ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

สุขหรรษากับ…แคมเปญสุดพิเศษ สัมผัสกลิ่นอายอีสานเหนือ 3 จังหวัดสนุก ธันวาคม 31, 2011

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

ท่องเที่ยวเกษตร

อภิวัฒน์ คำสิงห์

สุขหรรษากับ…แคมเปญสุดพิเศษ สัมผัสกลิ่นอายอีสานเหนือ 3 จังหวัดสนุก

ดินแดนแห่งกลิ่นอายอีสานเหนือ นามว่า “สนุก” เป็นชื่อกลุ่มจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร คำว่า สนุก มาจากการนำพยัญชนะและสระของแต่ละจังหวัดมาประกอบเป็นคำ ซึ่ง ส เสือ มาจาก สกลนคร น หนู จาก นครพนม สระอุ และ ก ไก่ จาก มุกดาหาร อันเป็น 3 จังหวัด ที่มีทำเลที่ตั้งอยู่ในช่วงริมแม่น้ำโขงที่มีทัศนียภาพและภูมิทัศน์ที่สวยงาม 

ความพร้อมและศักยภาพของกลุ่มจังหวัดสนุก ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทยจัดเส้นทางท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดสนุก เชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว-เวียดนาม) เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่จะขยายตัวจากการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ที่จะทำให้ผู้คนในแถบอินโดจีนได้แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการค้าที่จะเกิดขึ้น โดยเชื่อมต่อระหว่าง จังหวัดนครพนม-แขวงคำม่วน นับว่าเป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งด้านการค้าและการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่เชื่อมโยงจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จาก สปป.ลาว ไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และเข้าสู่ภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

แซ่บสกล ผจญภัยมุก สนุกนคร

สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีศักยภาพและทรัพยากรการท่องเที่ยวไม่เป็นรองจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศไทย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แหล่งเก่าแก่ของอารยธรรมโลกมีการพบเห็นร่องรอยทางโบราณคดีของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ร่องรอยแห่งอารยธรรมที่ได้สร้างไว้บนแผ่นดินอีสานสมัยที่ยังรุ่งเรือง

กลุ่มจังหวัดสนุกเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสน์ มีวัดโบราณเก่าแก่ที่มีศิลปกรรมและประติมากรรมวิจิตรงดงามตั้งกระจายอยู่ทั่วไป รวมทั้งวัดป่ามากมายที่น่าไปแวะชม บางแห่งมีพิพิธภัณฑ์แสดงอัฐบริขารและบรรจุอัฐิธาตุของพระเกจิสายวิปัสนากรรมฐานชื่อดังหลายรูป

นครพนม และ มุกดาหาร เป็น 2 ใน 7 จังหวัด ของภาคอีสาน ที่ตั้งอยู่ริมโขง ซึ่งมีดินแดนกับ สปป.ลาว มีแม่น้ำโขงกั้นเป็นพรมแดนระยะทางยาวกว่า 832 กิโลเมตร ไหลผ่านจังหวัดนครพนมและจังหวัดมุกดาหาร ประมาณ 225 กิโลเมตร ซึ่งในช่วงที่ไหลผ่านสองฝั่งโขงมีภูมิทัศน์และทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตา ธรรมชาติและทิวทัศน์ที่งดงามน่าประทับใจ และเมื่อรวมกับจังหวัดสกลนครที่มีผืนป่าอุดมสมบูรณ์แถบเทือกเขาภูพานด้วยแล้ว ทำให้บริเวณพื้นที่ 3 จังหวัด ดังกล่าว เหมาะกับการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง

ไม่เพียงแต่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเท่านั้น กลุ่มจังหวัดสนุกยังเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุศักดิ์สิทธิ์มากมาย โดยเฉพาะจังหวัดนครพนมซึ่งเป็นดินแดนแห่งพระธาตุประจำวันเกิดที่ควรไปกราบไหว้สักการะเป็นมงคลแห่งชีวิต นอกจากนี้ ทั้ง 3 จังหวัด ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งด้านวัฒนธรรม เทศกาลประเพณีจับจ่ายซื้อของที่ระลึก สินค้าหัตถกรรมพื้นเมือง ของกินอย่างครบครัน

สกลนคร อู่อารยธรรมอีสานตอนบน 

จังหวัดสกลนคร มีภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพ ทั้งส่วนของเทือกเขาภูพาน ผืนป่า ที่ราบลุ่มน้ำที่เกิดจากแม่น้ำลำธารหลายสายที่ไหลมาจากเทือกเขาภูพาน ทำให้ดินแดนสกลนครแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งชุมชนที่หลากหลายก่อให้เกิดวัฒนธรรม เป็นมรดกสืบทอด ทั้งในด้านโบราณสถาน โบราณวัตถุ ประเพณี ความเชื่อมากมาย

ปัจจุบันจังหวัดสกลนคร มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ โบราณคดี ธรรมชาติที่สวยงามและหลากหลาย เช่น ประตูเมืองสกลนคร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้าตัวเมือง, พระธาตุเชิงชุม ปูชนียสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ, บ้านท่าแร่ ชุมชนเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ในรูปแบบสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่ตกแต่งด้วยลวดลายเก๋งจีนและลายองุ่น ฯลฯ

อู่อารยธรรมอีสานตอนบนอย่างสกลนคร ไม่เพียงแต่จะมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ยังมีเทศกาลงานประเพณีที่งดงาม ชวนให้ได้มาสัมผัสอีกมากมาย เช่น งานประเพณีออกพรรษาแห่ปราสาทผึ้งและแข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานฯ, เทศกาลปีใหม่ร่วมนมัสการหลวงพ่อองค์แสนอันศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระธาตุเชิงชุมที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร, เทศกาลแห่ดาวของชาวท่าแร่, งานรวมน้ำใจไทสกลและงานกาชาด, เทศกาลโส้รำลึก, งานบุญมหาชาติและบุญบั้งไฟ อำเภอพังโคน, เทศกาลลอยประทีปพระราชทาน สิบสองเพ็งไทสกล และเทศกาลอื่นๆ

นครพนม พระธาตุค่าล้ำ มนต์ขลังสองฝั่งโขง

ทัศนียภาพที่งดงามริมฝั่งโขง และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม ศาสนโบราณสถานที่โดดเด่นเป็นมรดกอันล้ำค่าของจังหวัดนครพนมที่มีเสน่ห์ ดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขงแห่งนี้ เป็นเมืองลูกหลวงที่มีองค์พระธาตุพนม พระธาตุประจำวันเกิดวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์ ภายในบรรจุพระอุรังคธาตุ เป็นที่สักการะ ศูนย์รวมจิตใจ ความศรัทธาของชาวจังหวัดนครพนมถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองแต่โบราณกาล

จังหวัดนครพนม ยังมีเส้นทางไหว้พระประจำวันเกิดเสริมมงคลชีวิต เช่น พระธาตุเรณู (ประจำวันเกิดวันจันทร์) พระธาตุศรีคุณ (ประจำวันเกิดวันอังคาร) พระธาตุมหาชัย (ประจำวันเกิดวันพุธ) พระธาตุประสิทธิ์ (ประจำวันเกิดวันพฤหัสบดี) พระธาตุท่าอุเทน (ประจำวันเกิดวันศุกร์) และพระธาตุนคร (ประจำวันเกิดวันเสาร์)

การอนุรักษ์วิถีชีวิตความเป็นอยู่พร้อมทั้งวัฒนธรรม งานประเพณีแบบดั้งเดิม เป็นการแสดงถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่มีมาช้านาน ซึ่งปัจจุบันยังคงรักษากันไว้เป็นอย่างดี อาทิ งานนมัสการพระธาตุพนม, การฟ้อนผู้ไท และงานประเพณีไหลเรือไฟนครพนม (เฮือไฟ) ที่ทำเป็นประเพณีสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ภายในจังหวัดนครพนมและอำเภอต่างๆ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอให้ได้มาสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายทองศรีโคตบูร, เขื่อนหน้าเมืองนครพนม, บ้านนาจอก (บ้านท่านโฮจิมินห์), อุทยานแห่งชาติภูลังกา, น้ำตกตาดขาม และสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ในเรื่องของการค้า การท่องเที่ยว ตลอดจนประเพณีและวัฒนธรรม

มุกดาหาร ประตูสู่อินโดจีน อัญมณีชายฝั่งโขง 

เป็น 1 ใน 7 จังหวัดของภาคอีสาน ที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน แม้จะเป็นจังหวัดที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีความสำคัญในฐานะเป็นด่านสำคัญติดต่อสู่กลุ่มประเทศอินโดจีน อันได้แก่ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ได้อย่างสะดวกที่สุด นับว่าเป็นประตูสู่อินโดจีนที่มีความโดดเด่นทางด้านทิวทัศน์สองฝั่งโขงอีกแห่งหนึ่ง

แม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดมุกดาหาร ถึงแม้จะมีความยาวไม่มาก แต่ก็เป็นช่วงที่กว้างที่สุดของไทย ทำให้ภูมิทัศน์สองฝั่งโขงช่วงนี้มีความงดงามแปลกตามากกว่าบริเวณอื่นๆ สามารถชมทัศนียภาพตอนพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ตลอดจนธรรมชาติทั้งตัวเมืองมุกดาหารของฝั่งไทยและเมืองคันทะบุรี แขวงสะหวันนะเขตของฝังลาวได้ชัดเจนตลอดแนว

