ตากับใบหน้ากระตุก สัญญาณเตือนสุขภาพ
http://www.thaipost.net/node/33938
7 February 2554
ศูนย์ประสาทและสมอง โรงพยาบาลธนบุรี ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา “ตากระตุกหน้ากระตุก” ว่าไม่ใช่แค่ความเชื่อที่มักกล่าวกันว่า ”ตาเขม่นขวาร้ายซ้ายดี” เท่านั้น แต่ถือเป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งที่เรียกว่า โรคกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ดังนี้
ตากระตุก หรือที่เรียกว่า ตาเขม่น เป็นภาวะที่มีการกระตุกของกล้ามเนื้อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียว เช่น ใต้หนังตา มุมปาก หรือเฉพาะกล้ามเนื้อรอบลูกตาข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น ภาวะนี้ในบางรายอาจเกิดเป็นประจำจนอาจติดเป็นนิสัยได้ มักจะมีอาการกระตุกมากเวลาเครียดหรือกังวลใจ รวมทั้งการพักผ่อนไม่เพียงพอก็อาจก่อให้เกิดอาการตาเขม่นได้บ่อยๆ และถ้าได้รับการพักผ่อนที่เพียงพออาการเหล่านี้ก็จะหายได้เอง
ตากะพริบค้าง (Blepharospasm) ภาวะนี้ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวผิดปกติของร่างกายที่เรียกว่า ดีสโทเนีย (Dystonia) ผู้ป่วยจะมีตากะพริบทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อรอบลูกตาหดเกร็งตัวตลอดเวลา ในผู้ป่วยกลุ่มนี้เราสามารถแบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ กะพริบตาถี่ๆ หรือกะพริบตาปิดค้างและลืมตาไม่ขึ้น
ใบหน้ากระตุกครึ่งซีก (Hemifacial Spasm) ภาวะนี้เป็นความเคลื่อนไหวผิดปกติที่พบบ่อยในคนไทย โดยจะพบว่ากล้ามเนื้อใบหน้าทั้งซีกที่เลี้ยงด้วยประสาทสมองคู่ที่ 7 จะมีการกระตุกถี่ๆ และเกร็งค้าง อาการของโรคนี้จะก่อให้เกิดความรำคาญและทำให้ผู้ป่วยอายไม่กล้าเข้าสังคม ซึ่งเป็นโรคที่ไม่รุนแรงแต่รักษาไม่หาย อาการกระตุกจะเป็นมากขึ้นเมื่อผู้ป่วยตื่นเต้น ตกใจ หรือกังวล
อาการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อใบหน้าบริเวณแนวตรงกลางทั้งหมด (Meige Syndrome) ซึ่งจะประกอบด้วยอาการตากะพริบค้างร่วมกับการเคลื่อนไหวผิดปกติของปาก จมูก และคิ้วร่วมด้วย กลุ่มอาการนี้ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวผิดปกติชนิดดีสโทเนีย
การเคลื่อนไหวผิดปกติของกล้ามเนื้อบริเวณรอบปาก คาง และลิ้น (Orofacial Dyskinesia) จะมีผลทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาของปาก คาง และลิ้น ภาวะนี้ส่วนมากเกิดจากการแพ้ยากลุ่มยากล่อมประสาทหลัก หรือยากลุ่มที่ใช้รักษาโรคพาร์กินสัน ซึ่งโดยมากมักจะพบในผู้สูงอายุ
การรักษาผู้ป่วยในโรคนี้ คือ การใช้สารโบทูลินัม ท็อกซิน เอ ฉีดเข้าไปใร่างกาย ซึ่งจะรักษาโรคได้เพียงชั่วคราว ประมาณ 2-4 เดือน และผู้ป่วยจำเป็นต้องกลับมารับการรักษาซ้ำ วิธีการฉีดนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัย และยังได้ผลดีขึ้นถึง 70-75% ไม่เสี่ยงต่อชีวิตของผู้ป่วยเหมือนการผ่าตัด แต่ก็มีข้อจำกัดในการรักษาด้วยสารโบทูลินัม ท็อกซิน เอ คือ มีราคาแพง ฤทธิ์ของยาอยู่ได้เพียงชั่วคราวต้องกลับมาฉีดซ้ำอีก และมีผลแทรกซ้อนของการฉีด ได้แก่ ตาแห้ง น้ำตาไหลเยอะ หนังตาตก ตาสู้แสงไม่ได้ เห็นภาพซ้อน เลือดออกบริเวณที่ฉีด ปากเบี้ยว ฝืดคอ และมีผื่นตามลำตัว แต่อาการทั้งหมดจะเป็นเพียงชั่วคราวแล้วจะค่อยๆ หายเอง
ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไร โรคต่างๆ ก็สามารถถามหาคุณได้ ก่อนที่อะไรจะสายเกินแก้หันมาใส่ใจ ดูแลรักษาสุขภาพของเราให้แข็งแรงตลอดไปกันดีกว่า เพียงแค่ตรวจร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้คุณก็มีร่างกายที่แข็งแรงไปอีกนาน.
รพ.จุฬาภรณ์จัดกิจกรรม “อยู่กับมะเร็งให้มีความสุข”
http://www.thaipost.net/node/33752
3 February 2554
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี ทางองค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็นวันมะเร็งโลก เพื่อต่อต้านและป้องกันโรคมะเร็ง โดยในปี พ.ศ. 2550-2554 UICC (International Union Against Cancer) มีนโยบายให้ทุกประเทศทั่วโลกรณรงค์เรื่องการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งตั้งแต่วัยเด็ก Todays children, tomorrows world เพราะสิ่งแวดล้อมของเด็กในวันนี้คืออนาคตของโรคมะเร็งในวันหน้า ซึ่งเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้สร้างความเข้มแข็งด้านสุขภาพในการป้องกันโรคมะเร็งแก่เด็กและเยาวชน
สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ เพราะเป็นสาเหตุการตายของประชากรไทย 1 ใน 5 อันดับแรก โดยในประเทศไทยโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชายคือ โรคมะเร็งตับ รองลงมาคือ โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักตามลำดับ ส่วนในเพศหญิงพบโรคมะเร็งที่เป็นมากที่สุดคือ โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งตับและปอดตามลำดับ ที่สำคัญแนวโน้มการเกิดโรคมะเร็งในประชากรไทยก็ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ
เนื่องในวันมะเร็งโลก 2554 (World Cancer Day 2011) โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง จะจัดกิจกรรมเนื่องในวันมะเร็งโลกขึ้นในวันที่ 4 ก.พ. 2554 ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ หลักสี่ กรุงเทพฯ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้แนวคิด “มะเร็งป้องกันได้ อยู่อย่างไรให้มีความสุข” เพื่อเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งแก่ประชาชน และสร้างความตระหนักถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง อีกทั้งกระตุ้นเตือนให้ประชาชนเห็นความสำคัญในการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง เพื่อการป้องกันและการรักษาได้ทันท่วงที ภายในงานจัดให้มีนิทรรศการความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง การประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็งเบื้องต้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์
ผู้สนใจสามารถร่วมฟังเสวนาและชมนิทรรศการในวันและเวลาดังกล่าว.
บริหารด้วยท่าฤาษีดัดตน ภูมิปัญญาไทยเพื่อสุขภาพ
http://www.thaipost.net/node/33699
2 February 2554
ท่าบริหารร่างกายฤาษีดัดตนนั้น เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยซึ่งมีมาช้านาน นอกจากท่าฤาษีดัดตนจะช่วยบำบัดตนรวมทั้งส่งเสริมสุขภาพแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคเบื้องต้นได้อีกด้วย ซึ่งท่าส่วนใหญ่ของฤาษีดัดตนนั้น เป็นการเลียนแบบท่าทางหรืออิริยาบทของไทย ขณะเดียวกันก็ใช้หลักการเคลื่อนไหวร่างกายให้สอดคล้องกับลมหายใจเข้าออก ผลลัพธ์ที่ได้คือสุขภาพแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า และช่วยให้ผู้ฝึกมีสมาธิมากยิ่งขึ้น สำหรับท่าฤาษีดัดตนนั้นมีทั้งหมดประมาณ 127 ท่า แต่มี 15 ท่าพื้นฐานที่กระทรวงสาธารณสุขยอมรับ และคนทั่วไปสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง
อาจารย์สุกัญญา หงสประภาส แพทย์แผนไทยประจำโรงพยาบาลนครธน เผยให้ทราบถึงวงล้อสำหรับการเคลื่อนไหวนั้น ประกอบด้วย 4 อย่าง คือ การยืน การเดิน การนอน การนั่ง แต่ท่าฤาษีดัดตน 15 ท่าพื้นฐาน จะประกอบเพียงแค่ 3 อย่างเท่านั้น คือ การยืน การนอน การนั่ง ซึ่งผู้ฝึกจะต้องประสานกันให้ดี เพื่อไม่เกิดการติดขัดของเลือดและลม ขณะเดียวกันผู้ฝึกควรเลือกท่าฝึกที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งหลักของการฝึกท่าฤาษีดัดตนที่ถูกต้องคือ ต้องทำแค่พอตึงหากเกิดอาการเจ็บก็ควรเลิกทำและที่สำคัญต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปจึงจะเห็นผล และไม่จำเป็นต้องทำให้ครบทั้ง 15 ท่า แต่ควรเลือกท่าใดท่าหนึ่งที่เหมาะสำหรับตนเอง ขณะเดียวกันผู้ที่มีอาการปวดบวม หรือกระดูกหัก กระดูกเสื่อมนั้น ควรหลีกเหลี่ยงการบริหารร่างกายด้วยวิธีนี้
สำหรับท่าฤาษีดัดตนท่าที่ 1 ท่านวดกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า อาจารย์สุกัญญากล่าวว่า ประกอบด้วย 7 ท่า คือ 1.1 ท่าเสยผม 1.2 ท่าทาแป้ง 1.3 ท่าเช็ดปาก 1.4 ท่าเช็ดคาง 1.5 ท่ากดใต้คาง 1.6 ท่าถูหูและถูหลัง 1.7 ท่าตบท้ายทอย ซึ่งท่านี้จะช่วยในเรื่องของการส่งเลือดไปเลี้ยงที่บริเวณใบหน้า รวมทั้งช่วยบำรุงสายตา และส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง ท่าที่ 2 ท่าเทพพนม วิธีการฝึกนั้นเริ่มตั้งแต่การพนมมือ หลังจากนั้นดันมือที่พนมไปทางซ้าย แล้วกลับมาที่จุดเดิมแล้วดันมือไปทางขวา ซึ่งจุดประสงค์การฝึกท่านี้คือ ต้องการส่งเลือดและลมไปตามแขน เพื่อแก้โรคลมในข้อแขน
ท่าที่ 3 ชูหัตถ์วาดหลัง วิธีการฝึกเริ่มจากการชูมือทางข้างขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นประสานมือโดยให้มือทั้งสองจับกัน ต่อมากางมือทั้งสองข้างออกข้างลำตัว และลดระดับมือลงมาจับที่บริเวณเอว กำมือทั้งสองค่อยเข้าหากันและนำมาชนกันบริเวณด้านหลังของเอว ท่าที่ 4 ท่าแก้เกียจ เริ่มจากการประสานมือทั้งสองข้างเข้าหากัน จากนั้นเหยียดแขนทั้งสองข้างให้ตรง โดยที่มือทั้งสองประสานกันในลักษณะเหยียดออก จากนั้นยืดแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะพร้อมด้วยมือที่ประสานกัน แล้ววางมือที่ประสานกันลงบนศีรษะ ท่านี้ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และช่วยแก้อาการปวดศีรษะได้ ท่าที่ 5 ท่าดึงศอกไล้คาง เริ่มจากการนำมือซ้ายมาแตะบริเวณปลายคาง และมือขวาจับที่บริเวณข้อศอก แล้วลูบปลายคางจากด้านซ้ายมาด้านขวา หลังจากนั้นเปลี่ยนข้างมาใช้มือขวาจบบริเวณปลายคาง แล้วมือซ้ายแตะที่ปลายศอกขวา แล้วลูบปลายคางจากขวามาด้านซ้าย จากนั้นเปลี่ยมมาใช้บริเวณหลังมือแทนฝ่ามือในการลูบปลายคาง โดยทำในลักษณะเดียวกับการใช้ฝ่ามือในขั้นตอนแรก โดยการสลับมือซ้ายและมือขวา
ท่าที่ 6 ท่านั่งนวดขา เริ่มจากการนั่งเหยียดขา แล้วนำมือทั้งสองข้างมาจับบริเวณหน้าขา จากนั้นเลื่อนไปจับบริเวณปลายเท้า แล้วค่อยๆ เลื่อนมาจับบริเวณหน้าขา ท่าที่ 7 ท่ายิงธนู เริ่มจากการนั่งโดยเหยียดขาข้างซ้ายออก ส่วนขาข้างขวานั้นพับงอไว้ มือทั้งสองข้างทำท่าเหมือนการยิงธนู จากนั้นสลับเปลี่ยนขาและทำเช่นเดียวกับที่กล่าวมาข้างต้น ท่าที่ 8 ท่าอวดแหวนเพชร เริ่มต้นจากการนั่งชันเข่า จากนั้นเหยียดแขนทั้งสองข้างให้ตรง และกางฝ่ามือซ้ายขึ้น แล้วใช้มือขวาดัดที่บริเวณฝ่ามือซ้าย จากนั้นกางมือซ้ายออกแล้วค่อยๆ พับนิ้วทั้ง 5 ลงที่ละนิ้วจนครบ จากนั้นสลัดข้อมือขึ้นลงในขณะที่กำลังกำมืออยู่ ทำสลับข้างกันไปเรื่อยๆ จะช่วยป้องกันในเรื่องของการเกิดโรคนิ้วล็อกได้ ท่าที่ 9 ท่าดำรงค์กายอายุยืน เริ่มจากลุกขึ้นยืนพร้อมกับกำมือทั้งสองข้าง โดยให้มือข้างซ้ายอยู่บนมือข้างขวาจากนั้นย่อเข่าลง พร้อมๆ กับการขมิบท้องและแขม่วก้น จากนั้นจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง และทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ
ท่าที่ 10 ท่านางแบบ เริ่มจากการลุกขึ้นยืน จากนั้นใช้มือข้างขวาจับด้านหลัง มือข้างซ้ายจับที่ต้นขา แล้วเอียงคอไปทางด้านขวามือเช่นเดียวกับมือที่จับข้างหลัง หลังจากนั้นหันคอกลับมาที่เดิม ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แล้วทำการเปลี่ยนสลับข้าง สำหรับท่านี้เรียกได้ว่าเป็นการบริหารร่างกายในแนวบิด จะช่วยในเรื่องของการปวดเมื่อยบริเวณสะโพกได้เป็นอย่างดี ท่าที่ 11 ท่านอนหงายผายปอด ท่านี้ประกอบด้วย 2 จังหวะ โดยจังหวะที่ 1 นั้น เริ่มจากนอนหงายแล้วยังแขนขึ้น จากนั้นเหยียดแขนให้ตรงและแนบกับศีรษะ จากนั้นยกแขนกลับมาแนบบริเวณข้างลำตัว ส่วนจังหวะที่ 2 นั้น เริ่มจากนอนหงายใช้มือข้างขวาวางบริเวณหน้าท้อง จากนั้นค่อยๆ ยกมือทั้งสองข้างชูขึ้น แล้วเหยียดไปแนบข้างศีรษะ จากนั้นประสานมือทั้งสองข้างมาวางไว้บนหน้าผาก แล้วค่อยๆ เลื่อนมือที่ประสานกันไว้มาอยู่ที่บริเวณหน้าท้อง โดยที่มือทั้งสองข้างยกสูง จากนั้นดึงมือที่ประสานกันทั้งสองข้างกลับมาวางบนหน้าท้อง ซึ่งท่านี้จะช่วยในเรื่องของการบริหารหัวใจ และแก้โรคในทรวงอก
ท่าที่ 12 ท่าเต้นโขน เริ่มจากการยืนกางขาทั้งสองข้างออก แล้วใช้มือทั้งสองข้างวางลงบนหน้าขาทั้งสองข้าง จากนั้นยกขาซ้ายขึ้น แล้ววางขาซ้ายลงกลับมาสู่ท่าเดิม จากนั้นยกขาขวาขึ้น แล้ววางขาขวาลงและกลับมาสู่ท่าเดิม ท่านี้จะช่วยในเรื่องของการทรงตัว ท่าที่ 13 ท่ายืนนวดขา เริ่มจากการยืนตรง จากนั้นก้มตัวลง และใช้มือทั้งสองข้างจับที่บริเวณหัวเข่า แล้วค่อยๆ ไล่ลงมาถึงปลายเท้า จากนั้นก็เลื่อนมือทั้ง 2 ข้างกลับไปที่หัวเข่าเช่นเดียวกัน สำหรับท่านี้ผู้ที่ปวดหลัง หรือมีอาการเสียวแปลบที่หลัง รวมถึงอาการปวดร้าวและลงขาควรหลีกเหลี่ยงท่านี้ ท่าที่ 14 ท่านอนคว่ำทับหัตถ์ เริ่มจากการนอนคว่ำ โดยมือทั้งสองข้างวางทับกันอยู่ใต้บริเวณคาง หลังจากนั้นยกศีรษะขึ้นแล้วกระดกเข่าทั้งสองข้างขึ้น และกระดกขาและงอเท้าเข้ามายังบริเวณด้านหลังให้มากที่สุด ท่านี้จะช่วยขับลมเพื่อให้ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ท่าที่ 15 ท่าองค์แอ่นแหงนพักตร์ เริ่มจากการนอนตะแครง จากนั้นยกขาข้างขวาขึ้นและใช้มือจับบริเวณข้อเท้า จากนั้นเปลี่ยนทำสลับข้างกันและทำต่อไปเรื่อยๆ (ขณะที่ฝึกท่าฤาษีดัดตนทั้ง 15 ท่านี้ ต้องกำหนดลมหายใจเข้าออกไปพร้อมๆ กับการออกท่าทางด้วย จึงจะทำให้การฝึกได้ผลดีกับผู้ฝึก โดยสูดหายใจเข้าให้ลึกที่สุด จากนั้นกลั้นลมหายใจไว้ก่อน แล้วจึงค่อยผ่อนลมหายใจออก).
