ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เจ๋งจับใจ นิตยสาร ‘อะเดย์’ เล่มใหม่ 2 ล้อปั่น อ่านลุ้นรับ ‘จักรยาน’

http://www.thairath.co.th/content/life/272789

2 กรกฎาคม 2555, 15:00 น.

Pic_272789

ข่าวดีข่าวด่วน : นิตยสาร a day(อะเดย์) ร่วมกับ adidas จัดแคมเปญทายผลรองแชมป์บอลยูโร 2012 ทายถูกดวงดีมีโชคลุ้นรับรางวัลใหญ่ ‘จักรยาน Vanmoof no.3’ มูลค่ากว่า 40,000 บาท พร้อมรางวัลพิเศษจาก adidas body care อีกกว่า 100 รายการ ติดตามรายละเอียดในนิตยสาร a day ฉบับล่าสุด 142 “HUMAN RIDE” (คนขี่จักรยาน) a day(อะเดย์) 142 “HUMAN RIDE” /ทรงกลด บางยี่ขัน บก.บห./ 80 บาท

ทั้งนี้ adidas และ a day ขอมอบโชคร่วมทายผล รองแชมป์ฟุตบอลยูโร 2012 กับ adidas body care และนิตยสาร a day ลุ้นรับ จักรยาน Vanmoof  No.3 มูลค่า 42,000 บาท (จักรยานแนว City bike จากเนเธอร์แลนด์ ติดตะแกรงหน้าและเบาะ Brooks Flyer Special) และรางวัลอื่นๆ จาก adidas body care อีกกว่า 100 รางวัล เพียงเขียนทีมที่คิดว่าจะคว้าแชมป์ลงในโปสการ์ดที่แถมมากับ a day ฉบับ Human Ride

โดยสามารถ เขียนชื่อ นามสกุล เบอร์โทร.และที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ ส่งที่ บ.เดย์ โพเอทส์ จำกัด เลขที่ 3 อาคารเอกมัยช้อปปิ้งมอลล์ ซอยเอกมัย 10 ถนนสุขุมวิท 63 คลองตันเหนือ วัฒนา กรุงเทพฯ 10110 หมดเขตส่ง 1 กรกฎาคมนี้ จับรางวัลวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ประกาศผลผู้โชคดี 6 กรกฎาคมนี้

ทาง  www.daypoets.com , facebook.com/adaymagazine บอกใบ้ : โปสการ์ดทายผลบอลอยู่หน้า 12 (Advertorial page:adidas body care) รู้แล้ว…รีบเปิดโดยพลัน!!!

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 2 กรกฎาคม 2555, 15:00 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | ท่องเที่ยว, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

เอ็มโพเรียมสร้างปรากฏการณ์ ช็อปลุ้นชมแข่งรถ F1สิงคโปร์

http://www.thairath.co.th/content/life/272613

2 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_272613

เอ็มโพเรียมเตรียมพาแฟนๆความเร็วไปเกาะติดสนามรถแข่งสูตรหนึ่งที่สิงคโปร์ โดยจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ทุ่มงบร่วม 30 ล้านบาท จัดงาน “Emporium Speed  of  Time Singapore Grand Prix” (เอ็มโพเรียม สปีด ออฟ ไทม์ สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์) ที่บริเวณแฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 ดิ เอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์

ฟิลิป เอ.บาชโทลด์, ยูกิ ศรีกาญจนา และณรัณ ธรรมาวรานุคุปต์ ร่วมโชว์นาฬิกาเรือนหรู.ฟิลิป เอ.บาชโทลด์, ยูกิ ศรีกาญจนา และณรัณ ธรรมาวรานุคุปต์ ร่วมโชว์นาฬิกาเรือนหรู.

ในงานได้รวบรวมสุดยอดยนตรกรรมระดับซุปเปอร์คาร์ และนวัตกรรมระดับมาสเตอร์ พีซของนาฬิกาแบรนด์ดังระดับโลก มูลค่ากว่า 300 ล้านบาทมาไว้ในงานเดียวกัน ซึ่งตกแต่งในบรรยากาศของสนามรถแข่งฟอร์มูล่า 1 เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสกับรถ Lotus F1 ซึ่งเป็นหนึ่งในสุดยอดตำนานแห่งความเร็วในสนามทางเรียบ ด้วยความรู้สึกเสมือนอยู่ในสนามรถแข่ง พร้อมด้วยรถซุปเปอร์คาร์ดังๆที่นำมาโชว์ อาทิ Bentley Mulsanne, Ferrari 458 Spider, Lamborghini AVENTADOR, Meserati  Grand  Turismo,  Porsche911 Carrera S, Mercedes BENZ SLS AMG และ Rolls Royce Phantom Drophead Coupe

นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาแบรนด์ดังระดับโลก ที่นำมาแสดงในงาน อาทิ Breilting Bentley Supersports Light Body, HUBLOT BIG BANG Ferrari Titanium, Franck Muller Chronograph Conquistador Grand Prix, IWC Ingenieur Double Chronograph Titanium เป็นต้น ลูกค้าเอ็มโพเรียมมีสิทธิ์ลุ้นเป็นผู้โชคดีไปนั่งติดขอบสนามรถแข่ง บนที่นั่ง Pit Grandstand และ Padang Grandstand พร้อมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ และที่พัก 4 วัน 3 คืน รวมทั้งสิทธิพิเศษอื่นๆอีกมากมายรวมมูลค่ากว่า 2.4 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้-5 ส.ค.55

ศิริภา อินทรวิเชียร  มาพร้อมสุจรรยา ตู้จินดา.ศิริภา อินทรวิเชียร มาพร้อมสุจรรยา ตู้จินดา.

สำหรับผู้ชื่นชอบเครื่องอิเล็กทรอนิกส์  POWER MALL  เดอะมอลล์ กรุ๊ป นำนวัตกรรมเครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้า ไอที และ Gadget ระดับมาสเตอร์พีซมานำเสนอ ในงาน “POWER MALL ELECTRONICA SHOWCASE” พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมากเป็นประวัติการณ์ อาทิ รับเงินคืนรวมสูงสุด29%, ผ่อนสินค้า 0% นาน 6 เดือน และสินค้า Daily Special ลดราคาพิเศษสูงสุด 50% ทุกวัน ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน ระหว่างนี้ ถึง 8 ก.ค.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 2 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | ท่องเที่ยว, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

เรื่องเล่าจาก ‘ไอโฟน’… !

http://www.thairath.co.th/content/life/272408

1 กรกฎาคม 2555, 10:00 น.

Pic_272408

เป็นการเล่นคำให้ดูมีอะไรนิดหน่อยกับการใช้ชื่อ เรื่องเล่าจากไอ, ไอ หรือเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า i ที่หมายถึงก็คือ iPhone (อีกนัยหนึ่งก็คือ i love you) ของ อ้น-กชพรรณ ทับทิม หวานใจของช่างภาพผิวเข้มปานกาแฟดำฝีมือดีจากไทยรัฐออนไลน์ ชนิดที่เห็นฝีไม้ลายมือแล้วต้องบอกว่า…

“เชื้อไม่ทิ้งแถว ดีเอ็นเออยู่ที่ชัตเตอร์อะไรทำนองนั้น…”

ภาพเล่าเรื่องสัปดาห์นี้ จึงเป็นภาพเรื่องเล่าจากไอโฟน เป็นเรื่องราวจากสายตาคนเมืองที่มองสิ่งรอบข้างๆที่งดงาม และแอบเหงาบ้างเป็นบางเวลา.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 1 กรกฎาคม 2555, 10:00 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | ท่องเที่ยว, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

แก้ปัญหาผิวเหี่ยวแห้งของผู้หญิงวัยทอง โดยไม่ต้องกินฮอร์โมน

http://www.thairath.co.th/content/life/271832

30 มิถุนายน 2555, 14:00 น.

Pic_271832

สาววัยทองต่างต้องพบปัญหาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายมากมาย อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย หนึ่งในปัญหาที่รบกวนจิตใจมากที่สุดก็หนีไม่พ้นเรื่องของผิวพรรณ ไม่ว่าจะเป็นความแห้งกร้าน เหี่ยวย่น ขาดความชุ่มชื่น แห้งกร้านชนิดที่ว่าทามอยส์เจอไรเซอร์ดีขนาดไหนก็ไม่ดีขึ้น บางคนอาจมีอาการคันยิบๆ ที่ผิวหนังร่วมด้วย เห็นได้ชัดที่สุด บริเวณหลังมือ ดูแห้งหยาบ เหมือนหนังช้างก็ไม่ปาน จนไม่กล้าอวดมือให้ใครเห็นเหมือนตอนสาวๆ

นอกจากนั้นริ้วรอยจุดด่างดำ ความหย่อนคล้อยของผิว ก็พากันมาประทับรอยบนผิวหน้า ครีมระดับไหนก็เอาไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่คอ ร่องแก้ม หน้าผาก รอบดวงตา จนหลายๆ คนทำใจไม่ได้ รู้สึกการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันพาเอาความสุข และความสดชื่นแจ่มใสไปเสียหมด พาลไม่ค่อยอยากไปพบปะผู้คน เกิดอารมณ์หงุดหงิด เบื่อหน่าย เรียกว่าพาเอาชีวิตรวนไปหมด จนต้องหวังพึ่งการทานฮอร์โมน แต่ก็เกรงถึงความเสี่ยงที่จะตามมา

เทคโนโลยีทางการแพทย์ผิวหนัง และชะลอวัยในปัจจุบัน มีทางออกสำหรับปัญหานี้ โดยไม่ต้องเสี่ยงทานฮอร์โมน ที่มีผลข้างเคียงซึ่งอาจมีผลต่อการกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้  แพทย์ส่วนใหญ่มักจะเลี่ยงไม่ให้ฮอร์โมนบางชนิด กับคนไข้ที่ในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็ง ดังนั้น การสั่งยาประเภทฮอร์โมนให้คนไข้ จึงจะต้องวิเคราะห์สาเหตุหลายประการ ที่ดีที่สุดจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ควรซื้อทานเองเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง หลายคนจึงไม่กลัวความเสี่ยง แต่ก็ยังไม่ร่วงโรยตามวัย ทำอย่างไรดี

ทางออกหนึ่ง โดยแพทย์ด้าน Anti-aging พัฒนาครีมที่มีส่วนผสมเฉพาะ

เนื่องจากปัญหาผิวของผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน จะมีความสัมพันธ์กับสมดุลของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ด้วยการปรับสมดุลฮอร์โมน จากการรับประทานอาหารเสริมบางชนิด ที่เป็นสารจากธรรมชาติ มีความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง และช่วยทำให้อาการแห้งของผิวดีขึ้น แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลา 2 -3 เดือนถึงจะเริ่มเห็นผล

ในหลายประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ในสิงคโปร์ มีแนวคิดใหม่ในการเลือกใช้ครีมบำรุงผิว เรียกว่า Compound Pharmacy พัฒนาครีมบำรุงผิว โดยปรุงขึ้นเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะบุคคล โดยการพิจารณาของแพทย์ผิวหนัง หรือแพทย์เฉพาะทางด้าน Anti-aging จะปรุงครีมเฉพาะที่มีสารสกัดจากพืช ออกฤทธิ์ในการเสริมสร้างฮอร์โมนในร่างกาย แบบเดียวกับในธรรมชาติ แต่ไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการทานฮอร์โมน โดยแพทย์จะวิเคราะห์ปัญหาของแต่ละบุคคล เพื่อกำหนดส่วนผสมในครีม ช่วยแก้ปัญหาผิวเฉพาะบุคคล ให้กลับมานุ่มนวลชุ่มชื้น กระชับได้อีกครั้ง สามารถเห็นผลรวดเร็วกว่าการทานอาหารเสริม เป็นทางเลือกของผู้หญิงวัยทองให้กลับมามีผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส โดยที่ไม่มีความเสี่ยงเหมือนการรับประทานยาเสริมฮอร์โมน จึงเป็นแนวทางที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ

Compound Pharmacy จะมีเฉพาะในคลินิกผิวหนังชั้นนำ ที่ให้การรักษาเรื่องการชะลอวัย (Anti – aging)  โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะเป็นผู้พิจารณา และกำหนดส่วนผสมในครีมให้กับคนไข้ เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาของแต่ละบุคคล อาจมีการตรวจวิเคราะห์สภาพผิว ร่วมกับการเช็กระดับฮอร์โมน เพื่อผลการรักษาที่ดีขึ้น หรือตามอาการของคนไข้แต่ละบุคคล

อีกหนึ่งทางเลือกของสาววัยทอง ที่จะคลายความกังวลใจด้านผิวหนังไปได้ หากเรารู้ทันปัญหา ก็จะสามารถป้องกันสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที รู้แบบนี้แล้วก็สบายใจได้แล้วนะคะ สำหรับสาวๆ วัยทอง ไม่ต้องขนาดเบื่อโลก กับปัญหาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ลองปรึกษากับคลินิกผิวหนังที่มีบริการเรื่อง Anti-aging ดู แล้วผิวก็จะกลับมานุ่มนวลชุ่มชื้น มีน้ำมีนวลได้ไม่ยาก

ข้อมูล http://www.apexprofoundbeauty.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 30 มิถุนายน 2555, 14:00 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

มาซะ… ซูชิมาสะ เทพแห่งข้าวปั้น

http://www.thairath.co.th/content/life/272659

2 กรกฎาคม 2555, 09:30 น.