สายน้ำสีขาวของลำน้ำโขงที่ทอดยาวโค้งกว้างไกลออกไปทางทิศเหนือและทิศใต้ สอดรับกับแนวเขามโนรมย์ที่ทอดยาวเขียวขจีจากตัวเมืองมุกดาหารลงไปทางทิศใต้เคียงคู่กันไปอย่างสวยงาม ทำให้จังหวัดมุกดาหารเปรียบดั่งไข่มุกหรืออัญมณีอันล้ำค่าของชายฝั่งโขง

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดมุกดาหารคือ เป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประเพณี ซึ่งเมื่อรวมกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โบราณวัตถุและอื่นๆ มุกดาหารจึงเป็นจังหวัดที่น่าแวะเยือนแห่งหนึ่งของภาคอีสาน

ประสบการณ์แห่งความสุข สนุกสนาน ผสานความอิ่มเอมใจของเส้นทางท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดสนุก ไม่มีแค่เฉพาะในประเทศเท่านั้น ยังสามารถข้ามฝั่งโขงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งสามารถข้ามได้ที่ จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร

เที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โบราณสถานที่เก่าแก่มากมาย อาทิ พระธาตุศรีโคตรบอง (สปป.ลาว) ลงเรือล่องแม่น้ำซอน ชมถ้ำน้ำรอดฟองยา, อุโมงค์วินมก (ประเทศเวียดนาม) 

อันซีน มุกดาหาร อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ

ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงบังอี่ สภาพส่วนใหญ่เป็นป่าเต็ง-รัง และป่าเบญจพรรณ หลายบริเวณเป็นผาสูงและลานหินกว้าง มีหินรูปร่างแปลกๆ มากมาย นอกจากนี้ ยังมีสถานที่น่าเที่ยวชมภายในอุทยานฯ ได้แก่

กลุ่มหินรูปลักษณะแปลกๆ เหมือนมีคนจับไปวางเทินซ้อนกันไว้ ส่วนใครที่เห็นเป็นรูปอะไรก็ตามแต่จินตนาการ บางอันมีรูปร่างคล้ายร่ม ดอกเห็ดขนาดใหญ่ เครื่องบินไอพ่น มงกุฎ ดอกบัวบาน และพอย่างเข้าปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว จะมีดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่งเต็มอุทยานฯ

สนใจเที่ยวชม ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ บ้านนาสีนวน ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โทรศัพท์ (042) 676-474, (042) 601-753

 

เที่ยวอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

ท่องเที่ยวเกษตร 

ประกิต เพ็งวิชัย

เที่ยวอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก

อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช เดิมมีชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติต้นกระบากใหญ่” เนื่องจากมีต้นกระบากที่ใหญ่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีอายุกว่า 700 ปี จากการบอกเล่าของชาวเขาเผ่ามูเซอว่า มีต้นไม้ขนาดใหญ่ ประมาณ 10 คนโอบ อยู่ต้นหนึ่ง และมีสะพานหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อสำรวจพบ เห็นว่าเป็นสภาพธรรมชาติที่สวยงาม ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้

ลักษณะทางธรรมชาติที่มีความโดดเด่นภายในอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ได้แก่ ต้นกระบากใหญ่ สะพานหินธรรมชาติ น้ำตกห้วยหอย น้ำตกแม่ย่าป้า มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี และมีสัตว์ป่าที่ชุกชุม

ตั้งอยู่ในท้องที่ 2 อำเภอ ครอบคลุมอยู่ในเขตป่าแม่ท้อ ตำบลแม่ท้อ ตำบลพะวอ อำเภอเมือง และป่าแม่ละเมา อำเภอแม่สอด มีเนื้อที่ 165,250 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2524 ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงชัน มีภูเขาสลับซับซ้อน สภาพป่าสมบูรณ์ เป็นอุทยานฯ ที่มีป่าหลายชนิด เช่น ป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ อุทยานฯ มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิโดยเฉลี่ย ประมาณ 20 องศาเซลเซียส ฝนตกชุกในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม ส่วนฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม จะมีอุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียส

นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทางลักษณะภูมิประเทศแล้ว อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราชยังมีเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์อีกด้วย กล่าวคือ ในอดีตสมัยโบราณเคยใช้เป็นเส้นทางเดินทัพของไทย และพม่า ใน พ.ศ. 2305 พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเส้นทางการเดินทัพของขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด (อำเภอแม่สอด ในปัจจุบัน) เพื่อบุกเข้าตีเมืองตาก ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของไทยในขณะนั้น นอกจากนี้ ยังเป็นเส้นทางเดินทัพของพม่า โดยพระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่า เมื่อคราวยกทัพกลับจากการล้อมกรุงศรีอยุธยา ขณะเสด็จกลับระหว่างทางทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ในป่าแห่งนี้

สถานที่น่าสนใจภายในอุทยานฯ 

ต้นกระบากใหญ่ เป็นต้นไม้ที่ขึ้นในบริเวณหุบเขาของป่าดงดิบ เป็นพันธุ์ไม้เนื้ออ่อน มีลักษณะลำต้นตรงเปลา (คือ ลำต้นสูงชะลูดไม่มีกิ่งที่ลำต้น) เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกสีน้ำตาลปนเทา มีอายุประมาณ 700 ปี มีขนาดวัดโดยรอบได้ 16.40 เมตร หรือราว 14 คนโอบ สูง 50 เมตร เป็นต้นกระบากที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้ค้นพบคือ คุณสวาท ณ น่าน ช่างระดับ 2 สถานีโทรคมนาคม จังหวัดตาก เส้นทางเดินที่ลงไปชมต้นกระบากใหญ่ ทางอุทยานฯ ได้จัดทำเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมระบบเชิงนิเวศของป่าด้วย ผู้ที่จะเดินลงไปชมต้นกระบากใหญ่ควรมีความพร้อมทางร่างกาย เพราะทางเดินค่อนข้างชัน การเดินทาง ต้นกระบากใหญ่อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นทางรถยนต์ ประมาณ 3 กิโลเมตร และเป็นทางเดินเท้าลงเขาชันอีกประมาณ 1 กิโลเมตร

สะพานหินธรรมชาติ มีลักษณะเป็นแท่งหินขนาดใหญ่เชื่อมหน้าผาสองแห่งเข้าด้วยกัน มีความกว้างและความสูงประมาณ 25 เมตร เบื้องล่างมีลำธารไหลผ่าน ถัดออกไปประมาณ 50 เมตร มีถ้ำที่มีหินงอกหินย้อย การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวง หมายเลข 105 ไปจนถึงกิโลเมตรที่ 35 ให้แยกเข้าศูนย์เพาะชำกล้าไม้ตาก และตรงไปประมาณ 6 กิโลเมตร จากนั้นให้เดินเท้าต่อไปอีก 2 กิโลเมตร ถึงสะพานหินธรรมชาติ

น้ำตกปางอ้าน้อย เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลตลอดทั้งปี สูงประมาณ 20 เมตร อยู่ห่างจากต้นกระบากใหญ่ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 2 กิโลเมตร

น้ำตกปางอ้าใหญ่ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี ความสูงประมาณ 80 เมตร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 24 กิโลเมตร การเดินทาง ควรติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เป็นผู้นำทาง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานฯ โทร. (055) 511-429, (055) 511-429 หรือกรมอุทยานฯ โทร. (02) 562-0706, (02) 562-0706

ถ้ำธารลอดผาขาว-ผาแดง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 35 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยผาขาว-ผาแดง มีความสูง 30 เมตร มีถ้ำธารลอดเกิดจากลำห้วยผาแดง ซึ่งไหลเลาะลงถ้ำด้านล่าง ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม

น้ำตกแม่ย่าป้า เป็นน้ำตกขนาดกลาง ที่เกิดจากลำห้วยแม่ย่าป้า อยู่ในป่าทึบ มีน้ำไหลลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นตามร่องห้วย แล้วไหลลงสู่ลำห้วยแม่ท้อ การเดินทาง ไปน้ำตกแม่ย่าป้านั้นยังไม่สะดวกนัก นักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเดินป่าควรติดต่อขอคนนำทางกับเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ ก่อน

น้ำตกสามหมื่นทุ่ง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เกิดจากลำห้วยสามหมื่นหลวง มีความสูง 30 เมตร มีน้ำไหลตลอดทั้งปี

อัตราค่าเข้าอุทยานฯ นักท่องเที่ยว ชาวไทย เด็ก ราคา 10 บาท ผู้ใหญ่ ราคา 20 บาท ชาวต่างประเทศ เด็ก ราคา 100 บาท ผู้ใหญ่ ราคา 200 บาท รถยนต์ 4 ล้อ ราคา 30 บาท (ไม่รวมคนขับ)

การเดินทาง

รถยนต์ ใช้เส้นทางสายตาก-แม่สอด ทางหลวง หมายเลข 105 ถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 26 มีทางแยกขวาเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯ

รถประจำทาง มีรถตู้วิ่งประจำทาง สายตาก-แม่สอด มาลงที่ปากทางแยกเข้าอุทยานฯ บริเวณกิโลเมตรที่ 26 แล้วจากนั้นจะต้องเดินเท้าเข้าไปในอุทยานฯ อีก 2 กิโลเมตร

สถานที่พัก อุทยานฯ มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว จำนวน 8 หลัง ราคาหลังละ 500-1,000 บาท มีเรือนนอน พักได้ 60 คน ราคา 2,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีค่ายพักแรมที่เล่นแคมป์ไฟได้ และนักท่องเที่ยวที่นำเต๊นท์มาเอง ทางอุทยานฯ ได้จัดสถานที่ตั้งเต๊นท์ไว้ เสียค่ากางเต๊นท์ 100 บาท/คน/คืน และอุทยานฯ มีร้านอาหารบริการ แต่ต้องติดต่อล่วงหน้า สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ตู้ ป.ณ. 10 อำเภอเมือง จังหวัดตาก 63000 โทร. (055) 511-429, (055) 511-429 หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. (02) 562-0760, (02) 562-0760 นอกจากนี้ ทางอุทยานฯ ยังมีบ้านพัก สถานที่กางเต๊นท์ และร้านอาหารไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว สอบถามข้อมูล โทร. (055) 511-429

หรือสอบถามเส้นทางการเดินทางได้ ที่ สำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดตาก เลขที่ 585 หมู่ที่ 5 ถนนจรดวิถีถ่อง ตำบลน้ำรึม อำเภอเมือง จังหวัดตาก 63000 โทร. (055) 511-562 ต่อ 18

 

รถสำหรับคนพิการ ควบคุมด้วยศีรษะ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เทคโนฯ ก้าวหน้า 

มณีรัตน์ ปัญญพงษ์

รถสำหรับคนพิการ ควบคุมด้วยศีรษะ

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ร่วมกับศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พัฒนาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการ ล่าสุดสามารถประดิษฐ์รถสำหรับผู้พิการ ควบคุมด้วยศีรษะขึ้นเป็นผลสำเร็จ

ดร. เดชฤทธิ์ มณีธรรม จาก มทร. ธัญบุรี เผยว่า จากแนวคิดแรกเริ่มของ ผศ.น.พ. นิยม ละออปักษิณ ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่มีความตั้งใจให้ผู้พิการได้มีอุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับอำนวยความสะดวกได้อย่างทั่วถึง และการพัฒนาครั้งนี้ ก็ด้วยเล็งเห็นว่า ผู้พิการที่ไม่มีแขน ไม่มีขาทั้งสองข้าง จะถูกจับให้นอนอยู่เฉยๆ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งจากข้อมูลพื้นฐานทราบว่า ผู้พิการประเภทนี้ในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีผู้คิดประดิษฐ์รถสำหรับผู้พิการกลุ่มไม่มีแขนและขาในการใช้งาน ดังนั้น เพื่อความสะดวกสบายของผู้พิการ จึงได้เกิดแนวคิดและพัฒนารถสำหรับผู้พิการที่ควบคุมด้วยศีรษะขึ้นมาจนเป็นผลสำเร็จ

รถสำหรับผู้พิการควบคุมด้วยศีรษะ หรือ ไจโรสโคป ที่พัฒนาขึ้นนี้ ดร. เดชฤทธิ์ อธิบายให้ฟังว่า รถสำหรับผู้พิการคันนี้มีลักษณะเหมือนกับรถเข็นสำหรับผู้พิการทั่วไป แต่ความพิเศษคือ มันสามารถควบคุมและสั่งงานได้ด้วยศีรษะ ทั้งนี้เป็นการคิดค้นขึ้นมาสำหรับผู้พิการที่ไม่มีแขนและขาให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ต้องนอนแต่อยู่บนเตียงตลอดเวลา

ทั้งนี้ รถคันนี้จะทำงานด้วยระบบไมโครคอนโทรลเลอร์ โดยใช้สารกึ่งตัวนำชนิดหนึ่งที่ใช้จับความเอียงของมุม ที่เรียกว่า ไจโรสโคป นำมาต่อสัญญาณไว้กับอุปกรณ์ที่สามารถสวมศีรษะของผู้พิการได้ การทำงานเพียงแค่ผู้พิการนั่งบนรถและสวมอุปกรณ์ครอบศีรษะไว้

จากนั้นก็สามารถสั่งการได้ด้วยตัวเอง เพียงการก้มหน้าเพียงเล็กน้อย (โดยประมาณ 10 องศา) รถเข็นก็จะเดินหน้า การเงยศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย รถเข็นก็จะถอยหลัง ส่วนการเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา ก็เพียงแต่เอียงศีรษะไปทางด้านขวาหรือด้านซ้ายในมุมเล็กน้อย (โดยประมาณ 10 องศา) รถเข็นก็จะเลี้ยวไปตามทางที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ผู้วิจัยยังได้มีระบบความปลอดภัย ไว้ถึง 2 ตำแหน่ง คือ บริเวณของรถจะมีเซ็นเซอร์ที่ส่งสัญญาณไปกระทบวัตถุด้านหน้า เมื่อรถวิ่งเข้าหาวัตถุที่ขวางอยู่ข้างหน้า ประมาณ 1 เมตร รถจะหยุดการทำงาน อีกตำแหน่งหนึ่งคือ สวิตช์สัญญาณไฟฟ้า เมื่อผู้ใช้ต้องการหยุดรถ ใช้พิงหลังที่พนักเพื่อกดสวิตช์สั่งการให้ตัดสัญญาณไฟฟ้าทั้งระบบ รถก็จะหยุดการเคลื่อนที่ทันทีเช่นกัน

ทั้งนี้ ผู้พิการในประเทศไทยยังขาดอุปกรณ์และมีใช้ยังไม่ทั่วถึง ดังนั้น สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจ และที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการพัฒนาและประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับผู้พิการ สามารถบริจาคเป็นเงินกองทุนพัฒนาสิ่งประดิษฐ์สำหรับช่วยผู้พิการ ท่านสามารถติดต่อบริจาคสมทบทุนได้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.น.พ. นิยม ละออปักษิณ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 914-6249

 

จำต้องคืน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

จำต้องคืน

วันที่ 1 มิถุนายน 2538 คุณโผง ไปขอกู้เงินจากคุณเงือบ 700,000 บาท

คุณเงือบว่า ยินดีให้กู้ แต่เพื่อเป็นหลักประกันแห่งการกู้ คุณโผงต้องนำหนังสือ น.ส.3 ที่ดินแปลงที่ปลูกบ้านอยู่อาศัย เนื้อที่ดิน 5 ไร่เศษของคุณโผง มาให้ยึดไว้จนกว่าจะชำระหนี้หมด

ถ้าผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้นี้ ให้ถือว่าได้ขายที่ดินแปลงนี้ พร้อมบ้านนั้นเป็นการชำระหนี้แทน

คุณเงือบจัดทำ หนังสือสัญญากู้ หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้าน พร้อมหนังสือมอบอำนาจ มาให้คุณโผงลงนาม มอบไว้ให้แก่คุณเงือบ

คุณโผงรับเงิน คุณเงือบรับสัญญารวมทั้งหนังสือมอบอำนาจมา แล้วต่างฝ่ายต่างผิวปากจากกันไป

ถึงกำหนดชำระหนี้คุณโผงผิวปาก-ไม่ชำระ

คุณเงือบนำเอาสัญญาซื้อขาย และหนังสือมอบอำนาจ ไปสำนักงานที่ดินจัดการโอนทะเบียนที่ดินนั้นให้คุณเงินผู้พ่อ

คุณเงินรับโอนที่ดินมาแล้ว ฟ้องขับไล่คุณโผงออกจากที่ดิน สู้กันไปจนถึงศาลอุทธรณ์

ส่วนคุณโผงฟ้องคุณเงือบและคุณเงินมั่ง ขอให้ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนและนิติกรรมขายที่ดินระหว่างคุณโผงกับคุณเงือบเมื่อ วันที่ 9 มีนาคม 2542 เป็นโมฆะ และให้คุณเงือบไปจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนแก่ตน

แน่ละคุณเงือบและคุณเงินสองลูกพ่อ หรือ คุณเงินกับคุณเงือบสองพ่อลูกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้สองพ่อลูกหรือลูกพ่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิที่ดินกลับคืนสู่คุณโผง ถ้าไม่ทำให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของทั้งสอง (และให้คุณเงินชำระหนี้ 700,000 บาท แก่คุณโผง)

คุณเงือบและคุณเงินอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณสองพ่อลูกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 1 มิถุนายน 2538 คุณโผงกู้เงินจากคุณเงือบ 700,000 บาท มีข้อตกลงว่าหากผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ ให้ถือว่าได้ขายที่ดิน น.ส.3 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้คุณเงือบเป็นการชำระหนี้แทน

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีจึงเป็นเรื่องนำทรัพย์สินมาตีราคาชำระหนี้เงินกู้ มิใช่เป็นเรื่องการซื้อขายที่ดินกันโดยแท้ตั้งแต่เริ่มแรก

ส่วนที่ว่าข้อตกลงในนามสัญญาเงินกู้นั้นเป็นโมฆะหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 656 วรรคสอง ข้อตกลงเรื่องการที่ผู้ให้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมนั้น หนี้เงินกู้จะระงับไป ต้องคิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้น ในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ และหากมีข้อตกลงอย่างใดๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวนี้ ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามวรรคสาม

ได้ความว่า สัญญาซื้อขายลง วันที่ 9 มีนาคม 2542 คู่สัญญาตกลงซื้อขายในราคา 700,000 บาท โดยบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประเมินตารางวาละ 130 บาท รวมราคาประเมิน 270,400 บาท

แต่ราคาประเมินเมื่อคราวจดทะเบียนนิติกรรมขายฝาก ก่อนจดทะเบียนซื้อขายเมื่อ วันที่ 9 มีนาคม 2542 ราคาประเมินตารางวาละ 1,000 บาท คิดเป็นเงิน 2,080,000 บาท ยิ่งกว่านั้นราคาประเมินเมื่อคราวนำไปใช้ประกันตัวผู้ต้องหาเมื่อ วันที่ 3 มกราคม 2544 มีราคาตารางวาละ 1,000 บาท

ข้อตกลงในเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นเรื่องที่คุณเงือบผู้ให้กู้ยอมรับเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินกู้ยืม โดยไม่ได้คิดเป็นจำนวนเงินเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้น ในระยะเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ แต่ให้ยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่วางประกันเอาชำระหนี้ได้ทันที โดยไม่ต้องคำนวณราคาท้องตลาดกันอีก

ข้อตกลงนี้จึงเป็นโมฆะตาม มาตรา 656 วรรคสาม

ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้จดทะเบียนที่ดินคืนแก่คุณโผง

คุณเงินและคุณเงือบ ยืนหน้ามุ่ย ขณะที่คุณโผงหน้าบาน เพราะได้ที่ดินกลับมา

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6852/2553)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 656 ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นแทนจำนวนเงินนั้นไซร้ ท่านให้คิดเป็นหนี้เงินค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ

ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ

ความตกลงกันอย่างใดๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวมานี้ ท่านว่าเป็นโมฆะ

 

ไปดูไร่นาสวนผสมแบบทันสมัย คนวัย 76 ปี ทำสำเร็จได้อย่างไร

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

คนเกษตร

สมชาย นนทฤทธิ์

ไปดูไร่นาสวนผสมแบบทันสมัย คนวัย 76 ปี ทำสำเร็จได้อย่างไร

คนเป็นเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จในอาชีพ ต้องมีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวตั้งที่มั่นคงแข็งแรง ไม่ว่าทุน ที่ดิน การจัดการ ตลอดจนทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาก็ใช่ว่าจะทำให้เกษตรกรผู้ประกอบการ ทำได้สำเร็จได้ทุกคน แต่ผู้ชายคนนี้มีแนวคิดที่กว้างไกล ประสบการณ์ก็มากหลาย ผสมกับความตั้งใจอันแน่วแน่มั่นใจเกินร้อย จึงพบกับความสำเร็จเกินกว่าอายุวัย

คุณตาประยุทธ ธิพรพันธ์ คนถิ่นนี้เรียกกันว่า “ตายุทธ” วัย 76 ปี บ้านเลขที่ 174 หมู่ที่ 11 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ปรับเปลี่ยนที่ดินซึ่งใช้ทำนามาก่อนในเนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน มาเป็นไร่นาสวนผสม ที่ดินแปลงนี้เดิมทีไม่ค่อยราบเรียบ สูงๆ ต่ำๆ จึงเป็นไร่นาหลายแปลง หมดเนื้อที่ไปกับคัน คูนาพอควร เลยต้องจ้างรถไถมาปรับพื้นที่เสียใหม่ จนราบเรียบได้ระดับแนวเดียวกัน การปรับพื้นที่ก็ทำคัน คูรอบพื้นที่ให้มีขนาดกว้างเกือบ 3 เมตร ความสูงเกือบ 1 เมตร แล้วทำคัน คูคั่นกลางทั้งแนวยาวแนวกว้างเพิ่มอีก สรุปแล้วเป็นแปลงนาย่อยเพียง 4 แปลง และสระน้ำ 1 สระ

เมื่อปรับพื้นนาเสร็จมีคู คันนาขนาดใหญ่ ทำให้สามารถใช้ปลูกพืชผลต่างๆ ได้ พืชผลที่ปลูกตามคัน คูนามีหลายชนิด เป็นต้นว่า กล้วยน้ำว้า 60 ต้น มะม่วงพันธุ์ดีหลายพันธุ์ 80 ต้น มะพร้าวน้ำหอม 16 ต้น พุทราจีนสามรส 16 ต้น ฝรั่งแป้นสีทอง 16 ต้น น้อยหน่าหนัง 100 ต้น มะละกอ 40 ต้น ที่ว่างระหว่างต้นไม้ชนิดต่างๆ ก็ปลูกพืชสวนครัว เช่น ข่า ตะไคร้ พริกขี้หนู และอื่นๆ จนเต็มที่ว่าง ภายหลังนำลำไยอีดอมาปลูกแซมน้อยหน่าอีก 16 ต้น

ส่วนที่นาก็ปลูกข้าว ข้าวที่ปลูกมีขาวเหนียว กข 6 และข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 นอกจากนี้ ยังทำนาอีก 18 ไร่ อยู่ห่างจากแปลงนี้อีก 10 กว่ากิโลเมตร การทำนาทั้งหมดต้องจ้างแรงงาน เริ่มจากไถ ดำ เก็บเกี่ยวจนขึ้นยุ้งฉาง ผลผลิตจากนาได้ปีละประมาณ 10 ต้นเศษ หลังเก็บเกี่ยวก็จ้างไถปรับพื้นที่นา กลบทับฟางซังตอข้าวในที่นาทั้ง 2 แปลง ตนไม่เคยเผาตอซังข้าวเหมือนชาวนาบางคนที่เผากัน ส่วนฟางก็จะเก็บไว้เพื่อคลุมโคนต้นของไม้ผลที่ปลูก

กิจประจำในแต่ละวันของตายุทธ ตื่นนอนตั้งแต่ตี 4 สวดมนต์ไหว้พระ ทำจิตสมาธิ แผ่จิตเมตตา เสร็จแล้วเป็นภารกิจส่วนตัว แล้วไปตลาดเช้าดื่มเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ โอวัลติล พบปะสังสรรค์เรื่องราวการเกษตร ตลอดจนเหตุการณ์บ้านเมืองกับผู้คนหลายหน้า ประมาณ 6 โมง ก็ขี่จักรยานยนต์คู่ใจไปสวน ซึ่งห่างจากบ้าน 1 กิโลเมตร ตรวจตราไร่นาถากถางถอนหญ้าหรืออื่นๆ จนถึง 8 โมง จึงกลับบ้าน พักผ่อนตามประสาคนสูงอายุ ช่วงสายก็เป็นหน้าที่ของผู้ภรรยาออกไปเก็บผลผลิตไว้กินไว้ขาย เป็นรายได้ที่มีเข้ามาตอบแทนทุกวัน

การบำรุงรักษาพืชผลที่ปลูกไว้ ตายุทธใช้แนวคิดแนวเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก ทำน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ที่จับจากนาและสระน้ำ โดยใช้ถังหมักแบบ 100 ลิตร ทีละหลายถัง การหมักใช้กากน้ำตาลผสมด้วยสารเร่ง พด.2 ของกรมพัฒนาที่ดิน ตายุทธวางถังหมักไว้เป็นจุดรอบพื้นที่ เพื่อสะดวกในการนำไปใช้ ซึ่งหลายครั้งก็แจกจ่ายน้ำหมักให้คนอื่นไปทดลองใช้ดู ผู้ใช้หลายคนเห็นว่ามีประโยชน์ พากันหมักหอยเชอรี่ใช้ตามก็หลายราย

เรื่องระบบน้ำที่ใช้ทำไร่นาสวนผสม ตายุทธพาไปดูลำรางส่งน้ำซึ่งอยู่ทางเหนือของแปลงนา เป็นลำรางไม่ใหญ่นัก กว้างประมาณ 2 เมตร น้ำที่ไหลมาเป็นน้ำจากชลประทานห้วยขี้เหล็ก ทำให้มีน้ำใช้ไม่ขาด หากเกษตรกรทุกรายที่มีลำรางน้ำผ่าน พากันทำการเกษตรแบบตน คิดว่าความเป็นอยู่จะดีขึ้นกว่าการทำนาเพียงอย่างเดียว เพราะตอนเสร็จจากนากว่าจะถึงฤดูทำนาปีต่อไป ก็มีช่วงห่างกันหลายเดือน จึงมีเวลาพอหาประโยชน์ได้ นับว่าเป็นโชคแล้วที่เรามีทางน้ำไหลผ่านที่ดิน

ทางด้านรายได้ ตายุทธบอกว่า เป็นหน้าที่ของภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบนั้น จะมีรายได้แบบประจำวันจากผักสวนครัวต่างๆ ที่ปลูกไว้ ทุกวันจะเก็บผักจำพวกข่า ตะไคร้ สะระแหน่ พริกขี้หนู แม้จะขายได้ไม่มากนัก ก็พอเพียงกับค่าใช้จ่ายประจำวัน พืชที่ให้เป็นเงินรายเดือนก็พืชผลต่างๆ ที่เก็บเกี่ยวตามฤดูกาล เช่น มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม น้อยหน่า มะละกอ ลำไย ฝรั่ง และอื่นๆ ที่ปลูกไว้ ส่วนรายปีก็คือข้าวที่เก็บในยุ้งจะทยอยขายเป็นแบบข้าวสารบ้างเป็นระยะ นอกจากข้าวเปลือกที่เก็บจากนาแปลงนอก บางปีก็ขายรวดเดียวในช่วงที่เห็นว่ามีราคาที่เหมาะสม นอกนั้นก็เป็นปลาที่เลี้ยงไว้ในสระ มีปลาหลายชนิดคือ ปลาตะเพียน ปลานิล ปลายี่สก และปลาพื้นบ้านต่างๆ ที่เล็ดลอดเข้าไปในสระ จากรายได้ที่เป็นเงิน แล้วรายได้อย่างหนึ่งก็คือ ได้ออกกำลังกายทำให้สุขภาพแข็งแรง จิตใจก็เป็นสุข มีความพึงพอใจในสิ่งที่ทำไป สามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ที่สนใจได้อย่างชัดเจนถูกต้อง

และที่เห็นว่าสำคัญกว่าทุกสิ่งที่กล่าวมา คือการที่ได้น้อมนำเอาพระราชดำรัสขององค์ในหลวง มาปฏิบัติและประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม จึงทำให้งานที่ทำมีความสำเร็จและสร้างชีวิตความเป็นอยู่แบบพอเพียง ผู้อ่านท่านใดหากมีโอกาสผ่านไปที่อำเภอนิคมคำสร้อย ประสงค์จะไปเยี่ยมชมตายุทธยินดีจะพาไปชม สวนผสมตายุทธอยู่ในเขตเทศบาล ไป-มาสะดวก หรืออยากติดต่อสอบถามทางโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข (042) 638-315 ขอบคุณครับ

 

โครงการเพาะเลี้ยง “ชะมดเช็ด” บ้านดงเย็น ฟาร์มตัวอย่าง ที่เพาะขยายพันธุ์ได้

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เทคโนฯ ปศุสัตว์ 

ศุภชัย นิลวานิช

โครงการเพาะเลี้ยง “ชะมดเช็ด” บ้านดงเย็น ฟาร์มตัวอย่าง ที่เพาะขยายพันธุ์ได้

ด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำรัสให้ทำการเลี้ยงชะมดเช็ดขึ้นในโครงการฟาร์มตัวอย่างตามราชดำริ บ้านดงเย็น วัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ชะมดเช็ดและเพื่อใช้ประโยชน์จาก “ไขชะมดเช็ด” สืบต่อไปในอนาคต “องค์การสวนสัตว์” เล็งเห็นว่าเป็นพระราชดำรัสที่มีนิมิตหมายอันสำคัญ จึงอาสารับผิดชอบหน้าที่ทางด้านงานวิจัยเกี่ยวกับการเพาะขยายพันธุ์ชะมดเช็ด เพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำผลิตภัณฑ์เครื่องหอม และได้ศึกษาวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จทางด้านการเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในวันนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ลึกลงไปคือ “สร้างอาชีพให้ราษฎรที่มีฐานะยากจนได้มีงานทำ” นั่นเอง

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ได้ร่วมกับ คุณสหัส บุญมาวิวัฒน์ ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวังฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ได้สำรวจคัดเลือกพื้นที่บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าธาร บ้านดงเย็น หมู่ที่ 15 ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ บนเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 300 ไร่ และให้จัดตั้งโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ บ้านดงเย็น ขึ้น

ชะมดเช็ด คือสัตว์ป่าชนิดล่าสุดที่นำเข้ามาวิจัยและทดลองเลี้ยง เหตุผลที่เลือกพื้นที่ป่าท่าธารบ้านดงเย็น เนื่องจากมีความเหมาะสมด้านภูมิประเทศที่เป็นสภาพป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่เงียบสงบ คนไม่พลุกพล่าน สภาพอากาศในพื้นที่โครงการส่วนใหญ่ร้อนและแห้งแล้ง อุณหภูมิต่ำสุด ประมาณ 11 องศาเซลเซียส และสูงสุดอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส

โครงการในขั้นเริ่มแรก

ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นช่วงที่กระแสความต้องการ “ชะมดเช็ด” มีอยู่มาก ดังนั้น การเพาะเลี้ยงและการขยายพันธุ์ของโครงการเพื่อให้เป็นต้นแบบหรือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับท่านที่สนใจต้องการเรียนรู้ และสามารถนำไปปฏิบัติด้วยตนเองอย่างถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่สำนักอนุรักษ์ วิจัย และการศึกษา ให้ความสำคัญ

สำนักอนุรักษ์ วิจัย และการศึกษา ซึ่งมี คุณสุเมธ กมลนรนารถ เป็นผู้อำนวยการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีพันธกิจหลักอยู่ 4 ประการ คือ อนุรักษ์ วิจัย ให้การศึกษา ให้ความรู้พักผ่อนหย่อนใจและนันทนาการกับประชาชน ส่วนพันธกิจที่รับผิดชอบตรงในการอนุรักษ์ วิจัย ให้การศึกษา เป็นหน้าที่ของ น.สพ.ดร. บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พร้อมทีมงานที่รับผิดชอบโครงการงานวิจัยและอนุรักษ์สัตว์ป่า อีกทั้งยังทำหน้าที่ประสานงานกับอุทยานสวนสัตว์ทั่วประเทศ ในการขอความร่วมมืออนุเคราะห์สัตว์ป่าหายากมาวิจัยจนได้ผล

ล่าสุด…ได้รับผิดชอบ “โครงการเลี้ยงชะมดเช็ดตามพระราชดำริบ้านดงเย็น” ซึ่งได้รับงบประมาณจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อ ปี 2550 และเริ่มลงมือทำอย่างจริงจัง เมื่อปี 2551 โดยเข้าไปขอใช้พื้นที่ในโครงการฟาร์มตัวอย่าง ตามพระราชดำริบ้านดงเย็น ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

เริ่มแรกในโครงการได้นำสายพันธุ์มาจากสวนสัตว์หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสวนสัตว์ที่โคราช สงขลา เขาเขียว และเขาดิน รวมพ่อแม่พันธุ์ที่นำมาทดลองในครั้งนั้น 8 คู่ ภายใต้งบประมาณ 700,000 บาท มีระยะเวลาในการดำเนินงาน 1 ปี แต่ติดปัญหาความพร้อมการเบิกจ่าย ทำให้เหลือระยะเวลาทำงานจริงเพียง 8 เดือน

“แรกเริ่มการบันทึกข้อมูลอาจจะติดปัญหาอยู่ที่ความใหม่ของชะมดเช็ด ต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้แก่เขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ทางด้านการกินอาหาร การปรับตัวให้เข้ากับเพศตรงข้ามที่มาในแต่ละที่ และกับคนเลี้ยงโดยนักศึกษาที่ทำหน้าที่ดูแลและเก็บข้อมูล จนกระทั่งชะมดเช็ดมีสัญชาตญาณกับตัวเองว่าปลอดภัยที่สุด ซึ่งจะสังเกตได้จากลักษณะที่ชะมดไม่เครียด เมื่อร่างกายมีความพร้อม ชะมดเช็ดก็จะเริ่มเข้าสู่การเป็นสัด ตัวผู้จะเริ่มผลิตสเปิร์ม ตัวเมียก็จะผลิตไข่ จากการทดลองปีแรกผสมพันธุ์ได้เพียง 1 คู่ จนกระทั่งวันนี้สามารถผสมพันธุ์ได้แล้วทุกตัว”

คุณหมอบริพัตร กล่าวถึงอุปสรรคในการนำเข้ามาทดลองเลี้ยงในครั้งแรกว่า ในระยะแรกมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง จึงต้องให้เวลาในการปรับตัวของชะมดเช็ดพอสมควร ที่สำคัญชะมดเช็ดเป็นสัตว์ที่ออกหากินในช่วงเวลากลางคืน ดังนั้น การพัฒนาชีวิตของเขาจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและค่อยเป็นค่อยไป

ก่อนเลี้ยงต้องรู้ว่า ชะมดเช็ด คืออะไร

ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย ดังนั้น หากถามว่า พื้นที่ใดเหมาะสมต่อการเลี้ยงชะมดเช็ดมากที่สุด คุณหมอบริพัตร กล่าวว่า สภาพพื้นที่และภูมิอากาศประเทศไทยเหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงชะมดเช็ดทั่วทุกภาค และฟาร์มที่เลี้ยงมากที่สุดในประเทศ คือ “ฟาร์มป้าน้อย” ที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ต้องยอมรับว่าเป็นฟาร์มที่มีประสบการณ์ด้านการเลี้ยงได้เป็นอย่างดี แต่ข้อเสียอยู่ที่ ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ แม้ว่าจะเลี้ยงมานานถึง 7 ปี ก็ตาม ซึ่งภาพรวมเชิงลึกอาจวิเคราะห์ได้ว่า อนาคตชะมดเช็ดอาจสูญพันธุ์ได้

ดังนั้น การเลี้ยงชะมดเช็ดให้ได้ผลนั้น ควรทำความเข้าใจลักษณะความเป็นอยู่ให้ถ่องแท้ ต้องเข้าใจภาพโดยรวมว่า ชะมดเช็ด คืออะไร ซึ่งคุณหมอบริพัตรให้ความเห็นว่า ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่ปราดเปรียว มีอิสระในตัวเองสูง จึงทำให้ลักษณะการใช้ชีวิตของชะมดเช็ดมีความระแวดระวังตัวเองสูงขึ้น อีกทั้งลักษณะกลิ่นตัวยังเหม็นมาก อาจส่งผลให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้บางรายเข้าใกล้ไม่ได้ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลี้ยงควรศึกษาให้ครบทุกด้านเสียก่อน

“ช่วงเวลาที่ตั้งท้องจนคลอดลูก ชะมดเช็ดจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดโดยการหารังอยู่อย่างมิดชิด ดังนั้น คนเลี้ยงต้องทำโพรงให้อย่างน้อย 2 โพรง เพื่อความปลอดภัยของชะมดเช็ดและลูก ไม่เช่นนั้นชะมดเช็ดจะไม่ผลิตฮอร์โมนเพื่อผสมพันธุ์ และจะไม่ทำการผสมพันธุ์ ท้ายที่สุดก็จะไม่ให้ลูก หรือถ้าคลอดออกมาแล้วเห็นว่ามีอันตรายชะมดเช็ดอาจฆ่าหรือกินลูกตัวเอง โดยเฉพาะชะมดเช็ดเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณของนักล่าอยู่แล้ว จึงมีความระมัดระวังตัวมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น”

สร้างกรงให้

โดยลอกเลียนแบบธรรมชาติ

ชะมดเช็ดในฐานะที่เป็นสัตว์ป่า จะนำวิธีการเลี้ยงแบบตามอำเภอใจไม่ได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ หาความเหมาะสมต่อการดำรงอยู่ตามธรรมชาติให้ได้ ควรทดลองเลี้ยงพร้อมกับสังเกตพฤติกรรมและผลที่จะได้ เช่น การสร้างกรงเลี้ยงที่ทำขึ้นให้มีขนาดใหญ่กว่าลำตัวเพียง 1×1 เมตร ในความเป็นจริงสัตว์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่หากสร้างกรงให้ใหญ่กว่านั้นเชื่อว่าชะมดเช็ดก็ให้ไขได้มากกว่ากรงเล็ก เพราะชะมดเช็ดมีสัญชาตญาณว่าตัวเองปลอดภัยจึงไม่ก่อให้เกิดความเครียดตามมา ส่งผลทำให้ไขที่ได้เป็นไปตามธรรมชาติมากขึ้น

“สิ่งที่ต้องสังเกตคือ เมื่อทำกรงเพาะพันธุ์ ขนาด 1×1 เมตร ชะมดเช็ด ยังคงวิ่งวน เกาตัวเอง กัดหางจนขนร่วง ตะกุยกรงจนเล็บขาด นั่นก็แสดงว่าเกิดความเครียดและรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แต่ถ้าจะเพิ่มขนาดขึ้นเป็น 2×2 เมตร ลักษณะดังกล่าวดีขึ้น ก็ถือว่าทำถูกต้อง แต่ถ้าจะให้ดีมากไปกว่านั้นลองเพิ่มขนาดกรง ให้เป็น 3×6 เมตร ลักษณะลุกลี้ลุกลน เดินวน แสดงให้เห็นถึงความกลัวไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย นั่นแสดงว่าเป็นการสร้างกรงอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าขนาดกรงใหญ่จะเป็นความต้องการของชะมดเช็ดทุกตัว บางตัวอาจจะอยู่ได้โดยไม่เครียดภายในกรง ขนาด 1×1 หรือ 2×2 เมตร ก็ได้ ซึ่งต้องเข้าใจและสังเกตให้ดี”

จากการศึกษาและเก็บข้อมูลของคุณหมอบริพัตร ได้บทสรุปขนาดกรงสำหรับการเพาะขยายพันธุ์ชะมดเช็ด 1 คู่ พบว่า ขนาดกรงควรอยู่ที่ 3x6x3 เมตร

โรงเลี้ยงเพื่อการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ 

สำหรับวิธีการสร้างคอกชะมดเช็ด คุณหมอบริพัตร ได้ให้รายละเอียดว่า ควรมีส่วนประกอบภายในคอกหรือกรงที่ลอกเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ หรือกอไผ่ เพื่อให้เกิดร่มเงา ภายในกรงควรสร้างโพรงขึ้น 2 โพรง ซึ่งทำด้วยปูนซีเมนต์ ผนังอาจปะด้วยหิน ให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ความลึกภายในโพรงไม่เกิน 1 ฟุต จากนั้นควรนำท่อนไม้ใจกลางกลวงที่ตายแล้วมาวางไว้ในบริเวณคอกและทำบ่อน้ำไว้ให้ พร้อมกับนำหญ้าหรือฟางมากองไว้ เพื่อให้ชะมดเช็ดคาบไปใช้รองเป็นที่นอนในช่วงคลอดลูก

นอกจากนี้ อาจจะปลูกต้นตะไคร้ โหระพาและหญ้าไว้ให้กินในเวลาที่ชะมดเช็ดต้องการ การสร้างคอกอาจจะก่ออิฐขึ้นมา 1-2 ก้อน ต่อด้วยลวดตาข่ายขึงจนรอบ ระยะความสูงอยู่ที่ประมาณ 3 เมตร ส่วนหลังคามุงด้วยกระเบื้องเพื่อกันแดดและฝนครึ่งหนึ่ง และเปิดโล่งครึ่งหนึ่ง ประตูทางเข้าทำเป็น 2 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ชะมดเช็ดกระโดดสวนออกมาได้ ระยะห่างในแต่ละคอก ประมาณ 4 เมตร และต้องมีทิศทางลมโกรกพอสมควร

โรงเลี้ยงเพื่อเก็บไข ควรอยู่ที่ ขนาด 4x12x3 เมตร (กว้างxยาวxสูง) มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง ส่วนกรงเลี้ยงทำด้วยไม้ระแนง ขนาด 80x80x60 เซนติเมตร มีประตูยกเลื่อน เปิด-ปิด, ขึ้น-ลง เพื่อให้อาหาร มีภาชนะใส่น้ำบรรจุไว้ 1 ที่ ตรงกลางกรงมี “ไม้โมก” เสียบไว้เพื่อให้ชะมดเช็ดไขที่สามารถดึงออกมาได้ 1 อัน กรงเลี้ยงแบ่งเป็น 2 แถว ตามความยาวของโรงเลี้ยง ทิ้งระยะห่างระหว่างกรง ประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้กัดกัน พร้อมทั้งแยกเพศออกจากกันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ควรสร้างกรงหลบซ่อนไว้ให้ภายในกรงอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการให้ไขมากขึ้น เนื่องจากกล่องหลบซ่อนจะทำให้ชะมดเช็ดไม่เครียด

ส่วนกรงเดี่ยว ขนาด 80x80x60 เซนติเมตร จะทำขึ้นในช่วงที่ชะมดเช็ดหย่านมหรือโตจนสามารถแยกออกมาจากแม่ได้แล้วเท่านั้น จากการเก็บตัวเลขผลผลิตไขที่ได้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอุทยานฯ ห้วยทราย และฟาร์มของป้าน้อยจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่นัก โดยให้ไขอยู่ที่ประมาณ 0.3-0.6 กรัม/ตัว/วัน

เลือกคู่ ให้ดูว่าเข้ากันได้…

ผสมพันธุ์บางคู่ ให้ลูกถึง 9 ตัว/ปี

การเลี้ยงชะมดเช็ดในโครงการครั้งแรกจะนำตัวผู้ใส่กรงมาวางไว้ใกล้ๆ กับกรงตัวเมีย เพื่อสร้างความคุ้นเคยพร้อมทั้งสังเกตด้วยการแอบดูว่าเข้ากันได้หรือไม่ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับซึ่งกันและกันก็ปล่อยให้เข้าหากันได้นานๆ หลังจากนั้น ก็เก็บข้อมูลว่าตัวเมียท้องหรือไม่ ถ้ายังไม่ตั้งท้อง ต้องเข้าไปดูรายละเอียดว่าทั้งตัวผู้และตัวเมียมีความสมบูรณ์พันธุ์มากน้อยแค่ไหน เช่น ตัวผู้มีน้ำเชื้อแข็งแรงดีหรือไม่ หรือตัวเมียรังไข่ไม่ทำงาน หรือท่อรังไข่ตันหรือไม่ ช่วงที่ผ่านมาจากการดูประวัติการให้ลูกทั้งตัวผู้และตัวเมียจะไม่ค่อยมีปัญหามากมายนัก

ต้องยอมรับว่า ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก และไม่จัดอยู่ในหมวดของสัตว์สังคมที่รวมกลุ่มกันออกหากินเป็นฝูง โดยเฉพาะการผสมพันธุ์ที่มีรอบการเป็นสัดกว่า 20 วัน หากเป็นตัวที่ไม่ได้เลือกหรือเข้ากันไม่ได้ จะทำร้ายโดยการกัดกันจนตาย แต่ถ้าตัวผู้ตัวใดที่โดนเลือก ตัวเมียจะยินยอมโดยดุษณี ให้ความปรานีโดยการผสมพันธุ์และอยู่ร่วมกัน ประมาณ 1 เดือนเศษ เพื่อรอการกลับสัดอีกรอบหนึ่ง หลังจากที่ได้ลูกแล้ว ตัวเมียจะไม่ยอมให้ตัวผู้เข้าใกล้โดยเด็ดขาด เพราะกลัวว่าตัวผู้จะกินลูกตัวเอง หรือในกรณีที่ตัวผู้และตัวเมียอยู่ร่วมกัน โดยไม่หวาดระแวงหรือไม่เครียดจนเกินไป ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งครอบครัวระหว่างพ่อแม่และลูก ซึ่งจะเห็นได้ที่ “สถานีการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย” อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ป่า ตัวเมียจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว อุ้มท้องด้วยความรักและหวงแหนต่อไปตามลำพังประมาณ 80 วัน จนถึงกำหนดวันคลอดลูก พร้อมทั้งประคบประหงมให้นมลูกอยู่ในโพรง หลังจากนั้น ประมาณ 1 สัปดาห์ แม่จะพาลูกออกมาเดินเล่นนอกโพรง จนลูกสามารถกินอาหารได้ในช่วงอายุ 45 วัน ขณะเดียวกันลูกก็จะเรียนรู้การหากินจากแม่ไปด้วย จนอายุได้ 90 วัน ซึ่งเป็นวัยที่เจริญเติบโตอย่างเต็มที่ อีกทั้งมีพัฒนาการที่เร็วจนสามารถเลี้ยงตัวเองได้ จึงแยกออกจากแม่ไปในที่สุด

“ที่นำมาเลี้ยงไว้ 8 ตัว มีแม่ชะมดเช็ดตัวหนึ่งสามารถให้ลูกได้ 3 ครอก/ปี ครอกหนึ่งให้ลูก 3 ตัว ปีหนึ่งเขาให้ลูกได้ 9 ตัว ซึ่งถือว่าให้ลูกมากพอสมควร แต่ถ้าจะให้ดีปีหนึ่งให้ลูกเพียง 2 ครอก หรือ 4-6 ตัว ก็น่าจะพอแล้ว เพราะจะทำให้แม่ไม่โทรมจนเกินไป หรือถ้าจะให้ได้ลูกมากกว่า 9 ตัว ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของแม่ ขณะนี้โครงการสามารถผลิตลูกได้ทั้งหมดกว่า 30 ตัว ซึ่งเป็นลูก รุ่นที่ 1 (F1) ต่อไปก็กำลังทำอยู่ใน รุ่นที่ 2 (F2) นอกจากนี้ กำลังทดลองเลี้ยงอีเห็น เพื่อที่จะนำเข้าไปเลี้ยงในไร่กาแฟอีกส่วนหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ชะมดเช็ด หรือสัตว์ป่าโดยทั่วไปจะมีลักษณะพิเศษ คือ คนที่เลี้ยงได้คลุกคลีกับชะมดเช็ดอยู่ตลอด สิ่งหนึ่งที่สัตว์ป่าเกิดความคุ้นเคย คือ กลิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อเกิดแห่งความคุ้นเคย แต่ถ้าเมื่อใดที่เปลี่ยนคนเลี้ยง ชะมดเช็ดจะมีปฏิกิริยาเปลี่ยนไป หรือตกใจกลัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้น คนที่จะเลี้ยงสัตว์ป่าได้สำเร็จ ต้องเป็นคนที่มีความใจเย็น และเข้าใจสัตว์ป่าได้เป็นอย่างดี

ควรมีการจัดการ

ทางด้านโภชนาการอย่างถูกต้อง

เป็นที่ทราบกันดีว่า ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่ชอบหากินบนพื้นดินในเวลากลางคืน อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ถือว่าเป็นของโปรดและกินผลไม้บ้างเป็นบางครั้ง ส่วนอีเห็นจะนิยมกินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ ชอบหากินบนต้นไม้ อาหารประเภทเนื้อสัตว์จึงรองลงมา ดังนั้น การให้อาหารต้องดูที่ความเหมาะสมว่าควรให้อย่างไร เช่น การให้เนื้อ ไม่ควรให้เฉพาะเนื้ออย่างเดียว ควรผสมกระดูก ขน และหนัง ปนเข้าไปด้วย เพื่อให้เป็นลักษณะการกินแบบลอกเลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด

ทางด้านโภชนาการ ในอนาคต คุณหมอบริพัตร ให้มุมมองว่า พัฒนาทางด้านอาหารสำเร็จรูปชะมดเช็ดเป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นสูตรอาหารชะมดเช็ดไข สูตรอาหารชะมดตั้งท้องหรือเลี้ยงลูก โดยสามารถคิดค้นพัฒนามาจากลักษณะอาหารการกินของชะมดเช็ดตามธรรมชาติ พร้อมกันนั้นต้องเติมธาตุอาหารสัตว์ที่เป็นประโยชน์เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม แมกนีเซียม และคาร์โบไฮเดรต เมื่อชะมดเช็ดกินเข้าไปสามารถสร้างความสมบูรณ์ให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็ส่งผลทำให้ไขที่ออกมามีคุณภาพดีอีกด้วย

ทางด้านการให้อาหาร ที่โครงการได้จัดไว้ให้นั้น คุณหมอบริพัตร ได้ให้รายละเอียดว่า จะให้อาหาร 1 ช่วง คือ ช่วงเวลา 17.00-18.00 น. โดยให้ข้าวสวยผสมโครงไก่ต้มสุกสับละเอียด และให้อาหารเสริม ดังนี้

วันจันทร์และวันพฤหัสบดี ให้ไข่ไก่ หรือไข่นกกระทาผสมกับนมแพะและอาหารแมวสำเร็จรูป

วันอังคาร วันศุกร์ และวันอาทิตย์ ให้เนื้อหมู เนื้อแดง ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม หรือเนื้อไก่ ปีก และขนไก่

วันพุธ และวันเสาร์ ให้กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ อาหารแมวสำเร็จรูป และปลาไหล

สำหรับปริมาณในการให้ ขึ้นอยู่ว่าในแต่ละวันชะมดเช็ดกินหมดหรือไม่ ถ้ากินหมดก็เพิ่มปริมาณเข้าไป ถ้ากินเหลือก็ให้ลดจำนวนลง นอกจากนี้ ยังให้อาหารเสริมสมุนไพรจำพวก ตะไคร้หอม ใบโหระพา หรือแม้กระทั่งการให้ไส้เดือน กิ้งก่า จิ้งจก และแมลงต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการให้ตามธรรมชาติที่ชะมดเช็ดต้องการ อย่างไรก็ตาม การให้อาหารสดที่คนเลี้ยงต้องระมัดระวังคือ โรคหัด ที่เป็นเช่นเดียวกับแมวและพยาธิที่มากับอาหารเนื้อสด ดังนั้น ต้องเรียนรู้วิธีการให้ยาและการดูแลเรื่องหมัดหรือเห็บที่มากับชะมดเช็ดไปด้วย สำหรับการเลี้ยงในโครงการมีโปรแกรมดูแลรักษาทุกๆ 3-6 เดือน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าโรคหรือพยาธิที่เกิดขึ้นกับสัตว์กินเนื้อมีอะไรบ้าง

ภาวะทางด้านการตลาดไขชะมดเช็ด

ทางด้านราคาไขชะมดเช็ด ณ ปัจจุบัน หากเทียบกับราคาสัตว์เศรษฐกิจโดยทั่วไป จะมีมูลค่าแตกต่างกัน ปริมาณสินค้าและความต้องการสินค้าจะกำหนดในตัวมันเอง ทางด้านราคาไขชะมดเช็ดทราบว่าอยู่ในวงเงินหลักแสนบาทต่อกิโลกรัม ดูแล้วจะเห็นว่าเป็นวงเงินที่มากมาย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นควรไปดูงบประมาณต้นทุนค่าใชัจ่ายก่อนว่าคุ้มกันหรือไม่ การเลี้ยงในโครงการใช้งบประมาณในการลงทุน 50 บาท/ตัว/วัน ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากโครงการพระราชดำริ ทางด้านอาหารจากฟาร์มแพะ ฟาร์มไก่ และฟาร์มกวาง

สำหรับหน่วยงานราชการอาจจะมีส่วนร่วมทางด้านการจัดงานแสดงสินค้าและประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักในทวีปเอเชีย อเมริกา และยุโรป เพื่อประกาศให้ทราบว่าเรามีสินค้า พร้อมทั้งหาคนซื้อที่แท้จริง ปริมาณความต้องการภายในประเทศทั้งหมด ปริมาณที่ทั่วโลกต้องการ เมื่อทราบตัวเลขความต้องการทั้งหมด ประกอบกับประเทศไทยผลิตไขชะมดเช็ดได้มากที่สุด อีกทั้งยังแบ่งออกเป็นเกรดและกำหนดคุณภาพออกมาให้ได้มาตรฐาน ดังนั้น ถ้าทำได้ดังที่ คุณหมอบริพัตร กล่าวมา เชื่อว่าอนาคตชะมดเช็ดของประเทศไทยคงไปได้ไกลอย่างแน่นอน

และนั่นคือ ภาพโดยรวมทางด้านงานวิจัยชะมดเช็ด ซึ่งคุณหมอบริพัตรและทีมงานของสำนักงานทุกคนภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือด้านการเลี้ยงชะมดเช็ดที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรไทย

“เช่นเดียวกับชะมดเช็ดที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีโอกาสเราก็พร้อมที่จะเปิดเป็นตัวอย่างการเลี้ยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับท่านที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ หรือถ้ามีโอกาสร่วมกับเอกชนสร้างเป็นฟาร์มสาธิตก็ได้ ส่วนทางด้านการผลิตขายตัวชะมดเช็ดได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายเปิดให้ว่าองค์กรเราทำหรือไม่ ถ้าเปิดให้ สวนสัตว์ก็จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิต ส่วนกรมอุทยานฯ จะทำหน้าที่จำหน่ายจ่ายแจกให้กับประชาชนที่สนใจ ส่วนสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ก็เป็นฝ่ายประสานงานทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับชะมดเช็ดอยู่แล้ว โดยมีเป้าหมายและขจัดปัญหาที่มีอยู่ข้างหน้าให้หมดสิ้นไป”

น.สพ.ดร. บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมกับหวังไว้ว่า ชะมดเช็ด จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่และยั่งยืนของประเทศไทยอีกชนิดหนึ่งได้อย่างแน่นอน สำหรับท่านที่สนใจ ติดต่อไปได้ที่ “โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ บ้านดงเย็น” หมู่ที่ 15 ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ หรือท่านสามารถขอคำแนะนำได้ที่ น.สพ.ดร. บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ โทร. (089) 893-1352

หากต้องการรายละเอียดเรื่องชะมดเช็ดเพิ่มเติม โปรดหาซื้อหนังสือ “ครบเครื่องชะมดเช็ด สัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่” จำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือ สั่งซื้อได้ที่ โทร. (02) 950-9837, (086) 318-5789

 

“ทองคำ” แร่ธรรมชาติที่มีชีวิตและจิตวิญญาณ ในสังคมโลกธุรกิจ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

ภูมิปัญญาท้องถิ่น 

ดร. บุญยงค์ เกศเทศ โทร. (081) 872-7400

“ทองคำ” แร่ธรรมชาติที่มีชีวิตและจิตวิญญาณ ในสังคมโลกธุรกิจ

ปัจจุบันแร่ทองคำกำลังมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ใครๆ ก็อยากมีทองคำไว้ในครอบครอง ทั้งทองแท่ง และทองรูปพรรณที่มีลวดลายหลากหลายรูปแบบตามฝีมือของช่างทองไทยที่สืบสานมรดกศิลปกรรมมาจากบรรพชน

ทองคำที่ใช้เป็นเครื่องประดับแต่ละชิ้น มีสีสันวิจิตรบรรจงแตกต่างกันไปตามความนิยมชมชอบของแต่ละกลุ่มเผ่าชน เป็นต้นว่า ชาวภารต ชอบทองที่มีส่วนผสมของทองแดงมาก สำหรับสาวๆ แต่ละราย เตรียมไปหมั้นหมายหนุ่มรูปงามในดวงใจไว้ครอบครอง แต่สำหรับคนไทยชอบทองที่มีสีสันสุกปลั่ง มีเปอร์เซ็นต์ของเนื้อทองคำมาก มักเรียกกันติดปากว่า “ทองเนื้อเก้า”

ทองเนื้อเก้าเป็นทองบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื้อจะสุกปลั่ง มีสีเหลืองอมแดง เป็นทองธรรมชาติ บางครั้งเรียกว่า “ทองชมพูนุท” หรือ “ทองเนื้อแท้”

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเหรียญทองกษาปณ์ ไว้ด้วย โดยกำหนดค่าและชื่อของทองคำแต่ละชนิดไว้

ทองทศ มีค่าเท่ากับ 1 ใน 10 ของชั่ง หรือเท่ากับ 8 บาท (1 ชั่ง เท่ากับ 8 บาท)

ทองพิศ มีค่าเท่ากับ 1 ใน 20 ของชั่ง หรือเท่ากับ 4 บาท

ทองพัดสดึงส์ มีค่าเท่ากับ 1 ใน 32 ของชั่ง หรือเท่ากับ 2.50 บาท

“ทองคำ” ยังมีชื่อเรียกย่อยไปอีกหลายลักษณะตามชนิดและประเภทของทอง และอัตราความแตกต่างของส่วนผสม เป็นต้นว่า

กะไหล่ทอง เรียก เศษทองคำที่เหลือจากการตกแต่งทองรูปพรรณ ที่ยังมีเปอร์เซ็นต์ของทองผสมกับโลหะชนิดอื่นอยู่ด้วย เช่น ทองแดง เงิน แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ทองปะปนอยู่น้อยก็ตาม

คร่ำทอง เป็นลักษณะการฝังลวดลายด้วยเนื้อทองลงในโลหะ เพื่อเน้นความเด่น โดยวิธีฝังทองไปบนลายเส้นตามลวดลายที่ออกแบบไว้ ทั้งเป็นแบบลอยนูนออกมาเป็นบางส่วน หรือฝังลงไปเสมอเนื้อพื้นของตัวเรือนโลหะนั้นๆ เป็นกระบวนวิธีที่ประณีตวิจิตรบรรจง

ถมทอง เป็นวิธีทำลวดลายที่ขูดขีด หรือเซาะร่องลงบนผิวภาชนะที่ทำจากทองให้เด่นเป็นรูปร่องรอยลึก ลงไปบนพื้นผิวรอบนอกของภาชนะแต่ละชิ้น จากนั้นจึงถมด้วยน้ำยาสีดำลงในร่องรอยที่ขูดไว้ตามผิวภาชนะเหล่านั้นให้เต็ม

ทองกะไหล่ เป็นกระบวนการละลายทองด้วยปรอทให้เป็นของเหลว แล้วเทลงบนโลหะอื่นที่นิยมมักเป็นภาชนะเงิน จากนั้นก็ใช้ความร้อนไล่ปรอทออกไป ทองก็จะติดตรึงอยู่บนโลหะนั้น เป็นวิธีเดียวกันกับการทำถมทอง ซึ่งเรียกว่า “ตะทอง”

ในความเป็นจริงแล้ว ทองคำ เป็นเพียงแร่ธาตุชนิดหนึ่งเหมือนกับแร่ธาตุชนิดอื่นๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่มนุษย์เราไปกำหนดมูลค่าขึ้นมาภายหลัง

ในบ้านเมืองเราแร่ทองคำเข้ามามีบทบาทมากในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีปรากฏในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม เมื่อนางวันทองให้ทองบางสะพานกับพลายงาม ความตอนนั้นมีว่า

จึงเย็บไถ้ใส่ขนมกับส้มลิ้ม ทั้งแช่อิ่มจันอับลูกพลับหวาน

แหวนราคาห้าชั่งทองบางตะพาน ล้วนต้องการเย็บใส่ในไถ้น้อย

ต่อมามีการขุดค้นพบทองคำในแหล่งโบราณคดีหลายแห่ง นอกจากที่บางสะพาน เช่น ที่บริเวณเมืองโบราณศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองโบราณดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นต้น

ผู้คนที่นับถือพุทธศาสนานิยมนำทองคำมาหล่อเป็นรูปเคารพทางศาสนา ตลอดจนประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับต่างๆ ประเภท แหวน ลูกปัด ต่างหู สร้อยข้อมือ สร้อยคอ เป็นต้น

โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ขุดค้นพบแหล่งแร่ทองคำที่เมืองกบินทร์บุรี มณฑลปราจีนบุรี ที่ตำบลบางสะพาน เมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่เมืองรามัน ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดยะลา ที่ตำบลปงรูซา เมืองระแงะ ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดนราธิวาส และที่อำเภอโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส

เมื่อครั้งค้นพบแหล่งแร่ทองคำที่เมืองกบินทร์บุรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) ไปทำบ่อทองที่เมืองกบินทร์บุรี พร้อมกับสร้างโรงเครื่องจักรที่เมืองปราจีนบุรี ทางราชการได้เข้าไปดำเนินการเหมืองทองคำอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้น มีเอกชนเข้าไปสัมปทานเข้ามาสำรวจและทำเหมืองแร่ แต่มิได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะพิจารณาดูปริมาณแร่ทองคำในพื้นที่ มีไม่มากพอที่จะดำเนินการลงทุนอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) เจ้าเมืองปราจีนบุรี และเป็นผู้ดูแลบ่อทองของรัฐบาลที่เมืองกบินทร์บุรีถูกจับกุม และถูกประหารชีวิตที่เมืองปราจีนบุรี เมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ พ.ศ. 2422 ด้วยข้อหายักยอกทองคำของหลวง

เห็นได้ว่า ทองคำ มีอำนาจถึงกับฉุดคร่าชีวิตผู้คนที่หลงใหลในมูลค่ามาตั้งแต่อดีตกาล แม้ปัจจุบันก็ยังได้พบเห็นข่าวคราวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ที่ผู้คนลุ่มหลงจนขาดสติ ในแร่ธาตุมหัศจรรย์นี้ ถึงกับยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อจะครอบครองเป็นเจ้าของ คงต้องใช้สติสัมปชัญญะตักเตือนด้วยความไม่โง่เขลาเบาปัญญาว่า

“ทองคำก็เป็นเพียงแร่ธาตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เหมือนแร่ธาตุชนิดอื่นๆ ทำนองเดียวกับเหล็ก ทองแดง ก้อนกรวด หิน ดิน ทราย เท่านั้นเอง อย่าไปลุ่มหลงกันนักเลย”