ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

“สารวัตรหญิง”กูมัณฑนา เบญจมานะ แรงใจเพียงน้อยนิดกับชีวิตที่เหลืออยู่ (สกู๊ปแนวหน้า)

http://www.naewna.com/news.asp?ID=303122

วันที่ 29/2/2012 

 


 เสียงระเบิดที่ดังก้องบริเวณลาน หน้าโรงพัก สภ.เมืองปัตตานี และ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ตามด้วยเสียงกรีดร้อง ลิ่มเลือด และน้ำตา เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2553 นั้น ถึงวันนี้หลายคนคงลืมเลือนไปหมด แล้ว คงเหลือแต่ผู้ที่ประสบเคราะห์กรรม ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในวันนั้น ที่ยังต้องทนทุกข์และมิอาจลบฝันร้ายไปจากความทรงจำ

 ข้อมูลจาก ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า แรงระเบิดที่เกิดจากลูกระเบิดชนิดขว้างในขณะที่ตำรวจหญิงชายกำลังเข้าแถวเคารพธงชาติ ตามด้วย “คาร์บอมบ์” หรือระเบิดที่ซุกไว้ในรถยนต์เก๋งห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร ทำให้จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นพุ่งสูงมากกว่าครึ่งร้อย ขณะที่ ดาบตำรวจ (ด.ต.) สมพงษ์ คงดำ ผู้บังคับหมู่งานกำลังพล กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ต้องสังเวยชีวิต

 ส่วน พ.ต.ต.หญิง กูมัณฑนา เบญจมานะ สารวัตรงานกิจการพลเรือน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ได้รับบาดเจ็บสาหัส…

 ผ่านมาเกือบ 2 ปีของ พ.ต.ต.หญิง กูมัณฑนา หรือชื่อเล่นที่คนในครอบครัวเรียกกันติดปากว่า “ปู” ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเธอยกเว้นยศนำหน้าชื่อที่ได้ขยับเป็น “พันตำรวจโท” และเธอยังไม่ได้กลับไปทำงาน “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ที่ตนเองรัก เพราะร่างกายของเธอพิการ ต้องนอนรักษาตัวอยู่แต่ในบ้านห่างจากตัวอำเภอหนองจิก จ.ปัตตานี ประมาณ 3 กิโลเมตร

 บ้านของ พ.ต.ท.หญิง กูมัณฑนา เป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ ประตูหน้าต่างปิดสนิททุกบาน แถมยังลั่นกุญแจ อย่างแน่นหนา มองจากข้างนอกแทบไม่รู้เลยว่ามีคนอาศัยอยู่ข้างใน

 หากใครไปเยี่ยมเธอตอนกลางวัน จะได้พบกับ อัตตียา ฮะยีอาแว หรือ “ก๊ะยะห์” ลูกพี่ลูกน้องของ พ.ต.ท.หญิง กูมัณฑนา และเป็นญาติผู้ใหญ่คนเดียว ที่เหลืออยู่ ส่วนสารวัตรหญิงแห่งปัตตานีนั้นต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา

 ”จริงๆ บ้านนี้มีคนอยู่กันหลายคน มีน้องชายของปู และลูกเมียของเขา นอกจากนั้นยังมีสามีของปูอีก ทั้งหมดรวมแล้ว 5 คน แต่ตอนกลางวันจะไม่มีใครอยู่บ้าน ก็เลยต้องปิดล็อกเอาไว้เพราะกลัวอันตราย”

 ก๊ะยะห์ ดูแล พ.ต.ท.หญิง กูมัณฑนา มานาน ทำให้รู้ถึงอาการ อารมณ์ และความต้องการของคนเจ็บ

 ”บ้านนี้เป็นบ้านของตำรวจเก่า ตกทอดมาถึงลูกซึ่งก็คือปู และเป็นตำรวจเหมือนกัน แต่ปูได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทุกวันนี้อาการของปูแม้จะดีขึ้นบ้าง แต่ฉันคิดว่าขาดการบำบัด จึงดีขึ้น ค่อนข้างช้า ถ้าปูได้บำบัดอย่างต่อเนื่องน่าจะฟื้นตัวดีกว่านี้”

 ก๊ะยะห์ เล่าว่า ชีวิตของลูกพี่ลูกน้องช่างน่าสงสาร จากที่เคยเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่กันพร้อมหน้าพ่อแม่พี่น้อง ทว่าพ่อกับแม่ก็ต้องมาตายจากไป แม่ของเธอเสียเมื่อปี 2550 จากนั้นปี 2552 น้องเขยของเธอก็ตายไปอีกคนจากเหตุลอบวางระเบิดชุดคุ้มครองครู ส่วนสามีเก่าก็เลิกรากัน และพาลูกๆ ไปอยู่ด้วย กระทั่งตัวเธอเองต้องมาบาดเจ็บจาก เหตุระเบิดจนเกือบพิการ

 ”ทุกคนก็จะช่วยๆ กันดูแล แต่ฉันรู้ดีว่าใจจริงแล้วปูต้องการมากกว่านั้น เขาต้องการให้มีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา อยากมีคนคุยด้วย เพราะเขาเป็นคนร่าเริง ชอบสนุก เมื่อก่อนตอนที่ปูยังไม่เป็นแบบนี้ เขามีเพื่อนเยอะ ใครเดือดร้อน ปูก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องเงินทอง ถึงปูจะไม่มี ปูก็จะไปหยิบยืมจากญาติพี่น้องเอาไปให้เพื่อน”

 ”ปูมีลูก 2 คน สามีเก่ารับไปเลี้ยง บ้านอยู่ห่างจากบ้านปูแค่กิโลฯเดียว แต่ลูกๆ ก็ไม่ค่อยมาให้กำลังใจ แม่สักเท่าไหร่ มีเพียงญาติๆ และน้องๆ ที่คอยให้กำลังใจ รวมทั้งสามีใหม่ ก็ยังถือว่าชีวิตของปูยังมีด้านดีอยู่บ้าง สามีใหม่ก็รักและดูแลอย่างดี”

 ก๊ะยะห์บอกว่า แม้ร่างกายของ พ.ต.ท.หญิง กูมัณฑนา แทบขยับเขยื้อนไม่ได้ แต่เธอรู้เรื่องดีทุกอย่าง เพียงแต่พูดออกมาไม่ได้เท่านั้น ได้แต่เปล่งเสียงที่เหมือนกับเสียงร้องไห้

 ”ปูรู้เรื่องดี พูดอะไรรู้เรื่องหมด ไม่ว่าจะหิว แพมเพิร์สเต็ม แต่เวลาเขาจะพูดอะไรกับใครก็จะเปล่งเสียงออกมาคล้ายเสียงร้องไห้ ทุกครั้งที่มีคนมาเยี่ยมจะกลับไปพร้อมกับน้ำตาทุกคน เพราะเห็นสภาพปูที่ต้องอยู่แบบนี้”

 ในฐานะที่เป็นข้าราชการ พ.ต.ท.หญิง กูมัณฑนา ได้รับเงินเยียวยามาก้อนหนึ่ง แต่ ก๊ะยะห์ บอกว่าเงินก้อนนั้น หมดไปนานแล้วกับค่ารักษาพยาบาล

 ”ตอนนี้นอกจากเงินหมด ยังมีหนี้ที่ยังจ่ายไม่หมดด้วย เงินเยียวยาที่ได้มาก็ใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล ใครบอกยาอะไรกินแล้วหายเราก็จะซื้อให้ เพราะอยากให้เขาหาย เคยซื้อยาชุดละ 3 หมื่นกว่าบาท กินไปได้ 3 ชุดเงินหมด บางครั้งเงินที่จะซื้อแพมเพิร์สยังไม่มีเลย บางครั้งถ้าฉันไม่มีก็ขอญาติๆ ทุกคนก็ช่วยกัน บางครั้ง เงินที่ญาติๆ เอามาเยี่ยมเราก็จะเก็บไว้ซื้อของให้ปู ยังโชคดีที่สามีเขาไม่ทิ้ง”

 การทำหน้าที่เสมือนเป็นพยาบาลส่วนตัวคอยดูแลคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือแม้แต่จะพูดบอกความต้องการก็ยังทำไม่ได้ ถือเป็นภาระอันหนักอึ้งและเครียดมาก ก๊ะยะห์บอกว่าที่ทำก็เพราะรัก และโชคดีที่ครอบครัวของนางเองเข้าใจ

 ”ถ้าถามว่าอยากได้อะไรมากที่สุด บอกได้เลยว่าอยากได้ความช่วยเหลือทุกอย่าง แต่ที่ต้องการด่วนคือการบำบัด เพราะปูรู้เรื่องทุกอย่าง เหลือแค่ขยับตัวกับพูดเท่านั้นเองที่ทำไม่ได้ คิดว่าถ้าได้ทำกายภาพบำบัดน่าจะ ดีขึ้นและอาจจะลุกนั่งเองได้”

 ก๊ะยะห์บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่เคยไปร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานไหน เพราะเข้าใจดีว่าภาครัฐต้องดูแลคนที่เดือดร้อนคนอื่นด้วย เพราะผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงมีเพิ่มขึ้นทุกวัน

 ”เราเข้าใจ จะให้รัฐมานั่งดูแลคนคนเดียวได้อย่างไร” ก๊ะยะห์กล่าวพลางถอนใจ

 ด้าน เป๊าะจิ๊ เพื่อนบ้านของ พ.ต.ท.หญิง กูมัณฑนา ซึ่งเห็นสภาพชีวิตของสารวัตรหญิงมาโดยตลอด บอกว่า รู้สึกสงสารมาก เพราะเธอพูดเป็นภาษาไม่ได้เลย เวลาหิวก็จะส่งเสียงเรียกเหมือนร้องไห้ทั้งที่ไม่มีน้ำตา

 ”เขาอยากให้มีคนเฝ้าเขาตลอดเวลา แต่ก็เข้าใจญาติๆ นะ ใครจะมานั่งเฝ้าคนเจ็บได้ทุกวันไปตลอดได้ สภาพของปูตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากเด็กเล็กๆ เขาเข้าใจที่คนพูด แต่พูดไม่ได้และไม่สามารถขยับตัวเองได้ เราเป็นเพื่อนบ้านก็ได้แต่แวะเวียนไปเยี่ยมนานๆ ครั้ง ญาติผู้ใหญ่ของเขาก็ตายหมดแล้ว ใครที่มีกำลังพอจะ ช่วยเหลือเขาได้ก็อยากให้ช่วย เพราะชีวิตเขาน่าสงสารจริงๆ” เป๊าะจิ๊ กล่าว

 ในห้วงเวลาที่ใครต่อใครพากันวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องการเยียวยา โดยตั้งเป้าที่ “ตัวเงิน” โดยเฉพาะตัวเลข “7.5 ล้านบาท” แม้ความจริงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า “เงิน” คือสิ่งสำคัญ แต่หลายๆ ครั้งการเยียวยาด้านจิตใจ เยี่ยมเยียน พาไปโรงพยาบาล หรือทำให้ผู้ได้รับผลกระทบไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งอย่างเดียวดายจากสังคม อาจมีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตัวเลข 7.5 ล้าน…

 และนั่นน่าจะเป็นแรงใจให้พวกเขาเหล่านั้นมี พลังก้าวข้ามความเจ็บปวด แล้วลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

SCOOP@NAEWNA.COM

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | การเมือง, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | , , , , | ให้ความเห็น

เก็บตก งาน”บอลประเพณี จุฬาฯ-มธ.68″ เปิดเบื้องหลังกลุ่มล้อการเมือง ม.ธรรมศาสตร์ (สกู๊ปแนวหน้า)

http://www.naewna.com/news.asp?ID=302831

วันที่ 27/2/2012


 งานฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 68 ที่สนามศุภชลาศัย ซึ่งในปี 2555 นี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถเอาชนะ ม.ธรรมศาสตร์ ไปได้ 1-0 ซึ่งถือเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่จุฬาเอาชนะธรรมศาสตร์ได้ สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับ “ชาวจามจุรี”ได้อย่างมีความสุข

 แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจในงานฟุตบอลประเพณีฯ ในทุกๆ ครั้ง นอกจากผลการแข่งขัน คนที่อัญเชิญ พระเกี้ยว ตราธรรมจักร นักกีฬาแล้ว ขบวน พาเหรดล้อการเมือง ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ถือเป็นไฮไลท์สำคัญ ที่นิสิต นักศึกษา ประชาชน และสื่อมวลชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากหุ่นแต่ละตัวที่ออกมานั้น เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของเหล่านักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่แสดงให้กับนักการเมืองได้ทราบว่า พวกเขา คิดอย่างไร ซึ่งในปีนี้ นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ และผู้ว่าฯ กทม. คงจะโดนนักศึกษา “จัดหนัก” มิใช่น้อย

 ในวันนี้ ทีมข่าวแนวหน้า จะพาย้อนไปดูการทำงานของน้องๆ นักศึกษาที่เรียกว่า “กลุ่มอิสระล้อการเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” มาดูกันว่า กว่าจะมาเป็น “หุ่น” แต่ละตัวที่สะท้อนต่อการทำงานของนักการเมืองไทย มีขั้นตอนที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง

 ทางเราได้เฝ้าสังเกตการณ์การทำงาน ก็พบว่า ในแต่ละวันจะนักศึกษาจากทุกๆ คณะ ประมาณ 60-70 คน มาช่วยกัน สร้างสรรค์หุ่นล้อการเมือง โดยคนที่เคยร่วมงานกับล้อฯ ในปีก่อนๆ เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลน้องๆ ในการทำงาน แบบรุ่นสู่รุ่น ใครที่เรียน คณะสถาปัตย์ หรือวิศวะ ก็ใช้ความสามารถเฉพาะทางในการคำนวณออกแบบหุ่น ใครที่ว่างจากงานก็รอฟังคำสั่งจากรุ่นพี่ว่าจะให้ช่วยตรงไหน เป็นภาพบรรยากาศการทำงานที่สนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง

 ออม นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติ สิรินธร (SIIT) ซึ่งเป็นประธานกลุ่ม เล่ากับเราว่า ที่เข้ามาทำงานล้อการเมืองนั้น เพราะว่า ก่อนที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น ก็เคยดูขบวนล้อการเมืองผ่านทางโทรทัศน์ รู้สึกประทับใจและดีมากถ้าเรามีส่วนร่วมในการทำงาน ซึ่งในงานบอลประเพณีนั้นถือเป็นที่ที่จะได้แสดงออกถึงศิลปะอีกรูปแบบหนึ่งในการพูดถึงเรื่องการเมือง

 ”ซึ่งขั้นตอนการเตรียมงานของกลุ่มฯนั้น เริ่มจากการแบ่งงานแต่ละฝ่าย ว่าจะทำอะไรบ้าง หางบประมาณและสถานที่ในการทำหุ่น ซึ่งเราได้สถานที่หลังตึกกิจกรรมนักศึกษา ศูนย์รังสิต มาเป็นที่ทำการ หลังจากนั้นก็จะมาประชุมร่วมกัน เรียกว่า “การตกผลึก” โดยการหยิบประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจ รูปแบบในการล้อ มาทำให้เป็นกลุ่มก้อนที่จับต้องได้ ซึ่งเราคำนึงว่า สิ่งที่เราสื่อออกไปนั้น คนที่รู้และไม่มีความรู้ทางการเมือง ก็ต้องดูออกว่า หุ่นตัวนั้น สื่อถึงใคร และเหตุการณ์ใด”

 ซึ่งหลังจากที่มีการระดมสมองของสมาชิกภายในกลุ่มล้อฯ จนตกผลึกว่า ควรจะสร้างหุ่น “ล้อ” นักการเมืองหรือเหตุการณ์บ้านเมืองเรื่องใดบ้าง ก็มาถึงขั้นตอนในการสร้างหุ่นล้อออกมา โดยมี ปาล์ม นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเศรษฐศาสตร์ เป็นผู้อธิบายการสร้างอย่างละเอียดให้ทีมข่าวแนวหน้าฟัง โดยกล่าวว่า

 ”หลังจากที่มีการตกลงแล้วว่า ควรที่จะสร้างหุ่นในลักษณะนี้ เราก็เริ่มจาก การร่างรูปร่างของหุ่นและวาดรูปหุ่นในกระดาษ จากนั้น ก็เป็นการออกแบบเค้าโครงของหุ่น โดยการสร้างฐาน สร้างโครงของหุ่นประกอบกัน ถ้าตรงไหนมีความผิดพลาดก็จะปรับแก้กันไป”

 ปาล์มอธิบายต่อว่า “ในการทำหุ่นล้อนั้น เราก็จะแบ่งคนออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อสะดวกในการทำงาน เช่น การฉีกกระดาษหนังสือพิมพ์ออกเป็นชิ้นๆ ซึ่งได้มาจากห้องสมุด ตามหอพัก และได้รับความอนุเคราะห์จากหนังสือพิมพ์บางฉบับที่ส่งมาให้ คนบางส่วนก็ต้มกาวโดยใช้แป้งมัน ละลายในน้ำแล้วเอาไปต้ม โดยหลังจากที่ได้กาว(จากการต้ม)แล้วนั้น ก็จะนำไปสำหรับการติดกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ฉีกแล้วกับโครงหุ่นในแต่ละส่วน คือ แขน ขา เสื้อผ้า พอแต่ละส่วนสำเร็จแล้ว ก็มาประกอบกัน

 หลังจากนั้นก็มีการลงสีบนตัวหุ่น ซึ่งหุ่นในปีนี้ เรามีการพัฒนาให้เคลื่อนไหวบนตัวหุ่นได้ ซึ่งขั้นตอนที่ยากที่สุด ก็คือ การปั้นส่วนหัวของแต่ละคน เพราะมีรายละเอียดเฉพาะค่อนข้างมาก ต้องทำไปเรื่อยคล้ายๆ กับงานประติมากรรมเลยทีเดียว สำหรับผู้หญิงที่ลายมือสวยๆ ก็ให้เขียนป้ายผ้าสำหรับใช้ในการเดินขบวน “ถึงตรงนี้ ปาล์มได้บอกกับเราว่า ปัญหาจากอุทกภัยที่ผ่านมาและการที่งานบอลจัดในช่วงที่นักศึกษามีสอบกลางภาค ก็เลยขาดงบประมาณบางส่วนและคนที่จะมาช่วยงาน ทำให้ลดจำนวนหุ่นซึ่งในปีนี้มีแค่ 4 ตัวเท่านั้น

 สำหรับการเดินขบวนล้อการเมืองนั้น ในแต่ละปีก็จะพบว่า มีการล้อเลียนถึงนักการเมืองได้อย่างแสบๆ คันๆ ซึ่งในปีนี้ ก็กล่าวถึงปัญหาการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล การให้ความสำคัญกับการแก้กฎหมายมากกว่าความทุกข์ยากของประชาชน ซึ่งปาล์มระบุว่า “จริงๆ แล้ว เรามีการระบุถึงแนวคิดอย่างๆคร่าวในการสร้างหุ่น เพราะหุ่นไม่ใช่ตัวอักษร ซึ่งเรามีหน้าที่เพียงแค่เสนอรูปแบบเท่านั้น โดยสื่อแต่ละคนก็จะมีวิจารณญาณว่า จะตีความไปอย่างไร”

 ซึ่งในระหว่างการทำงานนั้น เราก็ได้ขอตัว “บุ๊ค” และ “เต๋อ” สองหนุ่มจากคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ได้มาเล่าถึงการเข้าร่วมกิจกรรมล้อ โดยบุ๊คเล่าว่า ตัวเองทำงานร่วมกับ อมธ. (องค์การ นักศึกษา มธ.) ในการประสานงานกับกลุ่มล้อการเมือง ในการดำเนินงานเรื่องวัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ และเรื่องอาหารการกินของ ผู้ร่วมกิจกรรม ทำให้ตนได้มาร่วมงานกับล้อ โดยเป็นคนต้มกาวให้กับคนในกลุ่มล้อได้เอาไปใช้ในการสร้างหุ่น ส่วนเต๋อกล่าวว่า เขาเริ่มทำกิจกรรมล้อมาตั้งแต่ปี 1 เพราะอยากจะทำกิจกรรมที่มีกลิ่นอายของการเมือง ซึ่งเขาก็ดูแลทุกๆอย่างภายในกลุ่มล้อฯ รวมทั้งช่วยสอนงานกับคนที่เข้ามาใหม่ในกลุ่มล้อฯด้วย


 ซึ่งทั้งสองคนก็สะท้อนต่อสถานการณ์ บ้านเมืองผ่านทางทีมข่าวแนวหน้าว่า ในระหว่างการประชุมเพื่อเลือกหัวข้อในการสร้างหุ่นนั้น พวกเขาเองก็ไม่เห็นด้วยกับหุ่นบางตัว แต่ต้องเคารพต่อมติเสียงส่วนใหญ่ในการประชุม เพราะแต่ละคนที่มาทำงาน ก็มาจากต่างคณะ การรับรู้ก็แตกต่างกัน แต่สุดท้ายหุ่นที่ออกมาก็มาจากหลายๆความคิด และบางทีเขาก็กลัวว่าการนำเสนอของทางกลุ่มฯ จะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปตีความเข้าข้างความคิดของแต่ละคนอีกด้วย

 ”ผมไม่เชื่อว่า สังคมการเมืองของไทย จะมีเพียง 2 ขั้วการเมือง เพราะคนที่เลือกข้าง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะคิดเหมือนกับผู้นำขั้วของตนไปเสียทุกเรื่อง แต่บางเรื่องก็มีจุดร่วมเหมือนกัน ที่สุดแล้วผมเห็นว่า ทุกคนในสังคม ย่อมแตกต่างหลากหลายอยู่แล้ว ซึ่งในระยะเวลา 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาในการทำหุ่นล้อนั้น ก็ได้เรียนรู้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคณะ ทำให้ผมรู้สึกว่า มันมี(คน)อย่างนี้ด้วยหรือ” สองหนุ่มเล่าอย่างอารมณ์ดี

 เช่นเดียวกันกับ น้องนก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ชั้นปีที่ 2 และสาวๆ คณะวิศวกรรมศาสตร์อีกสองคน มาช่วยกันเล่าถึงการทำงานในกิจกรรมของล้อการเมือง โดยบอกกับเราว่า พวกเขามาทำงานล้อการเมืองตั้งแต่วันแรกๆ จนกระทั่งถึงวันที่ขนหุ่นในสนามฯ ก็ทำงานเรื่อยๆ ตั้งแต่ฉีกกระดาษ แปะหุ่น ขนไม้ ซึ่งสิ่งที่ได้จากการทำงานล้อฯ นั้น ก็คือการได้เพื่อนกลุ่มๆใหม่ ที่มาทำกิจกรรมด้วยกัน ได้ฝึกทักษะในการทำงานในอนาคต

 ”พวกเราคิดว่า กิจกรรมล้อการเมือง ก็มีความสำคัญ ไม่แพ้กิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานฟุตบอลประเพณีฯ เพราะอย่างน้อยๆ ตัวหุ่น ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษาต่อสถานการณ์การเมืองในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งไม่ว่าใครจะเป็นกองเชียร์ เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ทูตกิจกรรม ฯลฯ ทุกกิจกรรมก็ประกอบกันเป็นงานบอลได้อย่างสมบูรณ์แบบ” นกและเพื่อนๆกล่าวความรู้สึกอย่างภาคภูมิใจ

 แม้ว่า ขบวนล้อการเมืองได้ผ่านพ้นแล้ว แต่ความรู้สึกของคนทำงานล้อการเมืองที่ยอมเสียสละเวลาในการเรียน เพื่ออดหลับ อดนอนในการสร้างหุ่นล้อการเมือง เพื่อขนเข้าสนามเพียงไม่กี่นาทีนั้น กลับเป็นความรู้สึกที่ภาคภูมิใจและฮึกเหิมเมื่อพวกเขาได้โชว์ขบวนขนหุ่นเพื่อเสนอแนวความคิดต่อการเมืองไทย

 ซึ่งทางประธานกลุ่มฯก็ยืนยันว่า ที่มีล้อการเมือง ก็เพราะการเมืองมันน่าล้อ ซึ่งในงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 69 ในปี 2556 นั้นจะมีเหตุการณ์ทางการเมืองใดอยู่ในความทรงจำและนักการเมือง คนใดกระทำตัวให้นักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ “ล้อ” บ้าง ??????

นฤนาท ยอดอาจ
SCOOP@NAEWNA.COM

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | การเมือง, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | , , , , | ให้ความเห็น

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง มรดกล้ำค่า-ภูมิปัญญามอญโบราณ (สกู๊ปแนวหน้า)

http://www.naewna.com/news.asp?ID=302720

วันที่ 26/2/2012


 วันนี้ “สกู๊ปแนวหน้า” ขอพักเรื่อง การเมืองร้อนๆ พาท่านผู้อ่านไปท่องเที่ยว เรียนรู้เกี่ยวกับชนชาติ “มอญ” ที่ ต.บ้านม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

 ชุมชนมอญแห่งนี้มีความ น่าสนใจ ตรงที่เป็นชุมชนเก่าแก่ มีอายุไม่ต่ำกว่า 350 ปี ผู้คนในชุมชน ยังคงอนุรักษ์ วัฒนธรรม และประเพณี ท้องถิ่นไว้อย่างเหนียวแน่น จนถึงขั้นมีการจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน” และ “ศูนย์มอญศึกษา” ขึ้นเลยทีเดียว

 ในอดีต “มอญ” ถือเป็นชนชาติที่มีความรุ่งเรืองมากที่สุดชาติหนึ่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอารยธรรม และภาษาเป็นของตนเอง มีอาณาจักรมอญตั้งบริเวณฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำอิระวดี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตพม่าตอนล่าง

 ทว่าในช่วงเวลา 700 ปี ของอาณาจักรมอญ มักจะมีแต่ความไม่สงบเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นเหตุ ให้อาณาจักรมอญต้องล่มสลายลง คนมอญบางส่วนได้อพยพหนีมาสู่ประเทศไทย โดยมักจะตั้งหลักแหล่งบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง

 สำหรับ มอญวัดม่วง จากการบอกเล่าของชาวบ้านเชื่อกันว่า บรรพบุรุษ รุ่นแรกอพยพจากพม่า ในสมัยสมเด็จพระนเรศวร (พ.ศ. 2133-2148) โดยติดตามพระมหาเถระคันฉ่อง ซึ่งเป็นพระสงฆ์มอญเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ริมแม่น้ำแม่กลอง ให้ชื่อหมู่บ้านเหมือนบ้านเดิม ในเมืองมอญว่า “บ้านม่วง” (กวานเกริก) และได้สร้างวัดประจำหมู่บ้านว่า “วัดม่วง” ต่อมา สอดคล้องกับหลักฐานบักทึกคัมภีร์ใบลาน(อักษรมอญ) จำนวนมาก ที่มีในวัดม่วง พบว่าคัมภีร์ส่วนใหญ่ระบุจารที่วัดม่วง และระบุศักราชจารอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบเป็นพุทธศักราช พบว่า ตรงกับสมัยอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2173-2198) และหลังรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร ประมาณ 30 ปีเศษ (ข้อมูลจาก http://www.monstudies.com เพื่อการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นมอญ )


สอางค์ พรหมอินทร์
 สอางค์ พรหมอินทร์ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.บ้านม่วง กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2536 ทั้งนี้ ศูนย์มอญศึกษา และพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจาก คุณหญิง ไขศรี ศรีอรุณ อดีต รมว.วัฒนธรรม, มหาวิทยาลัยศิลปากร และอีกหลายหน่วยงาน กระทั่งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้เป็นรูป เป็นร่างขึ้น

 สำหรับ “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง” ถือเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต มรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ เนื้อหาในการจัดแสดงแบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ…

 ส่วนแรก เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ความสำคัญของลุ่มแม่น้ำแม่กลองอันมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการจัดแสดงหลักฐานทั้งโบราณวัตถุ ประเภทขวานหิน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ สำริด เครื่องประดับจากหินสี ฯลฯ

 ส่วนที่สอง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ สังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ชุมชนบ้านม่วงและชุมชนใกล้เคียง ซึ่งการจัดแสดงส่วนนี้จะใช้ภาพถ่ายเก่าเป็นส่วนสำคัญบ่งบอกให้ผู้เข้าชมเข้าใจ

 ส่วนที่สาม เป็นเรื่องราวของบ้านม่วงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และ มีพระสงฆ์เป็นผู้นำทางภูมิปัญญามีการ จัดแสดง คัมภีร์ใบลาน ธรรมาสน์ ตู้พระธรรม กล่องใส่คัมภีร์ใบลาน ผ้าห่อคัมภีร์ใบลาน ฯลฯ

 ส่วนที่สี่ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้านม่วงที่มีทั้งวิถีชีวิต ประจำวัน การประกอบอาชีพ คติความเชื่อ และประเพณีในรอบปี ซึ่งจัดแสดงโดยใช้ภาพถ่ายและศิลปโบราณวัตถุ

 ส่วนที่ห้า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงในชุมชนบ้านม่วงและท้องถิ่นใกล้เคียง ซึ่งจะใช้ภาพถ่ายเป็นส่วนสำคัญใน การสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

 ”ผู้ที่มาเยี่ยมชม จะเจอคัมภีร์งาช้าง จารึกอักษรมอญงาช้างที่มีแห่งเดียว ในประเทศไทย และเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวมอญมากมาย”

 ป้าสอางค์ กล่าวและว่า ขณะนี้ต้องการปรับปรุงอาคารเก่าบริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์ เพื่อสร้างเป็นห้องน้ำ 10 ห้อง และทำพื้นที่จัดแสดงสินค้าของชาวบ้าน ก่อนหน้านี้ได้ของบประมาณไปที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี และองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี แต่เรื่องก็ยังเงียบอยู่ จึงอยากให้หน่วยงาน เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนด้วย

 พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เปิดให้ชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. ผู้เข้าชมไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด หากสนใจสอบถามได้โดยตรงที่ ป้าสอางค์ โทรศัพท์ 08-9885-8817

SCOOP@NAEWNA.COM

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | การเมือง, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | , , , , | ให้ความเห็น

ท้องถิ่นขอจัดการตนเอง… “ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ” (สกู๊ปแนวหน้า)

http://www.naewna.com/news.asp?ID=302476

วันที่ 24/2/2012

การจะได้มาซึ่งธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญนั้นได้ผ่านขั้นตอนอย่างเข้มข้น ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ยาก แต่การจะทำให้ธรรมนูญเป็นจริงนั้นยากยิ่งกว่า ทั้งนี้ควรเน้นการทำงานในลักษณะ “นำร่อง” สักครึ่งหนึ่งของพื้นที่ เพราะเนื้อหาแต่ละข้อนั้นการทำให้เป็นจริงยาก เช่น การบอกให้โรงเรียนปิดเทอมตามฤดูกาลทำนาของชุมชน 

 ”ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน” รายงานว่า เร็วๆ นี้ ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ ประชาชน 63 ตำบล จาก 7 อำเภอ รวมพลเคลื่อนขบวนแสดงพลังภาคพลเมือง ประกาศใช้ธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย ปฏิญาณตนสร้างความอยู่ดีมีสุขด้วยการจัดการตนเอง โดยมีภาคีพัฒนาร่วมงานทั้งสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) สำนักงานปฏิรูป(สปร.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด สภาองค์กรชุมชน 63 ตำบล ภาคีพัฒนาภาคประชาชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.)

 ”ธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญ” เป็นกติกาหรือข้อตกลงของคนและชุมชนในพื้นที่จังหวัดใช้ร่วมกัน เพื่อความอยู่ดีมีสุข ซึ่งภาคพลเมืองจะลุกขึ้นมาดูแลและจัดการพัฒนาชุมชน ตำบล จังหวัดของตนเองโดยธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งได้ผ่านขั้นตอนการจัดทำเป็นมาอย่างดี

 เริ่มต้นจากเวทีหมู่บ้าน นำข้อมูลมายกร่างโดยสภาองค์กรชุมชน 63 ตำบล จัดเวทีทุกตำบลกับภาคีต่างๆ ปรับปรุงยกร่างจากตำบล และนำมาประชาพิจารณ์ที่ตำบลอีกครั้ง กระทั่งประกาศใช้ธรรมนูญ

 ชาติวัฒน์ ร่วมสุข สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ เปิดเผยว่าธรรมนูญฉบับนี้เกิดจากทุนทางสังคมของคนอำนาจเจริญที่สั่งสมกันมา โดยเฉพาะทุนคนและความรู้ภูมิปัญญาด้านเกษตรกรรม กองบุญสวัสดิการชุมชน การจัดการทรัพยากรที่ประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน การจัดการภัยคุกคามด้านต่างๆ อย่างความมั่นคงทางอาหาร ฟื้นสิ่งที่สูญหายไปให้คืนกลับมา

 เหตุผลในการจัดทำธรรมนูญฯ เพื่อเป็นเครื่องมือวางกรอบระเบียบกติกาชุมชน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีที่เกี่ยวข้อง ใช้เป็นมาตรการสร้างประชาธิปไตยชุมชน เป็นแนวทางกำหนดแผนพัฒนา

 มีการเสนอฟื้น “สภาหมู่บ้าน” เป็นเวทีวางแผน กำหนดคุณสมบัติผู้นำ กำกับติดตามแผนพัฒนาของชุมชน และในระดับตำบลต้องมี “สภากลางตำบล” ประกอบด้วย สภาองค์กรชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ท้องที่ และภาคีพัฒนาในท้องถิ่น เป็นฟันเฟื่องสำคัญขยับการเปลี่ยนแปลงจากฐานราก และระดับจังหวัดต้องจัดตั้ง “สภากลางจังหวัด” มี 4 ส่วน องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ส่วนราชการ ธุรกิจ ภาคประชาชน

 เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมสำคัญในการจัดการตนเองในด้านการเมือง การปกครอง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาท้องถิ่นในทุกด้านแบบองค์รวม เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งยั่งยืน

 นายแพทย์ชัยพร พรประเสริฐกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ เห็นว่าคนอำนาจเจริญต้องแก้ปัญหาด้วยเอง โดย อบจ.พร้อมหนุนให้เดินหน้าต่อเนื่อง โดยความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องไม่ได้เกิดการจากคิดเพียงอย่างเดียว ต้องช่วยกันทำอย่างมุ่งมั่นและมีสัจจะอธิษฐาน ตั้งใจร่วมกันสืบสานปณิธานของพ่อหลวง มีวิถีตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้อำนาจเจริญมีองค์การบริหารส่วนตำบล 42 แห่ง เทศบาลตำบล 20 แห่ง และเทศบาลเมือง 1 แห่ง

 ”องค์การบริหารส่วนจังหวัดก็จะนำเนื้อหาในธรรมนูญ ไปทำเป็นแผนคู่ขนานนโยบายจังหวัด เพราะเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นที่จะนำไปปฏิบัติ ต้องมามองกรอบและแผนปฏิบัติการร่วมกัน อาจเป็นแผนร่วม 3 ปี ซึ่งเรามีนัดหมายประชุมกับขบวนชุมชนทุกวันจันทร์ 8 โมงเช้า เพื่อเอาธรรมนูญไปตีโจทย์ให้แตก”

 ด้าน ดร.สุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) กล่าวว่าการประกาศใช้ธรรมนูญคนอำนาจเจริญนั้น มุ่งหวังให้ชุมชนในจังหวัดอำนาจเจริญมีความร่มเย็นเป็นสุข ด้วยการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นข้อตกลงร่วมกันของประชาชน ที่ไม่ใช่การบังคับ ถือเป็นการร่วมสร้างประชาธิปไตยจากฐานราก สร้างการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน ถือเป็นเรื่องการบ้านของประชาชนที่ต้องการร่วมมือกับรัฐในการพัฒนา โดยไม่ได้มาตามพรรคการเมืองของใคร

 กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร รองผู้อำนวยการสำนักงานปฏิรูป แสดงความเห็นต่อธรรมนูญฅนอำนาจเจริญว่า วันนี้เป็นการผนึกกำลังพลังพลเมืองที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะการจะได้มาซึ่งธรรมนูญประชาชนฅนอำนาจเจริญนั้นได้ผ่านขั้นตอนอย่างเข้มข้น ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ยาก แต่การจะทำให้ธรรมนูญเป็นจริงนั้นยากยิ่งกว่า ทั้งนี้ควรเน้นการทำงานในลักษณะ “นำร่อง” สักครึ่งหนึ่งของพื้นที่ เพราะเนื้อหาแต่ละข้อนั้นการทำให้เป็นจริงยาก เช่น การบอกให้โรงเรียนปิดเทอมตามฤดูกาลทำนาของชุมชน ซึ่งในปี 2556 ต้องมาช่วยกันติดตามดูว่าปัญหาของคนอำนาจเจริญจะได้รับการคลี่คลายด้วยการมีธรรมนูญหรือไม่

 ทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่าวันนี้เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่นำร่องประชาธิปไตยชุมชน โดยคนอำนาจเจริญได้ออกมาประกาศธรรมนูญฯของตนเอง หรือข้อตกลงร่วม ที่มีที่มาจากงานพัฒนาที่ร่วมกันทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการ เรื่องสภาองค์กรชุมชนตำบล ฯลฯ เพราะมีฐานทุนที่ดี ทั้งภูมิปัญญา ความรู้ โดยเฉพาะทุนคนซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งเห็นได้ว่าจังหวัดนี้มีการบูรณาการหน่วยงานภาคีต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมเอาพลังความรู้ พลังปัญญา พลังสังคม พลังสื่อ มาร่วมทำงาน

 ทั้งนี้ “ธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญ” มี 9 หมวด คือ 1.บททั่วไป 2.ปรัชญาแนวคิด 3.การเมืองภาคพลเมือง ที่มีเนื้อหาสร้างสังคมเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ตามแนวทางวิถีประชาธิปไตยชุมชน โดยอาศัยสภาหมู่บ้าน ฯลฯ 4.ด้านสังคม เพื่อชุมชนเข้มแข็ง ผู้คนฮักแพงแบ่งปัน สานต่อวัฒนธรรมประเพณี โดยมีข้อเสนอจัดการด้านการศึกษา ด้านสตรี เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส และศาสนาความเชื่อ 5.ระบบเศรษฐกิจชุมชน กล่าวถึงการยกระดับการกินดีอยู่ดีของคนในชุมชนโดยทุกครอบครัวจะปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินและแบ่งปัน กองทุนเพื่อการผลิตดอกเบี้ยต่ำ ปรับวิถีการผลิตพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นวิถีเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ

 6.ด้านสุขภาพ สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ หมวดนี้มีความน่าสนใจตรงการกำหนดให้มี “ธรรมนูญสุขภาพ” ซึ่งทางสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.)สนับสนุนในการจัดทำกระบวนการ 7.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเอง ที่ชาวบ้านขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดและตัดสินใจ

 8.ด้านการรับรู้ การเข้าถึง และการกระจายข่าวสาร เป็นข้อเสนอด้านการสื่อสารของชุมชน โดยชุมชนต้องเข้าถึง อิสระ เท่าเทียม และเป็นเจ้าของพื้นที่สื่อสาธารณะ ผลิตเนื้อหาสาระด้วยตนเอง หลากหลายเนื้อหาสาร และ 9.บทเฉพาะกาล

SCOOP@NAEWNA.COM

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | การเมือง, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | , , , , | ให้ความเห็น

โมเดล “ตะเคียนเลื่อน” (จบ) โครงการเรียนรู้อยู่กับน้ำอย่างมีความสุข (สกู๊ปแนวหน้า)

http://www.naewna.com/news.asp?ID=302169

วันที่ 22/2/2012

“เราทำงานมา 30 ปี เพราะมีเกษตรกรเขาถึงจ้างเกษตรตำบล เพราะฉะนั้น เราต้องซื่อสัตย์ต่อเจ้านายเรา ทำแบบนี้แค่หน้าที่และความรับผิดชอบไม่พอ ต้องมี “ใจ” ด้วย เพราะหน้าที่ทำ 8 โมงครึ่งถึง 4 โมงครึ่ง แต่ทำด้วยใจมันมี 24 ชั่วโมง 

 (ต่อจากตอนที่แล้ว)

 ชุมชนตะเคียนเลื่อนเริ่มจากกลุ่มเล็กมาหารือ ใช้วงคุยกัน จากนั้นเริ่มกระจาย ไปไหนเราก็คุย เจอใครเราก็บอก สอดแทรก เอาความรู้ที่เราได้อย่างประจักษ์ ค่อยๆ ถ่ายทอด ค่อยๆ บอก อีกอันคือเรื่องข่าวสาร เป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องเลือกบริโภคข่าวสาร และเราต้องอยู่ อยู่อย่างมีความสุข เราจับประเด็นจากคนนั้นคนนี้ ช่วยกันคิด เลยได้ออกมาเป็น “โครงการเรียนรู้อยู่กับน้ำอย่ามีความสุข”

 เราคิดกันเอง ทำกันเอง เราไม่รอหลวง (ราชการ) ไม่รองบประมาณ เราทำได้ง่ายกว่า หากรอจะค่อนข้างยุ่ง แต่งบของเราค่อนข้างจะเป็นไปได้ง่าย และตรงใจของพวกเรา ทำแล้วประสบความสำเร็จสูง

ขรก.ทำแค่หน้าที่ไม่พอ ต้องทำด้วยใจ

 เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นข้าราชการ ส่วนใหญ่ข้าราชการมักสั่งๆ ให้ชาวบ้านทำ นางคำปัน นพพันธ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตร อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะที่เป็นทั้งข้าราชการและชาวบ้านในตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ได้เล่าว่า การที่เราจะไปบอกชาวบ้าน เราต้องรู้ก่อน ตอนที่อยู่ในพื้นที่ใหม่ๆ ไปบอกเขา เขาก็ไม่ค่อยเชื่อ ชาวบ้านเขาบอกว่าบ้านเกษตรตำบลยังไม่มีเลย (ไม่ได้ปลูก) อย่าไปเชื่อ เราก็จำเป็นต้องทำให้เห็น อย่างที่บ้านทำสวนแบบปลอดสาร ทำเป็นตัวอย่าง แล้วเราจะพูดได้เต็มปากเต็มคำ พอชาวบ้านมาเห็นว่าทำได้จริงก็จะเกิดความเชื่อมั่น และเราทำงานกับอาจารย์มหาวิทยาลัยในหลายๆ เรื่อง ทำเป็นแปลงวิจัย แปลงทดลอง เราต้องรู้จริงจัง ต้องตามเกษตรกรให้ทัน เราต้องเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง ไม่ใช่พูดตามตำรา ต้องเรียนให้รู้ไปพร้อมกับเกษตรกร

 เกษตรกร 10 คนมีดี 10 อย่าง แต่เขาไม่บันทึก เขาทำๆๆ เราเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้เพื่อถ่ายทอดให้เกษตรกรคนอื่นต่อไป ให้เขาได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ได้ของจริง ไม่ต้องยกตัวอย่างไกล เราใช้สารสะเดา มีแมลงไหม มี ก็แบ่งกันกิน จะไปโลภมากเอาทั้งหมดได้อย่างไร อย่างน้อยๆ เราปลอดภัย เราต้องเคารพลูกค้า บอกว่าปลอดสารพิษก็ปลอดสารพิษ ไม่เอาสารพิษไปขายเขา ไม่มีคือไม่ขาย ไม่ดีคือไม่ให้

 ดังนั้นในฐานะที่เป็นเกษตรตำบล ต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ เรียนจากของจริง ไม่ใช่พูดปาวๆ แต่อยู่ตรงไหนไม่รู้

 ”เราทำงานมา 30 ปี เพราะมีเกษตรกรเขาถึงจ้างเกษตรตำบล เพราะฉะนั้น เราต้องซื่อสัตย์ต่อเจ้านายเรา ทำแบบนี้แค่หน้าที่และความรับผิดชอบไม่พอ ต้องมี “ใจ” ด้วย เพราะหน้าที่ทำ 8 โมงครึ่งถึง 4 โมงครึ่ง แต่ทำด้วยใจมันมี 24 ชั่วโมง เกษตรกรอยู่ในใจเราตลอด ว่าถ้าเขาเป็นอย่างนี้เราจะแก้อย่างไร บางทีรอโครงการจากหลวงแต่ไม่ได้ดั่งใจ สู้เราคิดเองไม่ได้ อย่างโครงการเรียนรู้อยู่กับน้ำอย่างมีความสุข ทำกันเอง สร้างองค์ความรู้แบบไหน อยู่อย่างไร จะต้องปรับอย่างไร เพราะโครงการหลวงมาเป็นระยะๆ มาแล้วไป แต่ของเรา เราอยากให้อยู่กับเรา ให้ได้เนื้อได้น้ำ จริงๆ ต้องเอาใจลงไปทำมันถึงได้ใจขึ้นมา

 นางคำปันกล่าวต่อท้ายว่า อะไรที่เราทำได้ เราทำ แค่หน้าที่และความรับผิดชอบไม่พอ ยิ่งให้ยิ่งได้ ต้องทำหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด

 ”เราต้องการความสุข ทำก็มีความสุข ขายก็มีความสุข จีดีพีเราไม่ได้วัดค่าเป็นเงิน ทำไมดิฉันปลูกแค่ 100 ต้น เก็บได้วันละ 3 กิโลกรัม หากเราพอเราก็รวยแล้ว หากเราปลูกเองขายเอง เราได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องลงทุนสูง กิน แจก แลก ขาย กินก่อน แจกเพื่อนบ้าน แลก เขาเอามาให้เรา เราก็มีให้เขา ที่เหลือก็ขาย ขอฝากว่า โครงการ กล้า…ดี ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เราดีขึ้น ทำให้โครงการเรียนรู้อยู่กับน้ำของเราสมบูรณ์ขึ้น”

กลับสู่วิถีสามัญ วิถีดั้งเดิม

 นายสุเทพ ชูชัยยะ นายก อบต.ตลิ่งชัน-คุ้งลาน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า วิถีชีวิตคนในตอนหลังมีความสะดวกซื้อเกิดขึ้น พอมีภัยพิบัติ ทุกคนกลับไปสู่สามัญ เรามีแผ่นดินอยู่แล้ว โครงการกล้า…ดีสอนให้ชาวบ้านยืนได้ด้วยตัวเอง ชาวบ้านไม่รอคนมาช่วยแล้ว การช่วยเหลือตรงใจที่เขาต้องการ รัฐบาทที่ผ่านมาให้อย่างเดียว โครงการนี้ทำ 3 ความพร้อม ไม่ได้ให้ปลาอย่างเดียว ให้เบ็ดไปด้วย ไม่งั้นคนจะรอรับของแจกอย่างเดียว พร้อมปลูก ปลูกให้ตัวท่านเอง ครอบครัวท่านเอง เป็นวิถีชีวิตคนไทยแท้จริง พืชผักสวนครัวปลูกที่ไหนก็ได้ ดาดฟ้าก็ปลูกได้

 ”เราใช้ทุนทางสังคมที่เรามีอยู่แล้วนพื้นที่ แผ่นดินลุ่มล้ำเจ้าพระยา มีความพร้อมที่จะเพาะปลูก เราก็จะมีความมั่นคงทางอาหาร ถ้ามีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งก็จะขยายได้รวดเร็ว ชุมชนจะผลักดันกันเอง ไม่ใช่ทำเพื่อเสร็จ แต่ทำเพื่อให้สำเร็จ”

พริก มะเขือ ยี่ห้อกล้า…ดี

 ขณะที่นายก อบต.เกาะเทโพ จังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า พื้นที่เกาะเทโพ เป็นพื้นที่น้ำล้อมรอบ น้ำท่วมทีนาน 3 เดือน พอน้ำลดชาวบ้านจะไปกู้หนี้ยืมสิน และปีที่แล้วหนักมากจริงๆ ชาวบ้านหมดเนื้อหมดตัว ที่นี่น้ำท่วมทุกปี พอน้ำลดก็หาเงินซื้ออาหารหาเงินลงทุน ที่นี่ชาวบ้านทำอาชีพทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก พอโครงการกล้า…ดีมา พร้อมกินได้กินเลย พร้อมปลูกก็ปลูกได้เลย พร้อมเพาะก็ไม่ต้องกู้ใครแล้ว ชาวบ้านอยู่ได้สบายๆ ชาวบ้านปกติเขามีข้าวอยู่แล้ว พร้อมกิน พร้อมปลูก เราเลี้ยงตัวเองได้สบายๆ พอมีพร้อมเพาะ ชาวบ้านยิ้มได้เพราะมีรายได้ ไม่ต้องกู้หนี้เขามาลงทุนใหม่

 วันนี้ทุกคนเกทับกัน ใครขายได้เท่าไหร่ ชาวบ้านต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี ถ้าใครไม่รู้ พอน้ำแห้งจะคิดถึงถนนหนทาง แต่ชาวบ้านคิดถึงรายได้เป็นอันดันแรก นี่คือคุณภาพชีวิตของเขาที่เขาต้องการ หากท้องไม่อิ่มชาวบ้านก็ไม่มีความสุข โครงการกล้า…ดีเป็นอะไรที่ลงตัวสำหรับชาวบ้าน สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน เพราะปกติ การช่วยเหลือให้ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นถนนหนทาง แต่ชาวบ้านก็ไปดิ้นรน ไปกู้เขา หาเงินมาลงทุนใหม่เอาเอง แต่โครงการนี้ตอบโจทย์ชาวบ้าน เป็นการให้ที่ยั่งยืน

 ”ตอนนี้ชาวบ้านเกาะเทโพ 80% ปลูกพริก มะเขือ เวลาไปขายที่ตลาดก็ถูกถามว่ามะเขืออะไร พริกอะไร ทุกคนก็บอกว่า กล้า…ดี เป็นยี่ห้อไปแล้ว ยี่ห้อ กล้า…ดี” ท

 างด้านเกษตรกรจังหวัดสิงห์บุรีเล่าว่า “เดิมทีที่สิงห์บุรี ตอนที่คุณชายดิศนัดดาเริ่มไปชี้แจงไปสำรวจความต้องการ มีพี่น้องเกษตรกร 7 พันครัวเรือน 35 ตำบล ตอนนี้เพิ่มเป็น 9 พันครัวเรือน ชาวบ้านพอใจ อวดผลผลิตกัน จากการติดตาม ขณะนี้ผลผลิตกำลังออก มีรายได้เพิ่มขึ้น โครงการนี้ประสบผลสำเร็จ และทางจังหวัดจะดำเนินการต่อไป เราวางแผนร่วมกับท้องถิ่น เรานำร่องให้ท้องถิ่น ชาวบ้านได้รับทราบแล้ว เราวางแผนทั้งจังหวัด เพาะกล้าที่ดอน แจกทั้งจังหวัด”

รายได้เป็นกอบเป็นกำ

 นางชุตินันท์ มณี ชาวสวนในตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า ชาวบ้านทำอาชีพเกษตรอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่ได้นึกถึงผักสวนครัว โครงการกล้า…ดี เขาทำอย่างนี้ให้เราดู ปีนี้เราทำได้แล้ว ตอนนี้ผู้ใหญ่บ้านเตรียมเพาะเอาไว้แจก ไม่ต้องรอของแจกแล้ว ที่บ้านปลูกพริก 2 พันต้นในพื้นที่ 2 งาน ปลูกตั้งแต่เขาเริ่มแจกกล้าเมื่อพฤศจิกายน 2554 ปลูก 45 วัน ก็ออกดอกแล้ว ตอนนี้เก็บพริก 15 วันครั้ง ครั้งแรกได้ 300 กิโลกรัมๆ ละ 10 กว่าบาท

 ”เขาเพาะใส่ถาดมาให้ โตเร็วกว่าที่เราปลูกเอง ทำให้เราคิดพัฒนาตัวเอง เพาะแบบเขา ได้ผลผลิตไว เราปลูกเองกว่าจะมีดอก 3 เดือน แต่นี่ 45 วัน ก็ออกดอกแล้ว สำหรับพริก ถ้าน้ำไม่ท่วม บำรุงดีๆ ก็อยู่ได้นาน คราวหน้าเราเตรียมตัวได้เอง ซื้อเมล็ดพันธุ์ น้ำท่วม 3-4 เดือน เตรียมเพาะ พอน้ำลงเราปลูกได้เลย เมื่อก่อนต้องทำดิน ทำแปลง มันช้า คราวนี้เราจะเก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น เตรียมพร้อมได้แล้ว”

โครงการกล้า…ยั่งยืน

 ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง กล่าวถึงโครงการกล้า…ดี ที่ได้ดำเนินการเป็นเวลา 4 เดือน (กลางเดือนตุลาคม 2554 – กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ) เพื่อช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง รวม 13 จังหวัด 78 อำเภอ 498 ตำบล 3,347 หมู่บ้าน มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 988,460 คน

 ทั้งนี้ โครงการกล้า…ดีได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้รับเงินบริจาค 82,817,523.81 บาท ยอดค่าใช้จ่าย 40,088,541.50 บาท (ณ 13 กุมภาพันธ์) ค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมชุด 3 พร้อม (พร้อมกิน พร้อมปลูก พร้อมเพาะ)ได้แจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยอยู่ที่ 40 บาทต่อคน จากชุด 3 พร้อมสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ชาวบ้าน 667 บาท ต่อคน และเพิ่มรายได้อีกประมาณ 889 บาท ต่อคน

 ทั้งนี้เงินที่เหลือ มูลนิธิจะนำมาต่อยอดศักยภาพของชุมชนเข้มแข็ง เพื่อสร้าง “ชุมชนกล้า…ดี” ที่จะเป็นแบบอย่างการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนให้ชุมชนอื่นๆ ต่อไป โดยมีทีมงานกล้า…ดี คอยให้การคำปรึกษาให้เกิดกระบวนการที่จะนำไปสร้างศักยภาพ การพึ่งพาตนเองในอนาคต

SCOOP@NAEWNA.COM

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | การเมือง, สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | , , , , | ให้ความเห็น

แก้รธน.-ผลประโยชน์ทับซ้อน ระเบิดเวลาชนวนกลียุค (แนวหน้าวิเคราะห์)

http://www.naewna.com/news.asp?ID=302712

วันที่ 26/2/2012


 รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าภายใต้การนำของ นายกฯนกแก้ว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหาร ประเทศมา 6-7 เดือนแล้วซึ่งนอกจากจะ ไม่สามารถนำพาประเทศให้เดินไปข้างหน้า สร้างความปรองดองในชาติ และยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นแล้ว การลุแก่อำนาจและส่อพฤติกรรมไม่สุจริต ซ้ำไร้ประสิทธิภาพเป็นสาเหตุของการสั่งสม สารพัดปัญหาทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ชี้ให้เห็นแนวโน้มว่ากำลังนำพาประเทศไปสู่วิกฤติชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ

 การลุแก่อำนาจของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าประการแรกก็คือการดันทุรังตั้งหน้า ตั้งตามุ่งทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายใหญ่ผู้นำตัวจริงของรัฐบาล หุ่นเชิดชุดนี้โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐและ ความถูกต้องชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น และ ที่สำคัญคือไม่คำนึงว่าจะเป็นการจุดชนวนสร้างความแตกแยกในชาติอันจะนำไปสู่วิกฤติหายนะของบ้านเมือง ทั้งการคืนพาสปอร์ต และที่สำคัญคือการเร่งรุกคืบ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและออกกฎหมาย ที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหา ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน

 การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังส่อเค้าว่ามีเป้าหมายแอบแฝง เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันหลักของชาติครั้งสำคัญด้วยจุดมุ่งหมายที่บ่อนทำลายลดอำนาจบทบาทของสถาบันหลักที่เป็น อุปสรรคขวากหนามในการแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลเพื่อยึดครองประเทศให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของระบอบทักษิณ อาทิ สถาบัน กองทัพ สถาบันศาล และองค์กรอิสระต่างๆ

 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ประกาศชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้คือการเปิดหน้าชก เดินหน้าชนเพื่อนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศอย่างสง่างามในฐานะวีรบุรุษ ขณะที่การแก้ไขรัฐธรมนูญครั้งนี้เริ่มมีสัญญาณแห่งวิกฤติการเผชิญหน้า อย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มพลังมหาชนที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและฝ่ายที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญบ้างแล้ว นั่นคือการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่ชุมนุมกันที่หน้า รัฐสภา ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงก็ออกมาชุมนุมข่มขวัญพร้อมปะทะกับกลุ่มที่ออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 กระแสต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญส่อเค้าลุกลามรุนแรงขึ้นทุกขณะเมื่อกลุ่ม 50 สมาชิกวุฒิสภา(สว.)ออกมาเคลื่อนไหว แถลงว่า การแก้มาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ต่างอะไรจากการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ผ่านการลงประชามติเห็นชอบจากประชาชนกว่า 14 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายแอบแฝงที่จะรวบอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติคือรัฐสภา ฝ่ายบริหารคือรัฐบาล และฝ่าย ตุลาการคือศาล ตลอดจนมุ่งที่จะล้างบางองค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

 ขณะที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีการประชุมหารือแล้วออกมาแถลงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างถึงที่สุดเพราะเป็นนิติกรรมอำพรางและ ไม่ต่างอะไรจากการรัฐประหารยึดอำนาจประเทศไทยโดยอาศัยรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ อันจะนำประเทศไปสู่ระบอบเผด็จการรัฐสภาโดยกลุ่มทุนสามานย์ผูกขาดของพรรคการเมืองในที่สุด

 บรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่างออกมาแสดงท่าทีต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างแข็งกร้าวโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า ณ วันนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเมืองไทยโดยนักการเมืองไทยไม่ว่าพรรคไหนล้วนล้มเหลว สิ้นเชิง นักการเมืองทุ่มเทเงินทองแล้วแสวงหาอำนาจเพื่อประโยชน์ ของตัวเองโดยไม่ได้มองถึงประชาชนทั้งสิ้น

 ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า ยอมไม่ได้เด็ดขาด ที่จะปล่อยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะหากมีการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และลบล้างโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวก ส่วน นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ย้ำว่าจะไม่ยอมให้ขบวนการระบอบทักษิณสถาปนารัฐไทยใหม่อย่างเด็ดขาด โดย กลุ่มพันธมิตรฯจะต่อสู้ถึงที่สุด

 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำหนดจังหวะ ก้าวการเคลื่อนไหวโดยนัดประชุมแกนนำทั่วประเทศในวันที่ 10 มี.ค.นี้ เพื่อกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวครั้งใหญ่

 ในด้านกลับกันแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอย่าง นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.พรรคเพื่อไทย และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.พรรคเพื่อไทย ประกาศแข็งกร้าวว่าพร้อมนำมวลชนคนเสื้อแดงเผชิญหน้ากับ กลุ่มที่ออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มคนเสื้อแดง จะออกมาแสดงพลังครั้งใหญ่ให้เห็นในวันที่ 25 ก.พ.นี้ ที่โบนันซ่า รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

 ดร.คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) มองเห็นแนวโน้มแห่งความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น จึงส่งสัญญาณเตือนด้วยการทำหนังสือถึง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ให้เลื่อนการเริ่มพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ในวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมาออกไปก่อนเพราะเกรงจะเกิดเหตุการณ์เผชิญหน้า และเตือนว่าหากรัฐบาลมุ่งที่จะแก้ไขเพื่อใครบางคนก็จะยิ่งเติมเชื้อไฟเพิ่มปัญหาขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้น รวมทั้งไม่ควรเร่งรีบรวบรัดขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างทั่วถึงโปร่งใสเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง แต่สัญญาณเตือนจาก ดร.คณิต ถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดีจากฝ่ายรัฐบาล

 ขณะที่ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎร อาวุโส ประเมินว่าความแตกแยกในชาติขณะนี้หากไม่มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่กลียุคครั้งใหญ่ นอกจากถูกมองว่าลุแก่อำนาจแล้วตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศยังส่อพฤติกรรมไปในทางทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน แม้แต่ในช่วงเกิดวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติจากความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลยังมีการฉ้อฉลเบียดบังสิ่งของบริจาคของประชาชนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซ้ำมีการทุจริตการจัดซื้อถุงยังชีพเพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ ผู้ประสบภัย

 นอกจากนี้รัฐบาลยังออกนโยบายบ้านหลังแรกที่ส่อ เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอสซีแอสเสทอันเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ของตระกูล “ชินวัตร” และที่สำคัญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เคยเป็น ผู้บริหารบริษัทนี้มาก่อน

 และที่กำลังเป็นข่าวอื้อฉาวครึกโครมคือกรณี นายกฯยิ่งลักษณ์ ใช้เวลาราชการและไม่ร่วมการประชุมสภาไปปฏิบัติภารกิจลึกลับส่วนตัวบนชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์อย่างมีพิรุธว่าจะเกี่ยวพันถึงเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะมีรายงานข่าวระบุว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ได้นัดพบปะเจรจากับกลุ่มนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ล้วนแนบแน่นกับระบอบทักษิณบนชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ อาทิ นายเศรษฐา ทวีสิน นายอนันต์ อัศวโภคิน และผู้บริหารของบริษัทแอสซีเอสเสท

 รายงานข่าวแจ้งว่า การเจรจาลับอื้อฉาวบนชั้น 7 ของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์อาจจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในพื้นที่ซึ่งจะกำหนดเป็นแก้มลิง 2 ล้านไร่ เพื่อรองรับน้ำท่วม รวมทั้งพิมพ์เขียว ผังเมืองใหม่ โดยการที่กลุ่มนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ได้รู้ ข้อมูลภายในล่วงหน้าย่อมสามารถที่จะกว้านซื้อที่ดินเก็งกำไรอย่าง มหาศาล ขณะเดียวกันอาจมีการสมคบกันในลักษณะต่างตอบแทน โดยรัฐอาจจะหลีกเลี่ยงไม่กำหนดพื้นที่แก้มลิงที่ดินของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กลุ่มนี้ แลกกับเงินทุนลงขันสนับสนุนพรรค การเมืองในรัฐบาล

 เบื้องหลังพิรุธอันน่าสงสัยในกรณีอื้อฉาวที่ชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์จนบัดนี้นายกฯยิ่งลักษณ์ ก็ยังไม่สามารถขจัดข้อเคลือบแคลง สร้างความกระจ่างต่อสาธารณชน

 เพราะฉะนั้นจากการที่รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าส่อพฤติกรรม ลุแก่อำนาจใช้พวกมากลากไปซึ่งไม่ต่างอะไรจากเผด็จการรัฐสภา ในคราบประชาธิปไตยทั้งการดันทุรังจุดไฟวิกฤติรัฐธรรมนูญรวมทั้งพฤติกรรมที่ส่อมีผลประโยชน์ทับซ้อนเท่ากับสั่งสมความ ขัดแย้งจุดชนวนระเบิดเวลาที่รอปะทุนำพาประเทศนับถอยหลังไปสู่วิกฤติกลียุคมิคสัญญีเข้าไปทุกขณะ

ทีมข่าวการเมือง

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

ลึกลับในสนามข่าว ประจำวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

http://www.naewna.com/news.asp?ID=303004

วันที่ 28/2/2012

ลึกลับในสนามข่าว ประจำวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

  • …สัปดาห์ที่ผ่านมา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ “อธิบดีต่อ – สมชาย ชาญณรงค์กุล” เปิดแถลงข่าวร่วมกับตัวแทนจากประเทศจีน ที่เดินทางมาดูงานสหกรณ์ของไทย และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ระหว่างแถลงข่าว อยู่ๆ เจ้าตัวก็หัวเราะขึ้นมา แล้วก็บอกว่า “หยุดๆๆๆ เลิกอัดเทปก่อน แป๊บหนึ่ง” ทำเอานักข่าวงง… แล้วก็ถึงบางอ้อ เพราะพอก้มมองเก้าอี้ที่ทั่นอธิบดีนั่งแถลงข่าว มันเตี้ยลง เตี้ยลง เตี้ยลง เล่นเอาทุกคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทั่นอธิบดีเลยพูดขึ้นมาว่า “เอ..ทำไมเก้าอี้ถึงเตี้ยลง สงสัยเก้าอี้ผมมันจะไม่มั่นคงแล้วว่ะ แค่จะแถลงข่าวเก้าอี้ ยังไม่เป็นใจเลย เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะ ขอปรับเก้าอี้ให้ดีก่อน” พร้อมกับหันไปจัดการปรับระดับเก้าอี้ให้เหมาะ ก่อนจะแถลงข่าวต่อ เฮ้อ!!! หวาดเสียวแทน เพราะก่อนหน้านี้ มีข่าวปิดกันให้แซ่ดว่า จะมีการเลื่อยเก้าอี้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กันบ้าง มีข่าวจะโดนเด้งเป็นรายต่อไปบ้าง เอ…ลางไม่ดีซะแล้ว ลุ้น ครม.วันนี้จะรอดรึเปล่าหนอ…
  • …ในงานฉลอง 3 แชมป์ของ “ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีแฟนบอลทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ซึ่งพ่องานครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ประธานสโมสร “เนวิน ชิดชอบ” บุคคลที่หันมาทำฟุตบอลเต็มตัว เอาดีด้วยการสร้างทีมบุรีรัมย์ฯในระยะเวลา 2 ปี ก็สามารถกวาดทุกแชมป์ที่มีการแข่งขัน ทำให้ตอนนี้เฮียเนเหมือนเป็นซูเปอร์สตาร์ของคนที่นี่ โดยเฉพาะในวันงานฉลองแชมป์ มีผู้คนแห่มาเข้าคิวขอถ่ายรูปไม่ขาด…งานนี้เจ้าตัวเปิดใจว่า ตั้งแต่เล่นการเมืองมา ยังไม่ฮอตเท่าตอนนี้ แม้ตอนเป็นนักการเมืองจะมีคนรักเรา แต่เขาก็กลัวเราด้วย “ตอนนี้มีแฟนบอลมา ขอบคุณผม ที่สร้างความสุขให้กับคนบุรีรัมย์ แตกต่างจากตอนเป็นนักการเมือง ถึงแม้จะมาสร้างถนนทำสิ่งต่างๆให้ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำๆนี้ เห็นมั้ยว่าอยู่ที่นี่ พี่มีความสุขขนาดไหน” แหม..ฟังดูแล้วมีความสุขจริงๆ มีความสุขกับการทำบอลอย่างนี้ คงไม่คิดกลับไปทำการเมืองใช่มั้ย รึว่าขออยู่แบบเบื้องหลัง คอยสั่งการดีกว่า อิอิ…
  • …ก็เข้าใจว่าบริษัท ห้างร้านต่างๆ ยังไม่หายเหนื่อยจากภาวะน้ำท่วมปีที่แล้ว อย่าง “ประพันธ์ ปุษยไพบูลย์” กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษษัทอาหารยอดคุณ จำกัด ย่านมีนบุรี ก็จัดงานเลี้ยงให้พนักงาน ในยามเศรษฐกิจชำรุด บิ๊กบอสประพันธ์ ถึงขั้นแต่งแฟนซี ขึ้นร้องเพลงให้ความอบอุ่นแก่พนักงาน..ประสาที่เคยเป็น “ผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์” งานนี้จึงมีนักการเมือง หัวคะแนน กองเชียร์ มาร่วมงานมากมาย จึงเหมือนกับเป็นการเช็คกำลังว่า เสี่ยประพันธ์ ยังแน่นปึ้ก พร้อมรับใช้ประชาชน…

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | การเมือง, ลึกลับในสนามข่าว, แนวหน้า | , , , , | ให้ความเห็น

ลึกลับในสนามข่าว ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555

http://www.naewna.com/news.asp?ID=302478

วันที่ 24/2/2012

ลึกลับในสนามข่าว ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555

  • มานั่งเก้าอี้เลขานุการรมว.มหาดไทยเกือบหนึ่งเดือนเต็ม “ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตเลขาฯส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้ว่าเจ้าตัวจะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับนายใหญ่สั่งมาคุมมท.1 อีกที โดยเจ้าตัวก็ยืนยันว่ามาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ มท.1 และเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ได้ควงที่ปรึกษารัฐมนตรี และ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ลงพื้นที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้รับตำแหน่งข้าราชการทางการเมืองเต็มตัว เนื่องจาก มท.1 ติดภารกิจเดินทางไปกับทัวร์นกแก้ว ตามติดนายกรัฐมนตรี และการเดินทางไปครั้งนี้ เพื่อตรวจสอบ ศึกษา ปัญหา อุปสรรค การแก้ไขปัญหาอุทกภัย เพื่อนำมารายงานให้ รมว.มหาดไทยทราบ ในการลงพื้นที่ก็พบว่ามีผักตบชวาจำนวนมาก ทั่นเลขาฯผดุง ก็ได้แนะนำว่าควรนำวัชพืชเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ แหม..ถือว่าเตรียมข้อมูลมาได้ดี และยังไปคุยกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด แถมยังอบอุ่น เพราะแวดล้อมไปด้วยข้าราชการในพื้นที่มาต้อนรับแบบจัดเต็ม… โดยมีคณะสื่อมวลชนแทบจะทุกสำนัก ที่ให้ความสนใจติดตามร่วมเดินทางไปด้วย เรียกว่าขบวนรถตามติดกันอย่างยาวเหยียด ยิ่งกว่าตาม รมว.มหาดไทยตัวจริง ซะอีก แหม. ให้รู้มั่งว่าใครสายตรง… อิอิ….
  • ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้นักการเมืองบางคนก็กลายเป็น”ซุปตาร์”ไปแล้ว พิสูจน์ได้จากเวลาไปเดินตามท้องถนนเมื่อไหร่ก็จะเห็นได้ทันที อย่างวันก่อน”เสี่ยอ่าง”ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ที่ไม่ได้ดอดแว๊ปไปมี ว.5 ที่ไหน แค่แวะข้างทางลงไปเดินทำธุระแถวถนนราชดำเนิน ใกล้ๆสภาทนายความ พอรถอดสูทลงจากรถ โดยมีคนติดตามและคนขับรถเท่านั้น แต่ด้วยความเป็นคนที่ดังติดหูติดตาตามจอแก้ว ด้วยลีลาสไตล์ของตัวเอง ทำให้คนผ่านไปผ่านมาก็ซุบซิบกันทันทีที่เห็นเสี่ยชูวิทย์มาก็สะกิดกันใหญ่เหมือนเห็น”ดารา หรือซุปตาร์”มาแล้ว แถมมีชาวบ้านบางคนสนใจรีบวิ่งกลับไปที่รถหยิบเอากล้องถ่ายรูปมาวิ่งไปหา”เสี่ยชูวิทย์”ทันที ขอถ่ายรูปคู่ยังกับถ่ายกับดาราหรือแฟนพันธุ์แท้ เล่นเอาเจ้าตัวเป็นปลื้มยิ้มแก้มปริไปเลยที่มีคนขอถ่ายรูปคู่ เสี่ยอ่างก็โอบไหล่อย่างเป็นกันเอง….ไม่ต้องแปลกใจเพราะสมัยนี้ต้องดังจริงถึงจะเป็น”ซุปตาร์”ได้…แต่ต้องไม่ลืมการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนให้คุ้มค่ากับการกินเงินเดือนที่เป็นภาษีประชาชนด้วยนะขอรับ
  • และแล้ววันที่รอคอยในการร่วมฉลองความสำเร็จและความสุขกับชาวบุรีรัมย์กองเชียร์ ที่เป็นพลังส่วนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังมาอย่างต่อเนื่องตลอด 2 ปี งานครั้งนี้”บิ๊กเน” เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล”บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด”หรือ”ปราสาทสายฟ้า” เป็นปลื้มสุดๆมีความสุขสมใจสะใจกับผลงานของทีมปราสาทสายฟ้า เพราะภายในปีเดียวกวาดแชมป์ถึง4 แชมป์ ทั้งแชมป์ไทยลีก โตโยต้าลีกคัพ ไทยคมเอฟเอคัพ และ แชมป์โตโยต้า พรีเมียร์คัพ 2011 ถ้วยล่าสุด หลังจากปีที่แล้วเป็นแค่พระรอง…และหลังจากคว้าแชมป์มาแล้ว ถึงเวลาฉลองกันอย่างเต็มที่ ดีเดย์จัดอย่างยิ่งใหญ่ วันที่26 ก.พ.นี้ เพื่อขอบคุณแฟนบอล พร้อมร่วมฉลอง”ทริปเปิลแชมป์”ที่สนามไอโมบาย สเตเดี้ยม ตั้งแต่เวลาห้าโมงเย็น ยังมีคอนเสิร์ตระดับตำนานของ วงคาราบาว และวงบอดี้สแลม ที่ทุกๆคนรอคอย…คาดว่ามีแฟนมาร่วมฉลองมากกว่าสามหมื่นล้นสนามแน่ เพราะวันนี้”ปราสาทสายฟ้า”ได้สร้างประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของวงการบอลไทยไปแล้ว คงอีกนานที่จะทำลายสถิตินี้ได้ ยังไรเสีย ทั้งทีมและกองเชียร์ก็มีงานใหญ่รออยู่ในการไปเตะ เอเอฟซีแชมป์เปี้ยนลีกรอบแบ่งกลุ่ม ที่เตรียมบินไปเตะถึงสามประเทศใหญ่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และประเทศจีน…เป็นไปโชว์ฝีเท้าในระดับสโมสรเอเซียต่อไป พิสูจน์ว่าของจริงหรือไม่

