ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Archive for 2011

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

“ซีหราด” ปาล์มน้ำมันลูกผสมทนแล้ง ต้นเตี้ย ผลผลิตสูง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

“การปลูกพืชหากเลือกใช้ต้นกล้าพันธุ์ที่ดี ก็ย่อมได้ผลผลิตที่ดีตามไปด้วย โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวยืนยาวถึง 25 ปี หรือมากกว่า จึงจำเป็นต้องพิจารณาคัดเลือกต้นกล้าพันธุ์ที่มีคุณภาพเพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุดในระยะยาว”

พันธุ์ปาล์มน้ำมันซีหราด เป็นแบบอย่างของความก้าวหน้าในการปรับปรุงพันธุ์ โดยมีการพัฒนาพันธุ์มาเป็นเวลามากกว่า 50 ปี และมีแหล่งต้นกำเนิดของปาล์มน้ำมันในทวีปแอฟริกา โดยองค์กรพัฒนาการเกษตรของรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งใช้เครือข่ายตลอดจนทีมงานที่เชี่ยวชาญในการวิจัยคัดเลือกและผลิตพันธุ์ ทั้งในแอฟริกา อเมริกาใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในประเทศไทย ทำให้ได้พันธุ์ปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่

คุณเทวินทร์ เจริญนนทสิทธิ์ เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ตำบลหนองโรง อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี เป็นบุคคลหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการเลือกพันธุ์ปาล์มที่มีคุณภาพ ผลผลิตที่สูงมาปลูกในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งในปัจจุบันนี้เขาได้เลือกสายพันธุ์ลูกผสมซีหราดมาทดลองปลูก

“เดิมทีผมมีอาชีพทำสวนส้ม แต่ด้วยปัญหาของโรคระบาดที่เกิดกับสวนส้มอย่างรุนแรงเกินที่จะป้องกันและแก้ไขได้ ผมจึงเลิกอาชีพชาวสวนส้ม พื้นที่ก็ปล่อยรกร้างไม่ได้ทำประโยชน์อะไร ผมจึงได้ศึกษาหาพืชที่สามารถมาปลูกทดแทนได้ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งในช่วงนั้นผมเองมีความสนใจในพืชเศรษฐกิจ 2 ชนิด คือ ปาล์มน้ำมันและยางพารา

ขณะนั้นยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะปลูกพืชอะไรระหว่างปาล์มและยางพารา จนวันหนึ่งได้มีโอกาสไปศึกษาพืช 2 ชนิดนี้อย่างจริงจังที่จังหวัดชลบุรี ทำให้ได้ทราบข้อมูลว่าปาล์มน้ำมันนั้นเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากกว่ายางพารา ซึ่งมีความเหมาะกับพื้นที่เดิม เนื่องจากว่าสภาพพื้นที่ดังกล่าวเป็นสวนส้มเก่า มีร่องน้ำล้อมรอบ มีน้ำตลอดปี ผมจึงตัดสินใจปลูกปาล์มน้ำมัน ทั้งๆ ที่ยังมีความรู้ไม่มากนัก แต่อาศัยศึกษา สอบถามเพื่อนเกษตรกร เข้าอบรมตามหน่วยงานราชการ-เอกชน และอ่านจากสื่อต่างๆ จนมีความชำนาญ

ชุดแรกที่ปลูกเป็นสายพันธุ์ลูกผสมเทเนอร่าจากแปลงเพาะของบริษัท สุขสมบูรณ์ น้ำมันปาล์ม จำกัด จำนวน 500 ต้น กินพื้นที่ทั้งหมด 30 ไร่ ปลูกมาได้ระยะหนึ่ง ต้นปาล์มชุดแรกโตได้ที่ ไม่ต้องดูแลอะไรมาก ผมก็เริ่มปลูกชุดที่สองเพิ่ม แต่ครั้งนี้ผมเลือกสายพันธุ์ปาล์มลูกผสมของซีหราด มาทดลองปลูกจำนวน 300 ต้น โดยมีระยะการปลูกห่างกันระหว่างต้น 9 เมตร ระหว่างแถว 7.8 เมตร หลุมลึก 30-40 เซนติเมตร กว้าง 30-40 เซนติเมตร ก่อนปลูกจะใช้อินทรียวัตถุรองก้นหลุม”

หลังจากที่ปลูกลงไปในพื้นที่แล้ว การดูแลต้นปาล์มของคุณเทวินทร์ ในช่วงฤดูแล้งก็จะให้น้ำ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ แต่ถ้าช่วงฤดูฝนอาจจะไม่ต้องให้เลย เพราะบริเวณพื้นที่ปลูกจะล้อมรอบไปด้วยร่องน้ำ ซึ่งต้นปาล์มนั้นดูดน้ำในร่องไปหล่อเลี้ยงลำต้นเองได้ ส่วนปุ๋ยเคมีก็จะให้ไนโตรเจนและโพแทสเซียม ส่วนอาหารทางใบจะเป็นน้ำหมักชีวภาพ

ในการป้องกันศัตรูทางธรรมชาติที่จะเข้ามาทำลายโดยเฉพาะด้วงเจาะลำต้น ที่มีปัญหาในพื้นที่มาก คุณเทวินทร์มีวิธีการกำจัดโดยใช้ลูกเหม็นใส่ลงไปในกระป๋องและเจาะรู นำไปแขวนไว้ภายในสวน ลูกเหม็นที่อยู่ภายในก็จะส่งกลิ่นเหม็นออกมาซึ่งช่วยไล่แมลงที่เป็นอันตรายต่อปาล์มได้ในระดับหนึ่ง

ขณะนี้ต้นปาล์มซีหราดมีอายุได้ประมาณ 3-4 ปี ออกผลผลิตให้เก็บได้ทุกๆ 15 วัน ซึ่งในแต่ละปีนั้น เขาเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้มากถึง 24.4 ทะลาย/ต้น/ปี น้ำหนักทะลายอยู่ที่ ประมาณ 10-12 กิโลกรัม ซึ่งถือว่ามีขนาดที่พอดีในอายุขนาดนี้ และตั้งแต่ปลูกมาก็ยังไม่พบกับปัญหาอะไรที่รุนแรงเกินกำลังที่จะป้องกันได้ ทะลายปาล์มมีติดต่อกันไม่ขาดต้น และมีความพอใจในสายพันธุ์นี้ และกำลังพิจารณาขยายการปลูกในพื้นที่เพิ่มเติม

พันธุ์ปาล์มซีหราดยังเป็นปาล์มลูกผสมที่สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ทนต่อความแห้งแล้ง ลักษณะต้นเตี้ย ลำต้นอ้วน เริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 22 เดือน

แต่ในขณะเดียวกัน ในพื้นที่ยังขาดแคลนพาหะในธรรมชาติที่จะเป็นตัวนำพาเกสรตัวผู้ไปผสมกับเกสรตัวเมียได้ นอกจากนั้น ต้นปาล์มมีการผลิตดอกตัวผู้ออกมาน้อย ส่วนใหญ่มีแต่ดอกตัวเมีย เนื่องจากเป็นพื้นที่มีน้ำมาก ดั้งนั้น ผลผลิตในช่วงต้นๆ จึงมีปริมาณที่น้อย สาเหตุจากทะลายที่ไม่ได้รับการผสมเกสร” คุณเทวินทร์ กล่าว

การผสมเองตามธรรมชาติยังมีปัญหาของการติดผล บางทะลายลีบ เน่า ฟ่อ ไม่มีเม็ด ทำให้เขาต้องอาศัยเทคนิคเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเข้ามาช่วยผสมเกสรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูงมากขึ้น

คุณเทวินทร์เรียนรู้เทคนิควิธีการผสมเกสรจาก คุณคเชน พิทักษ์อรรณพ เพื่อนเกษตรกรคนแรกที่นำวิธีการช่วยผสมเกสรให้กับต้นปาล์มมาใช้ในเขตทุ่งรังสิต ซึ่งมีกระบวนการไม่ซับซ้อนมากนัก

คุณคเชน เล่าถึงวิธีการช่วยผสมเกสร โดยเริ่มจากการคัดเลือกเกสรตัวผู้ที่มีความสมบูรณ์เต็มที่พร้อมที่จะผสมเกสรได้ นำมาเคาะใส่กระชอนคั้นกะทิร่อนให้เหลือเฉพาะละอองสีเหลือง นำละอองที่ได้ไปผึ่งไว้ในจานข้าวทั่วไปและนำไปผึ่งให้แห้ง แต่ถ้าอากาศมีความชื้นมาก ให้นำไปใส่ในโถดูดความชื้น ซึ่งด้านล่างโถนั้นจะมีซิลิก้าที่ช่วยดูดความชื้นได้เป็นอย่างดี ปิดฝาตากไว้จนละอองเกสรแห้งสนิท จากนั้นนำมาเก็บไว้ในกระปุกและแช่ในช่องแช่แข็ง ซึ่งจะทำให้ละอองเกสรตัวผู้มีอายุการใช้งานได้นาน

สำหรับวิธีการนำมาใช้ผสมเกสรนั้น ให้ลองนำเกสรที่ได้มาผสมกับแป้งทาตัวทั่วไป ในอัตราส่วน 1 : 8 (ปริมาณขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้) ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำไปโรยบนช่อเกสรตัวเมียที่พร้อมจะผสม

การช่วยผสมวิธีการนี้ คุณคเชนบอกว่า ทำเพียงครั้งเดียว ซึ่งสามารถทำได้ทุกวัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเกสรตัวเมีย แต่ไม่ควรทำในช่วงเวลาที่ฝนตก เพราะจะทำให้เกสรตัวผู้ที่โรยลงไปนั้นถูกน้ำฝนชะล้างทำให้ผสมไม่ติด

เทคนิคการช่วยผสมแบบนี้ เป็นนวัตกรรมที่ง่าย ไม่ซับซ้อน เกษตรกรทั่วๆ ไปทำได้เอง สามารถเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะกับสายพันธุ์ลูกผสมอย่างซีหราด ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีเกสรตัวผู้ช่วยผสมแบบธรรมชาติ เมื่อใช้วิธีการช่วยผสมเข้ามาช่วยก็จะทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 10 เท่าตัว

นอกจากนี้ ยังได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ชำนาญการจากซีหราด ว่า เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีทะลายดกมากอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อมาพบกับสภาพที่เหมาะสม จึงมีการผลิตช่อดอกตัวเมียออกมาจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปลูกต้องการ อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปาล์มมีอายุมากขึ้น จะเริ่มผลิตเกสรตัวผู้มากขึ้น และแนะนำให้ใช้พันธุ์อื่นปลูกบริเวณรอบนอกขอบตามคันคู ไม่ต้องบำรุงรักษามากนักเพื่อผลิตเกสรตัวผู้ แต่ไม่แนะนำให้ปลูกสลับปะปนกันกับพันธุ์ซีหราดที่มีลำต้นเตี้ย อีกวิธีก็คือ คัดเลือกต้นภายในแปลงประมาณ 3-4 ต้น/ต้นปาล์ม 100 ต้น กระจายทั่วทั้งแปลง พร้อมทำเครื่องหมายและตัดแต่งทางใบให้เหลือเฉพาะใบยอดทุก 3-4 เดือน ในช่วงแรกและทุก 6 เดือนหลังจากนั้น เพื่อเร่งให้ผลิตเกสรตัวผู้ โดยจะเริ่มเห็นช่อดอกตัวผู้หลังจากตัดแต่ง ประมาณ 18-20 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้นปาล์มมีอายุมากขึ้นหลังจากปีที่ 5 สายพันธุ์ซีหราดจะแสดงลักษณะดีที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องลักษณะต้นเตี้ย ผลผลิต และน้ำหนักทะลาย ซึ่งก่อนหน้านั้นเกษตรกรมักไม่เห็นความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์ได้ชัดเจน

เกษตรกรที่สนใจเทคนิคและวิธีการช่วยผสมพันธุ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณคเชน พิทักษ์อรรณพ โทร. (081) 610-4705

ส่วนเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่สนใจต้นกล้าพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ ติดต่อสอบถามไปได้ที่ บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) เลขที่ 98 หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยยูง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โทร. (075) 666-075-8, (081) 894-5328, (081) 979-0980 

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

เกษตรมหัศจรรย์ ข้าวของพ่อวิถีพอเพียง

อรรถพล ปวัตน์รัตนภูมิ กลุ่มประชาสัมพันธ์ ศูนย์สารสนเทศ กรมการข้าว

ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ และ มะลินิลสุรินทร์ ข้าวทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ

ข้าวเป็นยา กำลังถูกเรียกหาและได้รับความนิยมอย่างมากจากหมู่ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักที่ทุกครัวเรือนใช้รับประทาน ซึ่งในเมล็ดของข้าวเองนั้นก็มีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงและเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และหากยิ่งมีการพัฒนาและวิจัยสายพันธุ์ให้ข้าวเป็นอาหารที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพด้วยแล้ว ข้าวก็จะเป็นธัญพืชที่มีคุณค่าและเป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น 

“ผมนั่งคิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะทำยังไงให้คนเรานั้นมีสุขภาพและร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ เนื่องจากในปัจจุบัน มีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งต้นเหตุที่สำคัญก็มาจากอาหารการกิน ที่มีคุณค่าทางด้านอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จนนำไปสู่การคิดหาวิธีให้เกิดการกินเพื่อรักษาสุขภาพ ประกอบกับเดิมทีนั้น ชาวนาในจังหวัดสุรินทร์ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำและสีแดงในการปลูก แต่ต่อมาภายหลังมีปัญหาในเรื่องของความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์จึงเก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมืองต่างๆ มาปลูกไว้ในศูนย์วิจัยข้าวจำนวนมาก หลายสายพันธุ์ที่เห็นว่ามีศักยภาพ ก็นำไปพัฒนาให้เหมาะสมกับการทำนาในระบบอินทรีย์ เราเริ่มคัดเลือกข้าวจากแปลงแสดงพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ จนในที่สุด เราก็ได้พบกับ มะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์”

คุณรณชัย ช่างศรี นักวิชาการเกษตร ชำนาญการ กลุ่มวิชาการ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ กรมการข้าว บอกเล่าถึงที่มาของการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองให้เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ จนสามารถนำไปปลูกเพื่อการค้าและการบริโภค ภายใต้ชื่อข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ ซึ่งเป็นข้าวเจ้าพันธุ์ต่างสี ที่กำลังได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

มะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ เกิดจากความร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว คณะเทคโนโลยี และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นข้าวเจ้าหอมต่างสี ซึ่งได้จากการคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์ข้าวเจ้าต่างสี พันธุ์พื้นเมืองไวต่อช่วงแสง 3 พันธุ์ คือ มะลิแดง เบอร์ 54 มะลิพื้นเมือง (ข้าวแดง) และมะลิดำ เบอร์ 53 จากแปลงแสดงพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ในปี พ.ศ. 2548 จนได้พันธุ์บริสุทธิ์ จำนวน 12 สายพันธุ์ ได้แก่ กลุ่มที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง จำนวน 5 พันธุ์ คือ มะลิโกเมนสุรินทร์ 1-5 และกลุ่มที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำ จำนวน 7 พันธุ์ คือ มะลินิลสุรินทร์ 1-7

ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ สามารถสนองต่อการเรียกหาของคนรักสุขภาพ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งยังมีข้อดีทางด้านคุณภาพทางกายภาพ ทางเคมี และคุณภาพการหุงต้มรับประทานดี คือ เป็นข้าวเมล็ดเรียวยาว เปอร์เซ็นต์อะมิโลสต่ำ ข้าวสุกเหนียวนุ่ม และมีกลิ่นหอม จากการตรวจวิเคราะห์ในเมล็ดพบว่า มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง ประกอบด้วย สารประกอบฟีโนลิก และแอนโทไซยานิน ที่มีผลทำให้ผิวหนังของเราไม่เหี่ยวแห้งเร็วก่อนวัยอันควร แถมยังช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งและยังออกฤทธิ์ในการขยายเส้นเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตันในสมองและโรคอัมพาตอีกด้วย

นอกจากนั้น ข้าวกลุ่มนี้ยังเหมาะสำหรับใช้ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ เพราะมีการใช้ปัจจัยการผลิตต่ำ จึงเป็นทางเลือกสำหรับชาวนาที่ทำนาแบบอินทรีย์ ผลผลิตภายใต้สภาพการปลูกแบบอินทรีย์ จะอยู่ที่ 224-458 กิโลกรัม/ไร่ ความสูง 158-185 เซนติเมตร ออกดอกระหว่าง วันที่ 20-29 ตุลาคม

“มะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ ตอบสนองต่อปุ๋ยค่อนข้างต่ำ ผลผลิตจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับการบำรุงดิน ไม่ว่าจะได้ผลผลิต 270 300 หรือ 400 กิโลกรัม/ไร่ มันก็กำไรอยู่แล้ว เพราะต้นทุนต่ำ”

คุณรณชัย บอกกล่าวถึงคุณสมบัติของข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ ที่ได้จากการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวมีความต้องการปุ๋ยเคมีน้อย แต่ปัจจัยของผลผลิตของข้าวสายพันธุ์นี้ ขึ้นอยู่กับแร่ธาตุและอาหารในดิน ดังนั้น การดูแลรักษาและบำรุงดิน จึงจัดว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งไม่ว่าผลผลิตจะออกมาเท่าไหร่ ผู้ที่ทำนาแบบเกษตรอินทรีย์นั้น ก็มีกำไรเสมอ เนื่องจากมีต้นทุนในการผลิตข้าวที่ต่ำ

คุณรณชัย เล่าให้ฟังอีกว่า การแพร่กระจายพันธุ์ของมะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์นั้น มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 จนในปัจจุบันมีเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ นำตัวอย่างเมล็ดพันธุ์จากศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ไปปลูกแล้วกว่า 300 ราย/กลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ทำนาเกษตรอินทรีย์ ที่มีการปลูกเชิงการค้า ตัวอย่างเช่น สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด เกษตรกรในจังหวัดสกลนคร เกษตรกรในจังหวัดมหาสารคาม เกษตรกรในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ และเกษตรกรเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ที่จังหวัดยโสธรและร้อยเอ็ด นอกจากนั้น ฤดูนาปี 2554 มีเกษตรกรสนใจนำไปทดลองปลูกในภาคอีสานแล้วจำนวนหลายราย

เกษตรกรผู้ที่สนใจ ติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ เลขที่ 489 ถนนปัทมานนท์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 32000 โทรศัพท์ (044) 511-394 โทรสาร (044) 528-255 หรือ E-mail : srn_rrc@ricethailand.go.th

เชิญไปชมและชิมได้ ในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2011″ วันที่ 23-27 พฤศจิกายน 2554 ณ ชั้น 4 MCC HALL เดอะมอลล์ บางแค

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

เทคโนโลยีการเกษตร 

องอาจ ตัณฑวณิช ชมรมการจัดการทรัพยากรการเกษตร ongart@yahoo.com 

เห็ดฟางนมสด

เห็ด ในโลกนี้มีจำนวนประมาณ 2,000 ชนิด ที่สามารถกินได้ และคนก็กินกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เพราะเห็ดมีคุณค่าทางอาหารสูง เนื่องจากมีแคลอรีต่ำแต่มีคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย และเห็ดส่วนหนึ่งในจำนวนนี้ซึ่งไม่มากนักมีสารที่มีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคตามตำราการแพทย์แผนตะวันออก และมีการขนานนามเห็ดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเหล่านี้ว่า “เห็ดทางการแพทย์” ซึ่งเห็ดเหล่านี้มีสารอาหารที่สำคัญ เช่น เบต้ากลูแคน ไกลโคโปรตีน โพลีแซ็กคาไรด์ เป็นต้น สารเหล่านี้สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต้านจุลชีพ เชื้อรา และปรับสมดุลความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัดและการฉายรังสี เมนูการใช้เห็ด 3 อย่าง ในการประกอบอาหาร จึงเป็นเมนูที่คนรักสุขภาพนิยมกินกันเป็นอย่างยิ่ง

เห็ดฟาง เป็นเห็ดที่นิยมกินกันอยู่ในชีวิตประจำวันสำหรับบ้านเรา และมีให้กินกันทุกฤดูกาล คุณสุพจน์ เจริญผล อยู่บ้านโคกสง่า ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เบอร์โทรศัพท์ (088) 553-6507 เจ้าของไอเดียเห็ดฟางนมสด จึงมีความคิดที่จะเพาะเห็ดฟางขายเป็นอาชีพ เดิมทีคุณสุพจน์ไปทำงานในกรุงเทพฯ เป็นเซลส์ขายเครื่องใช้อุปโภคบริโภคก็เคย เป็นผู้รับขนส่งโลจิสติกส์ก็เคย แต่คุณสุพจน์บอกว่าเงินทองที่ได้มาไม่พอใช้จ่าย เพราะในกรุงเทพฯ ไม่ต้องออกจากบ้านก็มีค่าใช้จ่าย ยิ่งออกจากบ้านไม่ต้องพูดถึง คุณสุพจน์บอกว่า ในกรุงเทพฯ ไม่ซื้อก็แค่อากาศหายใจ นอกนั้นซื้อหมด ปี 2552 คุณสุพจน์ก็กลับบ้านมา เพราะคิดได้ว่ารากฐานของครอบครัวคือการเกษตร จึงกลับบ้าน มีโอกาสได้ไปเจอกับ คุณป้าสมบูรณ์ ที่สีคิ้ว ปรมาจารย์ทางด้านเห็ดที่มีความเชี่ยวชาญด้านเห็ดฟาง เพราะว่ามีอาชีพเพาะเห็ดฟางมา 20 กว่าปี ท่านได้ถ่ายทอดวิชาการเพาะเห็ดฟางให้อย่างไม่ปิดบังเลย จึงทำให้คุณสุพจน์มีวันนี้ได้ คุณสุพจน์บอกผมว่ามาถูกทางแล้วที่ยึดอาชีพนี้

โรงเรือนสร้างแบบง่าย

เพื่อประหยัดต้นทุน

บนพื้นที่เพียง 3 งาน ของคุณสุพจน์ ขึ้นโรงเรือนเพาะเห็ดเอาไว้ 3 โรง มีขนาด กว้าง 5.60 เมตร ยาว 7.2 เมตร หลังคามุงด้วยจาก เนื่องจากในฤดูร้อนจะไม่ทำให้อุณหภูมิในโรงเรือนสูงเกินไป ในโรงเรือนแบ่งโต๊ะออกเป็น 3 โต๊ะ กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวเกือบตลอดโรงเรือน แต่ก็จะมีพื้นที่ทางเดินสำหรับเก็บเห็ดได้รอบทุกโต๊ะ แต่ละโต๊ะทำชั้นไว้ 4 ชั้น รวมทั้งโรงเรือนเป็น 12 ชั้น โดยเรียกว่า 12 ถาด วัสดุที่ใช้ทำโต๊ะก็ง่ายๆ โดยใช้ไม้กระถินเป็นเสาหลัก และไม้ไผ่เลี้ยงตัดวางห่างๆ ไว้เป็นโต๊ะสำหรับรองรับวัสดุเพาะ โดยมีตาข่ายอวนขึงไว้ตลอดโต๊ะ ความสูงของหลังคา ประมาณ 2.50 เมตร มีประตูเปิดเข้าทางด้านหน้า ส่วนด้านข้างซ้าย-ขวา เป็นช่องเตี้ยๆ ไว้สำหรับเปิดระบายอากาศ นอกจากนี้ ใต้หลังคายังเป็นพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง เพื่อรักษาอุณหภูมิ โดยมีช่องระบายขนาดใหญ่ประมาณชามข้าว ซึ่งสามารถ เปิด-ปิด ได้ง่ายด้วยการใช้เชือกมัด โดยรวมของโรงเรือนออกแบบให้สามารถเปิดและปิดได้ในการทำงานทุกขั้นตอน และโรงเรือนนี้คุณสุพจน์บอกว่าจำเป็นจะต้องทำอย่างง่ายๆ เพื่อประหยัดต้นทุน โรงเรือนนี้ทำมา 2 ปีกว่าแล้ว ปีหน้าถึงคราวจะต้องรื้อทำใหม่ แต่ก็คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

วิธีหมักวัสดุสำหรับเพาะเห็ด

สูตรวิธีหมักวัสดุเพาะเห็ดฟางของคุณสุพจน์ จะใช้ฟางปูลงบนพื้น เนื้อที่ประมาณ 10 ตารางเมตร ก่อน โรยปูนขาวให้ทั่วกองฟาง เพื่อป้องกันเชื้อรากับฟาง และเป็นการปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง แล้วจึงนำกากมันสำปะหลัง ซึ่งกากมันสำปะหลังจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กากเปลือกมันสำปะหลังและกากแป้ง โดยกากเปลือกมันสำปะหลังจะช่วยในการย่อยสลาย ส่วนกากแป้งจะให้ความชื้นในกอง จำนวนกากมันทั้ง 2 อย่าง จะใช้เท่าๆ กัน มีน้ำหนักประมาณ 2.5 ตัน โรยกากมันทั้ง 2 อย่าง บนกองฟาง ประมาณ 700-800 กิโลกรัม ใช้อาหารเสริมของเห็ด ภูไมต์ แร่ถุงเงิน ขี้วัวแห้ง (60 กิโลกรัม) รำอ่อน (1 ถังสี) โรยทับบนกากมัน แล้วนำ อีเอ็ม กับกากน้ำตาล ผสมน้ำ 100 ลิตร รดให้ชุ่ม ทำแบบนี้จนครบ 3 ชั้น คลุมผ้าพลาสติกดำ ทิ้งไว้อย่างน้อยประมาณ 7 วัน เพื่อให้วัสดุเพาะย่อยสลาย วัสดุเพาะเห็ด 1 กอง ใช้ได้สำหรับ 1 โรงเรือน

ทำความสะอาดโรงเรือน

เป็นเรื่องสำคัญ

การทำความสะอาดโรงเรือนที่เพาะเห็ดหลังจากสิ้นสุดการเก็บเห็ดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คุณสุพจน์บอกถึงวิธีทำความสะอาดว่า “ในการลงเชื้อเห็ดใหม่แต่ละครั้ง หลังจากมีการขนวัสดุเพาะเห็ดออกจากโรงเรือนหมดแล้ว ก็จะทำความสะอาดในโรงเรือนทั้งหมดให้เกลี้ยงเกลาที่สุด ในส่วนที่เป็นโต๊ะก็จะใช้แปรงขัดด้วยน้ำเปล่า ห้ามใช้ผงซักฟอกเด็ดขาด เนื่องจากมีโซดาไฟที่ทำลายเชื้อเห็ด ต่อมาจะใช้ไตรโคเดอร์ม่า 20 ซีซี ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ใส่เครื่องฉีดพ่นยาแบบสะพายหลังฉีดให้ทั่ว เพื่อแก้ปัญหาราเขียว ราขาว ราเทา และราส้ม ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้าเป็นกรณีที่เชื้อโรคมีมากก็จะทิ้งไว้นานกว่านั้น ขั้นตอนต่อไปให้เอาฟางมาวางบนโต๊ะ ซึ่ง 1 โรงเรือน จะใช้ประมาณ 4-5 ก้อน หลังจากนั้น จะโรยปูนขาวบนฟางให้ทั่ว แล้วจึงนำวัสดุเพาะที่หมักจนได้ที่แล้วมาโรยให้หมดกอง ปิดโรงเรือนทิ้งไว้ 2 วัน แล้วอบไอน้ำด้วยการต้มน้ำด้วยถัง 200 ลิตร 3 ถังที่ต่อไว้ โดยจะมีท่อที่ต่อไว้ อุณหภูมิที่ใช้ในการอบคือ 65-70 องศา นานประมาณ 4 ชั่วโมง แต่อุณหภูมิที่ได้น้อยกว่าก็ให้ยืดเวลาไปเป็น 5-6 ชั่วโมง ทิ้งไว้ 1 คืน จึงมาเปิดช่องทั้ง 3 ด้าน ระบายออก”

นำก้อนเชื้อเห็ดฟางมาขยี้โรยบนวัสดุเพาะให้ครบทุกชั้น หลังจากนี้ จะปิดโรงเรือนไว้ 4 วัน เมื่อเปิดมาจะพบว่าเส้นใยขาวๆ ของเห็ดจะกระจายไปทั่วโต๊ะ ใช้สายยางรดน้ำรดบนโต๊ะให้ใยยุบลงไป เรียกว่า การตัดใย การทำแบบนี้เพื่อให้เส้นใยจับเป็นเม็ดเร็วขึ้น ช่วงนี้จะเปิดโรงเรือนให้อากาศถ่ายเท เมื่อเห็ดฟางเป็นตุ่มเท่าเมล็ดงา ก็จะเริ่มให้ฮอร์โมน จนตุ่มมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว จะใช้นมสด 1 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 15 ลิตร ใส่เครื่องฉีดพ่นยาแบบสะพายหลังฉีดให้ทั่วในตอนเช้าติดต่อกัน 3 วัน วันที่ 4-5 ก็จะเริ่มเก็บเห็ดได้แล้ว เห็ดจะขึ้นติดต่อกันประมาณ 19 วัน จึงจะรื้อออกและเริ่มต้นทำใหม่อีก ผลผลิตของคุณสุพจน์จะได้ประมาณ 200-350 กิโลกรัม ต่อ 1 โรงเรือน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเชื้อเห็ดและการจัดการในโรงเรือนเป็นสำคัญ ในช่วงหน้าร้อนจะเป็นหน้าที่เห็ดฟางดีให้ผลผลิตดีที่สุด แต่ราคาจะต่ำที่สุด เนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสมเป็นใจ ผลผลิตของทุกฟาร์มจึงประดังประเดกันออกมา ทำให้เห็ดมีราคาถูกลง

การตลาด ต้องมาก่อน

การผลิตทางการเกษตร ผมพยายามเน้นให้เกษตรกรทุกคนตั้งสโลแกนไว้เลยว่า “การตลาด ต้องมาก่อน” ถามตัวเองก่อนว่าทำมาแล้ว ขายให้ใคร ขายอย่างไร ขายที่ไหน ขายเมื่อไหร่ เกษตรกรของเรามีข้อด้อยที่ไม่ได้ทำการตลาดก่อนลงมือผลิต แต่นโยบาย “ประชาชนต้องมาก่อน” ต้องระวัง เพราะจะตีความหมายผิดกัน พรรคพวกอยู่ต่างจังหวัด เล่าให้ฟังว่า ไม่สบาย ไปรอหมอตั้งแต่ 6 โมงเช้า หมอมา 9 โมงเช้า เขาก็ไปต่อว่า หาว่าหมอไม่เอาใจใส่คนไข้ มาซะสายโด่ง ไม่สมกับสโลแกน ประชาชนต้องมาก่อนเลย หมอถามว่า ไม่สมกับสโลแกนอย่างไง พรรคพวกบอกว่า หมอต้องมาก่อนตอนเช้าๆ พร้อมตรวจคนไข้ซิ แต่หมอบอกว่า หมอมาทีหลังน่ะถูกแล้ว ประชาชนต้องมารอก่อน ถูกต้องตามสโลแกนเปี๊ยบ ผิดตรงไหน เท็จจริงอยู่ที่คนเล่าน่ะครับ

คุณสุพจน์ก็เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่มองการตลาดก่อน ในครั้งแรกที่ทำได้ติดต่อให้พ่อค้าที่วิ่งรวบรวมซื้อเห็ดมาเป็นผู้รับซื้อก่อน ตอนแรกให้ราคาดี ทำไปๆ ก็เริ่มกดราคา คุณสุพจน์จึงแก้ปัญหาด้วยการติดต่อแม่ค้าตามตลาดนัด ตลาดสด และร้านอาหารเอง โดยตามตลาดนัดจะเป็นเห็ดคละขนาด ส่งอยู่ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ส่วนร้านอาหารจะใช้เห็ดขนาดใหญ่ที่คัดเป็นพิเศษจะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 80 บาท คุณสุพจน์กล่าวถึงเรื่องการตลาดว่า “ผมจะไม่จับตลาดใหญ่ แต่จะจับตลาดที่ถึงผู้บริโภคโดยตรง ในรัศมีระยะทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร ปัจจุบันในกลุ่มมีเห็นอยู่ จำนวน 4 ราย ต่างคนต่างส่ง ลูกค้าของตนเองอยู่ ในอนาคตคิดว่าจะรวมกันส่งและเพิ่มระบบการจัดการ วางแผนการผลิตให้เหมาะสมกว่าเดิม เพื่อให้ลูกค้ามีเห็ดจำหน่ายได้ตลอดเวลา

ใช้แรงงานในครอบครัว

และลงแขกกันในกลุ่ม

แรงงานเป็นปัญหาในการทำเกษตร ฟาร์มเห็ดของคุณสุพจน์และในกลุ่มไม่ได้จ้างแรงงานภายนอกมาทำงาน ยกเว้นการนำวัสดุเพาะเข้าและออกจากโรงเรือนเท่านั้น แต่ในการทำงานทั่วไปทุกวันจะมีคุณสุพจน์และพ่อกับแม่เท่านั้น ที่ทำงานอยู่ โดยจะเริ่มเก็บเห็ดตอนเช้าจนถึง 9 โมง และจะเริ่มตัดแต่งเห็ด ในเวลาบ่าย 2 โมงของทุกวัน เห็ดฟางนมสดจะถึงมือแม่ค้าและร้านอาหาร แต่ในช่วงที่เห็ดมีจำนวนมาก ก็จะประสานกับคนในกลุ่มเข้ามาช่วย ซึ่งจะเป็นการลงแขกกัน ช่วยกันทำภายในกลุ่ม เพราะแต่ละโรงเรือนผลผลิตจะไม่มากพร้อมๆ กัน จึงมีเวลาเหลือที่จะช่วยกันได้

ผมมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์คุณสุพจน์ที่บ้าน พบว่า ในพื้นที่ 3 งาน ของคุณสุพจน์ ปลูกของกินได้ ที่เหลือกินแล้วสามารถนำมาขายได้ทั้งนั้น บางวันทำกับข้าว 3 มื้อ ไม่ได้ซื้อของจากนอกบ้านมาเลย เพราะเฉพาะหยิบฉวยเอาในบ้านก็พอกินแล้ว วันนั้นได้มีโอกาสได้ชิมเมนูเห็ดที่บ้านคุณสุพจน์ เห็ดฟางนมสดมีรสชาติดีและกรอบกว่าเห็ดฟางธรรมดาจริงๆ และสีสันของเห็ดฟางจะไม่ดำคล้ำเหมือนกับเห็ดฟางทั่วไป เมื่อจบเรื่องจบราวก็ลากลับ คุณสุพจน์มีใจเอาเห็ดบานและเห็ดโคนน้อย ซึ่งขึ้นในกองเห็ดฟางให้มาครึ่งกิโลกรัม มาถึงบ้านวันรุ่งขึ้นก็ผัดเห็ดฟางกันเป็นที่เอร็ดอร่อย กินไปหมดแล้วจึงนึกขึ้นได้ จะคายออกมาก็ใช่ที เพราะว่าลงไปถึงกระเพาะอาหารแล้ว ได้แต่นึกกลัวอยู่ว่า เขาจะหาว่ารับสินบงสินบนมาแล้วเขียนเชียร์หรือเปล่า รบกวนทีมงานอาร์ต ยังไงๆ ก็อย่าลงรูปคุณสุพจน์ใหญ่กว่าเรื่องเห็ดของเจ้าอื่นล่ะ เกิดจะมีใครไปร้องเรียนสภาฯ พอจะมีข้อแก้ต่างได้ ไอ้ผมน่ะกลัวจริงจริ้ง แต่เรื่องไปถึงขั้นนี้แล้ว ไม่รู้จะทำยังไง ถ้าเกิดตั้งคณะอนุกรรมการสอบกันจริง ขออย่าให้เป็นหมอโชคชัยก็แล้วกัน ช่วงนี้ได้ข่าวว่าท่านไม่ค่อยสบาย เห็นว่าเป็นดีซ่าน ตาเตอผิวพรรณเหลืองไปหมด ขอให้เป็นหมออ้อยก็แล้วกัน เพราะผมชอบเป็นการส่วนตัว จะว่าอคติก็ยอม

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

คิดเป็นเทคโน 

มณีรัตน์ ปัญญพงษ์

ห้องเก็บ-ยืดอายุมะเขือเทศ ไม่ใช้พลังงาน

ผลิตผลทางการเกษตรเก็บเกี่ยว มะเขือเทศ เป็นผลิตผลทางการเกษตรชนิดหนึ่งที่มีลักษณะทางกายภาพที่มีองค์ประกอบของน้ำเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้เกิดปัญหาความเสียหายได้โดยง่าย ทั้งในระหว่างการเก็บเกี่ยวผลิตผล การขนส่ง และการเก็บรักษา ดังนั้น หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อให้ผลิตผลคงคุณภาพที่ดีไว้ได้นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตลาดอยู่ไกลจากแหล่งผลิต จึงต้องมีวิธีการเก็บรักษาที่ดีนั้น สามารถรักษาคุณภาพของผลิตผลให้ยาวนานขึ้น ป้องกันการเน่าเสีย การเหี่ยว และการเสื่อมคุณภาพได้

อย่างที่ทราบกันดีว่า โดยทั่วไปนิยมนำผลิตผลไปเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นหรือห้องเย็น เพราะเป็นการเก็บรักษาที่ง่ายและสะดวก แต่วิธีการดังกล่าวต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องพลังงานค่อนข้างสูง อีกทั้งในปัจจุบันโลกกำลังประสบกับปัญหาสภาวะการขาดแคลนพลังงาน

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ คุณสิเรียม ทองใบใหญ่ และ คุณรัตนาภรณ์ ดิษฐ์ทอง นักศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมการเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ช่วยกันคิดโครงงานทางวิศวกรรมเพื่อการยืดอายุมะเขือเทศแบบไม่ใช้พลังงานขึ้น โดยมี อาจารย์วรินธร ยิ้มย่อง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ

โครงงานวิศวกรรมนี้เป็นการทดลองสร้างห้องเก็บรักษาผลิตผลเกษตรแบบไม่ใช้พลังงานขึ้นมา เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ผลิตผลคงคุณภาพที่ผู้บริโภคต้องการ อีกทั้งยังใช้ต้นทุนในการก่อสร้างห้องต่ำ จึงเป็นการช่วยประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องใช้เครื่องจักรหรือพลังงานไฟฟ้าใดๆ และง่ายที่เกษตรกรจะติดตั้งไว้ใช้งานได้เอง

เจ้าของผลงานเปิดเผยว่า สำหรับการสร้างห้องเก็บมะเขือเทศแบบไม่ใช้พลังงาน จะประกอบด้วยอุปกรณ์ดังนี้ อิฐ ทราย ปูน สายยาง ถังน้ำ ไม้ไผ่ ฟางข้าว มะเขือเทศ โดยคัดเลือกให้อยู่ในระยะ Pink-เครื่องวัดสี (Colorimeter) MINOLTA รุ่น CR-10-เครื่องวัดปริมาณน้ำตาลแบบมือถือ 0-32% Brix-เครื่องชั่งดิจิตอล Sartorius รุ่น CP3202S-เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ (Thermohygrometer)

ส่วนขั้นตอนการสร้างก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ลักษณะห้องเป็นพื้นปูด้วยอิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 200×150 เซนติเมตร มีผนัง 2 ชั้น สูง 68 เซนติเมตร ช่องว่างระหว่างผนังทั้งสองกว้าง 7 เซนติเมตร เพื่อบรรจุทรายลงไป หลังคาทำด้วยไม้ไผ่และฟางข้าว น้ำจะหยดจากสายยางไหลผ่านทรายที่อยู่ในช่องว่างระหว่างผนัง โดยกำหนดระดับการไหลของน้ำที่ 75 ลิตร ต่อวัน

การศึกษาการเก็บรักษามะเขือเทศในห้องเก็บรักษาแบบไม่ใช้พลังงาน โดยมีการปล่อยน้ำซึมผ่านผนังทั้ง 4 ด้าน ที่ปริมาณน้ำ 75 ลิตร ต่อวัน เปรียบเทียบกับการเก็บรักษาผลมะเขือเทศในตู้เย็น และที่อุณหภูมิห้อง พบว่า ผลมะเขือเทศที่เก็บรักษาในตู้เย็นและในห้องเก็บรักษาแบบไม่ใช้พลังงานสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 14.00 วัน และ13.63 วันโดยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เป็นการนำหลักการทางธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อีกทั้งยังไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานอย่างไม่จำเป็น ซึ่งเหมาะกับภาวะที่โลกกำลังจะขาดแคลนพลังงาน และหันไปใช้ประโยชน์จากธรรมชาติให้มากที่สุดและสิ้นเปลืองน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

เกษตรกรโรแมนติค

สุมิตรา จันทร์เงา

คนรักผัก

“คนรักผัก” ห่างหายไปจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านนานถึง 3 ปีเต็มๆ 

บัดนี้กลับมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกสดใหม่กับแรงบันดาลใจล้นเหลือจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่กำลังพลิกโฉมหน้าโลกและขยายวงกว้างออกไปทุกขณะ

ตอนตัดสินใจพักการเขียนคอลัมน์ไปนั้น เหตุผลสำคัญมาจากภารกิจการงานอื่นที่รัดตัวจนไม่อาจทุ่มเทให้กับการเขียนหนังสือที่รักได้ แต่เมื่อหลุดพ้นพันธะตรงนั้นมาได้ก็เผชิญกับสภาวะ “ปากกาฝืด” อย่างไม่คาดคิด ถึงขนาดเขียนเรื่องที่เคยหลงใหลไม่ออกเอาเสียดื้อๆ

เป็นสภาวะนิ่งงันอันยาวนานที่กัดกร่อนจิตวิญญาณภายในอย่างน่ากลัว

ไม่แน่ใจว่าใช่ความรู้สึกแบบเดียวกันนี้หรือไม่นะที่ผลักดันให้ “เป้”-ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ นักเขียนหนุ่มรุ่นใหม่ อนาคตไกล แถมเป็นมือรางวัลระดับไม่ธรรมดา ตัดสินใจหยิบปืน .22 ม.ม. มาจ่อขมับตัวเอง

ไม่ทราบว่าโชคร้ายหรือโชคดีที่เขายังไม่หมดลมหายใจ!

ฉันไม่เคยรู้จักชาติวุฒิเป็นการส่วนตัวมาก่อน แต่ได้ยินเรื่องราวของเขาบ่อยๆ จากกลุ่มเพื่อนนักเขียนหญิงรุ่นน้องที่สนิทสนมกัน และหนึ่งในนั้นเคยเป็นอดีตคนใกล้หัวใจเขา

ชื่อของชาติวุฒิโผล่เข้ามาในฉากชีวิตอีกครั้ง เมื่อฉันเข้าไปใน “เฟซบุ๊ก” (facebook) เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยมที่เชื่อมมนุษย์ทั้งโลกเข้าหากัน

เขาเป็นเพื่อนของเพื่อนที่ขยายวงออกไปได้ไม่รู้จบ ชื่อและรูปของเขาโผล่เข้ามาบนจอคอมพิวเตอร์ในช่วงจังหวะที่ฉันกำลังคุยกับเพื่อนอีกคนอยู่

ความมหัศจรรย์เหลือเชื่อของเฟซบุ๊กอยู่ตรงนี้เอง มันทลายกำแพงความแปลกหน้าและความเหนียมอายในการทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้ภูมิหลังกันมาก่อนลงไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อคุณเข้าไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีวันโดดเดี่ยว ทันทีที่ลงทะเบียนเข้าใช้ เฟซบุ๊กจะเอาข้อมูลส่วนตัวเบื้องต้นไปจับคู่ให้กับคนที่มีลักษณะรสนิยมใกล้เคียงกัน สถาบันการศึกษาเดียวกัน หรืออยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน สมองกลอันชาญฉลาดจะคัดกรองรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมน่าสนใจมาให้เลือกคนแล้วคนเล่า

ทันทีที่เราสนใจรับใครสักคนเป็นเพื่อน-Add as a friend ระบบของมันก็จะเชื่อมโยงให้รู้จักคนอื่นต่อๆ ไปไม่สิ้นสุด เหมือนโซ่ที่ร้อยสายต่อกันเป็นข้อยาวเท่าที่เราต้องการแค่ไหนก็ได้ คล้ายกับวงกระเพื่อมของผิวน้ำยามโยนก้อนหินลงไป เพื่อนชิดใกล้จะอยู่วงในสุด คนอื่นๆ จะอยู่ไกลออกไปรายรอบ

วงโคจรของเครือข่ายออนไลน์นี้จะมีเราเป็นศูนย์กลางเสมอ เมื่อรู้จักกันไปแล้วเกิดอาการรำคาญใจอยากจะกำจัดใครออกไปจากวงจรก็แค่บอกระบบให้ลบออกไป ก็เท่านั้น

ไม่มีความจำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจเหมือนอยู่ในสังคมที่รู้จักหน้าตา ชื่อเสียงเรียงนามกันดี

คำว่า add, delete, confirm, ignore เป็นคำพื้นฐานในเฟซบุ๊กที่ทุกคนจะต้องคุ้นเคยเป็นอันดี

เฟซบุ๊ก มีระบบช่วยค้นหาเพื่อนและบุคคลที่ต้องการอย่างง่ายดาย เพียงแค่คุณคิดถึงใคร บางคนก็ใส่ชื่อเขาลงไป หากคนๆ นั้นลงทะเบียนไว้ในโลกไซเบอร์ชื่อเดียวกับที่คุณต้องการ คุณก็อาจจะมีโอกาสพบเขาได้ภายในเสี้ยววินาที

ชาติวุฒิ ตอบรับเป็นเพื่อนกับฉันตามคำร้องขอทันทีที่ส่งข้อความไป ทำให้โลกของเราหมุนเข้าใกล้กันขึ้นมาอีก เพราะเราต่างก็ได้สิทธิ์เข้าไปอ่านข้อความต่างๆ บนกำแพงบ้านของแต่ละคนที่ให้อารมณ์แตกต่างกันไปตามสีสันชีวิตของใครคนนั้น

เพื่อนบางคนชอบแปะรูปเอาไว้จนตาลายตั้งแต่แบเบาะจนเหี่ยวยาน บางคนเริ่มต้นวันใหม่ด้วยบทรำพึงรำพันเสมอ แล้วก็รอคอยให้ใครสักคนผ่านเข้ามา “คอมเม้นต์” (comment) อย่างใจจดใจจ่อ บ้างก็บ้าถ่ายรูปทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่กินอาหารเหลือคาอยู่ในจานก็ต้องส่งไปให้เพื่อนดู

หลายคนจริงจังกับเรื่องการเมืองเป็นชีวิตจิตใจ แม้แต่ในวงเพื่อนกลุ่มเดียวกันก็ยังฟาดฟันกันไม่เลิกในเรื่องเหลืองกับแดง แต่บางคนก็เป็นเหลือบทำทีขอเกาะเข้ามาในวงเพื่อนเพื่อหวังประโยชน์ที่จะแอบมาโฆษณาขายของในบ้านเราแบบหน้าด้านๆ

ชุมชนแห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมของคนทุกประเภท ทุกระดับชนชั้นการศึกษา ท่ามกลางความแปลกแยกแตกต่างทางความคิด มีทั้งสาระและไร้สาระไปวันๆ แล้วแต่ว่าใครจะเลือกหยิบสิ่งใดมาบริโภค

ชาติวุฒิ แสดงตัวตนความเป็นนักเขียนเต็มเปี่ยมบนกำแพงบ้านของเขา และมีแฟนคลับตอบรับชื่นชมมากมาย แต่ละวันมีเพื่อนใหม่ๆ ทั้งรุ่นเด็กรุ่นผู้ใหญ่เสนอขอเป็นเพื่อนกับเขาไม่เคยว่างเว้น

เพื่อนนักเขียนรุ่นเดียวกันจำนวนหนึ่งก็ส่งข่าวสื่อสารกับเขาเสมอ แต่ละวันที่ผ่านไปไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ภาพที่ฉันเห็นผ่านหน้าบ้านเฟซบุ๊กนั้น ชีวิตของชาติวุฒิเปี่ยมล้นไปด้วยสีสัน การสังสรรค์ดื่มกิน สรวลเสเฮฮา

เขาเหมือนจะเสพรสชาติของชีวิตเต็มอิ่มอยู่เสมอ มีใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเบิกบาน และขยันสื่อสารกับทุกคนที่ผ่านเข้ามาทักทาย คุยเรื่องสัพเพเหระ รวมไปถึงผลงานเขียนบางเรื่องของเขา

ไม่อยากเชื่อเลยว่า อีกเพียง 2 เดือนต่อมาหลังจากที่เราได้เป็นเพื่อนร่วมสังคมออนไลน์กัน เขาก็ตัดสินใจปลิดชีวิต ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ฉันเคยเป็น…ปากกาฝืด

ไม่มีอะไรที่โหดร้ายสำหรับนักเขียนมากไปกว่าการเขียนหนังสือไม่ออกอีกแล้ว

แสนเสียดาย…เสียดายนัก

ข่าวการยิงตัวตายของชาติวุฒิปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ยาวนานนับสัปดาห์แล้วซาไป หลายคนเข้าใจว่าเขาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่สุดท้ายมัจจุราชไม่ยอมรับลมหายใจเขา

ฉันเชื่อว่าหลายคนที่ทราบข่าว โดยเฉพาะเพื่อนในเฟซบุ๊กมีอาการนิ่งงันด้วยอารมณ์เดียวกัน

“โลกเสมือน” ที่นำพาผู้คนข้ามโลกและทะลุกำแพงเขตแดนมารู้จักกันนั้นเป็นเช่นนี้เอง ในความเปิดเปลือยของมันซุกซ่อนความลี้ลับเอาไว้ เป็นโลกที่ยากจะเข้าถึงความเป็นไปแท้จริง ยากที่จะรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นรายรอบตัวเรา ยากที่จะล้วงลึกเห็นถึงความรู้สึกภายใน

ไม่เหมือนกับการสบตาใครสักคนที่สามารถรับรู้อารมณ์ของเขาได้

มันเป็นโลกของตัวอักษรที่ออกมาเต้นยั่วลวงล่อ เป็นโลกของภาพถ่ายที่อาจไม่ใช่ภาพจริง เป็นโลกของคลิปวิดีโอและไฟล์เสียงสารพัดที่ทำให้คนเกิดและตายได้ในเวลาเดียวกัน

เป็นโลกอันยากยิ่งที่จะสัมผัสตัวตนแท้ๆ แม้แต่เราเองในบางขณะอารมณ์ก็ยังปลอมตัวในหมู่คนทั้งโลกอย่างแนบเนียน

ระหว่างที่หลายคนหลั่งน้ำตาให้กับคำอำลาที่กล้าหาญของชาติวุฒิ และรอคอยปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นกับชีวิตเขาอีกครั้ง ฉันก็ค้นพบกับโลกของเกษตรกรพันธุ์ใหม่ที่แนบชิดอยู่กับเครือข่ายสังคมไร้ตัวตนนี้

มันเริ่มมาจากความสนใจคลิกเข้าไปดูข้อเสนอต่างๆ มากมายบนเฟซบุ๊ก กระทั่งหลุดเข้าไปปลูกผักใน “ฟาร์มวิลล์” อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพียงไม่นานเสน่ห์ของการทำฟาร์มในโลกเสมือนก็นำพาเตลิดไปไกลกว่าที่คิด

ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนทั้งโลก ปริมาณมากกว่าประชากรไทยทั้งประเทศหลงใหลในเกมนี้

การออกแบบเกมอันชาญฉลาด และจำลองความฝันในชีวิตจริงมาให้สัมผัสและเติมเต็มจินตนาการได้ในทุกรูปแบบคือต้นทางความสำเร็จของฟาร์มวิลล์

เป็นเกมคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมารองรับความฝันของชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ที่ใฝ่หาชีวิตในรูปแบบแตกต่างออกไปจากวงจรปกติประจำวัน ฝันถึงพื้นที่กว้างใหญ่ที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้และลงมือพัฒนามัน สร้างโลกเฉพาะของตัวเองขึ้นมา ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทำฟาร์ม ฯลฯ

นี่คือความฝันแบบ “เกษตรกรโรแมนติค” อย่างแท้จริง

ถ้ายังจำกันได้ ตอนยุคจัดสรรที่ดินเบิกบานพร้อมโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกเมื่อ 30-40 ปีก่อน คนเมืองผู้มีฐานะต่างก็มุ่งหน้าสู่ชนบท ออกไปแสวงหาที่ทางสร้างบ้านพักผ่อนในรูปบ้านตากอากาศผสมผสานกับบ้านสวน

บางคนไม่เกรงอกเกรงใจฟ้าดิน ทำแม้กระทั่งเปิดภูเขา ปิดทางน้ำ บุกป่า ฝ่าดง สร้างรีสอร์ตส่วนตัวเพื่อครอบครองเป็นเจ้าของความงามแห่งผืนดิน

ที่ดินจัดสรรพร้อมสวนผลไม้แบ่งเป็นแปลงตามจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกขายดิบขายดีราวกับเอามาแจกกันฟรีๆ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง เพชรบูรณ์ ระยอง ตราด จันทบุรี ฯลฯ แน่นขนัดไปด้วยคนจากเมืองหลวงแห่ไปจับจองซื้อขายไม่เว้นแม้แต่ หัวหิน ชะอำ กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี อยุธยา สระบุรี โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลและริมแม่น้ำกลายเป็นทำเลทองอย่างรวดเร็ว

วันนี้ความฝันของทุกชนชั้นมุ่งสู่ถนนมิตรภาพ แย่งชิงกันเป็นสมาชิกประชาคมชาว “เขาใหญ่” ชาติวุฒิ ก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาและภรรยาเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งแถวปากช่อง โดม วุฒิชัย ก็ชอบไปสิงสู่อยู่บนห้องน้อยในหอคอยสูงที่ใช้เป็นที่เก็บถังน้ำในไร่นักปฏิบัติธรรมผู้มีอันจะกินแถวตีนเขาใหญ่อยู่เสมอ

ความฝันที่จะสร้างอาณาจักรส่วนตนในกำแพงสีเขียวธรรมชาติของบรรดานักเขียนใหญ่น้อยนั้น ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากรูปแบบชีวิตของนักเขียนใหญ่รุ่นพ่อ รุ่นพี่ อย่าง คำสิงห์ ศรีนอก ผู้ปักหลักอยู่ที่ไร่ธารเกษมแถวปากช่องมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี หรือแม้แต่ “รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีผู้โบยบินไปสู่สรวงสวรรค์ชั้นกวี รุจีรัตน์ ก็มีรวงรังอันอบอุ่นอยู่บนดอยบ้านโป่งแยง เชียงใหม่ ขณะที่ ชาติ กอบจิตติ มีอาณาจักรสวนอักษรขนาดมหึมาอยู่ระหว่างรอยต่อ 3 จังหวัดสุดเขตแดนอำเภอปากช่อง

ย่านเขาใหญ่ไม่เพียงเป็นแผ่นดินในฝันเพื่อการสร้างบ้านตากอากาศของบรรดามหาเศรษฐี อย่าง กิตติ ธนากิจอำนวย, ประชา มาลีนนท์, ปิยะ ภิรมย์ภักดี, วิสุทธิ์ โลหิตนาวี, วิกรม กรมดิษฐ์ ฯลฯ เท่านั้น ยามนี้ชุมชนรายรอบเขาใหญ่กลายเป็นสังคมของศิลปิน นักคิด นักเขียนขึ้นแล้ว เมื่อเอ่ยชื่อเจ้าของผืนดินไม่ธรรมดาอย่าง ธีรยุทธ บุญมี, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, ดวงตา นันทขว้าง, พิษณุ นิลกลัด, คุณหญิงทิพย์วดี ปราโมช ณ อยุธยา, คัทลียา นุดล, สีกาอ่างแห่งไทยรัฐ เป็นต้น

เขาใหญ่ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไทย ไม่ใช่แค่มรดกโลก แต่เป็นบ้านหลังที่ 2 หรือ 3 ของผู้มีอันจะกิน ที่มุ่งมาเสพความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและความหนาแน่นของโอโซนซึ่งว่ากันว่าสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก กับอีกความฝันหนึ่งของคนชั้นกลางจากกรุงเทพฯ ไปจับจองซื้อผืนดินเพื่อปลูกผัก ผลไม้รอวัยเกษียณ โดยเฉพาะแถบวังน้ำเขียวซึ่งอากาศดี ดินดี ปลูกอะไรก็ขึ้น ทั้งองุ่น สตรอเบอรี่ ผักปลอดสารพิษ ฯลฯ

คนเหล่านี้ฝันถึงอากาศบริสุทธิ์ในย่านเขาใหญ่ สายลมรื่นกับกลุ่มหมอกหลังฝนที่มาวาดภาพให้ภูเขา เสียงนกร้องยามเช้า และความหนาวเย็นยามค่ำคืน มนต์ขลังเช่นนี้คือชนบทไทยหลายถิ่นที่ในอดีตซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นเมืองจนแทบไม่เหลือสภาพ มีเพียงร่องรอยเลือนรางให้ถวิลหา

พื้นที่มวกเหล็ก ปากช่อง เขาใหญ่ เขาแผงม้า เรื่อยไปจนถึงวังน้ำเขียว จึงถูกคนนอกพื้นที่เข้าไปจับจองแทบจะทุกตารางนิ้ว ซื้อขายเปลี่ยนมือกันไปหลายรอบ ส่งผลให้ราคาที่ดินทะยานลิ่วจากไร่ละไม่กี่หมื่นบาทสู่หลักแสนบาท และเพียงไม่กี่ปีที่เส้นทางจากเขาใหญ่-วังน้ำเขียวบูมจนแทบระเบิด ราคาที่ดินเปล่ารกร้างธรรมดาก็อวดศักดาความยิ่งใหญ่ทะยานไปถึงไร่ละ 3 ล้านบาท เป็นอย่างน้อย

เกษตรกรชาวบ้านตัวจริงที่บุกเบิกถากถางพื้นที่รกร้างเสื่อมโทรมจนได้ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินมือแรก ต้องถอยร่นห่างออกจากถนน ลึกเข้าสู่ตีนเขา บ้างก็ย้ายไปหาที่ทางแหล่งใหม่เพื่อเริ่มต้นตัดไม้ถางป่าสร้างมูลค่าที่ดินด้วยกระบวนการเดียวกัน รอขายต่อรอบใหม่ วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้

ก็อย่าได้แปลกใจที่พื้นที่ย่านปากช่องถูกน้ำท่วมสูง และน้ำป่าจากเขาใหญ่ไหลบ่าลงมาสู่พื้นราบได้เร็วและแรงขนาดนั้น

ฉันเชื่อว่าความคลั่งไคล้บ้านสวนชนบทมีแต่จะเพิ่มขึ้น และขยายตัวออกไปตามกระแสความนิยมบวกกับการปั้นราคาที่ดินของเซียนมือทอง ที่เป็นนักการตลาดและนักโฆษณามืออาชีพ เพราะมันคือรูปแบบความฝันของชนชั้นกลางที่มีการศึกษา มีรายได้มั่นคงที่กำลังมองหาทางลงจากอาชีพการงานอันร้อยรัดก่อนเกษียณจากงาน

กระนั้นก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกความฝันจะไปไกลได้ถึงปลายทางเสมอ

เมื่อที่ดินบนผืนโลกแทบจะไม่มีอัตรางอกขึ้นใหม่ สวนทางกับจำนวนประชากรที่ยังเกิดไม่หยุด จึงมีคนเพียงไม่กี่หยิบมือเท่านั้นที่สามารถสร้างแปลงผัก ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ปลูกองุ่น บ่มไวน์ มีคอกม้า สวนผลไม้ ทะเลสาบแสนงาม

ที่เหลือต้องดำรงตนอยู่กับความฝันและอารมณ์สุนทรีย์แบบเกษตรกรโรแมนติคที่ทำฟาร์ม ปลูกพืชไร่ เลี้ยงสัตว์เพียงในจินตนาการ ผ่านโลกของการอ่านหนังสือแนวเกษตรชวนฝันทั้งหลาย

ดังนั้น เมื่อเฟซบุ๊กนำเสนอเกมปลูกผักออนไลน์ขึ้นมา ก็เลยตอบสนองความฝันนี้ได้อย่างถล่มทลาย

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

เทคโนฯ สัมมนา 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

มะละกอสร้างชาติ “มะละกอพืชยอดนิยม ปลูก บริโภค สร้างรายได้…ทั่วถิ่นแดนไทย” (ตอนจบ)

“ทิศทางการตลาด มะละกอไทย”

และการปลูกมะละกอฮอลแลนด์

แซมสวนยางพารา พื้นที่ 200 ไร่

อาจารย์วิรัช พละเดช ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านวิทยากร และสวัสดีเพื่อนเกษตรกรทุกท่าน ผมเองเป็นครูมาตลอดชีวิตและเป็นครูบ้านนอก หลังสุดมาลาออกที่โรงเรียนโยธินบูรณะ แล้วไปทำธุรกิจร้านอาหารอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย จำนวน 10 ร้าน

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ตัดสินใจกลับเมืองไทย เพราะมีโรคประจำตัว จำเป็นต้องรักษา ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบด้านเกษตรมาตั้งแต่วัยเด็ก แต่ไม่เคยรวยจากทางด้านนี้เลย เจ๊งตลอด! เหตุผลที่พูดคำนี้เพราะเคยให้คำนิยามว่าการทำเกษตรกรรมไม่เคยให้ความร่ำรวยแก่เกษตรกรเลย ทำเท่าไรก็เจ๊ง มันแตกต่างเพียงว่าใครมีทุนเท่าไร ก็ใช้เวลาเท่านั้น แต่สรุปแล้วเจ๊ง!!

เริ่มต้นด้วยการปลูกยาง

และแซมด้วยฟักทองตรงกลาง แต่ไม่รอด‚

พอมาระยะหลังกลับมาคิดใหม่ว่าตัวเราอายุมากแล้ว ควรเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จะทำแบบลุยคงไม่ดีแน่ จึงหันมาทำเกษตรเชิงธุรกิจ คือทำอย่างไรก็ได้ให้มีรายได้จากเกษตร เพื่อสามารถที่จะเลี้ยงตัวเราได้ ทำให้เป็นแบบอย่างว่าเกษตรกรสมัยใหม่สามารถมีเงินมากกว่านักอุตสาหกรรม หรือมีมากกว่าการไปเป็นลูกจ้าง

เริ่มต้นด้วยการปลูกยางพารา ที่มีขนาด 3 คูณ 5 และ 3 คูณ 6 แต่ระหว่างตรงกลางได้ทำเป็นระบบน้ำหยดไว้ และคิดว่าควรจะมีผลผลิตอย่างอื่นมาร่วมใช้ด้วย แต่ยังคิดไม่ออก จึงตั้งเป็นโจทย์ไว้ แล้วจึงเริ่มเดินเสาะหาคำตอบจากในตลาดหลายแห่ง และคิดว่าพืชตัวไหนที่จะปลูกเพื่อสร้างรายได้ และต้องให้เข้ากับต้นยางพาราที่ปลูกไว้ก่อนด้วย มีคนแนะนำให้ปลูกฟักทอง ก็ลองดู ผลสรุปเจ๊ง…อีก

ยังไม่ถอย ปลูกมะละกอต่ออีก

จากนั้นได้เปลี่ยนใหม่ตามคำแนะนำอีกเช่นกัน คราวนี้ลองปลูกมะละกอ ผมเองไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมะละกอแต่อย่างใด เพราะรับประทานมะละกอไม่เป็น เขาบอกว่า แขกดำ แขกนวล ปลูกดี แต่ผมไม่สน แต่อยากปลูกพันธุ์ที่ให้รายได้ดีที่สุด และมีคนบอกว่าต้องใช้พันธุ์ปลักไม้ลาย หรือพันธุ์ฮอลแลนด์ แต่พันธุ์ดังกล่าวมีราคาเมล็ดแพ งกิโลกรัมละเป็นหมื่น ผมก็ไม่สนเช่นเดิม แถมยังตัดสินใจไปซื้อทันที 3 กิโลกรัม คิดว่าคราวนี้รวยแบบไม่ต้องแบ่งให้ใครแน่ พอซื้อมาจัดการหยอดเมล็ดพันธุ์ทันทีทั้งหมด ปรากฏว่าเพาะไม่เป็น ดันไปทำช่วงหน้าหนาว แล้วคนขายก็ไม่บอกว่าต้องเพาะอย่างไร แล้วเป็นอย่างไรทราบไหมครับ? ทั้ง 3 กิโลกรัม ตัดสินใจไม่ขึ้นทั้งหมดเลย ครั้นพอไปซื้ออีกครั้ง คนขายถึงบอกว่า ให้ต้มน้ำก่อน ลองใช้นิ้วจุ่มน้ำดูว่าพออุ่น แล้วนำขึ้นมาห่อผ้าขาวไว้สัก 1-2 คืน

ก็เพิ่งมาบอกตอนเจ๊งไปแล้วหลายหมื่น!! ไม่เป็นไร เริ่มต้นใหม่ได้ แล้วคนขายเมล็ดบอกต่ออีกว่า เดี๋ยวจะส่งคนไปช่วยในเรื่องการจัดระบบการปลูก แต่ไปช่วยเพียงวันที่นำเมล็ดไปส่งแค่วันเดียว แล้วหายไปเลย…ก็นึกโกรธอยู่มาก แต่บอกกับลูกน้องว่าเราต้องช่วยกันทำให้สำเร็จให้ได้

ต่อจากนั้นลูกน้องบอกว่า ต้องขุดหลุมให้ลึก 50 เซนติเมตร กว้าง 50 เซนติเมตร ก็ท่านลองนึกดูว่า ถ้าขุดหลุมขนาดที่ว่าต้องปลูกกันนับหมื่นต้น แล้วต้องขุดกันแย่แน่ ผมก็ไม่เชื่อ แต่ลองปลูกบนดินแล้วใช้วิธีหยอดเมล็ด ก็ขึ้นนะ แล้วจากนั้นก็ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ปลูกลงไปจำนวนแสนกว่าต้น ไม่คิดว่าจะออกลูก มีคนไปเยี่ยมบอกว่าให้โค่นทิ้ง ไม่มีทางออกลูก เราก็ไม่สน ดูแลบำรุงดิน น้ำ ปุ๋ย ให้ครบอย่างดี หากไม่รู้ หรือสงสัยอะไรก็ถามคนที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ ตอนนั้นขยันมาก เดินดูตลอด บริเวณที่ปลูกเป็นเชิงเขา และที่ราบระหว่างเชิงเขา ครั้นพอน้ำมา ปรากฏว่าต้นที่ปลูกบนพื้นราบเหี่ยวหมด แต่ต้นที่ปลูกแนวเชิงเขารอดและเจริญเติบโตดี พอปลูกสัก 5 เดือน ก็จัดการใส่ปุ๋ยเร่งดอก เมื่อดอกออกดีใจทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นตัวผู้ ตัวเมีย หรือกะเทย เขาบอกว่า 1 หลุม ให้ปลูก 3 ต้น ต่อมาขึ้นทั้ง 3 ต้น เป็นกะเทย 2 ต้น ตัดสินใจเก็บไว้ทั้งคู่ แต่ปรากฏว่าการเก็บไว้ 2 ต้น จะสู้เหลือเพียงต้นเดียวไม่ได้ เพราะต้นเดียวจะงามกว่า ให้ลูกมากกว่า ซึ่งกว่าจะรู้ต้นก็โตมีลูกแล้ว และที่น่าปวดหัวมากเพราะมีโรคที่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับมะละกอพอๆ กับโรคมะเร็งคือ โรคไวรัสวงแหวน ก็ไม่เชื่อที่มีคนมาเตือน เพราะคิดว่าต้องสามารถรักษาให้หายได้ ปรากฏว่าไปเจอเข้ากับตัวเอง ก็รีบฉีดพ่นยาอย่างเต็มที่ แต่ไม่ทันการณ์ คิดอย่างเดียวว่าคราวนี้คงเจ๊งอีกแน่…

ได้ลองโทรศัพท์ไปปรึกษาที่ บริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และได้รับคำแนะนำให้ฉีดพ่นในช่วงที่เป็นโรคในเวลา 3, 5 และ 7 วัน ตามลำดับ ต่อครั้ง

ไม่น่าเชื่อ!! มะละกอกลับฟื้นขึ้นมาได้อีก อันนี้ไม่ใช่มาโฆษณาให้ แต่เจอด้วยตัวเอง

เมื่อมะละกอออกลูกใช้เวลา 8 เดือน แต่ผมว่าควรจะใช้เวลาสัก 1 ปี กำลังมีความสมบูรณ์ ตอนปลูกใหม่ๆ เวลาออกลูก พอมีบางลูกไม่สวย มีตำหนิ เราก็จะเก็บไว้ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิด เพราะจะเป็นผลเสียมากกว่า ดังนั้น เมื่อพบว่าบางลูกมีตำหนิ ต้องเก็บทิ้งทันที ในไร่ใช้คนงาน จำนวน 60 คน ในการเก็บมะละกอ เก็บได้วันละ 10-15 ตัน ต่อวัน พอเวลาฝนตกเดินลำบากมาก ทำให้ช้าและอันตราย เพราะเราขาดการวางแผนที่ดีไว้ก่อน และไม่คิดว่าจะให้ผลผลิตมากเท่านี้

คนที่ไม่เคยทำมะละกอเลย ข้อแรก ควรหาคนที่จริงใจในการอธิบายความ ข้อสอง ต้องมีความพร้อม และตลาดไม่ต้องห่วง ผมคิดในใจว่าตอนแรกที่ปลูกมะละกอ ถ้ามะละกอออกจากสวนราคาสัก 10 บาท คงสบายแน่ เพราะออกต้นละเป็นร้อยลูก ที่เป็นอย่างนั้นเพราะลูกน้องใส่ปุ๋ยที่ซื้อมา 3-4 ตัน ใส่หมดเกลี้ยงเลย แต่ทั้งนี้อยากได้เงินมากขึ้นอีกเล็กน้อย เลยคิดว่าจะขายสัก 12 บาท เพราะที่ตลาดขายกัน 15 บาท แล้วพอดีมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อเหมาทั้งสวนให้ราคา 13.50 บาท เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะมะละกอเราสวย ผิวดี มีความหวานระดับ 16

สามารถกำหนดราคาเอง เพื่อสู้กับคู่แข่ง

เพราะที่สวนปลูกแบบ ทูอินวัน ช่วยลดค่าใช้จ่าย

เมื่อตกลงเป็นที่เรียบร้อยก็จัดการขนไปที่ตลาด ปรากฏว่าคนรับซื้อบอกจะรับซื้อที่ราคา 12.50 บาท และพอนำไปขายครั้งที่สองก็ให้ราคาเพียง 11.50 บาท เมื่อเป็นเช่นนี้เห็นว่าเป็นการถูกกดราคาเรื่อย จึงหาเช่าแผงเสียเลยดีกว่า แล้วขายดีซะด้วย เพราะเป็นมะละกอของเรา การกำหนดราคาก็ไม่ต้องสูงมาก คิดว่าพอสู้ได้เท่านั้น การที่สินค้าของเราดี มีคุณภาพ ในราคาไม่แพงทำให้ลูกค้าสนใจ การลงทุนกับมะละกอครั้งนี้ผมขอบอกว่าทำอย่างเต็มที่เลย ทำด้วยใจ และที่ทำให้สามารถตั้งราคาต่ำเพื่อสู้กับคู่แข่งได้เพราะสวนของเรามีลักษณะทูอินวัน คือปลูกทั้งมะละกอ และยางพารา เวลาให้ปุ๋ยก็ให้ครั้งเดียว แต่ได้ผลสองอย่าง

ขณะนี้ส่งให้ห้างท็อปส์ สัปดาห์ละ 12 ตัน และยังส่งไปที่ตลาดนครปฐมด้วย เพราะฉะนั้นจึงอยากเน้นกับทุกท่านที่มาในงานนี้ว่า ถ้าจะทำมะละกอต้องทำอย่างตั้งใจเต็มที่ เพื่อให้มีคุณภาพ หวาน ผิวสวย โดยลูกที่มีตำหนิจะตัดทิ้งหมด ต้องเดินดูเอง และควรทำตามกำลังแรงที่ทำได้ ที่เหมาะสมกับเรา เช่น คนหนึ่งควรปลูกสัก 5-10 ไร่ ก็มีรายได้เหลือเฝือแล้ว ถ้าคุณมีมะละกอคุณภาพ พ่อค้าจะเข้าไปหาคุณที่สวน และวิธีคิดของพ่อค้าคือว่า เขาจะดูแลเราเพียงชั่วครู่เฉพาะในช่วงที่ติดต่อ ซื้อ-ขาย กันเท่านั้น เพราะพ่อค้าต่างรู้ดีว่า มะละกอจะปลูกซ้ำที่เดิมไม่ได้ ดังนั้น คนปลูกจะย้ายแหล่งปลูกไปตลอด

เลือกพันธุ์แท้ และดี มีคุณภาพ

ส่งห้าง ไร้ปัญหา ได้ราคาสูง

มาถึงพันธุ์มะละกอกันบ้าง มีคนโทรศัพท์มาถามว่า ซื้อเมล็ดมาจากไหน ก็บอกไปว่าอยู่ใกล้ห้างท็อปส์สาขาไหน ก็ให้ไปซื้อมะละกอในห้างท็อปส์ แล้วเก็บเมล็ดไปปลูก ไม่ต้องไปหาซื้อของแพง เพราะฉะนั้นการเลือกพันธุ์มะละกอต้องเลือกพันธุ์แท้ จะใช้เวลาปลูก 8-12 เดือน ก็จะประสบความสำเร็จภายใต้การที่ต้องดูแลอย่างจริงจังนะ มีอีกประการคือไม่แนะนำให้ปลูกเชิงเดี่ยว เดี๋ยวนี้ทางจันทบุรีมีการปลูกเพียงคอเดียว พอสิ้นปีตัดทิ้งทันที ไม่ต้องดูแลรักษามาก ส่วนราคามะละกอฮอลแลนด์เวลานี้ เดี๋ยวนี้เกรดเอ ถ้าส่งห้างจะรับซื้อกิโลกรัมละ 24 บาท แต่ถ้าเป็นชนิดอื่นกิโลกรัมละ 17-18 บาท ก็ถือว่าใช้ได้ ขณะนี้ผมปลูกเพียง 30-40 ไร่ และต้องสารภาพว่าสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงขณะนี้มีผลให้คุณภาพมะละกอไม่สู้ดีนัก จึงจำเป็นต้องขยับที่ปลูก เพราะฝนมากเป็นอันตรายต่อมะละกอ เพราะถ้าน้ำท่วมเสร็จแน่

การมีอาชีพเป็นเกษตรกรเวลามีอะไรดีที่ไหนผมไปทุกแห่ง ขับรถไปเอง ไม่มีอาย ถามทุกอย่าง ดังนั้น คนที่จะทำต้องจริงใจ และจริงจัง บางคนตั้งใจว่าตอนเกษียณจะมาทำ ขอบอกว่าอย่าคิดอย่างนั้น เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากต้องการทำจริงต้องมีการวางแผน ต้องศึกษาหาความรู้อย่างดี ที่สำคัญควรมีผู้ช่วยที่มีความรู้ ความชำนาญ หลายคนหน่อย

อย่าคิดแต่ผลประโยชน์ตัวเงินอย่างเดียว

ควรมีความพร้อม พัฒนาให้มีคุณภาพ

เมื่อก่อนจะปลูกมะละกอ บางคนเอ่ยปากบอกว่าปลูกยาก มาอธิบายอะไรก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก แต่เดี๋ยวนี้คิดจะปลูกไม่ยากเลย ไปขอเมล็ดที่โรงงานคุณนิคม เขาให้ฟรี แล้วยังได้พันธุ์แท้อีกด้วย แล้วไปจ้างเพาะ เดี๋ยวนี้มีการรับจ้างเพาะด้วย จึงขอบอกอีกครั้งว่าใครที่ต้องการประกอบอาชีพอะไรก็ตาม ขอให้เริ่มต้นด้วยความตั้งใจ อย่าคิดแต่เอาจากผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับอย่างเดียว ควรมีการเตรียมความพร้อม ถามตัวเองก่อนว่ามีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่จะทำไหม? ถ้ายังไม่มีหรือมีน้อยควรหาแหล่งความรู้จากที่น่าเชื่อถือ จากนั้นให้ดูว่ามีตลาดรองรับหรือยัง ถ้ายังหาไม่ได้ก็ลองดูตลาดใหญ่ๆ อย่างที่ ตลาดไท หรือตลาดสี่มุมเมือง

ยังอยู่ที่เรื่องคุณภาพมะละกอนะ มีบางคนกังวลว่าจะไม่ได้ขนาดที่นำส่งโรงงานหรือส่งไปขายห้างหรือส่งต่างประเทศ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีพ่อค้าหาบเร่จะมารับซื้อที่สวน เอาไปปอกขายเพราะมะละกอของเรามีคุณภาพ รสหวาน บางครั้งถึงกับแย่งซื้อ เพราะเขามาซื้อเพื่อไปปอกขายตามตลาดนัดบ้าง รถเข็นบ้าง แต่อย่าลืมว่าของคุณต้องมีคุณภาพและรสชาติหวาน อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลกับขนาด เพราะฉะนั้นคุณภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดที่มีการแข่งขันกันมาก แต่ละแห่งมีตัวแทนจำหน่ายอยู่มากมายกว่าจะเข้าถึงเพื่อนำของไปเสนอขายไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเรานำเสนอความเป็นคุณภาพจะหมดปัญหาทันที

อีกอย่างที่อยากจะบอก ถ้าพวกเราสามารถรวมกันเป็นชมรมได้ ผมจะเป็นคนกลาง แล้วท่านนำของมาขาย ผมมีตลาดหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น พวกเราเป็นเกษตรกรร่วมอาชีพกัน มีอะไรก็จะต้องช่วยกัน คุยกัน แลกเปลี่ยนกัน ที่สำคัญในอนาคตตลาดอาเซียนที่มีกำลังการผลิตมาก กำลังเริ่มมีบทบาทเข้ามาในบ้านเรา หากพวกเราไม่รวมกลุ่มผนึกกำลังทั้งกายและใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แล้วเราจะสู้เขาได้หรือ? ซึ่งการทำตลาดเป็นเรื่องยาก และยากขึ้นเรื่อยๆ ขอให้มีความซื่อสัตย์ รักคุณภาพของผู้บริโภคเหมือนกับรักตัวเรา แล้วท่านจะเดินอยู่บนถนนสายนี้ได้อย่างมีศักดิ์ศรี และหวังว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดถือเป็นประสบการณ์ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง…ขอบคุณมากครับ

เกษตรกรผู้ผลิต และจำหน่ายมะละกอครบวงจร

คุณโชคยิ่ง พิทักษากร สวัสดีครับท่านวิทยากรและท่านผู้เข้าร่วมสัมมนา สำหรับเนื้อหาของท่านอาจารย์วิรัชกับผมมีทั้งที่ใกล้เคียงกันและไม่เหมือนกัน อย่างการเลือกใช้พันธุ์ฮอลแลนด์เพราะให้เงินดี แต่ผมเลี้ยงพันธุ์ฮาวาย เนื่องจากเป็นคนชอบรับประทานผลไม้มาก และมะละกอเป็นผลไม้โปรดที่รับประทานเป็นประจำ ซึ่งมีความสงสัยว่ามะละกอที่ซื้อมารับประทานส่วนใหญ่ลูกจะมีขนาดใหญ่ จึงเหมือนถูกบังคับให้รับประทานให้หมด ถึงแม้จะรับประทานไม่หมดในคราวเดียวและเก็บส่วนที่เหลือไว้ในภายหลัง แต่ความสดอร่อยก็จะหมดไป

มะละกอผลเล็ก

เหมาะกับสภาพสังคมในปัจจุบัน

มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่ายิ่งนานวัน ดูเหมือนแต่ละครอบครัวจะมีขนาดเล็กลง มีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว ดังนั้น วิถีชีวิตความเป็นอยู่ก็จะมีความแตกต่างสอดคล้องกับสังคม ก็เลยคิดว่าถ้าผลไม้โดยเฉพาะมะละกอหากมีขนาดเล็กลงบ้าง ก็อาจจะสร้างความสะดวกให้กับผู้บริโภค

เผอิญโชคดีที่ได้เมล็ดพันธุ์จากท่านอาจารย์ ดร. อุทัย ที่ยังเหลืออยู่ที่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ท่านนำมาจากฮาวาย และนำมาทดลองปลูกที่ทองผาภูมิ แล้วลองทำตลาดดูปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ นั่นคือเรื่องราวเมื่อ 20 ปีก่อน

เมื่อผมได้เมล็ดพันธุ์มะละกอฮาวายก็นำมาทดลองปลูก เพื่อใช้บริโภคภายในครอบครัว ปลูกบนที่ดินท้องนา สักประมาณปี 2532 เป็นการปลูกด้วยความที่ไม่ได้ตั้งใจ พอมะละกอออกผลชาวบ้านเห็นต่างหัวเราะเพราะมีขนาดเล็กสักประมาณ 2-3 ขีด แถมยังเย้ยว่า คนกรุงเทพฯ ปลูกมะละกอได้ลูกขนาดเท่านี้เอง? ซึ่งในครั้งนั้นมะละกอฮาวายยังไม่มีใครรู้จัก ทั้งในด้านชื่อพันธุ์ และการตลาด

ให้กลุ่มเกษตรกรปลูก ได้ผลผลิตดี มีปริมาณมาก

เร่งหาตลาดระบายออก โดดเข้าห้าง

ต่อมาเมื่อมีการตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรก็ได้นำเมล็ดพันธุ์มะละกอฮาวายไปให้สมาชิกกลุ่มทดลองปลูก ซึ่งก็ประสบความสำเร็จและทำให้สมาชิกกลุ่มที่เคยคิดว่ามะละกอขนาดเล็กก็สามารถทำเงินให้เขาได้เป็นอย่างดี แล้วชาวบ้านละแวกนั้นก็หันมาปลูกกันมาก ทั้งยังนำไปทำเป็นส้มตำด้วย ซึ่งบอกว่ามีรสชาติหวาน กรอบ และนั่นคือจุดเริ่มต้น

หลังจากที่ชาวบ้านเกษตรกรนำไปปลูกกัน ทำให้ปริมาณผลผลิตมีจำนวนมาก แล้วคราวนี้จะทำอย่างไร? เพราะจำนวนมีมากเกินกว่าจะนำมาบริโภค ยิ่งช่วงนั้นยังไม่มีใครรู้จักมะละกอฮาวายกัน แต่สิ่งที่ต้องทำคือการระบายมะละกอออก หากมาพิจารณาดูรูปลักษณะของผลมะละกอฮาวายแล้วพอได้ ความหวานใช้ได้ จึงคิดหาตลาดเพื่อจำหน่าย และในโอกาสนั้นได้รับความกรุณาจากผู้บริหารของห้างโรบินสัน ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับผักและผลไม้ เห็นว่าดีเป็นพันธุ์ที่น่าสนใจ จึงกรุณารับไว้จำหน่ายในห้างเมื่อ 15 ปีที่แล้ว และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจปลูกและส่งมะละกอ ต่อมาเริ่มมีคนรู้จักมากยิ่งขึ้น กระแสตอบรับดี ปริมาณการส่งเริ่มดีดตัว

การบินไทยสนใจ สั่งเข้าทันที

แต่ช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือ ตอนที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ติดต่อมาตามเบอร์โทรศัพท์จากห่อเพื่อให้ไปนำเสนอสินค้า พร้อมกับตกลงรับสินค้าที่จะให้ส่งมะละกอทันที โดยตอนแรกทางการบินไทยกำหนดให้ส่ง วันละ 4 กิโลกรัม ฟังดูแล้วน้อยนะ แต่ไม่เป็นไร เรายินดีส่งให้ เพราะเป็นความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสทำเช่นนั้น จนปัจจุบันนี้มีการส่งมะละกอพันธุ์ฮาวายและพันธุ์อื่นให้กับทางการบินไทยในปริมาณวันละ 3 ตัน เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่มีวันหยุดเลย ทั้งนี้เป็นความพยายามในการทำงานอย่างเต็มที่ มีความอดทน เอาใจใส่ของทีมงานสวนสระแก้วทุกคน โดยเราไม่ได้ปลูกเองทั้งหมด หากแต่เป็นการแบ่งปันและร่วมกันทำงานกับเพื่อนสมาชิกทั่วทุกภาคของประเทศในการบริหารจัดการจำนวนผลผลิตมะละกอ เพื่อจัดส่งให้กับลูกค้าทันตามความต้องการอย่างมีคุณภาพ

ส่วนทางด้านอื่นก็มีการทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนอกจากพันธุ์ฮาวายแล้วยังมีพันธุ์อื่นอีก 2-3 พันธุ์ อีกทั้งยังรวมกับสินค้าชนิดอื่นอีกด้วย ซึ่งเกิดจากความไว้วางใจของลูกค้าที่มีให้กับเรามาโดยตลอด และสิ่งที่ตรงกับทางอาจารย์วิรัชกล่าวไว้คือ สินค้าต้องมีคุณภาพ เพราะคุณภาพนี่แหละที่ทำให้ลูกค้าติดใจเราอยู่จนเป็นเวลากว่า 20 ปี เพราะฉะนั้นไม่ว่าท่านจะปลูกมานานหรือเพิ่งเริ่มปลูก แต่สิ่งที่ทำให้เราขายหรือดึงดูดลูกค้าให้กลับมาหาเราได้คือเรื่องของคุณภาพ

เน้นเรื่องคุณภาพ

สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า

หากย้อนกลับไปในช่วงการเริ่มต้นของสวนสระแก้ว จากมะละกอสายพันธุ์ที่ไม่มีใครรู้จักหรือตลาดยังทำยาก ก็สามารถใช้ปัจจัยหลายอย่างที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้ความรู้กับลูกค้าจนเป็นที่ยอมรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งลูกค้าก็มีหลายกลุ่ม ทั้งลูกค้ารายย่อยที่หาซื้อตามห้างและอีกประเภทเป็นกลุ่มลูกค้าประเภทสายการบิน นอกจากนั้นแล้วในตลาดต่างประเทศก็มีกลุ่มลูกค้าที่เราส่งเข้าไปในห้าง แล้วยังมีส่งไปตามตัวแทนจำหน่าย เพราะฉะนั้นลูกค้าของเราก็จะมีทุกระดับ ซึ่งทั้งหมดเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของการเจริญเติบโตที่มีอย่างต่อเนื่องตลอด

ถ้าผู้ผลิตจับตลาดขายเอง

ลดความเสี่ยงเรื่องราคา

คราวนี้หากมามองด้านห่วงโซ่ของธุรกิจมะละกอ ก็จะเริ่มต้นจากเกษตรกรที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปลูก ดูแล และเก็บเกี่ยว นำต่อไปที่ผู้รวบรวมซึ่งอาจจะเป็นคนในแต่ละพื้นที่ หรือคนอื่นที่มารับซื้อและถือเป็นกลไกตัวหนึ่งที่ส่งต่อไปยังตลาดขายส่งอีกหลายแห่ง จากนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ที่จะกระจายสินค้าไปยังจุดต่างๆ ดังนั้น จะเห็นว่ากว่าจะมาถึงผู้บริโภค มีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับส่วนต่างๆ มากมายถึง 6 จุด ด้วยกัน

จากวงจรดังกล่าว หากผู้ผลิตบางรายมีความสามารถที่จะบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง ทำให้สินค้าหรือผลผลิตจะไม่มีการตกค้าง จากความไม่แน่นอนของผู้รับซื้อที่อาจไม่มาหรือมาไม่ตรงตามเวลา ทั้งนี้หากผู้ผลิตทำได้ก็จะตัดวงจรที่กล่าวมาข้างต้นให้สั้นลง เป็นการลดทอนบางช่วงออกด้วยการที่เราทำเสียเอง ก็อาจเป็นจากผู้ผลิตหรือตัวเกษตรกรส่งถึงมือผู้บริโภคโดยตรง หรืออย่างที่กระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรฯ เคยคิดว่า ทำอย่างไรให้เกษตรกรสามารถนำสินค้าไปขายตรงกับผู้บริโภค อย่างกรณีที่ผมได้ทำมาแล้วจะต้องเผชิญและฟันฝ่ากับปัญหานานาประการ รวมถึงต้องใช้ความอดทน ความรอบคอบร่วมกันไปด้วย ซึ่งก็อยากจะนำมาเล่าถ่ายทอดเป็นข้อมูลให้ท่านที่มาฟังเพื่ออาจจะนำไปใช้ได้

ก็เป็นแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไร ที่จะเพิ่มขนาดหรือปริมาณให้มากขึ้น ก่อนอื่นจะมีคำถามเกิดขึ้นว่า จะปลูกก่อนหรือจะหาตลาดก่อน? มันเป็นมุมมองที่ในสมัยก่อนว่าใครมีความสามารถทำอะไรเช่นผมถนัดปลูกมะละกอ เพราะบรรพบุรุษทำมาก่อน พอถึงรุ่นเราก็ต้องทำต่อๆ ไป โดยไม่ได้คิดอะไร แต่พอวันหนึ่งปลูกแล้วมีปริมาณมากเกินไป แล้วก็ต้องคิดต่อว่าจะขายให้กับใคร ขณะเดียวกันหากคุณอยู่ในฐานะคนขาย แต่ไม่มีของขาย ก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกัน คือไม่สามารถให้คำสัญญาได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามองการผลิตหรือการตลาดแต่เพียงด้านเดียวก็จะเกิดปัญหาขึ้นทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ปัญหาอาจเกิดขึ้นถ้ามองที่ผู้ผลิตหรือการตลาดคนละที ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะมีผู้แพ้หรือมีผู้ชนะของแต่ละฤดูกาลผลิต เพราะว่าเรามีของมากก็ล้นตลาด แต่พอของขาดราคาก็แพง และก็เป็นวงจรที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรอยู่ตลอดเวลา

แต่ถ้าหากมองไปพร้อมกันในฐานะผู้ผลิตและผู้ขาย มองไปพร้อมกันว่าโอกาสในอนาคตจะเป็นอย่างไร ความสามารถของคุณเป็นอย่างไร ก็สามารถมองเห็นโอกาสในอนาคตของทั้งสองฝ่ายได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้ขายก็จะวางแผนได้ว่าจะมีสินค้าออกมาในช่วงเวลาใด ผู้ปลูกก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าสินค้าที่พร้อมจะส่งมอบจะมีราคาที่เท่าไร จะขาดทุนหรือกำไรเท่าไร เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับทั้งสองฝ่าย สร้างความกล้าในการที่จะลงทุน ทุ่มเทสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของรูปแบบ Contact Farming เป็นการทำสัญญากันล่วงหน้าของทั้งสองฝ่ายว่า ผู้ปลูกก็จะได้มีความสามารถในการขายราคาที่ได้ตกลงกันไว้ หรือผู้ซื้อก็มีความแน่ใจว่ามีสินค้าที่มีคุณภาพ ลักษณะแบบนี้เป็นรูปแบบที่สวนสระแก้วได้ทำไว้ เป็นเวลา 5 ปีแล้ว เพราะลำพังแล้วไม่สามารถผลิตได้พอ จึงต้องหาพันธมิตรที่ร่วมกันผลิตที่จะมารองรับกับตลาดที่เกิดขึ้น และหากได้มีการพูดคุยตกลงกันชัดเจนแบบนี้ จะเป็นชัยชนะของทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน ก็เลยเป็นที่มาของกลุ่มเกษตรกรสวนสระแก้ว

กลุ่มเกษตรกร ของ สวนสระแก้ว เป็นอย่างไร?

จะมีบทบาทด้านการผลิตหลักคือ มะละกอ 2-3 พันธุ์ จะเป็นพันธุ์ฮาวายเป็นหลัก มี แขกดำ มีเรดเลดี้ การทำธุรกิจนี้จะต้องมีสัจจะ มีความชัดเจนในวิชาชีพ ซึ่งแต่ละคนมีความโดดเด่นหรือความถนัดในแต่ละส่วน เหตุผลที่ต้องมีพันธมิตรอยู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ เพราะผลผลิตที่ใช้อยู่จะต้องมีทุกวันในช่วงเวลา 365 วัน และต้องเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ เพราะตำแหน่งสินค้าของสวนสระแก้วจัดอยู่ในกลุ่ม Premium Grade เพราะฉะนั้นตัวผมจะลงไปสัมผัสในตลาดขายส่งน้อยมาก จึงเป็นการค้าขายกันในกลุ่มสมาชิกโดยตรงมากกว่า

กลุ่มเกษตรกร ทำอะไรบ้าง?

มีการสร้างความมั่นคงทางการตลาดให้กับบรรดาเกษตรกร ทั้งนี้ ในเบื้องต้นจะลงไปสำรวจและหาข้อมูลก่อนว่า เขาจะสามารถหาปริมาณให้กับเราได้หรือไม่ หากทำได้จริงก็จะมีการเจรจาความพร้อมของแต่ละกลุ่มว่ามีความพร้อมที่จะผลิตในปริมาณเท่าไร ราคาเท่าไร โดยเป็นการตกลงกันล่วงหน้าก่อนลงมือผลิตในแต่ละช่วงฤดูกาล

หากขาดการดูแลในช่วงเก็บเกี่ยว

ผลผลิตจะเสียหายเมื่อถึงมือผู้บริโภค

ประเทศไทยมีผลไม้ที่มีคุณภาพที่ดี มีเกษตรกรที่มีความสามารถ มีพันธุ์ที่ดีในการปลูก แต่สุดท้ายที่เกิดความเสียหายคือในช่วงของการเก็บเกี่ยว เพราะขาดการดูแลอย่างดีและทั่วถึง จนเมื่อถึงมือผู้บริโภคจึงเกิดความเสียหายจนต้องทิ้ง และบางส่วนก็ขายแบบราคาไม่คุ้มทุน ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพจะถึงผู้บริโภคที่จะมีสัดส่วนที่น้อยมาก

ดังนั้น สิ่งที่ทำให้ลูกค้ามีความไว้วางใจเรามากคือเรื่องของคุณภาพที่หนีไปไหนไม่ได้เลย เฉกเช่นตัวเรา ถ้าเป็นคนซื้อก็จะต้องเลือกของที่ดีมีคุณภาพ ฉะนั้น เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เกษตรกรรู้ซึ้งถึงเรื่องคุณภาพในทุกห่วงโซ่ ทุกขั้นตอน ไม่เว้นแม้แต่ในขั้นตอนของการเพาะเมล็ดที่ยังต้องเพาะกันในมุ้ง การเตรียมแปลง การเตรียมระบบน้ำ ครั้นพอมาถึงช่วงการเก็บผลผลิตก็จะต้องใช้ความทะนุถนอม ต้องล้างทุกลูกเพื่อป้องกันการติดเชื้อ รวมไปจนถึงขั้นตอนการทำหีบห่อ การขนส่ง ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศมาก

การสร้างคุณค่าในตัวสินค้า

มุ่งกระตุ้นความสนใจของตลาด

จากเรื่องของคุณภาพ สิ่งต่อไปที่ให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างคุณค่าในตัวสินค้า จะต้องสร้างคุณค่าในตัวผลิตภัณฑ์ และผลผลิตทุกชิ้น เพื่อที่จะให้มีการดำรงอยู่ในตลาดอย่างตลอดเวลา หรือสามารถทำให้เพิ่มจำนวนตลาดได้อีก ตัวอย่างเช่น หากเดินเข้าไปในตลาดบนแผงขายมะละกอ จำนวน 5 แผง ดูเหมือนว่าทุกแผงจะเหมือนกัน แต่หากพบว่ามีแผงหนึ่งที่มีสติ๊กเกอร์ติดไว้ที่ผลไม้ ถามว่าถ้าคุณเป็นคนซื้อจะเลือกแบบธรรมดาหรือแบบที่มีสติ๊กเกอร์ติดอยู่

ดังนั้น การสร้างความน่าเชื่อถือจึงเป็นการสร้างคุณค่า หรืออย่างในประเทศญี่ปุ่น นำมะละกอฮาวายมาขูดเนื้อออกให้หมดเหลือผิวบางประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วนำไปแช่แข็งนำไอศกรีมมาใส่แล้วตัดแบ่งครึ่งขาย วิธีดังกล่าวจึงเป็นการเสริมคุณค่าอีกแบบหนึ่ง หรือแม้แต่การออกแบบตกแต่งเพื่อสร้างความดึงดูดให้กับลูกค้าก็ทำอย่างเต็มที่…ขอบคุณมากครับ

เจ้าของธุรกิจปอกมะละกอป้อนโรงงาน

คุณนิคม บัวทอง สวัสดีครับท่านวิทยากรทุกท่าน และผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ สาเหตุที่ผมได้มาทำธุรกิจปอกมะละกอ ก็สืบเนื่องจากเมื่อครั้งที่ยังอยู่กับคุณพ่อ ซึ่งในช่วงนั้นท่านได้ทำมะละกอที่ใช้ทำน้ำซอสในปลากระป๋องและเป็นการส่งมะละกอเป็นลูกเข้าโรงงาน ต่อมาเลิกใช้มะละกอทำซอสและมีการเปลี่ยนมาใช้มะเขือเทศแทน ตัวเองและคุณพ่อก็ขาดตลาดในจุดนี้ไป และมีความพยายามเสาะหาตลาดในแหล่งอื่น ได้ลองเปลี่ยนไปขายมะละกอที่ตลาดสี่มุมเมืองก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งราคามะละกอในช่วงเวลาดังกล่าวเหลือเพียง กิโลกรัมละ 25 สตางค์ เท่านั้น

มะละกออบแห้ง ปลุกธุรกิจ

ปอกมะละกอป้อนโรงงาน

ขณะเดียวกันมีนักธุรกิจที่เห็นว่าตลาดมะละกอน่าจะนำไปทำเป็นแบบอบแห้งได้ ก็เลยมีการเปิดรับซื้อขึ้นมาอีกครั้ง โดยในช่วงแรกเป็นการรับเป็นลูก แต่มาประสบปัญหา เวลารับมะละกอเข้าไปแล้วเกิดการขาดแคลนแรงงาน และปัญหาอีกประเด็นคือวัสดุเหลือใช้ เช่น เมล็ด ไส้มะละกอ และเปลือก ที่จะต้องมีการบริหารจัดการออกไปเพราะมีปริมาณมาก

ดังนั้น จึงขอให้ทางผมรับเรื่องการปอกให้เสร็จเลย จึงเป็นจุดเริ่มต้นตั้งแต่นั้นมา โดยในช่วงแรกผมต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้รถที่มีขนาดเล็กทำงาน การนำมะละกอมาปอกเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานจะต้องใช้มะละกอที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น เหตุผลเพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการทำงาน ทำให้พนักงานมีความรวดเร็วในการทำงานและคล่องตัวอย่างมาก หากเป็นพันธุ์ที่มีขนาดเล็กจะเกิดความล่าช้าในการปอก สำหรับพันธุ์ที่ใช้ มี แขกดำ แขกนวล กรณีพันธุ์ฮอลแลนด์ก็มีใช้บ้าง แต่ต้องคัดขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนัก 1.5-2 กิโลกรัม หรือยิ่งใหญ่ ยิ่งดี ใช้วันละ 60-70 ตัน

ควรส่งเข้าในช่วงฤดูมะละกอ

เพื่อจะได้ราคาสูง

สำหรับช่วงเวลาที่เริ่มปอกมะละกอจะเริ่มประมาณเดือนตุลาคมเป็นต้นไปจนหลังปีใหม่ก็ค่อยลดลง ถ้าในช่วงที่โรงงานไม่ได้มีการปอกมะละกอ ราคาจะถูก ก็อยากจะบอกว่าในช่วงที่ต้องการใช้มะละกอหากเกษตรกรประสงค์ที่จะส่งเข้าโรงงานขอให้พิจารณาคัดเลือกขนาดให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดด้วย

ไม่เน้นผิวสวย แต่ขอให้เนื้อแดง

ส่วนที่มีความกังวลว่า ถ้าผลิตออกมามากแล้วจะหาตลาดไม่ได้ ก็ขอให้ดูในเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ ถ้ามีคุณภาพดีตามที่กำหนดราคาก็จะดี อีกประเด็นคือ มะละกอที่จะส่งป้อนเข้าโรงงานจะไม่เน้นว่าผิวต้องสวย แต่ขอให้เนื้อแดง แต่อย่าแดงมาก เนื่องจากอาจช้ำระหว่างการขนส่ง ซึ่งเป็นผลเสียต่อการส่งโรงงานแปรรูป อาจจะดูจากแต้มที่ควรมีแต้มน้อย

ดังนั้น หากใครสนใจอยากจะขอรายละเอียดพูดคุยกันก่อนว่าอย่างไร ขอให้ติดต่อกระผมได้ที่หมายเลข (081) 666-6731, (081) 919-6905 ขอให้เริ่มติดต่อในช่วงฤดูกาลของมะละกอประมาณเดือนตุลาคมเป็นต้นไป…ขอบคุณมากครับ

เจ้าของกิจการส้มตำไฮโซ

พูดถึง “โอกาสธุรกิจส้มตำ”

อาจารย์วรรณพัชร โกษะโยธิน ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ถ้าไม่มีท่านวิทยากรทั้ง 3 ที่มากด้วยความรู้และประสบการณ์ ไม่มีท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้คงไม่มีโอกาสที่ส้มตำไทยเกิด และขอแนะนำตัวเองก่อนว่า ปัจจุบันดิฉันเป็นวิทยากรพิเศษ สอนอยู่ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน และศูนย์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนเป็นมติชนอคาเดมี เริ่มสอนตั้งแต่ ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีลูกศิษย์ รวม 84 รุ่น

คำว่า “ไฮโซ” ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงจะต้องมีแต่เพียงคนมีฐานะร่ำรวยเท่านั้น แต่ความหมายที่ต้องการสื่อคือ ต้องการกำหนดคุณสมบัติของมะละกอดิบแต่ละพันธุ์ที่ใช้ในการตำส้มตำ

เลิกเป็นมนุษย์เงินเดือน

แล้วผันตัวเองสู่ธุรกิจส้มตำ

เดิมทีดิฉันก็เป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน พอมาถึงจุดหนึ่งก็บอกกับตัวเองว่าอายุมากแล้ว ควรจะมีงานทำ และมีอาชีพที่เป็นของตัวเอง ซึ่งในเวลานั้นเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจพอดี จึงทำให้ต้องวางมือจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน

หลังจากนั้น จึงมาทบทวนและค้นหาตัวเองว่าจะทำอะไร เราถนัดอะไร ซึ่งเวลาที่คิดอะไรไม่ออกและเกิดอาการเซ็งๆ มักจะนัดเพื่อนๆ ไปพบปะพูดคุยกันที่ร้านส้มตำเป็นประจำ เพราะส่วนตัวเป็นผู้ที่ชอบรับประทานส้มตำมาก ดังนั้น เวลามีงานเลี้ยงอะไรก็จะตำส้มตำไปช่วยงานนั้น ทำให้กลับมาคิดว่าส้มตำก็เป็นอาหารที่เราชื่นชอบ แล้วเราก็พอมีความสามารถ ที่สำคัญคนที่ได้มีโอกาสรับประทานส้มตำจากฝีมือเราต่างยอมรับในรสชาติ แล้วทำไมไม่ลองทำเป็นอาชีพ?

ชูแบรนด์ “ส้มตำไฮโซ”

เน้นสร้างความแตกต่าง แต่ไม่แตกแยก

เมื่อคิดได้เช่นนั้น จึงคิดต่อไปอีกว่า หากจะทำส้มตำเป็นอาชีพแล้วต้องหาความแตกต่างจากส้มตำที่ขายกันทั่วไป ได้ลองหาวิธีเพื่อสร้างความแตกต่างและความน่าสนใจ และมาลงตัวในการกำหนดชื่อว่า “ส้มตำไฮโซ” แล้วยังเพิ่มความแตกต่างอีก ด้วยการแยกน้ำและเส้นมะละกอออกจากกันเหมือนเช่นก๋วยเตี๋ยว สำหรับการทำครั้งแรกเริ่มต้นด้วยส้มตำไทยก่อน พอตำเสร็จนำไปแจกให้กับเพื่อนและคนรู้จักเพื่อเป็นการทำโฆษณาก่อน ระหว่างนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าดิฉันเป็นคนลงมือตำเอง

ในที่สุดมีการตอบรับกลับมาด้วยออเดอร์ครั้งแรก จำนวน 10 ถุง นั่นเป็นความภาคภูมิใจมากที่ทำแล้วมีผู้สนใจ จากนั้นได้พัฒนาวิธีด้วยการคัดเลือกวัตถุดิบหลักคือมะละกอ ว่าควรจะเป็นชนิดใด พันธุ์ใด ที่มีความเหมาะสมบ้าง ซึ่งโดยพื้นความรู้ด้านพันธุ์มะละกอของดิฉันไม่มีเลย เวลาไปซื้อแม่ค้าบอกว่าพันธุ์นั้น พันธุ์นี้ ก็เชื่อไปหมด ไม่รู้ว่าแท้หรือเทียม

จะต้องเนื้อแน่น ลูกหนัก และสด

แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่งประสบการณ์จะสอนให้เรารู้ว่าพันธุ์ใดมีคุณสมบัติอย่างไร จริงอยู่อย่างที่ท่านวิทยากรบอกว่า พันธุ์บางพันธุ์เหมาะสำหรับใช้ดิบ บางพันธุ์เหมาะสำหรับใช้ตอนสุก และจะให้ความสำคัญกับรสชาติ แต่สำหรับการใช้มะละกอของดิฉันในการทำส้มตำจะเน้นที่มีเนื้อแน่นเป็นหลัก ให้ลูกหนัก และสด และจะบอกคนเรียนเสมอว่า ให้ใช้มะละกอที่อยู่ในท้องถิ่นของแต่ละคน เพราะเดี๋ยวนี้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศสามารถปลูกมะละกอพันธุ์ที่ดีตามที่ท่านวิทยากรได้บอกมาทั่วทุกจังหวัดแล้ว

อย่างกรณีพันธุ์ฮอลแลนด์ ก็มีประสบการณ์ในการนำมาใช้ โดยได้ไปเปิดร้านอาหารให้กับคนเรียนที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ซึ่งได้ไปเปิดร้านอาหารที่ประเทศฟินแลนด์ ครั้นพอไปถึงจะต้องใช้มะละกอ ปรากฏว่าลูกที่มีสีเขียวหาไม่ได้เลย แล้วจะทำอย่างไร?

ก่อนอื่นใช้หลักที่ตั้งไว้ก่อนคือ ให้เนื้อแน่น ลูกหนัก แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะพบปัญหาในเรื่องความใหม่ สด หรือความกรอบไม่ได้ ดิฉันก็มีวิธีที่จะทำให้มะละกอไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ใดสามารถทำให้กรอบได้ และทำให้เป็นรสชาติที่ได้มาตรฐานอย่างที่ไปสอน ซึ่งเป็นการเน้นในการทำให้มะละกอมีความกรอบ รวมไปถึงการทำน้ำส้มตำที่เป็นสูตรเฉพาะสำเร็จรูปที่ 1 สูตรทำได้ 70 ครก ใครจะทำก็อร่อย แต่อาจจะไม่ถูกลิ้นกับบางคนเท่านั้น

มุ่งสอนเชิงค้าขาย และต้นทุน

เรียน 1 วัน ไปประกอบอาชีพได้ทันที

ในการทำธุรกิจนี้ก่อให้เกิดกำไรมากพอสมควร ถ้าเรามีความตั้งใจจริง ต้นทุนมะละกอก็ไม่สูง ทั้งนี้หากท่านเกษตรกรที่มีสวนมะละกออยู่แล้ว และอยากมีรายได้เสริม ในคราวหน้าทางมติชนจะเปิดสอนวิชาทำส้มตำไฮโซจากสถาบันมติชนอคาเดมี ที่เป็นการลงทุนแค่เพียง 1 วัน คุณก็สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง และไม่ว่าจะเป็นวิชาใด หลักสูตรใด ท่านวิทยากรที่มาสอนจะนำประสบการณ์จริงมาถ่ายทอดให้ความรู้แก่ท่านอย่างหมดเปลือก

การเรียนการสอนของดิฉันมีคนเรียนรุ่นละ 35-40 คน เป็นการสอนในหลักสูตรเชิงค้าขาย เชิงต้นทุน อย่างเช่น ส้มตำที่ใส่ไข่เค็มจะใช้เงินทุนในการทำเพียงจานละไม่กี่บาท แต่หากส้มตำไทยใส่ไข่เค็มจานนี้ถูกนำไปขายแถวย่านธุรกิจ เช่น สีลม พร้อมกับทำหีบห่อใส่กล่องให้ดูดีสักหน่อย ราคาขายจะขยับขึ้นไปจากทุนที่ใช้เพียงเล็กน้อย กลับเพิ่มได้อีก 5-6 เท่า อันนี้ถือว่าน่าสนใจมาก ซึ่งเกษตรกรชาวสวนมะละกอที่หากปีใดมีผลผลิตมากเกินไปจนทำให้ราคาขายลดลง ก็อยากจะแนะนำให้ใช้วัตถุดิบที่เรามีอยู่แล้วไปสร้างมูลค่าให้เกิดเป็นรายได้ขึ้นมาอีก ดังนั้นหากใครสนใจขอให้ติดตามอ่านในหนังสือในเครือมติชนว่าหลักสูตรส้มตำไฮโซจะมีโปรแกรมสอนในช่วงเวลาใด ซึ่งเวลาสอนจริงจะใส่หลักสูตรให้มากกว่า 10 รายการ

แจก ซีดี เคล็ดลับการทำมะละกอกรอบ

กรณีของเส้นมะละกอ ถ้าหากเป็นภาคอีสานเขาใช้วิธีสับ แต่ที่สอนใช้วิธีขูด การทำให้เส้นมะละกอกรอบจะมีวิธีบอก หรือหากใครสนใจอยากได้ซีดีการแนะนำทำเส้นมะละกอให้กรอบ ลองโทรศัพท์มาหาได้ที่เบอร์ (081) 921-8499 อาจารย์วงเดือน เพราะยินดีจะเผยแพร่ ยินดีจะให้คำแนะนำการค้าขายที่อาจจะเริ่มต้นที่ราคาจานละ 25-30 บาท ก่อนแล้วค่อยพัฒนาไปเรื่อยๆ พร้อมกับการกำหนดราคาที่สูงขึ้นในอนาคต

การสับกับการขูดมะละกอมีความต่างกัน เนื่องจากการสับจะได้เนื้อมะละกอน้อยกว่าการขูด และเส้นเวลานำไปแช่น้ำสารส้มหรือน้ำแข็งเพื่อให้กรอบจะต้องกำหนดเวลาในการแช่ด้วย ดังนั้นใครต้องการจะรู้เพิ่มเติมให้โทรศัพท์ไปขอซีดีตามหมายเลขดังกล่าว นอกจากนั้นขอเสริมอีกว่า ในเทศกาลกินเจ ก็สามารถดัดแปลงและประยุกต์สูตรการตำส้มตำไฮโซให้เหมาะกับช่วงเทศกาลที่สำคัญได้ โดยยังคงไว้ซึ่งคุณค่าและความอร่อยเหมือนเดิม

อย่าลืม!!

มะละกอกรอบและน้ำอร่อย คือหัวใจของ “ส้มตำไฮโซ”

สูตรการทำส้มตำไฮโซ ส่วนสำคัญมากคือมะละกอ เพราะเป็นตัวที่ทำให้รสชาติมีความอร่อย ดังนั้น เส้นต้องกรอบ และอีกส่วนเป็นน้ำที่ใส่ส้มตำ น้ำดังกล่าวจะไม่ใส่มะขามเปียก และขณะนี้กำลังทำเรื่องขอ อย. ซึ่งมีแผนว่าจะทำน้ำส้มตำสู่ตลาดโลกเช่นกัน มุ่งหวังจะทำตลาดในร้านค้าและห้างสรรพสินค้า ที่จะก่อให้เกิดความสะดวกต่อผู้บริโภคที่ต้องการรับประทานส้มตำแล้วไม่ต้องออกไปตลาด เพียงคุณมีผัก ผลไม้ไว้ในตู้เย็น แล้วซื้อน้ำใส่ส้มตำที่ทำสำเร็จรูปมาปรุงกับวัตถุดิบที่มีอยู่แล้ว เท่านี้คุณก็สามารถรับประทานส้มตำตามที่ต้องการได้ทันที ที่สำคัญน้ำใส่ส้มตำนี้ไม่ได้ใส่สารกันบูด และสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานถึง 90 วัน

ท่านเชื่อหรือไม่ ดิฉันใช้เวลาคิดสูตรการทำน้ำใส่ส้มตำนี้เป็นเวลาถึง 5 ปี กว่าจะลงตัว เพราะต้องเลือกน้ำปลา น้ำตาล มะนาว เพื่อให้ลงตัวในความพอดี แต่ท่านใช้เวลาเพียง 5 นาที ก็สามารถทำได้อย่างดี แล้วยังเป็นวิชาที่น่าเรียนรู้ และยังเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงอีกด้วย

เดิมทีการทำสูตรนี้คิดว่าจะไม่เผยแพร่ จะรู้กันเฉพาะในกลุ่มพี่น้องเท่านั้น แต่พอได้มาสอนที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ทำให้เกิดความคิดที่จุดประกายว่าเมื่อเราได้มอบสิ่งที่ดีให้กับคนอื่นแล้ว และเมื่อเขาประสบความสำเร็จแล้วโทรศัพท์มาบอกด้วยความยินดีและปลาบปลื้ม เพียงเสียงแห่งความปลาบปลื้มจากคนเรียนก็ทำให้เรารู้สึกมีความสุข สุดท้ายขอขอบพระคุณท่านวิทยากรทุกท่านที่ให้ความรู้ว่ามะละกอแต่ละชนิดมีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างไร ถึงแม้ว่าตัวดิฉันอาจจะไม่ได้ก้าวไกลไปถึงตรงนั้น แต่ก็มีความสุขที่ผู้เข้าอบรม และท่านวิทยากรกำลังจะก้าวไปพร้อมกันนับจากนี้…ขอบคุณมากค่ะ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

เกษตรต่างแดน 

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com 

เที่ยวสวนแอปเปิ้ล “อินเดีย”

แม้หลายคนจะชอบไปเที่ยวแคว้นจัมมูแคชเมียร์ของอินเดียในยามหนาวที่เทือกเขาหิมาลัยปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน แต่ต้องขอบอกว่า แคชเมียร์ช่วงฤดูมรสุม ประมาณเดือนกันยายนที่มีฝนโปรยปรายก็สวยงามไปอีกแบบ ที่สำคัญจะได้เห็นภาพวิวทิวทัศน์ เห็นบรรยากาศและกิจกรรมนานาชนิดที่ไม่มีโอกาสเห็นในหน้าหนาวอันเย็นยะเยือก

แคชเมียร์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นจัมมูแคชเมียร์ ซึ่งอยู่ทางเหนือสุดของอินเดีย มีชายแดนติดต่อกับปากีสถานและที่ราบสูงทิเบต ประกอบด้วยดินแดนแคชเมียร์ (ฝั่งอินเดีย) ชัมมู และลาดัคห์ โดยในส่วนของแคชเมียร์นั้นมีศรีนาคาร์เป็นเมืองเอก อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเดลี 676 กิโลเมตร เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาแคชเมียร์ มีระดับความสูง 1,730 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และแม้ตอนนี้จะมีทหาร ตำรวจ เฝ้าประจำอยู่ทั่วเมืองและตามจุดต่างๆ แต่สอบถามผู้เกี่ยวข้องล้วนบอกตรงกันว่าปลอดภัยดีสงบแล้ว นักท่องเที่ยวไม่ต้องกลัวปัญหาความขัดแย้งในอดีตระหว่างอินเดียกับปากีสถาน

แอปเปิ้ล แคชเมียร์

อร่อยสุดยอด

การไปเยือนแคชเมียร์ของสื่อไทย 5 ชีวิต ครั้งนี้ เป็นไปตามคำเชิญ ของนิสโก้แทรเวลฯ (www.niscotravel.com โทร. (02) 510-4924) ซึ่งจับมือกับสายการบินโลว์คอร์สของอินเดีย “อินดีโก” จัดทริปไปเที่ยวกรุงนิวเดลีและแคชเมียร์ 7 วัน โดยเน้นไปที่แคชเมียร์เป็นส่วนใหญ่ เพราะที่นั่นมีไฮไลต์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการนอนที่บ้านเรือ (Boat House) ในทะเลสาบนาร์กิ้นหรือทะเลสาบดาล เมืองศรีนาคาร์ การขี่ม้าชมทิวทัศน์ภูเขาสูงใหญ่ที่มีสายน้ำอันเกิดจากหิมะละลายคู่ขนานกันไปที่เมืองพาฮาลแกม การเข้าชมสวนแอปเปิ้ล ชมการปลูกหญ้าฝรั่น ระหว่างเส้นทางไปเมืองท่องเที่ยวก้องโลกอย่างกุลมาร์คและโซนามาร์ค ซึ่งทั้ง 3 เมือง ต่างถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และสารคดีมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอินเดียเอง หรือต่างประเทศก็ตาม

สำหรับเหล่าผู้สื่อข่าวสายเกษตร ทริปนี้ถือว่าคุ้มค่า เพราะ “คุณมินท์มันตา พานทอง” ลูกสาวเจ้าของนิสโก้แทรเวลฯ พาไปชมสวนแอปเปิ้ลถึง 2 สวน ด้วยกัน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าแอปเปิ้ลของแคชเมียร์มีรสชาติอร่อยที่สุดในอินเดีย และยังได้ไปดูแปลงปลูกหญ้าฝรั่นที่กำลังลงเมล็ดในแปลงที่เตรียมไว้ นี่ก็ถือเป็นสุดยอดของแคชเมียร์เหมือนกัน พร้อมกับช็อปปิ้งหญ้าฝรั่นแห้งที่แพงแสนแพง คำนวณแล้วราคาพอๆ กับทองเลยทีเดียว (น้ำหนัก 1 กรัม ราคา 200 รูปี) แต่ลูกทัวร์ของนิสโก้แทรเวลฯ ก็ซื้อกลับบ้าน เพราะเชื่อในสรรพคุณที่ว่ารับประทานแล้วสมองดี บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงดูอ่อนเยาว์

หลังจากที่คณะกลับจากเมืองกุลมาร์ค ที่นั่นพวกเราได้ไปขึ้นเคเบิลคาร์ นั่งชมทัศนียภาพของขุนเขาน้อยใหญ่ที่วันนี้ไม่มีหิมะเหลืออยู่แล้ว มีแต่หญ้าเขียวขจีและต้นไม้เล็กๆ เท่านั้น บางจุดจะเห็นบ้านพวกยิปซีเป็นหย่อมๆ บ้างก็กำลังจูงฝูงแกะ ฝูงแพะ มาหาหญ้ากิน ตอนขากลับเลยได้แวะสวนแอปเปิ้ลที่อยู่ริมถนน

เส้นทางที่ว่าห่างจากเมืองศรีนาคาร์ไม่ไกล แต่ต้องใช้เวลานานทีเดียว เพราะแม้ถนนส่วนใหญ่จะลาดยาง แต่ก็ไม่ได้กว้างขวาง มีรถสวน และต้องทนฟังเสียงบีบแตรไปตลอด บางช่วงที่ผ่านหมู่บ้านน้อยใหญ่ก็ต้องระวังเด็กและฝูงแพะ ฝูงแกะ ที่มากันเป็นขบวนยาวเหยียด

อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องทนดูดควันพิษจากฝุ่นและฟังเสียงน่ารำคาญจากแตรรถ แต่ 2 ข้างทาง ที่เต็มไปด้วยสวนผลไม้นานาชนิดทำให้พวกเราไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะต่างกดรูปกันเป็นพัลวัน เนื่องจากเป็นภาพความประทับใจ เป็นภาพที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน บางพื้นที่ไม่ได้ปลูกผลไม้ทั้งหมด แต่กันบางส่วนปลูกข้าวโพดร่วมด้วย

ในส่วนสวนผลไม้นั้นมีหลายเจ้า โดยมีป้ายแผ่นเบ้อเริ่มชักชวนให้ผู้สัญจรไปมาแวะเข้ามาชมสวน และแต่ละเจ้าจะนำผลไม้ในสวนมาขายข้างหน้าด้วย

เก็บค่าเข้าสวน คนละ 10 รูปี

สวนที่คณะทัวร์ของนิสโก้แทรเวลฯ เข้าไปชมเป็นสวนของ “คุณนาซีร์ อาหมัด ปาลา” อายุ 28 ปี สวนแห่งนี้มีพื้นที่เกือบ 8 เอเคอร์ (1 เอเคอร์ เท่ากับ 2 ไร่ครึ่ง) ปลูกทั้งแอปเปิ้ล สตรอเบอรี่ และลูกแพร์

เห็นเป็นคนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสไตล์แขกขาว ไม่น่าเชื่อว่าจะมาทำอาชีพเกษตรกรรม สอบถามแล้วได้ความว่า เขาผู้นี้เป็นครูสอนสกี อยู่ที่กุลมาร์คมาก่อน แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เรียนจบมาทางด้านเกษตร แต่สมัยพ่อเคยทำเกษตรมาก่อน และตัวเขาเองเพิ่งซื้อสวนนี้ได้ไม่นาน ในราคา 50,000 บาท โดยมีต้นแอปเปิ้ลอยู่เกือบ 100 ต้น จากนั้นมาเปิดเป็นสวนเกษตรให้นักท่องเที่ยวเข้าชม คิดค่าหัว คนละ 10 รูปี ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ถูกแสนถูก เพราะไม่ถึง 10 บาท ตก 7 บาท เท่านั้น (1 รูปี เท่ากับ 0.7 บาท ไทย)

เด็ดจากต้น เสีย 50 รูปี

คุณนาซีร์ พอจะพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง แต่ต้องใช้ไกด์มินท์มันตาช่วยแปลอีกรอบ เล่าว่า สตรอเบอรี่และแอปเปิ้ลเริ่มออกผลเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม โดยแอปเปิ้ลออกดอกเดือนเมษายน และเก็บผลได้ประมาณเดือนกันยายน ถ้าใครเก็บแอปเปิ้ลจากต้น จะคิดลูกละ 50 รูปี แต่ถ้าซื้อที่ร้านขายกิโลกรัมละ 70 รูปี โดยเก็บมาแล้ว 1-2 วัน ซึ่งที่สวนไม่ได้นำแอปเปิ้ลไปขายที่ไหน จะขายเฉพาะที่สวนเท่านั้น

เห็นราคาเด็ดจากต้นถึง 50 รูปี แล้ว ทั้งนักข่าวและลูกทัวร์ของบริษัทนิสโก้แทรเวลฯ ไม่มีใครเด็ดสักคน ได้แต่โพสต์ท่าอ้าปากถ่ายรูปกับลูกแอปเปิ้ลเท่านั้น บ้างก็ขอถ่ายรูปกับหนุ่มเจ้าของสวนไว้เป็นที่ระลึก

ว่าไปแล้วผิดกับการเที่ยวสวนผลไม้ในจังหวัดทางภาคตะวันออกของไทยลิบลับ เพราะแม้จะให้เสียค่าเข้าสวนสูงสุดอย่างมากคนละเกือบร้อยหรือร้อยเศษๆ แต่ก็กินกันจนพุงกาง แถมบางเจ้าไม่หวงถ้าใครจะขอใส่ถุงไปกินบนรถอีกต่างหาก

ในความเห็นของผู้เขียน ราคาเด็ดจากต้น ลูกละ 50 รูปี คิดเป็นเงินไทยลูกละ 35 บาท นั้น มองว่าแพงทีเดียว แถมยังไม่มีแอปเปิ้ลสักชิ้นให้ลองชิม

ประเด็นนี้คุณนาซีร์ให้เหตุผลว่า เพราะต้องจ้างคนสวนเฝ้าถึง 4 คน จึงมีค่าใช้จ่ายมากในส่วนนี้ แต่นักท่องเที่ยวที่มาส่วนใหญ่ก็ยอมเสียค่าใช้จ่ายในการเด็ดจากต้นทั้งนั้น คนละ 1-2 ลูก ด้วยคิดว่าไหนๆ ก็มาถึงที่แล้ว เลยทั้งเด็ดและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกให้คุ้มค่า

คุณนาซีร์ บอกด้วยว่า ในช่วงหน้าแอปเปิ้ลนี้จะมีรายได้จากการเก็บค่าหัวนักท่องเที่ยว ประมาณ 1,000 รูปี ต่อวัน ตกวันละ 100 คน แบ่งเป็นคนอินเดีย 70 เปอร์เซ็นต์ ต่างชาติ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยช่วงฤดูกาลที่คนมาเที่ยวก็แค่เดือนถึงเดือนครึ่งเท่านั้น สวนแห่งนี้ปลูกแอปเปิ้ลถึง 15 พันธุ์ แยกตามสีได้ 4 สี คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง และสีชมพู พันธุ์ที่ดีที่สุดคือ อเมริกัน

สำหรับการบำรุงรักษาต้นแอปเปิ้ลนั้น เขาแจกแจงว่า ใช้สารเคมี 7 ครั้ง ต่อฤดูการผลิต ซึ่งถ้าไม่ใช้สารเคมี ผลจะไม่แดง และจะไม่ได้ผลผลิตที่ดี ลูกจะตกเกรด ทำให้ลูกเล็กและมีตำหนิ การปลูกแอปเปิ้ลนั้น 10 ปี ถึงจะออกผล ทั้งนี้ วางแผนไว้ว่าปีหน้าจะปลูกแอปเปิ้ลและปลูกเชอร์รี่เพิ่มขึ้น 

ผลไม้มีชื่อของแคชเมียร์

ด้าน คุณ Ashraf Sheikh ไกด์ของเรา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แต่ละฤดูกาลในแคชเมียร์จะมีผลไม้ออกตลอด อย่างช่วงสปริง ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ช่วงนี้มีเชอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ และแอปริคอต ส่วนเดือนสิงหาคมมีแตงโม เมล่อน และแอปเปิ้ลบางชนิด เดือนสิงหาคม-ตุลาคม แอปเปิ้ลออกเยอะมากเป็นหลายพันตัน ต้องส่งไปขายทั่วอินเดีย ในแคว้นจัมมูแคชเมียร์นั้น พืชผลไม้ที่มีชื่อและส่งออกด้วย มีทั้ง วอลนัท อัลมอนด์ แอปเปิ้ล และหญ้าฝรั่น

คุณ Ashraf Sheikh บอกอีกว่า รายได้หลักของชาวแคชเมียร์ อันดับ 1 มาจากการท่องเที่ยว อันดับ 2 แอปเปิ้ล ตามด้วยงานหัตถกรรม หญ้าฝรั่น และอุตสาหกรรมพวกเฟอร์นิเจอร์

อีกวันลูกทัวร์ของนิสโก้แทรเวลฯ ได้ไปเยือนสวนแอปเปิ้ลอีกแห่ง หลังกลับพาฮาลแกม ซึ่งถ้าไปในช่วงหน้าหนาวจะเห็นเทือกเขาหิมาลัยขาวโพลนไปด้วยหิมะ ระหว่างทางจากศรีนาคาร์ไปพาฮาลแกมนั้น ผ่านทุ่งนาเหลืองอร่าม บางแปลงก็เป็นสีเขียวตัดกับภูเขาสีฟ้าสีน้ำเงินสวยงามยิ่งนัก บางช่วงฝนตกเป็นหมอกจางๆ ถ่ายรูปออกมาก็สวยไปอีกแบบ

เส้นทางนี้จะมีสวนแอปเปิ้ลและสวนผลไม้เยอะกว่าถนนที่จากกุลมาร์คเข้าศรีนาคาร์ พวกเราได้เห็นและได้สัมผัสต้นวอลนัทต้นใหญ่ที่มีอยู่ทั่วไปทั้งในจุดที่รถวิ่งผ่านและจุดที่พวกเราลงไปเที่ยวชม บางหมู่บ้านก็ได้เห็นชาวบ้านกำลังเก็บผลมันอยู่ บ้างก็กำลังบรรจุใส่กระสอบ นักข่าวบางคนเดินผ่านต้นวอลนัทยังเก็บลูกมันมา ไม่รู้เก็บมาเป็นที่ระลึกหรือจะนำมาปลูกในเมืองไทย

ปลูกแอปเปิ้ล มาหลายชั่วอายุคน 

สวนแอปเปิ้ลที่แวะไปคุยด้วยนั้น เป็นสวนของ คุณลุง HAJIAB AZIZ KHANDAY อายุ 65 ปี และลูกชาย คุณ IMTIYGZ AHMAD KHANDAY อยู่ที่หมู่บ้าน HUGAM ใครจะเข้าไปชมสวนก็ได้ ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด เจ้าของสวนใจดีจริงๆ หวังแค่เข้ามาแล้วซื้อติดไม้ติดมือกลับไปเท่านั้น

สวนนี้มีเนื้อที่ 7 เอเคอร์ สวนนี้ทำกันมาหลายรุ่นแล้ว ตอนนี้เป็น รุ่นที่ 7 โดยปลูกแอปเปิ้ลอย่างเดียว ปลูกทั้งหมดมี 4 พันธุ์ มีดิลิเชียส โกลเด้น อเมริกัน และ อาร์แอนด์ดี โดยปลูกจำนวน 35 ต้น ต่อ 1 เอเคอร์ การปลูกนั้นจะนำเมล็ดมาเพาะ เมื่อต้นโตจะนำมาทาบกิ่ง ซึ่งแอปเปิ้ลใช้เวลาออกดอกจนเป็นผล ประมาณ 6 เดือน โดยแอปเปิ้ลต้นหนึ่งๆ จะให้ลูกประมาณ 50-60 กิโลกรัม

ในส่วนการเก็บผลนั้น หากภูมิอากาศดีๆ จะได้ 600 กล่อง 1 กล่อง หนัก 16-18 กิโลกรัม ผลผลิตที่ได้จะขายในแคชเมียร์ก่อน แต่ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ จะส่งไปขายที่อื่น สำหรับราคาขายนั้น ถ้าขายที่สวนกิโลกรัมละ 50 รูปี แต่ถ้าไปซื้อในเมืองศรีนาคาร์ราคาจะขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 80 รูปี ในฤดูการผลิตหนึ่งๆ จะมีรายได้ประมาณ 400,000 รูปี

เหตุจำเป็นต้องใช้สารเคมี

สอบถามวิธีการดูแลรักษา คุณลุงท่านนี้เล่าว่า เมื่อเริ่มออกลูกจะพ่นสเปรย์ตัวยาทั้งสวน เพื่อป้องกันแมลง พร้อมกันนี้ก็ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน คือขุดดินรอบต้นเพื่อให้มีอากาศที่ผิวดิน ซึ่งจะทำให้มีผลผลิตมากขึ้น ทั้งนี้ การพ่นสารเคมีจะพ่น 4-5 ครั้ง ต่อฤดูการผลิต ความจริงไม่ค่อยอยากจะใช้สารเคมีมากนัก แต่ถ้าไม่ใช้ก็จะได้ผลผลิตไม่ดี จึงไม่คิดจะเลิกใช้ อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีที่นี่ไม่ใช่ทำเพื่อให้ผลแดง แต่ต้องการป้องกันแมลงเท่านั้น และจะพ่นช่วงมีลูกเพื่อไม่ให้แมลงเจาะ โดยจะพ่นก่อน 1 เดือน ที่จะเก็บผลผลิต

ช่วงที่ไปเยือนสวนแอปเปิ้ลของคุณลุงท่านนี้ สมาชิกในครอบครัวนี้ทั้งลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานๆ กำลังบรรจุแอปเปิ้ลลูกหน้าตาน่ากินใส่กล่อง พวกเราเลยได้ถ่ายรูปกันยกใหญ่ ทั้งที่อยู่บนต้นและที่ถูกบรรจุใส่กล่องเรียบร้อยแล้ว แต่ทางภาครัฐการเกษตรของแคชเมียร์ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ สอนวิธีการทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตมากขึ้น

คุณลุง HAJIAB เล่าว่า ในสวนต้นแอปเปิ้ลส่วนใหญ่จะมีอายุประมาณ 50-60 ปี แต่บางต้นอาจจะมีอายุ 15 ปี เท่านั้น ซึ่งการปลูกและบำรุงรักษาแอปเปิ้ลช่วงนี้ (เดือนกันยายน) ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่ากับช่วงหน้าหนาวหิมะตก ที่จะต้องถึงขั้นทำไม้ค้ำกิ่งไว้ ช่วงนั้นต้องตัดกิ่งทั้งหมดเพื่อไม่ให้หิมะลงมาทับ กิ่งจะได้ไม่หัก ทั้งนี้ การปลูกแอปเปิ้ลหลายชนิด ไม่มีพันธุ์ไหนยากเป็นพิเศษ การดูแลรักษาเหมือนกันหมด

แม้จะมีประสบการณ์การปลูกแอปเปิ้ลมายาวนาน ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ แต่คุณลุงก็อยากจะให้ภาครัฐที่ดูแลงานเกษตรของแคชเมียร์ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในเรื่องวิชาการ โดยเฉพาะสอนวิธีการทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตมากขึ้น (อันนี้ไม่รู้จะได้ผลประการใด เพราะเป็นเรื่องภายในประเทศ)

มาถึงคำถามสุดท้าย เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ว่า คุณลุงปลูกแอปเปิ้ลเป็น รุ่นที่ 7 แล้ว เคยกินและเปรียบเทียบรสชาติแอปเปิ้ลที่สวนกับแอปเปิ้ลของประเทศอื่นบ้างหรือไม่ อย่างแอปเปิ้ลของจีน คุณลุงบอกอย่างไม่ต้องคิดให้เสียเวลาว่า เคยกินแอปเปิ้ลจากประเทศอื่นเหมือนกัน แต่ของแคชเมียร์อร่อยกว่า…ตอบแบบนี้ ยกนิ้วโป้งให้เลย

ชมและชิมแอปเปิ้ลของ 2 สวน ในแคชเมียร์มาแล้ว ลูกทัวร์ของนิสโก้แทรเวลฯ บางคนติดอกติดใจซื้อกลับมาคนละกล่องสองกล่อง แต่เกือบมาไม่ถึงเมืองไทย เพราะทางสายการบินอินดิโก้ให้โหลดใต้ท้องเครื่องได้คนละ 20 กิโลกรัม เท่านั้น ที่เหลือต้องหิ้วขึ้นเครื่องเอง แถมใครที่นำผลแอปเปิ้ลหรือทับทิมใส่กระเป๋าถือขึ้นเครื่องจากเมืองศรีนาคาร์มายังกรุงเดลี ไม่ได้โหลดใต้ท้องเครื่องก็มีอันต้องทิ้งไปต่อหน้าต่อตา เพราะเจ้าหน้าที่ซึ่งตรวจถึง 4 รอบ ไม่อนุญาตซะงั้น ไม่รู้กลัวอะไร ทำเอาหลายคนเสียความรู้สึก เพราะเห็นชัดๆ ว่าเป็นผลไม้ ไม่ใช่อาวุธยุทโธปกรณ์สักหน่อย

เสียดายเนื้อที่หมด ยังไม่ได้เล่าเรื่องหญ้าฝรั่น สมุนไพรเลื่องชื่อระดับโลกของแคชเมียร์ ติดตามได้ในคราวหน้า ครั้งนี้อ่านเรื่องดูภาพสวนแอปเปิ้ลแคชเมียร์และทิวทัศน์สวยๆ งามๆ กันไปก่อน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

รอด

“…” เหล้าลอยผ่านหน้าคุณโผงไปหวุดหวิด ไม่ใช่เหล้าทั้งขวด หากแต่เป็นเฉพาะเหล้า (ใส่น้ำแข็งผสมโซดา ชงเรียบร้อยแล้ว) แทนที่จะชะโงกหน้าออกไปงับ คุณโผงกลับฉากตัวหลบด้วยความไว

พลาดเป้าที่คุณเงือบตั้งใจ คือ ใบหน้าคุณโผง หรืออย่างน้อยก็ร่างกายส่วนบน ทว่าเหล้าจำนวนนั้นกลับปะทะเข้าอย่างจังกับหน้าคุณเนียน ซึ่งนั่งเยื้องคุณโผงไปทางขวา ที่ไม่ทันระวังตัว

คุณเงือบลุกขึ้นเดินหนีไปจากวง ดูท่าจะเสียใจไม่น้อย ที่มือตก

เหตุการณ์ที่คุณเงือบเอาเหล้าในแก้วสาดหน้าคุณโผง แต่พลาดไปโดนหน้าคุณเนียนนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางแขกร่วมโต๊ะในงานเลี้ยงที่ไม่มีใครสักคนในจำนวนนั้นตาบอด

คุณโผงไม่ยอม ประกาศว่า จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

คุณเงือบถูกดำเนินคดีในเวลาต่อมา โดยพนักงานอัยการฟ้องว่า คุณเงือบใช้กำลังทำร้ายคุณโผง โดยใช้แก้วเหล้าสาดใส่ใบหน้าคุณโผงโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แต่คุณเงือบปฏิเสธหน้าตาเฉย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณเงือบมีความผิดตาม มาตรา 391 ประกอบ มาตรา 60 ให้ปรับ

คุณเงือบอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

พนักงานอัยการฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องว่า คุณเงือบใช้แก้วเหล้าสาดใส่หน้าคุณโผงไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด

อันตรายแก่กาย แต่ทางพิจารณาปรากฏว่า เหล้าไม่ถูกคุณโผง แต่ไปถูกคุณเนียนโดยพลาดนั้น ศาลจะลงโทษคุณเงือบตามฟ้องในการกระทำตามที่ฟ้องที่เกิดผลร้ายแก่คุณเนียนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบ มาตรา 60 ได้หรือไม่

เห็นว่า การกระทำของคุณเงือบเป็นการกระทำโดยเจตนาที่จะกระทำต่อคุณโผง แต่เมื่อเหล้าไปถูกคุณเนียน เท่ากับผลของการกระทำเกิดแก่คุณเนียนโดยพลาดไป

การกระทำของคุณเงือบจึงเป็นความผิดฐาน พยายามใช้กำลังทำร้ายคุณโผง และใช้กำลังทำร้ายคุณเนียนโดยพลาดไปด้วย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบท พนักงานอัยการโจทก์ ย่อมฟ้องขอให้ลงโทษคุณเงือบได้ทุกบท หรือจะขอให้ลงโทษบทใดบทหนึ่งก็ได้

ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า การกระทำของคุณเงือบกระทำให้บุคคลใดได้รับผลร้ายจึงเป็นข้อสำคัญ การที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่า ผลร้ายเกิดขึ้นกับคุณโผงเท่านั้น แต่ทางพิจารณาปรากฏว่าผลร้ายเกิดแก่คุณเนียน จึงเป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ซึ่งศาลต้องยกฟ้อง มิใช่ข้อแตกต่างที่เป็นเพียงรายละเอียดที่ศาลจะลงโทษคุณเงือบได้ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

เมื่อข้อเท็จจริงที่ว่าคุณเนียนได้รับผลร้าย เป็นข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณามิได้ปรากฏในคำฟ้องเลย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในฟ้อง ต้องห้ามมิให้ศาลพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 9244/2553)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้

วรรคสอง ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่น เกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิดหรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจร และทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้ แต่ทั้งนี้ศาลจะลงโทษจำเลยเกินอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องไม่ได้

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

สัตว์เลี้ยงสวยงาม 

สุจิต เมืองสุข

ปลาคาร์พนอก สีสด คนไทยเลี้ยงได้

น้ำฝนทั้งที่ตกต้องตามฤดูกาลและนอกฤดูกาล โดยเฉพาะในสภาพภูมิอากาศขณะนี้ส่งผลให้ประเมินปริมาณน้ำฝนได้อย่างยากลำบาก ทำให้เกษตรกรถ้วนหน้าต้องตระเตรียมอพยพหลบน้ำกันทั้งสิ้น ทั้งยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการประมงและการเลี้ยงสัตว์น้ำในหลายประเภท

แน่นอนว่า “ปลา” เป็นสัตว์ที่ต้องอาศัยน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ หากแหล่งน้ำที่ใช้เพาะเลี้ยงไม่เหมาะสม ความสมบูรณ์และคุณภาพปลาย่อมไม่ได้อย่างที่ผู้เลี้ยงต้องการ

เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสเยือนนครปฐม พบว่า ขณะที่หลายจังหวัดประสบภาวะน้ำท่วม แต่ “นครปฐม” ยังคงสภาพปกติ ทั้งที่มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านหลายสายอย่างแม่น้ำนครชัยศรี เมื่อแม่น้ำไม่ได้เป็นต้นตอของปัญหาน้ำท่วมอย่างหลายจังหวัด ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดีของเกษตรกรที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์

คุณหิรัญย์กรณ์ ฤกษ์ขจรเกียรติ หรือ คุณกรณ์ เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในการเลี้ยงปลาคาร์พนอกส่งจำหน่าย

อาชีพเดิมของคุณกรณ์จับธุรกิจเบเกอรี่ในกรุงเทพฯ แต่เพราะชอบ “แม่น้ำ” ประกอบกับสถานที่ทำธุรกิจคับแคบจึงขยับขยายและเลือกจังหวัดนครปฐมเป็นที่ตั้ง โดยเลือกซื้อที่ดินติดแม่น้ำนครชัยศรี กว่า 8 ไร่ เมื่อพื้นที่เหลือจากจัดสรรเป็นที่อยู่และประกอบธุรกิจแล้ว คุณกรณ์เลือกขุดบ่อเลี้ยงปลา เพราะความชอบส่วนตัว

ปลาอะโรวาน่า เป็นปลาที่คุณกรณ์เลือกนำมาเลี้ยงในบ่อขุดขนาดเล็กที่ครั้งแรกขุดได้ถึง 3 บ่อ แต่ต่อมาเห็นว่าแต่ละบ่อมีพื้นที่เล็กเกินไป จึงขุดเชื่อมต่อรวมเป็นบ่อเดียว ก่อนสร้างศาลาคร่อมบ่อไว้สำหรับพักผ่อน

เมื่อถามถึงปลาอะโรวาน่าที่เลี้ยงในระยะแรก คุณกรณ์ บอกว่า เหตุผลที่เลือกเลี้ยงเพราะมีเพื่อนเป็นเจ้าของฟาร์มปลาอะโรวาน่า และทราบดีว่าปลาอะโรวาน่าเลี้ยงในบ่อดินได้ แต่เมื่อนานเข้าการเลี้ยงปลาอะโรวาน่าหมดรุ่นลง จึงมองหาปลาสายพันธุ์อื่นที่สามารถเลี้ยงในบ่อดินได้เช่นกัน

และ ปลาคาร์พ จึงเป็นปลาที่ลงทุนซื้อมาเลี้ยงถัดมา เหตุผลไม่ซับซ้อนนัก เพียงแค่ปลาคาร์พเป็นปลาที่สามารถเลี้ยงในบ่อดินได้ ทั้งยังมีสีสันสวยงาม และเลี้ยงให้ได้ไซซ์ใหญ่ตามต้องการได้ แม้กระทั่งต้องการนำขึ้นไปเลี้ยงยังบ่อปูนหรือบ่อกระเบื้องก็สามารถทำได้

ในครั้งแรก คุณกรณ์ลงทุนไปคัดเกรดปลาคาร์พนอกจากฟาร์มที่สั่งซื้อมาอีกทอด เลือกมาได้เกือบครบทุกสายพันธุ์ จากทั้งหมด 13 สายพันธุ์ เชิงการค้าของปลาคาร์พ โดยมีเพื่อนที่ทำธุรกิจฟาร์มปลาคอยให้คำแนะนำ เช่น พันธุ์โคฮากุ พันธุ์อาซากิ ซูซุย พันธุ์ไทโช ซันเก้ เป็นต้น

แม้ระยะแรกไม่คิดประกอบเป็นอาชีพ แต่เมื่อมีหลากหลายสายพันธุ์ ทำให้มีผู้สนใจมาขอดูวิธีการเลี้ยงและติดต่อขอซื้อ กระทั่งมีพ่อค้าคนกลางซื้อในคราวละมาก เพื่อนำไปจำหน่ายต่อยังตลาดนัดปลาเลี้ยงขนาดใหญ่ จึงเปลี่ยนจากการเลี้ยงดูเล่นเป็นธุรกิจปลาคาร์พ

คัดเกรด ก่อนขุนลงบ่อดิน

ใช้ธรรมชาติเร่งสี เร่งโต

ขั้นตอนและวิธีการเลี้ยงดูเหมือนไม่ยาก หลังจากฟังคุณกรณ์เล่าจบ เพราะการอธิบายให้เข้าใจอย่างง่าย ดังนี้

1. สั่งสายพันธุ์ที่ต้องการผ่านตัวแทนนำเข้าปลาคาร์พนอก จากนั้นคัดเกรดปลาให้ได้ตามต้องการ

2. นำปลาคาร์พไซซ์ลูกปลาที่คัดเกรดแล้ว ปล่อยลงสู่บ่อพลาสติก บ่อละไม่เกิน 100-150 ตัว ขุนให้ได้ไซซ์ 2-3 (ความยาว 20-30 เซนติเมตร)

3. นำปลาคาร์พที่ได้ไซซ์ลงเลี้ยงในบ่อดิน เพื่อขุนให้ได้ไซซ์ที่ลูกค้าต้องการ

4. เมื่อได้ไซซ์ใกล้เคียงที่ต้องการแล้ว ลากปลาคาร์พขึ้นมาพักเลี้ยงในผ้าใบ เพื่อปรับสภาพประมาณ 4-5 เดือน นำออกจำหน่ายตามปกติ

คุณกรณ์ แนะว่า ปลาคาร์พไซซ์ใหญ่เมื่อออกสู่ท้องตลาดจะขายง่ายกว่าไซซ์เล็ก โดยเฉพาะปลาคาร์พไซซ์ 4 ขึ้นไป หรือ ขนาดความยาว 40 เซนติเมตร ความต้องการของตลาดจะสูงกว่า ซึ่งปลาคาร์พนอกสามารถเจริญเติบโตมีความยาวถึง 70-80 เซนติเมตร ทีเดียว

ข้อดี ในการขุนปลาคาร์พในบ่อดินคือ ปลาได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ ส่งผลให้สีสันของปลามีความสดใส และเมื่อขนาดพื้นที่ของบ่อดินมีความกว้างปลาจะว่ายน้ำมาก เสมือนเป็นการออกกำลังกาย ซึ่งช่วยให้ปลาแข็งแรงและเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น

“น้ำในบ่อดินผมใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ คือ แม่น้ำนครชัยศรีที่อยู่ติดพื้นที่ ต่อท่อดูดน้ำจากแม่น้ำลงบ่อปลา ลูกกุ้งที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติจะติดมากับน้ำ เป็นอาหารเร่งสี เร่งโต ตามธรรมชาติโดยไม่ต้องลงทุน”

คุณประโยชน์อีกประการของการเลี้ยงปลาคาร์พในบ่อดิน คือ สามารถขุนปลาได้ครั้งละจำนวนมาก เพราะพื้นที่กว้างไม่เหมือนบ่อปูนหรือบ่อพลาสติกที่ต้องควบคุมหลายอย่างพร้อมกัน ส่วนบ่อดินปัจจัยสำคัญที่ต้องควบคุมคือ น้ำ หากน้ำสะอาด มีระบบการไหลเวียนที่ดี มีออกซิเจนเพียงพอ ก็ไม่เกิดปัญหาอะไร

สำหรับการให้อาหาร ปลาคาร์พทั้งบ่อดินและบ่อปูนได้รับอาหารวันละ 2 ครั้ง ในฤดูร้อน ส่วนฤดูฝน และฤดูหนาว จะให้อาหารเพียงวันละครั้ง เนื่องจากฤดูหนาวสภาพอากาศปิด ส่วนฤดูฝนออกซิเจนในน้ำจะลดลง ปลาจะกินอาหารน้อยลง อย่างไรก็ตาม อาหารที่ใช้ขุนเพื่อให้ได้ไซซ์ปลาที่ต้องการ คุณกรณ์ ไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษมากไปกว่าการให้อาหารเฉพาะสำหรับปลาคาร์พ และ เพิ่มสาหร่ายสไปรูไลน่าสำหรับเร่งสีเท่านั้น ส่วนอาหารจากธรรมชาติที่ช่วยเร่งสีและเร่งโตมีอยู่แล้วจากแม่น้ำที่ใช้เลี้ยงในบ่อดิน จึงเป็นการควบคุมต้นทุนได้เป็นอย่างดี

พักบ่อ ใช้แสงแดดฆ่าเชื้อ

ปรับสภาพน้ำเดือนละครั้ง

ส่วนการพักบ่อดินซึ่งใช้เป็นแหล่งขุน คุณกรณ์ บอกว่า หลังจากเลี้ยงได้ไซซ์ที่ต้องการ จะลากปลาขึ้นมาพักไว้ยังบ่อพลาสติกเพื่อปรับสภาพก่อนมีพ่อค้าคนกลางมารับไปจำหน่ายอีกทอด เมื่อปลาถูกลากขึ้นหมดแล้ว จะปล่อยน้ำออกจากบ่อให้หมด ก่อนทิ้งตากแดดให้แห้งสนิท ใช้แสงแดดเป็นตัวฆ่าเชื้อ จากนั้นโรยด้วยปูนขาวทิ้งไว้ 1 วัน แล้วปล่อยน้ำจากแม่น้ำเข้าบ่อ

ในแต่ละครั้งของการปล่อยน้ำจากแม่น้ำเข้าบ่อ ใช้วิธีปล่อยครั้งละ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่บ่อ ในแต่ละครั้งของการปล่อยน้ำจะเว้นระยะด้วย เพื่อให้น้ำค่อยๆ ปรับสภาพจนค่า พีเอช ของน้ำอยู่ที่ 6.5-7 ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยลดปัญหาการติดเชื้อของปลาจากน้ำที่ใช้เลี้ยง อย่างไรก็ตาม หลังจากปล่อยน้ำเข้าบ่อได้ในระดับที่ต้องการ ให้ปล่อยน้ำทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นปล่อยปลาลงบ่อ แล้วแต่ละเดือนต้องปล่อยน้ำออกประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ก่อนปล่อยน้ำเข้าบ่ออีกครั้งให้ได้ระดับเดิม ทำเช่นนี้ทุกเดือน ยกเว้นฤดูฝนที่มีน้ำจากน้ำฝนเพิ่มปริมาณในบ่อดินอยู่แล้ว ไม่ปล่อยน้ำออก แต่ทำช่องระดับน้ำไว้ หากระดับน้ำในบ่อดินเกินระดับที่ต้องการ น้ำจะไหลออกสู่แม่น้ำเองโดยอัตโนมัติ

เมื่อถามถึงโรคและปัญหาที่พบจากการเลี้ยงปลาคาร์พ คุณกรณ์ บอกว่า การเลี้ยงปลาคาร์พในบ่อดิน ปัญหาจะเกิดในฤดูฝนเมื่อฝนตกหนัก ออกซิเจนในน้ำน้อยลง ปลาจะลอย ทำให้ต้องเติมออกซิเจนให้กับปลา มิฉะนั้นปลาจะตายได้ นอกจากนี้ ยังให้ยาป้องกันโรคทุกเดือน โดยให้จุลินทรีย์ปรับสภาพน้ำ และยาป้องกันโรคที่แฝงตัวอยู่ในน้ำ ซึ่งอาจทำให้ปลาป่วย เช่น หนอนสมอ เห็บ เป็นต้น

ราคาขายหน้าฟาร์มของคุณกรณ์ ปัจจุบัน ขึ้นกับไซซ์ สี สายพันธุ์ โครงสร้างของปลา และขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งปกติที่ผ่านมาราคาขายไม่ต่ำกว่า 500 บาท โดยแต่ละครั้งของการลากปลาขึ้นจากบ่อดิน ครั้งละไม่ต่ำกว่า 500 ตัว/บ่อ

“ตลาดปลาคารพ์ หรือ คนชอบปลาคาร์พ ยังโตต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะเป็นปลาสวยงาม และเป็นปลาหน้าไม่เหมือน สร้างความเพลิดเพลินได้”

หากท่านใดสนใจศึกษาวิธีการเลี้ยงปลาคาร์พนอกด้วยบ่อดิน ขอข้อแนะนำหรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณหิรัญย์กรณ์ ฤกษ์ขจรเกียรติ เลขที่ 22/2 หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยพลู อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม หรือโทรศัพท์ (086) 340-4680>/b<

ปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ปลาแฟนซีคาร์พขึ้นใหม่ในเชิงการค้าทั้งหมด 13 สายพันธุ์หลัก โดยแบ่งแยกตามลักษณะของลวดลายและสีสันบนตัวปลา ได้แก่

1. โคฮากุ (Kohaku) เป็นปลาที่มีลายขาวและแดง เป็นสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมากที่สุด ลักษณะที่ดี สีแดงจะต้องคมชัดสม่ำเสมอ และสีขาวไม่ควรมีตำหนิใดๆ

2. ไทโช ซันเก้ (Taisho Sanke) ประกอบด้วย 3 สี ด้วยกัน คือ ขาว แดง และดำ สีดำบนตัวปลานั้นควรดำสนิท และดวงใหญ่ ไม่ควรมีสีดำบนส่วนหัว รวมทั้งไม่มีสีแดงบนครีบและหาง

3. โชวา ซันโชกุ (Showa Sanshoku) เป็น แฟนซีคาร์พสามสีเช่นเดียวกับไทโช ซันเก้ ที่แตกต่างกันก็คือ สีขาวและแดงจะรวมตัวอยู่บนพื้นสีดำขนาดใหญ่ และมีสีดำบริเวณเชื่อมต่อครีบ และลำตัวในลักษณะของตัว Y

4. อุจิริ โมโน (Utsuri Mono) เป็น แฟนซีคาร์พที่มีสีดำพาดผ่านบนพื้นสีอื่น โดยสีดำที่ปรากฏจะเป็นรอยปื้นยาวพาดบนตัวปลา

5. เบคโกะ (Bekko) เป็น แฟนซีคาร์พที่มี 2 สี โดยมีลวดลายเป็นจุดดำแต้มอยู่บนพื้นสีต่างๆ ในขนาดที่ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป

6. อาซากิ ชูซุย (Asagi Shusui) อาซากิ ชูซุย เป็นสายพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาจากปลาไนโดยตรง จะมีเกล็ดสีฟ้าสวย เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ

7. โกโรโมะ (Koromo) เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างอาซากิกับสายพันธุ์อื่นๆ โดยจะมีเกล็ดสีน้ำเงินกระจายเด่นอยู่บนลวดลาย

8. โอกอน (Ogon) เป็นปลาที่ไม่มีลวดลาย โดยจะมีสีลำตัวสว่างไสว ปราศจากจุดด่างใดๆ

9. ฮิการิ โมโย (Hikari Moyo) เป็นปลาที่มี 2 สี หรือมากกว่า โดยจะมีสีอย่างน้อย 1 สี ที่แวววาวดุจโลหะ (Metallic)

10. ฮิการิ อุจิริ (Hikari Utsuri) เป็นปลาที่มีลายพาดสีดำเช่นเดียวกับ อุจิริ โมโน บนพื้นที่มีความแวววาวคล้ายโลหะ

11. คินกินริน (Kinginrin) เป็นปลาที่อยู่ในกลุ่มที่มีประกายเงินหรือทองอยู่บนเกล็ด โดยเกล็ดจะดูนูนเหมือนไข่มุก

12. ตันโจ (Tancho) เป็นปลาที่มีสีแดงเพียงที่เดียวอยู่บนหัว โดยอาจมีรูปทรงกลมขนาดใหญ่ หรือรูปอื่นๆ ก็ได้

13. คาวาริ โมโน (Kawari Mono) เป็นปลาที่ไม่มีลักษณะลวดลายที่ตายตัว ต่างจากพันธุ์อื่นๆ โดยจะมีลวดลายเกิดขึ้นใหม่ทุกปี

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05105151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

วันเพ็ญ เจริญจิต ชมรมการจัดการทรัพยากรเกษตร wanpen7@hotmail.com 

ผลิตภัณฑ์ล้ำค่าจากผึ้ง

มนุษย์รู้จักผึ้งและประโยชน์ของผึ้งมาตั้งแต่โบราณกาล โดยที่มนุษย์ได้นำน้ำผึ้งมาเป็นแหล่งให้ความหวานในอาหารและใช้ไขผึ้งมาทำเป็นเทียนให้แสงสว่าง แต่ที่แท้จริงแล้วผึ้งเป็นแมลงที่มีคุณค่าต่อมวลมนุษย์และความสมดุลของสภาพแวดล้อมในทางธรรมชาติ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม พบว่าในอดีตเหล่าราชนิกูลมักเสวยผลิตภัณฑ์จากผึ้งเป็นอาหาร เพื่อดูแลสุขภาพและพลานามัย ได้มีการค้นพบว่าผลิตภัณฑ์จากผึ้งมีคุณค่าทางสารอาหารทั้ง เอ็นไซม์ โคเอ็นไซม์ วิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน คาร์โบไฮเดรต และฮอร์โมน ซึ่งทำงานประสานกันในการเสริมสุขอนามัย ดังนั้น ผลิตภัณฑ์จากผึ้งจึงเหมาะที่จะจัดไว้ในอาหารประเภท “อาหารบำบัดโรค” อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งผ่านการพิสูจน์อันเป็นที่ยอมรับมานานนับพันๆ ปี น้ำผึ้ง มิใช่ผลิตภัณฑ์จากผึ้งเพียงอย่างเดียวที่ได้รับการค้นพบว่ามีคุณประโยชน์จากมวลมนุษยชาติ ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลายอย่างจากผึ้ง เช่น เกสรดอกไม้จากผึ้ง ไขผึ้ง นมผึ้ง พรอพอลิส แม้กระทั่งพิษผึ้ง ก็พบว่ามีคุณประโยชน์เช่นกัน ผึ้งเป็นแมลงที่มีคุณประโยชน์มากในทางการเกษตร โดยช่วยผสมเกสรพืช ทำให้พืชที่ต้องใช้ผึ้งเป็นแมลงผสมเกสรติดผลมากขึ้น และการเลี้ยงผึ้งยังเป็นอาชีพที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง 

การนำผึ้งมาเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมได้ผลิตภัณฑ์จากผึ้งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ได้แก่ น้ำผึ้ง เกสรผึ้ง พรอพอลิส รอยัล เยลลี่ ไขผึ้ง พิษผึ้ง และตัวอ่อนจากผึ้ง ซึ่งมีคุณค่ามากมาย และสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากผึ้ง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผึ้งแบ่งตามชนิด และประโยชน์ได้ ดังนี้

ผลิตภัณฑ์จากรังผึ้ง แยกเป็น 2 กลุ่ม 

1. ผลิตภัณฑ์ซึ่งผึ้งนำเข้ารังจากวัตถุดิบภายนอก

- น้ำผึ้ง (honey)

- เกสรผึ้ง (bee pollen)

- พรอพอลิส (propolis)

2. ผลิตภัณฑ์ซึ่งผึ้งสร้างขึ้นภายในตัวผึ้ง

- รอยัล เยลลี่ (royal jelly)

- ไขผึ้ง (bees wax)

- พิษผึ้ง (bee venom)

- ตัวอ่อนและดักแด้ของผึ้ง (larva and pupa)

ผลิตภัณฑ์ซึ่งผึ้งนำเข้ารังจากวัตถุดิบภายนอก

1. น้ำผึ้ง (honey)

น้ำผึ้ง คือ ของเหลวรสหวาน ซึ่งผึ้งงานเก็บรวบรวมน้ำหวานจากดอกไม้ (nectar) หรือจากส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นไม้ นำมาผ่านกระบวนการทางเคมีและกายภาพของผึ้งแปรรูปเป็นน้ำผึ้งแล้วเก็บสะสมไว้เพื่อเป็นอาหารภายในรวงรังผึ้ง น้ำผึ้งจะมีสี กลิ่น รส และลักษณะทางกายภาพแตกต่างกันไปตามชนิดของพืชที่ผึ้งไปเก็บน้ำหวานมาทำเป็นน้ำผึ้ง

ลักษณะของน้ำผึ้งที่ดี 

- เป็นของเหลวข้น

- เป็นเนื้อเดียวกันปราศจากสิ่งแปลกปลอม

- มีสีธรรมชาติตั้งแต่สีเหลืองอ่อนจนถึงสีน้ำตาล

- มีกลิ่นและรสตามธรรมชาติ ปราศจากกลิ่น รส ที่น่ารังเกียจอื่นใด

- ต้องไม่มีกลิ่นบูดเปรี้ยวหรือมีฟอง

ส่วนประกอบที่สำคัญของน้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง มีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล ที่แปรสภาพ คือน้ำตาลกลูโคสกับฟรุคโทสที่ให้พลังงานสูง มีส่วนประกอบของโปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ กรด และสารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ประโยชน์ของน้ำผึ้ง

- คุณค่าทางอาหาร ใช้เป็นอาหารเสริม เพิ่มพลังงานบำรุงร่างกาย

- คุณค่าทางยารักษาโรค ใช้ผสมในการทำยารักษาโรคได้หลายชนิด

2. เกสรผึ้ง (bee pollen)

เกสรผึ้ง คือ ละอองเม็ดเล็กๆ คล้ายฝุ่นแป้งที่เกิดจากการหลุดจากช่อเกสรตัวผู้ของดอกไม้นานาชนิด ซึ่งผึ้งจะไปเก็บเกสรเหล่านี้มา โดยทำเป็นก้อนเล็กๆ ติดมากับขาคู่หลัง ผสมกับน้ำหวานของดอกไม้ แล้วนำกลับมาเก็บไว้ในรัง เพื่อเป็นอาหารโปรตีนสำหรับเลี้ยงตัวอ่อน ก้อนเกสรจะมีสีเฉพาะของเกสรดอกไม้แต่ละชนิด เมื่อยังสดอยู่ เช่น สีขาว สีครีม สีเหลือง สีน้ำตาล สีม่วง ตลอดจนสีดำ ซึ่งเราไม่สามารถแยกชนิดของดอกไม้ได้ด้วยการดูสีของเกสร แต่ถ้าทิ้งไว้หลายวันและเกสรอยู่ในสภาพแห้งสีจะมองคล้ายๆ กันหมด “เกสรผึ้ง” สำหรับมนุษย์เราใช้เป็นอาหารเสริมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ส่วนประกอบของเกสรผึ้ง เกสรผึ้งประกอบด้วยธาตุหลักสำคัญๆ ดังนี้ คาร์โบไฮเดรต 60% โปรตีน 20% ไขมัน 7% น้ำ 7% เกลือแร่ 6% หรืออาจจะเป็น คาร์โบไฮเดรต 40% โปรตีน 35% กรดอะมิโน 12% น้ำ 8% ไขมัน 5% แต่ค่าที่แน่นอนจริงๆ อาจขึ้นอยู่กับชนิดละอองเรณูแต่ละชนิด คุณภาพของดินที่ต้นไม้เจริญงอกงามอยู่ รวมทั้งสถานที่ตั้งและภูมิอากาศด้วย

คุณประโยชน์ของเกสรผึ้ง

เกสรผึ้ง ช่วยส่งเสริมกำลังความอดทนและพลังงาน เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ให้พลังงาน ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น เกสรผึ้งย่อยง่ายและดูดซึมได้เร็ว ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมเข้าเส้นเลือดได้ทันทีโดยตรงจากกระเพาะหลังจากรับประทานเข้าไปเพียง 30 นาที

3. พรอพอลิส (propolis) 

พรอพอลิส คือ สารเหนียวคล้ายยางไม้มีสีน้ำตาลแก่จนเกือบดำ ผึ้งสร้างพรอพอลิส โดยที่ผึ้งงานเก็บรวบรวมยางไม้หรือของเหลวที่ได้จากใบ หน่ออ่อน จากตา หรือเปลือกพืชหลากหลายชนิดและนำมาผสมกับเอ็นไซม์ของผึ้งที่หลั่งออกมาจากต่อมบริเวณหัวและช่องท้องของผึ้ง พรอพอลิสมีลักษณะแข็งเมื่ออุณหภูมิต่ำ และเหนียวขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ผึ้งใช้พรอพอลิสมาอุดหน้าทางเข้ารัง ลดขนาดรูเปิดรังให้มีขนาดพอดีเพื่อสะดวกในการดูแลป้องกันรังผึ้งจากศัตรู และห่อหุ้มศัตรูที่ถูกผึ้งฆ่าตายในรัง เพื่อไม่ให้เกิดการเน่าเหม็นในรัง ใช้ในกิจกรรมภายในรังผึ้ง เช่น อุดรอยแตกภายในรัง เคลือบรวงรังให้แข็งแรง คลุมเคลือบไข่บาง ๆ เคลือบเซลล์ตัวอ่อนผึ้ง เพื่อให้ปลอดจากเชื้อโรค ฉาบทาเคลือบมันในรังผึ้งยึดติดคอนผึ้งให้แน่น ไม่คลอนแคลน พยุงส่วนต่างๆ ในรังผึ้ง

องค์ประกอบของพรอพอลิส

- สารคัดหลั่งจากต้นไม้

- เอ็นไซม์จากผึ้ง

- สารที่ผึ้งหลั่งออกมาขณะเกิดกระบวนการผลิตพรอพอลิส

ส่วนประกอบของพรอพอลิส

พรอพอลิส มีส่วนประกอบทางเคมีหลายชนิด เช่น กรด วิตามิน แร่ธาตุ และสารที่เป็นประโยชน์หลายชนิด โดยเฉพาะสารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารปฏิชีวนะต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งส่วนประกอบของพรอพอลิสประกอบด้วย

- สารเหนียว 50%

- ไขผึ้ง 30%

- น้ำมัน 10%

- เกสร 5%

- สารอื่นๆ 5%

สรรพคุณของพรอพอลิสทางการแพทย์

- เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาว เป็นเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งคอยป้องกันร่างกายจากทั้งเชื้อโรคและสารแปลกปลอมต่างๆ

- ป้องกันและยับยั้งการติดเชื้อแบคทีเรีย

- ฤทธิ์เสริมยาปฏิชีวนะ

- ต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น โดยสารประกอบฟลาโวนอยด์ในพรอพอลิสจะต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น

- ยับยั้งการผลิตพรอสตาแกลนดินส์ เมื่อร่างกายมีการติดเชื้อ มีบาดแผล ร่างกายของเราจะมีการขับพรอสตาแกลนดินส์ (Prostaglandins) ออกมาทำให้เจ็บปวด แผลอักเสบ และเป็นไข้ ตัวร้อน สารประกอบฟลาโวนอยด์ในพรอพอลิสมีฤทธิ์สกัดการผลิตพรอสตาแกลนดินส์ในร่างกาย จึงช่วยบรรเทาอาการปวดในลักษณะคล้ายแอสไพริน แต่เป็นสารจากธรรมชาติ จึงไม่มีผลข้างเคียง

- ยับยั้งการหลั่งสารฮิสตามิน ซึ่งฮิสตามิน คือสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ

คุณประโยชน์ของพรอพอลิส

- ทางการแพทย์นำมาสกัดสารต่อต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และไวรัส ได้ดี

- ใช้บรรเทาพิษที่เกิดจากผึ้งต่อย

- ใช้เป็นส่วนผสมในการทำเครื่องสำอาง

- บรรเทาอาการเจ็บคอ และการอักเสบในลำคอ

- บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ

- บำบัดรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

ผลิตภัณฑ์ซึ่งผึ้งสร้างขึ้นภายในตัวผึ้ง

1. รอยัล เยลลี่ (royal jelly)

นมผึ้ง คือ ของเหลวสีขาว ลักษณะเป็นครีมคล้ายนมข้นหวาน ซึ่งผึ้งงาน (อายุ ระหว่าง 5-15 วัน) ผลิตจากต่อมภายในส่วนหัว (hypo-pharyngeal gland) มีรสเปรี้ยว หวานเล็กน้อย และค่อนข้างเผ็ดนิดๆ มีฤทธิ์เป็นกรด นมผึ้ง คือ อาหารเลี้ยงตัวอ่อนของผึ้งงานและนางพญา ตัวอ่อนของผึ้งงานจะได้รับนมผึ้งเพียง 3 วันแรก ที่ออกจากไข่ ขณะที่ตัวอ่อนที่ได้รับคัดเลือกเป็นนางพญาจะได้รับนมผึ้งตลอดชีวิต ทำให้นางพญาผึ้งมีอายุยืนนานกว่า

ส่วนประกอบของ รอยัล เยลลี่

- น้ำ ประมาณ ร้อยละ 67-70

- คาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 10-12

- โปรตีน ประมาณ ร้อยละ 14-15

- ไขมัน ประมาณ ร้อยละ 3-5

ส่วนประกอบที่เหลือ ประมาณ ร้อยละ 1-2 ประกอบด้วย วิตามิน เกลือแร่ต่างๆ รวมถึงฮอร์โมน สารฆ่าเชื้อธรรมชาติบางชนิด และสารประกอบชีวเคมี อะซิทิลคลอไรด์กับไอโนซิทอล คาร์โบไฮเดรตในนมผึ้งเป็นน้ำตาลธรรมชาติเช่นเดียวกับกลูโคส ฟรุคโทส และซูโครส โปรตีนในนมผึ้งประกอบไปด้วย กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งมีอยู่ในนมผึ้งอย่างสมดุล สำหรับไขมันในนมผึ้งมีเพียงเล็กน้อย

คุณประโยชน์ของนมผึ้ง

- ช่วยในการเผาผลาญอาหาร และช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย

- ต้านความเครียด นอนไม่หลับ และส่งผลดีต่อระบบประสาทต่างๆ

- ทำให้ผิวพรรณดี ดูอ่อนกว่าวัย และยังเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ

- ช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนจนถึงวัยหมดประจำเดือน

- ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และป้องกันการเป็นหมัน

นมผึ้ง อุดมด้วยวิตามินหลายชนิด ที่สำคัญคือ วิตามิน บี ได้แก่ วิตามิน บี 1 วิตามิน บี 2 เนียซิน กรดแพนโททินิกไบโอติน และยังมีวิตามิน บี 6 ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการทำงานของโปรตีน และเชื่อว่าเป็นวิตามินต่อต้านความเครียด รวมถึงกรดฟอลิกและวิตามิน บี 12 ซึ่งวิตามินทั้ง 2 ชนิด สามารถป้องกันโรคโลหิตจางได้

เกลือแร่ ในนมผึ้ง ได้แก่ แคลเซียม ทองแดง เหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซิลิกอน และกำมะถัน นอกจากนี้ ยังมีอะซิทิลคลอไรด์ (1 มิลลิกรัม/นมผึ้ง 1 กรัม) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นต่อระบบการทำงานของระบบประสาท ส่วนประกอบอีกตัว คือสารประกอบชีวเคมีไอโนซิทอล ซึ่งช่วยขจัดไขมันตกค้างในตับ ลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด และยังเป็นสารต่อต้านความเครียด ช่วยบำรุงรักษาเส้นผม

2. ไขผึ้ง (bees wax) 

ไขผึ้ง หรือ ขี้ผึ้ง เป็นสารที่ประกอบด้วยสารเคมีหลายชนิด ผลิตจากต่อมไข (wax gland) ซึ่งมีอยู่ 4 คู่ ซ่อนอยู่ภายในปล้องท้องของผึ้งงาน ผึ้งจะผลิตไขผึ้งออกมาในรูปเกล็ดบางๆ สีขาวเหมือนสีน้ำนม ผึ้งงานใช้ไขผึ้งในการสร้าง ซ่อมแซม และปิดฝาหลอดรวง ไขผึ้งบริสุทธิ์มีกลิ่นคล้ายน้ำผึ้ง เป็นของแข็ง ลักษณะอ่อนนิ่ม เป็นมัน เมื่อหลอมเหลวจะกลับมีคุณสมบัติดังเดิมเมื่อเย็นตัว เมื่อเกิดการเผาไหม้ให้ควันน้อย ปราศจากมลพิษไขผึ้ง อาจมีสารอื่นๆ เช่น เกสร พรอพอลิส และน้ำผึ้ง เจือปนด้วย ทำให้สีและความหนาแน่นแตกต่างกันไป

คุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของไขผึ้ง

- จุดหลอมเหลว 60-65 องศาเซลเซียส

- สารที่ระเหยได้ทั้งหมดไม่เกิน 0.5%

- ค่าของกรด 5-24

- ค่าสะปอนิฟิเคชั่น 80-105

- ค่าไอโอดีน ไม่เกิน 10

- ค่าเอสเทอร์ 70-95

- สารที่ไม่ละลายในเบนซิน ไม่เกิน 0.2

คุณประโยชน์ของไขผึ้ง

- ทำแผ่นฐานรวงรังเทียม ใช้ในการเลี้ยงผึ้ง

- ทำเทียนจากไขผึ้งบริสุทธิ์ นิยมใช้ในทางศาสนา

- ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

- ใช้ในทางการแพทย์ และเภสัชกรรม

- ใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ยาหม่อง ลิปสติก และครีมต่างๆ

3. พิษผึ้ง (bee venom) 

พิษผึ้ง คือ สารประกอบโปรตีนที่ผึ้งงานปล่อยออกมาจากต่อมสร้างพิษ ผ่านออกมาทางท่อเหล็กไน เพื่อไว้ป้องกันรังเวลาที่ศัตรูบุกรุก น้ำพิษที่ผึ้งงานผลิตขึ้นจะถูกเก็บไว้ในถุงน้ำพิษที่อยู่ส่วนปลายของช่องท้อง โดยมีท่อต่อเชื่อมกับอวัยวะที่เรียกว่า เหล็กไน ผึ้งงานมีกล้ามเนื้อที่ควบคุมการทำงานของถุงน้ำพิษและเหล็กไน ผึ้งงานต้องกินเกสรและน้ำผึ้ง เพื่อนำไปผลิตน้ำพิษ ผึ้งงานเมื่อเกิดขึ้นมาในระยะแรกยังสร้างพิษไม่ได้ หลังจากอายุ 10-14 วัน ปริมาณพิษผึ้งจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำหน้าที่ในการป้องกันรังจากศัตรู (ช่วงที่มีเกสรและน้ำหวานอุดมสมบูรณ์ จะทำให้น้ำพิษเพิ่มขึ้นและมีความเข้มข้นมากขึ้น) ถุงน้ำพิษของผึ้งพันธุ์ 1 ถุง จะบรรจุน้ำพิษได้ประมาณ 0.3 มิลลิกรัม

องค์ประกอบทางเคมีของพิษผึ้งมีคุณค่าทางการแพทย์ เช่น ฮีสตามีน (Histamine) เซอโรโตนิน (Serotonin) โดพามิน (Dopamine) เป็นต้น และนอกจากนี้ ยังมีกรดอะมิโน และเอ็นไซม์ เป็นองค์ประกอบเล็กน้อย

ลักษณะของพิษผึ้ง 

- มีลักษณะเป็นของเหลวใส มีรสขม มีกลิ่นของสารอโรมาติก คล้ายกลิ่นนมแมว มีฤทธิ์เป็นกรด และมีความถ่วงจำเพาะ 1.313

- เป็นสารอินทรีย์เคมี ที่ออกฤทธิ์เร็วและรุนแรง ทำให้แมลงบางชนิดตาย

- พิษจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อผึ้งงานอายุ 10-14 วัน และมีปริมาณคงที่ เมื่อผึ้งงานอายุ 15 วัน ขึ้นไป โดยจะมีปริมาณ 0.05-0.3 มิลลิกรัม (0.36 mg)

ตัวอย่างสารในพิษผึ้ง

Melitin เป็นสารโปรตีนและเปปไทด์ ทำให้เจ็บปวดและอักเสบบวม

Apamin เป็นสารโปลีเปปไทด์ ทำให้เกิดอาการกระสับกระส่ายหรือชัก

Histamine เป็นสารที่ทำให้เกิดอาการบวม แดง และปวดของเนื้อเยื่อ

Dopamine เป็นสารเอมีนที่มีฤทธิ์ทางสรีรวิทยา ทำให้ปวด บวมแดง

Mast cell degranulating peptide ทำลายเซลล์

Phospholipase A2 ทำให้เกิดอาการแพ้และช็อก

Hyaluronidase ทำให้สารอื่นมีพิษเข้าทำลายเนื้อเยื่อ

4. ตัวอ่อน และดักแด้ของผึ้ง (larva and pupa)

ตัวอ่อน และดักแด้ของผึ้ง เป็นตัวอ่อนผึ้งระยะตัวหนอนจากผึ้งงาน เป็นอาหารเสริมโปรตีน คนไทยนิยมบริโภคตัวอ่อนผึ้งมาเป็นเวลานาน เมื่อได้น้ำผึ้งแล้วตัวอ่อนผึ้งจะเป็นผลพลอยได้นำมารับประทาน และผู้เลี้ยงบางรายอาจนำมาขายเป็นรายได้

เห็นไหมคะว่า ผึ้ง เป็นแมลงที่มีประโยชน์มากมายเกินกว่าที่เราคิด แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแมลงตัวเล็กๆ ก็ตาม ดังนั้น หากมนุษย์ยังต้องการใช้ประโยชน์จากผึ้งไปอีกยาวนาน ก็ควรช่วยกันดูแลรักษาสภาพแวดล้อมให้ดี เพื่อที่ผึ้งจะสามารถดำรงชีวิตและขยายเผ่าพันธุ์ได้ต่อไป และประการสำคัญ เมื่อเรารู้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์กันขนาดนี้แล้ว ลองหันมาสนใจ น้ำผึ้ง นมผึ้ง เกสรผึ้ง พรอพอลิส พิษจากผึ้ง และอื่นๆ กันบ้าง จะดีไหมคะ

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชุมพร (ผึ้ง) เลขที่ 22/1 หมู่ที่ 6 ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร 86000 โทรศัพท์ (077) 574-519-20

ใต้ภาพ

1. เกสรผึ้ง

2. ไขผึ้ง

3. น้ำผึ้ง

4. ผึ้ง

5. พิษผึ้ง

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

ภูมิปัญญาท้องถิ่น 

บุญยงค์ เกศเทศ โทร.(081) 872-7400

ถึงเวลาแล้วที่ชุมชนบ้านบางลา “อ่าวยามู” ต้องร่วมใจอนุรักษ์ป่าชายเลนเมืองภูเก็ต

การต่อสู้ของชาวบ้านบางลา เพื่อรักษา “ป่าสงวนแห่งชาติป่าเลน คลองท่าเรือ” ป่าชายเลนทางฝั่งตะวันออกของภูเก็ต เป็นมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

เมื่อเกิดสถานการณ์ “กระทบกระทั่งถึงขั้นปะทะกัน” ระหว่าง “การพัฒนาที่ดิน” ของนักลงทุนต่างชาติ ที่มี “เศรษฐกิจระบบตลาด” เป็นตัวนำ กับ “การอนุรักษ์ป่าชายเลน” ของชาวบ้านบางลา ที่มีเพียงคนละ 2 มือ แต่เต็มเปี่ยมด้วยกำลังใจที่ปลุกเร้ากันเอง เป็นแรงผลักดันให้ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้อย่างจริงจัง

เมื่อฉากการต่อสู้เริ่มขึ้น ได้ส่งผลให้นายทุนฟ้องร้องชาวบ้าน และหน่วยงานราชการ ในข้อหาบุกรุกที่ดิน จำเป็นที่ชาวบ้านต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเรื่อยมา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2544-ปัจจุบัน ซึ่งต่างก็ยังไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร ขณะที่ปัญหาใหม่ๆ ก็รุกคืบเข้ามาถึงชุมชน ป่าชายเลนของชุมชนที่มีพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ เป็นประเด็นสำคัญที่กำลังถูก “คุกคาม” จากเจ้าของรีสอร์ต และเจ้าของท่าเทียบเรือยอชต์

ในความเป็นจริงแล้ว ทะเลด้านตะวันออกของภูเก็ต เป็นชายฝั่ง ที่คลื่นลมค่อนข้างสงบ เหมาะที่จะพัฒนาให้เป็นท่าเทียบเรือยอชต์ ชาวบ้านบางลา บอกว่า “อ่าวยามู” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวพังงา อยู่ด้านตะวันออกของหมู่บ้าน เป็นอ่าวคลื่นลมสงบอีกแห่งหนึ่งของภูเก็ต ผืนดินบริเวณนี้เป็นป่าชายเลน พื้นที่ราว 1,200 ไร่ ซ่อนตัวอยู่อย่างโดดเด่น จึงเป็นที่หมายตาของเจ้าของรีสอร์ตและท่าเทียบเรือยอชต์

หาก “นักลงทุน” ต่างชาติ หรือนักการเมือง ที่มีอิทธิพลบางรายรุกคืบจากฝั่งเหนือของชุมชนรุกลงมาทางใต้ หรือจากฝั่งใต้ ขึ้นไปทางเหนือเมื่อใด ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ทั้ง 1,200 ไร่ ต้องกลายเป็นพื้นราบ สำหรับสร้างรีสอร์ตและท่าจอดเรือทันที ส่งผลให้ชาวบ้านสูญเสียป่าชายเลน อันเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร การดำรงชีพชาวประมง ต้องล่มสลายลง ทำให้วิถีดั้งเดิมของชาวบางลาเสื่อมสลายอย่างสิ้นเชิง

ในช่วงแรก เกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2536 เมื่อมีนายทุนได้อ้างเอกสารสิทธิ ส.ค.1 ในเขตป่าสงวนฯ และต้องการจะเข้ามาพัฒนาป่าชายเลนให้เป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง คนพื้นถิ่นจึงผนึกกำลัง เพื่อยืนหยัดต่อสู้หลากหลายวิธี เป็นต้นว่า

วิธีที่หนึ่ง ปิดถนนประท้วง เพื่อแสดงให้สาธารณชนหันมาใส่ใจ และรับรู้ความเป็นจริง ที่ถูกกระแสทุนนิยมเข้ามาคุกคามสิทธิพื้นฐานของชุมชน

วิธีที่สอง เสนอข้อมูลให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ เป็นการกระตุ้นเตือนฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิให้ปกป้องนายทุน ที่หยิบยื่นผลประโยชน์ให้

ในที่สุดเจ้าหน้าที่ต้องเลิกล้มวิธีการลงไปวัดที่ดินให้แก่นายทุน ส่งผลให้นายอำเภอถลางได้ออกหนังสือคัดค้านการออกเอกสารสิทธิให้นายทุน

ขณะเดียวกันสำนักงานที่ดินภูเก็ต ได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ยืนยันว่า ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้นายทุนได้ เพราะที่ดินผืนดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

อีกหนทางหนึ่งของกระบวนการต่อสู้ของชุมชน คือ “สร้างสำนึกรักถิ่น” ให้ “เยาวชนกลุ่มอนุรักษ์บ้านบางลา” แม้มีจำนวนไม่มาก แต่ก็พยายามให้เกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น เพื่อเป็นแรงผลักดันอันบริสุทธิ์ ช่วยผู้ใหญ่รักษาผืนป่าชายเลนเอาไว้ให้ได้

กลุ่มเยาวชนจัดกิจกรรมหลากหลายลักษณะ เพื่อปลุกเร้า เช่น เดินป่าชายเลน สำรวจพันธุ์ไม้ ปล่อยหอย ปลูกป่า ทำฐานการเรียนรู้ เป็นต้น

แกนนำเยาวชนคนหนึ่งบอกเล่าถึงคำพูดของพ่อที่มักกล่าวอยู่เสมอว่า แต่ก่อนน้ำในคลองหน้าบ้านใสมาก จับปลาหาหอยก็ง่าย แต่ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ จึงถือเป็นแหล่งอาหารของชุมชนและยังช่วยป้องกันคลื่นลมไม่ให้ปะทะมาหาชุมชนอีกด้วย‚

แกนนำอีกคนหนึ่งตั้งความหวังไว้ว่า หนูก็อยากได้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวภูเก็ต แต่หนูก็อยากรักษาป่าของพวกหนูไว้เหมือนกัน

ส่วนอีกคนหนึ่งปรารถนาว่า สิ่งที่หนูหนักใจที่สุดตอนนี้คือ ทำยังไงจะได้เพื่อนๆ มาเข้ากลุ่ม (อนุรักษ์) ให้มากขึ้น เพื่อช่วยเป็นกำลังใจให้กับพ่อลุงแม่ป้า ที่ร่วมกันทำงานจนเกือบจะหมดแรงแล้ว

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง 

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เมื่อ…คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน 

“คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการฟื้นฟู ดูแล และอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ 

ทั้งนี้ คุณสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า โครงการนี้ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 วัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าชุมชน ด้วยการขับเคลื่อนและพัฒนาป่าชุมชนให้เกิดระบบการจัดการที่ดีและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน โดยการมีส่วนร่วมแบบ 3 ประสาน คือ บ้าน-วัด-โรงเรียน ให้คนและป่าได้อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลและยั่งยืน

พร้อมกับน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เกี่ยวกับการพัฒนาป่าไม้ไปปฏิบัติหรือประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชุมชนอย่างกว้างขวาง และราษฎรสามารถดำรงชีพอยู่ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับการดำเนินโครงการนี้ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 และจะหมดโครงการในปี 2555 รวมระยะโครงการทั้งสิ้น 5 ปี ภายใต้กิจกรรมต่างๆ เช่น โครงการค่ายเยาวชนกล้ายิ้ม ภาคกลางและภาคเหนือ,การสัมมนาเครือข่ายผู้นำป่าชุมชน, เส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชุมชนกล้ายิ้ม และที่สำคัญคือ การประกวดป่าชุมชนตัวอย่างระดับประเทศ ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

คุณนพพล มิลินทางกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน ) กล่าวว่า การประกวดป่าชุมชนตัวอย่าง เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนแนวคิดป่าชุมชนให้ขยายกว้างออกไปสู่ชุมชนอื่นๆ ให้มากขึ้น เพราะกิจกรรมนี้เน้นเชิดชูการยกย่องชุมชนที่ได้เสียสละทุ่มเทดูแลรักษาป่าจนกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้แก่คนในชุมชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่แบบพอเพียงและมีความสุข

“ขณะเดียวกัน ป่าก็ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน หวังอย่างยิ่งว่า รางวัลที่มอบนี้จะเป็นกำลังใจให้ผู้นำป่าชุมชนและสมาชิกยึดมั่นในอุดมการณ์รักษาป่าและยืนหยัดต่อสู้ เพื่อให้ป่าไม้ของประเทศคงอยู่ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน และที่สำคัญยังทำให้ชุมชนอื่นๆ และสังคมได้รับรู้ถึงความเสียสละ และกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกรักและหวงแหนป่าไม้ ซึ่งป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลจะถูกนำไปต่อยอดเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และบทเรียนจากการบริหารจัดการป่าชุมชนของตนเองแก่ป่าชุมชนแห่งอื่นๆ ผ่านกิจกรรมการสัมมนาเครือข่ายผู้นำป่าชุมชน” คุณนพพล กล่าว

สำหรับผลการประกวดรางวัลโครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ประจำปี 2554 มีดังนี้

หนึ่ง รางวัลชนะเลิศป่าชุมชนระดับประเทศ ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านกลาง ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา

สอง รางวัลป่าชุมชนดีเด่นระดับภาค 4 ภาค โล่ประกาศเกียรติคุณ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่

- รางวัลป่าชุมชนดีเด่นระดับภาคเหนือ ป่าชุมชนบ้านป่ากล้วย ตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

- รางวัลป่าชุมชนดีเด่นระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านดงกระแสน ตำบลท่าจำปา อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

- รางวัลป่าชุมชนดีเด่นระดับภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานสมัคคี ตำบลหนองโรง อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี

- รางวัลป่าชุมชนดีเด่นระดับภาคใต้ ได้แก่ ป่าชุมชนอ่าวอ้ายยอ บ้านถ้ำตลอด ตำบลน้ำตก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

- รางวัลป่าชุมชนดีเด่น ด้าน ” เยาวชนคนรักษ์ป่า” โล่ประกาศเกียรติคุณ จากปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ

และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ป่าชุมชนบ้านหนองผุก ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน

ทั้งนี้ อธิบดีกรมป่าไม้ได้กล่าวถึง ป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลว่า ป่าชุมชนเหล่านี้ นับเป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นกำลังใจสำคัญให้กับป่าชุมชนอื่นๆ ในการมุ่งมั่นและให้ความสำคัญในการดูแลรักษาป่าชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป อาทิ ป่าชุมชนบ้านกลาง เป็นป่าชุมชนที่มีการบริหารจัดการป่าชุมชนอย่างเข้มแข็งและพอเพียง ภายใต้ความร่วมมือของชุมชน ผู้นำทางศาสนา โรงเรียน และหน่วยงานท้องถิ่น ภายใต้หลักคำสอนทางศาสนาที่มุ่งเน้นในการให้ความรักและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน แม้จะมีความแตกต่างทางศาสนาและความคิด

“ขณะที่กลุ่มเยาวชนคนรักษ์ป่าของป่าชุมชนบ้านหนองผุก จังหวัดน่าน มีความโดดเด่นในการบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ และมีการดำเนินกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องด้วย” อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวทิ้งท้าย

โครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” จึงนับเป็นหนึ่งโครงการดีๆ ที่มีส่วนช่วยทำให้ป่าไม้ของเมืองไทยสามารถอยู่อย่างยั่งยืนได้ตลอดไป โดยผู้คนในชุมชนที่อยู่กับป่าเป็นผู้ดูแลรักษา และที่สำคัญยังได้เผยแพร่ออกไปสู่คนไทยทุกคน ให้ช่วยกันรักษ์ป่า ดูแลป่า เพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า

http://www.naewna.com/news.asp?ID=294514

วันที่ 31/12/2011

กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยเรื่องฝนตกหนัก และน้ำท่วมฉับพลัน บริเวณภาคใต้ตอนล่าง ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 31 ธ.ค.2554 ระบุว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างจะเคลื่อนตัวปกคลุม ภาคใต้ตอนล่างและประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 31 ธ.ค.2554 – 1 ม.ค.2555 บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส มีฝนตกหนักบางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มริมน้ำระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนัก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากเกิดขึ้นได้

ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างสูง 2-4 เมตร บริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลให้ระวังคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งและชาวเรือ ระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะ2-3วันนี้ไว้ด้วย

สำหรับบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวอุณหภูมิลดลง 1-2 องศามีอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่องกับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบาง พื้นที่ ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย

http://www.naewna.com/news.asp?ID=294511

วันที่ 31/12/2011

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้(31 ธ.ค.2554) ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้(1 ม.ค.2555) ดังนี้

+ ภาคเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาในบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 16-20 องศา อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

+ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 17-19 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศา สำหรับบริเวณยอดภู อากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 7-13 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

+ ภาคกลาง อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 19-21 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขา อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-15 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

+ ภาคตะวันออก อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขา อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-15 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

+ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา: อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป: มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

+ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

+ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

http://www.naewna.com/news.asp?ID=294459

วันที่ 30/12/2011

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ ระบุว่า คำทำนายของ ด.ช.ปลาบู่ ที่ระบุว่าช่วงปีใหม่เขื่อนบริเวณ อ.สามเงา จ.ตาก จะแตก จนสร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เรื่องนี้ตนก็รับฟังเป็นข้อมูลไว้ แต่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ เขื่อนมีโครงสร้างทางวิศวกรที่แข็งแรง จึงไม่เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ดั่งคำทำนายแน่นอน



  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!
  • ชมพู่: น่ารักอ่ะพีพลอยเดี่ยววางๆจะไปหาน่ะ คิดถึงแม่เกด คิด
  • Kathy: Very quickly this website will be famous among all blog visitors, due to it's nice posts

หมวดหมู่