ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

โบนัสข้าราชการ “ขนมหวาน” ในมือ “การเมือง” มิถุนายน 14, 2012

โบนัสข้าราชการ “ขนมหวาน” ในมือ “การเมือง”

  • 14 มิถุนายน 2555 เวลา 08:38 น.

โดย…จตุพล สันตะกิจ

แม้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 12 มิ.ย. จะยังไม่มีเสนอให้ ครม.อนุมัติการจัดสรรเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ 2554-2555 สำหรับส่วนราชการ จังหวัดและสถาบันอุดมศึกษาตามผลการปฏิบัติงาน หรือโบนัสข้าราชการ

แต่มั่นใจได้ว่าในสัปดาห์หน้า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะนำเสนอเข้าไปอีกรอบ

โดย ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ ก.พ.ร. ยืนยันหนักแน่นว่าจะมีการเสนอเรื่องนี้เข้า ครม.สัปดาห์หน้าแน่

ที่ไปที่มาของการจัดสรร “เงินโบนัสข้าราชการ” เป็นไอเดียสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ครั้งนั้น วิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกฯ และดำรงตำแหน่งประธาน ก.พ.ร. เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก

โดยมองว่าเอกชนทำงานมาทั้งปีได้โบนัส ข้าราชการทำงานทั้งปีก็ควรมีเงิน “ขวัญถุง” ตอนสิ้นปีเช่นกัน ทั้งจูงใจให้ข้าราชการเร่งทำผลงาน และหลายประเทศก็มีการให้โบนัสข้าราชการ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เป็นต้น

เงินโบนัสข้าราชการก้อนแรกจัดสรรจากงบประมาณปี 2547 วงเงิน 6,800 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินโบนัสข้าราชการและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน 5,500 ล้านบาท และเงินโบนัสข้าราชการระดับบริหารประมาณ 1,200 ล้านบาท

มีการกำหนดคะแนนประเมินตั้งแต่ 1-5 คะแนน สำหรับวัดผลงานส่วนราชการและข้าราชการรายคน โดยมีตัวชี้วัด หรือ KPI ตามลักษณะภารกิจ

ภายใต้เงื่อนไขบังคับว่า หากได้คะแนนประเมินต่ำกว่า 3 คะแนน จะไม่ได้รับเงินโบนัส

ทว่าการจ่ายเงินโบนัสจริงตามผลงานในปีงบประมาณ 2547 ที่เริ่มจ่ายเงินครั้งแรกในช่วงกลางปี 2548 กลับไม่ราบรื่น ข้าราชการระดับปฏิบัติงานได้เงินโบนัสหลักไม่กี่พันบาท แต่ระดับบริหารกลับได้เงินโบนัสก้อนโตคนละเป็นแสนบาท

มีความแตกต่างกันเป็น 10 เป็น 100 เท่า

ทั้งยังมีการร้องเรียนว่าการประเมินผลงานข้าราชการรายบุคคลไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง มีการเลือกที่รักมักที่ชัง คนที่ทำงานใกล้ชิด “นาย” วันๆ ไม่เห็นทำงานอะไร กลับได้เงินโบนัส “ก้อนโต”

บางคนได้โบนัสเกือบแตะหลักหมื่น ในขณะที่บางคนทุ่มเททำงานหนัก แต่ได้เงินโบนัสแค่ 2,000 บาท

บางกรณีเจ้านายกลัวลูกน้องไม่พอใจ จึงนำเงินโบนัสที่ได้มา “หารเฉลี่ย” ให้ได้เงินเท่ากันหมด

เงินโบนัสจึง “ไม่ตอบโจทย์” การให้รางวัลตามผลการปฏิบัติงาน

เผือกร้อนครานั้น ทำให้ ก.พ.ร.ต้องจัดสูตรการจัดสรรเงินรางวัลใหม่ โดยเสนอให้กันเงินในส่วนผู้บริหาร 50% มาสมทบในการจ่ายเงินให้ข้าราชการระดับปฏิบัติ แต่ไม่มีหลักเกณฑ์บังคับตายตัว

เอาเข้าจริงกลายเป็นว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงและกรมไหนใจดีก็แบ่งเงินสมทบให้ข้าราชการผู้น้อยมากหน่อย ที่ใจไม่กว้างพอก็เจียดเงินให้ลูกน้องไม่กี่เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งกว่าเงินโบนัสจะเข้ากระเป๋าก็รอนานจนลืมกันไปเลย ขณะที่เงินโบนัสข้าราชการระดับปฏิบัติและระดับบริหารยัง “ถ่าง” กันมากอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินโบนัสข้าราชการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐยังดำเนินต่อไป แม้หลังเหตุการณ์รัฐประหาร รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ตั้งงบประมาณเพื่อจ่ายโบนัสข้าราชการเหมือนเดิม

กระทั่งปี 2551 รัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารประเทศ ไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก รัฐบาลไม่ตั้งงบประมาณโบนัสข้าราชการ เพราะถูกเบรกโดยอดีตรองนายกฯ ที่ชื่อ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เพราะฐานะการเงินของประเทศไม่เอื้ออำนวย

แต่การจ่ายโบนัสยังมีอยู่ต่อไป โดย ครม.มีมติให้ส่วนราชการนำ“เงินเหลือจ่าย” ของส่วนราชการจ่ายเป็นโบนัสแทน และกำหนดให้จ่ายเงินโบนัสให้ข้าราชการระดับซี 8 ลงมาเท่านั้น

กระนั้นก็ยังมีปัญหาที่ตามมา คือส่วนราชการที่ไม่มีเงินเหลือจ่ายก็จะไม่มีเงินโบนัส ท้ายที่สุดการจ่ายเงินโบนัสข้าราชการกลายเป็นฝนตกไม่ทั่วฟ้าอย่างน้อย 2-3 ปีแล้ว บางหน่วยงานมีโบนัสและบางหน่วยงานไม่ได้เงินโบนัส

แต่กลับไม่มีเสียงโวยวายดังๆ จากฟากฝั่งข้าราชการ

เสียงจากข้าราชการกลุ่มหนึ่งสะท้อนว่าแทบไม่สนใจกับเงินโบนัสข้าราชการ เพราะบางปีได้โบนัสไม่ถึง 1,000 บาท แต่ต้องทำงานหนัก ทั้งมีภาระต้องกรอกแบบประเมินผลงาน

การประเมินขึ้นอยู่กับ “เจ้านาย” ไม่ได้วัดกันที่ “เนื้องาน” ตามหลักการที่พยายามผลักดันแต่อย่างใด

“ได้เงินโบนัสครั้งสุดท้ายในปีงบ 2552 เป็นเงิน 300-400 บาท ส่วนปีงบ 2553 อยู่ระหว่างประเมิน บางหน่วยงานไม่ได้โบนัสมา 3 ปีแล้ว เพราะไม่มีเงินเหลือจ่าย ขณะที่การจ่ายโบนัสข้าราชการให้ผู้บริหารนั้นก็ไม่มีใครรู้ เพราะไม่มีการแจ้งอย่างเป็นทางการในหน่วยงาน” ข้าราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีตอกย้ำ

สรุปฟันธงในชั้นต้นว่า การจ่ายเงินโบนัสข้าราชการตอนนี้เรียกได้ว่า “หลงทาง”

หนำซ้ำยังทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการจ่ายเงินโบนัสภายในหน่วยงาน เพราะการประเมินผลงานที่อยู่ในวังวนของระบบ“อุปถัมภ์”

ทั้งนี้ หากเปรียบการจัดสรรเงินโบนัสข้าราชการเป็น “ขนมหวาน” ที่ฝ่ายการเมืองหยิบยื่นให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ 1.2 ล้านคน ที่เป็นมือเป็นไม้ในการทำงานของรัฐบาลให้สำเร็จ

นอกเหนือจากการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ ต้องเรียกว่าเป็น “อาหารจานหลัก”

และจากข้อมูลตั้งแต่ปี 2547-2554 พบว่ารัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ 3 ชุด จาก 5 ชุด ได้อนุมัติปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ 4 ครั้ง

ได้แก่ ยุคต้นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีปรับเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ 3% ต่อมามีการปรับเงินเดือนข้าราชการครั้งที่ 2 ในอัตรา 5% มีผล ต.ค. 2548 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ มีการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการในอัตรา 4% ช่วงปีงบประมาณ 2551

สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการอนุมัติปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบครั้งที่ 4 ในอัตรา 5% ตามมติ ครม. วันที่ 23 มิ.ย. 2553 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2554

ต่อมาปี 2555 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบอีกหนึ่งระลอกใหญ่ แบ่งเป็น 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 ต่อเนื่องกระทั่งฐานเงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรีเพิ่มเป็น 1.5 หมื่นบาท ในปี 2557 คาดว่าจะสร้างภาระรายจ่ายประจำอีก 7-8 หมื่นล้านบาท

การ “ควบคุมฐาน” ข้าราชการ โดยการปรับเพิ่มเงินเดือน ส่งผลให้ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สร้างภาระงบประมาณไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนล้านบาท ขณะที่การให้เงินโบนัสข้าราชการใช้เงินไปแล้วประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ถือว่ามากโขอยู่

เช่นเดียวกัน การที่รัฐบาลเร่งรัดให้สำนักงาน ก.พ.ร. เร่งเสนอ ครม.ให้อนุมัติแนวทางการจัดสรรเงินโบนัสข้าราชการปีงบประมาณ 2554 และปีงบประมาณ 2555 อีกรอบหลังจากที่ถูกตีตกไปก่อนหน้านี้

โดยเฉพาะการเสนอแนวทางจัดสรรเงินโบนัสข้าราชการปีงบประมาณ 2555 ที่จะมีการเสนอตั้งงบประมาณปี 2556 เพื่อนำมาจัดสรรเป็นเงินรางวัล 6,800 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการผลักดันของ “ฝ่ายการเมือง”

นั่นเพราะหลังการประชุม ครม. วันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา ครม.มีมติไม่เห็นชอบข้อเสนอสำนักงาน ก.พ.ร.ที่เสนอตั้งงบปี 2556 เพื่อจัดสรรเป็นโบนัสข้าราชการ แต่ ครม.ไม่อนุมัติงบ และให้ใช้เงินเหลือจ่าย และปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์

แต่คล้อยหลังไม่กี่วัน สำนักงาน ก.พ.ร.ได้รับแจ้งมติ ครม.อย่างเป็นทางการว่า การตั้งงบปี 2556 เพื่อจัดสรรเงินโบนัสข้าราชการให้หารือกับสำนักงบประมาณอีกครั้ง ครม.ไม่ได้บอกว่าจะไม่จัดสรรงบให้ แต่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือกันใหม่ว่าจะจัดสรรงบจากส่วนไหน

ขณะที่การประชุม 3 หน่วยงาน คือ สำนักงาน ก.พ.ร. กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ ต่างเห็นพ้องกันว่าจะเสนอให้จัดสรรงบปี 2556 เป็นเงินโบนัสข้าราชการ และเสนอให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง

การจัดสรรโบนัสข้าราชการ ถือเป็นความ “พอใจ” ของฝ่ายการเมืองที่จะอนุมัติจัดสรรงบให้หรือไม่ก็ได้ เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดบังคับชัดเจนว่าทุกรัฐบาลต้องจัดเงินก้อนนี้ไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณ

เงินโบนัสข้าราชการจึงไม่ต่างกับ “ขนมหวาน” ในมือรัฐบาลที่หยิบยื่นให้ข้าราชการ หากฝ่ายการเมืองต้องการ “เอาใจ” ข้าราชการ หรือเพื่อบริหารกระแสทางการเมืองก็ตาม

แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้จูงใจให้ข้าราชการ “รีด” ผลงานตามที่คนเขาตั้งความหวังไว้

เพราะข้าราชการทุกระดับชั้นต่างรู้ดีว่า การสนองนโยบายฝ่ายการเมืองทุกวิถีทาง ไม่ว่านโยบายบัดซบเพียงใดก็ตาม คือหนทางที่ทำให้ก้าวหน้าในหน้าที่ หากสนองนโยบายไม่ได้ ก็ต้อง “ย่ำต๊อก” ไม่ได้ไปไหน ไม่ก็ถูกเขี่ยพ้นทาง

หากจัดการการจ่ายเงินรางวัลมีช่องโหว่ ให้ข้าราชการคอยเก้อ มาตรฐานการประเมินที่แตกต่าง แทนที่รัฐบาลจะได้เสียงชม อาจต้องทนกับเสียงด่า ไม่ต่างกับครั้งการจ่ายเงินเยียวยาซ่อมบ้านน้ำท่วม 2 หมื่นบาท

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าเงินโบนัสข้าราชการที่ให้ไปทุกปี หรือการปรับเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ กระทั่งรัฐบาล “กระเป๋าฉีก”

ผลที่ตามมาคือ ทำให้ชาวบ้านได้รับการบริการจากภาครัฐที่ดีขึ้นคุ้มกับเงินภาษีหรือไม่

About these ads
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s