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | การเมือง, ลึกลับในสนามข่าว, แนวหน้า | , , , , | ให้ความเห็น

“โรงเรียนทางเลือก” นวัตกรรมการเรียนการสอน (รายงานพิเศษ)

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=302328

วันที่ 23/2/2012

แม้ว่าในด้านหนึ่ง วิธีการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกยังคงเป็นกระบวนการทดลองเพื่อปรับปรุงและพัฒนาวิธีการเรียนการสอนอยู่ตลอดเวลา แต่ในอีกด้านหนึ่ง โรงเรียนทางเลือกได้เปิดความคิดว่า การศึกษาอาจไม่ใช่กระบวนผลิตแบบง่ายๆ เพื่อให้ได้สินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันจากโรงงาน 

 นายปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายสุนทร ตันมันทอง นักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง โรงเรียนทางเลือกกับนวัตกรรมการเรียนการสอน ซึ่งได้มีการนำเสนอในการประชุมวิชาการทีดีอาร์ไอ “ยกเครื่องการศึกษาไทย : สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง” เมื่อช่วงทีผ่านมา โดยมีสาระสำคัญระบุว่า… ขณะที่เด็กไทยใช้เวลาเรียนหนังสือมากขึ้นผลการสอบกลับแย่ลง จนก่อให้เกิดคำถามที่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับการเรียนการสอนในห้องเรียนนั้น มีโรงเรียนกลุ่มหนึ่งในประเทศไทยที่มีวิธีการเรียนการสอนไม่เหมือนกับโรงเรียนทั่วไป แต่นักเรียนมีผลการเรียนที่น่าประทับใจ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เด็กนักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างสมดุลและหลากหลายผ่านประสบการณ์จริง โรงเรียนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “โรงเรียนทางเลือก” (alternative school)

 โรงเรียนทางเลือกเป็นอย่างไร ? โรงเรียนทางเลือกในประเทศไทยมีสถานภาพดังเช่นโรงเรียนทั่ว ไปที่จัดการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงมัธยมปลาย และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ แต่องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนทางเลือกแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปก็คือ นวัตกรรมการเรียนการสอน ( Innovation )

 จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างโรงเรียนทางเลือก 14 โรงเรียนของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นวัตกรรมการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกประกอบไปด้วยฐานคิดและปรัชญา วิธีการเรียนการสอน และทรัพยากรสำคัญในการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากโรงเรียนทั่วไป

 นวัตกรรมการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกก่อรูปบนฐานคิดและปรัชญาการศึกษาสำนักต่างๆ เช่น มอนเตสซอริ ( Montessori ) วอลดอล์ฟ ( Waldorf ) ซัมเมอร์ฮิลล์ ( Summer Hill ) และแนวคิดศรีสัตยาไสบาบา เป็นต้น แต่ละปรัชญาการศึกษาเหล่านี้อาจมีจุดเน้นและเนื้อหากระบวนการแตกต่างกัน แต่จุดร่วมประการหนึ่งก็คือ ธรรมชาติของมนุษย์มีความหลากหลาย การศึกษาเรียนรู้จึงต้องมีความหลากหลายและยึดเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามไปด้วย ความหลากหลายของการศึกษาดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนทางเลือกสามารถทดลองและผลิตวิธีการเรียนการสอนใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา

 รูปธรรมของการนำปรัชญาการศึกษาดังกล่าวมาปรับใช้แตกต่างจากสาระและรูปแบบการเรียนการสอนที่คุ้นเคยในโรงเรียนทั่วไป จากกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนทางเลือกที่ศึกษาพบว่า ในด้านสาระการเรียนรู้ โรงเรียนทางเลือกจัดสาระที่ไม่ยึดติดกับกลุ่มสาระวิชาหลัก 8 กลุ่ม เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย เป็นต้น แต่พยายามบูรณาการสาระการเรียนรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันและเน้นการประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง ตัวอย่างหนึ่งของการจัดสาระการเรียนรู้ก็คือ เด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นเรียนฟิสิกส์จากการทำบ้านดินหรือเรียนรู้เรื่องค่า pH จากการผสมสีเพื่อวาดรูป

 ในด้านวิธีการเรียนการสอน โรงเรียนทางเลือกเน้นให้นักเรียนเรียนนอกสถานที่และทำงานร่วมกับเพื่อนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ การบรรยายในห้องเรียนโดยนำวิชาต่างๆ แบบบูรณาการ การเรียนจากโครงงาน ( project ) และนักเรียนค้นคว้าด้วยตนเอง เมื่อประเมินผลนักเรียน โรงเรียนทางเลือกเน้นการประเมินพัฒนาการการเรียนรู้โดยครูเป็นหลัก รองลงมาได้แก่ การวัดผลจากโครงงานหรือชิ้นงานที่นักเรียนสนใจและการสอบอัตนัย โดยเน้นการสอบปรนัยน้อยที่สุด

 การจัดการเรียนการสอนในลักษณะพิเศษข้างต้น ทำให้โรงเรียนทางเลือกจำเป็นต้องมีทรัพยากรพื้นฐานสำคัญมากกว่าโรงเรียนทั่วไป เพื่อให้การเรียนรู้ของนักเรียนเป็นไปตามปรัชญาการศึกษา จากกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนทางเลือกที่ศึกษาพบว่า โรงเรียนทางเลือกมีห้องเรียนขนาดปานกลางถึงเล็กและใช้ครูจำนวนมากกว่าในการดูแลนักเรียน รวมทั้งเน้นครูที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงมากกว่าโรงเรียนทั่วไป

 ตัวอย่างการจัดสาระและกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียนทางเลือกแห่งหนึ่ง นั่นคือ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย (โครงการ วมว.) ซึ่งจัดสอนเฉพาะชั้นมัธยมปลาย ภายใต้ปรัชญาการศึกษาบูรณาการแบบองค์รวม ( holistic integration ) นักเรียนที่นี่ไม่ได้เรียนในรูปแบบ 8 กลุ่มสาระวิชาหลักโดยตรง แต่บูรณาการไว้ใน 6 วิชาหลักได้แก่ วิวัฒนาการของระบบจักรวาลและระบบสุริยะ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต โลกของเรา พลังงาน คมนาคมและการสื่อสาร และที่อยู่อาศัย วิธีการเรียนรู้วิชาดังกล่าวคือ การผูกโยงและความเข้าใจเกี่ยวเนื่องระหว่างศาสตร์ต่างๆ ผ่านการเล่าเรื่อง ( story-based learning ) และการลงมือทำ ( learning by doing )

 ยกตัวอย่างเช่น ในภาคการศึกษาที่ 2/2552 การเรียนการสอนจะใช้ ข้าวและเรือเป็นตัวดำเนินเรื่องหลักในผ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์อินเดีย จีน และสุวรรณภูมิ โดยเริ่มต้นที่การปฏิวัติเกษตรกรรมคือ ปลูกข้าว และเชื่อมโยงต่อไปถึงการตั้งรกรากของมนุษย์ การชลประทาน การสร้างชาติรัฐ และการค้าขายผ่านเรือ นักเรียนจะเรียนผ่านการค้นคว้าด้วยตนเอง การค้นคว้าและตั้งคำถามกับผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ เช่น วิทยากรจากกองทัพเรือ รวมทั้งการลงแรงเกี่ยวข้าว การเลี้ยงผึ้ง และการปั้นโอ่งด้วยตนเอง

 ที่น่าสนใจก็คือ ผลการสอบ O-NET ของนักเรียนโรงเรียนทางเลือกที่ศึกษาจะพบว่า คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มโรงเรียนทางเลือกสูงกว่าโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชน (ข้อมูลปี 2553) ยิ่งเปรียบเทียบกับโรง เรียนทางเลือกเช่น โรงเรียนอมาตยกุล ที่ใช้วิธีการจับฉลากนักเรียนเข้ามาแทนการสอบเพื่อคัดเลือกเด็กเก่งเข้ามา คะแนนสอบยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักเรียนทั้งประเทศ

 แม้ว่าในด้านหนึ่ง วิธีการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกยังคงเป็นกระบวนการทดลองเพื่อปรับปรุงและพัฒนาวิธีการเรียนการสอนอยู่ตลอดเวลา แต่ในอีกด้านหนึ่ง โรงเรียนทางเลือกได้เปิดความคิดว่า การศึกษาอาจไม่ใช่กระบวนผลิตแบบง่ายๆ เพื่อให้ได้สินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันจากโรงงาน

 ผลการสอบอาจช่วยบ่งชี้ว่า โรงเรียนทางเลือกก็สามารถสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กตามมาตรฐานกลางได้ แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาในโรงเรียนทางเลือก

 โจทย์หนึ่งที่สำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทยก็คือ เราจะเพิ่มจำนวนนักเรียนที่ผ่านโรงเรียนทางเลือก เพิ่มการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา และขยายผลจากโรงเรียนทางเลือกไปสู่โรงเรียนทั่วได้อย่างไร ?

SCOOP@NAEWNA.COM

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

“มท.1” วอนประชาชนงดเผาพื้นที่ทำเกษตร เพื่อลดเหตุหมอกควัน

http://www.naewna.com/news.asp?ID=303166

วันที่ 29/2/2012

ที่กระทรวงมหาดไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.หมาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์หมอกควันจากไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ว่า มีแผนในการป้องกันและบรรเทาทุกจังหวัดอยู่แล้ว ทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรีฐมนตรี ให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างน้อย 3 กระทรวงร่วมมือกัน โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ มีท้องถิ่น กองบินฝนหลวง ดำเนินการแก้ไขอยู่ ทั้งนี้ คงไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ พวกที่เผา ต้องมีการห้ามปราม จับกุม โดยมีการสนธิกำลังจากเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย เพื่อดูแลอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการเผาขยะในชุนชนและการเผาในพื้นที่การเกษตร รวมทั้งเฝ้าระวังการจุดไฟเผาในพื้นที่ป่า เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตหมอกควันในพื้นที่ และยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงมาก และต่อไปต้องมีการทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้มากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยจะได้เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบปัญหาวิกฤตหมอกควันผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ในวันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม 2555 เพื่อบูรณาการความร่วมมือ ประสานแผน และเชื่อมโยงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าในระดับพื้นที่

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | 2555-(2012), เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือเหลือกว่า 8 แสนราย หลัง ครม.ไฟเขียวกว่า 1 หมื่นล้าน

http://www.naewna.com/news.asp?ID=303165

วันที่ 29/2/2012

นายธีระ วงค์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีเพื่อเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่ง ครม.ได้มีมติอนุมัติการช่วยเหลือดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 27 ก.ย.54 ที่ผ่านมา เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีที่เก็บเกี่ยวระหว่าง 1 ส.ค.– 30 ก.ย. 54 และมีเกษตรกเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 337,514 ราย วงเงิน 6,544 ล้านบาท เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/55 เกิดความครอบคลุมและทั่วถึงนั้นกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอ ครม.เพื่อขยายระยะเวลาการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยและเก็บเกี่ยวข้าวแล้วไม่สามารถข้าวโครงการรับจำนำได้ และให้การช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีที่มีนาหลายแปลงให้สามารถใช้สิทธิรับเงินเยียวยาและการจำนำข้าวในที่นาคนละแปลงอีก 2 ครั้งด้วยกัน ได้แก่ ครั้งที่ 2 (มติครม. 7 ก.พ.55) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีที่เก็บเกี่ยวระหว่าง 1  – 6 ตุลาคม 2554 และที่ประสบอุทกภัยตั้งแต่ 1 ตุลาคม ถึงสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว วงเงินรวม 4,580 ล้านบาท จำนวนเกษตรกร 467,001 ราย และ ครั้งที่ 3 (มติครม. 28 ก.พ.55) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2554 ซึ่งเก็บเกี่ยวและขายข้าวแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2554 ในอัตราตันละ 1,437 บาท ในวงเงินงบประมาณ 57.94 ล้านบาท เกษตรกรจำนวน 2,992 ราย โดยพิจารณาช่วยเหลือเกษตรกรเป็นรายแปลง และไม่ซอนผกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55

ทั้งนี้ จะพบว่า การช่วยเหลือเยียวยาแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/55 จะมีเกษตรกรได้รับการช่วยเหลือทั้ง 2 ครั้งเพิ่มขึ้น 490,759 ราย วงเงิน 4,812 ล้านบาท รวมแล้วจะมีจำนวนเกษตรกรที่ได้ประโยชน์จากโครงการทั้งสิ้น 807,507 ราย วงเงินรวม 11,183 ล้านบาท

สำหรับผลการโอนเงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ตามมติครม.วันที่ 27 ก.ย.2554 ให้มีการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรรอบการเก็บเกี่ยวระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2554 จำนวน 337,514 ราย วงเงิน 6,544 ล้านบาท ขณะนี้ พบว่า ธกส.ได้มีการจ่ายไปแล้ว 316,748 ราย วงเงิน 6,382 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเกษตรกร 15,009 ราย ที่ ธกส.ยังคงค้างจ่ายนั้น เนื่องจากเป็นเกษตรกรที่มีรายชื่อว่าเข้าร่วมโครงการรับจำนำ จากการตรวจสอบข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร พบว่า เกษตรกรจำนวน 11,701 ราย เป็นเกษตรกรที่มีแปลงนามากกว่า 1 แปลง และแปลงนาที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำไม่ซ้ำซ้อนกับแปลงที่เข้าร่วมโครงการเยียวยา ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติอนุมัติให้ ธกส.จ่ายเงินได้ และอนุมัติหลักการให้จ่ายเงินเยียวยาได้เป็นรายแปลง

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | 2555-(2012), เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

“กรมอนามัย” เตือน ปชช. 8 จว.ภาคเหนือ หลีกเลี่ยงพื้นที่หมอกควัน

http://www.naewna.com/news.asp?ID=303163

วันที่ 29/2/2012

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แจ้งว่า ขอเตือนประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ และพะเยา หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่หมอกควันหนาแน่น หากจำเป็นต้องเข้าไปให้สวมใส่หน้ากากอนามัย หรือผ้าชุบน้ำปิดจมูก เพื่อป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกาย

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | 2555-(2012), เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

ภาคอีสาน-กลาง-ตะวันออก-กทม.และปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในระยะนี้

http://www.naewna.com/news.asp?ID=303152

วันที่ 29/2/2012

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (29 ก.พ.55) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ  มีหมอกในตอนเช้า โดยมีอากาศร้อนกับฟ้าหลัวในตอนกลางวัน ทางตอนบนของภาคอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-15 องศาเซลเซียส ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น กับมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 19-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  อากาศเย็นและมีหมอกบางในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 19-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง  มีหมอกบางในตอนเช้า และอากาศร้อนกับฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก  มีหมอกบางในตอนเช้า โดยมีอากาศร้อนกับฟ้าหลัวในตอนกลางวัน และมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)  มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)  มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  มีหมอกบางในตอนเช้า โดยมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน และมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | 2555-(2012), เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , | ให้ความเห็น

เกษตรฯถกวางกรอบงบปี’56 มุ่งรองรับแผนบริหารจัดการน้ำ วางฐานก้าวสู่ประชาคมอาเซียน

http://www.naewna.com/news.asp?ID=303100

วันที่ 29/2/2012

น.ส.สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ประชุมหารือระดับผู้บริหารกระทรวง เพื่อเตรียมจัดทำคำของบประมาณประจำปี 2556 ให้สอดคล้องและบรรลุเป้าหมายตาม นโยบายรัฐบาล รวมทั้งแนวนโยบายมาตรการ ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ (กยน.) คณะกรรมการ ยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) รวมทั้งแผนรองรับการเป็น ประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยเน้นการ บูรณาการในทุกมิติ

นอกจากนี้ ยังจะต้องสามารถเชื่อมโยงหรือใช้ประโยชน์ร่วมกับโครงการสำคัญของรัฐบาล เช่น กองทุนต่างๆ บัตรเครดิตเกษตรกร การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โครงการรับจำนำข้าว และมันสำปะหลัง เป็นต้น โดยมีนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ ประกอบ ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัด ชายแดนภาคใต้ การฟื้นฟูความสัมพันธ์และ พัฒนาความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การเสริมสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเกษตร และ ส่งเสริมสนับสนุนให้สภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นกลไกของเกษตรกรในการสื่อสารกับรัฐบาลและร่วมกันพัฒนาเกษตรกรด้วยตนเองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วย

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำกับดูแลกลุ่มภารกิจ ไปประชุมพิจารณารายละเอียดคำของบประมาณของกรมต่างๆ ให้เป็นไปตามหลักการที่นายกรัฐมนตรี ได้วางกรอบแนวทางไว้ รวมถึงที่ประชุมยังมอบหมาย ให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรไปศึกษาแนวทาง เพื่อเสนอโครงการบริหารจัดการความเสี่ยงระดับความมั่นคงด้านอาหาร ในภาวะวิกฤติภัยพิบัติ เช่น การจัดระบบศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อรักษาระดับความมั่นคงด้านอาหารของประเทศเพื่อให้แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2556 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกิดประโยชน์คุ้มค่า สร้างรายได้และความสุขให้แก่เกษตรกรและประชาชน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะต้องทำรายละเอียดงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 14 มีนาคม เพื่อให้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พิจารณานำเสนอสำนักงบประมาณต่อไป

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | 2555-(2012), เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

ปลาลังทะเลอันดามันลด “ประมง”เปิดผลวิจัยพบปริมาณพ่อแม่พันธุ์หด-ห่วงทำประชากรวูบ

http://www.naewna.com/news.asp?ID=303099

วันที่ 29/2/2012

ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “ปลาลัง” นับเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอย่างมาก โดยในประเทศไทยพบปลาลังได้ทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่ง ส่วนใหญ่ถูกจับมาใช้ประโยชน์เพื่อใช้บริโภคโดยตรง และการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาวิจัยเรื่อง “การประเมินสภาวะทรัพยากรปลาลังทางฝั่งอันดามันของประเทศไทย” ทำให้พบว่า ปัจจุบันขนาดของปลาลังที่จับได้เล็กกว่าขนาดแรกเริ่มเจริญพันธุ์ถึงร้อยละ 67.64 และมีระดับการลงแรงประมงที่เกินศักยภาพการผลิตสูง ถึงร้อยละ 30 ซึ่งการทำอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชากรปลาลังในอนาคต เนื่องจากประชากรพ่อแม่พันธุ์ลดลง

นายมนตรี สุมณฑา นักวิชาการประมง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลฝั่งอันดามัน หนึ่งในทีมผู้ศึกษาวิจัย กล่าวว่า จากการประเมินสภาวะทรัพยากรปลาลังทางฝั่งอันดามันในพื้นที่ จ.ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล โดยสำรวจและรวบรวม ข้อมูลจากการทำประมง ด้วยเครื่องมืออวนล้อมจับ 6 ประเภท พบอัตราการจับปลาลังเฉลี่ยของแต่ละเครื่องมือมีดังนี้ 1.อวนตังเก เท่ากับ 10.40 กิโลกรัม/วัน 2.อวนล้อมจับขนาดตาอวน 1.5 เซนติเมตร เท่ากับ 33.16 กิโลกรัม/วัน 3.อวนเขียว เท่ากับ 33.43 กิโลกรัม/วัน 4.อวนดำ เท่ากับ 150.18 กิโลกรัม/วัน 5.อวนล้อมจับปั่นไฟ เท่ากับ 507.44 กิโลกรัม/วัน และ 6.อวนล้อมซั้ง เท่ากับ 936.25 กิโลกรัม/วัน โดยปลาลังที่จับได้มีขนาดความยาวเหยียดระหว่าง 4.00-30.50 เซนติเมตร หรือ ความยาวเฉลี่ย 16.44 เซนติเมตร ซึ่งจัดว่าเป็นขนาดที่ต่ำกว่าวัยสืบพันธุ์ ที่โดยปกติเพศผู้ต้องมีความยาวเท่ากับ 17.83 เซนติเมตร และเพศเมียเท่ากับ 18.92 เซนติเมตร อีกทั้งยังมีการลงแรงประมงที่เกินศักยภาพการผลิตถึงร้อยละ 30

จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมประมง จึงต้องมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาวะทรัพยากรปลาลังในเชิงปริมาณให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งผลจากการ ศึกษาวิจัยได้สรุปแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรปลาลังทางฝั่งทะเลอันดามันไว้โดยหากจะให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุดและมีความ ยั่งยืนด้านผลผลิต จะต้องลดปริมาณการลงแรงประมงอย่างน้อยร้อยละ 30 ทั้งนี้เครื่องมืออวนล้อมจับขนาดตาอวน 1.5 เซนติเมตร และอวนล้อมจับปั่นไฟ เป็นเครื่องมือที่ควรพิจารณา ในการปรับลดการลงแรงประมงมากที่สุด เพราะปลาลังที่ได้ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก

กุมภาพันธ์ 29, 2012 Posted by | 2555-(2012), เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น