ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

มิถุนายน 15, 2010

พริกชี้ฟ้า พันธุ์พิจิตร 1

พริกชี้ฟ้า พันธุ์พิจิตร 1.

ชื่อวิทยาศาสตร์ Capsicum annuum L.
ชื่อสามัญ Hot pepper, พริกชี้ฟ้า
ชื่อพันธุ์ พิจิตร 1
แหล่งที่มาและประวัติ

  • ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตรได้รวบรวมพันธุ์พริกชี้ฟ้าที่เกษตรกรแต่ละภูมิภาค ปลูกเป็นการค้ารวมทั้งนำพันธุ์มาจากต่างประเทศนำมาปลูกศึกษาพันธุ์จำนวน 15 พันธุ์ ในปี พ.ศ. 2527 และทำการเปรียบเทียบพันธุ์คัดเลือกพันธุ์จากแปลงรวบรวม และศึกษาพันธุ์ พ.ศ. 2528-2534 พบว่ามี 5 พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง และให้ผลมีคุณภาพในการทำเป็นพริกแห้งได้ดีแต่เป็นพันธุ์ที่มีความแปรปรวนใน พันธุ์เล็กน้อย จึงได้นำทั้ง 5 พันธุ์มาคัดเลือกให้ได้สายพันธุ์บริสุทธิ์พันธุ์ใหม่ที่มีความสม่ำเสมอ

    ลักษณะประจำ พันธุ์

  • ลำต้นสีเขียวสูง 117 เซนติเมตร ทรงพุ่มรูปตัววี ใบสีเขียว ดอกสีเขียว ผลอ่อนสีเขียว ความหนาของเนื้อผลสด 1.16 มิลลิเมตร เมล็ดสีเหลืองมีจำนวน 75 เมล็ดต่อผล จำนวนเมล็ดต่อ100 กรัม มี 25,850 เมล็ด ผลดก เก็บเกี่ยวได้เร็ว ให้ผลครั้งแรก78 วันและครั้งสุดท้าย 150 วัน หลังปลูก อัตราส่วนพริกสด : พริกแห้ง 4.5 ต่อ 1 และมีสารแคบไซซิน ( Capsaicin) ที่เป็นสารให้ความเผ็ดเฉลี่ย 3.37 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดีกว่าและมากกว่าพันธุ์บางช้างเล็กน้อย
  • ลักษณะดีเด่น

  • ผลผลิตพริกแห้งเฉลี่ย 378 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่า พันธุ์บางช้าง ประมาณ 37 เปอร์เซ็นต์ คุณภาพดีตรงกับความต้องการของตลาด คือเมื่อเป็นพริกแห้งจะมีผิวค่อนข้างเรียบเป็นมัน (พันธุ์บางช้างมีผิวค่อนข้างย่นกว่า)ใช้เวลาตากแห้ง เพื่อทำพริกแห้งประมาณ 3 – 7 วัน ซึ่งน้อยกว่าพันธุ์บางช้าง
  • ข้อจำกัด

  • เนื่องจากเป็นพริกที่ไม่ต้านทานโรคกุ้งแห้งหรือ แอนแทรกโนส ดังนั้นถ้ามีฝนตกติดต่อกันหลาย ๆ วันในช่วงฤดูฝน ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคกุ้งแห้งหรือแอนแทรกโนสที่เกิดกับผลด้วย
    พื้นที่แนะนำ

  • ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ซึ่งมีดินร่วนหรือร่วนปนทราย ไม่เป็นดินเหนียวจัด มีการระบายน้ำดี เป็นพริกชี้ฟ้าที่ปลูกได้ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ควรใช้ระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร มีจำนวน 2 ต้นต่อหลุม
  • วันที่รับรองพันธุ์



  • ให้การรับรองโดยกรมวิชาการเกษตรเป็นรับรองพันธุ์ วันที่ 24 กรกฎาคม 2540
  • พริกขี้หนู พันธุ์ห้วยสีทนศรีสะเกษ

    พริกขี้หนู พันธุ์ห้วยสีทนศรีสะเกษ.

