Archive for the ‘ทัศนะ-บทความ’ Category

‘บัญชีก-ข’ร่างพ.ร.บ.บ่อนเปิดทางตั้งกาสิโน   Leave a comment

‘บัญชีก-ข’ร่างพ.ร.บ.บ่อนเปิดทางตั้งกาสิโน

‘บัญชีก-ข’ร่างพ.ร.บ.บ่อนเปิดทางตั้งกาสิโน

‘บัญชี ก-ข’ร่างพ.ร.บ.บ่อน เปิดทางตั้งกาสิโน : ขยายปมร้อน โดยวัฒนา ค้ำชู

              ในการเปิดประเด็นร้อนแผนเปิดกาสิโนของ “สมชาย แสวงการ” ส.ว.สรรหา สาธยายตั้งข้อหาในการกู้เงินของรัฐบาล 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ในอนาคตไม่พ้นสร้างหนี้สินให้ลูกหลาน 50 ปี จะต้องใช้หนี้หมด หลายโครงการอภิมหาโปรเจกท์ส่อเค้าตอผุด ประสบปัญหาทุนหายกำไรหดเข้าขั้นโคม่า เป็น…รัฐบาลถังแตก

เมื่อเรียนผูก ต้องเรียนแก้ สภาสูงได้เปรียบเปรยตั้งข้อหารัฐบาลหาแนวทางรีดภาษีนำเม็ดเงินจากประชาชนในวิธีการที่ไม่ถูกต้องไปออกหวยตั้งบ่อนเปิดกาสิโนปัดฝุ่นตรากฎหมายทำผิดให้เป็นถูก

ปัญหาเกิดหลังเร่งถลุงใช้เงินสารพัดโครงการสนองนโยบายที่ลั่นเอาไว้ ส่งผลให้กระเป๋าแบน เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ สะกิดใจชาวบ้าน ทันทีที่สภาสูงส่งสัญญาณออกแรงบด ลากไส้รัฐบาลหมดน้ำยาถังแตก

หาทางออกเสนอชงแก้กฎหมาย 2 ฉบับ “ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล-ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478” มีนัยหวังกรุยทางออกลอตโต้ พ่วงกาสิโนหารายได้เพิ่มประสานแผลที่เกิดจากผลงานประชานิยม หนี้สินครัวเรือนของคนไทยแนวโน้มพุ่งกระฉูด สร้างปัญหามอมเมาชาวบ้าน

กระทรวงมหาดไทยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเนื้อหากฎหมายบ่อนเป็นการโละทิ้งของเก่าทิ้งไปทั้งฉบับเป็นการทำมาตั้งแต่ปี 49 ด้วยการยกร่างปรับปรุงบทบัญญัติของใหม่ เน้นบทลงโทษให้หนักกว่าอดีต แล้วแต่งเติมเพิ่มตัวเลขค่าธรรมเนียมให้สูงขึ้น เพื่อนำรายได้เข้าสู่รัฐให้เป็นกอบเป็นกำ

ในความเป็นจริงสาระสำคัญประเภทการพนันหรือชาวบ้านเรียกกันติดปากเป็น พ.ร.บ.บ่อน แบ่งได้ 3 ประเภท ประเภทแรก ห้ามอนุญาตโดยเด็ดขาด เรียกขานภาษาตัวเลขว่า อยู่ในบัญชี (ก) กำหนดมีอยู่ในร่าง พ.ร.บ. 20 ชนิด 1.หวย ก.ข. หวยปิงปอง 2.หวยหุ้น 3.จับยี่กี 4.สลอตแมชชีน ตู้ม้า 5.พนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล 6.ไฮโล 7.ขลุกขลิก 8.สี่เหงาลัก 9.น้ำเต้าทุกๆ อย่าง 10.บัคคารา 11.โปปั่น 12.โปกำ 13.โปถั่วหรือกำถั่ว 14.แปดเก้า 15.ไพ่สามใบ 16.ไม้สามอัน 17.ไพ่ป๊อก ไพ่ยี่อิด หรือไพ่แบล็คแจ็ค 18.ไม้หมุนหรือล้อหมุนทุกๆ อย่าง 19.การเล่นซึ่งมีการทรมานสัตว์ 20.บิลเลียดรู ตีผี

ประเภทที่ 2 การพนันที่อนุญาตได้ หรือบัญชี (ข) ที่คนทั่วไปเห็นกันจนชินหูชินตา มีในการยกร่าง พ.ร.บ. 22 ชนิด

1.สลากกินแบ่ง สลากกินรวบ หรือการเล่นอย่างใดที่เสี่ยงโชคให้เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นแก่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง

2.ขายสลากกินแบ่ง สลากกินรวบหรือลอตโต้ ซึ่งไม่ได้ออกในประเทศไทยแต่ได้จัดให้มีขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายของประเทศที่จัดนั้น 3.โตแตไลเซเตอร์ สำหรับการเล่นอย่างใดอย่างหนึ่ง

4.การเล่นต่างๆ ซึ่งให้สัตว์ต่อสู้กันหรือแข่งกัน เช่น ชนโค ชนไก่ กัดปลา แข่งม้า ฯลฯ นอกจากที่กล่าวไว้ในหมายเลข 19 แห่งบัญชี ก 5.ไพ่นกกระจอก ไพ่ต่อแต้ม ไพ่เผ ไพ่โปกเกอร์ ไพ่ดัมมี่ ไพ่ต่างๆ

6.ต่อแต้ม 7.บิลเลียด สนุกเกอร์ พูล 8.ฟุตบอลโต๊ะ 9.วิ่งวัวคน 10.ชกมวย มวยปล้ำ 11.แข่งเรือพุ่ง แข่งเรือล้อ 12.ชี้รูป 13.โยนห่วง 14.โยนสตางค์หรือวัตถุใดๆ ลงในภาชนะต่างๆ 15.ตกเบ็ด 16.จับสลากโดยวิธีใดๆ 17.ยิงเป้า 18.ปาหน้าคน ปาสัตว์ หรือปาสิ่งใดๆ 19.เต๋าข้ามด่าน 20.บิงโก 21.สะบ้าทอย 22.สะบ้าชุด และในร่าง พ.ร.บ.ที่เป็นประเภทที่ 3 เป็นการพนันที่นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด

ถ้าพลิกไปดูสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การพนันมีอยู่ 14 ข้อ ในส่วนที่ถูกท้วงติงในบางข้อที่เนื้อหา ระบุชัดเจนว่า กำหนดให้หนี้การพนันที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ ย่อมสร้างความสงสัยเคลือบแคลงใจให้แก่หลายฝ่ายว่า เป็นการเปิดช่องให้การเล่นพนันจากผิดให้เป็นถูกหรือไม่

ในเนื้อหาของร่างใหม่ ในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเปรียบเทียบของกฎหมายเดิมในเขตพื้นที่ กทม. ต่างจังหวัด เกี่ยวกับใบอนุญาตที่ให้มีการเล่นการพนัน เช่น สลากกินแบ่งรัฐบาล สลากกินรวบ ลอตโต้ ขายสลากกินแบ่ง ครั้งละ 5,000 บาท ปรับค่าธรรมเนียมเป็น 30,000 บาท ส่วนการชนโค กระบือ แพะ แกะ ค่าธรรมเนียมเก่าวันละ 400 บาท ปรับค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเป็นวันละ 2,000 บาท และการชกมวย มวยปล้ำ ค่าธรรมเนียมเก่าวันละ 200 บาท ค่าธรรมเนียมใหม่วันละ 1,000 บาท

แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ร่าง พ.ร.บ.ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการขัดเกลา คงต้องผ่านหลายด่าน หลายฝ่ายช่วยตรวจสอบเนื้อหา โค้งสุดท้ายการปรับเนื้อหาของกฎหมายเก่าให้มีความทันต่อกาลเวลาที่เปลี่ยนไป คงไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต

หากถ้าเป็นการกรุยทางสร้างปัญหาหาเงินบาปเข้ามือรัฐบาล หาทางเพิ่มเม็ดเงินในการบริหารประเทศที่เกิดผิดพลาดจากนโยบาย หากใครต่อใครรู้ทัน ร่างกฎหมายที่มีอยู่คงเป็นเพียงเครื่องมือในการฟอกเงินเท่านั้น…!!!

………

(หมายเหตุ : ‘บัญชี ก-ข’ร่างพ.ร.บ.บ่อน เปิดทางตั้งกาสิโน : ขยายปมร้อน โดยวัฒนา ค้ำชู)

ยอมนิรโทษกรรมแต่’ไม่ปรองดอง’   Leave a comment

ยอมนิรโทษกรรมแต่’ไม่ปรองดอง’

ยอมนิรโทษกรรมแต่’ไม่ปรองดอง’

ยอมนิรโทษกรรมแต่’ไม่ปรองดอง’ : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร

               คลื่นลมทางการเมือง หลังพ้นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไปแล้ว ได้หวนมาสู่ “สนามการเมืองใหญ่” อีกครั้ง โดยเฉพาะความพยายามออกร่างกฎหมายนิรโทษกรรม

ความเคลื่อนไหวหลัก ที่ถูกสังคมจับตา พุ่งตรงมาที่รัฐสภา ภายใต้กระบวนการประสานสี่ทิศ ของ “เจริญ จรรย์โกมล” รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะก่อนหน้านั้นกระบวนการถูกเริ่มต้น นำคู่ขัดแย้ง คือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาร่วมโต๊ะเจรจากับกลุ่มเสื้อแดง-คนของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

แม้เวทีที่เกิดขึ้นจะมีเฉพาะตัวแทน ได้แก่ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ จากกลุ่มพันธมิตร, ก่อแก้ว พิกุลทอง, วรชัย เหมะ ส.ส.เพื่อไทย ฐานะคน นปช.” มาร่วม ซ้ำยังเป็นการหารืออย่างไม่เป็นทางการ แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จไปอีกขั้น เพราะในวงเห็นพ้องในหลักการ ของการยกร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนที่มีความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

จากนั้น “เจริญ” ได้เดินสายคุยกับ ส.ส.อาวุโส แต่ละกลุ่มก๊วนของพรรคประชาธิปัตย์ และล่าสุด คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ถึงแนวคิดและหลักการที่ได้ข้อสรุปเบื้องต้น พร้อมนัดหารืออย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในจันทร์ที่ 11 มีนาคม เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา

ในชั้นแรก “อภิสิทธิ์” จะเห็นดีเห็นงามกับการออกกฎหมายล้างผิดให้แก่ประชาชนที่ทำผิดกฎหมายห้ามชุมนุม แต่ล่าสุดกลับกลายขอนำเข้าที่ประชุม ส.ส. ของพรรคก่อน…และท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ดังกล่าว ก็ตรงกัน กลุ่มพันธมิตรนั่นอาจหมายถึงเค้าลาง…ของความร่วมมือออกกฎหมายนิรโทษกรรม ส่อมีปัญหา!! ประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์กังวล “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ส.ส.พัทลุง ฐานะมือกฎหมาย วิเคราะห์ให้ฟังว่า “เป็นเรื่องแปลกที่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ มีการเชิญ ฝ่ายค้าน, แกนนำกลุ่มมวลชนนอกสภาเข้าไปคุย ทั้งที่ผ่านมา เช่น การออกกฎหมายปรองดอง ไม่เคยเรียกไปคุย นั่นก็แสดงว่าความพยายามที่รัฐบาลตั้งใจที่จะออกร่างกฎหมายนี้ให้สำเร็จมีสูง จึงพยายามล็อบบี้กัน แต่เชื่อว่าประเด็นนี้ยังห่างไกลความสำเร็จ เพราะแต่ละฝ่ายยังมีมุมมองต่างกันมาก อย่างพรรคประชาธิปัตย์ เรายินยอมให้นิรโทษกรรมเฉพาะคนที่ฝ่าฝืนกฎหมายห้ามชุมนุมเท่านั้น โดยไม่รวมการกระทำผิดทางอาญาอื่นๆ  เช่น เผาศาลากลาง, ขโมยของ, ฆ่า หรือทำร้ายคนอื่น

“ผมให้ข้อสังเกตว่า การออกนิรโทษกรรมครั้งนี้ มีกลลวงเพราะเป้าหมายจริงๆ คือ เขาต้องการนิรโทษกรรมให้แก่แกนนำคนเสื้อแดง โดยนำประชาชนที่ติดคุกไม่ถึง 20 คนเป็นตัวประกัน อีกอย่างคนที่ทำผิดกฎหมายห้ามชุมนุมจริงๆ ที่ถูกจับเมื่อช่วงปี 2553 ตอนนี้เขาพ้นโทษคุมขังกันเกือบหมดแล้ว เพราะโทษติดคุกมีระยะเวลาเพียง 1 ปี โดยกลลวงที่เขาจะยัดเยียด มองว่าอยู่ในส่วนของการแปรญัตติ ในชั้นกรรมาธิการ โดยเพิ่มข้อความในกฎหมายครอบคลุมถึงแกนนำเสื้อแดง ดังนั้นกรณีที่นายเจริญเชิญทุกฝ่ายไปคุย มองว่ายิ่งกว่าเล่นละครปาหี่”

ขณะที่ผลสรุปของการหารือของ “กลุ่มพันธมิตร” ได้ความว่า ในวันที่ 6 มีนาคม นี้ “โฆษกพันธมิตร” จะยื่นหนังสือที่ระบุถึงเงื่อนไขให้รัฐบาลและแกนนำพรรคเพื่อไทยปฏิบัติ ต่อ “เจริญ จรรย์โกมล” ก่อนที่จะตัดสินใจอีกครั้งว่าจะส่งแกนนำระดับมันสมอง เข้าร่วมเจรจาอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มีนาคมนี้ หรือไม่

สำหรับเนื้อหาในจดหมายถูกเปิดเผยคร่าวๆ ว่าเป็นการแสดงจุดยืนและเงื่อนไขในการเข้าร่วม หากรัฐบาลทำได้เราพร้อมจะเข้าร่วม แต่หากทำไม่ได้ กลุ่มพันธมิตรจะขออยู่ในที่ตั้ง สำหรับจุดยืนที่เตรียมเสนอ เป็นข้อเสนอเดิม คือ ต้องไม่เป็นการออกกฎหมายเพื่อช่วยพวกพ้อง, ล้างผิดให้อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และต้องปฏิบัติตามข้อเสนอของ “นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม” ที่ระบุว่าคนที่จะได้รับการนิรโทษกรรมต้องสำนึกผิด-สัญญาว่าจะไม่ทำผิดซ้ำอีก

ซึ่งนั่นก็หมายความว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรตั้งเงื่อนไขไว้ เป็น การ์ดสูง ที่คนเพื่อไทย ยากยิ่งจะทะลวง และหากรัฐบาลจะใช้เสียง ส.ส. ในสภาข้างมากลากไป…ยิ่งต้องคิดให้รอบคอบ! โดยเฉพาะมวลชนคนพันธมิตร ที่อาจจะออกมาประท้วงคัดค้าน

และหากรัฐบาลคิดจะใช้มวลชนฝ่ายสนับสนุน…มาเป็นเกราะป้องกันการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เชื่อได้ว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มขั้วที่เห็นต่างจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ทางฟาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย ต่างก็คิดในมุมต้นเหตุของความขัดแย้งนี้เช่นกัน แต่น้อยกว่าความกลัวที่กระแสพี่น้องคนเสื้อแดงจะทวนกระแสลม หันมาโจมตี “รัฐบาล” ที่นับวันกระแสตีกลับของคนพวกเดียวกันจะยิ่งทวีความรุนแรง

เห็นได้จาก ปรากฏการณ์ กลุ่มเสื้อแดง ภายใต้ชื่อ “กลุ่ม 29 มกรา” ที่ประท้วงรัฐบาลถึงหน้าประตูทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้เร่งออกพ.ร.ก.นิรโทษกรรมนักโทษการเมือง ตั้งแต่ปี 2549 และปรากฏการณ์  “พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์” แกนนำ นปช. ชุมพร ฐานะที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เล่นของสูง บุกเข้าหา “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานรัฐสภา ให้แจ้ง ส.ส.แดง ลงชื่อเพื่อยื่นขอประกันตัว “พี่น้องเสื้อแดง” ที่อยู่ในเรือนจำ

ดังนั้น ณ นาทีนี้ ไม่ว่า รัฐบาล-พรรคเพื่อไทย จะเดินตามแนวความคิด ความเห็นไหน…ถนนที่เดินไปก็ล้วนพาไปพบกับความไม่ปรองดองทั้งสิ้น

————–

(หมายเหตุ : ยอมนิรโทษกรรมแต่’ไม่ปรองดอง’ : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร)

ผลเลือกตั้งสะท้อน’คุณภาพโพลล์’   Leave a comment

ผลเลือกตั้งสะท้อน’คุณภาพโพลล์’

ผลเลือกตั้งสะท้อน’คุณภาพโพลล์’

ผลเลือกตั้งสะท้อน’คุณภาพโพลล์’ : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

               นาทีนี้คงต้องบอกว่า ถึงเวลาที่ “สถาบันสำรวจความคิดเห็น” ต้องสังคายนาทางวิชาการครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ “การเมือง”

จะเห็นว่า การทำโพลล์ “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.” โค้งสุดท้ายก่อนจะมีการเลือกตั้งหลายสำนัก ผลสำรวจออกมา “พงศพัศ พงษ์เจริญ” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.จาก “พรรคเพื่อไทย” มีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง

แม้แต่การสำรวจหน้าคูหาเลือกตั้งหลังลงคะแนนเสียง “เอ็กซิทโพลล์” ก็ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

“ดร.ถวิลวดี บุรีกุล” ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงความคลาดเคลื่อนของผลโพลล์ที่เกิดขึ้นว่า เกิดจากวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเป็นไปตามหลักวิชาการหรือไม่ และจะเห็นว่า จากการสำรวจยังมีกลุ่มตัวอย่างที่ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกผู้สมัครคนไหนเกือบ 20% บางสำนักมีกลุ่มตัวอย่างที่ยังไม่ได้ตัดสินใจสูงเกือบ 40% จุดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนได้เช่นกัน

“ดร.ถวิลวดี” ยกตัวอย่างสาเหตุที่ทำให้การสำรวจของ “เอ็กซิทโพล์” มีความคลาดเคลื่อนเกิดจาก 1.คนตอบไม่ตรงกับที่ตัวเองกากบาท 2.การเลือกสุ่มตัวอย่างไม่เป็นไปตามความน่าจะเป็น คือ ไม่ได้สุ่มจากคน 100% เลือกสุ่มเป็นบางคน ช่วงเวลาในการทำสำรวจอาจไม่ได้ทำตลอดเวลา อาจเลือกทำเฉพาะช่วงเวลา เช่น ช่วงเช้าถึงเที่ยง หรือเพียง 2-3 ชั่วโมง 3.การสำรวจทำทุกหน่วยเลือกตั้งหรือไม่ 4.พื้นที่สุ่มอาจมีเรื่องของอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ผู้ตอบคำถามตอบไม่ตรงกับที่กาหมายเลข เพื่อความปลอดภัยของผู้ตอบคำถาม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยทำให้การสำรวจผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนได้ ความผิดพลาดจากโพลล์ และเอ็กซิทโพลล์อีกประการ เกิดจากการสุ่มตัวอย่างที่เน้นสุ่มตามสะดวก ความเร็ว

“ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า” กล่าวอีกว่า นอกจากความคลาดเคลื่อนของ “โพลล์” แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นสาเหตุทำให้ผลคะแนนต่างไปจากที่ “โพลล์” สำรวจมาคือ คนที่ยังไม่ตัดสินว่าจะเลือกใครก่อนหน้านี้ได้รับอิทธิพลจากการรณรงค์จากองค์กร หรือผู้นำทางความคิด ทำให้ตัดสินใจไปเลือกตั้งและกากบาทหมายเลขที่ “ผู้นำ” ที่ตัวเองชื่นชอบ จะเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มี “ผู้นำ” หลายคนได้แสดงจุดยืนในการไปใช้สิทธิเลือกผู้สมัคร โดยประกาศว่าจะเลือกหมายเลขใด ทำให้ผู้ที่ยังไม่ไปใช้สิทธิตัดสินใจเลือกตาม

“คนกรุงเทพฯ ต่างจากคนต่างจังหวัดที่มีความใกล้ชิดกับข่าวสาร การเลือกตั้งชอบที่จะเลือกฝ่ายเป็นรอง เพื่อเลือกไปคานอำนาจ นอกจากนี้เชื่อว่า โซเชียลมีผลต่อการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้พอสมควร” ดร.ถวิลวดี กล่าว

ส่วนที่ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ออกมาสวนทางกลับโพลล์ “ดร.ถวิลวดี” กล่าวว่า คนกรุงเทพฯ ต้องการให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ และเชื่อว่า สาเหตุที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์น่าจะมาจากการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ ในระยะเวลาเพียง 1-2 วันก่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากคนกรุงเทพฯ กลัวเศรษฐกิจไม่ดี กลัวรัฐบาลดูแลทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น

ขณะที่ “ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล” นักวิชาการอาวุโสโครงการศูนย์ยุทธศาสตร์อาเซียนศึกษาเพื่อการพัฒนา(ประเทศไทย) บอกถึงสาเหตุของความคลาดเคลื่อนของโพลล์ครั้งนี้ เกิดจาก 1.คนที่ตอบคำถามโพลล์ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างหรือกลุ่มตัวแทนที่แท้จริง 2.ผู้ทำโพลล์มีธงอยู่ในใจแล้ว 3.ผู้ตอบคำถามโพลล์อยู่ในลักษณะเอียนโพลล์หรืออยากตบหน้าคนทำโพลล์ทำให้ผลสำรวจของ “เอ็กซิทโพลล์” ได้คำตอบที่ไม่ต้องกับคะแนนจริง

จากความคลาดเคลื่อนของโพลล์ที่เกิดขึ้น “ดร.ณกมล” เห็นว่าควรต้องมีการจัดระเบียบโพลล์ ปฏิรูปการทำโพลล์ โดยเฉพาะโพลล์ของสถาบันการศึกษา ที่นำแบรนด์ของสถาบันมาชี้นำทางสังคม เพื่อให้ผู้ทำโพลล์ได้ระมัดระวังมากขึ้น

“การทำโพลล์ต้องมีจรรยาบรรณ ถ้าทำแล้วผิดสม่ำเสมอต้องเสียค่าปรับ หรือต้องมีมาตรการทางสังคม และมาตรการทางกฎหมายมาลงโทษและควบคุม โดยอาจให้มีโทษปรับเงินหรือโทษจำคุก เพื่อให้คนทำโพลล์อธิบายอย่างโปร่งใสได้” ดร.ณกมล กล่าว

“ดร.ณกมล” กล่าวถึงรูปแบบหรือกระบวนการลงโทษโพลล์ผิดซ้ำซากว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดย รมว.ศึกษาธิการ ต้องมีมาตรการหรือต้องกำหนดการเผยแพร่โพลล์จะกระทำไม่ได้ หากยังเผยแพร่ถือว่าสถาบันที่ทำโพลล์มีความผิด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องมีบทบัญญัติห้ามทำโพลล์เผยแพร่ในสื่อ เพราะ กกต.ยังสามารถห้ามเผยแพร่โพลล์ 7 วันสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งได้ ก็ต้องห้ามในข้อนี้ได้เช่นกัน รวมทั้งสื่อมวลชนทุกแขนงที่นำโพลล์ไปอ่านแล้วผลผิดพลาด ควรจะมีบทลงโทษ โดยไม่นำโพลล์ของสถาบันนั้นมาออกสื่ออีก และทางสถาบันที่ทำโพลล์ และอาจารย์ที่รับผิดชอบทำโพลล์ต้องออกแถลงการณ์แสดงความรับผิดชอบว่า สาเหตุความผิดพลาดเกิดจากอะไร เพราะผลโพลล์ได้ชี้นำทางสังคมไปแล้ว ถือว่ามีความผิดทางกฎหมายไปแล้ว เนื่องจากมีคนเชื่อโพลล์ไปแล้ว

“ความคลาดเคลื่อนของโพลล์มี 5% แต่สิ่งที่เกิดขึ้นโพลล์ผิดพลาดเกิน 5% แต่ถ้าทำผิดมาตลอดไม่ใช่ผิดแค่ 5-10% แต่เป็น 100% คนที่ทำโพลล์ทั้งหลายต้องมีจรรยาบรรณ ถ้าผิดเสมอทางนายกสภามหาวิทยาลัย หรืออธิการบดีสถาบันที่ทำโพลล์ต้องออกแถลงการณ์และแสดงความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น การทำโพลล์หากมองในแง่สีสันก็เป็นได้ แต่สีสันที่เป็นเหมือนลูกอมที่ต้องมองถึงผลของลูกอมที่ทำให้เกิดโรคอ้วนต้องกำจัดสิ่งเหล่านี้ด้วย”

………………….

(หมายเหตุ : ผลเลือกตั้งสะท้อน’คุณภาพโพลล์’ : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)

ไขปม’พท.พ่าย’เหตุปัจจัยคุณชายเข้าวิน   Leave a comment

ไขปม’พท.พ่าย’เหตุปัจจัยคุณชายเข้าวิน

ไขปม’พท.พ่าย’เหตุปัจจัยคุณชายเข้าวิน

ไขปม’เพื่อไทยพ่าย’ เหตุปัจจัยคุณชายเข้าวิน

               แม้ว่าผลการทำเอ็กซิทโพลล์ของหลายสำนักจะออกมาในทางเดียวกันว่า พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 จากพรรคเพื่อไทย จะมีคะแนนนำ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครหมายเลข 16 จากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ยังมี 2 สำนักคือ นิด้าโพล และมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ ที่อ้างว่า ผลสำรวจที่ได้มานั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มีคะแนนนำอยู่เล็กน้อย

ทว่าภายหลังปิดหีบบัตรเลือกตั้ง และเริ่มทำการนับคะแนน ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ กลับปรากฏว่า คะแนนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ขึ้นนำในหลายเขต โดย พล.ต.อ.พงศพัศ มีคะแนนนำประมาณ 10 เขตเลือกตั้ง เช่น หลักสี่ ดอนเมือง คลองสามวา

ก่อนการเลือกตั้งจะเริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะ ผอ.เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็ส่งสัญญาณมาแล้วว่า อยากให้ชาว กทม.จะเลือกใครก็เลือกให้เสียงชนะขาดไปเลย

ขณะที่ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ผอ.เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่กล้าจะฟันธง แม้การหย่อนบัตรเลือกตั้งได้เริ่มขึ้นแล้วกว่า 3 ชั่วโมง

“มันสูสีกันมาก แต่เราก็ยอมรับว่า ในเขตที่เราเคยได้เสียงจำนวนมาก เราอาจจะได้ลดลง” นายองอาจ กล่าว

ทั้งนี้เสียงที่หายไปนั้น นายองอาจ ยอมรับว่า น่าจะเกิดจากตัวผู้สมัครอิสระ ที่เข้ามาเบียดชิงคะแนนไป และหนนี้ผู้สมัครอิสระที่ “แรง” นั้น มีด้วยกันถึง 3 คน คือ นายโฆสิต สุวินิจจิต หมายเลข 10 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หมายเลข 11 และนายสุหฤท สยามวาลา หมายเลข 17

ขณะที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร แกนนำจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเช่นกันว่า ตั้งแต่แรกแล้วที่ทั้งสองพรรคไม่กล้าฟันธงว่าใครนำ เพียงแต่ทางพรรคประชาธิปัตย์ยังคงมั่นใจว่า เขตเลือกตั้งที่มี ส.ส. ส.ก. และ ส.ข.ของพรรคอยู่ โอกาสที่จะได้คะแนนตามหลังคู่แข่งมีน้อยมาก

แล้วในที่สุดผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการก็ออกมา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้มาเป็นอันดับ 1 โดยมี พล.ต.อ.พงศพัศ ตามมาเป็นอันดับ 2 และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อันดับ 3

ทั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และ พล.ต.อ.พงศพัศ ต่างก็ได้คะแนนเสียงเกินล้านคะแนนทั้งคู่ เพียงแต่ชาว กทม.ยินดีให้พรรคประชาธิปัตย์บริหารกรุงเทพมหานครต่อไปอีก 4 ปี ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะบริหารกรุงเทพมหานครยาวไปถึง 13 ปี

น่าสนใจว่า อะไรที่ทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มาถึงจุดนี้ได้ ทั้งที่ผลการสำรวจความนิยมมีคะแนนตามหลังคู่แข่งมาตลอด

อย่างแรกก็ต้องดูที่ “สปิริต” ความเป็นทีมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องเรียกได้ว่า ถึงแม้จะต้องกลืนเลือดอันเนื่องจากความขัดแย้งภายใน แต่ความเป็นพรรคที่เก่าแก่มานาน ทำให้ร่วมแรงร่วมใจกันช่วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ หาเสียง

ด้วยความได้เปรียบในเรื่องของฐานเสียง ที่สามารถจัดตั้งผ่าน ส.ก.-ส.ข.ของพรรคที่มีมากกว่าครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ในสภา กทม. ขณะเดียวกัน โพลล์ที่ออกมาแทบจะรายวันนั้น ส่งผลทางจิตวิทยาให้แก่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งที่ยังไม่ตัดสินใจ หรือตัดสินใจแล้วแต่ก็ยังลังเลว่าจะออกมาใช้สิทธิ์หรือไม่ ก็ตัดสินใจออกมาเลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์

ประกอบกับนโยบายของผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยเอง ที่แอบอิงไปกับรัฐบาลนั้น ส่งผลต่อจิตวิทยาเช่นกัน คือ เกิดความกลัวว่า หากเข้ามาทำจริงแล้วจะหางบประมาณจากไหนเพื่อไปเนรมิตให้ฝันกลายเป็นจริง

ถึงแม้ว่าเสียงส่วนหนึ่งจะเทไปทางผู้สมัครอิสระ แต่เมื่อเทียบสถิติออกมาแล้ว กลับเป็นว่า ครั้งนี้ผู้สมัครอิสระได้รับเลือกในจำนวนที่น้อยกว่าการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ทำให้คะแนนอันดับ 1 และ 2 พุ่งทะลุ 1 ล้านคะแนน

