ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

รบ.เอาเรื่องอะไรมาแถลงผลงานครบ1ปี กรกฎาคม 3, 2012

รบ.เอาเรื่องอะไรมาแถลงผลงานครบ1ปี

รัฐบาลจะเอาเรื่องอะไรมาแถลงผลงานครบรอบ1ปี : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดชเมฆสวัสดิ์

              วันที่ 8 สิงหาคม 2555 ที่จะถึงนี้ รัฐบาลไทยที่ดูเสมือนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นนายกฯ ตัวจริง โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นตัวสำรองก็จะบริหารงานครบรอบ 1 ปีแล้ว รัฐบาลทำอะไรไปบ้างครับในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา โดยมาเริ่มดูจากการแถลงการณ์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ หลังจากรับบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ (8 ส.ค.54) ซึ่งมีข้อความว่า

…สุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ให้โอกาสดิฉัน ซึ่งถือว่าเป็นพันธสัญญาทางใจ ให้ตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ในการตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยความภาคภูมิใจ ดิฉันจะมุ่งมั่นสร้างสุขสลายทุกข์ ให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างสุดกำลังความสามารถดิฉันจะไม่ทำเพื่อกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง แต่จะทำเพื่อประเทศชาติและคนไทยทุกคน

หลังจากแถลงแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ ครม. รวมทั้งหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ (น่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ มากกว่า) ก็ได้ลงมือทำงานทันที ทำอะไรบ้าง ลองดูซิครับ

1.เมื่อ 15 สิงหาคม 2554 ขอให้ญี่ปุ่นออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศ โดยนายยูคิโอะเอดาโนะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นผู้ออกมาเปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นคำร้องขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดทางให้พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้าญี่ปุ่นได้

2.เมื่อ 26 กันยายน 2554 อัยการสูงสุด ไม่ยื่นฎีกาคดีคุณหญิงพจมาน นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ หลบเลี่ยงภาษี ซึ่งตามปกติในกรณีแบบนี้อัยการสูงสุดจะต้องยื่นต่อศาลฎีกาต่อไป แต่กลับไม่ยื่น

3.เมื่อตุลาคม 2554 คณะรัฐมนตรีย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. มาเป็น เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทน หลังจากนั้นได้แต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็น ผบ.ตร. ตอนนี้เตรียมจะย้ายพล.ต.อ.วิเชียร อีกครั้งหนึ่งแล้ว

4.เมื่อตุลาคม 2554 คืนพาสปอร์ตไทยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ

5.เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2554 ครม.ประชุมลับเตรียมออก พ.ร.ฎ.นิรโทษกรรม แบบมีเลศนัยส่อไปในทางที่จะลบล้างความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เกิดการชุมนุมทักท้วงขึ้นมาเสียก่อน เรื่องนี้จึงยุติไป

6.เมื่อ 29 มีนาคม 2555 ดีเอสไอ สั่งไม่ฟ้องพร้อมสั่งยุติคดีน.ส.ยิ่งลักษณ์ นายบรรณพจน์นายพานทองแท้ และน.ส.แพทองทาน ที่ถูกกล่าวหาว่าปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปและคดีให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน

7.ตั้งแต่ เมษายน 2555 มีความพยายามจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ส่อไปในทางที่จะช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ จนเป็นปัญหาทางมวลชนยืดเยื้อมาถึงปัจจุบันนี้

8.เมื่อ 30 เมษายน 2555 รัฐบาลมีการประสานงานกับรัฐบาลอังกฤษ ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับเข้าไปในอังกฤษได้ หลังจากที่ประเทศอังกฤษได้ยกเลิกวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษของ พ.ต.ท.ทักษิณ

9.เมื่อ 1 มิถุนายน 2555 มีการเสนอ พรบ.ปรองดอง เพื่อยกเลิกความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งหมดเข้าสู่สภา จนส่งผลทำให้มีการประท้วงกันอย่างกว้างขวาง เพราะเนื้อหาของพ.ร.บ.กลับไม่ใช่เรื่องปรองดอง แต่เป็นเรื่องการนิรโทษกรรม ซึ่งปัจจุบันยังเป็นเรื่องที่นำไปสู่ความขัดแย้งของสังคมอย่างรุนแรง

10.เมื่อกลางมิถุนายน 2555 มีการแถลงข่าวว่าจะให้สหรัฐใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อดำเนินการทางการตรวจสอบภูมิอากาศและตั้งศูนย์ช่วยเหลือภัยพิบัติ โดยรวมทั้ง 2 เรื่องเข้าเป็นเรื่องเดียวกันและยังปกปิดข้อเท็จจริงต่างๆ ไม่ยอมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยว่าจะนำไปแลกกับวีซ่าเข้าสหรัฐของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นสหรัฐก็ต้องเป็นฝ่ายถอยเสียเอง

นอกจากนั้น ยังมีการกระทำอื่นๆ ที่ส่อไปในทางที่ผิดคำมั่นสัญญาต่อประชาชนที่ว่า จะไม่ทำเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่จะทำเพื่อประเทศชาติและคนไทยทุกคน อีกหลายเรื่อง เช่น

-การจัดตั้งกองทุนสตรีที่มีแต่คนเสื้อแดงคุมอยู่เป็นส่วนใหญ่

-การให้เงินช่วยเหลือกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งมียอดสูงสุดถึง 7.7 ล้านบาท ซึ่งจะกลายเป็นปัญหากระทบต่อสังคมในห้วงเวลาต่อไปอย่างแน่นอน

-การช่วยเหลือให้เงินของรัฐประกันตัวผู้ต้องหาคดีก่อเหตุร้าย

-การเร่งรัดไต่สวนคดี16 ศพจากการสลายการชุมนุมจากเหตุการณ์ ในปี 2553 โดยตั้งข้อสันนิษฐานว่าเสียชีวิตจากการยิงของทหาร ในขณะที่การเสียชีวิตของ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และเพื่อนทหารอีก 4 คน รวมถึงทหารที่ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 400 คน กลับถูกละเลยไม่ติดตามสืบสวนเพิ่มเติม

-การเปลี่ยนแปลงอสมท อย่างน่าสงสัย ทั้งๆ ที่ อสมท เป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ส่วนการบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมา นอกจากน้ำท่วมซึ่งเห็นได้ชัดเจนแล้ว ยังเกิดกรณีที่ชาวอิหร่านลอบเข้ามาวางระเบิดกลางกรุง เกิดคาร์บอมบ์ขนาดใหญ่ที่หาดใหญ่ข้าวของราคาแพงขึ้นอย่างผิดสังเกต การขึ้นราคาน้ำมัน ฯลฯ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการกระทำเพื่อให้ประโยชน์พวกพ้องตัวเองมากเกินไปหรือเปล่าก็พิจารณาดูเอาเอง นี่ยังไม่รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่มีมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นเมื่อครบ 1 ปีแล้วรัฐบาลจะสามารถหาอะไรที่เป็นเรื่องดีๆ ออกมาแถลงข่าวได้บ้าง ก็ต้องรอดูกันต่อไปครับ

 

สหรัฐใช้อู่ตะเภามาตลอดแล้วจะยอมต่อไปหรือ

สหรัฐใช้อู่ตะเภามาตลอดแล้วจะยอมต่อไปหรือ

สหรัฐใช้อู่ตะเภามาตลอดแล้วจะยอมต่อไปหรือ : หน้าต่างอาเซียน โดยทนงขันทอง

            เมื่อปลายสุดสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีโอกาสเข้าเฟซบุ๊กของ คุณนพนันท์อรุณวงศ์ ณ อยุธยา ปรากฏว่าได้ข้อมูลที่ช็อกโลก เพราะว่ามีการหยิบข้อมูลเรื่องอู่ตะเภาจากฐานข้อมูลของวิกิลีกส์ ที่ถูกแฮ็กออกมา หมายเลขอ้างอิงจากเอกสารวิกิลีกส์คือ ออกเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2552 โดยที่ต้นทางมาจากสถานทูตสหรัฐในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาทางเราจะไม่ให้น้ำหนักข้อมูลจากวิกิลีกส์ เพราะว่าไม่รู้จริงไม่จริง ไม่สามารถจะยืนยันได้ แต่พอเป็นเรื่องอู่ตะเภาที่กำลังอื้อฉาวอยู่ในขณะนี้ เราก็ควรนำมาพิจรณากันหน่อยว่ามีประเด็นอะไรที่จะทำให้เราเข้าใจว่าทำไมองค์กรนาซาและทหารอเมริกันอยากจะใช้อู่ตะเภาเป็นฐานในการสำรวจบรรยากาศและเป็นศูนย์ช่วยเหลือและป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติ

ขอตัดตอนที่สำคัญมาให้อ่าน “ด้วยความสัมพันธ์ทางทหารที่มั่นคงระหว่างประเทศไทยและเรานั้นเอื้ออำนวยประโยชน์ให้เราอย่างหาได้ยากจากความสัมพันธ์ของเรากับพันธมิตรอื่นในภูมิภาค ประโยชน์อย่างหนึ่งคือการใช้ประโยชน์จากฐานทัพต่างๆ ของไทย เช่น ความพร้อมในการเข้าถึงฐานทัพต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะฐานทัพเรืออู่ตะเภา ซึ่งสร้างโดยสหรัฐ ในช่วงสงครามเวียดนาม ประเทศไทยอนุญาตให้สหรัฐเติมน้ำมันเครื่องบินที่อู่ตะเภาอย่างลับๆ เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางอากาศและควบคุมน่านฟ้าสำหรับการปฏิบัติการทหารทางอากาศของสหรัฐ ซึ่งบางส่วนนั้นทำให้การทิ้งระเบิดในอัฟกานิสถานจะไม่มีทางสำเร็จได้เลยหากปราศจากเรื่องดังกล่าว”

แสดงว่าผู้นำไทยยอมสหรัฐอย่างราบคาบให้ใช้อู่ตะเภาเพื่อการสงครามอย่างลับๆสมัยทักษิณกับบุช มิน่า บุชถึงได้ชมประเทศไทยว่าเป็นพันธมิตรนอกนาโต (non-NATO ally) ที่ดีของสหรัฐ และทักษิณก็ชอบคุยว่าเป็นเพื่อนกันกับบุช

“นอกจากนี้ประเทศไทยยังอนุญาตให้กองทัพสหรัฐใช้อู่ตะเภาเป็นศูนย์ภูมิภาคในโครงการช่วยเหลือภัยพิบัติสึนามิเมื่อปีพ.ศ.2547-2548 และการช่วยเหลือพายุไซโคลนนากิสในพม่าเมื่อปีพ.ศ. 2551 ด้วยข้อบังหน้าด้านปฏิบัติการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมทำให้การใช้ฐานทัพอู่ตะเภานั้นทำได้สะดวก

กำลังทหารของเราจึงสามารถใช้สนามบินอย่างลับๆ ได้มากกว่าปีละ 1,000 ครั้งเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการต่างๆ ของสหรัฐ รวมถึงอิรักและอัฟกานิสถาน”

เอกสารยังระบุชัดเจนว่า สหรัฐใช้อู่ตะเภาเป็นฐานสำหรับจารกรรม และประเทศไทยเป็นเด็กดีมาก ว่านอนสอนง่าย ในสายตาสหรัฐ

“นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังอนุญาตให้กองทัพอากาศสหรัฐใช้อู่ตะเภาสำหรับภารกิจการบินด้านจารกรรมและเรายังได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามถึงวัตถุประสงค์ในการบิน สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นไปได้ยากมากในประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่จะอนุญาตปฏิบัติการต่างๆ เหล่านี้อย่างง่ายดาย

ในขณะที่เราพยายามปกปิดการใช้อู่ตะเภาในหมู่สาธารณชน เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องความละเอียดอ่อนของคนไทยที่มีต่อฐานทัพต่างชาตินั้น อู่ตะเภาและสนามบินอื่นๆ ของไทย และรวมถึงท่าเรือต่างๆ ยังคงเป็นฐานส่งกำลังที่จำเป็นของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราควรตั้งคำถามว่ารัฐบาลไทยควรให้นาซามาสำรวจสภาพภูมิอากาศหรือเปล่า แม้ว่าทางนาซาจะทำงอนว่าขอระงับปฏิบัติการในปีนี้

เพราะว่าทางไทยเล่นตั้งแง่ ทำให้แผนการสำรวจอากาศระหว่างเดือนสิงหาคนและกันยายนต้องชะงักไป แต่อย่างไรก็ตาม ทางสหรัฐยังยืนยันว่าจะดำเนินการตั้งศูนย์ช่วยเหลือและป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติต่อไป ช่วงนี้สงครามในตะวันออกกลางโดยเฉพาะที่ซีเรีย อาจจะลามไปที่อิหร่านต่อไป และใกล้บ้านเราที่ทะเลจีนใต้ สหรัฐก็กำลังพยายามปิดล้อมจีน

เรื่องความมั่นคงกำลังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะฉะนั้นเราทำอะไรก็ต้องระวัง อู่ตะเภาต้องไม่ถูกใช้เพื่อการคุกคามประเทศอื่น เพราะภัยจะตามมา จีนเตือนแล้วว่าไทยเราจะเอาอย่างไร

 

เบี้ยบนกระดาน

เบี้ยบนกระดาน

เบี้ยบนกระดาน : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

              ในสมัยโบราณ เมื่อมหาอำนาจตะวันตกต้องการรุกรานหรือบีบบังคับประเทศอื่นให้ทำตามความต้องการของตน ก็จะใช้กำลังเข้าข่มขู่เช่นส่งเรือไปปิดเมืองท่าหรือปิดอ่าว จนประเทศนั้นๆ ต้องยินยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ซึ่งเรียกกันว่า การทูตเรือปืน (Gunboat Diplomacy) เช่นที่ฝรั่งเศสทำกับไทยในเหตุการณ์ร.ศ.112 (พ.ศ. 2436) หรือสหรัฐกระทำกับญี่ปุ่นในเวลาใกล้เคียงกัน

แต่ในยุคปัจจุบัน นอกจากใช้กำลังในบางโอกาสแล้ว ชาติตะวันตกยังหันมาดำเนินการกดดันผ่านกลไกทางการค้า เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง ทั้งโดยองค์กรที่มีบทบาทในเรื่องนั้นโดยตรง เช่นองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆว่ากันว่าไม่เว้นแม้กระทั่งองค์กรอย่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก กับองค์กรหรือสถาบันอิสระที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากนานาชาติ เช่น องค์กรที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ การเงินการคลัง ความสามารถในการชำระหนี้ ความน่าลงทุน เสถียรภาพทางการเมือง ความเสี่ยงต่างๆ รวมถึง ความน่าท่องเที่ยว ความปลอดภัยในการเดินทางมาท่องเที่ยว และบางทีก็เลยไปถึง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้แรงงานเด็ก การค้ามนุษย์ ฯลฯ

ตัวเลขจากการจัดอันดับเหล่านี้ มีผลทั้งด้านบวกและด้านลบแก่ประเทศต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยที่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งสินค้าออก และการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก คงไม่ต้องบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศใดประเทศหนึ่งถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือในด้านต่างๆ ลง และเพิ่มความไม่ปลอดภัย หรือไม่น่าเดินทางไปท่องเที่ยวขึ้น รวมทั้งถูกบรรจุชื่อไว้ในประเทศที่ถูกจับตามอง เหมือนกับนักเรียนที่ถูกภาคทัณฑ์ ซึ่งหากประพฤติดีก็อาจได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ และก็คงไม่ต้องบอกอีกเช่นกันนะครับว่าการประพฤติดีนั้นก็คือการทำตามมาตรการที่ประเทศตะวันตกกำหนด ทั้งที่ในบางเรื่อง มาตรการหรือวัฒนธรรมในแต่ละประเทศย่อมมีความแตกต่างกันตามพื้นฐานทางศาสนาสังคมและประเพณี

เราคงปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่า ประเทศเล็กประเทศน้อยต่างๆ ในโลกใบนี้ ล้วนเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานหมากรุกของมหาอำนาจไม่กี่ประเทศ ซึ่งล้วนมีความช่ำชองในการเดินหมากอย่างโชกโชน และการขยับเบี้ยตัวใดตัวหนึ่ง ย่อมหมายถึงการมองเกมอย่างทะลุปรุโปร่งตลอดทั้งกระดาน ซึ่งหากถึงคราวที่จะต้องยอมเสียเบี้ยบางตัวเพื่อแลกกับการเขยิบเข้าไปใกล้หมากที่สำคัญกว่า มีหรือที่เซียนหมากรุกคนไหนจะรีรอ

ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าหมากรุกตอนนี้ ย้ายมาเดินเกมกันแถวๆ บ้านเราแล้วล่ะครับ ใครจะเชียร์หมากฝรั่ง หรือใครจะชอบหมากจีนก็ว่ากันไป แต่เชื่อได้อย่างหนึ่งว่า ต่อไปนี้ประเทศไทยจะต้องเจอกับแรงกดแรงดันในหลากหลายรูปแบบ ถึงจะไม่มีเรือปืนมาจ่อคอหอยอย่างแต่ก่อน แต่การปรับลดระดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ก็เป็นมาตรการที่ได้ผลอย่างชะงัด และควรต้องถามตัวเองแต่เนิ่นๆ ว่า เราจะต้องทำตัวอย่างไรจึงจะผ่านพ้นสถานการณ์เหล่านี้ไปได้โดยไม่ใช่เบี้ยตัวที่ถูกกิน!

แต่ถ้ายังนึกอะไรกันไม่ออก ก็ขอให้ไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิกฤติกรุงสยามในรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง และเบื้องหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตของไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมช ดูเถอะครับเผื่อจะได้อ่านเกมออกบ้าง

ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอรายงานความคืบหน้าล่าสุดของหนังสือรวมเรื่องสั้นที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลเซเว่นบุ๊คส์ อวอร์ด ประจำปี 2555 ให้ลุ้นกันเล่นครับ ซึ่งได้แก่ 1.กฎข้อสองของนฤพนธ์ สุดสวาท (สนพ.พุงกาง) 2.ชีวิตปกติ ของจารี จันทราภา(สนพ.สามัญชน) 3.นักเป่าแก้วของเดช อัคร (สนพ.สาส์นมิตร) 4.บันไดกระจก ของวัฒน์ ยวงแก้ว (สนพ.มติชน) 5.ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำตลอดชีวิต ของจักรพันธ์ กังวาฬ(ลายแฝดสำนักพิมพ์) และ 6.เวลาของชาติ ของกิตติวัฒน์ ตันทะนันท์ (แพรวสำนักพิมพ์) หลายคนเป็นนักเขียนหน้าใหม่แต่ก็เป็นมือรางวัลจากเวทีการประกวดวรรณกรรมต่างๆ มาแล้ว ส่วนเล่มไหนจะชนะเลิศได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล 1 แสนบาท จะทราบกันในวันที่ 17 กรกฎาคม พร้อมกับผลการประกวดรางวัลเซเว่นบุ๊คส์ อวอร์ด ประเภทต่างๆ อีก 6 ประเภท ครับ

 

กรรมของผู้นำเผด็จการ

กรรมของผู้นำเผด็จการ

กรรมของผู้นำเผด็จการ : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบเมืองมั่น Facebook: ruarob.muangman

