ลดลงหากไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย ตลอดจนปัจจัยหรือเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชว่ามีความเพียงพอและทันต่อเหตุการณ์หรือไม่ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการลงทุนที่สูง หรือใช้ระยะเวลาที่นานจะยอมรับได้หรือไม่ การกำหนดราคาผลิตผลที่ค่อนข้างแพงชดเชยกับผลผลิตบางครั้งที่ได้ค่อนข้างต่ำได้สัดส่วนหรือรับได้หรือไม่ ผลตอบแทนจากการผลิตพืชอินทรีย์ที่ได้ไม่ควรต่ำกว่าการผลิตพืชในระบบ GAP ตลอดจนการมีตลาดรองรับที่แน่นอน ในราคาที่ค่อนข้างแพงมีความต่อเนื่องหรือไม่ ด้วยข้อเท็จจริงหลายประการดังกล่าวมาแล้ว สำหรับในสภาวะปัจจุบันการทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์อาจเป็นไปได้ระหว่าง 10 – 20% ของพื้นที่การผลิตพืชทั่วประเทศ
กล่าวได้ว่า การรักษาเสถียรภาพในการเป็นผู้นำในการผลิตพืชโดยเฉพาะเพื่อการส่งออกของไทยจำเป็นต้องมีการจัดการธาตุอาหารพืชอย่างบูรณาการ ไม่ยึดติดกับการใช้ปุ๋ยชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ เพียงเพื่อให้ดินมีธาตุอาหารพืชอย่างสมดุลย์ และควรกำหนดเขตการผลิตพืชโดยวิธีเกษตรอินทรีย์และเกษตรดีที่เหมาะสม ตลอดจนการทำความเข้าใจวิธีการผลิตทั้งสองแบบนี้ให้ชัดเจนโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านดินเป็นหลักควบคู่กับชนิดของพืชที่เหมาะสม และการนำเข้ามาของธาตุอาหารพืชที่ใช้เป็นปุ๋ยไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม ควรจะให้ใกล้เคียงกับการที่ดินถูกพืชนำไปใช้ในรูปแบบของผลผลิตและจากการถูกชะล้าง และการกระทำดังกล่าวควรเป็นการอนุรักษ์หรือรักษาคุณภาพดิน ให้คงระดับผลผลิตโดยมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีและยั่งยืนด้วย
******************************
ระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ (ระดับสากล)
1. ระบบลดปุ๋ยเคมีในการผลิตข้าว
ใช้ปุ๋ยชีวภาพ “อัลจินัว” ลดปุ๋ยเคมี 50% ในการผลิตข้าวเขตชลประทานภาคกลาง พบว่า ข้าวที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพ “อัลจินัว” ร่วมกับปุ๋ยเคมี(50% คำแนะนำ) ให้ผลผลิตข้าวสูงกว่าระบบใช้ปุ๋ยเคมี 10%
2. ระบบลดสารเคมีในข้าว
เกษตรกรเครือข่ายการผลิตข้าว โครงการพัฒนาเกษตรยั่งยืน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี สุพรรณบุรี และชัยนาท ใช้น้ำหมักชีวภาพ ในการผลิตข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 1 มีวิธีการปฏิบัติที่สามารถใช้ประโยชน์จากฟางข้าว ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี โดยพบว่าวิธีใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพร มีรายได้สุทธิสูง คือ 1,541 บาท/ไร่ ส่วนวิธีใช้สารเคมีมีรายได้สุทธิเพียง 946 บาท/ไร่
3. ระบบลดสารเคมี 100% และลดปุ๋ยเคมี 85% ในส้มโอขาวแตงกวา
นายเฉลิม อ่วมดี เกษตรกร ตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ปลูกส้มโอพันธุ์ขาวแตงกว่า จำนวน 260 ต้น พื้นที่ 16 ไร่ โดยใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรหอยเชอรี่ ผลไม้และสมุนไพรกับส้มโอขาวแตงกวา อายุ 12 ปี พบว่า วิธีการใช้น้ำหมักชีวภาพมีรายได้สุทธิสูงคือ 50,867 บาท/ไร่ส่วนวิธีใช้สารเคมี มีรายได้สุทธิเพียง 41,407บาท/ไร่ คิดเป็นส่วนต่างรายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น 9,460 บาท/ไร่(22.85%)
4. ระบบลดสารเคมี 100% และลดปุ๋ยเคมี 50% ในส้มโอขาวแตงกวา
แปลงเรียนรู้ ธ.ก.ส. จังหวัดชัยนาท นายเสรี กล่ำน้อย เจ้าของสวนส้มพวงฉัตร ใช้น้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพในส้มโอพันธุ์ขาวแตกกวา ในพื้นที่ 67 ไร่ มีส้มโอ 2,500 ต้น ในช่วง
2 ปีแรก ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเป็นจำนวนเงิน 200,000 กว่าบาทต่อปี ในปีที่ 3 - 4 เปลี่ยนมาใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรฮอร์โมนไข่ และสมุนไพร (ลดสารเคมี 100%) ใช้ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพลดปุ๋ยเคมี 50% มีค่าใช้จ่ายเพียงปีละประมาณ 50,000 บาทต่อปี สามารถลดต้นทุนลงได้150,000 บาทต่อปี (75%)
5. ระบบลดสารเคมี 80% และลดปุ๋ยเคมี 85% ในส้มเขียวหวาน
นายพินิจ เกิดรี เกษตรกรตำบลหนองสรวง อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี ปลูกสัมเขียวหวานจำนวน 1,200 ต้น พื้นที่ 20 ไร่ โดยใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรหอยเชอรี่ ผักสด ผลไม้ ฮอร์โมนไข่นมสด และสมุนไพรร่วมกับปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ พบว่า วิธีใช้น้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพมีรายได้สุทธิสูง คือ 22,452 บาท/ไร่ ส่วนวิธีใช้สารเคมีมีรายได้สุทธิเพียง 18,910 บาท/ไร่ คิดเป็นส่วนต่างรายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น 3,542 บาท/ไร ่ (18.73%)
6. การผลิตชมพู่อินทรีย์
นางสมหมาย หนูแดง เกษตรกร (ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ 2 ด้านเกษตรกรรม) ตำบลหนองแขม อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ผลิตชมพู่พันธุ์เพชรน้ำผึ้งจำนวน 600 ต้น พื้นที่ 6 ไร่ ใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรถั่วเหลืองหรือนมสด และปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพโดยไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี มีรายได้สุทธิจากการผลิตชมพู่อินทรีย์ประมาณ 55,536 บาท/ไร่ ส่วนวิธีใช้สารเคมีมีรายได้สุทธิเพียง 47,719 บาท/ไร่ คิดเป็นส่วนต่างรายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น 7,817 บาท/ไร่ (16.38%)
7. การผลิตพืชผักอินทรีย์ เกษตรกรเครือข่ายการผลิตผัก โครงการพัฒนาเกษตรยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี ลพบุรี ใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรผักสด ผลไม้ ถั่วเหลือง หรือนมสด และปุ๋ยหมักชีวภาพในการผลิตแตงกวา (ลดปุ๋ยเคมีและสารเคมี 100%) พบว่า รายได้สุทธิสูงประมาณ 3,201 บาท/ไร่ ส่วนวิธีใช้สารเคมีมีรายได้สุทธิสูงประมาณ 11,928 บาท/ไร่ คิดเป็นส่วนต่างรายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น 1,273 บาท/ไร่ (10.67%)
**************************
มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทย
เกษตรอินทรีย์คืออะไร
เกษตรอินทรีย์ คือการทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ บนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้างและหลีกเลี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมีทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศเพื่อส่งเสริมความอุดสมสมบูรณ์ของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพ ในระบบนิเวศน์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือสิ่งที่ได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรม ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีแผนการจัดการอย่างเป็นระบบในการผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผผลิตสูงอุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและปลอดสารพิษโดยมีต้นทุนการผลิตต่ำเพื่อคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจพอเพียง แก่มวลมนุษยชาติ และสรรพชีวิต
ทำไมต้องเกษตรอินทรีย์?
การใช้ทรัพยากรดินโดยไม่คำนึงถึงผลเสียของ ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในแร่ธาตุและกายภาพของดินทำให้สิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ในดินนั้นสูญหาย และไร้สมรรถภาพความไมาสมดุลนี้เป็นอันตรายยิ่งกระบวนการนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ผืนดินที่ถูกผลาญไปนั้น ได้สูญเสียความสามารถในการดูดซับแร่ธาตุ ทำให้ผลผลิตมีแร่ธาตุ วิตามิน และพลังชีวิตต่ำเป็นผลให้เกิดการขาดแคลนธาตุอาหารรองในพืช พืชจะอ่อนแอ ขาดภูมิต้านทานโรคและทำให้การคุกคามของแมลง และเชื้อโรคเกิดขึ้นได้ง่ายซึ่งจะนำไปสู่การใช้สารเคมีฆ่าแมลงและเชื้อราเพิ่มขึ้น ดินที่เสื่อมคุณภาพนั้น จะเร่งการเจริญเติบโตของวัชพืชให้แข่งกับพืชเกษตร และนำไปสู่การใช้สารเคมีสังเคราะห์กำจัดวัชพืช ข้อบกพร่องเช่นนี้ก่อให้เกิดวิกฤติในห่วงโซ่อาหาร และระบบการเกษตรของเราซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ในโลกปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรเป็นเงินปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท เกษตรกรต้องซื้อปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ในการเพาะปลูกทำให้การลงทุนสูง และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะที่ราคาผลผลิตในรอบยี่สิบปี ไม่ได้สูงขึ้นตามสัดส่วนของต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นมีผลทำให้เกษตรกรขาดทุน มีหนี้สินล้นพ้นตัวเกษตรอินทรีย์จะเป็นหนทางของการแก้ปัญหาเหล่านั้นได้
เกษตรอินทรีย์คืออะไร ?
– ให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ดีกว่า
- ให้อาหารปลอดสารพิษสำหรับชีวิตที่ดีกว่า
- ให้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำเพื่อเศรษฐกิจที่ดีกว่า
- ให้คุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตที่ดีกว่า
- ให้ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ดีกว่า
- ให้สิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า
ผลผลิตพืชอินทรีย์เป็นอย่างไร?
– มีรูปร่างดีสมส่วน
- มีสีสวยเป็นปกติ
- มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ
- มีโครงสร้างของเนื้อนุ่มกรอบแน่น
- มีรสชาติดี
- ไม่มีสารพิษตกค้าง
- เก็บรักษาได้ทนทาน
- ให้สารอาหารและพลังชีวิต
เป็นเกษตรอินทรีย์ได้อย่างไร?
การเกษตรปัจจุบัน สามารถปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์ได้โดยเริ่มต้นศึกษาหาความรู้จากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ถูกกำหนดขึ้นควรเริ่มต้นด้วยความสนใจ และศรัทธาหลักทฤษฎีเพื่อการปฏิบัติ โดยศึกษาหาความรู้จากธรรมชาติเมื่อเริ่มปฏิบัติตามนี้แล้ว ก็นับได้ว่าก้าวเข้าสู่การทำเกษตรอินทรีย์ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ในระยะปรับเปลี่ยนเมื่อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องตามาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไม่นานก็จะเป็นเกษตรอินทรีย์ได้ ทั้งนี้ช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับประเภทของเกษตรอินทรีย์ที่จะผลิตซึ่งได้ถูกกำหนดไว้ในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้วข้อสำคัญนั้น อยู่ที่การทำความเข้าใจเกษตรอินทรีย์ให้ถ่องแท้มีความตั้งใจจริง มีความขยันหมั่นเพียร ไม่ท้อถอยต่อปัญหาหรืออุปสรรคใด มีความสุขในการปฏิบัติก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ และประสบความสำเร็จ ดังที่ตั้งใจไว้เพราะเกษตรอิทรีย์เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้จริงเมื่อเกษตรอินทรีย์แล้วสามารถขอรับรองมาตรฐานจากภาครัฐจึงจะนับได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ที่สมบูรณ์อันเป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดิน
ความเป็นมาของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์?
ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ (Organic food Production Act-OFPA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) และมีการแก้ไขในปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996)
ตลาดร่วมกลุ่มประเทศในยุโรป (European Unity : EU.) ได้มีการรวบรวมข้อกำหนดของผลิตผลเกษตรอินทรีย์ไว้ในข้อกำหนดของสภาตลาดร่วมยุโรป (EEC No. 2092/91) และฉบับแก้ไข ข้อกำหนดส่วนใหญ่ให้คำแนะนำในการนำเข้าอาหารอินทรีย์ที่ผลิตจากประเทศอื่น ภายใต้มาตรฐานการผลิต และมาตรการตรวจสอบที่เหมือนกันทุกประการ
ประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่น ได้ประกาศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2544 โดยอ้างอิงกฎหมายมาตรฐานเกษตรญี่ปุ่น (Japan Agriculture Standard – JAS)
ประเทศไทย ได้มีการกำหนดใช้มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ หลังจากผ่านการปรับปรุงแก้ไขครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2543 โดยคณะทำงานเฉพาะกิจปรับปรุงมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทยและผ่าการเห็นชอบ ของคณะกรรมการบริหารงานวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement – IFOAM) ได้จัดทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำสำหรับตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์เป็นที่ยอมรับในกลุ่มประเทศในยุโรป
สมาคมดินแห่งสหราชอาณาจักร (Soil Association UK) เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อเกษตรอินทรีย์ มีประวัติความเป็นมายาวนาน ได้พัฒนามาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสหราชอาณาจักร
องค์กรเครือข่าย (Pesticide Network Action : PNA) เป็นองค์กรเครือข่ายของสหราชอาณาจักร และประเทศเนเธอแลนด์ ที่กำลังปฏิบัติการเคลื่อนไหว ซึ่งจะทำให้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ของประเทศไทย มีประเด็นหลักสำคัญ ดังนี้
– ที่ดินไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด
- พื้นที่ปลูกต้องไม่มีสารเคมีสังเคราะห์ตกค้าง
- ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในกระบวนการผลิต
- ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่คลุกสารเคมีสังเคราะห์
- ไม่ใช้สิ่งที่ได้จากการตัดต่อทางพันธุกรรม
- ไม่ใช้มูลสัตว์ที่เลี้ยงอย่างผิดมาตรฐาน
- ปัจจัยการผลิตจากภายนอกต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน
- กระบวนการผลิตต้องปราศจากสิ่งปนเปื้อนสารเคมีสังเคราะห์
- ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม
- ต้องได้รับการรับรองมารฐานอย่างเป็นทางการ
หลักการผลิตพืชอินทรีย์
1. เลือกพื้นที่ที่ไม่เคยทำการเกษตรเคมีมาไม่น้อยกว่า 3 ปี
2. เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างดอนและโล่งแจ้ง
3. อยู่ห่างจากโรงงานอุตสาหกรรม
4. อยู่ห่างจากแปลงที่ใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี
5. ห่างจากถนนหลวงหลัก
6. มีแหล่งน้ำที่ปลอดสารพิษ
ขั้นตอนการทำแปลง
1. เก็บตัวอย่างดิน ดินบนและดินล่างอย่างละ 1 กิโลกรัม นำไปวิเคราะห์พร้อมกันหาชนิดและปริมาณธาตุอาหารที่อยู่ในดิน
2. แหล่งน้ำจะต้องเป็นแหล่งน้ำอิสระเก็บตัวอย่างน้ำ 1 ลิตร นำไปวิเคราะห์เพื่อหาสารปนเปื้อนที่ขัดต่อหลักการผลิตพืชอินทรีย์
3. เมื่อทราบข้อมูลของดินและน้ำแล้วว่าไม่มีพิษต่อการปลูกพืชอินทรีย์ ก็เริ่มทำการวางรูปแบบแปลงผลิตพืชอินทรีย์ การวางแบบแปลงจะต้องทำการขูดร่องล้อมรอบแปลง เพื่อเป็นการดักน้ำหรือป้องกันน้ำที่มีสารปนเปื้อนไหลบ่ามาท่วมแปลงในฤดูฝน ร่องคูรอบแปลงควรกว้าง 2 เมตร ลึก 1 เมตร พร้อมกับทำการปลูกหญ้าแฝกริมร่องโดยรอบทั้งด้านในและด้านนอก รากหญ้าแฝกจะเป็นกำแพงกรองน้ำเสียให้กลายเป็นน้ำดี ซึมเข้าไปในดินที่ปลูกพืชอินทรีย์ ส่วนใบของหญ้าแฝกก็ตัดไปใช้ปรับสภาพดินหรือใช้คลุมแปลงพืชผักอินทรีย์ต่อไป
4. ในการเตรียมแปลงในครั้งแรกอนุโลมให้ใช้รถไถเดินตามได้ แต่ในครั้งต่อไปให้ใช้คนขุดพรวนดิน ถ้าใช้รถไถบ่อย ๆ แล้วมลพิษจากเครื่องยนต์จะตกค้างอยู่ในดิน และจะปฏิบัติกิริยาที่เป็นพิษต่อพืชจึงต้องระวัง ห้ามสูบบุหรี่ในแปลงพืชอินทรีย์ ในการเตรียมแปลงจะต้องทำการไถพรวนใหื้นที่ในแปลงโล่งแจ้งพร้อมที่จะวางรูปแบบแปลงในการวางรูปแบบแปลงจะต้องวางไปตามตะวันเนื่องจากพืชใช้แสงแดดปรุงอาหารและแสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อโรค แปลงที่จะปลูกพืชผักนั้นความกว้างไม่ควรเกิน 1 เมตร ส่วนความยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่ ส่วนพื้นที่ที่ยังทำแปลงปลูกพืชผักไม่ทันก็ให้นำเอาพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียวหรือถั่วมะแฮะ มาหว่านคลุมดินเพื่อทำเป็นปุ๋ยพืชสดเป็นการปรับปรุงดินไปพร้อมกับเป็นการป้องกันแมลงที่จะวางไข้ในพงหญ้าด้วย
