ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

พิทักษ์ ศิริกุลพัฒนะผล ผู้นำการปลูกมะนาว เขตอำเภอท่ายาง

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พิทักษ์ ศิริกุลพัฒนะผล ผู้นำการปลูกมะนาว เขตอำเภอท่ายาง

ปัจจุบัน แหล่งผลิตมะนาวในเชิงพาณิชย์ของไทยจะมีแหล่งผลิตใหญ่ๆ คือ จังหวัดพิจิตร จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดราชบุรี และจังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น โดยเฉพาะที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี นับเป็นแหล่งผลิตมะนาวดั้งเดิม ในปัจจุบันอำเภอท่ายางนับเป็นจุดศูนย์กลางแห่งหนึ่งของประเทศที่จะมีการซื้อ-ขาย ผลผลิตมะนาวจากทั่วประเทศ ในอดีตเกษตรกรอำเภอท่ายาง จะปลูกมะนาวพันธุ์หนังและพันธุ์ไข่เป็นหลัก แต่ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนสายพันธุ์มาปลูกมะนาวในกลุ่มของพันธุ์แป้นชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์แป้นรำไพ แป้นทะวาย แป้นใหญ่ แป้นพวง แป้นดกพิเศษ ฯลฯ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากผลผลิตมีเปลือกบาง ปริมาณน้ำมาก และมีกลิ่นหอม จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสตระเวนดูพื้นที่การปลูกมะนาวในเขตพื้นที่อำเภอท่ายาง และอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา พบว่า ได้มีเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกมะนาวกันมากขึ้น คาดการณ์ว่าพื้นที่ปลูกมะนาวในเขตจังหวัดเพชรบุรีจะมีไม่ต่ำกว่า 10,000 ไร่ ในปัจจุบัน

คุณพิทักษ์ ศิริกุลพัฒนะผล อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 7 ไร่หลวงซอย 9 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี 76130 โทร. (087) 428-3386 ปลูกมะนาวในกลุ่มสายพันธุ์แป้น ในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่เศษ คุณพิทักษ์ได้ประกอบอาชีพชาวสวนมานาน ประมาณ 20 ปี เริ่มจากการปลูกชมพู่เพชรและลิ้นจี่ พันธุ์กะโหลกใบยาว (เป็นพันธุ์ที่นำมาจากบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร บางคนเรียกพันธุ์ลิ้นจี่กรอบ และเป็นพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลได้ง่ายในเขตพื้นที่ภาคกลาง) ผลปรากฏว่าการปลูกชมพู่เพชรและลิ้นจี่ไม่ประสบผลสำเร็จ รายได้ไม่คุ้มกับการลงทุน จึงได้เปลี่ยนพื้นที่มาปลูกมะนาวและประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

ให้ความสำคัญกับสภาพดินปลูกมากที่สุด

สายพันธุ์มะนาวและแหล่งน้ำรองลงมา

คุณพิทักษ์ บอกว่า ในการเลือกพื้นที่ปลูกมะนาวเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้นมะนาวจะชอบสภาพดินร่วนทรายที่มีการระบายน้ำที่ดี และที่สำคัญสภาพพื้นที่ปลูกมะนาวของเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรี ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่เคยปลูกพืชไร่ เช่น อ้อย และข้าวโพด มาก่อน ทำให้สภาพดินถูกใช้มานาน ขาดอินทรียวัตถุ ดังนั้น จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างดินด้วยการเพิ่มอินทรียวัตถุเข้าไป ในสภาพความจริงแล้ว เขตพื้นที่ปลูกมะนาวถูกน้ำท่วมเป็นประจำเกือบทุกปี ในปีนี้ (พ.ศ. 2553) คุณพิทักษ์ บอกว่า มีฝนตกมากในช่วงระหว่าง วันที่ 1-4 ตุลาคม 2553 และสภาพพื้นที่การปลูกมะนาวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม คุณพิทักษ์ได้แบ่งเป็น 3 ระดับ คือพื้นที่ปลูกมะนาวในที่สูง ได้รับผลกระทบในเรื่องของการออกดอก คือแทนที่จะออกเป็นดอกกลับออกเป็นใบอ่อนแทน ซึ่งความจริงในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีจะเป็นช่วงที่จะมีการดึงให้มะนาวออกดอกและติดผลให้ได้ เพื่อผลผลิตจะได้ไปขายในช่วงฤดูแล้ง พื้นที่ระดับกลาง ที่มีน้ำท่วมเพียงเล็กน้อย จะทำให้ต้นมะนาวชะงักการเจริญเติบโตระยะเวลาหนึ่ง ส่วนพื้นที่ระดับล่าง ที่แปลงปลูกมะนาวแช่น้ำนานไม่ต่ำกว่า 7 วัน จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ถ้าเป็นมะนาวที่ปลูกใหม่จะทำให้ต้นมะนาวตาย แต่ถ้าเป็นต้นที่เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ต้นจะมีอาการเหลืองทั้งต้น จะต้องใช้เวลาในการฟื้นสภาพต้น

นอกจากนั้น คุณพิทักษ์ ซึ่งนับเป็นเกษตรกรหัวสมัยใหม่ของอำเภอท่ายาง นอกจากจะมีการนำสมุนไพรมาใช้ร่วมกับสารเคมีเพื่อใช้ป้องกันและกำจัดแมลง ยังมีการศึกษาปริมาณน้ำฝนในแต่ละปีของจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งจะตกเฉลี่ยประมาณปีละ 600-700 มิลลิเมตร ถือว่าไม่มากนัก เมื่อปริมาณฝนไม่มาก ปัญหาของโรคโคนเน่าและรากเน่าจะน้อยลงไปด้วย จากการศึกษาของคุณพิทักษ์ บอกว่า จังหวัดเพชรบุรีจะมีฝนตกมาก 2 ช่วง คือเดือนพฤษภาคมและเดือนตุลาคม ระบบการให้น้ำในช่วงหน้าแล้งจะใช้วิธีการให้น้ำผ่านร่อง จะให้ต้นมะนาวได้รับน้ำอย่างเต็มที่ กรณีพื้นที่ปลูกมะนาวของคุณพิทักษ์จะปลูกเป็นสภาพไร่และไม่มีการยกร่องลูกฟูก แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ขยายพื้นที่ปลูกมะนาวใหม่ส่วนใหญ่จะมีการติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์และพื้นที่เปิดใหม่ในเขตอำเภอหนองหญ้าปล้องจะมีการเตรียมแปลงปลูกมะนาวแบบยกร่องแบบลูกฟูก เพื่อให้มีการระบายน้ำที่ดีเมื่อมีฝนตกลงมาในปริมาณมาก

เกษตรกรชาวสวนมะนาวเพชรบุรี

ส่วนใหญ่ยังใช้กิ่งพันธุ์ประเภทกิ่งตอน

จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่า การปลูกมะนาวของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่จะใช้กิ่งพันธุ์ประเภทกิ่งตอนเกือบทั้งหมด ผลปรากฏว่าเมื่อต้นมะนาวมีอายุได้ 4-5 ปี ให้ผลผลิตมาได้เพียง 3-4 ปี ต้นมะนาวจะเริ่มทรุดโทรมเป็นโรคใบเหลืองต้นโทรมหรือที่ภาษาทางโรคพืชเรียกว่า “โรคทริสเทซ่า” โดยเฉพาะเกษตรกรที่ผู้ปลูกมะนาวในปัจจุบันจะใช้สายพันธุ์แป้นที่มีความดกเป็นพิเศษ เช่น พันธุ์แป้นดกพิเศษ ถ้าใช้กิ่งตอนปลูกจะส่งผลให้ต้นมะนาวทรุดโทรมได้เร็วยิ่งขึ้น ด้วยความดกของต้นในแต่ละปี ดังนั้น การปลูกมะนาวในอนาคตเกษตรกรควรจะเลือกใช้กิ่งพันธุ์ที่เสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ เช่น ต้นตอทรอยเยอร์ สวิงเกิล ฯลฯ ซึ่งมีรากแก้วและค่อนข้างทนทานต่อโรคโคนเน่าและรากเน่า ที่สำคัญรากหาอาหารเก่ง และจะช่วยให้ต้นมะนาวมีอายุยืนยาวนานกว่า 10 ปี อย่างกรณีของแปลงสาธิตการปลูกมะนาวของชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร ได้เปลี่ยนยอดมะนาวบนต้นตอส้มน้ำผึ้ง (ส้มน้ำผึ้ง จัดเป็นส้มไม่มีเมล็ด แต่มีรสชาติเปรี้ยวจัด และคนไทยไม่นิยมบริโภค) โดยตัดส้มน้ำผึ้งทิ้งและเสียบยอดมะนาวพันธุ์แป้นรำไพลงบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ ผลปรากฏว่าต้นมะนาวมีการเจริญเติบโตเร็วมาก เปลี่ยนยอดไปไม่ถึง 1 ปี เริ่มให้ผลผลิต ปัจจุบัน เข้าปีที่ 2 ของการเปลี่ยนยอดพบว่า การเจริญเติบโตของต้นใหญ่เท่ากับต้นมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอนมีอายุ 5 ปี และที่หลายคนเป็นห่วงและกลัวคือ ผลผลิตมะนาวที่ปลูกบนต้นตอส้มต่างประเทศจะมีรสชาติและคุณภาพเปลี่ยนไปนั้น ปัจจุบันทางชมรมได้ส่งผลผลิตมะนาวแป้นรำไพที่เปลี่ยนยอดบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ ผลปรากฏว่า รสชาติและคุณภาพของน้ำเหมือนกับมะนาวแป้นรำไพที่ปลูกด้วยกิ่งตอนทุกประการ ดังนั้น เกษตรกรที่จะปลูกมะนาวในอนาคตควรจะเลือกใช้กิ่งพันธุ์ที่เสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ จึงได้ต้นที่มีอายุยืนและให้ผลผลิตสูง

สูตรบังคับมะนาวนอกฤดู

ของ คุณพิทักษ์ ศิริกุลพัฒนะผล

ในการบังคับมะนาวให้ออกนอกฤดู ของ คุณพิทักษ์ จะเน้นในเรื่องความสมบูรณ์ของต้นเป็นหลัก วิธีการสังเกตว่าต้นมะนาวมีความสมบูรณ์ก็คือ มีใบใหญ่ และมีสีเขียวเข้ม ที่สวนมะนาวของคุณพิทักษ์จะมีการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ นูตราฟอส ซุปเปอร์-เค เพื่อช่วยในการสะสมอาหาร โดยฉีดพ่นในช่วงใบเพสลาดก่อนที่จะกระตุ้นให้ต้นมะนาวออกดอก แต่คุณพิทักษ์ได้ฝากข้อคิดเกี่ยวกับการฉีดพ่นปุ๋ย ฮอร์โมน และสารปราบศัตรูพืชในแต่ละครั้ง โดยผสมน้ำ 200 ลิตร ค่าปุ๋ย ฮอร์โมน และสารปราบศัตรูพืชไม่ควรเกิน 800 บาท ต่อถัง เพราะจะไม่คุ้มต่อการลงทุน สำหรับปัญหาเรื่องโรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของการปลูกมะนาว และเกษตรกรที่ปลูกมะนาวในกลุ่มของพันธุ์แป้นทั้งหลายจะค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคนี้ การตัดแต่งกิ่งให้ทรงต้นโปร่งมีส่วนช่วยลดปัญหาการระบาดของโรคแคงเกอร์ได้บ้าง โรคแคงเกอร์จะพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝน เกษตรกรจะต้องมีการฉีดสารป้องกันและกำจัดเชื้อราในกลุ่มคอปเปอร์ เช่น ฟังกูราน เป็นต้น

นอกจากไปดูงานการปลูกมะนาวในเขตพื้นที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีแล้ว ยังได้ไปดูแปลงปลูกมะนาวของ คุณไตรเทพ สิทธิชัย โทร. (084) 094-3168 ที่มีพื้นที่ปลูกอยู่ในเขตอำเภอหนองหญ้าปล้อง คุณไตรเทพนับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เคยปลูกมะม่วงมาก่อน แต่ประสบปัญหาเรื่องขายผลผลิตมะม่วงไม่ได้ราคา จึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่ปลูกมะม่วงมาปลูกมะนาวในกลุ่มของสายพันธุ์แป้น แต่ยังใช้กิ่งพันธุ์ประเภทกิ่งตอนเช่นกัน คุณไตรเทพยอมรับว่าปลูกมะนาวโดยใช้กิ่งตอน ต้นจะมีอายุสั้น ปลูกไปได้ 5-6 ปี ต้นจะเริ่มโทรม ตายไปก็มี จากการเดินสำรวจแปลงปลูกมะนาวของคุณไตรเทพมีการปลูกเป็นสภาพไร่และไม่ได้ยกร่องแบบลูกฟูก และใช้ระยะปลูกที่ชิดเกินไป คือใช้ระยะปลูก 6×6 เมตร เมื่อต้นมะนาวอายุได้ 5 ปี ทรงพุ่มชนกันแล้ว ทำให้เกิดปัญหาเรื่องโรคโคนเน่าและรากเน่า และการฉีดพ่นสารเคมีในแต่ละครั้งจะค่อนข้างยากลำบาก

ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา คุณไตรเทพสามารถผลิตมะนาวฤดูแล้งขายได้ราคาดีมาก เมื่อช่วงฤดูแล้งเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน 2553 ที่ผ่านมา คุณไตรเทพขายมะนาวขนาดจัมโบ้จากสวนได้ถึงผลละ 8 บาท หรือแม้แต่ช่วงฤดูฝนเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา ยังขายมะนาวขนาดจัมโบ้ได้ถึงผลละ 3-4 บาท ซึ่งในอดีตไม่เคยพบว่ามะนาวจะมีราคาแพงในช่วงฤดูฝน ดังนั้น การผลิตมะนาวในอนาคตของเกษตรกรอาจจะไม่เน้นผลิตให้ออกในช่วงฤดูแล้งเพียงช่วงเดียว จะเน้นการผลิตให้ออกเกือบตลอดปี และอาจจะไม่ต้องใช้สารแพคโคลบิวทราโซลราดหรือฉีดพ่นให้กับต้นมะนาวด้วยซ้ำไป แต่เน้นการให้ปุ๋ยทางดินและทางใบ เพื่อให้ต้นมะนาวมีความสมบูรณ์เป็นหลัก โดยลักษณะของสายพันธุ์มะนาวในกลุ่มของพันธุ์แป้นชนิดต่างๆ สามารถออกดอกและติดผลได้ปีละ 4-5 ครั้ง สำหรับเกษตรกรที่ปลูกมะนาวและมีหัวก้าวหน้า ควรจะยึดหลัก “การตลาดนำหน้าการผลิต” จะต้องรวบรวมข้อมูลการผลิตมะนาวของเกษตรกรในแต่ละปีว่าแหล่งผลิตใดมีผลผลิตมะนาวออกสู่ตลาดมากในช่วงเวลาใด เราจะต้องเตรียมบังคับให้ต้นมะนาวออกดอกและติดผลไม่ตรงกัน

จ้างแรงงาน

คิดเป็นชั่วโมงละ 30 บาท

โดยปกติส่วนใหญ่การจ้างแรงงานภาคเกษตรกรทั่วๆ ไปจะคิดเป็นรายวัน แต่คุณพิทักษ์บอกว่า ในการทำสวนมะนาวของเกษตรกรในเขตอำเภอท่ายางนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสวนขนาดเล็ก เฉลี่ยรายหนึ่งปลูกมะนาวในพื้นที่ 10 ไร่ ก็ถือว่ามากแล้ว และงานในสวนมะนาวจะต้องการความละเอียดอ่อนและพิถีพิถัน คุณพิทักษ์ได้ตัดสินใจจ้างแรงงานโดยคิดเป็นรายชั่วโมง ได้แรงงานที่มีประสิทธิภาพทำงานได้ตามเป้าหมาย

มะนาวท่ายาง

เป็นตัวกำหนดราคาซื้อ-ขาย

มะนาวทั่วประเทศ

คุณพิทักษ์ บอกว่า ผลผลิตมะนาวในเขตพื้นที่อำเภอท่ายางและอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี จะเป็นตัวกำหนดราคาซื้อ-ขาย มะนาวทั่วประเทศ หรืออาจจะกล่าวง่ายๆ ว่า ราคามะนาวเพชรบุรีจะมีราคาแพงกว่าที่อื่น ผลผลิตมะนาวท่ายางจะส่งไปขายยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยส่งไปที่จังหวัดนครราชสีมา และมีการกระจายผลผลิตไปทั่วพื้นที่ภาคอีสาน ในขณะที่ภาคตะวันออกจะส่งไปขายที่จังหวัดชลบุรี

หนังสือ “การบังคับมะนาวออกฤดูแล้ง” พิมพ์ 4 สี แจกฟรี พร้อมกับ หนังสือ “ไม้ผลแปลกและหายาก เล่ม 2″ รวม 2 เล่ม จำนวน 168 หน้า มีแจกฟรี เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ 50 บาท ส่งมาขอได้ ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

อาจารย์ มก. คว้ารางวัลที่ 3 จากเวทีนวัตกรรมข้าวไทย จากผลงาน “เคยู โอวาการ์ด : สารเคลือบไข่สดจากสตาร์ชข้าวเจ้า”

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

ภูมิปัญญาไทย

อาธร สิทธิสาร

อาจารย์ มก. คว้ารางวัลที่ 3 จากเวทีนวัตกรรมข้าวไทย จากผลงาน “เคยู โอวาการ์ด : สารเคลือบไข่สดจากสตาร์ชข้าวเจ้า”

“เคยู โอวาการ์ด : สารเคลือบไข่สดจากสตาร์ชข้าวเจ้า” (KU OvaGuard : Fresh Egg Coating from Rice Starch) เป็นนวัตกรรมสารเคลือบไข่ไก่โดยการนำแป้งข้าวเจ้ามาแปรรูปให้เป็นสารละลายคล้ายเจล เพิ่มความคงตัวด้วยอนุพันธ์ของเซลลูโลสและเติมพลาสติไซเซอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลือบ ใช้เคลือบไข่ไก่ให้สดได้ถึง 28 วัน โดยงานวิจัยนี้เป็นผลงานของ ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ สรรพกุล จากภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับรางวัลที่ 3 จากการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2553

ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ เผยว่า “ไข่” นับว่าเป็นผลผลิตที่มีมูลค่าทางการตลาดในประเทศสูงมาก ดังนั้นกระบวนการเก็บรักษาไข่สดให้คงคุณภาพได้ยาวนาน ก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่าและเป็นประโยชน์ต่อการส่งขายยังต่างประเทศด้วย การตั้งราคาขายไข่ในต่างประเทศจะขึ้นอยู่กับคุณภาพและความสดใหม่ ฉะนั้นหลังจากวางจำหน่ายไข่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์ จะมีการปรับราคาลดลงตามคุณภาพที่ลดลงของไข่สด ทำให้ผู้ผลิตสูญเสียรายได้จากการปรับลดราคาประมาณร้อยละ 40-60 แต่ในประเทศไทยการตั้งราคาขายไข่จะแบ่งเกรดตามน้ำหนัก โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพความสด

จากปัญหาคุณภาพของไข่ไม่คงที่ซึ่งเกิดจากการเก็บรักษา เช่น การสูญเสียน้ำหนัก การเสื่อมเสียคุณภาพภายใน การปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ การเคลื่อนย้ายคาร์บอนไดออกไซด์ และความชื้นผ่านเปลือกไข่ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของไข่ขาวและไข่แดง การสูญเสียน้ำหนักไข่ และจุลินทรีย์บางชนิดสามารถผ่านเข้าไปในไข่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนภายใน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้พัฒนาสารเคลือบจากวัสดุต่างๆ เช่น น้ำมัน โพลิเมอร์สังเคราะห์ และโพลิเมอร์ย่อยสลายทางชีวภาพ ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มการปกป้องและป้องกันการซึมผ่านต่อการเคลื่อนย้ายความชื้นผ่านเปลือกไข่ ซึ่งจะช่วยยืดอายุการเก็บของไข่ คุณภาพของไข่ในเชิงของค่า “ฮอก” ที่เกี่ยวข้องกับเกรดของไข่และการลดลงของการสูญเสียน้ำหนัก จากนั้นได้ทำการศึกษาทดลองการใช้ระเบียบวิธีผลตอบสนองพื้นผิวในการหาสูตรสารเคลือบไข่ที่เหมาะสมที่สุด ได้ใช้ “สตาร์ชข้าวเจ้า” ซึ่งมีสมบัติไฮโดรฟิลิคเป็นซับสเตรทร่วมกับอนุพันธ์ของเซลลูโลสซึ่งจะช่วยป้องกันการแยกเฟส และใช้พลาสติไซเซอร์ช่วยเพิ่มความอ่อนตัวของผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่เคลือบบนพื้นผิวของเปลือกไข่ทำให้ไม่เกิดรอยแตกหรือรอยแยก เรียกว่า ฟิล์มบริโภคได้ ต่อมาได้ใช้กรดไขมันซึ่งมีสมบัติไฮโดรโฟลบิคเพื่อทำหน้าที่ป้องกันการซึมผ่านไอน้ำจากภายในไข่ผ่านสู่ภายนอก ร่วมกับการใช้สารต้านจุลินทรีย์เพื่อเสริมสมบัติการต้านจุลินทรีย์ของผลิตภัณฑ์สุดท้าย

จากการศึกษาวิจัยนี้พบว่า สามารถรักษาคุณภาพของไข่โดยยังคงเกรดเอ (59-75 Haugh Unit) ตลอดอายุการเก็บรักษา 4 สัปดาห์ รักษาคุณค่าทางโภชนาการโดยเฉพาะการรักษาโปรตีนในไข่ขาวข้น ได้แก่ โอวิโอมิวซินไม่ให้เสื่อมสภาพ เพิ่มความสะดวกในการเก็บรักษา ณ อุณหภูมิห้องได้ เพิ่มความแข็งแรงของเปลือกไข่ ป้องกันหรือลดโอกาสการปนเปื้อนของจุลินทรีย์จากภายนอก มีความปลอดภัย เนื่องจากสารเคลือบดังกล่าวเป็นสารที่บริโภคได้ นอกจากนั้นยังสามารถปรับสูตรสารเคลือบไข่สดเป็นสารเคลือบไข่สดต้านจุลินทรีย์ได้ หากผู้ผลิตต้องการตอบสนองตลาดพรีเมียม และยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด ไข่นกกระทาสด โดยมีต้นทุนการผลิตในการเคลือบสารนี้ 2.5 สตางค์ ต่อฟอง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพในตราสินค้า ส่งผลดีต่อการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (084) 771-3771

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท เฮลิโคเนียพันธุ์ใหม่สุดสวย กลุ่มไม้ตัดดอกเมืองร้อนกาญจนบุรี…เขามี

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

ไม้ดอกไม้ประดับ

พานิชย์ ยศปัญญา 

เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท เฮลิโคเนียพันธุ์ใหม่สุดสวย กลุ่มไม้ตัดดอกเมืองร้อนกาญจนบุรี…เขามี

เป็นเวลา15 ปีแล้ว ที่กลุ่มไม้ตัดดอกเมืองร้อนกาญจนบุรี รวมตัวกันขึ้นมา ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 13 คน พื้นที่ปลูกขณะนี้เกือบ 200 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นเฮลิโคเนีย (ธรรมรักษา) ขิงแดง ขิงชมพู กล้วยประดับ ดาหลา งาช้าง ลิ้นมังกร

ก่อนปี 2538 ไม้ตระกูลเฮลิโคเนียได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งดอกเล็ก ดอกใหญ่ ช่อตั้ง ช่อห้อย ช่วงนั้นเฮลิโคเนียถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ แต่เขาก็สวยของเขาจริงๆ

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้จัดสัมมนาขึ้น วันที่ 1 เมษายน 2538 ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

สาเหตุที่มีการรวมกลุ่มกันนั้น เนื่องจากว่า ชาวบ้านแถบอำเภอท่าม่วง ท่ามะกา และอำเภออื่นๆ ปลูกไม้ดอกเมืองร้อนแล้วขายไม่ได้ จึงรวมตัวเพื่อสร้างตลาด แรกสุดเมื่อมีผลผลิตก็นำไปเสนอตามร้านที่กรุงเทพฯ

“นำดอกไม้ไปขายที่กรุงเทพฯ แบกไปฝนก็ตก ไปหลายร้าน เขาไม่รับซื้อ มีอยู่ร้านหนึ่งรับซื้อ ส่งไปหลังๆ ไม่ได้เงิน” คุณอนงค์ วงศ์พัว สมาชิกคนหนึ่งให้ข้อมูล

ถึงแม้ขายผลผลิตไม่ได้ แต่สมาชิกของกลุ่มก็ไม่เข็ด พยายามนำดอกไม้ไปเสนอขาย หรือไปจัดโชว์ งานแต่ง งานบวช งานศพ จนหลังๆ คนเริ่มสนใจ คนรู้จักมากขึ้น

พื้นที่การผลิตเดิมไม่มากนัก ต่อมามีมากขึ้น การตลาดนั้น 20 เปอร์เซ็นต์ ขายในเมืองไทย ส่วนใหญ่ส่งต่างประเทศ จะมีบริษัทเอกชนมารับไปราว 5 บริษัท ด้วยกัน

ศูนย์รวมการบรรจุจะอยู่ที่บ้าน คุณประเสริฐ ลมพัด แกนนำของกลุ่ม บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี รูปแบบการซื้อขายนั้น เมื่อมีออเดอร์มา ทางกลุ่มก็แบ่งกัน อย่างบริษัทสั่งเฮลิโคเนียพันธุ์บิ๊กบัด 500 ดอก ก็จะมีการกระจาย คนละ 100 ดอก 50 ดอก ไม่เท่ากัน ใครมีมากขายมาก ใครมีน้อยขายน้อย บางคราวอาจจะไม่พอ

การรวมกลุ่มในลักษณะอย่างนี้ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ สมาชิกมีความสมานสามัคคี จนหน่วยงานต่างๆ ต้องไปศึกษาดูงาน

เฮลิโคเนีย ยังไปได้

แนวทางการผลิตไม้ตัดดอกเมืองร้อนของเกษตรกรที่นี่ เขาแบ่งผลิตเป็นเอกเทศ พื้นที่การผลิตมีตั้งแต่ 5 ไร่ บางคน 30 ไร่ ชนิดของไม้ที่ปลูก บางคนปลูกเฮลิโคเนียกับขิงแดง บางคนอาจจะมีปลูกทุกอย่าง มากบ้างน้อยบ้าง

เฮลิโคเนีย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังจำหน่ายได้อย่างสม่ำเสมอ

มีการนำเข้าสายพันธุ์เฮลิโคเนียจากต่างประเทศเข้ามาเมืองไทยจำนวนมาก โดยแบ่งได้หลายขนาด อย่างดอกเล็ก เหมาะปลูกประดับ แต่ปัจจุบันนิยมปลูกดอกขนาดใหญ่เป็นการค้า ทั้งช่อตั้งและช่อห้อยย้อย

ถึงแม้พันธุ์เฮลิโคเนียจะมีมากจริง แต่ที่ปลูกเป็นการค้ามีไม่มากนัก

เฮลิโคเนียปลูกเป็นการค้าและนิยมมากที่สุด ต้องยกให้ “บิ๊กบัด” ช่อตั้ง และช่อห้อยย้อย อย่าง

“เซ็กซี่พิงค์”

อย่างอื่นๆ ก็มี เช่น ไจแอนท์ชี พิชชี่พิงค์ ลอบเตอร์คลอร์ 1 ลอบเตอร์คลอร์ 2 ลอบเตอร์คลอร์ 3 มาคัตพิงค์ อีเด้นพิงค์ อิมพีเรียล

ราคาซื้อขายเฮลิโคเนียค่อนข้างคงที่ อย่างบิ๊กบัด ราคา 18-20 บาท มานานปี เจ้าเซ็กซี่พิงค์ 30 บาท มานานเช่นกัน

ปริมาณการขายนั้น ระยะเวลา 15 ปี ที่กลุ่มผู้ปลูกผลิตไม้ตัดดอกจำหน่ายพบเห็น มีขึ้นมีลง กราฟสูงสุดนั้นอยู่ในช่วง ปี 2550-2551 แต่จากนั้นมา เพราะการเมือง และทางดูไบมีปัญหา ปริมาณจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่สมาชิกก็อยู่ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ปลูกเพียงครั้งเดียวแล้วอยู่ได้นาน ปัจจัยการผลิต อย่างปุ๋ยแทบไม่ต้องใส่ให้ แต่เรื่องน้ำสำคัญ หากขาดน้ำผลผลิตลดลงแน่

เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท

เฮลิโคเนียพันธุ์ใหม่ สวยมาก

งานผลิตไม้ดอกเมืองร้อนของเกษตรกรที่นี่ เรื่องของสายพันธุ์ เขาศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

อย่างดาหลา คุณประเสริฐ มีการเพาะเมล็ดและได้ดอกแปลกใหม่สวยงามไม่น้อย

แต่ไม้ดอกบางชนิด อย่างเฮลิโคเนีย ไม่สามารถพัฒนาพันธุ์ได้เอง ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ที่ผ่านมาทางกลุ่มซื้อเข้ามาแล้วไม่น้อย อย่างเฮลิโคเนีย เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท

เฮลิโคเนียเทมเพรส เป็นเฮลิโคเนียดอกใหญ่ ตรงกลางดอก คือแกนก้านดอกสีขาวนวล ดอกสีแดง มีเหลือบ ขอบดอกสีเขียว อายุการใช้งานราว 7 วัน จุดเด่นอยู่ที่สีสันของดอกแจ่มจ้า สว่างไสว ดอกดกไม่น้อยไปกว่าสายพันธุ์อื่น

ทางกลุ่มสั่งซื้อจากต่างประเทศ ต้นละ 6,000 บาท เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

เฮลิโคเนียออเร้นฮาร์ท แกนก้านดอกสีส้มแก่ๆ ดอกสีแดงออกส้ม จุดเด่นอยู่ที่มีความสวยงาม สีสันเจิดจ้า อายุการใช้งาน 7 วัน หมายถึงงามอยู่บนแจกันได้ 1 สัปดาห์ ปริมาณของดอกดก ใกล้เคียงสายพันธุ์อื่น

คุณประเสริฐ บอกว่า ทุกวันนี้ทางกลุ่มปลูกบิ๊กบัดเป็นการค้าจำนวนมาก แต่ เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท ยังไม่ได้นำเสนอลูกค้า เพราะพื้นที่ปลูกไม่มากนั่นเอง หากขืนเสนอไปแล้ว หากตลาดต้องการจะไม่มีผลผลิต

เรื่องราวของราคาต้นพันธุ์เฮลิโคเนีย ทุกวันนี้ ตกต้นละ 120 บาท โดยเฉลี่ย แต่ เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท คุณประเสริฐ บอกว่า ราคาสูงกว่าสายพันธุ์ทั่วไป แต่ไม่ใช่ต้นละ 6,000 บาท เหมือนกับซื้อมาครั้งแรก

คุณประเสริฐ บอกว่า ทางกลุ่มเน้นปลูกเพื่อจำหน่ายผลผลิต ส่วนต้นพันธุ์นั้นมีจำหน่ายบ้าง สำหรับผู้สนใจและพร้อมจริงๆ หากใครไปศึกษาแล้วยังไม่มีความรู้ ยังไม่พร้อม รวมทั้งตลาดไม่แน่นอน ทางกลุ่มไม่แนะนำให้ปลูกมากๆ

“มีคนมาถามเรื่องตลาด ผมบอกเขาไปว่า หากปลูกน้อยๆ คนเดียวมีปัญหาเรื่องตลาดแน่ ดังนั้น ต้องปลูกมากๆ อาจจะทำไม่ไหว ควรรวมกลุ่มกัน ตลาดก็หากันในท้องถิ่น เมื่อมาถามซื้อพันธุ์ เราไม่ได้ขายให้เพื่อได้เงินเขามา แต่อยากให้เขาเข้าใจการผลิตจริงๆ จะได้ไม่เสียหายภายหลัง” คุณประเสริฐ กล่าว

ฟังเสียงสมาชิกกลุ่ม

คุณอนงค์ วงศ์พัว ปลูกไม้ดอกเมืองร้อน 10 ไร่ มีหลายชนิดด้วยกัน นอกจากปลูกไม้ดอกแล้ว ยังทำนาอีก 10 ไร่

รายได้จากการจำหน่ายผลผลิตของคุณอนงค์ ช่วงที่จำหน่ายได้น้อยสุดอยู่ที่เดือนละ 2.5 หมื่นบาท แต่บางช่วงอาจจะสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แล้วแต่สถานการณ์ ในรอบปีหนึ่ง ปริมาณการรับซื้อของบริษัทจะมากช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม ก่อนเดือนตุลาคม ปริมาณไม่มากนัก

“เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2538 ไม่เคยหยุดเลย ไม่ค่อยได้โละทิ้งแล้วปลูกใหม่อย่างอ้อย แต่ปลูกแล้วจะขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ ไม้ดอกเมืองร้อนยังไปได้ แต่อาจจะมีขึ้นมีลง ราคาไม่ค่อยมีปัญหา แต่จะอยู่ที่ปริมาณการสั่งซื้อ ผู้ที่เริ่มปลูกใหม่ เวลาปีครึ่งถึงสองปีจึงเริ่มเก็บผลผลิตขายได้ ตอนนี้ยังรับจัดดอกไม้ตามงานต่างๆ ราคามีตั้งแต่งานละ 5,000 บาท ไปจนถึง 10,000 บาท แล้วแต่งานเล็กงานใหญ่ หากงานใหญ่และอยู่ไกล อาจจะ 20,000 บาท ผลผลิตเราเน้นใช้จากกลุ่ม เขาชอบเพราะเป็นไม้แปลกใหม่ สดใส งานที่รับจัดคือ งานแต่งงาน งานจัดซุ้ม งานศพ…สำหรับคนที่จะเข้ามาทำอาชีพนี้ โดยเริ่มต้นใหม่ จะยากสักหน่อย เพราะต้องหาตลาดให้ได้เสียก่อน คุณราตรี (ภรรยาคุณประเสริฐ) ไปเปิดร้านดอกไม้ที่ท่าม่วง ชื่อเหมือนฝันฟลอรีส รับงานจัดดอกไม้” คุณอนงค์ บอก

คุณชูศักดิ์ โรจน์พวง ผู้ปลูกไม้ตัดดอกเมืองร้อนอารมณ์ดี บอกว่า ตนเองมีพื้นที่ผลิต 5 ไร่ แรงงานมีเพียง 2 คน เพราะลูกๆ ไปทำงานที่กรุเทพฯ กันหมด

“ผลผลิตเริ่มขายดี ปี 2542-2543 เป็นอาชีพที่ดี ต้นทุนการผลิตต่ำ ปุ๋ยใส่ให้มากไม่ได้ เพราะใส่ปุ๋ยมาก ดอกจะเหี่ยวไว ปลูกครั้งหนึ่งอยู่ได้เป็น 10 ปี” คุณชูศักดิ์ บอก

ศัตรูอย่างหนึ่งของเฮลิโคเนียที่ไม่เคยพบมากก่อนนั้นคือ หนูและกระรอก สัตว์ทั้งสองชนิดจะคอยกินน้ำเลี้ยงที่เกสร เพราะว่าที่เกสรน้ำเลี้ยงหวานมาก บางช่วงหน้าแล้ง เวลาให้น้ำ ต้นของเฮลิโคเนียอวบน้ำ หนูจะมากัดที่ยอดแล้วดูดกินน้ำ สร้างความเสียหายไม่น้อย

บางครั้งเฮลิโคเนีย 1 กอ มี 20 ดอก แต่ตัดจำหน่ายได้เพียงครึ่งเดียว ที่เหลือถูกศัตรูทำลาย

ถามว่า…มีวิธีหาตลาดอย่างไร

“ปลูกน้อยต้องหาที่ส่งเอง เริ่มจากหาตามโรงแรม ปลูกส่งออกต้องมีปริมาณมาก แต่ปลูกคนละเล็กคนละน้อย ต้องรวมกลุ่ม แล้วหาแกนนำกลุ่มให้ได้อย่างคุณประเสริฐ เพราะคุณประเสริฐเขาเสียสละ ไปสัมมนา ไปดูงาน ออกทุนเอง มีออเดอร์มาก็แบ่งเฉลี่ยกันอย่างยุติธรรม คนไทยเรารวมกลุ่มกันยาก เพราะมีเรื่องเงินเข้ามาแล้วชักเป๋ กลุ่มเราอยู่ได้ไม่เป็นไร มีคนมาถามเรื่องการตั้งกลุ่ม ผมบอกว่า ตั้งได้ แต่ต้องมีคนอย่างคุณประเสริฐ ปลูกไม้ดอกคนเดียวต้องจำนวนมากไร่” คุณชูศักดิ์ บอก

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มนี้หลายครั้งด้วยกัน ไปครั้งใดจะได้เห็นสิ่งแปลกตาอยู่เสมอ ทั้งนี้ เพราะพัฒนางานไม่หยุดนิ่งนั่นเอง ไม้บางชนิดเขาทำขายกันในระดับอุตสาหกรรม โดยตัดใบขายอย่างเดียว

การนำผู้สนใจเข้าไปชมงาน ในรูปเสวนาเกษตรสัญจร สมาชิกต่างก็ประทับใจ จนพยายามหาซื้อที่ดิน ไร่ละ 6-8 แสนบาท เพื่อปลูกไม้สวยๆ

ผู้ที่สนใจไม้เมืองร้อนก็ถามไถ่กันได้ อาจจะปลูกประดับเล็กน้อย หรือปลูกส่งขายก็ยังมีหนทาง

ถามกันได้ที่ คุณประเสริฐ ลมพัด โทร. (081) 763-1224

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

เห็ดแชมปิญอง สร้างรายได้ให้เกษตรกร ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง เชียงใหม่

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

เทคโนโลยีการเกษตร

ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ

เห็ดแชมปิญอง สร้างรายได้ให้เกษตรกร ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง เชียงใหม่

เห็ดแชมปิญอง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เห็ดกระดุม เป็นเห็ดเมืองหนาว ลักษณะของสายพันธุ์มีสีขาว สีครีม และสีน้ำตาล ซึ่งที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีอากาศเหมาะสมสำหรับการเพาะเห็ดแชมปิญองที่ได้คุณภาพที่ดี และผลผลิตออกจำนวนมาก

คุณสมชาย ปัญญา หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ทางศูนย์ได้ปลูกเห็ดแชมปิญองพันธุ์สีขาว ลักษณะขาเห็ดจะค่อนข้างเล็กและยาว มีคุณภาพที่ดีทั้งรส กลิ่น เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากในปัจจุบัน ส่วนอีกพันธุ์คือ พันธุ์สีน้ำตาล ลักษณะดอกเห็ดมีสีน้ำตาล กลิ่นหอม เนื้อแน่น ขาเห็ดสั้น ผลผลิตสูง ทนร้อน

สำหรับขั้นตอนการเพาะเห็ด เริ่มแรกต้องเตรียมโรงเรือนให้พร้อม โดยโรงเรือนที่เพาะเห็ดมีลักษณะหลังคาจั่ว มุงด้วยใบตองตึง หรือจาก ด้านในของหลังคากรุด้วยพลาสติคเพื่อช่วยเก็บความชื้น ด้านข้างของโรงเรียนนำใบตองตึงหรือจากมากั้นให้เต็มทั้ง 4 ด้าน พร้อมทั้งทำประตูให้ปิดสนิทเพื่อช่วยเก็บความชื้น ภายในโรงเรือนมีชั้นสำหรับเพาะเห็ด โดยใช้ไม้ไผ่เป็นพื้นในแต่ละชั้น ปกติชั้นที่ทำมีประมาณ 3 ชั้น แต่ละชั้นห่างกัน 50 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ยาว 6 เมตร และรอบๆ ชั้นให้เป็นทางเดินในการดูแล เก็บเห็ด ภายหลังจากการสร้างชั้นเรียบร้อยแล้ว นำปุ๋ยหมักที่หมักจากฟางใส่ในชั้นให้ได้ความหนาประมาณ 15-20 เซนติเมตร พอใส่ปุ๋ยหมักได้ตามความหนาที่กำหนดแล้ว นำไม้แผ่นเล็กๆ ตีเบาๆ ให้ปุ๋ยแน่นพอสมควร ซึ่งปุ๋ยหมักที่อยู่ในชั้น วันที่ 2 จะมีอุณหภูมิค่อยๆ สูงขึ้น และวันที่ 3 และ 4 อุณหภูมิค่อยๆ ลดลง ถ้าอุณหภูมิปุ๋ยหมักลดลงต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส หรือใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง นำเชื้อเห็ดใส่ลงบนปุ๋ยหมักที่เตรียมไว้ โดยวิธีการหยอดคือใช้นิ้วขุดปุ๋ยหมักให้เป็นรูเล็กๆ ลึกประมาณ 3 เซนติเมตร หยิบเชื้อเห็ดลงในรู แล้วเอาปุ๋ยหมักปิดรู้เอาไว้ กดเบาๆ เพื่อให้เห็ดซ่อนตัวอยู่ในปุ๋ยหมักหรือโดยวิธีการหว่าน คือ นำปุ๋ยหมักออกจากชั้นประมาณ 3 เซนติเมตร หว่านเชื้อเห็ดให้ทั่ว จากนั้นเอาปุ๋ยหมักที่นำออกมานั้น มากลับทับอย่างเดิม

หลังจากที่ใส่เชื้อเห็ดลงไปเรียบร้อยแล้ว ปล่อยทิ้งไว้ให้เชื้อเดินประมาณ 2-3 วัน ถ้าผิวหน้าของปุ๋ยหมักแห้งให้พ่นน้ำเป็นฝอยละเอียด ให้ผิวหน้าชื้น ประมาณ 20 วัน เส้นใยเห็ดจะเดินเต็ม ปุ๋ยหมักลักษณะเป็นสีขาว และนำดินร่วนมาทับหน้าเชื้อเพื่อให้เกิดดอก จากนั้นให้รดน้ำทุกวันจนดินชุ่มอยู่ตลอด แต่ไม่ให้ดินแฉะจนเกินไป โดยรดน้ำวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและเย็น ซึ่งภายหลังจากนี้ประมาณ 10-15 วัน จะเกิดตุ่มเห็ด และค่อยๆ ขึ้นเป็นดอกเห็ด ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมที่เกิดดอกเห็ดประมาณ 15-18 องศาเซลเซียส พร้อมสิ่งที่เป็นปัจจัยร่วมด้วยก็คือความชื้นสัมพัทธ์ในโรงเรือนประมาณ 80-95%

แสงและอากาศ การเกิดดอกเห็ดจะเกิดเป็นชุดๆ ผลผลิตเริ่มจากน้อยๆ ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนถึงผลผลิตสูงสุดแล้วผลผลิตค่อยๆ ลดต่ำลงมา (จากจุดที่มีผลผลิตสูงสุดจนถึงผลผลิตต่ำสุด เรียกว่า 1 พลัช) แต่ละพลัชห่างกันประมาณ 7 วัน ระยะเวลาการออกดอกของแต่ละพลัชขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศ อาหารในปุ๋ยหมัก โดยในแต่ละครั้งที่ลงเชื้อเห็ดลงไป เห็ดจะออกดอกได้ประมาณ 3-4 พลัช จึงสามารถเก็บดอกเห็ดได้นานประมาณ 2-3 เดือน ภายหลังจากหมดดอกแล้วสามารถนำปุ๋ยหมักที่เพาะเห็ดไปเป็นปุ๋ยต่อได้อีก ส่วนภายในโรงเรือนจะทำความสะอาดและนำรุ่นใหม่มาลง ซึ่งการปลูกเห็ดตลอดทั้งปี ถ้ามีอุณหภูมิที่เหมาะสม

ส่วนผลผลิตเห็ดที่เก็บจะเก็บเห็ดที่ยังตูมอยู่ ขอบของหมวกเห็ดเกาะแน่นอยู่กับขาเห็ด ดอกเห็ดในช่วงนี้มีน้ำหนักดีที่สุด ซึ่งเห็ดสีน้ำตาลมีขนาด 4 นิ้ว สีขาวมีขนาด 1.5-2 นิ้ว โดยวิธีเก็บดอกเห็ดใช้ 2 นิ้ว ที่ถนัดจับโคนเห็ดบิดเบาๆ เห็ดจะหลุดออกมา จากนั้นใช้มีดตัดโคนเห็ดที่มีดินติดมาด้วยทิ้งไปและนำดอกเห็ดวางในตะกร้าลักษณะหงายดอกเอาก้านขึ้น เพื่อป้องกันการช้ำของดอกเห็ด ซึ่งการเก็บจะเก็บวันละ 2 ครั้ง โดยผลผลิตใน 1 โรงเรือน ประมาณ 3 ตัน ราคากิโลกรัมละ 200-300 บาท

นอกจากทางศูนย์จะทำการวิจัยและเพาะเห็ดแชมปิญองเพื่อจำหน่ายแล้ว ยังส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเห็ดสร้างรายได้กับครอบครัว

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกเห็ดแชมปิญองได้ที่ คุณสมชาย ปัญญา หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง โทรศัพท์/โทรสาร (053) 939-102

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | 2 ความเห็น

ลางสุก พืชเศรษฐกิจประจำถิ่นเทือกเขาหลวง ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

เทคโนโลยีการเกษตร

นิพนธ์ สุขสะอาด Suksaad@hotmail.com

ลางสุก พืชเศรษฐกิจประจำถิ่นเทือกเขาหลวง ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

ลางสุก พืชตระกูลลางสาด ลองกอง เป็นพืชประจำถิ่นแถบเทือกเขาหลวงนครศรีธรรมราช ปลูกง่าย ทนทาน ให้ผลผลิตสูง รสชาติดี เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย กลายเป็นพืชเศรษฐกิจประจำถิ่นที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง

ลางสุก เป็นไม้ผลยืนต้น มีทรงพุ่มขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ 20 เมตร ชอบขึ้นในบริเวณที่มีอากาศร้อนชื้น มีร่มรำไร ชาวสวนนิยมปลูกแซมในสวนไม้ผลชนิดอื่น เช่น ปลูกรวมกับมังคุด สะตอ ทุเรียน หมาก ฯลฯ ติดดอกออกผลบริเวณลำต้น และกิ่ง นิยมปลูกด้วยเมล็ด จะเริ่มให้ผลครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 8-9 ปี ต้นที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป ให้ผลผลิตประมาณ 70-100 กิโลกรัม/ต้น ออกผลเป็นช่อ เช่นเดียวกับลางสาด ลองกอง ถ้ามีการตัดแต่ง ช่อดอกจะได้ช่อที่มีขนาดใหญ่ ประมาณ 1-2 กิโลกรัม ออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม เก็บเกี่ยวได้หลังจากดอกบาน ประมาณ 120 วัน

ลักษณะผลภายนอก ผิวเปลือกผลก่อนสุกมีสีเขียวเข้ม ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวขี้ม้า เมื่อใกล้สุก และมีสีเหลืองเข้มเมื่อสุก เนื้อภายในผลเป็นกลีบ จำนวน 5 กลีบ บางผลมีเมล็ด 1-2 เมล็ด บางผลก็มีเมล็ดลีบทั้งหมด ระหว่างกลีบมีเยื่อบางๆ เป็นผนังกั้น ถ้ารับประทานติดเยื่อบางๆ นี้จะมีรสชาติขมเล็กน้อย เมื่อผลสุกเต็มที จะมีรสชาติหวาน และมีกลิ่นหอม ชวนรับประทาน ปลูกมากในพื้นที่รอบๆ เทือกเขาหลวง ในจังหวัดนครศรีธรรมราช แถบอำเภอนบพิตำ ท่าศาลา พรหมคีรี ลานสกา ช้างกลาง สิชล ขนอม ฯลฯ มีพื้นที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 2,000 ไร่ ปลูกมากที่สุดในอำเภอนบพิตำ ประมาณ 640 ไร่ ให้ผลแล้วประมาณ 600 ไร่ มีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 1,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี

จากการบอกเล่าของ คุณเยื้อน เปาะทองคำ อายุ 67 ปี เกษตรกรดีเด่น สาขาทำสวน ของจังหวัดนครศรีธรรมราช และ คุณจินดา เปาะทองคำ อายุ 64 ปี ภรรยา ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ บ้านเลขที่ 98/2 หมู่ที่ 3 บ้านนานอน ตำบลนาเหรง อำเภอนบพิตำ ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำสวนผลไม้มานานกว่า 36 ปี ได้ความว่า ตนเองปลูกลางสุกมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2522 มีพื้นที่ปลูก 22 ไร่ ปลูกสลับแถวกับมังคุด ระยะ 12×12 เมตร มีการจัดระบบเป็นอย่างดี ตั้งแต่การติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ การกำจัดวัชพืช การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งช่อดอก การใส่ปุ๋ย ฯลฯ

นิสัยของลางสุก ชอบขึ้นในที่ร่มรำไร มีต้นไม้ชนิดอื่นขึ้นบังแสงบ้างจะเจริญเติบโตได้ดี แต่ถ้าปลูกเชิงเดี่ยว จะต้องปลูกกล้วยแซมช่วยบังร่มไปจนกว่าต้นลางสุกจะโต การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก เพราะเป็นพืชพื้นเมืองที่ทนทาน ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกปีละ 1 ครั้ง ครั้งละ 5 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 30-15-15 ปีละ 2 ครั้ง คือในช่วงหลังเก็บเกี่ยว และช่วงติดผลอ่อน ครั้งละ 1-1.5 กิโลกรัม/ต้น และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ช่วงก่อนผลสุกประมาณ 45 วัน อัตราต้นละ 1-1.5 กิโลกรัม/ต้น หลังจากนั้น ใส่ปุ๋ยและให้น้ำตามปกติ ส่วนการใช้สารเคมี ใช้เฉพาะยาฆ่าแมลง (กำจัดมด) ผสมยาฆ่าเชื้อรา และสารจับใบ ในช่วงผลเล็ก และช่วงก่อนสุก 1 เดือน เพียงปีละ 2 ครั้ง ส่วนแรงงานใช้แรงงานในครอบครัวสองสามีภรรยา ยกเว้นในช่วงเก็บเกี่ยวที่ต้องจ้างเก็บเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่การตัด และจัดใส่ตะกร้า จ้างในราคากิโลกรัมละ 2 บาท

เทคนิคในการทำให้ลางสุกออกนอกฤดูนั้น คุณเยื้อน เล่าว่า เป็นเรื่องที่ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ขอเพียงให้สวนมีความพร้อมในเรื่องระบบการให้น้ำ ในช่วงแล้งประมาณเดือนเมษายนต้องให้น้ำต่อเนื่อง ลางสุกจะแตกใบอ่อนแทนการออกดอก ในขณะที่สวนทั่วๆ ไป จะออกดอก หลังจากนั้น เมื่อต้องการให้ลางสุกออกดอกในช่วงเดือนสิงหาคม ก็หยุดให้น้ำ ประมาณ 25-30 วัน ในช่วงนั้นให้สังเกตว่า เมื่อหยุดให้น้ำ 15 วัน ใบจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และช่วง 25 วัน จะเริ่มแทงช่อดอก จึงเริ่มให้น้ำเล็กน้อย หลังจากช่อดอกยืดเต็มที่ ถ้าเห็นว่ามีช่อดอกดกมาก ก็จะต้องตัดทิ้งบางส่วน และเมื่อดอกบานหมด ติดผลแน่นอนแล้ว จึงเริ่มให้น้ำได้เต็มที่

คุณเยื้อน ยังได้วิเคราะห์สถานการณ์ให้ฟังว่า ถ้าหากราคายางพารายังสูงอยู่อย่างต่อเนื่อง น่าจะส่งผลให้พื้นที่ปลูกลางสุกลดลง ซึ่งประกอบกับสถานการณ์ในปีนี้ที่ผลผลิตลางสาด ลองกอง มีมาก และสุกในระยะที่ใกล้เคียงกับลางสุก ทำให้ผลผลิตลางสุกขายยาก และมีราคาตกต่ำ แต่สำหรับของตนเองอย่างไรก็คงไม่เปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่น เพราะเห็นว่าเป็นพืชที่มีอายุยืนนานนับร้อยปี เจริญเติบโตได้ดี ไม่มีศัตรูรบกวน ซึ่งแตกต่างจากลองกองอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าราคาจะไม่สูงมาก ถ้าขายได้ในราคากิโลกรัมละ 10-12 บาท ก็คุ้มค่า และสามารถจัดการให้ติดดอกออกผลนอกฤดูก็ได้ จากการเก็บข้อมูลในช่วงปีที่ผ่านมาได้ผลผลิตจำนวน 28 ตัน ขายได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งสุกในช่วงปีใหม่ ส่วนปีนี้ผลผลิตส่วนใหญ่จะสุกในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม จะได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ตัน น่าจะขายได้ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10 บาท ผลผลิตที่ได้ทั้งหมดจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน

ความเป็นพืชพื้นเมือง พืชประจำถิ่น ที่สามารถปรับตัวได้ดี ทนสภาพแห้งแล้ง ฝนชุก ไม่มีแมลงศัตรูรบกวน ใช้สารเคมีน้อย นอกจากจะเป็นไม้ผลที่ทำรายได้ทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกร อาจจะเป็นรายได้หลักหรือรายได้เสริม ตามแต่เจตนาของผู้ปลูกแล้ว ลางสุกยังจะเป็นพืชที่สร้างสีเขียว สร้างความร่มรื่น ชุ่มชื้นให้แก่โลกใบนี้ไม่ใช่น้อย ควรค่าแห่งการอนุรักษ์ และปลูกเพิ่มในพื้นที่ที่เหมาะสมต่อไป

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

มูลนิธิโครงการหลวง รูปแบบความสำเร็จเพื่อชาวไทยภูเขา ขยายผลสู่ต่างประเทศ

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ พ่อของแผ่นดิน

ธงชัย พุ่มพวง

มูลนิธิโครงการหลวง รูปแบบความสำเร็จเพื่อชาวไทยภูเขา ขยายผลสู่ต่างประเทศ

“โครงการหลวงได้เริ่มขึ้นเป็นกิจการที่เล็กๆ ซึ่งไม่เป็นโครงการ แต่เป็นการไปเที่ยวมากกว่า คือไปเที่ยวตามหมู่บ้านต่างๆ ก็ได้เห็นว่า ควรที่จะช่วยประชาชนในการอาชีพ จึงได้นำสิ่งของไปให้เขา เพื่อที่จะพัฒนาอาชีพของชาวบ้าน ต่อมาก็ได้เพิ่มขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานราชการได้เข้ามาช่วยเหลือ และมีคนส่วนหนึ่งช่วยเพื่อที่จะให้เกิดการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ต่อมามีการร่วมมือขององค์กรต่างประเทศ ตลอดจนรัฐบาลต่างประเทศด้วย จึงขึ้นมาเป็นโครงการที่เรียกว่า…โครงการหลวง”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับสั่งที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ 2537

ย้อนหลังไปเมื่อ 41 ปีที่ผ่านมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรบนดอยต่างๆ ทรงพบเห็นสภาพความแร้นแค้นและยากไร้ของชาวไทยภูเขา ที่ดำรงชีพด้วยการปลูกฝิ่นและถางป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ไม่มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง โยกย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ ทำให้ป่าไม้ต้นน้ำลำธารถูกทำลายเป็นจำนวนมาก สิ่งที่พระองค์ท่านทรงพบเห็นในครั้งนั้น จึงพระราชทานแนวพระราชดำริและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตั้งโครงการหลวงขึ้น ในปี 2512 เพื่อพัฒนาการเกษตรบนที่สูง ลดการปลูกฝิ่นและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร โดยมีพระราชประสงค์จะช่วยเหลือราษฎรชาวไทยภูเขาให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

มูลนิธิโครงการหลวง มีสถานีวิจัยและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงกระจายอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา และจังหวัดลำพูน จำนวน 38 แห่ง ปฏิบัติงานศึกษาวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมเกษตรกรนำไปประกอบอาชีพ มีพันธุ์พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ มากกว่า 350 ชนิด มีเกษตรกรชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ รวม 13 ชนเผ่า รวมทั้งคนพื้นเมือง ประมาณ 30,540 ครอบครัว 152,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 150,000 ไร่ มูลนิธิโครงการหลวงจัดระบบตลาดอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระบบการปลูกพืช การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่ทันสมัย จนถึงการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาด สามารถทำรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรได้ปีละไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท เกษตรกรในโครงการมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 70,000 บาท ต่อครัวเรือน ต่อปี นับว่าเป็นรายได้ที่มากกว่าการปลูกฝิ่นหลายสิบเท่า

การทำงานของมูลนิธิโครงการหลวง

เนื่องจากสภาพพื้นที่ของเกษตรกรชาวไทยภูเขาเป็นพื้นที่สูง อากาศหนาวเย็น พันธุ์พืชต่างๆ ที่จะนำเข้าไปส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรนั้น จะต้องเจริญเติบโตได้ในสภาพพื้นที่สูงและอากาศหนาวเย็นด้วย ดังนั้น สิ่งที่สำคัญในการทำงานคือ งานวิจัย ระยะเริ่มแรก เป็นการนำพันธุ์พืชใหม่ที่ไม่เป็นที่รู้จักมาจากต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีรับสั่งให้ทำการศึกษาวิจัยเริ่มต้นที่ต้นพืชก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นพืชพื้นเมืองที่มีอยู่ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร ขึ้นไป โดยหาต้นพืชจากต่างประเทศ มาต่อกับกิ่งพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม จากนั้นเป็นต้นมาพืชผักเมืองหนาวและพืชกึ่งหนาวหลายชนิด ได้ผ่านการศึกษาวิจัยค้นคว้าอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนสามารถปรับปรุงได้ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับที่แปลกใหม่นานาชนิด พืชสมุนไพร ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ จนผลงานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานของเกษตรกร หลายหน่วยงานได้นำรูปแบบของมูลนิธิโครงการหลวงไปใช้ถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง

งานส่งเสริมและพัฒนา 

เป็นการนำผลจากการศึกษาวิจัย ไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี และส่งเสริมให้เกษตรกรนำพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ วิธีการต่างๆ ที่เหมาะสม ตลอดจนถึงการเก็บเกี่ยว จนเกิดกระบวนการเรียนรู้ ทั้งการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้ผลผลิตสำหรับบริโภคภายในครอบครัว ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงนำไปจำหน่าย ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแต่ละแห่งได้จัดทำเป็นแปลงทดสอบและสาธิต เป็นแหล่งผลิตต้นพันธุ์และขยายพันธุ์ เพื่อให้เป็นสถานที่เรียนรู้จากการร่วมปฏิบัติจริงของเกษตรกร ปัจจุบัน มูลนิธิโครงการหลวง ส่งเสริมให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี โดยปลูกพืชตามระบบเพาะปลูกที่ดี ให้ผลผลิตปลอดภัยจากสารเคมี ไม่เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ปลูก แหล่งน้ำ รวมถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย มีเจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบ ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อรักษาและให้ได้ผลผลิตอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานการรับรองอาหารปลอดภัย พร้อมใบรับรองแหล่งผลิตเป็นรายแปลง ตรวจวิเคราะห์สารตกค้างในพืชผัก ผลไม้ ก่อนที่จะนำส่งผลผลิตเข้าศูนย์ทุกวัน ปรับปรุงอาคารคัดบรรจุผลผลิตให้ได้มาตรฐาน เพื่อคงสภาพความสดของผลผลิตให้นานที่สุดด้วยระบบเย็นเร็วด้วยน้ำและลมเป่า ระบบเย็นเร็วแบบสุญญากาศ จนถึงขณะนี้มีผลผลิตพืชผัก 70 ชนิด ผลไม้ 6 ชนิด ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์อินทรีย์ตามมาตรฐานประเทศไทย จากกรมวิชาการเกษตร

งานส่งเสริมและพัฒนาด้านอื่นๆ

มูลนิธิโครงการหลวง ได้เล็งเห็นการส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดกระบวนการสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน โดยร่วมกับหน่วยงานของรัฐและองค์กรอื่นๆ เพื่อพัฒนาสุขอนามัยให้กับชุมชนชาวไทยภูเขา พัฒนาองค์กรชุมชนเพื่อต้านยาเสพติด พัฒนาด้านการศึกษาให้ได้เรียนรู้และมอบทุนการศึกษา เสริมสร้างจิตสำนึกในการดำรงชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง การออมทรัพย์ด้วยกระบอกไม้ไผ่ โครงการหมู่บ้านสะอาด สนับสนุนการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่ศูนย์ทุกแห่ง

ด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ป่ากินได้ ป่าฟืน ป่าใช้สอยและสร้างบ้าน มูลนิธิโครงการหลวงจึงได้ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ จัดทำโครงการป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ควบคู่กับการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อรองรับระบบการปลูกพืชที่ดี ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีที่ต้องซื้อในราคาแพง รณรงค์ปลูกหญ้าแฝกเพื่อลดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมพัฒนาที่ดิน วางแผนจัดการที่ดินอย่างถูกต้องและเหมาะสม แบ่งเขตอย่างชัดเจนระหว่างพื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่ทำการเกษตร เสริมสร้างจิตสำนึกแก่ชุมชนในการหวงแหน ร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ด้านการตลาด 

ระบบการตลาดเริ่มต้นเมื่อ ปี 2524 เพื่อนำผลผลิตพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ ของเกษตรกรออกจำหน่าย จนปัจจุบันนี้ มูลนิธิโครงการหลวงได้จัดระบบการตลาดที่ครบวงจร ตั้งอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยของผลผลิตที่จำหน่ายแก่ผู้บริโภคเป็นสำคัญ เริ่มตั้งแต่กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวที่มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับผลผลิตเป็นไปตามมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้าและกระจายไปสู่ลูกค้า ห้างสรรพสินค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เช่น เทสโก้ โลตัส แม็คโคร บิ๊กซี คาร์ฟูร์ โกลเด้นเพลส ท็อปส์ โฮมเฟรสมาร์ท จัสโก้ วิลล่ามาร์เก็ต รวมถึงร้านค้าในตลาดทั่วไป กลุ่มลูกค้าที่สนับสนุนผลผลิตของมูลนิธิโครงการหลวงในปริมาณมากและสม่ำเสมอ ได้แก่ ครัวการบินไทย และโรงแรมโอเรียนเต็ล

ผลสำเร็จของโครงการหลวง

จากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงก่อตั้งโครงการหลวงขึ้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพชาวไทยภูเขาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ฟื้นฟูสภาพป่าไม้ต้นน้ำลำธาร และเป็นโครงการแรกของโลกที่สามารถขจัดพื้นที่ปลูกฝิ่นโดยวิธีการสร้างสรรค์ ด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติบนที่สูงอย่างถูกต้องเหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาด้านสังคมอีกหลายด้าน เกษตรกรได้รับการศึกษา มีการรวมกลุ่มในชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเอง เกิดจิตสำนึกการอนุรักษ์และหวงแหนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ความสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวง เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ ทำให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาพื้นที่สูงระดับนานาชาติ และระดับภูมิภาค จากการพัฒนาพื้นที่สูงตามต้นแบบของมูลนิธิโครงการหลวง ได้นำรูปแบบนี้ไปขยายผลต่อไปยังต่างประเทศ เช่น ภูฏาน อัฟกานิสถาน โคลัมเบีย และประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย ผลจากความสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวง ทำให้ได้รับรางวัลแม็กไซไซ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2531 รับรางวัลโคลัมโบแพลน ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมมือแก้ไขปัญหายาเสพติดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อปี 2546 ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

ไม่ได้ฉ้อโกง

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไม่ได้ฉ้อโกง

คุณวีระกับคุณสมสวย เป็นคนกรุงเทพมหานคร

คุณโผงเป็นคนจังหวัดจันทธานี

คนกรุงเทพมหานครบ่นกันว่า รถติด อากาศเป็นพิษ มลภาวะเยอะแยะ อยู่กรุงเทพฯ นานๆ เข้าทำให้ร่างกายทรุดโทรม สุขภาพย่ำแย่ ต้องออกมาตากอากาศ สูดอากาศบริสุทธิ์แถวบ้านนอกบ้าง

ครอบครัวคุณวีระและคุณสมสวยก็เช่นกัน หลังจากทำงานหนักในกรุงเทพมหานครมาตลอด ถึงวาระหนึ่งจึงออกมาท่องเที่ยวต่างจังหวัด โดยเฉพาะที่จันทธานี

เมื่อมาบ่อยๆ เกิดติดใจ สอบถามใครๆ ที่รู้จักยังไม่มักคุ้นว่า มีใครขายที่ดินมั่ง อยากจะซื้อเก็บไว้ แล้วมาปลูกบ้านหลังเล็กๆ พักผ่อน

ที่สุดจึงมาสอบถามคุณโผงคนพื้นที่ที่น่าจะรู้จักใครๆ ในท้องถิ่นกว้างขวาง

ในที่สุดคุณโผงจึงแนะนำว่า “มีที่ดินแปลงหนึ่ง ของฉันเองละ เคยเป็นบ่อกุ้งมาก่อน ถ้าสนใจจะซื้อฉันยินดีขายให้”

ข้างฝ่ายคุณวีระและคุณสมสวยขอให้นำไปดู คุณโผงก็พาไปดู

ทั้งสองดูแล้วลงมติว่า ที่ดินแปลงนี้สวยดี สอบถามราคา เมื่อพอใจจึงตกลงซื้อ

ที่สวย ราคาถูกมากสำหรับคุณวีระและคุณสมสวย

เมื่อมองเห็นสภาพที่ดิน จึงมองเห็นภาพบ้านขนาดกะทัดรัด ที่สมบูรณ์ เป็นภาพของบ้านในฝันผุดขึ้นในมโนสำนึกไปพร้อมๆ กัน

คุณวีระขอดูเอกสารกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คุณโผงตอบไปตามตรงว่า ไม่มี คือเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธินะเอง

ในฐานะเป็นคนกรุงเทพฯ มีความรู้ดี คุณวีระจึงเป็นคนเขียนสัญญาซื้อขาย แล้วจ่ายเงินให้คุณโผงไป ล้านกว่าบาท

คุณโผงรับเงิน คุณวีระและคุณสมสวยรับที่ดินมา แล้วต่างฝ่ายต่างเดินผิวปาก

คุณวีระและคุณสมสวยจัดการให้คนที่รู้จักเข้าไปครอบครองแทน ทำโน่นนี่ แล้วเสาร์อาทิตย์ก็ขับรถมาจากกรุงเทพฯ มากำกับให้จัดการนี่นั่น

กระทั่งเวลาดำเนินมาไม่นานมากนัก ทางการชี้ว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ใครที่ครอบครองอยู่ต้องถอย

ฝันของคุณวีระกะคุณสมสวยสลาย

จึงแวะไปหาคุณโผง ต่อว่า ว่าเอาที่ดินป่าสงวนฯ มาหลอกขาย นี่เข้าข่ายฉ้อโกงชัดๆ เลย ให้คืนเงินมาเสียโดยดี หาไม่แล้วจะเจอข้อหาคดีอาญา

คุณโผงก็ว่า เปล่าฉ้อโกงนี่ ก็บอกแล้วว่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิ

คุณวีระกะคุณสมสวยไปแจ้งความดำเนินคดีกับคุณโผง

พนักงานสอบสวนจับกุมคุณโผงแล้วสอบสวน แล้วสรุปสำนวนเสนอพนักงานอัยการส่งฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณโผงกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 คือฉ้อโกง

คุณโผงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคุณโผง

พนักงานอัยการฎีกา ยืนยันว่าต้องลงโทษคุณโผงฐานฉ้อโกง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาดูสัญญาซื้อขายแล้ว สัญญานี้ไม่ได้ระบุว่าทรัพย์ที่ซื้อขายเป็นทรัพย์อะไร ไม่ได้ตกลงว่าจะมีการไปจดทะเบียนการซื้อขายระหว่างกันต่อเจ้าพนักงาน ทำให้เชื่อว่า ผู้เสียหายทั้งสองรู้อยู่แล้วในตอนทำสัญญาซื้อขายและมอบเงินให้คุณโผงว่า ไม่อาจจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามกฎหมายกำหนดแบบนิติกรรมไว้ได้

ฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งสองรู้อยู่แล้วว่า ที่ดินที่ซื้อจากคุณโผงนั้นอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ไม่อาจโอนกรรมสิทธิ์ได้ การซื้อขายที่ดินนี้จึงเป็นการซื้อขายสิทธิครอบครองในที่ดิน

เมื่อคุณโผงได้มอบที่ดินให้ผู้เสียหายทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว การกระทำของคุณโผงจึงไม่เป็นการหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสอง และไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง

ศาลฎีกาเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษายืน

คนกรุงเทพฯ ครอบครัวนี้จึงต้องกลับกรุงเทพฯ มือเปล่า และดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ออกมาท่องเที่ยวสูดอากาศยังต่างจังหวัดอีกเลย โดยเฉพาะที่จังหวัดจันทธานีแห่งนี้

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50-51/2553)

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

“หนอนนก” เพาะเลี้ยงง่าย ลงทุนน้อย รายได้ดี

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา ta-nu-pong@hotmail.com

“หนอนนก” เพาะเลี้ยงง่าย ลงทุนน้อย รายได้ดี

เมื่อ วันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร (สวป.) กรมวิชาการเกษตร ได้จัดงาน ในหัวข้อ “งานวิจัยใช้ได้จริง” ขึ้น กิจกรรมภายในงานมีการจัดแสดงและสาธิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ นิทรรศการ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ผลผลิตเกษตรที่ปลอดโรคและผู้บริโภคปลอดภัย หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์จากหน่วยงานและบริษัทต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ งานดังกล่าวได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

โปรแกรมรายการสาธิตการแปรรูปผลิตภัณฑ์ในงานมีหลายเรื่องที่น่าสนใจ และสามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพหารายได้ได้ทันที และมีรายการหนึ่งเป็นที่สนใจไม่แพ้รายการอื่นคือ เรื่อง “รวยด้วยหนอนนก” เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพหลายสาขา เพราะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สามารถทำเงินได้อย่างงดงาม

หนอนนก เป็นชื่อสามัญที่เรียกสำหรับหนอนของแมลงปีกแข็ง ชนิด Tenebrio molitor หรือในชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Mealworm ปัจจุบัน นิยมเพาะเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ โดยมีความสำคัญใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ สัตว์เลี้ยงสวยงาม เช่น ปลาสวยงาม นกสวยงาม สัตว์เลื้อยคลาน รวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กบางชนิด เช่น แฮมสเตอร์ หรือกระรอก อีกทั้งเกษตรกรหรือผู้สนใจทั่วไปยังสามารถเพาะเลี้ยงหนอนนกได้เอง เพราะมีต้นทุนต่ำ เลี้ยงง่าย ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารเลี้ยงสัตว์เหล่านั้นได้

กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลผลิตเกษตร กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านคำแนะนำ ให้ความรู้ และอบรม วิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ และยังเป็นหน่วยงานที่จัดให้ความรู้ อบรม เทคนิคการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์หนอนนกให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจทั่วไป

คุณอัจฉรา เพชรโชติ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ เป็นบุคคลหนึ่งในทีมกลุ่มวิจัยฯ ได้ให้ข้อมูลว่า ด้วงหนอนนก (Yellow mealworm) เป็นแมลงที่ชอบทำลายเมล็ดแตก ผลิตภัณฑ์จากธัญพืชและซากแมลง มีขนาดลำตัว 12.0-16.0 มิลลิเมตร มีรูปร่างตัวเต็มวัยสีน้ำตาลเข้ม ลำตัวแบน ตัวหนอนสีเหลืองอมน้ำตาล รูปทรงกระบอก

แมลงชนิดนี้เป็นแมลงที่ใหญ่ที่สุดของแมลงศัตรูผลิตผลเกษตร ตัวเต็มวัยเพศเมีย วางไข่ประมาณ 500 ฟอง ระยะไข่ 7 วัน ระยะหนอน 90 วัน ระยะดักแด้ 7 วัน ตัวเต็มวัยมีอายุประมาณ 2-3 เดือน ระยะเจริญเติบโตประมาณ 3 เดือน มักพบมากในเขตอบอุ่นและมีความทนทานต่ออากาศหนาว โดยมีศัตรูธรรมชาติคือ ตัวห้ำ ได้แก่ Amphibolus venator

“หนอนนก ให้คุณค่าทางอาหารค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับสัตว์ปีกทุกชนิด รวมถึงปลาสวยงามต่างๆ เพราะหนอนนกให้โปรตีนสูงในบรรดาธาตุอาหาร รองลงมาจะเป็นไขมัน นอกจากนั้น ยังมีแร่ธาตุที่สะสมในตัวหนอนอีกหลายอย่าง

อันที่จริง ด้วงหนอนนก เป็นแมลงศัตรูชนิดหนึ่งของผลิตผลเกษตร และมันใช้ผลิตผลเกษตรเป็นอาหาร แต่ปัจจุบันมีการนำหนอนนกมาเลี้ยงเชิงธุรกิจบ้าง หรือเพื่อใช้ในการให้อาหารแก่สัตว์ จึงนิยมใช้อาหารเลี้ยงแทน จริงๆ มันบินได้ แต่ไม่ค่อยบิน ชอบอุณหภูมิที่ต่ำๆ แต่โดยทั่วไปเกษตรกรจะนำไปเลี้ยงที่สวน ในสภาพอากาศปกติ” คุณอัจฉรา กล่าว

นักวิชาการยังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า วงจรชีวิตของด้วงหนอนนก มี 4 ระยะ อันได้แก่ หนึ่ง ตัวเต็มวัย ที่เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ จากนั้นสอง จึงวางไข่ แล้วสาม เป็นหนอน และสี่ เป็นดักแด้

“ช่วงเวลาที่ใช้ประโยชน์คือ ระยะที่เป็นหนอน จะเป็นช่วงอายุประมาณ 2 เดือนครึ่ง ที่นำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ แต่ถ้าช่วงใดที่ของขาดตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูร้อน และมีความจำเป็นต้องรีบใช้ อาจเหลือเพียง 1 เดือนครึ่ง ก็ได้” คุณอัจฉรา บอก

การเตรียมอุปกรณ์

1. ถาดอะลูมิเนียม กว้าง 11 นิ้ว ยาว 15 นิ้ว ขอบสูง 2-3 นิ้ว

2. หรือกล่องพลาสติค ขนาดกว้าง 8 นิ้ว ยาว 11.5 นิ้ว ขอบสูง 4 นิ้ว

3. สำลี หรือผ้าขาวบาง เพื่อใช้ชุบน้ำ

4. ชั้นเลี้ยงแมลงสำหรับวางถาด

5. อาหารไก่

6. น้ำผึ้ง

7. ตะแกรงสำหรับร่อนตัวหนอน

ขั้นตอนการเลี้ยง

1. นำอาหารไก่ ปริมาณ 500 กรัม เทลงในถาดอะลูมิเนียม จากนั้นให้ใส่หนอนนกลงไป ประมาณ 300 ตัว และใช้สำลีชุบน้ำหรือน้ำผึ้งผสมน้ำให้ชุ่มพอหมาด วางลงกลางถาด (หมั่นเติมน้ำเป็นระยะ อย่าให้น้ำแห้ง) แล้วปิดด้วยตาข่ายมุ้ง ควรวางบนชั้นสำหรับเลี้ยงแมลงหรือเลี้ยงในห้องที่มีมุ้งลวด การเติมอาหารควรเติมทุก 1-2 สัปดาห์

2. เมื่อเลี้ยงได้ระยะหนึ่ง หนอนนก จะเข้าเป็นดักแด้ ซึ่งในช่วงนี้จะไม่กินอาหาร ประมาณ 5-7 วัน ให้แยกดักแด้ออกมาใส่ลงในถาดใหม่ เมื่อดักแด้เปลี่ยนเป็นตัวเต็มวัย ให้แยกไปไว้ในถาดที่มีอาหารเหมือนกับการเริ่มเลี้ยงหนอน โดยใส่ตัวเต็มวัยถาดละ 100-150 คู่ จากนั้น ตัวเต็มวัยจะเริ่มผสมพันธุ์ หลังจากที่ออกจากดักแด้ ประมาณ 7 วัน ตัวเมียจะวางไข่ ตัวละ 1-2 ฟอง ต่อวัน อายุการวางไข่ 40-50 วัน

3. หลังจากตัวเต็มวัยวางไข่แล้ว 7 วัน ให้แยกตัวเต็มวัยออกจากถาดเดิม นำไปเลี้ยงในอาหารถาดใหม่ เพื่อให้ตัวเต็มวัยวางไข่และเจริญเติบโตเป็นตัวหนอน ซึ่งจะใช้เวลา 5-7 วัน ระยะหนอนจะลอกคราบ 10-14 ครั้ง หรือมีอายุ 75-90 วัน ทั้งนี้ ช่วงเวลาสำหรับนำไปขายที่ประมาณ 60 วัน

ให้เลี้ยงขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ตามวิธีที่กล่าวมาข้างต้น สำหรับการคัดเลือกตัวเต็มวัยเพื่อการวางไข่ ควรเลือกหนอนที่มีขนาดใหญ่และมีสุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้ ให้สังเกตจากการเคลื่อนไหวอย่างว่องไว พร้อมกับแยกใส่ถาดอาหารใหม่ทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ไข่หรือหนอนที่มีขนาดใกล้เคียงกันเป็นชุดๆ

การเลี้ยงในปัจจุบัน ให้ใช้อาหารไก่รุ่นในการเพาะเลี้ยง เพราะอาหารไก่ให้สารอาหารที่ดีต่อหนอนนกมากกว่ารำข้าวสาลีหรือรำละเอียดที่เคยใช้ในอดีต แต่อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้เลี้ยงที่จะหามาได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นหลัก

“ข้อควรระวัง สำหรับอาหารไก่ที่นำมาเลี้ยงคือ ต้องตรวจดูมด มอด หรือแมลงอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาปะปนกับอาหารไก่ได้ และควรกำจัดเสียก่อน เพราะสิ่งเหล่านั้นจะเป็นศัตรูของหนอนนก อีกทั้งยังมีพวกจิ้งจก หนู และแมลงสาบ ที่ควรระวัง พร้อมหาทางป้องกันด้วย

ข้อแนะนำ สำหรับคนที่เพิ่งเลี้ยงและไม่ต้องการใช้พื้นที่มาก ก็ให้นำอาหารไก่ที่จะใช้ไปใส่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นไว้อย่างน้อย 3 วัน เพื่อเป็นการกำจัดมด มอด และแมลงอื่นๆ ก่อน เพราะความเย็นจัดจะช่วยกำจัดแมลงเหล่านั้นได้ เมื่อครบกำหนดให้นำออกจากตู้เย็น นำมาผึ่งไว้ด้านนอกที่อุณหภูมิปกติ อีกประมาณ 2 วัน เพื่อไล่ความชื้นออกไป เพราะหัวใจการเลี้ยงที่สำคัญคือความชื้นและความสะอาด” นักวิชาการให้รายละเอียด

ส่วนการให้น้ำหนอนนก ให้ใช้ผ้าขาว ตัดขนาดเท่าฝ่ามือ แล้วฉีดพ่นน้ำใส่ผ้าพอหมาดๆ (อย่าพ่นใกล้หนอนและอาหาร) แล้วนำผ้าที่พ่นน้ำวางลงบนถาดที่มีหนอน เพราะเมื่อหนอนกินอาหารแล้วจะดูดน้ำจากผ้า หากไม่ใช้ผ้าก็อาจใช้สำลีแทน โดยใช้วิธีการเดียวกัน ทั้งนี้ จะให้น้ำเพียงวันละครั้งเท่านั้น

นอกจากผ้าและสำลีแล้ว หากทำเป็นฟาร์มขนาดใหญ่อาจใช้ผักหรือผลไม้ได้ แต่ต้องแน่ใจว่าผักและผลไม้เหล่านั้นปลอดจากสารพิษ โดยการนำไปล้างให้สะอาดแล้วปล่อยให้สะเด็ดน้ำก่อนนำไปวางบนภาชนะที่เลี้ยงหนอน ข้อควรระวังคือ ต้องหมั่นเปลี่ยนบ่อยๆ เพราะถ้าผลไม้หรือผักเน่าจะมีเชื้อรา ไร และแบคทีเรีย

การให้อาหารหนอนต้องหมั่นตรวจดูว่า พร่องลงบ้างหรือไม่ หากพร่องให้ใช้กระชอนตักหนอนและอาหารที่เหลือขึ้นมาให้หมด แล้วย้ายไปใส่ไว้ในถาดใบใหม่ที่ใส่อาหารเตรียมไว้แล้ว สำหรับถาดเดิมที่ย้ายหนอนออกมาจะพบว่า มีมูลหนอนอยู่ อย่าทิ้ง…ให้นำไปใส่ต้นไม้ เพราะเป็นปุ๋ยอย่างดีเลยทีเดียว บางแห่งที่เลี้ยงหนอนมากๆ เขาจะนำมูลหนอนไปบรรจุถุงขาย ในราคา 10 บาท

นักวิชาการแนะนำว่า การเลี้ยงหนอนไปนานๆ ในปริมาณมากๆ อย่าให้ผสมพันธุ์กันเองอยู่ตลอด เพราะการผสมพันธุ์กันเองอาจทำให้พันธุ์ที่ได้รุ่นต่อๆ มาขาดความแข็งแรง ไม่ค่อยสมบูรณ์ ดังนั้น จึงควรนำพันธุ์จากที่ต่างกันหรือที่ไกลๆ มาผสมกันเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น นักวิชาการคนเดิมยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า ถ้าเป็นมือใหม่ และประสงค์จะเลี้ยงหนอนนกเพื่อเป็นการหารายได้เสริม ควรเริ่มต้นแบบประหยัดก่อน อย่าเพิ่งทุ่มเทลงทุนจำนวนมาก เมื่อทำไปได้สักระยะหนึ่งและเริ่มคุ้นเคยจนสามารถควบคุมงานทั้งหมดได้แล้ว จึงค่อยลงทุนเพิ่มในภายหลัง

การลงทุนในการเลี้ยงหนอนนก หากผลิตหนอนนก 1 กิโลกรัม จะใช้ต้นทุนประมาณ 70 บาท และใช้เวลาในการผลิต 8-9 สัปดาห์ ส่วนราคาขายในปัจจุบัน (ปี 2553) นิยมขายปลีก ที่ขีดละ 40-80 บาท และกิโลกรัมละ 300-500 บาท

“สำหรับมือใหม่ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ โดยให้ใช้อุปกรณ์หรือภาชนะที่มีอยู่ในบ้านก่อน ไม่ว่าจะเป็นลัง กล่อง หรือถาดพลาสติคเก่าๆ สามารถนำมาใช้ได้ทั้งนั้น หากประสบความสำเร็จทำจนเกิดความชำนาญแล้ว มีตลาดรองรับแล้ว ค่อยต่อยอดขยายผลไปซื้ออุปกรณ์หรือภาชนะที่มีขนาดใหญ่เข้ามาเพิ่มก็ยังไม่สายไป” คุณอัจฉรา กล่าวในที่สุด

อันเนื่องมาจากการเลี้ยงหนอนนกทำได้ง่าย สะดวก ไม่ยุ่งยาก ไม่เปลืองสถานที่ จึงทำให้มีผู้สนใจเลี้ยงหนอนนกเพิ่มขึ้น บ้างเลี้ยงเพื่อเป็นรายได้เสริม บ้างเพาะขายเป็นธุรกิจ บ้างเลี้ยงเพื่อใช้เป็นอาหารของสัตว์ต่างๆ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนได้อย่างมาก

ท่านผู้อ่านที่มีความสนใจและประสงค์จะลองเลี้ยงหนอนนก สามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ (02) 579-7813-4

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

คืนชีพสัตว์โบราณ TRIOPS กุ้งไดโนเสาร์

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

ดวงกมล โลหศรีสกุล

คืนชีพสัตว์โบราณ TRIOPS กุ้งไดโนเสาร์ 

TRIOPS (ไทรออปส์) เจ้าของฉายา ?กุ้งไดโนเสาร์? หรือ ?กุ้งโบราณ? สัตว์น้ำจืดขนาดเล็ก เลี้ยงง่าย ขนาดตัวประมาณ 1-3 นิ้ว ลักษณะลำตัวเป็นแท่งยาว แบ่งเป็นปล้องๆ บริเวณหัวเป็นกระดอง มีลักษณะแบนปกคลุม 2 ใน 3 ส่วนของช่องอก มี 3 ตา มีขามากถึง 35-71 คู่ มีนิสัยร่าเริง ชอบว่ายน้ำ กระตือรือร้น รูปร่างคล้ายแมงดาทะเล ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ประเภทเดียวกับสัตว์น้ำจืดที่มีเปลือกแข็งจำพวกกุ้งหรือปู กระจายพันธุ์อยู่ตามหนองน้ำหรือบึง ดำรงชีวิตได้ทั้งในอากาศที่หนาวเย็นและร้อน อาทิ ทวีปอเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย แอฟริกา ฮาวาย รัสเซีย อินเดีย ขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากในหมู่วัยรุ่นอเมริกาและออสเตรเลีย

สำหรับในประเทศไทย แม้ไทรออปส์จะยังไม่เป็นที่แพร่หลาย แต่เชื่อว่าถ้าได้ทำความรู้จักกับสัตว์น้ำดึกดำบรรพ์ชนิดนี้ดีพอ คุณจะหลงรัก จนอยากจับจองมาเป็นเจ้าของเลยทีเดียว

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านฉบับนี้มีข้อมูล รายละเอียดเกี่ยวกับกุ้งโบราณ น้องใหม่วงการสัตว์เลี้ยงที่กำลังถูกจับตามองจากบรรดาคนรักสัตว์ ซึ่งผู้ที่จะมาถ่ายทอดเนื้อหา คือ คุณกษิดิศ วรรณุรักษ์ หรือ คุณดุ๊ก คนไทยที่สามารถขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายได้แล้ว

เฟ้นหาสัตว์แปลกมาเลี้ยง

ถูกใจสิ่งมีชีวิตในตำนาน

ปัจจุบัน คุณดุ๊กเลี้ยงสัตว์หลายอย่าง อาทิ กุ้งเครย์ฟิช กุ้งแคระ หอยสวยงาม ปลาสวยงาม รวมถึงกุ้งโบราณ ประวัติส่วนตัวคร่าวๆ เขาจบการศึกษา ปริญญาตรีโทด้านสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปัจจุบันทำงานประจำแผนกให้บริการลูกค้า รวมทั้งเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลระบบเว็บไซต์คลับไม้น้ำและคนรักกุ้ง http://aqua.c1ub.net

คุณดุ๊กเกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางครอบครัวที่รักสัตว์ เขาบอกว่า คุณพ่อเลี้ยงปลาทอง ส่วนตัวเองเลี้ยงสุนัข ไก่ และเป็ด จนกระทั่ง 5 ปีที่แล้ว กระแสสัตว์น้ำสวยงามเริ่มเข้ามาในประเทศไทย เลยหันมาศึกษา

หนที่สุดเลี้ยงกุ้งสวยงาม อาทิ กุ้งเชอร์รี่ กุ้งแคระ กุ้งตะเข็บ เเละหอยสวยงาม พร้อมกับจัดจำหน่ายผ่านทางอินเตอร์เน็ต

นอกจากความชอบส่วนตัว อีกหนึ่งสาเหตุที่คุณดุ๊กเลือกเลี้ยงสัตว์น้ำเหล่านี้ ชายหนุ่ม บอกว่า เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่น้อย ลงทุนต่ำ อีกทั้งกำลังเป็นที่นิยม ส่งผลให้กิจการค่อยๆ เติบโตขึ้น หนที่สุดสามารถเพาะเลี้ยงพ่อพันธุ์ เเม่พันธุ์จำหน่ายได้

เมื่อหลงใหลในความงามของสัตว์น้ำสีสวย คุณดุ๊กมาพบกับกุ้งไดโนเสาร์ได้อย่างไร เจ้าตัว ตอบว่า โดยส่วนตัวชอบเลี้ยงสัตว์ ฉะนั้นจะเฟ้นหาสัตว์แปลกๆ มาเลี้ยง ครั้งหนึ่งตระเวนที่ตลาดนัดจตุจักร พบกุ้งไดโนเสาร์ เกิดความรู้สึกถูกอกถูกใจในท่วงท่าลีลาการว่ายน้ำอันเเสนซน กระตือรือล้น ชอบขุดทราย พฤติกรรมเหล่านี้ดูเเล้วเพลินตา เพลินใจ เลยตัดสินใจทดลองซื้อมาเลี้ยง

ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวที่ยากจะเลียนแบบของกุ้งไทรออปส์ ส่งผลให้คุณดุ๊กศึกษาข้อมูล ทั้งทฤษฎี เเละภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ ซึ่งรายละเอียดเจ้าตัวอธิบายให้ฟังว่า

ไทรออปส์ เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ เกิดในยุคไทรแอสสิก หรือเมื่อ 200 ล้านปีที่แล้ว ถูกยกให้เป็นฟอสซิลมีชีวิต ไม่มีกระดูกสันหลัง อาศัยในน้ำจืด รูปร่างคล้ายแมงดาทะเลแต่มีขนาดเล็กกว่า มีเกาะบางๆ หุ้มบริเวณลำตัว มีครีบเเละหางใช้ว่ายน้ำ มีเหงือกอยู่บริเวณขา ส่วนหางมีความยาวพอๆ กับลำตัว กระดองจะยาวคลุมส่วนหัวทั้งหมด ตาทั้ง 3 อยู่ใกล้กัน แต่ตาหลักจะอยู่ภายนอกกระดอง ส่วนตาย่อย จะอยู่ลึกลงไปใต้กระดอง หางเป็นง่ามคู่ กุ้งไทรออปส์ใช้ขาทั้งว่ายน้ำ ลำเลียงอาหาร และหายใจ

เผยข้อมูลหมดเปลือก

โตเร็ว-วงจรชีวิตสั้น 

ด้านสายพันธุ์ กุ้งไทรออปส์ทั่วโลก มีมากกว่า 10 สายพันธุ์ แต่ที่นิยมเลี้ยงในไทยเป็นสายพันธุ์ Longicaudatus เป็นพันธุ์จากสหรัฐอเมริกา โตไว เลี้ยงง่าย ลำตัวมีสีเหลืองเทา ไปจนถึงสีน้ำตาล บางสายพันธุ์มีสีฟ้าเข้ม สีเขียว น้ำตาล น้ำตาลแดง หรือ สีที่ใกล้เคียงกับสีดำ แต่ไม่ถึงกับดำสนิท

สำหรับอวัยวะสืบพันธุ์ คุณดุ๊ก ระบุว่า สัตว์โบราณชนิดนี้มีทีเดียว 2 เพศ สามารถผสมพันธุ์ได้ในตัวเองแต่พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่เป็นเพศผู้ หรือเพศเมีย อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งไทรออปส์ตัวเมียจะใช้ขาสร้างถุงใส่ไข่ ดังนั้นไข่จะถูกหุ้มด้วยเปลือก ทั้งนี้เพื่อรักษาตัวอ่อนให้มีชีวิตอยู่ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการฟักตัว เช่น ร้อนจัด หนาวจัด ไข่จะถูกฟักเป็นตัวต่อเมื่อไข่แห้งเต็มที่ แล้วกลับมาเปียกน้ำอีกครั้งในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ตรงนี้เป็นสาเหตุว่าทำไม ตระกูลมันจึงอยู่รอดได้มาจวบจนทุกวันนี้

?ไข่กุ้งไทรออปส์ มีความอดทนต่อสภาพแวดล้อมมาก สามารถทนความร้อนได้ถึง 98 องศา ทนต่อความหนาวเย็นได้เป็นอย่างดี คนส่วนใหญ่นิยมนำไข่ไปฟักในตู้ปลา อุณหภูมิน้ำปกติ ปริมาณ 1-2 ลิตร ไม่จำเป็นต้องให้ออกซิเจน ไม่ควรเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ กุ้งจะช็อค ควรมีแสงไฟส่องระยะห่างจากตู้ 4-10 นิ้ว เพื่อกระตุ้นการกินอาหาร แต่เพื่อให้ตัวอ่อนได้พักผ่อนนำแผ่นอะลูมิเนียมปิดด้านใดด้านหนึ่งไว้เพื่อให้มีมุมมืด ปกติไข่จะฟักเป็นตัวภายในเวลา 24 ชั่วโมง เจริญเติบโตเร็ว มีขนาดใหญ่ขึ้นวันละ 2 เท่า แต่ละวันลอกคราบมากถึง 12 ครั้ง เมื่ออายุ 8 วันขึ้นไปจะโตเต็มวัย และเริ่มวางไข่ค่อยย้ายที่อยู่ใหม่ วงจรชีวิตสั้นอยู่ได้เพียง 3 เดือน กรณีที่ยังไม่ฟัก ไข่จะหยุดการเจริญเติบโตได้นานถึง 25 ปีเลยทีเดียว?

ด้านอาหารที่กุ้งไทรออปส์กิน ผู้รู้ บอกว่า กินทั้งพืชและสัตว์ เช่น สาหร่ายน้ำ แมลงน้ำ หนอนแดง ไส้เดือนน้ำ ตะไคร่น้ำ และซากพืชซากสัตว์ ค่อนข้างกินเก่ง กินเกือบจะตลอดเวลา ดังนั้นคนเลี้ยงควรให้อาหารอย่างทั่วถึง มิเช่นนั้นอาจจะกินกันเอง หลังกุ้งฟักเป็นตัวอ่อน อายุได้ 8 วันขึ้นไป กุ้งสายพันธุ์นี้จะโตเต็มวัย เริ่มให้ผลผลิตและหาที่วางไข่ คุณดุ๊กแนะนำการทำรัง นั่นคือใช้ภาชนะขนาดเล็กใส่ทรายปนหินกรวดเล็กๆ จากนั้นกุ้งจะเข้ามาไข่ หลังจากนี้ก็สามารถกำหนดได้ว่าจะนำไปฟักเลย หรือ แยกเก็บเอาไว้ฟักในภายหลัง

ธรรมชาติศัตรูตัวฉกาจของกุ้งไดโนเสาร์ คือ บรรดานก รวมทั้งกบที่โฉบเอาชีวิตได้ไปง่ายๆ และแม้ว่ากุ้งจะถูกกินโดยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด แต่โอกาสแพร่พันธุ์ไปยังแหล่งน้ำต่างๆ ก็ยังสูง เนื่องจากไข่กุ้งอาจจะติดไปกับบริเวณขานก พอนกย้ายที่อยู่ ไข่ก็อาจจะหลุดลงไปในแหล่งน้ำ ทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอีกที่หนึ่งได้

เลี้ยงง่าย ขายได้

เมืองนอก กำลังนิยม

มีข้อควรระวังสำหรับคนที่สนใจเลี้ยงกุ้ง ชายหนุ่มย้ำว่า ในช่วงฟักตัวอ่อน ต้องใส่ใจดูแลเรื่อง อุณหภูมิน้ำ และสถานที่เลี้ยงเป็นพิเศษ อย่าให้โดนแดดจัดเกินไป ห้ามใช้น้ำฝนเนื่องจากปัจจุบันปนเปื้อนสารเคมีเยอะ ไม่ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย เพราะตัวอ่อนของกุ้งจะอ่อนไหวต่อค่า pH ของน้ำ รวมถึงอากาศที่หนาวจัด ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 21 องศาเซลเซียส จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ทำความร้อน เพราะถึงแม้ไข่จะกลายเป็นตัวอ่อนได้ แต่ในที่สุดตัวอ่อนก็จะตาย

ภายหลังให้ความกระจ่างเกี่ยวกับข้อมูลกุ้งไทรออปส์ เจ้าของเรื่อง เผยถึงประสบการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ได้ทดลองเลี้ยงโดยซื้อไข่กุ้งชุดสำเร็จรูปจากตลาดนัดจตุจักร ไข่ที่มาในซอง ลักษณะเป็นเม็ดสีน้ำตาลสว่าง บ้างก็สีเทา มาพร้อมถุงปรับสภาพน้ำทำจากเศษไม้ นำลงแช่ในน้ำปราศจากคลอรีน อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ถุงปรับสภาพน้ำนอกจากจะช่วยในเรื่องของค่า pH ให้ใกล้เคียงกับในธรรมชาติยังเป็นแหล่งอาหารแรกเกิดของตัวอ่อน ช่วงก่อน 8 วันแรกไม่ควรเติมน้ำใหม่ ไม่ควรให้ออกซิเจน เนื่องจากไข่อาจจะติดไปด้วย

วันนี้จำนวนพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์กุ้งไดโนเสาร์ที่คุณดุ๊กเลี้ยง รวมเบ็ดเสร็จประมาณ 20-30 ตัว ตัวเมียออกไข่เกือบทุกวัน เฉลี่ยวันละ 10 ฟอง แต่ละเดือนเก็บไข่กุ้งเตรียมจำหน่ายได้ราว 8,000 ฟอง ถือว่าเป็นคนไทยที่ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงเพื่อจัดจำหน่ายรายใหญ่ที่สุดก็ว่าได้

ปัจจุบันไทรออปส์ ไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงที่กำลังได้รับความนิยมสูงจากวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา เพราะสามารถใช้ประโยชน์ในด้านอื่น อาทิ ใช้ศึกษาวงจรชีวิตสัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ นำตัวที่ตายแล้วใช้เป็นเหยื่อตกปลา หรือนำไปใช้เลี้ยงปลาเพื่อเป็นอาหารเสริม

ใครที่กำลังมองหาสัตว์เลี้ยงแปลกๆ หรือคิดจะหารายได้จากกุ้งชนิดนี้ คุณดุ๊ก สนนราคาขายไข่กุ้ง 30 ฟอง 200 บาท ราคาส่ง 100 ฟอง 500 บาท พร้อมคู่มือการเพาะเลี้ยง สินค้าจัดส่งทางพัสดุ สนใจขอรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ โทร. (084) 941-9011 หรืออี-เมล eogui@yahoo.com และ myaqualove.blogspot.com

วิธีเลี้ยงกุ้งไดโนเสาร์

1. เตรียมภาชนะ หรือจะเป็นตู้ปลา ขนาด 10 นิ้วขึ้นไป เติมน้ำปราศจากคลอรีน อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส

2. นำถุงปรับสภาพน้ำ เจาะรูเล็กๆ โดยรอบ ใส่ลงไปพร้อมออกซิเจน อย่างน้อย 1 วัน

3. ใส่ไข่กุ้งลงไปในน้ำ

4. รอ 1-2 วัน กุ้งจะเริ่มฟักเป็นตัวอ่อนออกมา

5. 2-3 วันแรกไม่จำเป็นต้องให้อาหาร หลังจากนั้นสามารถให้อาหารปลาทั่วไปได้

หมายเหตุ สามารถเลี้ยงกุ้งชนิดนี้ได้กับสัตว์น้ำอื่น อาทิ ปลาสวยงามที่ไม่ดุ มีขนาดเล็ก

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

หมูออมสิน ที่บ้านโค้งตาบาง ได้ทั้งเงิน ทั้งก๊าซชีวภาพ

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

เทคโนฯ ปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

หมูออมสิน ที่บ้านโค้งตาบาง ได้ทั้งเงิน ทั้งก๊าซชีวภาพ

หมูออมสิน เป็นชื่อโครงการส่งเสริมการเลี้ยงหมูที่เกิดขึ้นภายในหมู่บ้านโค้งตาบาง หมู่ที่ 10 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ด้วยเป้าหมายสำคัญคือ การเพิ่มรายได้ให้กับผู้คนในหมู่บ้านที่มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 156 ครัวเรือน 

สภาพทั่วไปของหมู่บ้าน เป็นที่ราบลุ่มติดกับแม่น้ำเพชรบุรี มีดินที่อุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชได้เกือบทุกชนิด ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ พืชที่ปลูกส่วนใหญ่คือ มะนาว ชมพู่ กล้วยชนิดต่างๆ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่และพืชผัก ผลไม้อื่นๆ และประกอบอาชีพรับจ้างทำการเกษตร

หมูออมสิน ได้เริ่มต้นโครงการมาตั้งแต่ ปี 2543 และได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

วันนี้ มีแม่หมูกว่า 300 แม่ เร่งขยายก๊าซชีวภาพ

“จุดเริ่มต้นนั้น มาจากที่หมู่บ้านเรามีความคิดที่จะลดจำนวนหมาจรจัดที่มีอยู่ในหมู่บ้านลง ซึ่งเดิมนั้นชาวบ้านจะใช้เศษอาหารที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือนเลี้ยงหมาจรจัด จึงทำโครงการทำหมันหมาจรจัดขึ้น เมื่อแก้ปัญหาหมาจรจัดได้แล้ว เราก็มองว่า เศษอาหารเหล่านั้นก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงมีการประชุมปรึกษากัน ทั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน”

คุณฉันท์อัครสกุลภิญโญ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 10 บ้านโค้งตาบาง บอกเล่าถึงที่มาของจุดเริ่มต้นของโครงการ ซึ่งผลจากการปรึกษาหารือในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงก่อเกิดมาเป็นโครงการหมูออมสินของหมู่บ้านโค้งตาบางขึ้นในปี 2543

“เราอยากให้ชาวบ้านมีการออมเงินไว้เป็นทุนของครอบครัว เน้นการเลี้ยงแบบต้นทุนต่ำ เก็บผักที่ขึ้นตามหนอง คลอง บึงมาเป็นอาหาร แม้จะโตช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ทำเหมือนกับการเอาเงินหยอดกระปุกออมสินลงไปทุกวันๆ เราจึงช่วยกันผลักดันและขยายแนวคิดเรื่องการเลี้ยงหมู โดยเน้นไปที่การเลี้ยงแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกจำหน่าย ปรากฏว่าเมื่อทำประชาพิจารณ์ในหมู่บ้าน ชาวบ้านให้ความเห็นชอบและสนับสนุนเป็นอย่างดี”

กว่า 70 ครอบครัว คือจำนวนของชาวบ้านโค้งตาบางที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนมาถึงปัจจุบัน

“แต่การเริ่มต้นนั้น ชาวบ้านต้องหาซื้อพันธุ์หมูมา เราก็เห็นถึงปัญหาว่า ชาวบ้านไม่มีเงินทุนในการจัดซื้อ จึงได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งมาเป็นกองทุนให้ชาวบ้านได้กู้ยืม ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปเป็นทุนในการซื้อหมูมาเลี้ยง โดยกำหนดว่า ให้ลงทุนเพียงรายละ 1-2 ตัว เท่านั้น แล้วค่อยๆ ขยายเพิ่มจำนวนจากลูกหมูที่ได้ในคอกของตนเอง พอดีว่าตอนเริ่มต้นโครงการนั้น ราคาลูกหมูแพง เมื่อเลี้ยงได้ลูกออกมาขายเพียงปีเดียว ชาวบ้านทุกคนสามารถมีเงินมาจ่ายดอกเบี้ยได้กันจนหมด” ผู้ใหญ่ฉันท์ กล่าว

จากความเข้มแข็งของชุมชนและการทุ่มเทผลักดันโครงการเต็มที่และต่อเนื่องจากกลุ่มผู้นำหมู่บ้าน รวมถึงการสนับสนุนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น จึงทำให้การเลี้ยงหมูประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี จากแม่หมูเพียงรายละ 1-2 ตัว ต่อครอบครัว มาจนถึงวันนี้ ได้ขยายเพิ่มจำนวนมากขึ้น รวมทั้งหมู่บ้านมีแม่หมูมากกว่า 300 แม่

ซึ่งไม่เพียงเฉพาะโครงการหมูออมสินเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ อีกหลากหลายโครงการที่หมู่บ้านแห่งนี้ทำขึ้นเพื่อช่วยยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ล้วนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี อาทิ โครงการเลี้ยงวัวแบบปะหวะโครงการถนนพืชผักสวนครัว เป็นต้น

“ทุกอย่างเป็นเพราะเราให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาชุมชน ซึ่งจะกำหนดไว้เลยว่า เราต้องทำอะไรบ้าง ในการพัฒนา”

จากแผนการพัฒนาที่มีแบบแผน จึงนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในวันนี้บ้านโค้งตาบางได้กำหนดวิสัยทัศน์ของหมู่บ้านว่าเป็นหมู่บ้านแห่งการเรียนรู้ ผลิตผลมีคุณภาพั้ประชนชนสามัคคีมีการพึ่งพาตนเองอยู่ดีมีสุข

ผู้ใหญ่ฉันท์ บอกว่า เป้าหมายสำคัญคือ การก้าวเป็นหมู่บ้านที่มีแหล่งเรียนรู้ให้กับคนในหมู่บ้านและชุมชนใกล้เคียง และให้ประชาชนในหมู่บ้านตระหนักและรับผิดชอบในการผลิตพืชผลที่มีคุณภาพ และมีความรัก มีความสามัคคี สืบทอดศิลปวัฒนธรรมให้กับลูกหลาน มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี

สำหรับโครงการหมูออมสิน ไม่ได้ให้ประโยชน์เฉพาะในเรื่องของอาชีพและรายได้เท่านั้น ในอนาคตอีกไม่นานนี้ ชาวบ้านโค้งตาบางจะได้ใช้ประโยชน์จากก๊าซชีวภาพที่ผลิตจากขี้หมู

โดยผู้ใหญ่ฉันท์ บอกว่า เนื่องจากมีสมาชิกที่เลี้ยงหมูรายหนึ่ง คือ คุณปัญญา เหมือนแท้ ได้รับการสนับสนุนในการจัดสร้างถังหมักก๊าซชีวภาพจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และนำขี้หมูจากคอกเลี้ยงมาหมักจนได้ก๊าซชีวภาพใช้ในการหุงต้มในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี

“เราจึงมีโครงการที่จะขยายผลเรื่องก๊าซชีวภาพออกไปยังครัวเรือนอื่นๆ ในหมู่บ้าน โดยแนวทางที่จะดำเนินการมีทั้งการวางท่อส่งก๊าซชีวภาพไปยังครัวเรือนที่อยู่ในรัศมีที่ส่งก๊าซไปได้จากจุดเดิมที่มีอยู่แล้ว และการสร้างบ่อหมักก๊าซชีวภาพเพิ่มขึ้นในคุ้มต่างๆ และดำเนินการวางท่อก๊าซเชื่อมต่อไปยังครัวเรือน ซึ่งตอนนี้ได้วางแผนไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ในอีกไม่นานนี้” ผู้ใหญ่ฉันท์ กล่าว

ซึ่งการใช้ประโยชน์จากก๊าซชีวภาพจากขี้หมูนี้ จะส่งผลทำให้ชาวบ้านสามารถลดรายจ่ายในเรื่องเชื้อเพลิงหุงต้มของครัวเรือนลงไปได้ในระดับหนึ่ง

“ปกติแล้ว ชาวบ้านจะต้องซื้อแก๊สมาใช้กันเดือนละ 1 ถัง ต่อครัวเรือน โดยจากที่ต้องเสียเงินเดือนละหลายร้อยบาท ต่อแก๊ส 1 ถัง ซึ่งเมื่อดำเนินการตามแผนดังกล่าว จะมีการคิดคำนวณค่าใช้จ่ายที่แต่ละครัวเรือนต้องเสียอีกครั้ง แต่จะถูกกว่าราคาแก๊สในท้องตลาดอย่างแน่นอน” ผู้ใหญ่ฉันท์ กล่าว

เลี้ยงหมูแบบย้อนยุค

ใช้เศษอาหารเป็นหลัก

บ้านเลขที่ 111 หมู่ที่ 10 บ้านโค้งตาบาง โทร. (081) 110-2621 อันเป็นบ้านของ คุณปัญญา เหมือนแท้ นอกจากเป็นจุดติดตั้งถังหมักก๊าซชีวภาพแล้ว ที่นี่ยังเป็นฟาร์มตัวอย่างในการเลี้ยงหมูตามโครงการหมูออมสินด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีเกษตรกรจากจังหวัดต่างๆ ได้เดินทางมาเยี่ยมชมการผลิตก๊าซชีวภาพและการเลี้ยงหมูอยู่เสมอ

ทั้งนี้ คุณปัญญา บอกว่า สำหรับการเลี้ยงหมูของชาวบ้านโค้งตาบางทั้งหมู่บ้าน จะเน้นการเลี้ยงแบบต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะในเรื่องของต้นทุนค่าอาหาร ด้วยการใช้เศษอาหารเป็นหลัก ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงแบบสมัยก่อน “เราจะไปเก็บเศษอาหารจากร้านค้า เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยว รวมถึงเศษอาหารจากตามบ้านมาใช้เลี้ยงหมู นำมาผสมกับเศษผักต่างๆ ที่เก็บมา รวมถึงเศษเหลือทางเกษตร เช่น กากเต้าหู้ จากโรงงาน ซึ่งจะซื้อมาถังละ 10 บาท ให้กินวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ส่วนอาหารเม็ดสำเร็จรูปนั้นจะมีการให้บ้าง แต่ให้ในลักษณะของอาหารเสริมแก่ลูกหมูและแม่หมูที่ตั้งท้อง ซึ่งเท่าที่เลี้ยงมาในรูปแบบดังกล่าว หมูก็เจริญเติบโตและให้ผลผลิตลูกหมูเป็นอย่างดี”

ส่วนคอกเลี้ยงหมูจะใช้พื้นที่ว่างบริเวณหลังบ้านเป็นที่ตั้งคอก ซึ่งเน้นการสร้างจากวัสดุที่สามารถหาได้ง่ายมีในท้องถิ่น สำหรับสายพันธุ์หมูที่เลี้ยง จะเป็นแม่หมูสายพันธุ์ลาร์จไวท์ และแลนด์เรซ โดยเน้นเลี้ยงหมูพันธุ์เพียงอย่างเดียว เมื่อถึงช่วงผสมพันธุ์จะใช้วิธีการจ้างพ่อพันธุ์เข้ามาผสมจริง

“ผมเริ่มต้นเลี้ยงหมูแม่พันธุ์ตามโครงการหมูออมสิน จำนวน 2 ตัว และได้ขยายจำนวนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันมีแม่หมูอยู่กว่า 10 แม่แล้ว และยังสามารถผลิตลูกหมูออกจำหน่ายได้ทุกเดือน” คุณปัญญา กล่าว

ลูกหมูที่เกิดในคอกเลี้ยงของคุณปัญญา จะจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจทั้งในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง โดยปริมาณลูกที่ผลิตได้ในปัจจุบันไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า

“เรามีการวางแผนการผสมพันธุ์ให้แม่หมูคลอดลูกทุกวันที่ 7 ของเดือน จะต้องมีแม่หมูคลอด และจะเลี้ยงไปนานประมาณ 1 เดือน จึงจำหน่ายให้กับลูกค้า โดยราคาจำหน่ายนั้นจะอ้างอิงจากราคาตลาดทั่วไป โดยขณะนี้ราคาลูกหมูอยู่ที่ ตัวละ 1,000 กว่าบาท”

คุณปัญญา บอกว่า จะติดตามราคาประกาศลูกหมูผ่านสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง หากราคาขึ้น ก็จะบอกกล่าวในกลุ่มสมาชิกให้ขยับราคาตามประกาศ และในทางเดียวกันเมื่อราคาตลาดลง ก็จะลดราคาลูกหมูลง

“การที่เราเป็นเกษตรกรนั้น สิ่งสำคัญนอกจากการเลี้ยงแล้ว คือต้องรู้ภาวะราคาซื้อ-ขาย ในตลาด อันนี้สามารถหาข้อมูลได้ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ ซึ่งจะมีการประกาศให้ทราบ แล้วเราก็นำมาใช้เป็นฐานในการกำหนดราคาขายของเรา”

“และที่สำคัญอีกประการคือ ลูกหมูจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่สำคัญให้ครบตามข้อแนะนำของปศุสัตว์ ซึ่งจะมีผลทำให้ลูกหมูแข็งแรง ลูกค้าที่ซื้อไปเลี้ยงก็ชอบ จนเข้ามาสั่งจองกันไว้อย่างต่อเนื่อง” คุณปัญญา กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการผลิตเชื้อจุลินทรีย์มาใช้ในการราดพื้นคอก เพื่อดับกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคในคอกเลี้ยงอีกด้วย โดยใช้หน่อกล้วยมาหมักกับกากน้ำตาล ในอัตรา 3 ต่อ 1 หมักนาน 7 วัน เมื่อครบกำหนดนำเชื้อจุลินทรีย์ที่ได้มาผสมกับน้ำ และใช้ราดลงยังพื้นคอก ซึ่งการใช้จุลินทรีย์ดับกลิ่นนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หมู่บ้านโค้งตาบางปลอดจากกลิ่นขี้หมูดั่งเช่นทุกวันนี้

ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในหมู่บ้านโค้งตาบาง ซึ่งได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งอาชีพและความเป็นอยู่ของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

เป็ดไล่ทุ่ง ยิปซีแห่งท้องนาไทย

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

เทคโนโลยีปศุสัตว์ 

องอาจ ตัณฑวณิช ชมรมการจัดการทรัพยากรเกษตร ongart04@yahoo.com

เป็ดไล่ทุ่ง ยิปซีแห่งท้องนาไทย

ในสถานการณ์ที่วิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศไทยปัจจุบัน ที่เกษตรกรพบความหายนะจากระบบวิธีการผลิตที่มุ่งทางการตลาดและเกษตรเชิงเดี่ยวซึ่งต้องอาศัยปัจจัยการผลิตจากแหล่งอื่นด้วยการซื้อหา แต่การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งกลับอาศัยปัจจัยการผลิตที่เหลือจากการทำเกษตรกรรมหลัก นอกจากจะลดรายจ่ายแล้วยังเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอีกด้วย อีกทั้งการหยุดการใช้สารเคมีในการทำการเกษตรก็เป็นสิ่งที่สังคมผู้บริโภคมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่ง ดังที่มีการเปลี่ยนระบบเกษตรสมัยใหม่มาเป็น เกษตรธรรมชาติ

เกษตรอินทรีย์ เป็ดไล่ทุ่งและไข่เป็ดดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์จากเกษตรอินทรีย์โดยแท้จริง กลับถูกคุกคามเนื่องจากมาตรการป้องกันและกำจัดไข้หวัดนก เพื่อรักษามูลค่าการส่งออกสัตว์ปีกของธุรกิจในระบบทุนนิยมไว้ โดยมองข้ามการดำรงอยู่ของเกษตรกรรายย่อย การที่รัฐออกมาตรการโดยคำนึงถึงเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบในภาพรวม และวิธีแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด วิถีชีวิตแบบชาวบ้านจึงถูกทำลายไปในมาตรการนั้นด้วย ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ควรถูกแก้ปัญหาแบบบูรณาการเพื่อค้นหาทางออกให้กับทุกฝ่าย การจัดโซนนิ่งเพื่อจำกัดขอบเขตในการดูแล การเฝ้าระวังโรคด้วยมาตรการที่เป็นระบบ รวมถึงการให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อดูแลกันเอง ก็เป็นวิถีทางหนึ่งซึ่งจะเป็นหนทางที่นำไปสู่การอยู่รวมกันในสังคมระหว่างนายทุนกับเกษตรกรรายย่อยอย่างไม่แปลกแยกจากกัน

ประชาชนในประเทศไทย ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรมากกว่าอาชีพอื่น ในอาชีพการทำการเกษตร การทำนาของชาวนาซึ่งถูกยกย่องว่า เป็นกระดูกสันหลังของชาติ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยแบบครอบครัว มักจะเป็นการทำนา ปลูกพืชผสมกับการเลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงเป็ดในนาข้าวเป็นวิถีชาวบ้านอย่างหนึ่ง นิยมเลี้ยงกันมากในบริเวณภาคกลาง ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีน้ำอุดมสมบูรณ์ทั้งปี เหมาะกับการเลี้ยงเป็ดที่ต้องอาศัยน้ำตามลักษณะนิสัยตามธรรมชาติ

หลังจากชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว จะมีพ่อค้านำลูกเป็ดพร้อมกับอาหารและยา มาให้กับชาวนาเลี้ยงในฤดูที่ว่างจากการทำนา เมื่ออนุบาลลูกเป็ดใต้ถุนบ้านจนกระทั่งลูกเป็ดแข็งแรงพอแล้ว ก็จะต้อนลูกเป็ดลงให้ไปหาอาหารในทุ่งนา เพื่อเก็บกินข้าวที่ร่วงหล่นจากการเก็บเกี่ยว ศัตรูพืชสำคัญของนาข้าว เช่น หอยเชอรี่ ปูนา ก็เป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญของเป็ดไล่ทุ่ง การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งจึงเป็นการเอื้อต่อระบบนิเวศน์ของนา ซึ่งเป็นการใช้ผลพลอยได้จากการเกษตรไม่ให้ทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ และเป็นการกำจัดศัตรูพืชของไร่นาด้วยวิถีทางธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมอย่างยิ่งต่อชาวนา คือหลังจากเลี้ยงเป็ดจนได้อายุที่ตลาดต้องการแล้ว พ่อค้าก็จะมารับซื้อเป็ดรุ่นคืน หรือชาวนาอาจเลี้ยงต่อไปอีกเพื่อเป็นเป็ดไข่ไว้จำหน่ายไข่ได้อีกด้วย

จากวิกฤติไข้หวัดนกระบาดในปี พ.ศ. 2547 ทำให้ทางราชการออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาด จำเป็นต้องจำกัดพื้นที่ในการเลี้ยงของเป็ด ซึ่งไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเป็ดไล่ทุ่งและวิถีชีวิตของชาวนา จึงทำให้เป็ดไล่ทุ่งค่อยๆ หายออกไปจากทุ่งนา เป็นผลให้ชาวนาต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซื้อยาปราบหอยเชอรี่ ปูนา และต้องใช้แรงงานในการกำจัดต้นข้าวซึ่งงอกจากเมล็ดข้าวที่หล่นในนาเมื่อฤดูก่อนอีกด้วย

การเกษตรที่เกื้อกูลกันในวิถีชีวิตของเกษตรกร เป็นภูมิปัญญาในการจัดการกำจัดศัตรูข้าวของชาวนา เหมือนยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว คือ ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ กำลังถูกภาคราชการกำจัดแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกซึ่งมีมูลค่ามหาศาลของธุรกิจในระบบทุนนิยมหรือหันกลับมาเลี้ยงแบบวิถีชีวิตอย่างภูมิปัญญาชาวบ้าน อะไรคือทางออก

ความเป็นมา

เป็ดเป็นสัตว์ปีกที่นิยมเลี้ยงไว้หลังบ้านในสมัยก่อนเหมือนกับไก่ แต่เป็นเพราะว่าจำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำ เช่น หนอง คลอง บึง จึงทำให้มีการเลี้ยงน้อยกว่าไก่ ซึ่งสามารถเลี้ยงได้ในภูมิประเทศทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องมีน้ำ การเลี้ยงเป็ดจึงเป็นที่นิยมเลี้ยงในที่ลุ่มภาคกลาง ซึ่งมีน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี การเลี้ยงเป็ดไก่หลังบ้านมีวัตถุประสงค์ต่างกัน ดังคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า “เลี้ยงเป็ดกินไข่ เลี้ยงไก่กินเนื้อ” การเลี้ยงในอดีตเป็นการเลี้ยงเพื่อใช้ในการบริโภคประจำวัน มีการซื้อขายกันไม่มาก ในสมัยก่อนการบริโภคไข่ในครัวเรือนเป็นการบริโภคไข่เป็ด ไม่ใช่ไข่ไก่อย่างเช่นทุกวันนี้ อาหารที่ทำจากไข่เป็ดของคนไทยในสมัยนั้นเป็นไข่ต้มเพียงอย่างเดียว นอกนั้นจะใช้ในการทำขนมหวาน เมื่อวัฒนธรรมการบริโภคของคนจนเข้ามา เมนูอาหารจากไข่ต้ม เพิ่มเป็นไข่เจียว ไข่ดาว และการถนอมอาหารของจีนที่เข้ามาสู่วัฒนธรรมไทย คือ ไข่เค็ม และไข่เยี่ยวม้า ทำให้เกิดการบริโภคไข่เพิ่มขึ้นจากกรณีดังกล่าว จึงมีการประกอบการโรงฟักเกิดขึ้นแทนการฟักไข่ของแม่เป็ดในธรรมชาติจากการเลี้ยงหลังบ้าน ในสมัยแรกจะเป็นการฟักด้วยการฝังในหลุมกลางแดด ต่อมาได้พัฒนามาเป็นตู้ฟักที่ประกอบด้วยไม้เรียกกันว่า ตู้ไทย แต่ในปัจจุบันโรงฟักไข่จะใช้ตู้ฟักไข่อัตโนมัติที่นำเข้ามาจากต่างประเทศที่มีราคาสูงแต่มีประสิทธิภาพมากกว่าแทน

จากเหตุผลดังกล่าว จึงเกิดการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งเพื่อการค้า โดยโรงฟักจะเป็นศูนย์กลาง มีการนำลูกเป็ดและอาหารส่วนที่จำเป็นต้องใช้ในการอนุบาลพร้อมกับยาและวัคซีนมาให้กับชาวนาหลังเก็บเกี่ยวข้าว หลังการอนุบาลในบริเวณบ้าน ชาวนาก็จะต้อนลงทุ่งเพื่อให้เป็ดหากินข้าวหล่นและหอยเชอรี่ ในตอนเย็นก็ไล่ต้อนเข้าคอกพักซึ่งในสมัยก่อนใช้ไม้ไผ่ซีกมัดต่อกันไว้ด้วยเชือกโดยจะม้วนเก็บ ได้เป็นม้วนเหมือนตาข่าย ปัจจุบันใช้ตาข่ายไนล่อนหรือที่เรียกว่ามุ้งเขียวล้อมแทน ถ้าเลี้ยงเป็ดตัวผู้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน โรงฟักก็จะเป็นผู้รับซื้อนำไปขุนให้เป็ดอ้วนก่อนขาย ถ้าเป็นเป็ดไข่ก็จะเลี้ยงไปถึง 5 เดือน จึงจะขายหรือให้ชาวนาเก็บไข่ขายโดยโรงฟักจะเป็นผู้รับซื้อ และเมื่อเป็ดแก่ โรงฟักก็จะเป็นผู้รับซื้อเป็ดแก่อีกด้วย

พันธุ์เป็ดที่ใช้เลี้ยง

พันธุ์เป็ดที่ใช้ในการเลี้ยงไล่ทุ่ง มี 2 พันธุ์ คือ เป็ดกากี และเป็ดปักกิ่ง เนื่องจากมีคุณลักษณะที่สำคัญคือ หากินเก่ง ทนทานต่อโรค แข็งแรงปราดเปรียว และไข่ดก นอกจากนี้ ยังสามารถกินอาหารจากธรรมชาติหรือของเหลือจากการทำการเกษตร โดยไม่พึ่งอาหารสำเร็จรูปจากโรงงาน การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง มีวัตถุประสงค์ 2 อย่าง คือ เลี้ยงเป็ดเพื่อเป็นเป็ดเนื้อ และการเลี้ยงเพื่อใช้ เป็นเป็ดไข่

1. เป็ดกากี คำว่า เป็ดกากี ในปัจจุบันที่เรียกขานเป็นการเรียกตามชื่อ เป็ดพันธุ์กากีแคมพ์เบลล์ หรือเรียกกันตามสีของเป็ด ซึ่งเป็ดดังกล่าวเป็นการผสมระหว่างเป็ดพื้นเมืองของไทย คือ เป็ดพันธุ์ปากน้ำ และเป็ดพันธุ์นครปฐม จนเป็ดลูกผสมดังกล่าวกลายเป็นเป็ดที่มีไข่ดก ทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมในเมืองไทยได้ดี ในสถานการณ์ไข้หวัดนกกำลังระบาด พบว่าเป็ดสายพันธุ์นี้มีความทนทานต่อเชื้อไข้หวัดนกมากกว่าเป็ดสายพันธุ์อื่น แต่จะมีลักษณะการอมโรค และเป็นพาหะในการแพร่โรค

ลักษณะประจำพันธุ์ คือ มีสีกากี ดำ แซมสีขาวบ้างเล็กน้อย น้ำหนักในวัยที่เจริญเติบโตเต็มที่ประมาณ 1.5-2.00 กิโลกรัม เนื่องจากตัวเล็ก น้ำหนักน้อย รูปร่างปราดเปรียว จึงเหมาะกับการเลี้ยงในสภาพธรรมชาติ ซึ่งเป็ดชนิดนี้หากินอาหารในธรรมชาติเก่ง เป็ดชนิดนี้เพศผู้และเพศเมียมีน้ำหนักไม่ต่างกันมาก อายุ 3 เดือน ถือว่าเจริญเติบโตเต็มที่ และเริ่มไข่เมื่ออายุย่างเข้าเดือนที่ 4 ระยะไข่ของเป็ดพันธุ์นี้มีจนถึง 2 ปี จำนวนไข่เฉลี่ยประมาณ 220-240 ฟอง แล้วแต่ความสมบูรณ์ของอาหารในทุ่ง

ลูกเป็ดพันธุ์กากีนี้ จะขายแบบแยกเพศ เพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงมีความมุ่งหมายต่างกัน คือถ้าต้องการใช้เป็ดไข่ต้องใช้เป็ดเพศเมีย ส่วนเลี้ยงเป็นเป็ดเนื้อต้องใช้เพศผู้ ราคาจำหน่ายลูกเป็ดเพศเมียกับลูกเป็ดเพศผู้มีความแตกต่างกันมาก เช่น ถ้าเพศเมียจำหน่ายตัวละ 16 บาท เพศผู้จะจำหน่ายตัวละ 2 บาท ในช่วงที่ราคาลูกเป็ดเพศเมียราคาถูก ลูกเป็ดตัวผู้จะแถมให้กับผู้ซื้อเป็ดเพศเมีย เนื่องจากการแยกเพศลูกเป็ดอายุ 1 วัน จะต้องอาศัยความชำนาญเป็นอย่างมาก ผู้ประกอบการโรงฟักไข่เท่านั้นสามารถแยกได้ค่อนข้างแม่นยำในเวลาอันรวดเร็ว จึงต้องอาศัยความซื่อสัตย์ของผู้ประกอบการโรงฟักนั้นๆ เกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดจึงมักจะซื้อลูกเป็ดจากผู้ประกอบการที่เป็นขาประจำกัน

2. เป็ดปักกิ่ง ในที่นี้หมายถึงเป็ดปักกิ่งที่ยังไม่ได้ปรับปรุงพันธุ์ เป็นเป็ดนำเข้าจากประเทศจีน มาเลี้ยงขยายพันธุ์ในเมืองไทยไม่น้อยกว่า 60 ปี ลักษณะประจำพันธุ์ คือ มีขนสีขาวล้วน ปากและเท้าสีส้ม น้ำหนักเฉลี่ยเพศผู้ ประมาณ 2.5-3 กิโลกรัม เพศเมีย 2.-2.5 กิโลกรัม เป็ดปักกิ่งนำมาเลี้ยงเป็นเป็ดไล่ทุ่งเพื่อทำเป็นเป็ดเนื้อ ผู้ประกอบการโรงฟักจะขายแบบคละเพศ เพศเมียไม่นิยมนำมาทำเป็นเป็ดไข่เนื่องจากมีปริมาณไข่น้อยกว่าเป็ดกากี

เกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง

เกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งในปัจจุบัน มี 3 แบบ

1. เกษตรรายย่อยอิสระ การประกอบการรูปแบบนี้ เกษตรกรรายย่อยจะซื้อลูกเป็ดมาเอง โดยเป็นผู้เลี้ยงเอง และรับผิดชอบ อาหารสำเร็จรูปในระยะอนุบาล ยา/วัคซีน การเคลื่อนย้ายฝูงเป็ดเอง และค่าใช้จ่ายอื่นที่มีขึ้นทั้งหมด ซึ่งในกรณีนี้เกษตรกรสามารถนำไข่ที่ได้จำหน่ายให้กับพ่อค้าเองทั้งหมด วิธีนี้มีข้อเสียที่ความแน่นอนในการซื้อของพ่อค้า และสามารถเลี้ยงเป็ดได้จำนวนไม่มาก ซึ่งเหมาะกับการทำการเกษตรแบบพอเพียง ส่วนข้อดี ถือเป็นรายได้เสริม และสามารถนำไปจำหน่ายในชุมชนในราคาขายปลีก ซึ่งจะได้ราคามากกว่าจำหน่ายให้กับพ่อค้า วิธีนี้นิยมเลี้ยงกันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้

2. เกษตรกรรับจ้างเลี้ยง วิธีการจ้างเลี้ยงมักจะใช้กับแรงงานต่างด้าว ซึ่งผู้ประกอบการจะจ่ายให้เฉพาะเงินเดือนหรือค่าอาหารให้ด้วย ผู้ประกอบการจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงการจัดการ เช่น การเคลื่อนย้ายเป็ด การหาแปลงนาเพื่อเลี้ยงเป็ด วิธีนี้มีข้อดีว่า สามารถเลี้ยงได้จำนวนมากโดยการแบ่งเป็นฝูง ประมาณ 1,000-3,000 ตัว ต่อฝูง โดยจะใช้คนงาน 2-3 คน สำหรับเป็ดที่ไข่แล้ว จะเป็นฝูงที่เล็กกว่าเป็ดเนื้อหรือเป็ดรุ่น ข้อเสียคือ การดูแลเอาใจใส่อาจจะไม่ทั่วถึงเนื่องจากมีปริมาณมาก

3. เกษตรรายย่อยมีการรับประกันซื้อ เดิมธุรกิจนี้ ผู้ประกอบการโรงฟักเป็นผู้ดำเนินการ หลังจากวิฤกติไข้หวัดนกผู้ประกอบการดังกล่าวเลิกการทำธุรกิจแบบเอเย่นต์แทบทั้งหมด เนื่องจากเครือข่ายการเลี้ยงมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถควบคุมดูแลโรคได้อย่างทั่วถึง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดนก เกษตรกรรายย่อยที่มีศักยภาพพอและได้การสนับสนุนจากผู้ประกอบการโรงฟักเดิม จึงมาประกอบธุรกิจนี้แทน

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

อบรมอาชีพส่งท้าย ปี “53 สมัคร 2 วิชา ลดทันที 20%

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

อบรมอาชีพ กับเทคโนฯ

ลุงพร ชอนอาชีพ

อบรมอาชีพส่งท้าย ปี “53 สมัคร 2 วิชา ลดทันที 20%

วันเวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ รวดเร็วเหมือนติดปีกบิน จนตอนนี้ก็ถึงเดือนสุดท้ายของปี 2553 เดือนที่หลายๆ คนจะต้องสะดุดหยุดคิดว่าที่ผ่านมาได้ลงมือทำการงานสิ่งใดที่เคยคิดหวังไว้หรือยัง หากทำไปแล้วก็ต้องเริ่มประเมินผลว่าประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด มีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน เส้นทางข้างหน้าจะก้าวเดินไปอย่างไร และสิ่งไหนที่ยังไม่ทำก็ต้องถามให้เสียงดังๆ ว่า เพราะอะไร ติดขัดตรงไหน?

ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา ผมมักจะได้รับโทรศัพท์จากท่านผู้อ่านอยู่เสมอ หรือไม่ก็เวลามาอบรมอาชีพที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หลายท่านได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่า ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ควรจะลงทุนทำอะไรดี ในขณะที่บางท่านก็บอกว่า อาชีพที่ทำอยู่และได้ลงทุนไปแล้วนั้นมันรู้สึกว่ายอดขายจะไม่ดีเท่าไร มีอะไรจะแนะนำบ้างไหม…ผมก็ได้แต่แนะนำไปตามความเหมาะสมว่าการที่จะลงทุนทำอาชีพอะไรก็แล้วแต่ ให้คำนึงถึงความพร้อมของตนเองเป็นที่ตั้ง เช่น มีความรู้ในอาชีพที่จะทำเพียงใด มีทำเลที่จะค้าขายหรือยัง ทำเลที่ว่ามีกลุ่มลูกค้ามากน้อยแค่ไหน เงินทุนของเรามีเพียงพอหรือไม่ รวมไปถึงคู่แข่งต่างๆ ว่าสินค้าที่เราจะทำขายนั้นมีความแปลกแตกต่างกันอย่างไร

ทั้งหลายทั้งหมดผมได้ตอบไปตามหลักวิชาการและประสบการณ์ ซึ่งอาจจะฟังดูพื้นๆ…แต่คนเราลองได้มีการพูดคุยกันบ้างก็จะช่วยแสวงหาหนทางหรืออย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้กันไม่มากก็น้อย

สิ่งหนึ่งที่ผู้อ่านหลายท่านยังขาดคือความรู้ในเรื่องวิชาชีพหรือธุรกิจที่จะลงมือทำ ซึ่งจะว่าไปแล้วสมัยนี้จะทำกิจการอะไรสักอย่างหนึ่ง ท่านจะต้องรู้จริง ประเภทรู้บ้างไม่รู้บ้าง หรือรู้แบบงูๆ ปลาๆ นั้นไม่ได้อีกแล้ว ทุกอย่างจะต้องทำแบบมืออาชีพ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ตรงนี้ เวลานี้เปิดกว้างมาก มีช่องทางการเรียนรู้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่างๆ เช่น สิ่งพิมพ์ นิตยสาร ทีวี อินเตอร์เน็ต ฯลฯ และหากท่านต้องการรู้จริงในเชิงปฏิบัติก็ต้องศูนย์ฝึกอบรมอาชีพต่างๆ โดยเฉพาะที่ศูนย์อาชีพฯ มติชน เปิดกว้างสำหรับทุกท่านที่มุ่งแสวงหาความรู้ในวิชาชีพ และธุรกิจต่างๆ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้เรามีโครงการปรับปรุงการให้บริการครั้งใหญ่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนให้ได้รับความสะดวกสบายและพึงพอใจสูงสุด ทั้งในแง่ของวิชาความรู้ที่จะต้องมีการพัฒนาหลักสูตรให้มีความเข้มข้น รวมไปถึงสถานที่หรือห้องเรียนที่จะต้องมีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือครบครันทันสมัย

ขอย้ำว่า เราพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์บริการความรู้ทางด้านอาชีพและธุรกิจที่หลากหลาย โปรดคอยติดตาม…

สำหรับโปรแกรมอบรมอาชีพในช่วงส่งท้าย ปี 2553 ยังคงคึกคักเข้มข้น แม้ว่าระยะหลังๆ มานี้ หลายวิชาอาจจะมีผู้เรียนลดลงไปบ้าง วิชาที่ผมจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังวิชาแรกอาจจะดูเก๋ากึ๊กไปบ้าง แต่คิดว่าสอดคล้องกับบรรยากาศปีใหม่ที่จะมาถึง…

ประดิษฐ์ของชำร่วยจากเรซิ่น

การหล่อเรซิ่น เรียนอะไรบ้าง…ผู้ที่จะตอบคำถามได้ดีที่สุดก็คือผู้สอน อาจารย์บุญธรรม รัตนวงกต ซึ่งได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรไว้อย่างละเอียดว่าครอบคลุมในเรื่องใดบ้าง

การประดิษฐ์ของชำร่วยหรือของที่ระลึกจากเรซิ่นที่ว่านี้ จะทำเป็นรูปตุ๊กตา ผลไม้ กรอบรูป ที่ติดตู้เย็น ถาดรองแก้ว แม่พิมพ์เรซิ่น ของจิ๋ว ฯลฯ

ในการเรียนจะใช้เวลา 1 วัน จะเริ่มตั้งแต่การให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ขอบข่ายของงานเรซิ่น ทำอะไรได้บ้าง ปรับใช้งานได้มากน้อยแค่ไหน ประเภทของเรซิ่นชนิดต่างๆ คุณสมบัติและข้อจำกัดในการทำชิ้นงาน วัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ แหล่งซื้อราคาต้นทุน เรียนรู้เรื่องการใช้สีหรือการผสมสีเพื่อให้เกิดความสวยงามมีมิติใกล้เคียงกับของจริง กรณีที่ทำเป็นชิ้นงานใดๆ การออกแบบชิ้นงานให้มีความแปลกใหม่ วิธีการและเทคนิคการทำแม่พิมพ์ยางซิลิโคนเบื้องต้น แนะแนวทางอาชีพและการตลาดรูปแบบต่างๆ

หลังจากที่บรรยายภาคทฤษฎีจบก็จะเป็นภาคปฏิบัติ ทำการหล่อเรซิ่นวิธีต่างๆ เช่น หล่อใส หล่อทึบ หล่อนูน หล่อขุ่น หล่อลายหินอ่อนเทียม และใส่สีต่างๆ ต่อด้วยการทำที่ติดตู้เย็น ที่เสียบนามบัตร พวงกุญแจ พร้อมการทำแม่พิมพ์เบื้องต้น ตั้งแต่การหล่อปูนปลาสเตอร์จนสำเร็จเป็นแม่พิมพ์ที่สามารถใช้หล่อเรซิ่นได้

ปิดท้ายของการเรียน จะให้ความรู้เรื่องช่องทางตลาด และโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริงๆ

กล่าวสำหรับผู้สอนคือ อาจารย์บุญธรรม ได้ชื่อว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงในวงการ แถมเรียนจบทางด้านงานประติมากรรมสากล จากวิทยาเขตเพาะช่าง ปัจจุบันรับราชการเป็นครูบาอาจารย์สอนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา นอกจากเชี่ยวชาญงานเรซิ่นและพิมพ์ยางซิลิโคนแล้ว ยังเป็นเลิศทางด้านงานปั้น รับปั้นงานศิลปะต่างๆ รวมทั้งปั้นคนเหมือน เรียกว่าจบมาสายตรง

ท่านที่อยากจะเรียนรู้งานศิลปะจากวิทยากรท่านนี้ ขออย่าได้ลังเลใจ ค่าเรียน 1,605 บาท เปิดสอน วันที่ 11 ธันวาคม 2553

ผลิตภัณฑ์โลหะเทียม 

การทำผลิตภัณฑ์โลหะเทียม คือ การทำภาพนูนต่ำจากวัสดุชนิดหนึ่งเลียนแบบโลหะตอกลายที่ทำจากแผ่นอะลูมิเนียม แผ่นเงิน หรือแผ่นทองแดงได้ และทำได้คราวละมากๆ ใช้เวลาน้อยกว่า ความคงทนหรือคงรูปไม่แพ้โลหะจริง และสามารถสร้างสีสันได้ตามใจชอบ

วัสดุที่มาทำโลหะเทียม คือ เรซิ่น และใยแก้ว จึงอาจเรียกงานชนิดนี้ว่า ประติมากรรมเรซิ่น หรือไฟเบอร์กลาสประยุกต์ก็ย่อมได้

ผลิตภัณฑ์โลหะเทียม และพิมพ์ยาง สอนโดย ร.อ.วิเชียร ฐิตะสมิต จะใช้เวลาเรียน 1 วัน รายละเอียดการสอนจะเริ่มตั้งแต่ รู้จักวัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ แหล่งซื้อราคาต้นทุน ต่อด้วยการทำแม่พิมพ์เพื่อการหล่อชิ้นงานโลหะเทียม การทำแม่พิมพ์จากต้นแบบชนิดต่างๆ การหล่อโลหะเทียมจากต้นแบบ (แม่พิมพ์) ที่เตรียมมา (ต้นแบบที่เตรียมมาให้ เช่น รูปในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ รูปรัชกาลต่างๆ ฯลฯ) การแต่งโลหะเงิน ทองแดง และทองเหลือง (การทำสีหรือปัดสีให้เหมือนโลหะจริง)

ปิดท้ายจะเป็นการแนะนำแหล่งจำหน่ายวัตถุดิบ ช่องทางตลาด และโอกาสธุรกิจ

สำหรับผู้สอน ร.อ.วิเชียร เป็นอดีตนายทหารสำนักงานทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารสูงสุด มีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้เรื่องวิชาชีพสารพัดวิชา โดยเฉพาะไฟเบอร์กลาสและโลหะเทียมได้ทำเรื่อยมา แม้จะเกษียณอายุแล้วก็ตาม

ผลงานที่ผ่านมา เช่น ตราสัญลักษณ์วันสำคัญต่างๆ ที่ติดตามถนนหนทาง รูปรัชกาลต่างๆ รูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชา ฯลฯ เคยได้รับรางวัลจากการประกวดผลิตภัณฑ์ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร แถมยังได้รับเกียรติเป็นประธานกลุ่มสินค้าโอท็อป (OTOP) กลุ่มโลหะเทียม จังหวัดนครนายก

ท่านที่อยากจะเรียนรู้งานศิลปะจากวิทยากรท่านนี้ ขออย่าได้ลังเลใจ ค่าเรียน 1,605 บาท เปิดสอน วันที่ 12 ธันวาคม 2553

วุ้นแฟนซีและวุ้นลูกมะพร้าว

วิชาที่จะแนะนำต่อไปนี้ อาจจะดูว่าเป็นขนมพื้นๆ แต่รับรองว่า ความรู้ที่ท่านจะได้รับจะไม่ธรรมดาแน่นอน อย่างน้อยสูตรที่จะมาสอนได้รับการยอมรับจากลูกค้าในจังหวัดสระบุรี และใกล้เคียงว่าเอร็ดอร่อย แถมยังได้รับการบรรจุเป็นสินค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ระดับ 4 ดาว (OTOP-4 ดาว และยังการันตีเรื่องความสะอาด ถูกหลักอนามัย คือมี อย. รับรองอีกด้วย

นั่นคือ “วุ้นรุ่งทิพย์” ที่มีเจ้าของชื่อ “ทิพย์วรรณ ศุภนิศานุวงศ์” ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำวุ้นและขนมต่างๆมานานนับ 10 ปี

ในการสอนนั้นจะเริ่มจากการแนะนำภาพรวมของอาชีพ โอกาสทางธุรกิจวุ้นแฟนซี และแนะนำอุปกรณ์ที่ใช้ว่าจะต้องลงทุนอย่างไร หาซื้อได้ที่ไหน การใช้สีจากธรรมชาติและวิธีการนำมาใช้ให้ถูกวิธี และปัญหาของการใช้สี การใช้พิมพ์ขนมและวิธีการเลือกซื้อวัตถุดิบต่างๆ

หลังจากมีความรู้ทางด้านทฤษฎีแล้วจะลงมือทำวุ้นส่วนกะทิ และปัญหาในการทำวุ้นส่วนกะทิ ต่อด้วยการทำวุ้นใส และการผสมสีกับวุ้นใส ขั้นตอนการหยอดวุ้นลงพิมพ์แบบต่างๆ สิ่งสำคัญที่สุดในวิชานี้จะมีการแถมทำวุ้นในลูกมะพร้าวอ่อนอีกด้วย

เมื่อทำวุ้นเสร็จสรรพจะเป็นการให้ความรู้ในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ (แพ็กเกจจิ้ง) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการขายที่มีคู่แข่งเยอะๆ วุ้นของเราจะต้องดูสวยงามน่ารับประทาน โดยจะสอนการเลือกกล่องบรรจุให้เหมาะสมกับวุ้นแต่ละแบบ

ปิดท้ายจะแนะนำเรื่องการตั้งราคาขาย การขอ อย. และขั้นตอนต่างๆ การเสนอสินค้าเข้าขายในร้านสะดวกซื้อต่างๆ และศูนย์การค้าทั่วไป

ท่านที่อยากจะเรียนรู้งานศิลปะจากวิทยากรท่านนี้ ขออย่าได้ลังเลใจ ค่าเรียน 1,605 บาท เปิดสอน วันที่ 11 ธันวาคม 2553

วุ้นเค้กและวุ้นลำไยแห้ง

นอกจากวุ้นแฟนซีที่แนะนำไปแล้ว ยังมีสอนวุ้นเค้กสไตล์ต่างๆ และวุ้นลำไยแห้ง โดยผู้สอนคือ อาจารย์บุญมี เล้าศิริ และ อาจารย์พรรณี เล้าศิริ สองศรีพี่น้อง เพราะฉะนั้นวุ้นเค้กที่สอนจึงใช้ชื่อว่า “สูตรสองพี่น้อง” ทั้ง 2 ท่านทำงานประจำ ท่านแรกนั้นเป็นข้าราชการ อีกท่านอยู่บริษัทเอกชนชื่อดัง แต่ได้ทำอาชีพเสริมคือขายวุ้นเค้กมานานนับสิบปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญ ทำขายดีมาก เรียกว่าทำแทบไม่ทันก็ว่าได้

หลักสูตรที่จะสอน ใช้เวลา 1 วัน จะเรียนกันอย่างละเอียดยิบทุกขั้นตอน จนออกมาเป็นวุ้นเค้กที่สวยงาม เริ่มตั้งแต่อุปกรณ์ทำวุ้น ซื้อที่ไหน อย่างไร มีร้านไหนบ้าง โดยเฉพาะพิมพ์วุ้นเค้กจะต้องเลือกให้เหมาะกับเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ วันเกิด ตรุษจีน ฯลฯ จากนั้นจะเริ่มต้นเข้าสู่เนื้อหา โดยจะมีการปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน เริ่มจากวิธีการตวงส่วนผสมแต่ละชนิด การเคี่ยววุ้น การผสมสี การหยอดวุ้นในพิมพ์วุ้นรูปแบบต่างๆ การแกะวุ้นออกจากแบบพิมพ์ ต่อด้วยการทำวุ้นลำไยแห้ง ซึ่งจะเริ่มขั้นตอนเหมือนการทำวุ้นทั่วไป แต่จะมีเคล็ดลับไม่เหมือนกัน

ท่านที่อยากจะเรียนรู้งานศิลปะจากวิทยากรท่านนี้ ขออย่าได้ลังเลใจ ค่าเรียน 1,605 บาท เปิดสอน วันที่ 11 ธันวาคม 2553

ทั้ง 4 วิชา ที่แนะนำมานี้ ก็คงจะพอเป็นแนวทางให้กับผู้สนได้มีข้อมูลในการตัดสินใจ ซึ่งทุกวิชาทุกหลักสูตรที่ได้เปิดสอนนั้น ศูนย์อาชีพฯ มติชน ได้เลือกสรรวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์จริงๆ ที่สำคัญคือการมีจิตใจที่พร้อมจะถ่ายทอดความรู้ด้วยความเป็นครู เพื่อให้ผู้เรียนรู้นำความรู้ที่ได้รับไปเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพต่อไป

สำหรับวิชาอื่นๆ ที่ไม่ได้แนะนำ ขอให้ผู้สนใจตรวจสอบโปรแกรมการอบรมได้จาก ตารางอบรมเดือนธันวาคมท้ายนี้

อนึ่ง ท่านที่จองเรียนในช่วงนี้ เรายังมีส่วนลด 10-20% เช่นเดิม แต่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบ หรือถ้าทราบแล้วก็ถือว่าเป็นการย้ำก็แล้วกัน คือเรียนวิชาแรกลด 10% และจองเรียน 2 วิชา (ชำระเงินพร้อมกัน) จะได้ส่วนลด 20% หรืออีกวิธีหนึ่งท่านที่เรียนวิชาแรกไปแล้ว เมื่อต้องการจะเรียนวิชาที่ 2 และชำระเงินในวันที่มาเรียนวิชาแรก ท่านจะได้รับส่วนลดทันที 20%

สรุปง่ายๆ จองเรียนและชำระเงินเป็นเงินสดวิชาที่ 1 ท่านก็จะได้รับส่วนลด 20% ทันที (ลด 10% จะได้รับอภินันทนาการ นิตยสารเส้นทางเศรษฐี, ส่วนลด 20% จะไม่ได้รับ) โดยที่ท่านสามารถใช้สิทธิ์ได้ ภายในวันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 2553

สนใจวิชาไหน อยากเรียนวิชาใด ให้รีบตัดสินใจ…วันสุดท้ายของการอบรมประจำปี 2553 คือ วันที่ 19 ธันวาคม 2553 หลังจากนั้นจะปิดเทอมประมาณ 1 เดือน และพบกันใหม่ วันที่ 15 มกราคม 2554…โน่นแหละครับ 

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

ดอกข่า! ข้าวไร่พันธุ์ดี ของจังหวัดพังงา ควรค่าแก่การอนุรักษ์

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

ผลิตผลน่าชิม

อุษณี เจียมรา

ดอกข่า! ข้าวไร่พันธุ์ดี ของจังหวัดพังงา ควรค่าแก่การอนุรักษ์ 

ข้าว เป็นพืชอาหารหลักของคนไทย แต่พื้นที่ปลูกข้าวนับวันจะลดน้อยถอยลงไปทุกปี เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของชุมชนเมือง การเปลี่ยนพื้นที่ไปทำสถานที่ท่องเที่ยว การเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคใต้

แต่สำหรับจังหวัดพังงายังมีพี่น้องเกษตรกรกลุ่มหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการปลูกข้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวไร่ เนื่องจากสภาพพื้นที่เหมาะสม โดยการปลูกระหว่างแถวยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ – 3 ปี พันธุ์ข้าวที่ปลูก ได้แก่ พันธุ์ดอกข่า พันธุ์อ่อนยายยอ ข้าวเหลือง และข้าวเข็มเงิน

ในที่นี้จะขอกล่าวถึง ข้าวดอกข่า ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง คุณภาพดี ของจังหวัดพังงา ที่พี่น้องเกษตรกรนิยมปลูกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิมสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ นอกจากจะปลูกไว้บริโภคภายในครัวเรือนแล้ว ยังจำหน่ายเป็นรายได้ให้กับครอบครัว ในราคาตันละ 20,000-25,000 บาท

ลักษณะประจำพันธุ์

ระยะแตกกอเต็มที่

- มีขนบนแผ่นใบ

- สีของแผ่นใบมีสีเขียว

- สีของกาบใบมีสีเขียว

- มุมของยอดแผ่นใบตั้งตรง

- สีของลิ้นใบมีสีขาว

- รูปร่างของลิ้นใบมีลักษณะแหลม

- หูใบมีสีเขียวอ่อน

- ข้อต่อใบมีสีเขียวอ่อน

ระยะออกรวง

- เส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น 2.6 มิลลิเมตร

- ปล้องมีสีเขียว

- ทรงกอตั้ง

- ยอดเกสรตัวเมียมีสีขาว

- กลีบรองดอกสีฟาง

- ไม่มีหางข้าว

ลักษณะเด่น 

ข้าวดอกข่า เป็นข้าวไร่พันธุ์พื้นเมืองที่มีความต้านทานต่อโรค เมล็ดยาว สีของเมล็ดข้าวสารมีสีน้ำตาลแดงอมม่วง เมื่อสุกจะมีกลิ่นหอม คล้ายกลิ่นใบเตย รสชาติอร่อย ข้าวไม่แข็ง หุงขึ้นหม้อ

วิธีการปลูก 

ใช้วิธีการหยอดหลุม วิธีนี้ใช้กันทั่วไป เหมาะกับทุกสภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ลาด โดยการทำไม้สำหรับเจาะหลุม เรียกว่า ไม้สัก ยาวประมาณ 2 เมตร เป็นลักษณะกลมพอเหมาะกับมือ เจาะหลุมให้ลึก ประมาณ 3 เซนติเมตร ขนาดหลุมกว้าง 1 นิ้ว ระยะห่างของหลุม ประมาณ 25×25 เซนติเมตร หลังจากนั้น หยอดเมล็ดข้าวลงในหลุมทันที ซึ่งเกษตรกรใช้กระบอกไม้ไผ่หรือกระบอกที่ทำจากท่อ พีวีซี นำเมล็ดข้าวใส่แล้วหยอด หลุมละ 5-8 เมล็ด กลบดินปากหลุมด้วยกระบอกที่ใส่ข้าวปลูก เมื่อฝนโปรยลงมาหรือเมล็ดได้รับความชื้นจากดินก็จะเจริญเติบโตเป็นต้นข้าวให้ผลผลิตต่อไป การปลูกข้าวไร่ เกษตรกรจะต้องหมั่นดูแลกำจัดวัชพืช เพราะในที่ดอนจะมีวัชพืชมากกว่าในที่ลุ่ม

ระยะเวลาปลูก 

เริ่มปลูกเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม

พื้นที่ปลูก ประมาณ 1,200 ไร่ อยู่ในพื้นที่ตำบลบางทอง อำเภอท้ายเหมือง และตำบลตากแดด อำเภอเมืองพังงา ผลผลิตเฉลี่ย ประมาณ 400 กิโลกรัม/ไร่

การเก็บเกี่ยว 

ใช้วิธีการ “ลงแขก” ซึ่งเป็นประเพณีและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไม่ให้สูญหายไป สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บเกี่ยวข้าวไร่ เรียกว่า “แกระ” โดยจะเกี่ยวทีละรวง แล้วมัดเป็นกำๆ ตากแดด 3-5 วัน

คุณบุญฤทธิ์ คงเรือง หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดพังงา กล่าวว่า จังหวัดพังงาได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระหว่างแถวของยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ยังเล็ก โดยการปลูกข้าวไร่ ซึ่งปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการภายในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับศูนย์วิจัยข้าวกระบี่ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลลักษณะประจำพันธุ์ข้าวดอกข่า และคัดเลือกพันธุ์เพื่อจะได้พันธุ์ที่บริสุทธิ์ไว้ส่งเสริม และจะได้แจกจ่ายให้กับพี่น้องเกษตรกรเพื่อไว้ทำพันธุ์ต่อไป

คุณไมตรี เจียมรา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ประจำตำบลตากแดด อำเภอเมืองพังงา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในการส่งเสริมการปลูกข้าวไร่ ตำบลตากแดด ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2552-2553 โดยได้ดำเนินการจัดงานคืนพันธุ์ข้าวสู่ชาวตากแดด และจัดทำแปลงสาธิตการปลูกข้าวไร่ โดยดำเนินการในกลุ่มสายใยรักแห่งครอบครัว ได้ผลตอบแทนเป็นอย่างดี ไม่มีศัตรูรบกวน ควรที่จะส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรปลูกไว้บริโภคภายในครัวเรือนและจำหน่ายเป็นรายได้ให้กับครอบครัว

สอบถามเพิ่มเติม หรือซื้อผลผลิตได้ที่ คุณไมตรี เจียมรา โทร. (089) 973-2275

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | 4 ความเห็น

ตะพาบน้ำม่านลายไทย…เพาะเลี้ยงได้ ที่เมืองกาญจน์ ผลงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

ตะพาบน้ำม่านลายไทย…เพาะเลี้ยงได้ ที่เมืองกาญจน์ ผลงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี เป็นหน่วยงานหนึ่งของกรมประมง เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด มีภารกิจ บทบาท และหน้าที่ศึกษาทดลองเพาะเลี้ยงพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ในพื้นที่จังหวัดที่ได้รับมอบหมาย

คุณเอกพจน์ เจริญศิริวงศ์ธนา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี เล่าให้ฟังว่า สำหรับพื้นที่ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี รับผิดชอบเพาะพันธุ์สัตว์น้ำปล่อยลงสู่ธรรมชาติ จะประกอบไปด้วยพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดนครปฐม สาเหตุที่รับผิดชอบจังหวัดนครปฐมด้วยนั้น เนื่องจากว่าจังหวัดนครปฐมไม่มีหน่วยงานที่จะผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ ทางกรมประมงจึงมอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรีรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดนครปฐมเพิ่มอีก 1 จังหวัด

คุณเอกพจน์ เล่าต่อว่า ใน 1 ปี ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี จะผลิตสัตว์น้ำ เช่น ปลานิล ปลาไน ปลากระแห ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลายี่สก เพื่อปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติประมาณ 18 ล้านตัว ในพื้นที่ 2 จังหวัด และนอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรียังมีบทบาทหน้าที่ ตรวจ ประเมินฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดในจังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมอีกด้วย

อีกหนึ่งภารกิจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี คือ ทำการศึกษา ทดลอง วิจัยสัตว์น้ำ แหล่งน้ำ เพื่อนำผลงานมาพัฒนาต่อยอดต่อไป นอกจากนี้ บทบาทอย่างหนึ่ง คือการศึกษาชีววิทยาของสัตว์น้ำจืดของไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ก็ทราบดีว่าสภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศที่มันเปลี่ยนแปลงไปเนื่องมาจากความเสื่อมโทรมของธรรมชาติที่เกิดจากตัวธรรมชาติและตัวมนุษย์เอง ทำให้สัตว์น้ำในธรรมชาติลดน้อยลงไป บางอย่างแทบสูญพันธุ์ บางอย่างก็อยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม

สัตว์น้ำที่พูดถึงนั้น ทางกรมประมงไม่ได้หมายถึงปลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงสัตว์น้ำชนิดอื่นด้วย เช่น กบ เต่า หอย รวมไปถึงตะพาบม่านลายของไทยที่นับวันจะไม่หลงเหลือให้เห็นในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย

ตะพาบน้ำม่านลายไทย

สัตว์น้ำที่ใกล้จะสูญพันธุ์

เป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ตะพาบน้ำม่านลายไทยหรือตะพาบน้ำม่านลายไทยเกือบหายไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ตะพาบน้ำม่านลายลดน้อยลงอย่างน่าตกใจและเกือบจะสูญพันธุ์ไปจากแหล่งน้ำในประเทศไทยนั้น ก็มาจากฝีมือของมนุษย์ที่จับตะพาบน้ำม่านลายไปทำเป็นเมนูอาหารขึ้นโต๊ะ นำไปเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อเสริมบารมีของคนมีเงินและยังถูกคุกคามในเรื่องของแหล่งที่อยู่อาศัยในธรรมชาติอีกด้วย จนใครหลายๆคนเชื่อกันว่าตะพาบน้ำม่านลายอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้วจากแหล่งน้ำในประเทศไทย

ดร.วชิระ กติมศักดิ์ นักวิชาการประมงชำนาญการ เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำม่านลายประจำศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี ดร.วชิระ เล่าให้ฟังว่า ตะพาบน้ำม่านลายเป็นสัตว์เลื้อยคลาน อยู่ในวงศ์ตะพาบ (Family Trionychidae) มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นหลายชื่อ คือ กริวลาย กราวด่าง ม่อมลาย มั่มลาย มีชื่อสามัญคือ Siamese Norrow-headed Softshell turtle และเดิมใช้ชื่อวิทยาศาสตร์เดียวกับตะพาบม่านลายพันธุ์อินเดียคือ Chitra indica เนื่องจากเป็นตะพาบน้ำชนิด (species) เดียวกัน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) นาวาอากาศเอก (พิเศษ) วิโรจน์ นุตพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลื้อยคลานท่านหนึ่งของประเทศไทย ได้ทำการศึกษาและตีพิมพ์ข้อมูลที่แสดงว่าตะพาบน้ำม่านลายของไทย เป็นคนละชนิดกับตะพาบน้ำม่านลายพันธุ์อินเดีย โดยมีขนาด ลวดลาย และสีสัน แตกต่างกันอย่างชัดเจน และตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของตะพาบน้ำม่านลายที่พบในประเทศไทยขึ้นใหม่ว่า Chitra chitra Nutphand, 1986 และชื่อนี้ต่อมาเป็นที่ยอมรับและใช้กันในหมู่ของนักสัตววิทยาด้านสัตว์เลื้อยคลานจนปัจจุบัน

ตะพาบน้ำม่านลายไทย

ลวดลายแปลกตา เริ่มหาดูยาก

ตะพาบน้ำม่านลายไทย เป็นตะพาบน้ำที่มีลวดลายสวย มีรูปร่างคล้ายตะพาบน้ำทั่วไป แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก หัวเล็กและลำคอยาว จมูกค่อนข้างสั้นยาว เมื่อขนาดเล็กมากจะมีแถบสีเหลืองปนน้ำตาลบนส่วนหัวและกระดองอย่างชัดเจน โดยสีสันนั้นอาจปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อม อาจจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมม่วงก็ได้ บนกระดองลายแถบจะพาดผ่านส่วนหัวยาวอย่างต่อเนื่องมาบนกระดอง มีลายรูปเจดีย์บริเวณไหล่และคอด้านบน ส่วนท้องจะมีสีขาวหรือขาวอมชมพู โดยโตเต็มที่อาจยาวได้ถึง 1.5 เมตร ความกว้างของกระดอง 1 เมตร และหนักถึง 100-120 กิโลกรัม ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมียครึ่งต่อครึ่ง เชื่อว่ามีอายุยืนยาวได้กว่า 100 ปี

ดร.วชิระ เล่าต่อว่า ตะพาบน้ำม่านลายไทยเป็น 1 ใน 6 ชนิดของตะพาบน้ำพันธุ์พื้นเมืองของประเทศไทย และถูกจัดให้เป็นตะพาบน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนักมากกว่า 200 กิโลกรัม ปัจจุบันอยู่ในสถานใกล้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย จึงถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เนื่องจากว่าเป็นตะพาบน้ำพันธุ์หนึ่งที่หายากมากและมีลวดลายสีสันสวยงามและเริ่มหาดูยากมากขึ้น

การแยกเพศของตะพาบน้ำม่านลายที่เห็นได้ชัดเจนคือความแตกต่างของความยาวหาง โดยเพศผู้จะมีหางยาวโผล่พ้นขอบกระดองด้านท้ายออกมา แต่เพศเมียหางจะสั้นกว่า และปลายหางอยู่ใกล้กับขอบกระดอง ตะพาบน้ำม่านลายดำรงชีวิตส่วนใหญ่โดยการฝังตัวอยู่ใต้ทรายริมแม่น้ำที่มีน้ำไหลและสะอาด โผล่ปลายจมูกและตาเล็กๆ ขึ้นมาระดับเดียวกับทรายคอยปลาว่ายผ่านมาแล้วยืดหัวและคอออกมาจับปลากินอย่างรวดเร็ว ปกติจะไม่ขึ้นมาบนบก ยกเว้นตัวเมียขึ้นมาวางไข่บริเวณหาดทรายริมแม่น้ำ

ตะพาบน้ำม่านลายตัวเมียจะขึ้นมาวางไข่บนหาดทรายริมแหล่งน้ำ พอออกไข่เสร็จแล้วจะปิดทรายไว้ปากหลุมทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน ไข่จะฟักออกเป็นตัว ลูกตะพาบน้ำม่านลายจะวิ่งลงน้ำ และหาอาหาร ซึ่งได้แก่ ลูกปลา ลูกกุ้งและสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร เลี้ยงตัวจนถึงวัยเจริญพันธุ์

เหตุผลที่ตะพาบน้ำม่านลายเป็นพวกซุ่มโจมตีดักกินเหยื่อ ชอบกินกบ เขียด ปู กุ้ง ปลา เป็นอาหาร เนื่องจากเป็นตะพาบน้ำที่มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักตัวมาก การเดินบนบกทำได้ลำบาก ตะพาบน้ำชนิดนี้จึงใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดในน้ำ จะขึ้นบกเฉพาะเมื่อต้องการออกไข่ ชอบอยู่ตามลำธารน้ำไหลที่พื้นเป็นทรายและตะพาบน้ำม่านลายจะชอบวางไข่บนตลิ่งที่เป็นทราย หรือโคลนที่มีหญ้าสดๆ เท่านั้น

ถิ่นกำเนิดของตะพาบน้ำม่านลายอยู่ที่แม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี แม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี และแม่น้ำปิงในเขตภาคเหนือของประเทศไทยเท่านั้น และนอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าพบตะพาบน้ำม่านลายที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง ประเทศมาเลเซีย พม่า อินเดียและประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย

มาถึงปัจจุบันไม่พบรายงานของตะพาบน้ำม่านลายในแหล่งน้ำธรรมชาติ ในประเทศไทย จนใครหลายๆ คนเชื่อว่าตะพาบน้ำม่านลายอาจสูญพันธุ์ไปแล้วจากแหล่งธรรมชาติ เนื่องจากประชากรถูกล่าไปเป็นอาหารและนำมาขายเป็นสัตว์เลี้ยง รวมทั้งถูกคุกคามในเรื่องที่อยู่อาศัยในธรรมชาติ

วิจัย ศึกษา ฟื้นฟูขยายพันธุ์

เพาะเลี้ยงได้ ที่เมืองกาญจน์

ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง ร่วมกับภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สวนสัตว์เปิดเขาเขียว องค์การสวนสัตว์และ คุณวิกรม กรมดิษฐ์ อมตะกรุป (สนับสนุนพ่อแม่พันธุ์จำนวนหนึ่งมาร่วมโครงการ) ได้ร่วมมือกันฟื้นฟูขยายพันธุ์ตะพาบน้ำม่านลายไทยให้กลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอีกครั้ง โดยจัดตั้งโครงการขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงขึ้นเพื่ออนุรักษ์ตะพาบน้ำม่านลายไทยไว้ให้คงอยู่ต่อไป โดยเริ่มทำการศึกษาและทดลองเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำม่านลายไทยที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง จนประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรก ในปี 2545

ตะพาบน้ำม่ายลายไทยที่ทำการศึกษาจะผสมพันธุ์ในน้ำระหว่างเดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์ และขึ้นมาวางไข่บนหาดทรายตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน โดยขุดหลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร กว้างประมาณ 23 เซนติเมตร ตัวเมีย 1 ตัว สามารถให้ไข่ได้ถึง 4 รัง ใน 1 ฤดูวางไข่ จำนวนไข่ในแต่ละรังแตกต่างกัน ตั้งแต่ 40 ใบขึ้นไป ถึง 150 ใบ

ไข่ตะพาบน้ำม่านลายไทยมีลักษณะค่อนข้างกลม สีขาวคล้ายลูกปิงปอง มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.2 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 19 กรัม เมื่อไข่เสร็จ ตัวเมียจะกลบหลุมไข่ด้วยทรายแล้วคลานลงน้ำปล่อยให้ไข่ฟักเอง โดยใช้เวลาฟักประมาณ 60 วัน ไข่จะฟักเป็นตัว ลูกตะพาบม่านลายแรกเกิดจะมีความยาวของกระดองหลังประมาณ 4.3 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 13 กรัม

อาหารของลูกตะพาบม่านลาย คือสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ลูกปลา กุ้ง การเติบโตของลูกตะพาบม่านลายอายุ 2 เดือน มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 3.5 เท่าจากแรกเกิด และข้อมูลการเติบโตในที่เลี้ยงของลูกตะพาบม่านลายที่ได้จากธรรมชาติอายุ 10 ปี จะมีน้ำหนัก ประมาณ 35 กิโลกรัม

ในต้นปี พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมานั้น แม่พันธุ์ตะพาบน้ำม่านลายของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมงได้วางไข่สูงสุดถึง 305 ฟอง ซึ่งนับว่ามากสุดเท่าที่เคยมีมา ใช้เวลาฟัก 61-70 วัน โดยฟักเป็นตัวทั้งหมด 92 ฟอง คิดเป็นอัตราการฟักประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งของกรมประมง และนอกจากนี้ กรมประมงและคณะศึกษาวิจัยยังวางแผนจะสนับสนุนให้กับหน่วยงานในสังกัดกรมประมง ได้เพาะเลี้ยงตะพาบน้ำม่านลายไทยให้มีปริมาณที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งทางกรมประมงนั้นได้ตั้งเป้าหมายจะเพาะขยายพันธุ์เพื่อปล่อยลูกตะพาบน้ำลงสู่ธรรมชาติ

สำหรับผู้ที่สนใจอยากทราบว่าตะพาบม่านลายมีรูปร่างลักษณะอย่างไรและมีความสำคัญอย่างไร สามารถติดต่อ เยี่ยมชม หรือขอข้อมูลได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี หรือที่พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น

มนต์เสน่ห์ “เชียงคาน”…เมืองเงียบๆ กับวิถีชีวิตเรียบง่าย

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

ท่องเที่ยวเกษตร

ประกิต เพ็งวิชัย

มนต์เสน่ห์ “เชียงคาน”…เมืองเงียบๆ กับวิถีชีวิตเรียบง่าย

หากคุณมองหาเมืองที่สงบ หลีกหนีความวุ่นวายต่างๆ ซึ่งในสังคมเมืองทุกวันนี้มีมากมายเหลือเกิน เวลาเดินเร็วขึ้นทุกขณะ ยังไม่ทันทำอะไรก็หมดเวลาอีกแล้ว หมดเวลากับการเดินทาง การรอคิวซื้ออาหาร ฯลฯ แต่จะมีไหมเล่า…ที่จะให้เราได้ใช้เวลาคุ้มค่ากับ 1 วัน ที่มี 24 ชั่วโมง ให้เราได้นั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดอย่างเย็นใจ ให้เราได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด ให้เราได้ใช้ชีวิตกับตัวเองมากขึ้น ความพอดีคือสิ่งสวยงามที่สุด กับวิถีชีวิตของผู้คนที่ดูราวจะดำเนินไปอย่างช้าๆ ไร้ความรีบร้อน เช่นเดียวกับเรือนแถวอาคารไม้หลังเก่าที่อยู่มาเนิ่นนาน คอยเฝ้ามองลำน้ำโขงไหลเลียบฝั่งไปเอื่อยๆ นี่คือ…เสน่ห์ของเมืองเชียงคาน เมืองเงียบๆ กับชีวิตเรียบง่าย

สิ่งสำคัญที่สุดในการท่องเที่ยวระยะใกล้สำหรับเมืองเชียงคานนั้น ต้องการปั่นจักรยานหรือขี่มอเตอร์ไซค์ชมเมืองตามตรอกซอกซอย และบริเวณถนนริมชายโขงโดยรอบ ชุมชนบ้านไม้โบราณริมฝั่งโขง เป็นชุมชนบ้านไม้เก่าที่มีลักษณะเป็นห้องแถวเรือนไม้เรียงรายตลอดแนว อายุหลายร้อยปี เป็นประตูบานเฟี้ยมเปิดกว้าง เนื่องจากชุมชนค้าขายไทย-ลาว มาแต่โบราณ มีระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร บ้านบางหลังเคยเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีน โรงภาพยนตร์เก่าและยังบ้านที่สร้างด้วยไม้เฮี้ยขัดและโบกด้วยปูนขาวให้เห็นอยู่บ้างในปัจจุบัน บ้านบางหลังปรับปรุงตกแต่งเป็นที่พักโฮมสเตย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านขายของที่ระลึก มาที่นี่ต้องตื่นแต่เช้า เพื่อมาตักบาตรข้าวเหนียวเป็นการทำบุญรับอรุณยามเช้า

ส่วนอาหารที่ไม่ควรพลาดสำหรับมื้อเช้าที่นี่คือ “ข้าวปุ้นน้ำแจ่ว” ลักษณะเป็นขนมจีนใส่เครื่องในแล้วใส่น้ำซุปคล้ายๆ กับต้มเลือดหมู มีเครื่องเคียงเป็นผักสดท้องถิ่นจิ้มกับกะปิ บางคนจะนำข้าวเหนียวที่เหลือจากการใส่บาตรมากินร่วมด้วยก็อร่อยดีไปอีกแบบ อาหารที่ขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ “ตำซั่วด๊องแด๊ง” เป็นส้มตำนี่แหละ แต่ใส่เส้นขนมจีนที่มีลักษณะพิเศษ คือเหมือนเส้นลอดช่องตัวเล็กๆ เรียกว่า “เส้นด๊องแด๊ง” เข้าไปนั่นเอง หรือจะเป็น “บะหมี่เฟื่องฟ้า” ที่เส้นบะหมี่เป็นเส้นไข่ที่ทางร้านผลิตขึ้นมาเอง “แหนมหมูยายเพ็ญ” หน้าวัดศรีคูนเมือง ก็อร่อยมาก และ “มะพร้าวแก้ว” ที่แก่งกุดคู้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ “OTOP” ของเมืองเชียงคานด้วย ส่วนของดีของเด่นที่นี่ก็เห็นจะเป็นผ้านวมนุ่มๆ ผืนอุ่นๆ ที่ทำด้วยมือ เมื่อก่อนทำกันเกือบทุกหลังคาเรือน แต่ปัจจุบันคนนิยมปลูกฝ้ายกันน้อยลง จึงเหลือเพียงแค่ 2 ร้าน เท่านั้น คือร้านนิยมไทย และร้านบ่วยเฮียง หากปั่นจักรยานจนเหนื่อยแล้วก็แวะพักดื่มกาแฟกันได้ ที่ร้าน Open&Close Cafe ตรงถนนชายโขง หรือถ้าใครชอบนวดแผนไทยแล้วล่ะก็ ร้านคิดถึง ณ เชียงคาน (ยองเส้นให้แหลว) ที่เราการันตีให้ได้เลยว่า นวดดีจริงๆ ราคาก็ไม่แพง นวดทั้งตัว 2 ชั่วโมง 200 บาท เท่านั้น ชอบหนัก-เบา บอกป้าก้อยเจ้าของร้านได้เลย

เมืองแห่งนี้เป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ารัก ผู้คนอัธยาศัยดี มีน้ำใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส เวลาที่นี่รู้สึกว่าผ่านไปช้ามาก…เราสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง อย่างที่ชีวิตในเมืองหลวงทำไม่ได้ ได้กินเต็มที่ ได้นอนเต็มอิ่ม ได้พักผ่อนจุใจ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้รับไมตรีจากเจ้าถิ่น และที่นี่อาจจะทำให้คุณได้แรงบันดาลใจอะไรสักอย่างก็ได้ ถ้าใครมีโอกาสได้เข้ามาเยือน “เมืองเชียงคาน” รับรองว่าต้องหลงเสน่ห์ความเรียบง่ายของที่นี่ และอยากกลับมาอีกครั้งแน่นอน…

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอนี้

วัดศรีคุนเมือง 

สร้างเมื่อ พ.ศ. 2485 ตั้งอยู่ที่ ถนนชายโขง ซอย 6-7 วัดนี้เป็นแหล่งรวมงานศิลปะทั้งแบบล้านนาและล้านช้าง ดังจะเห็นได้จากโบสถ์ ซึ่งหลังคาคล้ายวัดเชียงทอง (หลวงพระบาง-สปป.ลาว) ศิลปวัตถุที่สำคัญมีหลายชิ้น เช่น พระพุทธรูปไม้จำหลัก ลงรักปิดทองปางประทานอภัยแบบล้านช้าง พระพุทธรูปดังกล่าวมีพระเกศาเป็นปุ่มแหลมเล็ก พระกรรณค่อนข้างแหลมและยาว สันนิษฐานว่ามีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 24-25 นอกจากนี้ ในวัดยังมีธรรมาสน์แกะสลักไม้ลงรักปิดทองทุกด้าน ที่พนักหลังมียอดคล้ายปราสาทและฮางฮดหรือรางรดในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นเครื่องใช้แบบล้านนาที่ทำเป็นรางคล้ายรูปเรือสุพรรณหงส์ เพื่อใช้ในพิธีรดน้ำพระสงฆ์ ส่วนด้านหน้าโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่เต็มหน้าบัน ภพทั้งหมดเป็นภาพนิทานชาดกชุดพระเจ้าสิบชาติ ซึ่งวาดขึ้นใหม่แทนของเดิม

วัดมหาธาตุ

สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2197 ตั้งอยู่ที่ ถนนเชียงคาน ซอย 14-15 เดิมเป็นศาลาว่าการเมืองเก่า อุโบสถมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังโบราณ ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระพุทธรูปไม้ศิลปะล้านช้าง เจดีย์เก่าแก่ นอกจากนี้ ยังมีห้องน้ำที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส ดูแล้วแปลกตาดี

วัดท่าคก

สร้างเมื่อ พ.ศ. 2395 ตั้งอยู่ที่ ถนนชายโขง ซอย 20-21 อุโบสถเป็นศิลปะล้านช้าง เดิมวัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำเป็นคุ้มน้ำวน ภาษาท้องถิ่น เรียกว่า “คก” จึงใช้ชื่อตั้งว่า “วัดท่าคก” จากศิลาจารึกกล่าวว่า พระศรีอรรคฮาด และชาวบ้านช่วยกันสร้างวัดขึ้น มีพระประธานปูนปั้น พระพุทธรูปทองเหลือง พระเขี้ยวแก้ว พระพุทธรูปแกะด้วยไม้ และศิลาจารึกรูปใบพายเป็นหินทราย

วัดท่าแขก

สร้างเมื่อ พ.ศ. 2208 โดยพระสุวรรณ แผ่นแผ้ว (กษัตริย์แห่งอาณาจักรหลวงพระบาง) เป็นวัดเก่าแก่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากอำเภอเชียงคาน 2 กิโลเมตร ก่อนถึงหมู่บ้านน้อยและแก่งคุดคู้ ปัจจุบัน เป็นวัดธรรมยุติ ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูป 3 องค์สกัดจากหินทรายทั้งก้อน หน้าตักกว้าง 2 ศอก เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ มีอายุประมาณ 300 กว่าปี

พระใหญ่

เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระพุทธนวมินทรามงคลลีลาทวินคราภิรักษ์ ประดิษฐานอยู่ ณ ภูฟ้า บ้านท่าดีหมี ห่างจากเชียงคาน 20 กิโลเมตร เป็นพระพุทธรูปปางลีลา สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา เป็นบริเวณที่มีแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำเหือง และแม่น้ำโขงมาบรรจบกัน เป็นจุดต่อระหว่างชายแดน 2 ประเทศ และถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แม่น้ำโขงไหลเข้ามาในประเทศไทย ณ บริเวณบ้านท่าดีหมี อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จึงเป็นจุดที่มีทัศนียภาพสวยงามของไทย-ลาว และสามารถชมแม่น้ำโขงในมุมสูง ที่มีความสวยงามไม่ยิ่งหย่อนกว่าจุดใด โดยเฉพาะในยามที่พระอาทิตย์อัสดง ตลอดระยะทางจากอำเภอเชียงคานมาถึงที่นี่ คุณจะได้ชมวิถีชีวิตของชาวบ้าน การทำเกษตรกรรม และชมวิวทิวทัศน์ เรือกสวนไร่นาที่อุดมสมบูรณ์

วัดพระพุทธบาทภูควายเงิน

(บ้านผาแบ่นอุมง) ตำบลบุฮม การเดินทางใช้เส้นทางสายเชียงคาน-ปากชม ระยะทาง 6 กิโลเมตร ถึงหมู่บ้านผาแบ่นมีทางแยกเข้าบ้านอุมง 3 กิโลเมตร จะถึงทางขึ้นเขาเป็นทางลูกรัง ระยะทาง 1 กิโลเมตร พระพุทธบาทภูควายเงิน เป็นรอยพระพุทธบาท ยาวประมาณ 120 เซนติเมตร กว้าง 65 เซนติเมตร ประดิษฐานบนหินลับมีด ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อ พ.ศ. 2478 รอยพระพุทธบาทภูควายเงินเป็นที่สักการะของชาวบ้านในแถบนี้มาก สมัยก่อนครั้งที่เดินทางมานมัสการยังลำบาก เชื่อกันว่าคนที่มีบุญวาสนาเท่านั้นจึงจะเดินทางมากราบไว้ได้ คนที่มีวาสนาไม่ถึงจะต้องมีเหตุให้มาไม่ได้ ทั้งที่ตั้งใจไว้เต็มที่ก็ตาม บางคนหลงทาง ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ทางวัดจะจัดงานสมโภชประจำปี ถือเป็นงานสำคัญของชาวบ้านในแถบนี้

แก่งคุดคู้

ห่างจากเชียงคาน 5 กิโลเมตร เป็นแก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขง ช่วงโค้งของลำน้ำโขงพอดี ทำให้เกิดกระแสน้ำเชี่ยวไหลผ่านแก่ง เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้คือ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเวลาที่น้ำแห้งมองเห็นเกาะแก่งชัดเจน มีโค้งสันทรายริมแม่น้ำ สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสสายน้ำโขงและธรรมชาติสองฝั่งอยู่ที่บริเวณแก่งคุดคู้ มีบริการเช่าเรือยนต์ล่องแม่น้ำโขง ใช้เวลาไป-กลับ ประมาณ 1 ชั่วโมง ราคาแล้วแต่จะตกลง นอกจากนี้ ยังมีร้านขายอาหาร เช่น ไก่ย่าง ส้มตำ ลาบ โดยเฉพาะพล่ากุ้งเต้น ต้มยำปลาจากลำน้ำโขง เป็นอาหารแนะนำในราคาไม่แพง

ภูทอก

เป็นจุดชมวิวอำเภอเชียงคาน และลำน้ำโขงที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงเช้าจะมีทะเลหมอกขาวปกคลุมเกือบทั้งเทือกเขา ได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์อย่างเต็มปอด พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แสนสดชื่น และยังสามารถชมพระอาทิตย์ตกได้ในยามเย็น

เที่ยวประเพณี

ประเพณีออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ประมาณเดือนตุลาคมของทุกปี มีขบวนแห่ปราสาทผึ้ง แข่งเรือยาว ประเพณีไหลเรือไฟและผาสาดลอยน้ำ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่มีความเชื่อ เรื่อง “เสียเคราะห์ สะเดาะโชค” ในยามค่ำคืน

ประเพณีสงกรานต์ ช่วง 13-15 เมษายน ของทุกปี ความสวยงามของเกาะแก่งได้อวดสายตาต่อนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศทุกสารทิศให้ได้ยลโฉมอย่างใกล้ชิด มีการเล่นสาดน้ำที่สนุกสนานตลอดเส้นทาง จากสามแยกเชียงคานไปจนถึงแก่งคุดคู้ นอกจากนี้ ยังมีประเพณีแห่ต้นหมากเบ็งถวายพระใหญ่ ที่บ้านท่าดีหมี ตรงกับวันที่ 12 เมษายน ของทุกปี

งานบุญประเพณีผีขนน้ำ (แมงหน้างาม) ประเพณีการละเล่นผีขนน้ำ ตำบลนาข้าว จัดขึ้นช่วงวันแรม 1-3 ค่ำ เดือน 6 (พฤษภาคม) ของทุกปี ชมพิธีกรรมขอฟ้าขอฝน เช่น บวงสรวงบูชาเจ้าปู่ จากความเชื่อ ความศรัทธา ที่ยึดถือสืบทอดกันมาของชาวบ้าน วันงานจะมีขบวนแห่พาเหรดผีขนน้ำ (แมงหน้างาม) หลายร้อยตน จากหมู่บ้านต่างๆ ของ อบต.นาข้าว มีความสนุกสนานและความประทับใจ

บรรยายภาพ

1.ยามค่ำคืน ที่เชียงคาน

2.อรุณรุ่ง

3.ส้มตำ ที่มีเอกลักษณ์

4.สวยงาม ยากที่จะหาที่ไหนเหมือน

5.บ้านเก่าแก่

6.ฟ้อนรำอ่อนช้อย

7.เงียบสงบ 

เมษายน 30, 2011 Posted by | 2553(2010)-เทคโน, เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , | ให้ความเห็น