ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เครื่องลายคราม

บทความวิทยุกระจายเสียง.

ชื่อบทความ : เครื่องลายคราม  
ผู้แต่ง : ธนสรณ์ โสตภิโสภา
ประเภทเอกสาร : บทความวิทยุกระจายเสียงรายการสาระยามบ่าย ครั้งที่ 52 กุมภาพันธ์ 2548
สังกัดหน่วยงาน : สำนักเทคโนโลยีชุมชน

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการสาระยามบ่าย ครั้งที่ 52
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำ เดือน กุมภาพันธ์ 2548 เวลา 16.30 – 17.00 น.
เรื่อง เครื่องลายคราม
เรียบเรียงโดย
นายธนสรณ์ โสตภิโสภา นักวิทยาศาสตร์ 6
สำ นักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ
—————————————————
เครื่องลายคราม หมายถึง เครื่องภาชนะกระเบื้องหรือเครื่องถ้วยชามเนื้อขาว ชนิดที่เขียนลายเป็นสี
คราม มีต้นกำ เนิดในประเทศจีน ซึ่งเรียกว่าเครื่องกังไส ในปี พ.ศ. 1837 ได้นำ ช่างจีนเข้ามาผลิตเครื่องลาย
ครามขึ้นในประเทศไทย จนเป็นที่นิยมแพร่หลายสามารถส่งไปจำ หน่ายยังประเทศใกล้เคียงอีกด้วย เครื่องลาย
ครามในความรู้สึกของคนไทยแล้ว ถือเป็นของเก่าที่มีค่าที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละยุค
แต่ละสมัย จวบจนปัจจุบันก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย
เครื่องลายครามที่นิยมกันในทุกวันนี้ได้พัฒนามาจากเครื่องลายครามฝีมือของช่างจีนสมัยราชวงศ์เหม็ง
ที่ผลิตมากในช่วงปี พ.ศ.1911-2186 ลายที่เขียนมี 2 แบบ
แบบที่ 1 ลายที่ต่างประเทศส่งตัวอย่างให้ เช่นลายเทพพนม ลายนรสิงห์ของไทยเป็นต้น
แบบที่ 2 เป็นลายที่นักปราชญ์ของจีนคิดผูกลายขึ้น เพื่อแสดงถึงความมีสวัสดิมงคล สีที่ใช้เขียนเป็นสี
ใต้เคลือบ จีนใช้สีครามชนิดดีจากประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นสีสวยงดงาม คงทนถาวร
สีครามหรือสีนํ้าเงินที่ใช้สำ หรับเขียนเครื่องลายครามนี้ ได้จากสารโคบอลต์ออกไซด์ (cobalt oxide)
เมื่อนำ มาเขียนบนผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาชนิดพอร์ซเลน ผลิตภัณฑ์จะถูกเผาเป็น 3 ระยะ คือ
ระยะแรก การเผาแบบเติมออกซิเจน (oxidizing fire) จนถึงอุณหภูมิ 9500 ซ.
ระยะที่สอง การ เผาโดยวิธีลดออกซิเจน (reducing fire) จนอุณหภูมิถึง 12000 ซ.
ระยะที่สาม การเผาแบบเติมออกซิเจนจนถึงจุดสุกตัวของนํ้ายาเคลือบ
การเผาโดยวิธีลดออกซิเจนจะทำ ให้สีนํ้าเงินหรือสีครามที่ได้ไม่คงที่สมํ่าเสมอ อาจเป็นสีนํ้าเงินอ่อน สีนํ้าเงิน
อมม่วง
กรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้พัฒนาสีครามให้มีคุณภาพ สีสมํ่าเสมอ คงทนถาวรและให้มีสีคล้ายสีลาย
ครามของโบราณ โดยใช้สารเคมี คือ โคบอลต์ออกไซด์ผสมกับวัตถุดิบชนิดต่างๆกันได้แก่ อะลูมินา ควอร์ซ
ดินขาว นำ มาบดผสมให้เข้ากันดี แล้วเผาที่อุณหภูมิ 12000 ซ. ใช้เวลาในการเผานาน 9 ชั่วโมง นำ สีที่เผาแล้ว
มาบดและล้างนํ้าเพื่อให้สารที่ละลายนํ้าและสิ่งเจือปนออกหมด จากนั้นจึงนำ มาบดให้ละเอียดอีกครั้งพร้อม
ใช้งาน
ในสมัยหลัง ๆ เครื่องลายครามก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างมาก มีโรงงานผลิตเครื่องลายครามเกิดขึ้น
ในประเทศไทยหลายแห่ง มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับถึงขั้นส่งไปจำ หน่าย ทั้งในทวีปอเมริกาและในทวีปยุ
โรป ทำ รายได้ปีละหลายพันล้านบาท จัดเป็นผลิตภัณฑ์จีนที่มาเจริญรุ่งเรืองในไทยอย่างแท้จริง
เนื้อดินที่ใช้สำ หรับพวกเครื่องลายครามโดยมากเป็นพวกผลิตภัณฑ์พอร์ซเลนหรือเอิช์ทเธนแวร์ ซึ่ง
เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อขาว จึงทำ ให้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ผลิตภัณฑ์นํ้าเงิน – ขาว ซึ่งจะใช้สีนํ้าเงินโคบอลต์เขียน
ตกแต่งลวดลายใต้เคลือบใส
ส่วนงานเครื่องปั้นดินเผา กองบริการอุตสาหกรรมภาคเหนือ ได้พัฒนาการทำ ผลิตภัณฑ์เครื่องลาย
ครามหรือผลิตภัณฑ์นํ้าเงิน – ขาว โดยเผาที่อุณหภูมิ 12000 ซ.ในบรรยากาศการสันดาปไม่สมบูรณ์ ได้เป็นผล
สำ เร็จ โดยมีสูตรของเนื้อดิน สูตรนํ้ายาเคลือบและสูตรสีนํ้าเงินที่ใช้เขียนผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้
สูตรเนื้อดิน
– สูตรเนื้อดินที่ใช้ในการขึ้นรูปโดยวิธีปั้นบนแป้นหมุน ประกอบด้วย
หินฟันม้า 20%
ควอร์ซ 20%
ดินขาวล้างลำ ปาง 40%
ดินเหนียวลำ ปาง 20%
– สูตรเนื้อดินที่ใช้ในการขึ้นรูปโดยวิธีหล่อนํ้าดิน ประกอบด้วย
หินฟันม้า 25%
ควอร์ซ 20%
ดินขาวล้างลำ ปาง 45%
ดินเหนียวลำ ปาง 10%
– สูตรเนื้อดินที่ใช้ในการขึ้นรูปโดยวิธีจิกเกอร์ ประกอบด้วย
หินฟันม้า 25%
ควอร์ซ 25%
ดินขาวล้างลำ ปาง 30%
ดินเหนียวลำ ปาง 20%
สูตรนํ้ายาเคลือบ ประกอบด้วย
หินฟันม้า 45%
ควอร์ซ 21%
ดินขาวล้างลำ ปาง 10%
หินปูน 7%
แบเรียมคาร์บอเนต 8%
ทัลคัม 2%
ซิงค์ออกไซด์ 7%
สูตรสีนํ้าเงิน ที่ใช้เขียนผลิตภัณฑ์เคลือบลายคราม (สีใต้เคลือบ) ประกอบด้วย 3
ซิงค์ออกไซด์ 10%
อะลูมินา 52%
โคบอลต์ออกไซด์ 38%
การทำ สีนํ้าเงินที่ใช้เขียนผลิตภัณฑ์ สามารถทำ ได้โดยบดส่วนผสมตามสูตรนานเป็นเวลา 3 วันจาก
นั้นนำ มาตากให้แห้งและเอาไปเผาในเตาเผาที่อุณหภูมิ 12500 ซ. รอให้เย็น นำ มาบดผสมกับดินขาวล้างลำ ปาง
จำ นวน 30% โดยให้บดนาน ประมาณ 5 วัน แล้วร่อนผ่านตะแกรงขนาด 200 เมช จึงนำ ไปใช้งานได้
การค้นพบเครื่องลายครามในราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันมีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าในอดีตนั้นดิน
แดนนี้เคยมีความสัมพันธ์ทางการค้า การเมืองและนโยบายดำ เนินการทางการทูตกับราชสำ นักจีนในสมัย
โบราณเป็นอย่างดี เพราะนอกจากเครื่องลายครามจะเป็นสินค้าที่นิยมเนื่องจากมีความสวยงาม นํ้าหนักเบาน่า
ใช้และราคาไม่แพงนักแล้วเครื่องลายครามยังใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการที่สำ คัญอย่างหนึ่งอีกด้วย
จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำ ให้มีการค้นพบเครื่องลายครามสมัยต่างๆอยู่ทุกภาคของราชอาณาจักรไทยใน
ปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซุ่ง ราชวงศ์หยวน และราชวงศ์เซ็งอยู่เป็นจำ นวนมาก โดยปะปนกับศิลปะวัตถุ
อื่นในชั้นดินต่างๆ และตามแหล่งโบราณคดีที่สำ คัญบางแห่งจะพบอยู่บนผิวดินทั่วๆไป ซึ่งมักเป็นแหล่งทีเคย
เป็นเมือง หรือชุมชน โบราณมาก่อน เช่น ตามแหล่งโบราณคดีของทวาราวดี ได้พบเศษเครื่องลายครามใน
สมัยราชวงศ์ถังบ้าง เครื่องลายครามสมัยราชวงศ์ซุ่ง แหล่งโบราณคดีของลพบุรีก็พบคล้ายๆกัน ส่วนแหล่ง
อื่นๆ เช่นแหล่งโบราณคดีของศรีวิชัย เครื่องลายครามมักพบอยู่ในลำ นํ้าเก่า เช่น คลองท่าเรือ อำ เภอเมือง
จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือที่แหลมโพธิ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จากบันทึกจดหมายเหตุได้กล่าวถึงความสำ คัญของราชอาณาจักรไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีว่า
เป็นศูนย์กลางทางการค้าทั้งในสมัยราชวงศ์เหม็งและราชวงศ์เซ็ง ตอนต้น และเครื่องลายครามเป็นสินค้าสำ คัญ
ส่วนหนึ่งของการค้านี้ ไม่พียงแต่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้นแต่ยังไกลไปถึงทวีปยุโรปและทวีปแอฟ
ริกาด้วย
ในสมัยราชวงศ์เซ็งตอนต้น สัมพันธไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชสำ นักจีนยังคงเป็นไปด้วย
ดี มีการส่งทูตตอบแทนกันอย่างเป็นทางการรวม 24 ครั้ง จนกระทั่งถึงตอนกลางรัชกาลพระเจ้าเฉียนหลง
ราว พ.ศ. 2309 จึงหยุดชะงักลง ในบรรดาเครื่องราชบรรณาการที่พระเจ้าเฉียนหลงส่งมาถวายกษัตริย์ไทย ใน
ระหว่างปี พ.ศ. 2279-2309 มีภาชนะกระเบื้องลายคราม 19 ชุด และเครื่องถ้วยลายคราม 462 ชุด
แต่น่าเสียดายที่ของอันประมาณค่ามิได้เหล่านี้ได้กระจัดกระจายไปเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ.
2310 จากผลของสงครามครั้งนี้ทำ ให้บันทึกเรื่องราวต่างๆ และของมีค่าส่วนมากถูกทำ ลายลง เหลือให้เห็นแต่
เพียงเศษที่แตกหักอยู่ทั่วไปเท่านั้น
อย่างไรก็ดีก็จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2495 เป็นต้นมา ได้มีผู้พบเครื่องลายครามในแม่นํ้าเจ้าพระยา
รอบๆ เมืองเก่าอยุธยาไม่ตํ่ากว่า 1,000 ตัน และปัจจุบันชาวบ้านที่แสวงโชคก็ยังคงลงงมเอาเครื่องถ้วยเหล่านี้มา
ขาย ทำ รายได้ ในระยะแรกๆ ที่ชาวบ้านเริ่มงมเอาเครื่องลายครามเหล่านี้ขึ้นมาขายนั้น ได้พบชิ้นดีๆสวยงาม
ซึ่งพวกสะสมของเก่าและพวกร้านค้าของเก่าได้คัดเลือกไปหมด
ระยะหลังชิ้นดีๆที่สมบูรณ์เริ่มจะหายากขึ้น บรรดาชิ้นที่แตกหักก็ยังคงเป็นที่ต้องการโดยนำ มาใช้
ประดับตัวรูปสัตว์ปูนปั้นชนิดต่างๆ และปลอมขายกันเป็นของเก่าก็มี บางชิ้นที่มีลวดลายสวยงามก็นำ มากรอ
และเลี่ยมขอบเป็นเครื่องประดับและฝาตลับต่างๆ
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชปรากฏว่า ได้มีการเล่นสะสมกัน และเป็นที่ยอมรับกันในสังคมชั้น
สูงว่าเป็นของที่มีค่าระดับประเทศ จึงได้มีการมอบเครื่องลายครามให้เป็นของฝากของขวัญแก่อาคันตุกะผู้มา
ติดต่อเจริญสัมพันธไมตรีอีกด้วย
ในสมัยรัตนโกสินทร์เริ่มนิยมกันตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย บรรดาขุนนางและ
คหบดีที่มีเงินสามารถหาซื้อหรือสั่งทำ พิเศษจากโรงงานในจีนได้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเครื่องชุดชาลายครามพิเศษแบบหนึ่งที่สั่งผลิตในจีนเป็น
พิเศษเมื่อ พ.ศ. 2340 ลวดลายชุดชานี้ตกแต่งด้วยพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัว พ.ศ. 2411-2453 ซึ่งได้นำ มาประดิษฐ์เป็นลายให้คล้ายตัวหนังสือจีนและประกอบเข้ากับลายที่มีความหมาย
เป็นมงคลของจีน เช่นผลทับทิม ต้นสน ลูกท้อเป็นต้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงนิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับแบบ
และลวดลายของเครื่องถ้วยจีนที่มีความหมายเป็นมงคลต่างๆ อีกด้วย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังมีการจัดประกวดถือเป็นยุคทองของการสะสม เครื่องลายครามจีนในประเทศไทย
ผู้สนใจต้องการทราบรายละเอียดและข้อมูลการใช้สีเขียนเครื่องลายคราม ติดต่อได้ที่กลุ่มวิจัยและ
พัฒนาเซรามิก สำ นักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้ในวันและเวลาราชการ

About these ads

กรกฎาคม 5, 2011 - Posted by | กรมวิทยาศาสตร์บริการ, บทความวิทยุกระจายเสียง

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: