“วิสาหกิจชุมชน” หนทางอยู่รอดในวิกฤติเศรษฐกิจ

วันที่ 23/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

จากอดีตวิสาหกิจชุมชนเป็นองค์กรภาคประชาชน ซึ่งเกิดจากการที่ชุมชนมีการรวมตัวกันประกอบธุรกิจในระดับรากหญ้า ไม่มีรูปแบบและไม่ได้เป็นนิติบุคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นการสนับสนุนจึงไม่เป็นระบบ และไม่มีเอกภาพ ทำให้ปัญหาการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนบางแห่งไม่เป็นที่ยอมรับของหน่วยงาน รัฐหรือเอกชน เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ บางครั้งมีการสนับสนุนภาครัฐ แต่ไม่ตรงความต้องการที่แท้จริง

ต่อ มาวิสาหกิจชุมชนได้รับความสนใจในการแก้ปัญหาของประเทศ เนื่องจากวิสาหกิจชุมชนเป็นการประกอบการเพื่อการจัดการทุนของชุมชน โดยคนในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างรายได้ และเพื่อพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชนและระหว่างชุมชน

นอก จากนี้ วิสาหกิจชุมชนยังเป็นองค์ประกอบของเศรษฐกิจพอเพียงและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ มีความสำคัญในขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สร้างรากฐานที่มั่นคงให้ประเทศ ดังนั้นวิสาหกิจชุมชนจึงเป็นหลักการนำไปสู่รากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยัง ยืนของระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริงในยามที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

จาก แนวคิดและนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชน ด้วยกิจกรรมวิสาหกิจชุมชนรัฐบาลจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม วิสาหกิจชุม ชนเข้าสู่รัฐสภาและผ่านความเห็นชอบนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 18 มกราคม 2548 และมีผลใช้บังคับในวันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2548 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้เป็นเวลาครบ 4 ปีเต็ม มีวิสาหกิจชุมชนขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 60,000 แห่ง มีสมาชิกว่า 1 ล้านคน

โดย เจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนเป็นพื้นฐานของการพัฒนา เศรษฐกิจอย่างพอเพียง ซึ่งจำนวนหนึ่งอยู่ในระดับที่ไม่พร้อมจะเข้าแข่งขันทางการค้า ให้ได้รับการส่งเสริมความรู้ และภูมปัญญาท้องถิ่น การสร้างรายได้ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การพัฒนาความสามารถในการจัดการและพัฒนารูปแบบของวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจชุมชน มีความเข้มแข็งสามารถพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการของหน่วยธุรกิจที่สูงขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจ ชุมชน และมีอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเลขานุการ

นาย อรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมสงเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กล่าวว่า บทบาทหน้าที่หลักของสำนักงานสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการส่งเสริม วิสาหกิจชุมชน คือเป็นหน่วยงานหลักในการเชื่อมประสานการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย ให้ดำเนินการในลักษณะของการบูรณาการทั้งภายในหน่วยงานและร่วมกับกลุ่มภาคี ทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาต้นเองได้ ตามเจตนารมณ์ ของพ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญในการวางกลยุทธ์การพัฒนาชุมชนในวิสัยทัศน์ใหม่ เป็นกระบวนการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การสร้างชุมชนแบบที่เป็นอิสระพึ่งพาตนเอง ได้อย่างมันคงบนพื้นฐานของการประสานงานกันของเครือข่ายในองค์กรชุมชนระดับ ต่างๆ ร่วมกันวางแผน ร่วมกันกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ซึ่งเป็นรากฐานการพัฒนาแบบยังยืน โดยชุมชน เพื่อชุมชน และความอยู่รอดยั่งยืนของชุมชน

โดย สรุปกรมส่งเสริมการเกษตรยังมีบทบาทที่สำคัญคือ เป็นหน่วยงานนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในการรับจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจ ชุมชน และการเลิกกิจการของวิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย และ เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเลขานุการ โดยมีผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร และผู้แทนกรมการพัฒนาชุมชนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

นอก จากนี้บทบาทที่สำคัญคือการ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนา วิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน อย่างครบวงจร และประสานงานในการให้การสนับสนุนแก่กิจการวิสาหกิจชุมชนที่มีปัญหาเกี่ยวกับ เงินทุนในการประกอบการ รวมถึงการจัดให้มีการฝึกอบรมหรือการถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์และเป็นไป ตามความต้องการของวิสาหกิจชุมชน ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิต การจัดการ การบัญชี ภาษีอากร และการตลาด

ท้าย ที่สุดนี้วิสาหกิจชุมชนจึงเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของการพัฒนาชุมชนโดยชุมชน มีระบบและพึ่งตนเองได้ ซึ่งระบบและการพึ่งตนเองได้ ต้องเป็นการพัฒนาจากภายในชุมชน โดยคนในชุมชนร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูความสัมพันธ์ พัฒนาระบบการจัดการและกระบวนการเรียนรู้ในสังคมขึ้น จากการดำเนินงานขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชน จนถึงในปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 60,000 แห่ง มีสมาชิกกว่า 1 ล้านคน

โครงการถนนเครือข่าย”อบจ.-อบต.”สะดุด ต้นเหตุรอยร้าว”ผู้ว่าฯตรัง-นักการเมืองท้องถิ่น”

วันที่ 23/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

การออกหนังสือด่วนที่สุดของ นายสมพงษ์ อนุยุทธพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตามหนังสือด่วนที่สุดที่ ตง.0037.4/1909ลงวันที่ 6 ก.พ. 2552 เรื่องการขออนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับ เงิน การเบิก จ่ายของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พ.ศ.2547

โดยหนังสือดังกล่าวระบุว่าเนื่องจากขณะนี้มีองค์การบริหารส่วนตําบล (อบต.) ในพื้นที่ จ.ตรัง ขออนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตาวจเงิน ของ อปท.พ.ศ.2547 ข้อ 54,89 กรณีการขอนําเงินสะสมของ อบต.ไปตั้งจ่ายอุดหนุนให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อก่อสร้างถนนตามโครงการความร่วมมือในการก่อสร้างถนนระหว่าง อบจ.และ อบต.

เรื่องดังกล่าว กรมการปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งว่า ได้เคยตอบข้อหารือของทาง จ.นครราชสีมา กรณีการขอจ่ายขาดเงินสะสม เพื่อตั้งงบประมาณหมวดเงินอุดหนุนของ อบต.บ่อปลาทอง จ.นครราชสีมา ว่า อบต.ไม่สามารถนําเงินสะสมไปจ่ายเพื่ออุดหนุนให้หน่วยงานอื่นได้ตามหนังสือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท.0808.2/53617 ลงวันที่ 30 พ.ย. 2548 อย่างไรก็ตามหากโครงการดังกล่าวอยู่ในแผนพัฒนาของ อปท. อบต. ก็สามารถดําเนินการขออนุมัติจ่ายขาดเงินสะสมของ อบต. เพื่ออดําเนินการก่อสร้างถนนกับ อบจ.ได้ โดยที่ อบต.เป็นผู้ดําเนินการเองไม่ใช่อุดหนุนให้กับ อบจ. ดําเนินการ

ดัง เช่น โครงการการก่อสร้างถนนระหว่าง อบจ. และ อบต. ระยะทาง 1กม. ก็ให้ อบจ.ก็สร้าง 600 เมตร และ อบต.ก่อ สร้าง 400 เมตร ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ดังนั้นทางผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง จึงทําหนังสือแจ้งให้นายอําเภอทุกอําเภอ นายก อบจ. นายกเทศบาลนครตรัง และเมืองกันตังทราบ แม้ว่าขณะนี้ทาง อบจ.จะมีการจัดทําโครงการความร่วมมือก่อสร้างถนนระหว่าง อบจ.กับ อบต.ก็ตาม แต่หากอนุมัติให้ก็เท่ากับเป็นการกระทําผิดระเบียบสําคัญ เมื่อผิดระเบียบหากทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาเรียกเงินคืนในภายหลังแล้วใครจะรับผิดชอบ

โดยก่อนหน้านี้ทาง อบจ.ตรัง โดยนายกิจ หลีกภัย นายก อบจ. ได้จัดทําโครงการถนนเครือข่ายมาแล้วเช่นในปี 2551 มีการดําเนินการก่อสร้าง ถนนจํานวน 24 สายทางงบประมาณ 79ล้านบาท โดยทาง อบจ.สนับสนุน 60% อบต.อุดหนุน 40% ซึ่งดําเนินการไปด้วยความเห็นชอบของอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ไม่ว่าจะเป็นสมัยของนายเชิดพันธ์ ณ สงขลา หรือนายอานนนท์ มนัสวานิช

ดัง นั้นในปี 2552 ทาง อบจ.ตรัง จึงมีการจัดทําโครงการความร่วมมือก่อสร้างถนนขึ้นอีกจํานวน 52 สายทาง งบประมาณ 208,589,000 บาท แบ่งเป็นงบ อบจ. 128,506,300 บาท อบต. 80,082,700 บาท หลังจากที่มีการประชุมเครือข่าย อปท.ตรัง 100 แห่ง และมีการนําเรื่องดังกล่าวเข้าหารือ ปรากฎว่า นายสมพงษ์ ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าผิดระเบียบกฎกระทรวงมหาดไทย หากมีการปฎิบัติเช่นนั้นจะเกิดปัญหาตามมา

บท สรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างใร เป็นเรื่องที่น่าติดตามดูกันต่อไป เพราะอย่างน้อยที่สุดเมื่อ “นายสมพงษ์”ประกาศออกมาเช่นนี้ก็เท่ากับตัดความสัมพันธ์กับนักการเมืองท้อง ถิ่นโดยเฉพาะ “นายกิจ หลีกภัย” เจ้าของโครงการจะคิดเช่นไร การตัดสินใจของ “นายสมพงษ์” ยึดหลักนิติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา ขณะที่เจ้าของโครงการร่วมทั้ง อบจ.และ อบต.หันมา ใช้หลักรัฐศาสตร์ ทำให้ความจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ คือ รอยร้าวระหว่าง ผู้ว่าราชการจังหวัดกับนักการเมืองท้องถิ่นแล้ว

จิรศักดิ์ จาตุพรพิพัฒน์

ชีวิตรันทดของสองยายฝาแฝด

วันที่ 21/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ภายในกระต๊อบหลังเล็กๆ กลางหมู่บ้านนาไค้ หมู่ที่ 5 ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน มี คุณยายอายุ 75 ปีสองคน ซึ่งเป็นคู่แฝดกันอาศัยอยู่ คือ นางสาวเกี๋ยง ดอยแดง สภาพร่างกายซูบผอม ตาทั้งสองข้างบอดสนิท ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องนอนอยู่ภายในห้องแคบๆ ส่วนางสาวบัว ดอยแดง ก็นอนซมบนเตียง โดยมีถุงปัสสาวะห้อยอยู่ และที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็นคือสะโพกทั้ง 2 ข้างของยายบัว มีแผลกดทับเน่าลึกถึงกระดูก ซึ่งญาติได้นำมุ้งมากางให้ เพื่อป้องกันแมลงวันมาตอม โดยทุกวันเจ้าหน้าที่สาธารสุขประจำสถานีอนามัยตำบลบัวใหญ่ จะไปทำการล้างแผลและเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้ ท่ามกลางความเจ็บปวดจนร้องครวญครางตลอดเวลา

นางจันหอม จันทา อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นหลานสาว กล่าวว่า คุณยายทั้งสองมีสติไม่สมประกอบมาตั้งแต่กำเนิด กระทั่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองเริ่มเป็นภาระพร้อมกัน โดยคุณยายเกี๋ยง ตาเริ่มมองไม่เห็นและบอดในที่สุด ส่วนคุณยายบัว ก็เริ่มป่วยลุกเดินไม่ได้จนต้องนอนซมอยู่บนเตียงนานจนมีแผลเน่าเหม็น ทำให้ตนซึ่งเป็นหลานสาว ต้องคอยปรนนิบัติทั้งสองมากว่า 10 ปี ทำให้ตนต้องประสบกับโรคกระดูกทับเส้นรุ้มเร้า ถึงกับผ่าตัดสันหลัง แต่อาการก็ไม่หายขาด เพราะต้องมาปรนนิบัติอคุณยายทั้งสอง ทำให้ยังต้องขาดรายได้ เพราะไม่มีเวลาออกไปทำงาน ทุกวันนี้แม้จะมีเพื่อนบ้านมีน้ำใจช่วยเหลือ บวกกับเงินที่ได้รับจากเบี้ยยังชีพผู้พิการของคุณยายทั้งสองแล้ว ยังถือว่าเป็นภาระที่หนักอยู่ จึงอยากขอความช่วยเหลือจากผู้มีเมตตายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วย

สำหรับผู้มีจิตใจที่จะช่วยเหลือสามารถบริจาคได้ทั้งสิ่งของหรือเงินได้ที่ บ้านเลขที่ 80 หมู่ 5 บ้านนาไค้ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน หรือโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารออมสิน สาขานาน้อย เลขที่บัญชี 05-3904-20-048026-2 ชื่อบัญชี นายเพชร ดอยแดง

ชำแหละ”ธงฟ้า…ราคาคุย”

วันที่ 20/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

“…..ธงฟ้า”

กลายเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” โดยกระทรวงพาณิชย์ของ “พรทิวา นาคาศัย” งัดออกใช้เยียวยา บรรเทาปัญหา “ค่าครองชีพ” ของประชาชนที่พุ่งสูงขึ้น

ทว่า…..จากโครงการที่น่าจะ “ดูดี” ในระยะแรกๆ กลับกำลังกลายเป็น “จุดอ่อน” ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ถล่ม “โอบามาร์ค”

ต้นเหตุสำคัญมาจากหลายโครงการ “ธงฟ้า” ดีๆ โดยเฉพาะ “บลู ช็อป” หรือร้านธงฟ้าที่เคยมีออกมาก่อนหน้านี้ กำลังเงียบหายไป พร้อมๆกับการเข้ามาแทนที่ของโครงการธงฟ้าที่หลายฝ่ายว่ากันว่า “ไม่ได้เรื่อง” แต่ก็ถูก “เข็น” ออกมาโปรโมทอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ…..

“แท็กซี่ ธงฟ้า”!!!

กล่าวสำหรับโครงการ “ร้านธงฟ้า” แรกเริ่มเดิมทีถูกดันออกมาด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนในด้าน ค่าครองชีพ โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภคที่มีราคาถูกกว่าท้องตลาด ถือเป็นหนึ่งใน “นโยบายการแทรกแซงราคา” แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่นานๆไปกลายเป็นว่าร้านธงฟ้าหลายๆแห่งที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ หดหายไปกว่า 60%

“รศ.วิรัช ธเนศวร” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง บอกว่า ที่ร้านธงฟ้าขายสินค้าราคาถูกเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้สินค้ากระจายออกสู่ตลาดมากขึ้น เป็นการระบายสินค้า ขยายช่องทางการตลาดช่วยผู้ผลิต และเป็นทางเลือกช่วยผู้บริโภคและประชาชนในด้านค่าครองชีพ ถือเป็นนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในที่ได้ผล แม้จะเป็นการแทรกแซงทางการตลาดก็ตาม

“ปัจจุบันที่ร้านธงฟ้าลดน้อยลงอาจจะมีสาเหตุมาจากราคาสินค้าเริ่มลดลง ก็เลยอาจจะพบเห็นได้น้อยลง แต่ถือเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีปัญหา และมีคนต้องตกงานเป็นจำนวนมาก ร้านธงฟ้าจะเป็นส่วนที่ช่วยได้ดีในเรื่องของค่าครองชีพ ลดภาระของประชาชน” รศ.วิรัช กล่าว

เขายังบอกด้วยว่า “ร้านธงฟ้า” แม้จะถูกมองเป็นการบิดเบือนกลไกทางการตลาด แต่เป็นการบิดเบือนที่ไม่ได้มีผลกระทบมากนักต่ออุปสงค์และอุปทาน ที่สำคัญร้านธงฟ้าที่แม้จะมีสินค้าราคาถูกก็จริง แต่ไม่ได้ถูกจนมีผลกระทบไปถึงกลไกตลาดเสรี เนื่องจากที่ผ่านมาพบสินค้าบางรายการในท้องตลาดทั่วไป ยังมีราคาถูกกว่าร้านธงฟ้าเสียอีก

ขณะที่ “ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์” ผู้อำนวยการโครงการศึกษาวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) กลับ “มองต่างมุม” โดยเขาบอกว่า โครงการสินค้าราคาถูกที่ภาครัฐพยายามเน้นจัดกิจกรรมทยอยไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศนั้น โดยภาพรวมอาจดูเหมือนเป็นเรื่องดี แต่เมื่อวิเคราะห์ลงลึกไปในรายละเอียดแล้ว เป็นโครงการที่อาจจะสูญเสียงบประมาณโดยได้ผลน้อยกว่าที่ควรจะได้ โดยเฉพาะการนำเอาสินค้าหลายๆรายการที่ไม่ใช่สินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวันมา ทำเป็นสินค้าธงฟ้า…..

เปรียบเสมือนรัฐบาลกำลังแทรกแซงราคา บิดเบือนกลไกตลาด ทำให้ผู้ประกอบการร้านค้าในท้องถิ่นขายสินค้าได้ลำบากมากยิ่งขึ้น!!!

ขณะที่นักวิชาการอีกรายหนึ่ง บอกว่า ไอเดียธงฟ้าแบบต่างๆที่ รมว.พาณิชย์ เข็นออกมา เป็นเพียงการเข็นออกมาเพื่อ “สร้างภาพ” การทำงาน เพราะในทางปฏิบัติแล้วแทบไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อประชาชน ซึ่งถ้าจะให้โครงการธงฟ้าเกิดประโยชน์จริงควรต่อยอดจากร้านค้าที่หดหายไปให้ มากกว่าเดิม และเน้นเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นในการดำรงชีพ เช่น อาหาร หรือสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค

ภาพของ “ร้านค้าธงฟ้า” ที่หดหายไป กับไอเดียกระฉูดอย่าง “แท็กซี่ ธงฟ้า” ที่ออกมาจากกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นกระทรวงมีที่ปรึกษามากที่ สุดกระทรวงหนึ่ง สะท้อนให้เห็น “มันสมอง” ในการทำงานได้เป็นอย่างดี

“แท็กซี่ธงฟ้า ที่ลดราคาจากปกติไม่กี่บาท และได้ประโยชน์เพียงคนไม่กี่กลุ่ม และแม้จะมีข้ออ้างเกี่ยวกับการช่วยอุดหนุนการคมนาคมราคาถูกจากแท็กซี่ธงฟ้า แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่พบว่าถูกกว่าแท็กซี่ทั่วไปเท่าใดนัก ตรงนี้สมควรที่กระทรวงพาณิชย์น่าจะทบทวน โดยเฉพาะการหันมาเน้นโครงการธงฟ้าที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรง เพื่อให้สามารถปลดแอกภาระค่าครองชีพ ปัญหาที่แท้จริงของประชาชนได้มากกว่านี้” นักวิชาการรายหนึ่ง กล่าว

ที่สำคัญ…..รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ต้องรีบดำเนินการในเรื่องนี้ ก่อนที่จะตกเป็นเป้าโจมตีถึง “ผลงาน” ที่ไม่ได้เรื่อง

แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์เต็มที่จาก “ไอเดีย” ของผู้ที่นั่งบริหารประเทศ!!!

วิโรจพันธ์ อนันต์ภิรมย์รื่น

ปราชญ์เกษตรอินทรีย์เมืองสุพรรณ “ทองเหมาะ แจ่มแจ้ง” ยึดเศรษฐกิจพอเพียงลดต้นทุน-ทางเลือกบนทางรอด

วันที่ 20/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ใบหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มพนมมือท่วมหัว ไหว้พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯพ่อหลวงของคนไทยผู้ให้ทาง สว่าง เมื่อยามที่เขาใกล้หมดหนทางจากการปลูกข้าว บนพื้นนาที่พึ่งพา แต่การใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่คุ้มทุน เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีส่วนเข้าไปส่งเสริมแนวทางการทำเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจนมีชีวิต ที่ผาสุขจนถึงวันนี้ และถือเป็ฯปราชญ์ชาวบ้านตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลเชิดชู้ เกียรติหลายรางวัลติดเต็มฝาบ้าน ล้วนการันตีถึงความวิริยะอุตสาหะ ถือเป็นบุคคลตัวอย่างด้านการอนุรักษ์ และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นายทองเหมาะ แจ่มแจ้ง วัย 63 ปี ชาวบ้าน ต. วังหว้า อ. ศรีประจันต์ จ. สุพรรณบุรี หรือที่ชาวบ้านแถวนั้นเรียกสั้นๆว่า “ลุงทองเหมาะ” เล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งก่อนที่จะมาเป็นปราชญ์ชาวบ้าน และเป็นเจ้าของศูนย์ปราชญ์ หรือสถาบันพัฒนาการเรียนรู้เกษตรฯอินทรีย์ ที่ได้รับการยอมรับจากชาวบ้านใกล้เคียง และเป็นที่รู้จักของเกษตรกรส่วนใหญ่ทั่วประเทศในขณะนี้ว่า ก่อนที่จะพบทางสว่างนี้ คุณลุงเคยทำอาชีพมาหลายอย่าง ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพทางการเกษตรแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอาชีพชาวไร่อ้อย ชาวไร่มันสำปะหลัง เลี้ยงปลา และชาวนาที่ปลูกข้าว เป็นหลัก

ว่ากันว่าทุกสิ่งที่สรรสร้างล้วนแต่เป็นเรื่องของเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกอย่างเดียวชนิดเดียวล้วนๆ และส่วนใหญ่ก็เน้นในเรื่องของการใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ที่คิดเพียงอย่างเดียวว่าจะช่วยเร่งให้มีผลผลิตเร็วและได้ผลดีคุ้มกับ การลงทุน แต่แนวทางดังกล่าวเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของพ่อค้าหัวใสเท่านั้น เพราะสิ่งที่ได้รับไม่คุ้มกับการลงทุน คุณลุงบอกว่า ยิ่งทำยิ่งจน เพราะคนที่เขากำหนดราคาทั้งปุ๋ยเคมี และสารเคมีต่างๆโดยเฉพาะยาปราบศัตรูพืช คือ พ่อค้า ไม่ใช่เกษตรกร และผลผลิตที่สามารถผลิตได้ เกษตรกรก็ยังไม่สามารถกำหนดราคาได้อีก

นอกจากนั้นยังมีเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่คุณลุงเล่าให้ฟังว่า ขณะที่ เขาพึ่งพาสารเคมีในการผลิตสินค้าเกษตร นอกจากเขาทำลายผืนดินที่เข้าทำกินแล้ว เขายังทำลายตัวเองไปด้วย เพราะร่างกายที่เคยแข็งแรง ดูอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด สุขภาพที่เคยดีกลับไม่มีเรี่ยวแรง เหตุเพราะสารเคมีที่ใช้ทุกวันสะสมในร่างกายอย่างไม่รู้ตัว

ในปี 2538 คุณลุงเริ่มไม่ค่อยสบายจากปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสารเคมีที่ใช้ตกค้างในร่าง กาย จึงคิดทบทวนตัวเอง และเกิดความคิดขึ้นมาว่า หากต้องพึ่งพาสารเคมีในการผลิตสินค้าเกษตร ต้องลำบากเป็นแน่เพราะยิ่งทำยิ่งจน ต้นทุนสูง ไม่ใช่เฉพาะสินค้าเกษตรที่ผลิตออกมา แต่มันหมายถึงต้นทุนชีวิตของคุณลุงด้วย

จากนั้นจึงได้คิดที่จะไม่ใช้สารเคมี โดยได้ยึดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงพระราชทานแนวคิดด้านการเกษตรทฤษฏีใหม่ ซึ่งยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง คุณลุงทองเหมาะจึงหันหลังให้กับสารเคมี หันมาทำนาข้าวอินทรีย์ ใช้จุลินทรีย์และสารชีวภาพทดแทน

ขณะเดียวกันก็คิดค้นหาวิธีการทำนาให้ได้ผลผลิตมากขึ้น รวมทั้งพยายามที่จะคิดค้นดัดแปลงเครื่องจักร เครื่องมือการเกษตรให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ และในช่วง 1 ปีผ่านไป ก็ เห็นว่าแนวทางที่ทำมาถูกทาง เพราะข้าวที่ปลูกได้ผลดีกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน สุขภาพที่เคยมีปัญหาก็หันกลับมาแข็งแรงดังเดิม

“ตอนนี้ เตะปี๊บดังไกล 3 บ้าน” คุณลุงทองเหมาะพูดไปยิ้มไป พร้อมกลับเล่าว่า เมื่อชาวบ้านระแวกนั้นเห็นก็เข้ามาถามว่าทำอย่างไร ลุงได้ แนะนำให้เขารู้ และเขาก็นำไปปฏิบัติ จากนั้นได้มีการเล่าต่อๆกัน จึงมีคนเข้ามาขอเรียนรู้มากขึ้น และได้แนะนำไปตามมีตามเกิด จนตอนนี้มีคนมาขอเรียนรู้งานมากกว่าวันละ 100-200 คน บางคนก็มาเอง บางคนหน่วยงานราชการพามา โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงที่คนตกงานมาก จากภาคอุตสาหกรรม ก็มามากขึ้น บางวันก็มากจนรับไม่ไหว แต่ไม่อยากไล่ เพราะเขาเต็มใจมาเรียนรู้

“ทางรอดของเกษตรกรคือเราต้องทำอย่างไรให้ต้นทุนเราน้อยที่สุด โดยเราต้องไม่ใช้สารเคมีและต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน เมื่อเราลดต้นทุนของเราได้ ถึงแม้ราคาสินค้ามันจะถูกเราก็ขายได้ อยู่ได้ แต่หากราคามันสูง เราก็ได้เงินมากขึ้น อย่าไปคิดมาก เพราะเราไม่ใช่ผู้กำหนดราคา เมื่อเรากำหนดราคาไม่ได้เราต้อง ลดต้นทุน ให้เราอยู่ได้ เศรษฐกิจพอเพียงคือสิ่งที่ผมยึดถือและปฏิบัติมาตลอด ทำทุกอย่างที่ลดต้นทุน” นั่นคือแนวคิดของคุณลุงทองเหมาะ อรหันต์ชาวนา จากเมืองสุพรรณบุรี

เมื่อทางรอดบนยุคโลกาภิวัฒน์ ดูเหมือนจะมีปัญหาเนื่องจากทั่วโลกต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องการเงิน อีกทางรอดหนึ่งที่ยังคงเป็นที่พึ่งของคนไทยไม่มีเปลี่ยนแปลงคืออาชีพเกษตร ว่ากันว่า สิ่งที่ทำให้คนดำรงชีวิตอยู่ได้คือ 4 ปัจจัย ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย นอกนั้นคือสิ่งจอมปลอม โดยทั้งหมดหาได้จากภาคการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง แต่วันนี้สิ่งที่ต้องมองคือ หันมามองตัวเองเหมือนที่คุณลุงทองเหมาะเคยทบทวนตนเองเมื่อปี 2538

ทั้งนี้คุณลุงทองเหมาะฝากมาบอกว่า “พร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้อย่างเต็มที่”

ยุทธศาสตร์การพัฒนาผลไม้ไทย 5 ปี

วันที่ 19/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ปัญหาด้านการตลาดและราคาผลไม้ไทย เกิดขึ้นทุกปี ส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า ไม่มีกำลังความสามารถที่จะลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพและดูแลสวนให้สมบูรณ์ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียบพร้อมทั้งด้านราคาและคุณภาพ

อย่าง ไรก็ตามเคยมีการวิเคราะห์ว่าเกษตรกรไทยมีความสามารถในการเพาะปลูกสูง ด้วยภูมิปัญญาและประสบการณ์ที่สั่งสม จนเป็นจิตวิญญาณเพียงแต่ขาดความรู้ความสามารถในการจัดการ ทุกๆปี ภายหลังจากการเกิดวิกฤตราคาผลไม้ตกต่ำ ชาวสวนมักจะพูดเหมือนกันว่า “ไม่คุ้ม แต่ไม่รู้จะทำอะไร ปุ๋ยก็แพง ยาก็แพง ของก็แพง ทำเท่าที่ทำได้” อย่างดีก็รวมกลุ่มนำผลไม้มาเทกระจาดเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคา ก็มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ

ทาง ภาครัฐเองก็ได้มีการความพยามที่จะแก้ปัญหาและส่งเสริมการพัฒนาตลาดผลไม้ของ ไทยได้มีการจัดสัมมนา “Just In Time” เพื่อพัฒนาผลไม้คุณภาพสู่ตลาดส่งออก จากเดิมที่ระบบการผลิตและการตลาดผลไม้ของไทย ยังเป็นแบบการผลิตนำการตลาด เมื่อมีปัญหาเรื่องตลาดอีกทั้งเงื่อนไขเรื่องเวลาทำให้ต้องใช้วิธีการตัด ราคา มีแนวคิดที่จะนำระบบการตลาดมาเป็นตัวนำการผลิต เช่น การรับซื้อล่วงหน้า(Contract Farming)

นอก จากนี้ยังมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และมีการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆเข้ามาเป็นกรรมการ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาผลไม้ไทย ล่าสุดคือแผนยุทธศาสตร์ผลไม้ไทยปี 2552-2556

นาย ธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาผลไม้ไทย 5 ปี (2552 – 2556) เพื่อดำเนินการพัฒนาผลไม้เศรษฐกิจ 6 ชนิดของไทย ได้แก่ ทุเรียน ลำไย เงาะ มังคุด ลองกอง และมะม่วง

ทั้ง นี้โดยกำหนดเป้าหมายที่จะสามารถเพิ่มมูลค่ารวมของผลไม้ทุกชนิดเพิ่มขึ้น 2 % โดยเพิ่มขึ้นจาก 90,000 ล้านบาทในปี 2550 เป็น 100,000 ล้านบาทในปี 2557 ส่วนมูลค่าการส่งออกผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มขึ้นจาก 29,685 ล้านบาท ในปี 2550 เป็น 40,000 ล้านบาทในปี 2557 ขณะเดียวกันรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลเศรษฐกิจหลักทั้ง 6 ชนิด จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละ 3,000 บาท/ปี คิดเป็นมูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท/ปี

สำหรับ ยุทธศาสตร์การพัฒนาผลไม้ไทย ดังกล่าวได้กำหนดแผนดำเนินงานใน 4 กลยุทธ์หลักด้วยกันคือ 1. การพัฒนาคุณภาพผลผลิต ใช้งบประมาณดำเนินการ 690 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มผลผลิตคุณภาพและลดต้นทุนการผลิตลง 10 % และการเพิ่มปริมาณผลผลิตนอกฤดู

2. การพัฒนาตลาดภายในประเทศ งบประมาณดำเนินการ 260 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นในด้านการปรับปรุงตลาดกลางแหล่งผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพของสหกรณ์การเกษตร การตั้งศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาค การส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทย และควบคุมการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้มาตรการต่างๆ เหล่านี้สามารถแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาดในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดมากที่มี ประมาณ 3 แสนตันในแต่ละปี ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียคิดเป็นมูลค่า 300 ล้านบาท/ปี

3. การขยายตลาดการส่งออก งบประมาณดำเนินงาน 400 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย ยุโรป และตะวันออกกลาง การสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่ ขณะเดียวกันยังคงรักษาและขยายตลาดเดิมไว้

4. การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ งบประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการผลิตการตลาดผลไม้ทั้งระบบ อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือในเรื่องของฐานข้อมูลการผลิตการตลาดผลไม้ที่เป็นเอกภาพอีก ด้วย

อย่าง ไรก็ตาม มาตรการในกลยุทธ์ต่างๆ ที่ประชุมยังมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อให้การบริหารจัดการและ แก้ไขปัญหาผลไม้ตกต่ำไม่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการประสานงานกับคณะ กรรมการฯ ที่มาจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานในแผนยุทธศาสตร์ฯอีกครั้งเพื่อเสนอในที่ ประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพิจารณาต่อไป

ท้าย ที่สุดนี้ก็หวังว่าการดำเนินการในเรื่องนี้ จะส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพผลไม้ของไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาด และขยายความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าและผู้ค้า ผู้ผลิต ผู้ปลูกผลไม้ ตลอดจนผู้บริโภค ช่วยกันผลักดันผลไม้ของไทย ให้เกษตรกรหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างซ้ำซากจากราคาผลไม้ตกต่ำในทุกๆปีเสียที

แผนอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำเมืองแม่กลอง หนุนปชช.ดูแลธรรมชาติสู่รายได้ที่ยั่งยืน

วันที่ 19/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

เนื่องจากตำบลคลองเขิน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม มีบริเวณติดกับแม่น้ำลำคลองหลายสาย ส่งผลให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำได้เป็นอย่างดี ยิ่งเฉพาะกุ้งแม่น้ำที่เกิดจากธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันมีผู้ไม่หวังดี แอบใช้สารเคมีในการจับสัตว์นำ ซึ่งอาจทำให้พันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ สูญพันธุ์ได้ในอนาคต

นายสนม กำเนิดอุย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คลองเขิน กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าว ทาง อบต.คลองเขิน จึงได้ร่วมกับ ทางจังหวัดสมุทรสงคราม และประมง จ.สมุทรสงคราม จัดโครงการ “ มาช่วยกัน อนุรักษ์สัตว์น้ำที่กำลังจะสูญพันธุ์ ” ขึ้น โดยมีนายประภาศ บุญยินดี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานในพิธีเปิด เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ชาว ต.คลองเขิน และตำบลใกล้เคียง หันมาช่วยกันอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำที่กำลังจะสูญพันธุ์

นายประภาศ บุญยินดี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า เนื่องจาก จ.สมุทรสงคราม เป็นจังหวัดที่มีความผูกพันกับธรรมชาติและแม่น้ำลำคลอง โดยเฉพาะวิถีชีวิตของคนตกกุ้งที่เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของกุ้งใน แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งในอดีตมีเรือตกกุ้งประมาณ 200 ลำ และมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากไม่มีกุ้งในแหล่งน้ำให้ตก โดยทางจังหวัดได้มีการจัดทำโครงการปล่อยพันธุ์กุ้งขนาด 5 เซนติเมตร เป็นจังหวัดแรกของประเทศไทย เนื่องจากกุ้งดังกล่าว มีอัตราการรอดตายสูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ปัจจุบันมีเรือตกกุ้งในพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 1,000 ลำ

อย่างไรก็ตาม หากมีแต่ผู้จับ ไม่มีผู้ปล่อย ปริมาณกุ้งก็อาจจะลดน้อยลงได้ ทางจังหวัด จึงได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งเป้าหมายที่จะปล่อยพันธุ์กุ้งขนาด 5 เซนติเมตร สู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั่วทั้ง จ.สมุทรสงคราม ประมาณ 10 ล้านตัว เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ที่จะฟื้นฟูพันธุ์สัตว์น้ำให้คงอยู่คู่กับท้องถิ่นตลอดไป และยังเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

กุ้งก้ามกรามที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาตินั้น ถือเป็นสมบัติของส่วนรวม จึงขอให้ประชาชนช่วยกันเฝ้าระวังกลุ่มคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ใช้วิธีเบือยากุ้ง โดยใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์น้ำให้สูญพันธุ์ ทั้งยังเป็นการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญผู้บริโภคกุ้งที่ถูกยาเบืออาจได้รับอันตรายได้ ซึ่งทางจังหวัดจึงได้มีนโยบายขั้นเด็ดขาดที่จะจับกุมกลุ่มบุคคลเหล่านี้ไป ดำเนินคดีโดยไม่มีการรอลงอาญา ดังนั้นประชาชนเจ้าของพื้นที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ และธรรมชาติ อย่าให้ใครมาทำลาย เพื่อให้เป็นแหล่งทำมาหากินของชาวสมุทรสงครามสืบต่อไป

สราวุฒิ ศรีธนานันท์

FTA อาเซียน-เกาหลีใต้ โอกาส”ภาคส่งออก-ลงทุน”ไทย

วันที่ 18/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

“เกาหลีใต้”

เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของเอเชีย อีกทั้งยังเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยานยนต์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำ ของโลก

ทว่า…..ผลพวงจาก “พิษเศรษฐกิจโลก” ที่ทำให้ภาคส่งออกชะลอตัวรุนแรง ส่งผลให้เศรษฐกิจของเกาหลีใต้เข้าสู่ภาวะซบเซาครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดตัวอย่างรุนแรงของเกาหลีใต้ ภายใต้ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกได้กระเทือนมาถึง “ภาคการส่งออก-ลงทุน” ของไทยไปเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตามยังมี “ปัจจัยบวก” บางประการที่น่าจะส่งผลดีต่อภาคการค้าและลงทุนของไทย เพราะรัฐสภาได้อนุมัติการลงนามความตกลง FTA กรอบอาเซียนต่างๆ รวมถึง “FTA อาเซียน-เกาหลีใต้” ด้านการค้าสินค้าและภาคบริการ ทำให้ไทยสามารถลงนามความตกลง FTA ดังกล่าวกับเกาหลีใต้ได้ในการประชุมสุดยอดอาเซียนกับคู่เจรจาที่มีกำหนดจัด ขึ้นในเดือนเมษายนนี้ และน่าจะมีผลบังคับใช้ภายในครึ่งหลังของปี 2552 ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทยไปเกาหลีใต้ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากเกาหลีใต้มาไทยได้มากขึ้น

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ได้สรุปประเด็นสำคัญจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยของเกาหลีใต้ที่กระทบต่อภาคส่งออกและลงทุนของไทย ดังนี้…..

ส่งออกไทย-เกาหลีใต้ทรุด!!!

“เกาหลีใต้” เป็นประเทศคู่ค้ารายสำคัญอันดับ 10 ของไทย โดยการส่งออกของไทยไปยังเกาหลีใต้ในปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 23% เมื่อเทียบกับที่เติบโต 11.7% ในปี 2550

อย่างไรก็ตาม “ภาคส่งออก” ของเกาหลีใต้ในเดือนมกราคม ปี 2552 ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่อยู่ในขณะนี้ โดยสินค้าส่งออกของเกาหลีใต้ที่สำคัญ ได้แก่ ยานยนต์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน หดตัวกว่า 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้ส่งผลกระทบให้การนำเข้าสินค้าภาคอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ชะลอตัว จนมีอัตรา “ติดลบ”

กลายเป็น “อาฟเตอร์ช็อค” ให้ภาคส่งออกสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางของไทยไปเกาหลีใต้ “ทรุด” ตามไปด้วย โดยเฉพาะสินค้าส่งออกในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของเกาหลีใต้ที่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤติเศรษฐกิจ ในครั้งนี้ โดยปีที่ผ่านมา สินค้าส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมของไทยไปเกาหลีใต้ที่ชะลอตัวในอัตรา “ติดลบ” ที่สำคัญ คือ สินค้าแผงวงจรไฟฟ้า หดตัวเกือบ 34% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หดตัว 10.8% ซึ่งสินค้าทั้ง 2 ประเภทเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยไปเกาหลีใต้ คิดเป็นสัดส่วน 8.9% และ 5.8% ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของไทย

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาดว่า การส่งออกของไทยไปเกาหลีใต้ในปี 2552 น่าจะชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 เพราะภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลกที่กดดันให้การส่งออกของเกาหลีใต้ชะลอตัวลงต่อ เนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ทำให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยไปเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ใน “ห่วงโซ่การผลิต” มีแนวโน้มชะลอตัวตามไปด้วย อย่างน้อยจนถึงช่วงครึ่งแรกของปีนี้

เงินลงทุนจาก”แดนกิมจิ”ร่วง

การลงทุนของเกาหลีใต้ในไทย ในปีที่ผ่านมาชะลอตัวลงจากปัจจัยลบของภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนเกาหลีใต้ชะลอการลงทุนในไทยตามอุปสงค์ที่ชะลอตัวในตลาดโลกและ สภาพคล่องการเงินที่ตึงตัว อีกทั้งได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในไทย โดยปี 2551 มีโครงการลงทุนเกาหลีใต้ที่ขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนในไทย 49 โครงการ ลดลง 5.7% มีมูลค่าลงทุน 4,300 ล้านบาท ลดลง 62% จากปี 2550 ที่มีมูลค่าลงทุน 11,500 ล้านบาท

เมื่อพิจารณาโครงการลงทุนของเกาหลีใต้ในแต่ละประเภทในปี 2551 พบว่า จำนวนและมูลค่าการลงทุนในประเภทอุตสาหกรรมที่สำคัญลดลง ได้แก่ แร่ธาตุและเซรามิกส์ ลดลงเกือบ 82% เหล็ก-เครื่องจักรกล ลดลง 86% ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นประเภทอุตสาหกรรมที่นักลงทุนเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ลดลงกว่า 33%

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาดว่า โครงการลงทุนของเกาหลีใต้ในไทย ประเภทอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 น่าจะชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2551 ตามภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาของเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตามแนวโน้มการลงทุนจากนักลงทุนเกาหลีใต้อาจปรับตัวดีขึ้น ถ้าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวในช่วงปลายปี 2552

FTAอาเซียน-เกาหลีใต้…..โอกาสของไทย

การเจรจาเปิดเสรีการค้าสินค้าและภาคบริการ ระหว่างไทยและเกาหลีใต้ภายใต้กรอบ “FTAอาเซียน-เกาหลีใต้” ได้บรรลุข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว และมีกำหนดลงนามเดือนเมษายน 2552 ขณะที่ประเทศอาเซียนอื่นๆและเกาหลีใต้ ได้ลงนามและมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2550

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาดว่า ความตกลงเปิดเสรีด้านการค้าสินค้าและภาคบริการระหว่างไทยและเกาหลีใต้ น่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปเกาหลีใต้มีขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านราคา ทัดเทียมกับสินค้าส่งออกของประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่ได้รับประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้กรอบ FTA ไปก่อนหน้าแล้ว โดย…..

“ด้านการส่งออก”…..กรอบความตกลง FTA ยังเปิดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการส่งออกของไทยมากขึ้น ภายใต้ “กฎแหล่งกำเนิดสินค้า” ที่มีความยืดหยุ่นทางการค้ามากขึ้น คือ ประเทศในกลุ่มอาเซียน-เกาหลีใต้ สามารถใช้สิทธิประโยชน์จากการสะสมแหล่งกำเนิดสินค้าจากการนำเข้าวัตถุดิบที่ ได้ฐานการผลิตในแหล่งกำเนิดสินค้าในประเทศภาคี รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีตามข้อตกลง FTAอาเซียน-เกาหลีใต้(AKFTA) สินค้าส่งออกของไทยไปเกาหลีใต้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดี ได้แก่ กากน้ำตาล เส้นด้าย กุ้งแช่เย็น-แช่แข็ง แป้งมันสำปะหลัง ปลาหมึกและอัญมณี

“ด้านการลงทุน”…..เกาหลีใต้อาจใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไป ประเทศอื่นๆ ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เมื่อเทียบกับสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ รวมถึงทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพเมื่อเทียบกับกัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม รวมทั้งรัฐบาลไทยให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนต่อโครงการลงทุนของต่างชาติ และมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” เห็นว่า รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการกระตุ้นการลงทุนจากต่าง ประเทศอย่างเร่งด่วน โดยการสนับสนุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการไทย ควรศึกษารายละเอียดด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าเสรีภายใต้กรอบข้อตกลงอา เซียน-เกาหลีใต้ เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าและรับมือกับการแข่งขันในภูมิภาคอา เซียนที่มีทวีความเข้มข้นมากขึ้น

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

เกษตรพร้อมรับมือภัยแล้ง

วันที่ 18/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

จากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่า ในปีนี้ประเทศไทยอาจต้องประสบกับสถานการณ์ภัยแล้งยาวนานกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการเตรียมพร้อมด้วยการวางมาตรการรับมือปัญหาภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นใน 4 จังหวัด ที่น่าเป็นห่วง ซึ่งคิดเป็นพื้นที่การเกษตรกว่า 58,000 ไร่

นาย ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเตรียมการสำหรับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะกรมชลประทาน สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร กรมปศุสัตว์ บูรณาการมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้กรมชลประทาน ได้เร่งทำการสำรวจพื้นที่คาดว่าจะประสบภัยแล้ง และพบว่าพื้นที่น่าเป็นห่วงมี 4 จังหวัด คือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี แพร่ และอุตรดิตถ์

อย่าง ไรก็ตาม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในพื้นที่ 4 จังหวัดข้างต้น ระดมเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชน โดยคาดว่าทั้ง 4 จังหวัดจะมีปริมาณพืชผลทางการเกษตร ที่อาจจะได้รับความเสียหายประมาณ 58,000 ไร่ ครอบคลุมนาข้าวและพืชชนิดอื่น ซึ่งปัญหาดังกล่าว ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนในการที่จะรับมือไว้แล้ว โดยกรมชลประทาน ได้เตรียมพร้อมเรื่องเครื่องสูบน้ำและรถบรรทุกน้ำ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันทีหากมีความจำเป็น ขณะเดียวกันในส่วนของกรมปศุสัตว์ ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องอาหารสัตว์ นอกจากนั้น สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ได้กำชับให้มีการสำรวจพื้นที่ หากพบว่าพื้นที่ใด ที่มีความเหมาะสมในการบินขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง ก็ให้สามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อไม่ให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนมากเมื่อเกิดปัญหาภัยแล้ง

“ผมห่วงภัยแล้งโดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี อุตรดิตถ์ และแพร่ ซึ่ง 4 จังหวัดนี้ เท่าที่ประเมินคร่าวๆ น่าจะมีพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบกว่า 58,000 ไร่ แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวเลขที่มีการสำรวจเบื้องต้น ซึ่งในขณะนี้ยังไม่เกิดภัยแล้งรุนแรง อย่างไรก็ดี จากการวางมาตรการในการรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าจะรับมือได้ ไม่น่ามีปัญหา เพราะตอนนี้ได้มีการกำชับ ทุกหน่วยงาน ให้เตรียมพร้อมตลอดเวลา” นายธีระ กล่าว

นาย ธีระกล่าวด้วยว่า ในส่วนปัญหาไฟป่าที่อาจจะเกิดจากภาวะภัยแล้ง ได้สั่งการให้สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งปฏิบัติการทำฝนหลวงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่า ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันปัญหาไฟป่า โดยขณะนี้ทางสำนักฝนหลวงฯ ได้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ จำนวน 8 ศูนย์ ซึ่งเชื่อว่า น่าจะสามารถรับมือกับภัยแล้งและไฟป่าที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ใน ส่วนสำนักฝนหลวงที่ถือเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ปัญหาภัยแล้งก็ ได้มีการเตรียมพร้อมในการปฏิบัติการฝนหลวงให้มีประสิทธิภาพมาขึ้น โดยล่าสุด ได้มีการศึกษาวิจัยสูตรการทำฝนหลวงขึ้นมาใหม่ งานนี้ ผู้ตรวจราชการที่ดูแลสำนักฝนหลวง นายไพโรจน์ ลิ้มจำรูญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ บอกสำนักฝนหลวงและกองบินเกษตรนักฝนหลวงการบินเกษตรร่วมกับกองทัพอากาศ ได้ทำการศึกษาวิจัยจนประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาสานฝนหลวงสูตรใหม่ ที่พัฒนามาตั้งแต่ปี 2547 โดยคิดค้นพลุสารดูดความชื้นสูตรแคลเซียมคลอไร ซึ่งจะปล่อยอนุภาคของสารที่เผาไหม้แล้วเข้าไปทำปฏิกิริยากับเมฆอุ่นจนทำให้ เกิดฝน จากเดิมที่ต้องการใช้การโปรยสารเคมีจากเครื่องบินเท่านั้น

การ ใช้พลุดังกล่าวสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการโปรยสาร 30 เปอร์เซ็นต์และมีประสิทธิภาพทำให้ฝนตกได้ดีกว่า สามารถทดแทนการใช้สารเคมีสูตรเดิมได้ถึง 150 เท่า ช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้งเพิ่มความชุ่มชื่นในอากาศและลดปัญหาการเกิดภัยป่าได้ ดี ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯเตรียมนำสูตรการทำฝนหลวงในรูปแบบดังกล่าวทูลเกล้าทูกก ระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระพิจารณาสูตรดังกล่าวต่อไปก่อนนำไปใช้ในฤดูแล้งด้วย

ทั้ง นี้ ภาวะโลกร้อนที่ทั่วโลกต่างวิตกถึงผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมานั้น หากมีการวางมาตรการรับมือ รวมถึงเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาที่ดีและเป็นระบบด้วยข้อมูลด้านวิชาการและ ศักยภาพของทั้งภาครัฐ รวมถึงภาคประชาชน ก็ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าทุกคนจะร่วมกันผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งได้อย่างไม่ยาก เย็น

BIG & BIH 2552 เปิดกลยุทธ์ใหม่ กระตุ้นส่งออกสินค้าของขวัญ-ของใช้ในบ้าน

วันที่ 18/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นตลาดส่งออกไทย ผนึกพันธมิตร 7 สมาคมจัดงาน BIG & BIH เดือนเมษายน 2552 ยิ่งใหญ่ 21-26 เม.ย.นี้ บนพื้นที่ 47,000 ตร.ม. ณ อาคาร 1-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ย้ำศักยภาพไทยที่จะเป็นศูนย์กลางผลิต ส่งออกสินค้าของขวัญ ของใช้ในบ้านในเอเชีย มุ่งหวังกระตุ้นตลาดส่งออกของขวัญ ของใช้ในบ้านปีนี้ให้ขยายตัวมากขึ้น ด้วยแนวคิดใหม่ขยายฐานผู้เข้าชมงานครอบคลุมกลุ่มธุรกิจมากขึ้นพร้อมเจาะตรง กลุ่มลูกค้าโครงการ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เครือโรงแรม สปา ภัตตาคาร เป็นหลัก ตั้งเป้ามีจำนวนผู้เข้าชมงานกว่า 100,000 คน 

นาย ราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า กรมฯ กำหนดจัดงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน Bangkok International Gift Fair & Bangkok International Houseware Fair : BIG & BIH April 2009 ระหว่างวันที่ 21-26 เม.ย.นี้ ที่อาคาร 1-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 27 ภายใต้แนวคิด “Unique Lifestyle” คาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานประมาณ 700 บริษัท 1,850 คูหา จำนวนผู้เข้าชมงานใน วันเจรจาธุรกิจประมาณ 18,000 คน และวันจำหน่ายปลีกประมาณ 90,000 คน

