ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

โครงการพระราชดำริ “พิกุลทอง” แก้ดินเปรี้ยวเป็นดินดีเพาะปลูกได้

วันที่ 6/12/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

“ภาค ใต้”ประชากรส่วนใหญ่มีความ”ยากจน”มากคิดเป็นร้อย 60 ของประชากรในภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่ต่ำ และมีน้ำขังตลอดปี ส่วนดินยังมีคุณภาพที่ต่ำ ซึ่งพื้นที่เกิบทั้งหมดเกษตรกรจำนวนมากไม่มีที่ทำกิน แม้เมื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่หมดแล้วยังยากที่จะใช้ประโยชน์ทางการเกษตรให้ ได้ผล เนื่องจากดินมีสารประกอบ “ไพไรท์” ทำให้เกิด “กรดกำมะถัน” เมื่อดินแห้งทำให้ดิน “เปรี้ยว”ควรปรับปรุงดินให้ดีขึ้น

ใน ช่วงระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม ถึง วันที่ 3 ตุลาคม 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานประทับแรม ณ พระตำหนักทักษัณราชนิเวศน์ จ.นราธิวาส พร้อมกับได้ลงพื้นที่ในเยี่ยมราษฎร จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี จ.สงขลา และจ.พัทลุง ทรงเล็งเห็นความเดือดร้อนความเป็นการทำการเกษตรของประชาชน เรื่องพื้นที่ดิน “เปรี้ยว”ไม่สามารถทำการเกษตรได้ จึงได้มี “พระราชดำรัส”ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ “พรุ” หรือ “ดินเปรี้ยว” ร่วมกันแบบ “ผสมผสาน”

เมื่อ ปี 2525 จึงได้มีการตั้ง”ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” จ.นราธิวาส เพื่อศึกษาปัญหาในพื้นที่ และเป็นแม่บทให้กับเกษตรกร “โครงการยึดหลักพระราชดำริ”เป็นแนวทางให้กับเกษตรกรได้ศึกษา และเป็นต้นแบบสร้างอ่างเก็บน้ำ “ใกล้บ้าน”

นาย สมพล พันธ์มณี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระ ราชดำริ (กปร.) กล่าวว่า ศูนย์ศึกษาพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจาก “พระราชดำริ” ได้มีการดำเนินการ”แม่บท”ให้กับเกษตรกรมาเป็นเวลา 24 ปี โดยทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าบริเวณพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่ติดอยู่กับทะเล จึงได้เกิดปัญหา “พื้นที่พรุ”เป็นจำนวนมาก จึงไม่สามารถที่จะทำการเกษตรอะไรได้ ส่วนที่เลือกตั้งศูนย์ศึกษาพิกุลทองที่ จ.นราธิวาส เพราะเป็นพื้นที่มีดินพรุมากสุด และได้มีการขยายไปในพื้นที่ภาคใต้อีกกว่า 700 โครงการ โดยได้ดำเนินการสนอง “พระราชดำริ”ในเรื่องต่างๆ โดยเน้นการ “ศึกษาทดลอง” และ “พัฒนา”การใช้ประโยชน์จากพื้นที่พรุ เพื่อนำผลการศึกษาทดลองที่ประสบผลสำเร็จไปขยายผลไปตามพื้นที่พรุในหลาย จังหวัดที่ประสบปัญหา

จาก การศึกษาการเกิด”ดินเปรี้ยว”จัดในพื้นภาคใต้พบว่าเป็น”ดินเลนตะกอนทะเล”อยู่ ชั้นล่างมีสารประกอบ”กำมะถัน”ที่เรียกว่า”สารไพไรท์”อยู่ปริมาณสูง เมื่อดินอยู่ในสภาพ”น้ำแช่ขัง”จะคงรูปดินมีสภาพเป็นกลาง เมื่อน้ำแห้งอากาศ”แทรกซึม”ลงไปในดิน”ออกซิเจน”จะทำปฎิกิริยากับสารไพไรท์ทำ ให้เกิด “กรดกำมะถัน” และสารประกอบ “จาโรไซท์” มีสีเหลืองซีดคล้ายสีของฟางข้าว ดินแปรสภาพเป็นกรด เมื่อดินเปียกอีกกรดจะถูกกระจายไปทั่วหน้าดิน การที่ดินแห้งและเปียกสลับกันสารไพไรท์จะเกิดปฏิกิริยาปล่อยกรดกำมะถันขึ้น อีก และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริ เรื่อการ “แกล้งดินเปรี้ยว” โดยให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพอกุทอง ทำการศึกษาทดลองวิจัยแก้ไขปัญหาให้กับราษฎรที่ได้รับผลกระทบ โดยการทดลองในพื้นที่ 6 ไร่ ในศูนย์พัฒนาการศึกษาพิกุลทอง ทำการศึกษาวิจัยและปรับปรุงดิน โดยวิธีการ “แกล้งดิน”คือ ทำให้ดินเปรี้ยว เป็นกรดจัดรุนแรงที่สุด กล่าวคือ การทำให้ดินแห้ง และเปียกโดยนำเข้าแปลงทดลองระยะหนึ่ง และระบายน้ำออกให้ดินแห้งระยะหนึ่งสลับกันจะเป็นการ “กระตุ้น”ให้เกิดกรดมากยิ่งขึ้น ด้วยหลักการนี้ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงให้เลียนแบบสภาพ “ธรรมชาติ” ซึ่งมีฤดูแล้งและฤดูฝนเป็นปกติในแต่ละปี แต่ให้วิธีการร่นระยะเวลาช่วงแล้ง และช่วงฝนในรอบปีให้สั้นลง โดยปล่อยให้ดินแห้ง 1 เดือน และขังน้ำให้ดินเปียกนาน 2 เดือน สลับกันไปเกิดภาวะดินแห้ง และดินเปียก 4 รอบ ต่อ 1 ปี เสมือนกับมีฤดูแล้งและฤดูฝน 4 ครั้ง ใน 1 ปี

เมื่อ ดำเนินการตามกรรมวิธี “แกล้งดิน”แล้วก็ใช้วิธีการปรับปรุงดิน ซึ่งเปรี้ยวจัดให้สามารถเพาะปลูกได้ โดยมีหลายวิธี เช่น ใช้ปูน เช่น ปูนขาว หินปูนฝุ่น ใส่ลงไปในดินคลุกเคล้าให้เข้ากันปูนจะทำปฏิกิริยากรดกำมะถันในดินเกิดสาร สะเทินปริมาณกรดในดินจะลดลง ซึ่งหากใส่ในปริมาณที่มากพอจะช่วยให้ดินมีสภาพเป็นกลาง หรือการยกร่อง เพื่อปลูกผลไม้ยืนต้น โดยมีคูน้ำอยู้ด้านข้างให้นำหน้าดินจากดินในบริเวณที่เป็นคูมาเสริมหน้าดิน ที่คันร่องก็จะได้หน้าดินที่หนาขึ้น ส่วนดินที่มีสารไพโรท์จะเสริมด้านข้าง เมื่อใช้น้ำชะล้างกรดบนสันร่องกรดจะถูกน้ำชะล้างไปคูด้านข้างแล้วระบายออกไป จนกระทั่งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองประสบความสำเร็จ และนำไปขยายผลสู้พื้นที่ต่างๆ พร้อมกับแนะนำให้เกษตรกรรู้จักการปรับปรุงบำรุงดิน และราษฎรในพื้นที่สามารถทำการเกษตรสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวได้มากขึ้น

สภาพ พื้นที่ในหมู่บ้านโคกอิฐ-โคกใน ม.2 ต.พร่อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เป็นอีกพื้นที่หนึ่งสภาพพื้นดินที่ทำนาเป็นที่ราบ แต่มีปัญหาในการทำนา เนื่องจากสภาพพื้นดินเป็นดินเปรี้ยวจัด และน้ำมีสภาพเป็นน้ำเปรี้ยว ทำให้การทำนาของเกษตรกรได้ผล “ผลิตต่ำ” หรือไม่สามารถให้ผลผลิตได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินในหมู่บ้านโคกอิฐ-โคกใน พร้อมกับพระราชดำริว่า…!!!

