ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

วิจัยปุ๋ยชีวภาพเชิงวิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาธาตุเหล็กในดินเป็นพิษ

2 สิงหาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางวิจัยปุ๋ยชีวภาพเชิงวิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาธาตุเหล็กในดินเป็นพิษ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_100457

ทุกวันนี้ปุ๋ยอินทรีย์ที่วางจำหน่ายนั้น   พบว่าส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มาตรฐานนัก ซึ่งจากการสุ่มตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยอินทรีย์ที่วางจำหน่ายของ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ผ่านมานั้น จากจำนวน 93 ตัวอย่าง พบว่ามีเพียง 7 ตัวอย่างที่ได้มาตรฐาน

ฉะนี้…เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรชาวสวน อาจารย์ดำรงศักดิ์ แก้ววงษ์ไหม ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ได้ร่วมกับชาวบ้านตำบลเกาะช้าง จังหวัดตราด “ผลิตปุ๋ยชีวภาพเชิงวิทยาศาสตร์” ใช้ โดย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) สนับสนุนทุน

อาจารย์ดำรงศักดิ์

อาจารย์ดำรง ศักดิ์ บอกว่า…แรกเริ่มนั้นเข้ามาที่ชุมชนสลักคอก เพื่อแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย หลังคลุกคลีอยู่กับกลุ่มชาวบ้านช่วงหนึ่งจึงรู้ว่า ที่นี่นอกจากน้ำมีปัญหา การปลูกพืชยังได้ผลผลิตไม่ดี ต่อมาจึงร่วมกับ นางพัชรินทร์ ผลกาด ประธานกลุ่มและชาวบ้านพื้นที่ หมู่ 4 ต.เกาะช้างใต้ แก้ปัญหาด้วยการลองผิดลองถูก พร้อมทั้งแนะนำให้รู้ว่า “ต้นไม้ต้องการอะไร”

โรค ต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งสวน ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ และ ทองดี มังคุด ยางพารา มะนาว มาจากสาเหตุใด ควบคู่กับนำตัวอย่างดินส่งตรวจที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ให้ผลว่า ธาตุเหล็กหากอยู่ในดินมากจนถึงระดับที่เป็นพิษ ซึ่งหากค่าเกิน 300 ไมโครกรัม/กิโลกรัม จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ผลิตผลของพืช และจากการส่งตรวจดินที่เกาะช้างใต้พบว่ามีธาตุเหล็กค่าอยู่ที่ 1,200 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่ามาก

ต้นส้มโอซึ่งเป็นโรคราใบจุดและยางที่มีปัญหาหน้ายางแข็งตาย (ซ้ายและขวา)

…แล้ว ร่วมกับชาวบ้านทำปุ๋ยหมัก แต่เกิดการเน่า หลังปรับสูตรเห็นว่ามีสปอร์ขึ้น ได้เอาไปใส่ต้นส้มโอ ประมาณ 1 เดือน ผลที่ได้คือต้นส้มโองามรสชาติดีและในช่วงนี้ยังมีผลิตผลส่งขาย มะนาวออกผล 3 รอบ แต่สวนยางพารายังมีปัญหาเชื้อรา หน้ายางแข็งตาย ใบไม่งาม ดินในสวนมีความแข็ง จึงเอาปลาซึ่งในพื้นที่มีอยู่จำนวนมากมาหมักร่วมกับเศษผักนาน 20 วัน แล้วนำไปผสมอัตราส่วนต่างๆ หากใช้น้ำหมักปลาปริมาณมากกว่านั้นจะทำให้ใบพืชไหม้ ซึ่งที่เหมาะสมคือ 5 ลิตร/ปุ๋ย 1 ตัน แต่แก้ปัญหาโรคราใบจุดไม่ได้

ดังนั้นจึงนำแร่ “เพอร์ไลต์” เป็นหินภูเขาไฟ มี คุณสมบัติช่วยปรับสภาพดิน ให้เป็นกลาง ดูดซับสารพิษ ตกค้าง แก้ปัญหาดินเป็นกรด ด่าง ทำให้ดินร่วนซุย ปรับสภาพโครงสร้างดินให้ดีขึ้น ปลดปล่อยธาตุต่างๆ ลดการคายน้ำช่วยให้ผนังเซลล์พืชแข็งแรง ต้านทานโรค ป้องกันการเจาะของไร รา เพลี้ย และหอยที่เพิ่งวางไข่ ฯลฯ มาใส่ปริมาณ 25 กก./ปุ๋ยหมัก 1 ตัน ทดลองใส่อยู่ 75 วัน

…ปัญหาก็ยังไม่หมดไป ดังนั้น ได้นำเชื้อรา “อาร์-บัสคูล่าร์ไมโครไรซ่า” ร่วมกับ จุลินทรีย์ละลายฟอสเฟต ซึ่งทางกรมวิชาการเกษตรผลิต และจากการศึกษาพบว่า เชื้อราดังกล่าวจะมีมากในรากพืช โดยเฉพาะ ผักบุ้ง จึงให้เกษตรกรปลูกพืชดังกล่าว เพื่อนำดินส่วนรากอัตรา 5 ขีด ผสมกับปุ๋ยหมักหลังนำไปใส่สามารถ แก้ปัญหาโรคใบเหลืองร่วง หน้ายางแข็ง ไม้ผลสร้างใบอ่อนขึ้นใหม่ ทุกวันนี้จากเดิมที่เคยซื้อปุ๋ยปีละ 80,000 บาท ตอนนี้เหลือเพียง 5,000 บาท ผลผลิตน้ำยางที่ได้เพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ (ต้นยางมีอายุ 15 ปี)

ต้นไม้ในสวนที่แตกใบอ่อนและต้นยางที่สามารถเก็บเกี่ยวผลิตผลได้.

ดร.นา ฬิกอติภัค แสงสนิท รักษาการผู้อำนวยการ อพท. เผยว่า ทาง อพท.มีพื้นที่พิเศษที่ประกาศไว้เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนขึ้นใน หลายพื้นที่ ซึ่งเกาะช้างเป็นหนึ่งในจำนวนนี้ จากการที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี สถาบันการศึกษาเป็นหนึ่งในภาคีการพัฒนามีองค์ความรู้ และมีพื้นที่ทำการวิจัยพัฒนาเฉพาะทาง ได้เข้าไปแก้ปัญหาทรัพยากรในท้องถิ่น ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญ ที่นอกจากแก้ปัญหาด้านต้นทุนการเกษตรยังเป็นการฟื้นฟูวิถีชีวิตเพื่อรองรับ การท่องเที่ยวที่จะกลับคืนมาอีกครั้งอย่างยั่งยืน โดยที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมคิด ลองผิด แก้ปัญหากันเองถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

สำหรับเกษตรกรรายใดสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โทร.08–4362–5091, 08–1759–3870 ทุกวันในเวลาที่เหมาะสม.

เพ็ญพิชญา เตียว

สิงหาคม 4, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , | ให้ความเห็น

สหกรณ์การเกษตรภาคใต้สร้างเครือข่ายธุรกิจ

วันเสาร์ ที่ 26 มิถุนายน 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > สหกรณ์การเกษตรภาคใต้.

นายสุทิศ พงษ์จีน ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรควนเนียง จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตร 5 แห่งในจังหวัดสงขลา ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรคลองหอยโข่ง จำกัด สหกรณ์การเกษตรสะเดา จำกัด  สหกรณ์การเกษตรควนเนียง จำกัด สหกรณ์การเกษตรนาทวี จำกัด และสหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย จำกัด ได้รวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อร่วมปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนา สหกรณ์ของตน

โดยเริ่มจากการร่วมกันจัดฝึกอบรมกรรมการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์ร่วมกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม โดยดำเนินการมาครั้งแรกปี 2549 ซึ่งผลจากการฝึกอบรมครั้งนั้น ทำให้ 5 สหกรณ์ มีความผูกพันกันและเกิดความร่วมมือที่ดีต่อกันมา โดยตลอดจึงได้เกิดหลักสูตรฝึกอบรมหลาย หลักสูตรร่วมกันเป็นประจำทุกปีเสมอมา จนพัฒนามาเป็นการทำธุรกิจร่วมกัน

ในด้านการให้เงินกู้-เงินฝาก และจากประสบการณ์ของเครือข่าย  5  สหกรณ์ และต่อมา ได้เกิดแนวคิดในการจะมีบริษัทในเครือของเครือข่าย  5  สหกรณ์ จึงได้มีการประสานงานกับบริษัท ใต้ฟ้าใส จำกัด จดลิขสิทธิ์ผลิตปุ๋ยตรา  5  เสือขึ้น โดยจดลิขสิทธิ์เป็นปุ๋ยอินทรีย์เคมีสูตร 10-4-10 ขึ้น เป็นสูตรแรก ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำตลาดและการทำวิจัยพัฒนาซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี

ต่อมาเครือข่าย 5 สหกรณ์ ได้เห็นความสำคัญของการศึกษาอบรมได้ส่งผู้จัดการ หรือ ประธานกรรมการเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรผู้นำสหกรณ์ขั้นสูง (ผนส.) รุ่นที่ 3 และ ผนส.ที่เข้ารับการฝึกอบรมได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานด้านสหกรณ์ ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และได้รับประสบการณ์สำคัญ ทำให้ทราบว่า สหกรณ์ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน  ทำธุรกิจโดยผ่านบริษัทในเครือของสหกรณ์จึงทำให้สหกรณ์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำธุรกิจอย่างกว้างขวางมีเงินทุนพันล้านหยวนและสามารถทำสินค้าของสมาชิก ออกสู่ตลาดโลกได้ด้วย จึงได้นำมาปรับใช้ในการพัฒนาเครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ภาคใต้

ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรควนเนียง จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดสงขลาได้ขยายความร่วมมือไปยังสหกรณ์อีก 34 สหกรณ์ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ (สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล ตรัง และพัทลุง) โดยร่วมมือกับสหกรณ์ผู้ผลิตข้าวในภาคอีสาน ส่งข้าวสารให้สหกรณ์เครือข่ายในภาคใต้เป็นตัวแทนจำหน่าย และตั้งเป้าว่า  5  สหกรณ์ จะสามารถจำหน่ายได้ปีละ 400-500 ตัน.

กรกฎาคม 30, 2010 Posted by | ความรู้-ศัพท์, ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย, หน้า-เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , | ให้ความเห็น

ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ

ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ.

ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ยอย่างมี ประสิทธิภาพ

  • รหัสสินค้า  9789742777234
  • ผู้แต่ง   ผศ.มุกดา  สุขสวัสดิ์
ปุ๋ยและการใช้ ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ราคา ฿100

มิถุนายน 18, 2010 Posted by | ความรู้-ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย, หนังสือแนะนำ | , | ให้ความเห็น

ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองช่วยปรับโครงสร้างดิน

วันพุธ ที่ 09 มิถุนายน 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ดินดีสมเป็นนาสวน > ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง.

“ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2550 ให้ความหมายของคำว่า “ปุ๋ยอินทรีย์” ไว้ว่า เป็นปุ๋ยที่ได้หรือทำมาจากวัสดุอินทรีย์ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีที่ทำให้ชื้น สับ บด หมัก ร่อน สกัด หรือด้วยวิธีการอื่น ๆ โดยที่วัสดุ อินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ แต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมีและไม่ใช่ปุ๋ยชีวภาพ แต่สามารถนำไปปลูกและให้ธาตุอาหารกับพืชได้” นี่คือความหมายของปุ๋ยอินทรีย์ที่ปัจจุบันเกษตรกรไทยมีการผลิตใช้กันเองมาก ขึ้นเพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันมีการรณรงค์อย่างกว้างขวางให้ลดการใช้เคมีทุกรูปแบบลง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุอันตรายทางการเกษตร หรือยาทั้งหลายโดยเฉพาะปุ๋ย เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง แม้ปุ๋ยเคมีจะทำให้ดินมีธาตุอาหารแต่พืชก็ไม่สามารถดูดซับไปใช้ได้ เหมือนกับการกินข้าวไม่ใส่น้ำแกงก็ฝืดคอ ทำนองเดียวกันกับธาตุอาหารที่พืชก็รับไปไม่ได้ เมื่อมีการรณรงค์ใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น จึงเป็นการทำให้โครงสร้างของดินมีความสมบูรณ์พร้อมที่จะให้พืชดูดซับสาร อาหารไปได้ เพราะฉะนั้นสองอย่างนี้จะต้องผสมผสานควบคู่กันไปเพื่อที่จะตอบสนองความต้อง การของพืช ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรมีการตื่นตัวในเรื่องนี้มาก และมีการพยายามที่จะผลิตปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายในเชิงการค้ามากขึ้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าวันนี้ปุ๋ยอินทรีย์มีการขยายตัวการใช้เพิ่มขึ้นใน 2 ระดับ คือระดับแรกเกษตรกรหรือในกลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มสหกรณ์ทำไว้ใช้เอง และระดับที่ 2 คือระดับที่ทำเพื่อการค้าก็มีการลงทุนในธุรกิจนี้มากขึ้น

“ปุ๋ยอินทรีย์ตามมาตรฐานทางวิชา การได้มีการทดสอบมาอย่างต่อเนื่องโดยนักวิชาการ กำหนดไว้ว่าปุ๋ยอินทรีย์ ต้องผลิตจากอินทรียวัตถุ และมีอินทรียวัตถุไม่น้อย กว่า 20% เพื่อที่จะไปปรับโครงสร้างของดิน ทำให้ดินนั้นร่วนซุย โปร่ง และอยู่ในสถานะพอเหมาะที่จะให้พืชดูดซับธาตุอาหารไปใช้ได้” นายสมชาย กล่าว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันการผลิตปุ๋ยอินทรีย์มีด้วยกัน 2 ส่วน คือ เกษตรกรทำไว้ใช้เอง โดยใช้อินทรียวัตถุที่มีอยู่ในแปลงนา เช่น ซังข้าว แกลบ ตอซังข้าว หรือวัสดุเหลือใช้อื่น ๆ มาทำปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐมาส่งเสริมการผลิต เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดินเป็นต้น โดยสามารถแน่ใจได้ว่ามีอินทรียวัตถุได้มาตรฐานเต็ม 20% แน่นอน อีกทั้งยังเป็นการลดการเผาตอซังได้อีกทางหนึ่งด้วย สำหรับในส่วนที่ 2 คือ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงธุรกิจ เมื่อไรก็ตามที่มีการดำเนินการทำธุรกิจเพื่อการเกษตรจะถูกควบคุมด้วย พ.ร.บ.ปุ๋ยทันที ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการควบคุม การหลอกลวง การเอาเปรียบเกษตรกร ดังนั้น พ.ร.บ. นี้จะเข้ามามีบทบาทในกรณีที่ผลิตเพื่อการค้า อีกทั้งเมื่อตรวจสอบแล้วต้องมีอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 20% ตามมาตรฐาน กำหนด

ขณะนี้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าเริ่มมีมากขึ้น ดังนั้นเกษตรกรที่ต้องการ ซื้อปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้ในแปลงควรต้องดูองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ชื่อผู้ผลิต แหล่งที่ผลิต การขึ้นทะเบียน กับกรมวิชาการเกษตร และที่สำคัญต้อง ซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ พร้อมกับขอใบเสร็จรับเงินทุกครั้งเพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินการเมื่อมี ปัญหา หรือถ้าไม่แน่ใจว่าปุ๋ยอินทรีย์ที่ซื้อมานั้นปลอมหรือไม่ ส่ง ตัวอย่างมาให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบได้

…ปุ๋ยอินทรีย์เป็นปุ๋ยที่สามารถผลิตใช้เองได้ไม่ยุ่งยาก จึงไม่ควรซื้อควรใช้วัสดุ เหลือใช้ในแปลงมาทำกองปุ๋ยหมักเก็บไว้ไม่กี่เดือนก็ใช้ได้แล้ว ผลิตไว้ใช้ในแปลงเองดีที่สุด เพราะเราต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยเคมี ไว้ใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ หากเราสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เองได้ก็จะช่วยลดต้นทุนลงได้มากเลยที เดียว.

มิถุนายน 13, 2010 Posted by | ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย, หน้า-เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , , | ให้ความเห็น

โปรแกรมปุ๋ยเวอร์ชั่น3

วันอังคาร ที่ 01 มิถุนายน 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > โปรแกรมปุ๋ยเวอร์ชั่น3.

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า การที่กรมพัฒนาที่ดินได้คิดค้นโปรแกรมคำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลง ขึ้นมา ซึ่งเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปช่วยให้เกษตรกรทราบว่าดินแต่ละชนิดแต่ละพื้นที่มี ธาตุอาหารเท่าไร และต้องการปุ๋ยในปริมาณเท่าไร เกษตรกรจะได้ใส่ปุ๋ยตามสูตรที่พืชและดินต้องการได้อย่างเหมาะสม เป็นการลดต้นทุนการผลิตได้อีกทางหนึ่ง

ล่าสุดกรมฯ ได้พัฒนาโปรแกรมปุ๋ยรายแปลงไปสู่เวอร์ชั่น 3 แล้ว ซึ่งได้เพิ่มเติมคำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินในพืชเศรษฐกิจอีก 6 ชนิด ได้แก่ ถั่ว สับปะรด ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน และมังคุด ซึ่งยังคงเน้นการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพตรงตามค่า วิเคราะห์ดิน นอกจากนี้ในเวอร์ชั่นใหม่ยังมีข้อมูลให้เกษตรกรเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน ธาตุอาหารบางส่วนของปุ๋ยเคมีไว้ด้วย
“กรมฯ จะนำโปรแกรมปุ๋ยรายแปลง เวอร์ชั่น 3 ไปแจกจ่ายและติดตั้งที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุกแห่งทั่วประเทศ รวมถึง ที่โรงปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนและจุดเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ที่จะช่วยให้เกิดการใช้ที่ดินและ การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างถูกวิธีและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว.

มิถุนายน 4, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย, หน้า-เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

คุมเข้มนำเข้าปุ๋ยเคมี…ป้องกันปัญหาปุ๋ยปลอม

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > คุมเข้มนำเข้าปุ๋ยเคมี…ป้องกันปัญหาปุ๋ยปลอม.

ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีเป็นจำนวนมาก แม้ จะมีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นมา ใช้เพื่อทดแทนปุ๋ยเคมีบ้างแล้วก็ตาม แต่ปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีก็ไม่ได้น้อยลง เนื่องจากปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยที่ได้จากการสังเคราะห์โดยผ่านกระบวนการทางเคมี ประกอบด้วยธาตุอาหารที่สำคัญ 3 ชนิดคือ ธาตุไนโตรเจน (N) ธาตุฟอสฟอรัส (P) และธาตุ โพแทสเซียม (K) หรือที่เรียกว่า ปุ๋ย N-P-K ซึ่งธาตุอาหารเหล่านี้ เป็นธาตุอาหาร ที่สำคัญกับพืชมาก จึงจำเป็นที่ต้องใช้ควบคู่ไปกับปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ พืช

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดี กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีปีละหลายล้านตัน แม้ปัจจุบันราคาปุ๋ยเคมีจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ความต้องการใช้ยังคงมาเป็นอันดับ 1 โดยดูจากข้อมูลการนำเข้าปุ๋ยเคมีของปี 2551 ประมาณ 3,700,000 ตัน และปี 2552 มีการนำเข้าประมาณ 3,800,000 ตัน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ภายในระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา เรานำเข้าปุ๋ยเคมีแล้วประมาณ 1,500,000 ตัน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นได้ว่าปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีมิได้ลดลงแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากพืชผลมีราคาดี เกษตรกรจึงกล้าที่จะลงทุนมากขึ้น อีกทั้งยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องจากรัฐบาลลงไปช่วยเหลือ เช่น โครงการประกันรายได้ เกษตรกรจึงมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเมื่อได้ผลผลิตแล้วเกษตรกรน่าจะมีรายได้ ที่ควรจะเป็น ดังนั้น การใช้ปุ๋ยในปัจจุบันจากปลายปี 2552 ที่มีนโยบายประกันรายได้ออกมานั้น จะเห็นว่ามีการลงทุนในด้านปัจจัยการใช้ปุ๋ยเพิ่มมากขึ้น

เมื่อความต้องการปุ๋ยเคมีมีจำนวนมาก ปัญหาที่ตามมาก็คือ ปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอม โดยปุ๋ยปลอมที่พบมีด้วยกัน 3 แบบ คือ แบบแรกเป็นปุ๋ยปลอมที่มีธาตุอาหารไม่ครบตามที่แจ้งไว้ แบบนี้เป็นการปลอมในลักษณะที่ดูเสมือนจริง นั่นคือเห็นเม็ดปุ๋ยเหมือนปกติ แต่ในเม็ดปุ๋ยนั้นมีธาตุอาหารไม่ครบถ้วนตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชา การเกษตร และสามารถตรวจสอบได้ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะที่พบมากที่สุดในปัจจุบัน ส่วน แบบที่สองคือ ปุ๋ยที่ผลิตอย่างหนึ่ง ได้ปุ๋ยอีกแบบหนึ่ง โดยที่ไม่ขึ้นทะเบียนไว้ และไม่ได้แจ้งสถานที่ผลิตหรือผู้ผลิต มีการปลอมทะเบียน ปลอมผู้ผลิต และ แบบที่สามคือ ปุ๋ยปลอมเทียมหรือเลียนแบบ โดยจะไม่มีเนื้อปุ๋ยเลย มีแต่เม็ดดิน และไม่มีธาตุอาหารใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือลักษณะของปุ๋ยปลอมที่ตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 แก้ไขเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.ปุ๋ย ฉบับที่ 2 พ.ศ.2550 ระบุว่าเป็นปุ๋ยปลอมที่ต้องดำเนิน ตามความผิด มาตรา 63 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-2,000,000 บาท

จากปัญหาปุ๋ยปลอมที่เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการตาม กฎการควบคุม พ.ร.บ.ปุ๋ยทุกขั้นตอน อย่างเข้มงวด เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน เริ่มจากการควบคุมการผลิต การนำเข้า และการจำหน่าย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการค้าปุ๋ยทั้งหมดประมาณ 20,000 ราย และประมาณ 80% ของผู้ประกอบการทั้งหมดนี้ได้ถูกตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว

สำหรับการเลือกซื้อปุ๋ยเคมีที่เป็น ประโยชน์ต่อเกษตรกร ก่อนซื้อปุ๋ยต้องดูชนิดของดิน ธาตุอาหารที่พืชต้องการว่าเหมาะสมหรือไม่ อีกทั้งการเลือกร้านค้าก็เป็นสิ่งสำคัญ อย่างน้อยต้องเป็นร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตรหรือได้ รับการรับรองสินค้าคุณภาพมาตรฐานที่เราเรียกว่าร้าน “Q-shop” อีกทั้งเมื่อไปถึงกระสอบปุ๋ยสิ่งที่ต้องดูอันดับแรกคือ ปุ๋ยนั้นต้องมีทะเบียนของกรมวิชาการเกษตรรับรอง ต้องมีเครื่องหมายการค้าที่ชัดเจน มีชื่อผู้ผลิต ตลอดจนมีสูตรปุ๋ยกำกับมีคำแนะนำที่ถูกต้อง

เมื่อซื้อปุ๋ยควรจะต้องขอใบเสร็จเพื่อประกอบเอกสารกำกับปุ๋ยนั้นเมื่อมี ปัญหา จะได้สามารถดำเนินการได้ และหากไม่แน่ใจสามารถส่งตัวอย่างปุ๋ยมาตรวจสอบได้ที่กรมวิชาการเกษตร หรือเข้าไปในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร http://www.doa.go.th และเข้าไปที่หน่วยงานของกรมสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร จะมีรายละเอียดการขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด.

มิถุนายน 4, 2010 Posted by | ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย, หน้า-เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

เตือนเกษตรกรเลือกซื้อปุ๋ยอินทรีย์ระวังเจอปลอม

26 พฤษภาคม 2553, 15:00 น.

ผ่านทางเตือนเกษตรกรเลือกซื้อปุ๋ยอินทรีย์ระวังเจอปลอม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_85428

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยแก๊งปลอมปุ๋ยระบาด พบมีผู้ประกอบการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดที่มีปริมาณอินทรียวัตถุรับรอง ไม่ถึงร้อยละ 10 ของน้ำหนัก บางรายหนักกว่านั้นใช้ดินผสมกว่า 90%…

เมื่อ เร็วๆ นี้ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้พบว่ามีผู้ประกอบการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดที่มีปริมาณอินทรียวัตถุ รับรอง (Organic Matter) ไม่ถึงร้อยละ 10 ของน้ำหนัก ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และที่ร้ายแรงไปกว่านั้น คือ มีบางรายนำดินกว่าร้อยละ 90 มาผสมปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดส่งขายในท้องตลาด ดังนั้น เกษตรกรจึงควรระมัดระวังในการเลือกซื้อปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้

ขณะ นี้กรมวิชาการเกษตรได้ให้เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรเร่งตรวจสอบผู้ประกอบการ ที่ผลิตปุ๋ยอินทรีย์กว่า100ราย เพื่อควบคุมคุณภาพปุ๋ยอินทรีย์ หากตรวจพบว่า ผู้ประกอบรายใดผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ไม่ได้มาตรฐาน จะต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย.

พฤษภาคม 29, 2010 Posted by | ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ให้ความเห็น

ปลุกจิตสำนึกผู้ประกอบการ เร่งยกระดับมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์

26 พฤษภาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางปลุกจิตสำนึกผู้ประกอบการ เร่งยกระดับมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_83772

เพื่อลดต้นทุน รวมทั้งแก้ปัญหาหน้าดินเสื่อม หน่วยงานต่างร่วมรณรงค์ส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และเอกชนอีกหลายรายได้หันเหทิศทางการค้าโดยมุ่งผลิตปุ๋ยอินทรีย์แล้วขายผ่าน ทาง “สหกรณ์การเกษตร”…

ที่ผ่านมาวิถีการทำเกษตรในบ้านเรานิยมใช้ “ปุ๋ยเคมี” ปรับปรุงบำรุงดินและเพิ่มผลผลิต พอนานวัน นอกจากเกษตรกรต้องใช้จำนวนที่เพิ่มมากขึ้น ยังทำให้ หน้าดินแข็งเสื่อมสภาพ เพื่อลดต้นทุน รวมทั้งแก้ปัญหาหน้าดินเสื่อม หน่วยงานต่างร่วมรณรงค์ส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และเอกชนอีกหลายรายได้หันเหทิศทางการค้าโดยมุ่งผลิตปุ๋ยอินทรีย์แล้วขายผ่าน ทาง “สหกรณ์การเกษตร”

แต่เมื่อ “กรมส่งเสริมสหกรณ์” ที่นำโดย นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมฯพร้อมคณะ ออกสุ่มตรวจคุณภาพทั้ง 76 จังหวัด กลับพบว่าปุ๋ยอินทรีย์-เคมีที่วางจำหน่ายมีเพียงจำนวนน้อยนิดที่ผ่านเกณฑ์ มาตรฐาน

นายฉกรรจ์ บอกให้ฟังว่า…เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวตามแผนยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 ที่เห็นชอบในแผน ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2551-2554 และแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ กรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมด้วยกรมวิชาการเกษตร ได้จัด “โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ในสถาบันเกษตรกร” ขึ้น

โดย ทั่วประเทศมีสหกรณ์ เข้าร่วมโครงการ 240 แห่ง หลัง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สุ่ม เก็บตัวอย่างปุ๋ยที่วางจำหน่ายสหกรณ์ดังกล่าว หลังส่งไปที่บริษัท ห้องปฏิบัติการกลางฯวิเคราะห์ ตรวจสอบฯ พบว่า สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการฯ 164 แห่ง จำหน่ายปุ๋ยไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งจากจำนวน 555 ตัวอย่าง พบว่าปุ๋ยเคมี 462 ตัวอย่าง ได้มาตรฐาน 199 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 43 ไม่ได้มาตรฐาน 263 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 57 และจำนวนตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ 93 ตัวอย่าง ได้มาตรฐาน 7 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 8 ไม่ได้มาตรฐาน 86 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 92 เท่านั้น

