ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

ปรับทัศนคติพ่อแม่-ผู้ปกครอง กุญแจสำคัญวางรากฐานพัฒนาการของเด็ก

วันที่ 11/7/2011

ปรับทัศนคติพ่อแม่-ผู้ปกครอง กุญแจสำคัญวางรากฐานพัฒนาการของเด็ก.


 “เด็กในวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า” คำกล่าวที่เรามักจะพูดถึงเสมอกับมุมมองที่มีต่อตัวเด็ก หรือจะให้มีความสำคับมากกว่านั้นก็จะกล่าวว่า “เด็ก คือ อนาคตของชาติ”

คำกล่าวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของเด็กที่จะเติบโตในภายหน้า ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งเพียงใดที่จะส่งเสริมและเสริมสร้างให้เด็กเป็นคนดี เป็นคนเก่ง เป็นคนคุณภาพของสังคม อันส่งผลดีกับประเทศชาติต่อไป

เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว ที่รอการแต่งแต้มให้เป็นสีสันลวดลาย สวยงาม หากเราแต้มสีมากเกินไป ผ้าขาวนั้นก็จะเลอะเทอะ มองดูไม่สวยงาม ไม่ต่างจากเด็กที่รอการขัดเกลา บ่มเพาะให้เติบโต หากเราอบรมไม่ดี หรือเลี้ยงดูแบบผิดๆ ก็จะส่งผลเสียกับเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงสติปัญญา

เด็กอายุ 1-6 ปีแรกของชีวิต หรือที่เรียกว่า “เด็กปฐมวัย” จะมีผลต่อการวางรากฐานที่สำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ของมนุษย์

 ดังนั้นการจัดกระบวนการเรียนการสอน หรือการศึกษาปฐมวัยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา จะต้องมีวิธีการและรูปแบบที่เหมาะสม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง” อาจารย์รุ่งรุจน์ธนัน บุณยรักษ์ ผู้จัดการโรงเรียนอนุบาลบุณยรักษ์ ย่านห้วยขวาง กรุงเทพฯ ได้บอกถึงความสำคัญของการศึกษาปฐมวัย

 อาจารย์รุ่งรุจน์ธนัน กล่าวว่า การศึกษาปฐมวัย มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง พ่อแม่ และคนใกล้ชิด จะช่วยเหลือให้เด็ก มีพัฒนาการและเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ต่อไปได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากเด็กในช่วงอายุนี้ ยังต้องอยู่ในการดูแลของผู้ปกครองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงที่สมองจะเกิดการพัฒนาการ และเรียนรู้ได้มากที่สุด ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องมีความพร้อม ความรู้ความเข้าใจ มีการจัดประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอย่างถูกต้องเหมาะสม

 ทว่าปัจจุบันสังคมไทย พบว่า ผู้ปกครองยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัย และบทบาทของตนเองในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที่ถูกต้อง ยังคงมีทัศนคติที่ผิดอยู่ โดยไม่รู้เลยว่าทุกวันนี้เด็กต้องการอะไร มักมองเพียงว่าทำอย่างไรให้ลูกของตัวเองนั้นเก่งให้มากที่สุด เห็นได้จากการเร่งสอน อ่าน เขียน ซึ่งไม่เหมาะสมกับวัยและวุฒิภาวะของเด็กในช่วงอายุนั้น การไม่ให้อิสระแก่เด็กกล้าคิดกล้าแสดงออก การกำหนดกรอบโดยการถ่ายทอดให้เด็กรับฟัง จนเด็กเกิดความเครียด อึดอัด ไม่มีความสุข ทำให้เด็กไม่เป็นตัวของตัวเอง ศักยภาพของเด็กที่ควรจะได้รับการพัฒนาถูกจำกัดลงไปทันที

 “นอกจากเรื่องของการส่งเสริมด้านสติ ปัญญา จิตใจแล้ว ด้านร่างกายเป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยการส่งเสริมให้เด็กได้มีพื้นที่เล่น ได้เล่นกีฬา ได้ออกกำลังกาย ซึ่งวัยเด็กต้อง การพัฒนาการทางด้านร่างกาย ต้องการการเคลื่อนไหว ชอบวิ่งเล่น ผู้ปกครองจะต้องคำนึงถึงพื้นที่ที่ให้เด็กได้ใช้พัฒนาการทางด้านร่างกายด้วย ซึ่งเมื่อเด็กได้วิ่งเล่น เด็กก็จะมีความสุข ก็จะส่งผลดีต่อพัฒนาการทางด้านสมอง นอกจากนี้แล้วเมื่อเด็กเหนื่อย ก็จะได้นอนหลับเต็มอิ่ม สมองก็ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่” อาจารย์รุ่งรุจน์ธนัน ได้เน้นย้ำความสำคัญของพัฒนาการ ทางด้านร่างกายควบคู่กับด้านอื่นๆ


 การศึกษาปฐมวัย หรือระดับชั้นอนุบาล นอกจากจะต้องได้รับการส่งเสริม และการช่วย เหลือจากพ่อ แม่ และผู้ปกครองแล้ว ยังต้องอาศัยโรงเรียน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ให้การอบรมและให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งแปลกใหม่นอกจากการเรียนรู้กับผู้ปกครอง ซึ่งการเลือกโรงเรียนให้กับเด็กก็มีความ สำคัญที่พ่อ แม่ และผู้ปกครองจะต้องใส่ใจอย่างมาก ซึ่งในส่วนนี้ อาจารย์รุ่งรุจน์ธนัน ชี้แนะว่า

เมื่อพ่อ แม่ และผู้ปกครองนำเด็กไปเข้าโรงเรียน ก็เท่ากับว่า ได้มอบหมายให้โรงเรียนเป็นสถานที่ช่วยเลี้ยงดูเด็กแทนเรา ซึ่งเด็กจะมีพัฒนาการ มีสติปัญญา ได้รับความรู้ดีหรือไม่ดีอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับโรงเรียนที่จะเป็นผู้อบรม

ปัจจุบันพ่อแม่ผู้ปกครองมักเลือกโรงเรียนให้เด็กตามค่านิยม คือ เลือกแต่โรงเรียนที่มีชื่อ เสียง หรือเลือกตามกระแสของสังคม โดยไม่ได้ดูบริบทของโรงเรียนเลยว่า เหมาะสมกับตัวเด็กหรือไม่ เพราะโรงเรียนบางแห่งโดดเด่นเรื่องของวิชาการ มีพื้นที่คับแคบ ไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้วิ่งเล่น เล่นกีฬาและออกกำลังกาย หรือ ไม่ส่งเสริมเรื่องของดนตรี พัฒนาการของเด็กจึงไม่ครอบคลุมทางร่างกายและปัญญา

 การจัดการศึกษาปฐมวัยที่ดีต่อเด็ก ประกอบด้วย การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา การสร้างหลักสูตรที่เหมาะสม มุ่งเน้นพัฒนาการเด็กทุกด้าน การบูรณาการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

 ดังนั้นผู้ปกครองพ่อ แม่ และผู้ปกครอง จะต้องศึกษาข้อมูลของโรงเรียน ที่จะนำเด็กไปเรียนด้วยว่า เหมาะสมหรือไม่ ต้องเข้าใจว่าแต่ละโรงเรียนมีแนวทางการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน เพราะ โรงเรียนบางแห่งเน้นเรื่องกิจกรรมมากกว่าการศึกษา หรือเน้นการศึกษามากกว่ากิจกรรม ตรงนี้ ต้องมองด้วยว่าเด็กมีความต้องการ มีศักยภาพด้านใด เหมาะสมที่จะเข้าเรียนที่ใด

 เมื่อมองลึกถึงระบบการศึกษาของประเทศไทย อาจารย์รุ่งรุจน์ธนัน กล่าวว่า ปัญหาของคนไทย คือ ไม่ชอบการเรียนรู้ มองการเรียนรู้เป็นภาระ เพราะว่าระบบการศึกษาของไทยตั้งแต่ชั้นประถมไปจนถึงมหาวิทยาลัย นั้นได้ทำลายการเรียนรู้ของเด็ก

 โดยเราจะมองแค่ว่า เด็กคิดเร็วอ่านเร็ว จะเป็นเด็กที่เก่ง เราจะวัดกันแค่นี้ เรียนไปก็เพื่อสอบ แข่งขัน ไม่ได้วัดด้านอื่นเป็นหลัก สอบเสร็จแล้วเก่ง มีการท่องไปเพื่อสอบ ไม่ได้เรียนเพื่อที่จะเรียนรู้ หรือที่เรียกว่า “ท่องจำแล้วลืม”


 “ระบบการศึกษาของประเทศไทย เหมือนคอขวด คือ ต้องสอบเพื่อแย่งกันเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้เรียนที่ดีๆ มีหน้ามีตาในสังคม จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาและได้ทำงานที่สังคมคิดว่าเป็นอาชีพที่ดีเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งตรงนี้เองเป็นผลมาจากทัศนคติของพ่อแม่ ผู้ ปกครองที่สร้างมาตรฐานค่านิยมทางอาชีพให้กับเด็ก ทั้งๆ ที่ทุกอาชีพก็สร้างให้คนเป็นคนดี เป็นคนเก่งได้ ระบบการสอบแข่งขันนี้เองที่ทำให้เด็กเห็นแก่ตัว”

อาจารย์รุ่งรุจน์ธนัน กล่าวและย้ำว่า ปกติแล้วเด็กอายุ 5 ขวบ ควรจะทำอะไร อายุ 6 ขวบควรจะทำอะไร จะมีขั้นระดับของพัฒนาการอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปบังคับเด็ก เพราะเด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เรียนรู้มาตั้งแต่เกิด หรือที่เรียกว่า เรียนรู้เชิงรุก (Active learning) เด็กอายุ 5-6 ปี สมองจะเติบโตถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะต้องส่งเสริมให้เด็กได้เกิดพัฒนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ ในช่วงอายุนี้

 การบูรณการการเรียนรู้ช่วงปฐมวัยจะต้องเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นไปยังสิ่งใหม่ๆ เพราะเด็กต้องการการเชื่อมโยงทุกอย่าง ดังจะเห็นได้จาก เด็กชอบสงสัย ชอบถาม ทำไมแบบนั้น ทำไมแบบนี้ ซึ่งเราไม่ควรดุให้เด็ก จะทำให้เด็กปิดการเรียนรู้ ไม่กล้าถาม ไม่กล้าแสดงออกอีกเลย จนอาจเกิดเป็นการเก็บกด ดังนั้นเราจะต้องให้คำตอบและอธิบายให้เด็กเข้าใจ เด็กก็จะเกิดกระบวนการติดตามและเชื่อมโยงไปกับการเรียนรู้ใหม่ๆ อีก

 “บางอย่างเด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เราไม่ต้องไปสอนไม่ต้องไปบอก ให้เด็กได้มีความคิดสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง ทำให้เกิดการพัฒนา การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีที่สิ้นสุดการเรียนรู้อย่างมีความสุข จะทำให้เด็กมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว” เขากล่าว

 อาจารย์รุ่งรุจน์ธนัน ทิ้งท้ายด้วยการฝากข้อคิดไปยังรัฐบาลชุดใหม่ว่า อยากให้ให้ความสนใจกับการศึกษาปฐมวัยมากขึ้น เพราะเป็นรากฐานของการพัฒนาทั้งหมด การส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิ์และสิ่งที่เด็กควรจะได้รับ ภาครัฐจะต้องเป็นผู้สนับสนุนด้วย อาทิ เรื่องนมโรงเรียน ที่บางแห่งยังมีนักเรียนที่ไม่ได้ดื่มนม หรือไม่มีดื่ม ตรงนี้จะต้องเข้าไปดูแล รวมไปถึงการส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษา กีฬา และดนตรี ฯ อีกด้วย

SCOOP@NAEWNA.COM

About these ads

กรกฎาคม 17, 2011 - Posted by | สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | , , , ,

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: