ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

แลดาราระยับระยิบเมืองพริบพรี

แลดาราระยับระยิบเมืองพริบพรี.

  • 07 สิงหาคม 2554 เวลา 11:50 น.

แหงนหน้าขึ้นมองดวงดาวครั้งใด ให้รู้สึกเป็นสุข แต่จะสุขยิ่งๆ ขึ้นหากดวงดาวเป็นดั่งมรรคานำให้ดวงตาแลเห็นสัจธรรม

โดย…กรกิจ ดิษฐาน

หลายปีก่อนระหว่างเดินทางเพียงลำพังจากชายหาดเดียวดายชายเมืองประจวบคีรีขันธ์ มุ่งขึ้นเหนือกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน เวลาที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือเชื้อเชิญให้เขากระโจนจากรถประจำทางบุโรทั่ง แวะเยี่ยมเมืองเพชรบุรีอีกสักครั้ง จู่ๆ นักเดินทางหวนนึกถึงวัยเยาว์ที่เคยเยี่ยมผ่านเมืองทรงเสน่ห์อย่างเหลือแสน จนไม่อาจลืมเลือนได้

เมืองเพชร หรือตามคำเรียกขานของพงศาวดาร และสำเนียงคนเฒ่าคนแก่ ว่า “เมืองพริบพรี” ย่อมแปรเปลี่ยนไปตามความเคลื่อนไหวของกาลเวลา รถสามล้อถีบบางคันที่เคยนั่งชมเมืองเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน วันนี้ยังเหลือให้บริการสองสามคัน

ชมพู่หวานลือชื่อวางทูนกองไว้รอคนซื้อ ภาพของมันชวนให้นึกถึงเมื่อครั้งแวะเวียนไปพักกลางสวนชมพู่ ได้ชิมรสหวานกลมกล่อมของ “ของดีเมืองเพชร” ติดตรึงในความทรงจำจนบัดนี้ยังนึกไม่ออกว่าเทียบได้กับรสชาติใด แล้วยังนั่งร้านก่อขึ้นครอบต้นผลไม้สูงเกินคอแหงนมองอีกเล่าเกิดมาไม่เคยเห็นที่ไหนทะนุถนอมต้นไม้ดั่งแก้วตาดวงใจได้เท่า

เรือนไทยทะมึนทึมหลังนั้นเก่าปูนศตวรรษ ซ่อนตัวกลางสวนชมพู่อาจทำคนขวัญอ่อนรู้สึกเย็นสันหลังวาบ แต่กับเด็กซุกซน ห้องหับในเงาสลัวยิ่งเหมือนที่ท้าทายความอยากรู้อยากเห็น ในเรือนนั้นเราอยู่ลำพังกับสองผู้เฒ่า ท่านเอ็นดูกับเหล่าเด็กน้อยอย่างเหลือแสน ปลิดชมพู่ให้ชิมไม่อั้นแม้นมันจะราคาแพงกว่าข้าวสารหลายกิโล แต่จะตวาดดุตาเขียวจนสะดุ้งโหยง หากเรามูมมามกินข้าวหกเรี่ยราด ถึงจะแค่เม็ดเดียวก็ตาม

มีหรือเราจะเข็ดขาม ในบางเวลาที่ย่องเข้าส้วมนอกเรือนกันเงียบกริบ หากค่ำคืนไม่มืดมิดเกินไปนัก ที่นั่งร้านกลางสวนชมพู่ไม่ไกลจากเรือนหลังย่อม เราจะแอบไต่ขึ้นไปมองดาวระยิบระยับเหมือนใครโปรยกากเพชรไปทั่วฟ้าสีกำมะหยี่ดำ

ครึกครื้นเหมือนหัวใจเต้นจังหวะมอญดูดาว จนลืมระแวงความมืด

*************************

เวลาผ่านไป อายุไม่หยุดนิ่งและชีวิตพุ่งไปข้างหน้า แม้แต่กลุ่มดาวยังเคลื่อนคล้อยตามฤดูกาล วัยเยาว์ถูกทิ้งไว้ข้างหลังกับอดีต การหวนกลับเมืองพริบพรีอีกครั้ง และหลายครั้ง บางคราพบรอยยิ้มชื่นใจกว่ายิ้มหวานปานพบนางไม้เยื้องย่างจากต้นชมพู่รสฉ่ำแต่บาง

รอยยิ้มระแวดระวังเหมือนภาพนางกินรีหน้าขรึมเขียนซ่อนไว้หลังบานประตูโบสถ์วัดใหญ่สุวรรณาราม บางครั้งพานมาพบใบหน้าบึ้งตึงจนพานคิดไปว่ากำลังเดินสวนกับมือปืนในคราบคนเดิน

บางคราได้สัมผัสกับลมโชยจากทะเลบนยอดเขาวัง อารมณ์หม่นหมองผิดหวังค่อยเจือจางลง กลับไปเผชิญโลกด้วยความสุขุมขึ้น รู้ซึ้งว่าชีวิตได้ก้าวไปอีกขั้น แม้นมิได้แลเห็นดาวยามเย็นเหนือยอดเขาวัง แต่ยังพอมีหอชัชวาลเวียงชัย หรือ “หอส่องกล้อง” ให้คอยเตือนว่า ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังจุดสูงสุดของพระนครคีรี แล้วทรงส่องกล้อง ทอดพระเนตรจักรราศีนับแสนนับล้านดวง แพรวพราวราวกับเพชรประดับมงกุฎ

การดูดาวและโหราศาสตร์นับเป็นพระราชนิยมในรัชกาลนั้น แต่วันนี้เราหลายคนยังนิยมมองหาหมู่ดาว แม้นว่าหมอกควันของยุคสมัยจะบดบังมิใช่น้อย

ชายหาดชะอำอาจอึกทึกครึกโครมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ต้องมียามที่ทุกคนหลับใหล ในยามนั้นแสงสังเคราะห์จะดับลง เปิดฟ้าให้เห็นเต็มสายตา ยิ่งอยู่ลำพังกลางหาดวางวาย อาจมีวาสนาได้เห็นทางช้างเผือกพาดเป็นสายเหมือนเทพธิดาโปรยปรายน้ำนมกระเซ็นไปทั่วฟ้า

ถึงจะไม่มีโอกาสได้ชมดาวจากหอดูดาวบนเขาวัง แต่ฟ้าเหนือระลอกคลื่น เป็นภาพจักรวาลที่ตระการตาที่สุด เท่าที่สายตาเปลือยเปล่าจะพึงสัมผัสได้

คืนนั้น ให้นึกถึงนิราศเมืองเพชรของครูสุนทรภู่ท่านแต่งอารมณ์รำพัน “ดาวกระจายพรายพร่างกลางนภา แสงคงคาเค็มพราวราวกับพลอย” โวหารท่านครูกลอนอ่านแล้วอิ่มเอม ฟังแล้วตรึงใจ ก็สมแล้วที่คนเมืองเพชรจะวิวาทะกับคนเมืองแกลง แย่งกันเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกวีเอกท่านนี้

ที่เบื้องบนแลเห็นจักรวาล ที่ถืออ่านในมือและกังวานในหัวใจ คือพรรณนาดวงดารางามตาเหนือฟ้า วรรณกรรมล้ำค่ามากมายทอดทิ้งในตู้ลายรดน้ำตามวัดนับสิบนับร้อยในเมือง ซ่อนตำราว่าด้วยรสแห่งกาพย์กลอน ก่ายกองอยู่บนตำราพระธรรมคำสอน

คัมภีร์ว่าด้วยการเดินทางผ่านดวงดาว ไปสู่ “เมืองพระนิพพาน” ที่สุดของจักรวาล อยู่ในเล่มเดียวกัน

*************************

ว่ากันว่าพริบพรีเป็นดั่งกรุงศรีอยุธยาที่ยังมีชีวิต คำกล่าวนี้ไม่เกินความจริง จำนวนวัดวาอารามที่แน่นขนัดไปทั่วตัวเมือง อวดศิลปะแบบอยุธยายุคคลาสสิกราวกับชะลอกรุงเก่าลงมาริมแม่น้ำเพชร หากผู้ชมชอบศิลป์ได้พบยลจะยิ่งอิ่มเอมเหมือนเสพสุนทรียรสอันเป็นทิพย์

นายนรินทร์ธิเบศวร์ (นรินทร์อิน) ตามเสด็จสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ ยกทัพลงมาตีเมืองถลาง ผ่านทางเมืองเพชร ได้แต่งโคลงนิราศนรินทร์รำพันถึงนวลนางทิ้งไว้ที่บางกอก บทที่คุ้นเคยกันดีนั้น ความว่า “อยุธยาล่มแล้ว ลอยสวรรค์ ลงฤา…”

แม้จะมิได้หมายถึงเมืองเพชร แต่เมืองนี้สมควรกับพรรณนาโวหารไม่ยิ่งหย่อนบางกอก

วันที่นักแรมทางหนุ่มจากบางกอก หวนกลับมาพบเมืองพริบพรีด้วยความตั้งใจจะค้นหาดวงดาว ทั้งเมืองยังเป็นยามบ่ายเงียบงันก่อนการมาถึงของเวลาตลาดเย็น เด็กๆ ยังไม่ก่อจลาจลย่อมๆ หลังเลิกเรียน เขาเดินลัดเลาะอย่างไร้ปลายทางที่แท้นอนไปตามถนนร่มรื่นยามบ่าย ถนนหลายเส้นพาเขาไปยังสถานที่สำคัญทางศิลปะของชาติ

จากวัดใหญ่สุวรรณาราม ถึงวัดเกาะแก้วสุธาราม ผ่านโบสถ์ร้างวัดไผ่ล้อม วัดมหาธาตุหลักของเมือง ไปถึงวัดกำแพงแลงชมปราสาทสมัยขอม ข้ามไปยังวัดเขาบันไดอิฐ กลับมาเลียบเชิงเขาวังไปตามถนนคีรีรัฐยา

จู่ๆ เมฆดำพัดมาจากไหนไม่ทันรู้ตัวค่อยกลืนกินแดดสีขาวแสบตาของยามบ่าย เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความมืดมิดพร้อมที่เม็ดฝนจะตกลงมาได้ทุกเมื่อ และมันก็โรยเม็ดลงมาจริงๆ อย่างไม่มีทีท่าจะเบาแรง เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแวะเข้าวัดอีกแห่งไม่ไกลจากกัน หวังใช้หลบฝนไปพลางๆ ป้ายหน้าวัดอาบฝนเย็นฉ่ำพออ่านได้ว่า “วัดสระบัว”

ภายในโบสถ์หลังย่อมไม่มีอะไรสะดุดตามากไปกว่าผนังสีมัวบันทึกครอบรอยกาลเวลาพระพุทธรูปเก่าคร่ำคร่า (แน่ล่ะ จากสมัยอยุธยา) กับเด็กวัดคนหนึ่งงีบอยู่เงียบๆ บนยกพื้นสำหรับทำวัตร ดูแล้วช่างเป็นความเรียบง่ายจนไม่อยากจะแยแส

จนกระทั่งจะได้เงยหน้ามองเพดาน เขาตกตะลึงไปชั่วขณะ

ในความมืดสลัวของเพดานของโบสถ์ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร กลับประดับประดาด้วยลายทองสละสลวยกลางพื้นสีชาด ประดับดาวเพดานงามอร่ามเวียนประทักษิณรอบจันทราสลักรัศมีเป็นแฉกทอประกาย ดั่งดอกไม้สีทองกำลังเบ่งบานบดบังแสงมัวมนที่ประหนึ่งรัตติกาล ตัวดาวทาสีขาวยิ่งขับให้โดดเด่นเห็นเป็นมิติ ยิ่งความมืดมิดจากหมู่เมฆบดบังผืนฟ้าสีชาดยิ่งเด่นชัด ยิ่งปิดหน้าต่างบานเล็กให้เหลือเพียงความมืด คล้ายเพ่งมองหมู่ดาวทอแสงกลางโบสถ์

ดาวเพดานตกทอดมาแต่สมัยอยุธยาทั้งที่วัดใหญ่ วัดเกาะแก้วสุทธาราม วัดเขาบันไดอิฐ นับว่างามจับใจแล้ว ยังไม่เทียบกับภาพจักรวาลสีแดงแห่งวัดสระบัว ที่ลวดลายไม่เพียงพิสดาร แต่ทั้ง 3 ช่วงตอนของโบสถ์ยังประดับลายดาวไม่ซ้ำกัน สะท้อนวิถีดาวของ 3 ฤดูกาลที่ผันแปรไม่มีเหมือนทั้งดาวหน้าร้อน หน้าหนาว และดาวในห่มเมฆหน้าฝน

วัดสระบัวเก็บซ่อนดาวเพดานที่สวยที่สุด ไม่สิ-เป็นหมู่ดาวที่สวยที่สุด ยิ่งกว่าแสงระยิบระยับที่เคยแลดูบนนั่งร้านชมพู่หวาน และยิ่งกว่าทางช้างเผือกเหนือชายหาดร้างผู้คน

โบสถ์เล็กๆ นอกสายตาผู้คน กลับสะกดนักแรมทางจนแทบทิ้งตัวลงนอนชม สิ้นความยำเกรงในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ปรารถนาจะเหม่อมองดาวเดือนสีทองอร่ามเคลื่อนคล้อยในผืนนภาประกายชาดให้เต็มอิ่ม มิได้มีมนต์ขลังอันใด หากเป็นความอิ่มเอมในรสแห่งสุนทรียศิลป์ และปราโมทย์ในพระธรรม

การดำรงอยู่ของดาวเพดาน มิใช่เพื่อเติมเต็มความว่างเปล่า นานาจักรราศีก็มิใช่เพื่อประดับจักรวาลเท่านั้น

ดาวเหนือฟ้าแฝงไว้ด้วยปริศนาแห่งชีวิต ให้บรรดาโหราจารย์ได้ขบคิดฉันใด ดาวเพดานในพระอารามก็แฝงปริศนาแห่งการหลุดพ้น ให้สัปปุรุษได้ขบคิด ฉันนั้น จำนวนดาวที่วาดไว้เหนือเพดานโบสถ์วัดสระบัวเช่นกัน มิใช่เป็นจำนวนลอยๆ แต่แฝงนัยลึกซึ้ง

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระเพทราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงมีพระราชปุจฉาถามสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ถึงปริศนาธรรมทั้ง 8 ประการ ข้อ 8 นั้นความว่า “ถ้าจะเรียนโหราให้ฆ่าอาจารย์ทั้ง 4 เสีย”

ฝ่ายพระเถระท่านวิสัชนาว่า “ถ้าจะเรียนโหราให้ฆ่าอาจารย์ทั้ง 4 เสีย หมายความว่า คัมภีร์ในโหรานั้น ได้แก่วิชชา 3 คือ ทิพพจักษุญาณ บุพเพนิวาสญาณ และอาสวักขยญาณ อาจารย์ทั้ง 4 นั้นได้แก่ อุกศลธรรมทั้ง 4 คือ โลภะ โทสะ โมหะ และมานะ พระโยคาวรผู้ปรารถนาวิชชา 3 ประการนั้น ก็พึงฆ่าอาจารย์คือ อกุศลธรรมทั้ง 4 นั้นเสีย”

โหรา คือวิชาดูดาว ปริศนาธรรมทั้ง 8 มีจำนวนเท่าดาว 8 ดวงล้อมรอบเดือนเพ็ญหรือบัวบาน อีกทั้งประกายดาว 8 แฉกทอรัศมีอยู่เหนือพุทธปฏิมา ทั้งสองนัยย่อมหมายถึงมรรค 8 มหากุศล 8 มหากิริยา 8 อริยบุคคล 8

แหงนหน้าขึ้นมองดวงดาวครั้งใด ให้รู้สึกเป็นสุข

แต่จะสุขยิ่งๆ ขึ้นหากดวงดาวเป็นดั่งมรรคานำให้ดวงตาแลเห็นสัจธรรม

About these ads

สิงหาคม 7, 2011 - Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , ,

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s