ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Author Archive

http://www.thaipost.net/node/47649

6 November 2554 – 00:00

ในลีกฟุตบอลชั้นนำระดับโลก ความแม่นยำเหมือนจับวาง ความรวดเร็ว และความแรง คือสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างการได้ขึ้นรั้งตำแหน่งสูงสุดบนตาราง หรือการต้องจมอยู่กับความกดดันที่ไม่รู้จบ เพื่อดิ้นรนให้ไม่ต้องพลาดหวังในลีกหรือหรือถ้วยแชมป์นั้นๆ เดิมพันที่สูงเช่นนี้ทำให้ผู้เล่นเฟ้นหาลูกฟุตบอลซึ่งให้สัมผัสและความรู้สึกที่ดีอย่าง ไร้คู่ปรับ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกฟุตบอลจะพุ่งไปยังตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง
ลูกฟุตบอล “ไนกี้” ที 90 ไฮ-วิส (T90 Hi-Vis) ใหม่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นโดยสืบทอดมรดกความยอดเยี่ยมของลูกฟุตบอลในตระกูล T90 ที่ดำรงสถานภาพอันมั่นคงในฐานะลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการของลีกฟุตบอลชั้นนำระดับโลกมากมาย อาทิ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, เซเรียอา ของอิตาลี, และลาลีกา ของสเปน
จากการเดินหน้าสานต่อการนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ในวงการฟุตบอล ลูกฟุตบอลรุ่น ที 90 ไฮ-วิส จึงโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีเรดาร์ (RaDaR) ของไนกี้ ซึ่งเป็นชื่อย่อจากความหมายว่า Rapid Decision and Response (การตัดสินใจและการตอบสนองที่รวดเร็ว) โดยมาตรฐานด้านประสิทธิภาพการมองเห็นซึ่งวัดจากการทดสอบทั้งในห้องทดลองและในสนามระบุว่า เทคโนโลยีเรดาร์ของไนกี้ ช่วยให้ผู้เล่นมองเห็นลูกบอลได้ดีขึ้นและสามารถฉวยโอกาสเพียงเสี้ยววินาทีในการทำประตูหรือส่งบอล
ในกีฬาฟุตบอล ความแม่นยำในการมองเห็นคือสิ่งที่สำคัญยิ่ง ลูกฟุตบอลไนกี้ ที 90 ไฮ-วิส ได้รับการออกแบบให้ดูโดดเด่นในสนามเมื่อวิสัยทัศน์อาจไม่ปลอดโปร่งนัก คู่ผสมสีเหลืองและสีม่วงของไฮ-วิสช่วยเพิ่มการเรืองแสงและความสว่างให้กับลูกฟุตบอล จึงเห็นได้อย่างเด่นชัดยิ่งขึ้นในสภาพแสงที่อึมครึมเมื่อเทียบกับลูกฟุตบอลไฮ-วิสรุ่นก่อนๆ
ด้วยเทคโนโลยีสิทธิบัตรของผิวลูกบอลแบบไฮ-วิส พร้อมด้วยลายกราฟิกเพื่อประสิทธิภาพและโครงสร้างพิเศษ 5 ชั้น ลูกฟุตบอล ที 90 ไฮ-วิส จึงถือเป็นสุดยอดแห่งนวัตกรรมลูกฟุตบอล สัมผัสและเสถียรภาพจากอากาศพลศาสตร์ของลูกฟุตบอลรุ่นนี้ รวมถึงเทคโนโลยีเรดาร์ของไนกี้ ทำให้มันเป็นลูกฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะเป็นลูกฟุตบอลซึ่งลีกและผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกต่างเจาะจงเลือกใช้

คุณสมบัติเด่นประกอบด้วย

1.ผิวเปลือกลูกบอลผลิตจากทีพียูที่มีเนื้อวัสดุอนุภาคเล็ก (Micro-textured) เย็บขึ้นด้วยมือเพื่อสัมผัสที่ดีและความทนทานเป็นเยี่ยม
2.ลายกราฟิกเพื่อประสิทธิภาพจากเทคโนโลยีเรดาร์ (RaDaR) ของไนกี้ ช่วยสร้างคลื่นการรับรู้ทางสายตาที่ชัดเจน
3.สวีทสปอท 360 องศาช่วยกระจายแรงกดไปยังชิ้นผิวเปลือกได้เท่าๆ กันอย่างทั่วถึงทุกชิ้น
4.ค่าความกลมที่เหมาะสมที่สุดช่วยให้ลูกฟุตบอลลอยได้รวดเร็วกว่า ไกลกว่า และแม่นยำกว่าลูกฟุตบอลรุ่นอื่นๆ
5.ชั้นโฟมอัดฟองด้วยไนโตรเจนให้ความยืดหยุ่นที่ดีและเชื่อมต่อกันแบบไขว้ เพื่อการคงรูปทรงและความทนทาน
6.ถุงลมชั้นในแบบ 6 ปีกผลิตจากยางผสมคาร์บอนเพื่อสร้างแรงให้ลูกบอลพุ่งทะยานจากเท้าได้เต็มพลัง
7.ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะจำเพาะตามที่ฟีฟ่าอนุมัติ โดยมีน้ำหนักระหว่าง 420-455 กรัม และมีเส้นรอบวง 68.5-69.5 เซนติเมตร
ผู้สนใจลูกฟุตบอล “ไนกี้” ที 90 ไฮ-วิส ใหม่ จะเริ่มใช้ในการแข่งขันจริงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ 5-6 พฤศจิกายน 2554 ในลีกดังทั่วยุโรป สามารถอัพเดตข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์ nikefootball.in.th หรือ facebook.com/nikefootballTH

http://www.thaipost.net/node/47650

6 November 2554 – 00:00

จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สาเหตุหลักของวิกฤติอุทกภัยครั้งนี้ นอกจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และการกักเก็บน้ำในเขื่อนมาเกินไปจนระบายไม่ทันแล้ว สาเหตุอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการรุกล้ำทางน้ำไหลทั้งการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมเป็นโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างบ้านเรือนที่พักอาศัยและสาธารณูปโภคต่างๆ ทำให้น้ำเหนือไม่สามารถไหลลงสู่ทะเลได้อย่างสะดวก
อีกปัจจัยคือ ปัจจุบันการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จากที่เคยสร้างบ้านไม้มีใต้ถุนสูง ก็เปลี่ยนมาถมที่ดินให้สูงขึ้นแล้วสร้างบ้านติดพื้นดิน จึงทำให้การป้องกันน้ำท่วมบ้านเรือนเป็นเรื่องยากกว่าในสมัยก่อน
“บ้านทรงไทย” ถือว่าสถาปัตยกรรมไทยเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ไทยที่สะท้อนภาพชีวิตแบบไทย ทั้งในด้านความเป็นอยู่ ทัศนคติ ค่านิยมและความเชื่อ เพราะบ้านเป็นสถานที่ที่ผูกพันมาตั้งแต่เกิด แม้ว่าปัจจุบันการดำเนินชีวิตและรูปลักษณ์ของบ้านจะแปรเปลี่ยนไป แต่หากมองกันอย่างลึกซึ้งแล้ว ชีวิตในบ้านของคนไทยยังไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งค่านิยมบางประการยังคงดำเนินการสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม บ้านมิได้มีความหมายเพียงเป็นที่อาศัยนอนในตอนกลางคืนและออกไปทำงานตอนเช้าเท่านั้น แต่บ้านคือที่อยู่อาศัยของครอบครัวที่มีชีวิตชีวา มีความรักและความอบอุ่นเป็นที่พึ่งในทุกโมงยามที่ต้องการ
บ้านจึงเป็นที่ที่คนอยากให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตสิ่งหนึ่ง บ้านไทยหรือเรือนไทยในความคิดของคนทั่วไปคงเป็นภาพบ้านไทยภาคกลาง ที่เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง มีหลังคาแหลมสูงชัน ประดับด้วยตัวเหงา มีหน้าต่างบานสูงรอบๆ ตัวบ้าน อาจเป็นบ้านเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มบ้านก็ได้
ลักษณะของบ้านไทยดังกล่าวชี้ชัดให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนโบราณ ทั้งช่างปลูกบ้านและช่างออกแบบที่ปลูกบ้านเพื่อประโยชน์และความต้องการใช้สอย รวมทั้งแก้ปัญหาของผู้อยู่อาศัย เป็นแบบบ้านที่สวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
บ้านไทยจึงเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของชาติ และเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาอันน่าภูมิใจ คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประเทศไทยอยู่ในภูมิประเทศเขตร้อน พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มและอยู่ในเขตมรสุม จึงมีฝนตกชุกในหน้าฝน บางทีหรือเกือบทุกปีจะเกิดน้ำท่วม คนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งทำสวน ทำนา ทำไร่ ทำประมง แม่น้ำลำคลองจึงเปรียบเสมือนเส้นโลหิตหล่อเลี้ยงชีวิต ที่นี่จึงเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งพักผ่อนและเป็นเส้นทางคมนาคม
คนไทยภาคกลางจึงนิยมปลูกบ้านอยู่ริมฝั่งน้ำสายเล็กสายน้อย เมื่อยามน้ำหลากน้ำก็จะไหลท่วมบ้านเรือน คนไทยแต่ก่อนไม่รู้จักการถมที่ดินหนีน้ำท่วม จึงปลูกบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง ซึ่งให้ประโยชน์หลายด้าน ทั้งช่วยให้ลมผ่านสะดวก ทั้งเพื่อความปลอดภัยจากสัตว์ร้าย หรือคนร้ายในยามค่ำคืน และยังเป็นการป้องกันน้ำท่วมถึงตัวบ้านอีกด้วย ใต้ถุนบ้านนี้ในยามปกติอาจใช้เป็นที่สันทนาการของครอบครัวคือ เป็นที่พักผ่อนหรือที่เล่นของเด็กๆ หรือใช้รวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ทอผ้า ตั้งเตาหรือกระทะทำขนมกวนต่างๆ และไว้เก็บสิ่งของทั้งใหญ่และเล็ก ยามเมื่อน้ำหลากมาก็ย้ายสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ จากใต้ถุนขึ้นไว้บนตัวเรือน ใต้ถุนที่ยกสูงนี้นิยมให้สูงกว่าระดับศีรษะคนยืน เพื่อให้เดินได้สะดวก
ดังที่กล่าวแล้วว่าประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน แสงแดดจัดจ้า อากาศโดยทั่วไปจึงร้อนถึงร้อนจัด โดยเฉพาะในหน้าร้อน บ้านจึงเป็นสถานที่ให้ความร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัย ภูมิปัญญาของการปลูกบ้านไทยคือ การออกแบบให้เป็นหลังคาทรงสูง เพื่อให้อากาศภายในเบาลอยตัวอยู่ ขณะที่ความร้อนจะถ่ายเทสู่ตัวบ้านหรือภายในห้องได้อย่างช้าๆ เนื่องจากระยะความสูงของหลังคาทำให้ภายในตัวบ้านเย็นสบาย แม้จะมีห้องและฝากั้น แต่ก็มีพื้นที่เพียง 40% ที่เหลืออีก 60% เป็นชานเปิดโล่ง ทำให้ลมพัดผ่านได้สะดวก ทั้งลมจากใต้ถุนสูงที่พัดขึ้นมาข้างบนก็เป็นอีกทางหนึ่งที่สายลมเย็นจะพัดผ่านในบ้านตลอดเวลา
ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของบ้านไทยที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาในการแก้ปัญหาอากาศร้อนคือ การสร้างชายคาหรือไขรา ให้ยื่นยาวออกคลุมตัวบ้านมากกว่าบ้านทรงยุโรป เป็นการป้องกันแดดไม่ให้เผาฝาบ้านให้ร้อน ป้องกันฝนสาด แดดส่อง ห้องจะได้เย็นตลอดทั้งวัน
องค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำให้บ้านไทยเป็นบ้านที่ร่มเย็นคือ “ความโปร่ง” ซึ่งเกิดจากการออกแบบฝาบ้านให้มีอากาศผ่านได้ เช่น ใช้ฝาสำหรวด หรือฝาขัดแตะ หน้าจั่วของบ้านทำเป็นช่องโปร่งให้ลมผ่านได้
ลักษณะเด่นชัดอีกประการของบ้านไทยคือ รูปทรงบ้านที่มีระเบียบเรียบง่ายไม่ซับซ้อน จะแลเห็นได้ตั้งแต่ชานหน้าเรือน ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งรับลม คนนั่งจากชานเรือนจะมองเห็นมุมกว้าง ทำให้รู้สึกโล่งโปร่งใจโปร่งตา
ถัดจากชานเข้ามาเป็นระเบียงที่ใช้รับรองแขก จัดงานตามประเพณีนิยมหรือพิธีทางศาสนา เช่น ทำบุญเลี้ยงพระ โกนจุก แต่งงาน ตากอาหารแห้ง และที่นอกชานมักใช้ปลูกไม้กระถาง วางอ่างน้ำ ปลูกตะโกดัดและบอนไซ ซึ่งคนแต่ก่อนนิยมปลูกต้นไม้ใส่กระถางไว้เชยชม และอาจจัดมุมใดมุมหนึ่งของนอกชานในที่ลับตาคนเป็นที่อาบน้ำก็ได้
ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนตอน ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างเพื่อไปลักพาตัวนางวันทองเมียรักกลับคืนมานั้น สุนทรภู่ได้บรรยายบรรยากาศบนชานเรือนของขุนช้าง ซึ่งเป็นคหบดีเมืองสุพรรณไว้น่าดูนัก อ่านแล้วรู้สึกรื่นรมย์ บอกไม่ถูกทีเดียว
โจนลงกลางชานร้านดอกไม้ของขุนช้างสร้างไว้อยู่ดาษดื่น
รวยรสเกสรเมื่อค่อนคืน          ชื่นชื่นลมชายสบายใจ
กระถางแถวแก้วเกตพิกุลแกม  ยี่สุ่นแซมมะสังดัดดูไสว
สมอรัดตัดทรงสมละไม           ตะขบข่อยตั้งไว้จังหวะกัน
ตะโกนาทั้งกิ่งประกับยอด        แทงทวยทอดอินพรหมนมสวรรค์
ข้าวผลิดอกออกช่ออยู่ชูชัน       แสงพระจันทร์จับแจ่มกระจ่างตา
ยี่สุ่นกุหลาบมะลิซ้อน               ซ้อนชู้ชูกลิ่นถวิลหา
ลำดวนยวนใจให้ไคลคลา           สายหยุดหยุดช้าแล้วยืนชม
ถัดถึงกระถางอ่างน้ำ                ปลาทองว่ายคล่ำเคล้าคลึงสม
พ่นน้ำดำลอยถอยจม                 น่าชมชักคู่อยู่เคียงกัน
หากมีพื้นที่รอบๆ บ้าน ก็นิยมปลูกไม้ใหญ่หลายชนิดไว้ให้ร่มเงา เรือนบางหลังยังเปิดช่องตรงกลางชานไว้ปลูกไม้ยืนต้น เพื่อให้ร่มเงาบริเวณชานเรือนอีกด้วย
ฝีมือช่างไทยที่เด่นชัดอีกอย่างหนึ่งที่ปรากฏในเรือนไทยคือ การไม่ใช้ตะปู แต่จะตรึงติดด้วยลิ้นไม้เข้าเดือย ตั้งแต่การตรึงติดของจั่วและคาน จนถึงการทำบันไดบ้าน ในการปลูกบ้านไทยยังแฝงคติความเชื่อของเรื่องการวางทิศทาง การให้ความสำคัญของไม้แต่ละชิ้นที่ใช้ ซึ่งมีพิธีทำขวัญเสาสำหรับผีที่ปกปักรักษาต้นไม้ที่ถูกตัดมา การเรียกชื่อไม้ที่เป็นโครงสร้างบ้านก็เรียกด้วยความเคารพ ซึ่งแสดงถึงการให้เกียรติและให้ความสำคัญต่อทุกสรรพสิ่งรอบตัว และทั้งหมดนี้เกิดจากลุ่มลึกและภูมิปัญญาของช่างโบราณของไทยอย่างแท้จริง.