5. เมื่อเตรียมแปลงแล้วก็หันมาทำการปลูกพืชสมุนไพรไล่แมลงก่อนที่จะปลูกพืชหลักคือพืชผักต่าง ๆ (เสริมกับการป้องกัน) ทางน้ำ ทางอากาศ และทางพื้นดิน พืชสมุนไพรที่กับแมลงรอบนอกเช่น สะเดา ชะอม ตะไคร้หอม ข่า ปลูกห่างกัน 2 เมตร โดยรอบพื้นที่ ส่วนต้นด้านในกันแมลงในระดับต่ำ โดยปลูกพืชสมุนไพรเตี้ยลงมาเช่น ดาวเรือง กะเพรา โหระพา ตะไคร้หอม พริกต่าง ๆ ปลูกห่างกัน 1 เมตร และที่จะลืมไม่ได้คือจะต้องปลูกตะไคร้หอมทุก ๆ 3 เมตร แซมโดยรอบพื้นที่ด้านในด้วย
6. หลังจากปลูกพืชสมุนไพรเพื่อกันแมลงแล้วก็ทำการยกแปลงเพื่อปลูกพืชผัก แต่ก่อนที่จะปลูกจะต้องทำการปรับสภาพดินในแปลงปลูก โดยการใส่ปุ๋ยคอก (ขี้วัว) การใส่ปุ๋ยคอกนั้นจะใส่มากน้อยขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินที่จะทำแปลงปลูกพืชอินทรีย์ (ขี้วัวต้องเป็นวัวที่กินพืชตามธรรมชาติ) ทำการพรวนคลุกกันให้ทั่วทิ้งไว้ 7 วัน ก่อนปลูก การปลูกให้ปลูกพืชสมุนไพรกันแมลงที่ขอบแปลงก่อน เช่น กุ้ยฉ่าย ขึ้นฉ่าย และระหว่างแปลงก็ทำการปลูกกะเพรา โหระพา พริกต่าง ๆ เพื่อป้องกันแมลงก่อนที่จะทำการปลูกพืชผัก พอครบกำหนด 7 วันพรวนดินอีกครั้งแล้วนำเมล็ดพันธุ์พืชมาหว่าน แต่เมล็ดพันธุ์พืชส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่คลุกสารเคมี จึงต้องนำเอาเมล็ดพันธุ์ผักมาล้าง โดยการนำน้ำที่มีความร้อน 50 – 55 องศาเซลเซียส วัดได้ด้วยความรู้สึกของตัวเราเองคือเอานิ้วจุ่มลงไปถ้าทนความร้อนได้ก็ให้นำเมล็ดพันธุ์พืชแช่ลงไป นาน 30 นาทีแล้วจึงนำขึ้นมาคลุกกับกากสะเดา หรือสะเดาผงแล้วนำไปหว่านลงแปลงที่เตรียมไว้คลุมฟางและรดน้ำ ก่อนรดน้ำทุกวันควรขยำขยี้ใบตะไคร้หอมแล้วใช้ไม้เล็ก ๆ ตีใบกะเพราะ โหระพา ข่า ฯลฯ เพื่อให้เกิดกลิ่นจากพืชสมุนไพรออกไล่แมลง ควรพ่นสารสะเดาอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 3 – 7 วันกันก่อนแก้ ถ้าปล่อยให้โรคแมลงมาแล้วจะแก้ไขไม่ทันเพราะว่าไม่ได้ใช้สารเคมี ควรดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดพอถึงอายุเก็บเกี่ยวควรเก็บเกี่ยวผลผลิต ถ้าทิ้งไว้จะสิ้นเปลืองสารสมุนไพรในการปลูกพืชอินทรีย์ในระยะแรกผลผลิตจะได้น้อยกว่าพืชเคมีประมาณ 30 – 40% แต่ราคานั้นมากกว่าพืชเคมี 20 – 50% ผลดีคือทำให้สุขภาพของผู้ผลิตดีขึ้นไม่ต้องเสียค่ายา (รักษาคน) สิ่งแวดล้อมก็ดีด้วย รายได้ก็เพิ่มกว่าพืชเคมีหากทำอย่างยั่งยืน อย่างต่อเนื่องผลผลิตจะไม่ต่างกับการปลูกพืชเคมีเลย
7. หลักจากที่ทำเก็บเกี่ยวพืชแรกไปแล้วไม่ควรปลูกพืชชนิดเดียวกับพืชแรก เช่น ในแปลงที่ 1 ปลูกผักกาดเขียวปลีได้ผลผลิตดี หลังเก็บผลผลิตไปแล้วปลูกซ้ำอีกจะไม่ได้อะไรเลย ควรปลูกสลับชนิดกัน เช่น ปลูกผักกาดเขียวปลี แล้วตามด้วยผักบุ้งจีนเก็บผักบุ้งจีนแล้วตามด้วยผักกาดหัว เก็บผักกาดหัวแล้วตามด้วยผักปวยเล้ง เก็บปวยเล้งตามด้วยตั้งโอ๋ ทำเช่นนี้ทุก ๆ แปลงที่ปลูกแล้วจะได้ผลผลิตดี
8. การปลูกพืชอินทรีย์ ปลูกได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน แต่จะต้องปลูกพืชสมุนไพรก่อนและต่อเนื่อง แล้วต้องปลูกพืชสลับลงไปในแปลงพืชผักเสมอ ต้องทำให้พืชสมุนไพรต่าง ๆ เกิดการช้ำจะได้มีกลิ่น ไม่ใช่ปลูกเอาไว้เฉย ๆ การปลูกพืชแนวตั้งคือพืชที่ขึ้นค้าง เช่น ถั่วฝักยาว มะระจีน ฯลฯ และแนวนอนคือ พืชผักต่าง ๆ เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ปวยเล้ง ตั้งโอ๋ ฯลฯ ควรทำเช่นนี้ทุกครั้งที่ปลูกพืชในแปลงเกษตรอินทรีย์
9. การปลูกพืชสมุนไพรในแปลงเพื่อไล่แมลงยังสามารถนำเอาพืชสมุนไพรเหล่านี้ไปขายเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย หลังจากทำการเก็บเกี่ยวพืชผักแล้วควรรีบทำความสะอาดแปลงไม่ควรทิ้งเศษพืชที่มีโรคแมลงไว้ในแปลง ให้รีบนำไปทำลายนอกแปลงส่วนเศษพืชที่ไม่มีโรคแมลงก็ให้สับลงแปลงเป็นปุ๋ยต่อไป
**********************************
ธาตุอาหารพืชกับเกษตรอินทรีย์
การผลิตอาหารพืชให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ จะต้องประกอบด้วยปัจจัยการผลิตหลายประการ ธาตุอาหารพืชหรือปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง วัสดุที่ให้อาหารพืชได้มาจากหลาย ๆ ทาง เช่น จากวัสดุธรรมชาติ (หินฟอสเฟต ปูนโดโลไมท์ แร่ยิบซั่ม ฯลฯ) จากมูลสัตว์ต่าง ๆ ที่เรียกกันว่าปุ๋ยคอก จากการปลูกพืชต้นฤดูแล้วไถหรือสับกลบเป็นปุ๋ยพืชสด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลถั่ว จากวัสดุที่เหลือใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานผงชูรส จากซากพืชต่างๆ เช่น การ ใช้ต้น/ใบมันสำปะหลังสับกลบลงดินหลังการเก็บเกี่ยว จากปุ๋ยชีวภาพหรือการใช้วัสดุที่มีจุลินทรีย์ ประสิทธิภาพสูง จากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ ที่มีขายตามตลาดทั่วไป
การให้ธาตุอาหารพืชเพื่อยกระดับผลผลิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ ประการแรกต้องทราบว่าดินนั้นขาดธาตุอาหารพืช หรือมีธาตุอาหารไม่พอเพียงต่อการให้ผลผลิตสูง ดังนั้นการใช้ธาตุอาหารพืชในรูปปุ๋ยหรือวัสดุใด ๆ ที่คิดว่าพอเพียงและให้ประโยชน์สูงสุดต่อพืขตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ นั่นคือจำเป็นต้องคำนึงถึงลักษณะหรือสภาวะของความอุดมสมบูรณ์ของดิน สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมและความสะดวกในการใช้ตลอดจนผลตอบแทนที่ได้รับ
ปุ๋ยเคมี หมายถึง ปุ๋ยที่ได้จากอนินทรีย์หรืออินทรีย์สังเคราะห์ แบ่งออกเป็นกลุ่มหรือประเภทตามความต้องการของธาตุอาหารพืช เช่น ปุ๋ยเชิงเดี่ยวที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจน เช่น ยูเรีย ปุ๋ยเชิงผสม ที่ให้ธาตุอาหารหลัก เช่น NPK เป็นต้น เกษตรกรบางแห่งยังไม่เข้าใจการใช้ปุ๋ยเคมีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยเคมีที่เกษตรกรปฏิบัติส่วนหนึ่งมักจะเกิดจากผู้ขายปุ๋ยเคมีมากกว่าจากหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นปัญหาในการใช้ปุ๋ยเคมีให้เหมาะสมกับชนิดดิน ความต้องการของพืช ระยะเวลาและอัตราที่เหมาะสม
ปัจจุบันการใช้ปุ๋ยเคมี (NPK) กันมากและนับวันจะมีราคาแพงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีการผลิตพืช ทั้งข้าว พืชไร่ พืชสวน ได้ในปริมาณมาก ในปี 2546 ได้ส่งเป็นสินค้าออกรวมกันประมาณ 26.6 ล้านตัน นำเงินตราเข้าประเทศมูลค่ารวมประมาณ 22.9 หมื่นล้านบาท ผลผลิตและผลิตภัณฑ์เหล่านี้ย่อมนำธาตุอาหารพืชออกไปนอกประเทศในปริมาณที่สูงมาก การชดเชยธาตุอาหารพืชที่ถูกนำออกไปโดยการใช้ปุ๋ยเคมี จึงเป็นวิธีการหนึ่งในการคงระดับการผลิตให้ได้ตามปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ โดยเฉพาะปี 2546 มีการนำเช้าปุ๋ยเคมีสูงถึง 3.8 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 31.88 หมื่นล้านบาท
โดยคุณสมบัติของปุ๋ยเคมีนั้นละลายน้ำได้เร็ว ให้ธาตุอาหารพืชได้แน่นอนตามสูตรของปุ๋ย และตรงตามเวลาที่พืชต้องการ แต่มีข้อด้อยคือ ผู้ใช้ต้องมีความรู้ในการใช้และคิดกันว่ามีราคาแพงกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ความจริงเมื่อเปรียบเทียบเนื้อธาตุต่อราคาในปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมีแล้ว การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตพืชได้มากกว่าและเร็วกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ประเภทปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกหลายเท่า ข้อด้อยบางประการของปุ๋ยเคมีที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจน คือ หากใช้บ่อยครั้งหรืออัตราสูงทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะในสภาพดินไร่และดินที่มีลักษณะร่วนทราย แต่มีการแก้ไขได้โดยการใช้ปูนหรือปุ๋ยพืชสดเป็นบางครั้งก่อนการปลูกพืชหลัก
โดยทั่วไปเข้าใจว่า ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เป็นแหล่งของธาตุอาหารพืชในการเพิ่มผลผลิตพืชแต่ในความจริงแล้วปุ๋ยอินทรีย์มีหน้าที่หลักในการปรับปรุงโครงสร้างและสมบัติของดิน ทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ และจะมากกว่าการให้ประโยชน์ในเชิงปริมาณธาตุอาหารพืชโดยตรง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทำให้เกิดอินทรียวัตถุในดิน ตลอดจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เคมี และชีวเคมีของดินอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง เป็นการเพิ่มความเป็นประโยชน์ได้ของธาตุอาหารพืชในดิน ในขณะที่ปุ๋ยชีวภาพซึ่งได้จากการนำจุลินทรีย์ที่ทราบชนิดและมีชีวิตมากพอ มาปรับปรุงดินทางชีวภาพ ทางกายภาพและทางชีวเคมี สร้างธาตุอาหารที่ทราบชนิดให้แก่พืช ปุ๋ยชีวภาพจึงแบ่งประเภทได้ตามชนิดของจุลินทรีย์หรือตามประเภทของอาหารที่สร้างให้แก่พืช เช่น จุลินทรีย์ ไรโซเบียม แฟรงเคีย สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินบางชนิด เมื่อจุลินทรีย์หรือสาหร่ายเหล่านี้สลายตัวจะสร้างธาตุอาหารไนโตรเจนให้แก่พืช กลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยสร้างธาตุอาหารฟอสฟอรัส เช่น ไมโครไรซ่า หรือกลุ่มที่ช่วยสลายหินฟอสเฟตเพื่อเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารฟอสฟอรัส เช่นBacillus,Thiobacillus, Aspergillus, Penicillum และกลุ่มจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์หรือเซลลูโลส อีกหลายชนิดซึ่งอยู่ระหว่างการวิจัยพัฒนา
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีข้อจำกัดคือ มีธาตุอาหารพืชอยู่น้อย ไม่สามารถปรับแต่งปุ๋ยให้เหมาะสมกับดินและพืชได้ เนื่องจากแหล่งของปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากซากพืชหรือสัตว์ที่มีธาตุอาหารพืชแปรปรวน และสัดส่วนของธาตุอาหารไม่แน่นอน การควบคุมให้ปุ๋ยอินทรีย์ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชให้ตรงกับชนิดและเวลาที่พืชต้องการกระทำได้ยาก ต้องใช้เวลานาน และในปริมาณที่ค่อนข้างมาก