    ชื่อวิทยาศาสตร์ Capsicum fruitescens L.
    ชื่อสามัญ Chili pepper, พริกขี้หนู
    ชื่อพันธุ์ หัวยสีทนศรีสะเกษ
    แหล่งที่มาและประวัติ

  • กองพืชสวน ได้เมล็ดพันธุ์พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ (พริกจินดา) ในปี พ.ศ. 2516 นำมาทดลองปลูกศึกษาคัดแยกลักษณะต่าง ๆได้ 200 สายพันธุ์ ปี พ.ศ. 2517 นำทุกสายพันธุ์มาปลูกเป็นแถวตามแบบการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ คัดเลือกไว้ 5 สายพันธุ์ ปี พ.ศ. 2518 – 2519 นำเมล็ดที่ผสมตังเองของ 5 สายพันธุ์มาปลูกและคัดเลือกสายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ให้ได้ ลักษณะดีกว่าพันธุ์อื่น ๆ ทั้งด้านการเจริญเติบโต ขนาดและรูปร่าง

    ลักษณะประจำ พันธุ์

  • ต้นตั้งตรง มีทรงพุ่มเป็นรูปตัววี สูงประมาณ 80 เซนติเมตร ทรงพุ่มกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร เริ่มเก็บเกี่ยวผลเมื่ออายุ 3 1 / 2 – 4 เดือน ผลมีลักษณะเรียวชี้ขึ้นผลดิบสีเขียวอ่อน พริกสด 1 กิโลกรัม ได้พริกแห้ง 0.43 กิโลกรัม คือ มีน้ำหนักพริกแห้งต่อน้ำหนักสดมากกกว่าพันธุ์เดิม
  • ลักษณะดีเด่น

  • ผลผลิตเฉลี่ย 1,151 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่า ห้วยสีทน 1 ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ต้านทานต่อโรคใบด่าง ผลสุกผิวแดงเข้ม เรียบเป็นมันเมื่อแห้ง
  • ข้อจำกัด

  • ไม่ชอบน้ำขัง และในฤดูฝนควรระวัง โรคแอนแทรกโนสที่เกิดกับผล ทำให้ผลเน่าได้
    พื้นที่แนะนำ

  • ปลูกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • วันที่รับรองพันธุ์



  • ให้การรับรองโดยกรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์แนะนำ วันที่ 29 มีนาคม 2542
  • พริกขี้หนู พันธุ์ห้วยสีทน 1

    พริกขี้หนู พันธุ์ห้วยสีทน 1.

    ชื่อวิทยาศาสตร์ Capsicum fruitescens L.
    ชื่อสามัญ Chili pepper, พริกขี้หนู
    ชื่อพันธุ์ หัวยสีทน 1
    แหล่งที่มาและประวัติ

  • กองพืชสวน ได้นำเมล็ดพันธุ์พริกขี้หนูเมล็ดใหญ่ ชื่อพริกจินดา ไปทดลองปลูกศึกษาที่โครงการไร่นาตัวอย่างห้วยสีทนจังหวัดกาฬสินธุใน ปี พ.ศ. 2517 ได้ทำการคัดเลือกสายพันธุ์ ที่มีลักษณะดีตรงกับความต้องการไว้ 5 สายพันธุ์ ทำการผสมตังเองเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ในสายพันธุ์ และนำเมล็ดที่ผ่านการผสมตัวเองแล้วของทั้ง 5 สายพันธุ์ มาปลูกทดสอบสายพันธุ์ละ 600 ต้น พบว่าสายพันธุ์นี้ลักษณะดีกว่าสายพันธุ์ อื่น ๆ

    ลักษณะประจำ พันธุ์

  • ทรงต้นตั้งเป็นพุ่มรูปตัววี สูงประมาณ 1 เมตร เมื่อเริ่มห้ผล สูงประมาณ 150 – 160 เซนติเมตร ใยเล็กกว่าพันธุ์พื้นเมือง ผลชี้ขึ้น ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงจัด ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร โคนผลจะใหญ่และเรียวที่ปลาย ผลค่อนข้างอ้วนปานกลาง รสชาติเผ็ดจัดทั้งผลสดและผลแห้ง ผลจะเกิดอยู่ตามข้อของกิ่งเกือบทุกกิ่ง พริกสด 1 กิโลกรัม มีประมาณ 1,200 ผล เมื่อตากแห้งจะได้พริกแห้ง 0.36 กิโลกรัม
  • ลักษณะดีเด่น

  • พริกแห้งจะมีสีแดงเข้มเป็นมัน เหยียดตรงไม่บุบบี้ทำให้เสียราคา
  • ข้อจำกัด

  • ไม่ชอบน้ำขัง และการปลูกพริกในฤดูฝนให้ระวังโรคแอนแทรกโนส ซึ่งจะทำให้ผลเน่า
    พื้นที่แนะนำ

  • ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • วันที่รับรองพันธุ์



  • ให้การรับรองโดยกรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์พืชขึ้น ทะเบียนเลขที่ 9/2540 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 รับรองพันธุ์ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2522
  • ผักบุ้งจีน พันธุ์พิจิตร 1

    ผักบุ้งจีน พันธุ์พิจิตร 1.

    ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomoea reptans Poir.
    ชื่อสามัญ Chinese convulvulus, ผักบุ้งจีน
    ชื่อพันธุ์ พิจิตร 1
    แหล่งที่มาและประวัติ

  • เริ่มการศึกษาการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีน ที่สถานีทดลองพืชสวนฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 เป็นต้นมา ซึ่งในระยะนั้นเกษตรปลูกผักบุ้งจีนจากเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศ ไต้หวัน พบว่ามีความแปรปรวนทางพันธุกรรมสูงมาก จึงได้มีการคัดเลือกพันธุ์แบบ mass selection ตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 จนถึงปี พ.ศ. 2527 ได้นำมาคัดเลือกต่อที่ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร ในปี พ.ศ. 2529 ได้นำสายพันธุ์จากการคัดเลือกไปเปรียบเทียบกับพันธุ์การค้า จำนวน 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ไต้หวัน ตราเพชร และพันธุ์จากร้านค้าจังหวัดพิจิตร พบว่าสายพันธุ์ที่ได้จากการคัดเลือกให้ผลผลิตสูงกว่าและมีคุณภาพของต้นผัก บุ้งดีกว่าแต่ยังมีความแปรปรวนอีกเล็กน้อย จึงได้นำสายพันธุ์ดังกล่าวมาคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ (pure line selection) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530-2534 จนไ้ด้สายพันธุ์ผักบุ้งพจ.1-1-1 เพื่อนำไปทดสอบพันธุ์ตามศูนย์วิจัย สถานีทดลองของสถาบันวิจัยพืชสวน และในไร่เกษตรกรที่ปลูกผักบุ้งจีนเป็นการค้า จากการทดสอบพันธุ์ในศูนย์วิจัย สถานีทดลองและในไร่เกษตรกรระหว่างปี พ.ศ. 2534-2535 พบว่าผักบุ้งจีนสายพันธุ์ พจ.1-1-1 เป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงกว่า พันธุ์การค้าประมาณ 13 เปอร์เซนต์ ผลผลิตเฉลี่ย 3,415 กิโลกรัม/ไร่ ต้นมีคุณภาพดี และมีความสม่ำเสมอของต้นดีกว่าพันธุ์การค้าทุกพันธุ์ ให้ชื่อพันธุ์นี้ว่า พันธุ์พิจิตร 1 ทั้งนี้่ กรมวิชาการเกษตรรับรองพันธุ์ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2537

  • ลักษณะประจำ พันธุ์


  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
    ลำต้น
    สีลำต้นเขียวอ่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 0.69 เซนติเมตร ความหนาของลำต้น 0.13 เซนติเมตร จำนวนข้อต่อต้น 7 ข้อ
    ใบ
    ขนาดใบกว้าง 2.6 เซนติเมตร ยาว 13.18 เซนติเมตร รูปทรงของใบ ส่วนใหญ่ใบแคบเรียวยาว ลักษณะชูตั้ง
    ดอก
    สีดอกสีขาว
    เมล็ด สีเมล็ดสีน้ำตาลดำ ขนาดของเมล็ด กว้าง 4 มิลลิเมตร ยาว 6 มิลลิเมตร
  • ลักษณะทางการเกษตร
  • 1. ความสูงของต้น 35 เซนติเมตร
    2. ผลผลิตประมาณ 3,415 กิโลกรัม/ไร่
    3. อายุเก็บเกี่ยว 20 วัน