http://www.thaipost.net/node/47640

6 November 2554 – 00:00

ด้วยเพราะมนุษย์ถูกอวิชชาเข้าครอบงำจิตนานเสียจนจำเรื่องความเป็นจริงของจิต อันเป็นจิตเดิมแท้ไม่ได้ ยิ่งนานวันไปจิตก็ยิ่งหลงในอวิชชาความยึดมั่นถือมั่นคิดปรุงแต่งในมิติมายาแห่งความคิด ว่าเป็นจริงเป็นจัง หาทางหลุดพ้นออกมาจากมิติแห่งความคิดอันเป็นมายาภาพฝันเหล่านั้นไม่ได้
จิตที่ตกอยู่ในอำนาจความคิดที่ปรุงแต่ง ย่อมไม่ยอมรับต่อสภาพแห่งความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แต่จะยอมรับแต่มายาจิตที่จิตของตนเองนั้นคิดปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นมา การปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงความจริงได้นั้นจึงต้องใช้อุบายวิธีหลายอย่างหลายประการด้วยกัน เพื่อที่จะน้อมนำจิตให้เข้าถึงความจริง อันได้แก่พระนิพพานตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสรู้ รู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องของการที่ดวงจิตต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร
มนุษย์ที่ยังไม่รู้ความจริงจึงยังมีความสงสัยในธรรมอยู่อย่างนั้น ด้วยเพราะว่าธรรมนั้นไม่อาจสามารถพิสูจน์ให้เข้าใจได้ด้วยวิทยาการทางโลกวัตถุ เพราะธรรมนั้นเป็นนามธรรมที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนทางจิตเท่านั้นที่จะเข้าถึงและเข้าใจธรรมได้ เมื่อธรรมเข้าได้ยาก และมีวิธีในการที่จะเข้าใจและเข้าถึงธรรม อันเป็นกระบวนการทางจิต หลายคนจึงมีความสงสัยในสิ่งอันเป็นนามธรรมนี้ว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่
บาปบุญคุณโทษนรกสวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร สิ่งเหล่านี้มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ เพราะยากที่จะเข้าใจได้ด้วยการอ่าน การฟัง สิ่งอันเป็นนามธรรมนี้มีอำนาจเหนือการเกิดของมนุษย์จริงหรือสามารถนำเอาดวงวิญญาณของมนุษย์ผู้ที่ยังคงมีอวิชชาให้ต้องมารับทุกข์ ด้วยการเวียนว่ายตายเกิดได้จริงหรือ ความลังเลสงสัยในธรรมจึงเป็นสามเหตุใหญ่ที่ทำให้มนุษย์ยังคงประมาทในชีวิต และมองไม่เห็นธรรม
ธรรมนั้นจับต้องไม่ได้ ไม่มีอาณาเขตกว้างยาว ไม่มีปริมาณ ไม่มีน้ำหนัก แต่มันเป็นนามธรรมอันคุณธรรมที่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถพัฒนาจิตวิญญาณภายในกายสังขารนี้ ให้เข้าใจและเข้าถึงธรรมได้ เมื่อมนุษย์มองไม่เห็นธรรมจึงเกิดความลังเลสงสัยในธรรมทั้งหลายว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ การปฏิบัติธรรมเพื่อกุศลผลบุญนั้นได้บุญจริงหรือไม่ คนเราเกิดมาแล้วเมื่อตายไปสูญหรือว่าต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
หลายครั้งที่ครูบาอาจารย์ท่านต้องแสดงฤทธิ์ อันเป็นปรากฏการณ์ที่เหนือธรรมชาติให้เราได้เห็น มิใช่เป็นการแสดงเพื่อให้ใครมาเคารพนับถือว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มีเดชอะไร แต่เป็นการแสดงเพื่อให้ผู้ที่กำลังเกิดความลังเลสงสัยในธรรมนั้นเกิดความมั่นใจในสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ ฤทธิ์จึงเป็นพลังอำนาจอันสำคัญที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายมีอยู่ในตัว และมักใช้เพื่อการทำลายความลังเลสงสัยให้กับกับบรรดาศิษย์ของตน เพราะศิษย์บางคนนั้นก็มีปัญญาสามารถเข้าถึงธรรมได้ด้วยปัญญาการพิจารณา แต่ยังคงมีศิษย์อีกหลายคนที่มีความตั้งใจในการปฏิบัติแต่ยังไม่อาจเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย ครูบาอาจารย์ท่านจึงต้องสร้างให้เกิดความศรัทธาด้วยฤทธิ์
การแสดงฤทธิ์ตามสมควรแก่เหตุและสถานการณ์ จึงเป็นการสร้างให้เกิดความศรัทธาอย่างมั่นคง อีกทั้งยังเป็นการทำลายความเคลือบแคลงสงสัยในธรรม ที่ผู้ปฏิบัติอีกหลายคนยังไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยปัญญาของตนเอง.

http://www.thaipost.net/node/47641

6 November 2554 – 00:00

สสส.จับมือ รพ.โพธาราม “รุกวัด-สกัดโรค”
สร้าง “อสม.พระ” สานสุขภาวะดีในแดนบุญ

กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายส่งเสริมให้คนไทยมุ่งสร้างมากกว่าซ่อมสุขภาพ ทำให้เกิดกระแสตื่นตัวในการดูแลสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปีเพิ่มสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันพบว่า “พระสงฆ์” เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญของการดูแลรักษาสุขภาพค่อนข้างน้อย โดยจะเข้ารับบริการสาธารณสุขต่อเมื่อเกิดการเจ็บป่วยรุนแรง และแสดงอาการของโรคแทรกซ้อนต่างๆ เกิดขึ้นเท่านั้น ทำให้ภาครัฐต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อให้การดูแลรักษาอย่างเต็มที่
อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี มีวัดมากถึง 69 แห่ง ในอดีตมีพระสงฆ์อาพาธและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโพธารามจำนวนหลายรูป ถึงขั้นต้องจัดสร้างอาคารขนาด 25-30 เตียง เพื่อรองรับพระสงฆ์ที่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัว ทำให้แพทย์และพยาบาลไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงเท่าที่ควร
เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนในการดูแลสุขภาพของพระสงฆ์ โรงพยาบาลโพธาราม จึงได้ร่วมกับ เจ้าคณะตำบลโพธาราม จังหวัดราชบุรี จัดทำโครงการ “โรงพยาบาล-วัด เครือข่ายสานสัมพันธ์สร้างสุขภาพที่ดีสู่ชุมชน” ขึ้นในปี 2553 โดยมุ่งเน้นให้พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในวัดต่างๆ ในอำเภอโพธาราม ตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพมากยิ่งขึ้น เข้าใจถึงวิธีการปฏิบัติตนให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ สามารถดูแลตนเองได้ในยามที่เจ็บป่วย สามารถสังเกตอาการเพื่อเฝ้าระวังโรคในหมู่พระสงฆ์ได้ รวมถึงช่วยให้คำแนะนำแก่ฆราวาสเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพตามหลักสาธารณสุขได้อย่างถูกต้อง โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
นางโฉมยง เหลาโชติ หัวหน้ากลุ่มงานสุขศึกษา โรงพยาบาลโพธาราม หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า สถิติการเจ็บป่วยของพระสงฆ์ในพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหอผู้ป่วยสามารถรองรับได้เพียง 30 เตียง มีพระสงฆ์นอนพักรักษาเต็มตลอดเวลา โรคที่พบส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ได้แก่ โรคถุงลมโป่งพอง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หอบหืด มะเร็ง ไขข้อ กระดูก และโรคหัวใจ เป็นต้น แต่พระสงฆ์มักคิดว่าตนเองไม่ได้เจ็บป่วย เนื่องจากยังไม่ปรากฏอาการของโรค และแพทย์จะพบโรคเมื่อมีอาการรุนแรงแล้ว ทางโรงพยาบาลจึงมีนโยบายสร้างเสริมสุขภาพในกลุ่มพระสงฆ์ตั้งแต่ปี 2548 โดยจัดบุคลากรออกตรวจสุขภาพและคัดกรองโรคเชิงรุก ให้ความรู้ด้านสุขภาพ และส่งตัวไปรักษาต่อกับแพทย์เมื่อตรวจพบโรค
“อำเภอโพธารามมีพระสงฆ์จำพรรษาประมาณ 500 รูป กว่าครึ่งหนึ่งนิยมสูบบุหรี่ ในขณะที่ร้อยละ 30 ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง รองลงมาคือ เบาหวาน  จากการมุ่งสร้างเสริมสุขภาพตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา พระสงฆ์มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองดีขึ้น มีการลด-ละการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม ที่ญาติโยมนิยมนำมาถวาย จนกระทั่งในปี 2552 พบว่าอัตราการนอนโรงพยาบาลของพระสงฆ์ลดลงในระดับหนึ่ง ดังนั้นโครงการโรงพยาบาล-วัด เครือข่ายสานสัมพันธ์สร้างสุขภาพที่ดีสู่ชุมชน จึงเป็นการดำเนินงานต่อยอดที่สำคัญ ที่จะทำเพื่อให้การสร้างเสริมสุขภาพในกลุ่มพระสงค์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น จนเกิดแรงขับในการดูแลรักษาสุขภาพจากภายในแผ่ขยายไปสู่ชุมชนรอบข้าง โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางในการดูแลและถ่ายทอดความรู้” นางโฉมยงกล่าว
โครงการโรงพยาบาล-วัด เครือข่ายสานสัมพันธ์สร้างสุขภาพที่ดีสู่ชุมชน มุ่งเน้นการให้ความรู้เรื่องการเฝ้าระวังโรคเบื้องต้นด้วยการวิธีการต่างๆ แก่อาสาสมัครพระสงฆ์ที่ได้รับการคัดเลือกจากเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ในพื้นที่ โดยจะต้องเป็นพระสงฆ์ที่จำพรรษาไม่ต่ำกว่า 3 ปี และมีแนวโน้มว่าจะไม่ลาสิกขาบท รวมถึงมีพื้นฐานเรื่องการดูแลสุขภาพ และความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคต่างๆ หลังจากนั้นโรงพยาบาลโพธารามจะจัดอบรมเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคต่างๆ พร้อมทั้งฝึกปฏิบัติจริงเกี่ยวกับวิธีการเก็บข้อมูลสุขภาพ
นางโฉมยง อธิบายเพิ่มเติมว่า “อาสาสมัครพระสงฆ์ หรือ อสม.พระ ที่เข้าอบรมต้องทำแบบทดสอบความรู้เรื่องโรคต่างๆ เช่น อาการกำเริบของโรคความดันโลหิตสูงเป็นอย่างไร หลังจากนั้นผู้อบรมจึงจะให้ความรู้ที่ถูกต้องให้แทน ถัดมาคือการอบรมเรื่องสรีระของร่างกาย ฝึกปฏิบัติการวัดความดันด้วยเครื่องวัดแบบดิจิตอล การเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงและรอบเอว เพื่อนำไปคิดค่ามวลกาย การทำแผลเบื้องต้น การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน และการช่วยฟื้นคืนชีพด้วย”
เมื่ออาสาสมัครพระสงฆ์ได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาและป้องกันโรค รวมถึงเหตุฉุกเฉินอย่างละเอียดแล้ว ก็จะสามารถนำไปดูแลกลุ่มพระสงฆ์ในวัดของตนเองได้ โดยโรงพยาบาลจะให้การสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ ได้แก่ เครื่องวัดความดันดิจิตอล และเครื่องตรวจวัดน้ำตาลในเลือด เป็นการป้องกันโรคเชิงรุกที่ช่วยให้พระสงฆ์ที่เจ็บป่วยรู้เท่าทันการกำเริบของโรค และเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที
พระครูโพธารามพิทักษ์ เจ้าอาวาสวัดโบสถ์และเจ้าคณะอำเภอโพธาราม ได้ให้การสนับสนุนการจัดทำนโยบายเรื่องการฝึกอบรมอาสาสมัครพระสงฆ์ที่ทุกวัดต้องปฏิบัติตาม ด้วยเล็งเห็นว่า หากพระสงฆ์มีความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคก็จะดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท ไม่ต้องเจ็บป่วยจนกลายเป็นภาระของสังคม
“พระสงฆ์เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของสังคมไทย ในการเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ หากพระเจ็บป่วยแล้วใครจะเป็นที่พึ่งของญาติโยม ดังนั้นพระจะต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง ทั้งการเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาและการเป็นผู้ชี้นำเรื่องสุขภาพด้วย พระสงฆ์ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป่ามนต์รักษาโรคได้ แต่ความรู้เรื่องโรคที่พระสงฆ์สั่งสอนจะช่วยให้ญาติโยมมีพลานามัยแข็งแรงได้” พระครูโพธารามพิทักษ์ระบุ
ทางด้าน พระนินนาท เชียงวงศ์ อาสาสมัครพระสงฆ์วัดโบสถ์ กล่าวว่า ความรู้ที่ได้จากการอบรมนอกจากจะนำไปช่วยเหลือดูแลพระในวัดแล้ว ก็จะสอดแทรกไว้ในการแสดงพระธรรมเทศนาในช่วงวันพระและวันสำคัญต่างๆ ที่ชาวบ้านในชุมชนจะมาร่วมทำบุญกันที่วัด เริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัว เช่น เมนูอาหารที่จะนำมาถวายก็ให้เน้นเมนูสุขภาพแทนที่จะเป็นเมนูราคาแพง อย่างอาหารทะเล แกงกะทิ ขาหมู ขนมหวาน หรือแม้แต่บุหรี่ก็ตาม เพราะพระสงฆ์ไม่ได้ออกกำลังกายมากนัก จึงต้องระมัดระวังเรื่องอาหารเป็นสำคัญ
“หากพระมีความรู้จริงเกี่ยวกับตัวปัญหาที่ทำให้เกิดโรค เมื่อถ่ายทอดต่อให้แก่ญาติโยม เขาก็จะมีความเชื่อถือและนำไปปฏิบัติตาม เมื่อเขาสุขภาพกายและใจดี ก็จะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ชุมชนก็เป็นสุข ซึ่งการที่วัดสอนคนด้วยความรู้ที่ถูกต้อง จึงจะเรียกได้ว่าเป็นที่พึ่งทางกายและทางใจอย่างแท้จริง” พระนินนาทกล่าว
ปัจจุบันจากการที่พระสงฆ์สามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ ทำให้โรงพยาบาลโพธารามมีจำนวนผู้ป่วยพระสงฆ์ที่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเหลือเพียง 3 รูป นอกจากจะช่วยประหยัดยังเป็นการพึ่งพาตนเองในยามทุกข์ ซึ่งถือเป็นสุขภาวะอันพึงปรารถนาที่สังคมไทยจะได้เรียนรู้และปฏิบัติร่วมกัน.

http://www.thaipost.net/node/47642

6 November 2554 – 00:00

น้ำกำลังท่วม แต่ระบบยังต้องเดิน ระบบความบันเทิงยังดำเนินต่อไป โรงหนังที่น้องน้ำยังมาไม่ถึง และหากเบื่อน้องน้ำ ที่กำลังเซาะ (กระสอบ) ทราย ทำลายพนังกั้นน้ำ เบื่อนายกฯ ปูที่กำลังพยายามหาทางกีดกั้นน้ำจากพี่กรุง ด้วยวิธีที่ คุณน้าเปลว สีเงิน บอกว่า เหมือนหมาแม่ลูกอ่อนคาบลูกหนีน้ำ มาผ่อนคลาย…ถ้ายังมีอารมณ์อยากจะผ่อนคลาย กับหนังรักโรแมนติกสัญชาติไทย 30 กำลังแจ๋ว
โปสเตอร์หนัง ภาพพี่อั้ม พัชราภา นั่งห้อยขาบนโต๊ะ มีสามหนุ่มหล่อนั่งบ้างยืนบ้างอยู่ข้างๆ ที่คนช่างจับผิดบอกว่าคล้ายกับ The Naked Kitchen หนังเกาหลีสองปีก่อน แต่ชื่อหนังก็เดาได้ว่าน่าจะมาในแนวเดียวกับ 30 โสด On Sale ซึ่งนักวิจารณ์แถวหน้าตั้งข้อสังเกตว่าต่อยอดมาจากรถไฟฟ้ามาหานะเธอ สะท้อนความคิด ความรู้สึกของสาวสามวัยสามสิบ ที่มีอัตราเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เหมือนหนังที่ว่าด้วยรักของสาววัยสามสิบ 30 กำลังแจ๋ว ว่าด้วยเรื่องของ “จ๋า” เอเยนซีโฆษณา (กลายเป็นหนึ่งในอาชีพยอดนิยมของนางเอกหนังรัก) เจออาถรรพเลข 7 ก่อนวันเกิดครบสามสิบ นภ แฟนหนุ่มนักบินที่คบหากันมา 7 ปี ขอเว้นวรรค พักความสัมพันธ์ ด้วยเหตุผลยังไม่พร้อม หรือพูดให้ง่ายยังไม่อยากแต่งงาน แต่ในวันเกิด เธอได้พบกับ ปอ…รศิต หรือที่เพื่อนๆ เรียกว่า ปรสิต หนุ่มข้างบ้าน ที่บังเอิญเป็นเพื่อนกับเซน ลูกน้องรุ่นน้องที่แอบรักเธออยู่ มาถึงตรงนี้ก็เดาได้ว่าเรื่องราวที่เดินหน้าต่อไปคือปฏิบัติการรักข้ามรุ่น ระหว่างจ๋ากับปรสิตที่มีอายุน้อยกว่า 7 ปี และตามสูตร อุปสรรครักคือ อายุ และการหวนกลับมาขอคืนดีของนภ
บทหนังมากับเทคนิคที่ใช้กันจนเฟ้อในช่วงสี่ห้าปีนี้ เริ่มเรื่องจากภาพที่คิดว่าเป็นตอนจบของหนัง หลังจากนั้นย้อนกลับมาตั้งหลักกันจากต้นเรื่อง การพบเจอในงานวันเกิด ช่วงวันเกิดก็แทรกภาพย้อนอดีต การขอพักความสัมพันธ์ และเดินหน้าต่อด้วยปฏิบัติการรักข้ามรุ่น กุ๊กกิ๊ก น่ารักน่าเอ็นดู โดยมีเหล่าดาราสมทบพ้องเพื่อนสาววัยสามสิบของจ๋า รับหน้าที่เป็นกองเชียร์ จากนั้นวนกลับมาบรรจบกับภาพในฉากปิด แล้วจึงเดินหน้าไปสู่บทสรุปที่เป็นไปตามสูตรหนังรัก
จุดขายของหนังคือ นางเอกของเรื่องอั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ ในบทของจ๋า มากับการแสดงในโหมดเดียวกับแจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา ไม่ห่วงสวย แต่ทุกฉากอธิบายได้ด้วยถ้อยคำที่สาวบนรถไฟฟ้าบอกกับเพื่อนผ่านมือถือ น่ารักโคตรๆ พระเอกของเรื่อง เคน-ภูภูมิ พงศ์ภาณุ ในบทปรสิต ไม่ได้คล้ายพี่วี วีรภาพ สุภาพไพบูลย์ แค่หน้า แต่การแสดงยังแข็งแรงพอๆ กัน ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล รับบทเป็นนภ เป็นดารารับเชิญที่โผล่หน้ามาเป็นสีสัน
ส่วนแก็งเพื่อนสาวของจ๋า มาในฐานะตลกตามนาง โดยมี ป้าอ้วน อรอานิญช์ พีรชาขจรพัฒน์ เป็นตัวขโมยซีน หนังมาในแนวฟีลกู้ด ไม่มีผู้ร้าย อุปสรรครักอยู่ที่อายุ และบทสรุปของ  30 กำลังแจ๋ว ก็เหมือนเรื่องรักข้ามรุ่นทั้งหลาย ตอกย้ำความเชื่อเรื่องรักที่ว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข.

รัชชพร เหล่านิช

http://www.thaipost.net/node/47643

6 November 2554 – 00:00

หน้าที่ของชนชาวไทยในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 4 มาตรา  73 บัญญัติว่า
“บุคคลมีหน้าที่รับราชการทหาร ช่วยเหลือในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติสาธารณะ เสียภาษีอากร ช่วยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษ์ ปกป้องและสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”
ตลอดวิกฤติใหญ่ภัยอันเกิดจากธรรมชาติ พี่น้องชาวไทยกลับไม่มีโอกาสป้องกันภัยได้ดีเท่าทีควร
ข้อมูลสรุปสถานการณ์สาธารณภัย จากศูนย์ปฏิบัติการรองรับเหตุฉุกเฉิน  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ประจำวันที่ 4  พฤศจิกายน 2554 เวลา 07.00 น. รายงานว่า มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 25 จังหวัด  145 อำเภอ 1,102 ตำบล 7,960 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 713,836  ครัวเรือน 2,096,521 คน ได้แก่ จังหวัดพิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท  สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม  ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร อุบลราชธานี  ศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ฉะเชิงเทรา นครนายก และจังหวัดปราจีนบุรี และมีผู้เสียชีวิต 442 ราย สูญหาย 2 คน (จ.แม่ฮ่องสอน 1  ราย จ.อุตรดิตถ์ 1 ราย)
นี่คือสถานการณ์สาธารณภัยอันเกิดจากภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรง สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและราชการอย่างยากต่อการประเมินค่าและการป้องกันได้
ความรุนแรงที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ยากต่อการควบคุมแล้ว การจัดการปัญหาภัยพิบัติโดยรัฐ ซึ่งมนุษย์สามารถจัดการได้กลับไม่อาจรับมือได้ทัน กลายเป็นเรื่องที่เกินกว่าการคาดการณ์ยากต่อการควบคุม
การแก้ปัญหาภัยพิบัติของรัฐที่ไม่มีการจัดการแบบองค์รวม โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการรับมือ หรือสร้างศักยภาพให้ชุมชนใช้ภูมิปัญญาในการจัดการปัญหาด้วยตนเอง กลายเป็นการจัดการแบบรายวัน
อีกทั้งการใช้บุคลากรที่ไม่น่าเชื่อถือและให้ข้อมูลที่ถูกต้องไม่ชัดเจนแก่ประชาชน หรือมีการนำการเมืองเชิงฐานคะแนนมาแก้ปัญหา ทำให้เกิดปัญหาเพิ่มเข้ามาใหม่ เช่น การทำลายคันกั้นน้ำในบางพื้นที่
เหล่านี้ได้บานปลายกลายเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างชุมชนในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ
ในขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลกำลังเผชิญกับน้ำท่วมขัง ปัญหาน้ำเน่าที่เต็มไปด้วยขยะ สารพิษ อสรพิษ จระเข้ หลายชุมชนขาดน้ำดื่มที่สะอาด ขาดอาหาร ขาดยานพาหนะสำหรับเดินทาง ฯลฯ
รัฐบาลกลับคิดแต่แผนที่จะใช้งบประมาณในการจัดการปัญหาแบบเดิมๆ  ซึ่งเรื่องนี้ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีและคณะ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2554 ว่า
“นายกรัฐมนตรีได้เสนอแผนฟื้นฟู 2 ระยะ คือ ระยะแรก ภายใน 1 ปี หลังจากน้ำลด จะใช้งบประมาณ 1 แสนล้านบาทเข้าไปฟื้นฟู…ส่วนในแผนระยะยาว ต้องมีการแก้ไขปัญหาระบบน้ำของประเทศทั้งหมด โดยจะเป็นการวางแผนประเทศไทยใหม่ หรือ “New Thailand” โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งหมดประมาณ 6-8 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้มีประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา  เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ได้เสนอแผนฟื้นฟูประเทศไทยเป็นแบบแพ็กเกจมาแล้วทั้งเงินทุนและวิทยาการ”
ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้แผนใด โดยอ้างว่าต้องได้แผนรวมทั้งหมดก่อน ส่วนความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ยังไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ ต้องรอให้น้ำลดก่อนนั้น
แน่นอนการเสนอแผนฟื้นฟูประเทศหลังผ่านพ้นวิกฤติอุทกภัยเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาล แต่การแก้ปัญหาจะต้องยืนบนพื้นฐานการแก้ปัญหาสาธารณภัยที่เน้นการปรับตัวอยู่กับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ที่เปิดโอกาสให้ชุมชน ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าประโยชน์ทางการเมือง ประเทศจึงจะรอดพ้นวิกฤติภัยพิบัติไปได้
ประการสำคัญ การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเฉพาะหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ทั้งการดูแลเรื่องสาธารณูปโภคและอุปโภค การให้ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้อง
รวมไปถึงการสร้างเครื่องมือที่มีความน่าเชื่อขึ้นมารองรับ เพื่อแสวงความร่วมมือจากประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต่อสู้ตามยถากรรมจนกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวเหมือนที่ผ่านมา
เพราะความมะงุมมะงาหราของรัฐบาล ในการจัดการปัญหาอุทกภัยที่มีความไม่น่าเชื่อถือที่ผ่านมา ได้สะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐแบบเดิมๆ ที่ไม่สนองต่อความซับซ้อนของภัยพิบัติในโลกปัจจุบันได้
หน้าที่ของรัฐบาลไทยในสถานการณ์ภัยธรรมชาติของโลกปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องการอยู่กับธรรมชาติอย่างเคารพและเข้าใจ สร้างกลไกเครื่องมือป้องกันและบรรเทาภัยที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
เราไม่อาจสร้างกำแพงยักษ์เพื่อป้องกันราชธานีไม่ให้ถูกน้ำท่วมได้ แต่เราสามารถปรับตัวให้อยู่กับธรรมชาติได้ เมื่อโลกไม่อาจกลับมาเหมือนเดิม มนุษย์อย่างเราจึงต้องปรับตัวให้เท่าทันตามสถานการณ์
ถึงเวลาแล้วที่ชนชาวไทยจะต้องร่วมมือกันกำหนดแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมกัน.

http://www.thaipost.net/node/47290

30 October 2554 – 00:00

อุทกภัยมหาภัยพิบัติ
เรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นผู้รู้ได้กล่าวให้เราได้รับทราบกันมานานหลายปีแล้วเกี่ยวกับเรื่องมหาภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลกของเรา หลายคนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความจริงและตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ดำเนินชีวิตด้วยความรัดกุม ป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นมาได้ ส่วนอีกหลายคนนั้นไม่เชื่อว่าเรื่องภัยพิบัติจะเป็นเรื่องจริง จึงตั้งตนอยู่ในความประมาทไม่ได้เตรียมตัวหรือมีแผนประการใดเมื่อภัยมาถึง
เช่นเรื่องอุทกภัยที่เรากำลังประสบกันอยู่นี้ก็เหมือนกัน ผู้ปฏิบัติหลายท่าน ครูบาอาจารย์หลายท่านได้ล่วงรู้เรื่องมหาอุทกภัยในครั้งนี้มานานแล้ว อีกทั้งยังได้บอกกล่าวเตือนในเรื่องภัยน้ำท่วมให้พวกเราได้ทราบกันเพื่อที่จะได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ยามเมื่อภัยจากน้ำมา
น้ำที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เมื่อมันมีปริมาณมากมายมหาศาล มันกับสามารถทำร้ายเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ น้ำสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าเราได้ แม้แต่ชีวิตของเรา น้ำก็สามารถพรากเอาไปได้อย่างง่ายดาย หลายคนต้องเสียชีวิตจากน้ำที่ท่วมสูงขึ้น ทรัพย์สินเงินทองต้องสูญเสียไปกับน้ำจำนวนมากมายมหาศาล จนบางครั้งเราอาจได้ยินคำกล่าวที่ว่า น้ำอาจไม่ได้ทำให้เราต้องตายในทันทีเหมือนกับอัคคีภัยหรือแผ่นดินไหว แต่หากน้ำท่วมนั้นจะทำให้เราค่อยๆ ตาย
ผู้ปฏิบัติที่ใช้อุบายกรรมฐานด้วยการเพ่งกสิณไฟต่างได้พบเห็นภาพน้ำท่วมใหญ่ด้วยกัน เพราะภาพนิมิตกสิณเหล่านี้มักจะแทรกตัวเข้ามาในระหว่างปฏิบัติอบรมจิต เมื่อภาพกสิณนิมิตกับจิตกำลังรวมตัวกันเป็นหนึ่ง จิตก็มักจะพบกับภาพในอนาคตที่จะปรากฏขึ้นกับโลกของเรา ภาพนิมิตเหล่านั้นจะเป็นภาพและเรื่องราวสั้นๆ จนเราไม่อาจเข้าใจความหมายทั้งหมดของเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างเช่นภาพน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้นในนิมิตของผู้เขียนเมื่อหลายปีก่อน เป็นภาพน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บรรดารถยนต์ต่างพากันขึ้นไปจอดเอาไว้บนสะพานลอย ทางด่วน หรือตามอาคารจอดรถสูงๆ ส่วนถนนนั้นเต็มไปด้วยน้ำ
นิมิตภาพเหตุการณ์น้ำท่วมได้แทรกเข้ามาขณะปฏิบัติสมาธิหลายครั้ง แต่ละครั้งก็เป็นสถานที่ต่างๆ กัน บางสถานที่เราก็จดจำได้ว่าเป็นที่ไหน บางสถานที่เราก็ไม่รู้จักมาก่อน ภาพนิมิตที่รู้จักเราจึงเชื่อได้ว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน บ้านสวยๆ ราคาแพงในกรุงเทพฯ จมน้ำ รถยนต์ราคาแพงจำนวนมากมายจมน้ำ ผู้คนลำบาก ทั้งการกิน อยู่ หลับนอน นานนับเดือน มีคนได้รับความทุกข์จากภัยน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก
หลังน้ำท่วมแล้วกลับยิ่งต้องพบกับปัญหาต่างๆ อีกมากมาย ทั้งที่อยู่ที่ทำกิน ปัญหาหนี้สินจำนวนมากจากน้ำท่วม ผู้ที่ได้เตรียมตัวเอาไว้ก็ได้รับความเดือดร้อนน้อย ส่วนผู้ที่ไม่ได้เตรียมตัวเอาไว้เลยก็ได้รับความเดือดร้อนมาก รถราบ้านช่องจมน้ำหมดไม่ทันได้นำทรัพย์สินอันมีค่าออกไปได้ทัน
ภัยพิบัติจากแม่ธาตุเพิ่งจะเริ่มต้น โลกยังต้องพบกับแผ่นดินไหว ลมพายุ และคลื่นรังสีจากมหาจักรวาล เราทุกคนจึงต้องตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท มุ่งทำความดีเอาไว้มากๆ ชีวิตของเราจะได้มีเทวดาคุ้มครองถึงโลกจะเกิดภัยพิบัติ แต่ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วย่อมพ้นจากภัยทั้งหลายได้.

http://www.thaipost.net/node/47291

30 October 2554 – 00:00

“ประสบการณ์จากน้ำท่วม” ผมรวบรวมสิ่งที่เรียนรู้จากน้ำท่วมครั้งนี้ มาบอกกล่าวครับ
1.อย่าเสียเวลากับการป้องกัน หากบริเวณบ้านของท่านอยู่ในพื้นที่เสี่ยง  แต่ทางการประกาศว่าระดับน้ำอาจสูงถึง 1.5 เมตร อย่าได้เสียเวลากับการป้องกันเลยครับ ระดับน้ำที่มาถึงบ้านท่าน รับรองว่าจะต่ำกว่าหรืออาจจะสูงกว่าที่ทางการประเมิน
2.กระสอบทรายเป็นแค่เครื่องมือชะลอ กระสอบทรายมิใช่แก้วสารพัดนึกครับ มันไม่สามารถกั้นน้ำได้ 100% แค่ทำให้น้ำรั่ว หรือซึมเข้ามาได้บ้าง ท่านต้องมีการดูดออกด้วย
3.การวางกระสอบทราย เรามิใช่มืออาชีพ การจัดเรียงกระสอบทรายต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ผมกับเพื่อนบ้านหมดค่ากระสอบทรายไป 50,000 บาท สุดท้ายก็ละลายน้ำ
4.อย่าได้เชื่อโครงการ อันนี้มิได้ต่อว่าโครงการนะครับ เพียงแค่ว่าเขาประเมินสถานการณ์ต่ำไป โครงการผมลงทุนน่าจะเป็นล้าน ตั้งคันดิน กระสอบทรายน่าจะกว่า 30,000 ใบ คันสูง 1.5 เมตร เครื่องสูบน้ำออกแบบตัวใหญ่ๆ  กว่า 3 ตัว
5.สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ สิ่งที่ใช่อาจไม่เห็น น้ำมิได้โจมตีจากภาคพื้นดินหรอกครับ มันมาจากใต้ดิน มันมุดกำแพงเข้ามา บางครั้งมันโผล่ให้เห็น แต่หากมันไม่โผล่ให้เห็น มันจะซึมลงท่อน้ำทิ้งของโครงการ เนื่องจากท่อน้ำทิ้งที่วางแนวไว้ นานเข้าจะเกิดการทรุดตัว แตก ทำให้น้ำซึมเข้ามา จนกระทั่งเต็มท่อ  โครงการมัวแต่อุดท่อที่ต่อกับภายนอก และไม่เห็นว่าท่อข้างในมีการรั่วซึม
6.การอุดท่อระบายน้ำเข้าบ้าน มิใช่การป้องกัน ทุกสำนักจะบอกว่า ต้องอุดท่อระบายน้ำ ลองอ่านจากข้อ 2 ครับ เราอาจจะรู้สึกว่าแน่นดี เอาอยู่ น้ำไม่ผ่าน แต่ที่จริงกระสอบทรายแค่ชะลอ ทำให้น้ำผ่านยากขึ้น และที่สำคัญ พวกบ้านเดี่ยว มีพื้นที่สวน ใต้บ้านของท่านล้วนแล้วแต่เป็นโพรง น้ำจะแทรกตัวลงไปจนแน่นโพรงใต้พื้นแล้วจะผุดออกมาตามรอยแตกของบ้าน บางครั้งอาจจะดันกระเบื้องเข้าบ้านได้ แต่เหตุการณ์นี้เกิดได้ค่อนข้างยาก
7.ห้องน้ำคือจุดอ่อนที่สุด เมื่อน้ำเต็มท่อระบาย จะหาทางออกมาทางน้ำทิ้งทางพื้น ที่เรียกว่า Floor Drain รวมถึงชักโครก ซึ่งท่านไม่สามารถจะอุดได้  หากจะอุดจริงๆ ต้องถอดหัวชักโครกแล้วโบกปูน
8.อย่ามัวสาละวนกันการป้องกัน เมื่อน้ำบุกเข้ามาได้ ท่านจะพยายามลากกระสอบทรายมาปิด มาอุด ซึ่งไร้ประโยชน์ เอาเวลาไปตรวจสอบว่า เรามีอะไรยังไม่ได้ยกขึ้นที่สูงอีกบ้าง
9.ไม่ต้องสะสมเสบียง เพราะหากปริมาณน้ำขนาดนี้ ท่านถูกตัดไฟแน่นอน แล้วจะอยู่อย่างไร ผมสะสมเสบียงอยู่ได้เกือบ 3 เดือน จบข่าวตั้งแต่วันแรกแล้ว
10.ก่อปูนเป็นทางออกที่เกือบใช่ แต่…ไปดูข้อ 7 ครับ หากท่านมั่นใจว่าสามารถสร้างระบบปิดในตัวบ้านท่านได้ ก็จงทำเถิด แต่หากไม่ใช่ อย่าเสียเวลา
11.ระดับความสูง หากท่านเห็นน้ำขนาดนี้มาอีก ของที่ยกได้ ขอให้ระดับไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร หากจะเทินของก็ขอบอกว่า บ้านผมสูงจากถนน 30  เซนฯ  ก่อปูนอีกประมาณ 70 เซนฯ สุดท้ายไม่รอด
12.เก็บของสำคัญพร้อมหนี อย่ามัวเสียเวลาในการป้องกัน จัดกระเป๋าสำรองอีกใบ เพราะเวลาคับขันแน่นมาก ท่านจะเก็บไม่ทัน ลืมโน่นลืมนี่
13.หากท่านผ่อนบ้าน จะถูกบังคับทำประกัน จงกลับไปอ่านอนุสัญญา  บางบริษัทจะครอบคลุมน้ำท่วม หรือภัยที่มาจากน้ำ ท่านอาจจะได้เงินมาซ่อมบ้าน
14.บทสรุปครับ มีมาก เจ็บมาก มีน้อย เจ็บน้อย เท่าที่คิดได้ครับ ใครมีอะไร สนับสนุนได้ครับ
ฝากไว้สำหรับคนที่กำลังจะวางแผน แต่ย้ำว่า นี่สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ที่ระดับน้ำสูงมากๆๆ
หากท่านท่วมแค่ 30-50 เซนฯ ก็ป้องกันเถอะครับ.