“…สภาพ พื้นที่ดินเปรี้ยวในหมู่บ้านโคกอิฐ-โคกใน เกษตรกรมีความต้องการจะปลูกข้าว ทางชลประทานได้ส่งน้ำชลประทานมาให้ ก็ให้พัฒนาที่ดินเปรี้ยวเหล่านี้ให้ใช้ประโยชน์ได้ และให้ประสานงานกับชลประทานจะต้องควบคุมระดับน้ำใต้ดินอยู่เท่าใด…”

นาง หม๊อง ทองเครือ ชาวบ้านโคกอิฐ-โคกใน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ทำนา แต่พื้นที่ใน อ.ตากใบ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ดินเปรี้ยว จึงไม่สามารถที่จะปลูกพืช หรือเลี้ยงปลาได้ ซึ่งชาวบ้านลำบากมาก บางครั้งต้องออกไปหารับจ้างทำงานเพื่อแลกกับข้าวสารมากิน จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในหมู่ บ้าน และทรงเล็งเห็นความเดือดร้อนของประชาชน และพระราชดำรัสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือปรับปรุงดินใน พื้นที่เปรี้ยว จนสามารถทำการเกษตรได้ตามปกติ พร้อมกับส่งเสริมการเกษตรทุกด้าน

จน ทำให้ชาวบ้านสามารถปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์ สร้างรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท ชาวบ้านบางส่วนได้มีการร่วมกลุ่มกัน และผลิตข้าวซ้อมมือหารายได้พิเศษ โดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองให้คำปรึกษา และส่งเสริมเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อปของจังหวัด ซึ่งจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับถึงในหมู่บ้าน ปัจจุบันข้าวซ้อมมือของกลุ่มแม่บ้านโคกอิฐ-โคกใน เป็นที่ต้องการของตลาดจำนวนมาก และสมาชิกกลุ่มไม่สามารถผลิตได้ทันกับที่ตลาดต้องการ

นาย สมชาย สำราญ ชาวบ้าน ม.2 ต.พร่อง อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เล่าว่า ตนมีพื้นที่ในการเกษตรจำนวน 10 ไร่ เดิมดินเปรี้ยวไม่สามารถปลูกพืช เลี้ยงสัตว์อะไรได้ ทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง จึงได้เข้ามาส่งเสริมปรับสภาพดินเปรี้ยวให้สามารถทำการเกษตรได้ปกติ จากนั้นจึงปลูกพืชเกษตรแบบผสมผสานตามพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง โดยเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด และมีการเพาะพันธุ์ปลาสายพันธุ์แรด เพราะทนกับน้ำที่มีกรดได้ดี สามารถขยายพันธุ์ปลา และตัวปลา ส่งขายตลาดสามารถสร้างรายได้ให้เดือนละ 3-4 หมื่นบาท ส่วนพันธุ์ปลา หรือพันธุ์ไม้ต่างๆ ได้รับสนับสนุนจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองทั้งหมด และนำมาขยายพันธุ์เอง

“…วัตถุ ประสงค์ของการตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาก็คือ การพัฒนาที่ทำกินของราษฎรให้มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น โดยการพัฒนาที่ดิน พัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนฟื้นฟูป่า และใช้หลักวิชาการการเกษตรในการวางแผนการเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ โดยใช้เงินจากบริจาคผู้มีจิตศรัทธาเป็นทุนในการพัฒนา ซึ่งศูนย์ศึกษาพัฒนาพิกุลทอง จะเป็นฟาร์มตัวอย่างที่เกษตรทั่วไป และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนา สามารถเยี่ยมชม ชมการสาธิตเกี่ยวกับการเกษตร เพื่อศึกษาหาความรู้ นอกจากนั้นยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาพื้นที่รอบๆ บริเวณโครงการให้เจริญขึ้น เมื่อราษฎรเริ่มมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น ก็อาจพิจารณาจัดตั้งโรงสีข้าว สำหรับหมู่บ้านแต่ละกลุ่ม ตลอดจนจัดตั้งธนาคารข้าวของแต่ละหมู่บ้าน เพื่อฝึกให้รู้จักตนเองได้ในที่สุด….” พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาการศึกษาพิกุล ทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

ชำนาญ ไชยศร
Chamnan@naewna.com

About these ads

พฤศจิกายน 4, 2010 - Posted by | สกู๊ปแนวหน้า, แนวหน้า | , , , ,

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: