Archive for ตุลาคม 2011

คนรุ่นใหม่เผ่นหนีทำงานภาคเกษตร เหตุงานหนักรายได้น้อย/แนะรัฐเร่งเพิ่มสวัสดิการยั่วใจ   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130529

วันที่ 29/10/2008

“สศข.7″ เผยผลศึกษาภาวะแรงงานภาคเกษตรภาคกลางลดลง เหตุงานหนัก รายได้น้อย ไร้ที่ดินทำกิน โดนเครื่องทุ่นแรงแย่งงาน แนะรัฐเพิ่มสวัสดิการ ให้ความรู้เหมาะสมกับแต่ละประเภท เชื่อช่วยเพิ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ได้แน่

นายชวพฤฒ อินทรเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 7(สศข.7) จ.ชัยนาท สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลการศึกษาตลาดแรงงานเกษตรในภาคกลาง พบว่า แรงงานในภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง ซึ่งมีสาเหตุจากความไม่แน่นอนของรายได้ เนื่องจากภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ฝนแล้ง และโรคแมลงระบาด รวมทั้งความไม่แน่นอนของราคาผลผลิต ค่านิยมของเกษตรกรที่เปลี่ยนไปและการเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ทำให้แรงงานเกษตรรุ่นใหม่ไม่นิยมทำงานในภาคเกษตร เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่เหน็ดเหนื่อยและเป็นงานหนัก

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุจากความแตกต่างกันของอัตราค่าจ้าง และสวัสดิการระหว่างอาชีพเกษตรและอาชีพนอกเกษตร ส่งผลให้แรงงานรุ่นใหม่ที่มีความรู้และมีทางเลือกที่จะทำงาน นิยมทำงานในเมืองหรือในโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า รวมถึงการขาดแคลนที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ต้องเช่าที่ดินทำกินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผลักดันให้เกษตรกรอพยพไปทำงานนอกภาคเกษตรมากขึ้น อีกทั้งปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงได้มากขึ้น ทำให้ความจำเป็นในการใช้แรงงานคนลดลง

นายชวพฤฒ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขนั้นภาครัฐควรมีการพัฒนาบุคลากรภาคเกษตรด้วยการเพิ่มขีดความสามารถ ความรู้ในด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเกษตรกรในแต่ละประเภท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแรงงานภาคเกษตร พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ด้วยการเพิ่มสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล สวัสดิการค่าครองชีพผู้สูงอายุ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีความต้องการทำงานในภาคเกษตร และผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถต่อไป

วิจัยข้าวโพดลูกผสม”นครสวรรค์3″สำเร็จ เล็งตีตลาดสกัดเอกชนขายเมล็ดพันธุ์แพง   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130528

วันที่ 29/10/2008

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 5 จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร โดยศูนย์วิจัยพืชไร่นครสรรค์ ประสบผลสำเร็จในการวิจัยพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม “พันธุ์นครสวรรค์ 3″ ซึ่งเป็นข้าวโพดที่นอกจากจะให้ผลผลิตสูงแล้ว ยังทนต่อความแล้ง ทนโรคราน้ำค้าง โรคราสนิม และยังหักฝักเก็บเกี่ยวด้วยมือง่าย สีของข้าวโพดสวยเป็นที่ต้องการของเกษตรกรและตลาดอีกด้วย

ด้านนายพิเชษฐ์ กรุดลอยมา นักวิชาการเกษตร 8 ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กล่าวว่า ข้าวโพดลูกผสมพันธุ์นครสรรค์ 3 จะให้ผลผลิต 1,147 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าข้าวโพดลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 2 ประมาณ 3% และให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวโพดลูกผสมของบริษัทเอกชนรายใหญ่เล็กน้อย แต่มีคุณสมบัติดีกว่าคือทนต่อความแล้ง แต่กรมวิชาการเกษตรยังไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมพันธุ์นครสรรค์ 3 ได้ในปริมาณมากพอกับความต้องการของเกษตรกร จึงแก้ปัญหาด้วยการจัดทำโครงการนำร่องกับกลุ่มเกษตรกรและภาคเอกชนรายย่อย ให้นำพ่อแม่พันธุ์ไปผลิตเมล็ดพันธุ์ คาดว่าในปี 2552 จะได้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมพันธุ์นครสรรค์ 3 ประมาณ 350 ตัน สามารถนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกได้ประมาณ 10,000 ไร่

 ”ในอนาคตจะส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรและเอกชนรายย่อยผลิตเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้น เพื่อถ่วงดุลไม่ให้บริษัทเอกชนรายใหญ่ผูกขาด และขายเมล็ดพันธุ์ในราคาแพง” นายพิเชษฐ์ กล่าว

สำหรับราคาเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมพันธุ์นครสรรค์ 3 กรมวิชาการเกษตรจะจำหน่ายราคา 50 บาท/กิโลกรัม ถ้าส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรและเอกชนรายย่อยปลูกคาดว่าจะจำหน่ายไม่เกิน 70 บาท/กิโลกรัม ขณะที่บริษัทเอกชนรายใหญ่จะจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมประมาณ 120-140 บาท/กิโลกรัม

ก.เกษตรฯช่วยนามิเบียเพาะปลูกข้าว ส่งผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลด้านการผลิต ร่วมศึกษา-พัฒนาระบบชลประทาน   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130527

วันที่ 29/10/2008

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ระหว่างที่ Mr.John Mutorwa รมว.เกษตร น้ำและป่าไม้แห่งสาธารณรัฐนามิเบีย และคณะ ได้เดินทางเยือนประเทศไทย และได้ไปศึกษาดูงานเทคโนโลยีการผลิตและกรรมวิธีเพาะปลูกข้าวที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี จ.ปทุมธานี ตนได้มีโอกาสสนทนากับ Mr.John Mutorwa โดยระบุว่าไทยมีความยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรสาขาที่สาธารณรัฐนามิเบียมีความสนใจ ทั้งด้านประมงและพืช ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯไม่มีกรอบความร่วมมือกับสาธารณรัฐนามิเบีย แต่ปี 2549 สาธารณรัฐนามิเบียได้เสนอขอความร่วมมือด้านผู้เชี่ยวชาญสาขาผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเปลือกแข็ง 1 คน ไปปฏิบัติงานที่นามีเบีย ในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯจึงพิจารณาให้ความร่วมมือจัดส่งเจ้าหน้าที่กรมประมง 3 คน ไปสำรวจข้อมูลที่นามีเบียแล้ว

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนความร่วมมือด้านพืช ปัจจุบันสาธารณรัฐนามิเบียมีการปลูกข้าวฟ่าง ข้าวสาลีเป็นหลัก จึงมีความสนใจเป็นพิเศษต่อเทคโนโลยีการเพาะปลูกข้าว เทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวและแปรรูปข้าว เนื่องจากพื้นที่บางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐ นามิเบีย มีสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสม มีแหล่งน้ำและปริมาณน้ำฝนพอเพียงต่อการเจริญเติบโตของข้าว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนดูงาน รวมถึงจัดส่งทีมผู้เชี่ยวชาญ วิทยากรด้านการเพาะปลูกและวิจัยพันธุ์ข้าวจากหน่วยงานต่างๆไปปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐนามิเบีย

รวมถึงในอนาคตอาจมีความร่วมมือด้านการชลประทาน เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติและบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากข้าวเป็นพืชที่ต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมากเพื่อให้การเพาะปลูกข้าวของสาธารณรัฐนามิเบียประสบผลสำเร็จ

ตั้งศูนย์บริหารงาน “แม่บ้านเกษตรกร” หนุนกลุ่มเครือข่าย พัฒนาสินค้า-ธุรกิจ   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130526

วันที่ 29/10/2008

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมฯได้ส่งเสริมให้แม่บ้านเกษตรกรทุกหมู่บ้านรวมกลุ่มเพื่อร่วมกันสร้างรายได้ และสร้างครอบครัวให้อบอุ่นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2513 โดยอาศัยกระบวนการสร้างผู้นำผ่านคณะกรรมการกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรระดับต่างๆ คือ ตั้งแต่ระดับกลุ่ม ระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรได้พัฒนาฝีมือ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์การเกษตรขั้นต้น จนกระทั่งพัฒนาเป็นสินค้า OTOP ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ขณะที่สินค้าและผลิตภัณฑ์การเกษตรของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเป็นที่ยอมรับของตลาด โดยจัดเป็นสินค้าดีมีคุณภาพ แต่กลับประสบปัญหาเรื่องการเชื่อมโยงสมาชิกและเครือข่ายการทำงาน ขาดการบริหารจัดการและการพัฒนาธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ

“จากเหตุผลข้างต้นกรมฯจึงสนับสนุนให้มีการเปิดที่ทำการกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรขึ้นที่ชั้น 4 อาคารสำนักพัฒนาเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้คณะกรรมการกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรใช้เป็นศูนย์บริหารงาน ติดต่อประสานงานกับส่วนราชการ และเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงสมาชิกและเครือข่าย” นายอรรถ กล่าว

ด้านนางทัศนีย์ สุภรัตน์ ประธานกรรมการกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรระดับประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทั้งสิ้น 27,207 กลุ่ม และมีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 827,175 คน ซึ่งนอกจากกรมฯจะเปิดที่ทำการข้างต้นให้แล้ว ยังได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร โดยจัดทำหลักสูตร MINI MBA รวมทั้งร่วมสร้างตราสินค้าใหม่ที่จะเปิดตัวให้ทันเทศกาลปีใหม่นี้

“การมีที่ทำการกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรถือเป็นการก้าวเข้าไปสู่ประตูธุรกิจ ซึ่งคณะกรรมการกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรระดับประเทศจะได้ร่วมพัฒนาธุรกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ที่มั่นคง สร้างครอบครัวอบอุ่นและสร้างชุมชนที่เข้มแข็งต่อไป” นางทัศนีย์ กล่าว

ครม. หั่นหนี้เกษตรกร 4 พันล้าน เดินหน้าอุ้ม 15 ปี   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130439

วันที่ 28/10/2008

นางสาววีรินร์ทิรา นาทองบ่อจรัส รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม.ว่า            ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางปฏิบัติในการปรับลดต้นเงินกู้ของเกษตรกรตามโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร(คปร.) และโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร(ผกก.)  จำนวน 8119.77 ล้านบาท ลงกึ่งหนึ่งจำนวน จำนวน 4059.89 ล้านบาท โดยลดเฉพาะในส่วนของเงินงบประมาณ ซึ่งจะมีภาระต่องบประมาณของรัฐในระยะ 15 ปี จากการชดเชยค่าบริหารสินเชื่อและค่าต้นทุนเงินเฉพาะส่วนที่เป็นเงินทุนของธนาคารเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) รวมทั้งสิ้น 1437.58 ล้านบาท และจะมีงบประมาณส่งคืนคลังในระยะ 15 ปี จำนวน 318.23 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

นางสาววีรินทร์ทิรา กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรที่เรียกว่า สภาประชาชน 4 ภาค ที่มีสมาชิกกว่าพันคนที่ชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องเสนอให้รัฐบาล เข้ามาช่วยเหลือหนี้สินและฟื้นฟูอาชีพ โดยนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ได้ประสานงานกับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหารเพื่อไปรับเรื่องร้องเรียนมาดำเนินการโดยสภาประชาชนเสนอข้อเรียกร้องมาดังนี้  คือ ให้รัฐบาลช่วยเหลือหนี้สินที่ดินทำกิน และฟื้นฟูอาชีพพร้อมกับให้ฟื้นโครงการปลูกป่าใช้หนี้ในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ พร้อมทั้งให้จัดสรรงบประมาณจัดซื้อที่ดินทำกิน และฟื้นฟูโครงการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 1,386 คน โดยการจัดสรรงบประมาณและเงินกู้พิเศษเป็นงบประมาณทั้งสิ้น 2,619 ล้านบาท  ทั้งนี้มี 4 ประเด็นหลักที่กลุ่มเกษตรกรเรียกร้อง คือ 1.เงินกู้ช่วยเหลือเพื่อเกษตรกร จำนวน 1,368 คน เป็นเงิน 1,098 ล้านบาท 2 .จัดซื้อที่ดินให้เกษตรกร 1,384 ราย คิดเป็นเงิน 777ล้านบาท 3.ดำเนินโครงการฟื้นฟูเกษตรกรในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนเงินคนละ 5 แสนบาท ทั้งหมด 1,386 คน รวมเป็นเงิน 693 ล้านบาท และสุดท้ายปลูกป่าเบญจพรรณ 10 ล้าน มูลค่า 5 ล้านบาท

“ ทั้งนี้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด โดยมี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน  นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรฯ และ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.ทรัพยฯ    นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช  รมว.คลัง พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ รมว. มหาดไทย  เป็นกรรมการในการทำงาน เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง  โดยเบื้องต้นจะให้กรมที่ดิน กรมธนารักษ์ และกระทรวงมหาดไทย หารือกันเพื่อจัดสรรที่ดินแก่เกษตรกร  สำหรับหนี้สิน การฟื้นฟูอาชีพ และการปลูกป่า จะอยู่ในการดูแลของกรรมการชุดนี้พร้อมกับเชิญตัวแทนเกษตรกรหารือด้วย” นางสาววีรินทร์ทิรา กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า จากมติ ครม.ในการช่วยเหลือเกษตรกรในครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มเกษตรกรที่มากดดันเรียกร้องหน้าทำเนียบ ดอนเมือง แต่อย่างใด โดย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์  จะส่งตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเจรจาปัญหาอีกทีหนึ่ง

จ.ราชบุรี-เพชรบุรี-ประจวบฯ ระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนักในระยะนี้

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130376

วันที่ 28/10/2008

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (28 ตค.) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก และกำแพงเพชร อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศา สูงสุด 32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศา และมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศา สูงสุด 34 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

 ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศา สูงสุด 33 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24 องศา สูงสุด 33 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณ จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฏร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 24 องศา สูงสุด 32 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศา สูงสุด 33 องศา ลมตะวันตก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25 องศา สูงสุด 33 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

คลอด6มาตรการกระตุ้นราคายาง เกษตรเร่งทำความเข้าใจตปท.ยืนยันผลผลิตไม่ล้น   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130256

วันที่ 28/10/2008

นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคายางพาราปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน 2551 เป็นต้นมา ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปยางพาราได้รับผลกระทบและประสบความเดือดร้อนในวงกว้าง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการแปรรูปยางพารา ที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหายางพารา จึงได้มีมติกำหนดมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากภาวะราคายางพาราตกต่ำ จำนวน 6 มาตรการ โดยจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เพื่อดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ประกอบด้วย 1.ชะลอการกรีดและลดจำนวนวันกรีดยางลง โดยภาครัฐชดเชยและช่วยเหลือเกษตรกร 2.ประสานสถาบันการเงิน เพื่อยืดเวลาการใช้เงินกู้ จาก 30 วัน เป็น 120 วัน 3.เร่งรัดการปลูกทดแทนสวนยางเก่าให้ได้ปีละ 400,000 ไร่ จากเดิมปีละ 350,000 ไร่ เพื่อลดปริมาณผลผลิตยาง

 4.เร่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ยางกับผู้ค้าและเกษตรกร โดยเร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ ในข้อเท็จจริงที่ว่า การปรับราคายางลงในช่วงนี้ เกิดจากสภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่เกิดจากผลผลิตล้นตลาด ซึ่งความต้องการใช้ยางธรรมชาติยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ภาวะราคายางที่ตกต่ำจึงเป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น พร้อมนี้ให้มีการจัดตั้งทีมงานเดินทางไปประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศ เพื่อทำความเข้าใจกับผู้นำเข้ายางกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญๆ ของไทย เช่น จีน ญี่ปุ่น และติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดและราคายางอย่างใกล้ชิด

 5.เสนอให้บริษัทร่วมทุน 3 ประเทศ (ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย) ดำเนินการผลักดันมาตรการ เพื่อรองรับสถานการณ์ยางให้ชัดเจน เช่น การเข้าไปซื้อยางในตลาดที่สำคัญๆ โดยด่วน เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาด และ 6. ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศ เช่น การใช้ยางผสมยางมะตอยทำถนน การสร้างฝายยาง แผ่นปูพื้นยางพารา เป็นต้น ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น มีเสถียรภาพและเข้าสู่ภาวะปกติ สะท้อนความต้องการใช้ยางของตลาดโลกอย่างแท้จริง

แนะฟาร์มโคพลิกวิกฤติ”เมลามีน” พัฒนาคุณภาพจูงใจบริโภคนมสด   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130255

วันที่ 28/10/2008

นายมณฑล เจียมเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการคาดคะเนน้ำนมดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศปี 2551 มีประมาณ 827.5 พันตัน ใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่ผลิตได้ 822.2 พันตัน เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทำให้หลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรลดการผลิตลง ในขณะที่ความต้องการน้ำนมดิบเพื่อใช้ผลิตนมพร้อมดื่มทั้งหมดมีประมาณ 975.6 พันตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้นจึงต้องใช้นมผงมาผลิตนมพร้อมดื่ม แต่จากกระแสสารตกค้างประเภทเมลามีนปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์นมและส่วนผสมของผลิตภัณฑ์นมทุกชนิดในขณะนี้ ส่งผลให้มีการตรวจสอบผลิตภัณฑ์นมและอาหารที่มีนมเป็นส่วนผสมอย่างเข้มงวด ด้านผู้บริโภคเองก็มีความระมัดระวังในการเลือกบริโภคสินค้ามากขึ้น

 ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะรณรงค์ให้ผู้บริโภคหันมาดื่มนมสดที่ผลิตจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเท่านั้น ยังสร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคและทดแทนการนำเข้านมผงจากต่างประเทศด้วย โดยเชื่อว่าถ้าผู้บริโภคหันมาดื่มนมสดมากขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับปริมาณความต้องการของตลาดที่ปัจจุบันยังไม่เพียงพอ

 อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจะต้องปรับตัวพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพน้ำนมดิบให้ดียิ่งขึ้น โดยต้องเน้นเรื่องความสะอาด เช่น การระมัดระวัง การมีน้ำปะปน การใช้ยาปฏิชีวนะ และการดูแลรักษา เป็นต้น เพื่อไม่ให้มีสารตกค้าง เพราะถึงแม้ว่าสารปนเปื้อนเมลามีนจะไม่พบในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำนมดิบ แต่ผู้บริโภคก็เกิดความลังเลในการบริโภค อาจทำให้เกิดวิกฤตน้ำนมดิบล้นตลาดได้ โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม ควรรณรงค์การดื่มนมสดที่ผลิตเองภายในประเทศ เร่งให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ใช้น้ำนมดิบเป็นส่วนผสมนมและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายในประเทศให้มากขึ้น แทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็เร่งให้เกษตรกรทำมาตรฐานฟาร์มควบคุมการผลิตให้ดียิ่งขึ้น

หอมมะลิไทยถูกแอบปลอมปน แฉส่งออกลดแต่ตลาดโตพรวด เตือนเอกชนกวดขันระบบขนส่ง   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130254

วันที่ 28/10/2008

นายวิชา ธิติประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้รับรายงานจากกงสุลฝ่ายการเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ข้าวไทยที่ส่งเข้าไปขายในประเทศจีนมีการปลอมปน ทำให้ตลาดขาดความเชื่อถือคุณภาพข้าวหอมมะลิของไทย ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ปริมาณการส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยไปจีนนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันความต้องการข้าวในประเทศจีนกลับเพิ่มสูงขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ผู้นำเข้าของจีนมีการนำข้าวจากประเทศอื่นหรือภายในประเทศจีนเอง มาปลอมปน

 ทั้งนี้ อาจจะเนื่องมาจาก คนจีนส่วนใหญ่นิยมบริโภคข้าวหอมมะลิของไทย ซึ่งมีราคาสูงกว่าข้าวพันธุ์อื่นๆ จึงอาจจะมีการนำข้าวคุณภาพด้อยกว่ามาปลอมปนข้าวไทย แล้วบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัม ใหม่ พร้อมระบุว่า เป็นข้าวหอมมะลิจากประเทศไทย จำหน่ายในราคาใกล้เคียงกับราคาข้าวหอมมะลิจริง ทำให้ได้ราคาดีกว่า ซึ่งจะส่งผลเสียต่อตลาดข้าวไทยในประเทศจีนอย่างแน่นอน

 สำหรับการส่งข้าวไปประเทศจีนนั้น ปัจจุบันจะส่งขนาดกระสอบละ 50 กิโลกรัม และ 100 กิโลกรัม จากนั้นผู้นำเข้าจะนำไปบรรจุใหม่เป็นขนาดถุง 5 กิโลกรัม

 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ขอความร่วมมือกับผู้ส่งออกข้าวของไทย ให้เน้นในเรื่องคุณภาพของข้าวด้วย โดยเฉพาะการบรรจุในตู้คอนเทรนเนอร์ก่อนส่งออกนั้น จะต้องเป็นตู้คอนเทนเนอร์ที่สะอาด ไม่เคยบรรจุสารเคมีมาก่อน และจะต้องมีการไม่รองพื้นตู้คอนเทนเนอร์เสมอ นอกจากนี้ในการรมยาจะต้องรมยาให้ถูกวิธี จะต้องไม่รมยาทั้งๆที่ข้าวารยังอยู่ในถุงพลาสติก รวมทั้งไม่ควรรมยาในตูคอมเทนเนอร์และปิดตู้ทันทีทีรมยาเสร็จ เนื่องจากการขนส่งด้วยเรือใช้เวลาเดินทางเพียง 4-5 วัน ทำให้ยังมีกลิ่นตกค้างเมื่อถึงประเทศจีน

กรมป่าไม้ปิ๊งไอเดีย พัฒนาแปรรูป”ครั่ง” ดันมูลค่าเพิ่มสินค้า เสริมรายได้ชาวบ้าน   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130253

วันที่ 28/10/2008

นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ครั่งเป็นสารที่ขับถ่ายออกจากแมลงเล็กๆ ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แมลงครั่ง ซึ่งจะอาศัยอยู่ตามกิ่งไม้ที่ใช้เลี้ยงครั่ง ครั่งที่เก็บได้จากต้นไม้เรียกว่า ครั่งดิบ ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ เรซิ่น ขี้ผึ้ง สี ซาก ตัวครั่ง และสารอื่นๆ ส่วนที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์โดยเฉพาะในทางอุตสาหกรรม คือ สีครั่ง และเนื้อครั่ง โดยนำไปผลิตเป็น “เชลแลค” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมยา ที่ต้องนำเชลแลคมาเคลือบเม็ดยาเพื่อป้องกันความชื้น อุตสาหกรรมกระดาษที่นำเชลแลคมาใช้เคลือบกระดาษ และอุตสาหกรรมหมึกพิมพ์ที่นำเชลแลคมาใช้ในการทำหมึกเขียนชนิดกันน้ำ นอกจากนี้ยังใช้สีจากครั่งเป็นสีผสมอาหาร สีย้อมผ้า ย้อมไหม ย้อมหนังสัตว์ และเป็นส่วนประกอบยาแผนโบราณเพื่อรักษาโรคบางชนิด เช่น โรคโลหิตจาง

 จากประโยชน์ดังกล่าวของครั่ง กรมป่าไม้จึงมีนโยบายให้สำนักวิจัยการจัดการป่าไม้และผลิตผลป่าไม้ สนับสนุนและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงครั่งของเกษตรกร เพราะนอกจากจะช่วยสร้างรายได้เสริมแล้วยังช่วยสร้างพื้นที่สีเขียวอีกด้วย โดยให้มีการวิจัยและพัฒนาหาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ครั่งที่ดีให้แก่เกษตรกร เพื่อจะช่วยเพิ่มปริมาณครั่งที่เลี้ยงไว้ให้เพิ่มขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ต้นไม้ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงครั่งมากที่สุด คือ ต้นจามจุรี หรือ ต้นก้ามปู หรือ ต้นฉำฉา โดยหากเลี้ยงบนต้นจามจุรีต้นเล็กจะได้ครั่ง 20 กก./ต้น/ปี แต่ถ้าเลี้ยงบนต้นใหญ่จะได้ครั่ง 35 กก. /ต้น/ ปี ส่วนราคารับซื้อครั่งจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาท

 อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงครั่งเป็นอาชีพเสริมยังมีจุดด้อยตรงที่ครั่งสามารถเก็บขายได้เพียงปีละ 1 ครั้ง และถึงแม้ว่าครั่งจะเป็นที่ต้องการของตลาดสูง แต่ราคาในแต่ละปียังไม่มีความแน่นอน กรมป่าไม้จึงได้วางแผนงานวิจัยพัฒนาผลิตผลครั่งมาแปรรูปเป็นสินค้า และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สนองความต้องการของตลาด เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและราคาให้แก่ครั่ง รวมทั้งจะส่งเสริมให้เกษตรกรทำวนเกษตรผสมผสาน ซึ่งเป็นการปลูกพืชอายุสั้นในพื้นที่ที่เลี้ยงครั่ง เพื่อช่วยสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรได้ตลอดปีอีกทางหนึ่ง

ภาคกลางตอนล่าง-ภาคใต้ตอนบน-ชายฝั่งของภาคตะวันออก มีฝนตกหนาแน่น   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130162

วันที่ 27/10/2008

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (27 ตค.) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก และกำแพงเพชร อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศา สูงสุด 32 องศา

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศา และมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองคาย ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานีอุณหภูมิต่ำสุด 22 องศา สูงสุด 33 องศา

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศา สูงสุด 33 องศา

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศา สูงสุด 33 องศา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร อุณหภูมิต่ำสุด 24 องศา สูงสุด 32 องศา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรโดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนบน

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศา สูงสุด 33 องศา ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25 องศา สูงสุด 33 องศา

วัดใจครม.ประกันภัยการเกษตร เกษตรฯชงไฟเขียวประเดิมนำร่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์6ล้านไร่   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130104

วันที่ 27/10/2008

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ได้เห็นชอบหลักการโครงการประกันภัยทางการเกษตรปี 2552-2554 วงเงิน 1,221.875 ล้านบาท โดยจัดให้มีการนำร่องรับประกันภัยในส่วนของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าว เพื่อคุ้มครองการลงทุนของเกษตรกร เนื่องจากพืชเศรษฐกิจทั้งสองชนิดมีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่การเกษตรของประเทศ

 สำหรับการประกันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดำเนินงานขยายผลจากเดิมที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกับส่วนราชการและเอกชนดำเนินการอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2548 เนื่องจากพบว่าผลตอบรับจากเกษตรกรเป็นไปในแง่บวก มีความพอใจในการเข้าร่วมโครงการ โดยจะดำเนินการตั้งแต่ปี 2552 จำนวน 1 ล้านไร่ ปี 2553 จำนวน 2 ล้านไร่ และปี 2554 จำนวน 3 ล้านไร่ รวม 6 ล้านไร่ ครอบคลุม 20 จังหวัด

 ส่วนการประกันภัยข้าว ในปี 2552-2553 จะดำเนินงานศึกษา วิจัย ประกันภัยข้าวพื้นที่นอกเขตชลประทานในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2554 จะสามารถเริ่มประกันภัยข้าวในพื้นที่ 1 ล้านไร่ ซึ่งรูปแบบภัยที่คุ้มครอง คือ ความเสียหายของพืชจากความแห้งแล้ง เนื่องจากปริมาณและการกระจายของฝนไม่สม่ำเสมอ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช และจะพิจารณาเพิ่มเติมภัยที่คุ้มครองในลักษณะอื่นๆ อีกครั้งต่อไป

 สำหรับอัตราเบี้ยประกันภัย จะคิดตามความเสี่ยงที่แท้จริง โดยรัฐบาลสนับสนุนส่วนหนึ่งและยกเว้นหรือลดอัตราค่าภาษีธรรมเนียมในการดำเนินงานช่วง 3 ปีแรก เพื่อเป็นแรงจูงใจแก่กลุ่มบริษัทประกันภัยเอกชน ขณะที่วงเงินและเงื่อนไขการคุ้มครอง จะใช้ต้นทุนการผลิตที่เป็นเงินสดเป็นฐานคำนวณ โดยวงเงินสูงสุดที่ได้รับการคุ้มครอง จะคำนวณจากต้นทุนการเพาะปลูกสะสมจนถึงช่วงสุดท้ายของกรมธรรม์ และเกษตรกรผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินชดเชย เมื่อในแต่ละช่วงการเพาะปลูกพืชได้รับน้ำฝนในระดับความแห้งแล้งที่สูงกว่าค่าที่กำหนด และได้รับปริมาณน้ำฝนสะสมต่ำกว่าค่าที่กำหนดไว้

 ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ จะนำเสนอข้อมูลและข้อเสนอแนะทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ทั้งนี้หลายฝ่ายให้ข้อเสนอแนะว่าการดำเนินงานโครงการ การอาจออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีก่อน หากดำเนินการได้ผลดี สามารถคุ้มครองการประกอบอาชีพการเกษตรได้อย่างแท้จริง มีความโปร่งใสในการดำเนินการตามระบบประกันภัย แล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอเป็น พ.ร.บ.ประกันภัยทางการเกษตร เพื่อดำเนินงานระยะยาวในลำดับต่อไป

“อาเซียน”ลงมติตั้งองค์กรถาวร สำรองข้าวรองรับวิกฤติอาหาร   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130103

วันที่ 27/10/2008

นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เผยว่าตามที่กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศบวกสาม ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี รวมทั้งสิ้น 13 ประเทศ ได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการนำร่องระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก (East Asia Emergency Rice Reserve: EAERR) ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานและจัดตั้งโครงการนำร่องดังกล่าว ซึ่งในที่ประชุมได้เห็นชอบที่จะขยายระยะเวลาการดำเนินงานโครงการต่อไปอีก 1 ปี ขณะเดียวกัน ยังเห็นชอบให้มีการปรับเปลี่ยนโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก เป็นองค์กรถาวรภายใต้ชื่อ APTERR (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve) เพื่อให้การดำเนินงานเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น และเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยรองรับสถานการณ์ความขาดแคลนอาหารที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการใช้พื้นที่ผลิตอาหารนำมาผลิตเป็นพืชพลังงานมากขึ้น ปริมาณความต้องการของประชากรโลกที่เพิ่มสูงขึ้น และภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย

 ด้าน นายมณฑล เจียมเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อที่ประชุมอามาฟ และอามาฟบวกสามได้เห็นชอบ ที่จะดำเนินการจัดตั้งเป็นองค์กรบริหารระบบสำรองข้าวอย่างถาวรขั้นตอนต่อไป ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรซึ่งเป็นฝ่ายประสานงานจะเร่งดำเนิน โดยการประสานงานให้สมาชิกแต่ละประเทศเข้าร่วมหารือแนวทาง และรูปแบบวิธีการดำเนินงานขององค์กรดังกล่าวรวมถึงการบริหารจัดการงบประมาณ ซึ่งในเบื้องต้นประเทศคู่เจรจาทั้ง 3 ประเทศต่างมีท่าทีให้การสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวด้วยเช่นกัน

 ทั้งนี้ ได้มีการตั้งเป้าหมายที่จะให้องค์กรนี้เกิดขึ้น และดำเนินการได้เต็มรูปแบบภายในปี ค.ศ.2010 ซึ่งประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมาก จากการจัดตั้งองค์กรถาวรในเรื่องระบบสำรองข้าวที่จะมีการรวบรวมข้อมูลด้านตลาดการค้าข้าวทั้งหมดที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากไทยถือเป็นประเทศที่มีการส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก

พลิกฟื้นธนาคารควายไถนา ปูพรมแหล่งปลูกข้าว72จว. สนองพระราชเสาวนีย์ราชินี   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130102

วันที่ 27/10/2008

นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนาตามพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ว่า เป็นการนำร่องการรณรงค์ส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรชาวนาไทย หันกลับมาใช้แรงงานกระบือเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีความห่วงใยชาวนาไทย ซึ่งประสบปัญหาได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำมันแพง ทรงรับสั่งให้รัฐบาลสนับสนุนให้เกษตรกรหันกลับมาใช้แรงงานควาย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการทำนา

 ทั้งนี้ ได้ประสานความร่วมมือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อาทิ สำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ ส.ป.ก. กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบตามภารกิจ ซึ่งในส่วนของกรมปศุสัตว์ มีภารกิจคือ ร่วมคัดเลือกเกษตรกร ฝึกอบรมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อใช้แรงงานกระบือไถนาและทำการเกษตรกรรมตามหลักสูตรที่กำหนด และเป็นพี่เลี้ยงเกษตรกรในการดูแลกระบือเพื่อการใช้แรงงานตามโครงการ รวมทั้งจัดกระบือจากโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

 ส่วนพื้นที่ดำเนินการ 12 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ศรีสะเกษ ยโสธร สกลนคร หนองบัวลำภู แพร่ น่าน อุทัยธานี ตาก นครศรีธรรมราช และเชียงราย โดยคาดว่าจะกระตุ้นให้เกษตรกร 309 ราย ประกอบอาชีพการทำนาโดยใช้แรงงานกระบือ ในระบบเกษตรผสมผสานแบบเศรษฐกิจพอเพียงพื้นที่ 3,410 ไร่ สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไร่ละ 132 บาท คิดเป็นเงิน 450,000 บาท/ปี ลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมีโดยสามารถผลิตปุ๋ยคอกได้ปีละ 1,236 ตัน คิดเป็นมูลค่าปีละ 1,156,000 บาท

วิชาการฯถกมกอช. ยอมเปิดทางเอกชน ช่วยรับรองระบบQ รองรับเป้าขยายตัว   Leave a comment

http://www.naewna.com/news.asp?ID=130101

วันที่ 27/10/2008

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยว่า จากนโยบายความปลอดภัยทางด้านอาหารของรัฐบาล และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.)ได้ประกาศให้ใช้เครื่องหมาย “Q” เป็นสัญลักษณ์ความปลอดภัย ส่งผลเกษตรกรได้ขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับการตรวจสอบรับรองตามมาตรฐานการเพาะปลูกพืชตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) จำนวนมาก

 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการรับรอง Q มีขั้นตอนการตรวจสอบก่อนที่จะทำการเก็บเกี่ยว ซึ่งเกษตรกรจะต้องแจ้งให้นักวิชาการเกษตรรับทราบล่วงหน้า แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรมีน้อย ประกอบกับเกษตรกรที่ขอรับการตรวจสอบมีจำนวนมาก จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรกรได้ทั้งหมด แม้ว่าในปีนี้จะรับรองได้ถึง15,000 ฟาร์ม สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้เพียง 13,000 ฟาร์ม ก็ตาม

 ดังนั้น กรมวิชาการเกษตรจะหารือกับ มกอช. เพื่อขอปรับเปลี่ยนขั้นตอนการตรวจสอบรับรองจากเดิมที่ มกอช. จะเป็นผู้อนุญาตให้กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ตรวจสอบรับรองกับเกษตรกรโดยตรง เป็นอนุญาตให้เอกชนเป็นผู้ตรวจสอบกับเกษตรกรได้ ทั้งนี้จะส่งผลให้มีผู้ตรวจสอบรับรองQ มากขึ้น โดยที่เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรจะตรวจสอบรับรองเอกชน อย่างเป็นระยะเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

 ”วิธีการนี้จะทำให้การตรวจสอบเกิดความรวดเร็ว ในขณะที่กำลังของเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรจะทำงานได้ง่ายขึ้นแค่ตรวจสอบเอกชนที่เข้ามารับช่วงเท่านั้น แต่หากพบว่าเอกชนเหล่านี้ฮั้วการรับรองหรือสินค้ามีปัญหาในภายหลัง กรมวิชาการเกษตรมีอำนาจจะเพิกถอนสิทธิ์คืนทันที ซึ่งการทำงานดังกล่าวจะคล้ายกับการทำงานของกรมขนส่งทางบก ที่เปิดให้เอกชนชนเข้ามาทำหน้าที่ต่อทะเบียนรถและพ.ร.บ.ประกันภัยประจำปี” นายสมชายกล่าว

 นายสมชายกล่าวว่า การตรวจสอบไม่ทันทำให้สินค้าประเภทผักผลไม้เน่าเสีย ในขณะที่เกษตรกรบางรายรอไม่ไหวเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจำหน่ายก่อนการตรวจสอบ ทำให้สินค้าไม่มีมูลค่า เพิ่ม เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ต้องเก็บตามระยะเวลาที่กำหนดหากพ้นระยะเวลาดังกล่าวไปสินค้าจะเสียหายได้