ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ไม่ต้องคืน มิถุนายน 27, 2011

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 17 ฉบับที่ 274

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไม่ต้องคืน 

ทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ของวัด มีกำหนดระยะเวลาชัดเจน มาถึงวันร้ายคืนแย่ วัดมีหนังสือบอกเลิกสัญญาให้รีบขนข้าวของและบริวารออกไปในกำหนดวันนั้นวันนี้ ผู้เช่าดื้อแพ่งไม่ยอม วัดจึงต้องออกโรงไปฟ้องขอให้ไปจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่า ถึงคราวต้องสู้คดีกัน

มาดูสิว่าใครจะเพลี่ยงพล้ำ

1.

ในวัด หรือที่วัด ไม่ได้มีแต่เพียงพระภิกษุ พระพุทธรูป สามเณร แม่ชี เด็กวัด หรือแม่ชีเท่านั้น

ในวัด หรือที่วัด ไม่ใช่จะมีเพียง มัคนายก

ในวัด หรือที่วัด ไม่ใช่จะมีเพียง แมววัด หมาวัด หมูวัด วัว ควายของวัด

ในวัด หรือที่วัด ไม่ใช่จะมีเพียงพระเครื่อง ตะกรุด เครื่องรางของขลัง น้ำมนต์

ในวัด หรือที่วัด บางแห่งบางวัดยังมีอาคารพาณิชย์ไว้ให้เช่าอีกด้วย บางแห่งที่เป็นวัดในเมือง ที่อยู่ในย่านการค้าย่านการพาณิชย์ยังมีลานจอดรถไว้ให้บริการคนมีรถที่ไม่มีที่จอดรถด้วย

บางวัดมีที่ดินมีอาคารพาณิชย์มาก มีรายได้ไม่น้อย จึงมีรายได้จากสิ่งนี้ไม่น้อยเช่นกัน

วัดอื่นๆ จะยังไงก็ตาม แต่สำหรับวัดนี้ อยู่ในเมือง อยู่ในย่านการค้าที่เจริญที่สุดของเมือง

เจ้าอาวาสองค์ก่อนๆ ของวัดนี้มีสายตายาวไกล จึงได้ให้เอกชนเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดินของวัด เช่าที่ดินของวัดสร้างอาคารพาณิชย์ จึงทำให้มีอาคารพาณิชย์มาเช่าค้าขายจำนวนไม่น้อย จึงมีใครๆ ที่สนใจทำมาค้าขายมาทำสัญญาเช่าอยู่อาศัยและทำมาค้าขายกันมากมาย

เป็นวัดที่ได้ยินคำกล่าวขานกันว่า เป็นวัดเศรษฐี เป็นวัดที่ร่ำรวย ลามไปถึงเคยได้ยินบางรายกล่าวขานกระแนะกระแหนว่า วัดนี้เป็นวัดนายทุนอะไรไปโน่น

การให้เช่าและการเช่ารายอื่นก็เป็นไปตามปกติดี แต่เฉพาะรายคุณโผงนี้ไม่ปกติดี

กล่าวคือมีปัญหาเล็กน้อย ไม่ถึงกับทำให้วัดเสียหาย เพียงเป็นปัญหารบกวนใจทางวัดอยู่บ้าง

ใครๆ ว่า มามีปัญหากับวัดกับพระนั้นบาป อาจไปไม่ถึงสวรรค์ นิพพาน

“ไม่เกี่ยวกัน” คุณโผงว่า

“เรามันคนทำมาค้าขาย เราเช่าที่วัดอยู่อาศัย เราก็จ่ายค่าเช่า เมื่อมีปัญหามีความเห็นไม่ตรงกัน วัดเห็นทางหนึ่ง เราเห็นทางหนึ่ง ในเรื่องของกิจการที่มีนิติสัมพันธ์กันอยู่ อันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องไปสวรรค์นิพพาน เป็นเรื่องของความเห็นไม่ตรงกันเท่านั้น ผมไม่ได้ตั้งใจจะเอาเปรียบวัด” คุณโผงให้ความกระจ่างในมุมมองของเขาเมื่อมีคนข้องใจว่าทำไมถึงได้ไปมีเรื่องกับพระกับวัด

“ผมไม่ได้ทะเลาะกับพระไม่ได้ลบหลู่ดูแคลนพระพุทธ พระธรรม” เขาว่า

“ผมกับวัด มีความเห็นไม่ตรงกัน ก็เท่านั้น วัดเป็นนิติบุคคลต่างหากจากพระในวัด ต่างหากจากเจ้าอาวาสวัด ต่างหากจากพระพุทธศาสนา วัดเป็นนิติบุคคล เป็นบุคคลตามกฎหมายอีกคนหนึ่ง เหมือนกับบริษัทนั่นละ” คุณโผงยืนยันความเห็นเดิม

2.

คุณโผงเช่าอาคารพาณิชย์ของวัดนี้ ตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2545

ในการเช่ากันระหว่างวัดกับคุณโผงนั้น เนื่องจากเป็นการเช่าที่มีระยะเวลาการเช่าเกินกว่า 3 ปี จึงมีการไปจดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538

อยู่มาวันดีคืนดี (แต่ถ้ามองในมุมของคุณโผงก็ว่า วันร้ายคืนแย่) วัดมีหนังสือแจ้งเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญา ขอให้คุณโผงย้ายข้าวของรวมทั้งบริวารออกไปให้ไกลๆ จากอาคารพาณิชย์ห้องนั้น แล้วส่งมอบอาคารพาณิชย์ห้องนั้นคืนภายในเวลาที่กำหนด

แต่คุณโผงยังอยู่เฉยไม่ขนไม่ย้าย ไม่รับรู้

เมื่อถึงกำหนดตามที่ทางวัดกำหนดไว้ คุณโผงทำทองไม่รู้ร้อน ทางวัดจึงไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ จึงให้คุณทนายยื่นฟ้องคุณโผงต่อศาล

ขอให้ศาลบังคับคุณโผงมาจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่าเสีย หากยังเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และให้ห้ามคุณโผงรวมทั้งบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือทำธุรกรรมทำกิจธุระใดๆ ในห้องที่พิพาทอีกต่อไป

คุณโผงอ่านคำฟ้อง แล้วร้องด่าหมาที่บังเอิญแวะมาขี้ที่หน้าตึกแถวในโอกาสนั้น

คุณโผงหรือจะยอมด้วยยินดีปฏิบัติตาม จึงให้คุณทนายความยื่นคำให้การต่อสู้คดี

ประเด็นหนึ่งคือ สัญญาที่วัดนำมาใช้ทำสัญญาเช่ากับตนนั้นเป็นสัญญาสำเร็จรูป และสัญญาสำเร็จรูปนั้น โดยเฉพาะข้อ 8 ที่ระบุว่า

“ถ้าผู้ให้เช่าต้องการสถานที่เช่าคืนในระหว่างที่ยังไม่สิ้นสุดสัญญา ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ให้เช่าจะบอกผู้เช่าให้ทราบล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วัน และผู้เช่ายอมออกจากสถานที่เช่านั้นภายในกำหนดของผู้ให้เช่า โดยยอมรับว่าสัญญาเช่าฉบับนี้สิ้นสุดลงในวันที่ผู้ให้เช่ากำหนดนั้นแทนวันสิ้นสุดสัญญาเช่าในข้อ 1 และจะไม่ขอเรียกร้องค่าเสียหายหรือชดใช้ใดๆ ทั้งสิ้นจากผู้ให้เช่า”

นี่ละเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม อันฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 (3) จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่เป็นสาระสำคัญในการที่ผู้ให้เช่าจะอ้างขึ้นเพื่อบอกเลิกสัญญากับตนที่เป็นผู้เช่าได้

3.

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณโผงแพ้คดีแก่วัด

โดยให้คุณโผงไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่าอาคารให้กับวัดเสียให้เรียบร้อย

หากคุณโผงไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

ห้ามคุณโผงและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือทำธุรกรรมใดๆ ในอาคารพาณิชย์ห้องดังกล่าว

คุณโผงมีหรือจะยอมตามโดยง่าย

คุณโผงอุทธรณ์คดีขึ้นไป

ศาลอุทธรณ์พิจารณาสำนวนแล้ว ได้ความว่า เมื่อตอนเข้าทำสัญญาเช่านั้น คุณโผงได้มีการจ่ายเงินค่าทำสัญญาหรือเงินบำรุงวัดไปเพื่อเป็นการตอบแทนที่วัดทำสัญญาเช่ากับคุณโผง 1,000,000 บาทด้วย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า เมื่อวัดบอกเลิกสัญญาเช่า สัญญาเช่าเลิกกัน จึงให้วัดคืนเงิน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป และคืนเงินค่าเช่าเฉพาะในส่วนอาคารห้องนี้ที่วัดได้รับไปแล้วทั้งหมดพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นที่ได้รับไปแต่ละเดือนนับแต่วันที่ได้รับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง

นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เจอเข้าอย่างนี้ทั้ง 2 ฝ่ายคือทั้งฝั่งคุณโผงและฝั่งวัดต่างไม่พึงพอใจในคำพิพากษาของศาล

ทั้งคุณโผงและวัด หรือทั้งวัดและคุณโผงต่างฎีกา

แน่ละ คุณโผงฎีกาว่า ไม่ต้องไปจดทะเบียนเพิกถอนสัญญาเช่า

ส่วนทางวัดก็ฎีกาว่า ไม่ต้องคืนเงิน 1,000,000 บาท แก่คุณโผง

4.

ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีนี้ ดังนี้

ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติได้ว่า สัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าแบบพิมพ์ที่วัดผู้ให้เช่าเป็นผู้จัดทำขึ้น และนำไปใช้กับผู้เช่าตึกแถวของวัดทุกราย

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 บัญญัติว่า

“ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น

ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความสำเร็จรูปไปในทางที่เป็นคุณแก่ฝ่ายซึ่งมิได้เป็นผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้น

ข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ เป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น

ฯลฯ

(3) ข้อตกลงให้สัญญาสิ้นสุดลงโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือให้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ

ฯลฯ”

ส่วนคำว่า “สัญญาสำเร็จรูป” ตามมาตรา 3 หมายความว่า “สัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญไว้ล่วงหน้าไม่ว่าจะทำในรูปแบบใด ซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำมาใช้ในการประกอบกิจการของตน”

ตามมาตรา 3 และ 4 นี้ ข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปใดๆ อาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ หากปรากฏว่า ข้อตกลงนั้นมีผลทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปนั้นได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร

ทั้งนี้ โดยคู่สัญญาในสัญญาสำเร็จรูปไม่จำต้องเป็นสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพแต่อย่างใด

เมื่อสัญญาเช่านี้เป็นสัญญาเช่าแบบพิมพ์ที่วัดเป็นผู้กำหนดขึ้นล่วงหน้าและนำมาใช้กับผู้เช่าทุกคน สัญญาเช่าดังกล่าวนี้จึงถือว่าเป็นสัญญาสำเร็จรูป

ข้อตกลงตามสัญญาเช่าข้อ 8 ย่อมเป็นข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปซึ่งจะเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่า ข้อตกลงนั้นทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปคือวัด ได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งคือคุณโผงเกินสมควรหรือไม่ โดยมาตรา 4 (3) นั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของข้อตกลงที่ถือว่าทำให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ยังไม่ถึงขนาดว่า หากเป็นไปตามลักษณะนี้จะถือว่าเป็นข้อตกลงที่ได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร อันจะมีผลทำให้เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว

ส่วนปัญหาว่าข้อตกลงตามสัญญาข้อ 8 เป็นข้อตกลงที่ทำให้วัดได้เปรียบคุณโผงเกินสมควรหรือไม่ ทางนำสืบของคุณโผงได้ความเพียงว่า วัดใช้แบบฟอร์มสัญญาเช่า กับผู้เช่าทุกคนโดยไม่ปรากฏจากข้อนำสืบว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าข้อ 8 เป็นการเอาเปรียบฝ่ายผู้เช่าเกินสมควรอย่างไร เพราะเหตุใดอันจะเป็นประเด็นให้ศาลวินิจฉัยถึง

ลำพังเพียงการตกลงให้สิทธิแก่ผู้ให้เช่าที่จะบอกเลิกสัญญาได้ แม้สัญญาเช่ายังไม่สิ้นสุด แต่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนไม่ต่ำกว่า 30 วันนั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ทำให้ฝ่ายวัดผู้ให้เช่าได้เปรียบฝ่ายคุณโผงผู้เช่าเกินสมควร

ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของคุณโผงว่า ต้องคืนเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นนี้ ดังนี้

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเลิกกันแล้วคู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โดยได้ข้อเท็จจริงตามที่ทั้งฝ่ายวัดและคุณโผงนำสืบเข้ามาว่า คุณโผงได้ชำระค่าทำสัญญาเช่า หรือเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท แก่วัด วัดจึงต้องคืนเงินที่ได้รับให้แก่คุณโผงพร้อมด้วยดอกเบี้ย โดยวินิจฉัยว่าปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้นั้น จะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ

เมื่อไม่ปรากฏจากคำฟ้องของโจทก์ หรือคำให้การของจำเลย ว่าจำเลยได้ชำระค่าทำสัญญาเช่าหรือเงินบำรุงวัดจำนวน 1,000,000 บาท แก่วัดก่อนมีการทำสัญญาเช่าเพื่อเป็นการตอบแทนการที่วัดทำสัญญาเช่ากับคุณโผง

ข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากพยานนอกเรื่อง นอกประเด็น ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความมีหน้าที่นำสืบ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังมาวินิจฉัยเป็นข้อกฎหมายตาม มาตรา 142 (5) ได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามตามมาตรา 87

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาดังกล่าวแล้วพิพากษาให้วัดคืนเงินบำรุงวัดให้คุณโผงจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่คุณโผงจึงเป็นการไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า วัดไม่ต้องคืนเงิน จำนวน 1,000,000 บาทแก่คุณโผง

มัคนายก และเด็กวัด ปรบมือส่งเสียงเฮ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2298/2553)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 538 เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 142 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่

ฯลฯ

(5) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้

ฯลฯ

 

หมอทำขวัญ “ชินกร ไกรลาศ” งานดี รายได้หลักแสน ตอนจบ

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 17 ฉบับที่ 274

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

หมอทำขวัญ “ชินกร ไกรลาศ” งานดี รายได้หลักแสน ตอนจบ

ลูกทุ่งเศรษฐี ฉบับที่แล้ว ว่าด้วยชีวิตและงานของนักร้องลูกทุ่งเจ้าของเพลง “ยอยศพระลอ” ชินกร ไกรลาศ ที่หันมายึดหลักในการรับจ้างเป็นหมอทำขวัญนาค

ไม่น่าเชื่อว่า รายได้จะดี เพราะรับงานละ 50,000-60,000 บาท บางงานถึง 100,000 บาท เทียบไม่ได้กับการร้องเพลงตามร้านอาหารคาเฟ่ที่กว่าจะหยิบเงินหมื่นถึงหลักแสนบาท ต้องร้องกันทั้งเดือน แต่หมอทำขวัญรับกันทีละงาน ทีละวัน ซึ่งบางวันอาจรับถึง 3 งาน

ในวิทยานิพนธ์ เรื่อง “บทบาทการทำขวัญนาคในการเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชนของนายชินกร ไกรลาศ” ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาธรรมนิเทศ) แห่งมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดทำโดยพระสมุห์พรเทพ ภวธมโม (โตแย้ม) ซึ่งศึกษาช่วงปี 2550-2551 ชินกรให้สัมภาษณ์ว่า การไปทำขวัญงานบวชนาคนั้นจะจัดเตรียมคณะปี่พาทย์ เครื่องขยายไปพร้อมสรรพหากเจ้าภาพต้องการเพื่อความสะดวกของเจ้าภาพ สำหรับระยะเวลาในการทำขวัญนาคนั้น เฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าต้องการรายละเอียดต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง

“…กับการใช้เวลาตรงนี้ ถือว่ารายได้ดีทีเดียว ถ้าบ้านเมืองปกติ เฉลี่ยแล้วประมาณ 100 งาน ต่อปี สูงสุดวันละ 3 งาน อัตราปัจจุบันค่อนข้างจะสูงขึ้น”

ชินกร กล่าวต่อไปว่า

“สมัยก่อนเริ่มแรกที่ 5,000 บาท ปัจจุบันค่อยๆ ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 50,000-60,000 บาท บางครั้งถึง100,000 บาท ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์เป็นมาตรฐาน แต่ปีนี้ไม่ถึง 100 งาน (ปี 2550) เพราะบ้านเมืองไม่ปกติ คนที่สนใจซื้อ คือกลุ่มคนที่มีรายได้สูงซึ่งจะไม่ให้ความสำคัญกับค่าจ้าง แต่จะให้ความสนใจกับงาน ขอให้งานลุล่วงไปได้ด้วยดี พร้อมจ่าย ซึ่งถือว่า เป็นรายได้ที่มีต้นทุนต่ำ สำหรับสมาชิกในคณะก็จัดสรรให้ไปตามความเหมาะสม…”

สมาชิกในคณะหมายถึง นักดนตรีปี่พาทย์ ช่างเสียง เป็นต้น

การทำขวัญนาค หรือที่เรียกกันว่า “หมอขวัญ” นั้น เป็นความสามารถพิเศษในการร้อง การแหล่ แต่สำหรับชินกรแล้วมิได้เป็นเรื่องยากลำบาก เพราะเชี่ยวชาญด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก จวบจนวัยรุ่น และโตเป็นหนุ่ม โดยซึมซับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าสมัยบวชเรียนเป็นเณร อีกทั้งได้ฟังและการไปเทศน์มหาชาติด้วยตนเอง

ในตำราที่ถูกอ้างถึงในวิทยานิพนธ์เล่มนี้ บอกว่า การทำขวัญ เป็นการเรียกพิธีเชิญ หรือเรียกขวัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้รับทำพิธี และเป็นคำนิยมเรียกพิธีเชิญขวัญในปัจจุบัน แต่ความหมายเดิมหมายถึง การเรียกขวัญ หรือเชิญขวัญ กับผู้มีขวัญปกติ ร่างกายไม่เจ็บป่วย แต่ทำพิธีเพื่อเป็นการส่งเสริมเพิ่มเติมที่เป็นมงคลให้เกิดแก่ผู้รับการสู่ขวัญยิ่งขึ้น คือ คนนั้นปกติ ขวัญดีอยู่แล้ว แต่ทำเพื่อให้มีความสุขความเจริญก้าวหน้า หรือดีงามยิ่งๆ ขึ้นอีก เช่น พิธีสู่ขวัญบ่าวสาว พิธีทำขวัญนาค สู่ขวัญพระภิกษุสามเณร สู่ขวัญเจ้านาย เป็นต้น

ส่วนการทำขวัญนาค มีวิวัฒนาการมาจากพิธีพราหมณ์ เพราะบรรพบุรุษเคยนับถือทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์

การทำขวัญเป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญและจิตใจ เพื่อหาทางก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจดีขึ้น

ดังนั้น วิถีการดำเนินชีวิตแทบทุกอย่างตั้งแต่โบราณ จึงมักจะมีการทำขวัญควบคู่กันไปเสมอ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเรียกร้องพลังทางจิต จะได้ช่วยให้มีพลังใจเข้มแข็ง สามารถฟันฝ่าอุปสรรค หรือภัยพิบัติได้นั่นเอง จึงเป็นประเพณีถือปฏิบัติยั่งยืนมาจนทุกวันนี้

การทำขวัญนาคต้องอาศัยผู้เป็นปราชญ์ ผู้ฉลาด หรือผู้รู้วิธีทำ ซึ่งเรียกว่า “หมอขวัญ” หรือ “พราหมณ์” ทำขวัญให้ จึงจะเป็นสิริมงคล ได้ผลดีสมความปรารถนา ถ้าหากทำไป สักแต่ว่าทำ ไม่มีพิธีการอันแนบเนียนก็จะมีผลน้อย เพราะการทำพิธีนี้เกี่ยวกับจิตวิทยาอย่างหนึ่งด้วย ถ้าผู้ทำเป็นผู้ฉลาดในพิธีการ ตั้งอกตั้งใจทำจริงๆ มุ่งหวังให้เป็นสิริมงคลแก่นาคผู้รับขวัญ อย่างนี้จึงจะได้รับประโยชน์จากการทำขวัญนั้น

การทำขวัญนาคที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็คือ การเชิญหมอขวัญมาแหล่ทำขวัญนาค หมอขวัญมีส่วนสำคัญในการเผยแผ่หลักศีลธรรมแก่ประชาชน ซึ่งมีหลักธรรมแทรกอยู่ในพิธีกรรม ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตน อาทิ ความสามารถในการคิดแต่งกลอนสอด ความมี “เสียงดี” มีไหวพริบปฏิภาณสามารถ “แต่ง” คำเรียกขวัญขึ้นเองในขณะนั้นๆ และสามารถนำเรื่องราวรอบๆ ตัวไปประกอบการแต่งเป็นบททำขวัญด้วย บางจังหวะใช้คำกลอนที่เพราะพริ้ง ฟังแล้วเศร้าสร้อย สะเทือนใจ หรือผูกแต่งเล่าเป็นเรื่องราวให้ผู้ฟังในงานเกิดความซาบซึ้ง ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมตัวที่จะบรรพชาอุปสมบทและสนใจติดตามฟัง หรือบางโอกาสใช้คำกลอนที่ตลก ทำให้เกิดความบันเทิงแก่ผู้ฟังและคล้อยตาม

สำนวนบททำขวัญเหล่านี้ล้วนแต่มีส่วนโน้มน้าวใจผู้ฟังเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ และพฤติกรรม สาเหตุอันเกิดจากการนำหลักธรรมที่ได้รับจากการเข้าร่วมพิธีทำขวัญ ไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

ในการทำขวัญนาคนั้น หมอขวัญจะต้องมีความรู้บททำขวัญนาคเพื่อจะนำมาแหล่อย่างถูกต้อง ซึ่งประกอบไปด้วย ชุมนุมเทวดา, นอบน้อมพระพุทธเจ้า, เคารพคุณพระรัตนตรัย, ปฏิสนธิ, ว่าด้วยนามนาค, สมมติบายศรี, สอนเจ้านาค, เคารพผ้าไตร, เชิญขวัญนาค

โดยเฉพาะภาคกำเนิดนาค เป็นการพรรณนาความเชื่อเกี่ยวกับกำเนิดมนุษย์ ซึ่งในที่นี้ใช้คำว่า “นาค” เพราะต้องการมุ่งเน้นเฉพาะคนกำลังจะบวช โดยเริ่มพรรณนาตั้งแต่ยังเป็นดวงวิญญาณมาปฏิสนธิในครรภ์มารดาแล้วเจริญวัยตามกาลเวลา กระทั่งคลอดออกมาเป็นทารก

ภาคกำเนิดนาคมีความสำคัญ เนื่องจากมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความซาบซึ้งในพระคุณของบิดามารดา ปลูกฝังความกตัญญู

เหนือสิ่งอื่นใด นอกจากการเป็นหมอทำขวัญจะเป็นงานที่สร้างรายได้ให้กับชินกร ไกรลาศ แล้ว ยังเป็นการช่วยจรรโลง สืบทอดประเพณีการทำขวัญนาคให้ดำรงคงอยู่ ไม่สูญหายไปตามกาลเวลา และขณะเดียวกัน ก็เป็นการเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชนในรูปของการแหล่ การขับร้อง และการบรรยายผสมผสานกับกิริยาท่าทาง อารมณ์ บุคลิกภาพที่สุภาพ นุ่มนวล อ่อนโยนอีกด้วย

 

รู้ไว้ ดีกว่าไม่รู้

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 17 ฉบับที่ 274

ก่อนปิดร้าน

สมปรารถนา

รู้ไว้ ดีกว่าไม่รู้

เพียงแค่ 2 สัปดาห์เศษของการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว และพิบัติภัยสึนามิ ที่ประเทศญี่ปุ่น นอกจากจะหดหู่ เห็นใจต่อประชาชนชาวอาทิตย์อุทัย จนนำไปสู่การร่วมแรงร่วมใจบริจาคเงิน-สิ่งของช่วยเหลือกันอย่างคับคั่งแล้ว

เชื่อว่าผู้ที่สนใจเกาะติดข้อมูลยังได้รับ “ความรู้” และเกิดความเข้าใจในอีกหลายๆ เรื่องดียิ่งขึ้น

เราได้รู้ว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ของญี่ปุ่น มีความรุนแรงในระดับ 9 ริกเตอร์ อันเป็นวิธีการวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหวในแต่ละครั้ง ได้รู้ว่า หลังจากแผ่นดินไหวเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ สูงกว่า 10 เมตรเข้าโจมตีชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ได้เห็นภาพพลังทำลายล้างของธรรมชาติที่กวาดเอาทุกสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ให้พินาศได้ในพริบตา ฯลฯ

แล้วก็ต้องกลับมาถามกันจริงๆ ว่า ดูข่าว ฟังข่าว รู้ข่าว ไปเพื่ออะไร

เสียเวลาติดตามข่าว ดูแล้วก็หวั่นไหว จิตตก เสียเวลาทำมาหากิน?

มีคำตอบที่น่าสนใจของนักคิด นักปราชญ์ หลายยุคหลายสมัยพูดกันเสมอว่า “รู้ ดีกว่าไม่รู้” เพราะถึงที่สุดแล้ว ความรู้ ความเข้าใจต่อสรรพสิ่งคือปัญญาที่จะนำพาให้มนุษย์ ก้าวต่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

เพราะนอกจากเราจะรู้ว่า แผ่นดินไหวในทะเล มีโอกาสก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิได้มากกว่า เรายังได้รู้ว่า แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มากไปด้วยองค์ความรู้เกี่ยวกับสารพัดพิบัติภัย (แผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น สึนามิ น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด) มีการเตรียมความพร้อม มีระบบเตือนภัย ป้องกันภัยโดยอาศัยทั้งเทคโนโลยีและภูมิปัญญาดั้งเดิม มากขนาดไหน

ก็ยังหลีกเลี่ยงความเสียหายครั้งร้ายแรงไม่พ้นเนื่องเพราะยังมี “สิ่งที่เหนือความคาดหมาย” เกิดขึ้นให้เรียนรู้ ศึกษา หาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมอีก

เราได้รู้อีกว่า โรงไฟฟ้าใน ฟูกูชิมะ ที่เกิดปัญหาขึ้นนั้น เป็น 1 ในจำนวนโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีทั้งสิ้น 55 โรงทั่วประเทศญี่ปุ่น (เป็น 1 ใน 3 อันดับแรกของประเทศที่ใช้ไฟฟ้าพลังงานจากนิวเคลียร์มากที่สุด)

เมื่อเกิดปัญหา มีการระเบิดและรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสี ข้อมูลต่างๆ ก็ปรากฏออกมาว่าจะเกิดผลกระทบมากน้อยเพียงใด ในแง่มุมไหนบ้าง เช่น การปนเปื้อนไปในอากาศ ในน้ำทะเล ในน้ำประปา ในอาหารประเภท นม พืชผัก ฯลฯ

รู้ไว้เฉยๆ ก็ยังถือว่าได้มีความรู้เพิ่ม แต่หากรู้จักต่อยอดความรู้ ใส่ความคิดเพิ่มเข้าไปว่า จะเกิดอะไรขึ้นตามมา จากเหตุการณ์ในญี่ปุ่น เราอาจต้องเริ่มคิด หาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่หลายประเทศเริ่มห้ามนำเข้าสินค้าอาหารหลายประเภทจากญี่ปุ่น ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเองกลับกำลังขาดแคลนและอาจต้องนำเข้าสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้น

นอกเหนือไปจากผลกระทบที่เกิดความเสียหาย และการบริโภค การนำเข้าสินค้าของคนญี่ปุ่นลดลง

คิดต่อยอด โยงประเด็นให้ใกล้ตัวเข้ามา เราจะพบว่า คนไทย ผู้ประกอบการ ธุรกิจ การค้า การลงทุนของไทย ก็เกี่ยวข้อง พัวพัน และจะต้องได้รับผลไม่ทางบวกก็ทางลบ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แล้วจะต้องทำอย่างไรต่อ ตอนนี้ต้องเริ่มคิดต้องเริ่มวางแผนกันแต่เนิ่นๆ แล้วล่ะครับ

เห็นไหมว่า รู้ดีกว่าไม่รู้ จริงๆ นะครับ

 

คืนสิทธิที่ดินทำกินให้ชุมชน ทางเลือก-ทางรอดคดีที่ดินคนจน!

วันที่ 27/6/2011

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.


 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธ์พืช ได้มีคำสั่งยื่นฟ้องแพ่ง นายเดียมและนางเคล้า อยู่ทองสองสามีภรรยา ที่อาศัยอยู่หมู่บ้านไร่เหนือ ตำบลในเตา อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ด้วยจำนวนเงินที่มากถึง 545,366.62 บาท ในข้อหาที่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสียหายหรือทำให้โลกร้อนขึ้น !!!!!!!”

 หาก นายเดียม และนางเคล้า อยู่ทองสองสามีภรรยา เป็นบริษัททุนขนาดใหญ่ที่ผลิตอุตสาหกรรมแบบไร้ความรับผิดชอบ หรือบุกรุกแผ้วถางป่าเป็นร้อยล้านไร่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนจนส่งผลกระทบกับทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสมบัติสาธารณะการฟ้องร้องของหน่วยงานรัฐในครั้งนี้คงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

 แต่ในทางกลับกันสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ได้ประกอบธุรกิจพันล้าน ไม่ได้เป็นเจ้าของโรง งานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เป็นชาวบ้านซึ่งมีที่ดินทำกินเพียง 14 ไร่ ที่ครอบครองก่อนที่รัฐจะประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ จนส่งผลมาสู่การจับกุมสองสามีภรรยาพร้อมทั้งสั่งปรับด้วยจำนวนเงินกว่าครึ่งล้านทั้งๆที่ทำกินในที่ดินของตนเอง

 นี่เป็นเพียงกรณีตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวจากทั้งหมด 6 เรื่องที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยเพื่อสะท้อนถึงการดำเนินนโยบายเรื่องที่ดินที่ผิดพลาดของรัฐในงานเสวนาสาธารณะเรื่อง “สิทธิชุมชนกับคำพิพากษาคดีที่ดินป่าไม้” ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดขึ้นโดย คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม และองค์กรภาคีเครือข่ายอีกจำนวนมาก

 ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งมีทั้งตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเรื่องที่ดินทำกินจากการดำเนินการของรัฐ นักวิชาการ ทนายความ ผู้พิพากษา และอัยการได้มีการแลกเปลี่ยนและร่วมกันหาทางออกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยหลายฝ่ายเห็นร่วมกันว่าสิ่งที่เป็นปัญหาในการดำเนินการเรื่องที่ดินทำกินของชาวบ้านคือตัวบท กฎหมายและ “กระบวนการในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้มาซึ่งกระบวนการยุติธรรมกับชาวบ้าน”

 สอดคล้องกับการปาฐกถาในหัวข้อ “คดีความที่ดินป่าไม้กับวิกฤติเกษตรกรรายย่อย” ของม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ อดีตกรรมการปฏิรูป ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า ระบบในการไต่สวนคดีที่ดินของเจ้าหน้าที่รัฐต่อเกษตรรายย่อย มีปัญหาเพราะ เน้นในเรื่องระบบการกล่าวหามากกว่าระบบไต่สวน


 “เวลาที่ชาวบ้านหลายคนโดนจับในคดีที่ดินนั้นกระบวนการยุติธรรมของเรานั้นมีปัญหาในเรื่องการเท่าเทียมกันในเรื่องของโจทก์และจำเลย ซึ่งกระบวนการยุติธรรมของไทยถือว่าโจทก์และจำเลยนั้นเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่มีทางที่ชาวบ้านตัวเล็กๆ จะเท่าเทียมกับอำนาจรัฐหรืออำนาจทุนได้ ชาวบ้านหลายคนไม่มีทุนทรัพย์ในการไปต่อสู้ต้องกู้หนี้ยืมสินไปช่วยเหลือตัวเองสร้างความทุกข์ยากให้กับชาวบ้าน เรื่องนี้เป็นปัญหาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรีบแก้ไข

 ส่วนระบบในการไต่สวนคดีนั้นก็มีปัญหาอย่างชัดเจนเพราะหลายคดีที่น่าจะใช้ระบบไต่สวน แต่กระบวนการยุติธรรมของไทยกลับไปใช้ระบบกล่าวหา ทั้งที่ในความเป็นจริงระบบไต่สวนนั้นจะทำให้การสืบสวนสอบสวนเกิดความยุติธรรมและเที่ยงตรง ได้มากกว่าระบบกล่าวหาเพราะชาวบ้านเขาสามารถอธิบายถึงที่มาที่ไปก่อนที่จะถูกจับดำเนินคดีได้ ซึ่งผู้พิพากษาสามารถใช้วิจารณญาณได้ว่า คดีลักษณะใดควรจะใช้ระบบใด แต่ที่ศาลไม่เปลี่ยนไปใช้ระบบไต่สวนก็เพราะคุ้นชินกับ กระบวนการเรียนและการอบรมที่เป็นระบบกล่าวหามาตลอด ตรงนี้ถ้ามีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงจะทำให้ชาวบ้านได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น” อดีตกรรมการปฏิรูปกล่าว

 ขณะที่ผลการศึกษาเรื่อง “คำพิพากษาคดีที่ดินป่าไม้และผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน” ของนายสมนึก ต้มสุภาพ ทนายความด้านสิทธิชุมชนได้ระบุอย่างชัดเจนว่ามีชาวบ้านอย่างน้อย 223 คน ที่กำลังจะถูกดำเนินคดีป่าไม้และที่ดิน ซึ่งผลการศึกษานี้ได้ยังได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาอย่างชัดเจนว่ากระบวนทรรศน์ และแนวความคิดของศาล ในการตัดสินคดีที่ดินของชาวบ้านก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กระบวนการในการไต่สวน

 “ผมได้ศึกษาจากหลากหลายคดี ก็เห็นตัวอย่างอย่างชัดเจนว่าบางคดีศาลก็ให้คุณค่ากับวิถีชุมชนและบางคดีศาลเองก็ไม่ให้ความสำคัญกับคำว่าวิถีชุมชนเลยแม้แต่น้อย หลายคดีศาลเองสามารถใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ เรื่องสิทธิชุมชนมาประกอบได้ แต่อำนาจที่ระบุในเรื่องสิทธิชุมชนของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทยก็ไม่เคยได้นำมาใช้เลยสักครั้ง

 การพิจาณาคดีความของศาลมักพิจารณาโดยยึดหลักกฎหมายมาก่อน โดยดูว่าพื้นที่นั้นๆ มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร เช่น ป่าสงวน อุทยาน สวนป่า ที่เอกชน ฯลฯ แต่ไม่พิจารณาว่า การกำหนดให้ที่ดินมีสถานะเช่นนั้น เป็นกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เพียงใด ศาลไม่ได้พิจาณาว่าก่อนที่จะมาเป็นพื้นที่ดังกล่าว สถานที่แห่งนี้ชุมชนได้มีอยู่และใช้ทำมาหากินมาก่อนหรือไม่”

 ทนายความด้านสิทธิชุมชนกล่าว พร้อมทั้งแนะนำให้ศาลวินิจฉัยคดีโดยยึดหลักทางสังคม ศาสตร์ โบราณคดี มานุษยวิทยาและชาติพันธุ์วิทยา มากกว่ายึดตามพยานเอกสารเพียงอย่างเดียว

 ผลการศึกษาของทนายความสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินผู้นี้ สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ในเรื่องการปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากรที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ที่ระบุข้อเสนอและข้อเรียกร้องเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน และที่ทำกินของชาวบ้านว่าการออกโฉนดชุมชนและให้ชาวบ้านมีสิทธิทำกินและจัดการที่ดินทำกินของตนเองก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแก้ไข ปัญหา ข้อเรียกร้องบางส่วนของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยระบุอย่างชัดเจนว่า

 “คณะรัฐมนตรี รัฐสภา หรือพรรคการเมืองต่างๆ จะต้องดำเนินการให้มีการผลักดันกฎ หมายรับรองสิทธิในการจัดการที่ดินของชุมชน รวมถึงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดินให้รับรองสิทธิของชุมชนในการมีส่วนร่วมในการจัดการที่ดินด้วย พร้อมทั้งให้มีการรับรองสถาน ภาพการเข้าอยู่อาศัยและทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมายในพื้นที่ของรัฐที่มีข้อพิพาทอยู่ในปัจจุบัน โดยจัดให้มีการออกโฉนดชุมชนโดยเร็ว ซึ่งกระบวนการในการออกโฉนดชุมชนจะต้องเป็นไปโดยมีกระบวนการที่โปร่งใส พร้อมทั้งให้หน่วยงานของรัฐยุติการขับไล่และการจับกุมชาวบ้านในระหว่างที่รอให้กระบวนการออกโฉนดชุมชนก่อเกิด”

 นอกจากข้อเสนอของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปที่นับวันรอให้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ในการเสวนาสาธารณะในครั้งนี้ ได้ข้อเสนอแนะต่อองค์กรยุติธรรมอย่างชัดเจนด้วยเช่นกันอาทิ การเสนอให้พัฒนาระบบการฟ้องคดีสาธารณะโดยให้ประชาชนสามารถฟ้องคดีได้ รวมถึงจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ ในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับที่ดินป่าไม้ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ เป็นเอกภาพ และที่สำคัญควรมีศาลพิเศษ ด้านที่ดินป่าไม้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดทำกฎหมายวิธีพิจารณาคดีที่ดินป่าไม้ เพื่อให้การพิจารณาคดีมีมาตรฐาน ไม่เลือกปฏิบัติ

 ข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ล้วนผ่านการกลั่นกรองจากความทุกข์ยากของประชาชนที่ต้องถูกดำเนินคดีอย่างไร้หนทางสู้ ที่เหลือก็ต้องรอความหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปสานต่อให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่อสร้าง “ความยุติธรรมและเท่าเทียม” ให้เกิดขึ้นกับคนทุกชนชั้นอย่างแท้จริง

SCOOP@NAEWNA.COM

 

ส่งกรมชลฯถก”อีสวอเตอร์” เจรจาค่าวางท่อน้ำประแสร์

วันที่ 26/6/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือในรายละเอียดการพิจารณาอนุมัติงบประมาณค่าก่อสร้างโครงการวางท่อเชื่อมจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ จ.ระยอง จำนวนทั้งสิ้น 1,680 ล้านบาท โดยบริษัท East Water เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง โดยแบ่งเป็นงบประมาณที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนดำเนินการ 1,008 ล้านบาท และส่วนที่เหลืออีก 672 ล้านบาท ให้ผ่อนชำระคืน East Water โดยหักเป็นค่าน้ำ ร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้การชำระค่าก่อสร้างโครงการวางท่อเชื่อมจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เป็นไปด้วยความเหมาะสม ถูกต้องตามข้อกฎหมาย

 ทั้งนี้ จากผลประชุมที่ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า ในการอนุมัติเบิกจ่ายเงินจำนวน 1,008 ล้านบาท จะยกเว้นการจ่ายเงินตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ เนื่องจากการดำเนินการก่อสร้างดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 ที่ได้เห็นชอบกรอบแนวทางดำเนินงานเพื่อการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำภาคตะวันออก 4 ลุ่มน้ำ และอนุมัติในหลักการงบประมาณเพื่อการลงทุนในโครงการเร่งด่วน จึงถือเป็นคำสั่งและข้อสัญญาในการดำเนินการได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในมอบหมายให้กรมชลประทานหารือในรายละเอียดปลีกย่อยร่วมกับบริษัทอีสเวอร์เตอร์ สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงบประมาณ เพื่อจัดทำรายละเอียดประเด็นต่างๆ ชี้แจงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า

 

ฤทธิ์ “ไหหม่า” ทำ “น่าน” จมบาดาล

วันที่ 27/6/2011

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หลังจากพายุดีเปรสชั่น “ไหหม่า” พัดเข้าพื้นที่ประเทศไทย ตั้งแต่คืนวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า หลายจังหวัดทางภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดน่าน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยน้ำในแม่น้ำน่าน ได้เพิ่มสูงกว่า 6.5 – 7 เมตร เมตร โดยเฉพาะที่อำเภอเวียงสา และอำเภอปัว น้ำได้เอ่อล้นบ้านเรือนประชาชน คันดินกั้นน้ำหลายแหล่งได้พังทลาย ท่วมพื้นที่ทางการเกษตรเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ คาดว่า น่าจะวิกฤตกว่าปี 2549

 

ภาคเหนือ-กลาง-ตะวันออก-ใต้ มีฝนหนาแน่น ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามัน และอ่าวไทย 2-3 เมตร

วันที่ 27/6/2011

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (27 มิ.ย.54) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีฝนทั่วไป ร้อยละ 90 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน ตาก กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 27-29 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ เลย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

 ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศา อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศา อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.