Pic_272659

ช่วงนี้ได้คุยกับคุณโจ้-ธนา แห่ง GMM Z แล้วถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่าเรื่องของลิขสิทธิ์ คนไทยคงต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้น ส่วนใครผิดใครถูกคงต้องว่ากันไป แต่หน่วยงานอย่าง กสทช. ต้องเข้าใจว่าตัวเองมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องบาง บ้างเรื่องถ้าไม่เข้าใจอย่าว่าตามกระแส จะเสียมากกว่าได้… ครับผม

วันนี้อยากพามากินอาหารญี่ปุ่นเสียหน่อย ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ ทำไมเหมือนชื่อที่เคยได้ยิน ตอนไปนิวยอร์กแต่ที่ร้านนั้นเขาชื่อ มาสะ (ซึ่งแปลว่าที่สุดของพ่อครัวด้านซูชิ หรือตำแหน่งสูงสุดก็ว่าได้) อันนั้นเขาตัวจริง ค่ากินหัวละ 450 เหรียญ มาช้ากว่า 15 นาที ไม่ให้กินและจะต้องจ่ายเงินจองก่อน วันหนึ่งถ้าจำไม่ผิดมีอยู่ 9 ที่ เท่านั้น ที่สำคัญไม่ต้องสั่ง เดี๋ยวฉันทำให้ มาร้านนี้ที่เมืองไทยชื่อ ซูชิมาสะ ไม่ใช่เจ้าของเดียวกันครับ แต่ฝีไม้รายมือไม่เป็นสองรองใครในประเทศนี้แน่นอน ได้คำปรึกษาอย่างป๋าคำมูล(จากร้านราคูซะ) ที่ถูกปล้นชัยจากรายการทีวี เอาเป็นว่าว่างๆจะเอาข้อมูลความจริงมาเปิดเผยให้ฟังอีกครั้ง ผมว่าไม่น้อยกว่าเรื่องน้องปอนด์แน่ๆครับ…

วันนี้มาดูกันดีกว่าว่าสั่งอะไรกินกันดีกว่า เริ่มด้วยปลาอย่าง ชูโทโร่ ปลาโอ หอยปีก ไข่หอยเม่น และหน้าปลาไหลย่าง ต้องขอบอกว่าเนื้อปลาที่นี่ใหญ่มาก และมีความหนา ส่วนตัวข้าวคำเล็กๆ ซึ่งจะให้ความรู้สึกของเนื้อปลาอย่างเต็มที่ ไม่เปรี้ยวอย่างที่คิด อร่อยมากครับ อีกจานที่ตามมาติดๆ ยำปลาแซลมอน มีหนังปลากรุบกรอบ รสชาติไทยๆดีครับ ส่วนที่น้องอิงค์สั่งมาคือท้องปลาแซลมอนย่างพอสุข น้ำมันปลาออกมาเล็กน้อยหอมดีเป็นอีกจานที่อร่อยไรที่ติ มาจานหลักๆอีกจาคือ แก้มปลาย่างเกลือ ไม่อยากบอกเลยว่าอร่อยกว่าทุกที่ที่ได้ไปกินมาในไทย นับว่าที่อีกที่ ที่คุณจะลืมได้ยากทั้งคุณภาพ บรรยากาศและราคา เหมาะสมครับผม

ร้านนี้มีสองสาขา ร้านแรกอยู่ในซอยข้างโรงแรมเอเชีย 359/1 ซอยพญานาค อาคาร ใกล้กับโรงแรมเอเซีย ถนนเพชรบุรี แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรที่ 02-215-9289 อีกร้านอยู่ทองหล่อ 56/1 ทองหล่อซอย 5 ซอยสุขุมวิท 55 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โทรได้ที่ 021853795

Rating : ที่สุดในแผ่นดิน

Latitude : 13.72821
Longitude : 100.57904

เรื่องและภาพโดย
ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)
www.facebook.com/baypalace

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ธนา ทุมมานนท์
  • 2 กรกฎาคม 2555, 09:30 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

‘ฟู้ดสไตลิสท์’ ปี7 เปิดโครงการ ‘The Chef Hunter’ เรียลิตี้ออนไลน์

http://www.thairath.co.th/content/life/272171

30 มิถุนายน 2555, 17:00 น.

Pic_272171

ปรับโฉมใหม่ พร้อมเข้าสู่ปีที่ 7 กับนิตยสารฟู้ดสไตลิสท์ โดยล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ “The Chef Hunter เชฟนักล่า ท้ารางวัล” เรียลิตี้ออนไลน์ เกาะติดบรรยากาศการแข่งขัน ผ่านเว็บไซต์ http://www.Chef-channel.com

ประวิตร ?เปรื่องอักษร ประธานกรรมการ ?บริษัท ฟู้ดสไตลิสท์ จำกัดประวิตร ?เปรื่องอักษร ประธานกรรมการ ?บริษัท ฟู้ดสไตลิสท์ จำกัด

สำหรับโครงการ The Chef Hunter เชฟนักล่า ท้ารางวัล รูปแบบรายการ เป็นลักษณะของ เรียลิตี้ ที่มีการเกาะติดบรรยากาศการแข่งขันตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ฟู้ดสไตลิสท์จะนำเสนอรายละเอียดและเผยแพร่ ให้ได้เห็นว่า กว่าที่เชฟไทยจะประสบความสำเร็จได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ทั้งการฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อนำวัตถุดิบไทย อาหารไทย และชื่อเสียงของ “เชฟทีมชาติไทย” ไปแข่งในต่างประเทศ การทำงานเป็นทีม ความฮึกเหิม โกรธ ทะเลาะ รวมถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหน้างาน ที่จะนำเสนอผ่านทั้งทางฟู้ดสไตลิสท์ และวิดีโอซีรีส์ เรียลิตี้ออนไลน์ในนาม The Chef Hunter

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับเว็บไซต์ Symbols Of Style หรือ SOS เว็บที่เป็นทั้งแมกกาซีนและร้านค้าออนไลน์ ที่เชี่ยวชาญเรื่องเทรนด์และความเป็นไปของกระแสโลก สินค้าทุกชิ้นที่ได้รับการนําเสนอบนเว็บไซต์ ล้วนเป็นชิ้นเด่นจากการคัดเลือกของทีมสไตลิสต์ ที่คํานึงถึงคุณภาพ การออกแบบ สไตล์ และความเป็นกลาง โดยมีสินค้าหลากหลายประเภทครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ รวมถึงสามารถสั่งซื้อสินค้าเครื่องครัว และอุปกรณ์ทำอาหารที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ มีลักษณะเฉพาะทางการใช้งานที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ พร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษออนไลน์ต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์ของ http://www.foodstylist.co.th และ เว็บไซต์ http://www.symbolsofstyle.com  ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่จะช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแม่บ้านยุคใหม่ กลุ่มคนที่สนใจและรักการทำอาหาร.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 30 มิถุนายน 2555, 17:00 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

“ทุเรียนทองกมล” เนื้อหวานหอมอร่อย

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/272759

3 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_272759

ทุเรียนชนิดนี้ เป็นสายพันธุ์ใหม่ เกิดจากการเอาเมล็ดของทุเรียนก้านยาวจำนวนหลายเมล็ดไปเพาะขยายพันธุ์จนแตกต้นขึ้นมานำไปปลูกลงสวนจนมีอายุ ออกดอก และติดผล ปรากฏว่าจากจำนวนทั้งหมด มีอยู่หนึ่งต้น เมื่อผลสุกแล้วมีเนื้อดีมาก ทรงผลสวย หนามที่ผลห่างและขั้วสั้นกว่าทุเรียนก้านยาวพันธุ์แม่

ที่สำคัญ มีพูใหญ่ เปลือกบาง เนื้อหนาละเอียด เนื้อเป็นสีทอง มีรสชาติหวานมันหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รับประทานอร่อยมาก เมื่อเทียบเคียงกับเนื้อทุเรียนก้านยาวทั่วไป และเนื้อทุเรียนที่เพาะเมล็ดรุ่นเดียวกันมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เจ้าของผู้เพาะขยายพันธุ์ เชื่อว่าเป็นทุเรียนกลายพันธุ์ หรือเป็นสายพันธุ์ใหม่อย่างแน่นอน จึงนำไปจดทะเบียนในชื่อว่า “ทุเรียนทองกมล” ตามสีของเนื้อสุกที่เป็นสีเหลืองทองตามภาพประกอบคอลัมน์ดังกล่าว

ปัจจุบัน “ทุเรียนทองกมล” ต้นแม่มีเพียงต้นเดียวเท่านั้น เจ้าของเก็บผลสุกส่งเข้าประกวดครั้งแรกเมื่อไม่นานมานี้ที่ งานวันเกษตร และของดี อ.แกลง จ.ระยอง ปรากฏว่าได้รับรางวัลชนะเลิศ เนื้อรับประทานอร่อยมาก เนื้อหนาละเอียด เนื้อแห้งแม้สุกงอมก็ไม่เละ น้ำหนักของผลประมาณ 2-4 กิโลกรัม เจ้าของได้ตอนกิ่งขยายพันธุ์ออกวางขายกำลังเป็นที่ต้องการของเกษตรกรอย่างแพร่หลายอยู่ในเวลานี้ เนื่องจาก เป็นสายพันธุ์ที่สามารถมีดอกและติดผลได้ในเวลา 4-5 ปี โตเร็วและทนต่อการโค่นล้มได้ดี ที่สำคัญคือติดผลดกมาก

ใคร ต้องการกิ่งพันธุ์ไปปลูกติดต่อ “คุณประภาส สุภาผล” 33/4 หมู่ 7 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โทร.08–8533–2299 หรือไปซื้อที่ งานไทยแลนด์ เบส ช็อปปิ้งแฟร์ จัดขึ้นที่อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 6 บูธ “สวนประภาสไม้ผล” ระหว่างวันที่ 7-15 ก.ค. นี้ ราคาสอบถามกันเอง ปลูกห่างกัน 8 × 8 เมตร รดน้ำ 2 วันครั้ง ใส่ปุ๋ยคอก 3 เดือนครั้ง สลับกับปุ๋ยสูตร 16-16-16 ทุกๆ 2 เดือน จะติดผลดกทุกฤดูกาลครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 3 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

“ยอดมะรุมสด” ลดความดันโลหิต

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/272540

2 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_272540

ยอดมะรุม

คน เป็นความดันโลหิตสูงเยอะ บางคนมีโรคอื่นแทรกซ้อนด้วย ต้องกินยาที่แพทย์จ่ายให้สม่ำเสมอ หากปล่อยตัวอดหลับอดนอนบ่อยๆ หรือมีความเครียด อาจทำให้เส้นโลหิตฝอยสมองแตกได้ ทางสมุนไพรมีทางเลือกคือ เอา “ยอดมะรุมสด” 200 กรัม โขลกละเอียดใส่น้ำเล็กน้อย แล้วใช้ผ้าขาวบางบีบคั้นเอาน้ำผสมน้ำผึ้งพอหวาน กินวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ครั้งละครึ่งแก้ว กินเรื่อยๆจนกว่าความดันจะลด ถ้ากินควบคู่กับ “ตรีผลา” จะดียิ่งขึ้น

มะรุม หรือ MORINGA OBEISFERA LAMK.M. PTERYGOSPEAMA GAERTN อยู่ในวงศ์  MORINGACEAE เปลือกต้น ต้มน้ำดื่มขับลมในลำไส้ คุมธาตุอ่อนๆ ราก แก้บวม บำรุงไฟธาตุ เปลือกต้นสดตำพอบุบอมไว้ข้างแก้มแล้วดื่มเหล้าจะไม่รู้สึกเมา ใบสดมีวิตามินซีและเอเยอะ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ตำพอกแผล เมล็ดสด กินวันละ 1 เมล็ด เป็นยาอายุวัฒนะ คั้นเอาน้ำมันจะได้ BEHEN OIL หรือ BEN ใช้เป็นอาหาร ทำเครื่องสำอางทาภายนอกลดบวม แก้โรคปวดตามข้อ

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” สี่สีทั้งเล่ม พิมพ์จำนวนจำกัดหมดแล้วหมดเลย ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม. 10901 หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร

ตรีผลา ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองหัวใจ, ครีมโลดทนง รักษาสิวฝ้ารูขุมขนตีบลง, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ ปวดเมื่อยแก้เกาต์ลดเบาหวานบำรุงไตบำรุงกำลัง, เพชรสังฆาตแคปซูล แก้ริดสีดวงทวาร, คอลลาเจนบริสุทธิ์ ทาหน้า ช่วยให้ใบหน้ากระชับ, ข่อยขัดรักแร้ ดับกลิ่นเต่าช่วยให้รักแร้หายคล้ำ, แห้วหมูแคปซูล ลดความดันโลหิต โทร.0– 2275–2692 ครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 2 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

“สร้อยสุวรรณ” ผลสุกสีสวย

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/271803

29 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

Pic_271803

ไม้ต้นนี้  เพิ่งจะพบมีขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แต่ละต้นกำลังติดผลสุก สีสันงดงามสะดุดตาสะดุดใจมาก ไม่มีป้ายชื่อเขียนติดไว้ ผู้ขาย บอกว่า ต้น “สร้อยสุวรรณ” มีถิ่นกำเนิด จากประเทศบราซิล ซื้อกิ่งพันธุ์มาปลูกและขยายพันธุ์ทิ้งไว้ในไร่นานหลายปีแล้วจนจำชื่อเฉพาะที่เป็นภาษาอังกฤษและชื่อวงศ์ไม่ได้ เมื่อสำรวจไม้ค้างไร่ พบว่ามีผลสุกสีสันแปลกตาห้อยตามลำต้นคล้ายสร้อยประดับน่าชมมาก จึงตั้งชื่อ เป็นภาษาไทยว่า “สร้อยสุวรรณ” ตามลักษณะของผลสุกและนำต้นวางขายดังกล่าว

สร้อยสุวรรณ ตามที่ผู้ขายตั้งชื่อ มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดเล็ก ลำต้นหรือเถากลมสีแดงอมม่วง ลำต้นชูตั้งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะโค้งงอ  และทอดเลื้อยหรือห้อยลงได้ยาวมากกว่า 2-2.5 ฟุต ไม่แตกกิ่งก้าน ลำต้นจะขึ้นเป็นกลุ่มหรือเป็นกระจุกหลายๆต้น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปไข่กลับแกมรูปใบหอก ปลายแหลม โคนมน ก้านใบสั้น เนื้อใบค่อนข้างหนา ขอบใบเรียบ สีเขียวสด ทั้งต้นและใบดูเหมือนกับต้นลิปสติกมาก

ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆตามซอกใบ ดอกมีขนาดเล็ก มีกลีบดอก 5 กลีบ เป็นรูปรีปลายแหลม สีขาว แตกต่างจากดอกของลิปสติก ที่ดอกจะเป็นสีแดง ทรงของดอกเป็นหลอดยาว จึงไม่ใช่ต้นเดียวกันอย่างแน่-นอน “ผล” ของ “สร้อยสุวรรณ” เป็นรูปทรงกลม โตเต็มที่ประมาณเม็ดลูกปัดทั่วไป ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีเหลืองปนสีส้มใสๆ ติดอยู่ตามซอกใบ ห้อยเป็นระย้าคล้ายสร้อยลูกปัดงดงามมาก ผู้ขายบอกว่าเท่าที่สังเกต ดอกและผลจะมีตลอดทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำต้น

ปัจจุบัน “สร้อยสุวรรณ” มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 1 แผง “คุณ กำธร” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป เหมาะจะปลูกประดับลงกระถางแขวน เวลามีผลสุกจะสวยงามประทับใจยิ่งครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 29 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

กุ้งการ์ตูน… ตลกโบโซ่แห่งท้องทะเล

http://www.thairath.co.th/content/edu/272786

3 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_272786

กุ้งการ์ตูน

ใต้ท้องทะเลเต็มไปด้วยสรรพสิ่งมีชีิวิตมากมายทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา ที่แหวกว่ายอวดสายตานักดำน้ำให้หลงใหลไปกับรูปลักษณ์ของพวกมัน เมื่อหลงมากจึงเกิดความ “อยากได้ ใคร่มี” ทำให้บางชนิดถูก “ออเดอร์” กลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงในตู้ปลา และ “กุ้งการ์ตูน” เป็นหนึ่งในจำนวนนี้

“กุ้งการ์ตูน” (Harlequin shrimp) หรือที่บางคนเรียกว่า “กุ้งตัวตลก” มีอยู่สองสายพันธุ์ คือสายพันธุ์ Elegans กับสายพันธุ์ Pieta มีถิ่นอาศัยอยู่ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิก แถบฮาวายในประเทศไทยพบได้ที่ทะเลอันดามัน กุ้งชนิดนี้ ขนาดเล็ก มีเปลือกลักษณะเป็นเกราะแข็งสีขาว ลายจุดลายแต้มสีฟ้า หรือ บางตัวก็สีน้ำตาลจุด หรือรูป ลายบนลำตัว ถ้าสังเกตกันดีๆจะพบรูปหัวใจอยู่บนหลัง ลักษณะลำตัวสีขาว แต้มลวดลายสีฟ้าสีน้ำเงิน เหลือง/น้ำตาล และส้ม มีหางเป็นใบแฉกบานๆ

…จุดที่เด่นของกุ้งตัวตลกต้องมองจากด้านบนลำตัว โดยการตั้งหางขึ้น จะพบลวดลายที่คล้ายหน้าตาของโบโซ่ ตัวตลกฝรั่ง ที่มีจมูกสีแดง ซึ่งเด็กๆโดยทั่วไปชอบ จนหลายคนขนานนามให้มันว่า กุ้งการ์ตูน โบโซ่ แห่งท้องทะเล…

สำหรับวิถีชีวิตของโบโซ่แห่งท้องทะเล จะอยู่กันเป็นคู่ๆ ตามซอกโพรงทั้งในปะการัง โขดหิน หรือบางครั้งก็อยู่ในที่ตื้นๆ พวกมันจะหาคู่ใหม่เมื่อตัวใดตัวหนึ่งตาย ทั้งนี้ปกติกุ้งทั่วไปเวลาออกลูกจะเลี้ยงไข่ไว้ที่รยางค์ว่ายน้ำ รอกระทั่งไข่ฟักแล้วก็ไปหาทางใช้ชีวิตเอาเอง แต่เจ้ากุ้งตัวตลกจะอยู่กันเป็นครอบครัว คอยป้องกันลูกด้วยจากศัตรูตัวร้ายฉกาจอย่าง “ปลานกขุนทอง” ที่เห็นเมื่อไรเป็นไล่ฮุบพวกมันกลืนหายไปภายในพริบตา

และ…หากชีวิตพวกมันอยู่รอด ก็จะดำรงชีพด้วยการหาดาวทะเลหรือที่ทั่วไปเรียกว่าปลา ดาวทะเลลากมากินในที่พัก พอเติบโตเต็มที่มันจะลอกคราบภายนอกแล้วสลัดทิ้งไป ราว 9 เดือน จะมีขนาดตัวประมาณ 1 นิ้ว ช่วงนี้สามารถแยกเพศได้ โดยดูจากสี ถ้าตัวผู้สีของเปลือกจะออกขาวหรือค่อนไปทางสีเหลือง แต่ไม่มีจุดสีน้ำเงิน ส่วนตัวเมียจะมีสีจุดน้ำเงินชัดเจน และมีไข่ในตัวให้เห็นอย่างชัดเจน หรือสามารถสังเกตได้จากขนาด ตัวเมียลำตัวจะใหญ่กว่าตัวผู้ ซึ่งวัดความยาวเฉลี่ยท่ี 7-12 เซนติเมตร

สำหรับใครที่อยากเห็นกับตา โดยไม่ต้องลงทุนดำน้ำลงไปถึงใต้ทะเล สามารถไปดูกันได้ที่ประมงน้อมเกล้า ครั้งที่ 24 ห้างฯ ฟิวเจอร์ พาร์ค ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 กรกฎาคม 2555 ในงานนี้มีให้ชมกันหลายชีวิตทีเดียว.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 3 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

มข.ใช้มันฯ..ผลิตเอทานอล วัดค่า12%..ต่อยอดสู่ตลาด

http://www.thairath.co.th/content/edu/272597

2 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_272597

มันสำปะหลัง…นับเป็นพืชส่งออกสำคัญอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย โดยปลูกกันมากในภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ขยายการเพาะปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์จากลำต้น ดังนั้นจึงมี เศษของลำต้นมันฯซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้ง ไปเป็นจำนวนมาก

รศ.ดร.เฉลิม เรืองวิริยะชัยรศ.ดร.เฉลิม เรืองวิริยะชัย

…รศ.ดร.เฉลิม เรืองวิริยะชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมนักศึกษาระดับปริญญาโท จึงได้ ทำการศึกษาวิจัยการผลิตไบโอเอทานอล (ลิกโนเซลลูโลสิก เอทานอล) จากลำต้นมันสำปะหลัง เพื่อเป็นพลัง งานทดแทนในกลุ่มของพลังงานชีวภาพ โดยเมื่อนำไปผสมกับน้ำมันเบนซิน เป็นแก๊สโซฮอล์แล้ว จะช่วยให้น้ำมันมีราคาถูกลง และ ช่วยลดภาวะโลกร้อน รวมทั้งยังเป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์อีกด้วย…

ขั้นตอนการวิจัย… เริ่มจากการนำลำต้นมันสำปะหลัง นำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นทำให้แห้งเพื่อเป็นวัตถุดิบตั้งต้นแล้วบด ให้เป็นผงละเอียดขนาด 500 ไมครอน ก่อนจะนำไปกำจัด ลิกนินออกไป จะได้สารสีขาวขึ้นที่เรียกว่า “โฮโลเซลลูโลส” และเพื่อให้เหมาะสมต่อการหมัก ซึ่งเป็นกระบวน การขั้นตอนต่อไป จะมีการใช้ โซเดียมไฮดรอกไซด์กำจัดเพื่อให้ได้ “เซลลูโลส” ที่เหมาะกับการนำไปย่อยต่อซึ่งกระบวนการย่อยจะใช้ กรดซัลฟิวริกเจือจางผสมในสัดส่วนที่เหมาะสม แล้วนำไปนึ่งในหม้อนึ่ง  อบไอน้ำที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส สภาวะความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้วเป็นเวลา 90 นาที…

วัตถุดิบวัตถุดิบ

รศ.ดร.เฉลิม บอกอีกว่า…จากนั้นจะเป็นกระบวนการกรองเพื่อแยกเอาน้ำตาล และกากที่หลงเหลือออกจากกัน จะได้ สารละลายใสไม่มีสีหรือสีน้ำตาลอ่อน ก็ได้เพื่อนำไปหมัก ซึ่งเป็นกระบวนการของการผลิตเอทานอลต่อไปโดยใส่เชื้อยีสต์ Saccha-romyces cerevisiae TISTR 5048 ที่เจริญบนอาหารเหลว ในอัตรา ส่วนของเชื้อยีสต์ต่อปริมาตรสารละลาย เป็น 1 ต่อ 10 ลงไปในสารละลายน้ำตาล ที่เติมอาหารสังเคราะห์ที่ฆ่าเชื้อแล้ว นำไป หมักที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส บนเครื่องเขย่าที่ ความเร็ว 100 รอบต่อนาที เป็นเวลา 48 ชั่วโมง

…หลังจากบ่มเชื้อแล้วนำน้ำหมักที่ได้ไปกลั่นเพื่อให้ได้เอทานอล โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการกลั่น ประมาณ 70–80 องศาเซลเซียส ขั้นตอนนี้จะได้เอทานอลที่บริสุทธิ์ในระดับหนึ่งออกมาแล้ว…นำเอทานอลไปตรวจวัดหาปริมาณด้วยเครื่องแก๊สโครมาโทกราฟ ที่ต่อกับ เครื่องตรวจวัดชนิดเฟลม ไอออไนเซชัน หรือเครื่อง GC-FID ที่ประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พบว่า ปริมาณของเอทานอลที่ได้จะอยู่ที่ประมาณ 8–12 เปอร์เซ็นต์ ของวัตถุดิบตั้งต้น โดยเมื่อนำ เอทานอลที่ได้ นี้ไปผสมกับ น้ำมันเบนซิน ก็กลายเป็น…แก๊สโซฮอล์ จึงทำให้ น้ำมันมีราคาถูกลง และคิดว่าในอนาคต จะมีความคุ้มค่ามากขึ้น…

ขั้นตอนการวิจัยขั้นตอนการวิจัย

พลังงานทดแทน ที่ได้จากผลงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ชิ้นนี้  คืออีกทางเลือกหนึ่ง รวมทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้ใช้ประโยชน์จากลำต้นมันสำปะหลังอย่างคุ้มค่าและยัง ช่วยลดภาวะโลกร้อน ได้เนื่องจาก แก๊สโซฮอล์ใช้เอทานอลผสมลงในน้ำมันเบนซิน ซึ่งออกซิเจนที่เป็นส่วนประกอบจะช่วยให้การเผาไหม้ภายในห้องเครื่องยนต์สมบูรณ์ขึ้น ไม่ส่งผลให้เกิดกลิ่นและควันฟุ้งกระจายในอากาศ…งานวิจัยนี้มีความคุ้มค่าในระดับหนึ่ง ซึ่งสามารถขยายผลงานจากห้องปฏิบัติการนำไปสู่เชิงพาณิชย์ได้.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 2 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

‘ยาแลกไข่’ วันแรกคึกคัก ได้คืนสู่ระบบ 2 ล้านเม็ด

http://www.thairath.co.th/content/edu/272893

3 กรกฎาคม 2555, 04:23 น.

Pic_272893

สธ. เปิดโครงการ “ยาแลกไข่” ฉลุย วันแรกได้ยาเก่าคืนสู่ระบบ 2 ล้านเม็ด คาดจะประหยัดค่าใช้จ่ายซื้อยาหลายพันล้านบาท และแก้ปัญหาการใช้ยาอย่างฟุ่มเฟือย รอประเมินหลัง 5 ก.ค.อาจมีการขยายโครงการเพิ่มอีก…

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2555 นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง ความคืบหน้าโครงการไข่แลกยาเก่า  ว่า  ขณะนี้ได้รับยาเก่าคืนเข้าสู่ระบบแล้ว 2 ล้านเม็ด เป็นมาตรการสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นจิตสำนึกในการใช้ยา โดยให้นำยาหมดอายุและยาใหม่ที่ไม่ได้ใช้แล้วมาแลกไข่ เนื่องจากการบริโภคยาของประชาชนไทยที่ผ่านมา มีมูลค่าปีละนับแสนล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายที่สูง เริ่มที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่งทั่วประเทศซึ่งอยู่ใกล้บ้านที่สุด เบื้องต้นนี้จะมีการจัดคูปองแลกไข่เพื่อให้เหมาะสมกับปริมาณยา ซึ่งยาที่รับคืนจะมีการตรวจสอบ หากพบหมดอายุหรือเสื่อมสภาพจะนำไปทำลาย

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศได้หลายพันล้านบาท อย่างน้อยผู้ที่มียาอยู่แล้วไม่ได้ใช้สามารถส่งคืนสถานบริการเพื่อใช้ประโยชน์ หรือเก็บทิ้งเนื่องจากหมดอายุ อีกทั้งยาที่เก็บคืนมาได้บางชนิดเป็นยาที่มีราคาแพง เช่น ยาลดไขมันในเลือด เมื่อผู้ป่วยหมดความจำเป็นในการใช้สามารถนำมาส่งคืน หรือในกรณีที่ยังใช้ยาชนิดนั้นอยู่ให้นำยาที่เหลือไปเมื่อพบแพทย์ในครั้งต่อไป เพื่อรับยาเพิ่มให้จำนวนพอดีกับวันนัด ซึ่งจะประหยัดการใช้ยาได้ หากประเมินผลหลังวันที่ 5 ก.ค.พบว่ายังมียาจากประชาชนส่งคืนอีกอาจจะขยายโครงการต่อไป

ด้านนพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นโยบายยาเก่าแลกไข่ เป็นการแก้ไขปัญหาการใช้ยาของประชาชนที่ใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย โดยสถิติประชาชนไทยใช้ยาเฉลี่ยวันละ 128 ล้านเม็ด บางส่วนซื้อจากร้านขายยา บางส่วนไปรับยาจากสถานบริการของรัฐ บางครั้งรับมาแล้วไม่ได้ใช้ยาตามแพทย์สั่ง หรือเป็นโรคเดียวแต่ไปรักษาโรงพยาบาลหลายแห่ง ทำให้มียาเหลือค้างอยู่ที่บ้าน ทำให้สูญเสียเศรษฐกิจของประเทศชาติอย่างมาก กระทรวงสาธารณสุขจึงมีแนวคิดที่จะเริ่มปรับการใช้ยาของประชาชน โดยจะเริ่มจากยาเก่าที่ค้างอยู่ที่บ้าน เฉพาะยาแผนปัจจุบัน ไม่รวมยาสมุนไพร ยาที่ได้รับคืนจะนำมาคัดแยก เพื่อนำยาที่หมดอายุนำไปทำลาย ส่วนยาที่ยังใช้ได้ จะแนะนำประชาชนในการใช้ยา หากไม่ใช้จะเก็บกลับไปให้สถานบริการเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ ซึ่งโครงการนี้เริ่มต้นที่จังหวัดเชียงราย โดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในอ.เมืองเชียงราย ได้ทดลองซื้อไข่ 4,000 บาท แลกยาที่ประชาชนไม่ได้ใช้มูลค่ากว่า 50,000 บาท คาดว่ายาไม่ได้ใช้ที่ค้างตามบ้านน่าจะมีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท

ส่วนจำนวนไข่ที่ให้จะเป็นเท่าใดนั้นไม่ได้คำนวณจากจำนวนหรือราคายา แต่จะดูตามจำนวนสมาชิกในครอบครัว อาจให้ไข่ 5 ฟองหรือมากกว่านั้นตามความเหมาะสม โดยในอนาคต อาจใช้วิธีแจกถุงยาให้ผู้ป่วยใส่ยาที่เหลือมาให้แพทย์ดูในการตรวจครั้งต่อไป ยาตัวใดที่ยังใช้ได้ก็จะให้ใช้ต่อไป จะเป็นการเริ่มต้นที่จะไม่ให้มียาเหลือไปเหน็บข้างฝาบ้านเหมือนอย่างเช่น ปัจจุบัน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 3 กรกฎาคม 2555, 04:23 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

สธ.เตือนอย่าชะล่าใจโรคกลัวน้ำ พบสุนัขจรจัดกทม.พุ่งกว่าแสนตัว

http://www.thairath.co.th/content/edu/272900

3 กรกฎาคม 2555, 00:17 น.

Pic_272900

กรมควบคุมโรคเผยแนวโน้มสุนัขจรจัดเพิ่มกว่า 1 แสนตัว ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าร้อยละ 70 ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยงของตนเอง เร่งรณรงค์เลี้ยงสุนัขอย่างรับผิดชอบ เตือนอย่าชะล่าใจควรน้ำสุนัข-แมวไปฉีดวัคซีน เมื่อถูกกัดควรไปหาหมอ…

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุจากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า จำนวน 8 ราย สัตว์ต้นเหตุแยกเป็นสุนัข 7 ราย(ลูกสุนัข 4 ราย) แมว 1 ราย แยกเป็นสัตว์ที่มีเจ้าของ 5 ราย และไม่มีเจ้าของ 3 ราย ส่วนกลุ่มที่ถูกกัดมากที่สุด คือ กลุ่มเด็กอายุ 5-9 ปี และ อายุ 1-4 ปีและล่าสุดในปี 2555 มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย เป็นผู้ป่วยเสียชีวิตในจังหวัดกาญจนบุรี 1 ราย และจังหวัดระยอง 1 ราย โดยมีสาเหตุจากการถูกสุนัขกัด

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังพบว่าผู้ที่เลี้ยงสุนัขและแมวในกทม.นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีน เพียงร้อยละ 60 และที่ผ่านมาพบว่าผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าร้อยละ 70 ติดเชื้อมาจากสัตว์เลี้ยงของตนเอง โดยไม่รู้ว่าสัตว์ดังกล่าวติดเชื้อพิษสุนัขบ้า และชะล่าใจว่าสุนัขของตนเองเลี้ยงเป็นอย่างดีต้องปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า จึงทำให้ผู้เลี้ยงเสี่ยงป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจากสัตว์เลี้ยงสูงมาก

จากรายงานการสำรวจประชากรสุนัขในเขตกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับกองสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. พบว่า ทั้งสุนัขมีเจ้าของและสุนัขจรจัดในกทม.มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้จำนวนสุนัขจรจัดที่เพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งแสนตัว ทำให้เกิดปัญหาทางสาธารณสุขต่อมนุษย์และว่าผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนใหญ่ไม่ไปหาหมอ เพราะบาดแผลเล็กน้อยหรือลูกสุนัขที่กัดนั้นมีเจ้าของจึงไม่ใส่ใจ ที่สำคัญโรคนี้เป็นแล้วตายทุกราย ไม่มียารักษา สามารถป้องกันได้ด้วยการนำสุนัขทุกตัวไปรับการฉีดวัคซีน เพราะฉะนั้นผู้เลี้ยงสุนัขเองต้องมีความรับผิดชอบเลี้ยงแล้วต้องพาไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครั้งแรกเมื่อสุนัขอายุ 2-4 เดือน จากนั้นต้องพาสุนัขไปฉีดวัคซีนประจำทุกปีส่วนในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้ปกครองและครูต้องคอยสอนเด็กให้รู้ว่า “หากถูกสุนัข แมว กัด ข่วน ไม่ว่าแผลจะเล็กหรือใหญ่ ต้องบอกผู้ปกครองหรือครูทันที”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 3 กรกฎาคม 2555, 00:17 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

สธ.ส่งหน้ากากอนามัย ช่วยป้องกันพิษหมอกควันใต้

http://www.thairath.co.th/content/edu/272798

2 กรกฎาคม 2555, 14:15 น.

Pic_272798

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ส่งหน้ากากอนามัยช่วยเหลือผู้ประสบภัยหมอกควันลง 5 จังหวัดใต้ 60,000 ชิ้น เพื่อใช้ป้องกันสูดฝุ่นละอองควันไฟป่าจากประเทศอินโดนีเซีย…

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 55 นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีสถานการณ์ไฟไหม้ป่าบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีหมอกควันไฟป่าพัดปกคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส หนาแน่น และอาจส่งผลกระทบกับสุขภาพประชาชน ว่า ได้สั่งการให้สถานบริการสาธารณสุขใน 5 จังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่โรงพยาบาลศูนย์จนถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ได้สั่งการให้เตรียมเครื่องมือเวชภัณฑ์ในการดูแลผู้ป่วย และเฝ้าระวังผู้เจ็บป่วยจากการสูดควันไฟป่า โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงจะเกิดอาการหลังสูดละอองควันไฟ เช่น ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคภูมิแพ้ หอบหืด ผู้สูงอายุและเด็ก ได้สั่งการให้สำนักงานควบคุมป้องกันโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา ส่งหน้ากากอนามัยให้ 5 จังหวัด จังหวัดละ 12,000 ชุด เพื่อแจกจ่ายประชาชนใส่ป้องกัน และให้กรมควบคุมโรค สำรองไว้ที่ส่วนกลางอีก 50,000 ชุด เนื่องจากคาดว่า สถานการณ์นี้จะยังไม่ยุติง่าย

ด้าน นพ.สุวิช ธรรมเปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมป้องกันโรคที่ 12 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ค่าฝุ่นละอองในพื้นที่ 5 จังหวัดขณะนี้ยังไม่เกินมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ปริมาณของฝุ่นละอองใน 5 จังหวัดมากน้อยขึ้นอยู่กับทิศทางลมและปริมาณฝนที่ตกลงมา จากการเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในโรงพยาบาลขนาดเล็กและใหญ่ พบว่ายังไม่ส่งผลกระทบชัดเจน เฉลี่ย 50-100 คนต่อวันต่อแห่ง ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ เนื่องจากในฤดูฝนมีผู้ป่วยเป็นหวัดอยู่แล้ว ทั้งนี้ ผลการสูดฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดอาการของระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น ไอ จาม มีน้ำมูก จนถึงอาการรุนแรง เกิดอาการเจ็บหน้าอก หลอดลมอักเสบ ในรายที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เมื่อเกิดหลอดลมอักเสบหรือปอดบวม จะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นจนอาจเกิดหัวใจวายได้

นพ.สุวิช กล่าวว่า ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอาการหลังสูดฝุ่นละอองควันไฟ ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษมี 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่นโรคกล้ามเนื้อหัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจวาย 2.โรคระบบทางเดินหายใจทุกชนิด เช่น โรคปอดบวม โรคภูมิแพ้ โรคหลอดลมอักเสบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหอบหืด 3.ผู้สูงอายุ เนื่องจากมักมีประจำตัวเช่นโรคหัวใจและโรคปอดแฝงอยู่มาก และ 4.เด็ก เพราะมีการเคลื่อนไหวมาก อัตราหายใจสูง ร่างกายกำลังเติบโต หากเกิดอาการแน่นหน้าออก หายใจลำบาก ขอให้ไปพบแพทย์ในการป้องกันไม้ให้สูดฝุ่นละอองควันไฟเข้าสู่ร่างกาย ประชาชนไม่ควรออกกำลังกายในที่โล่งแจ้ง และให้อยู่ในบ้าน โดยปิดหน้าต่าง ปิดประตู ด้านที่รับลม ซึ่งพัดหมอกควันลอยเข้าสู่ภายในบ้าน และเปิดทางด้านตรงข้ามกับทิศทางลม กลั้วคอด้วยน้ำสะอาดแล้วบ้วนทิ้งวันละ 3-4 ครั้ง งดการสูบบุหรี่ และควรดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อขับฝุ่นละอองออกจากร่างกาย หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ให้ใช้หน้ากากอนามัยหรือผ้าชุบน้ำหมาดๆ ปิดจมูก สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและทางเดินหายใจ ควรอยู่ในบ้านเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 2 กรกฎาคม 2555, 14:15 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

จัดฝังรากฟันเทียมฟรี ให้ผู้สูงอายุ-พิการ เฉลิมพระเกียรติ

http://www.thairath.co.th/content/edu/272795

2 กรกฎาคม 2555, 13:59 น.

Pic_272795

สธ. จับมือ วท. ฝังรากฟันเทียมฟรี ให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสจำนวน 8,400 ราย เฉลิมพระเกียรติในหลวง…

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.55 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พญ.วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมการแพทย์ และศาสตราจารย์พิเศษทันตแพทย์หญิงท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ผู้อำนวยการหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร่วมเปิดโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และมอบนโยบายในการปฏิบัติงานให้แก่หน่วยบริการฝังรากฟันเทียม

นายวิทยา กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จัดโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ ให้บริการฝังรากฟันเทียมฟรี ให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ที่มีปัญหาหลังใส่ฟันเทียมทั้งปาก แต่ยังใช้เคี้ยวอาหารไม่ได้ดี จำนวน 8,400 รายฟรี ดำเนินการระหว่าง พ.ศ. 2555-2557 โดยในปี 2555 มีเป้าหมาย 2,000 รายปี 2556 จำนวน 2,800 ราย และปี 2557 จำนวน 3,600 รายเป็นการต่อยอดโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งบรรลุเป้าหมายจำนวนกว่า 10,000 ราย ตั้งแต่ พ.ศ. 2550-2554 ผู้ที่ได้รับการฝังรากฟันเทียมมีความพึงพอใจ สามารถใช้ฟันบดเคี้ยวอาหารได้ดี ทั้งนี้ การฝังรากฟันเทียมตามปกติจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ราคาประมาณ 50,000-100,000 บาท เนื่องจากต้องนำเข้ารากฟันเทียมจากต่างประเทศ ทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากที่มีปัญหา เข้าไม่ถึงบริการนี้

พญ.วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในโครงการนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการผลิตรากฟันเทียม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามรากฟันเทียมฯ ว่า “ข้าวอร่อย” เนื่องจากรากฟันเทียม จะทำให้ผู้ที่สวมใส่ฟันเทียมบดเคี้ยวอาหารได้สะดวกยิ่งขึ้น ทำให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนกระทรวงสาธารณสุขได้ให้สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการให้บริการฝังรากฟันเทียม อบรมทันตบุคลากรเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการให้บริการ รวมทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฝังรากฟันเทียมให้แก่หน่วยบริการต่างๆ ซึ่งมี 126 แห่ง อยู่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข คณะทันตแพทยศาสตร์กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย โดยทันตแพทย์จะผ่าตัดฝังรากฟันที่บริเวณขากรรไกรล่างทั้ง 2 ข้าง เพื่อเป็นตัวยึดฟันเทียมทั้งปากไว้ไม่ให้ขยับไปมาเวลาเคี้ยวอาหาร ประชาชนที่ต้องการฝังรากฟันเทียมดังกล่าว สามารถลงทะเบียนที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยต้องเป็นผู้ที่ไม่มีฟันจริงเหลืออยู่เลย และใส่ฟันเทียมทั้งปากอยู่แล้ว หรือมีฟันเหลืออยู่ไม่กี่ซี่ มีสุขภาพแข็งแรง หากมีโรคประจำตัวต้องควบคุมได้ดีไม่เคยฉายรังสีรักษามะเร็งบริเวณศีรษะและคอ และสามารถมาตามที่ทันตแพทย์นัดหมาย 6–7 ครั้งได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 2 กรกฎาคม 2555, 13:59 น.

กรกฎาคม 3, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น