ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

“ขอนแก่น 80″ ทางเลือกใหม่ มะละกอบริโภคสุก

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05014011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

บันทึกไว้เป็นเกียรติ 

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ขอนแก่น 80″ ทางเลือกใหม่ มะละกอบริโภคสุก

มะละกอ จัดเป็นผลไม้ยอดนิยมชนิดหนึ่งของคนทั่วโลก สามารถขึ้นได้ดีในเขตร้อนและกึ่งร้อน รวมทั้งประเทศไทยที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม สามารถปลูกมะละกอคุณภาพดีส่งไปขายต่างประเทศได้ แต่ปริมาณการส่งออกในปัจจุบันไม่มากนัก ส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ ใช้บริโภคภายในประเทศ แต่ในอนาคตมะละกอน่าจะเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจได้ การปลูกมะละกอของไทยที่ผ่านมาประสบปัญหาการระบาดของโรคจุดวงแหวนเช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบัน ประเทศไทยยังขาดแคลนมะละกอพันธุ์ดีเพื่อการบริโภคสุกและทนทานต่อโรคจุดวงแหวน

มะละกอพันธุ์ “ขอนแก่น 80″ ได้จากการปรับปรุงพันธุ์มะละกอ 2 สายพันธุ์ คือ ฟลอริด้า ทอเลอแรนท์ (เป็นมะละกอที่มีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่คนละต้น มีผลขนาดเล็กกลม น้ำหนัก 400-700 กรัม เมื่อสุกมีสีเหลืองส้ม ผลสุกเก็บเกี่ยวได้ภายใน 5-6 เดือน มีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวนดีมาก) และพันธุ์แขกดำ (เป็นมะละกอที่ปลูกแพร่หลายในประเทศไทย คนไทยคุ้นเคยนิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก เป็นพันธุ์ที่มีทั้งต้นที่เป็นเพศผู้ต้นเพศเมีย และต้นสมบูรณ์เพศ (กะเทย) โดยต้นกะเทยให้ผลยาวเรียว เป็นผลขนาดกลาง 1-1.3 กิโลกรัม ผลดิบเนื้อแน่น กรอบ ผลสุกมีเนื้อสีแดงส้ม)

ลักษณะเด่นมะละกอ “ขอนแก่น 80″ 

มีการเจริญเติบโตทั่วไปดีและสม่ำเสมอ ดอกแรกบานเมื่ออายุ 74 วัน และติดผลแรกเมื่ออายุ 81 วัน ความสูงของต้นเมื่ออายุ 7 เดือน เฉลี่ย 132 เซนติเมตร ผลแรกเริ่มสุก เมื่ออายุ 7 เดือน หลังย้ายปลูก (ซึ่งมะละกอสายพันธุ์อื่นจะให้ผลผลิตเมื่ออายุ 9-10 เดือน) มีรูปร่างผลสม่ำเสมอเป็นรูปรี ส่วนหัวเล็กก้นป่อง น้ำหนักผลเฉลี่ย 700 กรัม โดยประมาณ ผลสุกเนื้อสีแดงส้ม รสชาติหวาน หอม อร่อยมาก และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ความหวานเฉลี่ย 13-14 องศาบริกซ์ ผลผลิตเท่ากับ 6,000 กิโลกรัม/ไร่ หรือ 6 ตัน/ไร่ มีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวนดี คือ แสดงอาการเหลืองด่างที่ใบ แต่ไม่มีอาการที่ผล

นอกจากนี้ ผลมีผิวเป็นมัน เปลือกหนา จึงทนทานต่อการขนส่งได้ดี เนื้อแน่น และหลังการเก็บเกี่ยวสุกช้ากว่าพันธุ์แขกดำและแขกดำท่าพระ ผลมีขนาดเล็ก เหมาะที่จะผ่าและใช้ช้อนตักรับประทาน เป็นผลไม้ที่มีรสชาติดีมาก มีศักยภาพที่จะเป็นพันธุ์แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าทางเลือกหนึ่งได้

จากการทดสอบ พบว่า สายพันธุ์ขอนแก่น 80 มีคุณภาพดีเด่นกว่าพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ในกรณีของการบริโภคสุก จะว่าไปแล้วมะละกอ “ขอนแก่น 80″ เมื่อบริโภคสุก มีรสชาติหวาน หอม และอร่อยกว่าพันธุ์เรดมาราดอลด้วยซ้ำไป ปัจจุบันทั้งคนไทยและต่างประเทศนิยมรับประทานมะละกอสุกผลเล็ก เนื้อสีแดงหนา มะละกอสายพันธุ์ ขอนแก่น 80 ที่มีความดีเด่นในด้านความหวานและขนาดของผลที่เล็กกว่า อาจใช้เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับบริโภคสุก สมควรใช้เป็นพันธุ์แนะนำแก่เกษตรกรปลูกเป็นการค้าขายในประเทศและเพื่อการส่งออกในอนาคต

การเลือกพื้นที่ปลูก

มะละกอพันธุ์ “ขอนแก่น 80″ ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ที่เหมาะสมควรเป็นดินร่วนปนทรายหรือร่วนปนเหนียวที่มีการระบายน้ำดี ต้นมะละกอไม่ชอบน้ำขัง จะทำให้โคนต้นเน่าตายได้ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลมแรง การทำสวนขนาดใหญ่ควรปลูกไม้กันลมไว้ เช่น ไผ่ กล้วยหิน มะละกอจะเจริญเติบโตได้ดีถ้าได้รับแสงแดดเต็มที่ จึงไม่ควรปลูกถี่หรือชิดเกินไป ในการเตรียมดินและการปลูก ไถพื้นที่เพื่อปราบวัชพืช 2 ครั้ง ครั้งแรกไถกลบ ครั้งที่ 2 ไถพรวนย่อยดินให้ร่วน โดยทั่วไปใช้ระยะ 2.5×2.5 เมตร ขุดหลุมสี่เหลี่ยม ผสมดินปากหลุมกับปุ๋ยคอกประมาณครึ่งปี๊บ ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 20 กรัม/หลุม ไม่ควรปลูกลึก จะทำให้รากเน่า ปลูกหลุมละ 2-3 ต้น เมื่อมะละกอแสดงเพศแล้วจึงถอนแยกทีหลัง ให้เหลือต้นกะเทยไว้ หลุมละ 1 ต้น

การเตรียมต้นกล้า

เพาะเมล็ดลงในถุงโดยตรง โดยเตรียมดินผสมให้ร่วนซุย อัตราส่วน ดิน 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน และขี้เถ้าแกลบ 1 ส่วน หยอดเมล็ดมะละกอ ถุงละ 3 เมล็ด ลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน เมล็ดจะงอกหลังเพาะประมาณ 10-14 วัน ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น แมนโคเซบและสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เช่น เซฟวิน-85 เมื่อต้นกล้าเริ่มงอก และหลังจากนั้นทุก 10 วัน จนอายุได้ 45-60 วัน จึงย้ายลงปลูก ในระหว่างนี้อาจเร่งการเจริญเติบโตโดยใช้ปุ๋ยทางใบ สูตร 21-21-21 อัตรา 2 ช้อนแกง/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกสัปดาห์ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการเพาะต้นกล้าคือเดือนมกราคม ย้ายปลูกในเดือนมีนาคม สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับรับประทานสุกได้ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

การให้ปุ๋ยและน้ำ

ในช่วงปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำ 2-3 วัน/ครั้ง ในช่วงติดผล มะละกอต้องการใช้น้ำมาก หากขาดน้ำจะทำให้ดอกร่วง ผลไม่สมบูรณ์ การให้น้ำจะทำให้มะละกอมีผลผลิตสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ดินหรือสภาพทั่วไปของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์หลังปลูก 3-4 ครั้ง/ปี ครั้งละ 1 ปี๊บ/ต้น ส่วนปุ๋ยเคมี ใช้สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กรัม/ต้น หลังย้ายปลูก 1 เดือน และใส่ทุกเดือน เดือนที่ 3 เพิ่มเป็นอัตรา 100 กรัม/ต้น ทุกเดือน เมื่อมะละกอเริ่มติดผล ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 100 กรัม ผสมกับปุ๋ยยูเรีย 50 กรัม/ต้น โดยอาจจะใช้สลับกับปุ๋ย สูตร 8-24-24 เพื่อเพิ่มคุณภาพและความหวาน การใส่ปุ๋ย หว่านห่างจากโคนต้น แล้วใช้ดินกลบ อย่าใส่ปุ๋ยกลบโคนต้น

นอกจากนี้ ควรให้ปุ๋ยทางใบเสริม ได้แก่ ปุ๋ยสูตร 21-21-21 ชนิดที่มีธาตุอาหารรอง ฉีดพ่นทุก 2 สัปดาห์ อัตรา 5 ช้อนแกง/น้ำ 20 ลิตร ในฤดูแล้งต้องหมั่นให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้ดินแห้ง ส่วนในฤดูฝนถ้าเห็นว่าฝนทิ้งช่วงก็ต้องมีการให้น้ำช่วยเสริม แต่ถ้าฝนตกหนักจะต้องดูแลการระบายน้ำให้ดี ไม่ควรให้น้ำท่วมขังโคนต้น หรือร่องน้ำ ต้องรีบสูบน้ำออกโดยทันที ซึ่งมะละกอเป็นพืชที่ไม่ทนต่อน้ำท่วม

การติดดอกออกผล

หลังจากมะละกอออกดอก ให้เลือกเฉพาะต้นกะเทย หรือต้นสมบูรณ์ไว้ หลุมละ 1 ต้น ลักษณะเพศของมะละกอ มีดังนี้ ต้นตัวผู้ มีแต่ดอกตัวผู้ล้วนๆ ต้นชนิดนี้ไม่ติดผลหรือติดแต่เป็นผลเล็ก เรียก มะละกอสาย ซึ่งแทบไม่พบเลยในแปลงปลูก ต้นตัวเมีย มีดอกตัวเมียล้วนๆ ลักษณะอวบใหญ่ มีกลีบดอก 5 กลีบ แยกกันเห็นได้ชัดเจน ตั้งแต่โคนกลีบ ปลายรังไข่มีที่รองรับละอองเกสร เป็นแฉกเล็กๆ 5 แฉก ไม่มีเกสรตัวผู้ ก้านดอกสั้น ให้ผลที่มีรูปร่างกลมใหญ่ ข้างในกลวง ซึ่งพบเพียง 2-3 ต้น ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ ที่ จังหวัดพิจิตร ต้นสมบูรณ์เพศ หรือต้นกะเทย อาจมีทั้งดอกตัวผู้และดอกสมบูรณ์เพศในต้นเดียวกัน ดอกสมบูรณ์เพศมีหลายชนิด ที่ต้องการของท้องตลาดคือ ชนิดที่มีผลยาว ลักษณะมีเกสรตัวเมียยาว และมีกลีบดอกหุ้มอยู่โคนกลีบดอกติดกันตลอด ตอนปลายแยกกัน เกสรตัวผู้มี 10 ชุด เชื่อมติดอยู่กับโคนด้านในของกลีบดอก ให้ผลยาวรีรูปทรงกระบอก ข้างในกลวงเล็กน้อย เนื้อหนากว่าผลที่เกิดจากดอกตัวเมีย

การกำจัดวัชพืช

การดายหญ้าด้วยจอบจะต้องมีความระมัดระวัง อย่าให้คมจอบถากถูกรากมะละกอขาด เพราะจะทำให้โรคเข้าทำลายได้ โดยการใช้ฟางคลุมโคนต้นและหมั่นเติมฟางอยู่เสมอ จะช่วยลดวัชพืชไม่ให้ขึ้นและรักษาความชื้นในดินได้ดี

การเก็บเกี่ยว

เริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 7-8 เดือน ปกตินิยมเก็บเกี่ยวเมื่อต้นอายุได้ประมาณ ปีครึ่งถึง 2 ปี แล้วปลูกใหม่เนื่องจากต้นจะสูงขึ้น ผลเล็กลง และผลผลิตก็ลดลงเช่นกัน การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรหรือมีดตัดขั้วผลให้ติดต้น ไม่ควรบิดผลมะละกอ จะทำให้ขั้วช้ำ และเชื้อราเข้าทำลาย ทำให้ต้นเน่าเสียหายได้ ผลที่ใช้รับประทานสุกควรเก็บเมื่อผิวมีสีส้ม หรือเหลือง ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผิว

แนวทางการป้องกันกำจัดโรคไวรัสจุดวงแหวน

ตัดทำลายมะละกอต้นเก่าที่มีอายุเกิน 2 ปี หรือต้นที่เป็นโรครุนแรงทิ้งให้หมดจากพื้นที่นั้น แล้วทิ้งพื้นที่ให้ว่างประมาณ 3 เดือน ก่อนที่จะปลูกมะละกอชุดใหม่, ตัดทำลายมะละกอที่แสดงอาการเป็นโรคใบด่างทิ้งทันทีที่สังเกตเห็น, ในพื้นที่ระบบชลประทานหรือดินมีความชื้นพอจะปลูกมะละกอในช่วงปลายฝน หรือช่วงแล้ง ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนมีนาคม การระบาดของโรคจะน้อย พืชจะเจริญเติบโตและให้ดอกผลในช่วงฤดูร้อน ถึงฤดูฝน ซึ่งเวลานั้นหากจะมีโรคระบาด มะละกอที่ปลูกก็ต้นโตและสามารถให้ผลผลิตได้บ้างแล้ว, ดูแลและบำรุงต้นมะละกอให้ดี จะทำให้ต้นแข็งแรง ให้ลูกเร็ว สามารถลดการทำลายของโรคลงได้ มะละกอเป็นพืชที่ตอบสนองต่อปุ๋ยดีมาก ดังนั้น การบำรุงด้วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์จึงได้ผลคุ้มค่า ผลดก และรสชาติดี, ไม่ควรปลูกมะละกอไว้นานเกิน 2 ปี เพราะผลผลิตมะละกอจะสูงสุดใน 2 ปีแรกเท่านั้น

นอกจากนี้ มะละกอ ต้นแก่ยังเป็นแหล่งสะสมโรค ทำให้โรคแพร่ระบาดไปยังต้นปลูกใหม่ได้, ใช้มะละกอพันธุ์ทนทานโรค เช่น พันธุ์ “ขอนแก่น 80″ (ลูกผสมระหว่าง พันธุ์แขกดำ และพันธุ์ฟลอริด้า ทอเลอแรนท์) ที่ผสมขึ้นโดย สำนักงานเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

การป้องกันกำจัดโรคที่สำคัญ

โรครากและโคนเน่า เกิดได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของมะละกอ ในระยะกล้าเกิดอาการเน่าคอดิน กล้ามะละกอที่เป็นโรค จะเกิดอาการใบเหลือง รากเน่า ต้นมักจะแห้งพับตรงโคน และเหี่ยวตายอย่างรวดเร็ว สำหรับต้นที่โตแล้วจะแสดงอาการโคนเน่า เป็นสีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะฉ่ำน้ำ ต่อมารากจะเน่า ใบเหลือง และร่วง ทำให้ต้นตายไปภายใน 2-3 วัน ระบาดมากในช่วงที่ฝนตกชุก

การป้องกันกำจัด ควรเลือกพื้นที่ปลูกที่มีการระบายน้ำดี ไม่มีน้ำท่วมขัง ระหว่างการดูแลรักษา พยายามอย่าให้โคนต้นมะละกอเป็นแผล และอย่าพูนโคนต้น ป้องกันการเกิดโรคก่อน โดยการคลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยสารเคมีคลุกเมล็ดพันธุ์ MBC+แมนโคเซบ หลังจากกล้างอก 1-2 สัปดาห์ พ่นด้วยเมตาแลกซิล 20-40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร เมื่อฝนตกชุกและมีการระบาดของโรคควรราดโคนต้นทุกๆ 7-15 วัน/ครั้ง

โรคแอนแทรกโนส มักเกิดแผลเริ่มแรกที่ก้นผล เมื่อผลเริ่มสุกมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล เป็นแอ่งยุบลงไปในเนื้อเยื่อ ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ขึ้น และจะเน่าทั้งผล เชื้อราสามารถเข้าทำลายใบอ่อนของมะละกอ ทำให้เกิดจุดกลมสีน้ำตาลเข้ม และทำให้เกิดโรคที่ก้านใบได้ การป้องกันกำจัด ใช้สารเมเจอร์เบน (เบนโนมิล) อัตรา 6 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ผสมกับน้ำอุ่น 55 องศาเซลเซียส และแช่ผลมะละกอในสารละลายนี้ 3-5 นาที ในแปลงปลูก ใช้สารเมเจอร์เบน (เบนโนมิล) อัตรา 6-12 กรัม/น้ำ 20 ลิตร พ่น 10-15 วัน/ครั้ง เมื่อมะละกอเริ่มติดผล

พบกับผลมะละกอยักษ์ “เรดแคลิเบียน” ได้ ในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2011″ วันที่ 23-27 พฤศจิกายน 2554 ชั้น 4 MCC HALL เดอะมอลล์ บางแค ที่บู๊ธของ “ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร” หรือ โทร. (081) 886-7398 และ (089) 433-1580 

เมล็ดพันธุ์ “มะละกอขอนแก่น 80″ มีแจกฟรี พร้อมกับ หนังสือ “การผลิตมะละกอเงินล้าน” จำนวน 84 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจ เขียนจดหมาย สอดแสตมป์ 100 บาท (ระบุชื่อหนังสือและเมล็ดพันธุ์) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

ข้าวเหนียวสันป่าตอง และ พันธุ์น้ำรู ข้าวพันธุ์ดี กรมการข้าว

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เกษตรมหัศจรรย์ฯ ข้าวของพ่อวิถีแห่งพอเพียง

ธงชัย พุ่มพวง

ข้าวเหนียวสันป่าตอง และ พันธุ์น้ำรู ข้าวพันธุ์ดี กรมการข้าว

หลายท่านคงเคยได้ยินชื่อเสียงของข้าวเหนียวสันป่าตองมานานแล้ว เพราะเป็นข้าวเหนียวสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีคุณภาพของการหุงต้มดีมาก เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมานานแล้ว ต่อมาได้รับการผสมพันธุ์จนได้พันธุ์ข้าวอีกหลายสายพันธุ์ ในขณะเดียวกันยังมีข้าวสายพันธุ์หนึ่งที่ทำชื่อเสียงให้แก่กรมการข้าว ปลูกได้ดีบนพื้นที่สูง อากาศหนาว คือ พันธุ์น้ำรู

สถานีทดลองข้าวสันป่าตอง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2495 เดิมเป็นหน่วยราชการสังกัดกองบำรุงพันธุ์ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อมาได้มีการปรับโครงสร้างส่วนราชการ ย้ายมาสังกัดสถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร ปัจจุบันได้ปรับโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ กรมการข้าว โดยมี คุณสถาพร กาญจนพันธ์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์คนปัจจุบัน

ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ หรือ สถานีทดลองข้าวสันป่าตองในอดีต ตั้งอยู่ระหว่างหมู่ที่ 3 บ้านสันคะยอม ตำบลมะขามหลวง และหมู่ที่ 5 บ้านไร่ ตำบลทุ่งต้อม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ มีบทบาทหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์หลัก ข้าวพันธุ์ขยาย และข้าวพันธุ์จำหน่าย รวมถึงธัญพืชเมืองหนาวที่มีอยู่ในท้องถิ่นและศึกษาวิจัยส่งเสริมพันธุ์ข้าวที่สามารถปลูกได้ดีในพื้นที่สูง ผลการศึกษาวิจัยทำให้ได้สายพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมสำหรับปลูกได้ดีในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวเหนียวสันป่าตอง ข้าวเหนียวสันป่าตอง 1 ข้าวหลวงสันป่าตอง ข้าวเจ้าลีซอสันป่าตอง ฯลฯ สายพันธุ์ข้าวที่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมและยังเป็นที่นิยมบริโภคคือ ข้าวเหนียวสันป่าตอง

ความเป็นมา ข้าวเหนียวสันป่าตอง เกิดจากการกลายพันธุ์ของพันธุ์ข้าวเจ้าเหลืองใหญ่ 10 เมื่อประมาณปี 2498 สถานีทดลองสันป่าตองได้พบว่า พันธุ์ข้าวเจ้าเหลืองใหญ่ที่เกษตรกรปลูกอยู่นั้น มีลักษณะของข้าวเหนียวปะปนอยู่

คุณมณี เชื้อวิโรจน์ นักวิชาการเกษตรของสถานีในขณะนั้น ได้คัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียวออกจากพันธุ์ข้าวเจ้าเดิม แล้วนำไปปลูกศึกษาพันธุ์แบบรวงต่อแถว ใช้เวลานาน 7 ปี ข้าวเหนียวที่ศึกษานั้นมีลักษณะที่ดีหลายประการ สายพันธุ์คงที่ไม่กลายพันธุ์ เป็นข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ยประมาณ 520 กิโลกรัม ต่อไร่ ข้าวเปลือก 1,000 เมล็ด น้ำหนักประมาณ 29.6 กรัม ข้าวนึ่งอ่อนนุ่ม ต้านทานต่อโรคใบจุดสีน้ำตาล ทนต่อสภาพดินเค็ม ด้วยคุณสมบัติที่ดีหลายประการนี้เอง คณะกรรมการข้าวจึงได้พิจารณามีมติให้เป็นข้าวพันธุ์ส่งเสริมและขยายพันธุ์ได้ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2505 และตั้งชื่อว่า ข้าวเหนียวสันป่าตอง

ข้าวเหนียวสันป่าตอง เป็นข้าวที่มีลำต้นสูงประมาณ 150 เซนติเมตร ทรงกอแผ่ ปล้องสีเหลืองอ่อน กาบใบและใบสีเขียว มีขนบนใบ ใบแก่ช้าปานกลาง มุมของยอดแผ่นใบตก ข้อต่อระหว่างใบและกาบใบสีเขียวอ่อน ลิ้นใบมีลักษณะแหลม สีขาว หูใบสีเขียวอ่อน ปลายยอดดอกและกลีบรองดอกสีฟาง ยอดเกสรตัวเมียสีขาว ใบธงหักลง รวงยาวและแน่นปานกลาง ระแง้ค่อนข้างถี่ คอรวงยาว ก้านรวงอ่อน เมล็ดข้าวเปลือกสีน้ำตาล ยอดเมล็ดสีฟาง มีขนที่เปลือกเมล็ด ข้าวกล้องรูปร่างยาวเรียว ยาว 7.2 มิลลิเมตร กว้าง 2.3 มิลลิเมตร หนา 1.8 มิลลิเมตร ข้าวสุกอ่อนนุ่มหอม ระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 5 สัปดาห์

พันธุ์น้ำรู สายพันธุ์ข้าวที่น่าสนใจอีกพันธุ์หนึ่งที่ทำชื่อเสียงให้แก่กรมการข้าว ได้ศึกษาวิจัยที่ศูนย์วิจัยข้าวพะเยา นำไปทดสอบในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่สูงและมีการปลูกข้าวแบบขั้นบันได คือ พันธุ์น้ำรู ได้จากการรวบรวมสายพันธุ์ข้าวจากชาวไทยภูเขาเผ่าลีซอ ที่บ้านน้ำรู ดอยสามหมื่น อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดย คุณวิฑูรย์ ขันธิกุล ปลูกศึกษาเปรียบเทียบผลผลิตที่สถานีทดลองข้าวไร่และธัญพืชเมืองหนาว อำเภอสะเมิง และสถานีทดลองเกษตรที่สูงในภาคเหนือ คณะกรรมการวิจัยและพัฒนา กรมวิชาการเกษตร ได้รับรองสายพันธุ์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2530

ข้าวน้ำรู เป็นข้าวไร่ ข้าวเจ้า ลำต้นสูง 141 เซนติเมตร ไวต่อช่วงแสงอย่างอ่อน อายุการเก็บเกี่ยวเมื่อปลูกในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,100-1,250 เมตร จะเก็บเกี่ยวได้ประมาณกลางเดือนตุลาคม หากปลูกในพื้นที่สูงกว่านี้ การออกดอกจะช้าลง แต่ถ้าพื้นที่ต่ำกว่านี้จะออกดอกเร็วขึ้น สภาพพื้นที่ที่แนะนำให้ปลูกได้ดีและเหมาะสมคือ 1,000-1,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ลักษณะประจำพันธุ์น้ำรู คือ ลำต้นตรงและแข็ง ไม่ล้มง่าย แตกกอดี ทรงต้นค่อนข้างแน่น ใบยาว แผ่นใบกว้างตรง มีขนเล็กน้อย กาบใบสีเขียว ระแง้ถี่ คอรวงยาว เมล็ดร่วงปานกลาง ส่วนใหญ่ไม่มีหาง เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง ระยะพักตัวของเมล็ด ประมาณ 1 สัปดาห์ คุณภาพข้าวสุก ร่วน นุ่ม ผลผลิตประมาณ 247 กิโลกรัม ต่อไร่ สามารถปรับตัวได้ดีในพื้นที่อากาศหนาวเย็นและพื้นที่สูงมากๆ ต้านทานโรคเมล็ดด่างในธรรมชาติ ค่อนข้างต้านทานโรคไหม้ ข้อควรระวังคือ ไม่ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ใบสีส้ม โรคใบหงิก โรคเขียวเตี้ย โรคหูด ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคเน่าคอรวง

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ ที่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ โทร. (053) 311-334-5 และพบกับข้าวเหนียวสายพันธุ์ดั้งเดิม “สันป่าตอง” และข้าวพันธุ์น้ำรู ได้ในงานเกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2011 ที่ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางแค ระหว่าง วันที่ 23-27 พฤศจิกายน 2554 นี้ แล้วพบกัน

ชมฐานเรียนรู้ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร. ทองเลียน บัวจูม ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วย ดร. บัวเรียม มณีวรรณ์ อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์ฯ คุณเผ่าพงษ์ ปูระณะพงศ์ ผู้ปฏิบัติงานวิทยาศาสตร์ และ คุณโยธิน นันตา นักวิทยาศาสตร์ ให้การต้อนรับและเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่สมาคมชาวศึกษาสงเคราะห์และการศึกษาพิเศษ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมฐานเรียนรู้การผลิตอาหารสัตว์จากผลพลอยได้/เศษเหลือทางการเกษตร ของคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนั้น ได้เข้าเยี่ยมชมฐานเรียนรู้การเลี้ยงไก่พื้นเมืองครบวงจร โดยมี ผศ. ดร. ประภากร ธาราฉาย อาจารย์ประจำคณะสัตวศาสตร์ฯ และ คุณครรชิต ชมภูพันธ์ นักวิชาการสัตวบาล เป็นวิทยากรให้ความรู้ ณ ฐานเรียนรู้ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อเร็วๆ นี้