ขณะเดียวกัน ในโค้งสุดท้ายนั้น กระแสเผาบ้านเผาเมือง ที่ถูกโหมแรงมากขึ้น บวกกับนโยบายการป้องกันน้ำท่วมที่คนเมืองหลวงยังคงหวาดผวานั้น พรรคประชาธิปัตย์เลือกทิ้งทุ่นระเบิดเอาในช่วงนี้ ขณะที่พรรคเพื่อไทยนั้นกลับไม่ชัดเจนเท่าใดนัก ส่งผลต่อรอยช้ำจากทุกข์น้ำท่วมหลายเขตในตอนเหนือของ กทม.ที่ยังไม่เลือนหาย เฉกเช่นเดียวกับคนใน จ.นครสวรรค์ ไล่ลงมาจนถึงปทุมธานี

จึงไม่แปลกที่จะเห็นคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์บดเบียดพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นเขตดอนเมือง สายไหม คลองสามวา ลาดกระบัง ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554

นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ “ปั๊มคะแนน” ดูเหมือนจะได้ผล หลังจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาฯ พรรค สั่ง ส.ส.กทม.ทุกคน ให้ลงพื้นที่หาคะแนนเพิ่ม โดยยึดหลักจากฐานเสียงเลือกตั้งส.ส.เมื่อปี 2554 แล้วเดินเคาะประตูบ้านขอคะแนนช่วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จากกลุ่มที่ไม่ออกมาใช้สิทธิ์ให้ได้มากที่สุด อีกทั้งโค้งสุดท้าย หัวหน้าพรรคออกจดหมายเปิดผนึกอ้อนขอคะแนนช่วย และเผยแพร่คลิปของหัวหน้าพรรคผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาว กทม.ฝ่าสายฝนออกมาเลือกตั้ง

สำหรับมุมมองจากภายในพรรคประชาธิปัตย์ประเมินว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้รักษาแชมป์ไว้ได้

1.เพราะกระแสพรรคใน กทม.ซึ่งเป็นเมืองหลวง ก็ไม่ต่างกับทั่วโลก ที่ฝ่ายค้านจะดีกว่ารัฐบาล

2.มองนโยบาย ที่พรรคเพื่อไทยคู่แข่งหาเสียง เลยกรอบ เลยขอบเขตไปมาก จนทำให้รู้สึกว่า นโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถม จะทำได้จริงหรือ? จะเอางบที่ไหน ประกอบกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ภาษีรถคันแรก กำลังกลายเป็นปัญหาหนักและเป็นภาระที่ไม่ได้กระทบแค่เพียงรัฐบาลนี้เท่านั้น ปัญหาอาจจะยาวไปถึงรัฐบาลอื่นๆ อีกหลายสมัย

“ไร้รอยต่อ” แทนที่จะเป็นบวก ก็เลยกลายเป็นภาพลบที่ต่อเนื่องมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับรัฐบาล

ปัจจัยจากโพลล์ที่กดดันแฟนคลับประชาธิปัตย์ ก็เริ่มมีกระแส “กลัวแพ้-กลัวไร้รอยต่อ”

ส่วนเรื่องของการใช้ “อำนาจรัฐ” การออกมาร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าวของกลุ่มตำรวจ จ.ลพบุรี ที่อ้างว่า ถูกย้ายทะเบียนมาอยู่กรุงเทพมหานครแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั้น น่าจะมีผลพอสมควร แม้ความจริงยากที่จะพิสูจน์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเท่ากับตอกย้ำภาพของความเป็นสีเดียวกัน พวกเดียวกัน ทำให้เกิดผลทางจิตวิทยาในการที่จะออกมาเลือกเพื่อ “ลงโทษ” และทำให้ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ว่าฯ เฉพาะแต่ผลจากโพลล์เท่านั้น

ไม่นับถึงเรื่องการบุกเข้าค้นบ้าน อ้างว่าตรวจหายาเสพติดตามชุมชนต่างๆ แต่กลับไปถามว่า เป็นหัวคะแนนให้พรรคไหน กรณีนี้ส่งผลต่อการตัดสินใจ “เลือก” โดยตรง ถึงแม้ว่าจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกลับเข้ามาบริหาร กทม.อีกสมัย แต่ผลจากคะแนนเสียงของคู่แข่ง ที่หายใจรดต้นคอมาตลอด ก็น่าเชื่อว่า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายในพรรคประชาธิปัตย์

“ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร คนของเราจะแพ้หรือชนะ พรรคจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง” แกนนำรายหนึ่งในพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะถึงคะแนนที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะได้รับเลือกตั้งเกิน 1.2 ล้านเสียง แต่ พล.ต.อ.พงศพัศ ก็พุ่งผ่านหลักล้านได้ไม่ยากเย็นนัก จากครั้งก่อนผู้สมัครในสังกัดได้เพียง 6 แสนเศษๆ

นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า หากพรรคประชาธิปัตย์อยากจะยึดครองใจคนเมืองหลวงต่อไป “เรื่องพื้นๆ” อย่างที่เคยทำมาก่อน วันข้างหน้าคงยากจะรักษาชัยชนะให้อยู่ในมือได้อีกต่อไป

หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ เพียงแค่ “การเปลี่ยนแปลง” ไม่น่าจะพอสำหรับพรรคประชาธิปัตย์
คะแนนผู้ว่าฯ กทม.
พระนคร
สุขุมพันธุ์ 15,074 พงศพัศ 8,854

สัมพันธวงศ์
สุขุมพันธุ์ 9,346 พงศพัศ 2,752

ป้อมปราบศัตรูพ่าย
สุขุมพันธุ์ 14,837 พงศพัศ 5,890

บางรัก
สุขุมพันธุ์ 13,632 พงศพัศ 4,824

ปทุมวัน
สุขุมพันธุ์ 13,242 พงศพัศ 7,265

สาทร
สุขุมพันธุ์ 24,600 พงศพัศ 10,488

ยานนาวา
สุขุมพันธุ์ 21,359 พงศพัศ 11,148

บางคอแหลม
สุขุมพันธุ์ 25,107 พงศพัศ 12,977

คลองเตย
สุขุมพันธุ์ 22,060 พงศพัศ 16,516

บางกะปิ
สุขุมพันธุ์ 35,581 พงศพัศ 26,330

ลาดพร้าว
สุขุมพันธุ์ 29,690 พงศพัศ 24,717

วังทองหลาง
สุขุมพันธุ์ 26,437 พงศพัศ 20,645

พระโขนง
สุขุมพันธุ์ 23,346 พงศพัศ 16,173

สวนหลวง
สุขุมพันธุ์ 29,803 พงศพัศ 17,758

วัฒนา
สุขุมพันธุ์ 19,877 พงศพัศ 8,179

ประเวศ
สุขุมพันธุ์ 34,919 พงศพัศ 28,514

บางนา
สุขุมพันธุ์ 21,764 พงศพัศ 16,651

สะพานสูง
สุขุมพันธุ์ 23,928 พงศพัศ 15,599

คลองสาน
สุขุมพันธุ์ 21,089 พงศพัศ 11,088

ธนบุรี
สุขุมพันธุ์ 28,279 พงศพัศ 20,235

ดุสิต
สุขุมพันธุ์ 17,386 พงศพัศ 21,818

ราชเทวี
สุขุมพันธุ์ 14,841 พงศพัศ 11,216

บางซื่อ
สุขุมพันธุ์ 26,781 พงศพัศ 27,070

ดอนเมือง
สุขุมพันธุ์ 28,092 พงศพัศ 40,073

บางเขน
สุขุมพันธุ์ 37,591 พงศพัศ 43,024

หลักสี่
สุขุมพันธุ์  23,794 พงศพัศ 24,390

สายไหม
สุขุมพันธุ์  30,424 พงศพัศ 45,797

คลองสามวา
สุขุมพันธุ์ 35,051 พงศพัศ 35,758

คันนายาว
สุขุมพันธุ์ 18,042 พงศพัศ 19,137

บึงกุ่ม
สุขุมพันธุ์ 33,679 พงศพัศ 29,737

มีนบุรี
สุขุมพันธุ์ 28,744 พงศพัศ 27,327

หนองจอก
สุขุมพันธุ์ 29,912 พงศพัศ 32,168

ลาดกระบัง
สุขุมพันธุ์ 25,179 พงศพัศ 38,370

บางขุนเทียน
สุขุมพันธุ์ 33,989 พงศพัศ 32,378

บางบอน
สุขุมพันธุ์ 22,934 พงศพัศ 19,731

หนองแขม
สุขุมพันธุ์ 29,232 พงศพัศ 33,129

ห้วยขวาง
สุขุมพันธุ์ 18,616 พงศพัศ 14,906

ดินแดง
สุขุมพันธุ์ 29,484 พงศพัศ 25,297

พญาไท
สุขุมพันธุ์ 17,254 พงศพัศ 13,559

จตุจักร
สุขุมพันธุ์ 38,648 พงศพัศ 31,227

บางพลัด
สุขุมพันธุ์ 22,877 พงศพัศ 20,244

ตลิ่งชัน
สุขุมพันธุ์ 23,504 พงศพัศ 22,704

ทวีวัฒนา
สุขุมพันธุ์ 20,559 พงศพัศ 15,009

บางแค
สุขุมพันธุ์ 44,419 พงศพัศ 37,430

ภาษีเจริญ
สุขุมพันธุ์ 28,009 พงศพัศ 27,327

บางกอกน้อย
สุขุมพันธุ์ 26,695 พงศพัศ 20,510

บางกอกใหญ่
สุขุมพันธุ์ 17,393 พงศพัศ 13,046

ราษฎร์บูรณะ
สุขุมพันธุ์ 17,625 พงศพัศ 17,305

จอมทอง
สุขุมพันธุ์ 33,968 พงศพัศ 29,458

ทุ่งครุ
สุขุมพันธุ์ 27,081 พงศพัศ 21,416

‘ตอยิบ’บีอาร์เอ็นตัวจริงสั่งหยุดยิงได้หรือไม่   Leave a comment

‘ตอยิบ’บีอาร์เอ็นตัวจริงสั่งหยุดยิงได้หรือไม่

‘ตอยิบ’บีอาร์เอ็นตัวจริงสั่งหยุดยิงได้หรือไม่

ฮาซัน ตอยิบ:’บีอาร์เอ็น’ตัวจริง! สั่งหยุดยิงได้หรือไม่…ยังต้องพิสูจน์ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

              เป็นประเด็นร้อนส่งท้ายเดือนกุมภาพันธ์ สำหรับพิธีลงนาม “general consensus document to launch a dialogue process for peace in the border province of southern Thailand” ระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น ที่ประเทศมาเลเซีย ท่ามกลางความกังวลว่าจะเป็นการยกระดับปัญหาไปสู่เวทีสากล และกลุ่มที่มาเจรจาด้วยอาจไม่ได้มีอำนาจสั่งการในพื้นที่จริง

กระนั้น ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การเจรจาดังกล่าวก็ได้ผ่านไปแล้ว โดยตัวแทนฝ่ายไทย ประกอบด้วย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ต.ท.สฤษดิ์ชัย เอนกเวียง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล

ขณะที่ตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็น นำโดย นายฮาซัน ตอยิบ หรือ นายอาแซ เจ๊ะหลง ในฐานะหัวหน้าสภาการเมืองของกลุ่มบีอาร์เอ็น

สำหรับการเจรจาพูดคุยกันระหว่างรัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็นในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่มีความพยายามที่จะพูดคุยตั้งแต่สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนที่กองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว เพราะกลุ่มก่อความไม่สงบยังไม่กล้าเปิดตัว

แต่รัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัยก็ยังคงมีความพยายามที่จะเจรจาเพื่อแสวงหาสันติภาพ ตั้งแต่ในยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เรื่อยมาจนถึงรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ก็คว้าน้ำเหลวเรื่อยมา

กระทั่งเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2555 พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กลายเป็น “อดีตนายกรัฐมนตรี” ได้เริ่มเจรจาใหม่อีกครั้ง โดยมี นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นตัวกลางเจรจาที่มาเลเซีย โดยเบื้องต้นได้ข้อยุติว่า กลุ่มก่อความไม่สงบยอมที่จะยุติการก่อเหตุรุนแรง

แต่ก็สงบแค่ช่วงสั้นๆ เพราะจากนั้นก็เกิดเหตุคาร์บอมบ์ครั้งใหญ่พร้อมกัน 2 จุดที่โรงแรมลีการ์เดนส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และคาร์บอมบ์กลางเมืองยะลา ทำให้มีผู้ชีวิตรวมกันถึง 13 ศพ เพราะแนวร่วมบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการเจรจาสันติภาพ จึงก่อเหตุล้มโต๊ะเจรจาที่มาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังมอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี เดินหน้า “เจรจาลับ” เรื่อยมา กระทั่งเกิดโต๊ะเจรจาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยมีข้อตกลงที่จะมีการพัฒนาเพื่อให้เกิดความสันติสุขในพื้นที่

แหล่งข่าวความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ นายฮาซัน ตอยิบ หัวหน้าการเจรจากลุ่มบีอาร์เอ็นว่า นายฮาซันจบการศึกษาจากโรงเรียนในประเทศไทย และไปศึกษาต่อที่อินโดนีเซีย โดยได้เป็นประธานชมรมของกลุ่มบีอาร์เอ็น

จากนั้นได้กลับมาเป็น “ครูสอนศาสนา” ที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ก่อนที่จะตั้งโรงเรียนปอเนาะ และถูกทางการเพ่งเล็งว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะเด็กและเยาวชนไปก่อเหตุรุนแรง

แหล่งข่าวคนเดิมระบุว่า นายอาซันหนีไปอยู่มาเลเซียนานกว่า 20 ปี ซึ่งถือว่าเป็น “ตัวจริง” ของกลุ่มบีอาร์เอ็น ส่วนสาเหตุที่นายฮาซันยอมนั่งโต๊ะเจรจากับทางการไทยในครั้งนี้ เนื่องจากถูก “ตำรวจสันติบาลมาเลเซีย” บีบบังคับด้วยเงื่อนไขบางประการ เพราะโดยปกติแล้วกลุ่มขบวนการจะไม่ยอมเจรจาโดยเด็ดขาด เพราะหากเปิดตัวให้คนรู้จักก็เท่ากับพ่ายแพ้ในทางยุทธศาสตร์

เขามองว่า การเปิดตัวของกลุ่มขบวนการในครั้งนี้ ทำให้เกิดผลเสียต่อการเคลื่อนไหว เพราะเมื่อเปิดตัวออกมาแล้วจะทำให้เข้าถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น แต่นายฮาซันอยู่ใน “ปีกการเมือง” และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสั่งการในการก่อเหตุในพื้นที่

โดยขบวนการบีอาร์เอ็นแบ่งการบังคับบัญชาออกเป็น 7 ส่วนปฏิบัติการ หรือ “7 กระทรวง” คือ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศาสนา กระทรวงการคลัง กระทรวงการปกครอง และ กระทรวงด้านจิตวิทยา

“นายฮาซันทำหน้าที่ด้านการต่างประเทศ และเคยร่วมวงในการเจรจาลับกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2555 โดยถูกบีบบังคับในลักษณะเดียวกัน แต่เมื่อการเปิดตัวกลุ่มขบวนการคงไม่ค่อยกล้าก่อเหตุมากนัก แต่ความรุนแรงคงไม่จบในทีเดียว เพราะกลุ่มแนวร่วมมีจำนวนมาก โดยในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าจะมีการเจรจากันอีกครั้งที่มาเลเซีย”

ขณะที่ ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ หรืออดีต ผอ.สขช. ที่เคยดำรงตำแหน่งติดต่อกันถึง 5 รัฐบาล แสดงความเป็นห่วงในการลงนามกับองค์กรที่ไม่ใช่รัฐและเป็นองค์กรแบ่งแยกดินแดน ซึ่งอาจกลายเป็นการยกระดับปัญหา ส่วนผลสำเร็จนั้นคงต้องรอสถานการณ์อีกสัก 2-3 เดือน

อดีต ผอ.สขช. กล่าวอีกว่า ถ้าจะให้ดีควรให้นายฮาซันบอกคนที่ก่อเหตุให้ยุติการก่อความรุนแรง หากสถิติการก่อเหตุลดลงมาอย่างเห็นได้ชัดก็เท่ากับว่าเราพูดคุย “ถูกคน” ซึ่งก็ดีใจด้วย แต่หากยังไม่ลดลงก็ต้องถามว่าเราเจรจาถูกคนหรือไม่ หรือต้องหาคนมาอีก เพราะตอนนี้ยังมีอีกหลายคนที่พร้อมจะทำแบบนี้ และตนก็ยังไม่แน่ใจว่านายฮาซันคุมสภาพได้จริงหรือไม่

จะเห็นได้ว่าท่าทีของอดีต ผอ.สขช. สอดคล้องกับท่าทีของกองทัพ โดย พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวในวันที่มีการลงนามว่า “การลงนามครั้งนี้เป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพ โดยทหารได้เปิดช่องทางให้มีการพูดคุยรวมถึงการให้โอกาสผู้ก่อความไม่สงบเข้ามามอบตัว และต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม”

ทั้งนี้ แม้แม่ทัพภาคที่ 4 จะระบุต่อท้ายว่า ปัญหาความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยและมาเลเซียนั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน และขอความร่วมมือ และคิดว่ามาตรการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างถูกทาง และพร้อมทำตามคำสั่งของรัฐบาล

แต่การสงวนท่าทีว่าเป็นเรื่องของ “รัฐบาล” ไม่เกี่ยวกับกองทัพ รวมทั้งเหตุจักรยานยนต์บอมบ์ที่ตลาดสดใจกลางเมืองนราธิวาส และคาร์บอมบ์หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 วันหลังการลงนามสันติภาพก็เป็นสัญญาณเตือนในเบื้องต้นได้เป็นอย่างดีว่า ภาพความสำเร็จเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ อาจซ้ำรอยกับก้าวย่างที่เร่งรีบของอดีตนายกฯ เมื่อปีก่อน

…………………….

(หมายเหตุ : ฮาซัน ตอยิบ:’บีอาร์เอ็น’ตัวจริง! สั่งหยุดยิงได้หรือไม่…ยังต้องพิสูจน์ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)

ย้อนรอยสงครามชิงเมืองหลวง   Leave a comment

ย้อนรอยสงครามชิงเมืองหลวง

ย้อนรอยสงครามชิงเมืองหลวง

ย้อนรอยสงครามชิงเมืองหลวง : ขยายปมร้อน โดยศูนย์ข้อมูลเลือกตั้งเครือเนชั่น

               “กรุงเทพมหานคร” เป็นรูปแบบการปกครองพิเศษ กำหนดให้ “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” มีฐานะเป็นข้าราชการการเมือง ที่มาจากการแต่งตั้งโดย “คณะรัฐมนตรี”

การเลือกตั้ง “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2518 โดย “ธรรมนูญ เทียนเงิน” จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกตั้ง

การแข่งขันผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนั้น มี “ธรรมนูญ” แข่งกับ “ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์” อธิการบดีและเจ้าของมหาวิทยาลัยรังสิตคนปัจจุบัน ซึ่งสมัยนั้น “ดร.อาทิตย์” ลงในนามพรรคพลังใหม่
การเมืองไทยยุคนั้น “พรรคพลังใหม่”  ถือเป็นพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย (แนวสังคมนิยม) และ “ดร.อาทิตย์” ก็ถือเป็นดาวรุ่งเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ เป็น “เลือดใหม่” ในสนามการเมืองของไทยเลือกตั้งปี 2518 คะแนนไล่จี้กันมาก “ดร.อาทิตย์” แพ้ไปเพียง 7,000 กว่าคะแนนเท่านั้น

สมัยที่สอง ปี 2528 เป็นการต่อสู้ระหว่าง “สินค้าแบกะดิน” กับ “สินค้าบนห้าง” โดย “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” 1 ใน 5 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คนปัจจุบัน ลงสมัครอิสระในนาม “กลุ่มรวมพลัง” แข่งกับ “ชนะ รุ่งแสง” จากพรรคประชาธิปัตย์ เลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นการเลือกตั้งที่สร้างสีสันและความคึกคักให้ชาวกรุงเทพฯ มากที่สุด

สมัยต่อมาปี 2533 “จำลอง ศรีเมือง” ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. เพื่อรักษาแชมป์ แต่คราวนี้สังกัด “พรรคพลังธรรม” ซึ่งพัฒนามาจาก “กลุ่มรวมพลัง” ต้องยอมรับว่า ช่วงนั้น “จำลอง” ฟีเวอร์สุดๆ ชนะใสๆ ด้วยตัวเลข 7 แสนคะแนน แต่ คุณจำลอง อยู่ในตำแหน่งแค่ 2 ปี ก็ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ไปลงสนามการเมืองใหญ่ (ส.ส.) นำพาพรรคพลังธรรมลุยสนามเลือกตั้งใหญ่

แต่สนามเลือกตั้ง กทม. “พรรคพลังธรรม” ก็ยังฟีเวอร์ ส่งผลให้การเลือกตั้งในปี 2535 “กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา” ตัวแทน “พรรคพลังธรรม” มีชัยชนะเหนือคู่แข่ง

ต่อมาในปี 2539 ชิงชัยกันระหว่าง “ดร.พิจิตต รัตตกุล” จาก “กลุ่มมดงาน” แข่งกับ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” จาก “พรรคพลังธรรม” ที่หวนคืนสนาม กทม. และมี “กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา” อดีตผู้ว่าฯ กทม. แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ “จำลอง” ไม่ฟีเวอร์อีกแล้ว แพ้ “ดร.พิจิตต” ไปกว่า 2 แสนคะแนน

ส่วนในปี 2543 มีคนเด่นคนดังลงแข่งกันมาก “สมัคร สุนทรเวช” ลงในนามอิสระ และทำลายสถิติได้คะแนนมากที่สุด 1 ล้าน 1 หมื่นคะแนน ซึ่งจนปัจจุบันยังไม่มีใครทำลายสถิตินี้ลงได้

สำหรับเลือกตั้งปี 2547 “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” จาก “พรรคประชาธิปัตย์” ชิงชัยกับ “ปวีณา หงสกุล” ที่ลงสมัครอิสระ โดยมี “พรรคไทยรักไทย” ให้การสนับสนุน ครั้งนี้ คนเด่น คนดัง ก็ลงเยอะ เช่น “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์, เฉลิม อยู่บำรุง, นิติภูมิ นวรัตน์, พิจิตต รัตตกุล” ฯลฯ ผลปรากฏว่า นักการตลาดมือเซียน “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ชนะลอยลำ

ครบวาระปี 2551 “อภิรักษ์” ลงสมัครรักษาแชมป์ ความนิยมและคะแนนนอนมาตั้งแต่ต้นจนจบ ชนะไปด้วย 9.9 แสนคะแนน แต่ “อภิรักษ์” อยู่ในตำแหน่งได้แค่เดือนเดียวก็ต้องไป หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดคดีรถดับเพลิง “อภิรักษ์” แสดงสปิริตทางการเมืองด้วยการลาออก (19 พ.ย.2551) โดยไม่รอกระบวนการทางศาลตัดสิน (ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองฯ) ส่งผลให้ต้องเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ใหม่ และครั้งล่าสุดเดือนมกราคม 2552 พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจส่ง “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ลงชิงชัย ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” ส่ง “ยุรนันท์ ภมรมนตรี” ปรากฏว่า “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จากประชาธิปัตย์ ชนะด้วยคะแนน 934,602

วันที่ 10 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา เป็นวันครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ของ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” แต่ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” ตัดสินใจลาออกก่อนครบวาระ (9 มกราคม 2556) ตามกฎหมายจึงต้องมีการเลือกตั้งภายใน 60 วัน

โดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กทม. กำหนดวันการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เป็นวันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2556 และเปิดรับสมัครวันที่ 21-25 มกราคม 2556 การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ทาง กกต.จะเข้าไปมีบทบาทดูแลการเลือกตั้ง ทั้ง กกต.ใหญ่ และ กกต.กทม./กกต.ท้องถิ่น กทม. โดยมี “ปลัดกรุงเทพมหานคร” เป็นฝ่ายปฏิบัติงาน

-หน่วยเลือกตั้ง กทม.มีทั้งหมด ประมาณ 6,548 หน่วย (ใน 50 เขตปกครอง) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 4,244,452 คน

-การนับคะแนน นับที่หน่วยเลือกตั้งใกล้บ้าน เหมือนนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.

-ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. (ค่าใช้จ่ายในการหาเสียง) ปี 2556 นี้ กำหนดไม่เกิน 49 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 10 ล้านบาท จากเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เมื่อปี 2552 ที่กำหนดไว้ 39 ล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ

โดยค่าใช้จ่าย 49 ล้านบาท มาจากการคำนวณจากวงเงินที่ค่าจ่ายเลือกตั้ง ส.ก.ครั้งที่ผ่านมา เมื่อปี 2553 ที่ให้ใช้จ่ายค่าหาเสียงคนละไม่เกิน 8 แสนบาท ซึ่ง กทม.ทั้ง 50 เขตปกครอง มี ส.ก.ได้ 61 คน (61 เขต) เอา 61 คูณ 800,000 บาท ก็จะได้เท่ากับ 48.8 ล้านบาท เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จึงมาลงตัวที่ 49 ล้านบาท

…………………

(หมายเหตุ : ย้อนรอยสงครามชิงเมืองหลวง : ขยายปมร้อน โดยศูนย์ข้อมูลเลือกตั้งเครือเนชั่น)

‘เจรจาผิดฝาผิดตัว’ระวังไฟใต้ยิ่งกระพือ   Leave a comment

‘เจรจาผิดฝาผิดตัว’ระวังไฟใต้ยิ่งกระพือ

‘เจรจาผิดฝาผิดตัว’ระวังไฟใต้ยิ่งกระพือ

‘เจรจาผิดฝาผิดตัว’ระวังไฟใต้ยิ่งกระพือ : ทีมข่าวความมั่นคง

              คณะของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประเดิมเปิดการ “พูดคุย” กับกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนกลุ่มแรกในช่วงสายของวันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ในประเทศมาเลเซีย

บริบทดังกล่าวถูกจับตามองอย่างมากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่อต่างชาติเกาะติดและวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้อย่างใกล้ชิด

พล.ท.ภราดร และคณะ เดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ตั้งแต่เมื่อบ่ายวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ ด้านหนึ่งเพื่อเตรียมการก่อนการเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมประชุมประจำปีของทั้งสองประเทศ (Annual Consultation) ครั้งที่ 5 ในวันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีกำหนดเข้าพบหารือกับ นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ปุตราจายาด้วย

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง คณะของ พล.ท.ภราดร ได้เตรียมเปิดการพูดคุยกับแกนนำขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน จากการประสานงานและอำนวยความสะดวกของทางการมาเลเซีย ตามที่ได้ตกลงกันไว้ช่วงการเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างไม่เป็นทางการของ พล.ท.ภราดร และคณะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ให้ฝ่ายความมั่นคงมาเลเซียมีบทบาทเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” (facilitator) ให้เกิดการพูดคุย ขณะที่ พล.ท.ภราดร ในฐานะเลขาธิการ สมช. จะเป็นผู้แทนฝ่ายไทยในกระบวนการพูดคุยกับแกนนำขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหรือกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐนับแต่นี้เป็นต้นไป

สำหรับผู้นำขบวนการกลุ่มแรกที่เข้าพบปะพูดคุยกับคณะของเลขาธิการ สมช. นำโดย นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยมีบุคคลสำคัญของไทยจากหลายฝ่ายเข้าร่วมในวงพูดคุย ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง

นายฮัสซัน ตอยิบ แกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น แต่ก็มีข้อมูลจากการตรวจสอบเรื่องราวเก่าๆ ระบุว่าเขาเป็นแกนนำองค์กรพูโลสายเก่า พำนักอยู่ในประเทศมาเลเซีย โดยมีข่าวบางแหล่งอ้างว่าเขาเป็นผู้ดูแลเรื่องที่พักให้กับแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายคนระหว่างที่พำนักอยู่ในมาเลเซีย และเคยมีแผนเดินทางกลับมารายงานตัวต่อทางการไทยด้วย

ที่สำคัญนายฮัสซัน ตอยิบ ผู้นี้ ได้ตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อปีที่แล้วว่าร่วมอยู่ในวงพูดคุยเจรจาระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ กับแกนนำขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหลายคน ที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งในมาเลเซีย

และคล้อยหลังจากนั้นไม่นาน ได้เกิดเหตุคาร์บอมบ์ครั้งใหญ่ที่โรงแรมลีการ์เดนส์ พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และที่ อ.เมือง จ.ยะลา ในวันที่ 31 มีนาคม 2555 มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี ไม่มีหลักฐานใดๆ ชี้ชัดว่าเหตุคาร์บอมบ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับข่าวการพูดคุยของอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยกับแกนนำขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน เพียงแต่มีบทวิเคราะห์หลายชิ้นระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ปฏิบัติการอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบัน ไม่พอใจการเปิดเวทีพูดคุยดังกล่าว จึงก่อเหตุรุนแรงครั้งใหญ่เพื่อส่งสัญญาณ ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยดังกล่าวเกิดขึ้น และ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

รายงานจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายฮัสซัน ตอยิบ เคยติดต่อประสานงานกับทีมของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตั้งแต่สมัยที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วงก่อนการรัฐประหารปี 2549 ด้วย ขณะที่ในรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็มีข่าวว่าพยายามทาบทาม พล.อ.ชวลิต ให้กลับมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง หรือที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ไม่ปรากฏว่าเป็นจริง

นอกจากนี้ น่าสังเกตว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาและการฟื้นฟูการพัฒนาตามวิถีวัฒธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ วุฒิสภา เมื่อวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ ได้เชิญ นาย Yasri Khan จากสวีเดน ลูกชายของ นายซัมซูดิน คาน แกนนำกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐในอดีต ซึ่งมีการระบุว่าเป็นแกนนำองค์กรพูโล เข้าชี้แจง จากการประสานงานของทีมงานสถาบันพระปกเกล้า

นาย Yasri Khan ระบุว่า รัฐบาลไทยต้องเร่งจัดการพูดคุยกับกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐ ก่อนที่ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นนานาชาติ เพราะทั้งสวีเดน สหภาพยุโรป (อียู) และองค์กรความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ล้วนต้องการยื่นมือเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง
และหากย้อนมอง เมื่อช่วงวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ รายการข่าวโทรทัศน์ช่องหนึ่งได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ นายกัสตูรี มาห์โกตา ที่อ้างตัวว่าเป็นประธานองค์กรพูโลด้วย โดยนายกัสตูรีบอกว่าเขาและพูโลพร้อมเจรจากับรัฐไทย และแม้เขาจะมีเป้าหมายคือเอกราชรัฐปัตตานี แต่ก็พร้อมรับฟังข้อเสนออื่นๆ ของไทย การเผยแพร่ดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากหลายฝ่าย ทั้งบุคลากรของฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายต่างประเทศ นักวิชาการ รวมถึงในสื่อสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า สำนักสารสนเทศและประชาสัมพันธ์ ศอ.บต. ได้นำคลิปวิดีโอบทสัมภาษณ์นายกัสตูรี ไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ด้วย

เมื่อพิจารณาถึงการขับเคลื่อน พบว่าบรรยากาศตอนนี้ ดูเหมือนกลุ่มขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหรือกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหลายกลุ่มจับทางรัฐบาลได้ว่าต้องการเปิดการพูดคุยเจรจา จึงเสนอตัวและมีความเคลื่อนไหวหลายด้านพร้อมกัน หรืออีกมุมมองหนึ่งก็อาจเป็นความพยายามของซีกรัฐบาลหรือเปล่าที่ไปจัดเตรียมการ เพื่อให้เห็นว่าปัญหาไฟใต้มีหนทางที่ใกล้บรรลุเป้าหมาย

แต่เหตุใด…พลันที่ข่าวการลงนามของเลขาธิการ สมช.กับแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบปรากฏออกมา แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกมาพูดทันควันว่า เรื่องไปเจรจาลงนามครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับทหาร เป็นนโยบายของรัฐบาล แถมยังส่งสัญญาณเตือนไว้ด้วย

เรื่องนี้รัฐบาลต้องระมัดระวัง เพราะกลุ่มที่เสนอตัวพูดคุยส่วนใหญ่ อาจไม่ได้มีส่วนหรืออิทธิพลใดๆ เหนือกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ในปัจจุบัน หากมีการส่งสัญญาณผิด อาจทำให้เกิดการก่อเหตุสถานการณ์รุนแรงขึ้นอีก

รัฐบาลจะเสียรังวัดโดยรู้ตัวเมื่อสายเสียแล้ว !

………………..

(หมายเหตุ : ‘เจรจาผิดฝาผิดตัว’ระวังไฟใต้ยิ่งกระพือ : ทีมข่าวความมั่นคง)

ภูมิธรรม เวชยชัย’เลือกใครให้เกินล้าน’   Leave a comment

ภูมิธรรม เวชยชัย’เลือกใครให้เกินล้าน’

ภูมิธรรม เวชยชัย’เลือกใครให้เกินล้าน’

ภูมิธรรม เวชยชัย’เลือกใครให้เกินล้าน’ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ , กรชนก รักษาเสรี

              วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคมนี้แล้ว จะเป็นวันชี้ชะตาว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนใหม่ แต่ ณ วันนี้ดูเหมือนว่าความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยในตัว “พงศพัศ พงษ์เจริญ” จะพุ่งถึงขีดสุด เนื่องจากการตอบรับจากประชาชนในกรุงเทพฯ ดีอย่างที่พรรคไม่เคยได้รับมาก่อน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังไม่แน่นอนจนกว่าผลการเลือกตั้งจะออกมา ทีมข่าวเครือเนชั่น จึงได้ไปพูดคุยกับ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ผู้อำนวยการการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ในหลากหลายมิติของการเลือกตั้งครั้งนี้

“ภูมิธรรม” เล่าว่า จากนี้ช่วงเวลาที่เหลือในเรื่องของนโยบายจะเป็นการสรุป โดยใช้สโลแกนว่า “เปลี่ยนเมือง เปลี่ยนชีวิต พลิกโฉมกรุงเทพ” ที่ผ่านมาเราไม่ได้ชูว่า กทม.ต้องทำอะไร เพราะ กทม.มีอำนาจจำกัด เราจึงชูการบริหารจัดการการเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ อย่างเรื่องการดูแลความปลอดภัย เราไม่บอกว่าจะต้องติดกล้องซีซีทีวีกี่ตัว แต่เราจะติดในทุกที่ที่ต้องการ เชื่อมโยงระบบเข้าหากัน และมองไปถึงการเชื่อมสัญญาณที่ตรวจสอบได้จากสมาร์ทโฟน เพราะ พล.ต.อ.พงศพัศเคยทำมาแล้วสมัยโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ

นอกจากนี้ ยังเชื่อมสัญญาณกล้องซีซีทีวีของหน่วยงานเข้าด้วยกัน หรือเรื่องระบบจราจร ที่ต้องประสานและเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจ กรมทางหลวงเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันยังมีเรื่องคุณภาพชีวิต ที่จะจัดทำ กรีนซิตี้ เรื่องสุขภาพ และเรื่องการสร้างรายได้ที่จะนำมารวมกัน เช่นพื้นที่มักกะสัน ที่นอกจากจะทำเป็นเมืองใหม่แล้วยังจะพัฒนาพื้นที่เป็นพื้นที่สีเขียวที่เป็นปอดคนกรุงเทพฯ และสามารถสร้างรายได้ หรือการทำย่านเยาวราชให้กลายเป็นแหล่งอาหารจีนอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งเหล่านี้ต้องการการบริหารจัดการที่ดี และการเชื่อมโยงกับรัฐบาลแบบไร้รอยต่อที่เราใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการหาเสียงมาตลอด

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจอกับคำถามที่ว่า หากเป็นพรรคอื่นหรือคนอื่นก็จะมีรอยต่อ หรือโครงการต่างๆ ก็จะไม่ทำใช่หรือไม่ “ภูมิธรรม” รีบโต้ทันควันว่า “ไม่ใช่ เราก็ทำต่อ แต่การทำด้วยกันก็ต้องคิดแบบเดียวกันจึงจะเดินหน้าได้เร็ว ไม่ใช่ กทม.คิดอย่าง รัฐบาลคิดอย่าง อย่างนี้ก็ช้า นี่เป็นความจริงที่เราประสบมา นอกจากนี้ต้องเรียนว่าไร้รอยต่อไม่ใช่การรวบอำนาจ เพราะในสภา กทม. 60 คนก็มี คนของพรรคประชาธิปัตย์เกือบ 50 คน ซึ่งประชาชนก็สามารถตรวจสอบผ่านทางนี้ได้ เราส่งเสริมการตรวจสอบ”

เขายังบอกด้วยว่าจากการลงพื้นที่หาเสียงมาปรากฏว่าการตอบรับดีเกินคาด เราไม่เห็นบรรยากาศอย่างนี้มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในชุมชน บ้านตึกแถว บ้านมีรั้ว ทั้งคนที่อยู่ในรถสาธารณะหรือคนที่อยู่ในรถส่วนตัวก็ตอบรับเป็นอย่างดี และแม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการหาเสียงก็ไม่จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนอะไร เพราะเราวางทิศทางและสร้างความชัดเจนเอาไว้แล้ว โดยมี 4 อย่างประกอบกันคือ 1.ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่ชูเรื่อง “ไร้รอยต่อ”  2.นโยบาย ที่ชูเรื่องการบริหารการเชื่อมโยงโครงข่ายต่างๆ 3.ตัวบุคคล ที่ พล.ต.อ.พงศพัศ เป็นนักประสานงาน และ 4.พรรคเพื่อไทย ที่เป็นแบ็กอัพให้ว่ากล้าคิดทำจริง แต่เราก็ไม่ตายใจแต่เราทำไปตามสเต็ป

“ภูมิธรรม” ระบุว่า การหาเสียงที่ผ่านมาเราระวังตัวเป็นอย่างมาก เวลา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีลงไปหาเสียง ก็ไปหาเสียงในนามสมาชิกพรรค ไปนอกเวลาราชการ ใช้รถส่วนตัว กระทั่งป้ายหาเสียงก็ยังไม่บอกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีเลย ระวังตัวขนาดนี้ก็ยังมีคนไปร้อง หรืออย่างป้ายหาเสียงที่มีคนบอกว่าทำไมป้ายของเราน้อย นี่เราก็ทำตามกำหนด เต็มพิกัด คือป้ายใหญ่ ทำได้ 5 เท่าของหน่วยเลือกตั้งคือสามหมื่นป้าย เราทำไปสองหมื่นป้ายและดัดแปลงเพิ่มเติมอีกก็รวมสามหมื่นป้าย แต่บางคนมีป้ายเยอะกว่าเรามากก็ไม่รู้อย่างไรเหมือนกันก็ขอให้ช่วยกันไปตรวจสอบ  หรือการเปิดตัวรองผู้ว่าฯ เราก็ไม่ได้เปิดตัวเพราะกฎหมายไม่ได้ให้ทำ เราระวังตัวทุกอย่าง

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ โจมตีเรื่องเผาบ้านเผาเมืองในช่วงท้ายนั้น “ภูมิธรรม” ระบุว่า เป็นวาทกรรมที่เขาไม่ค่อยเห็นด้วยในการไปขยายความขัดแย้งให้กว้างขึ้น ทั้งๆ ที่วันนี้ได้คลี่คลายลง ไม่อยากเห็นการกลัวความพ่ายแพ้จนขยายปมปัญหาเกินความจริง และทำให้เกิดความเสียหายโดยรวมกับสังคม อยากให้หาเสียงในด้านบวกกันดีกว่า แต่เรื่องนี้ก็ไม่อยู่เหนือความคาดหมายเพราะคิดว่าเขาจะทำอยู่แล้ว แต่หากเกือบสิบปีที่ผ่านมาที่เขาอยู่ในตำแหน่งหากมีผลงานเราก็คงไม่มีโอกาส

ส่วนที่ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งนี้ ผู้ที่ชนะจะได้เกินล้านคะแนนหรือไม่ “ภูมิธรรม” ระบุว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้อยากให้คนออกมาใช้สิทธิกันให้มากๆ เป็นเวลาที่ประชาชนจะตัดสิน หากจะเลือกใครเลือกให้เกินล้านไปเลยเพื่อให้ชัยชนะชัดเจน”
————-

(หมายเหตุ : ภูมิธรรม เวชยชัย’เลือกใครให้เกินล้าน’ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ ,  กรชนก รักษาเสรี)

กองทัพ-กต.ข้องใจ’โอ๋’ต้องมนต์เขมร   Leave a comment

กองทัพ-กต.ข้องใจ’โอ๋’ต้องมนต์เขมร

กองทัพ-กต.ข้องใจ’โอ๋’ต้องมนต์เขมร

กองทัพ-กต.ข้องใจ ‘โอ๋’ต้องมนต์เขมร : ขยายปมร้อน โดยทีมข่าวความมั่นคงและนันทิดา พวงทอง

              อันที่จริงแล้ว การนัดพบปะหารือกันระหว่าง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ของไทย กับ พล.อ.เตีย บัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของกัมพูชา ไม่ใช่เรื่องที่น่าติดใจ เพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติ รมว.กลาโหมทั้งสองประเทศก็พบปะหารือเพื่อกระชับสัมพันธ์ และหาแนวทางแก้ปัญหาชายแดนกันเป็นประจำอยู่แล้ว

แต่การพบปะกันระหว่าง พล.อ.อ.สุกำพล กับ พล.อ.เตีย บัน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กลับต่างจากการพบปะกันตามธรรมดาเช่นทุกครั้ง เพราะเหตุ 2 ประการ คือ 1.เป็นการนัดพูดคุยกันบน “ปราสาทพระวิหาร” โดยที่ฝ่ายกัมพูชายืนกรานจะคุยกันเฉพาะที่นี่เท่านั้น และ 2.เป็นการนัดพบกันก่อนที่ “ศาลโลก” จะเริ่มพิจารณาคดีเพียงเดือนเศษๆ

การเลือกที่จะโอนอ่อนผ่อนตามกัมพูชาที่จำเพาะเจาะจงให้ไปคุยกันบนพื้นที่พิพาท ถูกมองว่าเป็นท่าทีที่ “เสียศักดิ์ศรี” บนเวทีระหว่างประเทศอย่างมาก ซึ่งไม่เฉพาะประชาชนทั่วไป และขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นที่รุมสับไม่มีชิ้นดี เพราะแม้แต่กองทัพและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศก็แปลกใจ และไม่พอใจท่าทีของ พล.อ.อ.สุกำพล เช่นกัน

เริ่มจาก “กองทัพ” ที่มองว่า ท่าทีของ รมว.กลาโหมไทย “ไม่ส่งผลดี” ต่อการพิจารณาคดีในศาลโลกแม้แต่น้อย ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายทหารได้ทักท้วงมาตลอดไม่ให้ไปประชุมบนปราสาทพระวิหารตามคำขอของฝ่ายกัมพูชา และเชื่อว่า เรื่องนี้น่าจะมี “วาระซ่อนเร้น” ของฝ่ายกัมพูชาเพื่อแสวงหาข้อได้เปรียบในการสู้คดีในศาลโลก

“เรื่องนี้ทหารไม่ได้ทักท้วงเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังรวมถึง นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดีปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งก็มีการท้วงติงเหมือนกันว่า การพบกันในครั้งนี้ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยเลย” วงในกองทัพเผยถึงท่าทีของทีมต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารที่มีต่อ พล.อ.อ.สุกำพล

ไม่เพียงแค่นั้นทั้ง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หรือแม้แต่ทหารที่รับผิดชอบในพื้นที่ก็ทักท้วงทั้งหมด

“รายงานข่าวแจ้งว่าการเดินทางขึ้นไปพบกันในครั้งนี้เป็นการเข้าพื้นที่ทางด้านข้างของปราสาท ไม่ได้เข้าไปทางประตูเหล็กที่ปิดกั้นอยู่ ซึ่งทำให้เกิดภาพไม่ดี เหมือนกับไทยไปขอร้องทางกัมพูชาเพื่อให้เกิดการพูดคุยกัน” วงในกองทัพคนเดิม กล่าวตั้งข้อสังเกต

เขามองว่า ภาพที่ไทยเข้าไปพบกับกัมพูชาบนพื้นที่ที่กัมพูชาพยายามแสดงตัวเป็นเจ้าของ ทำให้กัมพูชาสามารถหยิบไป “ใช้ประโยชน์” ได้เลย ทั้งที่ความจริงแล้วสามารถพูดคุยกันที่ไหนก็ได้ เหตุใดกัมพูชาถึงเจาะจงเลือกปราสาทพระวิหาร

แต่ รมว.กลาโหม ก็ไม่ฟัง และยังเดินทางไป แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนสถานที่พูดคุยมาเป็น จ.อุบลราชธานี และ จ.สุรินทร์ แต่ พล.อ.อ.สุกำพล ก็ยังยอมไปพูดคุยกันบนปราสาทพระวิหาร

ทั้งนี้ ฝ่ายกองทัพมองด้วยว่า ศาลโลกเป็น “ศาลการเมือง” ไม่ใช่ศาลที่ตัดสินคดีความโดยทั่วไป ดังนั้นท่าทีของคู่ความแต่ละฝ่ายจึงต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่อีกฝ่าย แต่มองในแง่ดี ศาลอาจไม่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้วางเค้าโครงไว้แต่เดิม

