Archive for มิถุนายน 2012

ครึ่งหนึ่งของชีวิต   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47385

1 November 2554

จนถึงวันนี้ ดิฉันยังเป็นกลุ่มผู้เฝ้าระวังน้ำ(มา)
ด้วยความรอบคอบและปลอดภัยไว้ก่อน กับทรัพย์สมบัติอันมีน้อยเดียว “รถยนต์” คู่ใจไปไหนไปด้วยของดิฉัน เป็นอันต้องถูกอัญเชิญไปอยู่ในอาคารสูงเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว
เมื่อชีวิตต้องปรับเปลี่ยน เพราะขาดปัจจัยที่ 5 คือรถยนต์คู่ใจ เวลาออกเดินทางเพื่อเข้าสำนักพิมพ์ จึงต้องเผื่อเวลาไว้อีกสัก 30 นาทีถึง 45 นาทีสำหรับการขึ้นรถเมล์ รถไฟฟ้า ต่อด้วยการเดินเท้า
นับตั้งแต่วันหยุดชดเชยปิยมหาราช จนถึงวันประกาศหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ ได้อาศัยรถเมล์ ปอ.510 เป็นพาหนะคู่ชีพ
จากหลักสี่  ..ไม่น่าเชื่อ..คนแน่นเอี้ยดยังกับปลากระป๋อง
ไม่น่าเชื่อ..ก็เพราะว่า เวลาบ่ายโมง ไม่น่าจะมีคนสัญจรไปไหนสักเท่าไหร่ และดิฉันเองก็เคยใช้บริการรถเมล์ในเวลานี้บ่อยครั้ง เมื่อยามรถยนต์ต้องเข้าไปตรวจร่างกายในอู่
อีกปรากฏการณ์ที่น่าแปลกตาและแปลกใจ ก็คือ ดิฉันพบว่า ดิฉันกลายเป็นคน “อินเทรนด์” บนรถเมล์ กลมกลืนไปได้กับสมาชิกทุกชนชั้นและวัยด้วยการ “แบกเป้” อยู่ด้านหลัง
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า มีชีวิตมาเลยครึ่งหนึ่ง จะได้เห็นภาพของคนกรุงบนรถโดยสารสาธารณะ รถไฟฟ้าใต้ดิน ล้วนแต่มีกระเป๋าเป้ใบใหญ่ไปไหนไปด้วย เหมือนเตรียมพร้อมว่า ค่ำไหนนอนนั่น
เดาเอาว่า ถ้าขอดูเป้ของแต่ละคนคงจะไม่แตกต่างจากของเรา ที่มีเสื้อผ้าและชุดชั้นใน 1 ชุดเป็นอย่างต่ำ แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัวผืนน้อย คนที่รอบคอบอีกนิดก็จะต้องเอาทุกอย่างใส่ไว้ในถุงพลาสติกกันน้ำอีกที และที่ลืมไม่ได้คือ ไฟฉาย
ปอ.510 มาจากดอนเมือง เป้บางใบจึงเห็นมี “เสื้อชูชีพ” ผูกติดไว้อีกข้างหนึ่ง
กระเป๋ารถเมล์เล่าเสียงแจ๋วๆ ว่า วันนี้ตำรวจให้รถเดินไปได้สี่แยกหลักสี่ ไกลกว่านั้นถนนเต็มไปด้วยน้ำหมดแล้ว ทำให้ดิฉันนึกถึงเวลาเดินทางกลับบ้านที่หลักสี่ โบกแท็กซี่กี่คันต่อกี่คัน พอบอกไปหลักสี่ คุณโชเฟอร์ก็จะส่ายศีรษะ …ไม่อาว ผมไม่ไป..
นึกขึ้นได้ หลังจากถูกแท็กซี่เมินไป 4 คัน พอคันที่ 5 ดิฉันก็จะบอกเลยว่า “ไปวิภาวดี 64 น้ำยังไม่ท่วมค่ะ” ปรากฏว่า “ได้ผล” อย่างไรก็ตามเมื่อไปถึงครึ่งทาง โชเฟอร์ก็ขอเจรจาอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมขออนุญาตไม่ไปต่อนะครับ ถ้าหากเจอน้ำท่วมสูงกว่าที่รถผมจะไปได้”
เออ..มันก็ต้องโอเคนะ เพราะใจเขาใจเรา
อย่างน้อย เราก็มีเป้คู่ใจแบกอยู่ที่หลังแล้ว ไปต่อไม่ได้ ก็แวะหาที่นอนได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว
นี่แหละชีวิตจริง ที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเจอะเจอเอาเมื่ออายุเกินหลักสี่.

“แมรี่ กัน”

เตือนน้ำมันอะโรมาเธอราพีแฝงอันตราย   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47386

1 November 2554

นักวิจัยเตือนว่า น้ำมันหอมระเหย ซึ่งใช้กันตามสปาและสถานบริการนวดเพื่อสุขภาพ มีการทำปฏิกิริยากับอากาศ ทำให้เกิดละอองที่สร้างความระคายเคืองแก่ดวงตา จมูก และลำคอ รวมทั้งทำให้เกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้ และทำลายตับกับไตได้
งานวิจัยได้ศึกษาขนาดและปริมาณของละอองที่เกิดขึ้นเมื่อคนเข้ารับการนวดตามสปาต่างๆ
น้ำมันหอมระเหยเหล่านี้สกัดจากลาเวนเดอร์ ต้นชา ยูคาลิปตัส และเปปเปอร์มินต์ เชื่อกันว่าน้ำมันพวกนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ทำให้ผิวดี เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยให้นอนหลับ
แต่นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์เจียหนานในไต้หวัน เตือนว่า ไม่ควรมองข้ามผลเสียของน้ำมันเหล่านี้ด้วย
งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Engineering Science ได้วัดปริมาณของละอองเหล่านี้เมื่อมีการใช้น้ำมันถูนวดในสปา 2 แห่งในไต้หวัน
น้ำมันที่ทำให้เกิดละอองดังกล่าวเป็นจำนวนมากที่สุด คือ น้ำมันจากลาเวนเดอร์ ต้นชา เปปเปอร์มินต์ มะนาว และยูคาลิปตัส
ยังมีการพบด้วยว่า น้ำมันอะโรมาทำให้ผู้ป่วยโรคปอดและผู้ป่วยโรคหอบหืดมีอาการกำเริบ
นอกจากนี้ บรรดานางพยาบาลยังรายงานด้วยว่า คนที่ใช้น้ำมันเหล่านี้ในการอาบน้ำหรือทาผิวหนังในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ผิวไหม้และเกิดผื่น.

ออกกำลังสไตล์”ไอคิโด”ป้องกันตัวเองได้   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47391

1 November 2554

ล่าสุด “ดีอินวัน” นมถั่วเหลืองชงร้อนแคลเซียมสูง โดยบริษัท ที.ซี. ฟาร์มาซูติคอลอุตสาหกรรม จำกัด ร่วมกับรายการสตาร์สปอร์ต ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้ทุกคนได้มีสุขภาพดี จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป “D in 1 D day วันสุขภาพดี” โดยแนะนำให้รู้จักเรียนรู้วิธีฝึกศิลปะป้องกันตัวแนวใหม่ “ไอคิโด” ซึ่งเป็นโปรแกรม Healthy Exercise ที่ให้เราสามารถนำไปใช้ป้องกันตัวเองได้ และยังเป็นการออกกำลังกายอย่างง่ายๆ ที่ช่วยฝึกการเคลื่อนไหวร่างกายให้คล่องตัวมากขึ้นด้วย
ครูตุ่น-พันเอกหญิงกนกวรรณ ศรีไชยะ นายทหารศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย และผู้อำนวยการสอนศิลปะป้องกันตัวอรรถยุทธ์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในศิลปะป้องกันตัวไอคิโดเป็นวิทยากรรับเชิญ
กล่าวแนะนำว่า “การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องออกหนักๆ เพื่อให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อย แต่ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเราเองนั่นแหละดีที่สุด ที่สำคัญควรปฏิบัติต่อเนื่องและสม่ำเสมอ”
สำหรับครูตุ่นเอง ถ้าว่างจากการสอนไอคิโดจะเข้าฟิตเนสเป็นประจำสัปดาห์ละ 5 วันโดยประมาณ และแนะนำให้รับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่พอเหมาะทุกวัน ที่สำคัญควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พร้อมทั้งทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส และพักผ่อนให้เพียงพอ ถ้าทำได้แบบนี้เป็นประจำรับรองสุขภาพดีแน่นอน”
ในโอกาสนี้ครูตุ่นได้ยกตัวอย่างท่าพื้นฐานง่ายๆ มาสอนให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้สามารถนำกลับไปฝึกเองได้ที่บ้าน ซึ่งในแต่ละท่าถือเป็นการออกกำลังกายได้เกือบทุกส่วนของร่างกายเลยทีเดียว เริ่มจากการตั้งท่าซึ่งเป็นท่ายืนเตรียมพร้อมป้องกันตัว และตามด้วยท่าต่างๆ เช่น ท่าการเลี่ยงแรงโดยการหมุนตัว เป็นการฝึกหมุนตัวโดยการจับคู่กันฝึก ใช้เมื่อเวลาถูกฟันหรือถูกแทง ท่าการหักแขนกดคว่ำหักข้อมือ เป็นวิธีการจับหลังมือของคู่ต่อสู้ เป็นการควบคุมได้แบบหนึ่ง ท่าการจับข้อมือบิด วิธีการนี้เมื่อถูกจับแล้วจะรู้สึกเจ็บที่ข้อมือและศอก ท่าการหักข้อมือหงาย เป็นการแก้หรือการกระทำคู่ต่อสู้ โดยจับหลังมือของคู่ต่อสู้หักเข้าหาตัวของคู่ต่อสู้เอง เป็นการควบคุมมือของคู่ต่อสู้ ท่าหนีแรง เป็นท่าที่ใช้ทุ่มคู่ต่อสู้เวลาโดนฉุด หรือบีบคอ โดยลากคู่ต่อสู้เข้ามาชนกันเอง เป็นต้น
นอกจากนี้ยังได้พบกับแขกรับเชิญพิเศษ มาร์กี้-ราศรี บาเลนซิเอก้า ดาราสาวผู้ที่ใส่ใจต่อการออกกำลังกายและรักษาสุขภาพเป็นอย่างดี มาร่วมฝึกและค้นหา The Star of Aikido ในครั้งนี้ พร้อมทั้งยังร่วมแลกเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพในแบบของตัวเองมาแนะนำอีกด้วย โดยมาร์กี้บอกว่า “ชอบการออกกำลังในลักษณะที่เป็นศิลปะป้องตัวมากที่สุด เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้วิธีการป้องกันอันตรายจากคนร้ายแล้ว ยังเป็นการได้ออกกำลังกายไปในตัว อีกทั้งยังสนุกและได้มิตรภาพ ส่วนเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของกี้เอง จะออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วัน พักผ่อนให้เพียงพอ และเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ไม่ใส่สารกันบูด”
สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกาย สามารถติดตามชมรายการสตาร์สปอร์ตได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.50 ทางช่อง 3 สนใจเข้าร่วมกิจกรรม “D in 1 D day วันสุขภาพดี” ในครั้งต่อไป ติดตามได้ที่http://www.facebook.com/Din1.Din1

การบริหารหลัง…เหตุจากทำกระสอบทราย   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47324

31 October 2554

ในสถานการณ์อุทกภัยปี 2554 นี้ หลายๆ ท่านมีจิตอาสาทำกระสอบทราย ซึ่งการทำกระสอบทรายหรือยกกระสอบทรายเป็นเวลาหลายชั่วโมงติดต่อกัน อาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้ จากการก้ม บิดหมุนลำตัวซ้ำๆ ในท่าเดิมอย่างต่อเนื่อง
สมาคมกายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย จึงได้ออกคำแนะนำท่าทางในการบริหารตนเองภายหลังการทำกระสอบทราย เพื่อป้องกันการปวดหลังอันเนื่องมาจากภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนมาฝาก เพราะจิตอาสาที่เป็นบุญสำเร็จเสร็จเรียบร้อย สุดท้ายตามด้วยปัญหาสุขภาพเสื่อมโทรม คงจะไม่คุ้มค่าหรือเป็นที่น่ายินดีนัก
1.ท่ายืน แอ่นหลัง วางมือที่บั้นเอวแต่ละข้าง แล้วค่อยๆ เอนตัวไปด้านหลังโดยที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด แล้วกลับสู่ท่ายืนตรง ทำซ้ำ 10 ครั้ง ท่านี้ทำได้ในขณะที่พักจากการทำถุงทรายชั่วคราว และต้องกลับไปทำต่อ
2.ท่านอนคว่ำ แอ่นหลัง ทำโดยการนอนคว่ำ งอศอกไว้ที่ใต้หัวไหล่แต่ละข้าง ฝ่ามือราบกับพื้น แล้วใช้การกดที่ข้อศอกและฝ่ามือ เพื่อยันลำตัวช่วงบนขึ้น โดยไม่เกิดอาการปวดหลัง ค้างไว้ 5 วินาทีแล้วนอนราบลงช้า ทำซ้ำ 10 ครั้ง
ท่านี้จะช่วยลดอาการปวดจากกล้ามเนื้อหลัง และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของหมอนรองกระดูกสันหลัง โดยการลุกจากที่นอน จากท่านอนคว่ำ หรือจากนอนตะแคงจะให้ความสบายต่อหลังมากกว่าการลุกจากท่านอนหงาย
การออกกำลังกายดังกล่าวให้ทำอย่างต่อเนื่อง วันละอย่างน้อย 3 ครั้ง จนกว่าจะหายปวดเมื่อยในเวลา 2-3 วัน แต่หากท่านใดมีอาการปวดหลัง ร้าวลงขา ขอแนะนำให้พบแพทย์และนักกายภาพบำบัด เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไปค่ะ
ในการยกกระสอบทรายก็สำคัญมาก จะต้องทำให้หลังตรงก่อนยกหรือก่อนโยนถุงทรายเสมอ หากเป็นไปได้ให้ใช้วิธีลากจูง ซึ่งก็ต้องทำให้หลังตรงขณะลากจูงเช่นกัน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้ว ก็ใช้วิธีบริหารร่างกายหลังทำกระสอบทราย.

“ภัยอ้วน” หล่มลึกของเด็กนับล้าน   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47149

27 October 2554

เด็กอ้วนจ้ำม่ำเป็นความน่ารักน่าชังที่พ่อแม่ทั้งหลายพึงระวัง เพราะเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือเป็น “โรคอ้วน” เป็นภัยเงียบที่ผู้ใหญ่มักคาดไม่ถึง
จากการศึกษาโครงการลดน้ำหนักเด็กอ้วน พบว่า โรคที่พบได้บ่อยในเด็กกลุ่มนี้คือ โรคทางเดินหายใจอุดกั้น ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด
อาการของโรคนี้ที่พบบ่อย คือ นอนกรน มีภาวะขาดออกซิเจน นอนหลับไม่สนิท และนอนกระสับกระส่าย ในเด็กบางคนอาจมีภาวะเหมือนหยุดหายใจไปขณะหนึ่งแล้วหายใจเฮือกขึ้นมา เรียกว่า “ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น” หากเป็นบ่อยครั้งและเป็นนานๆ ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ ผลที่ตามมาคือหัวใจจะเพิ่มความดันในช่องปอด ทำให้หัวใจข้างขวาโตขึ้นจนถึงภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิต
รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเป็นหนึ่งในคณะผู้วิจัยในโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2551-2552) ชี้ว่า โรคอ้วนกำลังเป็นภัยคุกคามใหม่ของเด็กไทยเข้าขั้นอันตราย โดยความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเด็กในเขตชนบทก็เริ่มพบปัญหานี้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน
จากการศึกษาโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พบว่า เด็กไทยอายุ 1-14 ปีที่มีภาวะน้ำหนักเกิน และเด็กอ้วนจำนวน 540,000 คน ในจำนวนนี้ 135,000 คนอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งปัญหาอ้วนในเด็กนี้จะส่งผลให้พบปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ พฤติกรรมและอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นออกกำลังกาย นั่งดูโทรทัศน์ทั้งวัน หรือการรับประทานอาหารประเภทขยะ ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เด็กยิ่งโตยิ่งมีแนวโน้มอ้วนมากขึ้น
จากการสำรวจภาวะน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง พบว่า กลุ่มเด็กอายุ 1-5 ปี มีภาวะอ้วนร้อยละ 4.6 กลุ่มอายุ 6-11 ปี ร้อยละ 3.5 และเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มอายุ 12-14 ปี ร้อยละ 7.2
แนวโน้มดังกล่าวพบได้ในภาวะกลุ่มเด็กท้วมและเริ่มอ้วนด้วยเช่นกัน โดยกลุ่มเด็กที่มีรูปร่างท้วม อายุ 1-5 ปี ร้อยละ 3.5 อายุ 6-11 ปี ร้อยละ 3.8 และอายุ 12-14 ปี ร้อยละ 3.9 ส่วนกลุ่มที่เริ่มอ้วน มีมากที่สุดในกลุ่มอายุ 6-11 ปี ร้อยละ 5.2 รองลงมาคือกลุ่มอายุ 12-14 ปี ร้อยละ 4.7 และกลุ่มอายุ 1-5 ปี ร้อยละ 3.9
เป็นที่น่าสังเกตว่า เด็กชายมีแนวโน้มอ้วนมากกว่าเด็กผู้หญิง โดยกลุ่มอายุ 6-11 ปี เป็นช่วงที่เด็กชายมีน้ำหนักในเกณฑ์อ้วนมากกว่าเด็กหญิงมากถึง 2.5 เท่า โดยเด็กชายมี ร้อยละ 4.7 ส่วนเด็กหญิง ร้อยละ 2.2
คุณหมอยังระบุว่า โรคอ้วนเป็นปัญหาที่พบได้มากในเด็กที่อยู่ในเมือง โดยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่เด็กมี “ภาวะน้ำหนักเกิน” มากที่สุด คือ ร้อยละ 8.7 รองลงมาคือ ภาคกลาง ร้อยละ 5.6 ส่วนภาคใต้และภาคเหนือมีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ ร้อยละ 3.2 และร้อยละ 3.1 ตามลำดับ
ส่วนเด็กที่อยู่ในเกณฑ์ “อ้วน” พบว่า พื้นที่ที่อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยใกล้เคียงกันคือ ภาคใต้ ร้อยละ 6.7 กรุงเทพฯ ร้อยละ 6.2 และภาคกลาง ร้อยละ 6.5 ส่วนภาคเหนือมีร้อยละ 3.2 ใกล้เคียงกับภาคอีสาน ร้อยละ 2.5
คุณหมอยังเปิดเผยว่า เด็กที่อายุมากขึ้น การกำหนดรูปร่างและน้ำหนักอาจมิได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านพันธุกรรม หรืออาหารที่เพียงพอต่อการบริโภคเท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มาประกอบกัน โดยเฉพาะค่านิยมของเด็กสาวที่กลัวอ้วน
แต่ที่น่าจับตามองและต้องเฝ้าระวังคือ ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า “กลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินทั่วประเทศมีสัดส่วนเฉลี่ยใกล้เคียงกัน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด    ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ เด็กเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เป็น “โรคอ้วน” ที่มีภาระโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย.

คุณแม่เครียดจัดมักได้ลูกสาว   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47152

27 October 2554

ผลวิจัยชี้สตรีที่มีอาการเครียดขณะพยายามจะมีบุตร มักลงเอยด้วยการได้ลูกสาว
นักวิจัยบอกว่า คนที่ถูกกดดันด้วยปัญหาในบ้าน ในที่ทำงาน หรือในชีวิตสมรส ในช่วงเวลาก่อนหน้าการตั้งครรภ์ มีโอกาสสูงกว่าปกติที่จะคลอดลูกออกมาเป็นหญิง
ผลงานศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดร่วมกับนักวิจัยของสหรัฐชิ้นนี้ บ่งชี้ว่า ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือวิกฤตการณ์ต่างๆ มักมีเด็กผู้ชายเกิดน้อยลง
เช่น ในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 จำนวนเด็กชายที่เกิดในนิวยอร์กได้ลดลงฮวบฮาบ ขณะความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจหลังกำแพงเบอร์ลินถูกทุบทำลายก็มีเด็กผู้ชายเกิดน้อยลงกว่าที่คาดในอดีตเยอรมนีตะวันออกเมื่อปี 2534
งานวิจัยล่าสุดนี้เป็นชิ้นแรกที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับระดับฮอร์โมนความเครียด
ผู้หญิงที่เข้าร่วมโครการวิจัยนี้ 338 คนจากทั่วประเทศอังกฤษ ซึ่งกำลังพยายามจะตั้งครรภ์ ได้จดบันทึกเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ชีวิตทางเพศ ลงในสมุดอนุทิน และได้กรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับความเครียดของตัวเอง และแพทย์ได้วัดระดับฮอร์โมนความเครียด คอร์ติโซล ในช่วงหลายเดือนก่อนตั้งท้อง
ในจำนวนทารกที่เกิดนั้น เป็นชาย 58 คน หญิง 72 คน ซึ่งตามปกติในอังกฤษจะมีเด็กผู้ชายเกิด 105 คนต่อจำนวนเด็กผู้หญิงทุกๆ 100 คน
รายงานซึ่งนำเสนอต่อที่ประชุมของสมาคมการแพทย์ด้านการเจริญพันธุ์อเมริกัน ระบุว่า ในจำนวนผู้หญิงที่มีคอร์ติโซลสูงสุด 50% นั้น อัตราของการได้ทารกเพศหญิงได้เพิ่มสูงขึ้น
รายงานต่อที่ประชุมซึ่งมีขึ้นที่เมืองออร์ลันโด มลรัฐฟลอริดา ชี้ว่า ผู้หญิงที่มีความเครียดสูงสุดมีแนวโน้มลดลงถึง 75% ที่จะได้ลูกชายเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีความเครียดน้อยที่สุด ระดับคอร์ติโซลจะเพิ่มขึ้นเมื่อคนเรามีความเครียดติดต่อกันยาวนาน เช่น ถูกกดดันในที่ทำงาน หรือมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับคนรอบข้าง
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ดี.เซซิเลีย ไพเพอร์ บอกว่า เรื่องเงินทองก็มีส่วนทำให้เครียดด้วย
นักวิจัยยังไม่รู้ว่า ทำไมการมีคอร์ติโซลในระดับสูงจึงลดโอกาสที่จะได้ลูกชาย
เพศของทารกนั้นถูกกำหนดโดยโครโมโซมในสเปิร์มของพ่อ เพศจึงถูกกำหนดเมื่อเกิดการปฏิสนธิ
เป็นไปได้ว่า การมีคอร์ติโซลในระดับสูงทำให้ตัวอ่อนเพศชายฝังตัวกับมดลูกได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ ทารกเพศชายมักอ่อนแอกว่า จึงมีแนวโน้มมากกว่าที่จะแท้งเมื่อคอร์ติโซลอยู่ในระดับสูง ทำให้มีเด็กผู้หญิงเกิดมากกว่า.

เติมกำลังใจให้ผู้ป่วย “มะเร็งเต้านม”   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47122

26 October 2554

บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด และบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นสานต่อเจตนารมณ์ในการส่งต่อความห่วงใย เติมกำลังใจให้ผู้ป่วย “มะเร็งเต้านม” ในโครงการ Sabina Sewing Cup Sewing Heart…START FORWARD โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยทุกคนตระหนักและเข้าใจเรื่องโรค “มะเร็งเต้านม” พร้อมกระตุ้นให้หญิงไทยดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งเต้านมมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ซาบีน่าและสองบริษัทภาคี เตรียมลงพื้นที่จัดกิจกรรมโรดโชว์ให้ความรู้กับกลุ่มเยาวชน เกี่ยวกับโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้หญิง และการป้องกันเพื่อดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งเต้านม โดยจะยกขบวนรณรงค์ไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมเชิญชวนร่วมกิจกรรมเย็บเต้านมเทียมด้วยมือ และจัดทำอุปกรณ์สำหรับเต้านมเทียมจากจักรซิงเกอร์อีกด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Sabina Call Center 0-2422-9430 หรือ 1766 เมืองไทย Smile หรือ Singer Call Center 0-2234-7171 คลิกเข้าดูรายละเอียดได้ที่ www.sabina.co.th และwww.facebook.com/sabina.clickwww.facebook.com/muangthailife

เตือนภัย! สวยสยองของต้องห้าม 3 บริการเสริมความงามที่ควรเลี่ยง   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47126

26 October 2554

หลังจากออกมาเตือนสาวไทยถึงเทคโนโลยีความงามสมัยใหม่อย่าง “โบท็อกซ์” และ “ฟิลเลอร์” ว่าเป็นดาบสองคม เร็วๆ นี้นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนังยังเผยอีกว่า ในวงการแพทย์เพื่อความงามยังมีเทคโนโลยีเสริมความสวยที่ควรพึงระวังอีก 3 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ครีมหน้าขาวที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน, กลูตาไธโอน และลูกกลิ้งสร้างคอลลาเจนบนใบหน้า (เดอร์มาโรลเลอร์) โดยเทคโนโลยีความงามทั้งหมดนี้องค์การอาหารและยา (อย.) ยังไม่อนุญาติให้นำเข้ามาใช้ในประเทศไทย ที่เห็นใช้ฉีดหรือทำกันอยู่เป็นการลักลอบนำเข้าทั้งหมด
นพ.จินดากล่าวต่อว่า อันตรายที่อาจเกิดขึ้นและเทคโนโลยีก็ต่างกันไป เช่น ครีมหน้าขาวที่มีส่วนผสมของสารไฮโดรควิโนน ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผิวขาว ถ้าผิวขาวเร็วแสดงว่าครีมที่ใช้อยู่มีสารผสมอย่างเข้มข้น ผู้ใช้จะตกอยู่ในภาวะเสี่ยง อันตราย และมีความเป็นไปได้ว่าหากหยุดใช้แล้วผิวหนังจะเกิดปฏิกิริยา ส่งผลให้ใบหน้าเป็นฝ้าดำมากกว่าเดิม หรือจะเป็นในกลุ่มสารลอกหน้าที่มีไฮโดรควิโนนผสมอย่างเข้มข้นก็เข้าข่ายอันตราย โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นสามารถทำให้ผิวหน้าเหวอะ กลายเป็นแผลติดเชื้อได้ เพราะตัวสารเคมีจะไปกัดผิวทำให้ผิวชั้นบนหลุดลอกอย่างรุนแรง
ส่วนกลูตาไธโอนที่ฮอตฮิตติดตลาดสำหรับผู้ที่อยากมีผิวขาวกระจ่างใส ก็ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ใช้อย่างร้ายแรงไม่แพ้กัน โดย นพ.จินดาระบุว่า กลูตาไธโอนเป็นกรดอะมิโนแอซิดชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ เพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย แต่มีคุณประโยชน์เชิงความงามในด้านยับยั้งการสร้างเม็ดสีในผิว จึงมีการนำมาใช้เพื่อทำให้ผิวขาวขึ้น แต่มีข้อเสียคือต้องฉีดทุกอาทิตย์ และต้องฉีดเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนจึงจะเห็นผล
“นอกจากจะต้องเสียเงินอย่างสม่ำเสมอแล้ว การฉีดกลูตาไธโอนเป็นระยะเวลานาน มีความเป็นไปได้ว่าจะไปทำให้เมลานินหรือเม็ดสีที่จอประสาทตาลดลง ทำให้การรับแสงหรือการมองเห็นของดวงตาไม่เหมือนเดิม และหากฉีดเข้าร่างกายอย่างต่อเนื่อง จากสารต้านอนุมูลอิสระกลูตาไธโอนจะกลายเป็นสารอนุมูลอิสระที่ทำให้ผู้ใช้แก่เร็วขึ้น ที่สำคัญกลูตาไธโอนที่ใช้ฉีดกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นการลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่าน อย.” รอง ผอ.สถาบันโรคผิวหนังแจง และกล่าวต่อว่า
เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อความงามอีกชนิดหนึ่ง ที่ผู้คิดใช้บริการต้องพึงระวังให้มากคือ “เดอร์มาโรลเลอร์” หรือลูกกลิ้งสร้างคอลลาเจน ที่มีลักษณะการทำงานโดยให้เข็มขนาดเล็กจำนวนมากที่ติดอยู่กับตัวโรล แทงลงบนผิวที่ทายาชาไว้ด้วยการทาบกลิ้งไปมา ซึ่งผู้ใช้เชื่อกันว่าใบหน้าที่โดนเข็มขนาดเล็กนับพันเล่มทิ่มลงไป จะสร้างคอลลาเจนขึ้นมาซ่อมแซมตัวเอง ส่งผลให้ผู้ทำมีผิวหน้าใหม่ที่เต่งตึงมากขึ้น ริ้วรอยต่างๆ ลดเลือนลง
“ความเชื่อดังกล่าว ในทางการแพทย์ยังไม่งานวิจัยเชิงนัยยะสำคัญออกมายืนยันให้ข้อมูลว่าเท็จจริงอย่างไร ทั้งนี้เดอร์มาโรลเลอร์ที่ใช้อยู่ในสหรัฐอเมริกา จะผลิตเป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่ในประเทศไทยนิยมนำกลับมาใช้ใหม่ในแบบไม่ค่อยคำนึงถึงความสะอาด ซึ่งการทำความสะอาดลูกกลิ้งสร้างคอลลาเจนให้ปลอดภัย 100% ต้องผ่านระบบอบฆ่าเชื้อที่ได้มาตรฐานระดับโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่ใช่การแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อเหมือนในร้านเสริมสวยและคลินิกเสริมความงามทำกัน ฉะนั้นมีความเสี่ยงมากที่ผู้ใช้บริการจะติดโรคทางกระแสเลือดจนถึงแก่ชีวิตได้ครับ และจริงๆ อย.แบน ห้ามนำเข้าหรือใช้เครื่องมือเสริมความงามชนิดนี้ในประเทศไทย” รอง ผอ.สถาบันโรคผิวหนังกล่าวตบท้าย.

