ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ถกลับ!ถอดถอน’สมศักดิ์-นิคม’17ต.ค. ตุลาคม 25, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141015/194082.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2557

‘สนช.’ จัดประชุมลับ ถอดถอน ‘สมศักดิ์-นิคม’ 17 ต.ค. ‘พรเพชร’ ระบุวางกรอบ จะรับเรื่องไว้พิจารณาต่อหรือไม่ ‘พท.’ ยื่นหนังสือขอใช้ดุลยพินิจตามหลักการของก.ม.-รอบคอบ

                                15 ต.ค. 57  นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่การประชุม สนช. วันที่ 17 ต.ค.มีเรื่องถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตรองประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่ง ตามรายงานที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนแล้วเสร็จ ว่า การประชุมกรณีดังกล่าว จะเปิดโอกาสสมาชิก สนช.อภิปราย และแสดงความเห็น ว่าจะรับเรื่องถอดถอนตามที่ ป.ป.ช.ส่งมายัง สนช.ไว้พิจารณาหรือไม่ โดยรูปแบบอภิปรายนั้น จะเป็นไปอย่างกว้างขวาง ตามความเห็นของสมาชิก เมื่ออภิปรายแล้วเสร็จ จะให้สมาชิกร่วมลงมติ ว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ หากเสียงข้างมากลงมติว่าไม่รับเรื่อง วาระถอดถอนจะสิ้นสุดลงทันที หรือหากเสียงข้างมากลงมติว่ารับเรื่อง ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาที่เป็นไปตามข้อบังคับ เรื่องถอดถอนฯ
                                ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ สนช.ลงมติรับเรื่องไว้พิจารณา ได้คำนึงถึงประเด็นความขัดแย้งที่ตามมาด้วยหรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า “ผมไม่ขอกล่าวไปถึงตรงนั้น ค่อยดูอีกที”
                                ทางด้านนายสมชาย แสวงการ สนช. ฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. กล่าวถึงการประชุม สนช. ในวาระถอดถอนฯ ในวันที่ 17 ต.ค. ว่า จะจัดให้เป็นการประชุมลับ เนื่องจากวาระพิจารณา คาดว่า จะมีการอภิปรายพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลได้ ส่วนวิธีพิจารณาประเด็นที่บุคคลภายนอกมองว่ามีรายละเอียดข้อกฎหมายร่วมด้วยนั้น เบื้องต้นสมาชิกฯ อาจขอสำนวนไต่สวนของ ป.ป.ช. มาพิจารณาควบคู่การอภิปราย โดยประเด็นสำคัญ คือ ความผิดของผู้ที่ถูกกล่าวหานั้นตามสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. นอกจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ยังมีบทบัญญัติกฎหมายใดรองรับอยู่หรือไม่ และอยู่ในฐานที่ สนช.สามารถพิจารณาได้ต่อไปหรือไม่ รวมถึงพิจารณาในเรื่องอื่นๆ ร่วมด้วย จากนั้นจะให้สมาชิกฯ ได้ลงมติตัดสิน โดยใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก หากมติข้างมาก ระบุว่า ยุติเรื่อง ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่า ประเด็นยุติเรื่องนั้น คือ จะส่งรายงานคืนไปยัง ป.ป.ช. เพื่อรอให้มีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่มาทำหน้าที่ หรือตกไปในวาระพิจารณาของ สนช.
                                “สำหรับประเด็นที่หลายฝ่าย ระบุว่า สนช.ไม่มีอำนาจพิจารณานั้น ขณะนี้ได้ข้อสรุปแล้ว คือ มีอำนาจตามมาตรา 5 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ที่ให้อำนาจ สนช. วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องที่เกี่ยวกับวงใน สนช. ส่วนประเด็นที่ผู้ที่จะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนั้น สถานะปัจจุบันไม่อยู่ในตำแหน่งแล้วนั้น ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ที่ไม่อยู่ในตำแหน่งแล้ว สามารถเข้าสู่การพิจารณาถอดถอนได้ เช่น กรณี นายสมชาย วงสวัสดิ์ อดีตนายกฯ , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ วุฒิสภาสามารถพิจารณาถอดถอนได้ เนื่องจากผลทางกฎหมายหลังลงมติถอนถอน คือ การตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ยังคงอยู่”
                                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 10.30 น.  4 อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำโดย นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ , นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี , นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายสิงห์ทอง บัวชุม อดีตผู้สมัคร กทม. พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือต่อนายพรเพชร เพื่อขอให้ สนช. ใช้ดุลยพินิจตามหลักการของกฎหมาย และด้วยความรอบคอบ ในวาระพิจารณาถอดถอนนายสมศักดิ์ และนายนิคม ออกจากตำแหน่ง ตามรายงานที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนแล้วเสร็จ ที่บรรจุไว้ในวาระการประชุม สนช. วันที่ 17 ต.ค.นี้ โดยนายพรเพชร ลงมารับหนังสือด้วยตนเอง พร้อมชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และยึดหลักของกฎหมายเป็นสำคัญ ดังนั้นแม้จะไม่มีผู้ใดมายื่นหนังสือ ทางสมาชิก สนช. ยืนยันว่า จะทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม และประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ สนช.ชุดปัจจุบัน แม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็พร้อมจะทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ประชาชน และชาติ
 

สภากทม.จี้เพิ่มกล้องแก้อาชญากรรม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141015/194079.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2557

สภากทม. จี้ฝ่ายบริหาร เร่งแก้ ‘อาชญากรรม’ ทั่วกรุง เพิ่มกล้องวงจรปิด เน้นจุดเสี่ยง ‘สะพานลอย-แหล่งท่องเที่ยว’ หวั่น ปชช.ไม่ปลอดภัย

                                15 ต.ค. 57  เมื่อเวลา 09.00 น.  ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภากทม. เป็นประธานการประชุมสภากทม. วิสามัญ สมัยที่ 1 (ครั้งที่ 2) ประจำปี พ.ศ. 2557 โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯ กทม. คณะผู้บริหาร และสมาชิกสภากทม. ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
                                ทั้งนี้ในที่ประชุม นายวิชาญ ธรรมสุจริต สมาชิกสภากทม. ได้เสนอญัตติต่อที่ประชุม ว่า ขอให้ กทม.เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน เนื่องจาก กทม.ได้กำหนดแนวทางในการบริหารและพัฒนาตามนโยบายของผู้ว่าฯ กทม. และแผนการบริการบริหารราชการ กทม. พ.ศ. 2556-2560 เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งความปลอดภัย แต่ปัจจุบัน ประชาชนยังประสบปัญหาด้านความปลอดภัย เช่น ปัญหายาเสพติดในชุมชน ปัญหาอุบัติภัย ได้แก่ อัคคีภัย อุทกภัย แผ่นดินไหว และปัญหาอาชญากรรม จากการถูกจี้ชิงทรัพย์ และถูกทำร้ายร่างกาย จึงขอให้ กทม.เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเฉพาะความปลอดภัยในพื้นที่ที่เป็นจุดเสี่ยงเกิดอาชญากรรม สะพานลอยคนเดินข้าม และพื้นที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ
                                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นในที่ประชุมได้ร่วมกันอภิปรายอย่างกว้างขวางในนโยบายเพิ่มไฟฟ้าส่องสว่างในพื้นที่จุดเสี่ยง และที่รกร้างว่างเปล่า ที่พบว่ายังไม่เพียงพอ ทั้งเพิ่มการติดตั้งกล้องวงจรปิด และเชื่อมระบบให้สามารถใช้งานได้ เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันอัคคีภัยในช่วงฤดูหนาว และจัดสรรงบประมาณเพิ่มสถานีดับเพลิง ใช้สถานที่วัด หรือมัสยิด และจัดซื้อรถเคลื่อนเร็ว พร้อมอุปกรณ์ที่สามารถต่อกับท่อประปาหัวแดงในการดับเพลิงได้ทันที รวมทั้งเสนอให้เพิ่มงบประมาณในการประชาสัมพันธ์ให้กับสำนักงานเขต 50 เขต เพื่อประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจในนโยบายของผู้บริหาร และโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เพราะยังขาดการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
                                ด้านนายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ฝ่ายบริหารให้ความสำคัญในมาตรการดูแลความปลอดภัย อาทิ การดำเนินนโยบายติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างไปแล้วกว่า 3 แสนดวง ในถนนตรอก ซอก ซอย กว่า 5,000 แห่ง และถนนสายหลักกว่า 1,000 แห่ง ซึ่งช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ในสมัยของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. มีการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างไปแล้ว 70,000 จุด และได้ทำข้อตกลงร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง ในการติดตั้งหลอดไฟฟ้าที่มีกำลังไฟความสว่างมากกว่า 15 วัตต์ ในถนนจราจรสายหลัก เพื่อความสว่างในการเดินทางสัญจรในช่วงกลางคืน รวมทั้งในจุดเสี่ยง ทั้งในชุมชน ถนน ซอยต่างๆ
                                นายจุมพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้ดำเนินนโยบายติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อผลิตกระแสไฟติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างในชุมชนริมคลองที่ระบบไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินโครงการการนำร่องใน 10 คลอง รวมถึงที่ผ่านมา ได้สนับสนุนงบประมาณเพิ่มประสิทธิภาพอุปกรณ์ และชุดดับเพลิง รถดับเพลิง และมีนโยบายขยายสถานีดับเพลิง เพื่อป้องกันอัคคีภัยให้ครอบคลุมพื้นที่ 50 เขต มีการอบรมอาสาสมัคร และประชาชน ให้เรียนรู้ และรู้จักป้องกันระงับอัคคีภัย โดยสถิติเพลิงไหม้ในชุมชน และที่พักอาศัยลดลง ซึ่งยังพบปัญหาเพลิงไหม้ในสถานที่รกร้าง และพื้นที่เกษตร โดยล่าสุดได้เพิ่มสถานีดับเพลิงย่อย เพื่อเฝ้าระวัง และเข้าระงับเพลิงไหม้ได้ทันที
                                นายจุมพล กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันได้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดไปกว่า 50,000 ตัว ในพื้นที่ 50 เขต แบ่งลักษณะการทำงานโดยเชื่อมสัญญาณกับกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.02) แก้ปัญหาด้านจราจร และติดตั้งในพื้นที่จุดเสี่ยง และถนนต่างๆ และอยู่ในระหว่างการเชื่อมสัญญาณกับ 88 สถานีตำรวจนครบาล และหน่วยงานภายนอก เพื่อดูแลความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงนโยบายที่ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ โครงการปลอดภัยไปกับเทศกิจ การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย การแก้ปัญหาคนเร่ร่อน ทั้งนี้ จะเร่งสานต่อนโยบายควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ในการทำงานต่อไป ทั้งนี้ในที่ประชุมมีมติเห็นชอบ และจะส่งต่อให้ฝ่ายบริหารดำเนินการต่อไป
————————————-
(หมายเหตุ : ภาพประกอบข่าว)
 

‘ผบ.ทบ.’ลั่น!แบ่งแยกดินแดนไม่ได้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141015/194069.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2557

‘พล.อ.อุดมเดช’ ลั่น! แบ่งแยกดินแดนไม่ได้ ยัน 3 พ.ย.ทุกโรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเปิดการเรียนการสอนได้

                  15 ต.ค.57 เมื่อเวลา 08.00 น. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดตั้งทุ่งยางแดงโมเดลเพื่อแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่า เป็นข้อเสนอของ พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการกองรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อต้องการกระชับการทำงานของทุกภาคส่วน ให้มีส่วนร่วมโดยเฉพาะในระดับพื้นที่ ทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในอำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี เราสามารถควบคุมดูแลได้อยู่แล้ว รวมถึงประชาชนก็มีความเข้าใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี
                  ทั้งนี้จะเน้นให้ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ดูแลความปลอดภัยโรงเรียนให้มีความครอบคลุมและแน่นหนามากยิ่งขึ้น รวมถึงการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะต้องเสริมเข้ามา ถ้าหากเรายังสามารถทำให้ทุ่งยางแดงโมเดล เข้มแข็ง เราก็จะขยายไปพื้นที่อื่นต่อไป เพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยทั้งในส่วนของโรงเรียน รวมถึงในระดับพื้นที่อื่นๆ
                  พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ทั้งนี้ นโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้สถานการณ์ภาคใต้ดีขึ้นในปี 2558 ทั้งนี้ยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาในพื้นที่อาจจะยังเป็นช่วงรอยต่ออยู่เล็กน้อย ต้องพยายามทำความเข้าใจ และให้โอกาสผู้บังคับบัญชาที่ลงไปดูแลพื้นที่ใหม่
                  พล.อ.อุดมเดช ยังกล่าวชี้แจงถึงกรณีที่การตั้งเป้าว่าจะลดเหตุการณ์การก่อเหตุและควบคุมสถานการณ์ให้ได้อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ในปี 2558 ว่าเป็นเพียงการตั้งตัวเลขเพื่อให้มีความเข้าใจ และให้กำลังพลปฏิบัติงานให้เห็นเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้เท่านั้น แต่หลังจากนี้ไปจะไม่พูดถึงเรื่องเปอร์เซ็นต์ของสถานการณ์ ในภาคใต้จะดีขึ้นเมื่อไหร่
                  “อย่างกรณีที่อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการประสานงานกับกอ.รมน. โดยทางพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะลงพื้นที่ในเร็ววันนี้ และในส่วนของผมเองก็เช่นกัน ที่ต้องลงไปดูแลปัญหาต่างๆ พร้อมทั้งจะพิจารณางบประมาณในการซ่อมแซมโรงเรียนที่ถูกเผา และต้องทำให้มีโรงเรียนชั่วคราว ส่วนโรงเรียนที่มีความเสียหายมากจนต้องมีการก่อสร้างใหม่ จะเร่งดำเนินการเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามการเปิดภาคเรียนที่จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย.เป็นต้นไปจะต้องพร้อมเปิดเรียนในทุกพื้นที่ แม้จะต้องมีการจัดพื้นที่เรียนชั่วคราวก็จะต้องให้เกิดความพร้อมที่จะให้เปิดเรียนได้ทัน” พล.อ.อุดมเดช กล่าว
                  เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินผู้ก่อเหตุความไม่สงบหลังจากห่างหายไปนาน พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมาเรามีการควบคุมตัวแกนนำ โดยสามารถจับกุมได้ในส่วนของบุคคล อาวุธ อุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ และสร้างภาพข่าวขึ้นมา ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานอยู่แล้ว หากทางเจ้าหน้าที่มีการจับกุมแกนนำในพื้นที่ไหนก็จะมีการตอบโต้กลับมา แต่ขอยืนยันว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ ส่วนที่ยังมีการก่อเหตุอยู่บ้างต้องพยายามแก้ไขกันต่อไป พร้อมทั้งได้เน้นย้ำให้เพิ่มเติมในเรื่องของงานด้านการข่าว และการปฏิบัติการในระดับพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้เรามีนโยบายที่จะต้องเอาชนะในหมู่บ้าน แต่นโยบายใหม่เราไม่ได้ที่จะเข้าไปต่อสู้เพื่อเอาชนะใคร แต่จะไปทำให้เกิดสันติสุขเท่านั้น ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องเข้าใจและให้ความร่วมมือ
                  “ผมมั่นใจว่าหากดำเนินงานตามแผนที่ได้รับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี จะสามารถทำให้สถานการณ์นั้นดีขึ้น ก็หวังเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่เห็นต่าง ต้องเข้ามาร่วมมือ เพื่อที่จะให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถเป็นไปได้ คือการแบ่งแยกดินแดนไทย เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญไมได้กำหนดไว้ ซึ่งคนในพื้นที่เองก็ไม่เคยคิดจะแบ่งแยกดินแดน ไม่ว่าจะไทยพุทธ หรือไทยมุสลิม” พล.อ.อุดมเดช กล่าว
 

‘นายกฯ’บินอิตาลีร่วมประชุมอาเซม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141015/194072.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2557

นายกฯบินอิตาลีร่วมประชุมอาเซม พร้อมแจงสถานการณ์บ้านเมืองต่อนานาชาติ ขออย่าคาดคั้นเวลาเลือกตั้งใหม่ บอกสื่อไม่อยู่ ‘แล้วจะคิดถึงกัน’ เผยอังกฤษเข้าใจทำคดีเกาะเต่า

                   เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 15 ต.ค.57 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกเดินทางด้วยเที่ยวบินพิเศษ ทีจี 8880 เพื่อเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นําเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting – ASEM) ครั้งที่ 10 ซึ่งมีอิตาลีเป็นเจ้าภาพ และมีสหภาพยุโรป (European Union – EU) เป็นประธาน โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 ตุลาคม 2557 ที่นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ผู้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวประกอบด้วยผู้นํารัฐบาลหรือผู้แทนจากประเทศ สมาชิก 53 ราย
                   สำหรับการประชุม ASEM มีกําหนดจัดปีเว้นปี สลับกับการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยประเทศสมาชิก ASEM ฝ่ายยุโรปและเอเชียสลับกันเป็นเจ้าภาพ ในการประชุมแต่ละครั้ง โดยจะหารือในกรอบ 3 เสา หลัก ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สําหรับการประชุม ASEM ครั้งที่ 10 สหภาพยุโรป ในฐานะประธานการประชุมได้กําหนดหัวข้อหลักของการประชุมครั้งนี้ว่า “Responsible Partnership for Sustainable Growth and Security” โดยการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางออกนอกภูมิภาค เพื่อพบปะผู้นำต่างชาติ และแนะนำตัวเองกับต่างชาติ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ ในประเด็นที่ไทยให้ความสําคัญ ได้แก่ ความสําคัญของการเพิ่ม ความเชื่อมโยงระหว่างกัน (connectivity) ภายในภูมิภาคและระหว่างภมูิภาค การสนับสนุนความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนระหว่างสมาชิก ASEM บทบาทของไทยในการรับมือกับปัญหา
                   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม ASEM เพื่อแสดงจุดยืน และท่าทีของไทยต่อประเด็นที่ท้าทาย เช่น การแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง เช่น Ebola และการกําหนดทิศทางในอนาคตของ ASEM ก็เพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมของไทยต่อเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ แม้ว่าไทยจะอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่าน แต่ยังมีความรับผิดชอบ และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาความท้าทายใหม่ๆ ร่วมกัน นอกจากนี้ ไทยจะเข้าร่วมการประชุมผู้นําอาเซียน-สหภาพยุโรปอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อกําหนด ทิศทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปและหารือประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ที่อยู่ในความสนใจและมีผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ ไทยจะรับหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน- สหภาพยุโรปต่อจากเวียดนามในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2558
                   โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนออกเดินทางว่า การประชุมเอเซมนี้ จัดโดยสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งอาเซม มีสมาชิกทั้งหมด 53 ประเทศ ส่วนการเข้าหารือผู้นำต่างประเทศนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการอยู่ คงจะได้คุยกับหลายประเทศทั้งในส่วนของอาเซียน และยุโรปด้วย โดยเราจะพูดกันในเรื่องสามเสาหลัก และการค้า การลงทุนในทุกมิติ ที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน
                   นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความคาดหวังในการเข้าร่วมประชุมอาเซมคือ การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับยุโรปนั้นคงจะพัฒนามากขึ้นในระยะต่อไป จากเดิมที่ดีอยู่แล้ว โดยเวลา 3 นาทีที่ตนจะได้พูดในเวทีอาเซมนั้น จะเน้นเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเตรียมการด้านความมั่นคง และการเชื่อมโยงที่ดีขึ้น ทั้งนี้เราพูดในนามของอาเซียนฉะนั้นเราต้องพูดว่าทุกประเทศในอาเซียนต้องสร้างความเข้มแข็งของตัวเองในทุกมิติ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกัน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน สิ่งที่จะคุยกันต่อคือไทยเป็นกลุ่มประเทศหลักด้านผลผลิตเกษตรกรรม โดยอาจจะพูดถึงการเจรจาข้อตกลงในระยะต่อไป ที่เราได้มีการตั้งคณะกรรมการอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันน้อยไปบ้าง
                   ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการพูดคุยในกรณีไทยถูกกีดกันด้านการค้าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อย่าใช้คำว่ากีดกัน มันเป็นเรื่องของการพัฒนาตามสถานการณ์โลก ซึ่งคือสิ่งที่เราต้องช่วยกันคิดว่า เราอย่ามัวแต่รอรับกติกาที่ออกมาไม่ได้ ซึ่งเราต้องคิดในเชิงรุก ว่าเราจะเดินหน้าเศรษฐกิจอย่างไร เราต้องเตรียมการรับทุกมาตรการ สิ่งที่ต้องทำในเวลานี้คือการพัฒนาภาคเศษฐกิจของเราให้เข้มแข็งขึ้น รัฐต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการลงทุนให้เข้าถึงกองทุนในธุรกิจ ทุกประเภท ซึ่งเรามีสินค้าส่งออกหลายประเภท ฉะนั้นมีปะเด็นสำคัญคือเรื่องราคา และตลาด ส่วนการกีดกันต่างๆเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นกติกาโลก คนมากขึ้นการแข่งขันมากขึ้น ผลผลิตมากขึ้น มันต้องมีการแข่งขันกัน เราต้องเตรียมพร้อมปรับปรุงคุณภาพ เพิ่มเทคโนโลยี สร้างนวัตรกรรมใหม่ๆมา
                   วันนี้ถ้าเรายังทำงานเชิงรับอยู่เหมือนเดิมเราจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ในอนาคต ซึ่งเวลาเราปีสองปีนั้นน้อยมาก แต่เราปรับหมดในข้อตกลง ภาษีต่างๆ เหมือนกับทุกประเทศที่มีมาตรการของเขาในการทำให้ผลผลิตมีราคาสูงขึ้น ฉะนั้นการนำเข้าจึงลดลง
                   เมื่อถามว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางอาเซมมองเป็นอุปสรรคด้านการค้าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นคนละเรื่อง เรียนว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีอยู่บางพื้นที่ ไม่ใช่ภาคใต้ทั้งหมด จึงขอฝากว่า ถ้าเราพูดว่าทั้งหมดนั้นไม่ใช่ วันนี้การค้าการลงทุนต่างๆนั้นเดินอยู่ เพียงแต่การลงทุนขนาดใหญ่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะปัญหาเรื่องความมั่นคง ซึ่งเราต้องสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้เขา วันนี้มีการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอมากขึ้น ตนก็แก้กติกาต่างๆ และเพิ่มห้วงระยะเวลาในการให้การสนับสนุน มีกองทุนต่างๆ ทั้งนี้ภายในปีนี้จะเร่งให้เกิดขึ้นให้ได้ คือในเรื่องของการแปรรูปยาง ในชั้นต้น เพื่อให้ราคาในพื้นที่สูงขึ้น ลดปัญหาการขนส่งเข้ามาส่วนกลางและส่งออก วันนี้ปัญหาอยู่ที่ราคาผลิตผลจากวัตถุดิบจากสวนยาง และส่งขายต่างประเทศ ส่วนในประเทศก็ใช้น้อย ซึ่งเราได้เร่งทุกทางคือเร่งการเพิ่มมูลค่าของยางดิบ โดยจะมีการเจรจาขอความร่วมมือกับบริษัทผลิตยางรถยนต์ ให้ผลิตมากขึ้น ในส่วนของการใช้ในประเทศ ด้านเหล่าทัพ จะให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาว่าโรงงานของเราที่มีการทำอยู่แล้วจะส่งเสริมได้อย่างไร ในการใช้ยางให้มากขึ้น เราต้องดูทุกอย่าง อย่ามองว่าราคาตกอย่างเดียวแล้วจะขายใคร ตรงนี้มันยาก เราต้องเริ่มในเรื่องของการใช้ผลผลิตที่มีอยู่มากมายทั้งข้าว ยาง มันสำปะหลัง อ้อย ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด ส่วนไหนที่เกินก็ส่งขาย แล้วจึงไปพูดคุยกันถึงการยอมรับในราคา โดยเมื่อมีการหารืออย่างไม่เป็นทางการในที่ประชุมอาเซม ตนก็จะหาทางพูดคุยถึงความร่วมมือดังกล่าวด้วย
                   พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับผู้นำต่างประเทศนั้น ตนยินดีคุยกับทุกประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีเวลาอย่างไร ไม่ใช่เขาอยากคุยหรือไม่อยากคุย ซึ่งถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองตนพร้อมชี้แจงอยู่แล้ว ตนตอบได้หมด อย่างไรก็ตามส่วนล่วงหน้าของกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้แจ้งว่าต่างประเทศมีความสงสัยในประเทศเราเลย เขาเป็นกำลังใจให้เรา เพียงแต่ต้องขอว่าทำให้รวดเร็ว
‘นายกฯ’ ขออย่าคาดคั้นเวลาเลือกตั้งใหม่
                   เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 ตุลาคม ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางเข้าร่วมประชุมอาเซม ถึงการดำเนินการตามโรดแมปที่วางไว้ในขั้นที่ 3 จะมีโอกาสขยายระยะเวลาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านตนเป็นคนกำหนดโรดแม็พก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินการว่าจะทำได้อย่างไรก็อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายมาช่วยกัน ถ้ามัวแต่ตีรันฟันแทงต่อสู้กันไปตลอดจะทำอะไรก็ขยับหรือสรุปไม่ได้แล้วประเทศจะไปได้หรือ การเลือกตั้งครั้งใหม่จะต้องมาด้วยรัฐธรรมนูญและผลของการปฏิรูป 11 เรื่อง ดังนั้นถ้าทำเรื่องรัฐธรรมนูญเสร็จสามารถทำการปฏิรูปทั้ง 11 เรื่องได้ ในระยะแรกเพราะคงแก้ไม่ได้ทั้งหมด บางเรื่องต้องใช้ระยะเวลายาว จากนั้นใครมาเป็นรัฐบาลก็เข้ามาแก้ต่อ
                   “อย่ามาคาดคั้นกับผมมากเรื่องนี้ ผมพูดไปแล้วถือว่าจบทุกอย่างต้องดูตามโร้ดแมปปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำตามโร้ดแมปได้หรือไม่ และเรื่องนี้ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ไปนั่งทำโร้ดแมป ผมไม่ได้ไปนั่งเป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากนี้ก็จะมีการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาก็ทำงานกันไป และทำให้เสร็จ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
                   เมื่อถามว่า ล่าสุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ออกมาระบุว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเกิดขึ้นต้นปี 2559 แสดงว่าจะต้องมีการขยายเวลา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็บอกแล้วว่าขึ้นอยู่กับว่าทั้งรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปจะเสร็จเมื่อใด และต้องใช้เวลาในการเตรียมการเลือกตั้งและไม่ใช่ว่าเรากำหนดการเลือกตั้งแล้ววันพรุ่งนี้จะทำการเลือกตั้งได้ทันที การเลือกตั้งต้องใช้ระยะเวลา
                   “ก็คงต้องขอความร่วมมือวันนี้เป็นห่วงอย่างเดียวว่า 3-4 วันที่ผมไม่อยู่ โดยเข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซ็ม) ครั้งที่ 10 ที่ประเทศอิตาลีนั้นถือว่าผมไปทำหน้าที่เพื่อบ้านเมืองก็ขอให้ช่วยกันดูแลบ้านเมืองให้ดีในช่วงนี้หากมีอะไรก็ต่องช่วยกันทำให้สงบเงียบเป็นไปอย่างเรียบร้อย อย่าขยายความขัดแย้งกันไปมากนัก ผมไม่ได้ต้องการให้คนคิดหรือทำเหมือนกันเช่นเดียวกับผม ที่ผ่านมาผมและรัฐบาลช่วยกันคิดเป็นแนวทางเพื่อให้การเดินหน้าประเทศเดินไปได้ แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้การเดินหน้าประเทศเรามีหลายกลุ่ม รัฐบาลก็ต้องบริหารประเทศเดินหน้าและแก้ปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันและขอปฏิเสธว่าผมไม่ได้เป็นม้าขาว ผมไม่เคยยกตัวเองขนาดนั้นเพียงแต่ผมต้องการเข้ามาแก้ปัญหา และไม่อยากพูดถึงปัญหาที่ผ่านมามากนักเพราะจะเป็นการเปิดประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาอีก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
                   พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกคนทราบดีว่าปัญหาเกิดจากอะไรบ้าง ทุกรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาแต่ก็แก้ไม่ได้ วันนี้รัฐบาลจึงเข้ามาแก้โดยใช้อำนาจพิเศษบ้างในทางสร้างสรรค์ ซึ่งทุกอย่างก็ดีขึ้นแต่เมื่อบ้านเมืองสะอาดเรียบร้อยแล้วก็ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไร เพราะบ้านเราคนมีรายได้น้อยมีจำนวนมาก มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้ก็ต้องมาดูในเรื่องภาษีว่าคนรวยจะดูแลคนจนอย่างไร การสร้างอาชีพและรายได้ให้กับประชาชนซึ่งรัฐบาลกำลังทำอยู่ โดยเฉพาะการดูแลคนที่มีรายได้น้อยชาวนาน่าสงสาร ปีนี้ทำนาปรังก็ลำบากเพราะน้ำน้อยซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีหลายมาตรการที่จะเข้าไปช่วยดูแลยืนยันว่าเราไม่ได้บังคับเพียงให้ชาวนาได้เลือกวิธีการประกอบอาชีพ แต่ถ้าเป็นเรื่องของกฎหมายเราต้องแยกออกจากกัน กฎหมายที่ให้สังคมมีความสงบเรียบร้อยและถ้าไม่สามารถตัดสินได้ก็ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน ส่วนการปฏิรูปก็ต้องว่ากันไปวันนี้ปัญหามีมาก ซึ่งทุกรัฐบาลก็พยายามแก้ และหลังจากนี้ต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดกระบวนการทุจริตหลังจากรัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่ ขณะนี้จึงมีการลงไปดูและตรวจสอบเรื่องการจ่ายเงินเนื่องจากปัญหามีมานานแล้วและยังมีข่าวจากสื่อว่าเกิดปัญหาในส่วนนั้นส่วนนี้บ้าง ก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดูในทุกๆ ขั้นตอน
                   ผู้สื่อข่าวถามว่า ในช่วงที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่อิตาลีได้ฝากงานกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ทำหน้าที่รักษาการอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ต้องฝากเพราะทำงานมาด้วยกันในช่วงที่เป็นรัฐบาล จึงไม่จำเป็นต้องฝากฝังอะไรเพราะสั่งกันทุกวันอยู่แล้วและมีการกำหนดแนวทางและนโยบายไว้อยู่แล้วก่อนจะสั่งงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีการหารือกับครม.คงไม่ต้องฝากงานอะไร เพราะตนไม่อยู่ก็เหมือนอยู่และไม่ใช่จะติดต่อกันไม่ได้เพราะโทรศัพท์ยังสามารถใช้ได้ตลอดเวลา แต่ตนไม่ห่วงเพราะคนไทยน่ารักอยู่แล้วไม่ทะเลาะกัน
                   นายกฯ กล่าวว่า ปัญหาเร่งด่วนที่เจอทุกวันมีทั้งเรื่องอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยธรรมชาติ การจัดระเบียบต่างๆ แต่ปัญหาที่ตามมาคือจะแก้ปัญหาให้กับคนจนอย่างไร จะใช้กฎหมายอย่างเดียวก็ไม่ได้ ซึ่งคนไทยเป็นคนน่ารักมีความสามารถและต้องทำให้เหมือนเดิม อย่าให้เกิดความแตกแยก วันนี้ต้องเข้าใจรัฐบาลเรามีหน้าที่ดูแลประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องเป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลวันนี้รัฐบาลใช้หลักธรรมาธิบาลทั้งหมดเพียงแต่ขั้นตอนต่างๆ มีมากจึงต้องมีการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ แต่ก็คงไม่ทันใจสื่อมวลชน วันนี้เราเพิ่งเป็นรัฐบาลเพียงเดือนเดียวแต่ก็ยังสู้ไหวเพราะเรามองอนาตจของประเทศชาติในวันข้างหน้า รัฐบาลนี้ทำเพื่ออนาคตวันหน้าตนจะได้สบายใจว่าลูกหลานจะอยู่กันได้ต่อไป แต่ยืนยันว่าวันนี้ยังไหวอยู่
                   ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่านายกฯและรัฐบาลกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้มได้เหมือนเดิม นายกฯ กล่าวว่า ก็พยายามอยู่แต่คงไม่ได้อยู่ที่ตนคนเดียว “แต่ผมสัญญาว่าจะทำอย่างเต็มที่ แต่การที่จะเป็นผลออกมาอยู่ที่คนไทยทุกคนว่าจะร่วมมือกันหรือไม่ จะให้ผมไปสั่งว่าให้เลิกความขัดแย้งและหันมาสร้างความปรองดองคงไม่ได้ แต่จะต้องทำให้เกิดความพอใจว่าสิ่งที่เป็นปัญหาที่ผ่านมาอาจจะเกิดจากภาคการเมืองบ้าง ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันบ้างจึงนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งปัญหาเหล่านี้จึงต้องนำมาซึ่งการปฏิรูปเรื่องแบบนี้ผมตัดสินคนเดียวไม่ได้ทุกคนต้องร่วมมือกัน เป็นเรื่องของศาลและกระบวนการยุติธรรมที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม วันนี้จึงขอร้องว่าอย่างไปเร่งรัดศาลขอให้ทุกฝ่ายทำงานในหน้าที่ เพียงแต่อาจจะช้าบ้างเพราะต้องใช้หลักฐานที่ชัดเจน หากตัดสินไปแล้วเกิดการไม่ยอมรับก็จะตีกันขึ้นไปอีก เราจะปล่อยให้กลับไปสู่จุดเดิมกันทำไม แต่ใครผิดก็ต้องว่าไปตามผิด”
                   พล.อ.ประยุทธ์ ยังชี้แจงว่าความดันขึ้นเกือบทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เวลาตนพูดกับสื่อเสียงดังความดันก็ขึ้น ความจริงคำพูดบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่อง “งั้นวันหลังผมก็คงไม่ขอพูดเล่นกับสื่อแล้วกัน ดีที่สุดก็ไม่ต้องพูดกับท่านเลยให้โฆษกฯ พูดแทนดีไหม อย่างในการบันทึกเทปรายงานคืนความสุขให้คนในชาติตนก็ได้บันทึกเทปไว้แล้ว และในวันศุกร์ที่ 17 ต.ค.นี้รายการจะมาเร็วขึ้น เนื่องจากมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา และในสัปดาห์ต่อไปก็จะกลับมาใช้เวลาเดิม แต่พยายามจะใช้เวลาในรายการให้น้อยลง แต่ปัญหามีมากตนก็ต้องอธิบายแต่บางสื่อก็หาดีแต่พูดไม่ทำงานก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร หรือจะให้ไม่ต้องพูดเลย สื่อไม่ต้องมาถามและเราไม่ต้องเจอกันสัก 1 เดือนดีไหม ไม่เป็นไร ช่วงตนไม่อยู่ก็ขอให้อยู่อย่างเป็นสุขแล้วจะคิดถึงกัน
‘นายกฯ’ เผยอังกฤษเข้าใจกระบวนการสอบสวนคดีเกาะเต่า
                   เมื่อเวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางเข้าร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซ็ม) ครั้งที่ 10 ที่ประเทศอิตาลี ถึงกรณีที่พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้พบและหารือกับเอกอัคราชฑูตเมียนมาร์ และสหราชอาจักร (อังกฤษ) ถึงกรณีข้อสงสัยการจับกุมตัวผู้ต้องหาสังหารโหด 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ฯ ว่า มีการรายงานมาให้ทราบว่าผลการหารือเป็นที่พอใจ ซึ่งทางอังกฤษขอเวลาทำใจเล็กน้อยเพราะเขาดูถึงหลักการในการตรวจสอบและสืบสวนต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอน เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่สามารถรายงานได้ตลอดเวลาเพราะเป็นการดำเนินการภายในประเทศของเรา เป็นกฎหมายของเรา เจ้าหน้าที่ตำรวจของเรา
                   ดังนั้นเมื่อมีข้อสงสัยก็สามารถเข้าสอบถามได้ ซึ่งทางฝ่ายอังกฤษเขาบอกว่าไม่ได้รับข้อมูล ซึ่งตามปกติการดำเนินการสืบสวนสอบสวนของเราก็ไม่จำเป็นต้องรายงานใคร แต่เมื่อสงสัยก็สามารถเข้ามาสอบถามได้และถือว่าวันนี้ก็ได้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ในทุกๆ อย่างแล้ว แต่คงจะให้เข้ามาตัดสินแทนเราคงไม่ได้ วันนี้เราต้องดูแลประเทศของเราให้ดีและต้องให้เกียรติกับเจ้าหน้าที่ของเราและเราก็ให้เกียรติคนของเขาอยู่แล้ว มีข้อสงสัยอะไรเราก็เคลียร์ให้ได้อยู่แล้ว
‘นายกฯ’ ชี้หากชาวนาเสี่ยงปลูกข้าวขณะน้ำน้อยต้องยอมรับให้ได้
                   เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 ต.ค. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมประชุมอาเซม ที่ประเทศอิตาลี ถึงกรณีมาตรการช่วยเหลือการปลูกข้าวนาปรัง ของ ครม. ที่ว่าหากใครยอมเสี่ยงที่จะปลูกในขณะที่ปริมาณน้ำน้อยต้องรับผิดชอบตัวเองว่า อะไรที่เราเตือนไปแล้ว หากจะขอเสี่ยงแล้วเราต้องไปรับความเสี่ยงทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะเราได้หาทางเลือกให้เขาไว้แล้ว และแนวคิดดังกล่าวเป็นบรรทัดฐานในเวลานี้ หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงก็แก้ปัญหาอีกทาง ที่ผ่านมาไม่ได้คิดเช่นนี้ คิดแต่ให้เงินช่วยเหลือไปหรือหาวิธีอย่างอื่น ซึ่งทำให้เกิดปัญหากับประเทศมากและวันนี้ก็ยังต้องหาวิธีการแก้ปัญหาอยู่ วันนี้เราเริ่มใหม่ จะดีหรือไม่ ใช่หรือไม่ ขอให้เราได้ทำก่อน ทุกอย่างมีความเสี่ยงหากเกิดอะไรขึ้นข้างหน้าก็ต้องปรับแก้ และเราเป็นประชาธิปไตยก็ต้องยอมรับฟังความคิดเห็นคนเยอะๆ
                   “ประชาชนต้องเข้าใจรัฐบาลด้วย ว่าเราไม่สามารถตอบสนองได้ทุกเรื่อง ทุกคนคิดได้แต่ต้องช่วยกันว่าเราจะเดินหน้าไปอย่างไร ทำอย่างไรที่จะใช้งบประมาณให้น้อยที่สุดที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ เราจะแก้ปัญหาในอนาคตได้อย่างไร แต่เบื้องต้นอาจต้องใช้ก่อน เช่นมาตรการช่วยเหลือชาวนาที่มีรายได้น้อย ให้มีเงินจับจ่ายใช้สอย และเงินตัวนี้ไม่เกี่ยวกับการทำให้ราคาข้าวบิดเบือน ซึ่ง รมว.พาณิชย์ จะมีการแถลงข่าวเรื่องนี้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
                   นายกฯ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับพืชผลทางการเกษตรเยอะ ทุกเรื่องไม่ใช่เรื่องข้าวอย่างเดียว แต่วันนี้ที่เดือดร้อนมากคือข้าว และ ยางพารา ขณะที่ อ้อย ยังไม่มีปัญหามากเพราะมาตรการดูแลแข็งแรง ต่อไปต้องปรับว่าผลิตภัณฑ์ที่มีมากจะทำอย่างไร หากขายเป็นวัตถุดิบราคาก็จะตก เพราะมีการแข่งขัน อีกประเด็นหนึ่งคือต้นทุนราคาสินค้าของเรามันสูงเพราะค่าแรงบ้านเราสูง ต้นทุนจึงต่างกัน ต้องเห็นใจผู้ส่งออกที่มีปัญหาตรงนี้ ดังนั้นเราต้องเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพที่ดีกว่าเขา ทุกวันก็ทำกันอยู่ มันคือสิ่งที่รัฐบาลทำ เป็นสิ่งที่ผมสั่งการไปทุกวัน ผ่านที่ประชุมต่างๆ และการที่ตนได้พูดในรายการ คืนความสุขให้คนในชาติ ทุกวันศุกร์ ข้าราชการเขาก็ฟังว่าตนพูดอะไร เห็นว่าเขาฟังเพราะเห็นจากผลการปฏิบัติงานที่มีผลงานปรากฏออกมา แต่เขายังไม่มีโอกาสพูดมากนัก ซึ่งก็ได้เร่งรัดให้เขาอธิบายว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง ที่พูดมาทำไปแล้วทั้งนั้น ทั้งช่วงเริ่มต้น กำลังวางแผน และการวางรากฐานในอนาคต
 

กางจุดแข็ง-จุดอ่อน‘สภากทม.‘นับหนึ่งก้าวใหญ่ปฏิรูป

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141015/193994.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2557

กางจุดแข็ง-จุดอ่อน‘สภากทม.‘ นับหนึ่งก้าวใหญ่ปฏิรูปท้องถิ่น : ธนัชพงศ์ คงสายรายงาน

                เป็นเวลาเกือบ 1 เดือนเต็มที่ ส.ก.ชุดสรรหา 30 คน กำลังถูกจับตามองการทำหน้าที่ในสภา กทม. แทนเก้าอี้ ส.ก.เลือกตั้งที่หมดวาระเมื่อ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลายเป็นส.ก.ชุดประวัติศาสตร์ที่ถูกคัดเลือกจากกรรมการกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ เป็นไปตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 86/2557 เรื่อง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุว่า “จากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่อาจจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นได้โดยเรียบร้อย”

จากเดิมที่ ส.ก.สายเลือกตั้งมีจำนวน 61 คน คสช.ได้หั่น ส.ก.ชุดใหม่เหลือ 30 คน แต่ด้วยระยะเวลาทำงานที่ไม่ชัดเจน การไม่ได้เป็นตัวแทนคนพื้นที่ หรือการสวมหมวก 2 ใบของ ส.ก.หลายคน หลายฝ่ายจึงกางตารางเปรียบเทียบ “ประสิทธิภาพ” ระหว่าง ส.เลือกตั้ง-แต่งตั้ง

เมื่อพลิกดูบัญชีตำแหน่งงานของ 30 ส.ก. ถูกแบ่งเป็นสายทหาร 30 เปอร์เซ็นต์ ปกครองท้องถิ่น 30 เปอร์เซ็นต์ ฝ่ายกฎหมาย 30 เปอร์เซ็นต์ และทั่วไปอีก 10 เปอร์เซ็นต์

สัดส่วนที่ถูกกำหนดจาก คสช.ถูกแยกตามสายงานถนัดแบ่ง เป็น ส่งฝ่ายทหาร ตำรวจเข้ามาดูแลสถานการณ์ในกรุงเทพฯ ในช่วงที่คงกฎอัยการศึก ส่งอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด อดีตปลัด กทม. อดีตรองปลัด กทม. มาดูเรื่องงานท้องถิ่น ส่งอัยการกับกฤษฎีกามาดูเรื่องการออกข้อบัญญัติของกทม. หรือส่งอดีตรองเลขาธิการป.ป.ช. อดีตผู้ตรวจเงินแผ่นดิน มาตรวจสอบ “ความโปร่งใส” ของฝ่ายบริหาร

ด้วยตำแหน่ง “งานประจำ” คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “จุดอ่อน” ของ 30 ส.ก.เป็นเรื่องการรู้ปัญหาพื้นที่ ความคุ้นเคยของท้องถิ่น หรือความใกล้ชิดระหว่างประชาชนกับส.ก.โดยตรง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “จุดแข็ง” อีกด้านของ 30 ส.ก. เป็นเรื่อง “ประสบการณ์” กับ “แบ็กอัพ” ของแต่ละคน

จึงเป็นที่มาของการ “ปิดจุดตาย” ข้อครหา ส.ก.รัฐประหารไม่ยึดโยงประชาชน ด้วยการผุดโรดแม็พ “สภาเสาชิงช้า” จัดสรรพื้นที่รับผิดชอบ 50 เขตในกรุงเทพฯ ส่งงาน ส.ก.ชุดใหม่รับผิดชอบ 6 กลุ่มเขต เขตละ 5 คน แบ่งเป็น 1.กรุงเทพกลาง 2.กรุงเทพใต้ 3.กรุงเทพเหนือ 4.กรุงเทพตะวันออก 5.กรุงธนเหนือ 6.กรุงธนใต้ โดยคัดแยกจากพื้นที่ที่ ส.ก.แต่ละคนอยู่ในภูมิลำเนานั้น หรือใกล้เคียง

ยิ่งกว่านั้นสภา กทม.ได้เข้าเดินเกียร์หนึ่งจัดประชุมสมัยประชุมวิสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม เดินหน้าตามภารกิจตาม ส.ก.สายเลือกตั้ง หมุนนาฬิกาเริ่มประชุมใหม่จากเดิม 10 โมง เป็น 9 โมงตรง ยึดโครงสร้างทำงานระบบของสภา กทม. ตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการสามัญประจำสภา 11 คณะ พร้อมจับมือฝ่ายบริหาร ตั้งคณะทำงาน 2 ฝ่าย เพื่อเตรียมยกร่างข้อบัญญัติในสภา ก่อนเข้าวาระประชุมสมัยสามัญเดือนมกราคม 2558

เป็นบททดสอบแรกที่สภา กทม.เข้ามาเร่งเครื่อง “อุดช่องว่าง” ตั้งแต่รับตำแหน่งยังไม่ครบหนึ่งเดือนเต็ม ในช่วงเดียวกับที่รายชื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทั้ง 11 ด้านออก มาเป็นที่เรียบร้อย

“สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าฯ กทม. ระบุถึงการทำงานกับ ส.ก.ชุดใหม่ ว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ ส.ก.ทุกคนแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนจะร่วมมือกับฝ่ายบริหารทำงานเพื่อประโยชน์คนกรุงเทพฯ ส่วนกรอบเวลาการทำงานของ ส.ก.ที่ไม่ชัดเจนจะไม่มีปัญหา และคิดว่าจะไม่กระทบต่อการทำงานร่วมกัน

ขณะเดียวกันสภา กทม.ได้กำหนดแผนงานไว้ 3 ระยะ คือ 1.ระยะเร่งด่วน วางระบบบริหารแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ผลรวดเร็ว ชัดเจน เช่น ปัญหาน้ำท่วม สิ่งแวดล้อม จัดระเบียบเมือง 2.ระยะกลาง โฟกัสไปที่การยกเครื่อง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ที่ล้าสมัย 3.ระยะยาว เป็นเรื่องที่สภา กทม.ยังรอภารกิจเพิ่มเติม เนื่องจากยังไม่รู้ปฏิทินทำงานที่ชัดเจน

ทว่า ข้อจำกัดเรื่อง “กรอบเวลา” ตามวาระของ คสช. ยังเป็นสิ่งท้าทายสภาแห่งนี้ เพราะแน่นอนว่า อีกหลายเดือนข้างหน้าจะยังไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายรัฐประกอบธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ ช่วงเวลานี้จึงเป็น “โอกาสเดียว” ที่ 30 ส.ก.จะพิสูจน์ฝีมือการทำหน้าที่

แต่อย่างน้อยการยกเลิกแต่งตั้งผู้ช่วย ส.ก. 5 คนต่อ ส.ก. 1 คน ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากหน้าที่ของ ส.ก.ชุดเดิม ประหยัดงบที่ต้องใช้จ่ายเงินเดือนให้ผู้ช่วยเหล่านี้ 13.5 ล้านบาทต่อปี

“เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ” ประธานสภา กทม. ยืนยันว่า การมีผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมแก้ปัญหา ส่วนตัวคิดว่า ดีกว่ามี ส.ก.ที่ต่างพรรค เพราะผลงานอยู่ที่ตัวคน คนดี คนเก่ง ไม่จำเป็นว่าต้องมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง โดยประสบการณ์ที่รับราชการ กทม.ตลอด 30 ปี มีความเข้าใจงาน กทม. และคุ้นเคยกับการทำงานของสภา กทม. จึงคิดว่าจะมีคุณสมบัติที่พอช่วยงานด้านนี้ได้

“สำหรับแนวนโยบายที่จะทำ จะรับคำสั่งจากกระทรวงมหาดไทยว่าจะเน้นเรื่องใดเป็นพิเศษ เพราะส.ก.ชุดนี้มีที่มาแบบไม่ปกติคือมาจากคำสั่งประกาศของคสช. ที่ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำกับงานของกรุงเทพมหานคร” ประธานสภา กทม.ระบุ

“พงศ์โพยม วาศภูติ” หนึ่งในสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านการปกครองท้องถิ่น มองการทำหน้าที่ของ ส.ก.ว่า การแต่งตั้ง 30 ส.ก.ของ คสช.เป็นการแต่งตั้งเฉพาะกิจ เพราะทหารคงไม่อยากให้มีการเลือกตั้งในช่วงนี้ ที่ผ่านมา กทม.ก็มีการเมืองท้องถิ่นเกี่ยวข้อง ทั้ง ส.ก. และส.ข.ที่มาจากพรรคการเมือง ทำให้ กทม.ต้องบริหารทั้งการเมือง และบริหารงานท้องถิ่นที่ค่อนข้างยาก

“สิ่งที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นในต่างจังหวัดจากนี้ คงไม่ใช่สิ่งที่ กทม.เป็นอยู่ อาจต้องมีการออกแบบโครงสร้างของ กทม.ใหม่ มีคนพูดว่า อาจจะมีรูปแบบแบ่งเป็นเทศบาลมหานคร หรือมีผู้อำนวยการเขตมาจากการเลือกตั้งได้หรือไม่ เพื่อดูแลประชาชนโดยไม่ผ่านส.ก. หรือส.ข. แต่จะมีการหารือกับ สปช.ว่า กทม.จะเป็นรูปแบบเป็นอย่างไร”

ทั้งนี้ เมื่อบวกกับร่างพิมพ์เขียวของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ฉบับแก้ไขที่ถูกส่งไปที่รัฐบาลก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว

ทั้งหมดจึงเป็นการนับหนึ่งของสภา กทม.ก้าวใหญ่แห่งการปูทางสู่แผนปฏิรูปท้องถิ่น สานโจทย์ใหญ่ คสช. โจทย์ใหญ่ที่ถูกกำหนดไว้ ต้อง “เสียของ” ไม่ได้ !!!
……………………………………

(หมายเหตุ : กางจุดแข็ง-จุดอ่อน‘สภากทม.‘ นับหนึ่งก้าวใหญ่ปฏิรูปท้องถิ่น   : ธนัชพงศ์ คงสายรายงาน)

 

ขึ้นเวที41ปี14ตุลา‘วิทยากร’ชี้ทางปฏิรูป

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141015/194060.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2557

ขึ้นเวที41ปี14ตุลา วิทยากรชี้ทางปฏิรูป : วัฒนาค้ำชูรายงาน

                “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหาความหมาย ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว” คือบทกลอนจาก “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” ที่ทุกคนรู้จักกันดี

เพราะกลอนที่เผยแพร่เมื่อปี 2511 บทนี้ เป็นหนึ่งในสายธารงานประพันธ์อีกมากมายหลายหลาก อันมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษา ซึ่งต่อมาได้พัฒนาสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

14 ตุลาคม 2557 หรือ 41 ปีให้หลังจากนั้น “วิทยากร เชียงกูล” เจ้าของบทกลอนอมตะชิ้นนั้น กลับมาขึ้นเวทีปาฐกถา ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เพื่อรำลึกเหตุการณ์ที่เขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจุดประกายฉานฉายประชาธิปไตย

“ขบวนการประชาชน : ปัญหาและทางออกประเทศไทย” คือหัวข้อที่วิทยากร ในตำแหน่งคณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต รับเป็นองค์ปาฐก ซึ่งเขาเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าถึงการต่อสู้ในรูปของขบวนการนักศึกษา ทั้ง 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 อันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง

“หลังปี 2520 มีความต้องการประชาธิปไตยแบบรัฐสภามากกว่าระบอบเผด็จการทหารแบบเก่า ขณะที่ระบอบเศรษฐกิจในรอบ 41 ปี ตั้งแต่หลังตุลา 2516 จนถึงปัจจุบันได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างมาก แต่เป็นการพึ่งพาการลงทุนการค้ากับต่างประเทศเพิ่มขึ้น กลายเป็นเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมผูกขาดที่อยู่ได้ด้วยการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานของเกษตรกร คนงาน และผู้ประกอบการรายย่อยทำให้สังคมไทยมีความเหลื่อมล่ำสูง ทางทรัพย์สินรายได้ การศึกษามาก ทำให้อำนาจรัฐอยู่ในรัฐบาลที่ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ใช้อำนาจระบบอุปถัมภ์”

อย่างไรก็ตามถ้ามองในภาพกว้างในเชิงระบบโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของไทย ที่ชนชั้นนำส่วนน้อยคงมีอำนาจเหนือประชาชนส่วนใหญ่มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่ทหารนำเข้ามาแทรกแซง ซึ่งไม่ได้แตกต่างกัน วิทยากรบอกว่า เป็นเพียงการเล่นเกมทางการเมืองของชนชั้นนำต่างกลุ่มเท่านั้น ภายหลังความล้มเหลวของขบวนการ 14 ตุลา และขบวนการสังคมนิยม ประชาชนถูกแบ่งแยกและปกครองมีลักษณะกระจัดกระจายอ่อนแอ ถูกครอบงำโดยอุดมการณ์ความเชื่อจากชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ เพิ่มขึ้น

“การปรับตัวของชนชั้นนำและระบบทุนนิยมได้เกิดขึ้น เช่น ทหารเข้ามายึดอำนาจเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ จัดการเลือกตั้งใหม่ พวกชนชั้นนำต่างกลุ่มยังคงประนีประนอม ปรองดองสมานฉันท์ ตกลงแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์กันแบบลับๆ ได้ ในขณะที่ไม่มีประชาชนฝ่ายใดหรือกลุ่มใดได้ประโยชน์อย่างยั่งยืน จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบเปลี่ยนรัฐสภา เปลี่ยนกลุ่มชนชั้นนำ เนื่องจากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การเมือง ให้เป็นธรรมขึ้นอย่างแท้จริง”

วิทยากรยังชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในระยะเปลี่ยนผ่าน 41 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ การถือครองที่ดิน “รอบ 41 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเลือกตั้งหรือรัฐบาลทหาร ที่อ้างว่ายึดอำนาจเพื่อปราบนักการเมืองโกง ไม่มีรัฐบาลไหนที่ฉลาดมีวิสัยทัศน์ เห็นแก่ส่วนรวมพอที่จะเข้าใจว่า ประเทศไทยมีปัญหาถึงขั้นวิกฤติที่จะต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคมไทย อย่างถึงรากถึงโคน จึงจะทำให้ก้าวข้ามพ้นจากความด้อยพัฒนาการทางการเมือง และสังคมได้”

สำหรับปัญหากับสิ่งที่คนไทยฟังไม่สนิทหูนัก เพราะคำว่า “ด้อยพัฒนา” ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวิทยากรวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะระบบการศึกษาที่รวมศูนย์อำนาจเผยแพร่อุดมการณ์ จารีตนิยมล้าหลัง ขาดประสิทธิภาพทำให้นักเรียน นักศึกษา ส่วนใหญ่ ได้รับการศึกษาแบบเน้นการท่องจำ และการฝึกทักษะทางเทคนิคสนใจแต่เรื่องการหาเงินมาเพื่อการบริโภคแบบตัวใครตัวมัน นอกจากนี้ยังมีปัญหาของระบอบทักษิณและฝ่ายต่อต้านทักษิณ ทำให้ไม่สามารถที่จะปฏิรูปเชิงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจการเมือง ในแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อให้สร้างสังคมให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมได้อย่างจริงจัง