    ลักษณะดีเด่น

    1. ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์การค้าประมาณ 13 เปอร์เซนต์ ผลผลิตโดย เฉลี่ย 3,415 กิโลกรัมต่อไร่
    2. มีใบแคบเรียวยาว ตรงกับความต้องการของตลาด และมีลักษณะใบชูตั้ง
    3. ลำต้นมีสีเขียวอ่อน ไม่มีการทอดยอดก่อนการเก็บเกี่ยว ไม่มีการแตกแขนงที่โคนต้น ลักษณะลำต้นสม่ำเสมอกัน ทำให้สะดวกและประหยัดแรงงานในการตัดแต่งใบและแขนงที่โคนต้นก่อนนำส่งตลาด

    ข้อจำกัด

  • ในช่วงฤดูฝน ถ้ามีฝนตกติดต่อกันหลายวันควรพ่นสารป้องกันกำจัด โรคราสนิมขาว
    พื้นที่แนะนำ

  • ผักบุ้งจีนพันธุ์นี้ ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย และปลูกได้ตลอดปี
  • วันที่รับรองพันธุ์



  • ให้การรับรองโดยกรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์พืชขึ้น ทะเบียนเลขที่ 20/2540 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 รับรองพันธุ์ วันที่ 27 กันยายน 2537
  • ผักคะน้า พันธุ์แม่โจ้ 1

    คะน้า พันธุ์แม่โจ้ 1.

    ชื่อวิทยาศาสตร์ Brassica oleracea L. var. alboglabra Bail.
    ชื่อสามัญ Chinese kale, คะน้า
    ชื่อพันธุ์ แม่โจ้ 1
    แหล่งที่มาและประวัติ

  • พ.ศ. 2506-2511 ดร.เสริมลาภ วสุวัต ได้นำเมล็ดพันธุ์ผักกาดหัวที่เกษตรกรใช้ปลูกส่งตลาดสด ซึ่เป็นพันธุ์เบา จากไต้หวันมาปลูกปรับปรุงพันธุ์จนสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ผักกาดหัว 2 ชนิด ที่มีคุณภาพดีและมีความบริสุทธิ์สูง ออกแนะนำเกษตรกรได้

  • พ.ศ. 2512-2515 นายธงไชย ทองอุทัยศรี และคณะทำงานทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีคัดเลือก แบบต้นเดี่ยว
    และวิธี Maternal Line Selection (สายพันธุ์แม่)

  • พ.ศ. 2516-2519 ทำการทดลองพันธุ์ในแหล่งต่างๆ
  • พ.ศ. 2520-2522 ทำการทดสอบพันธุ์จนได้คะน้าพันธุ์แม่โจ้ 1

  • ลักษณะประจำ พันธุ์


  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
    ประเภท
    รับประทานใบและต้น
    ลำต้น
    ลำต้นเดี่ยวอวบส่วนกลางป่องใหญ่สูงเฉลี่ย 33.4 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น ส่วนใหญ่ที่สุดคือ 2.0 เซนติเมตร
    ใบ
    ใบเรียบ ปลายใบแหลมตั้งชี้ขึ้น ก้านใบบาง ช่วงข้อยาว น้ำหนักส่วนที่เป็นต้นและก้านมากกว่าใบ จำนวนใบเฉลี่ยต่อต้น 9 ใบ
    ดอก
    สีขาว เริ่มออกดอกเมื่ออายุ 50-55 วัน
  • ลักษณะทางการเกษตร
  • 1. น้ำหนักต้นเฉลี่ย 142 กรัม
    2. ผลผลิตประมาณ 1,500-2,000 กิโลกรัม/ไร่
    3. อายุเก็บเกี่ยว 45-48 วัน

    ลักษณะดีเด่น

  • ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,500-2,000 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าพันธุ์ร้านค้า 10 เปอร์เซ็นต์ ต้านทานต่อโรคลำต้นแตก มีคุณภาพในการรับประทานตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
  • ข้อจำกัด

  • ช่วงอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10-15 วันต้นจะเล็กและแทงช่อดอก
    พื้นที่แนะนำ

  • ปลูกได้ทุกภาคของประเทศ
  • วันที่รับรองพันธุ์



  • ให้การรับรองโดยกรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์พืชขึ้น ทะเบียนเลขที่ 9/2540 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 รับรองพันธุ์ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2522
  • ผักกาดหัว พันธุ์แม่โจ้ 1

    ผักกาดหัว พันธุ์แม่โจ้ 1.

    ชื่อวิทยาศาสตร์ Raphanus sativus L. var. longipinnatus Bail.
    ชื่อสามัญ Chinese radish, ผักกาดหัว
    ชื่อพันธุ์ แม่โจ้ 1

    แหล่งที่มาและประวัติ

  • พ.ศ. 2506-2511 ดร.เสริมลาภ วสุวัต ได้นำเมล็ดพันธุ์ผักกาดหัวที่เกษตรกรใช้ปลูกส่งตลาดสด ซึ่เป็นพันธุ์เบา จากไต้หวันมาปลูกปรับปรุงพันธุ์จนสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ผักกาดหัว 2 ชนิด ที่มีคุณภาพดีและมีความบริสุทธิ์สูง ออกแนะนำเกษตรกรได้

  • พ.ศ. 2512 นายธงไชย ทองอุทัยศรี และคณะทำงานได้นำเมล็ดพันธุ์ผักกาดหัวทั้ง 2 ชนิด มาวิเคราะห์และหาทาง ปรับปรุงพันธุ์ให้ดียิ่งขึ้นโดยทำการคัดเลือกต้นเดี่ยวและผสมตัวเอง

  • พ.ศ. 2513 ทำการคัดเลือกผักกาดหัวพันธุ์เบาและพันธุ์หนักแบบต้นเดี่ยว
    และผสมตัวเองเป็นครั้งที่ 2

  • พ.ศ. 2514 ทำการคัดเลือกพันธุ์ผักกาดหัวพันธุ์เบาแบบต้นเดี่ยว และผสมตัวเองเป็นชั่วที่ 3

  • พ.ศ. 2515-2517 ทำการคัดเลือกผักกาดหัวพันธุ์เบาแบบสายพันธุ์แม่ (Maternal Line Selection) และผสมปิด
  • พ.ศ. 2517-2521 ทำการทดสอบพันธุ์ผักกาดหัวสายพันธุ์ที่ดีในแหล่งต่างๆ จนได้พันธุ์แม่โจ้ 1

  • ลักษณะประจำพันธุ์


  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
    ประเภท
    รับประทานส่วนรากหรือหัว
    ลำต้น
    มีรูปทรงกระบอก ผิวเรียนสีขาว ขนาดหัวสม่ำเสมอ
    ยาวเฉลี่ย
    20.5 เซนติเมตร
    เส้นผ่าศูนย์กลาง
    4.5 เซนติเมตร
    ใบ
    ใบเรียบ ไม่มีหนาม ขอบใบมี 2ลักษณะคือขอบใบเรียบไม่มีรอยหยักตลอดทั้งใบและขอบใบส่วนปลายเรียบแต่มีรอย หยักเล็กน้อยบริเวณโคนก้านใบ
  • ลักษณะทาง การเกษตร
  • 1. น้ำหนักต้นเฉลี่ย 224 กรัม
    2. ผลผลิตประมาณ 4,000-5,000 กิโลกรัม/ไร่
    3. อายุเก็บเกี่ยว 45-48 วัน

    ลักษณะดีเด่น

  • เปอร์เซนต์หัวแตกและผิดปกติต่ำ และให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์จากร้านค้า และพันธุ์พื้นเมืองประมาณ 23 เปอร์เซนต์เป็นพันธุ์เบา อายุออกดอก 55-60 วัน
  • ข้อจำกัด

  • ช่วงอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10-15วันหัวจะเล็กและแทงช่อดอก
    พื้นที่แนะนำ

  • ปลูกได้ทุกภาคของประเทศ
  • วันที่รับรองพันธุ์


  • ให้การรับรองโดยกรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์พืชขึ้น ทะเบียนเลขที่ 10/2540 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540 รับรองพันธุ์ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2522
  • The Silver is the New Black Theme. Create a free website or blog at WordPress.com.