น้ำหมักชีวภาพ ในด้านธาตุอาหารพืชถือว่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหมักของชิ้นส่วนของพืชและ/หรือของสัตว์ และมีส่วนดีอีกด้านคือ มักจะมีฮอร์โมนพืชหรือสารป้องกันหรือยับยั้งการเกิดโรคของพืชบางชนิด แต่การจะใช้น้ำหมักชีวภาพเป็นแหล่งของธาตุอาหารพืชเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอเพียงต่อการผลิตพืชให้ได้ผลผลิตสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตพืชในระยะยาว เนื่องจากน้ำหมักชีวภาพมีธาตุอาหารพืชน้อยมาก
อาจมีข้อโต้แย้งว่าปัจจุบันการใช้น้ำหมักชีวภาพให้ได้ผลดีในการผลิตข้าว หรือพืชสวนบางชนิดในบางท้องที่ บางแห่งถึงกับประกาศว่าจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีอีกต่อไป โดยสรุปไว้ว่า การใช้ปุ๋ยจากน้ำหมักชีวภาพเพิ่มผลผลิต คุณภาพ และให้ผลตอบแทนมากกว่าการใช้ปุ๋ยแบบเดิม (ใช้ปุ๋ยเคมีทุกครั้งที่ปลูกพืช) บางแห่งไม่ได้ใช้ปุ๋ยมา 1 – 2 ฤดูปลูกแล้ว โดยใช้แต่น้ำหมักชีวภาพก็ยังได้ผลดี ประเด็นนี้มีความเป็นไปได้ในกรณีที่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราสูงหรือติดต่อกันมานาน ประกอบกับดินมีลักษณะเหนียวหรือร่วนเหนียวไม่ค่อยเป็นทราย ดินมีการสะสมธาตุอาหารหลัก (NPK) มานานจนอาจมากเกินพอ ใช้ปุ๋ยเคมีต่อไปก็ไม่เพิ่มผลผลิตตามอัตราปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น ดินเกิดการขาดความสมดุลย์ ความจริงเมื่อหยุดใช้ปุ๋ยเคมีผลผลิตก็คงไม่ลดลง กล่าวได้ว่าดินมีธาตุอาหารหลักเพียงพอแล้ว ประกอบกับการนำน้ำหมักชีวภาพเข้ามาใช้แทนทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น น่าจะเกิดจากการเพิ่มความสมดุลย์ของดินโดยการปรับเปลี่ยนปฏิกิริยาของดิน (pH) และพืชได้รับธาตุอาหารรองหรือธาตุอาหารเสริมบางส่วนจากน้ำหมักชีวภาพ ทำให้พืชได้ใช้ธาตุอาหารอย่างครบถ้วนมากขึ้น หรือทำให้พืชมีความต้านทานต่อโรคบางชนิดเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเลิกใช้ปุ๋ยเคมีไปเลย หรือไม่นำเข้ามาในระบบปลูกพืชอีก ดังนั้นการทราบสภาวะความสมดุลย์ของธาตุอาหารพืชในดิน การสูญเสียธาตุอาหารพืชโดยติดไปกับผลผลิตหรือการถูกชะล้าง และแนวทางแก้ไขซึ่งกระทำได้โดยการใช้ผลวิเคราะห์ดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพิจารณาเลือกใช้ แหล่งธาตุอาหารพืชหรือปุ๋ยและอัตราในการใช้ จึงเป็นแนวทางการปรับปรุงดินเพื่อรักษาระดับหรือเพิ่มผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ
แนวทางที่ควรจะเป็นในการกำหนดนโยบายการผลิตพืชโดยเฉพาะด้านการใช้ปุ๋ยน่าจะยึดถือ การจัดการธาตุอาหารพืชอย่างบูรณาการ ทั้งนี้เพื่อการผลิตพืชอย่างยั่งยืน ตามที่สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยได้สรุปผลการประชุมโต๊ะกลมในหัวข้อเรื่อง “ปุ๋ยกับการเกษตรของชาติ” เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2547 ซึ่งสรุปได้ว่า ไม่ควรกำหนดกรอบการใช้ปุ๋ยที่แคบเกินไป หรือให้ใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยชีวภาพ การกำหนดให้ทุกพื้นที่ลดการใช้ปุ๋ยเคมี มีความเป็นไปได้มาก แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเลิกการใช้ปุ๋ยเคมี จะเป็นการเสี่ยงต่อการเป็นผู้นำในการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกของโลก เพียงแต่ต้องระบุแนวทาง เป้าหมาย และขั้นตอนการผลิตพืชโดยวิธีเกษตรอินทรีย์ เป็นสัดส่วนอย่างไรกับการผลิตในเชิงเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ซึ่งอนุโลมให้มีการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีได้เท่าที่จำเป็น แต่มีความปลอดภัย จึงจำเป็นที่จะต้องค้นหาศักยภาพโดยเฉพาะด้านดินและแหล่งผลิตที่เหมาะสมต่อการผลิตพืชในแต่ละแบบ ตลอดจนการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เพื่อการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง ทั้งนี้เพื่อการจัดสรรธาตุอาหารพืชให้เพียงพอ ต่อเนื่อง โดยไม่กระทบกระเทือนต่อการผลิตในอีกหลายพื้นที่ข้างเคียง
แนวทางหลักที่ควรกระทำอย่างเร่งด่วน คือ การณรงค์ให้ทุกพื้นที่เห็นความสำคัญและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือสารปรับปรุงดิน ในทุกรูปแบบที่เป็นไปได้ก่อน หากพืชได้รับธาตุอาหารไม่พอเพียงในการเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่ต้องการ จำเป็นต้องการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มเติมอย่างชาญฉลาดแล้วแต่กรณี ซึ่งจะต้องอาศัยข้อมูลจากการวิเคราะห์ดินเป็นระยะ ๆ และประสบการณ์หรือข้อมูลจากการวิจัยที่ผ่านมา ในการกำหนดชนิด ที่มา และอัตราที่ควรใช้ของธาตุอาหารพืช และผลตอบแทน ใช้แนวทางนี้ในการกำหนดเขตการผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย์หรือระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP)