“เราเรียนรู้อะไรจากการชุมนุมเรียกร้องของขบวนการประชาชนที่ส่วนใหญ่ยากจน ได้รับการศึกษาน้อย และการศึกษาก็มีคุณภาพต่ำยังถูกครอบงำให้มีแนวคิดจารีตนิยม จากการแต่งตั้งองค์กรของตนเองทำให้ภาคประชาชนโดยรวมถูกชนชั้นนำครอบงำปัญญาชนไทยยังไม่ได้ศึกษา ค้นคว้าสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากเท่าที่ควร แล้วยังเลือกเข้าข้างชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วยอารมณ์ความรู้สึก และมีกรอบคิดที่มองปัญหาแบบสองขั้วสุดโต่ง ประชาชนไทยควรตื่นตัวสนใจคิดเรื่องปัญหาบ้านเมือง ปัญหาของส่วนรวม เพื่อที่จะได้นำกลับมาอ่านคิดวิเคราะห์ ศึกษา ปัญหาทางออก ในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง สรุปบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ประสบการณ์การต่อสู้ของขบวนการประชาชนจากไทยและประเทศอื่นเพื่อที่จะได้เข้าใจสภาพปัญหาสาเหตุ หาทางออกจากปัญหาเศรษฐกิจการเมืองของสังคมไทยได้อย่างถูกทางเพิ่มขึ้น”

ประชาธิปไตยที่แท้จริงมีความหมายกว้างกว่าแค่สิทธิในการเลือกตั้งผู้แทนที่ประชาชนไม่ได้มีสิทธิแค่ 1 นาที ตอนไปกาบัตรและหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น แนวทางที่จะแก้ไขสาเหตุที่เป็นรากเหง้าของปัญหานี้ได้ต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ระบบเศรษฐกิจ พลังงานและทรัพยากร การเกษตร ธุรกิจขนาดย่อม ขนาดกลาง แรงงาน การเมือง การปฏิรูปการศึกษา และสื่อมวลชน ในแบบผ่าตัดถึงรากถึงโคน

อย่างไรก็ตาม วิทยากรนำเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยเอาไว้ด้วยว่า เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประชาชนที่ปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันและในอนาคตมีประชากรมากต้องการบริโภคและการได้รับการบริการเพิ่มขึ้น ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ และคนสูงอายุก็มีสัดส่วนเพิ่ม คนวัยทำงานลดลง เศรษฐกิจของประเทศต้องแข่งขันร่วมมือกับประเทศอื่นเพิ่มขึ้นประเทศต้องการพัฒนาพลเมือง ให้มีความรู้อย่างมีคุณภาพ การจะแก้ปัญและพัฒนาระบบเศรษฐกิจสังคม ที่จะเอื้อประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่ได้ ไม่อาจใช้ระบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารและทุนนิยมกึ่งรัฐ แบบที่ประเทศไทยกำลังทำอยู่ได้เพราะระบอบนี้เป็นตัวการสร้างปัญหา

“ดังนั้นจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นรูปแบบทางเลือกใหม่ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างทุนนิยมที่รัฐต้องกำกับให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับระบบสังคมนิยมประชาธิปไตยที่เป็นระบบสหกรณ์ รัฐสวัสดิการ ระบบเศรษฐกิจ แนวพึ่งตนเอง แล้วกระจายอำนาจการบริหารไปจัดการระดับชุมชนเพิ่มขึ้น อย่างประเทศในกลุ่มยุโรปเหนือ สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ และเยอรมนี”

__________________________________

(หมายเหตุ : ขึ้นเวที41ปี14ตุลา  วิทยากรชี้ทางปฏิรูป : วัฒนาค้ำชูรายงาน)

 

‘ปฏิรูป’ต้องคิดทั้งระบบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20141015/194059.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2557

‘ปฏิรูป’ต้องคิดทั้งระบบ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

               สัปดาห์หน้าสภาปฏิรูปแห่งชาติจะเปิดประชุมขึ้นแล้ว และจากนั้นอีกไม่เกิน 15 วันก็จะมีการตั้งกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพื่อออกแบบโครงสร้างทางอำนาจใหม่ หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ถูกฉีกทิ้งไปโดยการรัฐประหาร

การร่างกฎหมายสูงสุดในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “ปฏิรูป” และหลายคนเข้าใจว่าการออกแบบครั้งนี้จะทำให้โฉมหน้าของสังคมไทยเปลี่ยนไป อย่างน้อยก็มีบางคนหวังว่าถ้าทุกอย่างแล้วเสร็จเราจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และก็คงไม่เห็นการประท้วงที่รุนแรงตามท้องถนนอีก

แต่คำถามคือ เป็นไปได้ไหม เพราะการปฏิรูปครั้งนี้ถูกตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วเป็นการปฏิรูปหรือไม่ หรือคนที่ทำเข้าใจคำว่า “ปฏิรูป” แค่ไหน

ไม่แปลกที่จากนี้เราจะเห็นข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปในหลายๆ อย่าง และผลตอบรับที่จะได้ออกมานั้นก็เป็นได้ทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ แต่คำถามคือมีใครบ้างหรือไม่ที่กำลังพยายามออกแบบให้เชื่อมโยงสอดคล้องกันทั้งระบบ มิใช่เพียงการตัดตอนในเฉพาะประเด็นที่ต้องการ

ถึงวันนี้ข้อเสนอหลายๆ อย่างดูน่าสนใจและยังคงกระจัดกระจายเช่น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะมาอย่างไร บางคนบอกให้เลือกโดยตรง บางคนบอกให้เลือกแบบที่ผ่านๆ มา คือให้ ส.ส.เป็นคนเลือก และบางคนหลุดโลกถึงขนาดให้มีคณะผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งแน่นอนว่าข้อเสนอนายกฯ คนนอกย่อมรวมอยู่ในส่วนนี้ด้วย

ที่น่าสนใจคือจะมีการออกแบบระบบอื่นให้สอดคล้องหรือไม่ เช่นการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงอาจมีข้อดีคือทำให้ผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนได้รับฉันทานุมัติ และมีแรงสนับสนุนจากประชาชนโดยมากในการดำเนินการต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันย่อมมีข้อด้อย เช่นหากนายกฯ กับเสียงข้างมากในสภาเป็นคนละพรรค การบริหารงานก็จะยากขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการวางระบบรองรับเพื่อไม่ให้งานสะดุด

นอกจากนี้ ต้องคุยกันด้วยว่าอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงควรมีขนาดไหน ควรมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในทุกกระบวนการหรือไม่ หรือควรจะถูกจำกัดอำนาจไว้เพียงใด

เช่นเดียวกับ นายกฯ ที่มาจากคนนอก ที่อาจจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา เขาจะต้องมีข้อจำกัดอะไรหรือไม่ หรือถูกตรวจสอบได้โดยกระบวนการใดบ้าง เรื่องเหล่านี้ เป็นประเด็นที่ควรถกเถียงกันให้จบสิ้นกระบวนความก่อนที่จะเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญ

หรือกระทั่งระบบรัฐสภาที่ว่าควรเป็นสภาเดี่ยวหรือสภาคู่ หากเราจะต้องมีวุฒิสภาต่อไปเราไม่ควรหยุดคิดแค่ว่าที่มาของวุฒิสภาควรมาจากไหน จากเลือกตั้ง หรือจากการแต่งตั้งเท่านั้น แต่ต้องคิดถึงอำนาจหน้าที่ต่อไปด้วยว่า จริงๆ แล้ว วุฒิสภาควรมีอำนาจอื่นนอกจากการกลั่นกรองกฎหมายหรือไม่ เช่นการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขณะเดียวกันต้องมองย้อนกลับมายังสภา ส.ส. ด้วยเช่นกันว่า หากไม่มีวุฒิสภาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ส.ส.จะทำหน้าที่ถอดถอนได้หรือไม่ หรือต้องปรับโอนไปให้องค์กรอื่นเสียทั้งหมด

และหาก ส.ส.มีอำนาจหน้าที่จำกัดหรือน้อยลง จำเป็นที่จะลดจำนวน ส.ส. หรือไม่ และในทางกลับกันเมื่ออำนาจส่วนบนเล็กลงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะต้องมากขึ้นหรือไม่ หรือเราจะสร้างให้ใหญ่ทั้งขาส่วนกลางและขาท้องถิ่น

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คืออำนาจทุกส่วนในสังคมล้วนมีความสัมพันธ์กันทั้งสิ้น หากต้องการจะจัดการปัญหาบางอย่างด้วยการคิดแบบไม่พ้นตัวด้วยการแก้แค่จุดสองจุด ปัญหาที่มองเห็นจะไม่ใช่แค่ไม่ถูกแก้ หากจะยิ่งทบซ้อนมากขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีก

————————————————————————–

(หมายเหตุ : ‘ปฏิรูป’ต้องคิดทั้งระบบ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)