ทั้ง นี้การจัดงาน BIG & BIH เดือนเมษายน 2552 เพื่อต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าของขวัญ ของตกแต่งบ้านและของใช้ในบ้านในภูมิภาคเอเชีย โดยขยายขอบเขตของงานให้กว้างขวางมากขึ้น มุ่งเน้นให้เป็นงานระดับนานาชาติ รวมทั้งเป็นสื่อนำผู้ซื้อจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาพบผู้ผลิตผู้ส่งออกไทย ประเภทของสินค้าที่นำมาจัดแสดงในงาน ได้แก่ สินค้าของขวัญ ของที่ระลึก ของตกแต่งบ้านและงานหัตถกรรม ดอกไม้และต้นไม้ประดิษฐ์ เครื่องหอม สบู่ เคหะสิ่งทอ ของขวัญของตกแต่งทำจากผ้า เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน เครื่องประดับตกแต่งในเทศกาลคริสต์มาส เทียน ของเล่น ของใช้ในครัวเรือน ฯลฯ

โดย ได้รับการสนับสนุนการจัดงานจาก 7 สมาคม ได้แก่ สมาคมของขวัญของชำร่วยไทย สมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย สมาคมการค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนไทย สมาคมเครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงานไทย สมาคมสินค้าตกแต่งบ้าน สมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ และสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ และได้มีการขยายการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้เข้าชมงานเป้าหมาย มากขึ้นทั้งจำนวนและกลุ่มธุรกิจ รวมถึงกลุ่มที่เป็นลูกค้าโครงการ เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เครือโรงแรม สปา ภัตตาคาร ซึ่งมีความต้องการสินค้าและบริการที่ครบวงจร

นาย ราเชนทร์ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของงาน BIG & BIH ได้รับการยอมรับจากผู้ซื้อทั่วโลก รวมถึงนักธุรกิจชาวไทยก็ให้ความสนใจมากขึ้น จนเป็นที่กล่าวขานว่าเป็นงานแสดงสินค้าที่ผู้นำเข้าต่างประเทศต่างมุ่งหวัง มาเยี่ยมชม เพื่อมองหานวัตกรรมที่สร้างสรรค์ด้วยการออกแบบและเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ

ภาษาเครื่องมือเปิดโลก ปัจจัยสำคัญของการแก้วิกฤติเศรษฐกิจ

วันที่ 18/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

การที่เศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้พบกับปัญหา และเจอกับวิกฤตจนประชาชนได้รับความเดือดร้อนกันอย่างถ้วนหน้า เหมือนอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้ หากมองในด้านบวก ทำให้ได้เห็นว่า ท่ามกลางผลร้ายที่ปรากฎขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เกิดผลดีแฝงเข้ามาในวิกฤตที่สร้างความเดือดร้อนนั่นด้วย

ผลดีดังกล่าวที่เกิดอยู่ท่ามกลางผลร้ายของภาวะเศรษฐกิจถดถอยคือ ทำให้ คนทุกคนตระหนักถึง ตัวเอง เพื่อความอยู่รอดมากขึ้น พวกเขาตระหนักว่าการมองอะไรเพียงแค่ใกล้ๆตัวเอง ไม่สามารถหาช่องทางที่จะมาแก้ไขปัญหาของชีวิตอันเกิดจากภาวะวิกฤตทาง เศรษฐกิจได้

คนส่วนใหญ่ของทุกประเทศจึงมองกว้าง มองไกล ออกไปจากตัวเองมากยิ่ง จุดประสงค์ก็อยู่เพียงประการเดียวคือ ความอยู่รอดของชีวิต

จึงทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่เห็นได้ชัดเจน และ มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ การออกไปสู่โลกภายนอก(ตัวเอง)ให้มากที่สุด

และเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้การออกสู่โลกภายนอกพบกับความสำเร็จคือ เรื่องของภาษา

จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากที่สังคมในแต่ละประเทศ ต่างพากันแสวงหาภาษาอื่นๆที่มิใช่ภาษาแม่ของตนเอง เพื่อต้องการพาตัวเองออกไปสู่โลกกว้างนั่นเอง และ แน่นอนว่า ภาษาอังกฤษ กลายเป็น ภาษาที่สามารถช่วยเหลือคนที่ต้องการออกสู่โลกกว้างได้มากที่สุด

เมื่อการก้าวของประชากรจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งมีมากขึ้น คนที่ได้รู้ภาษามากจึงกลายเป็นคนที่ ศักยภาพสูงมากไปด้วย

โรงเรียนที่เปิดเพื่อการสอนภาษาจึงขยายตัวมากขึ้น ไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะต้องร่ำเรียนกันแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ ภาษาของทุกชาติกลายเป็น สิ่งที่สามารถนำมาเผยแพร่ให้กับคนทั้งโลกได้ทั้งนั้น เนื่องจาก คนส่วนใหญ่ต่างแสวงหาโลกที่ไกลจากตัวเขาเพื่อต้องการพบหนทางในการแก้ปัญหา ของชีวิตนั่นเอง

ล่าสุด ไต้หวัน ได้ทุ่มเทการลงทุนอย่างเต็มที่ในการนำเสนอให้ประชากรโลก หันมาเรียนรู้ภาษาของจีนไต้หวัน

นอกเหนือจากการเปิดโรงเรียนสอนภาษาไต้หวันตามเมืองต่างๆของโลกแล้ว ชาวไต้หวันยังมีการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไต้หวันเพื่อให้ภาษาไต้หวันกลาย เป็นที่ชื่นชมของคนทั้งโลก อย่างเป็นระบบ ด้วยการร่วมมือของชาวไต้หวันโพ้นทะเล และ ชาวไต้หวันในจีนด้วย

ในประเทศไทย โรงเรียนสอนภาษาไทศิลป์ ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีพระโขนง โทร 02-7141107-8, 087-802-3456 โดยมี อาจารย์ จูดี้ ตู้ เป็นผู้อำนวยการ และมหาวิทยาลัยชั้นนำของไต้หวัน ได้ร่วมมือจัดโครงการทัศนศึกษาไต้หวันขึ้น จุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะภาษาจีนกลาง สัมผัสวิถีชีวิตอย่างใกล้ชิด และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม โดยมีระยะเวลาเข้าร่วมโครงการ 3 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม ถึง 9 เมษายน 2552 โดย ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนตั้งแต่การออกเสียงและการใช้หลักภาษาอย่างถูก ต้อง ฝึกฝนเสริมสร้างทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน และสนทนาชีวิตประจำวัน ตลอดจนกิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรม ได้แก่ การเขียนพู่กันจีน กังฟูจีน ชมภาพยนตร์และร้องเพลง เป็นต้น นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยยังมีการพานักเรียนชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิเช่น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ชนเผ่าเดิมไต้หวัน และอื่นๆ ที่สำคัญ และนักเรียนทุกคนยังมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆชาวไต้หวัน ซึ่งแม้จะเป็นเพียงเวลาอันสั้นนักเรียนก็สามารถเข้าใจถึงภาษาและวัฒนธรรมจีน ได้อย่างดี โดยผู้ที่ได้ผ่านโครงการนี้จะช่วยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์การ การใช้ชีวิตในต่างแดนเพื่อเสริมสร้างความคิดเปิดโลกกว้างและเรียนรู้ วัฒนธรรมสังคมของนานาประเทศอย่างถูกต้องอีกด้วย

สำหรับความร่วมมือของชาวไต้หวันเพื่อการส่งเสริมให้ภาษาไต้หวัน กลายเป็นภาษาหนึ่งที่มีความสำคัญต่อชาวโลก ได้มีการคัดสรรบรรดาคณาจารย์ของทางมหาวิทยาลัยที่ล้วนแต่มีประสบการณ์ในการ สอนภาษาจีนให้แก่ชาวต่างชาติมาเป็นเวลานานมาเป็นผู้อบรมสั่งสอนให้แก่ผู้ เรียน จึงมั่นใจได้ว่านักเรียนทุกคนจะได้รับความรู้และความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้เพื่อให้ประสบการณ์ทางด้านวิถีชีวิตแก่ผู้ที่ได้ร่วมไปกับโครงการ ได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรงจากวิถีชีวิตของชาวไต้หวันอย่างแท้จริง จึงได้มีการจัดที่พักให้แก่นักเรียนที่ร่วมโครงการไว้ในมหาวิทยาลัยที่ บริเวณใกล้เคียงมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิเช่น สถานีรถไฟฟ้า ตลาดกลางคืน ร้านอาหารและร้านค้ามากมาย ส่วนภายในบริเวณมหาวิทยาลัยประกอบไปด้วย ห้องเรียนอันทันสมัย ห้องออกกำลังกายที่ได้มาตรฐาน ห้องพักเตียงคู่ระดับโรงแรม ซึ่งห้องพักและห้องเรียนอยู่ในอาคารเดียวกันเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย แก่นักเรียนทุกคนอีกด้วย ทั้งนี้ทางเจ้าของโครงการได้กำหนดผู้ร่วมโครงการว่า ควรมีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป มีความสนใจในภาษาจีน สุขภาพแข็งแรง โดยโครงการนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่ วันนี้ ถึง วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งทางโรงเรียนสอนภาษาไทศิลป์ยินดีต้อนรับทุกคนและพร้อมที่จะมอบความสนุก ความประทับใจ และความทรงจำอันดีงามในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนนี้

จากข้อมูลที่ผมได้รับจากโครงการนี้ ทำให้ผมเกิดจินตนาการแห่งความรักในวัฒนธรรมแห่งความเป็นไทย จึงอดไม่ได้ที่อยากจะกระซิบบอกไปยังคนไทยทุกคนว่า เมื่อความต้องการของคนทั้งโลกกำลังมองทางออกของปัญหามาในจุดเดียวกัน ภาษาไทย และความเป็นไทย น่าที่จะสร้างค่าให้กับประเทศไทยได้เช่นเดียวกัน หากพวกเราทุกคนจะหยุดทะเลาะกัน แล้วหันมารวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมือนประเทศที่เขาเจริญแล้วกำลังเดินกันอยู่

ชนิตร ภู่กาญจน์

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี’51

วันที่ 17/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ในแต่ละปีเกษตรกรของไทยได้รับผลกระทบจากภัย พิบัติต่างๆไม่ว่าจะเป็นฝนแล้ง น้ำท่วม พายุ ทำให้ผลผลิตเกษตรกรได้รับความเสียหาย รัฐจะต้องเข้ามาให้ความช่วยเหลือเยี่ยวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ส่วนจะใช้งบประมาณมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับผลกระทบและความเสียหายที่เกิด ขึ้น

สำหรับในปี 2551 ที่ผ่านมา เกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางหลายจังหวัดเช่น จ.ลพบุรี หลายพื้นที่ระดับน้ำยังวิกฤติ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.บ้านหมี่ อ.เมือง อ.โคกสำโรง จ.ปราจีนบุรี น้ำป่าที่ไหลหลากท่วมหลายพื้นที่ ต.นาดี อ.นาดี ตำบลกบินทร์ อ.กบินทร์บุรี นอกจากนี้ยังมีหลายจังหวัด ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เช่น บริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร และกาฬสินธุ์

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าตามที่กระทรวงเกษตรฯได้มีการสำรวจพื้นที่ผู้ประสบภัยและได้เสนองบ ประมาณจากรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติวงเงินงบกลาง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2551 ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 3,724.62 ล้านบาท ซึงถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการให้เกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือ อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส จึงได้ขอความร่วมมือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินงาน โดยขอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทำหน้าที่จ่ายเงินให้แก่ผู้ ประสบอุทกภัย ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากทุก ท่านแล้วตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 ท่านจะเบิกเงินจากบัญชีของท่านเมื่อไร ให้ประสานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรโดยตรง

“ผมใคร่ขอให้ข้อคิดแก่พี่น้องเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในแต่พื้นที่ ให้ความร่วมมือกันในการสำรวจ และวิเคราะห์พื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมว่าจะแก้ไขปัญหาความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นประจำได้อย่างไร โดยจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวตามศักยภาพพื้นที่ เช่น ปรับแผนการเพาะปลูกพืชเพื่อหลีกเลี่ยงอุทกภัย หรือเก็บเกี่ยวผลผลิตก้อนที่จะเกิดอุทกภัยเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อความ เสียหายที่เกิดขึ้น”

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ว่าเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการมอบหนังสือสำคัญรับเงิน(กษ 04 )ให้กับเกษตรกร ผู้ประสบอุทกภัยด้านการเกษตร ปี2551 ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ จำนวน 1,914 ราย ใน 21 ตำบล 157 หมู่บ้าน รวมวงเงินให้ความช่วยทั้งสิน 42,594,819 บาท โดยมีนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการมอบ

สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในส่วนของกระทรวงเกษตร คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติวงเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในปี2551 จำนวน 3,726.62 ล้านบาท เนื่องจากเป็นโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการให้เกษตรกรได้รับเงินช่วย เหลืออย่างรวดเร็ว จึงได้ขอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ได้โอนเงินเข้า บัญชีให้ผู้ประสบอุทกภัย ส่วนการเบิกเงินจากบัญชีให้ผู้ประสบอุทกภัยประสานงานกับ ธ.ก.ส. โดยนำหนังสือกษ 04 ไปแสดงหลักฐานการเบิกจ่ายที่ทำการของ ธ.ก.ส.ใกล้บ้านได้โดยตรงในพื้นที่ของเกษตรกรผู้ประสบภัย

นายอรรถ กล่าวว่าสำหรับอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดลพบุรีเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 11 กันยายน ถึง 6 ตุลาคม 2551 และระหว่างวันที่ 5-8 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นการเกษตรได้รับความเดือดร้อน 8 อำเภอ มีเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน 8,410 ราย รวมวงเงินที่รับการช่วยเหลือ 114,710,676.25 บาท

ส่วนการช่วยเหลือที่ผ่านมาในเบื้องต้น ทางจังหวัดได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่าง เช่นถุงยังชีพ จัดตั้งเครือสายใยนักแห้งครอบครัว และได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก ในการมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคแก้ผู้ประสบภัย พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเป็นเงินสดประมาณ 3,825,367 บาท

“อย่างไรก็ตาม การดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรเนื่องจากน้ำท่วมนั้น จะได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสำรวจพร้อมทั้งวิเคราะห์พื้นที่ ที่เคยถูกน้ำท่วมและจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวตาม ศักยภาพของพื้นที่ เช่น การปรับแผนการเพาะปลูกพืชเพื่อหลีกเลี่ยงอุทกภัยหรือเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อน ที่จะเกิดอุทกภัย ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อไป”นายอรรถ กล่าว

รัฐบาลขาดความจริงใจส่งเสริม ระวังทุนข้ามชาติเข้าฮุบเหล็กไทย

วันที่ 17/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ารัฐบาลไทย โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ (โครงการโรงถลุงเหล็ก) แก่ต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย หลังเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น โดยมี นิปปอนสตีล เจเอฟอีสตีล มิททัลอาร์ซีรอล และบาวสตีล นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมต่างชาติรายอื่นๆ ที่ให้ความสนใจจากยุโรปเข้าลงทุนอีก 3 ราย

ส่วน บริษัทผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหล็กของไทยที่สนใจลงทุนคือ บริษัทสหวิริยา สตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI ที่ผ่านมาได้ยื่นขอสนับสนุนการลงทุนต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ พร้อมที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำเหมือนบริษัทอุตสาหกรรมเหล็กข้าม ชาติเช่นกัน เพราะสหวิริยาตระหนักดีว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมสร้างชาติ

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 สหวิริยา เป็นบริษัทของคนไทยที่ได้ลงทุนอุตสาหกรรมเหล็ก ที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นบริษัทผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดในเขต “เวสเทิร์นซีบอร์ด” เมื่อมองในมุมเศรษฐกิจ สหวิริยา คือ นักลงทุนรายใหญ่ของคนไทย ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 13 บริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำที่สร้างชาติ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคมของชาติ ถือเป็นผู้มีคุณูปการต่อประเทศ คำๆ นี้คงไม่เกินจริงหากจะกล่าวเช่นนี้

ครั้ง แล้วครั้งเล่าที่สหวิริยาได้นำเสนอโครงการต่อรัฐส่วนกลาง และจากอีกหลายหน่วยงานกลางของรัฐที่เกี่ยวข้องให้เร่งพิจารณาผลักดันโครงการ แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

การ ดำเนินโครงการต้องล้มลุกคลุกคลาน จากนโยบายของรัฐที่ไม่ชัดเจน และจากการเปลี่ยนขั้วการเมืองของนักการเมืองต่างกลุ่มต่างขั้วผลัดกันจัด ตั้งบริหารอำนาจในรัฐบาล สหวิริยายังถูกซ้ำเติมถูกต่อต้านด้านสิ่งแวดล้อมจากกลุ่มเอ็นจีโอในพื้นที่ จากนักวิชาการ กลุ่มนักการเมืองบางกลุ่ม จึงเป็นอุปสรรคมากมายที่สหวิริยาต้องดิ้นรนฝ่าฟัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม

ขณะนี้ สหวิริยา บริษัทอุตสาหกรรมเหล็กของคนไทย ต้องยืนต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว โดยลำพัง ต่อการเฉยเมยของรัฐที่เปลี่ยนถ่ายขั้วอำนาจกันไปมา ทั้งๆที่ครั้งหนึ่งรัฐเป็นฝ่ายเชื้อเชิญให้ สหวิริยา เข้ามาลงทุนเพื่อสร้างความเจริญในพื้นที่ ทำให้ วิน วิริยะประไพกิจ ผู้จัดการใหญ่ เครือสหวิริยา ออกมาตอกย้ำในงานสัมมนาเหล็กไทย สร้างไทย ก้าวแรกฝ่าวิกฤติ 5 แสนล้านบาท ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์

วิ น กล่าวว่า ผมหวังว่า รัฐบาลจะมีมาตรการที่ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลง โดยนำโครงการเหล็กต้นน้ำ เป็นวาระแห่งชาติ นำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวของรัฐ เพราะถ้ามีโรงถลุงเหล็กเกิดขึ้น จะช่วยสร้างงาน และผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนในการนำเข้าเหล็กด้วย

ถึงเวลาแล้ว ที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วย เหมือนกับที่รัฐบาลญี่ปุ่น ได้เดินทางไปเจรจากับประเทศที่มีแหล่งแร่เหล็ก แล้วผลักดันให้ภาคเอกชนเข้าไปลงทุนทำเหมืองเหล็กในต่างชาติ รวมทั้งยังสนับสนุนเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยตำและการค้ำประกันเงินกู้

ขณะเดียวกัน วิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้า กล่าวให้ความเห็นความเป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจในการสัมมนาในครั้งนี้เช่นกัน ว่า แนวโน้มอีก 3 – 4 ปีข้างหน้าความต้องการใช้เหล็กภายในประเทศ จะเพิ่มขึ้นจาก 13 ล้านตัน/ปี เป็น 17 – 18 ล้านตัน/ปี ซึ่งในจำนวนนี้จะใช้เศษเหล็กในประเทศ 3 ล้านตัน/ปี นำมา(รียูส) ที่เหลืออีก10 ล้านตันเป็นการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ

“เม็ด เงินนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ ต้องเสียไปนั้นปัจจุบันประมาณ 4 แสนล้านบาทต่อปี และอาจเพิ่มเป็น 5 – 6 แสนล้านบาท ในอีก 5 ปี ข้างหน้า ย่อมหมายความว่า อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเม็ดเงินหลายแสนล้านบาท กำลังถูกรุกคืบโดยทุนข้ามชาติ อาจเป็นภัยจักรวรรดินิยมใหม่ ซึ่งรัฐบาลไทย และคนไทยในประเทศประเทศ ควรรู้เท่าทัน” วิกรม กล่าว

เป็น บทพิสูจน์อีกบทหนึ่ง ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ฯ ต้องตระหนักให้ดีว่าจะให้ความสำคัญกับนักลงทุนของไทย ในอุตสาหกรรมเหล็กไทย ซึ่งถือเป็นของคนไทย มากกว่าบริษัททุนข้ามชาติ หรือไม่?

