ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

นํ้าสมุนไพรธรรมชาติโนนี่ หรือนํ้าลูกยอ กรกฎาคม 5, 2011

บทความวิทยุกระจายเสียง.

ชื่อบทความ : น้ำสมุนไพรธรรมชาติโนนี่ หรือน้ำลูกยอ  
ผู้แต่ง : วริศรา แสงไพโรจน์
ประเภทเอกสาร : บทความวิทยุกระจายเสียงรายการสาระยามบ่าย ครั้งที่ 23 กรกฎาคม 2545
สังกัดหน่วยงาน : สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์ฯ

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการสาระยามบ่าย ครั้งที่ 23
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำ เดือน กรกฎาคม 2545 เวลา 16.30 – 17.00 น.
เรื่อง
นํ้าสมุนไพรธรรมชาติโนนี่ หรือนํ้าลูกยอ
เรียบเรียงโดย
นางสาววริศรา แสงไพโรจน์
บรรณารักษ์ 6 กองสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กรมวิทยาศาสตร์บริการ
—————————————-
ปัจจุบันได้มีการยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า สมุนไพรมีประโยชน์นานัปการในการ
บำ บัดรักษาโรค ดังนั้นจึงมีการนำ เอาสมุนไพรมาจัดจำ หน่ายในเชิงธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็น
สมุนไพรสด สมุนไพรแห้ง และเป็นสารสกัดบรรจุแคปซูลเม็ด หรือทำ เป็นเครื่องดื่ม ซึ่งสมุนไพรที่
น่าจับตามองอย่างยิ่งนั้นก็คือ นํ้าสมุนไพรธรรมชาติโนนี่ หรือนํ้าลูกยอ
ลูกยอ
ลูกยอและสารสำ คัญที่มีอยู่ในลูกยอ ที่เขียนโดย กำ พล ศรีวัฒนกุล มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ลูกยอ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Noni หรือ Indian Mulberry ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Morinda Citrifolia
Linn. และอยู่ในวงศ์ Rubiaceae ในประเทศไทยมีชื่อพื้นเมืองมากมาย ขึ้นอยู่กับ ภูมิอากาศของประเทศ
ภาคกลางเรียกว่า ยอบ้าน ภาคเหนือเรียกว่า มะตาเสือ กะเหรี่ยงในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเรียกว่า แยใหญ่
ลูกยอมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เป็นใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม โคนและปลาย
ใบแหลม มีหูใบอยู่ระหว่างโคนกับใบ ดอกเป็นดอกช่อออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ผลเป็นผลสดชนิด
ผลรวมรูปทรงกระบอก ผิดเป็นปุ่มปม เมื่อสุกมีสีขาวอมเขียว มีกลิ่นแรงเฉพาะตัว
ยอเป็นพืชที่พบขึ้นอยู่ทั่วไปในหลายประเทศทั่วโลก มีการนำ ผลลูกยอมาใช้แล้วกว่า 2,000 ปี
ในหมู่เกาะโพลินิเซีย จีน อินเดีย หมู่เกาะแปซิฟิกทางตอนใต้ ตาฮิติ ฮาวาย มาเลเซีย หรือบริเวณพื้น
ดินที่มีพื้นที่เป็นดินภูเขาไฟ และปราศจากมลพิษ ในประเทศไทยมีการนำ รากยอมาใช้เป็นสีย้อมผ้าไหม
และไหมพรม ใบยอใช้ปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น ใส่ในห่อหมก และแกงเผ็ดบางชนิด ผลยอสุก
ใช้รับรับประทานได้
สารสำ คัญที่มีอยู่ในลูกยอ
สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้ คือ
1. สารโพรเซอร์โอนีน (Proxernine) ช่วนในการป้องกันการอักเสบ ปวด บวม
2. สารสโคโปเลติน (Scopoletin) สารชนิดนี้จะมีผลขยายตัวของหลอดเลือดและมีฤทธิ์ยับยั้ง
การทำ งานของระบบประสาทอัตโนมัติ รวมทั้งยังช่วยให้มีพลังงานและขจัดความรู้สึกอ่อนเพลียลง
3. สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) มีหลากหลายชนิด ซึ่งมีผลเสริมฤทธิ์กันในการขจัด
อนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
3.1 สารไบโอฟลาโวนอยด์ มีประโยชน์ในการบรรเทาปวดและต้านอักเสบ ทำ ให้
หลอดเลือดมีความแข็งแกร่งขึ้น เพิ่มการไหลเวียนของเลือด เสริมภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อ
3.2 คาโรธีนอยด์ มีบทบาทสำ คัญในการต้านอนุมูลอิสระ และพบว่าได้ประโยชน์ใกล้
เคียงกับสารไบโอฟลาโวนอยด์
3.3 วิตามินซี เป็นสารสำ คัญที่มีฤทธิ์ในการต้านการติดเชื้อไวรัส ช่วยในการสังเคราะห์
คอลลาเจนซึ่งเป็นโครงสร้างของผิวหนัง กระดูกและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการอุดตันของ
หลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งบรรเทาอาการภูมิแพ้
3.4 วิตามินอี มีส่วนช่วยในการป้องกันภาวะอุดตันของหลอดเลือด และช่วยบรรเทา
อาการปวดชา ลดความดันเลือดสูง ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
3.5 ซีสเตอีน (Cysteine) ซึ่งมีบทบาทในการขจัดอนุมูลอิสระ และยังมีผลในการขจัด
สารพิษจากแอลกอฮอล์ บุหรี่ และมลพิษในอากาศต่าง ๆ
3.6 ซีเลเนียม (Selenium) มีความสำ คัญในการป้องกันความเสื่อมที่พบในโรคเบาหวาน
และมีบทบาทสูงในการเสริมภูมิต้านทานโรค
4. วิตามินและเกลือแร่ มีหลากหลายชนิด เช่น แมกนีเซียม มีความสำ คัญอย่างยิ่งในการ
ทำ งานของเอนไซม์ และช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและโปแตสเซียม และยังพบธาตุเหล็กซึ่งจะช่วยในการ
สร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดงที่มีหน้าที่นำ ออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย
5. กรดอามิโน เป็นสารสำ คัญที่ใช้ในการสังเคราะห์โปรตีน ซึ่งเป็นส่วนสำ คัญของโครงสร้าง
ร่างกายมนุษย์ เพราะโปรตีนมีหน้าที่ในการสร้างกล้ามเนื้อ ผิวหนัง เอ็น เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ต่อมไร้ท่อ
เล็บ ผม และกระดูก นอกจากนี้ยังมีส่วนในการสังเคราะห์ฮอร์โมน เอนไซม์ และยีนส์ ซึ่งเป็นส่วน
ประกอบพันธุกรรม
6. สารประกอบอื่น ๆ นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว ลูกยอยังประกอบด้วยสารสำ คัญอีกกว่า
100 ชนิด เช่น แอนทราควิโนน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อไวรัส ช่วยควบคุมการติดเชื้อ
แบคทีเรีย และเชื้อราแคมนาแคนอล ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์ระยะก่อนมะเร็งเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้
กลายเป็นเซลล์ที่ดีได้
ในด้านผลิตภัณฑ์จากลูกยอและการทำ นํ้าลูกยอ ซึ่งเขียนโดยชมรมเทคโนโลยีทางอาหารและ
ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดไว้ดังนี้
ผลิตภัณฑ์จากลูกยอ
ผลิตภัณฑ์จากลูกยอที่ต่างประเทศผลิตขายและส่งเข้ามาขายในบ้านเรา จะมีอยู่หลายรูปแบบ แต่
ที่นิยมมากจะอยูใ่ นรูปน้ำ ผลไม้ผสม คือน้ำ ผลยอผสมกับน้ำ ผลไม้ชนิดอื่น ๆ เพื่อให้มีกลิ่นรสชวนดื่ม
เนื่องจากโดยปกติ นํ้าผลยอจะมีรสชาติไม่ชวนให้อยากลิ้มลองเท่าใดนัก ยิ่งเป็นผลยอสุกจะมีกลิ่นรุนแรง
มากขึ้น โดยจะผลิตขายในลักษณะเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ ทำ ให้มีราคาแพง นอกจากนี้ก็มีการผลิตใน
รูปแบบ ผงผลยอแห้ง ซึ่งมีทั้งการทำ แห้งแบบอบด้วยความร้อน และการทำ แห้งแบบแช่เยือกแข็ง
(Freeze-dried) ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้จะบรรจุอยู่ในแคปซูล ซึ่งใช้ได้สะดวกและไม่มีปัญหาด้านกลิ่นรสชาติ
ทำ ให้ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งยังมีความเข้มข้นกว่าแบบเป็นเครื่องดื่มเก็บรักษาก็ง่าย โดยเฉพาะการ
ทำ แห้งแบบแช่เยือกแข็งจะให้สรรพคุณดีกว่าการอบแห้งด้วยความร้อน แต่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า นอก
จากนั้นก็อาจจะผลิตในรูป ชาผลยอ ใช้ชงนํ้าดื่ม อย่างไรก็ตามบางท่านอาจจะนำ ลูกยอดิบมาสับทำ เป็น
ส้มตำ รับประทานโดยตรง ซึ่งก็ยิ่งดีเพราะได้ทั้งความสด ราคาถูก อร่อยและบำ รุงสุขภาพ
การทำ นํ้าสมุนไพรโนนี่หรือนํ้าลูกยอ
การทำ นํ้าลูกยอนั้น จะนำ ผลยอที่แก่จัดจะเป็นลูกยอบ้านหรือลูกยอป่าก็ได้ นำ มาล้างนํ้าให้
สะอาด แล้วหั่นเป็นแว่น ๆ ตามแขวง จำ นวน 3 กิโลกรม คลุกเคล้ากับนํ้าตาลทรายแดง 1 กิโลกรม
หรือนํ้าผึ้งก็ได้ จากนั้นนำ ไปหมักไว้ในภาชนะสะอาด อาจเป็นโหลแก้วก็ได้แล้วปิดฝาให้มิดชิด หมักทิ้งไว้
ประมาณ 3 เดือน จากนั้นกรองแยกเอานํ้าออกมาเรียกว่า “หัวนํ้าเชื้อลูกยอหมัก” อาจจะทำ การหมัก
อีกแบบหนึ่งโดยการนำ นํ้าตาลทรายแดงหรือนํ้าผึ้งมาละลายนํ้าเปล่า อาจใช้นํ้าฝนหรือนํ้าดื่มสะอาดก็ได้
จนมีความหวานประมาณ 20-25% แล้วเทลงใส่ในภาชนะขวดโหล จากนั้นหั่นผลยอเป็นแว่น ๆ หรือจะบด
เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ลงไปโดยใช้ผลยอ 3 กิโลกรัมต่อนํ้าตาลทรายแดง 1 กิโลกรมเช่นเดียวกัน แล้วปิดฝามิดชิด
แต่อย่าให้แน่น ขณะหมักอาจมีฟองแก๊สเกิดขึ้น ให้หมักทิ้งไว้จนกว่านํ้าหมักจะมีรสเปรี้ยวเหมือนนํ้าหมัก
ชีวภาพทั่ว ๆ ไป ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นแยกเอานํ้าหมักลูกยอที่ได้ออกจากการเรียก
นํ้าหมักส่วนนี้ว่า “หัวนํ้าเชื้อลูกยอหมัก” เช่นกัน ซึ่งจะมีสีนํ้าตาลเข้ม ส่วนกากที่เหลือก็ให้เติมนํ้าตาล
ทรายแดงลงไป 1 กิโลกรม แล้วเติมนํ้าจนมีความหวานพอเหมาะ อาจเติมลูกยอเพิ่มก็ได้แล้วหมักต่ออีก
ประมาณ 1 เดือน จึงกรองนํ้าออกมาใช้ได้อีก
เมื่อจะดื่มนํ้าให้นำ หัวเชื้อลูกยอมาหมัก 1 ส่วน ผสมกับนํ้าเปล่า 5 ส่วน ปรุงแต่งรสด้วยนํ้าผึ้งให้
ได้ความหวานพอเหมาะ ดื่มทุกเช้า-เย็น ครั้งละ 50-60 มิลลิลิตร ส่วนที่เหลือแช่ตู้เย็นเก็บเอาไว้ดื่มได้นาน
แต่เนื่องจากนํ้าลูกยอที่ได้จะมีกลิ่นและรสชาติไม่ชวนดื่ม ดังนั้นเพื่อให้ดื่มได้ง่ายขึ้น จึงควรปรับกลิ่นและ
รสชาติโดยการเติมเกลือแกง นํ้าตาล นํ้ามะนาว หรือนํ้าผลไม้อื่น ๆ ที่รสชาติไปกันได้ ก็จะได้เครื่องดื่ม
นํ้าผลไม้ผสมจากลูกยอที่มีสรรพคุณทางสมุนไพรตามความต้องการ
สำ หรับรายละเอียดเกี่ยวกับประโยชน์และผลข้างเคียงของนํ้าลูกยอ ซึ่งเขียนโดย กำ พล ศรีวัฒนกุล
สามารถกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้
ประโยชน์ของนํ้าลูกยอ
1. ให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามิน เกลือแร่ และกรออะมิโน หลาก
หลายชนิด
2. ให้กำ ลังงานแก่ร่างกาย และควบคุมสมดุลในการทำ งานของร่างกายให้เป็นปกติ
3. เสริมสร้างภูมิต้านทาน และป้องกันการติดเชื้อ
4. ช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้และโรคภูมิต้านทานทำ ร้ายร่างกาย (Autoimmune Diseases)
5. ป้องกันโรคที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดจากการทำ ลายของอนุมูล
อิสระ ได้แก่ ภาวะการตีบตันของหลอดเลือกที่ไปเลี้ยงหัวใจ ความดันเลือดสูง ลำ ไส้ใหญ่อักเสบ ต่อม
ลูกหมายอักเสบ ต้อกระจก และมะเร็วบางชนิด
6. ช่วยลดความดันเลือดสูง
7. ลดกรดในกระเพาะอาหารและช่วยในการย่อยและดูดซึมอาหาร
8. บรรเทาอาการปวดและต้านอักเสบ
9. ช่วยในผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจ และหลอดเลือด
10. ช่วยในผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ
ผลข้างเคียงในการใช้นํ้าลูกยอ
ควรมีการเลือกชนิดของสมุนไพรที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิจารณาจากสายพันธุ์และพื้นที่
ซึ่งใช้เพาะปลูก และหากใช้ในรูปแบบของยาสมุนไพร และผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ควรพิจารณาถึงผู้ผลิต
ว่าจะมีมาตรฐานพอเพียงหรือไม่ และขนาดที่ใช้อย่างเหมาะสมควรถือตามข้อมูลที่เป็นผลการวิจัยหรือ
ประสบการณ์ในการใช้ ในกรณีที่ใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สมุนไพรโนนี่จะมีความปลอดภัยสูง
อย่างไรก็ตาม พบว่าประมาณ 3% มีผลข้างเคียงเล็กน้อยคือ ท้องอืด ถ่ายเหลว และมีผื่นคัน
สำ หรับยอ พืชพื้นบ้านของไทย จากข้อมูลในหนังสือชื่อ สมุนไพร…ไม้พื้นบ้าน (4) ซึ่งเขียนโดย
เสริมสิริ วินิจฉัยกุล พบว่า ยอมีสรรพคุณมากมาย อาทิเช่น ราก-เป็นยาระบาย ใบ-แก้ท้องร่วง แก้ไอ
ผล-แก้อาเจียน แก้ร้อนในอก ขับผายลมในกระเพาะอาหาร ลำ ไส้ เมล็ด-เป็นยาระบาย และข้อมูลการวิจัย
ที่สำ คัญ พบว่ามีสารเคมีต่าง ๆ มากมาย เช่น alizarin; antraquinones; caproic acid; caprylic acid;
β-carotene; damnacanthal; gentisic acid; lucidin; monotropein; morindin; morindone เป็นต้น
ในด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า กระตุ้นให้หลั่งฮีสตามีน กระตุ้นกล้ามเนื้อ เรียบ ฆ่าแมลง ต้านมะเร็ง
มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง แก้ปวด กล่อมประสาท ต้านการอาเจียน ขับลม เป็นต้น การทดสอบ
ความเป็นพิษ พบว่า เมื่อนำ สารสกัดผลด้วยแอลกอฮอล์กับนํ้า (1:1) มาทดลองในหนูถีบจักรยานด้วยวิธี
ป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 10 ก/กก ไม่พบพิษ
สำ หรับทา่ นผู้ฟังท่านใดที่กำ ลังสนใจในการนำ พืชสมุนไพรพื้นบ้านมาใช้ประโยชน์ ในการดูแลและ
รักษาสุขภาพ ลูกยอจึงเป็นสมุนไพรที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพพื้นฐาน และหากท่านผู้ฟัง
ท่านใดที่มีความสนใจต้องการขอดูรายละเอียดเพิ่มเติม ท่านสามารถมาศึกษาค้นคว้าหรือติดต่อสอบถาม
รายละเอียดได้ที่ กองสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้ทุกวัน เวลาราชการ
โทร. 0-2201-7259-62

About these ads
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s