ชี้”พูดมาก”ก็มีประโยชน์ ป้องกันโรคสมองเสื่อม
http://www.thaipost.net/node/33653
1 February 2554
เมื่อเริ่มแก่ตัวลง คนเรามักนึกชื่อคนรู้จักไม่ออกหรือจำหน้าคนไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์บอกว่า เพียงแต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วพูดคุยกับใครๆ ก็ช่วยฝึกสมองได้แล้ว
ทุกวันนี้ บางคนต้องไปเข้าคอร์สฝึกสมอง เสียเงินเสียทองมากมาย แต่นักวิทยาศาสตร์บอกว่า การพูดคุยในชีวิตประจำวันก็สามารถฝึกฝนความสามารถในการจดจำได้เช่นกัน
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยซูริกได้ศึกษาเปรียบเทียบผลวิจัยเกี่ยวกับการฝึกจำ 36 ชิ้น ซึ่งได้ทำวิจัยระหว่างปี 2513 จนถึงปี 2550
ผลการวิจัยเหล่านั้นพบว่า ทั้งคนสูงวัยที่มีสุขภาพดี และคนที่มีอาการความจำเสื่อมเล็กน้อย สามารถจดจำถ้อยคำต่างๆ ได้ดีขึ้นหลังจากผ่านการฝึกจำ นักวิทยาศาสตร์ได้ลงมือศึกษาเรื่องการฝึกจำในครั้งนี้หลังจากผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ประชาชนกว่าล้านคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มักจับเจ่าอยู่กับบ้านอย่างเดียวดาย การอยู่คนเดียวโดยไม่ได้พูดจากับใครกำลังระบาดไปทั่ว
ดร.ไมค์ มาร์ติน ผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้ บอกว่า คนส่วนใหญ่จะมีความสามารถทางสมองลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น เช่น จำอะไรไม่ได้ ไม่สามารถคิดอ่านวางแผน และขาดสมาธิ ประชาชนบางรายจะสูญเสียความจำในอัตราเร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมในบั้นปลายชีวิต
ดร.มาร์ตินบอกว่า รายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Cochrane Library บอกว่า ควรมีการนำผลการศึกษาต่างๆ มาประมวลเพื่อหาวิธีป้องกันความเสื่อมถอยของสมองในผู้สูงวัย.
‘ไดเอต’ขณะตั้งครรภ์ลดไอคิวลูก
http://www.thaipost.net/node/33601
31 January 2554
ว่าที่คุณแม่ที่ควบคุมอาหารในช่วงตั้งครรภ์ อาจทำให้ลูกในท้องมีไอคิวต่ำ
ผลวิจัยพบว่า การลดสารอาหารที่จำเป็นและแคลอรีในช่วงครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ ทำให้พัฒนาการทางสมองของลูกน้อยหยุดชะงัก
แม้การศึกษาครั้งนี้กระทำกับสัตว์ แต่นักวิจัยบอกว่า มนุษย์ก็คงได้รับผลอย่างเดียวกัน และย้ำว่า ถ้าแม่ไม่กินอาหารที่มีประโยชน์ อันตรายจะตกอยู่กับลูกไปชั่วชีวิต
ดร.โทมัส แมคโดนัลด์ บอกว่า งานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของการกินและสุขภาพของแม่ การได้รับสารอาหารน้อยในช่วงตั้งครรภ์จะส่งผลต่อพัฒนาการของอวัยวะต่างๆ ในที่นี้คือสมอง ซึ่งจะทำให้ลูกมีไอคิวต่ำและมีปัญหาเชิงพฤติกรรมไปตลอดชีวิต
งานวิจัยในอดีตได้แสดงว่า การอดอาหาร ความอดอยาก และการขาดแคลนอาหารในช่วงตั้งครรภ์เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ งานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาการควบคุมอาหารในระดับปานกลางของผู้หญิงในอังกฤษและอเมริกา
นักวิจัยได้ศึกษาเปรียบเทียบแม่ลิงบาบูน 2 ฝูงที่ศูนย์วิจัยลิงในเมืองซานอันโตนิโอ ฝูงแรกได้กินอาหารมากตามต้องการในช่วงครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ ขณะที่อีกฝูงได้รับอาหารน้อยกว่าราว 30% ซึ่งเป็นระดับที่ว่าที่คุณแม่จำนวนมากกินกัน
รายงานในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences บอกว่า การขาดสารอาหารส่งผลต่อการเชื่อมกันของเซลล์สมองของเด็กในท้อง และส่งผลต่อยีนหลายร้อยตัว ซึ่งยีนเหล่านี้หลายตัวมีความเกี่ยวข้องกับการเติบโตและการพัฒนาของเซลล์
ดร.แมคโดนัลด์บอกว่า การได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ส่งผลต่อทารกในครรภ์ ทั้งของแม่ที่เป็นวัยรุ่นและของแม่ที่มีอายุแล้ว ในแม่ที่เป็นวัยรุ่นนั้น ทารกที่กำลังพัฒนาตัวเองอยู่ในครรภ์อาจขาดสารอาหาร เพราะแม่ได้ดึงสารอาหารไปใช้ในการเติบโตของแม่เช่นกัน ส่วนในแม่วัยผู้ใหญ่ หลอดเลือดแดงที่แข็งตัวมากขึ้นตามวัยจะลดการไหลเวียนของเลือดไปยังทารก ทำให้เด็กได้รับสารอาหารน้อยลง
นักวิจัยได้เสนอให้มีการศึกษาเพิ่มเติม ในเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างอาหารของแม่กับโรคออทิซึม โรคซึมเศร้า และโรคจิตเภทในเด็ก ขั้นตอนการพัฒนาทางสมองของลิงบาบูนมีความใกล้เคียงกับของทารกในครรภ์มาก ดร.ปีเตอร์ นาทานเนียลซ์ แห่งศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเทกซัส ในเมืองซานอันโตนิโอ บอกว่า ในช่วงที่ทารกอยู่ในครรภ์เป็นห้วงเวลาที่สำคัญที่ใยประสาทและเซลล์ที่เกี่ยวข้องในสมองได้เกิดขึ้น ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่ควรไดเอต แต่ก็ไม่ควร “กินเผื่อลูก” ด้วยเช่นกัน.
ลุกเดินในเวลางาน ลดเสี่ยงหัวใจวายได้
http://www.thaipost.net/node/33311
25 January 2554
วิจัยพบคนที่หยุดพักวางมือลุกจากโต๊ะทำงาน เดินไปคุยกับเพื่อน หรือชงกาแฟเป็นพักๆ แทนที่จะจมอยู่กับที่ทั้งวัน มีความเสี่ยงลดลงที่จะเกิดอาการหัวใจวาย
นักวิจัยบอกว่า คนที่ลุกเดินในสำนักงานเป็นช่วงๆ แม้เพียงห้วงเวลาสั้นๆ แค่นาทีเดียว มีโอกาสน้อยลงที่จะมีน้ำหนักตัวมากเกินและมีความดันโลหิตสูง การหยุดพักเป็นระยะในระหว่างเวลาทำงาน ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดร่วมหัวใจ
นักวิจัยพบว่า คนที่ลุกเดินเป็นครู่ๆ รวมแล้ววันละ 2 ชั่วโมง มักมีรอบเอวบาง และความดันโลหิตไม่สูง ทีมวิจัยได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใหญ่ 4,757 คนเป็นเวลา 1 สัปดาห์
ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยได้สวมอุปกรณ์วัดระยะเวลาที่ใช้ในการเดินและวิ่ง รวมทั้งขนาดรอบเอว ความดันโลหิต ระดับโปรตีนจำพวกซี-รีแอคทีฟ ซึ่งมักมีอยู่สูงในคนที่เสี่ยงต่อโรคหัวใจ
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย ซึ่งตีพิมพ์ผลงานนี้ในวารสาร European Heart Journal พบว่า กลุ่มคนที่หยุดพักบ่อยที่สุดมีเส้นรอบเอวน้อยกว่าพวกที่นั่งทั้งวันถึง 4 เซนติเมตร.