“หากพิจารณาเฉพาะการปฏิบัติที่ผ่านมาของกัมพูชา ทั้งเรื่องการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล หรือคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เรื่องนี้คงไม่จำเป็นต้องพูด เพราะทุกอย่างฟ้องจากการกระทำของเขาอยู่แล้ว เพราะข่าวถูกเผยแพร่ไปอย่างชัดเจน และหากไม่พูดถึงเรื่องการเดินทางไปของ รมว.กลาโหมในครั้งนี้ โอกาสที่เราชนะมีค่อนข้างสูง”

อย่างไรก็ตาม วงในกองทัพยืนยันว่าข้อมูลที่ฝ่ายไทยมีอยู่มีน้ำหนักและหลักฐานเหนือกัมพูชาอยู่มาก ส่วนเรื่องขอบเขตของตัวปราสาทที่กัมพูชายื่นให้ศาลโลกตีความโดยใช้แผนที่อัตราส่วน 1 ต่อ 200,000 เพื่อให้ศาลตัดสินว่าพื้นที่รอบตัวปราสาทเป็นของเขา แต่ศาลโลกไม่ได้มีอำนาจตัดสินในเรื่อง “เขตแดน” ซึ่งแม้ว่ากัมพูชาจะยื่นเรื่องนี้เข้าไป แต่ศาลก็คงดึงออก และไม่ยอมตัดสินแน่

ส่วนเรื่อง “พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร” กัมพูชาได้ยื่นไปพร้อมการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่ฝ่ายไทยยืนยันว่า เรื่องเขตแดนยังมีปัญหาอยู่จำเป็นจะต้องให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ “เจบีซี” เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาตามกลไกทวิภาคีก่อน

ขณะที่ท่าทีของเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน “กระทรวงการต่างประเทศ” ก็สอดคล้องกับฝ่ายทหาร โดยมองว่า การนัดพบปะพูดคุยบนปราสาทพระวิหารอาจเป็นหลักฐานที่กัมพูชานำไปอ้างอิงในการต่อสู้คดีในศาลโลกได้

“มีการหยิบยกกรณี พล.อ.อ.สุกำพล ไปเทียบเคียงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ก่อนการตัดสินคดีของศาลโลกเมื่อปี 2505 เมื่อครั้งที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปยังปราสาทพระวิหารและขออนุญาตฝรั่งเศสพักค้างคืน 1 คืน ซึ่งภายหลังกัมพูชาได้ใช้เป็นหลักฐานว่า ไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยของเขาทำให้ตัวปราสาทตกเป็นของกัมพูชา”

อย่างไรก็ตาม เขามองว่า กรณีนี้หากเป็นการพูดคุยกันบนตัวปราสาทคงไม่ส่งผลกระทบอะไร เพราะศาลโลกได้ตัดสินให้เป็นของกัมพูชาไปแล้ว แต่ต้องระวังการเข้าไปใน “พื้นที่ทับซ้อน” รอบตัวปราสาท รวมทั้งท่าทีของรมว.กลาโหม ในการเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อไม่ให้กัมพูชาใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงเรื่องเขตแดนว่า บุคคลระดับสูงของไทยยอมรับในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา

นอกจากนี้ เรายังมีบันทึกข้อตกลงปี 2543 หรือเอ็มโอยู 43 เป็นกรอบในการดำเนินการร่วมกันอยู่ ซึ่งเมื่อฝ่ายกัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู 43 เราก็ได้ประท้วงตลอด ซึ่งเรื่องเหล่านี้มีหลักฐานชัดเจน และคงไม่สามารถดำเนินการใดนอกเหนือจากกรอบเอ็มโอยู 43 ได้ และศาลโลกคงใช้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีด้วย

……………

(หมายเหตุ : กองทัพ-กต.ข้องใจ “โอ๋” ต้องมนต์เขมร : ขยายปมร้อน โดยทีมข่าวความมั่นคงและนันทิดา พวงทอง)

โค้งสุดท้าย’ปชป.’จัดหนัก’พท.’รักษาภาพ   Leave a comment

โค้งสุดท้าย’ปชป.’จัดหนัก’พท.’รักษาภาพ

โค้งสุดท้าย’ปชป.’จัดหนัก’พท.’รักษาภาพ

โค้งสุดท้าย’ประชาธิปัตย์’จัดหนัก ‘เพื่อไทย’ยังเลือกรักษาภาพ : ขยายปมร้อนโดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

             ถ้าเปรียบเป็นมวย ก็ต้องบอกว่าเข้าสู่ยกสุดท้ายแล้ว “ฝ่ายแดง” คือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลือกที่จะตีกรรเชียงโชว์ลีลาฟุตเวิร์กไปรอบๆ เวที เพราะมั่นใจว่ามีคะแนนนำ ขณะที่ “ฝ่ายน้ำเงิน” (สีฟ้า) คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พยายามดึงพงศพัศมาคลุกวงใน

สำรวจยุทธศาสตร์โค้งสุดท้ายจะเห็นได้ว่าฝ่ายประชาธิปัตย์ “จัดหนัก” จริงๆ โดยเฉพาะการตัดสินใจงัดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองจากการชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 มาย้ำเตือนคนกรุงเทพมหานคร โดยไม่สนใจคำเตือนว่ากระแสอาจจะ “ตีกลับ” เกิดผลลบกับพรรค

พร้อมกันนี้ ประชาธิปัตย์ก็พยายามแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของการเลือกผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ กับนัยที่จะเกิดตามมา โดยเฉพาะหากผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น “การกินรวบ” หรือการที่คนกรุงเทพฯ จะตกเป็นตัวประกันจะมีการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ และผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

หรือวลีที่ว่า “จะให้กรุงเทพฯเป็นเมืองขึ้นหรือเมืองหลวง”

“คนกรุงเทพฯจะลืมเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองไม่ได้ หากผู้สมัครของเขา (พรรคเพื่อไทย) ชนะเขาก็จะยิ้มเยาะว่า คนกทม.ขี้ลืม และเขาจะเอากรุงเทพฯเป็นตัวประกัน และเอากรุงเทพฯเป็นสมรภูมิอีกครั้ง” กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พูดบนเวที “ความจริงที่คนกรุงเทพฯต้องรู้” เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

แน่นอนที่ ปชป.ต้องจัดหนักในโค้งสุดท้ายขนาดนี้ เพราะเห็นแล้วว่าสถานการณ์เป็นรองซึ่งวันนี้แทบไม่ต่างกับสถานการณ์เมื่อตอนเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ที่ ปชป.ต้องตัดสินใจไปเปิดเวทีที่ราชประสงค์ ซึ่งคนใน ปชป.เชื่อว่าเพราะเวทีนั้น ทำให้พรรคสามารถพลิกโพลล์ กลับมาคว้าชัยชนะสนาม กทม.ได้

ผนวกไปกับการปล่อยสโลแกนในโค้งสุดท้ายว่า “ซื่อสัตย์ ไม่โกง” มาขอโอกาสอีกครั้งจากคน กทม. ซึ่งแน่นอนว่ากระแทกผู้สมัครจากพรรครัฐบาลเต็มๆ โดยเฉพาะสโลแกน “ไร้รอยต่อ” ที่คนฝั่งประชาธิปัตย์บอกว่าจะเป็นการ “กินรวบ”

โดย “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ปลุกกระแสว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รอบนี้มีอนาคตของคนทั้งประเทศเป็นเดิมพัน เพราะหากคนของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยชนะเท่ากับจะไม่มีระบบถ่วงดุลอำนาจรัฐ

นอกจากการย้ำเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองในทุกเวทีแล้วพรรคประชาธิปัตย์ ยังโยนอีกไม้ตายให้คนกรุงเทพฯว่า “อย่าเลือกผู้สมัครอิสระ” เพราะ “เสียของ” และจะทำให้สุขุมพันธุ์แพ้ ถึงขนาด “จุรินทร์” บอกว่า “แม้ไม่ชอบคุณชายหมู ก็ขอให้เห็นแก่พรรค”

ส่วนฝั่ง “พรรคเพื่อไทย” นั้นยังคงรักษาภาพที่ทางพรรคย้ำว่า “หาเสียงอย่างสร้างสรรค์” นั่นคือเน้นขายนโยบายเพื่อ “เปลี่ยนกรุงเทพฯ” ไม่เน้นการตอบโต้ ควบคู่ไปกับการขายตัวผู้สมัคร ซึ่งต้องยอมรับว่าตัว “พงศพัศ” ถือเป็นจุดแข็งอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ “สุขุมพันธุ์” ที่กลายเป็นจุดอ่อนที่พรรคยังแก้ไม่ได้

การเป็นคนใหม่ทางการเมืองของ “พงศพัศ” แม้ไม่มีประสบการณ์ แต่กลับเกิดกระแส “อยากลองของใหม่” โดยเฉพาะภาพคนรุ่นใหม่ ทั้งที่ความจริงแล้ว “พงศพัศ” อายุต่างกับ “สุขุมพันธุ์” เพียง 3 ปี นับวันยิ่งถือว่าพรรคเพื่อไทยตัดสินใจได้ถูกที่ส่งพงศพัศลงแข่ง การส่งพงศพัศแทบจะเรียกได้ว่าตัวผู้สมัครเด่นกว่าตัวพรรคด้วยซ้ำ

“พงศพัศจะไม่ขึ้นเวทีดีเบต แต่จะเน้นการลงพื้นที่หาเสียงกับชาวบ้าน” แกนนำพรรคเพื่อไทยบอกถึงยุทธศาสตร์ที่พรรควางให้พงศพัศ ขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์บอกว่า “หากมีเวทีโชว์วิสัยทัศน์ที่ไหน สุขุมพันธุ์จะไปที่นั่น”

ถ้ามองย้อนกลับไปจะเห็นได้ว่า“ยุทธศาสตร์ไม่ขึ้นเวทีดีเบต” เป็นยุทธศาสตร์ที่ “พรรคทักษิณ” ใช้มาตลอด ทั้งยุคนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และก่อนหน้านั้น คือนายกฯ สมัคร สุนทรเวช

การหาเสียง “เชิงบวก” ไม่ตอบโต้ ไม่สร้างประเด็นขัดแย้ง คือบทบาทที่พรรคเพื่อไทยเลือก เช่น กรณีล่าสุดที่มีนักวิชาการคนหนึ่งนำสติกเกอร์ไปติดที่ป้ายหาเสียงของพงศพัศ เรื่องพรรค “เผาบ้านเผาเมือง” พงพัศและคนของพรรคเพื่อไทยก็เลือกบท “พ่อพระ” ไม่ดำเนินคดี หรือแม้กระทั่งบทบาทของทีมโฆษกของพรรคก็เปลี่ยนไป จากที่คอยตอบโต้ทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้ามทุกเม็ด

การไม่ตอบโต้ แต่มุ่งลงพื้นที่ขายนโยบาย แม้จะถูกมองว่าเป็นนโยบาย “ขายฝัน” ไม่มีวันเป็นจริง แต่ก็ “สร้างภาพบวก” ให้ฝั่งเพื่อไทยได้พอสมควร

และหนึ่งในการสร้างภาพบวกนั้น คือการที่ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ผู้ตัดสินใจเลือก พงศพัศ มาลงสนาม เลือกที่จะเก็บตัวเงียบในช่วงนี้ เช่นเดียวกับคนเสื้อแดงที่เข้ามายุ่งเกี่ยวน้อยที่สุด

ทั้งหมดนี้ คือยุทธศาสตร์ที่ผู้สมัคร “ตัวเต็ง” ทั้งคู่นำมาใช้ อย่างไรก็ตามการที่ใครจะกำชัยชนะได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “บุญใหม่” แต่ยังอยู่ที่ “บุญเก่า” คือฐานเสียงของแต่ละพรรคด้วย

หากดูตามจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ก็ต้องถือว่าประชาธิปัตย์มีฐานเสียงมากกว่า โดยหลังจาก ปชป.ครองตำแหน่งผู้ว่ากทม.มานาน 8 ปีกว่า ที่นั่งทั้ง ส.ก.และ ส.ข. ส่วนใหญ่ก็ตกเป็นของ ปชป. คือ มี ส.ก. 46 จาก 61 คน ละมี ส.ข. 289 จาก 361 คน

หากดูจากฐานคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อครั้งล่าสุด จะพบว่า คะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ห่างกันมากนัก โดยคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของเพื่อไทยได้น้อยกว่า 68,161 คะแนน

และเมื่อดูจากฐานคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งที่ผ่านๆมา คะแนนของประชาธิปัตย์จะอยู่ที่ 8-9 แสน ส่วนเพื่อไทยอยู่ที่ประมาณ 5-6 แสน

การเลือกตั้งครั้งนี้ คะแนนแต่ละฝ่ายจะออกมาเท่าไร ยังขึ้นอยู่กับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะออกมาใช้สิทธิด้วย โดยฝั่ง ประชาธิปัตย์เชื่อว่า ยิ่งคนออกมาใช้สิทธิมากยิ่งเป็นประโยชน์กับประชาธิปัตย์ ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจของบางสำนักโพลล์ที่แสดงว่าคนที่ไม่ออกมาใช้สิทธิกลุ่มใหญ่ชอบประชาธิปัตย์

คาดกันว่าครั้งนี้จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิมากกว่าครั้งที่แล้ว โดยปกติคนกรุงเทพฯ จะออกมาใช้สิทธิน้อยมาก ระยะหลังจะอยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ มีเพียงการเลือกตั้งปี 2547 เท่านั้นที่สูงถึง 62 เปอร์เซ็นต์

อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์จะดับวูบจริงหรือไม่ ส่วนอนาคตของพรรคเพื่อไทยจะสว่างไสวในกรุงเทพทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนชาว กทม.ในวันที่ 3 มีนาคมนี้!!