ธนกร เกลอแก้ว

นักศึกษามทร.ศรีวิชัยทำดี ปลูกป่าชายเลน เพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติ

วันที่ 14/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

“ป่าชายเลน” เป็นกลุ่มของพืชที่ขึ้นอยู่ในเขตน้ำลงต่ำสุดและน้ำขึ้นสูงสุดบริเวณชายฝั่ง ทะเลปากแม่น้ำหรืออ่าว ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด ทั้งพืชและสัตว์นานาชนิด ตลอดจนเป็นแหล่งผลิตอาหารโปรตีนที่สำคัญ เนื่องจากเป็นที่วางไข่ แหล่งอาหารของสัตว์น้ำ นอกจากนี้ป่าชายเลนยังช่วยป้องกันภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะลดความรุนแรงของคลื่นลมชายฝั่ง ในระยะหลังป่าชายเลนถูกบุกรุกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการตื่นตัวในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย หรือ มทร.ศรีวิชัย จึงเห็นความสำคัญในการพัฒนา และดูแลธรรมชาติของป่าชายเลน

โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพื้นที่ฝั่งทะเลสาบสงขลาและลด ผลกระทบที่เกิดกับระบบนิเวศเนื่องจากความเสื่อมโทรมของป่าชายเลน ของฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงเกิดขึ้น ณ แปลงปลูกป่าบ้านโคกเมือง ต.บางเหรียง อ.ควนเนียง จ.สงขลา

รศ.มนัส อนุศิริ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย มีพันธกิจหลักที่ต้องร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษาในปัจจุบันจำ เป็นที่จะต้องมีการเรียนรู้ธรรมชาติควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากการศึกษาที่ให้ความสนใจธรรมชาติรอบๆ ตัวเราจะทำให้เราอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งจากพันธกิจดังกล่าวทำให้เล็งเห็นความสำคัญในการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริม ให้บุคลากร อาจารย์ นิสิตนักศึกษาได้เกิดจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและ เพื่อลดปัญหาที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมซึ่งมีผลกระทบต่อทุกคนในปัจจุบัน

ด้าน ผศ. ปิยวิทย์ สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา กล่าวเสริมว่า แม้จะมีเสียงบ่นบ้างแต่เป็นเสียงบ่นที่สนุกสนาน หยอกล้อกัน การปลูกป่าจะสำเร็จไม่ได้ถ้าขาดนักศึกษา ผู้ซึ่งเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ ความร่วมมือที่เกิดจากน้ำใจ ช่วยกันปลูกคนละต้น ช่วยกันฝั่งเสาทำรั้ว ทำแนวกั้นสัตว์เลี้ยงที่จะเข้าไปทำลายต้นไม้ ทุกคนมีความเต็มใจ เต็มความสามารถและจิตสำนึกที่ต้องการให้ป่ากลับมาเป็นแหล่งต้นน้ำของคนรุ่น หลังต่อไป

นายธีรวัฒน์ มีแสง หรือ กั้ง นักศึกษาวิศวกรรมอุตสาหการ ชั้นปี 1 กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้เพราะกิจกรรมปลูกป่าชาย เลนถือเป็นโครงการที่ดี เป็นโครงการที่มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ป้องกัน และฟื้นฟูธรรมชาติบริเวณป่าชายฝั่งทะเลไม่ให้ถูกทำลาย สามารถนำความรู้ที่ได้รับมาไปถ่ายทอดแก่บุคคลอื่น เพื่อให้ทุกคนได้รู้สึกและตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติบริเวณป่าชายเลน

โครงการปลูกป่าชายเลนเป็นโครงการที่ตอบสนองต่อพันธกิจหลักของคณะวิศวกรรม ศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย ที่ต้องร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพราะทรัพยากรทางธรรมชาติถือเป็นสิ่งสำคัญที่ ทุกคนต้องดูแลรักษาเพื่อให้ดำรงอยู่คู่สังคมต่อไป

ปรีชา สถิตเรืองศักดิ์

การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

วันที่ 13/2/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

จากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ในทุกๆภาค ไม่ว่าภาคอุตสาหกรรมด้านการค้าการบริการ ด้านการท่องเที่ยว สถาบันการเงิน การลงทุน รวมถึงภาคเกษตร ที่จะได้รับผลกระทบต่อราคาผลิตผลการเกษตร โดยเฉพาะผลิตผลและผลิตภัณฑ์ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก จะได้รับผลกระทบยิ่งมากขึ้น หลายภาคส่วนก็มีการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพื่อให้รัฐบาลไปกำหนดนโยบายและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการเกษตรทั้ง ระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ได้เสนอแนะแนวทางและนโยบายการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนใน ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ว่าการพัฒนาการเกษตร จะประสบความสำเร็จได้ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการคือ 1.เกษตรกรมีที่ดินเป็นของตนเอง 2.ต้องมีน้ำเพื่อการเกษตร 3.ต้องมีการวิจัยและพัฒนา และ 4.เกษตรกรจำหน่ายผลิตผลการเกษตรได้ในราคาที่เป็นธรรม ดังนั้นรัฐบาลจึงควรกำหนดนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการเกษตรทั้ง ระยะสั้นและระยะยาวดังนี้

สำหรับนโยบายและมาตรการระยะสั้น ที่รัฐบาลดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ คือรัฐบาลต้องทบทวนและแก้ไขมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี2551/52 การรับจำนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การรับจำนำมันสำปะหลัง และการรับจำนำปาล์มน้ำมัน ที่มีปัญหาในการปฏิบัติให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อป้องกันการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้น

ส่วนนโยบายด้านการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร รัฐบาลต้องดำเนินการเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และต้องให้มาตรการนั้นเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างแท้จริง ไม่ทำลายกลไกตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นจากมาตรการ แทรกแซง ดังที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ที่รัฐบาลต้องใช้เงินอย่างมหาศาลในการดำเนินการ แต่ผลประโยชน์ตกอยู่กับนักการเมือง ข้าราชการและพ่อค้า รัฐบาลจำเป็นต้องทนทวน หามาตรการที่มีประสิทธิภาพ ใช้เงินให้น้อย ลดการทุจริต และไม่บิดเบือนกลไกตลาด เหมือนการการรับจำนำ

“การแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ โดยการรับจำนำจึงกลายเป็นนโยบายในการแก้ปัญหามาโดยตลอด ทั้งที่เป็นมาตรการที่เป็นที่ทราบกันดีว่า มีการทุจริตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินผลผลิต การแจ้งและรับรองข้อมูลผลผลิตเกษตรกรเป็นเท็จ การทุจริตในการระบายสินค้าจากการรับจำนำ ทำให้การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยมาตรการจำนำ กลายเป็นนโยบายของรัฐที่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้น ภายใต้ข้ออ้างเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่ก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์และมีผลเสียหายต่อประเทศชาติ”

นายอนันต์ ยังได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาราคาเกษตรตกต่ำ ว่าประเทศไทยควรมีจะการศึกษาและนำแนวทางบริหารจัดการของประเทศสหรัฐอเมริกา (Farm Bill) และสหภาพยุโรป(Common Agricultural Policy) มาพิจารณาดำเนินการโดยเฉพาะการดูแลเรื่องราคาสินค้าเกษตรเป็นรายสินค้า โดย Farm Bill จะเป็นกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่ถือเป็นนโยบายและกรอบในการบริหารจัดการด้านการ เกษตร ที่รัฐบาลต้องนำไปปฏิบัติโดยผ่านทางหน่วยงานต่างๆ หากจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลต้องเสนอรัฐสภาไม่ใช่เปลี่ยนแปลงนโยบายเป็นราย วัน หรือรายปีเหมือนประเทศไทย ที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีก็เปลี่ยนนโยบาย

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายเกษตรฉบับใหม่ๆ ของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะส่งผลต่อการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรของประเทศอื่น ได้แก่ ส่วนการช่วยเหลือสินค้า (Commodities) ซึ่งเป็นส่วนที่สหรัฐให้การอุดหนุนแก่เกษตรกร ส่วนการอนุรักษ์ (Conservation) ซึ่งเป็นส่วนที่ให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรโดยให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่เกษตรกร จะต้องปฏิบัติตาม และส่วนการค้า (Trade) ซึ่งเป็นโครงสร้างสนับสนุน การส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งในปี 2551 รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ได้เสนอกฎหมาย Farm Bill ซึ่งต้องใช้งบประมาณถึง 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีผลบังคับใช้ถึงปี 2552

อย่างไรก็ตามมาตรการการอุดหนุนเกษตรกรในกรณีราคาสิค้าเกษตรตกต่ำของประเทศ สหรัฐจะเป็นมาตรการมีประสิทธิภาพ เพราะผลประโยชน์ตกถึงเกษตรกรโดยตรง กระบวนการไม่สลับซับซ้อน มีขั้นตอนน้อย ไม่มีการทุจริต เพราะมีการจ่ายเงินให้เกษตรกรโดยตรง ใช้งบประมาณน้อยกว่าการรับจำนำ ทั้งงบประมาณที่จ่ายให้เกษตรกรและงบประมาณบริหารจัดการ ไม้เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ผู้ประกอบธุรกิจ พ่อค้า ยังสามารถทำการซื้อขายได้ตามปกติ มีการแข่งขันตามกลไกและราคาตลาด

“ดังนั้นเพื่อให้มาตรการการช่วยเหลือเกษตรกรมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน ลดการททุจริต ประหยัดงบประมาณ และไม่ขัดกับกฎกติกาขององค์การการค้าโลก สมควรที่จะต้องตั้งคณะทำงาน เพื่อทำการศึกษาทบทวน เสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้านราคาสินค้าเกษตรโดยด่วน”

นอกจากนี้ การช่วยเหลือเกษตรกรในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มีผลกระทบต่อราคาผลผลิตการเกษตร รัฐบาลควรใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร โดยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรที่เป็นลูกค้าของธ.ก.ส.

นายอนันต์ ยังได้กล่าวนโยบายและมาตรการระยะปานกลางและระยะยาว ว่าต้องจัดที่ทำกินให้เกษตรกร ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1 ล้านครอบครัว ให้สำเร็จ ,จัดสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ร่วมทั้งการขุดสระน้ำในไร่นา,รักษาพื้นที่เกษตรที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ให้ไปทำกิจกรรมอื่น,เพิ่มการวิจัยและพัฒนา สร้างคน สร้างเทคโนโลยีสมัยใหม่ผนวกกับภูมิปัญญาเกษตรกรที่มีอยู่เดิม และการกำหนดมาตาการดูแลด้านปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช พันธุ์พืช ทั้งราคาและคุณภาพ และมาตรฐาน ราคาที่เหมาะสม