น้ำมันรำข้าว..คุณค่าเพื่อสุขภาพ
http://www.thaipost.net/node/33312
24 January 2554
หลายคนรู้ดีว่า ข้าวกล้อง เป็นธัญญาหารแห่งแผ่นดินที่มีความมหัศจรรย์ อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารครบถ้วนที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งในด้านป้องกัน บำบัดและรักษา อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายของเราเกิดความสมดุล โดยกลุ่มสารอาหารที่สำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลายชนิด จะมีอยู่ในส่วนเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว หรือที่เรียกกันติดปากว่ารำข้าวและจมูกข้าวนั่นเอง
จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของโลกทำให้สาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มนุษย์เคยมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อเป็นหลัก กลับกลายเป็นว่าอัตราการเสียชีวิตของมนุษย์มีสาเหตุมาจาก ”โรคเสื่อม” หรือภาวะความผิดปกติของร่างกายที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ซึ่งสถิติพบว่า โรคที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีเพียง 10% ของอัตราการเกิดโรคทั้งหมด และอีก 90% ล้วนเป็นโรคเสื่อม ซึ่งสามอันดับแรกของโรคเสื่อมที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทย ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ซึ่งล้วนเป็นโรคเสื่อมทั้งสิ้น ซึ่งสาเหตุหลักมาจากสภาวะการขาดสารอาหาร ทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลของร่างกาย
นพ.มีชัย อินวู้ด ที่ปรึกษาด้านการแพทย์ บริษัท ไบโอโกรว์ (ทีเอช) จำกัด กล่าวว่า ชาติตะวันตกหันมาสนใจในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวของไทย จึงเกิดการศึกษาวิจัยค้นคว้าจนพบว่ามีสารแกมมา-โอไรโซนอล (Gamma-Oryzanol) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และพบมากที่สุดในข้าว โดยเฉพาะในส่วนผิวที่มีสีน้ำตาลอ่อนของข้าวที่ยังไม่ผ่านการขัดสี ที่เราเรียกว่า รำข้าว ดังนั้น สารแกมมา-โอไรโซนอล จึงพบในน้ำมันรำข้าวมากกว่า ไม่พบในน้ำมันพืชชนิดอื่น และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ทำให้ปัจจุบันน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหารสัตว์ การใช้กรดไขมันอิสระในการผลิตสบู่ และด้วยคุณสมบัติการซึมซาบที่รวดเร็วจึงใช้เป็นส่วนประกอบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เป็นต้น
สำหรับวิธีการสกัดน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการสกัดก็จะได้น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ซึ่งสามารถคงคุณค่าของสารสำคัญที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวที่สกัดได้จากกรรมวิธีพิเศษนี้ จะไม่มีการใส่วัตถุกันเสียและไม่มีการเติมสารเคมีหรือแต่งสี ซึ่งสีของน้ำมันจะเป็นสีตามธรรมชาติ คือ สีน้ำตาลเข้มคล้ำ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และเมื่อตั้งทิ้งไว้ระยะหนึ่งจะพบมีตะกอนของสารสเตอรอลจากพืช (Phytosterol) นอนก้นอยู่เล็กน้อย ซึ่งแสดงว่าเป็นน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวบริสุทธิ์ เป็นของแท้มีคุณภาพสูง และเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า 10 ชนิด อาทิ
สารแกมมา-โอไรโซนอล (Gamma-Oryzanol) ลดคอเลสเตอรอลและไขมันในร่างกาย, วิตามินอีคอมเพล็กซ์ ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์, เอ็นไซม์และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการขจัดพิษจากตับและเซลล์อื่นๆ ทั่วร่างกาย เป็นต้น น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน แต่ไม่ได้เป็นยาเพื่อรักษาอาการของโรคเหล่านั้น เพียงแต่สารอาหารที่อยู่ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ร่างกายจึงสร้างภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ หรือบำบัดอาการของโรคเรื้อรังต่างๆ ด้วยตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม การรับประทานควรคำนึงถึงจุดสมดุลของร่างกายด้วย โดยเฉพาะควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดจะดีที่สุด.
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้
http://www.thaipost.net/node/33081
20 January 2554
เป็นที่ทราบกันดีว่าโรคภูมิแพ้นั้น เป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยกับประชาชนมากกว่าร้อยละ 50 ของประชากรทั้งประเทศ และโรคนี้ยังสร้างผลเสียให้กับสุขภาพ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ศูนย์บริการและวิจัยไรฝุ่นศิริราช ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับบริษัท ที่นอนดาร์ลิ่ง จำกัด ได้ร่วมกันจัดพิมพ์หนังสือโรคภูมิแพ้และไรฝุ่น เพื่อใช้เป็นคู่มือดูแลสุขภาพตลอดจนวิธีรับมือกับโรคนี้มาฝากกัน
โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายที่ไวกว่าปกติ เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้จะมีการสร้างภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า ไอ-จี-อี (IgE) ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์ต่างๆ ทำงานมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการอักเสบและมีการหลั่งสารเคมีชนิดต่างๆ ที่รู้จักกันดีคือสารฮีสตามีน (histamine) ทำให้เกิดอาการแพ้และมีอาการแสดงต่างๆ ในหลายระบบ เช่น จมูก หลอดลม ตา ผิวหนัง ทางเดินอาหาร เป็นต้น แต่ในคนปกติเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้เช่นเดียวกันจะไม่เกิดการตอบสนองดังกล่าว
สำหรับสารก่อภูมิแพ้ (allergen) เป็นสารที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ขึ้น โดยสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย ได้แก่ สารก่อภูมิแพ้จากตัวไรฝุ่น (house dust mites) แมลงสาบ เกสรดอกไม้ ต้นไม้ ดอกหญ้า ฝุ่นบ้าน มด ยุง เชื้อรา ขนสัตว์เลี้ยง เช่น ขนแมว ขนสุนัข สารเคมีจำพวกสารระเหย อาหารบางชนิด เช่น อาหารทะเล นม ไข่ ถั่ว และยาต่างๆ โดยสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายโดยปนมากับอากาศที่หายใจ หรือปนมากับอาหารที่รับประทาน หรือมาถูกผิวหนังโดยตรง รวมทั้งการฉีดสารต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย
ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ 1.ปัจจัยทางพันธุกรรม พบว่า เด็กที่มีพ่อแม่ หรือพี่น้องเป็นโรคภูมิแพ้ จะมีแนวโน้มเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึงร้อยละ 50-70 ในปัจจุบัน พบว่า เด็กที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวเลย มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณร้อยละ 10-20 2.ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ การติดเชื้อ มลภาวะ บุหรี่ เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมผสม จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดลมหดเกร็งในวัยเด็ก มากกว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่
อายุของผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้นเป็นได้ทุกอายุ มักมีอาการแตกต่างกันตามช่วงอายุ โดยในช่วงขวบปีแรกถึง 3 ขวบ มักมีอาการของโรคแพ้อาหาร แพ้นม และผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ในบางรายอาจมีอาการของโรคหืดร่วมด้วย แต่จะพบโรคหืดสูงสุดในช่วงอายุ 3-5 ปี ส่วนอาการของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (โรคแพ้อากาศ) และเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้มักเป็นเมื่อมีอายุมากกว่า 4 ปี และที่สำคัญโรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เชื่อว่าสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปสู่ลูกเช่นเดียวกับโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงนั่นเอง
และโรคภูมิแพ้ที่มักพบบ่อยๆ นั้น ได้แก่ 1.โรคแพ้อากาศหรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อาการที่พบบ่อยได้แก่คัดแน่นจมูก จามติดๆ กันหลายๆ ครั้ง มีน้ำมูกใสๆ ไหลมาก ร่วมกับคันจมูก บางรายอาจคันตา คันเพดานปาก คันในคอ หรือคันในหูร่วมด้วย 2.โรคหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ทำให้หลอดลมหดเกร็งหลั่งมูกในหลอดลมมากขึ้น หลอดลมตีบแคบลง ทำให้หายใจเร็ว หายใจลำบาก อาจได้ยินเสียงวี้ด 3.โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง มักพบผื่นคันแห้งแดงบริเวณข้อพับ แขน ขา หัวเข่า ข้อศอก หรือบริเวณอื่นๆ 4.โรคลมพิษ มีผื่นหรือปื้นนูนแดงและมีอาการคัน เกิดได้ทั่วร่างกาย มักพบผื่นกระจายตามตัว แขน ขา ผื่นมักหายไปใน 24 ชม. โดยไม่มีร่องรอยที่ผิวหนัง 5.โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ มีอาการระคายเคืองตา คันตา การบวมรอบดวงตา น้ำตาไหล และเยื่อบุตาแดงจากการอักเสบ 6.การแพ้อาหารและยา
ส่วนวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เพื่อให้ได้ผลดีนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างตัวผู้ป่วยและแพทย์ผู้ดูแล รวมทั้งผู้ปกครองโดยเฉพาะผู้ป่วยเป็นเด็ก โดยมีหลักการในการรักษาโรคภูมิแพ้ดังนี้ 1.การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ (Allergen avoidance) โดยแนะนำให้ผู้ป่วยกำจัดหรือลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวอย่างมุ่งมั่นและอย่างจริงจัง ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการรักษาโรคภูมิแพ้ 2.การรักษาด้วยยา (Pharmacotherapy) ยาที่ใช้ในโรคภูมิแพ้แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ยาที่ใช้เพื่อควบคุมอาการ และยาที่ใช้บรรเทาอาการเมื่ออาการกำเริบ ทั้งนี้ ขนาดยาอาจปรับเปลี่ยนตามความรุนแรงของโรคที่ผู้ป่วยเป็น ดังนั้น การมารับการตรวจติดตาม ตามแพทย์นัดจึงเป็นเรื่องสำคัญ
3.การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy) พิจารณาใช้ในรายที่การรักษาด้วยยาไม่ได้รับผลดีและยังมีอาการกำเริบอยู่ โดยฉีดสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเข้าไปใต้ผิวหนังในปริมาณน้อยๆ เป็นระยะๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยเคยชินต่อสารก่อภูมิแพ้นั้นและลดอาการแพ้ได้
สำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้ให้หายขาดนั้นไม่สามารถทำได้ แต่สามารถควบคุมไม่ให้มีอาการ และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ขณะเดียวกันหากปล่อยโรคนี้ไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ เช่น ไซนัสอักเสบเรื้อรัง จมูกไม่ได้กลิ่น หอบหืด หูอักเสบ เป็นต้น และยังมีผลกระทบทำให้เด็กเติบโตช้า เจ็บป่วยบ่อย ขาดเรียนบ่อย มีคุณภาพชีวิตลดลง มีปัญหาด้านจิตใจ ซึมเศร้า และผลกระทบต่อครอบครัว ที่สำคัญอีกประการคือ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่สูงมาก