            ใกล้ลับล่วงไปอย่างรวดเร็วเกินคาดของอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่เหลือเกินในอียิปต์และเคยได้รับความชื่นชมจากชาติตะวันตกเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะหนึ่งในเสาหลักของมุสลิมสายกลางที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กับอิสราเอล และพยายามทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ยุ่งไปกว่าที่เป็นนั้น เป็นสิ่งที่ชี้ถึงสัจธรรมของความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจที่สิ้นสูญ การถูกหักหลังจากทุกฝ่าย การตรอมใจจากผลกระทบทั้งหลาย และลงเอยด้วยความตายที่ทิ้งแต่ชื่อเสียไว้ตลอดกาล

การตกจากอำนาจอย่างรวดเร็วของมูบารักในปี 2554 หลังเกิดอาหรับสปริงไม่เท่าไหร่ มีสาเหตุหลายประการ แต่ประการที่สำคัญที่สุดคือมูบารักเองประเมินแล้วว่ารัฐบาลวอชิงตัน มิตรที่สำคัญที่สุดและเป็นทุกอย่างที่ผู้ที่จะครองอำนาจแบบประชาธิปไตยปลอมๆ อย่างเขาจำต้องพึ่งพานั้นไม่เอาด้วยแล้ว การไม่เอาด้วยของสหรัฐ มาจากการประเมินสถานการณ์ว่ามูบารักไม่มีอำนาจควบคุมประเทศจริง หากอยู่ต่อไปท่ามกลางความคั่งแค้นของมวลชนก็จะทำให้อียิปต์ล้มเหลว เสียเชิงทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ จึงใช้ข้ออ้างด้านมนุษยธรรมบีบให้มูบารักลาออก โดยสนับสนุนให้กลุ่ม “อำมาตย์ ของอียิปต์ เล่นกลรักษาอำนาจต่อไปซึ่งก็ได้ผลในระยะสั้น เพราะอียิปต์สงบไปได้พักนึง (แต่ในระยะต่อไปก็ไม่แน่เหมือนกันเนื่องจากประชาชนชักรู้ตัว มีการประท้วงกันบ้างแล้ว) ฝ่ายที่เสียใจมีเพียงมูบารัก ที่สุขภาพจิตทรุดโทรมส่งผลต่อเนื่องถึงสุขภาพกาย โคม่าใกล้จากไปภายในเวลาแค่ปีเดียว

กรณีของมูบารักน่าจะคล้ายคลึงกับเฟอร์ดินานด์มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ที่ต้องเผ่นออกนอกประเทศแบบกินข้าวยังไม่หมดจาน ด้วยสภาพที่เคยยิ่งใหญ่ต้องสูญเสียทุกอย่างทั้งที่หามาโดยสุจริตและไม่สุจริตหมดสิ้น ที่ยังพอมีอยู่บ้างในรัฐต่างแดนก็ไปเอามาไม่ได้ อาการตรอมใจก็เกิดขึ้นจนตายภายในสามปีเท่านั้น งานนั้นมาร์กอสก็ถูกหักหลังจากพรรคพวกที่คุมกำลังที่เปลี่ยนใจไม่เอาด้วยกับเขาในนาทีคับขัน การถูกหักหลังนั้นเจ็บแสบมากสำหรับผู้นำเผด็จการเพราะไม่มีใครกู้ชื่อให้ พวกทรยศจะซัดทอดเรื่องไม่งามต่างๆ ให้ผู้เผด็จการรับไปแต่เพียงผู้เดียว โดยที่พวกเหล่านั้นลอยนวลต่อไป ซึ่งประชาชนผู้ชนะมักจะไม่เอาเรื่องเพราะมุ่งแต่จะนำประเทศกลับมาสู่ความสงบให้เร็วที่สุด ไม่ประสงค์จะให้เรื่องบานปลายต่อไป

ดังนั้นผู้นำเผด็จการต้องเดินยุทธศาสตร์อย่างเหมาะสมในแต่ละห้วงเวลาเล่นกร้าวตลอดแบบผู้นำซูดานหรือซีเรีย ก็จะหาทางลงไม่ได้และอาจมีจุดจบแบบกัดดาฟีหรือซัดดัม ต้องผ่อนปรนให้ประชาชนบ้าง ขณะที่ต้องมองซ้ายขวาท่าทีว่าพี่ใหญ่เขาจะหนักใจพฤติกรรมด้านสิทธิมนุษยชนขนาดไหน ต้องสร้างพันธมิตรที่พร้อมให้ที่ลี้ภัยแบบที่อีดี้ อามิน เคยได้ และท้ายสุดคือเมื่อโลกถล่มลงมาหนีไม่ทันหรือโดนจับตัวได้ก็ต้องทำใจ รัดโก้ มลาดิช แห่งบอสเนียเซิร์บและเหล่าผู้นำเขมรแดงก็คงกำลังซาบซึ้งสัจธรรมนี้

 

ลิตเติล เบิร์ด ออฟ เวียดนาม

ลิตเติล เบิร์ด ออฟ เวียดนาม

 ลิตเติล เบิร์ด ออฟ เวียดนาม , วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

              วันก่อนผมฟังเพลง “ลิตเติล เบิร์ด ออฟ เวียดนาม” แล้วก็เลยทบทวนความจำถึงสงครามเวียดนาม ที่เริ่มต้นในปี พ.ศ.2500 และสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2518 ซึ่งมีสหรัฐกับเวียดนามเหนือ-ใต้ เป็นตัวละครสำคัญ สงครามที่ทำให้สหรัฐทุ่มเทกำลังทหารถึง 5 แสนคน อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และงบประมาณจำนวนมหาศาล ต่อสู้กับเวียดนามเหนือซึ่งขาดแคลนทั้งอาวุธและอาหาร สงครามที่คร่าชีวิตทหารสหรัฐ ร่วม 6 หมื่นคน บาดเจ็บกว่า 3 แสนคน เวียดนามใต้เสียชีวิต กว่า 2 แสนคน บาดเจ็บ 1.1 ล้านคน ส่วนเวียดนามเหนือและเวียดกงเสียชีวิตประมาณ 1.2 ล้านคน บาดเจ็บกว่า 6 แสนคน สงครามที่สหรัฐ ขายความคิดเรื่องทฤษฎีโดมิโน ที่ว่าถ้าเสียเวียดนามใต้ ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะล้มระเนระนาดลงไปด้วย จนสหรัฐติดปลักโคลนที่ตัวเองขุดขึ้นเพื่อล่อคนอื่น เป็นสงครามตัวแทนระหว่างค่ายตะวันตกกับค่ายคอมมิวนิสต์ และเป็นสงครามที่ร้อนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในยุคสมัยของสงครามเย็น

สหรัฐกระโจนเข้าสู่สงครามเวียดนาม ด้วยความทระนงในชัยชนะที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่สอง และการพิชิตญี่ปุ่น รวมทั้งการผลักดันกองทัพเกาหลีเหนือที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนออกไปจากเกาหลีใต้เป็นผลสำเร็จ แต่สหรัฐในเวลานั้นยังขาดความรู้และความเข้าใจประเทศเล็กๆ อย่างเวียดนามเพียงพอ ไม่ได้ศึกษาว่าเหตุใดเวียดนามซึ่งถูกจีนปกครองมาเป็นพันปีจึงสามารถกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้ และเหตุใดจึงลุกขึ้นต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศสจนได้รับชัยชนะและประเมินจิตใจของโฮจิมินห์และคนเวียดนามเหนือต่ำกว่าความเป็นจริง รวมทั้งการเลือก “หุ่น” ที่ผิดพลาด อย่าง โง ดินห์ เดียม มาปกครองเวียดนามใต้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญยิ่งที่ทำให้สหรัฐ ปราชัยในสงครามเวียดนาม ก็คือประชาชนทั้งในสหรัฐเอง และในเวียดนามใต้ คนสหรัฐในช่วงปลายยุค 1960 ต่อต้นยุค 1970 เป็นคนที่เกิดในยุคเบบี้บูม คือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนเหล่านี้เป็นประชากรที่มีจำนวนมาก และเติบโตมาในช่วงเวลาที่สหรัฐร่ำรวย มีชีวิตสะดวกสบาย และเป็นยุคของ ประธานาธิบดีเคนเนดี้ ที่คนอเมริกันตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันทางสังคม เป็นยุคที่วัยรุ่นอเมริกันตื่นตัวเรื่องการศึกษาและนิยมการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนหนุ่มสาวเริ่มตั้งข้อสงสัยในสงครามเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลต่อการใช้จ่ายของรัฐบาลของตนในสงครามบ้าคลั่งในเอเชีย (Crazy Asian War) และการสูญเสียชีวิตของคนรุ่นหนุ่มในดินแดนอันห่างไกล จนเกิดขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านสงคราม ซึ่งถูก ประธานาธิบดีนิกสัน มองว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล และมีการดำเนินการในทางลับเพื่อทำลายขบวนการดังกล่าว แต่กลับเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวและเคลื่อนไหวในวงกว้าง

เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมของคนหนุ่มสาวที่เรียกกันว่าฮิปปี้ หรือบุปผาชน (Flower People) ที่ปลดปล่อยตัวเองจากกรอบของสังคม ใช้ชีวิตง่ายๆ แสวงหาสันติภาพ ปฏิเสธการเรียนหนังสือหรือการทำงาน และทางออกใหม่ๆ ซึ่งบางส่วนก็มุ่งไปหาแนวคิดและวิถีชีวิตแบบตะวันออก เช่นอินเดีย บางส่วนก็หันไปหายาเสพติดประเภทต่างๆ และ แบรี่ แซดเลอร์ ผู้แต่งเพลง “บัลลาด ออฟ เดอะ กรีนแบเรต์” ต้องแต่งเพลง “ลิตเติล เบิร์ด ออฟ เวียดนาม” ขึ้นมา เพื่อเรียกร้องความเห็นใจให้ทหารสหรัฐที่ปฏิบัติการอยู่ในเวียดนามเวลานั้น

ในเวียดนามใต้ การที่ทหารสหรัฐหลายแสนคนเข้าไปอยู่ในเวียดนามใต้ ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม พร้อมกับปัญหาคอรัปชั่น การปราบปรามคอมมิวนิสต์แบบรุนแรงและเดาสุ่ม การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และช่องว่างระหว่างคนร่ำรวยกับคนยากจน ซึ่งผลักดันให้คนเวียดนามใต้ที่คับแค้นกลายเป็นเวียดกง และแนวร่วมของเวียดกงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สงครามเวียดนามยุติมา 37 ปีแล้วครับ เวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ก็รวมกันเป็นประเทศเดียวเรียบร้อยโรงเรียนลุงโฮไปนานแล้ว และเวลานี้เวียดนามไม่ใช่นกตัวน้อยๆ อีกต่อไปแล้วล่ะครับ แต่เป็นเหยี่ยวใหญ่ที่บินไปไกลลิบ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเห็นประเทศไหนในโลกถูกแบ่งแยกเป็นเหนือ-ใต้ เช่นเวียดนามในอดีต และก็คงไม่มีใครอยากเห็นคนชาติเดียวกันต้องมาทะเลาะกันเพราะสหรัฐอีกเช่นกัน

 

มูฮัมหมัด มูร์ซีประธานาธิบดีใหม่อียิปต์

มูฮัมหมัด มูร์ซีประธานาธิบดีใหม่อียิปต์

มูฮัมหมัด มูร์ซี ประธานาธิบดีใหม่อียิปต์ : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ tfarida@hotmail.com

               เป็นไปตามคาดหมาย นายมูฮัมหมัด มูร์ซี สมาชิกระดับแกนนำของขบวนการภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบตัดสินของอียิปต์ เขาเป็นคนพื้นเพเดิมจากเมืองชัรกียะฮ์ที่ตั้งอยู่ทางดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำไนล์ หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยไคโร เขาได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย-นอร์ทริดจ์ และสอนอยู่ที่นั่นระยะหนึ่งในช่วงทศวรรษที่ 1980

มูฮัมหมัด มูร์ซี เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติอียิปต์นับตั้งแต่ปี 2000 ถึงปี 2005 ต่อมาได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้ชี้แนะ ซึ่งถือเป็นสถาบันที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ในปี 2011 เมื่อภราดรภาพมุสลิมจัดตั้งพรรคการเมืองของตนเองภายใต้ชื่อ “พรรคยุติธรรมและเสรีภาพ” เขาจึงกลายเป็นหัวหน้าพรรค เขาถูกจับกุมหลายครั้งในช่วงการปกครองของ ฮอสนี มูบารัก โดยครั้งล่าสุดที่ถูกจับกุมคือช่วงการชุมนุมประท้วงและการปฏิวัติเมื่อเดือนมกราคม 2011

แม้ว่าเขาจะลาออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มภราดรภาพมุสลิมหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ แต่ก็ใช่ว่าความสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มภราดรภาพมุสลิมจะสิ้นสุดลงไปด้วย นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า การดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีของ มูฮัมหมัด มูร์ซี จะเป็นการขยายนโยบายของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมออกไปและจะถูกนำไปปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะแผนพลิกฟื้นเศรษฐกิจ 12 ปี (12-year economic Renaissance project) และการปฏิรูปสังคมตามแนวทางศาสนา

จากสถานการณ์ความแตกแยกทางการเมืองในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ มูฮัมหมัด มูร์ซี ประกาศยึดหลักการการปรองดองของกลุ่มคนที่มีแนวคิดหลากหลายภายในชาติ โดยสัญญาจะทำงานร่วมกับกลุ่มพลังทางการเมืองอื่นๆ ให้มากขึ้น อันดูได้จากแถลงการณ์ล่าสุดของเขาที่พูดว่า เขาจะปกครองประเทศโดยยึดหลักมติมหาชนและอียิปต์จะเป็นประเทศประชาธิปไตย

นอกจากนี้ เขายังได้ให้คำมั่นอีกว่า การคัดเลือกคณะรัฐบาลของเขาจะคำนึงถึงและสะท้อนมาจากมติมหาชนเป็นหลัก นั่นหมายความว่า แม้รัฐธรรมนูญจะให้อำนาจการจัดตั้งคณะรัฐบาลแก่ประธานาธิบดีอย่างเต็มที่ แต่เขาจะไม่เลือกคณะรัฐบาลที่มาจากสมาชิกของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมเท่านั้น แต่คณะรัฐบาลของเขาจะมาจากตัวแทนของกลุ่มคนที่หลากหลายภายในประเทศ

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการตัดสินใจภายใต้อำนาจประธานาธิบดีของเขาจะเป็นไปอย่างอิสระและคำนึงถึงประโยชน์ของปวงชนเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นต้องอิงอยู่กับแนวนโยบายของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมแต่อย่างใด

งานหนักสำหรับ มูฮัมหมัด มูร์ซี คงหนีไม่พ้นการเผชิญหน้าต่อรองกับบรรดาผู้นำทหารที่ครองอำนาจสูงสุดอยู่ในขณะนี้ ที่ผ่านมาหลังการปฏิวัติอียิปต์ กองทัพได้กุมอำนาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ล่าสุดก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบตัดสินก็ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบสภานิติบัญญัติ ซึ่งจำกัดขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีอย่างมาก ให้อำนาจทหารในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ล้วงลูกไปจนถึงการคัดเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง และถ่ายโอนอำนาจนิติบัญญัติให้ไปอยู่ในมือของกองทัพ

ฉะนั้น จึงน่าสนใจครับว่าต่อจากนี้ไป ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาลจะเป็นอย่างไร มูฮัมหมัด มูร์ซี จะใช้วิธีใดทวงคืนอำนาจจากกองทัพ เขาจะลดอารมณ์โกรธของประชาชนบนท้องถนนที่ไม่พอใจบทบาทของกองทัพในขณะนี้ได้อย่างไร นโยบายต่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด และแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

อย่าลืมว่าอียิปต์ถือเป็นศูนย์กลางหนึ่งที่สำคัญของโลกมุสลิม การเปลี่ยนผ่านของอียิปต์ย่อมเป็นตัวแบบของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของโลกมุสลิมด้วยเช่นกัน

 

ปลดแอกจากนักการเมืองและแกนนำ

ปลดแอกจากนักการเมืองและแกนนำ

ปลดแอกจากนักการเมืองและแกนนำ : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดย นายประชา ช้ำชอก aryusprateep@gmail.com

               ทั้งๆ ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวอ้างว่าโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวด้วยการก่อตัวของเมฆในชั้นบรรยากาศ ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา ของสหรัฐอเมริกา เป็นประโยชน์มากมายมหาศาลกับประเทศไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการต่อสู้ รับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

นอกจากนั้น ยังยืนกรานมาโดยตลอดว่า กรณีองค์การนาซาขออนุญาตรัฐบาลไทย ใช้สนามบินอู่ตะเภา เป็นสถานีวิจัยชั่วคราว ในโครงการวิจัยการก่อตัวของเมฆในชั้นบรรยากาศช่วงมรสุม ระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน ไม่เข้าข่ายของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 190 วรรคสอง อันจักต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาเสียก่อน

ยืนยันว่า ความตกลงที่จะมีขึ้น ไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ

แต่แล้วในที่สุด คณะรัฐมนตรีก็มีมติให้นำเรื่องดังกล่าว เข้าขอรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ซึ่งบัญญัติเอาไว้ว่า

“ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรี เห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้”

ทั้งนี้ กำหนดที่จะนำเรื่องเข้าขอรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติใดๆ เอาภายหลังเมื่อเปิดสมัยประชุมสามัญในเดือนสิงหาคมไปแล้ว

เท่ากับโครงการดังกล่าวตกเป็นอันพับไป เนื่องจากทางการสหรัฐอเมริกาต้องการคำตอบภายในวันที่ 26 มิถุนายน

ก็แปลกดีที่กล่าวอ้างว่าโครงการวิจัยดังกล่าวมีประโยชน์มากมายมหาศาลกับประเทศไทย มิหนำซ้ำยังมั่นอกมั่นใจ ยืนกรานว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 190 ที่จะต้องนำเข้าขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่กลับปล่อยให้โครงการดังกล่าวล้มพับ หรือล่าช้าออกไป โดยเกิดอยากจะรับฟังความคิดเห็น ส.ส.-ส.ว.ขึ้นมาขณะที่สภาปิดสมัยประชุม

ในเวลาเดียวกันก็พยายามโทษปี่โทษกลอง กล่าวหาว่าพรรรคประชาธิปัตย์ต่อต้านคัดค้าน โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ตีโพยตีพายพาดพิงไปถึงองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ

เล่นการเมืองไม่รู้จักบันยะบันยังกันทั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์

ท่ามกลางความสิ้นหวังจากนักการเมือง ยังพอเห็นแสงริบหรี่จากปลายอุโมงค์อยู่บ้าง เมื่อกลุ่มนักวิชาการปัญญาชน วิศวกร-นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาแสดงท่าที จุดยืนของตัวเองต่อโครงการวิจัยดังกล่าวอย่างเป็นเอกภาพ สอดคล้องต้องกัน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้พบเห็นมานานทีเดียวในสังคมไทย

บ้านนี้เมืองนี้จะปล่อยให้นักการเมืองแสนรู้ พูดได้ทุกเรื่องกับ “แกนนำ” ซึ่งทำตัวเป็นอภิสิทธิชนพันธุ์ใหม่ ปู้ยี่ปู้ยำต่อไปไม่ไหวหรอก

นักวิชาการปัญญาชน องค์กรวิชาชีพต่างๆ นี่แหละที่พอหวังพึ่งพา พลิกผันโฉมหน้าประเทศไทยได้แท้จริง