ศิลปะการหนีน้ำ   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47128

26 October 2554

คำถามยอดฮิตติดอันดับในแวดวงสังคมไทย ไม่พ้น “ที่บ้าน..น้ำท่วมหรือยังจ๊ะ????”
ดิฉันเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด จะไม่ให้อินเทรนด์กับเขาได้อย่างไร .. แต่มุมมองอาจจะแตกต่างในหลายๆ ประเด็นเท่านั้น
อย่างทุกวันนี้ ด้วยความที่ “เตรียมพร้อม” (แล้ว) เพื่อรับมือกับสถานการณ์อันไม่พึงปรารถนา จึงทำให้มีเวลาเหลือเฟือที่จะหันไปสำรวจ สังเกต วิธีการจัดการของเพื่อนบ้าน เพื่อนฝูง เพื่อการป้องกันน้ำท่วม หรือหนีน้ำ
มันน่าสนใจทีเดียว หากเรามองว่านี่เป็นไอเดียอันบรรเจิด หรือมันเป็นศิลปะที่ต่างคนต่างรังสรรค์ขึ้นมาด้วยมือ และด้วยวัสดุเครื่องมือเท่าที่จะหามาได้
อาวุธที่สำคัญในการต่อสู้ป้องกันทัพน้ำ (ท่วม) นั้น คงไม่พ้นกระสอบทรายที่เราเห็นกันดาษดื่น
แต่ถ้าใครว่างๆ ลองเดินสังเกตดูสิคะว่า กำแพงกระสอบทรายของบางบ้านนั้น มี “แอคเซสเซอรี่” เสริม อาทิ พลาสติกใสกันน้ำปูพื้นก่อน เอากระสอบทรายวางทับอีกที เพราะคนประดิษฐ์คิดทำเล็งเห็นว่า ลำพังถุงกระสอบทราย หากน้ำท่วมมากก็จะซึมผ่านกำแพงได้ง่าย ยิ่งรถขับผ่านก็ทำให้ไหลเล็ดลอดตามซอกถุงทรายได้ แต่เมื่อมีผ้าพลาสติกวางเป็นฐาน น้ำก็จะซึมผ่านได้ยาก
บางรั้ว ด้วยปัญหาที่กระสอบทรายขาดตลาด หรือแพงจนยอมรับไม่ได้กับการฉวยโอกาสของพ่อค้าใจร้าย พวกเขาก็ตัดสินใจใช้ปูนและก่ออิฐเป็นการถาวร สร้างป้อมปราการหน้าประตูทางเข้าตัวบ้านเสียเลย อีกส่วนหนึ่ง อาจจะรู้สึกว่ามันมากเกินไปหากโบกปูนสู้กับน้ำ เขาก็เอาแผ่นผ้าใบบ้าง ผ้าพลาสติกบ้าง มาแปะปิดรั้วบ้านโดยใช้กระดาษกาวเป็นตัวยึด
ศิลปะแบบนี้เห็นแล้วก็เสียวไส้แทนว่า มันจะทนอยู่ได้สักกี่น้ำ
หลายบ้านเพื่อการประหยัดกระสอบทรายที่หายากยิ่งกว่าทอง ก็จำใจต้องไปเบียดเบียนสวนที่สวยงามภายในบ้าน นั่นคือ แงะเอาอิฐมอญที่เคยปูเป็นทางเดินในสวนมาก่อขึ้นสูงๆ เพื่อทับผ้าใบบ้าง ผ้าพลาสติกบ้าง มองให้เป็นศิลปะมันก็ดูกิ๊บเก๋ ใช้สิ่งของข้างตัว หรือที่มีอยู่ภายในบ้านให้เป็นประโยชน์ เบียดเบียนกระเป๋าสตางค์ตัวเองและของคนอื่นน้อยที่สุด เพราะคิดกลับไปกลับมาแล้ว น้ำมาเมื่อไหร่สวนมันก็ต้องจมน้ำอยู่ดี อะไรที่จะทำให้ปลอดภัยได้ดีที่สุด ก็ต้องทำ
ดิฉันจึงมองว่า นี่แหละศิลปะของการหนีน้ำของแต่ละคน แต่ละบ้าน
มันคงจะต้องถูกนำไปเล่าสู่กันฟังต่อๆ ไปหลังน้ำท่วมว่า เราหยุดน้ำไม่อยู่ แต่เราสามารถชะลอความเสียหายจากน้ำได้ด้วยสมองและสองมือของเรา
แม้แต่ดิฉันที่นั่งเขียนอยู่นี่ บอกตรงๆ ก็ยังสงสัยว่า ตัวเองจะแปรสภาพเป็นผู้อพยพในวันไหน.

“แมรี่ กัน”

บู๊ตมาแรงตามกระแสน้ำ   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47129

26 October 2554

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน “แฟชั่น” ก็ยังคงครองโลกอยู่เสมอ คำกล่าวนี้จะเท็จจริงเพียงใด พิสูจน์ได้จากเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ณ ขณะนี้ กับข่าวคราวของผู้นำสตรีผู้ทรงอำนาจทางการเมือง เซเลบและดารา ที่นิยมหยิบเอารองเท้าบู๊ตกันน้ำสุดเก๋ และแน่นอนว่าต้องเป็นของแบรนด์เนมแสนแพง มาใส่ลุยน้ำช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์
ไล่เรียงตั้งแต่ “ปู” น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ลงทุนใส่บู๊ตของ “เบอร์เบอรี่” ลุยน้ำท่วม ฟาก “มาดามเจ” วรกร จาติกวณิช ภรรยาสุดเลิฟของกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ก็ไม่น้อยหน้าหิ้วบู๊ต “ชาแนล” ไปลุยโคลนช่วยสามี หรือแม้แต่ทายาทสิงห์อย่าง “ตั๊น” จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี เซเลบสาวรุ่นเล็กที่ผันตัวมาเล่นการเมืองแต่ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน ก็สวมบู๊ต “ฮันเตอร์” รองเท้าสัญชาติผู้ดีอังกฤษ ซ้อมบทลงพื้นที่เยียวยาปัญหาน้ำท่วม อันนี้หวังโกยคะแนนนิยมไว้เป็นทุนเลือกตั้งสมัยหน้ารึเปล่านั้น …สุดคาดเดาจริงๆ
ฝั่งดาราก็อินเทรนด์รองเท้าบู๊ตเช่นกัน เห็นๆ อยู่ก็มีแฟชั่นนิสต้าชั้นแนวหน้าของเมืองไทยอย่าง “ชมพู่” อารยา เอ ฮาร์เก็ต ก็สวมรองเท้าบู๊ตพื้นดำลายผีเสื้อสีขาวไปช่วยชาวบ้าน ด้านสาวหน้าหวาน “จั๊กจั่น” อคัมย์สิริ สุวรรณศุข นั้นใส่บู๊ตแดงลายจุดสุดน่ารักนั่งเรือหนีน้ำท่วม
เห็นอย่างนี้แล้ว ก็ต้องลงไปสำรวจเสียหน่อยว่า ในห้างสรรพสินค้าฉับไวขนาดไหนกับกระแสรองเท้าบู๊ตหนีน้ำ
ผลปรากฏว่า บรรดาดิสเพลย์วางสินค้าแบรนด์เนม ในห้างสรรพสินค้าเกรดพรีเมียมอย่างสยามพารากอนและเกสร ต่างมีรองเท้าบู๊ตทั้งที่เป็นชนิดยาง หนังสัตว์ และผ้า วางโชว์มากกว่าที่เคยเห็นในทุกๆ ปี
เอ็มโพริโอ อาร์มานี เป็นแบรนด์แรกที่จัดดิสเพลย์โชว์รองเท้าบู๊ตโดยใช้ธีมหน้าฝนเป็นตัวขาย ส่วนซาลวาทอร์ เฟอรากาโม ก็นำบู๊ตยางสีดำมีพู่ห้อยตรงข้อเท้ามาวางโชว์เด่นอยู่หน้าร้าน จิมมี ชู ก็มีรองเท้าบู๊ตยาวสีดำดีไซน์เรียบวางอยู่บนชั้นเสนอขายเช่นกัน นอกจากแบรนด์อย่างจีอ็อกซ์ คลากส์ แอโรซอลส์ ที่ไม่ค่อยเห็นรองเท้าบู๊ตยาววางขายสักเท่าไหร่ก็ได้เห็นเต็มๆ ตาก็ครานี้ แต่เบอร์เบอรี่ ชาแนล ปุชชี่ และอีฟ แซงต์ โลรองต์ ที่คาดว่าจะได้เห็นกลับไม่มีสักคู่ภายในร้าน
แถมในโลกไซเบอร์ ก็ยังมีเว็บไซต์เสนอขายรองเท้าบู๊ตรวยดีไซน์จากเกาหลีและจีนอย่างหลากหลาย มีครบทั้งไซส์เด็ก ไซส์ผู้ใหญ่ จะเน้นแบบธรรมดาพื้นๆ ราคา 100 กว่าบาท จนถึงแบบน่ารัก ชิกๆ ประมาณไม่เกิน 500 บาท หรือถ้าน่ารักมากๆ ลูกเล่นเยอะๆ ราคาก็ถีบตัวสูงขึ้นเป็นหลักพันหรือหลายพันบาท
…ก็ไม่รู้ว่ากระแสแฟชั่นรองเท้าบู๊ตที่มาแรงนี้ จะมาจากตัวบุคคลเป็นผู้นำเทรนด์ หรือเทรนด์แฟชั่นเป็นสิ่งชักนำให้บุคคลถวิลหาความงาม แม้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานน้ำท่วมกรุงกันแน่!!!
และไม่ใช่แค่รองเท้าบู๊ตที่ฮอตฮิต แต่รองเท้ายางมากด้วยความรังสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นแบบลากแตะ รัดส้น หุ้มข้อ จนถึงกึ่งบู๊ตก็เป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ ที่ต้องเดินลุยน้ำ โดยบรรดาคุณๆ ให้เหตุผลที่เลือกใส่รองเท้ายางเป็นอันดับหนึ่งช่วงน้ำท่วม เพราะลุยน้ำได้ ซักล้างสบาย แห้งง่าย และช่วยกันบาดแผลที่อาจเกิดขึ้นกับเท้าได้ในระดับหนึ่ง แต่หากน้ำท่วมสูงมากๆ แล้ว คงเปลี่ยนเป็นรองเท้าบู๊ตที่จะเซฟมากกว่า ทั้งในเรื่องบาดแผลและแมลงสัตว์กัดต่อย
ใช่ว่าทุกคนจะอินเทรนด์ไปกับแฟชั่นหรูๆ ดาราบางคนก็ใส่เพียงรองเท้าบู๊ตสีดำธรรมดาไปช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ เช่น “ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ และ “แพนเค้ก” เขมนิจ จามิกรณ์ ที่ใส่บู๊ตยางนิ่มสีส้มลงพื้นที่กับนายกฯ หญิงคนแรกของไทย
แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ วิธีการเอาตัวรอดในแบบบ้านๆ หากต้องเผชิญกับภัยน้ำท่วมอย่างไม่คาดฝัน เมื่อไม่มีรองเท้าบู๊ตแล้วจะเอาตัวรอดกันได้อย่างไร ในโลกไซเบอร์โดยเฉพาะโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก มีแฟชั่นรองเท้าบู๊ตทางเลือกหลากหลายรอให้หยิบไปใช้อยู่
จะเลือกแฟชั่นรองเท้าบู๊ตกันน้ำท่วมอย่างไร? แบบไหน? จะหรู จะแพง จะสีแดง หรือติดดิน.

เดินชิล..รวมพลหลังเลิกงาน   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47047

25 October 2554

ไม่ใช่เดินประท้วงหรือก่อม็อบ แต่เป็นกิจกรรมของโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มพนักงานออฟฟิศ “Chill Walk 4 Good Heath” ด้วยการเชิญชวนพนักงานออฟฟิศในบริเวณใกล้เคียงให้มารวมกันเป็นทีม เพื่อเดินออกกำลังกายพร้อมกันหลังเลิกงาน ระยะทางจากบริษัทมายังโรงพยาบาลบีเอ็นเอช โดยที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน จะได้รับเสื้อยืดจากโครงการ Lose it 4 Good พร้อมทั้งเครื่อง Pedometer เพื่อใช้นับจำนวนก้าวตลอดการเดิน
ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรม มีทั้งหมด 6 ทีม ได้แก่ ทีมกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ทีม CITIBANK ทีม STANDARD CHARTERED ทีม ORACLE ทีม HNP และทีม BUPA
ภายในงาน โรงพยาบาลบีเอ็นเอชได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมทุกท่าน เข้ารับการตรวจร่างกายด้วยเครื่อง InBody 220 ซึ่งสามารถประเมินองค์ประกอบของร่างกายได้อย่างแม่นยำ ช่วยวัดระดับอัตราการเผาผลาญของร่างกาย พร้อมรับฟังคำแนะนำจากนักโภชนาการเป็นรายบุคคล นอกจากนี้ ตัวแทนจากโครงการ Lose it 4 Good โครงการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี ได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์ของการลดน้ำหนักแบบยั่งยืน โดยที่ยังคงไลฟ์สไตล์เดิมของตนเอง.

เป็นเรื่องเป็นราว   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47048

25 October 2554

ความรู้จากน้ำท่วม

ร้องเพลง “รอ” น้ำท่วมไปตามๆ กันเลยใช่ไหมคะ สำหรับชาวกทม.ทั้งหลาย
เพราะมาถึงวันนี้ขี้คร้านจะลุ้นว่าท่วมหรือไม่ท่วมอีกต่อไป
ว่าไปแล้ว ..น้ำท่วม … มองให้ดีมันก็ดี มองให้ร้ายมันก็ร้าย เหมือนอย่างเนื้อเพลง “น้ำท่วมใครว่าดีกว่าฝนแล้ง” ที่ ศรคีรี ศรีประจวบ เคยร้องไว้นั่นแหละ มันแล้วแต่เหตุและสถานการณ์
แต่มาถึงวันนี้เครียดไปก็ไร้ประโยชน์ เตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่น้ำจะไหลมามากมายมหาศาลดีกว่า และคงจะไม่เสียหายอะไรหรอกนะ หากสุดท้าย.. น้ำไม่มาตามนัด
อย่างน้อยที่สุด เราก็ได้รู้และได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยต้องทำ หรือไม่คิดว่าจะทำได้ เพราะดูเหมือนว่าระหว่างเหตุการณ์น้ำท่วมมากเป็นประวัติการณ์ ในสังคมไทยมีกระแสการถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญาต่างๆ เพื่อรับมือหรือต่อสู้กับอุทกภัยอย่างหลากหลายทีเดียว
คนห่วงบ้าน ก็จะพบว่ามีวิธีการต่างๆ ป้องกันน้ำเข้าบ้าน หรือน้ำในบ้านดันออกมาจากท่อ
คนหวงรถ ก็จะเห็นวิธีการรักษารถให้รอดจากน้ำเยอะแยะไปหมด
คนไม่มีรถไม่มีบ้าน แต่ต้องประทังชีวิต หรือเอาตัวรอด ก็จะรู้การใช้สิ่งของรอบตัวให้เป็นประโยชน์ อาทิ การทำชูชีพใช้เอง (อย่างหนูน้อยในรูป) การต่อเรือแพ เป็นต้น
สำหรับดิฉันแล้ว ชอบใจ … วิธีหุงข้าวสวยให้เก็บไว้ได้หลายวันโดยไม่บูด ..ค่ะ เพราะว่าไปแล้วเราสามารถใช้ในชีวิตประจำวัน หรือชีวิตเวลาอยากจะไปโลดโผนที่ไหนไกลๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องรอน้ำท่วม
ในอินเทอร์เน็ตเขาบอกว่า .. เวลาหุงข้าวสวย จะใส่น้ำส้มสายชูลงไปด้วยเพื่อให้ข้าวอยู่ได้นาน โดยเขาแสดงวิธีทำคือ ข้าวสาร 3 กระป๋อง ใช้น้ำส้มสายชูประมาณ 1 ช้อนชา ซึ่งจริงๆ ก็กะเอาค่ะไม่จำเป็นต้องตวงก็ได้
ข้าวสวยที่หุงโดยการเติมน้ำส้มสายชูลงไป สามารถอยู่ได้โดยไม่บูดหลายวัน
ดิฉันกะว่า ว่างๆ จะลองทำตามดูสักครั้ง แต่ตอนนี้ยังง่วนอยู่กับการก่อกองทรายป้องกันน้ำท่วมที่บ้านค่ะ เลยอาศัยกินข้าวมันไก่หน้าบ้านไปก่อน ส่วนเรื่องน้ำดื่มที่ใครเขาบอกว่าขาดตลาด หาซื้อได้ยากนั้น ดิฉันก็ให้สงสัยเหลือเกินว่า เดี๋ยวนี้คนกรุงเทพฯ ต้มน้ำกินเองไม่เป็นแล้วหรือยังไงหนอ?!?

“แมรี่ กัน”

“อริยะ”ศาสตร์ใหม่ช่วยปัญหากระดูก   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47049

25 October 2554

การปรับโครงสร้างร่างกายที่เรียกกันว่า “อริยะ” เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่มีการประยุกต์เอา 3 เรื่องเข้ามาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกายภาพบำบัด ธรรมชาติบำบัด และธรรมะบำบัด เพื่อเข้ามาช่วยปรับโครงสร้างร่างกาย โดยมุ่งเน้นปรับบริเวณกล้ามเนื้อข้อต่อและกระดูกให้อยู่ในไลน์ที่ถูกต้อง เพื่อทำให้สารสื่อประสาทที่หลั่งออกจากไขสันหลัง ไปออกคำสั่งที่ถูกต้องให้กับอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย และช่วยให้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกที่มาจากการยกของหนัก หรืออาการหลังงอหลังค่อมจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือการเดินหลังแอ่นและอาการชาร้าวบริเวณขา จากการใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานานๆ หรืออาการปวดหลังจากนอนในลักษณะคุดคู้
น.ส.ชรีพรรณ์ เทียมรัตน์ ผู้บริหารสถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างร่างกายนั้นเป็นศาสตร์ที่ทางสถาบันฯ ได้ประยุกต์ขึ้นมาใช้เฉพาะกับผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับโครงสร้างร่างกายมาประมาณ 5 ปีแล้ว โดยหลักการทำงานของ “อริยะ” นั้นจะใช้เทคนิคมือเข้าไปรักษาที่บริเวณกล้ามเนื้อ ในลักษณะของการกดลงไปที่บริเวณกล้ามเนื้อ จนลงไปถึงข้อต่อกระดูกและกระดูกเส้นเอ็น และเนื่องจากกล้ามเนื้อนั้นมี 4 ชั้น ก็จะกดลึกลงไปจนถึงชั้นกระดูก และค่อยๆ ปรับตัวกระดูกให้อยู่ในไลน์ที่ถูกต้อง หลังจากนั้นเราก็จะใช้การบริหารกล้ามเนื้อเข้ามาช่วย โดยเน้นจากกล้ามเนื้อมัดในไปจนถึงมัดนอก ผ่านการกดให้เจ็บเพื่อช่วยผ่อนคลายตามไลน์ของกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นการผ่อนคลายตามหลักของกายภาพบำบัด ไม่ใช่การกดตรงไปที่บริเวณเส้นประสาทแต่อย่างใด รวมถึงใช้การศาสตร์ของธรรมะเข้ามาพูดคุย เพื่อให้ผู้ที่เข้ามารับการรักษานั้นมีสติ ในการควบคุมท่าทางให้ถูกต้องตามหลักกายภาพบำบัดหลังการรักษา
ขั้นตอนแรกของการรักษาด้วยวิธีนี้ นักกายภาพบำบัดจะตรวจร่างกายของผู้เข้ารับการรักษาก่อน เพื่อดูองศาของการเอียงของกระดูกว่าโน้มไปในลักษณะใด พูดง่ายๆ ว่าเพื่อดูการโน้มเอียงองศาของร่างกายว่าตรงตามหลักกายภาพหรือไม่ หลังจากนั้นก็จะรักษาตามขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น โดยใช้ระยะเวลาการปรับโครงสร้างร่างกายประมาณ 1-2 เดือน ในกรณีผู้ที่มีอาการไม่หนักมาก เช่น มีอาการปวดเล็กๆ น้อยๆ แต่หากผู้ที่มีอาการหนักอาจต้องใช้ระยะเวลา 4-5 เดือนขึ้นไป ส่วนผลข้างเคียงจากการรักษานั้นไม่มีแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ได้ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
อายุของกลุ่มคนที่เข้ามารับการรักษานั้น ผู้บริหารกล่าวว่าสามารถรักษาได้ทุกเพศทุกวัย ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคน เช่น เด็กบางคนที่มีปัญหาโครงสร้างร่างกายผิดปกติมาตั้งแต่เกิดจนทำให้หลังค่อม หรือแม้แต่พนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งนานๆ จนเป็นสาเหตุให้กระดูกสันหลังงองุ้มผิดรูป หรือผู้ที่นอนผิดวิธีจนทำให้ปวดหลัง ก็สามารถมารับการรักษาได้เช่นเดียวกัน ส่วนประสิทธิภาพของการรักษาด้วยวิธีนี้จะได้ผล 100% หรือไม่นั้น ผู้บริหารกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับวินัยของผู้ที่มารับการรักษา เพราะหลังการรักษาโครงสร้างร่างกายนั้นไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นหากผู้มารับการรักษามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อาจส่งผลให้โครงสร้างกระดูกกลับมาผิดรูปได้ ดังนั้นจึงต้องทำงานร่วมกันทั้งผู้รักษาและผู้เข้ารับการรักษาไปพร้อมๆ กันนั่นเอง.

มือถือไม่สัมพันธ์กับเนื้องอก แต่อนาคตไม่แน่..ถ้าโทรนาน   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/47000

24 October 2554

จากการที่องค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนเมื่อเร็วๆ นี้ว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งกลุ่มที่ 3 ประเภท 2B  หรือกลุ่มที่มีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งสมอง จึงทำให้ผู้หญิงชาวออสเตรเลียจำนวมมากตื่นตัวกับการปิดมือถือเมื่อไม่จำเป็น เพราะเชื่อว่าสามารถป้องกันโรคมะเร็งสมองได้
ต่อประเด็นนี้ นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ แพทย์สาขาอายุรกรรมสมอง  แผนกประกันสังคม รพ.กล้วยน้ำไท 1 ได้ชี้แจงว่า จริงๆ แล้วยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าโทรศัพท์มือถือนั้นทำให้เกิดโรคมะเร็งสมองได้ ถึงแม้ว่าในต่างประเทศ  เช่น ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่ได้มีการทดลองในกลุ่มคน 4-5 หมื่นคน  เพื่อติดตามดูว่าหลังจากที่พวกเขาใช้โทรศัทพ์มือถือแล้ว จะทำให้เป็นโรคมะเร็งสมองหรือไม่ ผลปรากฏว่ายังไม่พบว่าเป็นมะเร็งสมองแต่อย่างใด รวมถึงประเทศอเมริกาและอังกฤษก็ได้ออกมาบอกว่ากระแสดังกล่าวนั้นยังไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าโทรศัพท์มือถือนั้นพึ่งมีการใช้แพร่หลายประมาณ 10 ปี ดังนั้นจึงไม่สามารถชี้เฉพาะเจาะจงว่า การคุยโทรศัพท์มือถือนานๆ จะทำให้เป็นเนื้องอกหรือโรคมะเร็งได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็ได้มีเพียงการออกมาเตือนให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือรับทราบเพื่อระวังตัวเท่านั้น สำหรับผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือนานๆ นั้นอาจมีเพียงอาการปวดหูปวดหัว เป็นต้น
ส่วนในอนาคตนั้นการคุยโทรศัพท์มือถือนานๆ อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งสมองได้ เพราะอาจมีการใส่คลื่นไฟฟ้าในโทรศัพท์มือถือให้แรงเพิ่มขึ้น ดังนั้นวิธีป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากมะเร็งสมองนั้น ควรหลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์นานๆ หรือหากจำเป็นต้องคุยนานควรนัดเจอกัน หรือใช้สมอลทอล์ก หรือไวลเลสแทน
นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ในปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าคลื่นวิทยุในโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ เพราะการทดลองในสัตว์ทดลองนั้นยังไม่มีความชัดเจน ว่าคลื่นวิทยุเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ดังนั้นจึงสรุปได้เพียงว่าการใช้โทรศัพท์มือถืออาจจะทำให้เกิดโรคมะเร็งสมองเท่านั้น (เนื้องอกและมะเร็งในสมองเรียกรวมกัน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำให้สมองตาย หรือเสียชีวิตได้เหมือนกัน)  แต่อย่างไรก็ตาม การที่หน่วยงานในองค์การอนามัยโลก หรือ IARC ได้ออกมาเตือนว่าการใช้โทรศัพท์มือถืออาจทำให้เกิดโรคมะเร็งสมอง เนื่องจากต้องการยกระดับการเตือนภัยโรคมะเร็งสมอง เพื่อผู้ให้ที่ใช้โทรศัพท์นานๆ ได้ตระหนักและระวังตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะในอนาคตการใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ อาจจะทำให้เกิดโรคมะเร็งสมองได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีสารก่อมะเร็งอยู่ในตัว หรือมีพันธุกรรมเป็นมะเร็งชนิดต่างๆ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือตื่นตระหนกกับคำเตือนที่เกิดขึ้น จึงควรลดความเสี่ยงโดยการไม่ใช้โทรศัพท์นานเกินครั้งละ 1  ชั่วโมง โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี.

คุณค่าของเห็ดในทางการแพทย์   Leave a comment

http://www.thaipost.net/node/46838

20 October 2554

ปัจจุบันเห็ดเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ผู้บริโภคทั่วไป และผู้ที่รับประทานมังสวิรัติหรือเจ แต่ต้องระวังเห็ดเป็นพิษที่อาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เพราะเห็ดบางชนิดหากไม่ชำนาญอาจดูไม่ออกว่ามีพิษ และไม่รู้แหล่งที่มาห้ามนำมารับประทานเด็ดขาด
อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า เห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีมากถึง 38,000 สายพันธุ์ แต่มีเห็ดเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถรับประทานได้ และให้สารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และยิ่งถ้าเป็น “เห็ดทางการแพทย์” หรือ Medicinal Mushroom ก็มีจำนวนน้อยมาก ปัจจุบันพบว่ามีอยู่ไม่กี่ชนิดที่สำคัญต่อการส่งเสริมสุภาพ ได้แก่ เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ (เห็ดปุยฝ้าย) เห็ดหลินจือ ถั่งเฉ้า เห็ดชิตาเกะ (เห็ดหอม) และเห็ดเทอร์กี้เทล เป็นต้น ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง เพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ลดการอักเสบ ต้านการแพ้ ควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาล ส่งเสริมระบบการขับพิษจากร่างกาย เพราะฉะนั้นสิ่งดีๆ ที่มีในเห็ดถ้ารู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ก็จะเป็นอาหารที่ใช้เป็นยาในการบำรุงสุขภาพร่างกายได้ดีเยี่ยม
อ.ศัลยากล่าวว่า ในการปรุงอาหารเมนูเห็ด เราสามารถลดปริมาณเกลือลงได้ถึง 50% โดยไม่เสียรส เพราะเห็ดมีโซเดียมต่ำ และมีโปแตสเซียมสูง ในด้านรสชาติเห็ดมีรสที่ 5 ที่เรียกว่า อูมามิ ตัดรสเค็มได้ การลดเกลือหรือโซเดียมและเพิ่มอาหารโปแตสเซียมสูง จะช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือผู้ที่มีปัญหาอยู่แล้ว และในเห็ดบางชนิด เช่น เห็ดกระดุมขาว เมื่อนำมาผัดกับน้ำ เห็ด 100 กรัมมีโปแตสเซียมมากกว่ากล้วย โปแตสเซียมช่วยในการลดความดันโลหิต วิตามินบีที่มีมากในเห็ดคือ ไรโบฟลาวิน ไนอะซิน กรดแพนโทธีนิกซึ่งช่วยในการผลิตพลังงาน โดยการสลายโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ยิ่งไปกว่านั้นเห็ดมีสารแอนติออกซิแดนท์ ซีลีเนียมสูงกว่าผักผลไม้อื่นๆ ซึ่งช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันเซลล์จากอันตรายที่จะนำไปสู่โรคเรื้อรัง
นอกจากนี้ เห็ดยังเป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดของสาร ergothioneine ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องรับประทานจากอาหาร หรือผลิตภัณฑ์สกัดจากเห็ดเหล่านั้น สาร ergothioneine มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เป็นสารแอนติออกซิแดนท์ที่มีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยบำรุงหลอดเลือด ต่อต้านกระบวนการอักเสบในร่างกาย การวิจัยเบื้องต้นยังพบว่าเห็ดมีสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์อโรมาเทส (aromatase) ซึ่งช่วยร่างกายสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน การยับยั้งอโรมาเทส เป็นวิธีหนึ่งที่แพทย์ใช้ในการลดระดับเอสโตรเจนที่อยู่ในกระแสเลือด ซึ่งระดับเอสโตรเจนที่สูงเกินเกณฑ์ปกติมีความสัมพันธ์กับมะเร็งเต้านม
จากผลการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีรายงานการศึกษาทางวิชาการมากมาย รวมทั้งวารสารเห็ดทางการแพทย์นานาชาติ ยืนยันว่าเห็ดทางการแพทย์มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว โดยการปรับสมดุลการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ให้มีประสิทธิภาพเพื่อการต่อต้านเชื้อโรคและเซลล์มะเร็ง
สำหรับเห็ดทางการแพทย์ค่อนข้างหาได้ยาก และบางชนิดยังมีราคาสูงมากถึงกิโลกรัมละแสนบาท แต่ยังพบว่ามีแนวโน้มความต้องการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ด้วยผลการวิจัยถึงประสิทธิภาพของเห็ดทางการแพทย์จำนวนมากในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ส่งผลให้เห็ดทางการแพทย์มีการใช้ประโยชน์ในการป้องกัน และรักษาโรคตามแนวทางของการแพทย์ทางเลือกมากขึ้น.