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

เล็บนก-เฉี้ยง “2 ข้าวพันธุ์” พัทลุง ยิ่งใหญ่

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05025011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เกษตรมหัศจรรย์ฯ 

อัสวิน ภักฆวรรณ

เล็บนก-เฉี้ยง “2 ข้าวพันธุ์” พัทลุง ยิ่งใหญ่

ข้าวเล็บนก เป็นข้าวที่ได้จากการรวบรวมพันธุ์ 307 พันธุ์ จาก 104 อำเภอ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ ในปี 2527 โดยพันธุ์เล็บนกที่เก็บมาจากตำบลชะรัด อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง มี คุณสุชาติ อ่อนเรือง เป็นผู้เก็บรวบรวมไว้ โดย คุณละม้าย เศรษฐสุข เป็นเจ้าของนา และได้ดำเนินการพัฒนาพันธุ์โดยสถานีทดลองข้าวปัตตานี และศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง จนเป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาจนถึงขณะนี้/b>

คุณสำเริง แซ่ตัน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง บอกว่า ข้าวพันธุ์เล็บนก (PTNC 84210) ที่ชาวนานิยมปลูกกันมาก มีมากที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 146,856 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 15 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดของจังหวัด รองลงมาคือ จังหวัดพัทลุง มีพื้นที่ปลูกประมาณ 207,536 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 45 ของพื้นที่ปลูกทั้งจังหวัด รองลงมาอีกจังหวัด คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ปลูกประมาณ 30,672 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 8 ของพื้นที่ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการปลูกในจังหวัดกระบี่ จำนวน 3,567 ไร่ และสตูล จำนวน 192 ไร่

โดยสรุปแล้วรวมพื้นที่ปลูกข้าวเล็บนกในภาคใต้ มีประมาณ 388,031 ไร่ เท่ากับ ร้อยละ 13 ในพื้นที่ปลูกข้าวภาคใต้ทั้งหมดที่มีอยู่จำนวนกว่า 2.9 กว่าล้านไร่

“ข้าวพันธุ์เล็บนก มีผลผลิตเฉลี่ย 476 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนราคาที่โรงสีท้องถิ่นรับซื้อกัน ราคาอยู่ที่ระหว่าง 9,500-10,000 บาท โดยกลุ่มโรงสีรับไม่จำกัดจำนวน และจะรับซื้อสูงกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ หลังจากนำมาสีเป็นข้าวสารขายในพื้นที่แล้ว บางส่วนจะนำไปขายให้กับตลาดต่างจังหวัดด้วย เพราะเป็นข้าวที่มีคุณภาพ เมื่อหุงเป็นข้าวสุกจะอ่อน นุ่มนวล เป็นที่นิยมของผู้บริโภคและตลาดมีความต้องการมาก”

ข้าวเล็บนก เป็นข้าวที่มีรสชาติดี และมีคุณภาพการหุงต้มเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เป็นพันธุ์ข้าวที่ผลิตภายในท้องถิ่นภาคใต้ โดยเป็นการเพิ่มรายได้ที่ดีของเกษตรกร โดยในจังหวัดพัทลุง ปลูกทั้ง 11 อำเภอ แต่ที่ปลูกมากคือ อำเภอกงหรา มีพื้นที่ปลูกมากถึง 11 หมู่บ้าน

ลักษณะประจำพันธุ์ของข้าวพันธุ์เล็บนก เป็นข้าวเจ้า ประเภทไวต่อแสง มีอายุการเก็บเกี่ยวในเดือนกุมภาพันธ์ รวงยาวจับกันแน่น ระแง้ถี่ คอรวงยาว มีความสูงประมาณ 170 เซนติเมตร ข้าวพันธุ์เล็บนกให้ผลผลิตค่อนข้างสูง เมื่อปลูกในสภาพนาเป็นลุ่มน้ำที่แห้งช้า ปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมของภาคใต้ตอนกลาง บริเวณพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง

สำหรับข้อจำกัดของพันธุ์ข้าวที่ต้องระมัดระวัง คือ ไม่ต้านทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง เช่นเดียวกับพันธุ์นางพญา 132 และไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่เป็นนาดอน เนื่องจากเป็นข้าวหนัก

อีกพันธุ์ข้าวที่ขึ้นชื่อลือชาของภาคใต้คือ ข้าวพันธุ์เฉี้ยงพัทลุง เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค และเป็นที่ต้องการของตลาดกับโรงสีมาก โดยเฉพาะในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา นับตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมา ปัจจุบัน ข้าวพันธุ์เฉี้ยง เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและผู้บริโภค เช่น จังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา สตูล และนราธิวาส

“ข้าวเฉี้ยง เป็นพันธุ์หนึ่งที่มีความสามารถในการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมได้ดี และปลูกได้ในหลายท้องที่ทุกจังหวัดในภาคใต้ อายุในการเก็บเกี่ยวปานกลาง ปลูกได้ในพื้นที่ที่มีชลประทาน และที่อาศัยน้ำฝน”

ข้าวพันธุ์เฉี้ยง ปลูกมากที่สุดในพื้นที่จังหวัดพัทลุง และสงขลา โดยพัทลุงมีพื้นที่ปลูก จำนวน 94,707 ไร่ และสงขลาปลูกจำนวน 54,591 ไร่ ส่วนราคาข้าวนั้นทางโรงสีจะรับซื้อในราคาสูงกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ อยู่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

ความเป็นมาของข้าวพันธุ์เฉี้ยงมีประวัติว่า คุณเฉี้ยง ทองเรือง อายุ 70 ปี ซึ่งเป็นเกษตรกรอำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง แต่เดิมนั้นคุณเฉี้ยงมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา คุณเฉี้ยงได้ขอข้าวพันธุ์นี้จากเพื่อนบ้านชาวมุสลิมที่บ้านบางม่วง ตำบลฝาละมี อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง และนำไปปลูกที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เป็นครั้งแรก เมื่อปี 2517 เพื่อแก้ปัญหาความแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงปลายฤดูในขณะนั้น

เดิมมีชื่อเรียกหลายชื่อด้วยกัน เช่น ขาวกาหวินเปอร์วิต ขาวมาเล บางแก้ว เป็นต้น กระทั่งในที่สุดเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกแพร่หลายในเวลาต่อมามาก พร้อมทั้งเรียกชื่อข้าวพันธุ์นี้ว่า เฉี้ยง ตามชื่อผู้นำมาปลูกเป็นคนแรก

ในการรับรองพันธุ์นั้น คณะกรรมการวิจัยและพัฒนากรมวิชาการเกษตร ได้มีมติให้เป็นพันธุ์แนะนำ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2537 โดยให้ชื่อว่า เฉี้ยงพัทลุง

ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นข้าวเจ้านาสวน มีส่วนสูงประมาณ 150 เซนติเมตร ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมกราคม มีใบสีเขียว ใบธงแผ่เป็นแนวนอน คอรวงยาว รวงยาวปานกลาง ระแง้ค่อนข้างถี่ เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง โดยมีระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 1 สัปดาห์ ให้ผลผลิตประมาณ 470 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนเมล็ดข้าวกล้อง กว้างxยาวxหนา = 2.1×6.7×1.6 มิลลิเมตร มีท้องไข่ปานกลาง ปริมาณอะมิโลส 27 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์เฉี้ยงนั้น มีอายุเบา โดยจะให้ผลผลิตค่อนข้างสูง และสม่ำเสมอ อีกทั้งยังสามารถปรับตัวได้ดีทั้งในพื้นที่ที่เป็นนาดอนและนาลุ่ม มีความเหมาะสมกับพื้นที่ทุกจังหวัดในภาคใต้ ทั้งที่เป็นน้ำชลประทานและน้ำฝน มีการปลูกกันมากในจังหวัดพัทลุง และนครศรีธรรมราช

คุณภาพการสีดี และคุณภาพการหุงต้มดีทั้งข้าวเก่าและข้าวใหม่ ข้าวใหม่สามารถสีบริโภคได้ทันที สำหรับคุณภาพข้าวสุกแล้ว ร่วนแข็งและหอม แต่สิ่งสำคัญมีข้อควรระวังคือ ไม่ต้านทานต่อโรคไหม้ และค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง

คุณสำเริง กล่าวว่า ทั้งข้าวพันธุ์เล็บนก และข้าวพันธุ์เฉี้ยง เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก เกษตรกรเองก็ได้ราคาดีจากพันธุ์ข้าวทั้ง 2 พันธุ์ ด้วย

ราคาข้าวพันธุ์เล็บนก ประมาณ 11,000 บาท/ตัน ข้าวพันธุ์เฉี้ยง 8,000 บาท/ตัน ส่วนราคาปลีกข้าวสารพันธุ์เล็บนก 30-35 บาท/กิโลกรัม ส่วนข้าวพันธุ์เฉี้ยง ราคา 28-30 บาท/กิโลกรัม

ด้าน คุณจักรกฤษณ์ สามัคคี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเรียนรู้เกษตร อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง บอกว่า ทั้งข้าวพันธุ์เล็บนก และข้าวพันธุ์เฉี้ยง เป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมมาก และนิยมปลูกในพื้นที่จังหวัดพัทลุงมาก ส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกไว้รับประทานเอง เพราะรสชาติอร่อย นุ่ม หอม ราคาขายดี โดยเฉพาะข้าวพันธุ์เฉี้ยง เป็นพันธุ์ข้าวที่บรรดาผู้ประกอบการทำขนมประเภทต่างๆ ต้องการมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ผลิตขนมจีนจำหน่าย ทำให้จำนวนการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนข้าวพันธุ์เล็บนกจะเน้นหนักไปทางตลาดผู้บริโภค

“พัทลุงมีพันธุ์ข้าว 3 พันธุ์ สังข์หยด เล็บนก และพันธุ์เฉี้ยง ข้าวพันธุ์เหล่านี้สร้างชื่อเสียงเอาไว้มาก” หากสนใจข้าวพันธุ์เล็บนก หรือข้าวพันธุ์เฉี้ยง ติดต่อ คุณสำเริง แซ่ตัน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง จังหวัดพัทลุง โทร. (089) 876-1037

ทั้งข้าวพันธุ์เฉี้ยง พันธุ์เล็บนก รวมถึงข้าวพันธุ์สังข์หยด ข้าวพันธุ์ดีของเมืองพัทลุง หาชมและชิมได้ที่ งานเกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2011 ณ ชั้น 4 เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางแค ระหว่าง วันที่ 23-27 พฤศจิกายน 2554 นี้

แม่โจ้ แสดงมุทิตาจิตผู้เกษียณอายุราชการ ปี 54

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดงานแสดงมุทิตาจิตแก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2554 ซึ่งในปีนี้มีผู้เกษียณอายุราชการ จำนวน 11 ท่าน โอกาสนี้ ผศ. ดร. จำเนียร ยศราช อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานในพิธีกล่าวแสดงมุทิตาจิต พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและของที่ระลึกแก่ผู้เกษียณอายุราชการ โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร จากคณะ สำนักต่างๆ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมนานาชาติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

ข้าวก่ำดอยสะเก็ด ผลผลิตงานวิจัย มช. มีประโยชน์ต่อสุขภาพ หนุนเกษตรกรปลูก

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05029011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เกษตรมหัศจรรย์ฯ ข้าวของพ่อวิถีพอเพียง

ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ ทรงประโคน

ข้าวก่ำดอยสะเก็ด ผลผลิตงานวิจัย มช. มีประโยชน์ต่อสุขภาพ หนุนเกษตรกรปลูก

ข้าวเหนียวดำ หรือเรียกตามภาษาพื้นเมืองของภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือว่า “ข้าวก่ำ” เป็นการเรียกตามลักษณะสีของเมล็ดที่มีสีแดงเข้ม หรือ “แดงก่ำ” ซึ่งข้าวก่ำนั้นถือได้ว่ามีคุณค่าทางสมุนไพรหรือความเป็นยาของข้าวก่ำที่ชาวเหนือดั้งเดิมหรือชาวล้านนาได้คิดค้นปรากฏชัดเจนในวัฒนธรรมข้าวชาวเหนือ โดยเฉพาะในนวัตกรรมการเพาะปลูกในพิธีกรรมการเซ่นไหว้ การโภชนาการ การเสริมสวย และยารักษาโรค นับว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของโภชนศาสตร์เกษตรและเภสัชรักษาพื้นบ้านล้านนา โดยทางคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ก่ำดอยสะเก็ด ซึ่งได้รับใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรในการรับรองพันธุ์พืชขึ้นทะเบียน ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518

รศ.ดร.ดำเนิน กาละดี ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ คณะเกษตรศาสตร์ หน่วยวิจัยข้าวก่ำ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ข้าวพันธุ์ก่ำดอยสะเก็ด เป็นข้าวเหนียวที่มีประวัติการปรับปรุงพันธุ์ ในปี 2538 ได้รวบรวมพันธุ์ข้าวจาก คุณพินิจ คำยอดใจ อาชีพทำนา อยู่บ้านเลขที่ 31/1 บ้านสันปูเลย ตำบลสันปูเลย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์เหนียวสันป่าตอง และอีกพันธุ์เป็นข้าวเหนียวดำ เรียกว่า “ข้าวก่ำ”

จากนั้นได้เริ่มรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวก่ำพื้นเมืองของไทย ตั้งแต่ ปี 2539 ทำงานวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์เกษตรมาโดยตลอด และประสบผลสำเร็จ มีผลงานวิจัยเผยแพร่เป็นองค์ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์เกษตรเป็นที่น่าสนใจจนกระทั่งได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้จัดตั้งเป็น “หน่วยวิจัยข้าวก่ำ” หรือ Purple Rice Research Unit (PRRU) อยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันทางคณะวิจัยสามารถรวบรวมพันธุกรรมข้าวก่ำพื้นเมืองได้ 42 พันธุกรรม จากแหล่งปลูกข้าวทั่วประเทศไทย ทั้งในสภาพของข้าวนาดำ และข้าวไร่ โดยมีพันธุ์ข้าวปรับปรุงที่ได้รับการรับรองพันธุ์ตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 จากกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2548 จำนวน 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ข้าวก่ำดอยสะเก็ด และข้าวก่ำอมก๋อย

รศ.ดร. ดำเนิน กล่าวเพิ่มว่า สำหรับพันธุ์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวก่ำดอยสะเก็ด เนื่องจากมีสารที่เป็นประโยชน์ คือ แกมมาโอไรซานอลสูงกว่าข้าวขาวถึง 2-3 เท่า และยังมีสารสีที่พบในข้าวก่ำ คือ โปรแอนโทไซยานิน และสารแอนโทไซยานิน และมีวิตามินอี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในระดับที่สูง ซึ่งสารกลุ่มนี้มีสูงกว่าในข้าวทั่วไป งานวิจัยยังพบอีกว่าเมื่อแกมมาโอไรซานอลได้ทำงานร่วมกับแอนโทไซยานินจะมีคุณสมบัติที่โดดเด่น ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารชะลอความแก่ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคอ้วน ความดันโลหิต โรคหัวใจ และความจำเสื่อม จึงเหมาะแก่ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

สำหรับลักษณะพันธุ์ข้าวเหนียวดำ เป็นพืชล้มลุกวงศ์หญ้า เป็นข้าวเหนียว ตอบสนองต่อช่วงไวแสง ระบบรากแบบ Fibrous Root System ลักษณะการเจริญเติบโตทางลำต้น มีการแตกกอ เฉลี่ย 9 กอ ต่อต้น มีความสูงเฉลี่ย 141 เซนติเมตร สีของลำต้นเป็นสีม่วง มีปล้องสีม่วง ส่วนเขี้ยวใบก็เป็นสีม่วงเช่นกัน รูปร่างของใบเป็นแบบใบแคบ มีสีม่วงทั้งกาบใบและตัวใบ มีเส้นกลางใบเป็นสีม่วง ลักษณะช่อดอกเป็นแบบรวง ดอกเดี่ยว สมบูรณ์เพศ กลีบดอกรองมีสีม่วง และกลีบดอกมีสีม่วงเช่นกัน เกสรตัวผู้สีเหลือง เกสรตัวเมียสีม่วง

ลักษณะของเมล็ดมีเปลือกสีม่วง เยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วง เมล็ดเรียวยาว ขนาดเมล็ดกว้าง 0.33 เซนติเมตร ยาว 0.97 เซนติเมตร ส่วนจำนวนเมล็ดต่อรวงเฉลี่ย 120 เมล็ด อายุการออกดอก 86 วัน มีระยะเวลาการบานดอกจากกอแรกถึงการบาน 90 เปอร์เซ็นต์ นาน 15 วัน

นอกจากการวิจัยดังกล่าวแล้ว ยังได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้แพร่เฉลิมเกียรติ จังหวัดแพร่ ผลิตน้ำหมักจากข้าวก่ำ ส่วนด้านการส่งเสริมที่ได้รับทุนสนับสนุนต่อเนื่องจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยเกษตรกรที่ได้นำข้าวก่ำดอยสะเก็ดไปปลูกจำหน่ายเป็นสินค้าโอท็อป ที่ตำบลแหลมทอง อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ โดย คุณดุสิต กาชัย ที่ อำเภออุปเมย จังหวัดนครนายก โดย คุณยอดชาย แก้วเพ็ญศรี และที่ ตำบลหงษ์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา โดยกลุ่มเกษตรกร

ผู้สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยวิจัยข้าวก่ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร. (053) 944-045

เชิญไปชมและชิมได้ ในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2011″ วันที่ 23-27 พฤศจิกายน 2554 ณ ชั้น 4 เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางแค

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

รวม…เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2011 23-27 พฤศจิกายน 2554 ณ ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ บางแค

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เกษตรมหัศจรรย์ฯ ข้าวของพ่อวถีพอเพียง

รวม…เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2011 23-27 พฤศจิกายน 2554 ณ ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ บางแค

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และเครือมติชน ได้จัดงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเทคโนโลยีชาวบ้าน” มาแล้วถึง 2 ครั้ง ในปี 2552 และ ปี 2553 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้เข้าร่วมงานในครั้งแรกกว่า 150,000 คน และครั้งต่อมาเพิ่มจำนวนผู้ร่วมงานมากกว่าเดิมถึง 3 เท่าตัว เป็นผลให้ ปี 2554 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านต้องจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานอีกครั้งให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการให้ครบในทุกด้าน

ในปีนี้เป็นการจัดงาน ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่อ งาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2011″ ระหว่างวันที่ 23-27 พฤศจิกายน 2554 ที่ ชั้น 4 เอ็มซีซี ฮอลล์ ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ บางแค

งานเกษตรมหัศจรรย์ในครั้งนี้ รวบรวมความมหัศจรรย์ที่แปลกและมีคุณค่า โดยสิ่งที่นำมาเสนอ มีดังนี้

ไผ่ช้างเมืองน่าน

ไผ่ช้างเมืองน่าน หรือ ไผ่ยักษ์ เป็นพันธุ์ไผ่ที่มีขนาดใหญ่ พบมากในพื้นที่จังหวัดน่าน

ไผ่ช้างเมืองน่าน โตเร็วมาก ลำยาว เรียวตรงเนียน ไม่มีขน เนื้อไม้มีความหนา 1-3 เซนติเมตร ขนาดโตเต็มที่เส้นผ่านศูนย์กลาง 12-15 นิ้ว สูง 35-45 เมตร น้ำหนักต่อลำ 200-350 กิโลกรัม หน่อมีขนาดโตเต็มที่ 40-70 กิโลกรัม ลำไม้จำหน่ายได้ ในราคา 300-1,000 บาท ต่อลำ สามารถทำให้ออกหน่อนอกฤดูได้ตั้งแต่ปลายมกราคม เนื้อละเอียด เนียน หวาน กรอบ ใช้ทำอาหารอร่อยมาก

เนื่องจาก ไผ่ช้างเมืองน่าน มีเสี้ยนน้อยกว่า เนื้อไม้หนาปานกลาง จึงเหมาะสำหรับนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ พื้นปาร์เกต์ ทำเชื้อเพลิงชีวมวล ไม้ระแนง เสาไม้ไผ่ กระถางต้นไม้ เยื่อกระดาษ เป็นต้น

ข้าวลืมผัว

ข้าวลืมผัว มีต้นสูง ประมาณ 137 เซนติเมตร ออกดอกประมาณ วันที่ 15 กันยายน

จำนวนเมล็ดต่อรวง เฉลี่ย 130 เมล็ด เมล็ดค่อนข้างอ้วน น้ำหนักข้าวเปลือก 1,000 เมล็ด เฉลี่ย 37.9 กรัม

สถิติสูงสุดเมื่อปลูกในสภาพไร่และฟ้าอากาศเหมาะสม ได้ 490 กิโลกรัม ต่อไร่

เมื่อนำมาปลูกในพื้นราบ ผลผลิตที่ได้ 200-350 กิโลกรัม ต่อไร่ ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว

ข้าวลืมผัว มีสีเปลือกหุ้มเมล็ดเปลี่ยนไปตามระยะการเจริญเติบโตของเมล็ด เยื่อหุ้มเมล็ดเป็นสีม่วงดำ ที่เรียกว่า ข้าวเหนียวดำ หรือ ข้าวก่ำ เป็นข้าวเหนียวที่มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย เมื่อเคี้ยวจะรู้สึกมันและนุ่ม แบบหนุบๆ

การบริโภค ทำได้ทั้งแบบข้าวเหนียวนึ่ง รับประทานกับอาหาร ผสมข้าวต้ม ทำให้มีสีม่วงอ่อน สวยงาม ทำเป็นขนมแบบข้าวเหนียวเปียก ทำเป็นชาข้าวคั่วแบบเพิร์ล บาร์เลย์ หรือเครื่องดื่มทั้งแบบมีแอลกอฮอล์หรือปราศจากแอลกอฮอล์ จะมีสีคล้ายทับทิมสวยงาม

คุณค่าทางโภชนาการที่เด่นเป็นพิเศษ เมื่อวิเคราะห์ทันทีหลังเก็บเกี่ยวฤดูนาปี 2552 พบว่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ (แอนติออกซิแดนต์) โดยรวม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในปริมาณสูงถึง 833.77 มิลลิกรัม กรดแอสคอร์บิก ต่อ 100 กรัม

มีวิตามินอี (อัลฟา-โทโคฟีรอล) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดคอเลสเตอรอล ปริมาณ 16.83 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม

มีแกมมา-โอไรซานอล ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ตลอดจนการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปริมาณ 508.09 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม

มีกรดไขมัน ที่ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมอง และช่วยความจำ ได้แก่ โอเมก้า-3 อยู่ 33.94 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

มีโอเมก้า-6 ที่บรรเทาอาการขาดภาวะเอสโตรเจนของวัยทอง และช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สูงถึง 1,160.08 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม

มีโอเมก้า-9 ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน ไม่เป็นโรคหัวใจ โรคพาร์กินสัน และช่วยลดความอ้วน สูงถึง 1,146.41 มิลลิกรัม ต่อ 100 กิโลกรัม

มีแอนโทไซยานิน 46.56 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม โปรตีน 10.63 เปอร์เซ็นต์ ธาตุเหล็ก 84.18 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ส่วนแคลเซียม สังกะสี และแมงกานีส มีในปริมาณ 169.75, 23.60 และ 35.38 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ตามลำดับ

เป็นการวิเคราะห์ข้อมูล โดยบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด สาขาเชียงใหม่, สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี

ข้าวโพดครั่ง

ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมแฟนซีสีม่วง 111 เป็นนวัตกรรมใหม่จากมันสมองของนักวิจัยชาวไทย คือ คุณไพศาล หิรัญมาศสุวรรณ ผู้จัดการงานปรับปรุงพันธุ์พืช (ข้าวโพดฝักสด) ของ บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ผู้นำตลาดเมล็ดพันธุ์พืชไร่ ในเครือ ADVANTA ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เมือง Hyderabad ประเทศอินเดีย

การปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง ปลูกได้ 2 วิธี คือ ปลูกแบบแถวเดี่ยว ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร ปลูกหลุมละ 1 ต้น จำนวนต้นต่อไร่ประมาณ 7,000-8,500 ต้น จะใช้เมล็ดประมาณ 2-3 กิโลกรัม ต่อไร่

หรือ ปลูกแบบแถวคู่ มีการยกร่องสูง ระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร ปลูกเป็น 2 แถว ข้างร่องระยะห่างกัน 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร 1 ต้น ต่อหลุม จะมีจำนวนต้นประมาณ 7,000-8,500 ต้น ต่อไร่ และใช้เมล็ดประมาณ 2-3 กิโลกรัม ต่อไร่

ส่วนปุ๋ย แนะนำให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยรองพื้น สูตรปุ๋ย 15-15-15 หรือ 25-7-7 หรือ 16-16-8 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่พร้อมปลูกหรือใส่ขณะเตรียมดิน หากปลูกด้วยมือ ควรหยอดปุ๋ยที่ก้นหลุมแล้วกลบดินบางๆ ก่อนหยอดเมล็ด แต่ไม่ควรให้ปุ๋ยสัมผัสกับเมล็ดโดยตรง เพราะอาจทำให้เมล็ดเน่าได้

ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 1 บริษัทแนะนำให้เลือกใช้ปุ๋ย สูตร 46-0-0 (ยูเรีย) ใส่ อัตรา 25-30 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่เมื่อข้าวโพดมีอายุ 20-25 วัน หลังปลูก โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม หรือพูนโคนกลบปุ๋ย เพื่อกำจัดวัชพืชไปในตัว เมื่อข้าวโพดมีอายุ 40-45 วัน หลังปลูก ถ้าแสดงอาการเหลืองหรือไม่สมบูรณ์ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ โรยข้างต้นในขณะดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม

ระยะ 7 วันแรก หลังปลูก เป็นระยะที่ข้าวโพดกำลังงอก ถ้าข้าวโพดข้าวเหนียวขาดน้ำช่วงนี้จะทำให้การงอกไม่ดี จำนวนต้นต่อพื้นที่ก็จะน้อยลง จะทำให้ผลผลิตลดลงไปด้วย ระยะที่ขาดน้ำไม่ได้อีกช่วงหนึ่งคือ ระยะออกดอก การขาดน้ำในช่วงนี้จะมีผลทำให้การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่ดี ติดเมล็ดไม่เต็มถึงปลายหรือติดเมล็ดเป็นบางส่วน ฝักที่ได้จะขายได้ราคาต่ำ โดยปกติถ้าเป็นพื้นที่ที่สามารถให้น้ำได้ ควรให้น้ำทุก 3-5 วัน ขึ้นกับสภาพต้นข้าวโพดและสภาพอากาศ แต่ช่วงที่ควรให้น้ำถี่ขึ้นคือช่วงที่ข้าวโพดกำลังงอกและช่วงออกดอก

โดยปกติข้าวโพดข้าวเหนียวจะเก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุประมาณ 60-70 วัน หลังปลูก แต่ระยะที่เหมาะสมสำหรับการเก็บเกี่ยวที่สุด คือ ระยะ 18-20 วัน หลังข้าวโพดออกไหม 50% (ข้าวโพด 100 ต้น มีไหม 50 ต้น) แต่ถ้าปลูกในช่วงอากาศหนาวเย็นอายุการเก็บเกี่ยวอาจจะยืดออกไปอีก

ต๋าว หรือ มะต๋าว

ต๋าว เป็นไม้ป่าชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า อะเร็นกา พินนาตา (Arenga pinnata Merr) อยู่ในวงศ์ Palmae พวกเดียวกับมะพร้าว ต้นตาล หรือปาล์มต่างๆ ต้นต๋าวมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศอินเดีย

ต๋าว เป็นพืชดึกดำบรรพ์ตระกูลปาล์ม ลำต้นสูงตระหง่าน ใบเป็นแพกว้าง ให้ความชุ่มเย็น ออกลูกเป็นทะลายใหญ่ ในแต่ละผลมีเมล็ดใสๆ เรียงชิดกันอยู่ 3 เมล็ด ด้วยเหตุนี้ คนจึงเรียกลูกต๋าวว่า “ลูกชิด” กว่าต้นต๋าวจะเติบโตจนออกลูกได้ต้องใช้เวลากว่า 10 ปี และเก็บเกี่ยวผลได้เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น และที่สำคัญพืชชนิดนี้ไม่สามารถปลูกได้ จะขึ้นเองตามธรรมชาติในป่าดิบชื้นเท่านั้น

ต๋าว มีลักษณะลำต้นตรง ขนาดโตกว่าต้นตาล ใช้ประโยชน์จากทุกส่วน เช่น ใบ มีลักษณะเดียวกับมะพร้าว แต่โตและแข็งแรงกว่า นิยมใช้มุงหลังคา กั้นฝาบ้าน ก้านใบ นำมาเหลารวมทำไม้กวาด เส้นใยที่ลำต้นใช้ทำแปรง ยอดอ่อนที่ขั้วหัวใช้รับประทานแบบผักสด หรือดองเปรี้ยวเก็บไว้แกงส้ม แกงกะทิ ส่วนผลนำเนื้อในเมล็ดมารับประทานสดหรือนำไปเชื่อมน้ำตาล เพื่อให้ได้รสอร่อยขึ้น

ความสูงของต้นต๋าว ประมาณ 15-20 เมตร มีใบประมาณ 50 ทาง แต่ละทางมีความยาวประมาณ 6-10 เมตร ดอกของต้นต๋าวเป็นแบบสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ช่อดอกหนึ่งจะยาวประมาณ 2-3 เมตร ดอกต๋าวมีสีขาวขุ่น เมื่อโตเต็มที่จะออกดอกทีละทะลาย เมื่อดอกเจริญกลายเป็นผลสุกแก่เต็มที่ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ปี ก็จะเริ่มออกดอกทะลายใหม่ต่อไปอีก

การเก็บผลต๋าวนั้น จะตัดเฉพาะทะลาย ไม่โค่นล้มต้น การเก็บแต่ละครั้งต้องไปนอนค้างแรมอยู่ในป่าอย่างน้อย 2-3 คืน ในช่วงที่ฝนหยุดตก ส่วนช่วงที่มีฝนจะหยุดการดำเนินการ เพราะไม่มีฟืนที่จะนำมาต้มลูกต๋าว ที่สำคัญฤดูนี้เป็นช่วงที่ต๋าวขยายพันธุ์

การเก็บผลผลิตต๋าว ส่วนใหญ่จะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งแต่ละครั้งต้องเดินทางไปในป่า เพื่อนำผลต๋าวที่ได้ขนาดมาต้มพอสุก ตัดขั้วผลแล้วหนีบเมล็ดออก โดยใช้เครื่องมือที่ผลิตเองในพื้นที่คล้ายเครื่องตัดเหล็กที่มีคันยก ในจำนวน 1 ผล จะมี 3 เมล็ด เฉลี่ย 2 ทะลาย จะได้ 1 ถัง (15 กิโลกรัม)

ต๋าว มะต๋าว หรือ ลูกชิด นำมาแปรรูปทำเป็นต๋าวแช่อิ่มอบแห้ง แยมต๋าว และต๋าวผสมน้ำเชื่อมบรรจุปี๊บ

มะเขือกินใบ

มะเขือกินใบ มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า ซาลานุม (Sa-lanum) เป็นพืชกลุ่มเดียวกับ พริก มันฝรั่ง และมะเขือเทศ ซึ่งอยู่ในวงศ์ solanaceae พบทางภาคใต้ของประเทศไทย จัดเป็นพืชล้มลุก อายุข้ามปี ลำต้นเดี่ยว แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรอบกิ่งก้าน มีขนาดใหญ่ ใบมันและไม่มีขน ส่วนดอกเหมือนกับมะเขือทั่วไป ใบมีอายุยืนยาวถึง 2 ปี มะเขือกินใบปลูกได้ทุกฤดูกาล

วิธีการปลูก นำเมล็ดที่ได้ไปเพาะ โดยผลแก่ 1 ผล จะมีเมล็ดมากกว่า 100 เมล็ด กรณีปลูกในกระถาง ให้เริ่มปลูกจากกระถางเล็กก่อน จากนั้นเปลี่ยนกระถางให้ใหญ่ขึ้นตามขนาดต้น

ดินปลูก ควรผสมปุ๋ยหมักจากเศษพืชหรือฟางข้าวเป็นหลัก ใส่ดินในกระถางไม่ควรพูน มะเขือกินใบชอบที่ร่มรำไร หากปลูกในกระถาง ควรมีหลังคาตาข่ายพรางแสงหรือซาแรน จะปลูกตามโคนต้นไม้ในบ้านหรือสวนก็ได้

อายุประมาณ 2 เดือน จะเริ่มออกดอก ควรเด็ดยอดเมื่ออายุได้เดือนครึ่ง เพื่อให้แตกยอดใหม่หรือเด็ดดอกทิ้งก่อน เพราะวัตถุประสงค์ต้องการกินใบหรือยอด หรือจากนั้นหากต้องการขยายพันธุ์สามารถทิ้งให้เกิดดอกและผลได้

การปรุงอาหาร เด็ดจากใบล่างขึ้นบน นำมาปรุงอาหารแทนผักได้ แต่ต้องทำให้สุกก่อน

รสชาติ อร่อย ก้านอ่อนนุ่ม กินได้ตั้งแต่ใบอ่อนถึงใบแก่ ยกเว้นแก่จนใบมีสีเหลือง

แตงโมยักษ์ไต้หวัน

แตงโมยักษ์ไต้หวัน ปลูกมากที่จังหวัดอิ๋นหลิน (Yunlin) ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญของไต้หวัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของไต้หวัน พื้นที่ปลูกเฉพาะจังหวัดอิ๋นหลิน ประมาณ 6,250 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยปีละประมาณ 16,000 ตัน โดยมีช่วงฤดูกาลปลูกระหว่างเดือนพฤษภาคม-เดือนสิงหาคมของทุกปี สภาพพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย

ลักษณะเด่น จัดเป็นแตงโมขนาดผลใหญ่ หากมีการบำรุงรักษาที่ดี น้ำหนักผลจะมีน้ำหนักได้ถึง 20 กิโลกรัม รูปทรงผลรีคล้ายลูกรักบี้ เปลือกมีสีเขียวอ่อนและมีลายทั่วผล เนื้อมีสีแดงเข้ม การขายผลผลิตแตงโมยักษ์ในไต้หวันแบบยกผล จะมีราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 15-20 บาท

การเพาะกล้า นำเมล็ดแตงโมมาแช่ในน้ำอุ่น นานประมาณ 30 นาที จากนั้นให้นำเมล็ดมาบ่มในผ้าขาวบางที่เก็บความชื้นเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง ประมาณ 2-3 วัน เมล็ดจะเริ่มแทงรากออกมา นำเมล็ดไปเพาะในกระบะเพาะกล้า รดน้ำทุกวัน จนต้นกล้ามีอายุได้ 10-13 วัน จึงย้ายต้นกล้าแตงโมยักษ์ลงปลูกในแปลง

การเตรียมแปลง ขึ้นแปลงแบบคู่กัน โดยให้มีความกว้างของแปลง ประมาณ 1 เมตร สำหรับความยาวของแปลงขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ แปลงปลูกแตงโมแต่ละคู่จะให้ห่างกัน ประมาณ 7-10 เมตร ก่อนย้ายต้นกล้าลงปลูกควรจะรองก้นหลุมด้วยสารสตาร์เกิล จี อัตรา 2 กรัม ต่อหลุม

การไว้เถาและการเด็ดตาข้าง หลังจากที่ปลูกต้นกล้าแตงโมยักษ์ลงแปลง มีการแตกใบใหม่ออกมา 2-3 ใบ ให้เด็ดยอดแตงโมออก เพื่อให้แตกออกเป็น 2 ตา ในการเด็ดตาข้าง จะเด็ดตาข้างตั้งแต่ตาข้างที่ 1-19 ของทั้ง 2 เถา

อินทผลัมกินผล

อินทผลัม เป็นพืชตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง เป็นไม้ผลเมืองร้อนแถบทะเลทราย มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศทางแถบตะวันออกกลางและขยายออกไปยังประเทศต่างๆ หลายประเทศ อินทผลัมเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อน แห้งแล้ง ใบสีเขียวปนเงิน เป็นพืชที่ไม่ผลัดใบ ให้ผลผลิตประมาณ 7-10 ปี หลังปลูก

ปัจจุบัน เมืองไทยสามารถผสมพันธุ์และคัดเลือกสายพันธุ์อินทผลัมรับประทานผลสดได้แล้ว ให้ผลผลิตหลังจากปลูก 1 ปี ครึ่ง ถึง 2 ปี ผลใหญ่ สีเหลืองทอง เก็บรักษาไว้ได้นาน

ในปี 2542 มีผู้สนใจที่มีโอกาสไปดูงานต่างประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกอินทผลัม และซื้อต้นอินทผลัมกลับมาจำนวน 7 ต้น พร้อมกับศึกษาตำราเกี่ยวกับการปลูกอินทผลัม และเริ่มศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง กระทั่งปี 2546 ต้นอินทผลัมที่นำมาจากต่างประเทศเริ่มติดเกสรตัวผู้และตัวเมีย จึงทดลองผสมเกสรให้กับต้นอินทผลัม ใช้ทั้งเกสรของอินทผลัมที่ซื้อมาจากต่างประเทศและอินทผลัมที่ใช้เป็นไม้ประดับ จนได้ผลผลิตอินทผลัม ประมาณ 10 ทะลาย มีผลขนาดใหญ่ ขนาดประมาณหัวแม่มือ ผลสดมีเนื้อหวาน กรอบ จึงนำเอาเมล็ดที่ได้ไปเพาะเมล็ด จำนวน 50 ต้น เมื่อต้นกล้าที่เพาะสูงประมาณ 1 เมตร จึงนำไปปลูก หลังจากนั้น ประมาณ 1 ปีครึ่ง ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดเริ่มให้ผลผลิต ทำการทดสอบอยู่หลายรุ่นจนแน่ใจว่าได้สายพันธุ์อินทผลัมที่คงที่ ในปี 2548 จึงตั้งชื่ออินทผลัมสายพันธุ์ใหม่ ว่า K.L.1 (แม่โจ้ 36)

มะละกอสีทอง

มะละกอสีทอง มีถิ่นกำเนิดจากรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่มะละกอฮาวายผลกลมป้อมที่มีวางขายในปัจจุบัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า CARICA PAPAYA-LINN. อยู่ในวงศ์ CARICACEAE ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานกว่า 30-40 ปี แล้ว

ลักษณะเด่นคือ ผลจะเป็นสีเหลืองทอง ตั้งแต่ผลดิบจนกระทั่งผลสุกเป็นสีส้มหรือสีเหลืองทอง จึงถูกเรียกชื่อว่า “มะละกอสีทอง” ผลดิบเนื้อกรอบ ฉ่ำน้ำ ทำส้มตำอร่อยมาก ผลสุกเนื้อแน่น ไม่เละ รสหวานชื่นใจเมื่อได้รับประทาน ซึ่ง “มะละกอสีทอง” ติดผลได้เรื่อยๆ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

เห็ดเยื่อไผ่

ลักษณะ เห็ดเยื่อไผ่เมื่ออ่อนมีลักษณะเป็นก้อนกลมสีขาวคล้ายฟองไข่นก เมื่อโตขึ้นลำต้นและหมวกเห็ดจะยืดตัวแทรกออกจากเปลือก มักขึ้นเป็นดอกเดี่ยว เมื่อโตเต็มที่มีลักษณะเด่นคือ หมวกเห็ดมีรูปร่างเหมือนตาข่ายหรือร่างแห หรือกระโปรงลูกไม้ของสุภาพสตรี ก้านเห็ดเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ ส่วนบนสุดของดอกมักมีสีเข้ม ทำหน้าที่ผลิตสปอร์และกลิ่นเหม็นล่อแมลงเพื่อการขยายพันธุ์ เห็ดชนิดนี้มีหลายสี เช่น สีส้ม แดง ขาว เหลือง ชมพู

เห็ดชนิดนี้มีหลายชื่อ ประเทศไทย เรียก เห็ดร่างแห เห็ดเยื่อไผ่ เยื่อไผ่ ภาคอีสาน เรียก เห็ดคางแห เพราะหมวกเห็ดคล้ายแหจับปลา ต่างประเทศมีเรียกหลายชื่อตั้งตามลักษณะเด่น เช่น Bamboo mushroom, Long net stinkhorn, Basket stinkhorn, Veiled lady, King of mushroom, Netted stinkhorn, Dancing mushroom

การขยายพันธุ์ ใช้สปอร์ซึ่งมีแมลงเป็นตัวช่วย พบมากบริเวณป่าฝนชุกหรือป่าช่วงฤดูฝน มีการเพาะเลี้ยงทั่วไปเพื่อการค้า การเพาะเลี้ยงตั้งแต่เริ่มต้นถึงเก็บขาย ใช้เวลาประมาณ 60 วัน

สารอาหาร เห็ดเยื่อไผ่แห้ง จำนวน 100 กรัม ประกอบด้วยโปรตีน 26.3 กรัม ไขมัน 4.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 44.9 กรัม กาก 6.4 กรัม กรดอะมิโน 16 ชนิด และวิตามินอีกหลายชนิด

การใช้ประโยชน์ ประเทศจีนนำเห็ดชนิดนี้มาใช้ประมาณ 3,000 ปีแล้ว โดยใช้เป็นส่วนผสมในยาและปรุงเป็นอาหาร เชื่อว่าบำรุงร่างกายได้ ประเทศแถบเอเชียนิยมรับประทานเห็ดที่ตากแห้ง โดยนำมาเติมน้ำร้อนและดื่มได้ทันที สำหรับประเทศไทยนิยมนำมาประกอบเป็นอาหาร เช่น ซุปเยื่อไผ่ แกงจืดเยื่อไผ่

มะละกอเรดแคริเบียน

มะละกอ เรดแคริเบียน หรือ แขกดำ เป็นมะละกอที่ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรจังหวัดพิจิตรได้นำเข้ามาจากประเทศแถบอเมริกากลาง และนำมาปลูกคัดเลือกสายพันธุ์ ซึ่งใช้เวลานานถึง 7 ปี

มะละกอเรดแคริเบียน มีความทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดีกว่าพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ลำต้นมีความแข็งแรง ติดผลดกและผลมีขนาดใหญ่

ลักษณะผลมะละกอเรดแคริเบียน จะคล้ายกับมะละกอเรดมาราดอล แต่จะมีขนาดใหญ่กว่ามาก (ขนาดผลใหญ่กว่าเท่าตัว) น้ำหนักผลเฉลี่ย ประมาณ 2-5 กิโลกรัม เนื้อหนา มีสีแดงส้ม รสชาติหวาน บริโภคได้ทั้งผลสุกและผลดิบ

ฟักทองยักษ์

ฟักทองยักษ์ มีชื่อสายพันธุ์ว่า “บิ๊กมูน” แปลว่า พระจันทร์ดวงใหญ่ ปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวง ปลูกครั้งแรกที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาขยายพื้นที่และเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกที่อื่น เช่น สถานีวิจัยแม่หลอด อำเภอแม่แตง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง้ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ขณะนี้ปลูกมากที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า อำเภอปง จังหวัดพะเยา

เมล็ดพันธุ์ต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ ราคาเมล็ดละประมาณ 30-50 บาท ด้วยราคาเมล็ดพันธุ์แพง ต้องเพาะเมล็ดก่อนจึงนำไปปลูกในแปลง เมื่อต้นโตจะเลื้อยไปบนดิน ควรจัดลำต้นให้ขนานไปกับแปลง อาจเหลือเพียงกิ่งเดียว หรือ 2 กิ่ง ก็ได้ แต่ให้แยกไปคนละด้าน รอจนออกดอกและเจริญเต็มที่ ควรช่วยผสมพันธุ์ด้วยการเขี่ยละอองเกสรตัวผู้นำไปผสมกับละอองเกสรตัวเมีย หลังจากผสมพันธุ์แล้วประมาณ 7 วัน จะเริ่มเกิดเป็นผล ห่อผลตั้งแต่ผลเล็กๆ ป้องกันไม่ให้แมลงเจาะเข้าไปวางไข่ภายในผลฟักทองยักษ์ ระยะแรกควรปล่อยให้ผลห้อยติดกับขั้ว

เมื่อผลมีน้ำหนักมากขึ้น และต้องการให้รูปทรงสวยงาม ควรทำค้างให้ลำต้นเลื้อยขึ้นไป แล้วหาวัสดุรองรับน้ำหนักผล ผู้ปลูกต้องหมั่นตรวจดูบ่อยครั้ง เพราะฟักทองเจริญเติบโตเร็วมาก สีผิวจะเปลี่ยนตามไปด้วย

สิ่งสำคัญคือ ต้องหุ้มกระดาษเพื่อช่วยให้สีผิวสวย หุ้มด้วยตาข่ายพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันแมลงเข้าทำลายตั้งแต่เริ่มปลูก และจะต้องเปลี่ยนพื้นที่ปลูกทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดโรคเหี่ยว และโรคที่เกิดจากเชื้อราต่างๆ ระยะปลูกไม่กำหนดแน่นอนตายตัว ควรปลูกในเรือนโรงที่มีตาข่ายป้องกันแมลงศัตรูพืช และควรหุ้มด้วยกระดาษและตาข่ายพลาสติกอีกครั้งหนึ่ง

ฟักทองประดับ

ฟักทองประดับ Ornamental Gourd มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และอเมริกาเหนือ เช่น ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา มีการใช้ประโยชน์มายาวนานกว่า 10,000-30,000 ปี จากสายพันธุ์อันแตกต่าง ฟักทองประดับบางชนิดมีการผสมเกสรขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ลูกฟักทองที่ออกมาเหมือนของประดับติดลำต้น บางชนิดเป็นการคัดสายพันธุ์ที่แปลกตามาปลูก เพื่อให้สวนมีรายละเอียดที่แตกต่างไป

ฟักทองประดับ มักใช้ตกแต่งในสวนเป็นสำคัญ โดยปลูกฟักทองให้เลื้อยไต่ตามซุ้มหรือค้างไม้ที่ทำไว้ในสวน อาจปลูกเป็นแนวทางเข้าสู่สวน เมื่อฟักทองติดดอกและออกผล ผลที่ห้อยระย้าจะช่วยเพิ่มสีสันให้กับมุมสวนนั้นๆ ได้อย่างดี แต่หากปลูกฟักทองลงบนพื้นโดยไม่ทำซุ้มหรือค้างไม้ ลำต้นจะเลื้อยไปตามผิวดิน เมื่อเกิดผลจะทำให้เน่าและเสียหายได้ง่าย นอกจากนั้น ยังสามารถเก็บผลฟักทองมาประดับตกแต่งในบ้าน ผลแต่ละลูกที่เก็บมาสามารถเก็บไว้ได้นานอีกด้วย

โคมไฟไม้ไผ่

คุณประโยชน์จากไม้ไผ่มีคณานับ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง เช่น คุณกรกต อารมณ์ดี อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นผู้ที่ใช้ประโยชน์ทุกส่วนจากไม้ไผ่ โดยสามารถออกแบบและประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ จนได้รับรางวัล Designer of the year 2008 จากการนำไม้ไผ่มาประยุกต์เป็น “โคมไฟ”

คุณกรกต จบการศึกษาด้านประยุกต์ศิลป์ ทั้งระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยบูรพา และระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยก่อนหน้าที่จะได้รับรางวัล Designer of the year 2008 ยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ Designer of the year 2005, The best designer of the year 2007 เป็นต้น

การทำโคมไฟไม้ไผ่ คุณกรกตใช้เทคนิคการมัด การผูก ที่ศึกษาจากเทคนิคการทำว่าวไทย โดยเรียนรู้จากคุณก๋งหรือคุณปู่ ซึ่งเก่งด้านการทำว่าวจุฬา และว่าวปักเป้า งานที่ออกมาจึงมีเทคนิคความเป็นไทย แต่รูปทรงเป็นงานศิลปะร่วมสมัย เหมาะกับการประดับตกแต่งบ้านเรือน และอาคารในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นแสดงออกถึงการยกระดับเทคนิคแบบเรียบง่ายของไทย โดยอาศัยวิชาการออกแบบตามแรงบันดาลใจที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวที่มีอยู่และหาง่ายตามท้องถิ่น ซึ่งเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพให้ชุมชน และยังเป็นการเพิ่มศักยภาพและมูลค่าสินค้าอีกด้วย

โคมไฟที่ผลิตออกมานั้น ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และได้สั่งโคมไฟไปติดตามโรงแรมต่างๆ ซึ่งเป็นการนำเงินจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างมากมาย

เครื่องสีข้าวแบบหยอดเหรียญ

เครื่องสีข้าวที่วิจัย มีน้ำหนักเบา ราว 30-50 กิโลกรัม สูง 1.20 เมตร กว้าง 50 เซนติเมตร สะดวกต่อการใช้งาน สีข้าวได้ 50กิโลกรัม ต่อชั่วโมง เสียค่าใช้จ่ายในการสีข้าวเปลือก กิโลกรัมละ 1 บาท

เป็นผลงานของ ผศ. ผดุงศักดิ์ วานิชชัง หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางเครื่องจักรกลการเกษตร ภาควิชาเกษตรกลวิธาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร. ตะวันออก) วิทยาเขตบางพระ

มี 4 รุ่น คือ 1. ใช้ลูกยางกะเทาะ ใช้ลูกเหล็กขัดขาว 2. ใช้ใบพัดกะเทาะ ใช้ลูกเหล็กขัดขาว 3. ใช้ลูกยาง 2 ลูก กะเทาะ (สีข้าวกล้อง) และ 4. ใช้ลูกหินขัดขาว

ส่วนประกอบเครื่องสีข้าวแบบต่างๆ

1. เครื่องสีข้าวแบบใบพัดกะเทาะ และลูกเหล็กขัดขาว ประกอบด้วยส่วนประกอบหลักคือ ชุดใบพัดกะเทาะสแตนเลส ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 เซนติเมตร ชุดพัดลมแยกแกลบ ชุดขัดขาวแบบลูกเหล็ก และชุดพัดลมดูดรำ

2. เครื่องสีข้าวแบบลูกยางกะเทาะและลูกเหล็กขัดขาว ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก คือ ชุดยางกะเทาะ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร 2 ลูก หมุนด้วยความเร็วแตกต่างกัน ชุดพัดลมแยกแกลบ ชุดขัดขาวแบบลูกเหล็ก และชุดพัดลมดูดรำ

3. เครื่องสีข้าวแบบลูกยางกะเทาะ 2 รอบ ประกอบด้วยส่วนประกอบหลักคือ ชุดลูกยางกะเทาะ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร 2 ลูก หมุนด้วยความเร็วแตกต่างกัน ชุดพักลมแยกแกลบ พัดลมลำเลียง ชุดลูกยางกะเทาะซ้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร 2 ลูก หมุนด้วยความเร็วแตกต่างกัน และชุดพัดลมแยกแกลบ

มะละกอครั่ง

มะละกอครั่ง เป็นมะละกอไทย สายพันธุ์ “ครั่ง” เป็นสายพันธุ์มะละกอที่ศูนย์พัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดมหาสารคาม (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 จังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการเกษตร ได้พัฒนาสายพันธุ์เพื่อการผลิตเป็นมะละกอดิบใช้ทำส้มตำโดยเฉพาะ

ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตสูง หลังจากย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลง ใช้เวลาปลูกเพียง 5-6 เดือน เริ่มเก็บเกี่ยวผลดิบจำหน่ายเป็นมะละกอส้มตำได้ เนื้อของมะละกอดิบพันธุ์ครั่ง มีความกรอบ รสชาติหวานกว่ามะละกอดิบสายพันธุ์อื่น เมื่อเก็บดิบจากต้นจะคงสภาพในอุณหภูมิปกติโดยไม่เหี่ยวและคุณภาพไม่เปลี่ยนแปลงนานถึง 1 สัปดาห์ ทำให้ชะลอการจำหน่ายได้

นอกจากนี้ เป็นมะละกอต้นเตี้ย มีลักษณะผลใหญ่และยาว (ต้นกะเทย) บริเวณผลจะมีร่องข้างผลยาวตลอดตั้งแต่หัวไปยังท้ายผล เมื่อผ่าดูลักษณะภายในจะมีความหนาของเนื้อประมาณ 2 เซนติเมตร สีของเนื้อมีสีขาวขุ่นและไม่แข็งกระด้าง รสชาติหวานกว่าพันธุ์แขกนวล จากการศึกษาพบว่า มะละกอพันธุ์ครั่ง ยังมีความต้านทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดีระดับหนึ่ง ทั้งนี้ มะละกอพันธุ์ครั่งสามารถกำหนดการให้ผลผลิตได้ โดยวิธีการทำสาว เพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้ราคาดีด้วย

ไผ่ดำ

ไผ่ดำ เป็นไผ่มงคลชนิดหนึ่ง แปลกและหายาก นิยมนำมาประดับ มีชื่อเรียกอีกว่า ไผ่เสฉวน หรือ ไผ่หลอด มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน

ลักษณะลำต้น ความสูงของไผ่ สูงประมาณ 2-4 เมตร ไม่มีหนามและใบจะมีน้อยมาก แตกกิ่งก้านไม่มาก กิ่งจะเล็ก (แขนง) ลำต้นอ่อนจะมีสีเขียวคล้ายหยก และเมื่อกิ่งแก่จะมีสีดำคล้ายสีต้นอ้อยและจะค่อยๆ ดำสนิท ใบเล็กออกสองข้าง ก้านรูปคล้ายใบเฟิร์น กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 5 เซนติเมตร เป็นคลื่นเล็กน้อย ลำไผ่ขณะอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ

การขยายพันธุ์ ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ วิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์และรูปแบบการเจริญเติบโต ที่นิยมทั่วไปมี 4 วิธี คือ 1. การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด 2. ขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนตอหรือเหง้า 3. ขยายพันธุ์โดยใช้ปล้องกิ่งตัด หรือลำ และ 4. ขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งแขนง

การปลูก หลุมที่ปลูกไผ่ดำควรมีขนาดไม่น้อยกว่า 50x50x50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต 1 กระป๋องนม หรือประมาณ 300-500 กรัม ต่อหลุม ผสมปุ๋ยคอก 1 บุ้งกี๋ หรือประมาณ 1 กิโลกรัม และยาฆ่าแมลงฟูราดาน 1-1.5 ช้อนแกง คลุกเคล้ากับดินให้ทั่ว และควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก เพื่อช่วยให้มีการเจริญเติบโตได้ดีขึ้น

ช่วงระยะเริ่มปลูกไผ่ต้องการน้ำมาก ต้องอยู่ในแหล่งที่สามารถให้น้ำได้ตลอดปี หากฝนทิ้งช่วงควรให้น้ำช่วย โดยรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ไผ่เริ่มให้หน่อเมื่ออายุได้ 8 เดือน ขึ้นไป

พริกพิโรธ

มีผลวิจัยในการปลูกพริก พบว่า พริกที่มีความเผ็ดมากที่สุดในโลก คือ พริกพิโรธ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดมาจากแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย ชอบอากาศค่อนข้างเย็นและมีความชื้นเหมาะสม

สถานีเกษตรหลวงปางดะ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ประสบผลสำเร็จในการศึกษาวิจัยการปลูก พริกพิโรธ ถือเป็นพริกที่มีความเผ็ดมากที่สุดในโลก

พริกโดยทั่วไปของไทย อย่าง พริกขี้หนู ที่ว่าเผ็ด ความเผ็ดอยู่ที่ 35,000-70,000 สโควิลส์ (สโควิลส์ คือ หน่วยวัดความเผ็ด) ส่วนพริกพุตโจโลเกียของอินเดียที่ว่าเผ็ดที่สุดในโลก มีความเผ็ด 800,000-1,000,000 สโควิลส์ และพริกพิโรธน่าจะเผ็ด 800,000 สโควิลส์ ขึ้นไป

ขั้นตอนการปลูกพริกพิโรธ เตรียมแปลงด้วยการไถพรวนแล้วตากแดดทิ้งไว้ ประมาณ 7-10 วัน ขึ้นแปลงปลูกและปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยหมัก 3,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ คลุกเคล้าให้เข้ากัน คลุมแปลงด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันวัชพืชและควบคุมความชื้นในดิน

การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ต้องแช่เมล็ดพริกพิโรธในน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 50-55 องศาเซียลเซียส นาน 15 นาที จากนั้น ผึ่งเมล็ดให้แห้งแล้วคลุกด้วยยาป้องกันเชื้อราที่อาจจะติดมากับเมล็ดพันธุ์ ห่อเมล็ดพันธุ์ด้วยผ้าขนหนูที่ชุบน้ำพอหมาด นำไปบ่มในกล่องพลาสติกที่ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 คืน เมล็ดพริกจะเกิดรากงอกออกมาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร นำไปเพาะในตะกร้าพลาสติกที่มีวัสดุเพาะ รดน้ำให้ชุ่ม วันละ 2 ครั้ง นาน 10 วัน หลังจากเมล็ดงอกจนเป็นต้นกล้าที่มีอายุประมาณ 35 วัน หรือมีใบจริง 2 ใบ จึงย้ายไปอนุบาลในถุงชำต่ออีก 30 วัน ก่อนย้ายลงปลูกในแปลง หลังจากปลูกพริกพิโรธที่ปลูกในเรือนโรง จะเริ่มออกดอก ประมาณ 82 วัน หากปลูกกลางแจ้ง จะออกดอกประมาณ 64 วัน

การปลูกพริกพิโรธในแปลง ปลูกได้ทั้งแบบแถวเดี่ยวและแถวคู่ ปลูกในเรือนโรงหรือกลางแจ้งก็ได้ หลังจากย้ายต้นกล้าลงปลูก 7 วัน ควรให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-0-0 อัตรา 500 กรัม ต่อน้ำ 500 ลิตร จากนั้นใส่ปุ๋ยสูตรอื่นตามระยะของการเจริญเติบโตและความต้องการของต้นพริกพิโรธ

มะนาวยักษ์

กรมส่งเสริมการเกษตร สรุปว่า มะนาวยักษ์ เป็นพืชตระกูลส้ม ประเภทซิตรอน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus medica มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย พันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทย เชื่อว่ามาพร้อมกับชาวเขาที่อพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้ ปัจจุบันมีปลูกทั่วไปตามหมู่บ้านชาวเขาในภาคเหนือ ใช้บริโภคในการประกอบอาหารประเภทต่างๆ เช่น ยำ แกงส้ม ฯลฯ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ภาษาจีนฮ่อ เรียกว่า “เซียนหยิน” ภาษาแม้ว เรียกว่า “ชาเย็ง” ภาคกลาง เรียกว่า “ส้มมะนาว หรือส้มมะละกอ”

ก่อนหน้านี้ มีผู้พบต้นมะนาวยักษ์อยู่ในป่าธรรมชาติ บริเวณน้ำตกผามะนาวยักษ์ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปัจจุบันไม่นิยมปลูกมะนาวยักษ์เชิงการค้า เนื่องจากเป็นพืชแปลกหายากที่ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงนิยมปลูกเพื่อเป็นผลมะนาวแฟนซี

ลักษณะลำต้น สีน้ำตาล เป็นไม้ยืนต้นตระกูลมะนาว สูงประมาณ 3-10 เมตร ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนาม ใบเดี่ยวออกสลับ ใบกลมมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบงอขึ้นเล็กน้อยสีเขียวเข้มเป็นมันวาว ใบใหญ่และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ผลกลมใหญ่ ผิวเรียบเปลือกหนา ดอกมีสีขาวอมม่วง มีกลิ่นหอม ระยะแรกผลมีสีเขียว หลังจากผลสุกเต็มที่แล้วจะมีสีเหลืองมะนาว ขนาดผลใหญ่เท่าผลส้มโอ น้ำหนักตั้งแต่ 1 กิโลกรัม ขึ้นไป มะนาวยักษ์ชอบดินร่วนปนทราย ไม่ชอบที่ชื้นแฉะ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง

มะนาวยักษ์ไม่มีเมล็ด เมื่อนำไปคั้นน้ำจะได้ปริมาณน้ำประมาณ 350-400 ซีซี ต่อผล เมื่อนำมาปรุงอาหารจะได้รสชาติเปรี้ยว แต่มีกลิ่นหอมน้อยกว่ามะนาวแป้น

กล้วยน้ำว้าเพชรปากช่อง 50

กล้วยน้ำว้าเพชรปากช่อง 50 เกิดจากการนำสายพันธุ์กล้วยน้ำว้าทั่วประเทศมาปลูกทดลองแล้วคัดพันธุ์ขึ้นมา โดยคัดเลือกพันธุ์กล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้เหลืองมาปรับปรุงพันธุ์ เนื่องจากกล้วยน้ำว้ากลุ่มไส้เหลือง เหมาะสำหรับการปลูกเพื่อการค้า

ลักษณะเด่น เครือใหญ่ น้ำหนักเครือมากกว่า 30 กิโลกรัม (ไม่รวมก้านเครือ) จำนวนหวีมากกว่า 10 หวี จำนวนผลต่อหวีประมาณ 18 ผล ผลกล้วยใหญ่อ้วนดี น้ำหนักผลโดยเฉลี่ยประมาณ 140 กรัม ต่อผล ไส้กลางไม่แข็ง ออกสีเหลือง เนื้อแน่น เมื่อสุกมีความหวานประมาณ 26 เปอร์เซ็นต์บริกซ์

การขยายพันธุ์ สถานีวิจัยปากช่อง เลือกวิธีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเนื้อเยื่อปลูก เพราะขนย้ายต้นพันธุ์สะดวก ต้นพันธุ์ปลอดจากโรคและแมลงที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน ได้แก่ โรคตายพรายและหนอนกอ การเก็บเกี่ยวทำได้พร้อมกันจำนวนมาก

เทคนิคการปลูก เตรียมหลุม ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2-3 กิโลกรัม ต่อหลุม (ห้ามใช้ขี้วัว เพื่อป้องกันหนอนกอระบาด) ปลูกต้นกล้วยกลบดินให้สูงจากโคนประมาณ 5 เซนติเมตร รดน้ำให้ชุ่ม และอย่าให้น้ำขังเกิน 3 วัน ต้นจะตาย เมื่อต้นโตครบ 1 เดือน ให้ปุ๋ย สูตรเสมอ 100-150 กรัม ต่อต้น เมื่อต้นลอกคราบเปลี่ยนใบใหม่ ต้นกล้วยจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ข้อแนะนำการไว้หน่อ ควรไว้หน่อเพียง 1 หน่อ หลังปลูกกล้วยแล้ว 6 เดือน เมื่อหน่อแรกมีอายุได้ 3 เดือน จึงไว้อีก 1 หน่อ หน่ออื่นให้ตัดทิ้งให้หมด ดังนั้น กล้วยแต่ละกอจะมีไม่เกิน 4 ต้น

ฝรั่งพันธุ์ฮ่องเต้

ไต้หวัน ถือเป็นแหล่งพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งและผลิตฝรั่งได้คุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แหล่งปลูกฝรั่งที่สำคัญของไต้หวันอยู่บริเวณภาคกลางถึงตอนใต้ ปี 2513 ไต้หวันนำฝรั่งจากประเทศไทย ซึ่งมีผลขนาดใหญ่ เนื้อแน่นและกรอบไปปลูก ได้ผลผลิตเป็นที่ชื่นชอบ หลังจากนั้นไม่นานเกษตรกรไทยนำฝรั่งพันธุ์เจินจูมาปลูกในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่นิยม เนื่องจากมีเมล็ดนิ่มและรสชาติอร่อย

เดือนมิถุนายน 2552 ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร ได้นำกิ่งพันธุ์ฝรั่งฮ่องเต้มาปลูก เป็นกิ่งประเภทเสียบยอด มีรากแก้วจำนวน 2 ต้น

ความแตกต่าง ฝรั่งพันธุ์ฮ่องเต้ รูปทรงผลจะเป็นทรงกระบอกสี่เหลี่ยม เมื่อผลเจริญเติบโตเต็มที่ มีน้ำหนักผลไม่ต่ำกว่า 500 กรัม เนื้อมีรสชาติหวาน กรอบ เมล็ดน้อยมากและนิ่ม ที่สำคัญเป็นพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย ให้ผลผลิตดี

ฟักเขียวยักษ์ไต้หวัน

ฟักเขียวยักษ์ไต้หวัน เป็นฟักที่มีผลขนาดใหญ่ ความยาวของผลเฉลี่ย 60 เซนติเมตร ความกว้างของผลประมาณ 15-20 เซนติเมตร น้ำหนักของผลเฉลี่ย 12-15 กิโลกรัม รสชาติหวานกว่าฟักไทย

การปลูก สามารถปลูกได้ 2 วิธี คือ ปลูกแบบทำค้างให้ต้นเลื้อยขึ้น และปลูกแบบเลื้อยกับพื้นดิน

การเตรียมดินปลูก ขุดดินตากแดดไว้ ประมาณ 7-10 วัน พรวนดินขึ้นแปลงปลูกและย่อยดินให้ละเอียด ขุดหลุมปลูกให้ลึกประมาณ 1 หน้าจอบ ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก หลุมละ 1 กำมือ คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน ระยะปลูกระหว่างต้น ประมาณ 2 เมตร ระหว่างแถว ประมาณ 4-5 เมตร เพื่อให้เถามีพื้นที่เลื้อยทอดยอด จากนั้นให้หยอดเมล็ดฟักลงหลุมปลูกให้ฝังลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางให้ทั่วแปลง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

การให้น้ำ จะให้น้ำสม่ำเสมอ โดยสังเกตจากดินมีความชื้น และเว้นการให้น้ำได้ตามความเหมาะสมของดินฟ้าอากาศ และจะหยุดการให้น้ำเมื่อฟักเขียวเริ่มแก่

การใส่ปุ๋ย เมื่อฟักเขียวอายุได้ 10 วัน ควรใส่ปุ๋ยเคมีทางดินเร่งการเจริญทางยอดและใบด้วยปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 และอายุได้ 20 วัน ควรใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา หลุมละประมาณ 1 ช้อนแกง หมั่นใส่ปุ๋ยทุกๆ 15 วัน ด้วยสูตร 15-15-15 รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ เนื่องจากฟักเขียวยักษ์ไต้หวันมีขนาดผลใหญ่ ควรมีการฉีดปุ๋ย ฮอร์โมน และสารป้องกันกำจัดโรค- แมลง ทางใบ ตามความเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น

การเก็บเกี่ยว ฟักเขียวยักษ์ไต้หวัน จะเก็บเกี่ยวได้เมื่อมีอายุประมาณ 85-90 วัน หลังจากเมล็ดงอก หรือพิจารณาเลือกผลที่แก่จัด ผิวผลออกสีขาวนวล ใช้มีดคมๆ ตัดขั้วผลแก่ของฟักเขียว

ค้อ ตะคร้อ ลูกค้อ

ต้นฆ้อ หรือ ต้นค้อ (Livistona speciosa) มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นปาล์มต้นเดี่ยว ขนาดลำต้นประมาณ 30 เซนติเมตร สูงได้ถึง 25 เมตร ใบเป็นรูปพัด จีบเวียนรอบใบ ใบอ่อนสีเขียวเข้มเป็นมัน ช่อดอกออกระหว่างกาบใบ ช่อยาว 1.50 เมตร ผลกลมรี ขนาด 2 เซนติเมตร ผลแก่สีเขียวคล้ำ

ชื่อพื้นเมือง กอซ้อ กาซ้อง ค้อ คอส้ม เคาะ เป็นต้น

ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-25 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดทรงรูปไข่ทึบ แตกกิ่งตามลำต้นสั้นมักบิดเป็นปุ่มปม เปลือกสีน้ำตาลเทา

ดอก สีขาวอมเขียว ออกเป็นช่อแยกแขนงตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกออกระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน

ผล ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดี่ยว และโคนผลเปลือกเรียบและเกลี้ยง ผลสุกสีน้ำตาล เนื้อสีเหลือง เมล็ดรูปไข่ ผลออกระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม

ต้นค้อ ปลูกเพื่อให้ร่มเงาดี เพราะพุ่มใบทึบเหมาะสำหรับพื้นที่กว้าง ผลดึงดูดนกได้ ทั้งยังมีคุณประโยชน์ใช้ไม้ทำเสาเรือน ด้ามเครื่องมือ ในสมัยก่อนใบค้อนิยมนำมาทำฝาบ้าน หลังคา และห่อขนม

ชวนชมแปลก

ชวนชมเพชรบ้านนา เป็นพันธุ์ยักษ์จากประเทศซาอุดีอาระเบีย มีขนาดใหญ่เท่ากับใช้คน 2 คน โอบต้น

ชวนชมเพชรบ้านนา เป็นที่น่าสนใจของคนเล่น เพราะให้ลูกยาก และอีกประการเมื่อโตเต็มที่จะแตกกิ่งก้านออกมาเองเป็นจำนวนมาก มีรูปทรงสวยคล้ายบอนไซ โดยที่ไม่ต้องตกแต่งกิ่ง เพราะรายละเอียดกิ่งที่แตกออกมาจะเกิดเองตามอายุตามการเจริญเติบโต ประมาณ 3-5 ปี

จากลักษณะรูปร่าง สีสัน ดอก ตลอดจนความอ่อนช้อยของกิ่ง ก้าน ล้วนแต่เป็นเสน่ห์ของเพชรบ้านนาทั้งสิ้น

สมัยก่อนเคยสร้างมูลค่าต้นด้วยการถักเปีย คือ การนำต้นชวนชมหลายต้นมาสานกัน แต่ต่อมาพบว่ามีข้อเสีย ตรงที่ตัวลำต้นจะไม่มีโอกาสเป็นไม้ใหญ่ ซึ่งขัดกับความชอบส่วนตัวที่ชอบในความเป็นไม้ใหญ่มากกว่า ดังนั้น จึงหยุดทำและหาวิธีอย่างอื่นแทน เพื่อทำให้เป็นไม้ใหญ่ได้ ในที่สุดพบวิธีตามต้องการด้วยการทำต้นชวนชมเป็นเกลียว

การใส่เกลียวเข้าไปในต้นชวนชม เป็นการทำลำต้นให้เป็นเกลียวในแนวตรง โดยมีเทคนิค คือ ต้องยืดต้นให้ได้ก่อน ต้องทำให้ต้นมีความสูงระดับ 1 เมตร ในระยะเวลา 1 ปี เมื่อได้ความสูงที่ต้องการจึงพันเกลียวด้วยไม้ไผ่ที่ใช้เป็นหลัก แล้วใช้ต้นชวนชมพันเข้ากับหลัก ในช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี จึงจะปล่อยหลักออกได้

ก่อนทำเกลียว มีเทคนิค คือ ควรรดน้ำก่อน 1 สัปดาห์ เพื่อให้ลำต้นมีความนิ่ม ทำง่าย และสะดวกต่อการพันเกลียว

เห็ดถั่งเช่า (Cordyceps sinensis)

เห็ดถั่งเช่า เป็นเห็ดที่เกิดขึ้นบนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 4,000 เมตร ขึ้นไป แถวเทือกเขาหิมาลัย เช่น ทิเบต เนปาล ภูฏาน จีน และที่ประเทศแทนซาเนีย บริเวณยอดเขาคิริมานจาโร เป็นเห็ดที่มีเส้นใยเจริญในตัวหนอนที่เกิดจากผีเสื้อ ตระกูล Hepalus fabricus โดยภายนอกคงสภาพเป็นตัวหนอน ส่วนภายในเชื้อเห็ดจะสร้างเส้นใยเห็ดให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในสภาพอากาศอบอุ่น และสร้างดอกเห็ดที่มีลักษณะคล้ายกระบอก

ในอดีต เห็ดถั่งเช่า เป็นเห็ดที่มีราคาแพงและหายาก ใช้ในหมู่คนจีนและคนที่อยู่ตามพื้นที่สูงแถวภูเขาหิมาลัยเท่านั้น หากได้เห็ดถั่งเช่าสดควรนำมาล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วนำมาผึ่งลมและตากแดดให้แห้ง การผึ่งลมหรือตากแดดบนที่สูง อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส เป็นการรักษาเอ็นไซม์ของเห็ดได้อย่างสมบูรณ์ หากรับประทานเห็ดถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุดต้องบดแล้วรับประทานเลย ไม่ควรนำไปชงกับน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน เพราะความร้อนจะทำลายเอ็นไซม์

ภาษาจีน เรียก Dong Chong Xia Cao คนไทยเชื้อสายจีนเรียกเป็นภาษาแต้จิ๋วว่า ตังถั่งเช่า แปลว่า สมุนไพร ภาษาทิเบตเรียก Yar Tsa Gumba ภาษาภูฏาน เรียก Yartsa Goenbub ภาษาเนปาล เรียก ศรีปาดี Sheepadee

กำยาน

กำยาน เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง อยู่ในวงศ์ STYRACACEAE สูงประมาณ 20-25 เมตร ลำต้นตรง เปลือกสีเทา

ต้นกำยาน ถือกันเป็นพันธุ์ไม้ที่แปลก เพราะสามารถเจริญเติบโตได้ในภาวะสิ่งแวดล้อมที่ไม่น่าจะขึ้นได้ ต้นกำยานจะเริ่มออกยางเมื่ออายุราว 8-10 ปี การเก็บยางทำกัน 2-3 ครั้ง ต่อปี ครั้งหลังสุดจะเป็นยางที่มีคุณภาพดีที่สุด เพราะมีอัตรา terpene, sesquiterpene และ diterpene ที่สูงขึ้น ทำให้หอมแรงขึ้น โดยทั่วไปแล้วยางยิ่งมีสีขุ่นเท่าไหร่ จะมีคุณภาพดีขึ้นเท่านั้น

ใบ เป็นใบเดี่ยว ขึ้นเรียงสลับตามกิ่ง รูปทรงรี แกมรูปหอก ใบกว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 6-15 เซนติเมตร โคนสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบ 7-9 คู่

ดอก ออกเป็นดอกช่อ ตามซอกใบและที่ปลายกิ่งขนาดเล็ก ช่อดอกยาว 6-0 เซนติเมตร เวลาบานสีขาว มีกลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายดอกหยัก มี 5 กลีบ ยาวราว 1 เซนติเมตร มีเกสรตวผู้ 10 อัน เกสรตัวเมีย 1 อัน

ผล ทรงกลมออกแป้น มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร เปลือกจะมีขนสีขาว ผลจะแห้งและแตกเป็น 3 ส่วน ด้านในมีเมล็ดกลม 1 เมล็ด

การขยายพันธุ์กำยาน เพาะเมล็ด ชอบดินร่วน ความชื้นมาก

มะพร้าว รบ. และ พวงร้อย

“รบ.” ย่อมาจาก ราชบุรี

มะพร้าวน้ำหอม ปลูกมากที่อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากทะเล 27 กิโลเมตร กลางวันได้รับอิทธิพลจากทะเลเพื่อปรุงอาหารอย่างเต็มที่ กลางคืนมีลมจากเทือกเขาตะนาวศรีพัดลมทะเลเป็นอากาศเย็น อุณหภูมิกลางคืนต่ำกว่ากลางวันไม่น้อย ทำให้พืชได้พักตัวและปรุงอาหารในเวลากลางวัน พื้นที่วัดเพลงได้รับอิทธิพลจากแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งไหลมาจากภูเขา จะพัดเอาธาตุอาหารมาทับถมและสะสมมายาวนาน โดยเฉพาะโพแทสเซียม ทำให้ผลไม้มีขนาดผลโต รสชาติดี มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะในการปลูกพืช โดยเฉพาะมะพร้าว พันธุ์ รบ.1, รบ.2 และ รบ.3

รบ.1 เป็นมะพร้าวน้ำหอมลูกผสม โคนต้นหรือสะโพกใหญ่ มีความคงทนแข็งแรง หากินเก่ง เปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ สัดส่วนการโค่นล้มน้อยกว่า ผลมีขนาดใหญ่ ดก หากดูแลพอสมควรจะไม่ขาดคอ ความหอมของน้ำหลังจากใส่ปุ๋ยคอก กลิ่นหอมอาจจะลดลงบ้าง

จุดเด่นของมะพร้าว พันธุ์ รบ.1 คือ ต้นเตี้ยเหมือนมะพร้าวน้ำหอมทั่วไป ต้นมีขนาดใหญ่คล้ายพันธุ์หมูสี ผลมีขนาดใหญ่กว่ามะพร้าวน้ำหอม รสชาติและกลิ่นเหมือนมะพร้าวน้ำหอม จุดเด่นอย่างหนึ่งที่พบอยู่ มีนิสัยออกผลอย่างต่อเนื่องแทบไม่ขาดคอ เป็นนิสัยของมะพร้าวหมูสี ให้ผลผลิต 10-12 ทะลาย ต่อต้น ต่อปี แต่ละทะลายผลผลิตเฉลี่ย 10-12 ผล

รบ.2 เป็นมะพร้าวแกงลูกผสมที่ต้นมีขนาดใหญ่ ต้นไม่สูงนัก มีเลือดผสมระหว่างมะพร้าวแกงกับหมูสี เหมาะปลูกเพื่อผลิตน้ำมัน คุณสมบัติทั่วไปคล้ายหมูสี แต่โดดเด่นกว่า

รบ.3 เป็นมะพร้าวน้ำหอมยุคใหม่ที่มาแรงมาก เพราะรวมเอาคุณสมบัติที่โดดเด่น 3 ลักษณะ ไว้ในสายพันธุ์เดียวกัน คือ น้ำหวาน มีกลิ่นหอม เมื่อเก็บในระยะที่เหมาะสม เนื้อมะพร้าวจะนุ่ม เคี้ยวมัน

ส่วน มะพร้าวพวงร้อย ในบางช่วงทะลายหนึ่งติดผลมากกว่า 100 ผล ลักษณะของมะพร้าวพันธุ์นี้ ต้นสูง มีเลือดมะพร้าวป่ามาก มะพร้าวพวงร้อยในรอบปีหนึ่งจะมี 10-12 ทะลาย เหมือนมะพร้าวอื่น แต่ละทะลายจะดกมาก 80-100 ผล ราว 3-4 เดือน เท่านั้น

มะพร้าวกะทิ

งานวิจัยมะพร้าวกะทิ เป็นงานวิจัยชิ้นแรกของโลก เมื่อปี 2551 และได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ของ กรมวิชาการเกษตร รวมทั้งงานวิจัยยอดเยี่ยมในวาระที่กรมวิชาการเกษตรก่อตั้งครบ 36 ปี

แนวทางการวิจัย ได้นำเกสรมะพร้าวกะทิผสมกับมะพร้าวหลายสายพันธุ์ และพบว่ามีลักษณะดีเด่น คือ คู่ผสมระหว่างมะพร้าวมลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x กะทิ และ มะพร้าวน้ำหอม x กะทิ

1. มะพร้าวลูกผสมกะทิ ระหว่างมลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x กะทิ (YDK) เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงสุด จำนวน 3,378 ผล ต่อไร่ ต่อ 3 ปีแรก

2. มะพร้าวลูกผสมกะทิ ระหว่างพันธุ์น้ำหอม x กะทิ (NHK) ให้มะพร้าวลูกผสมกะทิที่ให้ผลผลิตเป็นมะพร้าวกะทิที่มีกลิ่นหอมทั้งน้ำและเนื้อ จำนวน 55 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนต้นที่ปลูก

ลูกผสมทั้ง 2 สายพันธุ์ เมื่อนำไปปลูกจะให้ผลที่เป็นกะทิราว 25 เปอร์เซ็นต์ แต่หากมีการควบคุมเกสรจะได้มากกว่านี้

ถั่วแปบ หรือ มะแปบ เหมยโต้ว เสี่ยงตาวโต้ว

ถั่วแปบ เป็นพืชตระกูลถั่ว ที่มีแหล่งกระจายพันธุ์มาจากประเทศอินเดีย แล้วจึงกระจายพันธุ์ไปทางภูมิประเทศแบบเขตร้อนหรือร้อนชื้น โดยทั่วไปมี 2 ชนิด คือ ถั่วแปบเขียว ฝักจะมีสีเขียวเข้ม และถั่วแปบขาว ซึ่งฝักจะมีสีเขียวซีดขาว แต่ปัจจุบันมีถั่วแปบอีกชนิดหนึ่ง คือ ถั่วแปบม่วง มีลักษณะฝักสีม่วง มีดอกสีม่วง สวยงามมาก ปลูกตามแนวรั้วไว้รับประทานฝักอ่อน เช่น แกงส้ม ลวกจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอยใส่หมูหรือกุ้งก็ได้ตามชอบ

ถั่วแปบ ประกอบด้วย โปรตีน แป้ง ไขมัน เกลือแร่ และแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก สังกะสี รวมไปถึงวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี กรดแพน-ไรทีนิค และสารพฤกษเคมี ที่มีชื่อว่า ไฟโตฮีแม็กกลูตินิน (Phytohemagglutinine) ซึ่งช่วยเร่งการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในการทำงานเซลล์สิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ถั่วแปบ ยังสามารถปลูกคลุมดิน เพื่อบำรุงรักษาดินให้ดีอีกด้วย

ผักปลัง ผักปั้ง หรือ โปเต้งฉ่าย

ผักปลัง เป็นผักพื้นบ้านที่พบเห็นอยู่ทั่วไป เป็นผักที่ไม่ต้องดูแลมากนัก ผักปลังจึงเป็นผักที่ค่อนข้างปลอดสารพิษ ผักปลัง สามารถนำยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนไปทำอาหาร เช่น ลวกหรือนึ่งรับประทานกับน้ำพริก แกงอ่อมหอย ผัดใส่แหนม แกงส้ม แกงแค แกงเห็ด ผลสุกใช้เป็นสีผสมอาหาร เช่น ขนมชั้น บัวลอย ขนมน้ำดอกไม้ ขนมเรไร และซ่าหริ่ม เป็นต้น ผักปลังในปัจจุบันมีทั้งประเภทใบเล็กและใบใหญ่ มีทั้งสีเขียวและสีแดง

กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบมอญ มะเขือทะวาย มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ มะเขือลื่น เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบแอฟริกาตะวันตก แถวประเทศซูดาน และที่ประเทศอินเดีย ก็มี

กระเจี๊ยบอีกชนิดหนึ่ง ฝักเป็นสีแดง ทั้งลำต้นและก้านใบก็จะเป็นสีแดง ซึ่งแตกต่างไปจากพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งจะมีแต่ฝักสีเขียวเท่านั้น เรานำฝักกระเจี๊ยบไปปรุงอาหารได้หลายชนิด ตั้งแต่ลวกจิ้มน้ำพริก ชุบแป้งทอด ใส่แกงเลียง ในขณะที่ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานกระเจี๊ยบมาก ใช้ทำข้าวปั้นห่อสาหร่าย ปลูกได้ทุกสภาพดินฟ้าอากาศ

น้ำเต้าลาย

เป็นพืชโบราณนานแสนนานจากฟอสซิลซากพืชที่พบในแหล่งโบราณคดีที่แม่ฮ่องสอนก็มีเมล็ดน้ำเต้ารวมอยู่ด้วย

น้ำเต้าลาย ก็เป็นอีก 1 ในกว่า 50 สายพันธุ์ ของน้ำเต้า รูปร่างคล้ายฟักเขียว แต่มีลายสีขาวที่ผล ดูสวยงามและเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง น้ำเต้าลายบริโภคได้ทั้งแกงส้ม ต้มจืด ผัดใส่ไข่ ใส่หมู แกงเผ็ดไก่ ใส่พะโล้ สรรพคุณอื่นๆ ในทางสมุนไพร ใช้ใบสดโขลกผสมกับสุราทาเพื่อถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้ น้ำเต้าปลูกง่าย ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน จึงนิยมปลูกไว้รับประทาน เพราะปลอดสารพิษจากยาฆ่าแมลง สรรพคุณทางยา ใบแก้ตัวร้อน แก้ร้อนกระหายน้ำ แก้เริม เป็นต้น

ความมหัศจรรย์ในงานเกษตรมหัศจรรย์ ไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ยังคงมีความมหัศจรรย์ภายในงานที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับ เป็นเกษตรมหัศจรรย์ “ข้าวของพ่อ วิถีพอเพียง” ซึ่งนำเมล็ดพันธุ์ข้าว 84 สายพันธุ์ มาจัดแสดงให้ชมและหุงให้ชิม

ในท้ายที่สุด ขอแนะนำให้ผู้ที่จะเข้าร่วมงาน กรุณาเผื่อเวลาไว้ 1-2 ชั่วโมง เพราะรถเข้าห้างเดอะมอลล์ บางแค มีจำนวนมาก รวมทั้งงานมีความหลากหลาย รับรองได้ว่างานเกษตรมหัศจรรย์ ครั้งที่ 3 นี้ จะสร้างความเพลิดเพลินให้เดินชมจนลืมเวลาเป็นแน่

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | 2 ความเห็น

ปลูกผักในโลกเสมือน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

คนรักผัก 

สุมิตรา จันทร์เงา

ปลูกผักในโลกเสมือน

ชนชั้นกลางในเมืองที่อยากเป็นเกษตรกรในวัยใกล้เกษียณด้วยความคิดฝันอันสุดแสนโรแมนติกนั้น ส่วนใหญ่มักจะตกม้าตายตั้งแต่ต้นทาง ไปไหนไม่ค่อยรอด

ทั้งที่พวกเขามีทุนหนา มีความรู้เต็มพิกัด มีความสามารถที่จะแสวงหาช่องทางสารพัดในการเสริมเติมแต่งภูมิปัญญา แถมยังเชี่ยวชาญเรื่องการบริหารจัดการ ช่องทางการตลาด การประชาสัมพันธ์ ฯลฯ

แต่การเป็นเกษตรกรเต็มตัวไม่ได้ง่ายและชวนฝันตามจินตนาการของคนที่ไม่เคยคลุกอยู่กับฝุ่นดิน ดงหญ้าคา ป่าไมยราบ ฯลฯ มาด้วยเนื้อใจเดียวกัน

โลกแท้จริงของชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา คือการหันหลังสู้ฟ้าหันหน้าสู่ดินกลางแดดเปรี้ยงด้วยความอดทนอย่างเข้มข้น พร้อมกับการรอคอยอันยาวนาน หาใช่ภาพสวยๆ แบบหนังคาวบอยที่เจ้าของไร่อยู่บนหลังม้า สวมกางเกงยีนส์ ใส่หมวกปีกกว้างแสนโก้ เหยาะย่างตรวจตราพืชไร่ในพื้นที่โอฬารสุดลูกหูลูกตาด้วยใบหน้าอิ่มสุขกับผลผลิตสะพรั่งที่ลงมือลงแรงไป

ใช่! นั่นอาจเป็นเพียงบางฉากชีวิต ของ “โชค บูลกุล” ทายาทธุรกิจแห่งฟาร์มโชคชัย ยามแอ๊กชั่นถ่ายรูปลงนิตยสาร หรือออกรายการโทรทัศน์ แต่คนที่ประสบความสำเร็จระดับเขาในโลกของเกษตรกรไทยตัวจริงหลายล้านคนน่าจะนับหัวได้ ไม่กี่ร้อย เต็มที่ก็แค่หลักพัน และต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ธุรกิจนับพันล้านของฟาร์มโชคชัยก็ล้มลุกคลุกคลาน มีหนี้สินล้นพ้นตัวจนแทบไปไม่รอดมาแล้ว

เกษตรกรโรแมนติก ส่วนใหญ่ไม่ได้มีทุนหนาถึงระดับนั้น แล้วก็ไม่ได้ติดอาวุธครบมือมาพร้อมเผชิญกับทุกสิ่งเพื่อบุกเบิกโลกใหม่ บ้านสวนพร้อมที่ดินแปลงเล็กๆ พอปลูกผักปลูกหญ้าในต่างจังหวัดเป็นเพียงการเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตคนเมืองเท่านั้นเอง ไม่อาจคาดหวังถึงผลผลิตที่สามารถเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวได้อย่างจริงจังในมาตรฐานเดียวกับที่เคยมีระหว่างเป็นมนุษย์เงินเดือน

เพราะการทำฟาร์มในชีวิตจริง ต้องการความทุ่มเท ความอดทน และจริงจังกับการลงมือลงแรงต่างไปจากฟาร์มในฝันแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

ต้องการขนาดผืนดินมากพอเพียงที่จะให้ผลตอบแทนในทางเศรษฐกิจอย่างลงตัว นั่นหมายความว่า คุณต้องมองหาที่ทางซึ่งกว้างใหญ่พอ ถ้าจะทำไร่องุ่นให้ขายได้พอกินทั้งปี หรือให้มีเหลือทำไวน์ ต้องมีพื้นที่เลี้ยงวัวพอสมควร ถ้าริจะรีดนมวัวขาย หรือถ้าจะเลี้ยงโคขุน ก็ต้องตั้งต้นกับพ่อพันธุ์ชั้นดีแม่พันธุ์มูลค่าเรือนแสน จะคิดปลูกป่ายูคาลิปตัสเพื่อขายไม้ทำเยื่อกระดาษ ก็ต้องทำใจล่วงหน้าเลยว่า คุณจะอยู่ยังไง ระหว่างนับวันรออย่างว่างเปล่า ไม่น้อยกว่า 5 ปีขึ้นไป กว่าไม้จะให้ผลผลิตด้วยขนาดลำต้นโตได้แค่แขนเด็กเจ้าเนื้อคนหนึ่ง

และแม้คุณจะทุ่มเททรัพยากร เทคโนโลยี และภูมิปัญญา ลงไปมากน้อยเพียงใด ก็ยังมีสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมอย่างสิ้นเชิงมาคอยรังแก ขัดขวาง ซ้ำเติม ให้ท้อถอยเจ็บกระดองใจ นั่นคือ สภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอนของโลก แมลงศัตรูพืช รวมถึงโรคติดต่อที่อาจทำให้สัตว์เลี้ยงล้มตายเป็นเบือ

เกษตรกรของแท้ แม้จะมีความรอบรู้เชี่ยวชาญ ความมานะอุตสาหะเป็นภูมิคุ้มกันติดตัว แต่ก็ยังพ่ายแพ้ต่อเทวดาฟ้าดิน

ฉันเชื่อว่าความสำเร็จถล่มทลายของเกม “ฟาร์มวิลล์” การปลูกผักในโลกเสมือนอยู่ตรงนี้เอง มันสามารถตอบโจทย์ความฝันของเกษตรกรโรแมนติกได้ลงตัว ด้วยเงื่อนไขการทำฟาร์มที่จำลองมาจากชีวิตจริงแทบทุกกระเบียดนิ้ว แต่เกษตรกรไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความล้มเหลวจริง

พวกเขาผิดพลาดได้ในเกมจำลองชีวิต แต่ไม่มีค่าเสียหายที่ต้องจ่าย แล้วก็เริ่มต้นใหม่ได้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบฟาร์มไปได้สารพัดเท่าที่นึกฝัน

อยากเปลี่ยนแปลงผักเป็นสวนผลไม้ อยากขายสวนส้ม มาทำฟาร์มปศุสัตว์ หรือดัดแปลงเป็นโรงแรม รีสอร์ต สปา เบเกอรี่ ก็มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ช่วยรื้อถอนได้ในเวลาไม่กี่นาที

ทุกความฝันเป็นจริงได้ในโลกเสมือนใบนี้

ไม่ว่าใครก็ตาม ที่เป็นคนออกแบบฟาร์มในโลกเสมือนแห่งนี้ เขาได้จำลองภารกิจของเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์แบบ บนเงื่อนไขและปัจจัยกระทบที่พบได้ในโลกจริง ซึ่งท้าทายและยวนยั่วให้ลองเล่น

นับตั้งแต่เปิดตัวในโลกออนไลน์มา เมื่อเดือนมิถุนายน 2552 เพียง 2 ปีเศษ ฟาร์มวิลล์ ก็ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว สามารถดึงดูดใจให้ผู้คนทั้งโลกกระโดดลงมาเล่นด้วยความสนุกสนานจนแทบถอนตัวไม่ขึ้นมากถึง 40 ล้านคน

เกมเมอร์หลายคนหรือเกษตรกรตัวปลอมนี้เสียเวลาเกินกว่าครึ่งหนึ่งในภารกิจรอบวัน เพื่อทุ่มเทให้กับการทำฟาร์มปลอมๆนี้ โดยไม่ได้มีรางวัลตอบแทนใดๆ นอกจากการได้มองเห็นฟาร์มของตัวเองขยายใหญ่เติบโตขึ้นทีละน้อย สามารถตกแต่งดัดแปลงได้ตามความฝัน มีความสุขกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามรอบจังหวะของมัน หรือบางทีก็ต้องไปแย่งชิงทรัพยากรกับเพื่อนบ้านบ้าง เพื่อเอามาเติมให้กับสิ่งที่ยังขาดอยู่ในฟาร์มของตัวเอง

การเติบใหญ่ของฟาร์มปลอมนี้ วัดจาก “ระดับความสามารถ” ในการบริหารจัดการฟาร์ม ซึ่งเริ่มตั้งแต่นับหนึ่งสูงขึ้นไปเรื่อยเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แต่ละวันจะมีคนหน้าใหม่เข้ามาเล่นเกมปลูกผักเพิ่มขึ้นเรื่อย ส่วนมือเก๋าสุดที่เริ่มเล่นมาตั้งแต่ฟาร์มวิลล์เปิดตัวก็ยังเดินหน้าพัฒนาฟาร์มของตัวเองต่อไป คนที่บากบั่นฝ่าฟันอุปสรรคมาจนถึงระดับนี้แล้ว มักจะไม่ค่อยยอมวางมือ เพราะต้องการเห็นฟาร์มของพวกเขาเติบโตต่อไปเรื่อยๆ

นี่จึงเป็นแบบจำลองชีวิตและวิธีคิดจริงๆ ของมนุษย์ เพียงแต่จับมันยัดเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนเท่านั้นเอง

โปรแกรมการเล่นฟาร์มวิลล์นั้น ต้องการเครื่องมือที่สามารถจัดการภาพกราฟฟิกที่มีรายละเอียดจำนวนมากได้ และการโหลดไฟล์แต่ละครั้งมีขนาดใหญ่ แย่งชิงพื้นที่การจราจรคอมพิวเตอร์พอสมควร จึงไม่แปลกที่ฟาร์มจะแฮงก์บ่อย บางทีก็เข้าไปเล่นไม่ได้ เพราะถูกบล็อก

หลายหน่วยงานถึงขนาดปิดกั้นไม่ยอมให้พนักงานเล่นเฟซบุ๊กกันเลยก็มี แต่หลายหน่วยงานก็มองต่างออกไป เพราะเห็นประโยชน์ในการใช้เฟซบุ๊กเพื่อการสื่อสารอื่นด้วย โดยเฉพาะในด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์สินค้า หรือบริการที่ทำได้ง่าย ราคาถูก เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง ในเวลาอันรวดเร็วผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นลูกโซ่ไม่มีที่สิ้นสุด

ข้อจำกัดของการโหลดไฟล์ภาพขนาดใหญ่นี่เอง ที่ทำให้เกษตรกรฟาร์มวิลล์แทบจะเล่นในออฟฟิศไม่ได้ เพราะถูกบล็อกบ้าง หรือการจราจรติดขัดทำฟาร์มแฮงก์บ่อยๆ ชวนหงุดหงิดบ้าง เวลาทองของการทำฟาร์มจึงไปกระจุกตัวอยู่ในช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ มากที่สุด รองลงมาก็หลังเลิกงาน ตั้งแต่ 2 ทุ่ม ยันเที่ยงคืน หรือข้ามวันใหม่ ซึ่งเราจะเห็นสถิติการเข้ามาทำฟาร์มของเพื่อนบ้านยาวเหยียด

อัตราการเติบโตของไฮสปีดอินเตอร์เน็ตตามครัวเรือนจึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แม้จะเป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแล้วก็ตาม การจราจรทางคอมพิวเตอร์ในวันหยุดก็ยังสุดแสนจะติดขัด เนื่องจากคนบรรดาเกษตรกรโรแมนติกทั้งหลายต่างก็แห่เข้าเฟซบุ๊กมากันเป็นกองทัพในเวลาเดียวกัน

นี่คือ เกษตรกรรมวันหยุดที่ตอบสนองความฝันของคนทุกชนชั้น ทุกเพศ ทุกวัย ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และกำลังส่งสัญญาณให้รู้ว่าโลกในอนาคตยุคต่อไปนั้น ผู้คนจะมีสังคมนอกบ้านน้อยลง แล้วหันมาใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มากขึ้น สมาคมกับเพื่อนที่ไม่มีตัวตนในโลกเสมือนที่จำลองความต้องการทุกประเภทไว้ครบถ้วน

“ไร้สาระ เสียเวลาโดยใช่เหตุ”

หลายคนตั้งข้อรังเกียจฟาร์มวิลล์ด้วยเหตุผลนี้

ใช่เลย เสียเวลาจริงๆ สำหรับคนที่ไม่พร้อม คนที่ยังต้องใช้เวลาทุกนาทีกับสิ่งอื่นที่มีค่ากว่า ซึ่งเราก็ไม่ควรมาเสียเวลาหาเหตุผลมายุแยงให้คนที่ไม่สนใจหันมาสนับสนุน

แต่กับคนที่สนใจฟาร์มวิลล์ในสาระของมัน อาจมองต่างออกไปในอีกแง่มุมหนึ่ง

เกมทุกเกมเป็นของเสพติด ระดับความรุนแรงของมันแตกต่างออกไปตามจริตผู้เล่น แต่ก็อย่ามองเกมว่ามีพิษมีภัยเสมอไป

ฟาร์มวิลล์ เป็นเกมสร้างสรรค์ ที่มองทะลุจิตใจผู้คนอย่างอ่านขาด จึงมีเสน่ห์เหลือร้าย ไม่ใช่แค่เรื่องปลูกผักบนจอคอมพิวเตอร์แล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเกมที่ออกแบบให้คนเล่นใส่หัวใจลงไป บังคับให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และสิ่งจำเป็นที่สุดก็คือ การมี “เพื่อนบ้าน”

ฟาร์มวิลล์ ทำให้เราต้องมองย้อนกลับไปในสังคมเกษตรกรรมดึกดำบรรพ์ที่ยังไม่มีเครื่องมือในการซื้อขายแลกเปลี่ยนในรูปเงินตรา มีแต่สินค้าแลกสินค้า เปลี่ยนถ่ายออกไปเป็นทอดๆ จึงสร้างสังคมเป็นกลุ่มก้อนขึ้นมาได้ แล้ววิวัฒนาการสู่อารยะ

ไม่เพียงแต่เท่านั้น ฟาร์มวิลล์ยังมีประโยชน์ในฐานะที่มันเป็นตัวขับเคลื่อนความสัมพันธ์ของผู้คนได้ดี รวมถึงเป็นเครื่องช่วยคลายความโดดเดี่ยวของการอยู่เพียงลำพัง เพราะทันทีที่คุณเข้าไปสู่โลกของการปลูกผัก คุณจะถูกบังคับด้วยระบบของเกมให้แสวงหาเพื่อนบ้าน และจูงใจให้ลงมือทำฟาร์มด้วยความสนุก จนมันขยายใหญ่ขึ้นแบบไม่รู้ตัว

เพราะคุณจะเพลินไปกับเสียงร้องของสัตว์สารพัดประเภทในฟาร์ม บางทีมันก็กระโดดโลดเต้นให้เห็น โดยเฉพาะเจ้าหมูอ้วนที่โดดเล่นตีลังกาอยู่กับกองใบไม้ หรือเจ้าตัวตุ่น ที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในรู สัตว์เลี้ยงเพื่อนรักอย่างสุนัขที่วิ่งตามเจ้าของต้อยๆ ซึ่งคุณต้องคอยป้อนอาหารมันตรงเวลาอยู่เสมอ

เมื่อผลไม้ในสวนได้เวลาเก็บเกี่ยว ผลของมันก็จะสะพรั่งเต็มต้น ให้สีสันแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดของผลไม้ รูปทรงของต้นไม้แต่ละประเภทก็ต่างกันไปไม่มีซ้ำในเฉดสีที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน แม้แต่สัตว์แต่ละอย่างในฟาร์มก็จำลองรูปทรงและอากัปกิริยาตามธรรมชาติมาจำลองไว้อย่างมีชีวิตชีวา

เกมนี้น่าจะช่วยบำบัดโรคซึมเศร้าได้ดี เพราะคุณจะไม่มีวันโดดเดี่ยวในฟาร์มของโลกเสมือน และจะพบว่าเพื่อนบ้านเกษตรกรด้วยกันที่คุณไม่รู้จักตัวตนแท้จริงนั้น พร้อมจะช่วยเหลือเกื้อกูลคุณเสมอ ไม่ว่าคุณจะร้องขออะไร และตัวคุณเองก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นผู้อยากให้ เมื่อให้บ่อยๆ จนเคยชิน ก็จะรู้จักปล่อยวางโดยไม่รู้ตัว

ปล่อยวางได้เมื่อไหร่ ก็ไล่ความกังวลและหมดทุกข์

เพื่อนบ้านในฟาร์มวิลล์ไม่จำเป็นต้องรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน เพียงแค่สมัครใจทำฟาร์มกันคนละแปลง แล้วขอมาอยู่เป็นเพื่อนบ้านที่มีรั้วชิดติดกันในโลกเสมือน มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้าวของ ส่งของขวัญให้กันเป็นประจำ บางทีก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ เพราะพืชผักในฟาร์มโลกเสมือนก็ไม่ต่างจากชีวิตจริงเลย เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวอันเหมาะสมแล้วเรายังไม่ลงมือมันก็จะเน่าเสีย ถ้าเรามีเพื่อนบ้านดีแวะเวียนเข้ามารดน้ำให้บ่อยๆ พืชผลก็จะเหลือรอดพอให้เก็บเกี่ยวได้ แต่ถ้าเราอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเพียงลำพัง ก็จำต้องรับผลของมัน

นั่นคือ ฟาร์มขยายไม่ได้ เพราะไม่มีคนมาแลกเปลี่ยนสินค้าด้วย

การปลูกผักบนจอทำให้คนในชุมชนหนึ่งมีความใกล้ชิดกันอย่างไม่รู้ตัว มีเรื่องที่ต้องคอยช่วยเหลือแบ่งปันกัน มีบทสนทนาใหม่ๆ ข้อสงสัยที่ต้องถามไถ่ ปรึกษาหารือกัน หรือขอความรู้กันเพิ่มขึ้นในหลายเรื่อง

น้ำใจของผู้คนที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักตัวตนกันจริงๆ หลั่งไหลท่วมท้นอยู่บนเฟซบุ๊ก และทุกคนไม่เพียงสนุกกับเกม แต่เรียนรู้ที่จะ “ให้” มากกว่า “รับ”

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

เปิดโครงการ “สหกรณ์สร้างชาติ” กิจกรรมเพื่อชาวเกษตรและสหกรณ์

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เก็บมาเล่า

อภิวัฒน์ คำสิงห์

เปิดโครงการ “สหกรณ์สร้างชาติ” กิจกรรมเพื่อชาวเกษตรและสหกรณ์

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัท ฟาร์ม แชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด และสถาบันกันตนา แถลงข่าวเปิดโครงการ “สหกรณ์สร้างชาติ” ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่ รายการเรียลลิตี้ เกมสหกรณ์ ปี 3 รายการควิซโชว์ สหกรณ์สร้างชาติ โครงการฝึกอบรมสถาบันผู้นำธุรกิจ และมหกรรมงานคนไทยหัวใจเกษตร ครั้งที่ 4

คุณประสพสิน แม้นทิม รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า รายการเกมสหกรณ์ และ รายการสหกรณ์สร้างชาติ เป็น 2 รายการที่ช่วยภาคสหกรณ์การเกษตรได้เชื่อมโยงเครือข่ายซึ่งกันและกันมากขึ้น โดยรายการ เกมสหกรณ์ มีขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยปีนี้เน้นเรื่องการสร้างความเชื่อมโยง Super Coop Super Network ซึ่งผู้แข่งขันจะเป็นสหกรณ์ที่ผ่านการคัดสรร 10 ภูมิภาค 14 สหกรณ์ มีการนำเสนอแผนงานผลงานผลิต และผลิตภัณฑ์ของตนเองต่อคณะกรรมการในแต่ละสัปดาห์

คุณประสพสิน ให้รายละเอียดว่า ในการนำเสนอแผนงานผลงานผลิตและผลิตภัณฑ์ จะมีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ให้คำแนะนำ เพื่อต่อยอดความคิด พัฒนาปรับปรุง เพิ่มกลยุทธ์การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ ทั้ง 14 แผนงาน จะมีแนวทางเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจของตนเองในสัปดาห์สุดท้ายด้วย ทั้งนี้ รายการเกมสหกรณ์ออกอากาศเป็นประจำทุกวันจันทร์-อาทิตย์ ทางสถานีโทรทัศน์ฟาร์ม แชนเนล เวลา 18.30-19.00 น. และรายการคนไทยหัวใจเกษตร สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ เวลา 05.00-05.30 น. รางวัลชนะเลิศเป็นโล่ประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ รถแทรกเตอร์ และเงินสด 100,000 บาท

ส่วนรายการสหกรณ์สร้างชาติ เป็นรายการซีรีส์ควิซโชว์ ซึ่งเปิดกว้างให้ผู้ร่วมรายการจากสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำเสนอผลิตภัณฑ์เด่นของตนเอง สัปดาห์ละ 1 ผลิตภัณฑ์ 5 สหกรณ์ สหกรณ์ละ 2 คน ออกอากาศทางช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 16.30-17.00 น. และทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.30-20.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ฟาร์ม แชนเนล

นอกเหนือจากรายการเกมสหกรณ์ และรายการสหกรณ์สร้างชาติแล้ว คุณศศิกร ฉันท์เศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ฟาร์ม แชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในโอกาสพิเศษที่กันตนาครบรอบ 60 ปี ได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชนจัดงานประจำปี “คนไทยหัวใจเกษตร ครั้งที่ 4″ ขึ้น ซึ่งงานดังกล่าวเป็นการรวบรวมผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในราคาย่อมเยา โดยปีนี้งานจัดขึ้นที่บริษัท กันตนา มูฟวี่ทาวน์ (2002) อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ระหว่าง วันที่ 9-12 ธันวาคม 2554 ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับกิจกรรมที่ 4 ซึ่งเป็นกิจกรรมภายในโครงการสหกรณ์สร้างชาติ มีเป้าหมายสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจภาคสหกรณ์การเกษตรของประเทศไทย จึงร่วมกับสถาบันวิชาการสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมนิสิตเก่าคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันกันตนา จัดโครงการฝึกอบรมศักยภาพการจัดการธุรกิจระดับสูง หลักสูตร “สถาบันผู้นำธุรกิจและการสื่อสารสหกรณ์”

รศ. วิจารณ์ วิชชูกิจ คณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงโครงการฝึกอบรมศักยภาพฯ ว่า ปัจจุบันองค์กรหลายแห่งมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้พร้อมเข้าสู่การแข่งขัน ด้วยการพัฒนาศักยภาพการจัดการองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศไทยได้นำระบบสหกรณ์มาใช้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น การเสริมศักยภาพการจัดการธุรกิจระดับสูงสำหรับผู้บริหาร จึงเป็นสิ่งจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์พลิกฟื้นธุรกิจเชิงพึ่งพา

ผู้สนใจโครงการฝึกอบรมศักยภาพการจัดการธุรกิจระดับสูง หลักสูตร “สถาบันผู้นำธุรกิจและการสื่อสารสหกรณ์” ระยะเวลาฝึกอบรมระหว่าง วันที่ 21 มกราคม-22 เมษายน 2555 รวม 12 สัปดาห์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน สมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้-15 ธันวาคม 2554

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

สุขหรรษากับ…แคมเปญสุดพิเศษ สัมผัสกลิ่นอายอีสานเหนือ 3 จังหวัดสนุก

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

ท่องเที่ยวเกษตร

อภิวัฒน์ คำสิงห์

สุขหรรษากับ…แคมเปญสุดพิเศษ สัมผัสกลิ่นอายอีสานเหนือ 3 จังหวัดสนุก

ดินแดนแห่งกลิ่นอายอีสานเหนือ นามว่า “สนุก” เป็นชื่อกลุ่มจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร คำว่า สนุก มาจากการนำพยัญชนะและสระของแต่ละจังหวัดมาประกอบเป็นคำ ซึ่ง ส เสือ มาจาก สกลนคร น หนู จาก นครพนม สระอุ และ ก ไก่ จาก มุกดาหาร อันเป็น 3 จังหวัด ที่มีทำเลที่ตั้งอยู่ในช่วงริมแม่น้ำโขงที่มีทัศนียภาพและภูมิทัศน์ที่สวยงาม 

ความพร้อมและศักยภาพของกลุ่มจังหวัดสนุก ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทยจัดเส้นทางท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดสนุก เชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว-เวียดนาม) เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่จะขยายตัวจากการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ที่จะทำให้ผู้คนในแถบอินโดจีนได้แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการค้าที่จะเกิดขึ้น โดยเชื่อมต่อระหว่าง จังหวัดนครพนม-แขวงคำม่วน นับว่าเป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งด้านการค้าและการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่เชื่อมโยงจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จาก สปป.ลาว ไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และเข้าสู่ภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

แซ่บสกล ผจญภัยมุก สนุกนคร

สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีศักยภาพและทรัพยากรการท่องเที่ยวไม่เป็นรองจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศไทย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แหล่งเก่าแก่ของอารยธรรมโลกมีการพบเห็นร่องรอยทางโบราณคดีของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ร่องรอยแห่งอารยธรรมที่ได้สร้างไว้บนแผ่นดินอีสานสมัยที่ยังรุ่งเรือง

กลุ่มจังหวัดสนุกเป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสน์ มีวัดโบราณเก่าแก่ที่มีศิลปกรรมและประติมากรรมวิจิตรงดงามตั้งกระจายอยู่ทั่วไป รวมทั้งวัดป่ามากมายที่น่าไปแวะชม บางแห่งมีพิพิธภัณฑ์แสดงอัฐบริขารและบรรจุอัฐิธาตุของพระเกจิสายวิปัสนากรรมฐานชื่อดังหลายรูป

นครพนม และ มุกดาหาร เป็น 2 ใน 7 จังหวัด ของภาคอีสาน ที่ตั้งอยู่ริมโขง ซึ่งมีดินแดนกับ สปป.ลาว มีแม่น้ำโขงกั้นเป็นพรมแดนระยะทางยาวกว่า 832 กิโลเมตร ไหลผ่านจังหวัดนครพนมและจังหวัดมุกดาหาร ประมาณ 225 กิโลเมตร ซึ่งในช่วงที่ไหลผ่านสองฝั่งโขงมีภูมิทัศน์และทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตา ธรรมชาติและทิวทัศน์ที่งดงามน่าประทับใจ และเมื่อรวมกับจังหวัดสกลนครที่มีผืนป่าอุดมสมบูรณ์แถบเทือกเขาภูพานด้วยแล้ว ทำให้บริเวณพื้นที่ 3 จังหวัด ดังกล่าว เหมาะกับการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง

ไม่เพียงแต่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเท่านั้น กลุ่มจังหวัดสนุกยังเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุศักดิ์สิทธิ์มากมาย โดยเฉพาะจังหวัดนครพนมซึ่งเป็นดินแดนแห่งพระธาตุประจำวันเกิดที่ควรไปกราบไหว้สักการะเป็นมงคลแห่งชีวิต นอกจากนี้ ทั้ง 3 จังหวัด ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งด้านวัฒนธรรม เทศกาลประเพณีจับจ่ายซื้อของที่ระลึก สินค้าหัตถกรรมพื้นเมือง ของกินอย่างครบครัน

สกลนคร อู่อารยธรรมอีสานตอนบน 

จังหวัดสกลนคร มีภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีพ ทั้งส่วนของเทือกเขาภูพาน ผืนป่า ที่ราบลุ่มน้ำที่เกิดจากแม่น้ำลำธารหลายสายที่ไหลมาจากเทือกเขาภูพาน ทำให้ดินแดนสกลนครแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งชุมชนที่หลากหลายก่อให้เกิดวัฒนธรรม เป็นมรดกสืบทอด ทั้งในด้านโบราณสถาน โบราณวัตถุ ประเพณี ความเชื่อมากมาย

ปัจจุบันจังหวัดสกลนคร มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ โบราณคดี ธรรมชาติที่สวยงามและหลากหลาย เช่น ประตูเมืองสกลนคร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทางเข้าตัวเมือง, พระธาตุเชิงชุม ปูชนียสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ, บ้านท่าแร่ ชุมชนเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ในรูปแบบสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่ตกแต่งด้วยลวดลายเก๋งจีนและลายองุ่น ฯลฯ

อู่อารยธรรมอีสานตอนบนอย่างสกลนคร ไม่เพียงแต่จะมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ยังมีเทศกาลงานประเพณีที่งดงาม ชวนให้ได้มาสัมผัสอีกมากมาย เช่น งานประเพณีออกพรรษาแห่ปราสาทผึ้งและแข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานฯ, เทศกาลปีใหม่ร่วมนมัสการหลวงพ่อองค์แสนอันศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระธาตุเชิงชุมที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร, เทศกาลแห่ดาวของชาวท่าแร่, งานรวมน้ำใจไทสกลและงานกาชาด, เทศกาลโส้รำลึก, งานบุญมหาชาติและบุญบั้งไฟ อำเภอพังโคน, เทศกาลลอยประทีปพระราชทาน สิบสองเพ็งไทสกล และเทศกาลอื่นๆ

นครพนม พระธาตุค่าล้ำ มนต์ขลังสองฝั่งโขง

ทัศนียภาพที่งดงามริมฝั่งโขง และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม ศาสนโบราณสถานที่โดดเด่นเป็นมรดกอันล้ำค่าของจังหวัดนครพนมที่มีเสน่ห์ ดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขงแห่งนี้ เป็นเมืองลูกหลวงที่มีองค์พระธาตุพนม พระธาตุประจำวันเกิดวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์ ภายในบรรจุพระอุรังคธาตุ เป็นที่สักการะ ศูนย์รวมจิตใจ ความศรัทธาของชาวจังหวัดนครพนมถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองแต่โบราณกาล

จังหวัดนครพนม ยังมีเส้นทางไหว้พระประจำวันเกิดเสริมมงคลชีวิต เช่น พระธาตุเรณู (ประจำวันเกิดวันจันทร์) พระธาตุศรีคุณ (ประจำวันเกิดวันอังคาร) พระธาตุมหาชัย (ประจำวันเกิดวันพุธ) พระธาตุประสิทธิ์ (ประจำวันเกิดวันพฤหัสบดี) พระธาตุท่าอุเทน (ประจำวันเกิดวันศุกร์) และพระธาตุนคร (ประจำวันเกิดวันเสาร์)

การอนุรักษ์วิถีชีวิตความเป็นอยู่พร้อมทั้งวัฒนธรรม งานประเพณีแบบดั้งเดิม เป็นการแสดงถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่มีมาช้านาน ซึ่งปัจจุบันยังคงรักษากันไว้เป็นอย่างดี อาทิ งานนมัสการพระธาตุพนม, การฟ้อนผู้ไท และงานประเพณีไหลเรือไฟนครพนม (เฮือไฟ) ที่ทำเป็นประเพณีสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ภายในจังหวัดนครพนมและอำเภอต่างๆ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอให้ได้มาสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายทองศรีโคตบูร, เขื่อนหน้าเมืองนครพนม, บ้านนาจอก (บ้านท่านโฮจิมินห์), อุทยานแห่งชาติภูลังกา, น้ำตกตาดขาม และสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ในเรื่องของการค้า การท่องเที่ยว ตลอดจนประเพณีและวัฒนธรรม

มุกดาหาร ประตูสู่อินโดจีน อัญมณีชายฝั่งโขง 

เป็น 1 ใน 7 จังหวัดของภาคอีสาน ที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน แม้จะเป็นจังหวัดที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีความสำคัญในฐานะเป็นด่านสำคัญติดต่อสู่กลุ่มประเทศอินโดจีน อันได้แก่ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ได้อย่างสะดวกที่สุด นับว่าเป็นประตูสู่อินโดจีนที่มีความโดดเด่นทางด้านทิวทัศน์สองฝั่งโขงอีกแห่งหนึ่ง

แม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดมุกดาหาร ถึงแม้จะมีความยาวไม่มาก แต่ก็เป็นช่วงที่กว้างที่สุดของไทย ทำให้ภูมิทัศน์สองฝั่งโขงช่วงนี้มีความงดงามแปลกตามากกว่าบริเวณอื่นๆ สามารถชมทัศนียภาพตอนพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ตลอดจนธรรมชาติทั้งตัวเมืองมุกดาหารของฝั่งไทยและเมืองคันทะบุรี แขวงสะหวันนะเขตของฝังลาวได้ชัดเจนตลอดแนว

สายน้ำสีขาวของลำน้ำโขงที่ทอดยาวโค้งกว้างไกลออกไปทางทิศเหนือและทิศใต้ สอดรับกับแนวเขามโนรมย์ที่ทอดยาวเขียวขจีจากตัวเมืองมุกดาหารลงไปทางทิศใต้เคียงคู่กันไปอย่างสวยงาม ทำให้จังหวัดมุกดาหารเปรียบดั่งไข่มุกหรืออัญมณีอันล้ำค่าของชายฝั่งโขง

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดมุกดาหารคือ เป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประเพณี ซึ่งเมื่อรวมกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โบราณวัตถุและอื่นๆ มุกดาหารจึงเป็นจังหวัดที่น่าแวะเยือนแห่งหนึ่งของภาคอีสาน

ประสบการณ์แห่งความสุข สนุกสนาน ผสานความอิ่มเอมใจของเส้นทางท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดสนุก ไม่มีแค่เฉพาะในประเทศเท่านั้น ยังสามารถข้ามฝั่งโขงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งสามารถข้ามได้ที่ จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร

เที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โบราณสถานที่เก่าแก่มากมาย อาทิ พระธาตุศรีโคตรบอง (สปป.ลาว) ลงเรือล่องแม่น้ำซอน ชมถ้ำน้ำรอดฟองยา, อุโมงค์วินมก (ประเทศเวียดนาม) 

อันซีน มุกดาหาร อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ

ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงบังอี่ สภาพส่วนใหญ่เป็นป่าเต็ง-รัง และป่าเบญจพรรณ หลายบริเวณเป็นผาสูงและลานหินกว้าง มีหินรูปร่างแปลกๆ มากมาย นอกจากนี้ ยังมีสถานที่น่าเที่ยวชมภายในอุทยานฯ ได้แก่

กลุ่มหินรูปลักษณะแปลกๆ เหมือนมีคนจับไปวางเทินซ้อนกันไว้ ส่วนใครที่เห็นเป็นรูปอะไรก็ตามแต่จินตนาการ บางอันมีรูปร่างคล้ายร่ม ดอกเห็ดขนาดใหญ่ เครื่องบินไอพ่น มงกุฎ ดอกบัวบาน และพอย่างเข้าปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว จะมีดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่งเต็มอุทยานฯ

สนใจเที่ยวชม ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ บ้านนาสีนวน ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โทรศัพท์ (042) 676-474, (042) 601-753

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

เที่ยวอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

ท่องเที่ยวเกษตร 

ประกิต เพ็งวิชัย

เที่ยวอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก

อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช เดิมมีชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติต้นกระบากใหญ่” เนื่องจากมีต้นกระบากที่ใหญ่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีอายุกว่า 700 ปี จากการบอกเล่าของชาวเขาเผ่ามูเซอว่า มีต้นไม้ขนาดใหญ่ ประมาณ 10 คนโอบ อยู่ต้นหนึ่ง และมีสะพานหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อสำรวจพบ เห็นว่าเป็นสภาพธรรมชาติที่สวยงาม ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้

ลักษณะทางธรรมชาติที่มีความโดดเด่นภายในอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ได้แก่ ต้นกระบากใหญ่ สะพานหินธรรมชาติ น้ำตกห้วยหอย น้ำตกแม่ย่าป้า มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี และมีสัตว์ป่าที่ชุกชุม

ตั้งอยู่ในท้องที่ 2 อำเภอ ครอบคลุมอยู่ในเขตป่าแม่ท้อ ตำบลแม่ท้อ ตำบลพะวอ อำเภอเมือง และป่าแม่ละเมา อำเภอแม่สอด มีเนื้อที่ 165,250 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2524 ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงชัน มีภูเขาสลับซับซ้อน สภาพป่าสมบูรณ์ เป็นอุทยานฯ ที่มีป่าหลายชนิด เช่น ป่าดิบเขา ป่าสนเขา ป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ อุทยานฯ มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิโดยเฉลี่ย ประมาณ 20 องศาเซลเซียส ฝนตกชุกในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม ส่วนฤดูหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม จะมีอุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียส

นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทางลักษณะภูมิประเทศแล้ว อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราชยังมีเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์อีกด้วย กล่าวคือ ในอดีตสมัยโบราณเคยใช้เป็นเส้นทางเดินทัพของไทย และพม่า ใน พ.ศ. 2305 พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเส้นทางการเดินทัพของขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด (อำเภอแม่สอด ในปัจจุบัน) เพื่อบุกเข้าตีเมืองตาก ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของไทยในขณะนั้น นอกจากนี้ ยังเป็นเส้นทางเดินทัพของพม่า โดยพระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่า เมื่อคราวยกทัพกลับจากการล้อมกรุงศรีอยุธยา ขณะเสด็จกลับระหว่างทางทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ในป่าแห่งนี้

สถานที่น่าสนใจภายในอุทยานฯ 

ต้นกระบากใหญ่ เป็นต้นไม้ที่ขึ้นในบริเวณหุบเขาของป่าดงดิบ เป็นพันธุ์ไม้เนื้ออ่อน มีลักษณะลำต้นตรงเปลา (คือ ลำต้นสูงชะลูดไม่มีกิ่งที่ลำต้น) เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกสีน้ำตาลปนเทา มีอายุประมาณ 700 ปี มีขนาดวัดโดยรอบได้ 16.40 เมตร หรือราว 14 คนโอบ สูง 50 เมตร เป็นต้นกระบากที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้ค้นพบคือ คุณสวาท ณ น่าน ช่างระดับ 2 สถานีโทรคมนาคม จังหวัดตาก เส้นทางเดินที่ลงไปชมต้นกระบากใหญ่ ทางอุทยานฯ ได้จัดทำเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมระบบเชิงนิเวศของป่าด้วย ผู้ที่จะเดินลงไปชมต้นกระบากใหญ่ควรมีความพร้อมทางร่างกาย เพราะทางเดินค่อนข้างชัน การเดินทาง ต้นกระบากใหญ่อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นทางรถยนต์ ประมาณ 3 กิโลเมตร และเป็นทางเดินเท้าลงเขาชันอีกประมาณ 1 กิโลเมตร

สะพานหินธรรมชาติ มีลักษณะเป็นแท่งหินขนาดใหญ่เชื่อมหน้าผาสองแห่งเข้าด้วยกัน มีความกว้างและความสูงประมาณ 25 เมตร เบื้องล่างมีลำธารไหลผ่าน ถัดออกไปประมาณ 50 เมตร มีถ้ำที่มีหินงอกหินย้อย การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวง หมายเลข 105 ไปจนถึงกิโลเมตรที่ 35 ให้แยกเข้าศูนย์เพาะชำกล้าไม้ตาก และตรงไปประมาณ 6 กิโลเมตร จากนั้นให้เดินเท้าต่อไปอีก 2 กิโลเมตร ถึงสะพานหินธรรมชาติ

น้ำตกปางอ้าน้อย เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลตลอดทั้งปี สูงประมาณ 20 เมตร อยู่ห่างจากต้นกระบากใหญ่ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 2 กิโลเมตร

น้ำตกปางอ้าใหญ่ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี ความสูงประมาณ 80 เมตร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 24 กิโลเมตร การเดินทาง ควรติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เป็นผู้นำทาง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานฯ โทร. (055) 511-429, (055) 511-429 หรือกรมอุทยานฯ โทร. (02) 562-0706, (02) 562-0706

ถ้ำธารลอดผาขาว-ผาแดง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 35 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยผาขาว-ผาแดง มีความสูง 30 เมตร มีถ้ำธารลอดเกิดจากลำห้วยผาแดง ซึ่งไหลเลาะลงถ้ำด้านล่าง ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม

น้ำตกแม่ย่าป้า เป็นน้ำตกขนาดกลาง ที่เกิดจากลำห้วยแม่ย่าป้า อยู่ในป่าทึบ มีน้ำไหลลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นตามร่องห้วย แล้วไหลลงสู่ลำห้วยแม่ท้อ การเดินทาง ไปน้ำตกแม่ย่าป้านั้นยังไม่สะดวกนัก นักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเดินป่าควรติดต่อขอคนนำทางกับเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ ก่อน

น้ำตกสามหมื่นทุ่ง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เกิดจากลำห้วยสามหมื่นหลวง มีความสูง 30 เมตร มีน้ำไหลตลอดทั้งปี

อัตราค่าเข้าอุทยานฯ นักท่องเที่ยว ชาวไทย เด็ก ราคา 10 บาท ผู้ใหญ่ ราคา 20 บาท ชาวต่างประเทศ เด็ก ราคา 100 บาท ผู้ใหญ่ ราคา 200 บาท รถยนต์ 4 ล้อ ราคา 30 บาท (ไม่รวมคนขับ)

การเดินทาง

รถยนต์ ใช้เส้นทางสายตาก-แม่สอด ทางหลวง หมายเลข 105 ถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 26 มีทางแยกขวาเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯ

รถประจำทาง มีรถตู้วิ่งประจำทาง สายตาก-แม่สอด มาลงที่ปากทางแยกเข้าอุทยานฯ บริเวณกิโลเมตรที่ 26 แล้วจากนั้นจะต้องเดินเท้าเข้าไปในอุทยานฯ อีก 2 กิโลเมตร

สถานที่พัก อุทยานฯ มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว จำนวน 8 หลัง ราคาหลังละ 500-1,000 บาท มีเรือนนอน พักได้ 60 คน ราคา 2,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีค่ายพักแรมที่เล่นแคมป์ไฟได้ และนักท่องเที่ยวที่นำเต๊นท์มาเอง ทางอุทยานฯ ได้จัดสถานที่ตั้งเต๊นท์ไว้ เสียค่ากางเต๊นท์ 100 บาท/คน/คืน และอุทยานฯ มีร้านอาหารบริการ แต่ต้องติดต่อล่วงหน้า สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ตู้ ป.ณ. 10 อำเภอเมือง จังหวัดตาก 63000 โทร. (055) 511-429, (055) 511-429 หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. (02) 562-0760, (02) 562-0760 นอกจากนี้ ทางอุทยานฯ ยังมีบ้านพัก สถานที่กางเต๊นท์ และร้านอาหารไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว สอบถามข้อมูล โทร. (055) 511-429

หรือสอบถามเส้นทางการเดินทางได้ ที่ สำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดตาก เลขที่ 585 หมู่ที่ 5 ถนนจรดวิถีถ่อง ตำบลน้ำรึม อำเภอเมือง จังหวัดตาก 63000 โทร. (055) 511-562 ต่อ 18

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

รถสำหรับคนพิการ ควบคุมด้วยศีรษะ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เทคโนฯ ก้าวหน้า 

มณีรัตน์ ปัญญพงษ์

รถสำหรับคนพิการ ควบคุมด้วยศีรษะ

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ร่วมกับศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พัฒนาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการ ล่าสุดสามารถประดิษฐ์รถสำหรับผู้พิการ ควบคุมด้วยศีรษะขึ้นเป็นผลสำเร็จ

ดร. เดชฤทธิ์ มณีธรรม จาก มทร. ธัญบุรี เผยว่า จากแนวคิดแรกเริ่มของ ผศ.น.พ. นิยม ละออปักษิณ ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่มีความตั้งใจให้ผู้พิการได้มีอุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับอำนวยความสะดวกได้อย่างทั่วถึง และการพัฒนาครั้งนี้ ก็ด้วยเล็งเห็นว่า ผู้พิการที่ไม่มีแขน ไม่มีขาทั้งสองข้าง จะถูกจับให้นอนอยู่เฉยๆ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งจากข้อมูลพื้นฐานทราบว่า ผู้พิการประเภทนี้ในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีผู้คิดประดิษฐ์รถสำหรับผู้พิการกลุ่มไม่มีแขนและขาในการใช้งาน ดังนั้น เพื่อความสะดวกสบายของผู้พิการ จึงได้เกิดแนวคิดและพัฒนารถสำหรับผู้พิการที่ควบคุมด้วยศีรษะขึ้นมาจนเป็นผลสำเร็จ

รถสำหรับผู้พิการควบคุมด้วยศีรษะ หรือ ไจโรสโคป ที่พัฒนาขึ้นนี้ ดร. เดชฤทธิ์ อธิบายให้ฟังว่า รถสำหรับผู้พิการคันนี้มีลักษณะเหมือนกับรถเข็นสำหรับผู้พิการทั่วไป แต่ความพิเศษคือ มันสามารถควบคุมและสั่งงานได้ด้วยศีรษะ ทั้งนี้เป็นการคิดค้นขึ้นมาสำหรับผู้พิการที่ไม่มีแขนและขาให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ต้องนอนแต่อยู่บนเตียงตลอดเวลา

ทั้งนี้ รถคันนี้จะทำงานด้วยระบบไมโครคอนโทรลเลอร์ โดยใช้สารกึ่งตัวนำชนิดหนึ่งที่ใช้จับความเอียงของมุม ที่เรียกว่า ไจโรสโคป นำมาต่อสัญญาณไว้กับอุปกรณ์ที่สามารถสวมศีรษะของผู้พิการได้ การทำงานเพียงแค่ผู้พิการนั่งบนรถและสวมอุปกรณ์ครอบศีรษะไว้

จากนั้นก็สามารถสั่งการได้ด้วยตัวเอง เพียงการก้มหน้าเพียงเล็กน้อย (โดยประมาณ 10 องศา) รถเข็นก็จะเดินหน้า การเงยศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย รถเข็นก็จะถอยหลัง ส่วนการเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา ก็เพียงแต่เอียงศีรษะไปทางด้านขวาหรือด้านซ้ายในมุมเล็กน้อย (โดยประมาณ 10 องศา) รถเข็นก็จะเลี้ยวไปตามทางที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ผู้วิจัยยังได้มีระบบความปลอดภัย ไว้ถึง 2 ตำแหน่ง คือ บริเวณของรถจะมีเซ็นเซอร์ที่ส่งสัญญาณไปกระทบวัตถุด้านหน้า เมื่อรถวิ่งเข้าหาวัตถุที่ขวางอยู่ข้างหน้า ประมาณ 1 เมตร รถจะหยุดการทำงาน อีกตำแหน่งหนึ่งคือ สวิตช์สัญญาณไฟฟ้า เมื่อผู้ใช้ต้องการหยุดรถ ใช้พิงหลังที่พนักเพื่อกดสวิตช์สั่งการให้ตัดสัญญาณไฟฟ้าทั้งระบบ รถก็จะหยุดการเคลื่อนที่ทันทีเช่นกัน

ทั้งนี้ ผู้พิการในประเทศไทยยังขาดอุปกรณ์และมีใช้ยังไม่ทั่วถึง ดังนั้น สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจ และที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการพัฒนาและประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับผู้พิการ สามารถบริจาคเป็นเงินกองทุนพัฒนาสิ่งประดิษฐ์สำหรับช่วยผู้พิการ ท่านสามารถติดต่อบริจาคสมทบทุนได้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.น.พ. นิยม ละออปักษิณ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 914-6249

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

จำต้องคืน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

จำต้องคืน

วันที่ 1 มิถุนายน 2538 คุณโผง ไปขอกู้เงินจากคุณเงือบ 700,000 บาท

คุณเงือบว่า ยินดีให้กู้ แต่เพื่อเป็นหลักประกันแห่งการกู้ คุณโผงต้องนำหนังสือ น.ส.3 ที่ดินแปลงที่ปลูกบ้านอยู่อาศัย เนื้อที่ดิน 5 ไร่เศษของคุณโผง มาให้ยึดไว้จนกว่าจะชำระหนี้หมด

ถ้าผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้นี้ ให้ถือว่าได้ขายที่ดินแปลงนี้ พร้อมบ้านนั้นเป็นการชำระหนี้แทน

คุณเงือบจัดทำ หนังสือสัญญากู้ หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้าน พร้อมหนังสือมอบอำนาจ มาให้คุณโผงลงนาม มอบไว้ให้แก่คุณเงือบ

คุณโผงรับเงิน คุณเงือบรับสัญญารวมทั้งหนังสือมอบอำนาจมา แล้วต่างฝ่ายต่างผิวปากจากกันไป

ถึงกำหนดชำระหนี้คุณโผงผิวปาก-ไม่ชำระ

คุณเงือบนำเอาสัญญาซื้อขาย และหนังสือมอบอำนาจ ไปสำนักงานที่ดินจัดการโอนทะเบียนที่ดินนั้นให้คุณเงินผู้พ่อ

คุณเงินรับโอนที่ดินมาแล้ว ฟ้องขับไล่คุณโผงออกจากที่ดิน สู้กันไปจนถึงศาลอุทธรณ์

ส่วนคุณโผงฟ้องคุณเงือบและคุณเงินมั่ง ขอให้ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนและนิติกรรมขายที่ดินระหว่างคุณโผงกับคุณเงือบเมื่อ วันที่ 9 มีนาคม 2542 เป็นโมฆะ และให้คุณเงือบไปจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนแก่ตน

แน่ละคุณเงือบและคุณเงินสองลูกพ่อ หรือ คุณเงินกับคุณเงือบสองพ่อลูกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้สองพ่อลูกหรือลูกพ่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิที่ดินกลับคืนสู่คุณโผง ถ้าไม่ทำให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของทั้งสอง (และให้คุณเงินชำระหนี้ 700,000 บาท แก่คุณโผง)

คุณเงือบและคุณเงินอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณสองพ่อลูกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 1 มิถุนายน 2538 คุณโผงกู้เงินจากคุณเงือบ 700,000 บาท มีข้อตกลงว่าหากผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ ให้ถือว่าได้ขายที่ดิน น.ส.3 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้คุณเงือบเป็นการชำระหนี้แทน

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีจึงเป็นเรื่องนำทรัพย์สินมาตีราคาชำระหนี้เงินกู้ มิใช่เป็นเรื่องการซื้อขายที่ดินกันโดยแท้ตั้งแต่เริ่มแรก

ส่วนที่ว่าข้อตกลงในนามสัญญาเงินกู้นั้นเป็นโมฆะหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 656 วรรคสอง ข้อตกลงเรื่องการที่ผู้ให้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมนั้น หนี้เงินกู้จะระงับไป ต้องคิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้น ในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ และหากมีข้อตกลงอย่างใดๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวนี้ ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามวรรคสาม

ได้ความว่า สัญญาซื้อขายลง วันที่ 9 มีนาคม 2542 คู่สัญญาตกลงซื้อขายในราคา 700,000 บาท โดยบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประเมินตารางวาละ 130 บาท รวมราคาประเมิน 270,400 บาท

แต่ราคาประเมินเมื่อคราวจดทะเบียนนิติกรรมขายฝาก ก่อนจดทะเบียนซื้อขายเมื่อ วันที่ 9 มีนาคม 2542 ราคาประเมินตารางวาละ 1,000 บาท คิดเป็นเงิน 2,080,000 บาท ยิ่งกว่านั้นราคาประเมินเมื่อคราวนำไปใช้ประกันตัวผู้ต้องหาเมื่อ วันที่ 3 มกราคม 2544 มีราคาตารางวาละ 1,000 บาท

ข้อตกลงในเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นเรื่องที่คุณเงือบผู้ให้กู้ยอมรับเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินกู้ยืม โดยไม่ได้คิดเป็นจำนวนเงินเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้น ในระยะเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ แต่ให้ยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่วางประกันเอาชำระหนี้ได้ทันที โดยไม่ต้องคำนวณราคาท้องตลาดกันอีก

ข้อตกลงนี้จึงเป็นโมฆะตาม มาตรา 656 วรรคสาม

ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้จดทะเบียนที่ดินคืนแก่คุณโผง

คุณเงินและคุณเงือบ ยืนหน้ามุ่ย ขณะที่คุณโผงหน้าบาน เพราะได้ที่ดินกลับมา

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6852/2553)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 656 ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นแทนจำนวนเงินนั้นไซร้ ท่านให้คิดเป็นหนี้เงินค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ

ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ

ความตกลงกันอย่างใดๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวมานี้ ท่านว่าเป็นโมฆะ

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

ไปดูไร่นาสวนผสมแบบทันสมัย คนวัย 76 ปี ทำสำเร็จได้อย่างไร

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

คนเกษตร

สมชาย นนทฤทธิ์

ไปดูไร่นาสวนผสมแบบทันสมัย คนวัย 76 ปี ทำสำเร็จได้อย่างไร

คนเป็นเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จในอาชีพ ต้องมีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวตั้งที่มั่นคงแข็งแรง ไม่ว่าทุน ที่ดิน การจัดการ ตลอดจนทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาก็ใช่ว่าจะทำให้เกษตรกรผู้ประกอบการ ทำได้สำเร็จได้ทุกคน แต่ผู้ชายคนนี้มีแนวคิดที่กว้างไกล ประสบการณ์ก็มากหลาย ผสมกับความตั้งใจอันแน่วแน่มั่นใจเกินร้อย จึงพบกับความสำเร็จเกินกว่าอายุวัย

คุณตาประยุทธ ธิพรพันธ์ คนถิ่นนี้เรียกกันว่า “ตายุทธ” วัย 76 ปี บ้านเลขที่ 174 หมู่ที่ 11 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ปรับเปลี่ยนที่ดินซึ่งใช้ทำนามาก่อนในเนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน มาเป็นไร่นาสวนผสม ที่ดินแปลงนี้เดิมทีไม่ค่อยราบเรียบ สูงๆ ต่ำๆ จึงเป็นไร่นาหลายแปลง หมดเนื้อที่ไปกับคัน คูนาพอควร เลยต้องจ้างรถไถมาปรับพื้นที่เสียใหม่ จนราบเรียบได้ระดับแนวเดียวกัน การปรับพื้นที่ก็ทำคัน คูรอบพื้นที่ให้มีขนาดกว้างเกือบ 3 เมตร ความสูงเกือบ 1 เมตร แล้วทำคัน คูคั่นกลางทั้งแนวยาวแนวกว้างเพิ่มอีก สรุปแล้วเป็นแปลงนาย่อยเพียง 4 แปลง และสระน้ำ 1 สระ

เมื่อปรับพื้นนาเสร็จมีคู คันนาขนาดใหญ่ ทำให้สามารถใช้ปลูกพืชผลต่างๆ ได้ พืชผลที่ปลูกตามคัน คูนามีหลายชนิด เป็นต้นว่า กล้วยน้ำว้า 60 ต้น มะม่วงพันธุ์ดีหลายพันธุ์ 80 ต้น มะพร้าวน้ำหอม 16 ต้น พุทราจีนสามรส 16 ต้น ฝรั่งแป้นสีทอง 16 ต้น น้อยหน่าหนัง 100 ต้น มะละกอ 40 ต้น ที่ว่างระหว่างต้นไม้ชนิดต่างๆ ก็ปลูกพืชสวนครัว เช่น ข่า ตะไคร้ พริกขี้หนู และอื่นๆ จนเต็มที่ว่าง ภายหลังนำลำไยอีดอมาปลูกแซมน้อยหน่าอีก 16 ต้น

ส่วนที่นาก็ปลูกข้าว ข้าวที่ปลูกมีขาวเหนียว กข 6 และข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 นอกจากนี้ ยังทำนาอีก 18 ไร่ อยู่ห่างจากแปลงนี้อีก 10 กว่ากิโลเมตร การทำนาทั้งหมดต้องจ้างแรงงาน เริ่มจากไถ ดำ เก็บเกี่ยวจนขึ้นยุ้งฉาง ผลผลิตจากนาได้ปีละประมาณ 10 ต้นเศษ หลังเก็บเกี่ยวก็จ้างไถปรับพื้นที่นา กลบทับฟางซังตอข้าวในที่นาทั้ง 2 แปลง ตนไม่เคยเผาตอซังข้าวเหมือนชาวนาบางคนที่เผากัน ส่วนฟางก็จะเก็บไว้เพื่อคลุมโคนต้นของไม้ผลที่ปลูก

กิจประจำในแต่ละวันของตายุทธ ตื่นนอนตั้งแต่ตี 4 สวดมนต์ไหว้พระ ทำจิตสมาธิ แผ่จิตเมตตา เสร็จแล้วเป็นภารกิจส่วนตัว แล้วไปตลาดเช้าดื่มเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ โอวัลติล พบปะสังสรรค์เรื่องราวการเกษตร ตลอดจนเหตุการณ์บ้านเมืองกับผู้คนหลายหน้า ประมาณ 6 โมง ก็ขี่จักรยานยนต์คู่ใจไปสวน ซึ่งห่างจากบ้าน 1 กิโลเมตร ตรวจตราไร่นาถากถางถอนหญ้าหรืออื่นๆ จนถึง 8 โมง จึงกลับบ้าน พักผ่อนตามประสาคนสูงอายุ ช่วงสายก็เป็นหน้าที่ของผู้ภรรยาออกไปเก็บผลผลิตไว้กินไว้ขาย เป็นรายได้ที่มีเข้ามาตอบแทนทุกวัน

การบำรุงรักษาพืชผลที่ปลูกไว้ ตายุทธใช้แนวคิดแนวเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก ทำน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ที่จับจากนาและสระน้ำ โดยใช้ถังหมักแบบ 100 ลิตร ทีละหลายถัง การหมักใช้กากน้ำตาลผสมด้วยสารเร่ง พด.2 ของกรมพัฒนาที่ดิน ตายุทธวางถังหมักไว้เป็นจุดรอบพื้นที่ เพื่อสะดวกในการนำไปใช้ ซึ่งหลายครั้งก็แจกจ่ายน้ำหมักให้คนอื่นไปทดลองใช้ดู ผู้ใช้หลายคนเห็นว่ามีประโยชน์ พากันหมักหอยเชอรี่ใช้ตามก็หลายราย

เรื่องระบบน้ำที่ใช้ทำไร่นาสวนผสม ตายุทธพาไปดูลำรางส่งน้ำซึ่งอยู่ทางเหนือของแปลงนา เป็นลำรางไม่ใหญ่นัก กว้างประมาณ 2 เมตร น้ำที่ไหลมาเป็นน้ำจากชลประทานห้วยขี้เหล็ก ทำให้มีน้ำใช้ไม่ขาด หากเกษตรกรทุกรายที่มีลำรางน้ำผ่าน พากันทำการเกษตรแบบตน คิดว่าความเป็นอยู่จะดีขึ้นกว่าการทำนาเพียงอย่างเดียว เพราะตอนเสร็จจากนากว่าจะถึงฤดูทำนาปีต่อไป ก็มีช่วงห่างกันหลายเดือน จึงมีเวลาพอหาประโยชน์ได้ นับว่าเป็นโชคแล้วที่เรามีทางน้ำไหลผ่านที่ดิน

ทางด้านรายได้ ตายุทธบอกว่า เป็นหน้าที่ของภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบนั้น จะมีรายได้แบบประจำวันจากผักสวนครัวต่างๆ ที่ปลูกไว้ ทุกวันจะเก็บผักจำพวกข่า ตะไคร้ สะระแหน่ พริกขี้หนู แม้จะขายได้ไม่มากนัก ก็พอเพียงกับค่าใช้จ่ายประจำวัน พืชที่ให้เป็นเงินรายเดือนก็พืชผลต่างๆ ที่เก็บเกี่ยวตามฤดูกาล เช่น มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม น้อยหน่า มะละกอ ลำไย ฝรั่ง และอื่นๆ ที่ปลูกไว้ ส่วนรายปีก็คือข้าวที่เก็บในยุ้งจะทยอยขายเป็นแบบข้าวสารบ้างเป็นระยะ นอกจากข้าวเปลือกที่เก็บจากนาแปลงนอก บางปีก็ขายรวดเดียวในช่วงที่เห็นว่ามีราคาที่เหมาะสม นอกนั้นก็เป็นปลาที่เลี้ยงไว้ในสระ มีปลาหลายชนิดคือ ปลาตะเพียน ปลานิล ปลายี่สก และปลาพื้นบ้านต่างๆ ที่เล็ดลอดเข้าไปในสระ จากรายได้ที่เป็นเงิน แล้วรายได้อย่างหนึ่งก็คือ ได้ออกกำลังกายทำให้สุขภาพแข็งแรง จิตใจก็เป็นสุข มีความพึงพอใจในสิ่งที่ทำไป สามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ที่สนใจได้อย่างชัดเจนถูกต้อง

และที่เห็นว่าสำคัญกว่าทุกสิ่งที่กล่าวมา คือการที่ได้น้อมนำเอาพระราชดำรัสขององค์ในหลวง มาปฏิบัติและประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม จึงทำให้งานที่ทำมีความสำเร็จและสร้างชีวิตความเป็นอยู่แบบพอเพียง ผู้อ่านท่านใดหากมีโอกาสผ่านไปที่อำเภอนิคมคำสร้อย ประสงค์จะไปเยี่ยมชมตายุทธยินดีจะพาไปชม สวนผสมตายุทธอยู่ในเขตเทศบาล ไป-มาสะดวก หรืออยากติดต่อสอบถามทางโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข (042) 638-315 ขอบคุณครับ

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

โครงการเพาะเลี้ยง “ชะมดเช็ด” บ้านดงเย็น ฟาร์มตัวอย่าง ที่เพาะขยายพันธุ์ได้

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เทคโนฯ ปศุสัตว์ 

ศุภชัย นิลวานิช

โครงการเพาะเลี้ยง “ชะมดเช็ด” บ้านดงเย็น ฟาร์มตัวอย่าง ที่เพาะขยายพันธุ์ได้

ด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำรัสให้ทำการเลี้ยงชะมดเช็ดขึ้นในโครงการฟาร์มตัวอย่างตามราชดำริ บ้านดงเย็น วัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ชะมดเช็ดและเพื่อใช้ประโยชน์จาก “ไขชะมดเช็ด” สืบต่อไปในอนาคต “องค์การสวนสัตว์” เล็งเห็นว่าเป็นพระราชดำรัสที่มีนิมิตหมายอันสำคัญ จึงอาสารับผิดชอบหน้าที่ทางด้านงานวิจัยเกี่ยวกับการเพาะขยายพันธุ์ชะมดเช็ด เพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำผลิตภัณฑ์เครื่องหอม และได้ศึกษาวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จทางด้านการเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในวันนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ลึกลงไปคือ “สร้างอาชีพให้ราษฎรที่มีฐานะยากจนได้มีงานทำ” นั่นเอง

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ได้ร่วมกับ คุณสหัส บุญมาวิวัฒน์ ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวังฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ได้สำรวจคัดเลือกพื้นที่บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าธาร บ้านดงเย็น หมู่ที่ 15 ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ บนเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 300 ไร่ และให้จัดตั้งโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ บ้านดงเย็น ขึ้น

ชะมดเช็ด คือสัตว์ป่าชนิดล่าสุดที่นำเข้ามาวิจัยและทดลองเลี้ยง เหตุผลที่เลือกพื้นที่ป่าท่าธารบ้านดงเย็น เนื่องจากมีความเหมาะสมด้านภูมิประเทศที่เป็นสภาพป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่เงียบสงบ คนไม่พลุกพล่าน สภาพอากาศในพื้นที่โครงการส่วนใหญ่ร้อนและแห้งแล้ง อุณหภูมิต่ำสุด ประมาณ 11 องศาเซลเซียส และสูงสุดอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส

โครงการในขั้นเริ่มแรก

ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นช่วงที่กระแสความต้องการ “ชะมดเช็ด” มีอยู่มาก ดังนั้น การเพาะเลี้ยงและการขยายพันธุ์ของโครงการเพื่อให้เป็นต้นแบบหรือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับท่านที่สนใจต้องการเรียนรู้ และสามารถนำไปปฏิบัติด้วยตนเองอย่างถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่สำนักอนุรักษ์ วิจัย และการศึกษา ให้ความสำคัญ

สำนักอนุรักษ์ วิจัย และการศึกษา ซึ่งมี คุณสุเมธ กมลนรนารถ เป็นผู้อำนวยการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีพันธกิจหลักอยู่ 4 ประการ คือ อนุรักษ์ วิจัย ให้การศึกษา ให้ความรู้พักผ่อนหย่อนใจและนันทนาการกับประชาชน ส่วนพันธกิจที่รับผิดชอบตรงในการอนุรักษ์ วิจัย ให้การศึกษา เป็นหน้าที่ของ น.สพ.ดร. บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พร้อมทีมงานที่รับผิดชอบโครงการงานวิจัยและอนุรักษ์สัตว์ป่า อีกทั้งยังทำหน้าที่ประสานงานกับอุทยานสวนสัตว์ทั่วประเทศ ในการขอความร่วมมืออนุเคราะห์สัตว์ป่าหายากมาวิจัยจนได้ผล

ล่าสุด…ได้รับผิดชอบ “โครงการเลี้ยงชะมดเช็ดตามพระราชดำริบ้านดงเย็น” ซึ่งได้รับงบประมาณจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อ ปี 2550 และเริ่มลงมือทำอย่างจริงจัง เมื่อปี 2551 โดยเข้าไปขอใช้พื้นที่ในโครงการฟาร์มตัวอย่าง ตามพระราชดำริบ้านดงเย็น ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

เริ่มแรกในโครงการได้นำสายพันธุ์มาจากสวนสัตว์หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสวนสัตว์ที่โคราช สงขลา เขาเขียว และเขาดิน รวมพ่อแม่พันธุ์ที่นำมาทดลองในครั้งนั้น 8 คู่ ภายใต้งบประมาณ 700,000 บาท มีระยะเวลาในการดำเนินงาน 1 ปี แต่ติดปัญหาความพร้อมการเบิกจ่าย ทำให้เหลือระยะเวลาทำงานจริงเพียง 8 เดือน

“แรกเริ่มการบันทึกข้อมูลอาจจะติดปัญหาอยู่ที่ความใหม่ของชะมดเช็ด ต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้แก่เขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ทางด้านการกินอาหาร การปรับตัวให้เข้ากับเพศตรงข้ามที่มาในแต่ละที่ และกับคนเลี้ยงโดยนักศึกษาที่ทำหน้าที่ดูแลและเก็บข้อมูล จนกระทั่งชะมดเช็ดมีสัญชาตญาณกับตัวเองว่าปลอดภัยที่สุด ซึ่งจะสังเกตได้จากลักษณะที่ชะมดไม่เครียด เมื่อร่างกายมีความพร้อม ชะมดเช็ดก็จะเริ่มเข้าสู่การเป็นสัด ตัวผู้จะเริ่มผลิตสเปิร์ม ตัวเมียก็จะผลิตไข่ จากการทดลองปีแรกผสมพันธุ์ได้เพียง 1 คู่ จนกระทั่งวันนี้สามารถผสมพันธุ์ได้แล้วทุกตัว”

คุณหมอบริพัตร กล่าวถึงอุปสรรคในการนำเข้ามาทดลองเลี้ยงในครั้งแรกว่า ในระยะแรกมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง จึงต้องให้เวลาในการปรับตัวของชะมดเช็ดพอสมควร ที่สำคัญชะมดเช็ดเป็นสัตว์ที่ออกหากินในช่วงเวลากลางคืน ดังนั้น การพัฒนาชีวิตของเขาจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและค่อยเป็นค่อยไป

ก่อนเลี้ยงต้องรู้ว่า ชะมดเช็ด คืออะไร

ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย ดังนั้น หากถามว่า พื้นที่ใดเหมาะสมต่อการเลี้ยงชะมดเช็ดมากที่สุด คุณหมอบริพัตร กล่าวว่า สภาพพื้นที่และภูมิอากาศประเทศไทยเหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงชะมดเช็ดทั่วทุกภาค และฟาร์มที่เลี้ยงมากที่สุดในประเทศ คือ “ฟาร์มป้าน้อย” ที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ต้องยอมรับว่าเป็นฟาร์มที่มีประสบการณ์ด้านการเลี้ยงได้เป็นอย่างดี แต่ข้อเสียอยู่ที่ ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ แม้ว่าจะเลี้ยงมานานถึง 7 ปี ก็ตาม ซึ่งภาพรวมเชิงลึกอาจวิเคราะห์ได้ว่า อนาคตชะมดเช็ดอาจสูญพันธุ์ได้

ดังนั้น การเลี้ยงชะมดเช็ดให้ได้ผลนั้น ควรทำความเข้าใจลักษณะความเป็นอยู่ให้ถ่องแท้ ต้องเข้าใจภาพโดยรวมว่า ชะมดเช็ด คืออะไร ซึ่งคุณหมอบริพัตรให้ความเห็นว่า ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่ปราดเปรียว มีอิสระในตัวเองสูง จึงทำให้ลักษณะการใช้ชีวิตของชะมดเช็ดมีความระแวดระวังตัวเองสูงขึ้น อีกทั้งลักษณะกลิ่นตัวยังเหม็นมาก อาจส่งผลให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้บางรายเข้าใกล้ไม่ได้ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลี้ยงควรศึกษาให้ครบทุกด้านเสียก่อน

“ช่วงเวลาที่ตั้งท้องจนคลอดลูก ชะมดเช็ดจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดโดยการหารังอยู่อย่างมิดชิด ดังนั้น คนเลี้ยงต้องทำโพรงให้อย่างน้อย 2 โพรง เพื่อความปลอดภัยของชะมดเช็ดและลูก ไม่เช่นนั้นชะมดเช็ดจะไม่ผลิตฮอร์โมนเพื่อผสมพันธุ์ และจะไม่ทำการผสมพันธุ์ ท้ายที่สุดก็จะไม่ให้ลูก หรือถ้าคลอดออกมาแล้วเห็นว่ามีอันตรายชะมดเช็ดอาจฆ่าหรือกินลูกตัวเอง โดยเฉพาะชะมดเช็ดเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณของนักล่าอยู่แล้ว จึงมีความระมัดระวังตัวมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น”

สร้างกรงให้

โดยลอกเลียนแบบธรรมชาติ

ชะมดเช็ดในฐานะที่เป็นสัตว์ป่า จะนำวิธีการเลี้ยงแบบตามอำเภอใจไม่ได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ หาความเหมาะสมต่อการดำรงอยู่ตามธรรมชาติให้ได้ ควรทดลองเลี้ยงพร้อมกับสังเกตพฤติกรรมและผลที่จะได้ เช่น การสร้างกรงเลี้ยงที่ทำขึ้นให้มีขนาดใหญ่กว่าลำตัวเพียง 1×1 เมตร ในความเป็นจริงสัตว์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่หากสร้างกรงให้ใหญ่กว่านั้นเชื่อว่าชะมดเช็ดก็ให้ไขได้มากกว่ากรงเล็ก เพราะชะมดเช็ดมีสัญชาตญาณว่าตัวเองปลอดภัยจึงไม่ก่อให้เกิดความเครียดตามมา ส่งผลทำให้ไขที่ได้เป็นไปตามธรรมชาติมากขึ้น

“สิ่งที่ต้องสังเกตคือ เมื่อทำกรงเพาะพันธุ์ ขนาด 1×1 เมตร ชะมดเช็ด ยังคงวิ่งวน เกาตัวเอง กัดหางจนขนร่วง ตะกุยกรงจนเล็บขาด นั่นก็แสดงว่าเกิดความเครียดและรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แต่ถ้าจะเพิ่มขนาดขึ้นเป็น 2×2 เมตร ลักษณะดังกล่าวดีขึ้น ก็ถือว่าทำถูกต้อง แต่ถ้าจะให้ดีมากไปกว่านั้นลองเพิ่มขนาดกรง ให้เป็น 3×6 เมตร ลักษณะลุกลี้ลุกลน เดินวน แสดงให้เห็นถึงความกลัวไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย นั่นแสดงว่าเป็นการสร้างกรงอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าขนาดกรงใหญ่จะเป็นความต้องการของชะมดเช็ดทุกตัว บางตัวอาจจะอยู่ได้โดยไม่เครียดภายในกรง ขนาด 1×1 หรือ 2×2 เมตร ก็ได้ ซึ่งต้องเข้าใจและสังเกตให้ดี”

จากการศึกษาและเก็บข้อมูลของคุณหมอบริพัตร ได้บทสรุปขนาดกรงสำหรับการเพาะขยายพันธุ์ชะมดเช็ด 1 คู่ พบว่า ขนาดกรงควรอยู่ที่ 3x6x3 เมตร

โรงเลี้ยงเพื่อการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ 

สำหรับวิธีการสร้างคอกชะมดเช็ด คุณหมอบริพัตร ได้ให้รายละเอียดว่า ควรมีส่วนประกอบภายในคอกหรือกรงที่ลอกเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ หรือกอไผ่ เพื่อให้เกิดร่มเงา ภายในกรงควรสร้างโพรงขึ้น 2 โพรง ซึ่งทำด้วยปูนซีเมนต์ ผนังอาจปะด้วยหิน ให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ความลึกภายในโพรงไม่เกิน 1 ฟุต จากนั้นควรนำท่อนไม้ใจกลางกลวงที่ตายแล้วมาวางไว้ในบริเวณคอกและทำบ่อน้ำไว้ให้ พร้อมกับนำหญ้าหรือฟางมากองไว้ เพื่อให้ชะมดเช็ดคาบไปใช้รองเป็นที่นอนในช่วงคลอดลูก

นอกจากนี้ อาจจะปลูกต้นตะไคร้ โหระพาและหญ้าไว้ให้กินในเวลาที่ชะมดเช็ดต้องการ การสร้างคอกอาจจะก่ออิฐขึ้นมา 1-2 ก้อน ต่อด้วยลวดตาข่ายขึงจนรอบ ระยะความสูงอยู่ที่ประมาณ 3 เมตร ส่วนหลังคามุงด้วยกระเบื้องเพื่อกันแดดและฝนครึ่งหนึ่ง และเปิดโล่งครึ่งหนึ่ง ประตูทางเข้าทำเป็น 2 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ชะมดเช็ดกระโดดสวนออกมาได้ ระยะห่างในแต่ละคอก ประมาณ 4 เมตร และต้องมีทิศทางลมโกรกพอสมควร

โรงเลี้ยงเพื่อเก็บไข ควรอยู่ที่ ขนาด 4x12x3 เมตร (กว้างxยาวxสูง) มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง ส่วนกรงเลี้ยงทำด้วยไม้ระแนง ขนาด 80x80x60 เซนติเมตร มีประตูยกเลื่อน เปิด-ปิด, ขึ้น-ลง เพื่อให้อาหาร มีภาชนะใส่น้ำบรรจุไว้ 1 ที่ ตรงกลางกรงมี “ไม้โมก” เสียบไว้เพื่อให้ชะมดเช็ดไขที่สามารถดึงออกมาได้ 1 อัน กรงเลี้ยงแบ่งเป็น 2 แถว ตามความยาวของโรงเลี้ยง ทิ้งระยะห่างระหว่างกรง ประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้กัดกัน พร้อมทั้งแยกเพศออกจากกันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ควรสร้างกรงหลบซ่อนไว้ให้ภายในกรงอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการให้ไขมากขึ้น เนื่องจากกล่องหลบซ่อนจะทำให้ชะมดเช็ดไม่เครียด

ส่วนกรงเดี่ยว ขนาด 80x80x60 เซนติเมตร จะทำขึ้นในช่วงที่ชะมดเช็ดหย่านมหรือโตจนสามารถแยกออกมาจากแม่ได้แล้วเท่านั้น จากการเก็บตัวเลขผลผลิตไขที่ได้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอุทยานฯ ห้วยทราย และฟาร์มของป้าน้อยจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่นัก โดยให้ไขอยู่ที่ประมาณ 0.3-0.6 กรัม/ตัว/วัน

เลือกคู่ ให้ดูว่าเข้ากันได้…

ผสมพันธุ์บางคู่ ให้ลูกถึง 9 ตัว/ปี

การเลี้ยงชะมดเช็ดในโครงการครั้งแรกจะนำตัวผู้ใส่กรงมาวางไว้ใกล้ๆ กับกรงตัวเมีย เพื่อสร้างความคุ้นเคยพร้อมทั้งสังเกตด้วยการแอบดูว่าเข้ากันได้หรือไม่ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับซึ่งกันและกันก็ปล่อยให้เข้าหากันได้นานๆ หลังจากนั้น ก็เก็บข้อมูลว่าตัวเมียท้องหรือไม่ ถ้ายังไม่ตั้งท้อง ต้องเข้าไปดูรายละเอียดว่าทั้งตัวผู้และตัวเมียมีความสมบูรณ์พันธุ์มากน้อยแค่ไหน เช่น ตัวผู้มีน้ำเชื้อแข็งแรงดีหรือไม่ หรือตัวเมียรังไข่ไม่ทำงาน หรือท่อรังไข่ตันหรือไม่ ช่วงที่ผ่านมาจากการดูประวัติการให้ลูกทั้งตัวผู้และตัวเมียจะไม่ค่อยมีปัญหามากมายนัก

ต้องยอมรับว่า ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก และไม่จัดอยู่ในหมวดของสัตว์สังคมที่รวมกลุ่มกันออกหากินเป็นฝูง โดยเฉพาะการผสมพันธุ์ที่มีรอบการเป็นสัดกว่า 20 วัน หากเป็นตัวที่ไม่ได้เลือกหรือเข้ากันไม่ได้ จะทำร้ายโดยการกัดกันจนตาย แต่ถ้าตัวผู้ตัวใดที่โดนเลือก ตัวเมียจะยินยอมโดยดุษณี ให้ความปรานีโดยการผสมพันธุ์และอยู่ร่วมกัน ประมาณ 1 เดือนเศษ เพื่อรอการกลับสัดอีกรอบหนึ่ง หลังจากที่ได้ลูกแล้ว ตัวเมียจะไม่ยอมให้ตัวผู้เข้าใกล้โดยเด็ดขาด เพราะกลัวว่าตัวผู้จะกินลูกตัวเอง หรือในกรณีที่ตัวผู้และตัวเมียอยู่ร่วมกัน โดยไม่หวาดระแวงหรือไม่เครียดจนเกินไป ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งครอบครัวระหว่างพ่อแม่และลูก ซึ่งจะเห็นได้ที่ “สถานีการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย” อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ป่า ตัวเมียจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว อุ้มท้องด้วยความรักและหวงแหนต่อไปตามลำพังประมาณ 80 วัน จนถึงกำหนดวันคลอดลูก พร้อมทั้งประคบประหงมให้นมลูกอยู่ในโพรง หลังจากนั้น ประมาณ 1 สัปดาห์ แม่จะพาลูกออกมาเดินเล่นนอกโพรง จนลูกสามารถกินอาหารได้ในช่วงอายุ 45 วัน ขณะเดียวกันลูกก็จะเรียนรู้การหากินจากแม่ไปด้วย จนอายุได้ 90 วัน ซึ่งเป็นวัยที่เจริญเติบโตอย่างเต็มที่ อีกทั้งมีพัฒนาการที่เร็วจนสามารถเลี้ยงตัวเองได้ จึงแยกออกจากแม่ไปในที่สุด

“ที่นำมาเลี้ยงไว้ 8 ตัว มีแม่ชะมดเช็ดตัวหนึ่งสามารถให้ลูกได้ 3 ครอก/ปี ครอกหนึ่งให้ลูก 3 ตัว ปีหนึ่งเขาให้ลูกได้ 9 ตัว ซึ่งถือว่าให้ลูกมากพอสมควร แต่ถ้าจะให้ดีปีหนึ่งให้ลูกเพียง 2 ครอก หรือ 4-6 ตัว ก็น่าจะพอแล้ว เพราะจะทำให้แม่ไม่โทรมจนเกินไป หรือถ้าจะให้ได้ลูกมากกว่า 9 ตัว ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของแม่ ขณะนี้โครงการสามารถผลิตลูกได้ทั้งหมดกว่า 30 ตัว ซึ่งเป็นลูก รุ่นที่ 1 (F1) ต่อไปก็กำลังทำอยู่ใน รุ่นที่ 2 (F2) นอกจากนี้ กำลังทดลองเลี้ยงอีเห็น เพื่อที่จะนำเข้าไปเลี้ยงในไร่กาแฟอีกส่วนหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ชะมดเช็ด หรือสัตว์ป่าโดยทั่วไปจะมีลักษณะพิเศษ คือ คนที่เลี้ยงได้คลุกคลีกับชะมดเช็ดอยู่ตลอด สิ่งหนึ่งที่สัตว์ป่าเกิดความคุ้นเคย คือ กลิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อเกิดแห่งความคุ้นเคย แต่ถ้าเมื่อใดที่เปลี่ยนคนเลี้ยง ชะมดเช็ดจะมีปฏิกิริยาเปลี่ยนไป หรือตกใจกลัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้น คนที่จะเลี้ยงสัตว์ป่าได้สำเร็จ ต้องเป็นคนที่มีความใจเย็น และเข้าใจสัตว์ป่าได้เป็นอย่างดี

ควรมีการจัดการ

ทางด้านโภชนาการอย่างถูกต้อง

เป็นที่ทราบกันดีว่า ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่ชอบหากินบนพื้นดินในเวลากลางคืน อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ถือว่าเป็นของโปรดและกินผลไม้บ้างเป็นบางครั้ง ส่วนอีเห็นจะนิยมกินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ ชอบหากินบนต้นไม้ อาหารประเภทเนื้อสัตว์จึงรองลงมา ดังนั้น การให้อาหารต้องดูที่ความเหมาะสมว่าควรให้อย่างไร เช่น การให้เนื้อ ไม่ควรให้เฉพาะเนื้ออย่างเดียว ควรผสมกระดูก ขน และหนัง ปนเข้าไปด้วย เพื่อให้เป็นลักษณะการกินแบบลอกเลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด

ทางด้านโภชนาการ ในอนาคต คุณหมอบริพัตร ให้มุมมองว่า พัฒนาทางด้านอาหารสำเร็จรูปชะมดเช็ดเป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นสูตรอาหารชะมดเช็ดไข สูตรอาหารชะมดตั้งท้องหรือเลี้ยงลูก โดยสามารถคิดค้นพัฒนามาจากลักษณะอาหารการกินของชะมดเช็ดตามธรรมชาติ พร้อมกันนั้นต้องเติมธาตุอาหารสัตว์ที่เป็นประโยชน์เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม แมกนีเซียม และคาร์โบไฮเดรต เมื่อชะมดเช็ดกินเข้าไปสามารถสร้างความสมบูรณ์ให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็ส่งผลทำให้ไขที่ออกมามีคุณภาพดีอีกด้วย

ทางด้านการให้อาหาร ที่โครงการได้จัดไว้ให้นั้น คุณหมอบริพัตร ได้ให้รายละเอียดว่า จะให้อาหาร 1 ช่วง คือ ช่วงเวลา 17.00-18.00 น. โดยให้ข้าวสวยผสมโครงไก่ต้มสุกสับละเอียด และให้อาหารเสริม ดังนี้

วันจันทร์และวันพฤหัสบดี ให้ไข่ไก่ หรือไข่นกกระทาผสมกับนมแพะและอาหารแมวสำเร็จรูป

วันอังคาร วันศุกร์ และวันอาทิตย์ ให้เนื้อหมู เนื้อแดง ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม หรือเนื้อไก่ ปีก และขนไก่

วันพุธ และวันเสาร์ ให้กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ อาหารแมวสำเร็จรูป และปลาไหล

สำหรับปริมาณในการให้ ขึ้นอยู่ว่าในแต่ละวันชะมดเช็ดกินหมดหรือไม่ ถ้ากินหมดก็เพิ่มปริมาณเข้าไป ถ้ากินเหลือก็ให้ลดจำนวนลง นอกจากนี้ ยังให้อาหารเสริมสมุนไพรจำพวก ตะไคร้หอม ใบโหระพา หรือแม้กระทั่งการให้ไส้เดือน กิ้งก่า จิ้งจก และแมลงต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการให้ตามธรรมชาติที่ชะมดเช็ดต้องการ อย่างไรก็ตาม การให้อาหารสดที่คนเลี้ยงต้องระมัดระวังคือ โรคหัด ที่เป็นเช่นเดียวกับแมวและพยาธิที่มากับอาหารเนื้อสด ดังนั้น ต้องเรียนรู้วิธีการให้ยาและการดูแลเรื่องหมัดหรือเห็บที่มากับชะมดเช็ดไปด้วย สำหรับการเลี้ยงในโครงการมีโปรแกรมดูแลรักษาทุกๆ 3-6 เดือน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าโรคหรือพยาธิที่เกิดขึ้นกับสัตว์กินเนื้อมีอะไรบ้าง

ภาวะทางด้านการตลาดไขชะมดเช็ด

ทางด้านราคาไขชะมดเช็ด ณ ปัจจุบัน หากเทียบกับราคาสัตว์เศรษฐกิจโดยทั่วไป จะมีมูลค่าแตกต่างกัน ปริมาณสินค้าและความต้องการสินค้าจะกำหนดในตัวมันเอง ทางด้านราคาไขชะมดเช็ดทราบว่าอยู่ในวงเงินหลักแสนบาทต่อกิโลกรัม ดูแล้วจะเห็นว่าเป็นวงเงินที่มากมาย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นควรไปดูงบประมาณต้นทุนค่าใชัจ่ายก่อนว่าคุ้มกันหรือไม่ การเลี้ยงในโครงการใช้งบประมาณในการลงทุน 50 บาท/ตัว/วัน ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากโครงการพระราชดำริ ทางด้านอาหารจากฟาร์มแพะ ฟาร์มไก่ และฟาร์มกวาง

สำหรับหน่วยงานราชการอาจจะมีส่วนร่วมทางด้านการจัดงานแสดงสินค้าและประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักในทวีปเอเชีย อเมริกา และยุโรป เพื่อประกาศให้ทราบว่าเรามีสินค้า พร้อมทั้งหาคนซื้อที่แท้จริง ปริมาณความต้องการภายในประเทศทั้งหมด ปริมาณที่ทั่วโลกต้องการ เมื่อทราบตัวเลขความต้องการทั้งหมด ประกอบกับประเทศไทยผลิตไขชะมดเช็ดได้มากที่สุด อีกทั้งยังแบ่งออกเป็นเกรดและกำหนดคุณภาพออกมาให้ได้มาตรฐาน ดังนั้น ถ้าทำได้ดังที่ คุณหมอบริพัตร กล่าวมา เชื่อว่าอนาคตชะมดเช็ดของประเทศไทยคงไปได้ไกลอย่างแน่นอน

และนั่นคือ ภาพโดยรวมทางด้านงานวิจัยชะมดเช็ด ซึ่งคุณหมอบริพัตรและทีมงานของสำนักงานทุกคนภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือด้านการเลี้ยงชะมดเช็ดที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรไทย

“เช่นเดียวกับชะมดเช็ดที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีโอกาสเราก็พร้อมที่จะเปิดเป็นตัวอย่างการเลี้ยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับท่านที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ หรือถ้ามีโอกาสร่วมกับเอกชนสร้างเป็นฟาร์มสาธิตก็ได้ ส่วนทางด้านการผลิตขายตัวชะมดเช็ดได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายเปิดให้ว่าองค์กรเราทำหรือไม่ ถ้าเปิดให้ สวนสัตว์ก็จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิต ส่วนกรมอุทยานฯ จะทำหน้าที่จำหน่ายจ่ายแจกให้กับประชาชนที่สนใจ ส่วนสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ก็เป็นฝ่ายประสานงานทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับชะมดเช็ดอยู่แล้ว โดยมีเป้าหมายและขจัดปัญหาที่มีอยู่ข้างหน้าให้หมดสิ้นไป”

น.สพ.ดร. บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมกับหวังไว้ว่า ชะมดเช็ด จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่และยั่งยืนของประเทศไทยอีกชนิดหนึ่งได้อย่างแน่นอน สำหรับท่านที่สนใจ ติดต่อไปได้ที่ “โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ บ้านดงเย็น” หมู่ที่ 15 ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ หรือท่านสามารถขอคำแนะนำได้ที่ น.สพ.ดร. บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ โทร. (089) 893-1352

หากต้องการรายละเอียดเรื่องชะมดเช็ดเพิ่มเติม โปรดหาซื้อหนังสือ “ครบเครื่องชะมดเช็ด สัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่” จำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือ สั่งซื้อได้ที่ โทร. (02) 950-9837, (086) 318-5789

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

“ทองคำ” แร่ธรรมชาติที่มีชีวิตและจิตวิญญาณ ในสังคมโลกธุรกิจ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

ภูมิปัญญาท้องถิ่น 

ดร. บุญยงค์ เกศเทศ โทร. (081) 872-7400

“ทองคำ” แร่ธรรมชาติที่มีชีวิตและจิตวิญญาณ ในสังคมโลกธุรกิจ

ปัจจุบันแร่ทองคำกำลังมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ใครๆ ก็อยากมีทองคำไว้ในครอบครอง ทั้งทองแท่ง และทองรูปพรรณที่มีลวดลายหลากหลายรูปแบบตามฝีมือของช่างทองไทยที่สืบสานมรดกศิลปกรรมมาจากบรรพชน

ทองคำที่ใช้เป็นเครื่องประดับแต่ละชิ้น มีสีสันวิจิตรบรรจงแตกต่างกันไปตามความนิยมชมชอบของแต่ละกลุ่มเผ่าชน เป็นต้นว่า ชาวภารต ชอบทองที่มีส่วนผสมของทองแดงมาก สำหรับสาวๆ แต่ละราย เตรียมไปหมั้นหมายหนุ่มรูปงามในดวงใจไว้ครอบครอง แต่สำหรับคนไทยชอบทองที่มีสีสันสุกปลั่ง มีเปอร์เซ็นต์ของเนื้อทองคำมาก มักเรียกกันติดปากว่า “ทองเนื้อเก้า”

ทองเนื้อเก้าเป็นทองบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื้อจะสุกปลั่ง มีสีเหลืองอมแดง เป็นทองธรรมชาติ บางครั้งเรียกว่า “ทองชมพูนุท” หรือ “ทองเนื้อแท้”

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเหรียญทองกษาปณ์ ไว้ด้วย โดยกำหนดค่าและชื่อของทองคำแต่ละชนิดไว้

ทองทศ มีค่าเท่ากับ 1 ใน 10 ของชั่ง หรือเท่ากับ 8 บาท (1 ชั่ง เท่ากับ 8 บาท)

ทองพิศ มีค่าเท่ากับ 1 ใน 20 ของชั่ง หรือเท่ากับ 4 บาท

ทองพัดสดึงส์ มีค่าเท่ากับ 1 ใน 32 ของชั่ง หรือเท่ากับ 2.50 บาท

“ทองคำ” ยังมีชื่อเรียกย่อยไปอีกหลายลักษณะตามชนิดและประเภทของทอง และอัตราความแตกต่างของส่วนผสม เป็นต้นว่า

กะไหล่ทอง เรียก เศษทองคำที่เหลือจากการตกแต่งทองรูปพรรณ ที่ยังมีเปอร์เซ็นต์ของทองผสมกับโลหะชนิดอื่นอยู่ด้วย เช่น ทองแดง เงิน แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ทองปะปนอยู่น้อยก็ตาม

คร่ำทอง เป็นลักษณะการฝังลวดลายด้วยเนื้อทองลงในโลหะ เพื่อเน้นความเด่น โดยวิธีฝังทองไปบนลายเส้นตามลวดลายที่ออกแบบไว้ ทั้งเป็นแบบลอยนูนออกมาเป็นบางส่วน หรือฝังลงไปเสมอเนื้อพื้นของตัวเรือนโลหะนั้นๆ เป็นกระบวนวิธีที่ประณีตวิจิตรบรรจง

ถมทอง เป็นวิธีทำลวดลายที่ขูดขีด หรือเซาะร่องลงบนผิวภาชนะที่ทำจากทองให้เด่นเป็นรูปร่องรอยลึก ลงไปบนพื้นผิวรอบนอกของภาชนะแต่ละชิ้น จากนั้นจึงถมด้วยน้ำยาสีดำลงในร่องรอยที่ขูดไว้ตามผิวภาชนะเหล่านั้นให้เต็ม

ทองกะไหล่ เป็นกระบวนการละลายทองด้วยปรอทให้เป็นของเหลว แล้วเทลงบนโลหะอื่นที่นิยมมักเป็นภาชนะเงิน จากนั้นก็ใช้ความร้อนไล่ปรอทออกไป ทองก็จะติดตรึงอยู่บนโลหะนั้น เป็นวิธีเดียวกันกับการทำถมทอง ซึ่งเรียกว่า “ตะทอง”

ในความเป็นจริงแล้ว ทองคำ เป็นเพียงแร่ธาตุชนิดหนึ่งเหมือนกับแร่ธาตุชนิดอื่นๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่มนุษย์เราไปกำหนดมูลค่าขึ้นมาภายหลัง

ในบ้านเมืองเราแร่ทองคำเข้ามามีบทบาทมากในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีปรากฏในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม เมื่อนางวันทองให้ทองบางสะพานกับพลายงาม ความตอนนั้นมีว่า

จึงเย็บไถ้ใส่ขนมกับส้มลิ้ม ทั้งแช่อิ่มจันอับลูกพลับหวาน

แหวนราคาห้าชั่งทองบางตะพาน ล้วนต้องการเย็บใส่ในไถ้น้อย

ต่อมามีการขุดค้นพบทองคำในแหล่งโบราณคดีหลายแห่ง นอกจากที่บางสะพาน เช่น ที่บริเวณเมืองโบราณศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองโบราณดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นต้น

ผู้คนที่นับถือพุทธศาสนานิยมนำทองคำมาหล่อเป็นรูปเคารพทางศาสนา ตลอดจนประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับต่างๆ ประเภท แหวน ลูกปัด ต่างหู สร้อยข้อมือ สร้อยคอ เป็นต้น

โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ขุดค้นพบแหล่งแร่ทองคำที่เมืองกบินทร์บุรี มณฑลปราจีนบุรี ที่ตำบลบางสะพาน เมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่เมืองรามัน ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดยะลา ที่ตำบลปงรูซา เมืองระแงะ ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดนราธิวาส และที่อำเภอโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส

เมื่อครั้งค้นพบแหล่งแร่ทองคำที่เมืองกบินทร์บุรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) ไปทำบ่อทองที่เมืองกบินทร์บุรี พร้อมกับสร้างโรงเครื่องจักรที่เมืองปราจีนบุรี ทางราชการได้เข้าไปดำเนินการเหมืองทองคำอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้น มีเอกชนเข้าไปสัมปทานเข้ามาสำรวจและทำเหมืองแร่ แต่มิได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะพิจารณาดูปริมาณแร่ทองคำในพื้นที่ มีไม่มากพอที่จะดำเนินการลงทุนอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) เจ้าเมืองปราจีนบุรี และเป็นผู้ดูแลบ่อทองของรัฐบาลที่เมืองกบินทร์บุรีถูกจับกุม และถูกประหารชีวิตที่เมืองปราจีนบุรี เมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ พ.ศ. 2422 ด้วยข้อหายักยอกทองคำของหลวง

เห็นได้ว่า ทองคำ มีอำนาจถึงกับฉุดคร่าชีวิตผู้คนที่หลงใหลในมูลค่ามาตั้งแต่อดีตกาล แม้ปัจจุบันก็ยังได้พบเห็นข่าวคราวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ที่ผู้คนลุ่มหลงจนขาดสติ ในแร่ธาตุมหัศจรรย์นี้ ถึงกับยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อจะครอบครองเป็นเจ้าของ คงต้องใช้สติสัมปชัญญะตักเตือนด้วยความไม่โง่เขลาเบาปัญญาว่า

“ทองคำก็เป็นเพียงแร่ธาตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เหมือนแร่ธาตุชนิดอื่นๆ ทำนองเดียวกับเหล็ก ทองแดง ก้อนกรวด หิน ดิน ทราย เท่านั้นเอง อย่าไปลุ่มหลงกันนักเลย”

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น

ILDEX Bangkok 2012 หนุนปศุสัตว์ไทย ก้าวสู่ฝัน “แชมเปี้ยนโลก”

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง 

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ILDEX Bangkok 2012 หนุนปศุสัตว์ไทย ก้าวสู่ฝัน “แชมเปี้ยนโลก”

ทุกวันนี้ ต่างชาติให้การยอมรับว่า เมืองไทยเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างครบวงจร เริ่มจากอาหารสัตว์สู่อาหารมนุษย์ (From Feed to Meat) เชื่อมโยงตั้งแต่กระบวนการผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การฆ่าสัตว์ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงเก็บรักษา การขนส่งจนถึงมือผู้บริโภค

ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตเนื้อไก่ส่งออกของโลก ในปี 2552 มีปริมาณส่งออกรวม 397,140 ตัน มูลค่า 52,721 ล้านบาท เติบโต 9.5% ในปี 2553 ไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูป 432,216 ตัน มูลค่า 52,223 ล้านบาท และปีนี้ คาดว่าไทยจะสามารถผลักดันการส่งออกเนื้อไก่ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากมันสมองและสองมือของบริษัทเอกชนเป็นหลักแล้ว อีกส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด (นีโอ) ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ช่วยกันจัดงาน VIV Asia ในประเทศไทยเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกๆ 2 ปี การจัดงานดังกล่าวแสดงให้นานาชาติเห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมปศุสัตว์และการเกษตรในภูมิภาคเอเชีย

ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ อุปกรณ์ฟาร์มและโรงเรือน ทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจออกบู๊ธในงาน VIV Asia กว่า 500 ราย และมียอดผู้เข้าชมงานมากกว่า 30,000 คน การจัดงาน VIV Asia ถือว่าประสบความสำเร็จสูงในระดับนานาชาติ และเป็นงานเดียวที่เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายสามารถขยายเครือข่ายทางธุรกิจได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

“ธีรยุทธ์ ลีลาขจรกิจ” ผู้จัดการโครงการอาวุโส บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด (นีโอ) เล่าว่า เนื่องจากปีหน้า เมืองไทยเว้นว่างจากการจัดงาน VIV Asia นีโอจึงเตรียมจัดงาน ILDEX Bangkok 2012 ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีปศุสัตว์ระดับประเทศ ระหว่าง วันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“การจัดงาน ILDEX Bangkok 2012″ จะมีพื้นที่การจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยีปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียกว่า 3,000 ตารางเมตร เป็นงานชุมนุมสุดยอดเทคโนโลยีและวิทยาการความรู้ ด้านอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ ส่วนผสมอาหารสัตว์ สารเติมแต่งและสูตรอาหารสัตว์ นอกจากนี้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ค้าเวชภัณฑ์สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการแขนงต่างๆ ภายในงาน

คาดว่าการจัดงานครั้งนี้ จะมีผู้แสดงสินค้าจากทั่วโลกจำนวนกว่า 200 ราย เข้าร่วมแสดงเทคโนโลยี และมีตัวแทนเอกชนและเกษตรกรในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในไทยและต่างประเทศสนใจเข้าชมงานกว่า 5,000 คน เป้าหมายการจัดงานครั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรนำไปใช้ปรับตัว รองรับการเปิดตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 และให้ทันกับการเติบโตของอุตสาหกรรม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบทางการค้าและสุขอนามัยของประเทศไทยและนานาชาติที่ทวีความเข้มงวดเพิ่มมากขึ้น

ILDEX Bangkok 2012 ถือเป็นเวทีพี่เลี้ยงที่จะช่วยแหลือให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยปรับตัวอย่างเข้มแข็งและก้าวสู่ตลาดโลกในอนาคต ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น หากใครต้องการเป็นส่วนหนึ่งของงาน ILDEX Bangkok 2012 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ildex.com หรือ โทร. (02) 203-4241

ธันวาคม 31, 2011 Posted by | 2554(2011)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ให้ความเห็น