การผลิตพืชระบบเกษตรอินทรีย์เป็นการผลิตและใช้ปัจจัยการผลิตที่ปราศจากการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี (สารสังเคราะห์) โดยสิ้นเชิง เน้นการใช้สารอินทรีย์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติและปัจจัยการผลิตในท้องถิ่นเป็นหลัก มีโอกาสกระทำได้ดีเฉพาะเจาะจงกับบางพืช หรือบางแหล่งผลิต แต่ไม่น่าจะกระทำได้กับทุกพืช ทุกชนิดดิน หรือทุกพื้นที่ได้ จำเป็นต้องวิเคราะห์ศักยภาพของดิน เช่น ดินมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติค่อนข้างสูง แหล่งวัตถุดิบในการจัดสรรธาตุอาหารให้แก่พืช เช่น จากปุ๋ยคอก จากปุ๋ยพืชสด จากปุ๋ยชีวภาพ ว่ามีความเพียงพอและต่อเนื่องหรือไม่โดยผลผลิตไม่ลดลงหากไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย ตลอดจนปัจจัยหรือเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้สารธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชว่ามีความเพียงพอและทันต่อเหตุการณ์หรือไม่ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการลงทุนที่สูง หรือใช้ระยะเวลาที่นานจะยอมรับได้หรือไม่ การกำหนดราคาผลิตผลที่ค่อนข้างแพงชดเชยกับผลผลิตบางครั้งที่ได้ค่อนข้างต่ำได้สัดส่วนหรือรับได้หรือไม่ ผลตอบแทนจากการผลิตพืชอินทรีย์ที่ได้ไม่ควรต่ำกว่าการผลิตพืชในระบบ GAP ตลอดจนการมีตลาดรองรับที่แน่นอน ในราคาที่ค่อนข้างแพงมีความต่อเนื่องหรือไม่ ด้วยข้อเท็จจริงหลายประการดังกล่าวมาแล้ว สำหรับในสภาวะปัจจุบันการทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์อาจเป็นไปได้ระหว่าง 10 – 20% ของพื้นที่การผลิตพืชทั่วประเทศ
กล่าวได้ว่า การรักษาเสถียรภาพในการเป็นผู้นำในการผลิตพืชโดยเฉพาะเพื่อการส่งออกของไทยจำเป็นต้องมีการจัดการธาตุอาหารพืชอย่างบูรณาการ ไม่ยึดติดกับการใช้ปุ๋ยชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ เพียงเพื่อให้ดินมีธาตุอาหารพืชอย่างสมดุลย์ และควรกำหนดเขตการผลิตพืชโดยวิธีเกษตรอินทรีย์และเกษตรดีที่เหมาะสม ตลอดจนการทำความเข้าใจวิธีการผลิตทั้งสองแบบนี้ให้ชัดเจนโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านดินเป็นหลักควบคู่กับชนิดของพืชที่เหมาะสม และการนำเข้ามาของธาตุอาหารพืชที่ใช้เป็นปุ๋ยไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม ควรจะให้ใกล้เคียงกับการที่ดินถูกพืชนำไปใช้ในรูปแบบของผลผลิตและจากการถูกชะล้าง และการกระทำดังกล่าวควรเป็นการอนุรักษ์หรือรักษาคุณภาพดิน ให้คงระดับผลผลิตโดยมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีและยั่งยืนด้วย
******************************
ระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ (ระดับสากล)
1. ระบบลดปุ๋ยเคมีในการผลิตข้าว
ใช้ปุ๋ยชีวภาพ “อัลจินัว” ลดปุ๋ยเคมี 50% ในการผลิตข้าวเขตชลประทานภาคกลาง พบว่า ข้าวที่ใช้ปุ๋ยชีวภาพ “อัลจินัว” ร่วมกับปุ๋ยเคมี(50% คำแนะนำ) ให้ผลผลิตข้าวสูงกว่าระบบใช้ปุ๋ยเคมี 10%
2. ระบบลดสารเคมีในข้าว
เกษตรกรเครือข่ายการผลิตข้าว โครงการพัฒนาเกษตรยั่งยืน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี สุพรรณบุรี และชัยนาท ใช้น้ำหมักชีวภาพ ในการผลิตข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 1 มีวิธีการปฏิบัติที่สามารถใช้ประโยชน์จากฟางข้าว ลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี โดยพบว่าวิธีใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพร มีรายได้สุทธิสูง คือ 1,541 บาท/ไร่ ส่วนวิธีใช้สารเคมีมีรายได้สุทธิเพียง 946 บาท/ไร่
3. ระบบลดสารเคมี 100% และลดปุ๋ยเคมี 85% ในส้มโอขาวแตงกวา
นายเฉลิม อ่วมดี เกษตรกร ตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ปลูกส้มโอพันธุ์ขาวแตงกว่า จำนวน 260 ต้น พื้นที่ 16 ไร่ โดยใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรหอยเชอรี่ ผลไม้และสมุนไพรกับส้มโอขาวแตงกวา อายุ 12 ปี พบว่า วิธีการใช้น้ำหมักชีวภาพมีรายได้สุทธิสูงคือ 50,867 บาท/ไร่ส่วนวิธีใช้สารเคมี มีรายได้สุทธิเพียง 41,407บาท/ไร่ คิดเป็นส่วนต่างรายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น 9,460 บาท/ไร่(22.85%)
4. ระบบลดสารเคมี 100% และลดปุ๋ยเคมี 50% ในส้มโอขาวแตงกวา
แปลงเรียนรู้ ธ.ก.ส. จังหวัดชัยนาท นายเสรี กล่ำน้อย เจ้าของสวนส้มพวงฉัตร ใช้น้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพในส้มโอพันธุ์ขาวแตกกวา ในพื้นที่ 67 ไร่ มีส้มโอ 2,500 ต้น ในช่วง
2 ปีแรก ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเป็นจำนวนเงิน 200,000 กว่าบาทต่อปี ในปีที่ 3 - 4 เปลี่ยนมาใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรฮอร์โมนไข่ และสมุนไพร (ลดสารเคมี 100%) ใช้ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพลดปุ๋ยเคมี 50% มีค่าใช้จ่ายเพียงปีละประมาณ 50,000 บาทต่อปี สามารถลดต้นทุนลงได้150,000 บาทต่อปี (75%)
5. ระบบลดสารเคมี 80% และลดปุ๋ยเคมี 85% ในส้มเขียวหวาน
นายพินิจ เกิดรี เกษตรกรตำบลหนองสรวง อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี ปลูกสัมเขียวหวานจำนวน 1,200 ต้น พื้นที่ 20 ไร่ โดยใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรหอยเชอรี่ ผักสด ผลไม้ ฮอร์โมนไข่นมสด และสมุนไพรร่วมกับปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ พบว่า วิธีใช้น้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพมีรายได้สุทธิสูง คือ 22,452 บาท/ไร่ ส่วนวิธีใช้สารเคมีมีรายได้สุทธิเพียง 18,910 บาท/ไร่ คิดเป็นส่วนต่างรายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น 3,542 บาท/ไร ่ (18.73%)
6. การผลิตชมพู่อินทรีย์
นางสมหมาย หนูแดง เกษตรกร (ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ 2 ด้านเกษตรกรรม) ตำบลหนองแขม อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ผลิตชมพู่พันธุ์เพชรน้ำผึ้งจำนวน 600 ต้น พื้นที่ 6 ไร่ ใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรถั่วเหลืองหรือนมสด และปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพโดยไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี มีรายได้สุทธิจากการผลิตชมพู่อินทรีย์ประมาณ 55,536 บาท/ไร่ ส่วนวิธีใช้สารเคมีมีรายได้สุทธิเพียง 47,719 บาท/ไร่ คิดเป็นส่วนต่างรายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น 7,817 บาท/ไร่ (16.38%)
7. การผลิตพืชผักอินทรีย์ เกษตรกรเครือข่ายการผลิตผัก โครงการพัฒนาเกษตรยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี ลพบุรี ใช้น้ำหมักชีวภาพสูตรผักสด ผลไม้ ถั่วเหลือง หรือนมสด และปุ๋ยหมักชีวภาพในการผลิตแตงกวา (ลดปุ๋ยเคมีและสารเคมี 100%) พบว่า รายได้สุทธิสูงประมาณ 3,201 บาท/ไร่ ส่วนวิธีใช้สารเคมีมีรายได้สุทธิสูงประมาณ 11,928 บาท/ไร่ คิดเป็นส่วนต่างรายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น 1,273 บาท/ไร่ (10.67%)
**************************
108 สูตรการผลิตปุ๋ยชีวภาพ
|
|
|
| 108 สูตรการผลิตปุ๋ยชีวภาพ ราคา ฿210 |
-
ล่าสุด
- Sri Lanka Tamils defy ban on rebel memorial
- Anger as Afghan MPs halt women’s bill debate
- India says all issues ‘on the table’ on China PM’s visit
- Japanese switched-at-birth tale moves Cannes
- Pakistan adopts Chinese rival GPS satellite system
- Hong Kong launches first electric taxis
- Philippines rejects Taiwan ‘murder’ claims
- Yahoo Japan suspects 22m IDs stolen
- Lt. Gen. Scaparrotti picked to lead US forces in S.Korea
- Japan PM says shrine visits ‘natural’
- Pakistan mosque bombs kill 13: officials
- Aide to Japanese PM returns from North Korea
-
ลิงก์
- ศาสตร์และศิลป์ที่สอนในเมืองไทย
- SoClaimon.Facebook
- SootinClaimon.google
- DinPuiThai.google
- ChangChoice.Webs
- SoClaimon.blogspot
- Google แผนที่ตำบล 76 จังหวัด
- คำไทย:ThaiWords
- คำไทย:ThaiWords
- SoClaimon.Twitter
- แหล่งสรรพศาสตร์ศิลปวิทยาในเมืองไทย
- crystal-cream.com
- นพ. ต่อพงศ์ คล้ายมนต์
- Apichaya Claimon
- พญ.อภิชญา คล้ายมนต์
- ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ
- ตระกูล “คล้ายมนต์”
-
คลังเก็บ
- พฤษภาคม 2013 (1912)
- เมษายน 2013 (3184)
- มีนาคม 2013 (3832)
- กุมภาพันธ์ 2013 (3775)
- มกราคม 2013 (4245)
- ธันวาคม 2012 (4992)
- พฤศจิกายน 2012 (6067)
- ตุลาคม 2012 (5167)
- กันยายน 2012 (4160)
- สิงหาคม 2012 (6734)
- กรกฎาคม 2012 (4770)
- มิถุนายน 2012 (2887)
-
หมวดหมู่
- กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม
- กรมวิทยาศาสตร์บริการ
- กรมอุตุนิยมวิทยา
- ข้อมูลสมุนไพร
- คมชัดลึก
- ความรู้-ศัพท์
- Agrochemical
- ธาตุอาหารพืช
- ลักษณะขาดธาตุอาหารของพืช
- ศัพท์
- สถานการณ์พืชเศรษฐกิจ
- สรีรวิทยาของพืช
- หนังสือแนะนำ
- การใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับพืชไร่เศรษฐกิจ
- การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่
- คำแนะนำการใช้ปุ๋ยพืชไร่
- ปรับปรุงดินและใช้ปุ๋ยกับพืชไร่
- ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ย
- พัฒนาคำแนะนำใช้ปุ๋ยพืชไร่
- สรุปงานวิจัยดินปุ๋ยพืชไร่ครั้งที่1
- Building Soils for Better Crops
- Fertilizer Best Management Practices
- Fertilizer Manual
- Fertilizers and their use
- Hydroponics: the complete guide to gardening without soil
- Micronutrients for Sustainable Production
- Plant Analysis Reference Procedures
- เกษตรอินทรีย์
- เศรษฐกิจพอเพียง
- Fertilizer news and articles
- Plant Nutrition
- Soil Taxonomy 2Ed.
- คำแนะนำด้านพืช
- คำแนะนำด้านสัตว์
- งานวิจัยดินปุ๋ย
- บ้านและสวน
- ผลิตภัณฑ์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- วารสารส่งเสริมการเกษตร
- สทท NBT
- สำนักข่าวอิศรา
- อสมท MCOT
- เดลินิวส์ออนไลน์
- เทคโนโลยีชาวบ้าน
- เส้นทางเศรษฐี
- แนวหน้า
- แผนที่
- โพสต์ทูเดย์
- ไทยพีบีเอส Thai PBS
- ไทยรัฐออนไลน์
- ไทยโพสต์
- BangkokPost
- Blog Stat
- FAO EcoCrop
- KU eMagazine
- NewCROP
- ThaiEurope
- The Nation
- Uncategorized
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS



