ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

มะม่วงส่งออก ที่พิษณุโลก สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าพันล้านบาทต่อปี มิถุนายน 27, 2011

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

เทคโนโลยีการเกษตร

กุณฑล เทพจิตรา

มะม่วงส่งออก ที่พิษณุโลก สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าพันล้านบาทต่อปี

จังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที่การปลูกมะม่วงทั้งหมด 62,030 ไร่ นับว่าเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือและพื้นที่ส่วนมากจะอยู่ในเขตอำเภอวังทอง เนินมะปราง และวัดโบสถ์ ในแต่ละปีมีผลผลิตมะม่วงกว่า 44,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตมะม่วงทั้งภายในและต่างประเทศ โดยมีผลผลิตทั้งมะม่วงกินสุก ได้แก่ น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 โชคอนันต์ และประเภทกินดิบ ได้แก่ เขียวเสวย ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด เป็นต้น 

การผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก

คุณบัญหยัด ชาญฟั่น ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน หมู่ที่ 11 ตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ในตำบลพันชาลีแต่เดิมเกษตรกรปลูกพืชล้มลุก เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง อ้อย แต่ราคาไม่แน่นอน ในปี 2544 เกษตรกรเริ่มหันมาปลูกมะม่วงกันและขายได้ราคา ทางสำนักงานเกษตรอำเภอวังทองได้ส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตควบคู่ไปกับการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพ พร้อมกับสนับสนุนการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็งและประสานงานกับผู้ส่งออก

จนมะม่วงพิษณุโลกเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

ขั้นตอนการผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกนั้น เริ่มหลังจากเก็บเกี่ยวจะตัดแต่งกิ่ง พร้อมกับให้น้ำและปุ๋ย สูตร 15-15-15 ประมาณ 10-15 วัน เริ่มแทงช่อใบและนับออกไปอีกประมาณ 20 วัน จะเป็นใบเพสลาด ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมในการลาดสารแพคโคบิวทราโซลเพื่อกระตุ้นการออกดอก พร้อมกับให้ปุ๋ยทางใบช่วยดึงช่อดอก

ในระยะนี้ต้องระวังเพลี้ยไฟ โรคและแมลงศัตรูมะม่วง ในช่วงที่ผลมะม่วงขนาดเมล็ดถั่วเขียวต้องให้อาหารเสริม เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม สังกะสี สาหร่าย เป็นต้น และเมื่อมะม่วงติดผล ขนาด 10-15 เซนติเมตร หรือขนาดไข่ไก่ เกษตรกรจะห่อผลด้วยถุงคาร์บอน เพื่อป้องกันโรคแมลงและให้ผิวมะม่วงสีสวย หลังจากนั้น 40-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วงจำหน่ายสู่ตลาด จากการปฏิบัตินี้เกษตรกรสามารถที่จะวางแผนการผลิตมะม่วงว่าจะให้ออกสู่ตลาดในช่วงไหนก็ได้ และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยหลังจากดึงช่อดอกนับไปอีก 120 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงที่บ้านหนองหินจะเก็บมะม่วงต้นหนึ่งได้ปีละ 3 ครั้ง ผลผลิตเฉลี่ยต้นละ 30-50 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 25-50 บาท

คุณชูศักดิ์ จันสอน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปรับปรุงคุณภาพมะม่วงส่งออกบ้านคลองวังเรือ หมู่ที่ 16 ตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง กลุ่มผู้ส่งออกมะม่วงเช่นกัน กล่าวว่า นอกจากจะส่งออกมะม่วงสดแล้ว ทางกลุ่มยังได้พัฒนาการแปรรูปมะม่วงเพื่อส่งออกด้วย ดังนั้น ปัญหาด้านการตลาดของมะม่วงนั้นไม่น่าเป็นห่วง ความต้องการของตลาดมีตลอดทั้งปี แต่เกษตรกรจะมีความพร้อมที่ผลิตได้หรือไม่เท่านั้น และต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐาน

ในส่วนของ คุณสนิท ชังคะนาค ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมปรับปรุงคุณภาพมะม่วงส่งออกบ้านหนองไม้ยางดำ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก อำเภอเนินมะปราง แหล่งผลิตมะม่วงส่งออกของจังหวัดพิษณุโลก กล่าวเพิ่มเติมว่า อาชีพเกษตรกรรมของชาวสวนมะม่วงนั้น เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ค่อนข้างมั่นคง เพราะมีตลาดรองรับ เกษตรกรบางรายซื้อที่ดินทำมะม่วงส่งออกเพียง 5 ปี ได้ทุนคืนและได้กำไรเหมือนซื้อที่ดินได้ฟรีๆ เพราะทำมะม่วง 5 ไร่ สามารถสร้างรายได้ปีละ 300,000-400,000 บาท สำหรับการผลิตมะม่วงเพื่อส่งออกนั้นทำได้ไม่ยุ่งยาก แต่เกษตรกรต้องรู้จักวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

สุดท้าย คุณศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์ ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วงอำเภอเนินมะปราง กล่าวว่า การผลิตมะม่วงเพื่อส่งออกนั้นเกษตรกรต้องไม่ยัดไส้ ต้องรักษาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ยกตะกร้ามะม่วงทุกลูกทุกผลต้องเหมือนกันหมด เพื่อรักษาตลาดและสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค

พร้อมกันนี้ คุณสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดพิษณุโลก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาการผลิตมะม่วงเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP โดยปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้ปลอดภัย ตรงกับความต้องการของตลาด รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ผลิตมะม่วงรวมกลุ่มกันขึ้น เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองทางการค้าและสร้างคุณภาพมาตรฐานของผลผลิต อีกทั้งได้ประสานการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาด โดยการทำสัญญาการซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า (Contract Farming) ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตและบริษัทผู้รับซื้อ มะม่วงที่ส่งออกของจังหวัดพิษณุโลกนั้นจะส่งไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ยุโรป ดูไบ บังกลาเทศ อินโดนีเซีย เกาหลี ฮ่องกง และตลาดภายในประเทศด้วย

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกของจังหวัดพิษณุโลกนั้น ได้แก่

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปรับปรุงคุณภาพมะม่วงส่งออกตำบลพันชาลี หมู่ที่ 16 ตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง โดยมี คุณชูศักดิ์ จันสอน เป็นประธาน โทร. (089) 904-9884 มีสมาชิก 60 ราย พื้นที่ปลูกมะม่วง 2,500 ไร่

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกมะม่วงส่งออกบ้านหนองหิน หมู่ที่ 11 ตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง คุณบัญหยัด ชาญฟั่น ประธานกลุ่ม โทร. (089) 532-2255 มีสมาชิก 35 ราย พื้นที่ปลูก 3,500 ไร่

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมปรับปรุงคุณภาพมะม่วงส่งออกบ้านหนองไม้ยางดำ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก อำเภอเนินมะปราง คุณสนิท ชังคะนาค ประธานกลุ่ม โทร. (081) 971-6491 มีสมาชิก 33 ราย พื้นที่ปลูก 1,500 ไร่

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกไม้ผลตำบลหินลาด หมู่ที่ 7 ตำบลหินลาด อำเภอวัดโบสถ์ คุณสมชาย คเชนทร์ภักดิ์ ประธานกลุ่ม โทร. (081) 887-2818 มีสมาชิก 30 ราย พื้นที่ปลูก 1,000 ไร่ ชมรมผู้ปลูกมะม่วงอำเภอเนินมะปราง หมู่ที่ 4 ตำบลเนินมะปราง อำเภอเนินมะปราง คุณศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์ ประธานชมรม โทร. (081) 886-9656 มีสมาชิก 54 ราย พื้นที่ปลูก 2,500 ไร่ ทางกลุ่มผู้ผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกของจังหวัดพิษณุโลกที่กล่าวมานั้น บริษัทผู้รับซื้อสามารถติดต่อได้โดยตรงเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ

 

กุหลาบโครงการหลวงอินทนนท์ ชาวเขาปลูก…มีอาชีพ มีรายได้

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

ไม้ดอกไม้ประดับ

ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ

กุหลาบโครงการหลวงอินทนนท์ ชาวเขาปลูก…มีอาชีพ มีรายได้

งานปลูกกุหลาบของโครงการหลวงเป็นการเพาะปลูกที่มีศักยภาพ เน้นการผลิตกุหลาบให้มีทั้งคุณภาพ ปริมาณและความสม่ำเสมอ โดยอาศัยเทคโนโลยีการผลิตและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะการเพาะปลูกกุหลาบบนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 800 เมตร ที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันได้จัดทำเป็นแปลงผลิตและสาธิตการปลูกกุหลาบแก่เกษตรกร รวมทั้งเป็นแหล่งเพาะต้นพันธุ์กุหลาบเพื่อส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่

คุณอนันต์ แสนใจเป็ง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมไม้ดอก สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ เล่าว่า การปลูกกุหลาบเริ่มจากโรงเรือนที่ได้มาตรฐานของโครงการหลวง (กว้างxยาวxสูง = 6x24x4 เมตร) ทำชั้นวาง 3 แถว ต่อ 1 โรงเรือน ชั้นวางประกอบด้วยอิฐบล็อค เหล็กแป๊บประปา ขนาดครึ่งนิ้ว กระเบื้องลอนคู่เล็ก น็อตเบอร์ 10 ซิลิโคลน และปูนซีเมนต์ผสมเสร็จ โดย 1 โรงเรือน ปลูกกุหลาบได้ 700 ต้น

ภายในโรงเรือนประกอบด้วยอุปกรณ์ช่วยในการดูแลรักษา ดังนี้ ระบบให้ปุ๋ย ซึ่งเป็นระบบน้ำหยด สารละลายปุ๋ยน้ำความเข้มข้น 1 : 200 เท่า อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบด้วย แท็งก์ปุ๋ยขนาด 2,000 ลิตร ปั๊มน้ำขนาด 1 แรง 1 นิ้ว ตู้ควบคุมการปิด เปิดอัตโนมัติ ระบบท่อส่ง พีวีซี และท่อ พีอี พร้อมชุดหัวน้ำหยดแยก 4 สาย พร้อมขาปัก การให้ปุ๋ยน้ำจะให้ 2 ครั้ง ต่อชั่วโมง หรือ 14 ครั้ง ต่อวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. เฉลี่ยแล้วกุหลาบจะใช้ปุ๋ยน้ำ 1 ลิตร ต่อต้น ต่อวัน

ระบบพ่นหมอก เป็นการเพิ่มความชื้นให้แก่สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในฤดูร้อนประมาณ 60-80% เพื่อให้ต้นพันธุ์แทงกิ่งได้ดี และช่วยลดการแพร่ระบาดของไรแดงและเพลี้ยไฟ โดยจะเปิดน้ำพ่นหมอก 4 ครั้ง ต่อชั่วโมง ครั้งละ 5 นาที ช่วงเวลา 10.00-16.00 น.

ระบบระบายอากาศ ติดตั้งพัดลมขนาด 16 นิ้ว โรงเรือนละ 1 เครื่อง เพื่อหมุนเวียนอากาศ เมื่อมีความชื้นสูงภายในโรงเรือน เปิดจนกว่าหมอกจะจางหาย ช่วยให้ไม่เกิดหยดน้ำบริเวณปากใบ ทำให้ลดการระบาดของโรคราแป้ง และราน้ำค้าง

ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ติดตั้งโคมไฟฟ้าแบบประหยัดพลังงาน เปิดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เมื่ออากาศปิด หมอกลงจัด เป็นการเพิ่มช่วงแสงและความชื้นให้กับกุหลาบแทงกิ่งได้ตามปกติ

สำหรับการเตรียมต้นพันธุ์ ส่วนใหญ่ใช้ต้นตอกุหลาบพันธุ์มัลติฟอร่า เป็นตอพันธุ์มีขนาดเท่าแท่งดินสอ หรือเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 20 เซนติเมตร ปักชำลงในถุงพลาสติคสีดำ ขนาด 2×5 นิ้ว เมื่ออายุ 3 เดือน ติดตาพันธุ์ดีแบบตาโล่ และย้ายปลูกในถุงขาวนม ขนาด 7×14 นิ้ว โดยใช้วัสดุปลูก กาบมะพร้าวสับละเอียด ขุยมะพร้าว แกลบ ทราย ในอัตราส่วน 3:3:3:1 นำไปวางบนชั้น วางเรียง 2 แถว หันด้านที่ติดตาออกด้านนอก เพื่อสะดวกต่อการเปิดตาและพับกิ่ง

พันธุ์ที่ปลูก ได้แก่ Royal Glory, Nice Day, Innosent, Titanic, Cool Water, Eliza, Avalanch, Royal Baccara, Black Magic, Dolce Vita, Skyline

ส่วนการเปิดตาดอกจะเปิดเมื่อกุหลาบติดตาอายุได้ 1 เดือน โดยใช้มีดกรีดพลาสติคด้านข้างของตุ่มตาเท่านั้น บริเวณแผ่นตาด้านบนและด้านล่างจะไม่กรีดพลาสติค เพื่อให้พลาสติครัดแผ่นตาไว้จนกว่ากิ่งใหม่จะเจริญจนหุ้มต้นตอ จึงจะแกะพลาสติคออก และการพับกิ่ง เด็ดดอกแรกทิ้งเมื่อดอกตูมเท่าเมล็ดถั่วเหลือง รอจนกว่าจะเกิดยอดใหม่ 3-4 ยอด บริเวณกิ่งเดิมจึงทำการพับกิ่งลง 45 องศาเซลเซียส บริเวณโคนกิ่ง โดยใช้มือบีบแล้วบิดและพับลง หรือถ้าเป็นกิ่งที่แข็ง ใช้คีมหนีบก่อนแล้วพับ หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน จึงพับกิ่งที่ 2 และ 3 เพื่อเป็นแหล่งเตรียมอาหารให้กับกิ่งกระโดง ซึ่งเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ

ส่วนผลผลิต ดอกกุหลาบที่กำลังตูมจะห่อด้วยกระดาษปรู๊ฟสีน้ำตาล เพื่อป้องกันกลีบกุหลาบกลีบนอกสุดมีสีคล้ำหรือสีดำโดยเฉพาะดอกสีแดง เนื่องจากแสงแดดมีแสงอัลตราไวโอเลตมากเกินไป การห่อดอกยังช่วยป้องกันเพลี้ยไฟเข้าทำลายดอก และป้องกันไม่ให้ดอกถูกสารเคมีในขณะพ่นสารเคมีทำให้ดอกสะอาด

การตัดดอกตัดวันละ 2 ครั้ง เช้าและบ่าย เพื่อให้ได้ดอกที่มีระยะบานของดอกเท่ากัน เมื่อตัดดอกแล้วจะนำมาแช่สารละลายกรดซิตริก 1 กรัม ต่อน้ำ 2 ลิตร ทันที ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันดอกเหี่ยว ซึ่งการตัดดอกนั้นจะคัดเกรดคุณภาพดอก เกรด EX ขนาดดอก 4 เซนติเมตร ความยาวก้าน 70 เซนติเมตร เกรด 1 ขนาดดอก 3.5 เซนติเมตร ความยาวก้าน 60 เซนติเมตร เกรด 2 ขนาดดอก 3 เซนติเมตร ความยาวก้าน 50 เซนติเมตร และเกรด 3 ขนาดดอก 2.5 เซนติเมตร ความยาวก้าน 40 เซนติเมตร ภายหลังจากคัดเกรดดอกแล้วนำมาเข้ากำตามเกรดดอก กำละ 10 ดอก ห่อด้วยพลาสติคใส ติดสติ๊กเกอร์เกรดดอก และแช่สารละลายเกล็ดเงินไธโอซัลเฟต 1 กรัม ต่อน้ำ 2.5 ลิตร ใช้เวลา 2-4 ชั่วโมง เพื่อยืดอายุการปักแจกัน ต่อจากนั้น นำไปบรรจุในกล่องพลาสติคใส่น้ำสะอาด เก็บไว้ในห้องเย็นอุณหภูมิ 2-5 องศาเซลเซียส เพื่อรอการขนส่งต่อไป

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอนันต์ แสนใจเป็ง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมไม้ดอก สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ มูลนิธิโครงการหลวง โทร. (053) 286-770, (087) 193-4093

 

เมืองปง ดงยาขื่น

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

เมืองปง ดงยาขื่น

อำเภอปง เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดพะเยา มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญนั้นคือ ยาสูบพื้นเมือง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ยาขื่น 

ในส่วนของยาสูบ คุณจำลอง เออไชยยา เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอปง ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับยาสูบว่า ยาสูบมีแหล่งกำเนิดในบริเวณตอนกลางของทวีปอเมริกา แม้มนุษย์จะรู้จักใบยาสูบมาประมาณ 2,000 ปีแล้ว แต่ก็มิได้สูบกันอย่างจริงจังจนเป็นนิสัย จนกระทั่งพวกอินเดียแดงซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองของอเมริการู้จักใช้ยาสูบกันอย่างแพร่หลาย จึงได้มีการทำไร่ยาสูบกันทั่วไป การบันทึกประวัติของยาสูบมีขึ้น เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2035 เมื่อโคลัมบัส ขึ้นฝั่งที่ซานซัลวาดอร์ ในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก เห็นชาวพื้นเมืองเอาใบไม้ชนิดหนึ่งมามวน จุดไฟตอนปลายแล้วดูดควัน ตามบันทึกกล่าวว่า ชาวพื้นเมืองมวนยาสูบด้วยใบข้าวโพด สเปน เรียกยามวนนี้ว่า ซิการา ต่อมาเพี้ยนเป็นคำว่า ซิการ์ (cigar)

จากการขุดพบซากปรักหักพังของเมืองเก่าของพวกมายา บนคาบสมุทรคาร์เทน ในประเทศเม็กซิโก ได้พบกล้องยาสูบสมัยโบราณ ซึ่งตรงโคนสำหรับดูดแยกออกเป็น 2 ง่าม สำหรับอัดเข้าไปในจมูก ด้วยเหตุนี้ชาวอเมริกันโบราณสูบยากันทางจมูก กล้องชนิดนี้คนพื้นเมืองเรียกว่า ทาบาโค ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำว่า โทแบคโค

การเพาะปลูกยาสูบในแหล่งอื่นๆ ได้เริ่มที่หมู่เกาะไฮติ เมื่อ พ.ศ. 2074 โดยได้เมล็ดพันธุ์จากเม็กซิโกและขยายไปยังหมู่เกาะข้างเคียง จนกระทั่ง พ.ศ. 2123 จึงได้เริ่มปลูกในคิวบาและต่อไปจนถึงกายอานา และบราซิล ปลายพุทธศตวรรษที่ 22 แพร่หลายไปยังทวีปยุโรป เอเชีย และแอฟริกา มีหลักฐานแสดงว่ามนุษย์ในสมัยโบราณรู้จักการปลูกยาสูบเพื่อนำใบไปซอยและมวนสูบ นอกจากนี้ ยังเป็นที่ทราบกันว่ายาสูบมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อโรคที่ดีอย่างหนึ่งด้วย ประเทศแรกในทวีปเอเชียที่เริ่มปลูกยาสูบคือ ฟิลิปปินส์ แล้วแพร่หลายต่อไปยังอินเดีย จีน และอินโดนีเซีย

สำหรับประเทศไทยไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้นำเข้ามา และมาถึงเมื่อใด มีเพียงบันทึกของหมอสอนศาสนาว่า เมื่อเขาเข้ามาเมืองไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น พบว่า คนไทยสูบยากันทั่วไปแล้ว และจากพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่องบุหรี่ทรงกล่าวว่า เมอร์สิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ อัครราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ. 2211 ได้เขียนเล่าเรื่องประเทศสยามว่าคนไทยชอบใช้ยาสูบอย่างฉุนทั้งผู้ชายและผู้หญิง ใบยาที่ใช้กันในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ได้จากเกาะมะนิลาบ้าง จากเมืองจีนบ้าง และที่ปลูกในบ้านเราบ้าง

การจำแนกทางพฤกษศาสตร์ 

ยาสูบได้รับการจัดลำดับทางพฤกษศาสตร์ ดังนี้

วงศ์ ยาสูบเป็นพืชในวงศ์โซลานาซีอี (Solanaceae) เช่นเดียวกับมะเขือเทศ พริก มันฝรั่ง ผักต่างๆ ฯลฯ

สกุล ยาสูบอยู่ในสกุลนิโคเทียน่า (Nicotiana)

ชนิด ยาสูบที่ปลูกกันทั่วไปมีมากกว่า 60 พันธุ์ หรือ 60 ชนิด แต่ที่ปลูกเป็นการค้าเกือบทั้งหมดเป็นพันธุ์ทาบาคัม (tabacum) มีบ้างที่ปลูกพันธุ์รัสติกา (rustica) ทางแถบยุโรปตะวันออกและเอเชียไมเนอร์ ธรรมชาติของยาสูบแตกต่างจากพืชอื่น ใบของยาสูบมีสารประกอบไนโตรเจนหมู่หนึ่งที่เรียกว่า “แอลคาลอยด์” ซึ่งมีนิโคตินเป็นส่วนใหญ่ นิโคตินเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดลักษณะเฉพาะตัวของยาสูบ หรืออาจกล่าวได้ว่านิโคตินคือยาสูบ ต้นยาสูบจะผลิตสารนิโคตินที่รากแล้วส่งไปเก็บไว้ที่ใบ ดังนั้น ถ้าต้นยาสูบมีรากมากก็มีแนวโน้มที่จะผลิตสารนิโคตินได้มากตามไปด้วย ใบยาเหล่านี้เมื่อเกิดการเผาไหม้ จะทำให้เกิดสารประกอบต่างๆ อีกจำนวนมาก ทำให้เกิดกลิ่น สีและรสต่างๆ ความหอม และความฉุน ซึ่งแตกต่างกันไปตามประเภทของยาสูบ

ใบยาแต่ละประเภทจะมีปริมาณสารประกอบเคมีที่ทำให้เป็นลักษณะเด่นแตกต่างกัน เช่น ใบยาบ่มไอร้อน (เวอร์ยิเนีย) มีปริมาณน้ำตาลสูง นิโคตินปานกลาง ใบยาเบอร์เลย์ มีปริมาณไนโตรเจนและนิโคตินสูง น้ำตาลต่ำ ใบยาเตอร์กิช มีปริมาณสารหอมระเหยสูง จากความแตกต่างของปริมาณสารประกอบเป็นเหตุผลหนึ่งที่อุตสาหกรรมผลิตบุหรี่จำเป็นต้องผสมใบยาประเภทต่างๆ เข้าด้วยกันตามสัดส่วนเพื่อให้ได้กลิ่นและรสเป็นที่พอใจของผู้สูบ อย่างไรก็ดี ใบยาสูบทุกประเภทหากนำมาสังเคราะห์องค์ประกอบเคมีต่างๆ จะได้เหมือนกันหมด เพียงแต่มีปริมาณแตกต่างกันเท่านั้น นอกจากนี้ ระดับความแก่สุกของใบยาและตำแหน่งของใบบนลำต้น เช่น ใบยาส่วนยอด ส่วนกลางและส่วนล่าง ก็มีส่วนทำให้องค์ประกอบทางเคมีและคุณสมบัติอื่นๆ เช่น กลิ่นและรสแตกต่างกันด้วย

งานเพาะกล้ายาสูบ 

งานอันดับแรกของการทำไร่ยาสูบ คือ การเพาะกล้ายาสูบ ต้นยาสูบในไร่จะเจริญเติบโตดี ต้องมาจากต้นกล้าที่สมบูรณ์ แข็งแรง เมื่อนำไปปลูกแล้วต้นกล้าตายน้อยที่สุด หรือไม่ตายเลย ถ้าต้นกล้าตายหลังจากปลูก 7-10 วัน ควรจะมีการปลูกซ่อมกล้า และไม่ควรจะปลูกซ่อมบ่อยๆ เพราะการซ่อมกล้าเพียงร้อยละ 10 จะทำให้คุณภาพลดลงได้ถึงร้อยละ 5 ทั้งนี้เนื่องจากการเก็บใบยาสูบไปบ่ม ผู้เก็บมักจะเก็บทุกต้นเหมือนกันหมด ทำให้มีใบยาที่ไม่สุกติดเข้าไปบ่มด้วย ทำให้คุณภาพใบยาลดลง การที่จะผลิตต้นกล้าให้มีความสมบูรณ์และแข็งแรง จะต้องมีการเตรียมและทำแปลงเพาะกล้าที่ดีมาก่อน นับตั้งแต่การเลือกที่ดิน ควรเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดี ถ้าเป็นดินบุกเบิกใหม่ยิ่งดี หลังจากเตรียมดินยกเป็นแปลง (กว้าง 1 เมตร ยาว 11 เมตร) แล้วคลุมด้วยผ้าพลาสติคและรมด้วยก๊าซเมทิลโบรไมด์ นานประมาณ 24-48 ชั่วโมง เพื่อกำจัดโรคแมลง และวัชพืชในดิน เมื่อเปิดผ้าพลาสติคออกแล้ว ผึ่งดินทิ้งไว้ 12-24 ชั่วโมง ใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 4-16-24 ในอัตรา 2-4 กิโลกรัม ต่อแปลง แล้วกลับปุ๋ยและยาให้อยู่ลึกจากผิวดิน ประมาณ 1-2 นิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดยาสูบที่หว่านได้รับอันตรายจากปุ๋ยและยา

การหว่านเมล็ด 

เนื่องจากเป็นเมล็ดที่มีขนาดเล็กมาก (เมล็ดยาสูบ 1 กรัม มีจำนวนประมาณ 10,000-12,000 เมล็ด) จึงควรนำเมล็ดผสมขี้เถ้าในการหว่าน เพื่อให้กระจายทั่วแปลงหรือใส่เมล็ดลงในบัวรดน้ำ คนเมล็ดให้กระจายเข้ากับน้ำจนทั่วแล้วรดให้ทั่วแปลงโดยใช้เมล็ดแปลงละ 10-1.5 กรัม รดน้ำให้ชุ่มแล้วคลุมแปลงเพาะด้วยผ้าดิบ เพื่อป้องกันแสงแดดในเวลากลางวันและลดแรงกระแทกของน้ำฝนในฤดูฝน ถ้าเป็นฤดูแล้งอาจใช้แกลบคลุมได้

การรดน้ำ 

รดน้ำวันละ 4 ครั้ง จนกว่าเมล็ดจะงอก จึงค่อยๆ ลดลงเหลือวันละ 2-3 ครั้ง การพ่นยาป้องกันโรคและแมลงจะต้องทำทุกสัปดาห์หลังจากเมล็ดงอกแล้ว โรคที่สำคัญในแปลงเพาะ ได้แก่ โรคโคนเน่าและโรคแอนแทรกโนส สำหรับแมลง ได้แก่ หนอน และแมลงหวี่ขาว เมื่อกล้ายาสูบมีอายุ 35-45 วัน จึงถอนย้ายไปปลูกในไร่

วิธีการทำไร่ยาสูบ 

ยาสูบเป็นพืชที่ต้องการน้ำฝนและความชุ่มชื้นในอากาศ ดังนั้น การปลูกยาในช่วงกลางถึงปลายฤดูฝน จึงจะได้ใบยาที่มีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สมัยก่อนชาวไร่จะปลูกยาสูบในนาหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้ง ทำให้ใบยาแห้งที่ได้ขาดคุณภาพที่ดี ปัจจุบันชาวไร่เลื่อนเวลาเพาะปลูกให้เร็วขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือ โรคและแมลงมีมากตามขึ้นมาด้วย ดังนั้น การป้องกันและกำจัดแมลง จึงมีความสำคัญต้องดูแลอย่างสม่ำเสมอ ดินที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกยาสูบต้องเป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วน และดินร่วนปนดินเหนียว ควรเลือกที่สูง มีการระบายน้ำดี ค่าความเป็นกรด-เบส ของดินอยู่ระหว่าง 5.6-6.5 การเตรียมดินควรไถให้ลึกอย่างน้อย 6-8 นิ้ว เพื่อให้รากหยั่งลึกไปในดินและเจริญเติบโตได้ดี ควรปลูกเป็นแถวเดี่ยวแบบยกร่อง

ความต้องการน้ำของต้นยาสูบในระยะเดือนแรกมีน้อยมาก แต่หลังจากปลูกแล้ว 30-40 วัน ต้องการความชุ่มชื้นสูง เพื่อการเจริญเติบโต การเลือกใช้ปุ๋ยเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอาหารธาตุไนโตรเจนต้องไม่สูงเกินไป มิฉะนั้นจะทำให้คุณภาพใบยาแห้งลดลง การเก็บใบยาสดแต่ละครั้ง จะต้องรอให้ใบยาสุกจริงๆ เพื่อให้ได้ใบยาแห้งที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ

ยาสูบพื้นเมือง 

ยาพื้นเมืองที่โรงงานยาสูบนำมาใช้ในกิจการ ได้มาจากจังหวัดกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี ปัจจุบันนำมาใช้ในลักษณะของยาเส้น

การเพาะกล้า วิธีการปฏิบัติคล้ายๆ กับการเพาะกล้ายาสูบประเภทอื่นๆ โดยเริ่มหว่านเมล็ดประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เมื่อกล้ามีอายุประมาณ 1 เดือน ถอนย้ายกล้าไปชำในแปลงใหม่อีกประมาณ 1 เดือน ก่อนนำไปปลูกในไร่

ส่วนมากปลูกยาสูบในที่ดินบุกเบิกใหม่หรือที่ดินริมน้ำ ไม่นิยมใส่ปุ๋ย ไม่ใช้ยาป้องกันหรือกำจัดโรคและแมลง พอดินจืดก็ย้ายหาที่ปลูกใหม่

การปลูกยาสูบพื้นเมืองอาศัยธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องให้น้ำมากนอกจากในระยะแรกๆ ที่ย้ายกล้าปลูกเท่านั้น การปลูกจะเริ่มกันในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน และเก็บใบยาสดเมื่อต้นยาสูบอายุประมาณ 100-120 วัน เสร็จสิ้นการเก็บใบยาประมาณเดือนมกราคม หรือประมาณ 2 เดือน หลังจากเริ่มเก็บใบยาสดครั้งแรกในส่วนของยาสูบพื้นเมือง

คุณธีรชัช ชาญเชี่ยว เกษตรกรผู้ปลูกในตำบลออย อำเภอปง เล่าว่า ตนเองปลูกยาสูบพื้นเมืองหรือยาขื่น ในพื้นที่ 7 ไร่ ซึ่งอยู่บริเวณใกล้ลำน้ำยม เริ่มปลูกในเดือนตุลาคม การดูแลรักษาใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ครั้งแรกใช้ปุ๋ยละลายน้ำ ส่วนครั้งที่ 2 ฝังดินใกล้โคนต้น เมื่อต้นยาสูบสูงประมาณหัวเข่าก็จะหักยอดทิ้งแล้วหมั่นปลิดหน่อทิ้ง หากจะเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ก็ไม่ต้องหักยอด เริ่มเก็บใบยาในเดือนธันวาคม แล้วนำมาบ่ม 5 วัน จากนั้นจึงหั่น สมัยก่อนหั่นโดยใช้มีด ปัจจุบันใช้เครื่องจักร เสร็จแล้วก็นำไปตาก เก็บทำเป็นก้อน บรรจุลงในตะกร้า หรือที่อำเภอปง เรียกว่า ก๋วย ไร่หนึ่งจะได้ 12 ก๋วย บรรจุก๋วยละ 200 ก้อน ขายก้อนละ 20 บาท มีพ่อค้าจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรืออีสานมารับซื้อไปจำหน่ายต่อ การลงทุนโดยประมาณไร่ละ 15,000 บาท

หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องยาสูบพื้นเมืองโดยเฉพาะ พูดคุยกับ คุณธีรชัช ชาญเชี่ยว ได้ที่โทร. (083) 319-6314 ที่ตำบลออย อำเภอปง จังหวัดพะเยา ขอว่าพูดคุยเฉพาะเรื่องยาสูบพื้นเมือง เรื่องขอเงินขอทองอย่าโทร.เลยนะครับ

 

มะขามเพชรบูรณ์ หวานจนได้ ตรา จีไอ ส่งขายทั่วโลก

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

สกู๊ปพิเศษ

ไหมบูญ่า 

มะขามเพชรบูรณ์ หวานจนได้ ตรา จีไอ ส่งขายทั่วโลก

หากพูดถึง มะขามหวาน…แน่นอนผู้ที่ชื่นชอบชิมลิ้มรสของมะขามหวานแทบทุกคน จะต้องนึกถึงเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะขามหวานที่มีชื่อเสียงของไทย ด้วยสภาพดินและอากาศที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของมะขามหวานพันธุ์ดี สภาพดินส่วนใหญ่ในจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นดินร่วน มีค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ทั้งมีฝนตกไม่ชุกนัก มะขามหวานจึงเจริญเติบโตได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อรามารบกวนเหมือนพื้นที่อื่นๆ

ประกอบกับในดินยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ซึ่งเป็นระยะที่ฝักสุก ทำให้มะขามหวานเพชรบูรณ์มีฝักใหญ่ เปลือกสีน้ำตาลเนียนสวย เนื้อหนาสวยสม่ำเสมอ ไม่แฉะ สาแหรกน้อยและมีรสหวานหอม แตกต่างจากถิ่นอื่น โดยพื้นที่ปลูกมะขามทั่วทั้งจังหวัดมีมากกว่า 60,000 ไร่ นิยมปลูกกันมากในอำเภอเมือง อำเภอชนแดน อำเภอหล่มสัก และอำเภอหล่มเก่า ผลผลิตโดยรวมต่อปี ประมาณ 18,000 ตัน

มะขามหวาน ที่ปลูกกันมีหลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์ประกายทอง (ตาแป๊ะ) พันธุ์ศรีชมภู พันธุ์สีทอง (นายหยัด) พันธุ์หมื่นจง พันธุ์อินทผลัม พันธุ์ขันตี พันธุ์ฝักดาบ พันธุ์น้ำผึ้ง พันธุ์แสงอาทิตย์ (โคตรเพชร) เป็นต้น ทุกสายพันธุ์จะทยอยออกผลช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ พันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากและมีราคาค่อนข้างสูงคือ พันธุ์ประกายทอง ซึ่งลักษณะเด่นของสายพันธุ์นี้คือ ฝักตรงกลมใหญ่ ฝักสุกเปลือกจะบาง ผิวเรียบ เนื้อหนาสีน้ำผึ้ง เมล็ดเล็ก และรสหวานหอม เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง

จากส่วนผสมที่ลงตัวของดินและอากาศที่ดี ความโดดเด่นในเรื่องของรสชาติที่ไม่มีใครเหมือน จนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศที่ติดใจในคุณภาพที่ดี มีชื่อเสียงในแหล่งผลิตที่ได้รับการยอมรับ ทำให้มะขามหวานเพชรบูรณ์ได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ Thai Geographical Indication หรือตราสัญลักษณ์ GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

เป็นการจดทะเบียนรับรองถึงความเป็นเอกลักษณ์ในการผลิตมะขามหวานที่มีคุณภาพดีแตกต่างจากถิ่นอื่น และปลอดภัยต่อผู้บริโภคของจังหวัดเพชรบูรณ์

คุณชุมพล ศิริวรรณบุศย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิในทรัพย์สินอุตสาหกรรม ในฐานะ “ประธานโครงการส่งเสริมภาพลักษณ์และการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย” กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ อธิบายถึงความหมายของ ตรา จีไอ ว่า ตราสัญลักษณ์ GI คือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า มีความเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีมานานแล้วทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เป็นสินค้าที่มีคุณภาพหรือคุณลักษณะพิเศษแตกต่างจากสินค้าที่ผลิตในแหล่งผลิตทั่วไป เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค รวมถึงความมีชื่อเสียงของแหล่งผลิตสินค้าที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย ซึ่งการขึ้นทะเบียนตราสัญลักษณ์ GI จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและท้องถิ่น อีกทั้งเป็นการป้องกันคนอื่นเอาไปแอบอ้างชื่อของสินค้าได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ตรา จีไอ (GI) จะมอบให้กับเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าทางการเกษตรที่สามารถระบุแหล่งที่มา-กระบวนการผลิตชัดเจน สามารถตรวจสอบและมีแหล่งที่มาที่เปิดเผยได้ อย่างเช่น มะขามหวานเพชรบูรณ์ ต้องหมายถึง มะขามที่มีฝักตรง มาจากพันธุ์สีชมภู พันธุ์ขันตี พันธุ์ประกายทอง พันธุ์ฝักดาบ พันธุ์หวานล่อน และฝักโค้งจากพันธุ์สีทอง พันธุ์น้ำผึ้ง พันธุ์อินทผลัม พันธุ์หมื่นจง และพันธุ์แสงอาทิตย์ ซึ่งปลูกในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และผู้ที่สามารถขึ้นทะเบียน จีไอ ได้ก็คือ เกษตรกรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตมะขามหวานเพชรบูรณ์ หรือผู้ประกอบการทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับมะขามหวานเพชรบูรณ์ หลังการยื่นคำขอ ตรา จีไอ แล้ว สินค้านั้นๆ จะต้องได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติและมีการรับรองการขึ้นทะเบียน จีไอ ทางกรมได้ดำเนินการให้มีกระบวนการควบคุมตรวจสอบในการผลิต พร้อมทั้งแจกคู่มือปฏิบัติให้กับเกษตรกรว่าจะต้องปลูกห่างกี่ต้น ดูแลยังไง ปรับปรุงเก็บเกี่ยวตอนไหน แล้วก็มีการวางแผนควบคุมตรวจสอบต่อไป โดยจ้างบริษัทที่มีความชำนาญในการตรวจสอบรับรองเข้ามาดำเนินการ ซึ่งจะมีการตรวจสอบย้อนกลับไปจนถึงขั้นต้น เพื่อให้รู้ถึงแหล่งที่มา จากนั้นจึงจะขึ้นทะเบียนและมอบตราสัญลักษณ์ที่สามารถนำไปติดไว้ที่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้เลย

ขณะนี้ มี 15 รายการ ที่ขึ้นทะเบียนไปเรียบร้อยแล้ว คือ

1. กาแฟดอยตุง จังหวัดเชียงราย 2. ข้าวสังข์หยด จังหวัดพัทลุง 3. ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดยโสธร 4. ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 5. ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ 6. สับปะรดศรีราชา จังหวัดชลบุรี 7. ส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท จังหวัดชัยนาท 8. หมูย่างเมืองตรัง จังหวัดตรัง 9. หอยนางรมสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี 10. มะขามหวานเพชรบูรณ์

“การขึ้นทะเบียน จีไอ เป็นเรื่องของระบบที่จะสร้างให้ชุมชน เกษตรกร เกิดความภาคภูมิใจในสินค้าท้องถิ่น และไม่เคลื่อนย้ายไปจากแหล่งกำเนิด และเพิ่มมูลค่ากับสินค้าเป็นลักษณะพรีเมี่ยมและเป็นสินค้าที่มีราคาสูงกว่าปกติ คุณภาพสินค้าก็จะดี เพราะมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ นอกจากนี้ ตรา จีไอ (GI) ยังมีผลดีต่อการส่งออก โดยตอนนี้มีคนนำเอาตราสัญลักษณ์ GI ไปใช้ในการส่งออกแล้ว เช่น ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ และกาแฟดอยช้างตอนนี้ การมีตรา จีไอ (GI) นั้นจะทำให้การส่งออกไปขายในยุโรปและอเมริกาได้ง่ายขึ้น และถือได้ว่าประเทศไทยเป็นผู้นำในอาเซียน ในเรื่องการนำ ตรา จีไอ (GI) มาใช้” คุณชุมพล กล่าว

ตรา Thai Geographical Indication หรือ GI เพิ่งประกาศใช้ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ถือได้ว่า ตรา จีไอ (GI) มีความสำคัญกับผู้ประกอบการสินค้าการเกษตรมาก โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะการส่งออกมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและเรื่องของการรักษาคุณภาพ รวมทั้งการสืบเสาะไปถึงแหล่งผลิตที่มีการพูดถึงมากขึ้น และเมื่อเราจะส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไปยุโรป สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องการก็คือ การยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้รับการดูแลและปลูกอยู่ในแหล่งที่เหมาะสมจริง เช่น ถ้าเป็นกาแฟจากดอยช้างหรือดอยตุง ของแท้ ต้องมาจากความสูงและอุณหภูมิรวมทั้งจากพื้นที่เหมาะสม ถ้านอกพื้นที่แล้วอาจจะไม่ใช่ของมีคุณภาพดีที่สุด แม้ว่าจะบอกว่ามาจากแหล่งเดียวกัน ในขณะที่คู่แข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม จีน ซึ่งมีสินค้าที่ดูจากภายนอกแล้วแทบจะไม่แตกต่างกันเลย รวมไปถึงการที่ต่างชาตินำเอาพันธุ์พืชของไทยไปปลูกตามที่ต่างๆ และผลิตสินค้าขึ้นมาแข่งขัน นั่นหมายความว่า ผู้ซื้อจะได้ตรวจสอบความชัดเจนเพื่อให้ได้แหล่งที่มาอย่างแท้จริง และ ตรา จีไอ (GI) ก็คือกำแพงป้องกันสินค้าการเกษตรอีกวิธีหนึ่ง สำหรับผู้ประกอบการไทย

ชนิกา ไร่มะขามหวานเก่าแก่

ของเพชรบูรณ์ ไร่ที่ได้มาตรฐาน จีไอ

สำหรับไร่ชนิกา ไร่มะขามหวานที่เก่าแก่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของไร่มะขามหวานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตรา จีไอ (GI) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา

โดย คุณป้าโสภา พุทธเจริญ เล่าว่า ครอบครัวปลูกมะขามหวานมากว่า 30 ปีแล้ว มีพื้นที่ทั้งหมด 700 ไร่ แต่ก็ปลูกพืชอย่างอื่นคละกันไปด้วย โดยมะขามที่ปลูกและเก็บผลผลิตได้ในตอนนี้มีประมาณ 300 ไร่ เฉลี่ยผลผลิตได้ 300 ตัน ต่อปี ทั้งนี้ ไร่ชนิกาจะนำมะขามหวานที่เก็บได้มาเก็บรักษาไว้ในห้องเย็น ทำให้สามารถขายได้ทั้งปี

“ความพิเศษของมะขามเพชรบูรณ์นอกจากสภาพภูมิอากาศ ความชื้น และสภาพดินแล้ว การที่จะปลูกและดูแลมะขามนั้นเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านดั้งเดิม จะเห็นว่าระยะที่ปลูกเขาจะปลูกให้ชิดกัน เพราะว่าร่มเงาของต้นแผ่ไปถึงไหน นั่นแสดงว่ารากไปถึงที่นั่น นอกจากนี้ คนที่เพชรบูรณ์มีความสามารถในการปรับปรุงพันธุ์ จะมีพันธุ์ใหม่ๆ มาอยู่เรื่อย ทำให้ตลาดกลางในการค้าขายเกิดขึ้น นั่นจึงทำให้ชื่อเสียงของมะขามเพชรบูรณ์เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น” คุณป้าโสภา เล่า

คุณป้าโสภา บอกถึงลักษณะฝักของมะขามเพชรบูรณ์ว่า จะมี 2 แบบ ด้วยกัน คือ ฝักโค้งกับตรง ซึ่งทั้งฝักโค้งและตรงก็มีหลากหลายพันธุ์ แต่ฝักโค้งที่มีชื่อเสียงจริงๆ คือ พันธุ์สีทอง ที่มีความหวานและเนื้อหนา และสำหรับฝักตรงที่มีชื่อเสียงคนนิยมคือ พันธุ์สีชมภู

“ในสวนจะปลูกพันธุ์สีชมภู สีทอง ประกายทอง แต่ตอนแรกปลูกพันธุ์ขันตี และอินทผลัมด้วย แต่เห็นว่าราคาถูกและมีความเปรี้ยว ก็เลยตัดออก แล้วนำยางพารามาปลูกไว้ 20 กว่าไร่ มันสำปะหลังอีก 100 กว่าไร่ แล้วป้าก็เริ่มมาแปรรูปเมื่อปี”44 โดยทำเป็นมะขามคลุกรสต่างๆ เช่น มะขามคลุกบ๊วย และแบ่งเป็นหลายๆ รสชาติ เช่น มะขามรสหวานทำจากมะขามพันธุ์ประกายทอง หวานอมเปรี้ยวทำจากพันธุ์สีทอง และรสจี๊ดจ๊าดโดนใจที่ทำจากมะขามเปรี้ยว นอกจากนั้น ก็มีมะขามแช่อิ่ม น้ำมะขามเข้มข้นสำหรับชงดื่มที่ทำจากมะขามเปรี้ยว ขายราคาขวดละ 70 บาท ซึ่งเราจะใช้มะขาม ประมาณ 20% น้ำตาล 50% น้ำเปล่า และเกลือ 5% อันนี้ก็ขายดี ลูกค้าจากกรุงเทพฯ สั่งเข้ามาเยอะ”

คุณป้าโสภา เล่าพร้อมกับพาเดินเที่ยวในไร่มะขามหวานที่อยู่หลังร้านชนิกา สภาพภายในสวนมีมะขามต้นสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ความร่มรื่นกับบริเวณไร่เป็นอย่างมาก ซึ่งคุณป้าโสภาบอกว่า ต้นมะขามแถวนี้มีอายุกว่า 30 ปี ไม่ค่อยเก็บผลผลิตแล้ว แต่เก็บเอาไว้เพื่อให้สร้างความร่มรื่นให้กับไร่ เอาไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวที่แวะมาเยี่ยมชมไร่ได้เดินเล่น และนอกจากนี้ ต้นมะขามที่มีอายุประมาณ 20-30 ปี ให้ผลผลิตน้อยลง ที่ไร่ก็จะจับต้นมะขามมาทำสาว เพื่อจะได้ให้ผลผลิตได้ดีเท่ากับตอนปลูกใหม่ๆ

วิธีการทำสาวต้นมะขาม 

1. หลังจากต้นมะขามอายุได้ประมาณ 20-30 ปี จะเริ่มให้ผลผลิตน้อยลง ให้ทำสาวต้นมะขามโดยการตัดแต่งกิ่งออก แต่ให้เหลือกิ่งพร้อมใบไว้ 1 กิ่ง เพื่อให้ต้นมะขามได้หายใจและผลิตอาหาร หลังการตัดแต่งกิ่งออกแล้ว ก็ให้ดูแลด้วยการใส่ปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่ มูลวัว มูลหมู และปุ๋ยชีวภาพ โรยรอบโคนต้น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

2. การใส่ปุ๋ยให้ใส่ช่วงก่อนฤดูฝน เพื่อไม่ให้น้ำฝนชะล้างปุ๋ยก่อนที่ปุ๋ยจะซึมลงดินและรากของต้นไม้ หลังจากนั้น ก็ให้ใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง คือช่วงก่อนมะขามออกฝัก และให้อีกทีหลังจากมะขามออกฝักแล้ว

3. หมั่นดูแลในเรื่องศัตรูของต้นและใบ ช่วงมีใบอ่อนจะต้องฉีดยาฆ่าแมลงกันไว้ก่อน นอกจากนั้น ก็เป็นการฉีดฮอร์โมนเพื่อบำรุงต้นและปุ๋ยบำรุงใบเพื่อให้มะขามให้ผลผลิตดี โดยหลังจากการตัดแต่งเพื่อทำสาวแล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 3 ปี มะขามก็จะเริ่มให้ผลผลิตเหมือนเดิม และสามารถเก็บผลผลิตไปได้อีกประมาณ 20-30 ปี

คุณป้าโสภา บอกว่า มะขามที่เก็บจากไร่ในแต่ละปี จะนำมาเก็บไว้ในห้องเย็น อุณหภูมิประมาณ -4 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่ใช้เก็บรักษามะขามหวานไว้จำหน่ายนอกฤดูกาลและสามารถรักษาสีของเนื้อมะขามหวานไว้ได้ สีไม่คล้ำหรือเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม แม้จะเก็บรักษาไว้เป็นเวลานานๆ

“มะขามที่เก็บมาแล้วจะนำไปเข้าห้องเย็นไว้ได้ทั้งปี อุณหภูมิ -4 องศาเซลเซียส เมื่อจะขายเราก็จะนำมาอบก่อน ส่วนเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีห้องเย็น เก็บแล้วก็จะขายเลย เพราะเขาจะมีรถจากพ่อค้าไปรับซื้อถึงที่ มะขามที่อบแล้วสามารถเก็บได้นานถึง 20 วัน แต่ถ้าเก็บแล้วขายเลย เก็บได้ 1 อาทิตย์” คุณป้า บอก

ไร่ชนิกา จะมีหน้าร้านขายของฝากให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งภายในร้านก็จะมีสินค้าที่เกี่ยวกับมะขามเป็นส่วนใหญ่ ทั้งมะขามสด มะขามแปรรูป พร้อมทั้งผลผลิตจากไร่ที่มีทั้งน้ำผึ้งแท้ สะละ มะม่วง แต่ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากก็คือ มะขามหวานสายพันธุ์ใหม่คือ “พันธุ์ประกายทอง” ที่มีรสหวานหอมอร่อย แกะออกจากฝักง่าย เนื้อสีสวยและล่อนเหนียว แต่ไม่ติดฟันเวลารับประทาน และที่ไร่ชนิกาจะขายมะขามหวานโดยแยกเป็นเกรดๆ อย่างถ้าเป็น เกรด เอ จะขายกิโลกรัมละ 150 บาท เกรด บี 120-110 บาท เกรด ซี 70 บาท

คุณป้าโสภา บอกทิ้งท้ายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า การได้ ตรา จีไอ (GI) ถือได้ว่ามีข้อดีหลายอย่าง ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในสินค้ามากขึ้น หันมาซื้อมะขามที่ร้านกันมากกว่าที่จะเสี่ยงไปซื้อตามข้างทางเหมือนเมื่อก่อน เพราะเมื่อมี ตรา จีไอ (GI) รับรอง ลูกค้าก็มั่นใจว่าเป็นมะขามหวานของเพชรบูรณ์แน่นอน ไม่มีมะขามจากที่อื่นมาปลอมปน ทำให้ร้านมีลูกค้าเพิ่มขึ้นแถมได้ราคาดีกว่าเดิมอีกด้วย

มะขามคุณภาพดี ไม่เหมือนใคร

ดังไกลจนส่งออกไปทั่วโลก

ด้าน คุณกาญจนา แย้มพราย เจ้าของธุรกิจส่งออกมะขามหวาน บริษัท SK STAR FRUIT ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลหินฮาว อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ อีกหนึ่งธุรกิจเกี่ยวกับมะขามที่ได้รับ ตรา จีไอ (GI) จากกรมเล่าว่า ทำธุรกิจนี้มาเมื่อปี 2540 จนถึงขณะนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว โดยรับซื้อมะขามสดจากเกษตรกรมาขายส่งและแปรรูป โดยในส่วนของมะขามสดนั้น จะส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก่อนที่จะนำไปส่งออกนั้น จะอบเพื่อฆ่าตัวมอดและแมลงที่อยู่ในเมล็ดมะขามก่อน ทั้งนี้ ประเทศที่ต้องอบก่อนส่งออกนั้นจะเป็นประเทศอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง

“ถ้าหากเราส่งไปแบบไม่อบนั้น ส่งไปแล้วหากเขาตรวจเจอตัวมอดและแมลงก็จะตีกลับทันที บริษัทก็จะส่งออกไม่ได้อีก แต่ถ้าหากว่าส่งไปทางเวียดนาม จีน ก็ไม่ต้องอบ ส่วนประเทศอินโดนีเซียก็แล้วแต่ว่าลูกค้าจะสั่งให้อบหรือไม่อบ” คุณกาญจนา บอก

คุณกาญจนา บอกอีกว่า โดยรวมมะขามหวานในประเทศที่เพชรบูรณ์ตอนนี้นั้น ส่งออกประมาณ 70% และขายภายในประเทศประมาณ 30% โดยประเทศหลักๆ ที่สั่งมะขามหวานมากที่สุดคือ จีน เวียดนาม แต่จะซื้อมะขามคุณภาพเกรดไม่ต้องสูงมากนัก ต่างจากทางอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งจะสั่งเฉพาะ เกรด เอ เท่านั้น

“จีนเราจะส่งในรูปแบบมะขามสด ส่วนแบบแปรรูปก็จะไปเวียดนามเยอะสุด เวียดนามจะกินแปรรูปช่วงตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ในช่วงใกล้ๆ ปีใหม่ แต่ถ้าเป็นช่วงอื่นก็จะสั่งมะขามสดเยอะ ด้านความนิยมเวียดนามจะนิยมพันธุ์สีทอง และแยกออกมาอีก เป็นเวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ จะใช้มะขามแต่ละพันธุ์ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นฮานอยจะสั่งพันธุ์สีชมภู ขันตี อินทผลัม เป็นพันธุ์เบา มะขามจะเรียกเป็น 2 อย่าง คือพันธุ์เบากับพันธุ์หนัก ถ้าเป็นโฮจิมินห์ จะกินสีทอง แต่ถ้าจีน จะกินพันธุ์เบา และจะสั่งเกรด 2 เยอะมาก แต่ถ้าไปยุโรปนั้นจะเป็นสีทอง อย่างเวลาลูกค้าโทร.มาสั่งออเดอร์ เราจะถามว่า คุณจะส่งออกประเทศอะไร เพราะเราจะรู้ว่าถ้าเป็นอเมริกา ยุโรป ต้องเป็นสีทอง แต่ถ้าไปตะวันออกกลางเป็นพันธุ์เบา เวลาเราส่งออกเราแยกได้ 2 พันธุ์ แต่ความจริงแล้วมะขามหวานมีหลายพันธุ์มาก แต่ถ้าเราไปบอกว่ามีพันธุ์โน้นพันธุ์นี้มากมาย ลูกค้าจะงง” คุณกาญจนา อธิบาย

มะขามที่ทางบริษัทส่งออกไปยังเวียดนามและจีนนั้น จะส่งโดยใช้แบรนด์ของบริษัทเอง ภายใต้แบรนด์ K.N. และ SK โดยถ้าส่งเป็นมะขามสด จะใช้ชื่อ K.N. และมะขามแปรรูปจะใช้แบรนด์ SK และแบรนด์ K.N. ถือได้ว่าเป็นเจ้าเดียวในเวียดนามและขายดีที่สุดอีกด้วย

สำหรับมะขามที่ทางบริษัทรับซื้อจากเกษตรกร จะรับซื้อในราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ 45-65 บาท แล้วแต่เกรดและพันธุ์ โดยทุกๆ ปีที่ผ่านมาพันธุ์เบาจะถูกกว่าพันธุ์สีทอง แต่ปีนี้บริษัทได้ขยายตลาดพันธุ์เบาและสีชมภูให้ผู้บริโภครู้จักมากขึ้น จนถึงขณะนี้พันธุ์สีชมภูขยับราคาขึ้นมาเทียบเท่ากับพันธุ์สีทองแล้ว

“เราเข้าไปพูดคุยกับเกษตรกร เน้นให้เขาปลูกพันธุ์เบามากขึ้น เพราะพันธุ์เบาสามารถส่งออกได้ทั่วโลก ทางตะวันออกกลางจะใช้เยอะมาก เพราะคนในตะวันออกกลางบริโภคเนื้อสัตว์เป็นหลัก เขาจึงสั่งมะขามเข้าไปทาน เพราะจะไปช่วยย่อยได้ง่าย ทำให้ท้องไม่อืด” ผู้ส่งออกบอก

ได้ จีไอ มีผลดี

ยอดขายเพิ่ม ส่งออกง่าย

เมื่อถามถึงผลดี ผลเสีย ของการได้ ตรา จีไอ (GI) ว่ามีผลใดบ้างกับการส่งออก คุณกาญจนา บอกว่า การได้ ตรา จีไอ (GI) มีผลดีในเรื่องของการส่งออก การส่งออกมะขามหวานไปต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นทางอเมริกาหรือยุโรป บริษัทต้องมีการคัดมะขามแยกเอาไว้เฉพาะ และต้องเป็นมะขามหวานที่มี ตรา จีไอ (GI) เท่านั้น จะนำมะขามจากจังหวัดอื่น อย่างเช่น จาก จังหวัดเลย น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ไปปะปนนั้นไม่ได้ เพราะเป็นมะขามที่ไม่ได้รับ ตรา จีไอ (GI) ทั้งนี้ มะขามหวานจากเพชรบูรณ์นั้น ผู้บริโภคยอมรับในคุณภาพที่มีเนื้อแน่น เนื้อเหลือง ผิวสวย ฝัก และรสชาติดี จึงทำให้ได้ราคาดีกว่าที่อื่น แต่หากว่าเป็นมะขามหวานจากจังหวัดอื่นแล้วนั้น มักจะมีปัญหาเรื่องเชื้อรา ซึ่งโรงงานแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นโรงงานเดียวที่แยกมะขามออกมาชัดเจนว่าเป็นมะขามที่มาจากที่ไหน โดยจะแยกไว้เป็นกองๆ แยกเป็นมะขามแต่ละจังหวัดไป

สภาพดิน อากาศ ความชื้น

เหตุที่จังหวัดอื่นปลูกแล้ว

สู้มะขามเพชรบูรณ์ไม่ได้ 

คุณกาญจนา บอกว่า เหตุที่มะขามจากจังหวัดอื่นมีคุณภาพไม่ดีเท่ากับมะขามหวานเพชรบูรณ์นั้น ด้วยเพราะภูมิอากาศ-อุณหภูมิ ที่ต่างกัน พื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่ลุ่มกว่าและมีความชื้นสูงกว่า ทำให้เกิดปัญหาเชื้อราได้ง่าย นอกจากนี้ มะขามจากที่อื่น ส่วนหัวของฝักจะมีลักษณะโตกว่ามะขามเพชรบูรณ์ จึงทำให้เกิดเชื้อที่หัวฝักได้ง่าย นอกจากนั้น ผิวไม่สวยเท่าของจังหวัดเพชรบูรณ์

“ปีนี้มะขามให้ผลผลิตน้อย เหลือแค่ 30% ของทุกปี จากทุกปี รถเข้ามาส่งมะขามวันละเกือบ 300 คัน เดี๋ยวนี้เหลือวันละ 180-200 คัน หายไป 100 กว่าคัน มะขามปีนี้ติดน้อย แต่มีคุณภาพดี ฝักจะไม่โตมาก แต่ปลอดเรื่องเชื้อรา ส่งออกได้ง่าย”

คุณกาญจนา กล่าว และบอกอีกว่า

“เราได้ ตรา จีไอ (GI) มา 2 ปีแล้ว ซึ่งก็ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จริงๆ แล้วอยากให้ส่งเสริมให้ได้ จีไอ เยอะๆ เพราะมะขามของเพชรบูรณ์ที่มีคุณภาพมีเยอะมาก โดยภาพรวมแล้วมะขามของเพชรบูรณ์คงจะได้ จีไอ ทั้งจังหวัด แล้วอย่างมะขามที่ไม่ได้ จีไอ อย่างของเลย น่าน เขาก็เข้าใจ เวลานำมะขามมาส่ง ทางโรงงานก็จะแยกกองไว้เลย เกษตรกรที่มาขายก็รู้ เพราะราคาก็จะลดลงมาหน่อย”

คุณกาญจนา บอกว่า ตอนนี้จังหวัดเพชรบูรณ์ประสบปัญหาในเรื่องผลผลิตมะขามหวานที่ลดน้อยลงมาก เนื่องจากเกษตรกรบางรายตัดมะขามหวานออก แล้วหันไปปลูกยางพาราแทน ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค จนต้องรับซื้อมะขามหวานมาจากทั่วประเทศ อาทิ น่าน เลย แพร่ อุตรดิตถ์ กาญจนบุรี นครราชสีมา (ปากช่อง) แล้วส่งออกไปขายที่เวียดนาม จีน ในราคาที่ถูกลงกว่าของเพชรบูรณ์

“เวลาไปเจอเขาตัดต้นมะขามออก เราก็จะบอกกับเจ้าของสวนว่า อย่าเพิ่งตัดไปปลูกยาง เพราะเดี๋ยวจะเจอปัญหาราคายางตก เพราะยางไม่ได้ปลูกแต่ประเทศเรา แต่ที่จีน ลาว เวียดนาม กำลังปลูกเยอะมาก อีก 5-6 ปี ข้างหน้า เขากรีดได้เมื่อไหร่เราก็จะแย่กันทั้งประเทศ แต่มะขามหวานเป็นพืชตัวเดียวที่เก็บหรือซื้อมาแล้วไม่ต้องรีบขาย อยู่ได้เป็นเดือน ไม่เหมือนผลไม้อื่นๆ ที่ต้องรีบขาย เพราะจะเน่า เก็บไว้รอราคาดีๆ เมื่อไหร่ก็สามารถนำออกมาขายได้ เป็นพืชที่ขายได้หมดทุกส่วน เปลือกขายนำไปทำเชื้อเพลิงได้ เมล็ดก็มีคนรับซื้อนำไปผลิตบดผสมกับกาแฟ ซึ่งเราจะขายเมล็ดได้ราคากิโลกรัมละ 5 บาท สาแหรกก็ขายได้ เขานำไปผลิตเป็นสบู่อะไรต่างๆ ได้ทุกอย่าง แล้วตอนนี้มะขามเปรี้ยวก็แพง กิโลเป็นร้อย ทางบริษัทเราก็ส่งขายด้วย โดยการอัดก้อนส่งออกไปขายที่ตะวันออกกลาง อเมริกา ยุโรป ซึ่งการที่มะขามหวานแพงได้ราคาดีอย่างนี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรกลับมาสนใจปลูกมะขามหวานกันมากขึ้น” คุณกาญจนา ให้แง่คิด

โรงงานแห่งนี้จะรับซื้อมะขามหวานจากเกษตรกรตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเมษายน จากนั้นจะนำมะขามที่รับซื้อมานำไปเก็บไว้ในห้องเย็น เป็นการเก็บสต๊อคสินค้าไว้ เพื่อส่งออกต่อไป คุณกาญจนา บอกทิ้งท้ายไว้ว่า มะขามหวาน เป็นพืชเศรษฐกิจตัวเดียวที่ไม่มีคู่แข่งในตลาดโลก มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีมะขามหวาน จึงอยากให้เกษตรกรไร่มะขามหวานทั้งหลายอย่าเพิ่งท้อ แล้วหันไปปลูกอย่างอื่นทดแทน ขอให้รักษาไร่มะขามที่มีอยู่เอาไว้ เพราะประเทศอื่นยังไม่สามารถปลูกได้ ตลาดมะขามหวานจึงยังไม่มีคู่แข่ง จึงยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ไปได้อีกไกล อนาคตสดใสแน่นอน

เกษตรกรท่านใดที่สนใจอยากได้ ตรา จีไอ (GI) เพื่อจดทะเบียนถึงความเป็นเอกลักษณ์และความโดดเด่นในการผลิตและแหล่งที่มาที่ไม่เหมือนใครอื่น ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ส่งออกได้ง่ายยิ่งขึ้น ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ เกษตรจังหวัดทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (025) 474-700 หรือ สายด่วน 1368 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ 

 

ชวนไปเที่ยวเกาะทะลุ เมืองประจวบคีรีขันธ์

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

ท่องเที่ยวเกษตร

ประกิต เพ็งวิชัย

ชวนไปเที่ยวเกาะทะลุ เมืองประจวบคีรีขันธ์

เสียงสายลมเกรียวกราวพัดยอดมะพร้าว แข่งกับเสียงคลื่นที่กำลังสาดซัดไม่หยุดหย่อน เรากำลังเอ่ยถึงบรรยากาศชายหาดงามๆ ของบ้านปากคลอง บางสะพานน้อย งามขนาดนี้ใครจะอดใจไหว

เพียงไม่กี่นาทีเรือยอชต์สีขาว 2 ชั้นใหม่เอี่ยม ก็ค่อยๆ เร่งเครื่องกำลังสูงพ่นคลื่นน้ำฟองขาวออกไปท้ายเรือ ส่งให้หัวเรือเชิดแล่นตัดท้องทะเลสีเขียวมรกตเข้มออกไปอย่างรวดเร็ว ลมทะเลพัดเข้ามาปะทะใบหน้า สูดเข้าปอดไปกี่ครั้งก็รู้สึกโล่งและสดชื่นเสมอ ขึ้นไปเดินเล่นรับแดดบนดาดฟ้าท้ายเรือ เห็นนกทะเลร่อนลมมาทักทาย ไกลฝั่งออกมาทุกทีแล้ว มองเห็นเกาะหนึ่งอยู่ลิบๆ เบื้องหน้า…

นั่นคือ “เกาะทะลุ” แห่งอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเคยคิดว่าอยู่ในเขตจังหวัดชุมพร เพราะเลยหาดบางเบิดของประจวบคีรีขันธ์ ไปอีกไม่ไกลก็จะถึงผาแดงของชุมพรแล้ว ดูแผนที่ให้ละเอียดอีกทีจึงได้ถึงบางอ้อ ด้วยความที่ระยะทาง เดินทางค่อนข้างไกลนี้เอง การมาเยือนของผมในคราวนี้จึงถือว่าพิเศษมาก เพราะเพื่อนบอกว่า ถ้าเคยไปดำน้ำตื้นดูปะการังในแถบจังหวัดกระบี่ ตรัง หรือแถวหมู่เกาะสุรินทร์ของพังงามาแล้ว รับรองว่าเกาะทะลุงดงามจัดอยู่ชั้นแนวหน้าไม่เป็น 2 รองใคร

วันที่ฟ้าใสกระจ่างเป็นสีครามเข้ม ทำให้แสงอาทิตย์ส่องทะลุผืนทะเลสีมรกตใสแจ๋วลงไปได้หลายเมตร แค่ที่ท่าเรือก็น่าตื่นเต้นแล้ว เพราะเราเห็นฝูงลูกปลาเล็กๆ ว่ายเข้ามาเพียบเลย คนเรือบอกว่า ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งในนั้นเป็น “ลูกปลาทู” ที่เกิดและเติบโตที่นี่ เมื่อโตขึ้นมันจะว่ายไปแถวๆ สมุทรสงคราม กลายเป็น “ปลาทูแม่กลอง” หน้างอคอหัก ที่มีความมันและเนื้อหวานเป็นเลิศ คนเกาะทะลุจึงเลี้ยงปลาทูให้คนแม่กลองจับ โดยมีช่วงปิดอ่าวประจวบฯ นานหลายเดือนเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาทูเอาไว้

ไม่รีรอ…จัดแจงหยิบชุด Wet-Sult แบบยาวเต็มตัวที่ใช้เวลาใส่ดำน้ำวิ่งขึ้นเรือ เห็นชุดเท่ๆ แบบนี้จริงๆ ดำน้ำลึกกะเขาไม่เป็นหรอกครับ ดำเป็นแต่ Snorkelling หรือดำผิวน้ำนั้นแหละครับ

บ่ายๆ เราจะไปดำน้ำกัน ใครกลัวแดดกลัวตัวดำหลบไปเลย มาทะเลทั้งทีก็ต้องเปิดตัวเปิดใจรับธรรมชาติให้เต็มที่ ในที่สุดเรือเร็วก็แล่นไปทางหัวเกาะด้านทิศเหนือ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของเกาะทะลุเลย เพราะตรงนี้มีความมหัศจรรย์ของประติมากรรมธรรมชาติตั้งอยู่คือ “ช่องเขาทะลุ” ที่มีลักษณะเป็นโพรงขนาดใหญ่ทะลุถึงกัน 2 ด้านแอบอยู่ใต้เพิงผา โดยนักธรณีวิทยาศึกษาแล้วพบว่า ในครั้งอดีตกาลหัวเกาะตรงนี้ไม่ได้มีช่องทะลุถึงกัน หากเรานำแผนที่เกาะทะลุมากางดูจะเห็นว่าเกาะแห่งนี้มีรูปร่างยาวรี หัวท้ายแหลม ตั้งอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ โดยชายฝั่งด้านตะวันตกคือ บริเวณที่มีรีสอร์ต อ่าวงามๆ และทิวมะพร้าวร่มรื่น ผิดกับฝั่งด้านตะวันออกที่หันออกสู่ทะเลเปิด จะมีแต่ผาหินสีแดง ลักษณะคล้ายภูเขาที่ถล่มลงไปในทะเลเมื่อไม่นานมาแล้ว

พอเรือจอดอยู่หน้าปากช่องทะลุ พวกเราก็โดดน้ำตูมลงไปแหวกว่ายชมความงามของปะการังแข็งน้ำตื้นที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก แต่บ่ายนี้น้ำลดระดับเยอะ เลยต้องระวังหน่อย เดี๋ยวไปโดนปะการังเสียหายได้ ผมลอยตัวอยู่บนผิวน้ำใสแจ๋วมองลงไปเห็นอาณาจักรของปะการัง และฝูงปลานานาชนิดที่ว่ายเข้ามาแวะเวียนดูพวกเรา เหมือนกับที่เรากำลังมีความสุขอยู่กับการดูพวกเขา ยิ่งว่ายเข้าใกล้เกาะ พื้นทะเลก็ยิ่งตื้น และกลายเป็นหินระเกะระกะ เราเลยถือโอกาสบุกเดินลอกเข้าไปในโพรงช่องทะลุดู ช่องนี้ทะเลจากด้านตะวันตกไปตะวันออกข้างในมืด แต่ก็พอมีแสงส่องลอดเข้ามาให้พอเห็นกันได้ มีเสียงอะไรจิ๊บๆ อยู่บนเพดานถ้ำ พอเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นค้างคาวและนกนางแอ่นจำนวนมาก แบ่งปันพื้นที่กันทำรังเกาะอยู่บนเพดานถ้ำนั่นเอง

ผจญภัยกันพอหอมปากหอมคอ รีบไปดำน้ำต่อดีกว่า เรือพาเราเวียนกลับไปทางด้านตะวันตกของเกาะ แล้วปล่อยให้เราโดดน้ำอีกครั้ง คราวนี้ของจริง เพราะใต้ท้องน้ำสีเขียวมรกตใสแจ๋วยิ่งกว่าแก้วจาระไนเสียอีก ใสขนาดมองไปได้ไกลเป็นสิบเมตรเลย เห็นลายมือตัวเองชัดแจ๋ว พวกเรามีความสุขมากกับการว่ายน้ำไปด้วยกัน พร้อมกับได้เห็นหอยมือเสือตัวเบ้ง ปะการังเขากวางดงใหญ่แผ่ออกไปนับร้อยตารางเมตร ปะการังโต๊ะใหญ่เป็นเมตรๆ รวมถึงปะการังสมอง ขนาดบิ๊กเบิ้ม…นี่คืออาณาจักรแห่งโลกสีครามที่มีสรรพชีวิตอาศัย หากิน และหลบภัยอยู่นับไม่ถ้วน ปลาหลากสีหลายชนิดว่ายเข้ามาใกล้ๆ ไปๆ มาๆ อย่างคุ้นคน เขาคงรู้ว่าเราเป็นมิตรและไม่ทำร้ายจึงกล้าเข้ามาใกล้ ผมจึงไม่ลืมวินาทีนี้เลย

และที่มุมหนึ่งของแนวปะการังนั้น ผมพบกับกอดอกไม้ทะเลสีส้มอ่อนที่แผ่ออกไปหลายสิบตารางเมตร โดยมีปลาการ์ตูนอินเดียนแดงหลายร้อยตัวว่ายผลุบๆ โผล่ๆ ออกมาจากกอดอกไม้ทะเล ผมลอยตัวอยู่นิ่งๆ ที่ผิวน้ำมองกอดอกไม้ทะเลถูกคลื่นใต้น้ำพัดไปซ้ายทีขวาที มันก็โอนไกวไปมาอย่างอ่อนโยน น่ารักมาก เป็นภาพที่หาไม่ได้ง่ายๆ แล้วในเมืองไทย เพราะน้ำตรงนี้ลึกคงไม่เกิน 3 เมตร แถมเป็นแหล่งที่มีคนมาดำน้ำบ่อย แต่ก็ยังมีความอุดมสมบูรณ์ให้เห็นอยู่ นี่แสดงว่าคนเกาะทะลุเขารักษ์ทะเลอย่างแท้จริง ถึงขนาดเข้าร่วมโครงการปลูกปะการังเขากวาง 80,000 กิ่ง เพื่อถวายองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เผลอแป็บเดียวเย็นซะแล้ว เราเลยกลับเข้าฝั่งอาบน้ำอาบท่า แล้วออกมารับประทานอาหารทะเลอร่อยๆ เป็นมื้อเย็น แต่ด้วยนิสัยความเป็นเมืองที่นำติดตัวมาด้วย ก็เลยอยากหาที่นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศใต้ทิวมะพร้าว เราเลยยกโขยงกันมาที่ Beach Bar ของเกาะทะลุรีสอร์ท นั่งคุยสรวลเสเฮฮา ฟังเพลงเบาๆ เคล้าเสียงคลื่นแสนสุขใจ

เช้าวันต่อมาคือการทำความรู้จักกับเกาะทะลุอย่างจริงจัง เริ่มเดินเที่ยวลัดเลาะหาดกันไปทางหัวเกาะด้านทิศเหนือ จนถึง “อ่าวมุก” อ่าวเล็กๆ ที่ยาวเพียง 300 เมตร และเต็มไปด้วยความสงบ ความร่มรื่นของทิวมะพร้าว อ่าวนี้เรียกได้ว่าเป็นอ่าวส่วนตัวจริงๆ เพราะผู้คนไม่พลุกพล่าน เห็นมีแต่ฝรั่งมาอาบแดด ถามดูเขาบอกว่าไม่ค่อยมีคนไทยมาหาดนี้กัน สมัยหลายสิบปีก่อนตรงนี้เคยมีหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งดำรงชีวิตด้วยการดำลงไปงมหอยมุกในทะเลมาขาย พอเก็บขึ้นมาได้ก็จะนำมาแกะเอาตัว แล้วทิ้งเปลือกไว้ พอมีการสร้างรีสอร์ตขึ้น ขุดลงไปใต้พื้นทรายเลยพบเปลือกหอยจำนวนมาก จึงตั้งชื่อว่า “อ่าวมุก” นั่นเอง

เดินลัดเลาะกลับมาทางใต้ เราก็ถึง “อ่าวใหญ่” ที่ใหญ่สมชื่อ เพราะยาวถึง 900 เมตร ถือเป็นหาดยาวที่สุดบนเกาะทะลุแล้ว ชื่ออ่าวใหญ่ได้มาจากชื่อต้นกร่างใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านคิดว่าเป็นต้นไทร เลยเรียกอ่าวนี้ว่า “อ่าวไทรใหญ่” มาตั้งแต่ไหนแต่ไร หาดนี้คือที่พักของพวกเราเมื่อคืน เป็นหาดที่คึกคัก และมีสีสันที่สุด ร้านอาหารและ Beach Bar ก็อยู่ที่นี่ วันนี้วันฟ้าใส นักท่องเที่ยวเลยพากันออกมานอนอาบแดด เล่นน้ำ พายเรือคยัค และแล่นเรือใบกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นุ่งน้อยห่มน้อย หรือจะเรียกว่า นุ่งลมห่มฟ้า ก็ยังว่าได้ ต่างออกมารับแดดอุ่นของเกาะสวรรค์กลางทะเลเขตร้อน อย่างที่เมืองหนาวบ้านเขาหาไม่ได้

จากอ่าวใหญ่เดินไปพอเหงื่อซึมหลัง ก็ถึงอ่าวสุดท้ายของชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะทะลุคือ “อ่าวเทียน” ซึ่งเป็นอ่าวเล็กๆ สั้นๆ และมีโขดหินสีเข้มกระจายอยู่ทั่วไป หาดนี้ไม่มีที่พักจึงเงียบสงบเป็นส่วนตัวที่สุด จากหาดทรายขาวจั๊วะยังกับสำลี มองไปเห็นต้นเทียนทะเลหงิกๆ งอๆ พุ่มเขียวๆ ขึ้นอยู่ตรงริมหาด สงสัยว่านี่คงเป็นที่มาของชื่ออ่าวกระมัง คนบนเกาะบอกว่า ฝรั่งที่ชอบความสงบมากๆ มักแอบมานอนเล่นกันที่อ่าวนี้ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเดินต่อไปจนถึงท้ายเกาะด้านทิศใต้เท่าไร เพราะตรงนั้นเป็นสันทรายและสุสานปะการังที่จะโผล่ขึ้นมาให้เห็นเฉพาะตอนน้ำลดเท่านั้น

เดินฝ่าแดดเปรี้ยงกลับมาถึงอ่าวใหญ่ พวกเราเลยแวะเข้าไปที่ Beach Bar สั่งเครื่องดื่มเย็นๆ มาเรียกความสดชื่นกันหน่อย…แถมมีคำพูดสะกิดใจ “เช้าสบาย สายสนุก ทุกข์ไม่มี ที่เกาะทะลุ…” จริงด้วยครับ เพราะตั้งแต่มาถึงที่นี่เรามีแต่ความสุขจริงๆ ยังไม่มีใครบ่นว่าเบื่อ หรืออยากกลับบ้านกันเลย นี่ซิคือ…”เกาะสวรรค์กลางอ่าวไทย” ติดอันดับหนึ่งในหัวใจของนักท่องเที่ยวหลายคน…

การเดินทาง

เที่ยวได้ตลอดปี แต่อากาศดีที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ท้องฟ้าใส คลื่นลมสงบ

ไปได้อย่างไร

ช่วงแรก เดินทางด้วยรถยนต์ เริ่มจากอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์-อำเภอบางสะพานน้อย ระยะทาง 110 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ได้เลย จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่ กม.399 เข้าถนนสาย 3497 ผ่านโรงพยาบาล และที่ว่าการอำเภอบางสะพานน้อย จนถึงท่าเรือบ้านปากคลอง หรือท่าเทียบเรือบ้านมะพร้าวรีสอร์ท (ท่าเทียบเรือประมง โครงการฟื้นฟูทะเลไทยของกรมประมง) ซึ่งมีอาคารสำนักงานของเกาะทะลุรีสอร์ทตั้งอยู่

ช่วงที่สอง นั่งเรือข้ามจากฝั่งไปเกาะทะลุ ถ้าไม่ได้ซื้อแพ็กเกจของเกาะทะลุรีสอรท ก็ต้องเหมาเรือประมงของชาวบ้านตามท่าเรือในอำเภอบางสะพานน้อย ไปดำน้ำแบบ One-Day ค่าเช่าเรือขึ้นอยู่กับระยะทาง จำนวนคน และราคาน้ำมันในช่วงนั้น ตกอยู่ที่ 1,500-3,000 บาท ใช้เวลาวิ่งประมาณ 45 นาที เป็นอย่างน้อย (ควรเตรียมอุปกรณ์ดำน้ำไปเอง) แต่ถ้าซื้อแพ็กเกจทัวร์ของเกาะทะลุรีสอร์ทโดยตรง เรือยอชต์จะออกจากฝั่งประมาณ 10.00 น. ใช้เวลาแล่นไปแค่ไม่เกิน 20 นาที ก็ถึงเกาะ จากนั้นจะมีบริการพาไปดำน้ำ

ตรวจสอบการเดินทางล่วงหน้า

ติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทร. (032) 516-517 หรือตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง ได้ที่ กรมอุตุนิยมวิทยา โทร. (02) 399-4566, (02) 399-4568-9

 

ชนเผ่าลาหู่จะบูสี หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่ แม่สลอง

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

ท่องเที่ยวเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

ชนเผ่าลาหู่จะบูสี หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่ แม่สลอง

บ้านจะบูสี หมู่ที่ 5 ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นแหล่งต้นน้ำแม่คำ ต้นน้ำแม่สลอง และต้นน้ำแม่จัน หมู่บ้านอยู่บนภูเขา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 700 เมตร อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี มีป่าไม้ธรรมชาติเป็นป่าต้นก่อ ต้นจำปาป่า ต้นไทร และป่าไผ่ ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าธรรมชาติ จำนวน 30 หลังคา 35 ครอบครัว ทิศเหนือ ติดบ้านพนาสวรรค์ ทิศใต้ ติดบ้านโป่งป่าแขม บ้านโป่งขม ทิศตะวันออก ติดบ้านอาแบ ทิศตะวันตก ติดบ้านป่าคาสุขใจ 

จากคำบอกเล่าว่า ในอดีตชื่อหมู่บ้าน “จะคะต่อ” ซึ่งเป็นชื่อของผู้นำหมู่บ้านคนแรก เป็นหมู่บ้านที่อยู่อาศัยกันมาก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 ประมาณปี 2480 ต่อมา ใน ปี 2504 ได้มีทหารชาวจีนอพยพเข้ามาที่บ้านแม่สลอง ชาวบ้านที่เป็นชนเผ่าในพื้นที่ได้อพยพหนีออกจากบ้านแม่สลอง เนื่องจากเกรงว่าจะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร แต่ชาวบ้านที่บ้านจะคะต่อหรือบ้านจะบูสียังคงอยู่ที่เดิม ต่อมา ใน ปี 2535 จังหวัดเชียงราย ได้จัดตั้งอำเภอใหม่ เป็นอำเภอแม่ฟ้าหลวง บ้านจะบูสีซึ่งเป็นหย่อมบ้านหนึ่งของบ้านป่าคาสุขใจ จึงได้ย้ายออกจากอำเภอแม่จัน มาอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง

จากธรรมชาติสู่การท่องเที่ยว

หมู่บ้านจะบูสี เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ปี 2544 ได้รับการรับรองให้เป็นหมู่บ้านมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ต้อนรับนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 500 คน ต่อปี ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก คุณอมรรัตน์ รัตนาชัย จิตอาสาบ้านป่าคาสุขใจ ร่วมกับสำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ได้แนะนำให้จัดทำบ้านพักหรือที่เรียกว่าโฮมสเตย์ จัดเตรียมหมู่บ้านให้สะอาด ให้ความรู้เกี่ยวกับการให้บริการแก่นักท่องเที่ยว จัดอบรมมัคคุเทศก์น้อย จัดทำของที่ระลึกที่ทำจากวัสดุในท้องถิ่นในรูปแบบของชนเผ่าลาหู่ จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวเป็นรายได้ของชุมชน เช่น ถุงย่าม กระเป๋าถือ ผ้าถุง เสื้อ เครื่องจักสาน เช่น ก๋วย กระด้ง

ต่อมาหมู่บ้านได้เข้าร่วมโครงการปลูกป่าชุมชน จำนวน 2,000 ไร่ ซึ่งได้รับอนุมัติและได้รับรางวัลชุมชนดีเด่นด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากสำนักจัดการป่าชุมชน ตั้งแต่ ปี 2551 ปัจจุบัน ป่าชุมชนผืนดังกล่าว จึงเป็นแหล่งอาหารของหมู่บ้าน เช่น เห็ดชนิดต่างๆ หน่อไม้ หนอนรถด่วน เมล็ดก่อ น้ำผึ้ง และผลไม้ป่า เช่น มะม่วง มะไฟ มะขาม เป็นแหล่งไม้ใช้สอยและไม้ฟืน เช่น ไม้ไผ่ ไม้แห้งตายตามธรรมชาติ เป็นแหล่งพืชสมุนไพร เช่น ม้ากระทืบโรง มะเขือแจ้เครือ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของหมู่บ้าน

เส้นทางท่องเที่ยววิถีชีวิตชนเผ่า

สิ่งที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบคือ ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ของชนเผ่าลาหู่ ได้แก่ พิธีเขาะจาเว คือเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของชาวลาหู่ จัดเป็นประจำ ประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พิธีแซะก่อเว เป็นพิธีการล้างบาปหรือขออภัยต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่าเจ้าเขาที่ปกป้องคุ้มครอง และพิธีสาละเต ต่าเว เป็นการสร้างศาลาถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะจัดในช่วงเดือนเมษายน พิธีข่าวสีต้าเว เป็นพิธีการถวายข้าวโพดแก่เจ้าของพื้นที่ ที่ช่วยให้มีอาหารไว้กินในครอบครัว จัดขึ้นประมาณเดือนกรกฎาคม พิธีเอาะเว เป็นพิธีการถวายพืชพรรณธัญญาหาร จัดประมาณเดือนตุลาคม พิธีจ่าสีอ่อ จ้าเว เป็นประเพณีกินข้าวใหม่ หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว จัดประมาณเดือนตุลาคม

การท่องเที่ยวภายในหมู่บ้าน มีมัคคุเทศก์น้อยประจำหมู่บ้านนำเที่ยวชมตามเส้นทางต่างๆ ได้แก่ เส้นทางท่องเที่ยวที่ 1 เดินสัมผัสวิถีชีวิต การดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของชนเผ่าลาหู่ เช่น พิธีผูกข้อมือของผู้สูงอายุ การละเล่นพื้นบ้าน เส้นทางท่องเที่ยวที่ 2 เป็นเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ เที่ยวชมน้ำตกแม่กิ๊ก ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำแม่จัน ศึกษาพรรณไม้ป่า เส้นทางที่ 3 เป็นการศึกษาการประกอบอาชีพในพื้นที่เกษตรปลอดสารพิษ เส้นทางที่ 4 กิจกรรมการเดินป่า การหาปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติและการหาอาหารจากป่าธรรมชาติ

นักท่องเที่ยวสนใจติดต่อสอบถามได้ที่ คุณอมรรัตน์ รัตนาชัย เลขที่ 61 หมู่ที่ 5 บ้านจะบูสี ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ (081) 021-3992 หรือ E-mail: amonrat_noi@hotmail.com หรือ คุณวิเชียร ทองอร่าม นักวิชาการเกษตร โครงการขยายผลโครงการหลวงแม่สลอง โทร. (085) 725-8567

 

บ่งเฉพาะ

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

บ่งเฉพาะ

“OK! มั้ย?” คุณโผง ชูแบบหน้าปกนิตยสารขึ้นโชว์

“เก๊าะดู OK นี่” พรรคพวกบางคนมองแล้วออกความเห็น

“งั้น OK ตามนี้นะ” คุณโผงถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

“OK เลย” พรรคพวกอีกรายยืนยันให้เกิดความมั่นใจ

“OK ว่าไงว่าตามกัน” อีกสองคนที่เหลือช่วยยืนยันอีกทีพร้อมๆ กัน

เมื่อเพื่อนพ้องทีมงานเห็นดีเห็นงามตามนั้นว่า นิตยสารรายเดือนเล่มใหม่จะใช้ชื่อว่า “OK!”

คุณโผง จึงทำหน้าที่ไปยื่นขอจดทะเบียนกับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า รับเรื่องมาแล้วนั่งจ้องดูแล้วดูอีก พิจารณากันอย่างถ้วนถี่ดี ในที่สุดจึงมีความเห็นว่า คำว่า “OK!” นั้น ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะคำว่า “OK!” นั้น เป็นคำสามัญทั่วๆ ไป ใครๆ ก็รู้

เหตุเพราะกฎหมาย คือ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้านั้น ว่าไว้ว่า เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ ต้องประกอบด้วยลักษณะที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

ที่ว่าบ่งเฉพาะนั้น คือว่า คำหรือข้อความไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง

แม้คุณโผงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่ยังได้รับคำวินิจฉัยยืนยันตามเดิม

คุณโผง จึงนำความไปฟ้องศาล ขอให้เพิกถอนทั้งคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว ให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนของคุณโผงต่อไป

คณะกรรมการจึงอุทธรณ์คดีต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยดังนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์มีว่า อักษรโรมัน คำว่า “OK!” เป็นเครื่องหมายที่ใช้เรียกโดยทั่วไป (Generic marks) สำหรับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า หนังสือแม็กกาซีน ที่คุณโผงขอจดทะเบียนหรือไม่

เห็นว่า คำสามัญ (Generic marks) ที่ไม่อาจรับจดทะเบียนได้นั้น หมายถึง คำที่มีความหมายถึงตัวสินค้าโดยตรง เช่นคำว่า “เก้าอี้” สำหรับสินค้าเก้าอี้ เป็นต้น

สำหรับอักษรโรมัน คำว่า “OK!” เป็นคำทั่วไป ที่มีความหมายในพจนานุกรม ซึ่งมีความหมายว่า ตกลง, เป็นที่พอใจ,ถูกต้อง ใช้ได้, เรียบร้อย

ความหมายของอักษรโรมันและเครื่องหมายดังกล่าว ไม่ได้หมายถึงตัวสินค้าหรือเป็นการเล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่คุณโผงขอจดทะเบียนใช้เครื่องหมายการค้าโดยตรงแต่อย่างใด

ส่วนเครื่องหมาย “!” เป็นเครื่องหมายที่มีใช้ในภาษาต่างๆ ไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเรื่องคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7(2)

อักษรโรมัน “OK!” จึงไม่เป็นคำสามัญ ซึ่งไม่อาจจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวก 16 รายการสินค้า ตามที่คุณโผงขอจดทะเบียน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนของคุณโผงต่อไป

คุณโผง กลับจากศาลมาแจ้งข่าวกับเพื่อนพ้อง

“OK! แล้วว่ะ”

พรรคพวกร้องพร้อมกันว่า “OK! งั้นเดินหน้า ออกหนังสือ OK กันเลย OK มั้ย?”

ทุกคนร้องว่า “OK!” เสียงดังลั่นสำนักงาน

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 1141/2553)

พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

มาตรา 6 เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้

(1) เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

มาตรา 7 เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ได้แก่ เครื่องหมายการค้าอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชน หรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างไปจากสินค้าอื่น

เครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้ ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ

(2) คำหรือข้อความ อันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง และไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ฯลฯ

 

เป็ดบาบารี ไก่พื้นเมือง พันธุ์ดี ที่ เกษมพลฟาร์ม เมืองอุบล

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

เทคโนฯ ปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เป็ดบาบารี ไก่พื้นเมือง พันธุ์ดี ที่ เกษมพลฟาร์ม เมืองอุบล

เกษมพลฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 232 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทร. (089) 845-9426 มีกำลังการผลิตลูกเป็ดและลูกไก่จำหน่ายปีละ 80,000 ตัว คือ หลักฐานที่ยืนยันความสำเร็จของเกษตรกรผู้นี้ คุณเกษม ตอพล ซึ่งในวันนี้ถือเป็นแหล่งผลิตสายพันธุ์สัตว์ปีกที่ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างมาก

นับเป็นเวลาถึง 20 ปี ที่เกษตรกรชาย วัย 53 ปี คนนี้ได้ทุ่มเทให้กับการทำฟาร์มเพาะพันธุ์สัตว์ปีก จนก้าวมาสู่ความสำเร็จ เป็นแหล่งผลิตใหญ่แห่งหนึ่งของภาคอีสานตอนล่าง

จึงนับได้ว่าเป็นเกษตรกรคนสู้ชีวิตอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ และถือเป็นแบบอย่างแห่งการก่อร่างสร้างตัวจากเกษตรกรเล็กๆ จนมาเป็นเจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ โดยอาศัยประสบการณ์ ภูมิปัญญา และความซื่อตรง ยึดมั่นในคุณภาพเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพ จนประสบความสำเร็จ

เริ่มต้นจากพื้นที่ว่างในบ้าน แม่เป็ด 5 ตัว

คุณเกษม บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีก่อนว่า อาชีพหลักแต่ดั้งเดิมคือ เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลด้านสัตว์ปีกอยู่ที่สถานีบำรุงพันธุ์อุบลราชธานี หรือสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์อุบลราชธานีในปัจจุบัน โดยจากงานที่ทำนั้นทำให้ต้องสัมผัสกับเกษตรกรที่เข้ามาติดต่อขอซื้อสายพันธุ์เป็ด ไก่ จากสถานีอยู่เป็นประจำ

“แต่มีปัญหาว่า ปริมาณลูกเป็ด ลูกไก่ ที่ทางสถานีผลิตได้นั้นไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งมีเป็นจำนวนมากเกินกว่ากำลังการผลิต จึงทำให้เรามองเห็นช่องทางว่า ถ้าสามารถผลิตลูกเป็ด ลูกไก่ พันธุ์ดีตรงตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ น่าจะเป็นช่องทางการสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว”

จากแนวคิดดังกล่าว คุณเกษมและครอบครัวจึงเริ่มต้นด้วยการใช้พื้นที่ว่างในบริเวณบ้านสร้างเล้าเป็ดขึ้นจากวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เลี้ยงเป็ดแม่พันธุ์ครั้งแรกในจำนวน 5 ตัว และเริ่มผลิตลูกเป็ดออกจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจ และขยายจำนวนเพิ่มขึ้นมากขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง

“ด้วยเรายึดหลักในการผลิตที่เน้นถึงคุณภาพเป็นหลัก ผลิตลูกเป็ดพันธุ์ดี โดยเฉพาะสายพันธุ์เป็ดบาบารี ซึ่งนำพ่อแม่พันธุ์ที่ดำเนินการวิจัยพัฒนาโดยกรมปศุสัตว์มาเลี้ยง เกษตรกรที่นำไปเลี้ยงแล้วประสบความสำเร็จ จึงทำให้ได้รับการยอมรับมาอย่างต่อเนื่อง จนต้องขยายฟาร์มใหญ่ขึ้นตลอดเวลา”

จากปริมาณความต้องการสายพันธุ์สัตว์ปีกที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ คุณเกษม ต้องขยายพื้นที่ฟาร์มออกไปเรื่อยๆ จนพื้นที่เดิมที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับการผลิตได้ จึงทำให้เขานำเงินออมมาซื้อที่ดินเพิ่มเติม และตั้งเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์อย่างจริงจัง

มาถึงวันนี้ เป็นเวลา 20 ปีแล้ว ที่ชายผู้นี้มุ่งมั่นกับการผลิตสายพันธุ์เป็ด ไก่ ออกจำหน่าย โดยอยู่ภายใต้ชื่อ เกษมพลฟาร์ม ซึ่งมีที่ตั้งอยู่เลขที่ 232 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทร. (089) 845-9426

“สำหรับสายพันธุ์ที่เราผลิตจำหน่ายในวันนี้จะเน้นที่เป็ดพันธุ์บาบารีเป็นหลัก และมีไก่พื้นเมืองเสริมความต้องการของเกษตรกรที่เป็นลูกค้า โดยแต่ละปีนั้นจะสามารถผลิตลูกเป็ดบาบารีออกจำหน่ายได้ ประมาณ 80,000 ตัว โดยราคาจำหน่ายลูกเป็ด อายุ 7 วัน อยู่ที่ตัวละ 30 บาท”

“ทุกวันนี้ ผมก็ยังทำงานอยู่ที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์อุบลราชธานี ส่วนงานที่ฟาร์ม จะดูแลเฉพาะในช่วงที่ว่างจากงานประจำ นอกนั้นจะมอบหมายให้ภรรยาและลูกๆ ช่วยกันดูแล โดยเราเป็นผู้ควบคุมอีกทีหนึ่ง” คุณเกษม กล่าว

เน้นคุณภาพ

และมีจำหน่ายตลอดปี สร้างจุดขาย

คุณเกษม บอกว่า สำหรับภาคอีสานนั้น จะนิยมบริโภคเนื้อสัตว์ปีก โดยเฉพาะเป็ดกันมาก จึงทำให้มีปริมาณความต้องการสายพันธุ์เพื่อนำไปเลี้ยงขุนส่งตลาดของเกษตรกรสูงและต่อเนื่อง เกษมพลฟาร์ม จึงวางเป้าหมายในการผลิตสายพันธุ์เป็ดเป็นหลัก

“ตลาดหลักๆ ตอนนี้ จะเป็นกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นหลัก ซึ่งแต่ละปีนั้นมีแนวโน้มความต้องการสายพันธุ์สัตว์ปีกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

“สิ่งที่เรายึดมั่นมาอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปี คือ คุณภาพ และความสม่ำเสมอในการผลิต ไม่ว่าเกษตรกรจะเลี้ยงเป็ด ไก่ ในช่วงไหน มาหาเราที่ฟาร์ม รับรองจะไม่ผิดหวัง เพราะเราจะมีลูกเป็ด ลูกไก่ พันธุ์ดี พร้อมจำหน่ายให้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ มาซื้อช่วงไหนก็จะได้คุณภาพของลูกเป็ด ลูกไก่ ที่เป็นสายพันธุ์มาตรฐานและมีคุณภาพเดียวกันหมด”

“เราไม่เคยจำกัดว่า ในช่วงไหนตลาดไม่ดีแล้วจะผลิตน้อยหรืองดการผลิต แต่เราจะทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรมีเป็ด ไก่ ไปเลี้ยงได้ตลอดทั้งปี โดยขณะนี้มีแม่พันธุ์เป็ดบาบารีในฟาร์มทั้งหมด ประมาณ 1,500 แม่ และพ่อพันธุ์อีกจำหนวนหนึ่ง” คุณเกษม กล่าว

สำหรับสายพันธุ์เป็ดบาบารีและไก่พื้นเมืองที่ทางเกษมพลฟาร์มผลิตจำหน่ายนั้น เจ้าของฟาร์มบอกว่า จะใช้สายพันธุ์ซึ่งได้รับการปรับปรุงพันธุ์มาจากกรมปศุสัตว์เป็นหลัก เพราะเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรง เหมาะสมกับการเลี้ยงของเกษตรกร และมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี สามารถให้ผลตอบแทนได้เป็นอย่างดี

“ในระบบการผลิตของเราจะเน้นมาตรฐานเป็นหลัก นับตั้งแต่เรื่องของพ่อแม่พันธุ์ โรงเรือน และระบบการฟักไข่ การจัดการบริหารดูแล รวมถึงการทำวัคซีนแก่ลูกพันธุ์สัตว์ตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรได้สัตว์พันธุ์ดีไปเลี้ยง โดยทั้งหมดนี้อยู่ในการดูแลของกรมปศุสัตว์ ด้วยเราเป็นฟาร์มเครือข่ายของกรมปศุสัตว์ด้วย ดังนั้น จึงมีมาตรฐานที่แน่นอนเข้ามากำหนด” คุณเกษม กล่าว

แนะเคล็ดลับ ต้องกกให้ดี

อาหารต้องถึงในช่วงแรก

สำหรับในการเลี้ยงลูกเป็ดบาบารีและลูกไก่พื้นเมืองให้ประสบความสำเร็จนั้น เจ้าของเกษมพลฟาร์มให้ข้อแนะนำว่า สิ่งสำคัญคือ เกษตรกรต้องเข้าถึงการจัดการดูแลในช่วงแรก โดยเฉพาะในเรื่องของการกกให้ความอบอุ่นแก่ลูกสัตว์ปีกในช่วงแรก รวมถึงการให้อาหารที่ต้องมีปริมาณอย่างเพียงพอ

“มีเกษตรกรจำนวนไม่น้อย ที่เริ่มต้นเลี้ยง โดยการซื้อลูกพันธุ์จากฟาร์มต่างๆ ไปเลี้ยงแล้วไม่ประสบความสำเร็จ สาเหตุสำคัญโดยมากจะมาจากการให้อาหารไม่เพียงพอกับความต้องการ และมีพื้นที่เลี้ยงเล็กเกินไป รวมถึงการให้ความอบอุ่นด้วยการกกไฟในช่วงแรก”

“อย่างคอกเลี้ยง ควรเป็นคอกที่โปร่ง อากาศมีการถ่ายเทได้สะดวก พื้นคอกต้องแห้งเสมอ และมีพื้นที่ที่เหมาะสม โดยสัดส่วนที่เหมาะสมคือ 2-3 ตัว ต่อตารางเมตร”

“เรื่องของการกกลูกเป็ดก็เช่นกัน ต้องให้ความร้อนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วง 7 วันแรก ที่รับไปจากฟาร์ม ส่วนอาหารในระยะ 20-30 วัน ต้องให้อาหารที่ดี ซึ่งควรใช้อาหารไก่เล็กให้ช่วงนี้ จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นอาหารระยะที่ 2 ตามลำดับ”

คุณเกษม บอกว่า ในปัจจุบันทางฟาร์มได้มีการจัดทำคู่มือการบริหารจัดการดูแลและการเลี้ยงแจกให้กับเกษตรกรที่มาซื้อลูกพันธุ์จากฟาร์มไปเลี้ยงด้วย

“สำหรับปัจจุบัน ปัญหาที่สำคัญอีกประการคือ ปัญหาเรื่องต้นทุนค่าอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกษตรกรต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เพื่อทำให้การเลี้ยงประสบความสำเร็จ โดยแนวทางหนึ่งที่ทำได้คือ การผสมอาหารสัตว์ขึ้นใช้เอง เพื่อให้ต้นทุนในส่วนนี้ลดน้อยลง โดยช่วงแรกอาจจำเป็นต้องใช้อาหารสำเร็จรูปของบริษัทเอกชนที่ผลิตออกมาขายก่อน หลังจากนั้น ก็ปรับเปลี่ยนมาใช้อาหารที่ผสมขึ้นเอง ซึ่งจะมีส่วนช่วยทำให้การเลี้ยงประสบความสำเร็จ ในส่วนของสูตรอาหารนั้นทางฟาร์มมีข้อมูลสูตรอาหารแนะนำให้กับเกษตรกรที่สนใจ” คุณเกษม กล่าวทิ้งท้ายในที่สุด

เตือนเลี้ยงไก่ไข่ ระวังโรคติดเชื้อหลอดลมอักเสบ QX ชี้ยังไร้วัคซีนป้องกัน

คุณปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีปัญหาผลผลิตของฟาร์มสัตว์ปีกในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเลี้ยงไก่ไข่เป็นจำนวนมาก ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการติดเชื้อโรคระบาด ทำให้ไก่ไข่มีอัตราการไข่ลดลง ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบทำให้สูญเสียรายได้จนประสบปัญหาขาดทุนนั้นั้

“ในเรื่องดังกล่าว กรมปศุสัตว์ ขอชี้แจงว่า การเกิดโรคระบาดในไก่ไข่ดังกล่าว เกิดจากการติดเชื้อหลอดลมอักเสบติดต่อ (Infectious Bronchitis) ซึ่งเป็นไวรัสติดเชื้อแบบเฉียบพลัน มีการแพร่ระบาดของโรครวดเร็ว เป็นโรคเฉพาะในไก่ั้ไม่ติดต่อสู่คน เป็นได้ในไก่ทุกช่วงอายุ มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ไต รังไข่ และท่อนำไข่ ทำให้รังไข่ฝ่อ ไก่ไม่ไข่ ส่งผลให้อัตราการไข่ในฝูงลดลง คุณภาพของไข่แดงและเปลือกไข่ต่ำ ถึงแม้ว่าไก่จะไม่แสดงอาการป่วยหรือหายป่วยแล้วก็จะไม่สามารถออกไข่ได้”

“สถานการณ์การระบาดที่รุนแรงในไก่ไข่ได้เริ่มมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2553 เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่าสายพันธุ์ QX ซึ่งไม่เคยพบในประเทศไทยมาก่อน แต่มีการระบาดในต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว วัคซีนที่ใช้ควบคุมโรคปัจจุบันไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่วน วัคซีนสายพันธุ์ QX ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย”

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการรักษานั้น เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสจึงไม่มียารักษาโดยตรง แต่สามารถใช้ยาในการควบคุมการติดเชื้อโรคแทรกซ้อนร่วมกับการเสริมวิตามิน เกลือแร่ ให้แก่สัตว์ การจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น อย่าให้ลมโกรก ให้ไก่อยู่ในที่อุณหภูมิพอเหมาะ เป็นต้น

นอกจากนี้ ให้คัดทิ้งไก่ที่ไม่ออกไข่ออกจากฝูงทันที และให้ใช้หลักความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ในการป้องกันเชื้อโรคเข้ามาในฟาร์ม เช่น การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค การควบคุมคนหรือยานพาหนะเข้า-ออกฟาร์ม การมีเล้าหรือโรงเรือนเพื่อป้องกันพาหะนำโรค เป็นต้น และให้ทำวัคซีนตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัดั้

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย สัตว์ปีกอาจเจ็บป่วยได้ง่าย และจากที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ส่วนใหญ่ไม่ได้แจ้งการเกิดโรคระบาดให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทราบในทันที ส่งผลให้การควบคุมโรคล่าช้า โรคจึงสามารถแพร่กระจายไปได้

ส่วนที่เกิดการตายของโคเป็นจำนวนมากที่จังหวัดแพร่และลำปางนั้น อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า จากการเข้าไปตรวจสอบพบว่า โคมีอาการมีไข้และแสดงอาการในระบบทางเดินหายใจ จึงได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจผลทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งอยู่ระหว่างการรอผลยืนยัน เบื้องต้นคาดว่า มีสาเหตุมาจากการติดชื้อในระบบทางเดินหายใจ และสัตว์อยู่ในสภาพซูบผอมเนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูแล้งั้ทำให้พืชอาหารสัตว์ตามธรรมชาติขาดแคลน จึงอาจเป็นปัจจัยให้สุขภาพสัตว์อ่อนแอ ไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงได้

สำหรับโคในตำบลยกกระบัตรและตำบลบ้านนา จังหวัดตาก น่าจะเนื่องมาจากสาเหตุเดียวกัน เพราะเป็นโคที่เลี้ยงกลางแจ้ง ไม่มีหลังคา กรมปศุสัตว์ โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่และตากได้เข้าไปดำเนินการรักษาเบื้องต้นและให้คำแนะนำกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในการดูแลสุขภาพสัตว์เบื้องต้นแล้ว การตายของโคดังกล่าวไม่น่าจะเกิดจากโรคระบาด เพราะไม่พบสัตว์ป่วยและตายเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างกะทันหันมีผลต่อสุขภาพสัตว์โดยตรง ดังนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ควรเพิ่มมาตรการในการดูแลสุขภาพสัตว์ให้มากขึ้น พร้อมทั้งจัดเตรียมโรงเรือนหรือพื้นที่การเลี้ยงให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ การจัดวัสดุปูรองคอกเลี้ยงสัตว์และการพ่นทำลายเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ควรมีการจัดเตรียมอาหารสัตว์หรือพืชอาหารสัตว์ให้เพียงพอ

“ดังนั้น จึงขอความร่วมมือเกษตรกรต้องหมั่นดูแลและสังเกตอาการสัตว์ปีก หากพบว่า ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ในพื้นที่ทันที หรือ call center โทร. (085) 660-9906 เพื่อจะได้ดำเนินการควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจายออกไปได้อย่างทันท่วงที” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

 

“ลัคกี้” สุนัขไทย จอมล่ารางวัล

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

เทคโนสัตว์เลี้ยง

ดวงกมล โลหศรีสกุล duk500721@hotmail.com 

“ลัคกี้” สุนัขไทย จอมล่ารางวัล 

เมื่อช่วงต้นปี หากใครมีโอกาสไปเที่ยวงานเกษตรแฟร์ ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้เข้าไปชมการแสดงและประกวดสัตว์เลี้ยง จะเห็นว่านอกจาก ม้าแห่นาค ที่ “เนรมิต” ให้บรรยากาศคึกคัก ยังมีโซนสุนัขสายพันธุ์ต่างๆ มาประชันความสามารถกัน 

ในที่นี้มีสุนัขไทยพันทางตัวหนึ่ง รูปร่างกำลังดี หูตั้งสวย ขนบริเวณลำตัวสีน้ำตาลอ่อน เเซมด้วยสีดำด้านบน ขนเป็นมันวาว ท่าทางเป็นมิตร ฉลาด เเสนรู้ นามว่า “ลัคกี้” ที่มากวาดรางวัลในสนามเดียวไปมากถึง 4 รางวัล นับตั้งแต่ ประเภทสุนัขสุขภาพดี ประเภทมิตรแท้และความสัมพันธ์ ประเภทแฟนซี และประเภทแสดงความสามารถ เรียกว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

จากการพูดคุยกับ คุณดำรงศักดิ์ เเละ คุณสุวรรณา อภิศุภะโชค เจ้าของลัคกี้ ได้ความว่า “หมาไทย” เพศเมียทำหมันแล้ววัย 3 ขวบ ตัวนี้ ล่ารางวัลมาให้เจ้าของชื่นใจมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งเทคโนโลยีชาวบ้านก็ไม่พลาดนำเสนอเรื่องราวสุนัขแสนรู้ตัวนี้ให้บรรดาคนรักสัตว์ทราบข้อมูลกัน

หมาไทยเจ๋ง

เลี้ยงง่าย กวาดรางวัลเพียบ 

คุณสุวรรณา เปิดฉากด้วยการเล่าประวัติ “ลัคกี้” ให้ฟังว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไปแถวบ่อกุ้ง ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา บังเอิญพบลูกสุนัขอายุราว 2 เดือน 5-6 ตัว นอนเรียงกัน แต่จู่ๆ มีลูกสุนัขตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาหา คลอเคลีย พันแข้งพันขา ราวกับอยากให้เป็นเจ้าของ บวกกับอยากได้สุนัขเป็นทุน เลยตัดสินใจนำกลับมาเลี้ยงที่บ้าน

นับแต่บัดนั้นมา “หมาไทย” ข้างบ่อกุ้งตัวนี้ก็มีเจ้าของ ด้วยความน่ารัก ฉลาด แสนรู้ ซุกซน อารมณ์ดี แถมรักเด็กจนได้รับฉายาขวัญใจเด็กในซอย ทำให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวมอบความรัก และความเอ็นดูลัคกี้เกินกว่าที่จะเห็นเป็นแค่สัตว์เลี้ยง ตรงกันข้ามกลับมอบให้ในฐานะลูกสาวคนเล็กของบ้านเลยทีเดียว

“ตอนเอา ลัคกี้ มาเลี้ยงช่วงแรก เห็บ หมัด เยอะมาก แต่คิดว่าไหนๆ จะเลี้ยงแล้ว ควรเลี้ยงให้ดี เลยนำไปฉีดวัคซีน อาทิ ตับอักเสบ ไข้หัดสุนัข โรคลำไส้อักเสบ โรคพิษสุนัขบ้า พยาธิหนอนหัวใจ พยาธิลำไส้ กำจัดเห็บ หมัด ฯลฯ รวมทั้งเข้าโรงเรียนฝึกสุนัข ตลอดจนก้าวเข้าสู่เวทีประกวดความสามารถต่างๆ” เจ้าของระบุ

สำหรับที่มาของการนำสุนัขตัวนี้ไปฝึกฝน เจ้าของกล่าวว่า วันหนึ่งดูรายการโทรทัศน์ เห็นโครงการสุนัขประชาอาสา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ฝึกให้สุนัขมีความสามารถ และเชื่อฟังคำสั่ง อีกทั้งเจ้าของมีส่วนร่วมฝึก เลยตัดสินใจเข้าร่วม ซึ่ง ลัคกี้ ก็ได้ทักษะ “ชิด นั่ง หมอบ คอย” อย่างแม่นยำติดตัวกลับมา

เมื่อจบคอร์สพื้นฐาน ฐานะเจ้าของที่อยากเห็นสุนัขของตนมีความสามารถที่หลากหลาย สองสามีภรรยาตัดสินใจส่ง ลัคกี้ ไปเรียนต่อในโรงเรียนฝึกสุนัข ด้วยราคาคอร์สละ 18,000 บาท ทว่าครูฝึกมองเห็นแวว จับลงสนามประลอง ราวกับว่าหมาไทยไม่ทำให้เจ้าของผิดหวัง เพราะคว้าถ้วยรางวัลกลับมาครอง

“ตอนปี 2552 เอา ลัคกี้ ไปเข้าโรงเรียน ฝึกได้ 9 วัน พอดีมีงานเกษตรแฟร์ ครูฝึกแนะนำให้นำลงแข่งในโซนประกวดสัตว์เลี้ยง ซึ่ง ลัคกี้ ก็คว้ารางวัลประเภทสุนัขสุขภาพดี ได้ถ้วยพระราชทานใบแรกกลับมา” เจ้าของบอกอย่างภูมิใจ

แม้จะเป็นเวทีแรก แต่หมาไทยพันทางอายุขวบกว่าตัวนี้ กลับปราศจากอาการตื่นตระหนก ทำให้ครอบครัว “อภิศุภะโชค” เชื่อมั่นว่า หากลงสนามแข่งที่ไม่ใช้ใบเพ็ดดีกรี (PEDIGREE) หรือสุนัขที่มีประวัติสายพันธุ์ ก็น่าจะคว้าชัยกลับมา เลยเป็นที่มาของถ้วยรางวัลมากมาย อาทิ รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเภทสุนัขสุขภาพดีจากงานเกษตรแฟร์ 2553, ชนะเลิศที่ 1 สุนัขสุขภาพดี รุ่นอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี งานเกษตรแฟร์ 2553, รางวัลชนะเลิศที่ 1 ประเภทสุนัขแสดงความสามารถประเภทมือใหม่, ชมเชยการประกวดสุนัขเชื่อฟังคำสั่ง ในงาน “วันเกษตรรวมใจหาบ้านใหม่ให้สุนัขจรจัด ครั้งที่ 5″, รางวัล Best health in show จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2553, Dog&Cat Super Model search ll seacon 2553

รางวัลชนะเลิศที่ 1 Dog agility ประเภทมือใหม่ งาน The Mall Toy Dog Championship show 2010, รางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การประกวดสุนัขพันทาง ณ งานมหิดลคนรักสัตว์ ครั้งที่ 8, รางวัลชนะเลิศที่ 1 หมาพันทางสุขภาพดี ณ งานมหิดลรักสัตว์ ครั้งที่ 8, รางวัลขวัญใจมหาเทศบาล ณ งานมหิดลคนรักสัตว์ ครั้งที่ 8,รางวัลรองชนะเลิศที่ 1 การประกวดสุนัขแฟนซี ต้อนรับปีกระต่ายทอง ณ งานมหิดลคนรักสัตว์ ครั้งที่ 8, รางวัลชนะเลิศที่ 1 Dog Agility ประเภทมือสมัครเล่น งานมหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม

สวมบทครูฝึก

ลัคกี้ ได้ดั่งใจทุกอย่าง

สวมบทครูฝึก

ลัคกี้ ได้ดั่งใจทุกอย่าง

ต่อด้วย รางวัลที่ 2 สุนัขฟันขาวใสไร้หินปูน งาน World Dog sport games 2010, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขัน Dog Agility รุ่นใหญ่ ประเภทมือสมัครเล่น งาน Thailand international dog show 2010, รางวัลที่ 2 ตูบเจ้าลมกรด งาน Thailand international dog show 2010, รางวัลชมเชยการประกวดแฟนซี งาน Dog community Party 2010, รางวัลชมเชยประกวดการแต่งกายให้สุนัข งาน Dog Street Fashion contest และอีกหลากหลายตำแหน่งที่กล่าวไม่หมดสิ้น

ย้อนกลับมา เมื่อสุนัขตัวเก่ง จบจากโรงเรียนประจำ ฐานะเจ้าของ บอกว่า ทักษะของ ลัคกี้ ไม่ได้เพิ่มมากขึ้น ไม่มีสิ่งใดที่ฉายแววออกมาชัดเจนว่าเก่งขึ้น คราวนี้ทั้งบ้านลงความเห็นว่าจะนำกลับมาฝึกฝนเอง โดยไปซื้อหนังสือสำหรับฝึกสุนัขสั่งตรงจากประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงสรรหาซื้ออุปกรณ์มาใช้ฝึก อาทิ ถัง บันไดไต่ราว นำท่อ พีวีซี ทำเป็นรั้วใช้กระโดด ทำอุโมงค์เอง เป็นต้น

สำหรับผู้ที่รับหน้าที่ครูฝึก คือ คุณดำรงศักดิ์ และ คุณสุวรรณา เนื่องจากทั้งคู่เกษียณอายุแล้ว เลยมีเวลาทุ่มให้ ลัคกี้ ไม่อั้น

ถาม ครูมือใหม่Ž ว่า การฝึกสุนัขนั้นยากง่ายอย่างไรบ้าง? ทั้งคู่ตอบไม่กั๊กว่า ไม่ยากเลย เพราะ ลัคกี้ เป็นสุนัขที่ใฝ่รู้ ความจำดี ฝึกง่าย เลยใช้ระยะเวลาฝึกแต่ละทักษะไม่นาน เช่น ฝึกไต่บันได ฝึกวันละ 20 นาที ฝึกกระโดด ฝึกเดินบนถังก็เช่นกัน

เราฝึก ลัคกี้ ทุกวัน หรืออย่างน้อยที่สุดวันเว้นวัน ครั้งละ 20-30 นาที ไม่ฝึกนานกว่านี้ เพราะสุนัขไทยความจำสั้น สำหรับสิ่งที่สอน เราใช้เนื้อหาจากหนังสือทั้งหมด เวลาไม่นานความสามารถของ ลัคกี้ ก็เพิ่มขึ้น อาทิ เดินบนถัง โดดห่วง เล่นสเก๊ตบอร์ด ขึ้น-ลง บันได เข็นถัง เดินบนสลิง ลอดอุโมงค์ เดินซิกแซ็ก เข็นถัง กระโดดข้ามห่วง เป็นต้นŽ ครูฝึกบอกอย่างภูมิใจ

ลัคกี้ หมาน้อยมหัศจรรย์ เข้าสู่ถนนสายประกวดตั้งแต่อายุขวบเศษ ปัจจุบันก็ 3 ขวบ แล้ว สำหรับทักษะเด่น เจ้าของบอกว่า ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อารมณ์ดี เป็นมิตร ฝึกง่าย ความจำดี อย่างเช่น การขึ้น-ลง บันได ทักษะนี้สุนัขทั่วไปจะฝึกยาก แต่ ลัคกี้ ใช้เวลาไม่นาน แถมยังสุขภาพดี แข็งแรง ตั้งแต่เลี้ยงมาไม่เคยป่วยเลย

นึกสงสัยว่า เจ้าของฝึกสุนัขเพื่อเข้าเวทีประกวดอย่างเดียวหรือไม่ คุณดำรงศักดิ์ ระบุว่า สิ่งที่สอน ลัคกี้ ไม่ใช่เพียงนำไปโชว์ ทุกทักษะต่างๆ จะฝึกฝนเป็นประจำ นอกจากไม่ให้ลืมแล้ว สุนัขจะมีความสามารถติดตัวถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง

นอกจาก กึ๋นŽ ที่ทำให้ ลัคกี้ ดูฉลาด ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ส่งผลให้สุนัขไทยตัวนี้เก่ง ต้องขอบอกว่า ไม่ได้มาจากอาหาร หรือครูฝึกที่เก่งกาจมากนัก แต่เป็นเพราะความรัก ความผูกพัน ความห่วงใย ความใกล้ชิด ที่เจ้าของมอบให้ราวกับลูกสาวคนเล็กนั่นเอง

ทุกวันนี้ เรียกว่า มีเวทีประกวดอยู่ที่ไหน ลัคกี้ เป็นอันต้องขนความสามารถเฉพาะตัวไปโชว์ จนเป็นที่มาของรางวัลที่นับไม่ถ้วนนั่นเอง

ใครที่อยากร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลการเลี้ยง รวมถึงติดตามเรื่องราวต่างๆ ของสุนัขไทยแสนรู้ตัวนี้ คลิกไปได้ที่ Lucky-superthaidog.bloggang.com 

 

ตลาดนัดชายแดนริมฝั่งโขง แหล่งซื้อขายที่ไทยได้เปรียบดุลการค้า ที่บ้านส้มป่อย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

ซื้อมา-ขายไป

สมชาย นนทฤทธิ์

ตลาดนัดชายแดนริมฝั่งโขง แหล่งซื้อขายที่ไทยได้เปรียบดุลการค้า ที่บ้านส้มป่อย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

ตลาดนัดยุคแรกมักจัดซื้อตามตัวเมือง ต่อมาการสาธารณูปโภคเจริญขึ้นในเขตชนบท ตลาดนัดก็ขยายวงกว้างตามไปด้วย จนกระทั่งปัจจุบัน ตามหมู่บ้าน ตำบล เกือบทั้งประเทศไทย มีตลาดนัดให้คนในพื้นที่ได้จับจ่ายซื้อขายกันถ้วนทั่ว สินค้าตามตลาดนัดในเมืองมีอย่างไร ชนบทก็มีอย่างนั้น ความสะดวกสบายในการบริการเหล่านี้ ทำให้วิถีชีวิตของคนชนบทเปลี่ยนไปหลายด้าน เป็นต้นว่าสิ่งของเครื่องใช้บางอย่าง ที่ตนเองเคยทำได้เองก็ไม่อยากทำ คอยซื้อเอาตามตลาดนัดดีกว่า เคยลงทุ่งเข้าป่าหาอาหารก็ว่าแดดร้อนหรือเหนื่อย เป็นต้น

ที่บ้านส้มป่อย ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เป็นหมู่บ้านชายแดนไทย-ลาว ห่างจากตัวเมืองมุกดาหารไปทางทิศใต้ ประมาณ 11 กิโลเมตร ด้านฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก็มีหมู่บ้านของคนลาวหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านส้มป่อยใหญ่ บ้านส้มป่อยน้อย การมีชื่อหมู่บ้านซ้ำกันทั้งไทยทั้งลาวเป็นเรื่องธรรมดา คงเป็นเพราะความเกี่ยวพันที่มีมาตั้งแต่อดีต ไม่ว่าภาษาพูด วัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ก็อันเดียวกัน เว้นแต่ภาษาเขียน

ตลาดนัดบ้านส้มป่อย เปิดทุกเช้าวันอังคาร เริ่มตั้งแต่ฟ้าสางจะมีเรือหางยาวพาชาวลาวข้ามมาฝั่งไทย แม่น้ำโขงช่วงนี้ไม่กว้างเท่าช่วงมุกดาหารกับสะหวันนะเขต บรรยากาศยามเช้าของที่นี่นอกจากมีเรือข้ามฟากแล้ว ในท้องน้ำโขงยังมีเรือหาปลาของคนไทย คนลาว กำลังกู้ดาง (อวน) กระจายกันนับร้อยราย ซึ่งก็เป็นวิถีชีวิตปกติของคนถิ่นนี้

คุณสุนี แข็งแรง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านส้มป่อยฝ่ายปกครอง ผู้เข้าเวรรับคนจากฝั่งลาวเล่าให้ฟังว่า เรือของลาวทุกลำจะเข้าจอดที่ท่าน้ำของหมู่บ้าน ก่อนเดินขึ้นมาบนฝั่งจะมีเจ้าหน้าที่ของทางการ คือ ทหารพราน ทำการตรวจสิ่งของที่คนลาวนำติดตัวมา เมื่อมาถึงจุดที่ตนนั่งจะจดชื่อคนลาวที่ข้ามมาทุกคน การจดชื่อแต่ไม่จดนามสกุลเพื่อเป็นหลักฐาน คนที่มาส่วนมากก็คุ้นเคยกัน บางคนก็เป็นญาติพี่น้อง ส่วนคนที่เป็นเจ้าของเรือก็ต้องชำระเงินค่านำเรือเข้ามา ลำละ 10 บาท ในแต่ละนัดจะมีเรือเข้ามาประมาณ 150 ลำ ส่วนคนโดยสารไม่เก็บค่าผ่านแดน หากคนไทยข้ามไปฝั่งลาว คนลาวเขาไม่ยกเว้นให้เหมือนฝั่งเรานะ รายได้คุณสุนีบอกต่อว่า เป็นเงินกองกลางไว้ทำประโยชน์ในหมู่บ้าน

ทุกครั้งที่จัดตลาดนัด จะมีทหารพรานจากค่ายศรีสองรัก กรมทหารพรานที่ 21 จังหวัดมุกดาหาร จำนวนประมาณ 5 นาย มาคอยตรวจตราดูแลความสงบเรียบร้อย ทหารพรานแต่ละนายรูปหล่อๆ ทั้งนั้น จากการสอบถามกับทหารพรานนายหนึ่งบอกว่า การมาตรวจตราเป็นการป้องปรามมิให้มีการกระทำผิด ไม่เข้มงวดจนต้องถึงกับตรวจทุกอย่าง เว้นแต่มีสายรายงานว่าจะมีการกระทำผิดจริงๆ เท่านั้น ซึ่งภาพรวมที่ผ่านมาก็ไม่พบการกระทำผิดแต่อย่างใด

สินค้าที่มีบริการในตลาดนัดที่เห็นมากที่สุดคือ เสื้อผ้า ไม่ว่าของชายของหญิง ทรวดทรงลวดลายนำสมัยทั้งนั้น เสื้อผ้ามือสองมือสามก็เยอะ รองเท้าใหม่ รองเท้าเก่า หรือรองเท้าการเกษตรมีหมด ของจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า ไฟฉาย ไฟแช็ก สินค้าการเกษตรรวมไปถึงพืชพันธุ์ไม้ต่างๆ เครื่องจักสาน ตะกร้า กระติบข้าวเหนียว หวดนึ่งข้าว สินค้าจำพวกเหล็ก เช่น มีด จอบ เสียม สารพัดพวกเวชภัณฑ์ก็มี ทั้งยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร และสมุนไพรต่างๆ พวกอาหารการกิน ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ อาหารสำเร็จรูป เนื้อสัตว์ กบ เขียด ไข่มดแดงก็มีขาย และอื่นๆ อีกมากมาย

คนลาวที่ข้ามมาส่วนมากจะมาซื้อ คนที่มาขายและซื้อมีไม่มากนัก ของที่นำมาขายก็เห็นเพียงมะขามเปียกเท่านั้น อย่างอื่นไม่เห็น มะขามเปียกที่หิ้วมาก็ไม่มากมาย แค่ถุงละไม่เกิน 5 กิโลกรัม พูดถึงมะขามเปียกเห็นว่าปีนี้ราคาแพง เพราะมะขามไม่ติดฝัก เห็นแม่ค้าตลาดสดขายปลีก ก้อนละ 20 บาท ก้อนเล็กนิดเดียว ถามชาวบ้านที่มีต้นมะขามก็บอกว่า มะขามมันกลัวเงิน จึงไม่ติดฝักเหมือนทุกปี เห็นคนลาวเข้ามาซื้อมากกว่ามาขาย ไทยเราจึงได้เปรียบทางดุลการค้า แม้จะไม่มากเป็นนัดละแสนหรือล้านก็ตาม หากมีการประเมินกันเป็นทางการจริงๆ จากตลาดนัดชายแดน ซึ่งมีมากมายหลายแห่งตามแนวแม่น้ำโขง ก็คงเป็นเงินจำนวนมากแน่นอน เฉพาะที่บ้านส้มป่อยแห่งเดียว ถ้าเฉลี่ยคนละ 100 บาท จำนวนคนนัดละ 300 คน ก็ตกครั้งละ 30,000 บาท เป็นเดือน เป็นปี จะเท่าใด

ท่านผู้อ่านท่านใด ที่ไปเที่ยวทางมุกดาหาร หากพักค้างคืนในวันจันทร์ เช้าวันอังคารอยากไปดูตลาดนัดที่ว่า ขอให้ตื่นแต่เช้า ขับรถไปทางอำเภอดอนตาล ประมาณ 9 กิโลเมตร เลยโรงเรียนบ้านโนนศรีเล็กน้อย จะเป็นทางเข้าหมู่บ้านบ้านโนนศรี เลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆ ประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงแม่น้ำโขงและตลาดนัด ไม่ต้องซื้อหาอะไร แต่ไปซื้อหาบรรยากาศ ซื้อหาวิถีชีวิตคนพื้นถิ่น พูดคุยสอบถามได้ ทั้งไทยหรือลาว หรือท่านผู้อ่านมีโอกาสพักค้างคืนที่มุกดาหารคืนวันพุธอยากดูตลาดนัดแบบเดียวกัน ก็ไปดูได้ในเช้าวันพฤหัสบดี แต่อยู่ห่างออกไปจากจุดนี้ประมาณ 8 กิโลเมตร ที่บ้านท่าไคร้ ตามเส้นทางริมโขงหรือเส้นทางไปอำเภอดอนตาล เลยอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบไปไม่ไกล ให้สังเกตทางซ้ายมือป้ายทางเข้าบ้านท่าไคร้ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไป บรรยากาศอย่างนี้ท่านเห็นแล้วต้องถูกใจ กำไรทั้งนั้น สวัสดีครับ

 

ซอสปรุงรสจากหัวกุ้ง หอม-หวาน อุดมไปด้วยสารอาหาร

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

ผลิตภัณฑ์น่าชิม

สมยศ ศรีสุโร

ซอสปรุงรสจากหัวกุ้ง หอม-หวาน อุดมไปด้วยสารอาหาร

คนเราเกิดมาไม่ได้พกอะไรออกมาด้วย มีเพียงแต่ตัวเปล่า ต่อมาพอเริ่มจะมีบ้าง อันนั้นก็ของฉัน อันนี้ก็ของฉัน แย่งกันไปรู้จักจบสิ้น สังคมวุ่นวาย เมื่อถึงวันหมดลม เอาอะไรติดตัวไปได้บ้าง? หันมาทำดี คิดดี กันเถอะครับชีวิตคนก็แค่นี้เอง ผมยังคงใช้ชีวิตหนุ่มใหญ่ หัวใจล้นฝัน ออกเดินทางค้นหาสิ่งดีๆ มานำเสนอท่านผู้อ่าน

วันนี้เช่นกัน ขอนำเสนอซอสปรุงรสที่แปลกกว่าชนิดอื่น ได้ชิมแล้วยอมรับว่าถูกลิ้นมาก เป็นผลผลิตจากแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา คุณกมลพรรณ กุลวีระอารีย์ คุณพิสุทธา จันทร์แจ่ม และ คุณเก็ตวรินทร์ อยู่โภชนา นักศึกษาชั้น ปวส. ได้ร่วมทีมกันทำการศึกษาวิจัยหัวกุ้งและเปลือกกุ้งถูกทิ้งไป หลังนำเนื้อกุ้งมาปรุงอาหารอย่างไร้ประโยชน์ ถึงจะมีบ้างที่นำมาใช้แต่น้อยมาก จึงทำให้มีเหลืออีกเยอะมาก เนื่องจากภูเก็ตเป็นจังหวัดที่ติดกับทะเล ประชากรส่วนมากประกอบอาชีพทางด้านการประมง เป็นแหล่งท่องเที่ยวและมีร้านอาหารที่บริโภคอาหารทะเลประเภทกุ้งมาก หลังจากการศึกษาทราบว่า คุณสมบัติของหัวและเปลือกของกุ้งนั้น จะมีสารอาหารประเภทแคลเซียมและความหวานอยู่มาก จึงมีความคิดที่นำมาพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากวัตถุดิบมีมากจริงๆ ไม่ต้องสรรหามาจากที่อื่นและไม่ต้องกลัวคำว่าจะขาดแคลน สะดวกทุกๆ อย่าง เพียงแค่ศึกษากระบวนการแปรรูปอย่างไร? จึงจะทำให้เกิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ออกมาให้ได้รับความสนใจต่อผู้บริโภค อย่างสนิทใจ สนิทปากเท่านั้น

หลังจากนั้นนักศึกษาได้นำมาปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษา คุณครูเชิดชัย เตรียมเชิดติวงศ์ คุณครูวนิดา อธิกิจไพบูลย์ และ คุณครูผจงจิต อารยะวงศ์ ได้รับการสนับสนุนจาก ผอ. มานิตย์ อักษรกุล ทุกขั้นตอนที่เกิดปัญหา เมื่อระดมสมองกันจนเป็นที่พอใจ สุดท้ายมาตกลงกันว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้ ควรนำมาใช้ในการปรุงรสชาติในการปรุงอาหาร เรียกให้ง่ายก็คือ ซอสนั่นเอง จากการนำหัวกุ้งและเปลือกกุ้งมาหมักเพื่อสังเกตถึงผลที่ออกมาจากน้ำที่หมัก ได้ผลว่า มีพร้อมทั้งความหวานและความหอมของกลิ่น ไร้กลิ่นคาวทั้งปวง จึงได้ทดลองเพิ่มขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้งเพื่อให้เกิดความมั่นใจ พยายามหาข้อผิดพลาดและหลายๆ ปัญหาที่เกิดสำหรับนำมาปรับปรุง จนเป็นที่พอใจสุดท้ายจึงได้ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ขึ้นมา

มีขั้นตอน วิธีการและกระบวนการผลิตดังนี้ นำวัตถุดิบหัวกุ้งและเปลือกกุ้งมาคัดเน้นความสดและใหม่ นำมาล้างทำความสะอาด นำไปต้มที่อุณหภูมิ 85-90 องศา หมักทิ้งไว้อีก 2 วัน กรองเอาแต่น้ำเท่านั้น ขั้นตอนต่อมานำมาเคี่ยวกับน้ำตาลทรายประมาณ 1 ชั่วโมง

ต่อจากนั้นส่วนประกอบที่จะนำมาบรรจุใส่ขวดในส่วนผสมในปริมาณ 60 ซีซี ประกอบด้วย

1.น้ำซุปกุ้ง 59.03%

2. ซอสถั่วเหลือง 26.51%

3. น้ำตาลทราย 12.05%

4. เกลือ 1.21%

5. โมโนโซเดียมกลูตาเมต 1.20%

ขวด ล้างต้มเพื่อฆ่าเชื้อด้วยอุณหภูมิ 85-95 องศา หลังบรรจุขวดนำมาต้มฆ่าเชื้อ 2 ชั่วโมง แล้วหล่อเย็น ตรวจสอบความเรียบร้อย นำเก็บรักษา สำหรับวิธีเก็บรักษาในห้องที่มีอุณหภูมิปกติหรือเก็บไว้ในตู้เย็น และมีการระบุวัน เดือน ปี ที่ผลิตและหมดอายุไว้ข้างบรรจุภัณฑ์ทุกขวด และไม่ใส่สารกันบูด

วิธีการบริโภคก็นำมาใช้เหมือนซอสปรุงรส ได้รับการตอบรับในระดับหนึ่งภายในจังหวัดภูเก็ต ท่านที่อ่านพบ หากว่าเคยแต่ใช้บริการน้ำปลาหรือซอสปรุงรสอีกหลายๆ ชนิด หากต้องการเปลี่ยนรสชาติมาเป็นซอสปรุงรสจากหัวกุ้งบ้างไม่แน่อาจจะติดใจในรสชาตินี้ก็ได้ เพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่นักศึกษาชาวอาชีวะกันบ้าง ไม่แน่ว่าหากได้รับความสนใจและความต้องการของผู้บริโภค สักวันหนึ่งจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้อออกมาแพร่หลายทั่วประเทศก็เป็นไปได้ สนใจติดต่อโทร. (076) 214-818 และ (076) 226-169 ต่อ 311 ไม่แน่อีกเหมือนกันนะครับ ว่าวันหนึ่งอาจจะเป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่ไปโดดเด่นในต่างประเทศ

 

มหาชนก มะม่วงดี ขายได้ทั้งไทยและต่างประเทศ

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

ผลิตผลน่าชิม

ประภาพรรณ brainasiapr@hotmail.com 

มหาชนก มะม่วงดี ขายได้ทั้งไทยและต่างประเทศ

หนึ่งในผลไม้เด่นยอดนิยมช่วงฤดูร้อนในประเทศไทย คือ มะม่วง เมื่อเร็วๆ นี้ ลัดดา กรุ๊ป ซึ่งเป็นองค์กรผู้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีการเกษตรของคนไทย ร่วมกับ เอ.เอส. ฟาร์ม (A.S. Farm) เกษตรกรผู้ผลิตมะม่วงสายพันธุ์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดต่างประเทศ ที่มีชื่อว่า มะม่วงมหาชนก มาแนะนำให้คนไทยได้ลองลิ้มชิมรสอร่อยล้ำ เหมือนดังฟ้าประทาน ที่ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรี่ยม 

ในแต่ละปีประเทศไทยส่งออกมะม่วงมหาชนกไปให้ชาวโลกได้ลิ้มรสชาติ ไปสู่ตลาดเอเชียและแถบทวีปยุโรป เช่น เยอรมนี อังกฤษ ญี่ปุ่น รัสเซีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เป็นต้น จำนวนไม่ต่ำกว่า 200 ตัน ต่อปี สร้างชื่อเสียงและนำรายได้สู่เกษตรกรและประเทศไทย

มารู้จักกับ มะม่วงมหาชนก กันสักหน่อย

คุณวนิดา อังศุพันธุ์ ลัดดา กรุ๊ป ในฐานะผู้จัดงานเพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทย กล่าวว่า “เนื่องจากลักษณะเด่นพิเศษของมะม่วงมหาชนกมีสีผิวสวย สีแดงแก้มแหม่ม เนื้อมาก รสชาติดี และมีกลิ่นหอม การส่งออกมะม่วงมหาชนกมีปริมาณเติบโตมากขึ้น จากความต้องการของต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในตลาดโซนเอเชียและยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น รัสเซีย จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย เป็นต้น ส่งออกในรูปแบบสดและแบบแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมะม่วง แยมมาร์มาเลด สแน็คชิพ ไอศครีมเชอร์เบท เค้ก โดนัท พาย ท็อฟฟี่ มะม่วงกวน เจลกึ่งวุ้น รวมทั้งการนำเนื้อมะม่วงมหาชนกปั่นละเอียดแช่แข็งสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานข้ามปี พร้อมนำมาแปรรูปได้ทันที โดยคุณภาพยังคงสดเหมือนเดิม”

ความเป็นมาของ มะม่วงมหาชนก เมื่อกว่า 10 ปีก่อน เป็นการค้นพบมะม่วงสายพันธุ์ใหม่นี้โดยบังเอิญ เหมือนฟ้าประทานให้ชาวสวนและชาวโลกได้ลิ้มรสอร่อยกันต่อมา เริ่มต้นจากการเพาะเมล็ดผสมระหว่างมะม่วงพันธุ์ซันเซท (Sunset) กับมะม่วงพันธุ์หนังกลางวัน ที่สวนของ อาจารย์ประพัฒน์ สิทธิสังข์ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดย คุณเดช ทิวทอง นำไปทดลองปลูกต้นแม่พันธุ์ต้นแรกไว้ที่สวน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ต้นมะม่วงเจริญเติบโต มีใบใหญ่ และให้ผลยาวคล้ายพันธุ์หนังกลางวัน แต่เมื่อผลสุกกลับมีสีผิวเหลืองอมแดง มีสีส้มคล้ายพันธุ์ซันเซท ผลแก่และสุกช้ากว่ามะม่วงพันธุ์อื่นๆ จึงตั้งชื่อมะม่วงพันธุ์ใหม่ว่า “มหาชนก” เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อมาทาง เอ.เอส.ฟาร์ม ได้นำมาปลูกที่จังหวัดจันทบุรี ปัจจุบันได้แพร่ขยายไปในหลายภูมิภาคของไทย

คุณอัชณา และ คุณสมาน ศิริภัทร อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบัน เป็นเจ้าของ เอ.เอส.ฟาร์ม บนพื้นที่ 200 ไร่ ที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เล่าถึงการปลูกว่า วิธีการปลูกมะม่วงมหาชนก ใช้น้ำน้อย ดูแลได้ง่าย ปลูกได้ในดินทั่วไป ออกดอกติดผลตลอดปี ให้ผลดก อายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 120 วัน ศัตรูพืชที่พบมีแมลงวันทอง

ลักษณะประจำพันธุ์ของมะม่วงมหาชนก 

ลำต้น ทรงพุ่มใหญ่ สูง ลักษณะของลำต้นเหมือนกับมะม่วงหนังกลางวัน ข้อโตเห็นได้ชัดเจน ปล้องยาวก้านใหญ่

ก้านใบ ใหญ่ แผ่นใบกว้างและยาว ยอดใบแหลม ขอบใบเรียบ เส้นใบสลับสีขาวชัดเจน

ทรงยอด มีขนาดใหญ่ ก้านยอดมีสีแดงชัดเจน ต่างกับมะม่วงหนังกลางวัน ใบหรือยอดของมะม่วงมหาชนกที่กระทบกับแสงแดดจัดจะมีสีเขียวปนเหลือง

ดอก ออกเป็นกลุ่มแน่น จะแทงช่อในเดือนมกราคม มีกลิ่นหอม ก้านช่อดอกยาวสีแดง อัตราส่วนของดอกที่สมบูรณ์เพศมากกว่าดอกที่ไม่สมบูรณ์เพศ ดอกบานเมื่ออายุ 30 วัน

ผล ลักษณะของผลกลม ยาว เหมือนมะม่วงหนังกลางวัน ปลายผลงอนเล็กน้อย น้ำหนักของผลเฉลี่ย ประมาณ 350-500 กรัม เป็นมะม่วงที่มีกลิ่นหอม มีผิวเปลือกเนียนละเอียด เมื่อสุกจะมีสีเหลืองทองจนถึงสีแดงทั้งผล เนื่องมาจากสายพันธุ์ซันเซท (Sunset) ซึ่งเป็นแม่พันธุ์

มะม่วงมหาชนก มีเปลือกหนา มีสีเขียวอ่อนเนียนเรียบ สะอาด เมื่อสุกสีผิวเปลือกจะเป็นสีเหลืองทองอร่ามทั้งผล

เนื่องจากเปลือกหนา ทำให้มีอายุการเก็บรักษาทนนานกว่ามะม่วงพันธุ์อื่นๆ ผลสุก (สีเปลือกสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม) เก็บได้ประมาณ 7-15 วัน

ส่วน เนื้อ มะม่วงมหาชนก มีเนื้อต่อผลมาก และเมล็ดลีบบาง เมื่อดิบเนื้อจะมีสีขาวเขียว เมื่อสุกเนื้อจะมีสีเหลืองทองเหมือนสีผิวเปลือก และเนื้อจะแน่นเนียนละเอียด มีแป้งเหมือนมะม่วงหนังกลางวัน ผลดิบสีเขียวเข้ม ผลแก่สีเขียวปนเหลือง ผลสุกสีเหลืองทองสดใส ความเข้มของสีผลขึ้นอยู่กับการได้รับแสงแดดมากหรือน้อย

เมล็ด รูปทรงเมล็ดลีบ และบาง เหมือนมะม่วงหนังกลางวัน ขนาดกว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ยาว 14 เซนติเมตร หนา 3 มิลลิเมตร เปลือกหุ้มเมล็ด มี 2 ส่วน คือ Testa มีสีน้ำตาลอ่อนและหนา ส่วน Tegmen บางใส ส่วนเก็บอาหารสำรอง สีขาวขุ่น มองเห็นต้นอ่อนชัดเจน บริเวณ Cotyledon ด้านนอก และในชิดกับ Embyo (บริเวณรอยแผลเป็น หรือ Hilum) มีเส้นสีม่วง ยาวประมาณ 1-5 เซนติเมตร

ผลดิบ เนื้อจะสีขาว มีรสเปรี้ยวมาก และมีกลิ่นยาง

ผลห่าม มีรสเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย เริ่มมีกลิ่นหอม

ผลแก่ เนื้อสีขาวปนเหลือง รสเปรี้ยว เริ่มมีกลิ่นหอม

ผลสุก มีรสหวานอมเปรี้ยวถึงหวานหอม เมื่อสุกจัดมีความหวานวัดได้ 18 องศาบริกซ์ เมื่อเริ่มสุกจะมีกลิ่นหอม จนกระทั่งหอมฉุนเมื่อสุกงอม

วิธีการปลูก มะม่วงมหาชนก ปลูกง่าย ให้ผลเร็ว ผลดก ผลตอบแทนต่อต้นค่อนข้างสูง ทนต่อโรคและแมลง ปลูกได้ทั่วไป แต่ถ้าปลูกในภาคเหนือตอนบนที่มีอากาศหนาวเย็น ผลมะม่วงจำมีสีสดสวย หัวมะม่วงจะมีสีแดง และจะสุกช้า ประมาณกลางเดือนมิถุนายนจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม ทำให้ขายได้ราคาดี

การปลูกและการปฏิบัติรักษา เหมือนกับการปลูกมะม่วงพันธุ์อื่นๆ ทั่วไป ระยะปลูกเป็นแบบแถวชิด 4×4 เมตร ใช้พันธุ์ไร่ละ 60 ถึง 100 ต้น หรือใช้ระยะปลูกมาตรฐาน คือ 6×6 เมตร หรือ 6×8 เมตร ใช้พันธุ์ไร่ละ 30-36 ต้น

เป็นมะม่วงที่ตอบสนองต่ออุณหภูมิ ซึ่งจะให้ผลผลิตดี ผลดก ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ อากาศหนาวเย็น ในพื้นที่ที่อุณหภูมิสูง อากาศร้อน การออกดอกติดผลจะน้อยกว่า

การดูแลรักษา ต้องให้น้ำสม่ำเสมอ ต้องใส่ปุ๋ยให้เพียงพอและทั่วถึง จึงจะได้ผลขนาดใหญ่ มีสีสันและคุณภาพดี ไม่ต้องห่อผล ผลที่ถูกแดดจะมีสีแดง เป็นซันเซทสวยงามมาก

วิธีการขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่งจะได้ผลผลิตน้อยกว่าการเสียบยอด ซึ่งต้นตอจะเป็นต้นมะม่วงอะไรก็ได้ ต้นใหญ่แค่ไหนก็ได้ จะทำให้ได้พันธุ์แท้ มีคุณภาพตรงตามพันธุ์ได้ผลผลิตรวดเร็วและได้ผลผลิตมาก ไม่มีผลกะเทย

โรคและแมลง โรคแอนแทรกโนสที่ใบ และยอดอ่อน มีน้อย แต่ควรมีการควบคุมไว้บ้าง

ส่วนการรบกวนของเพลี้ยไฟ มีบ้าง

วิธีบริโภค มะม่วงมหาชนก เป็นมะม่วงที่มีเปลือกหนา ควรบริโภคเมื่อสุกงอมเต็มที่ทั้งผล การบริโภคอาจจะปอกเปลือกรับประทานแบบมะม่วงทั่วไป หรือใช้วิธีผ่าแก้มทั้งสองข้างของเมล็ดแล้วใช้ช้อนตักรับประทานได้เลย จะได้รสชาติความสดหวานหอมชื่นใจ

ผู้สนใจ ติดต่อ เอ.เอส.ฟาร์ม อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โทร. (02) 277-5955, (081) 830-2123 

บรรยายภาพ

1.คุณวนิดา อังศุพันธุ์ เชิญเซเลบคนดัง นำโดย คุณสุมณี คุณะเกษม มาชิมมะม่วงมหาชนก ในงาน “อร่อยล้ำ กับมะม่วงมหาชนก” ที่ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรี่ยม (จากซ้ายไปขวา) คุณอรสา พัฒนะเมลือง คุณสุมณี คุณะเกษม คุณโกวิท ไสวแสนยากร คุณวนิดา อังศุพันธุ์ คุณปรางแก้ว ไสวแสนยากร คุณรัตนา ปิยะวุฒิโรจน์ คุณนิภานันท์ ชูพจน์เจริญ

2.คุณอัชณา ศิริภัทร เจ้าของ เอ.เอส.ฟาร์ม ผู้ผลิตมะม่วงมหาชนกรายใหญ่ คุณภาพส่งออก นำมะม่วงมหาชนกจากจังหวัดจันทบุรีมา

3.มะม่วงมหาชนก กลิ่นหอม รสหวานฉ่ำ สร้างชื่อเสียงให้มะม่วงไทยลูกผสมในตลาดโลก

4.สแน็คมะม่วงมหาชนก…อบกรอบ เป็นของว่างแสนอร่อย

5.น้ำมะม่วงมหาชนก…อร่อย ได้คุณค่าต่อสุขภาพ

6.แยมมะม่วงมหาชนก บรรจุขวด จาก เอ.เอส.ฟาร์ม

7.ผลมะม่วงมหาชนก ที่ส่งออก ติดตรารับรองคุณภาพมาตรฐานส่งออก เป็นที่นิยมในหลายประเทศ

8.ต้นมะม่วงมหาชนก ให้ผลดก จากประเทศไทย

9.มะม่วงมหาชนก ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีผิวเหลืองจัดอร่ามจนถึงแกมแดง กลิ่นหอมอวลแต่ไกล เนื้อสด อร่อย

 

ตะลุยดินแดนผลไม้ ล่องแพแม่น้ำเขาสมิง เจอตัวจริง ดำ-น้ำหยด ดื่มด่ำธรรมชาติ ที่อุทยานพงศ์ธร

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

ท่องเที่ยวเกษตร 

ดวงกมง โลหศรีสกุล

ตะลุยดินแดนผลไม้ ล่องแพแม่น้ำเขาสมิง เจอตัวจริง ดำ-น้ำหยด ดื่มด่ำธรรมชาติ ที่อุทยานพงศ์ธร

“น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร สมบูรณ์ธรรมชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี” นี่คือ คำขวัญของจังหวัดจันทบุรี ที่ฟังทีไรอดนึกภาพตามไม่ได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก เพราะโอบล้อมด้วยต้นไม้ ภูเขา สายน้ำ สายลม แสงแดด มีอาหารและผลไม้รสชาติอร่อยกินตลอดปี มีเพชรพลอยสวยๆ มีเสื่อแฮนด์เมดเก๋ๆ แถมยังเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่เล่าต่อได้ไม่รู้จบ เลยไม่แปลกใจว่าพื้นที่ของจังหวัดนี้มักใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีั้ั้ 

เพื่อให้สมกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างั้ทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และนิตยสารเส้นทางเศรษฐี อาสาพาคุณไปตะลุยดินแดนที่ว่า ในวันเสาร์ที่ 21 และวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2554 ภายใต้สโลแกน “คนรักษ์ธรรมชาติ ชิมผลไม้ เที่ยวจันทบุรี-ตราด” แต่ก่อนไปเยือนสถานที่จริง เรามาทำความรู้จักกับพื้นที่กันคร่าวๆ ก่อน

สูดโอโซนในสวนไผ่

ปรุงหน่อไม้สดให้อร่อย 

พื้นที่ปลูกไผ่จีนเขียวเขาสมิง 50 ไร่ ของ คุณบุญชู สุขเกษม และญาติ คือ จุดหมายแรกที่เราจะพาคุณไปเยือน

“ไผ่” พืชตระกูลหญ้าที่ต้นใหญ่ที่สุด นับเป็นผลิตผลจากธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ เพราะประโยชน์เหลือล้นจริงๆ นับตั้งแต่ ให้ร่มเงา ทำอาหารทั้งสดและแปรรูป เป็นยา ทำเชื้อเพลิง ทำปุ๋ย ใช้ทําเฟอร์นิเจอร์ กระบอกข้าวหลาม ไม้จิ้มฟัน เครื่องจักสาน ใบนำไปเป็นอาหารของสัตว์ป่า ลำต้นใช้ทำรั้วบ้าน ฝาบ้าน หลังคา ขนาดวิศวกรในประเทศเนเธอร์แลนด์เคยกล่าวไว้ว่า “ไผ่มีความแข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้า และมั่นคงยิ่งกว่าคอนกรีตหรืออิฐ” เรียกว่าคุณประโยชน์ของไผ่นั้นมากมายจริงๆ

สำหรับเหตุผลที่เลือกพาลูกทัวร์มาเที่ยวพื้นที่นี้ เพราะคุณบุญชูคือเกษตรกรที่ปลูกไผ่จีนเขียวเขาสมิงแล้วประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง เขาใช้เวลาศึกษาไผ่จีนเขียวเขาสมิงนานถึง 4 ปี ปัจจุบันจำหน่ายทั้งหน่อ เเละต้นกล้าพร้อมปลูก แถมยังมีเทคนิคทำให้ไผ่ออกหน่อตลอดทั้งปี ชนิดไม่ใส่สารเคมี รวมทั้งปุ๋ยเคมี นอกจากนั้น จะพาไปร่วมพิสูจน์ว่าภรรยาเจ้าของสวน จะปรุงเมนูอาหารที่ทำจากหน่อไผ่สดเลิศรสขนาดไหน ขอบอกว่าไม่ควรพลาด ต้องไปลิ้มลอง

ก่อนลงเยือนสวนไผ่ รายละเอียดของสวนนี้ เจ้าของ บอกข้อมูลว่า ไผ่จีนเขียวเขาสมิงที่ปลูกอยู่ ให้ผลผลิตเร็ว ราว 4 เดือนก็เริ่มให้หน่อแล้ว แต่ช่วงแรกยังไม่ควรเก็บ ควรให้มีหน่อหรือลำ 5-6 ลำ ก่อนค่อยตัด ซึ่งระยะปลูกมีหลายระยะ เช่น พื้นที่ 1 ไร่ หากใช้ระยะระหว่างต้น ระหว่างแถว 4×4 ไร่ จะปลูกไผ่ได้ 100 ต้น หากใช้ระยะระหว่างต้น ระหว่างแถว 6×4 ไร่ จะได้ไผ่ 66 ต้น หากใช้ระยะระหว่างต้น ระหว่างแถว 6×6 ไร่ ได้ไผ่ 44 ต้น หากใช้ระยะระหว่างต้น ระหว่างแถว 6×8 ไร่ จะได้ไผ่ 33 ต้น กรณีปลูกเพื่อขยายพันธุ์ ให้ใช้ระยะระหว่างต้น ระหว่างแถวถี่สักหน่อย แต่ถ้าจะปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากหน่อและลำ ใช้ระยะระหว่างต้น ระหว่างแถวห่างขึ้น

ในส่วนของผลตอบแทนหลังปลูก ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า ต้นไผ่ที่อายุ 2-3 ปี ขึ้นไป หากน้ำดีจะให้ผลผลิตได้ 20-30 หน่อ/กอ/ปี ขนาดของหน่อตั้งแต่ 1.5-2.5 กิโลกรัม ราคาที่ตลาดรับซื้อ หากเป็นหน่อไม้นอกฤดู ราวเดือนมีนาคม-เมษายน จะขายได้ราคาดี กิโลกรัมละ 30 บาท หากเข้าสู่เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เป็นช่วงเวลาที่หน่อไม้ป่าออก ราคาจะลดลงเหลือกิโลกรัมละ 15 บาท โดยเฉลี่ยไผ่ 1 กอ จะมีรายได้ 400 บาท พื้นที่ 1 ไร่ มี 100 กอ จะสร้างรายได้ให้กับเจ้าของ 40,000 บาท

“ผมจะขายหน่อไผ่ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ไปถึงสิ้นเดือนเมษายน โดยเน้นจำหน่ายในตัวเมืองจันทบุรี พอเข้าสู่เดือนพฤษภาคม จะตัดหน่อขายบ้างแต่ไม่มาก เนื่องจากมีหน่อไม้ท้องถิ่นขึ้น ราคาจึงตกลง ช่วงนี้จะไว้ลำ เพื่อตอนกิ่งจำหน่าย หรือนำลำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น” เจ้าของสวนบอก

นอกจากไผ่จีนเขียวเขาสมิงแล้ว คุณบุญชูยังปลูกไผ่บงหวาน และศึกษาไผ่อีกหลายชนิด เช่น ไผ่รวก ไผ่ลำมะลอก ไผ่สีสุก ไผ่ปักกิ่ง หากอยากรู้ว่าวิธีการปลูกทำอย่างไร เทคนิคไผ่ออกนอกฤดูมีขั้นตอนอะไร ปริมาณการขายหน่อไม้ที่นี่มากน้อยแค่ไหน เกษตรสัญจรแนะนำให้มาซักถามเจ้าของด้วยตัวเอง

หลุดจากสวนไผ่ั้ มุ่งหน้าสักการะศาลเจ้าพ่อเขาสมิง ก่อนลงเเพ ยลโฉมธรรมชาติที่เเม่น้ำเขาสมิง สายน้ำที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาเเละต้นไม้

อัศจรรย์กับวิธีคิด “น้ำหยด”

ดำ พาร่วมหาคำตอบ

อีกโปรเเกรมที่ไม่ควรพลาด เราจะพาคุณไปกระทบไหล่ “ลุงดำ น้ำหยด” หรือ “จรวย พงษ์ชีพ” เกษตรกรผู้คิดระบบ “น้ำหยด” ได้รับการยกย่องจากมูลนิธิธารน้ำใจให้เป็นคนไทยตัวอย่าง ประจำปี พ.ศ. 2522 ในฐานะที่เป็นนักค้นคว้าทดลองการเกษตรและเผยแพร่ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอื่นๆ เเละยังเป็นเจ้าของรีสอร์ตสุดหรู “เกาะช้าง พาราไดซ์ รีสอร์ท แอนด์ สปา”

ที่มาของระบบน้ำหยด ไม่ได้เกิดจากกระบวนการที่ยุ่งยาก สลับซับซ้อนอะไรมาก เพียงเเค่หัดสังเกตเท่านั้น ซึ่งลองฟังดูว่า ลุงดำคิดได้ยังไง

“มีอยู่ปีหนึ่ง เมืองจันท์แล้งมาก ก็ให้น้ำต้นเงาะ ทุเรียน ทุกต้นตามปกติ ยกเว้นต้นเงาะที่อยู่ใกล้บ้าน ทว่าต้นเงาะต้นนั้นไม่ตาย ตรงกันข้ามให้ผลดีมาก เกิดคำถามว่าทำไมเงาะต้นนี้จึงไม่ตาย เมื่อลองสังเกต พบว่าสายยางที่ลากผ่านต้นเงาะต้นนี้ มีรูรั่วเล็กๆ และน้ำหยดลงดินตลอด จึงลองใช้เข็มให้น้ำเกลือทำระบบน้ำหยดขึ้น และค่อยๆ พัฒนามาเป็นระบบการให้น้ำตามท่อ ตามด้วยระบบสปริงเกลอร์ มีทั้งเหวี่ยงน้ำรอบทิศ เเละพ่นน้ำเป็นจุดๆ ใช้ตามความต้องการของต้นไม้ที่แตกต่างกัน” ลุงดำ บอกที่มาของระบบน้ำหยด

ปัจจุบัน ลุงดำ ครอบครองที่ดินกว่า 100 ไร่ ในอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ปลูกพืชหลายชนิด อาทิ โกโก้ กาแฟอาราบิก้า ส้มโชกุน ฯลฯ เเน่นอนว่าหากเกิดปัญหาในอาชีพที่ลุงรัก ลุงย่อมแก้ไขได้ทันท่วงที เเต่ฐานะเจ้าของรีสอรต์สุดหรู จะมีวิธีการเเก้ไขอย่างไร

“ในรีสอร์ตช่วงเเรกมีปัญหาน้ำเสีย ลุงเคยเรียกนักวิชาการที่เชี่ยวชาญเรื่องกำจัดน้ำเสียมาดู ซึ่งมีค่าใช้จ่ายหลายแสนบาท ลุงเลยแก้ปัญหาด้วยตัวเองแบบชาวสวน คิดว่าต้นไม้อะไรที่บริโภคน้ำมาก คำตอบ คือ ต้นปาล์ม สมมุติว่ามีน้ำเสียวันละ 1,500 ลิตร ต้นปาล์มจะดูดน้ำเสียหมด รากก็ลึกหลายเมตร น้ำเสียไม่หลุดรอดเเน่ เเละเมื่อได้ทดลอง ผลปรากฏว่าน้ำเสียของรีสอร์ตโดนปาล์มดูดเกลี้ยงเลย” ั้ั้

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในวิธีคิดของเกษตรกรที่จบ ป.4 เเต่วิธีคิดราวกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ซึ่งตัวจริง เสียงจริง จะเป็นเช่นไร มติชน เกษตรวัฒนธรรมสัญจร อยากให้คุณมาร่วมเดินทางครั้งนี้ด้วยตัวเอง ั้

เรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยว เดือนพฤษภาคม ตอน “ตะลุยดินแดนผลไม้ ล่องแพแม่น้ำเขาสมิง เจอตัวจริง ดำ-น้ำหยด ดื่มด่ำธรรมชาติที่อุทยานพงศ์ธร” ยังมีอีกมาก เเละหลากหลายโปรแกรมที่จะมาเเนะนำ ไว้ปักษ์หน้าเรามาร่วมทำความรู้จักสถานที่ที่จะไปเยือนกันต่อ

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมเดินทางทริปนี้ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ หน้า 16 เทคโนโลยีชาวบ้านปักษ์นี้

 

มะยงชิด ที่ สวนละอองน้ำ 2

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

มะยงชิด ที่ สวนละอองน้ำ 2 

ร้อน หนาว และฝน ฤดูกาลของประเทศไทย ที่ในวันนี้คนไทยเราอาจสัมผัสได้ภายในวันเดียวกัน กลายเป็นประเด็นหนึ่งในวงสนทนาที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เกิดอะไรขึ้นกับสภาพอากาศของประเทศไทย และต่อไปจะเป็นเช่นนี้อีกหรือไม่ 

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เพียงส่งผลกระทบต่อผู้คนโดยทั่วไปเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ต่อผลผลิตของเกษตรกรที่ปลูกฟูมฟักดูแลอีกด้วย

ล่าสุด ได้มีโอกาสเดินทางไปยังจังหวัดนครนายก และแวะเยี่ยมชมการปลูกมะยงชิด ที่สวนละอองน้ำ 2 ของ คุณวชิระ โสวรรณะตระกูล ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นตำรับของมะยงชิดสายพันธุ์ทูลเกล้า

ทั้งนี้ มะยงชิดทูลเกล้า เป็นพันธุ์ดั้งเดิมของจังหวัดนนทบุรี ผลเมื่อสุกมีสีเหลืองออกแดง ใส ทรงรูปไข่ เนื้อมาก เมล็ดเล็ก เปลือกหนา เนื้อแข็ง ผลเคยคัดได้ 10 ผล ต่อกิโลกรัม แต่โดยทั่วไปมีขนาด 12-15 ผล ต่อกิโลกรัม

บนพื้นที่ 15 ไร่ ของสวนละอองน้ำ 2 ที่เน้นการทำสวนแบบปลอดสารเคมี ตั้งอยู่ เลขที่ 153 หมู่ที่ 3 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โทร. (037) 328-129, (081) 481-4287 ต้นมะยงชิดที่มีทั้งหมด ประมาณ 300 ต้น โดยต้นอายุมากสุด 30 ปี มีอยู่ 7-8 ต้น นอกจากนี้ ต้นอายุ 10-12 ปี มีอยู่ 100 ต้น ส่วนต้นอายุ 8-10 ปี มีอยู่ราว 200 ต้น ต่างติดลูกกันมากมายเหลืองพราวไปทั้งต้น โดยเจ้าของสวนบอกว่า ปีนี้ถือว่ามะยงชิดติดผลมากเอาการทีเดียว

สาเหตุสำคัญเนื่องจากเป็นผลมาจากความหนาวเย็นแผ่มาปกคลุมในช่วงต้นปี ทำให้เกิดการติดดอกออกผลมากกว่าเป็นประวัติการณ์ทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนือความคาดคิด จนทำให้ช่วงต้นฤดูก่อนเก็บเกี่ยวนั้นคาดการณ์ว่า ปีนี้จะเป็นปีทองของชาวสวนมะยงชิดอย่างแน่นอน

แต่ในความแน่นอน ก็มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น เมื่อเกิดฝนหลงฤดูกระหน่ำไปทั่วพื้นที่แบบไม่คาดคิดว่าจะมีฝนที่ตกลงมา ส่งผลทำให้มะยงชิดเกิดปัญหาผลแตก และร่วงหล่นเป็นจำนวนมาก เรียกว่าเห็นแล้วใจหาย เพราะบริเวณใต้ต้นจะมีผลมะยงชิดลูกเท่าไข่ไก่ตกเกลื่อนไปทั่ว ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะที่สวนแห่งนี้เท่านั้น แต่กับสวนของเกษตรกรอื่น ต่างก็ประสบปัญหาเดียวกันไปทั่วพื้นที่

ผลตามมาคือ ชาวสวนมะยงชิดต้องรีบเก็บผลผลิตออกจำหน่าย ถึงแม้จะยังไม่สุกแก่เต็มที่ก็ตาม ปีนี้จึงเกิดปรากฏการณ์ผลผลิตเต็มตลาด และราคาโดยทั่วไปไม่สูงมากนัก แต่ที่สำคัญเจ้าของสวนละอองน้ำ 2 ยอมรับว่า จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้รสชาติของมะยงชิดไม่อร่อยสะใจเหมือนเคย

การสนทนาในสวนมะยงชิดแห่งนี้ ยังได้เลยไปถึงเรื่องของตลาดกิ่งพันธุ์มะยงชิดเป็นของแถม ซึ่งคุณวชิระบอกว่า แม้ผลผลิตมะยงชิดที่จำหน่ายได้ราคาไม่สะใจดั่งใจหวัง แต่ในความสนใจเกี่ยวกับการปลูกมะยงชิดของเกษตรกร โดยทั่วไปในปีนี้ ยังอยู่ในระดับที่เรียกว่า ดีมาก

ที่สวนละอองน้ำ 2 ยังมีเกษตรกรจากจังหวัดต่างๆ เดินทางมาเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ไปปลูกกันอย่างไม่ขาดสาย เรียกว่าตลาดกิ่งพันธุ์มะยงชิดยังไปได้ดี

โดยเฉพาะกิ่งพันธุ์มะยงชิดแบบเสริมราก ที่จำหน่ายในราคากิ่งละ 150 บาท ที่เจ้าของสวนเน้นการผลิตแบบคุณภาพได้มาตรฐาน จนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของสวนแห่งนี้ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ถึงขั้นว่าต้องมีการสั่งจองกันล่วงหน้าทีเดียว

คุณวชิระ ซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกรูปแบบกับการทำสวนมะยงชิด จนเป็นมืออาชีพชั้นแนวหน้า บอกทิ้งท้ายไว้ว่า เรื่องการจัดการดูแลต้นมะยงชิดนั้นไม่มีปัญหา ทุกอย่างแก้ไขดูแลทำให้ดีสุดๆ ได้ แม้วันนี้การทำสวนมะยงชิดจะมีปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงก็ตาม ทุกอย่างแก้ไขปรับปรุงได้หมด

แต่ที่แก้ไม่ได้คือ เรื่องสภาพดินฟ้าอากาศเท่านั้น เพราะไม่รู้ว่า พรุ่งนี้ตื่นมา เช้าจะหนาว กลางวันจะร้อน กลางคืนจะฝนตกหรือเปล่า เดาไม่ถูก นี่สิสำคัญที่สุดแล้วในเวลานี้ วันนี้จึงห่วงแต่ต้นมะยงชิดสุดรักเท่านั้นว่าจะปรับตัวได้หรือเปล่า

จากสิ่งที่เกิดขึ้นที่สวนมะยงชิดในจังหวัดนครนายก ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย รวมไปถึงกรณีของภาคใต้ที่ต้องระทมกับฝนหลงฤดู อันเป็นผลกระทบมาจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่เข้าปกคลุม จนเกิดทั้งอุทกภัยร้ายแรงในพื้นที่ 7 จังหวัด สร้างความเดือดร้อนอันแสนสาหัสให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรที่เสียหายอีกเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีกรณี โคของเกษตรกรในจังหวัดภาคเหนือหลายจังหวัด ประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างฉับพลัน จากร้อนมาหนาวจัด จึงทำให้โคตายไปอีกจำนวนมาก

กรณีที่เกิดขึ้น นับเป็นสิ่งที่ทุกฝ่าย ไม่ว่าเกษตรกร นักวิชาการ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ต่างคงต้องเตรียมการรับมือ หากปีหน้าหรือปีต่อๆ ไป เกิดเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอีก ภาคเกษตรของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร และต้องทำอย่างไร เกษตรกรต้องปรับตัวเตรียมรับมืออย่างไร

จึงหวังว่า น่าจะมีคำแนะนำทางวิชาการที่เกษตรกรจะสามารถนำไปปรับใช้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ทำให้ความเสียหายที่ตามมาเกิดขึ้นน้อยที่สุด เพราะในวันนี้เกษตรกรไทยก็ยากจนอยู่แล้ว หากมีปัญหาผลกระทบมาจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นซ้ำกระหน่ำไปอีก คงไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ และเด็กรุ่นใหม่คงหมดหวังกับอาชีพเกษตรกรรม ละทิ้งท้องไร่ท้องนาเข้าทำงานในเมืองกันหมด

ประเทศไทยอาจเหลือแต่ความทรงจำที่ว่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นครัวของโลกมาก่อนเท่านั้นเอง…

 

ไทยจับมือศูนย์วิจัยฝรั่งเศส แสดงไดโนเสาร์เจ้าฟ้าหญิง

วันที่ 26/6/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายอดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยว่า จากที่กรมทรัพยากรธรณี ร่วมกับศูนย์ศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สาธารณรัฐฝรั่งเศส (CNRS) จัดทำโครงการร่วมมือศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันหลังไทย-ฝรั่งเศส และค้นพบแหล่งซากดึกดำบรรพ์แห่งใหม่ที่บ้านนาไคร้ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ โดยการขุดสำรวจพบกระดูกไดในเสาร์ขนาดใหญ่ สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ สะสมตัวจำนวนมากในชั้นหินหมวดเสาขัว และพบชิ้นส่วนที่สำคัญคือส่วนของหัวกะโหลกด้วย และได้มีการตั้งชื่อเรียกว่าโครงกระดูกไดโนเสาร์นี้ว่า “ฟ้าหญิง” จึงได้มีการประกอบโครงร่างดังกล่าวไปร่วมแสดงเป็นครั้งแรกที่พิพิธภัณฑ์เอสเพอราซา สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยจะมีการเปิดนิทรรศการในวันที่ 4 กรกฎาคม นี้

 สำหรับโครงกระดูกไดโนเสาร์เจ้าฟ้าหญิง มีจำนวน 171 ชิ้น จากกระดูกซอโรพอดทั้งตัว 284 ชิ้น คิดเป็น60 % ของกระดูกทั้งหมด กระดูกที่พบไม่มีชิ้นแปลกปลอมที่อาจจะมาจากไดโนเสาร์ตัวอื่น มีเพียงฟันของไดโนเสาร์กินเนื้อ พวกเทอโรพอด จึงสันนิษฐานว่า ฟันของเทอโรพอดหลุดตอนที่มากินซากซอโรพอดตัวนี้ จึงสรุปได้ว่ากระดูกทั้งหมดเป็นของไดโนเสาร์ซอโรพอด เพียงตัวเดียว และรูปร่างลักษณะของกระดูกตรงกับกระดูกต้นแบบของ “ภูเวียงไกซอรัส สิริธรเน” แต่มีอายุอ่อนวัยกว่าตัวต้นแนบจากภูเวียง จึงสันนิษฐานได้จากกระดูกสันหลังที่ยังไม่เชื่อมติดกัน

 “กระดูกจากแหล่งบ้านนาไคร้ช่วยให้โครงร่างของ ภูเวียงซอรัส สิริธรเน สมบูรณ์มากขึ้น และที่สำคัญคือ การค้นพบชิ้นส่วนกะโหลกของซอโรพอดชนิดนี้ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่การสืบค้นหารากเหง้า และความสัมพันธ์ของซอโรพอดสายพันธุ์ไทย กับ ซอโรพอดสายพันธุ์ต่างๆทั่วโลก” นายอดิศักดิ์ กล่าว