ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เฟด บนทางแพร่ง เลิก-ไม่เลิก QE2 เมษายน 26, 2011

โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์ : เฟด บนทางแพร่ง เลิก-ไม่เลิก QE2.

  • 26 เมษายน 2554 เวลา 08:23 น.

การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 เม.ย.

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศ

การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ จะถือเป็นการชี้ชะตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 หรือ QE2 อย่างแท้จริง หลังจากที่เฟดปล่อยให้ตลาดกะเก็งมาระยะหนึ่งแล้ว ถึงกำหนดการที่จะยุติมาตรการอัดฉีดทุน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เข้าสู่ระบบเมื่อดัชนีชี้วัดสภาพเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มบ่งชี้ไปในทิศทางบวกมากขึ้น

ตามกำหนดการเดิม QE2 จะหมดอายุลงในเดือน มิ.ย.นี้ ทว่าโอกาสที่เฟดจะยุติมาตรการดังกล่าวลงกลางคันมีอยู่สูงมาก หลังจากที่ตัวเลขว่างงานในสหรัฐช่วงเดือน มี.ค. ปรับลงมาอยู่ที่ 8.8% จาก 8.9% ช่วงเดือน ก.พ. นับป็นทิศทางที่ตรงกับความคาดหวังของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่ยกให้ตัวเลขว่างงานเป็นตัวชี้วัดสภาพเศรษฐกิจ หากตัวเลขถอยห่างจากอัตรา 10% มากเท่าไร ยิ่งหมายถึงภาวะที่สดใสคึกคักมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อพิจารณาจากตัวเลขเมื่อเดือน พ.ย. 2553 ตัวเลขนี้สูงถึง 9.8% หรือสูงสุดในรอบ 7 เดือน ยังผลให้โอบามาต้องโอดครวญว่าตัวเลขว่างงานสูงจนรับไม่ได้ ซึ่งโอบามามีเหตุผลที่รับไม่ได้ เพราะผลที่ตามมาหลังจากนั้น คือ พรรคเดโมแครตต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสอย่างยับเยิน เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อศักยภาพของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น (เดือน พ.ย. 2553) เฟดเริ่มใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing (QE) รอบที่ 2 หรือหากจะกล่าวให้รัดกุมยิ่งขึ้นคือ เฟด “เสริม” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมผ่านการทุ่มงบประมาณ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาล

มาตรการนี้ได้ผลดีอย่างยิ่งในทางการเงิน เพราะเป็นการกระจายเม็ดเงินให้ตกลงสู่มือผู้บริโภคโดยตรงผ่านการปล่อยกู้ของธนาคาร ส่งผลให้ตลาดคึกคักอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังช่วยในทางอ้อมให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า กระตุ้นการส่งออก และช่วยสร้างงานในทางตรงและทางอ้อม ล่าสุดเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าต่อเงินเหรียญออสเตรเลียต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี

อาจกล่าวได้ว่า ยิ่งเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่ามากเท่าไร ตัวเลขว่างงานยิ่งลดลงเป็นเงาตามตัว

หากตัวเลขว่างงานช่วงเดือน เม.ย. ปรับลดลงมาอีก ยิ่งเพิ่มน้ำหนักในกับการยุติมาตรการ QE2 แต่คาดว่าตัวเลขว่างงานที่ลดลงในช่วงเดือน มี.ค. คงเพียงพอแล้วที่เฟดจะพิจารณาถอนมาตรการ QE1 ในการประชุมครั้งล่าสุดนี้

ไม่ใช่ตัวเลขว่างงานเท่านั้นที่เป็นปัจจัยบีบคั้นให้เฟดต้องยุติมาตรการ QE2

ยังมีภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลพวงทำนองนี้เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ตั้งแต่เริ่ม ที่ผ่านมาเฟดพยายามระบุให้สาธารณชนได้ตระหนักว่า ที่ยังตรึงมาตรการ QE2 ข้ามปีโดยไม่ยุติลงกลางคันนั้น ก็เพราะที่ผ่านมาตัวเลขเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่พอรับได้ โดยอยู่ที่ราว 1%

ทว่า ขณะนี้ตัวเลขเงินเฟ้อกำลังไต่ขึ้นมาถึง 3% ในชั่วเวลาไม่กี่เดือน จากตัวเลขเดือน ก.พ. ที่สูงถึง 2.70% จากเดิมที่ 1.60%

ประการที่ 2 ที่ทำให้เฟดต้องเร่งปิดฉาก QE2 นั้นเพราะสหรัฐไม่สามารถแบกรับภาระหนี้สาธารณะได้อีกต่อไป ล่าสุดมีหลักฐานบ่งชี้ว่างบประมาณที่ภาครัฐจ่ายคืนให้กับภาครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของเงินชดเชยว่างงานและสวัสดิการสังคมอื่นๆ ขณะนี้สูงกว่าเงินภาษีที่ภาคครัวเรือนจ่ายให้กับรัฐ โดยเมื่อช่วงเดือน ก.พ. ภาคครัวเรือนได้เงินจากภาครัฐถึง 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เงินภาษีจ่ายไปเพียง 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

นับเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปีที่เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ ซึ่งเมื่อ 75 ปีก่อนสหรัฐกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือ Great Depression

อย่างไรก็ตาม การยุติมาตรการ QE2 ก่อนกำหนดอาจไม่เกิดขึ้นตามความคาดหมาย หรือกระทั่งอาจต่ออายุมาตรการนี้ด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผล 2 ประการ

และยังน่าสังเกตว่า ทั้งสองประการนี้มีความยอกย้อนอย่างยิ่ง เพราะสืบเนื่องมาจากปัจจัยที่ทำให้เฟดต้องพิจารณายุติมาตรการ QE2 ในเร็ววัน

ประการแรก ตัวเลขประเมินแนวโน้มอัตราว่างงานเฉลี่ยในสหรัฐยังถือว่าสูงมาก หรืออาจสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยยังค้างอยู่ที่ 10% ในปีนี้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ตัวเลขรายเดือนจะปรับลดลงต่อเนื่องก็ตาม เทียบกับอัตราเฉลี่ยเมื่อปี 2551 และ 2552 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอย ถือว่าตัวเลขปี 2554 สูงมาก เพราะในปีดังกล่าวตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 5% และ 7%

ไม่เท่านั้น ยังสูงกว่าตัวเลขปี 2553 ที่อยู่ที่ 9% ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มเข้าที่เข้าทางบ้างแล้ว

และหากเกิดภาวะ “ช็อก” อย่างฉับพลัน ตัวเลขว่างงานที่กำลังเข้าสู่ทิศทางด้านบวก อาจวกกลับเข้าสู่ทิศทางด้านลบอย่างไม่ทันตั้งตัว

การที่จะเกิดภาวะช็อกขึ้นมาได้ ขึ้นอยู่ปัจจัยประการต่อมา

ประการต่อมา เศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสที่จะ “สะดุดตอ” มีอยู่สูงมากเช่นกัน เนื่องจากผลพวงของราคาพลังงานแพงลิ่ว ซึ่งล่าสุดราคาน้ำมันในสหรัฐทะลุ 4 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอนแล้ว เป็นราคาเท่ากับเมื่อปี 2550 และ 2551 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่สหรัฐจะถลำเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจถดถอย อีกทั้งในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ราคาน้ำมันในสหรัฐยังปรับขึ้นมาถึง 18%

ผลสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ 66 คน โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐช่วงไตรมาสแรกจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.9% จากไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่ 3.1% เนื่องจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคที่เคยใช้จ่ายอย่างคึกคักจากแรงหนุนของมาตรการ QE2 ต้องลดการใช้จ่ายลง

เป็นที่ทราบกันว่า การอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐจะยังผลให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว หรือกล่าวได้ว่า มาตรการ QE2 ที่ทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า เพื่อหวังผลด้านบวกทางเศรษฐกิจ กำลังเริ่มสำแดงฤทธิ์เดชด้านลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐแล้ว

นี่คือภาวะลักลั่นที่เฟดต้องหาทางออก และทางออกที่ว่านั้นไม่ต่างอะไรกับการเดิมพันครั้งสำคัญ เพราะเฟดต้องเลือกระหว่างการใช้ QE2 ต่อไป แต่ต้องรับเคราะห์จากภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่ซบเซาในแบบตลบหลังจากราคาน้ำมันแพง หรือจะเลือกยุติ QE2 ก่อนกำหนด แต่ต้องเสี่ยงที่เศรษฐกิจยังไม่เข้าที่เข้าทางจากปัญหาว่างงาน

ด้วยตัวชี้วัดที่สับสนและผลพวงที่ซับซ้อน จะทำให้คณะกรรมการกำหนดนโยบาย (FOMC) ของเฟดต้องเจองานหิน ยากที่จะฟันธงได้ว่า ควรหรือไม่ควรยุติ QE2 ก่อนกำหนดหรือตามกำหนด

About these ads
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s