นอกจากนี้ ศูนย์บริการและวิจัยไรฝุ่นศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล ยังเปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับวิธีดูแลโรคภูมิแพ้ สามารถขอรับหนังสือเรื่อง ”โรคภูมิแพ้และไรฝุ่น” เพื่อเป็นประโยชน์แก่การดูแลสุขภาพฟรี ได้ที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ที่นอนดาร์ลิ่ง จำกัด อีเมล์mkt.darling@gmail.com
อยู่อย่างไรให้ห่างไกลเบาหวาน
http://www.thaipost.net/node/33016
19 January 2554
โรคเบาหวานถือได้ว่าเป็นเป็นโรคยอดฮิตที่สามารถพบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน สาเหตุหลักๆ ของโรคเกิดจากเรื่องความอ้วน และการขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้โรคนี้พบมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย พญ.อรัญญา สว่างอริยะสกุล อายุรแพทย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ รพ.กรุงเทพ ได้เผยให้ทราบเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ตลอดจนวิธีป้องกันตนเองให้ห่างไกลเบาหวาน ดังนี้
สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานนั้น คุณหมอกล่าวว่า เกิดจากอวัยวะควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายทำงานเสื่อมไป จนไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลที่มีอยู่ในเลือดได้ ซึ่งโดยปกติกลไกของร่างกายนั้น เมื่อเรารับประทานอาหารอะไรก็ตามที่เป็นน้ำตาลเข้าไป เราจะเรียกอาหารกลุ่มนั้นว่าเป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรต และอาหารกลุ่มนี้ก็จะถูกย่อยสลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กๆ หรือเป็นน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวก่อน หลังจากนั้นก็จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดโดยผ่านทางลำไส้ และเมื่อน้ำตาลถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดแล้ว ก็จะไหลเวียนเข้าไปทั่วร่างกายของเราโดยการนำพาของเลือดนั่นเอง จากนั้นน้ำตาลก็จะถูกนำพาผ่านเข้ามายังบริเวณตับอ่อน ซึ่งภายในตับอ่อนก็จะมีตัวตรวจจับน้ำตาลในเลือด โดยตรวจสอบได้ว่ามีน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากน้อยเพียงใด หากพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ตับอ่อนจะหลั่งสารที่เรียกกันว่าว่าอินซูลินออกมา ซึ่งสารอินซูลินนั้นเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่สร้างจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน
อินซูลินที่หลั่งออกมาจากตับอ่อนนั้น ก็จะเป็นตัวพาน้ำตาลที่ลอยอยู่ในกระแสเลือดจากการรับประทานอาหารให้ไหลออกนอกกระแสเลือด โดยไหลซึมเข้าไปยังอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเพื่อนำไปเผาผลาญใช้เป็นพลังงานตามที่ร่างกายต้องการต่อไป แต่ถ้าหากไม่มีอินซูลินหลั่งออกมาจากตับอ่อน น้ำตาลที่ถูกดูดซึมจากลำไส้และลอยอยู่บริเวณกระแสเลือด ก็จะไม่สามารถไหลออกมานอกกระแสเลือดได้ ซึ่งจะทำให้น้ำตาลขังอยู่ในเลือดนั้น ตรงนี้จึงทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวานที่เราเคยได้ยินกันอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง
คุณหมอได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นในปัจจุบันว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนมีอายุยืนยาวขึ้น และปัจจุบันการดำรงชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ใช้เครื่องทุ่นแรงมากขึ้น และไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ประกอบกับการรับประทานอาหารเลียนแบบชาวตะวันตกมากขึ้น เช่น จากที่เคยรับประทานผักผลไม้ ก็นิยมรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของเนยนมมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความอ้วน จนนำมาสู่โรคเบาหวานนั่นเอง
ดังนั้น คุณหมอจึงได้แนะนำวิธีปฏิบัติตนให้ห่างไกลจากโรคเบาหวานว่า อันดับแรก อย่าปล่อยให้ตนเองอ้วนจนเกินไป แต่ถ้าหากอ้วนแล้วก็ต้องพยายามลดน้ำหนักลงมา ขณะเดียวกันก็ต้องรับประทานอาหารที่มีโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่อยู่เป็นประจำ แต่ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ขณะเดียวกันก็คือหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการรับประทานที่มีไขมัน เช่น จากที่เคยรับประทานเครื่องดื่มปั่นแล้วใส่วิปครีมมากๆ ก็ต้องลดปริมาณแคลอรีลงมา เพื่อป้องกันการเกิดโรคอ้วนซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน
นอกจากนี้ คุณหมอก็ได้แนะนำให้ออกกำลังอยู่เป็นประจำ เช่น การออกกำลังกายในกลุ่มแอโรบิกเอ็กเซอร์ไซส์ ซึ่งมีทั้งการเต้นแอโรบิก การเดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เล่นฟุตบอล เล่นแบดมินตัน ตีเทนนิส ตีสควอช ขณะเดียวกันการเล่นกีฬาประเภทแอโรบิกเอ็กเซอร์ไซส์นี้ ต้องเล่นติดต่อกันอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง และเล่นอย่างน้อยวันเว้นวัน เพราะหากทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ เนื่องจากมีการวิจัยสนับสนุนที่ชัดเจนว่า การออกกำลังกายและการควบคุมอาหารนั้น สามารถป้องกันโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี เพราะการออกกำลังจะส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะอย่างน้อยก็จะทำให้การเกิดโรคเบาหวานในอนาคตนั้นเกิดช้าลงได้.
กระชับพื้นที่กระเพาะ..ลดความอ้วน
http://www.thaipost.net/node/32970
18 January 2554
การลดความอ้วนนั้นมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย แต่ในปัจจุบันมีวิธีการลดความอ้วนโดยการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Roux en Y Gastric Bypass) ที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคอ้วน เพราะนอกจากจะช่วยควบคุมโรคแทรกซ้อนจากโรคอ้วนแล้ว ยังควบคุมน้ำหนักในระยะยาวไม่ให้กลับมาอีกด้วย
ผศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องศัลยกรรมด้วยกล้องส่อง ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยให้ทราบเกี่ยวกับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาโรคอ้วนว่า สำหรับวิธีนี้เป็นการใช้ 2 หลักการร่วมกัน คือ 1.หลักการลดขนาดให้อิ่มเร็ว 2.ใช้หลักการทำให้การดูดซึมให้น้อยลง
ซึ่งวิธีการนั้น เริ่มจากการที่เราเข้าไปตัดกระเพาะบริเวณส่วนต้นให้เหลือเพียงกระเปาะเล็กๆ ประมาณ 15 เซนติเมตร หลังจากนั้นตัดลำไส้ให้สั้นลงอีก 150 เซนติเมตร ซึ่งการตัดให้สั้นลงนั้นไม่ได้เป็นการเอาลำไส้ออก แต่เป็นการเลี่ยงการเจอกันระหว่างน้ำย่อยกับอาหารโดยตรง โดยการนำน้ำย่อยกับอาหารไปเจอกันในระดับที่ต่ำลงไปอีก 150 เซนติเมตรนั่นเอง และผลที่ได้รับหลังจากการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารเพื่อลดความอ้วน จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอิ่มเร็วเมื่อรับประทานอาหาร รวมถึงมีการดูดซึมที่น้อยลง ขณะเดียวกันร่างกายต้องไปเผาผลาญพลังงานที่สะสมด้วยตนเอง เช่น เผาผลาญไขมันที่อยู่ในกล้ามเนื้อหรือในตับออกมา ตรงนี้จึงทำให้น้ำหนักของผู้ป่วยลดลง ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการผ่าตัดซึ่งไม่ได้นำชิ้นส่วนใดๆ ออก แต่ทำให้น้ำหนักลดนั่นเอง คุณหมอกล่าว
สำหรับผู้ที่เหมาะจะรับการรักษาด้วยวิธีนี้ คุณหมอแนะนำว่า 1.ต้องเป็นผู้ที่ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคอ้วน ที่มีอายุประมาณ 16-60 ปี เพราะถ้าผู้ป่วยมีอายุต่ำกว่า 16 ปี ยังมีการเจริญเติบโตอยู่ จึงไม่ควรรับการรักษาด้วยวิธีนี้ ส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปก็มีความเสี่ยงสูง จึงไม่ควรรักษาด้วยวิธีนี้เช่นกัน 2.ต้องเป็นผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 40 หรือผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 35 แต่มีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคเบาหวาน ความดัน เป็นต้น (หากดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 = ผอม, 18.5-24.9 = น้ำหนักปกติ, 25.0-29.9 = น้ำหนักเกิน, 30.0-39.9 = อ้วน ถ้ามากกว่า 40 = อ้วนผิดปกติ) 3.ต้องเป็นผู้ที่พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้เข้ากับสรีระหลังจากการผ่าตัด รวมถึงต้องทำความเข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังการผ่าตัด สำหรับผู้ที่อยากผอมหรือน้ำหนักยังไม่ถึงเกณฑ์สำหรับคนอ้วน คุณหมอบอกว่า ไม่แนะนำให้รักษาด้วยวิธีนี้ เนื่องจากการผ่าตัดนั้นค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง เพราะอาจเกิดอาการแทรกซ้อนๆ ต่างๆ ในระหว่างผ่าตัดได้ รวมถึงอาจได้ผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มค่า เพราะส่วนหนึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และต้องมีการปฏิบัติตนหลังการผ่าตัดอย่างเคร่งครัด
ส่วนผลข้างเคียงจากการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ คุณหมอกล่าวว่า อาจมีเลือดออกและมีอาการเส้นเลือดอุดตัน หรือมีการรั่วของกระเพาะอาหารในระหว่างการผ่าตัด รวมทั้งอาจมีปัญหาเกี่ยวกับปอด และระบบหายใจ ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถควบคุมได้
สำหรับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารเพื่อรักษาโรคอ้วนนั้น คุณหมอกล่าวว่า มีมานานประมาณ 50 ปีแล้ว แต่เพิ่งเริ่มมาได้รับความนิยมไม่นานนี้เอง เนื่องจากในปัจจุบันมีคนอ้วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรักษาด้วยวิธีนี้สามารถควบคุมโรคแทรกซ้อนที่มากับโรคอ้วนได้ ตลอดจนสามารถควบคุมน้ำหนักในระยะยาวไม่ให้กลับมาได้ นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักของผู้ป่วยหลังการผ่าตัดลดลงอย่างรวดเร็ว โดยจะลดลง 1-2 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ และน้ำหนักจะลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถึง 6-12 เดือน น้ำหนักจะเริ่มคงที่ ขณะเดียวกันผู้ป่วยก็ต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดหลังการผ่าตัดด้วยเช่นกัน จึงจะทำให้การรักษาด้วยวิธีนี้ได้ผลอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ คุณหมอได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การรักษาโรคอ้วนได้ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้อ้วนมากกว่าการมารักษาเมื่อป่วยเป็นโรคอ้วนแล้ว.