———————————

(หมายเหตุ : โค้งสุดท้าย’ประชาธิปัตย์’จัดหนัก ‘เพื่อไทย’ยังเลือกรักษาภาพ :  ขยายปมร้อนโดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์)

‘เขตดอนเมือง’ช่วงก่อนเข้าทางตรง   Leave a comment

‘เขตดอนเมือง’ช่วงก่อนเข้าทางตรง

‘เขตดอนเมือง’ช่วงก่อนเข้าทางตรง

หมัดต่อหมัด : ‘เขตดอนเมือง’ช่วงก่อนเข้าทางตรง

               ในช่วงผ่านโค้งสุดท้ายมุ่งเข้าทางตรงแล้ว จำเป็นที่ “คม ชัด ลึก” จะต้องเฟ้นหาสมรภูมิเลือกตั้งที่ดุเดือด โอกาสพลิกผันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลามานำเสนอว่า ปัจจัยอะไรที่จะทำให้ความพ่ายแพ้เกิดขึ้น หรือเทพธิดาแห่งโชคจะมีจริงหรือไม่

พูดถึง “เขตดอนเมือง” แล้วจะว่าไปนับเป็นเขตเลือกตั้งที่ถูกจับตามองมากที่สุดของ กทม. ไม่ว่าการเลือกตั้งนั้นจะเป็นระดับประเทศ คือ เลือก ส.ส. หรือระดับท้องถิ่น คือ เลือก ส.ก.-ส.ข. เพราะเป็นสมรภูมิขับเคี่ยวกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่คือ พรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์

ที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ไม่เคยได้มีโอกาสปักธงทุ่งดอนเมืองแห่งนี้เลย กระทั่งมาถึงวันที่ แทนคุณ จิตต์อิสระ ลงเลือกตั้ง ส.ส. ก็เริ่มเห็นวี่แววว่า ประชาธิปัตย์มาครั้งนี้ “มีลุ้น”

แต่ก็ได้แค่ลุ้นเท่านั้น เพราะสุดท้าย แทนคุณก็พ่ายแชมป์เก่า “เก่ง” การุณ โหสกุล ไปแบบเฉียดฉิว

สำหรับ “เก่ง” การุณ นั้นเป็นคนพื้นที่ เริ่มเล่นการเมืองมาตั้งแต่ระดับ ส.ข. และได้รับเลือกตั้งมาตลอด กระทั่งขยับขึ้นเป็นส.ส.ก็ยังคว้าชัยชนะมาอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งเก่งมาโดนสอย ต้องยุติการทำหน้าที่ ส.ส. รอศาลฎีกาคดีเลือกตั้งชี้ ประจวบกับน้ำท่วมใหญ่ไหลลามเข้าทุ่งดอนเมืองนั่นแหละที่ทำให้บารมี “เก่ง” การุณ วูบลง

การเลือกตั้งซ่อม ส.ก.เขตดอนเมืองเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2555 นับเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญของทั้ง “เก่ง” การุณ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมอบหมายให้ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค เป็นแม่ทัพ

ผลการเลือกตั้ง กนกนุช นากสุวรรณภา เอาชนะคนจากพรรคเพื่อไทยไปขาดลอย เกือบ 3 พันคะแนน

สำหรับกรณ์แล้วผลการเลือกตั้งครั้งนี้คือน้ำทิพย์ชโลมทั่วพรรคประชาธิปัตย์ แต่สำหรับ “เก่ง” การุณ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เขามั่นใจว่า น้ำที่ท่วมขังเป็นเวลานานทำให้คะแนนเปลี่ยน

ถ้าจะวัดเอา “ฐาน” จากการเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข. มาว่ากันแล้ว ก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่าเฉพาะ “เขตดอนเมือง” ใครจะกวาดคะแนนในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.หนนี้

ยิ่งดูสถิติยิ่งไม่กล้าฟันธง… โดยเขตดอนเมืองเลือก ส.ก.มี 2 เขต เขต 1 เลือกตั้งซ่อมเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2555 อันดับ 1 ปชป. นางกนกนุช นากสุวรรณภา พรรคประชาธิปัตย์ 12,858 คะแนน อันดับ 2 พท. นายประเวศร์ วัลลภบรรหาร 10,224 คะแนน อันดับ 3 อิสระ นายพฤกพงษ์ เปรมศิริ 855 คะแนน

ขณะที่เขตที่ 2 เป็นของพรรคเพื่อไทย นางพิมพ์ชนา โหสกุล ด้วยคะแนน 11,863 คะแนน

ส่วน ส.ข.เขตดอนเมืองนั้น แม้การเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์จะกวาดไปได้ถึง 210 ที่นั่ง จาก 256 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยได้เพียง 39 ที่นั่ง อีก 7 ที่นั่งเป็นของผู้สมัครอิสระ แต่สำหรับเขตดอนเมืองแล้ว พรรคเพื่อไทยเก้าอี้ ส.ข.ที่มีอยู่ 8 ที่นั่ง กวาดเรียบวุธ

แต่สถิตินั้นมีไว้เพื่อทำลาย ในเมื่อทุกหมัดที่สองพรรคงัดออกมาก่อนเข้าทางตรงนั้น ยังคงสูสี ก็ต้องจับตาหมัดสุดท้ายก่อนเข้ามุมว่าใครจะมีหมัดเด็ด โป้งเดียวจอด หรือจะใช้วิธีชกบ่อยค่อยๆ เก็บคะแนน

……….

(หมายเหตุ : หมัดต่อหมัด : ‘เขตดอนเมือง’ช่วงก่อนเข้าทางตรง)

‘นัจมุดดีน’ชี้ความมั่นคงลดระแวง   Leave a comment

‘นัจมุดดีน’ชี้ความมั่นคงลดระแวง

‘นัจมุดดีน’ชี้ความมั่นคงลดระแวง

นัจมุดดีน อูมา’ความมั่นคงลดความหวาดระแวง’ : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

                “นัจมุดดีน อูมา” อดีต ส.ส.นราธิวาส สมาชิกพรรคมาตุภูมิ ถือเป็น 1 ใน 9 สมาชิกของกลุ่มวาดะห์ ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศปก.กปต.)  ให้เป็น “ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี”

จากสมาชิกกลุ่มวาดะห์รวม 9 คน ถือว่า “นัจมุดดีน” เป็นเป้าของสังคมมากที่สุด เนื่องจากก่อนหน้านี้สมัยรัฐบาล “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ต้นปี 2547 เคยถูกตำรวจสอบสวนตั้งข้อหาในคดีความผิดเป็นหนึ่งในกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนเบอร์ซาตู

เรียกว่าช่วงนั้น “กลุ่มวาดะห์” พากันร้อนๆ หนาวๆ แต่ท้ายที่สุดหลังการสู้คดีอยู่ 2 ปี ศาลอาญาตัดสินยกฟ้องทำให้ “นัจมุดดีน” หลุดพ้นจากข้อหา

การถูกคดีความครั้งนั้น “นัจมุดดีน” บอกว่า ไม่รู้สึกติดใจเอาความ เพียงแต่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเวลาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อกล่าวหาเป็นข่าวใหญ่จนทั่วโลกรู้กันหมด แต่เมื่อศาลยกฟ้องและไม่มีการยื่นอุทธรณ์กลับเป็นข่าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทำให้คนที่ไม่รับรู้ข้อมูลยังเข้าใจผิด

และเมื่อมาถึงสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับมีการแต่งตั้ง “นัจมุดดีน” มาเป็นที่ปรึกษาด้านการข่าวเเละงานด้านการขับเคลื่อนนโยบายเเละยุทธศาสตร์การเเก้ไขจังหวัดชายเเดนภาคใต้

ซึ่ง “ร.ต.อ.เฉลิม” บอกว่า การแต่งตั้ง 9 สมาชิกกลุ่มวาดะห์ มาเป็นที่ปรึกษาครั้งนี้ทำให้ “พรรคประชาธิปัตย์” ถึงกับสะดุ้ง!

ก่อนหน้า 3 เดือนที่จะมีการแต่งตั้งทั้ง 9 คนอย่างเป็นทางการ “นัจมุดดีน” บอกว่า ร.ต.อ.เฉลิม มีความระมัดระวังพอสมควร มีการโทรศัพท์พูดคุยและมีการหารือกับผู้ใหญ่ที่ดูแลความมั่นคงระดับหนึ่ง แต่ส่วนตัวไม่ทราบว่าได้มีการคุยกับผู้ใหญ่คนไหนบ้าง ดังนั้นข้อมูลการข่าวที่จะมีการแต่งตั้งกลุ่มวาดะห์ก็จึงต้องรับรู้เป็นธรรมดา แต่ก็ยอมรับว่าการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและออกข่าวทางสื่อมวลชนมีทั้งข้อดีและไม่ดี

“การแต่งตั้งไม่แจ้งเป็นข่าวถ้าปิดบังซ่อนเร้นให้เก็บเป็นความลับ อาจถูกมองไปอีกแง่หนึ่งได้ เดี๋ยวจะมองว่ามีอะไรแอบแฝง เมื่อมีการแต่งตั้งบุคคลเป็นหนังสือทางการก็ต้องมีเลขหนังสือออก ไม่พูดคนในก็ย่อมรู้อยู่แล้ว เพราะต้องแจ้งหนังสือไปยังกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าท้ายที่สุดก็ต้องเป็นข่าวอยู่ดี หากไม่เปิดเผยอาจจะเป็นผลเสียมากกว่า เพราะหน่วยงานความมั่นคงอาจจะมีข้อข้องใจและหวาดระแวงได้ ดังนั้นให้แต่งตั้งและเป็นข่าว เพื่อให้หน่วยงานความมั่นคงที่ยังไม่เข้าใจจะได้รับทราบและหายสงสัย” หนึ่งในสมาชิกกลุ่มวาดะห์ กล่าว

เมื่อก่อน “สมาชิกกลุ่มวาดะห์” ทำงานในพื้นที่ฐานะประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจในการไปเจรจาหรือเสนอแนะกับหน่วยงานทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความเชื่อมั่น แต่มาวันนี้รัฐบาลได้แต่งตั้งเป็น “ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี” ก็อาจมีประชาชนจำนวนหนึ่งเริ่มหวาดระแวง

ในเรื่องนี้ “นัจมุดดีน” ยอมรับว่า ก็อาจจะมีประชาชนบางส่วนที่ไม่เข้าใจ แต่ก็ต้องพยายามอธิบาย และสุดท้ายก็คงต้องยึดความเห็นของคนส่วนใหญ่ และวันนี้ก็ได้อธิบายถึงเหตุผลในการรับตำแหน่งก็ไม่มีใครออกมาคัดค้าน เพราะเมื่อมีตำแหน่งแล้วการนำข้อเท็จจริงหรือปัญหาในพื้นที่ไปเสนอแนะกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้การพูดคุยหรือข้อเสนอแนะของกลุ่มมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าเดิม

ที่สำคัญการที่ “นัจมุดดีน” หรือ “กลุ่มวาดะห์” ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้ “หน่วยงานความมั่นคง” ของรัฐที่ยังไม่ไว้ใจลดความหวาดระแวงพวกเขาลง

“นัจมุดดีน” เชื่อว่า การแต่งตั้งเขามาช่วยงานรัฐบาลจะทำให้หน่วยงานความมั่นคงลดความหวาดระแวงลง โดยเฉพาะคำให้สัมภาษณ์ของ “ร.ต.อ.เฉลิม” และ “พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต” รมว.กลาโหม ที่บอกกับนักข่าวหลังถูกถามในประเด็นที่เกี่ยวกับคดีของนัจมุดดีนว่าคดีจบแล้ว

“การแต่งตั้งครั้งถือว่ารัฐบาลไว้ใจ และผมก็สบายใจ เมื่อได้รับแต่งตั้งมาเป็นที่ปรึกษาก็ยินดีให้คำแนะนำตามกรอบของกฎหมาย แต่จะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการรับไปปฏิบัติของรัฐบาลไม่ใช่ขึ้นอยู่กับการให้คำแนะนำของพวกเรา”

หลังได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลแล้ว “นัจมุดดีน” ยอมรับว่า คนในพื้นที่ไม่กล้ามาคุยมากนัก ส่วนใหญ่ทราบจากข่าว และให้ความสนใจ แต่หลายคนก็เข้าใจว่าการรับตำแหน่งทำให้มีโอกาสในการเสนอปัญหาได้มากขึ้น และบ่ายวันที่ 1 มีนาคมนี้ สมาชิกกลุ่มวาดะห์ทั้ง 9 คน จะเดินทางไปร่วมประชุมกับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือกรอบในการทำงาน

ส่วนที่มีคนไม่เห็นด้วยกับการตั้ง “กลุ่มวาดะห์” มาทำงานเป็น “ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี” ในครั้งนี้ เพราะรูปแบบปัญหาในภาคใต้เริ่มเปลี่ยนไป ขณะที่สมาชิกกลุ่มวาดะห์ก็เริ่มมีอายุมากขึ้น “นัจมุดดีน” ยืนยันว่า สมาชิกทุกคนเกาะติดปัญหาในพื้นที่ตลอด และบางคนเป็นส.ส.มา 8-9 สมัย ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ ถ้านำประสบการณ์ตรงนี้มาใช้ก็น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า

…………….

(หมายเหตุ : นัจมุดดีน อูมา’ความมั่นคงลดความหวาดระแวง’ : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)

ปิดฉากฝึก’คอบร้าโกลด์ 2013′   Leave a comment

ปิดฉากฝึก’คอบร้าโกลด์ 2013′

ปิดฉากฝึก’คอบร้าโกลด์ 2013′

ปิดฉากฝึก’คอบร้าโกลด์ 2013′ สู่กกล.อาเซียนรักษาสันติภาพ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

               การฝึกคอบร้าโกลด์ 2013 ในระหว่างวันที่ 11-21 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เป็นการฝึกปฏิบัติการร่วมทางทหารที่สำคัญระหว่างกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกา และกองทัพมิตรประเทศที่ดำเนินการมาแล้วกว่า 32 ปี ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการฝึกเพื่อเตรียมพร้อมในภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก

คอบร้าโกลด์ 2013 มีประเทศที่เข้าร่วมการฝึก จำนวน 7 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และมาเลเซีย มีกำลังพลที่ร่วมการฝึกรวมทั้งสิ้น 12,593 นาย ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา 8,983 นาย ไทย 3,288 นาย สิงคโปร์ 42 นาย อินโดนีเซีย 69 นาย เกาหลีใต้ 72 นาย ญี่ปุ่น 74 นาย และมาเลเซีย 65 นาย

โดยฝ่ายไทยมี พล.ท.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ? เจ้ากรมยุทธการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นผู้อำนวยการฝึก ส่วนฝ่ายสหรัฐอเมริกามี พลจัตวาริชาร์ด ซิมคอค รองผู้บัญชาการกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกาภาคพื้นแปซิฟิก เป็นผู้อำนวยการฝึก

ทั้งนี้ ยังมียุทโธปกรณ์ประเภทต่างๆ ทั้งเรือรบ และอากาศยานที่ทันสมัยของมิตรประเทศมาเข้าร่วมการฝึกด้วย ในส่วนของรูปแบบการฝึกได้มีการวางแผนต่อเนื่องเพื่อนำไปปฏิบัติตามแผนในการฝึกคอบร้าโกลด์ปี 2014 โดยใช้ระบบจำลองยุทธร่วมระดับยุทธบริเวณ (Joint Theater Level Simulation) มาประมวลผลการฝึกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีประเทศร่วมฝึกในโครงการ “ฝ่ายเสนาธิการผสม” อีก 11 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม บรูไน ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ อินเดีย เนปาล มองโกเลีย ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส และอิตาลี ที่จัดนายทหารฝ่ายเสนาธิการเข้าร่วมการฝึกปัญหาที่บังคับการในกองบังคับการกองกำลังผสมนานาชาติ

ส่วนประเทศที่เข้าร่วม “สังเกตการณ์การฝึก” ในปีนี้มีประเทศ “พม่า” เข้าร่วมสังเกตการณ์เป็นปีแรกร่วมกับอีก 9 ประเทศ คือ ลาว กัมพูชา ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต จีน เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ รัสเซีย และแอฟริกาใต้

สำหรับกรอบในการฝึกของคอบร้าโกลด์ 2013 ประกอบด้วย การฝึกกระโดดร่มทางยุทธวิธี และการปฏิบัติการพิเศษ การฝึกดำเนินกลยุทธ์ร่วมผสมด้วยกระสุนจริง (Combined Arms Live Fire Exercise),การแลกเปลี่ยนภาคสนาม (Cross Training Exercise) การยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Assault Demonstration) การอพยพพลเรือนออกจากพื้นที่ขัดแย้ง (Non Combatant Evacuation Transportation of Japanese Nationals Overseas) โดยพื้นที่การฝึกส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 และทัพเรือภาคที่ 1 จ.ชลบุรี

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.) เปิดเผยว่า การฝึกคอบร้าโกลด์ในปีนี้มี “ตำรวจ” เข้ามาร่วมการฝึกด้วย และในฐานะที่พม่าเป็นเพื่อนบ้านกับไทย เราจึงได้เสนอไปทางสหรัฐว่า ควรให้พม่าเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งพม่าก็ได้เข้าร่วมตามที่ขอไป โดยเข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์

“โดยส่วนตัว ผมกับผู้นำทางทหารของพม่ามีความสนิทสนมกัน ซึ่งปีนี้เป็นปีครบรอบ 65 ปี ความสัมพันธ์ไทย-พม่า จึงได้จัดให้มีการแข่งขันฟุตบอลเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วย และในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็มีเรือรบของพม่ามาเยือนไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อีกด้วย” พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว

ส่วนการฝึกเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ผบ.ทสส. ระบุว่า ได้มีการฝึกทดสอบแผนตั้งแต่การส่งกำลัง การฝึกใช้กำลัง การฝึกผสมจริง และกำลังผลักดัน “กองกำลังรักษาสันติภาพ” ซึ่งหากมีความจำเป็นที่จะต้องส่งกำลังไปช่วยรักษาสันติภาพ แทนที่ไทยจะไปประเทศเดียว เราจะส่งกองกำลังอาเซียนทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เป็นทีมไปช่วยในนามอาเซียนเป็นครั้งแรก

พล.ท.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ เจ้ากรมยุทธการทหาร ในฐานะผู้อำนวยการฝึกฝ่ายไทย ระบุว่า สิ่งที่ได้รับจากการฝึกคอบร้าโกลด์ คือการเพิ่มขีดความสามารถ และพัฒนาการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างเหล่าทัพต่างๆ ของกองทัพไทยกับกองทัพมิตรประเทศ ทั้งการฝึกอำนวยการยุทธร่วมผสม การประยุกต์ใช้กำลังรบในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ต้องใช้กำลังทหารเข้าไปจนถึงระดับต่ำ

นอกจากนี้ ยังเป็นการฝึกใช้ระเบียบปฏิบัติประจำกองกำลังผสมนานาชาติ การช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพและเพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่กำลังพลของกองทัพไทยในการปฏิบัติการร่วมผสม ซึ่งเป็นหลักประกันความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจในทุกสถานการณ์ทั้งภายใน และนอกประเทศ รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้แก่ภูมิภาคจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

………………

(หมายเหตุ : ปิดฉากฝึก’คอบร้าโกลด์ 2013′ สู่กกล.อาเซียนรักษาสันติภาพ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)

หมัดต่อหมัด:โค้งสุดท้าย’ดุสิต-ราชเทวี’   Leave a comment

หมัดต่อหมัด:โค้งสุดท้าย’ดุสิต-ราชเทวี’

หมัดต่อหมัด:โค้งสุดท้าย’ดุสิต-ราชเทวี’

หมัดต่อหมัด:โค้งสุดท้าย’ดุสิต-ราชเทวี’ พท.มองคนใช้สิทธิ์มากโอกาสชนะสูง ปชป.’สงครามไม่จบ อย่านับศพทหาร’

               หลังจาก “คม ชัด ลึก” นำเสนอกลยุทธ์การหาเสียงของ ส.ส. ผู้สมัคร ส.ส. และหัวหน้าศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งทั้ง 33 เขตเลือกตั้งทั่ว กทม. ครบถ้วนแล้ว ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เราได้โฟกัสไปที่การปรับแผนการหาเสียง และนำเสนอนโยบายในโค้งสุดท้าย โดยคัดเลือกจากเขตที่มีการแข่งขันสูง เริ่มจากเขต 5 “ดุสิต-ราชเทวี” ที่คะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ชนะกันไม่กี่ร้อยแต้ม

“ลีลาวดี วัชโรบล” ส.ส.กทม.เขต 5 พรรคเพื่อไทย เผยว่า ในโค้งสุดท้ายจะเน้น 2 ส่วน คือ 1.การลงไปพบแกนนำที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ย้ำให้ช่วยลงคะแนนให้ 2.การลงพื้นที่พร้อมกับรัฐมนตรีเพื่อรับฟังปัญหาของชาวบ้าน และแก้ปัญหาให้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนนโยบายของพรรค และพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เชื่อว่าประชาชนที่ติดตามข่าวสารคงรับทราบกันดีอยู่แล้ว

ส่วนนโยบายที่จะทำเพิ่มเติม คือ การส่งเสริมการสัญจรทางเรือ ซึ่งเขตราชเทวีมี 2 จุด คือ ชุมชนบ้านครัว และข้างศูนย์การค้าแพลทินัม รวมทั้งโครงการเรือฟรี-รถเมล์ฟรี แก้ปัญหาจราจรหรือแนวคิดของพล.ต.อ.พงศพัศ ที่ต้องการกันพื้นที่รถบีทีเอส 1 ตู้โดยสารไว้ให้นักเรียน-นักศึกษา รวมทั้งการติดตั้งกล้องซีซีทีวีพร้อมระบบลิงค์สัญญาณให้ครอบคลุมเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

“ลีลาวดี” ระบุว่า แม้ผลโพลล์จะนำคู่แข่ง แต่ก็ไม่ได้ประมาท และลงพื้นที่ทั้งขึ้นรถแห่ ปั่นจักรยาน และลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพราะต้องยอมรับว่า การทำโพลล์มีข้อจำกัดในการเก็บข้อมูล โดยเฉพาะบ้านที่เป็นรั้วทึบ ซึ่งทุกวันนี้ได้เน้นหาเสียงโดยใช้ “จักรยาน” มากขึ้น เพื่อส่งเสริมการใช้จักรยาน และเลี่ยงรถติด ทั้งนี้ หากมีผู้มาใช้สิทธิ์เกิน 60-70% เชื่อว่า โอกาสของพรรคน่าจะเปิดกว้างขึ้น

“จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี” ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 5 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สำหรับโค้งสุดท้ายจะเน้นพบปะประชาชนในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด โดยบทบาทของตนมีทั้งในภาพรวม ทั้งในฐานะทีมโฆษกศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง และการสื่อสารกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และการหาเสียงในฐานะอดีตผู้สมัครในพื้นที่ แต่พรรคกำชับว่าในช่วงนี้ห้ามออกจากเขต และต้องลงพื้นที่ทุกวัน

สำหรับการหาเสียงคงใช้รถแห่มากขึ้น เพราะพื้นที่ 2 เขตมีขนาดกว้างใหญ่ การเดินหาเสียงอย่างเดียวทำได้ไม่ทั่วถึง ส่วนการสื่อสารกับคนในพื้นที่จะมีการเน้นย้ำนโยบายของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร และย้ำถึงหมายเลขผู้สมัคร รวมทั้งการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียที่ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง และการทำงานร่วมกับเยาวชนในแคมเปญ “แก๊งก่อโหวต” เพื่อดึงเสียงของคนรุ่นใหม่

ขณะที่โพลล์ที่ผู้สมัครของพรรคตามหลังคู่แข่งมาตลอดนั้น “จิตภัสร์” บอกว่า ไม่ได้ทำให้รู้สึกท้อแต่อย่างใด แต่กลับทำให้ต้องขยันลงพื้นที่พบปะประชาชนมากขึ้น และโดยส่วนตัวยึดตามสำนวนที่ว่า “สงครามยังไม่จบ…อย่าเพิ่งนับศพทหาร”

…………………..

(หมายเหตุ :หมัดต่อหมัด:โค้งสุดท้าย’ดุสิต-ราชเทวี’ พท.มองคนใช้สิทธิ์มากโอกาสชนะสูง ปชป.’สงครามไม่จบ อย่านับศพทหาร’)

ชายทะเลบางขุนเทียนปัญหาของผู้ว่าฯกทม.   Leave a comment

ชายทะเลบางขุนเทียนปัญหาของผู้ว่าฯกทม.

ชายทะเลบางขุนเทียนปัญหาของผู้ว่าฯกทม.

เวทีผู้ว่าฯกทม. : ชายทะเลบางขุนเทียน : ปัญหาของผู้ว่าฯกทม.

             ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน และการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล ยังคงเป็นทุกข์หนักอกของชาวบ้านที่รอให้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่เข้ามาสะสาง ด้วยความหวังว่า หลังผ่านการเลือกตั้งวันที่ 3 มีนาคม ไปแล้ว ปัญหาของชาวบ้านชายทะเลบางขุนเทียน จะถูกจัดให้เป็นปัญหาเร่งด่วนลำดับต้น

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก และคมชัดลึกทีวี จึงอาสาจัดเวทีนำเสนอปัญหาถึงว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ในประเด็น “นโยบายแผนที่ กทม.และการกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาน้ำท่วมชุมชนชายทะเลบางขุนเทียน” เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์

ประเด็นปัญหาดังกล่าว ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยผ่านเวทีเสวนา ซึ่งมีผู้ร่วมรายการประกอบด้วย รศ.ดร.กัมปนาท ภักดีกุล คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นางปนัดดา ทัศศิริ หัวหน้างานภาคกลางมูลนิธิชุมชนไทย นางโสภิณ จินดาโสม ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์ทะเลกรุงเทพและสิ่งแวดล้อมบางขุนเทียน นายสุวัฒน์ อยู่เย็น ตัวแทนจากชุมชนกอกโพธิ์ และนายวินัย พุฒินิลผล ตัวแทนจากชุมชนทะเลบางขุนเทียน

นางปนัดดา กล่าวว่า ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน มีมานานกว่า 50 ปี เป็นปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากการทำเขื่อนกั้นแม่น้ำ ทำให้ตะกอนเลนปากแม่น้ำลดลง ส่งผลกระทบให้ที่ดินบริเวณชายฝั่งเริ่มหดหายไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ที่ดินหายไป 3 พันกว่าไร่

นางปนัดดา ยังกล่าวถึงผลกระทบของชาวชุมชนจากปัญหาการระบายน้ำเสียว่า ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมาปัญหาการระบายน้ำที่มีการสูบออกมาจำนวนมาก  แต่ไม่สามารถปล่อยได้ทันทีเพราะต้องดูน้ำขึ้นน้ำลง ก็ต้องกักน้ำเอาไว้ทำให้เกิดน้ำเน่า แต่พอปล่อยลงทะเลก็สร้างปัญหา ทำให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหายเป็นจำนวนมาก

“ตอนนี้ถ้าเรียงปัญหากัดเซาะชายฝั่งเป็นภัยเงียบ แต่น้ำเสียมาวูบไปวาบ แป๊บเดียวรู้ เราไม่ต้องการระบบบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ในพื้นที่ แต่มีกฎหมายควบคุมอยู่แล้วในบ้านจัดสรรและโรงงาน จึงฝากถึงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อย่าคิดเอง อย่าฟังนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่เยอะ ให้ฟังชาวบ้านและเปิดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วม ชาวบ้านเขาอยู่กับพื้นที่ตลอดให้ฟังเขาบ้าง แล้วจะได้แนวทางแก้ไขที่ถูกต้องและถูกใจ” นางปนัดดากล่าว

นางโสภิณ ระบุว่า ที่ผ่านมาหลายคนพยายามลุกขึ้นมาสู้กับทะเลด้วยตัวเอง โดยใช้งบประมาณส่วนตัว ขณะที่ภาครัฐกลับให้ความสนใจน้อยมาก โดยเฉพาะปัญหาที่ชาวบ้านเจอหนักที่สุดในตอนนี้คือ การระบายน้ำเสียจากแหล่งต่างๆ ของ กทม. และแม่น้ำสายต่างๆ ดังนั้น การแก้ปัญหา กทม.ต้องรับฟังจากชาวบ้านว่า ชาวบ้านต้องการอะไร เราอยากให้การแก้ปัญหาเป็นระบบ อย่าให้นักวิชาการต้องมาเถียงกันเองว่าของใครดีกว่าของใคร

“ตอนนี้ที่เราเจอในพื้นที่หนักๆ คือน้ำเสียจากการระบายของ กทม. และหลายๆ แม่น้ำ คุณกลัวเศรษฐกิจจะล่มจม แต่ไม่ห่วงคนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมบริเวณนี้ และไม่รู้อนาคตจะมีปัญหาอะไรอีก อยากฝากผู้ว่าฯ คนใหม่ว่า นโยบายบางอย่างจะใช้กับชุมชนเมืองและเกษตรกรรมเหมือนกันไม่ได้ หากมีการปรับได้ก็น่าจะดี” นางโสภิณกล่าว

เช่นเดียวกับ นายสุวัฒน์ ที่ระบุว่า ตนก็ประสบปัญหาจากการระบายน้ำเสียจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งทางการพยายามเร่งระบายน้ำจากด้านบนลงมา โดยบอกว่าต้องสูบน้ำออกทะเล โดยไม่ได้คิดถึงชาวบ้าน เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง เขามองแค่ว่าทำอย่างไรก็ได้ที่ไม่ให้ กทม. และโรงงานอุตสาหกรรมถูกน้ำท่วม ขณะที่เกษตรกรต้องประสบปัญหาอย่างหนัก

“ขอฝากว่าที่ผู้ว่าฯ คนใหม่ อยากเสนอว่าพื้นที่ 50 เขตไม่เหมือนกัน ท่านมีคณะทำงานน่าจะให้ลงพื้นที่ว่าเขตแต่ละเขตมีสภาพเป็นอย่างไร เห็นแต่ละคนออกมาหาเสียงเรื่องรถติด เรื่องรถไฟฟ้า แต่ไม่ดูว่าเขตบางขุนเทียนเหมือนกันไหม เขตชายทะเลเราจะเอารถไฟฟ้าไปทำไม” นายสุวัฒน์กล่าว

นายวินัย กล่าวเสริมว่า ในเขตบางขุนเทียนไม่มีโรงบำบัดน้ำเสีย มีเพียงประตูระบายน้ำ ถ้าปิดหลายวันน้ำก็ยิ่งเน่า ถ้าเปิดประตูระบายน้ำออก น้ำก็เสียน้อยลง อย่างต้นปีที่ผ่านมาหอยแครงที่เลี้ยงไว้ตายไปเยอะ

รศ.ดร.กัมปนาท กล่าวทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลจะให้ทำการศึกษาวิจัยปัญหาของชุมชนในพื้นที่ ขออย่าให้กระทบต่อชาวบ้าน ต้องดูว่าเรามาแก้ปัญหาไม่ใช่มาช่วยสร้างปัญหา  ระชากรทั่วโลกกว่า 70% อาศัยในพื้นที่ที่ติดต่อกับชายฝั่งทะเล และพร้อมรับผลกระทบนี้เช่นกัน

“เมื่อศตวรรษที่ 20 น้ำทะเลสูงขึ้น 10-20 ซม. แต่ปลายศตวรรษนี้จะสูงขึ้น 9-8 ซม. เฉลี่ยต่อปี 3.2 มิลลิเมตร สะท้อนชัดเจนว่ารัฐบาลต้องลงมาศึกษาปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตอนนี้ชัดเจนว่าแนวรั้วไม้ไผ่ทำให้ชายทะเลบางขุนเทียนมีทางออก” รศ.ดร.กัมปนาท กล่าว

……………..

(หมายเหตุ : เวทีผู้ว่าฯกทม. : ชายทะเลบางขุนเทียน : ปัญหาของผู้ว่าฯกทม.)