http://www.thairath.co.th/content/eco/234641
30 มกราคม 2555, 21:00 น.

“ยิ่งลักษณ์” พร้อมร่วมมือเอกชนทำแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมทองเที่ยวในอนาคต แนะเอกชนสร้างรายได้จากไทยเป็นเจ้าภาพประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม กลางปีนี้-มิ.ย. ด้านสมาคมแอตต้าระบุที่ผ่านมาท่องเที่ยวโตด้วยตัวเอง แต่ดีใจที่นายกฯ สนใจจะสนับสนุน
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายรัฐบาลต่อการท่องเที่ยวไทย…ในอนาคต” ที่จัดขึ้นโดยสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตต้า) ว่า การท่องเที่ยวในอนาคตมีการแข่งขันกันสูง จึงเห็นว่าควรมีการวางแผนร่วมกันระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การส่งเสริมท่องเที่ยวในอนาคตให้ชัดเจน จะได้เตรียมตัวเปิดประเทศไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ถึง 600 ล้านคน และจะเป็นโอกาสดึงความมั่นใจต่อประเทศไทยกลับคืนมา รัฐบาลก็จะพยายามให้เห็นจุดเน้น จุดเด่น จุดขายของประเทศไทยไปร่วมกับภาคเอกชน
“จากการเดินทางไปเยือนประเทศอินเดีย ทำให้ได้ข้อคิดว่าประชากรอินเดียมี 1,200 ล้านคน ขอเพียงแค่ 10% ของคนชั้นกลาง 120 ล้านคนและคนรวย 1% หรือ 12 ล้านคน หากมาเมืองไทยส่วนหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้น และการที่คนอินเดียชอบมาจัดพิธีแต่งงานในไทยได้ช่วยให้ธุรกิจต่อเนื่องได้ รับผลดีไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ทัวร์ และร้านค้าทั่วไป”
ขณะที่การเดินทางไปเมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม เห็นได้ว่าตลาดประชุมและสัมมนามีความสำคัญเช่นกัน เห็นได้จากเมืองดาวอสเป็นเมืองที่เล็กมากเมื่อมีผู้นำเดินทางมา 1 คน มีผู้ติดตามมากมาย ทำให้ร้านอาหาร การขายของเต็มหมด โรงแรมในพื้นที่ถูกจองเต็ม และเกิดการท่องเที่ยวคึกคักขึ้นด้วย และจากที่ไทยเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม ครั้งที่ 2 ของปีนี้ วันที่ 30 พ.ค.- 1 มิ.ย.นี้ จึงอยากเห็นทุกภาคส่วนใช้โอกาสนี้ในการสร้างรายได้ให้ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องเหมือนเช่นกับที่ตนเองได้เห็นภาพในเมืองดาวอสด้วย
“ประเทศไทยมีจุดเด่นเรื่องเอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทย และระยะหลังเริ่มมีจุดขายใหม่ที่น่าสนใจ เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญด้านการท่องเที่ยว การทำธุรกิจกับประเทศในอาเซียน ซึ่งหลังจากนี้รัฐบาลจะเน้นแสดงจุดขายนี้ให้เห็นชัดเจนขึ้น เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวในอาเซียนด้วยกัน และจากประเทศอื่นทั่วโลกเดินทางมามากขึ้น รองรับการแข่งขันที่มากขึ้นหลังเป็นเออีซี อย่างไรก็ตาม อยากให้เอกชนเร่งพัฒนาบุคลากรด้านการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นเพื่อรับมือด้วย”
ด้านนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการรายได้ท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท ก็ต้องให้งบประมาณสนับสนุนการท่องเที่ยวระยะยาวไม่ใช่ตั้งงบปีต่อปี และอยากให้รัฐบาลเน้นวางยุทธศาสตร์ระยะยาว 2 เรื่อง คือ การบำรุงรักษาสินค้าท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้ว เช่น หาดทราย ชายทะเล และการเร่งลงทุนแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (แมนเมด) เพราะหากไทยยังขายแต่สินค้าท่องเที่ยวเดิมๆ อนาคตหลังจากเปิดเสรีแล้ว การแย่งชิงตลาดจะรุนแรงขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศในอาเซียนก็มีสินค้าท่องเที่ยวทางธรรมชาติเหมือนๆ กับที่ไทยมี
“ถ้าไทยมีศักยภาพ ควรดึงดิสนีย์แลนด์มาสร้าง หรือมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่อื่นสำหรับการท่องเที่ยวระยะยาว โดยจะต้องเริ่มวางแผนได้แล้ว เพื่อให้โครงการเกิดขึ้นภายใน 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งหากทำได้จะสร้างกระแสท่องเที่ยวได้มาก เพราะท่ีผ่านมาการท่องเที่ยวของไทยเติบโตขึ้นมา ไม่ได้จากผลงานของรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลนี้ยังไม่มีอะไรชัดเจน ยังไม่โดดเด่น การเติบโตนักท่องเที่ยวในปี 2554 ที่ 19 ล้านคนเศษเป็นไปตามธรรมชาติและเศรษฐกิจของประเทศรอบข้่างดี ไม่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล แต่ก็ดีใจที่นายกรัฐมนตรีมาบอกว่า สนใจเรื่องท่องเที่ยวและเออีซี ซึ่งสำคัญต่อธุรกิจท่องเที่ยวมาก”
ทั้งนี้ อยากให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาทำงานร่วมกับ นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา สนับสนุนการท่องเที่ยว โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดนโยบายให้ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง มีเป้าหมายอย่างไร เพื่อให้รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา สานต่อ
ขณะที่ นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในอนาคต ควรเป็นแผน 4 ปี จากปี 2555-2558 และควรเร่ิมเปิดตัวครั้งแรกในปีนี้ ซึ่งเป็นปีมิราเคิล ไทยแลนด์เยียร์ ในเทศกาลสงกรานต์ โดยทำให้ย่ิงใหญ่และเป็นอีเวนต์ระดับโลกให้ได้ แต่คงเป็นมิราเคิลไทยแลนด์เยียร์ทั้ง 4 ปีไม่ได้.
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
- 30 มกราคม 2555, 21:00 น.