พิชิตออฟฟิศซินโดรมด้วยนวัตกรรมใหม่
http://www.thaipost.net/node/32916
17 January 2554
กล่าวกันว่าออฟฟิศซินโดรม เป็นอาการที่มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศ และยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ปัจจุบันมีนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรมได้ โดยใช้พลังงานจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า มาช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนพลังงานในร่างกายให้เกิดภาวะสมดุล ซึ่งภาวะสมดุลจะช่วยฟื้นฟูระบบส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น การปวดเมื่อยหรือความตึงเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทพ.อรัญ ร่วมเผ่าไทย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการคัดสรรนวัตกรรมเพื่อคุณภาพ เผยให้ทราบถึงเครื่อง elife นวัตกรรมตัวใหม่ล่าสุด ว่าทำงานโดยใช้พลังงานจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า มาเป็นตัวกระตุ้นการไหลเวียนของพลังงานในไฟฟ้าในร่างกาย ซึ่งพลังงานไฟฟ้าชีวภาพนี้จะทำให้ร่างเกิดภาวะสมดุล และเมื่อเกิดภาวะสมดุลก็จะช่วยฟื้นฟูระบบต่างๆ ของร่างกายที่สึกหรอหรือเสื่อมสลายตามสภาพแวดล้อม หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นการบำบัดร่างกายอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลนั่นเอง ขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดจากการใช้เครื่องมือนี้ และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น
อย่างที่ทราบกันดีว่าอาการออฟฟิศซินโดรมนั้น ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดตึงบริเวณกล้ามเนื้อเป็นหลัก รวมถึงมีอาการที่เรียกกันว่า ระบบไหลเวียนของโลหิตไปสู่กล้ามเนื้อได้ไม่ดีพอ ดังนั้น การนั่งเครื่อง elife ครั้งละประมาณ 50 นาที จะช่วยผู้ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรมได้ใน 2 เรื่อง คือ 1.ช่วยในเรื่องของระบบเลือด 2.ช่วยเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อ และเพื่อให้ประสิทธิภาพในการรักษาได้ผลดีขึ้น คุณหมอเผยว่า ผู้ป่วยควรที่จะปรับพฤติกรรมการนั่ง การยืน การเอี้ยวตัวในที่ทำงานให้ถูกสุขลักษณะด้วย เช่น ไม่ควรสะพายกระเป๋าหนักๆ ข้างเดียวเป็นเวลานานๆ หรือการนั่งทำงานนั้นต้องนั่งตัวตรงไม่งองุ้ม นอกจากนี้ การจัดวางคอมพิวเตอร์ ควรจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม พอดีกับระดับสายตา ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป หรือพูดง่ายๆ ว่า ทำให้ทุกส่วนของร่างกายอยู่ในระนาบที่ตรง ก็จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันได้ คุณหมอกล่าวว่า จะทำให้อาการปวด การตึงเครียดจากโรคออฟฟิศซินโดรมนั้นทุเลาลงอย่างแน่นอน
ส่วนระยะเวลาในการนั่งเครื่อง elife นั้น คุณหมอแนะนำว่า ควรนั่งสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 50 นาที สำหรับผู้ที่มีการตอบสนองที่เร็ว จะพบกับความเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่เห็นได้ชัดเจน คือ อาการปวดต่างๆ จะลดลง รวมทั้งมีระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกายที่ดีขึ้น และโดยเฉพาะผู้หญิงนั้นจะมีรูปร่างที่ดีและสมส่วนขึ้น เนื่องจากพลังงานจากเครื่อง elife จะช่วยทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ใต้ผิวหายไป รูปร่างจึงสมส่วนมากยิ่งขึ้น แต่ในรายที่มีผลการตอบสนองที่ช้า ควรนั่งเครื่อง elife 2-4 สัปดาห์ เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลได้ดียิ่งขึ้น.
เคี้ยวหมากฝรั่งต่อต้านโรคฟันผุ
http://www.thaipost.net/node/32749
13 January 2554
เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.เคาโก มาคิเนน ผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านสารไซลิทอลระดับโลก จากประเทศฟินแลนด์ และชมรมป้องกันฟันผุไทย ได้จัดงานเสวนา นวัตกรรมในการดูแลสุขภาพฟันโดยใช้น้ำตาลแอลกอฮอล์ หรือ “ไซลิทอล” (Xylitol) สารให้ความหวานจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการลดแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคฟันผุ
ศ.เคาโก มาคิเนน ที่ได้ฉายาเป็นบิดาแห่งไซลิทอล อธิบายว่า สารไซลิทอลเป็นน้ำตาล แอลกอฮอล์ และเป็นสารให้ความหวานที่ได้จากธรรมชาติ พบได้ในผักผลไม้หลายชนิด เช่น ต้นเบิร์ช สตรอเบอรี่ แครอท ซังข้าวโพด ฟาง รำข้าว และผลไม้เปลือกแข็งจำพวกถั่วต่างๆ ไซลิทอลถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศฟินแลนด์ และมีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศมานานกว่า 10 ปี ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย เช่น ประเทศญี่ปุ่น ความหวานของไซลิทอลใกล้เคียงกับน้ำตาลทั่วไป ไม่มีกลิ่นและยังให้พลังงานน้อยกว่าน้ำตาลทั่วไปถึงประมาณ 40%
ศ.เคาโกยังเปิดเผยว่า การเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของสารไซลิทอลมากกว่า 50% ของสารให้ความหวานทั้งหมด หลังอาหารมื้อหลักและมื้อว่าง ครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 5 ครั้ง โดยเคี้ยวนานครั้งละอย่างน้อย 5 นาทีขึ้นไป สารไซลิทอลจะไปยับยั้งแบคทีเรีย สเตร็บโตคอคคัส มิวแทนส์ ซึ่งเป็นแบคทีเรียในช่องปาก ต้นเหตุสำคัญของการเกิดโรคฟันผุได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากการแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง
รายงานข่าวแจ้งว่า หลังการสัมมนาบรรดาเซเลบริตี้วัยโจ๋ที่ไปร่วมงานถูกใจกันเป็นแถว เพราะเคี้ยวหมากฝรั่งแล้วป้องกันฟันผุได้ ถือว่าพวกเขาได้ประโยชน์สองต่อนั่นเอง.
รับมืออากาศเปลี่ยนด้วยวิตามินซี
http://www.thaipost.net/node/32701
12 January 2554
อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เดี๋ยวสะบัดร้อน สะบัดหนาว บางทีก็มีฝนตกไม่เลือกฤดูให้งวยงงกันเล่น ทำให้การปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับสภาวะอากาศไม่ลงตัว หลายๆ คนถึงกับไข้หวัดถามหา มีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ทั้งจามทั้งไอ หัวมึนตื้อไปหมด เป็นที่น่ารำคาญใจตัวเองและคนข้างเคียง บ้างก็ต้องลางาน หยุดหลายวัน ขาดเรียนไป ทำให้มีปัญหาต่างๆ ตามมาเพราะใกล้ช่วงสอบไล่เต็มที
ภญ.กรรณิการ์ เอกศักดิ์ บริษัท เฮลธ์ อิมแพค จำกัด นำเสนอวิธีการป้องกันและรักษาสุขภาพในช่วงแห่งอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจว่า ในปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่ทำให้เป็นหวัดได้ ร่างกายจะเป็นผู้สร้างภูมิต้านทานตามธรรมชาติมาทำลายเชื้อไวรัส การรักษาจึงเป็นการแก้ไขอาการ เช่น ให้ยาลดไข้แก้ปวดเมื่อไข้สูงหรือปวดหัว และให้ยาลดน้ำมูกเมื่อคัดจมูกหรือมีน้ำมูกมาก ซึ่งยาลดน้ำมูกส่วนใหญ่มีผลทำให้ง่วงซึม มึนงง ต้องระวังในผู้ที่ขับขี่ยวดยานหรือใช้เครื่องจักร
ดังนั้น นอกจากการทานยาเพื่อลดอาการแล้ว การดูแลสุขภาพก็มีส่วนช่วยให้อาการหวัดหายเร็วขึ้น เช่น อาบน้ำอุ่น พักผ่อนให้เพียงพอ การจิบน้ำอุ่นหรือน้ำผึ้งผสมมะนาวให้ชุ่มคอ ลดการระคายเคือง ระวังเรื่องการสั่งน้ำมูก อย่าสั่งแรงๆ เพราะจะทำให้เชื้อเข้าสู่โพรงไซนัสหรือหูชั้นใน เกิดการอักเสบมากขึ้น ถ้าเด็กเล็กควรใช้ลูกยางดูดน้ำมูกเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น ส่วนการรับประทานอาหาร ควรทานอาหารที่ย่อยง่ายและทานผลไม้ที่ให้วิตามินโดยเฉพาะวิตามินซีสูง เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย เช่น ส้ม มะเขือเทศ ฝรั่ง ก็สามารถช่วยให้หวัดหายเร็วขึ้นได้
วิตามินซีมีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย เป็นตัวสร้างคอลลาเจนในเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ผิวหนัง กระดูก ฟัน เหงือกและเส้นเลือด ช่วยสมานและซ่อมแซมเนื้อเยื่อบาดแผลให้หายเร็วขึ้น รักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน และช่วยคลายเครียด แต่บางท่านก็ได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ ดังจะสังเกตได้จากการเป็นหวัดหรือภูมิแพ้บ่อยๆ นั่นหมายความว่าภูมิต้านทานในร่างกายเราไม่สมบูรณ์พอ ผิวพรรณซูบซีด ไม่เปล่งปลั่งสดใส หรือบางท่านที่เครียดมีผลให้เป็นโรคกระเพาะ ไมเกรน เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ และสาวๆ หนุ่มๆ ที่ชอบสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ไลฟ์สไตล์เหล่านี้ก็ต้องการวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไปเหมือนกัน
สำหรับปริมาณวิตามินซีที่เราควรได้รับต่อวันคือ 60 มิลลิกรัม ถ้าเทียบง่ายๆ ก็คือ ทานส้มสด 1 ผลให้วิตามินซี 20 มิลลิกรัม ก็ต้องทานให้ได้ 3 ผลต่อวัน หรือทานจากผักสด ผลไม้ต่างๆ ซึ่งแต่ละชนิดก็ให้ประมาณวิตามินซีแตกต่างกัน ผักที่ให้วิตามินซีมากหน่อย เช่น บร็อกโคลีหรือผลไม้สดที่มีรสเปรี้ยว เช่น สับปะรด มะขาม ส่วนที่ให้วิตามินซีน้อย เช่น กล้วย ผักกาดกรอบ หรือหัวหอม นอกจากการทานผักผลไม้แล้ว การทานวิตามินซีเสริมในรูปเม็ดยาเม็ดก็เป็นอีกทางเลือก ในปัจจุบันก็มีวิตามินซีเสริมในรูปแบบเจลลี่ เคี้ยวสนุก อร่อยเพลิน ทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้การเสริมวิตามินซีเป็นเรื่องสนุก และได้ประโยชน์ของคุณค่าวิตามินซีเต็มๆ ในรูปแบบ ซีโด้ เจลลี่กลีบส้ม 1 กลีบ ให้วิตามินซี 60 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับทานส้ม 3 ผลนั่นเอง ใครสนใจก็สามารถสอบถามข้อมูลวิตามินซีได้ที่ 08-1657-2351 หรือ 0-2433-9944.
กลเม็ดรับมือเหตุฉุกเฉินช่วงเทศกาล
http://www.thaipost.net/node/32635
11 January 2554
อาจจะผ่านพ้นไปแล้วสำหรับเทศกาลฉลองปีใหม่ แต่พี่ไทยอย่างบ้านเรามีงานให้สนุกสนานอยู่ทุกวี่วัน ฉะนั้น เรื่องกลเม็ดรับมือกับสถานการณ์การป่วยฉุกเฉินระหว่างการฉลองต่างๆ นั้น จึงไม่ใช่เรื่องเก่าล้าสมัยอย่างแน่นอน
จับสังเกตอาการ
อาการหืดหอบ หัวใจล้มเหลว เส้นเลือดสมองแตก มักทำให้เจ้าตัวหรือคนรอบข้างรู้สึกถึงความผิดปกติได้ไม่ยาก ควรปรึกษาแพทย์ในทันที หรือเรียกรถพยาบาล แต่ในหลายกรณีนั้นอาการอาจไม่เด่นชัด ดังนั้น ถ้าจับสังเกตอาการได้แต่เนิ่นๆ ก็จะลดอันตรายได้
คุณปู่เป็นโรคเส้นเลือดสมองหรือเปล่า?
ถ้าเลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงสมองได้คนเราจะเกิดอาการวูบ คนรอบข้างอาจสังเกตเห็น ถ้าเลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงสมองในบางบริเวณ เซลล์สมองส่วนนั้นอาจตาย และสมองส่วนนั้นอาจทำงานได้ไม่ดี
โรคเส้นเลือดสมองมี 2 กลุ่มใหญ่ คือ เส้นเลือดสมองตีบ ซึ่งมีลิ่มเลือดไปทำให้เส้นเลือดในสมองแคบลงหรืออุดตัน กับเส้นเลือดสมองแตก ทำให้มีเลือดออกในสมอง
อาการอีกอย่างหนึ่งคือ การขาดเลือดเฉพาะที่เป็นการชั่วคราว หรือทีไอเอ (TIA-transient ischaemic attack) ซึ่งเหมือนกับโรคเส้นเลือดสมอง แต่อาการจะดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง
ทีไอเอเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังจะเป็นโรคเส้นเลือดสมอง ดังนั้น ต้องดูแลตัวเองอย่างจริงจังเช่นเดียวกับคนเป็นโรคนี้
คุณจะมีความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดสมองมากขึ้นหากคุณมีโรคประจำตัวอย่างอื่นอยู่ด้วย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง และหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคเส้นเลือดสมอง
การใช้ชีวิตก็มีผลเช่นกัน ถ้าคุณสูบบุหรี่ เป็นโรคอ้วน ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารไม่ถูกส่วน หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
โรคเส้นเลือดสมอง สามารถสังเกตได้หากมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาการต่อไปนี้ร่วมกัน
0 ใบหน้าตกไปข้างหนึ่ง ไม่สามารถยิ้มได้ หรือใบหน้าดูบิดเบี้ยว
0 แขนข้างหนึ่งไม่มีเรี่ยวแรง ไม่สามารถยกแขนหรือยื่นไปข้างหน้าได้
0 ขาไม่มีแรง และเดินไม่ถนัด
0 พูดไม่ชัด
0 ดวงตาข้างหนึ่งมองไม่เห็น
ถ้าสงสัยว่าใครมีอาการเส้นเลือดสมองตีบหรือแตกให้รีบเรียกรถพยาบาล ยิ่งไปถึงมือหมอได้เร็ว โอกาสหายก็ยิ่งมีมาก
ถ้าเกิดอาการหัวใจล้มเหลว เราจะรู้ได้อย่างไร?
อาการหัวใจล้มเหลวเกิดขึ้นเพราะเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจเกิดอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ผลก็คือ รู้สึกแน่นหน้าอก
หัวใจอาจหยุดเต้น คุณควรถือว่าโอกาสเสี่ยงต่ออาการหัวใจล้มเหลวเป็นเหตุฉุกเฉิน แม้คุณจะรู้สึกว่าตัวเองสบายดี
อาการนี้บางครั้งสังเกตยาก ควรเรียกรถพยาบาลเมื่อรู้สึกมีอาการเหล่านี้
0 แน่นหน้าอก หรือมีแรงกดดันมาก คล้ายมีคนนั่งทับบนหน้าอก
0 รู้สึกปวดลามไปถึงคอ หรือลงไปตามแขนข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง บางครั้งอาการปวดอาจลามไปถึงหลัง หรือรู้สึกปวดแถวท้องส่วนบน ซึ่งคล้ายกับเวลาอาหารไม่ย่อย
0 รู้สึกปวด หายใจไม่ออก คลื่นไส้ มีเหงื่อออก ผิวหนังเย็น อาจต้องหายใจทางปาก หรืออาเจียน
0 จู่ๆ ก็แน่นหน้าอกหรือเป็นลม
0 ริมฝีปากซีดหรือเขียว
0 แน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติอย่างปุบปับ ชีพจรไม่สม่ำเสมอ แต่ถ้ามีอาการอย่างอื่นอยู่ก่อน เช่น วิตกกังวล การที่หัวใจเต้นเร็วก็เป็นเรื่องธรรมดา
รับมือกับอาการช็อก
อาการงันหรือช็อก แสดงว่า เลือดไหลเวียนในร่างกายและไปหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่เพียงพอ เช่น สมอง หัวใจ ทำให้ได้รับออกซิเจนน้อย
ในคนที่มีอาการช็อกรุนแรง คนเจ็บจะมีอาการก้าวร้าว อ้าปากพะงาบหายใจ แล้วมีอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น และหมดสติ
ในที่สุดหัวใจจะหยุดเต้น ตัวเย็น ซีด ถ้าช็อกรุนแรงริมฝีปากจะเขียว ผิวดูเป็นสีเทาหรือตัวเขียว อาจมีเหงื่อไหลโทรม
ต้นเหตุของอาการช็อก มีเช่น
0 แผลไฟไหม้ : ถ้าถูกไฟลวกอย่างรุนแรงอาจช็อกได้ เพราะของเหลวในร่างกายได้ระเหยออกทางบาดแผล
0 หัวใจผิดปกติ : การเป็นโรคหัวใจเรื้อรัง เช่น หัวใจล้มเหลว ทำให้เกิดอาการช็อกได้
0 สูญเสียเลือด : หากเสียเลือดมากเนื่องจากบาดแผล คนเราจะช็อกได้เช่นกัน
0 สูญเสียของเหลว : เราอาจช็อกถ้าสูญเสียเหงื่อมากเกินไป อาเจียนอย่างรุนแรง หรือท้องร่วง
0 ได้รับสารพิษ : สารพิษหลายชนิดทำให้เลือดไม่ไหลเวียน ซึ่งทำให้ช็อก
ระหว่างคอยรถพยาบาล…
0 ดูแลให้ตัวเองอยู่ในท่วงท่าที่สบายเท่าที่ทำได้ นั่งในท่าตัวอักษรดับเบิลยู ในภาษาอังกฤษคือ เอนหลัง 70 องศา ชันเข่าขึ้น เอาหลังพิงพนักเตียงหรือกำแพงโดยมีหมอนหนุน หัวใจจะสูบฉีดโลหิตได้ดีขึ้นในท่านี้
0 ถ้ารู้สึกปวดหรือมีอาการปวดเค้น กินยาบรรเทาปวดไปพลางก่อน.
คนอ้วนเสี่ยงตายสูง กับอุบัติเหตุรถยนต์
http://www.thaipost.net/node/32588
10 January 2554
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ 7 วันอันตรายบ้านเรา ซึ่งตัวเลขผู้ประสบอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นในปีนี้ ถูกวิเคราะห์ไปในด้านต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อสังเคราะห์หาทางป้องกันในอนาคตข้างหน้า
เมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับนัยสำคัญระหว่างความอ้วนและการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งผลวิจัยระบุว่า คนเป็นโรคอ้วนมีแนวโน้มเสียชีวิตสูงกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวปกติหากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขั้นร้ายแรง
ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล และศูนย์การแพทย์เขตเออรี พบว่า คนที่อ้วนปานกลางมีโอกาสเสียชีวิตสูงขึ้น 21% ขณะที่คนอ้วนมากเสี่ยงที่จะเสียชีวิตถึง 56% แต่อย่างไรก็ตาม คนที่อ้วนเล็กน้อยมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวปกติ
นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลเหตุรถยนต์กว่า 150,000 กรณีในสหรัฐ จากปี 2543-2548 ซึ่งเป็นกรณีการชนของรถ 1 คัน หรือ 2 คัน โดยจัดกลุ่มผู้ขับขี่ตามดัชนีมวลกาย ซึ่งเป็นข้อมูลบ่งชี้น้ำหนักตัว
ข้อมูลจากฐานข้อมูลในสหรัฐบ่งบอกว่า โรคอ้วนเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ รายงานนี้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ฉุกเฉินอเมริกัน
นักวิจัย ดร.ดีทริก เจล แห่งมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล กล่าวว่า ระดับความรุนแรงและแบบแผนของอาการบาดเจ็บนั้นขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ลักษณะการเบรกรถเมื่อชน การใช้เข็มขัดนิรภัยและถุงลมนิรภัย ชนิดและน้ำหนักของรถ และลักษณะการชน แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการศึกษาว่า น้ำหนักตัวของผู้ขับขี่มีผลอย่างไร
ดร.เจลกล่าวว่า ผลวิจัยเผยให้เห็นว่า ผู้ผลิตรถยนต์ควรทดสอบการชนโดยใช้หุ่นจำลองของคนอ้วนในการทดสอบความปลอดภัยของรถด้วย ที่ผ่านมามีแต่การใช้หุ่นจำลองคนที่มีน้ำหนักตัวปกติ ผลทดสอบจากการใช้หุ่นจำลองคนอ้วนจะช่วยให้ออกแบบรถที่ลดอัตราการเสียชีวิตได้
เขาบอกด้วยว่า การออกแบบเบาะนั่งให้สามารถปรับระยะได้มากขึ้น และการส่งเสริมให้คนเป็นโรคอ้วนซื้อรถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้มีช่องว่างกว้างขึ้นระหว่างเบาะคนขับกับพวงมาลัย จะช่วยลดการเสียชีวิต
“อัตราการเป็นโรคอ้วนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงควรปรับปรุงการออกแบบรถยนต์ให้เหมาะสมกับประชาชนกลุ่มอ้วน และใช้หุ่นจำลองทุกขนาดในการทดสอบผลของการชน” ดร.เจลกล่าวสรุป.
-
ล่าสุด
- ไบโอดีเซลในพื้นที่ทหาร – ลดโลกร้อน
- ชะอมโมเดล ตัวอย่างซีเอสอาร์เพื่อความยั่งยืน
- มหกรรมสื่อทางเลือก เพื่อการอยู่ร่วมกันบนความต่าง – เพื่อสุขภาวะเพื่อสังคมไทย
- คุณค่าใหญ่ ‘สัตว์พื้นใต้น้ำในทะเลสาบสงขลา’ – ชีวิตกับธรรมชาติ
- สร้างแหล่งอาหารให้ช้างป่า – E – update
- จัดซื้อจัดจ้างสีเขียว – ลดโลกร้อน
- เทสโก้ อคาเดมี ศูนย์ฝึกอบรมสีเขียวแดนกิมจิ
- ฟื้นฟูสะพานปลา พัฒนาชุมชนสร้างสรรค์ – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย
- “โพงพาง”ในชุมชนแบ่งปัน ณ หาดสำราญ
- “เวชนคร”เมืองสุขภาพที่ปราจีนบุรี – ชีวิตกับธรรมชาติ
- ป่าสมุนไพรบ้านเชียงเหียน – เพื่อสุขภาวะไทย เพื่อสังคมไทย
- ‘ป่าไม้’เรื่องที่ถูกละเลยในแผนป้องกันน้ำท่วม
-
ลิงก์
- ศาสตร์และศิลป์ที่สอนในเมืองไทย
- SoClaimon.Facebook
- SootinClaimon.google
- DinPuiThai.google
- ChangChoice.Webs
- SoClaimon.blogspot
- Google แผนที่ตำบล 76 จังหวัด
- คำไทย:ThaiWords
- คำไทย:ThaiWords
- SoClaimon.Twitter
- แหล่งสรรพศาสตร์ศิลปวิทยาในเมืองไทย
- crystal-cream.com
- นพ. ต่อพงศ์ คล้ายมนต์
- Apichaya Claimon
- พญ.อภิชญา คล้ายมนต์
- ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ
- ตระกูล “คล้ายมนต์”
-
คลังเก็บ
- พฤษภาคม 2013 (2533)
- เมษายน 2013 (3184)
- มีนาคม 2013 (3832)
- กุมภาพันธ์ 2013 (3775)
- มกราคม 2013 (4245)
- ธันวาคม 2012 (4992)
- พฤศจิกายน 2012 (6067)
- ตุลาคม 2012 (5167)
- กันยายน 2012 (4160)
- สิงหาคม 2012 (6734)
- กรกฎาคม 2012 (4770)
- มิถุนายน 2012 (2887)
-
หมวดหมู่
- กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม
- กรมวิทยาศาสตร์บริการ
- กรมอุตุนิยมวิทยา
- ข้อมูลสมุนไพร
- คมชัดลึก
- ความรู้-ศัพท์
- Agrochemical
- ธาตุอาหารพืช
- ลักษณะขาดธาตุอาหารของพืช
- ศัพท์
- สถานการณ์พืชเศรษฐกิจ
- สรีรวิทยาของพืช
- หนังสือแนะนำ
- การใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับพืชไร่เศรษฐกิจ
- การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่
- คำแนะนำการใช้ปุ๋ยพืชไร่
- ปรับปรุงดินและใช้ปุ๋ยกับพืชไร่
- ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ย
- พัฒนาคำแนะนำใช้ปุ๋ยพืชไร่
- สรุปงานวิจัยดินปุ๋ยพืชไร่ครั้งที่1
- Building Soils for Better Crops
- Fertilizer Best Management Practices
- Fertilizer Manual
- Fertilizers and their use
- Hydroponics: the complete guide to gardening without soil
- Micronutrients for Sustainable Production
- Plant Analysis Reference Procedures
- เกษตรอินทรีย์
- เศรษฐกิจพอเพียง
- Fertilizer news and articles
- Plant Nutrition
- Soil Taxonomy 2Ed.
- คำแนะนำด้านพืช
- คำแนะนำด้านสัตว์
- งานวิจัยดินปุ๋ย
- บ้านและสวน
- ผลิตภัณฑ์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- วารสารส่งเสริมการเกษตร
- สทท NBT
- สำนักข่าวอิศรา
- อสมท MCOT
- เดลินิวส์ออนไลน์
- เทคโนโลยีชาวบ้าน
- เส้นทางเศรษฐี
- แนวหน้า
- แผนที่
- โพสต์ทูเดย์
- ไทยพีบีเอส Thai PBS
- ไทยรัฐออนไลน์
- ไทยโพสต์
- BangkokPost
- Blog Stat
- FAO EcoCrop
- KU eMagazine
- NewCROP
- ThaiEurope
- The Nation
- Uncategorized
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS