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวได้แนะนำ ให้สหกรณ์ คืนปุ๋ยให้กับผู้ค้า แล้วชี้แจงมาตรการต่างๆในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พิษณุโลก นครราชสีมาและแพร่ ว่า หากสหกรณ์ใดจะรับปุ๋ยจากเอกชนมาขาย ใน การรับสินค้าทุกลอตต้องมีหนังสือรับรองจากห้องปฏิบัติการของหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง คือ กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด

…พร้อมทั้งเรียกผู้ประกอบการ ร่วมตกลงทำความเข้าใจร่วมกันและได้ข้อสรุปว่า การขึ้นทะเบียนปุ๋ยเฉพาะลอตนั้นๆ หากบริษัทที่จำหน่ายปุ๋ยให้สหกรณ์มีข้อสงสัยสามารถส่งตัวอย่างตรวจได้ทั้ง 3 แห่ง โดยบริษัทเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย การที่กรมวิเคราะห์ค่าบางตัว เพราะต้องการดูมาตรฐานปุ๋ยไม่ได้ดูเรื่องปุ๋ยปลอมหรือไม่ วิธี การสุ่มตัวอย่างต้องกลับไปหารือกับกรมวิชาการเกษตร ว่าทำอย่างไรให้เป็นสากลและสามารถตรวจสอบได้

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

นาย ฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

เมื่อผลการวิเคราะห์ปุ๋ยออกมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะแจ้งไปยังสหกรณ์ทั้งที่ได้มาตรฐานและไม่ได้มาตรฐาน ว่าสูตรใดเป็นอย่างไร เพื่อให้เกิดความสบายใจทุกฝ่าย และวิธีการมาตรฐานการสุ่มต้องถูกหลักการรวมทั้งเครื่องมือที่ใช้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ทั้งนี้ หากการเก็บตัวอย่างมาตรวจวิเคราะห์คุณภาพรอบ 2 พบว่ายังมีปุ๋ยที่ไม่ได้มาตรฐานและเป็นของบริษัทเดิม จะดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัทผู้ขายปุ๋ยทันที

ส่วนที่เป็น ของรายใหม่จะแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการทราบ แล้วเปิดโอกาสให้ปรับปรุงจึงตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง นอกจากนี้ถ้าตรวจพบว่าสหกรณ์ฯใดยังซื้อปุ๋ยไม่ได้มาตรฐานจากบริษัทเดิม ถือว่าส่อเจตนาทุจริตนอกจากเป็นการสร้างความเสียหายให้กับสมาชิกยังส่งผลต่อ ประเทศชาติ กรมจะดำเนินการตามกฎหมาย มาตรา 21 ภายใต้ พ.ร.บ.สหกรณ์ทันที

จาก ตัวเลขดังกล่าวหากผู้ผลิตรายใดยังไม่ปรับเปลี่ยนให้คุณภาพได้มาตรฐานผ่าน เกณฑ์ที่วางไว้ คาดว่าในเร็ววันปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศคงกลับมาผงาดในวงการเกษตรบ้านเราได้ อีกครั้ง

ในวันนี้หากผู้ประกอบการยังไม่เร่งปรับปรุงมาตรฐาน  ไม่เพียงแค่เสียความเชื่อมั่นจากเกษตรกรบ้านเรา แต่แนวโน้มประเทศไทยอาจเสียเงินสั่งนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศอีกครั้งที่ แต่ละปี มูลค่ามหาศาล.

เพ็ญพิชญา เตียว

พฤษภาคม 29, 2010 Posted by | ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , , | ให้ความเห็น

ปุ๋ยหมักชีวภาพ

ปุ๋ยหมักชีวภาพ.

ปุ๋ยหมักชีวภาพคือ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการหมักกับน้ำเอนไซม์ ช่วยในการปรับปรุงดิน ย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินให้เป็นอาหารแก่พืช
วัสดุทำปุ๋ยหมักชีวภาพ

น้ำเอนไซม์ 1 + น้ำตาล 1 + น้ำ 100
รดบนกองปุ๋ยแต่ละชั้นความชื้น 30%
แกลบสด 1 กิโลกรัม
แกลบดำ 1 กิโลกรัม
มูลสัตว์ต่าง ๆ กากถั่วต่าง ๆ ขี้เลื่อย ขุยมะพร้าว 3 กิโลกรัม
รำละเอียด 1 กิโลกรัม
ขยะสดต่าง ๆ 1 กิโลกรัม
อินทรียวัตถุที่หาได้ในพื้นที่ หญ้าแห้ง ฟาง ใบไม้ 1 กิโลกรัม
วิธีทำ

1. ผสมน้ำเอนไซม์ น้ำตาล และน้ำ ในถังพลาสติก แล้วใช้บัวรดน้ำตักรดทีละชั้น
2. เกลี่ยกองปุ๋ยหมักบนพื้นให้หนาประมาณ 1 ศอก คลุมด้วยกระสอบป่านหรือกระสอบปุ๋ย หรือคลุมด้วยแกลบสด หรือฟาง เพื่อไม่ให้ถูกแสงแดดประมาณ 5 วัน ตรวจดูความร้อนในวันที่ 2 หรือ 3 ไม่ต้องกลับกองปุ๋ย ถ้าปุ๋ยกองใหญ่มากใช้เวลา 20 วัน
3. บรรจุปุ๋ยหมักชีวภาพที่คลุกเคล้ากันดีแล้ว ในกระสอบปุ๋ย สามารถเก็บไว้นานเป็นปี
ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ได้จะประกอบด้วยจุลินทรีย์ สารอินทรีย์ต่าง ๆ ที่มีสารอาหารเหมาะสำหรับพืชนำไปใช้ทันที ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ดีจะมีกลิ่นหอม มีใยสีขาวของเชื้อรา ในระหว่างการหมักถ้าไม่เกิดความร้อนแสดงว่ามีข้อผิดพลาด อุณหภูมิในการหมักที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 40-50 องศาเซลเซียส ถ้าให้ความชื้นสูงเกินไป จะเกิดความร้อนนานเกินไป ฉะนั้นความชื้นที่ให้พอดีประมาณ 30%
วิธีใช้

1. ผสมปุ๋ยหมักชีวภาพกับดินในแปลงปลูกผักทุกชนิดในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตร
2. พืชผักอายุเกิน 2 เดือน เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตง ฟักทอง ควรใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพคลุกกับดินรองก้นหลุมก่อนปลูกกล้าผักประมาณ 2 กำมือ รดน้ำให้ชุ่ม ๆ
3. ไม้ผลควรรองก้นหลุมด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง ฟาง และปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 กิโลกรัม สำหรับไม้ผลที่ปลูกแล้วใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ แนวทรงพุ่ม 2 กำมือต่อ 1 ตารางเมตร แล้วคลุมด้วยหญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ฟาง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
4. ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้กระถาง ควรใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ เดือนละ 1 ครั้งต่อ 1 กำมือ ใช้ 1 กิโลกรัม ต่อ 2×3 ตารางเมตร
ปุ๋ยหมักชีวภาพใช้เวลาสลายสารอาหารสำหรับพืชเร็วกว่าปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เมื่อใส่ลงดินที่มีความชื้นพอเหมาะ เชื้อจุลินทรีย์ที่ได้ปุ๋ยหมักชีวภาพจะทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน ให้เป็นประโยชน์ต่อต้นไม้
จึงไม่จำเป็นต้องให้ในปริมาณมาก ๆ และในดินควรมีอินทรีย์วัตถุพวกปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ฟาง และมีความชื้นเพียงพอ ต้นพืชจึงจะได้ประโยชน์เต็มที่จากการใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ
แต่ถ้าใส่ครั้งละมากเกินไปอาจทำให้ต้นไม้ตายได้ ส่วนจะให้ครั้งละปริมาณเท่าไร บ่อยครั้งเท่าไร เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น กรุณาประมาณและสังเกตความเหมาะสมด้วย
ปุ๋ยดินหมักชีวภาพสำหรับเพาะต้นกล้า

วัสดุที่ใช้
1. ดินแห้งทุบให้ละเอียด ใช้ดินได้ทุกชนิด 5 ส่วน
2. ปุ๋ยคอกแห้งทุบละเอียด 2 ส่วน
3. แกลบดำ 2 ส่วน
4. รำละเอียด 2 ส่วน
5. ขุยมะพร้าวหรือขี้เค้กอ้อย 2 ส่วน
6. น้ำเอนไซม์ 1 + น้ำตาล 1 + น้ำ 100 คนให้เข้ากันวิธีทำ
1. ผสมวัสดุทั้งหมด คลุกเคล้าจนเข้ากันดี
2. รดด้วยน้ำเอนไซม์ที่ผสมแล้ว บนกองวัสดุให้ความชื้นพอประมาณ กำแล้วใช้นิ้วดีดแตก ไม่ให้แฉะเกินไป
3. เกลี่ยบนพื้นซีเมนต์ให้กองหนาประมาณ 1 ศอก คลุมด้วยพลาสติก หรือกระสอบป่าน หมักไว้ 5 วัน จึงนำไปใช้ได้
4. ปุ๋ยดินหมักชีวภาพที่ดีจะมีราสีขาวเกิขึ้น มีกลิ่นหอม สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน ๆ
วิธีใช้

1. ผสมปุ๋ยดินหมักชีวภาพกับดินแห้งทุบละเอียดและแกลบดำอย่างละเท่า ๆ กัน คลุกจนเข้ากันดี เพื่อนำไปกรอกถุง หรือถาดเพาะกล้า หรือนำไปใส่ในแปลงสำหรับเพาะกล้า จะช่วยให้ได้ต้นกล้าที่เจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรง
2. นำไปเติมในกระถางต้นไม้ดอกไม้ประดับได้ดี กระถางละ 2 กำมือ

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์, 4 มีนาคม 2547

มีนาคม 31, 2010 Posted by | 2546-2550, การเกษตร, ความรู้-ศัพท์, ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย, KU eMagazine | , | 2 ความเห็น

การจัดการปุ๋ยเคมีในการปลูกผักกาดหอมห่อบนพื้นที่สูงของภาคเหนือ

ผ่านทางTHAI AGRICULTURE RESEARCH JOURNAL Database.

บทคัดย่อวารสารวิชาการเกษตร
กรมวิชาการเกษตร Department of Agriculture
ชื่อเรื่อง การจัดการปุ๋ยเคมีในการปลูกผักกาดหอมห่อบนพื้นที่สูงของภาคเหนือ
(ภาษาอังกฤษ) Chemical Fertilizer Management for Head Lettuce in the Northern Highland
ผู้เขียน ปวีณา เกียรติตระกลกาล, อำพรรณ พรมศิริ
ปีที่พิมพ์ 2551 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3
บทคัดย่อ การวิจัยเพื่อศึกษาสภาพความอุดมสมบุรณ์ของดิน และการจัดการใส่ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมในการปลูกผักกาดหอมห่อบนพื้นที่สูงของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวง และพื้นที่เกษตรกรภายใต้ความดูแลของศูนย์ ในช่วงฤดูฝนในระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม พ.ศ. 2548 โดยการตรวจสอบคุณภาพดินจากชุดตรวจดินแบบง่าย พบว่าสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินที่ใช้ศึกษามี pH ในช่วง 4.4-7.2 มีปริมาณอินทรียวัตถุอยู่ในระดับสูง (>2.5%) ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ได้และโพแทสเซียมที่สามารถแลกเปลี่ยนได้อยู่ใระดับสูง (> 40 มก. P/กก. > 100 มก. K/กก.) ถึงสูงมาก (>100 P/กก. >300 มก. K/กก.) สำหรับศึกษาการจัดการใส่ปุ๋ยเคมีที่ใช้ในการปลูกผักกาดหอมห่อแบ่งเป็น 2 การทดลอง โดยที่การทดลองแรกเป็นการทดลองในแปลงปลูกผักของศูนย์ ซึ่งใช้แผนการทดลองแบบ RCB มี 4 ซ้ำ และ 5 กรรมวิธี คือ (1) ใส่ปุ๋ย NPK ตามอัตราที่ศูนย์ใช้ในการปลูกผักกาดหอมห่อ (NPK) (2 3 และ 4) งดกมาใส่ปุ๋ย P K และทั้ง P และ K ตามลำดับ (NK NP และN ตามลำดับ) และ (5) ใส่ปุ๋ยโดยพิจารณาจากผลการวิเคราะห์ดินและความต้องการธาตุอาหารของพืช และเพิ่มการใส่ปุ๋ยเพื่อชดยการสูญเสียธาตุอาหารจากการชะล้างอีก 30% (SPA) สำหรับการทดลองที่สองเป็นการทดลองในพื้นที่ปลูกผักของเกษตรกร โดยใช้แผนการทดลองและกรรมวิธีการทดลอง เช่นเดียวกับศูนย์ฯ พบว่าทั้งพื้นที่ทดสอบทั้งในศูนย์ฯ และของเกษตรกรทั้ง 2 แห่ง การใส่ปุ๋ยอัตรา SPA เป็นอัตราที่เหมาะสมในการปลูกผักกาดหอมห่อ โดยให้ปริมาณผลผลิต ความเข้มข้นและการสะสมธาตุอาหารหลักในการผลิตผักกาดหอมห่อไม่แตกต่างจากการใส่ปุ๋ยในอัตรา NPK ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ย พร้อมทั้งลดปัญหาดินเสื่อมโทรมได้อีกด้วย
ABSTRACT The research was conducted in order to evaluate the basic fertility status of the soils in vegetable cultivated areas on the highland of northern Thailand and to find out the proper chemical fertilizer management for vegetable cultivation. The studied sites were the Royal Project Development Centre at Tung Loung (TL) and farmers’ fields in June-July 2005. simple soil test kit was used for soil quality study. The results indicated that the soils had pH within the range of 4.4-7.2. The levels of organic matter content in those soils were high (>2.5%) while the levels of available P and exchangeable K were high (>40 mgP/kg, > 100 mgK/kg) to very high (>100 mgP/kg, >300 mgK/kg). Two field experiments were conducted to study the response of head lettuce at Tung Loung Centre and in the farmers’ fields during wet season. In each experiment, the experimental design was RCB with 4 replications and 5 treatments. In the first treatment, chemical fertilizers containing N, P and K were applied at the rates commonly used at the centre or by farmers. In the second, third and forth treatments, no P, K and both P and K were applied (NK, NP and N) respectively. In the fifth treatments, the fertilizer was applied according to soil analysis data and crop removal of N, P and K plus N, P and K lost by leaching about 30% of crop removal (SPA). For on –farm trial, the vegetable cultivated area in each farmer’s field was the same design as the centre. The results from both experiments indicated that SPA rate was the suitable rate for head lettuce cultivation because this rate was not different from NPK rate in terms of fresh weight yield, concentration and the total amount of N, P and K accumulated in harvested yield. The use of SPA rate could reduce the cost of input on fertilizer. Furthermore, by the SPA rate, P and K fertilizers were not applied while the amount of N fertilizer was also reduced resulting in prolonging soil degradation.

มีนาคม 18, 2010 Posted by | 2551-2555, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, ความรู้-ศัพท์, คำแนะนำด้านพืช, วารสารวิชาการเกษตร, ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย | | ให้ความเห็น

อาการขาดธาตุไนโตรเจนในข้าว

อาการขาดธาตุไนโตรเจนในข้าว

ผ่านทางการขาดไนโตรเจน (Nitrogen deficiency).

มีนาคม 14, 2010 Posted by | ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย | ให้ความเห็น

การขาดไนโตรเจน (Nitrogen deficiency)

การขาดธาตุอาหารของข้าวและการจัดการ

ผ่านทางการขาดไนโตรเจน (Nitrogen deficiency).

มีนาคม 14, 2010 Posted by | ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย | ให้ความเห็น

การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างพอเหมาะกับพืช

การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างพอเหมาะกับพืช

ผ่านทางการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างพอเหมาะกับพืช – ครูบ้านนอกดอทคอม.

มีนาคม 14, 2010 Posted by | ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย | ให้ความเห็น

ไนโตรเจน

ไนโตรเจน

ผ่านทางไนโตรเจน.

มีนาคม 14, 2010 Posted by | ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย | ให้ความเห็น

ไนโตรเจน ( Nitrogen ) ในน้ำ

ไนโตรเจน ( Nitrogen ) ในน้ำ

ผ่านทางไนโตรเจน ( Nitrogen ) ในน้ำ.

มีนาคม 14, 2010 Posted by | ศัพท์, ศัพท์ปุ๋ย | ให้ความเห็น