http://www.thaipost.net/node/47292

30 October 2554 – 00:00

เรื่องคนเสื้อแดงอมของบริจาคในศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภัย (ศปภ.) ผ่าน ส.ส.เสื้อแดงของพรรคเพื่อไทย ทีแรกนึกว่าเป็นแค่กระแสข่าวเพื่อ  “ดิสเครดิต” คนเสื้อแดง-พรรคเพื่อไทย แต่คำพูดของ “ฉลอง เรี่ยวแรง” ซึ่งเป็น ส.ส.นนทบุรี คนของพรรคเพื่อไทยนั้นก็น่าจะชัดแจ้งแดงแจ๋ คือมีการ “อม”  ของบริจาคจริง ไม่ใช่เรื่องดิสเครดิต…๐ แต่พลันที่ “เต้น” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ออกมาชี้แจงแถลงไขแทนพลพรรค ส.ส.เสื้อแดงพรรคเพื่อไทย พร้อมทั้งท้าทาย  “ฉลอง” ทำนองจะลงสมัคร ส.ส.เขตที่นนทบุรีแข่งในสมัยหน้า “พี่หลอง ซีดี” จึงตาลปัตรกลับคำพูดว่าเรื่อง “อมของบริจาค” เป็นการเข้าใจผิด แหม! นึกถึงคำพูดของ “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ ที่ปรามาสเอาไว้ว่า “นักเลงกระจอก” ขึ้นมาเลยแฮะ…๐ เหตุที่ฉลองกลายเป็นนักเลงกระจอก ไม่ใช่อะไรอื่น ก็เพราะนายใหญ่ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นคนสายตรงมาเคลียร์เอง จริงเท็จอย่างไรให้เอาคำพูดของฉลองไปพิจารณา “นาย (ทักษิณ) ยังฝากบอกว่า ให้ใจเย็นๆ ใช้สติ อย่าขาดสติ เราเป็น ส.ส.ถ้าเราขาดสติ แล้วใครจะดูแลประชาชน ท่านก็ให้ความคิดมาอย่างนี้ แล้วท่านนายกฯ (ยิ่งลักษณ์) ก็ฝากมาว่า พี่หลองใจเย็นๆ ขาดเหลืออะไรก็บอกมา และขอให้เป็นตัวแทนของรัฐบาลกับประชาชน เพราะพี่เป็นคนโตในนี้ ถ้าพี่ขาดสติสักคน แล้วใครจะมาดูแลประชาชน เพราะนนทบุรีมี ส.ส.ใหม่ 3  คน พี่ต้องเป็นหลักให้เขา เมื่อผมคิดได้ตรงนี้ก็ยอมรับว่า ผมขาดสติจริงๆ” ฮ่าๆ …๐ แม้จะบอกว่าเป็นการเข้าใจผิดก็ตาม แต่สังคมก็เชื่อไปแล้ว เรื่องนี้ต้องมีการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพราะการอมของบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ถือว่า “เลวร้าย” น่าประณามยิ่งนัก จึงถูกแล้วที่กรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร โดย “วรงค์ เดชกิจวิกรม” ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ จะนำเรื่องนี้เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง…๐ น้ำท่วมทำไมต้องเอาเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง เสียงด่าระงมของคนปทุมธานีที่รัฐบาล “เด้งฟ้าผ่า” พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าฯ ปทุมธานี โดยหาเหตุผลไม่ได้ จะอ้างว่าเพราะน้ำท่วมก็ไม่สมเหตุผล ไม่งั้นก็ต้องเด้งผู้ว่าฯ  อยุธยา นครสวรรค์ นนทบุรี ด้วยถึงจะถูก เพราะเป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมเหมือนกัน หรือเพียงเพราะ “พีระศักดิ์” ใกล้ชิดกับ “เนวิน ชิดชอบ” หรือ? งั้นแบบนี้ถ้า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ไม่ใช่ผู้ว่าฯ กทม.ที่มาจากการเลือกตั้งล่ะก็ คงถูกรัฐบาลเด้งไปนานแล้วสิ…๐ นี่ก็น่าเห็นใจเช่นกันสำหรับญาติๆข องเสื้อแดง 13  คน ที่ถูกศาลมุกดาหารสั่งจำคุกคนละ 20 ปี ในคดีวางเพลิงศาลากลางจังหวัด  ถือว่าเป็นโทษที่หนักหนาสาหัส แต่ผู้ต้องหาทั้ง 13 คน ยังสามารถต่อสู้คดีได้ในชั้นอุทธรณ์ ถ้าบริสุทธิ์ก็น่าจะได้รับอิสรภาพ เบื้องต้นก็อุ่นใจได้ เพราะแกนนำเสื้อแดง “นิสิต สินธุไพร” และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย อย่าง อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์, บุญถิน ปัททุมลี, ประเสริฐ บุญเรือง, ไพจิต ศรีวรขาน ยังมีน้ำอกน้ำใจไม่ลอยแพมวลชนให้สู้คดีโดดเดี่ยว ใช้ตำแหน่งช่วยประกันตัวออกมา…๐

http://www.thaipost.net/node/47294

30 October 2554 – 00:00

ค่านิยมการบริโภคของคนไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่ มีวิถีชีวิตการกินอาหารประเภทอาหารจานด่วน (fast food) เลียนแบบการกินแบบตะวันตก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการที่จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ไขมันในเส้นเลือด โรคเก๊า โรคอ้วน ฯลฯ อาหารเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีพของมนุษย์ ทุกสังคมจึงดำเนินชีวิตไปเพื่อการทำมาหากิน ด้วยรูปแบบแตกต่างกัน
ในปัจจุบันสามารถจำแนกอาหารไทยได้เป็น 2 รูปแบบ คือ อาหารแบบราชสำนัก ด้วยธรรมเนียมราชสำนักฝ่ายในมักถือเป็นต้นแบบประเพณี การดำรงชีวิตที่ดีของคนไทย อาหารในราชสำนักจึงเป็นที่นิยมบริโภคตามแบบตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และอาหารพื้นเมืองคือ อาหารประจำภูมิภาคต่างๆ ที่แตกต่างกันตามลักษณะพืชพันธุ์และสภาพภูมิประเทศ
ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย เมื่อหิวก็นึกถึงข้าว เรียกอาหารแต่ละมื้อว่า ข้าวเช้า ข้าวกลางวัน และข้าวเย็น เมื่อพบกันก็ทักทายกันว่า “กินข้าวหรือยัง” การทำมาหากินก็มีอาชีพปลูกข้าวเป็นหลักมาแต่อดีต วงจรชีวิตและประเพณีวัฒนธรรมจึงผูกพันอยู่กับข้าวตลอดปี มีประเพณีทำบุญ บูชาเทพยดา บรรพบุรุษ เพื่อผลแห่งความอุดมสมบูรณ์ของธัญญาหาร
ข้าวไทยเป็นข้าวเอเซียสายพันธุ์ oriza sative จากการศึกษาโบราณคดีในประเทศไทยได้พบเมล็ดข้าวที่ปลูกโดยมนุษย์สำหรับกินเป็นอาหาร มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว 5,000 ปีที่ผ่านมา จากการศึกษาลักษณะเมล็ดข้าวจากแหล่งโบราณคดีในประเทศไทยพบว่า คนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ยุคต้น มีการปลูกข้าวเหนียวชนิดเมล็ดใหญ่ (javanica) และชนิดเมล็ดป้อม (japonica) เป็นอาหาร
ในสมัยทวารวดี (พ.ศ.1,200-1,600) เริ่มนิยมกินข้าวชนิดเมล็ดยาวรี (indica) จากแถบอ่าวเบงกอล ที่นำเข้ามาโดยพ่อค้าชาวอินเดีย นักโบราณคดีเชื่อว่าคนระดับเจ้าผู้ครองนครเป็นผู้รับวัฒนธรรมการกินข้าวชนิดนี้เข้ามาก่อนที่จะนิยมกันในหมู่คนทั่วไป จึงเรียกชื่อข้าวประเภทใหม่นี้ว่า “ข้าวเจ้า” หรือข้าวของเจ้านาย
สมัยกรุงศรีอยุธยา คนไทยนิยมกินข้าวเจ้ามากกว่าข้าวเหนียว มีการปลูกมากจนสามารถส่งขายเป็นสินค้าออกที่สำคัญจวบจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณสมบัติดีที่สุดในปัจจุบัน คือ ข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีลักษณะเมล็ดขาวใสเหมือนดอกมะลิ มีกลิ่นหอมเหมือนใบเตย จึงเรียกว่า “ข้าวหอมขาวเหมือนมะลิ” ภายหลังเรียกสั้นลงเป็น “ข้าวหอมมะลิ” ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาดโลกว่าเป็นข้าวหอมอร่อยที่สุดชนิดหนึ่งของโลก
คนไทยกินข้าวพร้อม “กับข้าว” ที่ปรุงจากพืช ผัก เนื้อสัตว์นานาชนิดจากธรรมชาติรอบตัว ด้วยวิธีการที่บรรพบุรุษได้ทดลอง คัดเลือก และผสมผสานไว้อย่างเหมาะสม สืบทอดกันมานานนับพันปี ซึ่งเรียกกันติดปากว่า “ต้ม ยำ ตำ แกง” ที่มีเนื้อหาแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ทำให้อาหารไทยมีความหลากหลายและสัมพันธ์กับทรัพยากร สภาพภูมิประเทศ
หลักโภชนาการของคนไทย ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาของคนไทย สามารถแบ่งได้ดังนี้ ภูมิปัญญาแห่งผลสำเร็จในการทำความเข้าใจวัฏจักรธรรมชาติ จึงสร้างสรรค์อาหารไทยให้มีส่วนประกอบที่สัมพันธ์กับลักษณะภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ มีลักษณะที่ลื่นไหล สามารถสับเปลี่ยนผัก เนื้อสัตว์ มาปรุงได้ตามฤดูกาลและสภาพพันธุ์พืชในพื้นถิ่น ซึ่งมีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า สามารถนำมาปรุงอาหารได้ทุกส่วน ทั้งใบ ดอก ราก หัว ผล
ภูมิปัญญาแห่งผลสำเร็จในการเรียนรู้คุณค่าพืชพรรณ เนื้อสัตว์ จึงสร้างสรรค์อาหารไทย ให้มีคุณค่าสอดคล้องกับความต้องการร่างกายคนไทย เป็นประโยชน์ในทางบำรุง ป้องกันโรค
ภูมิปัญญาแห่งผลสำเร็จในการแปรรูปอาหาร เพื่อถนอมรักษาให้เก็บไว้บริโภคยาวนาน ก่อให้เกิดอาหารหลายชนิด
อาหารไทยจึงเป็นวัฒนธรรมแห่งการผสมผสานบนพื้นฐานของการรับเพื่อทดลอง เมื่อเห็นว่าดีจึงประยุกต์เข้ากับรูปแบบอาหารแบบดั้งเดิม กลิ่นไออาหารต่างชาติ ทั้งมอญ ลาว จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และชาติแถบตะวันตก จึงกรุ่นอยู่ในอาหารไทยที่ยังคงรูปแบบเป็นตัวของตัวเอง
แต่คนไทยในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนวิถีแห่งการผสมผสานนี้เป็นการรับการเอามาปฏิบัติตามเต็มรูปแบบ ด้วยความเข้าใจว่าทันสมัย สะดวก รวดเร็วกว่าอาหารไทย อาหารขยะแบบตะวันตกจึงเข้ามาแพร่หลายในสังคมไทยทั้งที่มีราคาแพง อุดมด้วยไขมัน น้ำตาล และสารสงเคราะห์ที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายชาวเมืองร้อนอย่างคนไทย จนส่งผลให้เกิดโรคอันเนื่องมาจากการสะสมอาหารเหล่านี้ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคอ้วน
เมื่อผนวกกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ภาวะกู้หนี้ยืมสินตั้งแต่ประชาชนถึงประเทศชาติในทุกวันนี้ ทำให้คนไทยได้ทราบแล้วว่าเป็นผลของ “การหลงทาง” ไปกับวิถีชีวิตแบบชาวตะวันตก จนละทิ้งวิถีชีวิตแบบไทยที่สั่งสมเป็นภูมิปัญญามานานนับร้อยนับพันปี
ภูมิปัญญาไทยกับการกินอาหารมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชให้มีผลผลิตได้ตลอดปี มีการศึกษาพัฒนาอาหารไทยให้มีคุณค่าทางอาหารปลอดสารพิษ การส่งเสริมอาหารไทยเข้าสู่ระบบอาหารจานด่วนที่สะอาด หาซื้อง่าย แต่คงความอร่อยและคุณค่าทางอาหาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงอาหารสำเร็จรูป สำหรับคนไทยที่มีเวลาจำกัดในการปรุงอาหาร เป็นการลดความซับซ้อนในการปรุงอาหารไทย
การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูปสำหรับคนไทยที่ไม่มีเวลาปรุง หรือสำหรับพกพาติดตัวในการเดินทาง การซื้อหาในต่างประเทศ และยังเป็นสินค้าส่งออกขายในตลาดโลก สร้างรายได้เข้าประเทศ
ดั้งนั้น ภูมิปัญญาวิถีการกินอาหารของคนไทยที่ถูกสุขลักษณะตามแบบวัฒนธรรมไทย คือการสร้างค่านิยม อุปนิสัยการกิน ให้เลือกกินอาหารที่มีคุณภาพ ไม่เน้นการหวังผลกำไรทางเศรษฐกิจจนไม่เห็นความสำคัญของผลิตภัณฑ์อาหาร อีกทั้งการกินเป็นเวลา ไม่กินพร่ำเพรื่อ เพราะนิสัยช่างกินของคนไทยเสียเวลากับการกินมาก
บางคนจะต้องเข้าไปในสถานที่มีดนตรี มีคนป้อน การกินแบบตามสบายจึงใช้เวลามาก ทำให้การงานเสียไปด้วย เพราะวัฒนธรรมการกินเป็น 1 ในปัจจัย 4 ของมนุษย์ ภูมิปัญญาวิถีการกินของคนไทยควรได้รับการอนุรักษ์และถ่ายทอดเป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นหลังต่อไปเรียนรู้และสืบทอดวัฒนธรรมไทยที่ถูกต้องไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา.

http://www.thaipost.net/node/47295

30 October 2554 – 00:00

อุทกภัยที่เกิดขึ้นในปีนี้ สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติเข้าขั้นมหาศาล มากจนไม่สามารถจะประเมินว่าเท่าไหร่
เหตุที่เกิดขึ้นมาจากความประมาท หรืออ่อนด้อยในความรู้ความสามารถ หรือขาดประสบการณ์ในการเรียนรู้การแก้ไข
ถ้าดูตามกายภาพของประเทศไทย เป็นรูปขวาน ถ้าดูเป็นรูปคนก็เหมือนคนหัวโตตีนลีบ แบ่งเป็นทิศ หัวเป็นภาคเหนือ ตีนเป็นภาคใต้
ภาคกลางเป็นเหมือนท้อง ที่จะต้องรองรับน้ำฝนจากภาคเหนือ ที่มีฝนตกตามฤดูกาลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
4 เดือนที่เป็นฤดูฝน ตั้งแต่เข้าพรรษาเป็นต้นมา น้ำฝนจากภาคเหนือก็จะไหลตามแม่น้ำปิง, วัง, ยม, น่าน 4 สายลงมารวมที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์
ก็จะมีมวลน้ำก้อนใหญ่สะสมลงมา อาศัยมีเขื่อนกักเก็บน้ำเอาไว้ ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาไม่ต้องแบกภาระหนักจากมวลน้ำ
ถ้าดูจากพื้นที่ภาคเหนือที่รองรับน้ำฝน วัดขนาดจากแผนที่ มีน้ำประมาณ 12 ส่วนไหลลงมาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ 12 จังหวัด มีสิงห์บุรี, ชัยนาท, อ่างทอง, อยุธยา, สุพรรณบุรี, ปทุมธานี, นนทบุรี, นครนายก, ฉะเชิงเทรา, สมุทรปราการ ด้านตะวันตกมีสมุทรสาคร, สมุทรสงคราม และกรุงเทพมหานคร เหมือนเป็นกระเพาะปัสสาวะ
ทั้งหมด 13 จังหวัด รวมพื้นที่แล้วได้แค่ 1 ส่วน ที่ต้องรับน้ำที่ไหลลงมา 12 ส่วน และระบายทางทวารหนักที่จังหวัดสมุทรสาคร และทางทวารเบาที่ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ
พื้นที่ 13 จังหวัด รวมได้แค่ 1 ส่วน แต่ต้องรับน้ำจากด้านบนไหลลงมา 12 ส่วน แม่น้ำเจ้าพระยาสายเดียวที่ต้องรับน้ำจากแม่น้ำป่าสัก จากเพชรบูรณ์ แม่น้ำสะแกกรัง จาก อุทัยธานี และคลองบางขวด จากลพบุรี
ไม่ต้องใช้นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญที่ไหน ก็สามารถบอกได้ว่าน้ำท่วม กทม.แน่นอน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นในปีนี้ ไปเกิดที่นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ถึง 7 นิคม มีนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร อ.นครหลวง สวนอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) อ.บางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟคทอรี่แลนด์ อ.วังน้อย นิคมอุตสาหกรรรมนวนคร และนิคมอุตสาหกรรมบางกะดี อ.คลองหลวง และ อ.เมือง จ.ปทุมธานี
ทั้งหมดนี้อยู่ใต้อิทธิพลดาวเสาร์ ซึ่งสถิตอยู่ในราศีกันย์ มีดาวมฤตยูเล็งอยู่ในราศีมีน ซึ่งเป็นราศีธาตุน้ำ ราศีมีนเป็นภพวินาศของดวงเมือง
ดาวอังคารธาตุน้ำ โยคหลังในราศีกรกฎธาตุน้ำ กดดันดาวเสาร์ (ตัวแทนอุตสาหกรรม) ในราศีกันย์ ธาตุดิน และราหูโยคหน้า เสาร์ในราศีพิจิกธาตุน้ำ
ราศีกันย์ เรือนเกษตรดาวพุธ ตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข เมื่อดาวเสาร์ดาวตัวแทนอุตสาหกรรม และความทุกข์โศกและโรคภัยไข้เจ็บ
ที่ต้องติดตามคือ โรคระบาดหลังน้ำท่วมที่มากับอากาศหนาว ในเดือนธันวาคม มกราคม
เพราะดาวเสาร์จะย้ายเข้าราศีตุล วันที่ 7 ธ.ค. ได้ตำแหน่งมหาอุจ เมื่อดาวเสาร์มีพลังอิทธิพลของโรคระบาดจากเรื่องเก่า ของเน่าเสียที่เกิดจากน้ำขังเน่าที่สะสมมาเป็นเดือน
จะเริ่มออกฤทธิ์ จากสารเคมีที่ใช้ในภาคการเกษตร ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย ขยะที่แช่น้ำเป็นเดือน อุจจาระที่ไหลซึมออกมาจากส้วมในบ้านที่น้ำท่วม
ไก่ในฟาร์มตายเป็นหมื่นๆ ตัว แช่น้ำจนเน่าเหม็น ขนาดปลาในแม่น้ำยังทนไม่ได้ตายเป็นแพ ทั้งหมดจึงเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคจากจุลินทรีย์ พยาธิ
โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวานอยู่ก่อน เมื่อต้องมาลุยน้ำในช่วงน้ำท่วม ระวังจะเกิดเชื้อบาดทะยัก มีโอกาสถึงตาย
ปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องผจญมีมากมาย ในการฟื้นฟูสภาพโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมและคนตกงานเป็นล้าน บ้านช่องของประชาชนที่เสียหาย ฯลฯ
ในปี 2555 ดาวเสาร์เล็งดวงเมือง และดาวพฤหัสบดีดวงเมือง และราศีสิงห์ราศีประเทศไทยถูกดาวอังคารเบียดอย่างหนัก วันที่ 10 มกราคม ดาวอังคารย้ายเข้าราศีกันย์ วันที่ 13 ม.ค. 55 ดาวอังคารก็เริ่มเดินถอยองศาในราศีกันย์ ไปถึงวันที่ 29 ม.ค. 55 ก็จะถอยเข้าราศีสิงห์อีก
ดาวอังคารจะเดินวิปริตในราศีสิงห์ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน และเริ่มเดินปกติไปจนถึง 22 มิ.ย. 55 จึงจะย้ายเข้าราศีกันย์ ได้ตำแหน่งมหาจักร
และดาวอังคารจะเข้าไปร่วมโคจรกับดาวเสาร์ในราศีกันย์ เพราะดาวเสาร์เริ่มเดินวิปริตถอยองศาในราศีตุล 29 ก.พ. 55 ไปจนถึงวันที่ 5 เม.ย. 55
ทำให้ปัญหาโรคระบาด การเจ็บป่วยของประชาชนที่ประสบหลังน้ำท่วม มีโรคผิวหนัง โรคทางเดินอาหาร โรคทางเดินหายใจ
ที่น่าห่วงคือโรคเครียด จากที่อยู่อาศัย รถยนต์ อาชีพการงาน และภาระหนี้สิน
ดาวพฤหัสบดี ดาวประจำประเทศและตัวแทนรัฐบาล จะย้ายออกจากราศีเมษเข้าราศีพฤษภวันที่ 15 พ.ค. 2555 ไปเล็งกับราหูในราศีพิจิก
ช่วงที่อันตรายกับรัฐบาล คือช่วงที่ราหูโคจรองศาใกล้เคียงดาวพฤหัสบดี ในช่วงปักษ์หลังของเดือนมิถุนายน อาจจะส่งผลให้เกิดการปรับ ครม. เพราะกลุ่ม 111 จะพ้นถูกพักทางการเมือง ก็คงต้องติดตามยังมีเวลาอีกหลายเดือน อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงก่อนก็เป็นได้ในช่วงดาวอังคารเสีย.

http://www.thaipost.net/node/46962

23 October 2554 – 00:00

เหตุการณ์น้ำท่วมกินพื้นที่กว้างในขณะนี้ เชื่อว่ามีหนุ่มสาวมากมายเสียสละ ร่วมมือร่วมใจกันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัยตามกำลังที่สามารถ ซึ่งไม่พ้นที่แต่ละคนต้องหน้าสู้น้ำ หลังสู้แดด อันล้วนแต่จะเป็นผลทำให้เกิดปัญหาผิวหนังทั้งสิ้น
วันนี้ บริษัท เฮลท์คอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โปรวาเมด เวชสำอางระดับสูง ที่เข้าใจคนสวยใจดีและหนุ่มหล่อใจงามทั้งหลาย จึงได้เปิดสูตรแนะนำความรู้เพื่อการมีผิวสวยสามารถสู้แสงแดดได้โดยไม่ต้องกังวล…มาดูกันเพื่อการเตรียมตัวเพื่อผิวไม่ต้องหมองเมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติ
Away  กฎข้อแรกของการสู้ คือ พยายามหลีกเลี่ยงแดดจัดๆ ช่วงตั้งแต่สิบโมงเช้าไปจนถึงบ่ายสี่โมง เลี่ยงการถูกแสงแดดตรงๆ ต่อเนื่องในช่วงเวลาสิบโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น อย่าลืมส่วนของร่างกายที่มักถูกละเลย เช่น ท้ายทอย ใบหู หลังมือ หลังเท้า ควรหาอุปกรณ์เสริมยามไปทะเล เช่น หมวกริมกว้าง ร่ม แว่นกันแดด การทาครีมกันแดดให้เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทั้งผิวหน้าและผิวบริเวณแขนขาที่ถูกแดดเป็นประจำ
B-Block โดยการทาครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งยูวีบีและยูวีเอ ความสามารถในการปกป้องยูวีบี ซึ่งเป็นตัวการทำให้ผิวไหม้แดด ควรเลือกครีมกันแดดนอนเคมิคอล (ปราศจากสารเคมี ปลอดภัยต่อใบหน้า ค่า SPF (Sun Protection Factor) เป็นค่าที่แสดงระยะเวลาของครีมกันแดดที่ช่วยป้องกันผิวจากแสงแดด เช่น หากมีสภาพผิวที่ทนแดดได้ 10 นาที ผิวจึงแดง ไหม้ เมื่อทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF60 ก็จะช่วยให้ผิวปลอดภัยจากแสงแดดได้ถึง 10×60 เท่ากับ 600 นาที (10 ชั่วโมง)
C- Cover up นอกจากครีมกันแดดแล้ว อย่าลืมใช้ตัวช่วยอื่นๆ เช่นหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด เสื้อแขนยาว ผ้าคลุมไหล่ ร่ม โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยวทะเล จัดเต็มอย่าให้ขาด เรียกได้ว่าสวยทั้งปัจจุบัน (เพราะอุปกรณ์ครบ) และอนาคต (เพราะกันแดดได้ดี)
S-Speak out อย่าสวยสู้แดดอยู่คนเดียว ต้องสวยเผื่อแผ่ไปยังคนอื่นด้วย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มักจะถูกหลงลืม คือเด็กๆ ทั้งหลาย 80 เปอร์เซ็นต์ของผิวที่ถูกทำลายจากแสงแดด เกิดจากการสะสมตั้งแต่อายุก่อน 18 ปี ดังนั้นจึงไม่ควรลืมทากันแดดให้ลูกหลานด้วย
นอกจากนี้ หลังอาบน้ำเช้า-เย็น ควรทาเซรั่มบำรุงผิวหน้าทุกครั้งเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและฟื้นฟูสภาพเซลล์ผิวหลังจากเผชิญแสงแดด ด้วยเซรั่มที่มีส่วนผสมของ Hyuluronic acid หรือ Vitamin E และรับประทานผัก-ผลไม้เป็นประจำ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยให้ได้วันละ 8-10 แก้ว หรือเสริมด้วยสารอาหารที่ช่วยดูแลและปกป้องผิวจากสารอนุมูลอิสระ เช่น กลูต้าไธโอนโคเอนไซม์คิวเท็น สารสกัดจากเมล็ดองุ่น เป็นต้น เคล็ดลับง่ายๆ ที่สามารถดูแลผิวสวยใส ให้ปลอดภัยจากแสงแดด.

http://www.thaipost.net/node/46963

23 October 2554 – 00:00

พล.ท.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานกรรมการบริหารโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) พร้อมด้วยนางสุรางค์ เปรมปรีดิ์ รองประธานฯ นายธนวัฒน์ วันสม และนายประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการ แถลงข่าวประกาศความพร้อมในการถ่ายทอดสด และการรายงานข่าวการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ระหว่างวันที่ 11-22 พ.ย.54 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ปี 2012 ระหว่างวันที่ 25 ก.ค.-12 ส.ค.2555 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ ปี 2012 ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-9 ก.ย.2555 ณ กรุงลอนดอน                ประเทศอังกฤษ และภายใต้การสนับสนุนของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยท่านพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธาน และท่าน พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการ พร้อมด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย
โดยที่ประชุมฯ ได้แต่งตั้งคณะทำงานในการเตรียมการถ่ายทอดสด และการรายงานข่าวทั้ง 3 การแข่งขัน โดยมีคณะกรรมการบริหาร คณะทำงานด้านการตลาด คณะทำงานด้านเทคนิค คณะทำงานด้านรายการ คณะทำงานด้านการเงิน และคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ รวมทั้งหมด 6 ชุด จากทั้ง 4 สถานี และได้แถลงถึงความพร้อมในการถ่ายทอดภายหลังจากได้รับลิขสิทธิ์ ทั้งการถ่ายทอดสดและการรายงานข่าวแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยส่งทีมงานมืออาชีพและอุปกรณ์เครื่องมือดิจิตอลที่ทันสมัยไปติดตั้งวางระบบในศูนย์ IBC ของประเทศเจ้าภาพอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 11-22 พ.ย.54 จากเมืองจาการ์ตา และปาเลมบัง ประเทศอินโดนีเซีย มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันทั้งหมด 15 ชนิดกีฬา ได้แก่ ฟุตบอล (ทีมชาติไทยเริ่มแข่งขัน 7 พ.ย.54) วอลเลย์บอล แบตมินตัน ยิมนาสติก บาสเกตบอล ยกน้ำหนัก ปิงปอง เทนนิส และดรากอนเรซโบ๊ต ประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันมีทั้งหมด 11 ประเทศ คือ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ลาว พม่า กัมพูชา บรูไน และติมอร์ กำหนดการถ่ายทอดสดหมุนเวียนทุกวันทั้ง 4 สถานี ตั้งแต่วันที่ 11-22 พ.ย.54 รวมการถ่ายทอดสด 12 วัน โดยมีพิธีเปิดในวันที่ 11 พ.ย.54 เวลา 18.30-22.00 น.
ส่วนการถ่ายทอดแต่ละวันรวมทั้งพิธีปิด เริ่มเวลา 13.00 น.-18.00 น. รายละเอียดตามตารางการถ่ายทอดสดที่แนบ รวมเวลาการถ่ายทอดอย่างต่ำ 58 ชั่วโมง สามารถมีโฆษณาได้ 29 นาที ผู้ที่สนใจจะสนับสนุนลงโฆษณาในการถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ติดต่อได้ที่ ฝ่ายโฆษณาของสถานีโทรทัศน์ทั้ง 4 ช่อง คือ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 และโมเดิร์นไนน์ พร้อมทั้งขอเชิญชาวไทยส่งกำลังใจเชียร์ไทยให้เป็นเจ้าซีเกมส์อีกสมัยในครั้งนี้
นอกจากนี้ แฟนๆ กีฬาชาวไทยที่เฝ้ารอการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก “ลอนดอนเกมส์” 2012 ที่จะมีการแข่งขันในช่วง 25 ก.ค.-12 ส.ค.2555 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยฟุตบอลจะเริ่มก่อนพิธีเปิดการแข่งขัน 2 วัน ดังนั้น พิธีเปิดการแข่งขันกำหนดในวันที่ 27 ก.ค.2555 และพิธีปิดการแข่งขัน                  ในวันที่ 12 ส.ค.55 มีการชิงชัย 26 ชนิดกีฬา 302 เหรียญทอง 302 เหรียญเงิน และ 355 เหรียญทองแดง และกีฬาพาราลิมปิก กำหนดหลังจากนั้นในวันที่ 29 ส.ค. – 9 ก.ย.2555
ซึ่งใน “ลอนดอนเกมส์” โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดการแข่งขัน โดยมีช่อง 11 และช่องไทยพีบีเอสร่วมด้วย.

http://www.thaipost.net/node/46964

23 October 2554 – 00:00

ประเทศศรีลังกาอยู่ทางใต้ของประเทศอินเดียและห่างกันระยะทาง 64 กม. ห่างประเทศไทย 1,800 กม. ใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ เครื่องบินบินอยู่เหนือมหาสมุทรอินเดียตลอด นาฬิกาของศรีลังกาช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง
ปัจจุบันมีประชากร 20 ล้านเศษ ในเมืองหลวงโคลัมโบมีคนประมาณ 2 ล้านกว่า ที่น่าสังเกตหญิงชายในศรีลังกามีประมาณใกล้เคียงกัน มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 25,332 ตารางไมล์ 65,610 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 8 เท่า
ชาวสิงหลมีประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ และ 93 เปอร์เซ็นต์ที่นับถือศาสนาพุทธ คนสิงหลสืบเชื้อสายมาจากผู้อพยพที่มาจากภาคเหนือของคาบสมุทรอินเดีย เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเกาะศรีลังกามาหลายศตวรรษ
ชาวทมิฬอยู่ในศรีลังกาประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มใหญ่คือ “ชาวทมิฬอินเดีย” คนพวกนี้เป็นกรรมการมาจากอินเดียตอนใต้ อังกฤษนำเข้ามาเพื่อปลูกใบชา
ชาวทมิฬศรีลังกา อาศัยอยู่ทางภาคเหนือและตะวันออก คนกลุ่มนี้บุกรุกเกาะศรีลังกามาโดยตลอด จึงทำให้สู้รบกันกับชาวสิงหลจนเป็นปัญหาขัดแย้งกันอยู่เสมอมา
นอกจากนั้นก็มีพวกมัวร์ มุสลิม และพวกเบอร์กอร์ ฯลฯ อีกเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์
ตามกำหนดการ วันนี้จะต้องไปเมืองโปลอนนะรุวะ คือเมืองหลวงเก่าอันดับ 2 ของศรีลังกา แต่ก็เปลี่ยนทิศทางทางรถใหม่ เพราะข่าวความวุ่นวายของชาวสิงหลกับรัฐบาลดูจะรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากพวกทมิฬที่ชอบก่อความไม่สงบนั้นมากขึ้นๆ จนรัฐบาลเห็นว่าตนจะปราบไม่ไหว จึงไปขอกำลังทางอินเดียมาช่วยปราบปราม
จุดนี้แหละที่ชาวสิงหล ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไม่พอใจ ทำไมเรื่องแค่นี้จึงต้องไปขอชาวต่างชาติมาช่วย รัฐบาลอ่อนแอหมดสมรรถภาพในการป้องกันรักษาประเทศไว้หรืออย่างไร?
จึงลุกขึ้นฮือทั้งประเทศเพื่อต่อต้านรัฐบาล ตามถนนหนทางมีการชุมนุมกันเป็นกลุ่มๆ
พวกคณะเราจึงมุ่งตรงไปยังเมืองแคนดี เพราะว่าการมาทัวร์ไหว้พระครั้งนี้ถึงจะไปกราบไหว้ที่อื่นไม่ได้ ก็ขอให้ได้ไปกราบสิ่งสำคัญสูงสุดของประเทศศรีลังกาก่อน นั่นคือ พระเขี้ยวแก้วหรือพระทันตธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองแคนดี
ทางจะไปเมืองแคนดี รถจะขึ้นภูเขาสูงๆ ต่ำๆ ไปเรื่อยๆ เป็นภูมิประเทศงดงามจริงๆ มีแม่น้ำ ทะเลสาบ เขาสลับซับซ้อนและน้ำตกไหลรินลงมา ข้างทางดอกบัวตองก็กำลังบานแย้ม
ขณะนั่งในรถก็ได้แต่นึกว่า คงจะได้ถ่ายภาพเมืองแคนดีไว้ได้หลายๆ ภาพแน่ เมื่อถึงที่พักแล้ว แต่เหตุการณ์ก็ไม่สามารถจะทำได้ น่าเสียดาย
รถยนต์ผ่านมหาวิทยาลัย ผ่านตลาด คนมากมายเดินขวักไขว่ เมืองนี้มีคนมาก ผู้หญิงสวย ผู้บรรยายในรถพูดอย่างนั้น
11.00 น. กว่าถึงโรงแรมที่พักเชิงเขา อดชมเมืองแคนดีไม่ได้ ธรรมชาติช่างสวยงามแท้ๆ ถ้ามีเวลาคงจะเจริญตาได้ไม่น้อย ทิวทัศน์อย่างนี้ ขนกระเป๋าเข้าห้องแล้วกินอาหารกัน
ตอนบ่ายจะเที่ยว หัวหน้าทัวร์ประกาศออกมาว่า ทุกคนต้องขนของออกจากห้องพักขึ้นรถ เพราะบ้านเมืองกำลังยุ่งใหญ่ ชาวบ้านตัดน้ำประปาแล้ว โรงแรมไม่มีน้ำใช้ ปั๊มน้ำมันทุกปั๊มปิดหมด รถเราจะไม่มีน้ำมันวิ่ง พรุ่งนี้ทุกคนห้ามออกจากบ้าน ใครออกยิงทิ้ง!
คืนนี้เราจะต้องไปพักที่นิคัมโบ เพราะใกล้สนามบิน 12กม.เท่านั้น ถ้ามีเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเครื่องบินกลับบ้านได้เลย หากเหตุการณ์ดีขึ้นเราเที่ยวนมัสการต่อ ตกลงพักที่นิคัมโบ
พักที่โคลัมโบไม่ได้ เพราะเป็นเมืองหลวง กลัวจะวุ่นกันใหญ่และไกลสนามบินด้วย
ก่อนจะไปนิคัมโบ เราไปนมัสการพระเขี้ยวแก้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดก่อน หัวหน้าทัวร์บอก ผมไปขออนุญาตพิเศษมาแล้ว
ไม่มีใครพูดอย่างไร รีบขนของออกจากห้องกัน แล้วขึ้นไปนั่งบนรถยนต์ มุ่งตรงไปยังวัดพระเขี้ยวแก้ว คนเงียบสงัด
ถึงหน้าประตูวัด มีทหาร 2-3 คนมารักษาการณ์แล้ว แต่ก็อนุญาตพวกเราให้เดินเข้าไป
ความปรารถนาของพวกเรา ที่จะมากราบไหว้พระพุทธเจ้าด้วยจิตศรัทธา กับความตึงเครียดของบ้านเมืองศรีลังกามาตรงกันพอดี ทำไมคณะของเราจึงไม่มีใครกลัวความตายกัน ทั้งที่ข่าวก็เข้าหูมาว่า ฝรั่งชาวต่างประเทศถูกยิงตายไป 2 คน ทัวร์อื่นๆ ที่มาเที่ยวไม่เห็นกันเลย
เข้าประตูผ่านขึ้นชั้นบน ต่างรีบเดินกันเข้าไป ไม่มีเวลาพินิจพิจารณาอะไร หวังจะให้ถึงพระทันตธาตุเท่านั้น
ประตูหลายชั้นกว่าจะเข้าไปถึง วิจิตรพิศดารแพรวพราวไปหมด ทั้งพระและคน 38 คนแน่นเอี้ยดกันเข้าไป ไม่มีเวลาที่จะกราบลงกับพื้น ต่างพนมมือกัน
มองเห็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วอยู่ลึกเข้าไป เมื่อเข้าใกล้ทองทั้งองค์ตั้งแต่ฐานจรดยอด ด้านหน้าเต็มไปด้วยดอกไม้บูชา ส่วนใหญ่เป็นดอกพุดสีขาวกลีบเดียว
องค์พระเจดีย์สูงเมตรครึ่ง ทองคำเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ เหนือฐานเจดีย์เป็นแก้วใส ส่องสะท้อนกระทบสายสร้อยเพชร ส่วนสร้อยสายเม็ดทองก็ห้อยย้อยสลับสาย ประดับลายระโยงระยางห้อยพาด จากยอดกระจายทอดมาสู่ฐาน สั้นยาวเป็นสง่า
เส้นสายใหญ่เล็ก แววๆ วาวๆ วาบไปทั้งองค์ โพธิ์ทองเล็กทองเต็มต้นอยู่ข้าง “โอ้…พระเจดีย์ทองพระเขี้ยวแก้วแห่งกรุงศรีลังกาช่างงามสะกดจิต”
ทุกคนแย่งกันไหว้และอธิษฐานกัน เพราะเวลาไม่ให้ ผมเองทั้งไหว้ ทั้งถ่ายภาพ ส่วนน้ำตาก็ไหลอาบแก้มด้วยความปีติ
ใครว่าบุญไม่มี ใครว่าไม่เคยเห็นบุญ ขอเชิญมากราบพระเขี้ยวแก้วขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดูบ้าง ว่าท่านจะเห็นบุญหรือไม่
ทุกคนไหว้เสร็จ หลวงพ่อมอบดอกไม้บูชาจากฐานองค์พระเจดีย์พระเขี้ยวแก้ว ให้เราคนละหยิบมือ ถือเป็นพรศักดิ์สิทธิ์ติดตัวมา
“ได้ไหว้พระเขี้ยวแก้วแล้ว ถึงจะไม่ได้ไปที่ไหนอีก ก็พอใจแล้วที่ได้มาศรีลังกา”
ดูทุกคนจะพูดกันอย่างนั้น ต่างยิ้มแย้มแจ่มใส เบิกบานใจกัน ลืมทุกสิ่งทุกอย่างหมด แม้แต่เหตุการณ์ตึงเครียด
ประวัติพระเขี้ยวแก้ว เป็นพระทันตธาตุเบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ ซึ่งพระเขมเถระได้อัญเชิญจากเชิงตะกอน นำขึ้นถวายพระเจ้าพรหมทัต แห่งนครทันปุระ แคว้นกลิงค์ อยู่จนถึงสมัยพระเจ้าคุหะสีวะ
ต่อมามีข้าศึกมาประชิดติดเมือง พระเจ้าคุหะสีวะ จึงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าหญิงเหมมาลาซึ่งเป็นธิดา กับเจ้าชายทันตกุมาร พระราชนัดดา นำพระทันตธาตุมาสู่ลังกา ถวายพระเจ้าเกียรติเมฆวรรณ ซึ่งครองกรุงอนุราชปุระในขณะนั้น
ในการนำพระเขี้ยวแก้วหลบหนีออกมา เจ้าชาย เจ้าหญิงต้องปลอมพระองค์เป็นพราหมณ์ ซ่อนพระทันตธาตุไว้ในมวยผมของเจ้าหญิง ในที่สุดก็ถึงกรุงลังกาและประดิษฐาน ณ วัดพระเขี้ยวแก้วจนกระทั่งปัจจุบัน
ออกมานอกประตู มองหามุมเหมาะๆ ถ่ายภาพวัดพระเขี้ยวแก้วเอาไว้ เพื่อจะได้พิจารณาหลายๆ ครั้ง ตรงบริเวณวัดนี้น่าจะได้ยืนดูอยู่นานๆ คงจะเก็บบรรยากาศแห่งความศรัทธาไว้ได้ไม่น้อย หลังคาตรงพระเจดีย์บรรจุพระเขี้ยวแก้ว มุงด้วยทองคำตลอด เหลืองเด่นสุกสว่างบนกลางใจวัด
รถยนต์ออกจากโรงแรมไปนิคัมโบ ผ่านทะเลสาบด้านโน้น ก็ยังมองเห็นหลังคาทองวัดพระเขี้ยวแก้ว
อย่าลืมไปศรีลังกา ผมไปมา 2 ครั้งก็ยังอดคิดไม่หาย ลังกามีพุทธสถานใหญ่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจำหลักหินเป็นองค์ลอยตัว ยืนตระหง่านอย่างไม่น่าเชื่อ และมากมายหลายแห่งด้วย เราไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น
เมื่อเห็นแล้วก็ได้แต่ตะลึง ชาวพุทธศรีลังกาเขานับถือพระพุทธศาสนากันขนาดนี้เชียวหรือ!

ประวิทย์ จำปาทอง

http://www.thaipost.net/node/46965

23 October 2554 – 00:00

ความล้มเหลวของรัฐบาลเพื่อไทยกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
นับจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) โดยมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็นผู้อำนวยการ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา
ตลอดเวลาการทำงานของศูนย์ฯ ดังกล่าว ไม่เพียงสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับประชาชนผู้ประสบภัยและผู้ติดตามข้อมูลข่าวสาร แต่ได้สร้างความไม่น่าเชื่อถือต่อการแก้ปัญหาสาธารณภัยของรัฐ
ความไม่น่าเชื่ออันเกิดจากการตั้งบุคคลที่ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอในการจัดการปัญหานับตั้งแต่ ผอ.ศูนย์ฯ อย่าง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก  รมว.ยุติธรรม ที่ไม่มีองค์ความรู้และเครื่องมือด้านนี้
รวมไปถึง นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฝ่ายปฏิบัติการ ศปภ. นายวิม รุ่งวัฒนจินดา โฆษกศูนย์ฯ และนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม ผู้ดูแลของบริจาคท่าอากาศยานดอนเมือง
สิ่งที่เราเห็นคือการแย่งภาพเอาหน้าระหว่างคนในพรรคเพื่อไทยและการชี้แจงแถลงข่าวของฝ่ายต่างๆ เสมือนเด็กเมื่อวานซืน โดยเฉพาะประชา พรหมนอก ที่พูดแบบ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” หวังอะไรไม่ได้
ดังปรากฏความล้มเหลวของการแก้ปัญหาที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ,  บางหว้า นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา นิคมอุตสาหกรรมนวนคร, นิคมอุตสาหกรรมบางกะดี จ.ปทุมธานี เป็นต้น
ล่าสุดยิ่งลักษณ์ได้ออกคำสั่งภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2550 มาตรา 31 ในการเตือนภัยพิบัติร้ายแรง โดยให้ทุกหน่วยงานขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี อ้างเพื่อการทำงานที่เป็นเอกภาพ
ทั้งๆ ที่ฝ่ายต่างๆ เรียกร้องให้รัฐประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์คิดแต่เกมการเมือง กลัวทหารยึดอำนาจบ้าง จึงออกคำสั่งที่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
ความล้มเหลวในการรับมือกับสาธารณภัยน้ำท่วมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทำให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ใช้อำนาจทางการเมืองแก้ปัญหามากกว่าความสามารถของบุคคลและความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆ
เราจึงไม่ได้เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ปัญหาสาธารณภัยอย่าง “กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” หรือ “กรมชลประทาน” ได้ทำหน้าที่หลักในการชี้แจงข้อมูล, ดูแลการแก้ปัญหา
ประการต่อมา สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องมากที่สุดในการทำงานของรัฐบาล คือ การให้ข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนฟังรู้เรื่อง ทั้งความน่าเชื่อถือของคนให้ข้อมูล ทั้งแง่ของข้อมูลความรู้และการนำเสนอ
ประการสำคัญ ยิ่งตอกย้ำตลอดที่ผ่านมาของการทำงานแบบเอาหน้าคือ  การทำงานที่ไม่เป็นทีม
หากแต่สิ่งที่เราได้เห็นจากสถานการณ์น้ำท่วมประเทศไทยที่ผ่านมาคือ การทำงานอย่างแข็งขันของสื่อมวลชน อาสาสมัคร องค์กรภาคประชาชน  องค์กรเอกชนและหน่วยงานของรัฐอย่างเช่นทหาร
การสัมภาษณ์ของนักวิชาการหรือผู้ห่วงใยสถานการณ์อย่างอาจารย์ศศิน  เจริญลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ในสื่อต่างๆ ทำให้เข้าใจข้อมูลและเตรียมตัวรับมือได้ง่ายกว่าดาราหน้าจออย่าง ศปภ.
แต่ปัญหาน้ำท่วมที่ใหญ่เกินกว่าการแก้ปัญหาแบบปกติจะรับได้ ต้องใช้การบริหารจัดการแบบองค์รวม ไม่คิดแบบนักการเมืองที่เอาฐานเสียงมากำหนด  หรือระบบราชการแบบเดิมๆ เช้าชาม เย็นชาม
คือการจัดการแบบมืออาชีพ มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ  โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม
เพราะทุกฝ่ายก็รู้ดีการเดินทางของน้ำจากภาคเหนือเข้าสู่ภาคกลาง เข้ากรุงเทพมหานคร ต้องผ่านจุดไหนบ้าง มีขนาดใหญ่และความเร็วเท่าไหร่ น้ำใช้เวลาเท่าใดในการเดินทาง มนุษย์สามารถวางแผนคาดการณ์ล่วงหน้าได้เสมอ  รัฐรู้ว่าต้องรับมืออย่างไรและให้ประชาชนร่วมมือและเตรียมพร้อมอะไรบ้าง
การโยนความล้มเหลวในการจัดการปัญหา อันเกิดจากความไร้ความสามารถไปเป็นความผิดของผู้อื่น โดยอ้างมือที่มองไม่เห็น หรือ “อำนาจนอกระบบ” จึงเป็นความเลวของนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบ
บทความเรื่อง “Floods Soak New Thai Government” ใน Wall Street  Journal โดย James Hookway, 18 ตุลาคม 2554 อ้างคำพูดนักวิเคราะห์หลายคน บอกว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คือ
“แนวทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอุทกภัยแบบตามมีตามเกิด ผลจากการที่รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้สั่งอพยพในพื้นที่บางส่วนของเมืองหลวงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้อมูลข่าวสารที่เอาแน่เอานอนไม่ได้นี้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ชาวบ้านและบริษัทต่างชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องปิดโรงงานไปแล้วหลายแห่งทั่วไทย ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณการว่าอุทกภัย ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 315 ราย และทำประชาชนตกงานราว 2.5 แสนคน จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีของประเทศร้อยละ 1.7 ขณะที่ภัยธรรมชาติครั้งนี้ยังก่อความยุ่งเหยิงแก่ห่วงโซ่อุปทานทางอุตสาหกรรมไปทั่วเอเชีย”
บทเรียนการแก้ไขภัยพิบัตินับตั้งแต่เกิดสึนามิครั้งแรกในประเทศไทย  เมื่อ 26 ธันวาคม 2547 หน่วยงานต่างๆ ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาการเตือนภัยและการรับมือกับสาธารณภัยไว้ทั้งหมดแล้ว
แต่ยิ่งลักษณ์ไม่ได้นำบทเรียนหรือข้อเสนอดังกล่าวมาปรับใช้ เพราะความไร้เดียงสาทางการเมือง
ความล้มเหลวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เปรียบเสมือนรัฐที่ไร้ความสามารถในการแก้ไขปัญหา เพราะผู้นำขาดประสบการณ์และทีมงานเป็นพิษ จึงกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว เป็นรัฐภัย ภัยที่มาจากรัฐนั่นเอง.



  • ชมพู่: น่ารักอ่ะพีพลอยเดี่ยววางๆจะไปหาน่ะ คิดถึงแม่เกด คิด
  • Kathy: Very quickly this website will be famous among all blog visitors, due to it's nice posts
  • สมชาย: น่าตาแปลกๆ นางเอกละครช่อง7 หนังจักรๆวงศ์ๆ ตอนเช้าๆอะ

หมวดหมู่