ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

ผลของสารคาทีชินในชาต่อร่างกาย

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=722

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของสารคาทีชินในชาต่อร่างกาย

การศึกษาในผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานระดับกลางจำนวน 182 คน อายุระหว่าง 18 – 55 ปี ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 24 – 35 กก./ม2 ไขมันในร่างกายมากกว่า 25% รอบเอวมากกว่า 85 ซม.สำหรับผู้ชาย และไขมันในร่างกายมากกว่า 30% รอบเอวมากกว่า 80 ซม. สำหรับผู้หญิง แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม โดยที่แต่ละกลุ่มต้องบริโภคเครื่องดื่มที่มีสารคาทีชินในชาเป็นส่วนประกอบ 2 มื้อ/วัน โดยกลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมให้รับประทานเครื่องดื่มควบคุมทั้ง 2 มื้อ (มีปริมาณสารคาทีชิน 30 มก. และสารคาเฟอีน 10 มก./วัน) กลุ่มที่ 2 ให้รับประทานเครื่องดื่มควบคุม 1 มื้อ และอีก 1 มื้อให้รับประทานเครื่องดื่มที่มีสารคาทีชินในปริมาณสูง (มีปริมาณสารคาทีชิน 458 มก. และสารคาเฟอีน 104 มก./วัน) กลุ่มที่ 3 ให้รับประทานเครื่องดื่มที่มีสารคาทีชินในปริมาณสูงทั้ง 2 มื้อ (มีปริมาณสารคาทีชิน 886 มก. และสารคาเฟอีน 198 มก./วัน) นาน 90 วัน พบว่าในกลุ่มที่ 3 ที่รับประทานเครื่องดื่มที่มีสารคาทีชินในปริมาณสูงทั้งสองมื้อรอบเอวลดลง 1.9 ซม. และน้ำหนักร่างกายลดลง 1.2 กก. ในขณะที่กลุ่มที่ 2 น้ำหนักร่างกายลดลง 0.7 กก. จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าการรับประทานเครื่องดื่มที่มีสารคาทีชินในชาปริมาณสูงทั้งสองมื้อสามารถลดระดับไขมันในร่างกายบริเวณหน้าท้องในผู้ที่มีน้ำหนักร่างกายเกินมาตรฐานระดับกลางได้

Obesity 2010;18(4):773-9.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | แสดงความคิดเห็น

ฤทธิ์ต้านกระดูกพรุนจากเมล็ดของพืชฝอยทอง

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=721

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ต้านกระดูกพรุนจากเมล็ดของพืชฝอยทอง

ในประเทศจีนและบางประเทศทางแถบเอเชียมีการใช้เมล็ดของพืชฝอยทอง (Cuscuta chinensis  ) ซึ่งเป็นพืชประเภทกาฝาก ในการรักษาโรคกระดูกพรุน การวิเคราะห์ทางเคมีพบว่าสารประกอบที่แยกได้จากสารสกัดเอทานอลเป็นสารในกลุ่ม flavonoids, quercetin, kaempferol, isorhamnetin, hyperoside และ astragalin จากการทดสอบฤทธิ์พบว่าสาร kaempferol และ hyperoside สามารถเพิ่มฤทธิ์ของ alkaline phosphatase (ALP) ในเซลล์ osteoblast-like UMR-106 โดยที่ ALP เป็นตัวบ่งชี้ในการเพิ่มการสร้างเซลล์กระดูกของเซลล์ตั้งต้น (osteoblastic differentiation) และสาร astragalin ยังกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ UMR-106 ด้วย ส่วนสารอื่นๆ ไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว นอกจากนี้ยังพบว่าสารที่แยกได้มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยสาร quercetin, kaempferol และ isorhamnetin ออกฤทธิ์กระตุ้น ERβ (estrogen receptor agonist) แต่เมื่อเปรียบเทียบกันในแง่ของการกระตุ้น ER จะมีเพียงสาร quercetin และ kaempferol ที่ออกฤทธิ์แรงในการยับยั้งตัวรับ estrogen ชนิด ERα/β โดยที่กลไกดังกล่าวคาดว่าจะเทียบเคียงกับยา raloxifene ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม selective estrogen receptor modulators (SERMs) ที่ออกฤทธิ์กระตุ้น ER ที่บริเวณกระดูก ไขมัน หัวใจและหลอดเลือด แต่ออกฤทธิ์ยับยั้ง ER ที่บริเวณเต้านมและมดลูก นอกจากนี้สารทั้งสองตัวยังกระตุ้นการแสดงออกของ ERα/β-mediated AP-1 reporter (activator protein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกระดูก เช่นเดียวกับยา raloxifene ด้วย จากการทดลองทั้งหมดทำให้สามารถสรุปได้ว่าเมล็ดของพืชฝอยทองมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคกระดูกพรุน และสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการสร้างเซลล์กระดูกคือ kaempferol และ hyperoside

J Ethnopharmacol 2011;135:553 – 60


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | แสดงความคิดเห็น

สารสกัดจากใบมะกอกฝรั่งกับฤทธิ์ต้านเอนไซม์ xanthine oxidase

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=720

ย่อยข่าวงานวิจัย

สารสกัดจากใบมะกอกฝรั่งกับฤทธิ์ต้านเอนไซม์ xanthine oxidase

การทดสอบสารสกัด 80%เอทานอลจากใบของมะกอกฝรั่ง (Olea europaea  L.) พบว่าสารในกลุ่ม phenolics ที่แยกได้มีฤทธิ์ต้าน xanthine oxidase (XO) ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเก๊าท์ โดยสาร flavone aglycone apigenin ออกฤทธิ์แรงที่สุดเมื่อเทียบกับยา allopurinol ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคเก๊าท์ และการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่าสารสกัดที่ได้ประกอบด้วย phenolic secoiridoid oleuropein (24.8%), caffeic acid (1.89%), luteolin-7-O-β-D-glucoside (0.86%), luteolin (0.086%) โดยทั้งหมดมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ XO ในขณะที่สาร tyrosol, hydroxytyrosol, verbascoside และ apigenin-7-O–β-D-glucoside ซึ่งมีอยู่ประมาณ 0.3% ไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า apigenin-7-O–β-D-glucoside จะเปลี่ยนเป็น apigenin aglycone ในรูปของสารออกฤทธิ์เมื่อเข้าสู่ร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Phytomedicine 2011;18:561-6


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | แสดงความคิดเห็น

ผลของมะม่วงต่อคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและระดับไขมันในเลือด

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=719

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของมะม่วงต่อคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและระดับไขมันในเลือด

ศึกษาสารต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant capacity) ของมะม่วงทั้งผลกับมะม่วงผ่านการตัดแต่ง (ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า) ซึ่งเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 12 °C และ 5 °C ตามลำดับ เป็นเวลานาน 10 วัน และผลต่อการต้านอนุมูลอิสระและระดับไขมันในเลือดของอาสาสมัครที่มีระดับไขมันในเลือดปกติ ผลการทดลองพบว่ามะม่วงทั้งผลจะมีสารฟลาโวนอยด์ เบต้าแคโรทีน และวิตามินซี สูงกว่ามะม่วงที่ผ่านการตัดแต่ง แต่ปริมาณของสารฟีนอลรวมจะน้อยกว่า เมื่อทดสอบคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี oxygen radical scavenging capacity, (ORAC) และ 1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl (DPPH) assays พบว่ามะม่วงทั้งผลจะมีค่าสูงกว่ามะม่วงที่ผ่านการตัดแต่ง เมื่อให้อาสาสมัครที่มีระดับไขมันในเลือดปกติ ซึ่งมีค่าดัชนีมวลกายน้อยกว่า 26 กก./ม2 จำนวน 30 คน อายุระหว่าง 20 – 50 ปี แบ่งออกเป็นกลุ่มที่รับประทานมะม่วงทั้งผล และกลุ่มที่รับประทานมะม่วงซึ่งผ่านการตัดแต่ง ขนาด 200 ก. ต่อวัน เป็นเวลานาน 30 วัน พบว่าในทั้ง 2 กลุ่ม ระดับไตรกลีเซอไรด์และ VLDL ในเลือดจะลดลง แต่ระดับคอเลสเตอรอลรวม HDL และ LDL ไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระในเลือดของอาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม จะมีค่าสูงขึ้น เมื่อวัดด้วยวิธี trolox-equivalent antioxidant capacity test (TEAC) and ORAC สรุปได้ว่าการรับประทานมะม่วงมีผลทำให้เพิ่มคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และแม้ว่ากระบวนการตัดแต่งทำให้สารสำคัญบางอย่างลดลง แต่ไม่ทำให้คุณประโยชน์ในมะม่วงสูญเสียไป

Food Research International 2011;44:1386-91.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , | แสดงความคิดเห็น

ฤทธิ์ต้านเบาหวานของหนามแดง

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=718

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ต้านเบาหวานของหนามแดง

การศึกษาฤทธิ์ต้านเบาหวานของสารสกัดเมทานอลจากผลหนามแดงดิบ และส่วนสกัดที่แยกได้จากสารสกัดเมทานอล ได้แก่ ส่วนสกัดเอทิลอะซีเตรท ส่วนสกัดอะซีโตน และส่วนสกัดที่ไม่ละลายในอะซีโตน ขนาด 200 และ 400 มก./กก. ในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan (130 มก./กก.) เปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับยา metformin (50 มก./กก.) และกลุ่มควบคุม พบว่าสารสกัดเมทานอลและส่วนสกัด รวมทั้งยา metformin มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนู เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยยา metformin จะให้ผลดีที่สุด ขณะที่ส่วนสกัดเอทิลอะซีเตรท ขนาด 400 มก./กก. จะให้ผลในการลดน้ำตาลดีกว่าสารสกัดเมทานอลและส่วนสกัดอะซีโตน เมื่อศึกษาถึงองค์ประกอบทางเคมีพบว่าปริมาณสารโพลีฟีนอลิกในสารสกัดเมทานอลและส่วนสกัดเอทิลอะซีเตรท เท่ากับ 15.8 ± 1.2 มก. และ 18.55 ± 0.34 มก. แกลิค แอซิด/ก. สารสกัด ตามลำดับ และปริมาณฟลาโวนอยด์ในสารสกัดเมทานอลและส่วนสกัดเอทิลอะซีเตรท เท่ากับ 2.92 ± 0.03 มก. และ 1.53 ± 0.30 มก. รูทิน/ก. สารสกัด ตามลำดับ การที่ส่วนสกัดเอทิลอะซีเตรทมีฤทธิ์ดีกว่าสารสกัดเมทานอล เนื่องจากการแยกสารสกัดเมทานอลและทำให้บริสุทธิ์บางส่วนด้วยเอทิลอะซีเตรท จะมีผลทำให้เพิ่มระดับของการโพลีเมอไรเซชั่น (degree of polymerization) และการแยกของสาร secondary metabolites เช่น สเตียรอยด์ และโพลีฟีนอล จึงเป็นผลทำให้ฤทธิ์ในการต้านเบาหวานเพิ่มขึ้น

J Ethnopharmacol 2011;135:430-3.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , | แสดงความคิดเห็น

การศึกษาความเป็นพิษของชาผู่เอ๋อ (Pu-erh black tea)

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=717

ย่อยข่าวงานวิจัย

การศึกษาความเป็นพิษของชาผู่เอ๋อ (Pu-erh black tea)

ทดสอบความเป็นพิษของชาผู่เอ๋อทั้งแบบเฉียบพลันและกึ่งเรื้อรังในหนูแรท Sprague-Dawley โดยในการศึกษาพิษแบบเฉียบพลัน ทำการทดลองกับหนูแรททั้งหมด 20 ตัว (เพศผู้ 10 ตัว, เพศเมีย 10 ตัว) ป้อนหนูทุกตัวด้วยชาผู่เอ๋อขนาด 10 ก./กก.ของน้ำหนักตัว สังเกตความเปลี่ยนแปลงทางคลินิก และอัตราการตายของหนูในชั่วโมงที่ 1 2 4 8 และ 12 และทำการสังเกตหนู วันละสองครั้ง จนครบ 14 วัน ทำการวัดน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงไป และอัตราการกินอาหารในวันที่ 0 1 3 5 7 10 และ 14 เปรียบเทียบกับหนูในกลุ่มควบคุมซึ่งมีจำนวนและเพศเท่ากันกับกลุ่มทดลอง และในวันสุดท้ายของการทดลองทำการชำแหละผ่าซากเพื่อตรวจอวัยวะภายใน ส่วนการศึกษาพิษแบบกึ่งเรื้อรัง ทำการทดลองกับหนูแรท 4 กลุ่ม กลุ่มละ 20 ตัว (เพศผู้ 10 ตัว, เพศเมีย 10 ตัว) โดยให้กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม อีกสามกลุ่มที่เหลือป้อนด้วยชาผู่เอ๋อขนาด 1,250 2,500 และ 5,000 มก./กก.ของน้ำหนักตัว/วัน ตามลำดับ เป็นเวลา 91 วัน สังเกตความเปลี่ยนแปลงทางคลินิก และอัตราการตายของหนูทุกสองวัน และวัดน้ำหนักทุกสัปดาห์ ในวันสุดท้ายของการทดลองทำการชำแหละผ่าซากเพื่อตรวจอวัยวะภายใน และวิเคราะห์หาค่าเคมีในเลือด ผลการศึกษาพบว่า ไม่พบความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับหนูทดลอง และไม่มีหนูตายในศึกษาพิษแบบเฉียบพลัน และในการศึกษาแบบพิษแบบกึ่งเฉียบพลันพบว่าน้ำหนักตัวของหนู อัตราการกินอาหาร น้ำหนักอวัยวะภายใน และค่าเคมีในเลือดของหนูกลุ่มที่ป้อนด้วยชาผู่เอ๋อทั้งสามกลุ่มไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าปริมาณชาสูงสุดในการทดลองที่ป้อนหนูในการศึกษาแบบเฉียบพลัน 10 ก./กก.ของน้ำหนักตัว และแบบกึ่งเรื้อรัง 5,000 มก./กก.ของน้ำหนักตัวในการศึกษาครั้งนี้ ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง และไม่มีความเป็นพิษ

J Ethno. 2011; 134: 156-164


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | แสดงความคิดเห็น

ความสัมพันธ์ระหว่างโรคปริทันต์อักเสบกับการสูบบุหรี่

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=716

ย่อยข่าวงานวิจัย

ความสัมพันธ์ระหว่างโรคปริทันต์อักเสบกับการสูบบุหรี่

ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรคปริทันต์อักเสบกับการสูบบุหรี่ของชายไทยในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 1,843 คน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 ระหว่างปี ค.ศ. 1990-1991 ประกอบด้วยอาสาสมัครชาย 625 คน มีอายุระหว่าง 30-89 ปี อาศัยอยู่ในเขต 5 อำเภอในจังหวัดขอนแก่น และระยะที่ 2 ระหว่างปี ค.ศ. 1992-1994 ประกอบด้วยอาสาสมัครชาย 1,218 คน อายุระหว่าง 33- 86 ปี อาศัยอยู่ในเขตอำเภอชนบทของจังหวัดขอนแก่น ทำการเก็บข้อมูลด้วยวิธีสัมภาษณ์และตรวจสุขภาพช่องปากของอาสาสมัคร และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ทางสถิติแบบ multivariable logistic regression model ของการเกิดโรคปริทันต์อักเสบกับการสูบบุหรี่ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ อายุ ภาวะเหงือกอักเสบ คราบจุลินทรีย์ และการสูญเสียฟัน ผลจากการวิเคราะห์พบว่าการสูบบุหรี่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเกิดโรคปริทันต์อักเสบ จากการศึกษาทั้งสองระยะมีจำนวนผู้สูบบุหรี่ทั้งหมดคิดเป็น ร้อยละ 78.8 จากจำนวนผู้ที่ตรวจพบภาวะโรคปริทันต์อักเสบทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคปริทันต์อักเสบ

J Med Assoc Thai. 2009; 92(11): 1524-31


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , | แสดงความคิดเห็น

ผลของสารสกัดยอด้วยน้ำต่อการอักเสบของหลอดอาหารและแผลในกระเพาะอาหารในหนูแรทเมื่อเทียบกับสาร scopoletin ในลูกยอ

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=715

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของสารสกัดยอด้วยน้ำต่อการอักเสบของหลอดอาหารและแผลในกระเพาะอาหารในหนูแรทเมื่อเทียบกับสาร scopoletin ในลูกยอ

การศึกษาในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบที่หลอดอาหารด้วยการผูกที่ตำแหน่ง pylorus ของกระเพาะอาหาร และผูกช่วงระหว่าง forestomach และ corpus ของกระเพาะอาหาร และทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารอย่างเฉียบพลันด้วยเอทานอล และ seratonin และเกิดแผลในกระเพาะอาหารชนิดเรื้อรังด้วยกรดน้ำส้ม แบ่งหนูแต่ละประเภทแรทออกป็น 9 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมได้รับน้ำขนาด 5 มล./กก.ทางสายยางสู่กระเพาะอาหารส่วนต้นอย่างเดียว กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับ 1% carboxymethylcellulose ขนาด 5 มล./กก. กลุ่มที่ 3 – 5 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารสกัดน้ำของลูกยอดิบที่ทำให้เป็นผงด้วยความเย็น ขนาด 0.63, 1.25 และ 2.50 ก./กก./5มล. (ซึ่งเทียบเท่ากับสาร scopoletin 0.5, 1.0 และ1.5 มก.) ตามลำดับ กลุ่มที่ 6 – 7 เป็นกลุ่มที่ได้รับสาร scopoletin 0.5 และ1.0 มก./กก. ตามลำดับ กลุ่มที่ 8 ได้รับยาแผนปัจจุบัน ranitidine 5 มก./กก./5มล. กลุ่มที่ 9 ได้รับยาแผนปัจจุบัน lanzoprazole 1 มก./กก./5มล. ทางสายยางสู่กระเพาะอาหารส่วนต้น พบว่าสารสกัดน้ำของลูกยอดิบขนาด 0.63, 1.25 และ 2.50 ก./กก./5มล. สามารถยับยั้งการการอักเสบที่หลอดอาหารได้ 72.21, 74.45 และ 76.91% ตามลำดับ ยับยั้งการเกิดแผลที่กระเพาะอาหารชนิดเฉียบพลันที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยเอทานอลได้ 79.13, 84.43 และ 86.29% ตามลำดับ รักษาแผลในกระเพาะอาหารชนิดเรื้อรังเนื่องจากกรดน้ำส้มได้ 86.52, 93.95 และ 96.35 % ตามลำดับ และสารสกัดยอดิบขนาด 1.25 ก./กก./5มล. สามารถยับยั้งการเกิดแผลที่กระเพาะอาหารชนิดเฉียบพลันที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย serotonin ได้ 82.44% ซึ่งค่าที่ได้ใกล้เคียงกับสาร scopoletin ในลูกยอ และยาแผนปัจจุบัน ranitidine และ lansoprazole ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าสารสกัดน้ำของลูกยอดิบ และสาร scopoletin มีศักยภาพในการใช้เป็นยาในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับการอักเสบของหลอดอาหารและกระเพาะอาหารได้ใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน ranitidine และ lansoprazole

Journal of Ethnopharmacology 2011;134:243-50.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | แสดงความคิดเห็น

การบริโภคสตรอเบอรรี่ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการแตกสลายของเม็ดเลือดแดงในคน

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=714

ย่อยข่าวงานวิจัย

การบริโภคสตรอเบอรรี่ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการแตกสลายของเม็ดเลือดแดงในคน

การศึกษาในผู้ที่มีสุขภาพดีจำนวน 12 คน (ผู้ชาย 5 คน และผู้หญิง 7 คน) อายุเฉลี่ย 34 ± 8 ปี ดัชนีมวลกาย 22.2 ± 2.4 กก./ม.2 รับประทานผลสตรอเบอรรี่สดขนาด 500 กรัม/วัน ในช่วงเวลาครึ่งวันเช้า และครึ่งวันบ่ายระหว่างมื้ออาหาร นาน 16 วัน และทำการเจาะเลือดเพื่อดูระดับสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีในระหว่างการทดลอง และหลังเสร็จสิ้นการทดลอง 1 เดือน พบว่าระดับสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีในเลือดสูงขึ้น และเพิ่มความต้านทานการแตกสลายของเม็ดเลือดแดงด้วย จากการศึษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าการรับประทานผลสตรอเบอรรี่สดจะเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในเลือด และเพิ่มการป้องกันการแตกสลายของเซลล์เม็ดเลือดแดงในคนด้วย

Food Chemistry 2011;128:180-6.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , | แสดงความคิดเห็น

ใบหม่อนช่วยลดไขมันในเลือด

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=713

ย่อยข่าวงานวิจัย

ใบหม่อนช่วยลดไขมันในเลือด

การศึกษาในผู้ป่วยที่มีปริมาณไขมันในเลือดสูงระดับปานกลางและไม่เป็นโรคเบาหวานตามเกณฑ์ของ NCEP ATP III (ระดับ LDL 140-190 มก./ดล. และน้ำตาลในเลือดน้อยกว่า 126 มก./ดล.) จำนวน 23 คน อายุระหว่าง 20-60 ปี โดยให้ผู้ป่วยรับประทานยาเม็ดใบหม่อนขนาด 280 มก. ครั้งละ 1 เม็ด ก่อนทานอาหารทั้ง 3 มื้อ ติดต่อกัน 12 สัปดาห์ แล้วทำการวิเคราะห์ปริมาณไขมันในเลือดและการทำงานของตับทุก 4 สัปดาห์ พบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ของผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 และ 8 ของการทดลอง และเมื่อครบ 12 สัปดาห์ ระดับคอเลสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอไรด์และ LDL ในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับก่อนการทดลอง (มีค่าลดลง 4.9%, 14.1% และ 5.6% ตามลำดับ) ในขณะที่ระดับ HDL เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (เพิ่มขึ้น 19.7%) แต่อย่างไรก็ตามมีรายงานผลข้างเคียงจากการใช้ยาเม็ดใบหม่อน เช่น อุจจาระร่วงอย่างอ่อน (26%) เวียนศีรษะ (8.7%) หรือมีอาการท้องผูกและท้องอืด (4.3%) แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ แสดงให้เห็นว่าการรักษาโรคไขมันในเลือดสูงด้วยยาเม็ดใบหม่อนมีความปลอดภัย และมีประสิทธิผลในการลดระดับคอเลสเตอรอล รวมทั้งเพิ่มระดับ HDL ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงชนิดปานกลางได้

Phytother Res 2011; 25:365-9


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | แสดงความคิดเห็น

สารสกัดจากกะลามะพร้าวช่วยลดความดันโลหิต

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=712

ย่อยข่าวงานวิจัย

สารสกัดจากกะลามะพร้าวช่วยลดความดันโลหิต

การศึกษาฤทธิ์หลอดเลือดคลายตัวของสารสกัดเอทานอลจากกะลามะพร้าว (CNE) ต่อหลอดเลือดแดงทั้งในภาวะที่มีและไม่มี endothelium พบว่า CNE มีผลลดการหดตัวของหลอดเลือดแดงที่ถูกกระตุ้นด้วย norepinephrine, phenylephrine หรือ potassium chloride ได้ดีในภาวะที่มี endothelium และฤทธิ์คลายหลอดเลือดของ CNE จะถูกยั้บยั้งเมื่อให้ร่วมกับ NG-nitro-L-arginine (nitric oxide synthase inhibitor) และ 1H-[1,2,4]-oxadiazolo-[4,3-A]-quinoxalin-1-one (ODQ: guanylase cyclase inhibitor) ส่วน atropine (muscarinic receptor antagonist) และ indomethacin (cyclooxygenase inhibitor) มีผลยับยั้งเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ glibenclamide (ATP-sensitive K+ channel blocker) ไม่มีต่อการทำงานของ CNE และเมื่อนำไปทดสอบฤทธิ์ลดความดันโลหิตในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความดันโลหิตสูงโดยเกลือ acetate deoxycorticosterone (DOCA) พบว่าหนูแรทที่ได้รับ CNE ขนาดวันละ 300 มก./กก.น้ำหนักตัว ติดต่อกัน 12 วัน มีความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 185.3 ± 4.7 มม.ปรอท เหลือ 145.6 ± 6.1 มม.ปรอท) โดยพบว่าสารสำคัญที่มีผลต่อการออกฤทธิ์เป็นสารกลุ่มโพลีฟีนอล ได้แก่ chrologenic acid, vanillic acid และ ferulic acid จากการทดลองที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าสารสกัดเอทานอลจากกะลามะพร้าวช่วยลดความดันโลหิต โดยเกี่ยวข้องกับการสร้าง nitric oxide จาก endothelium ผ่าน nitric oxide/guanylase cyclase pathway โดยตรง รวมถึงมีผลกระตุ้น muscarinic receptor ใน cyclooxygenase pathway

J Ethnopharmacol 2011; 134(1): 50-4


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | แสดงความคิดเห็น

การศีกษาความเป็นพิษของสารสกัดจากเกสรบัว

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=711

ย่อยข่าวงานวิจัย

การศีกษาความเป็นพิษของสารสกัดจากเกสรบัว

ในการศึกษาพิษเฉียบพลันของสารสกัด 95% เอทานอลจากเกสรบัว โดยป้อนสารสกัดขนาด 5 ก./กก. เพียงครั้งเดียวแก่หนูแรทเพศผู้และเพศเมีย และสังเกตอาการทางคลินิคเป็นเวลา 14 วัน ผลพบว่าสารสกัดไม่ทำให้เกิดพิษหรือทำให้หนูตาย และไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวและอวัยวะภายในของหนูทั้งสองเพศ สำหรับการศึกษาพิษกึ่งเรื้อรัง เมื่อป้อนสารสกัด ขนาด 50, 100, และ 200 มก./กก./วัน เป็นเวลานาน 90 วัน พบว่าไม่ทำให้เกิดพิษหรือทำให้หนูตาย และไม่พบความแตกต่างของน้ำหนักตัวระหว่างหนูในกลุ่มควบคุมและหนูที่ได้รับสารสกัด ยกเว้นหนูเพศเมียที่ได้รับสารสกัดขนาด 200 มก./กก. ซึ่งจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่ากลุ่มควบคุม สารสกัดในขนาดสูง คือ 200 มก./กก. จะมีผลทำให้ค่าโลหิตวิทยาและชีวเคมีในเลือดบางค่าของหนูเปลี่ยนแปลงไป โดยหนูเพศผู้จะมีปริมาณของเม็ดเลือดขาว lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่ basophile ลดลง หลังจาก 90 วัน แต่จะไม่พบการเปลี่ยนแปลงนี้ภายหลังจาก 118 วัน และปริมาตรของเม็ดเลือดแดงโดยเฉลี่ย (mean corpuscular volume) จะลดลงเล็กน้อย ภายหลังจาก 118 วัน ในหนูเพศเมียจำนวนของเม็ดเลือดแดงและความเข้มข้นของเลือด (hematocrit) ลดลงเล็กน้อย และความเข้มข้นเฉลี่ยของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง (mean corpuscular hemoglobin concentration) จะเพิ่มขึ้น ภายหลังจาก 118 วัน นอกจากนี้ยังพบว่าหนูเพศผู้จะมีปริมาณของครีตินินและคอเลสเตอรอลลดลง ส่วนหนูเพศเมียจะมีปริมาณของอัลบูมินลดลง ขณะที่เอนไซม์ alkaline phosphatase ในเลือดจะเพิ่มขึ้น สำหรับผลต่ออวัยวะภายใน พบว่าน้ำหนักของตับและไตในหนูทั้งสองเพศที่ได้รับสารสกัดจะลดลงกว่ากลุ่มควบคุม น้ำหนักของหัวใจของหนูเพศเมียจะลดลงกว่ากลุ่มควบคุม แต่ไม่พบความผิดปกติทางพยาธิสภาพของอวัยวะภายในในหนูทั้งสองเพศ สรุปได้ว่าขนาดที่ทำให้เกิดพิษของสารสกัดจากเกสรบัว คือ มากกว่า 5 ก./กก. และขนาดสูงสุดของสารสกัดที่ไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติ (no-observed-adverse-effect level (NOAEL)) เท่ากับ 200 มก./กก.

J Ethnopharmacol 2011;134:789-95.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | แสดงความคิดเห็น

ฤทธิ์ปกป้องตับของน้ำองุ่นดำ

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=710

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ปกป้องตับของน้ำองุ่นดำ

การศึกษาฤทธิ์ในการปกป้องตับของน้ำองุ่นดำ (Vitis labrusca  ) ในหนูแรทที่ได้รับรังสีเอ็กซ์แบบทั้งตัว โดยให้ดื่มน้ำองุ่นดำแบบไม่จำกัดปริมาณ (ad libitum  ) เป็นเวลา 6 วัน ก่อนได้รับรังสีเอ็กซ์ ขนาด 6 Gy และดื่มต่อหลังจากรับรังสีอีก 15 วัน เปรียบเทียบผลกับกลุ่มที่ได้รับรังสีแต่ไม่ได้รับน้ำองุ่น พบว่าหนูที่ได้รับน้ำองุ่น ปริมาณของ thiobarbituric acid-reactive substances (TBARS) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของการเกิด lipid peroxidation ในตับจะลดลง ขณะที่เอนไซม์ Cu/Zn superoxide dismutase (Cu/ZnSOD), glutathione peroxidase และปริมาณของ glutathione ซึ่งเกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลเพิ่มการแสดงออกของ Poly(ADP-ribose) polymerase (PARP-1) และ Cu/ZnSOD ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตายของเซลล์แบบ apoptosis แต่ไม่มีผลต่อ p53 และยังมีผลป้องกันไม่ให้เกิดการแตกหักของ DNA แสดงว่าน้ำองุ่นดำมีผลปกป้องตับจากการถูกทำลายด้วยรังสีได้ โดยเป็นผลมาจากฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ

Food Chem Toxicol 2011;49:1026-32.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | แสดงความคิดเห็น

กลไกในการรักษาอาการท้องเสีย และต้านการหดเกร็งในลำไส้ของมะขามป้อม

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=709

ย่อยข่าวงานวิจัย

กลไกในการรักษาอาการท้องเสีย และต้านการหดเกร็งในลำไส้ของมะขามป้อม

การศึกษากลไกในการรักษาอาการท้องเสียของสารสกัดหยาบจากผลมะขามป้อม (Phyllanthus emblica  ; Pe.Cr) ในหนูเม้าส์ และการศึกษาฤทธิ์ต้านการหดเกร็งในลำไส้เล็กที่แยกออกมาของกระต่ายพบว่า สารสกัดหยาบขนาด 500–700 มก./กก. ซึ่งประกอบด้วยสารในกลุ่ม alkaloids, tannins, terpenes, flavonoids, sterols และ coumarins สามารถบรรเทาอาการท้องเสียและการสะสมของเหลวในลำไส้ของหนูเม้าส์ที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วยน้ำมันละหุ่งได้ การศึกษาในลำไส้เล็กส่วนเจจูนัมของกระต่ายพบว่า Pe.Cr สามารถคลายกล้ามเนื้อส่วนเจจูนัมจากการถูกเหนี่ยวนำให้หดเกร็งด้วยสาร carbachol (CCh) และ K+ (80 มิลลิโมล) ซึ่งให้ผลเช่นเดียวกับยา dicyclomine (ยาระงับอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบ) และการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ในลำไส้เล็กส่วนไอเลียมของหนูตะเภา (guinea pig) โดยใช้ Pe.Cr ขนาด 0.3 และ 1 มก./มล. พบว่ามีกลไกการออกฤทธิ์เหมือนกับยา dicyclomine นั่นคือมีฤทธิ์เป็น anticholinergic และเป็น Ca2+ channel blocking (CCB) ซึ่งเป็นการออกฤทธิ์ต้านอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ และฤทธิ์ CCB นี้ยังเหมือนกับการออกฤทธิ์ของยา nifedipine และ dicyclomine ด้วย ทำให้สามารถสรุปได้ว่าสารสกัดจากผลของมะขามป้อมออกฤทธิ์บรรเทาอาการท้องเสีย และต้านการหดเกร็งในลำไส้โดยผ่านการยับยั้ง muscarinic receptors และ Ca2+ channels

J Ethnopharmacol 2011;133(2):856 – 65


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , | แสดงความคิดเห็น

ผลของฟ้าทะลายโจร บัวบก และหญ้าหนวดแมว ต่อ cytochrome P450 2C19 (CYP2C19)

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=708

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของฟ้าทะลายโจร บัวบก และหญ้าหนวดแมว ต่อ cytochrome P450 2C19 (CYP2C19)

การศึกษาอัตรกิริยาของฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata  ; AP), บัวบก (Centella asiatica  ; CA) และหญ้าหนวดแมว (Orthosiphon stamineus  ; OS) โดยใช้ human cytochrome P450 2C19 (CYP2C19) ซึ่งเป็น hepatic CYP isoform หลักที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการออกฤทธิ์และการกำจัดยาหลายๆ ชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย พบว่าสารสกัดเอทานอลของ AP และสารสกัดไดคลอโรมีเทนของ CA มีฤทธิ์ยับยั้ง CYP2C19 แบบ mixed type inhibition ในขณะที่สารสกัดเอทานอลของ CA และสารสกัดปิโตรเลียม OS มีฤทธิ์ยับยั้ง CYP2C19 แบบ competitively inhibition นอกจากนี้ยังพบว่า สาร eupatorin ซึ่งเป็นสารสำคัญในหญ้าหนวดแมว มีฤทธิ์ยับยั้ง CYP2C19 แบบ mixed type inhibition ด้วย จากผลการทดลองทำให้สามารถสรุปได้ว่า AP, CA และ OS มีฤทธิ์ยับยั้ง CYP2C19 ด้วยความแรงที่แตกต่างกัน โดย AP มีฤทธิ์อย่างอ่อน ในขณะที่สารสกัดไดคลอโรมีเทนของ CA และสาร eupatorin จากหญ้าหนวดแมวมีฤทธิ์อยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการใช้สมุนไพรบัวบกและหญ้าหนวดแมว ร่วมกับยาแผนปัจจุบันที่อยู่ในกลุ่ม CYP2C19 substrates เช่น omeprazole, proguanil, barbiturates, citalopram, และdiazepam เนื่องจากอาจทำให้มีระดับยาในเลือดสูงจนเกิดอันตรายได้

J Ethnopharmacol 2011;133(2):881-7


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 แสดงความเห็นโดย | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , , | แสดงความคิดเห็น