ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ดาวโจนส์ปิดตลาด ลดลง 1.51 จุด-น้ำมันก็ลด ตุลาคม 19, 2010

15 ตุลาคม 2553, 07:30 น.

ผ่านทางดาวโจนส์ปิดตลาด ลดลง 1.51 จุด-น้ำมันก็ลด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_118957

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลงแต่ไม่มาก ราคาน้ำมันขยับลงมาต่ำกว่า 83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว…

 

15 ต.ค. ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีปรับลดลงเล็กน้อย หลังข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ตัวเลขผู้ว่างงานที่ยื่นเอกสารขอรับความช่วยเหลือจากทางการในสัปดาห์ที่ผ่าน มา เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์ แต่ดัชนีลดลงไม่มากนัก หลังนักลงทุนเชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

ด้านราคาน้ำมันดิบตลาด ไนเม็กซ์ ลดลง 32 เซนต์ ไปปิดที่ 82.69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ปิดที่ 11,094.57 จุด ลดลง 1.51 จุด แนสแดคปิดที่ 2,435.38 จุด ลดลง 5.85 จุด และเอสแอนด์พีปิดที่ 1,173.81 จุด ลดลง 4.29 จุด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 15 ตุลาคม 2553, 07:30 น.

tags:
ตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับลดลง ราคาน้ำมัน

 

ทองคำยังพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ คนไทยแห่ขายเยาวราชแตก!

15 ตุลาคม 2553, 06:30 น.

ผ่านทางทองคำยังพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ คนไทยแห่ขายเยาวราชแตก! – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_118931

ราคาทองคำในประเทศพุ่ง ประชาชนแห่ขายแน่นเยาวราช “นายกสมาคมค้าทองคำ” ยันภายในปีนี้ราคาทองแท่งไม่น่าถึงบาทละ 20,000 …

นาย จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ทองคำวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ราคาปรับขึ้นลงต่อเนื่องตลอดทั้งวัน รวม 4 ครั้ง หรือเฉลี่ยบาทละ 250 บาท โดยทองแท่งซื้อบาทละ 19,350 บาท ขายบาทละ 19,450 บาท ทองรูปพรรณซื้อบาทละ 19,071.28 บาท ขายบาทละ 19,850 บาท ตามการผันผวนของราคาทองคำในตลาดต่างประเทศ ที่ขณะนี้อยู่ที่ระดับ 1,378 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ หลังจากที่ปรับราคาขึ้นไปสูงสุดของวันที่ 1,384 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ ในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยเดิมๆ คือ การเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทองคำของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อป้องกันความเสี่ยง หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯไม่มีเสถียรภาพและอ่อนค่าลงต่อเนื่อง

“ทองคำ ในช่วงนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นอีก และน่าจะเห็น 1,400 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ ภายในเดือนนี้ แม้จะปรับราคาขึ้นมาเยอะแล้ว โดยตั้งแต่เดือน ก.ค.ถึงปัจจุบันปรับราคาขึ้นมากว่า 100 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ แล้วก็ตาม”

สำหรับในตลาดประเทศไทย ยังขอยืนยันว่าภายในปีนี้ราคาทองแท่งไม่น่าจะถึงบาทละ 20,000 บาท แน่นอน แต่การที่ราคาทองคำในประเทศปรับเพิ่มขึ้นมามากถึงบาทละ 250 บาท ทำให้มีประชาชนแห่นำเอาทองคำออกไปขายในตลาดเป็นจำนวนมาก เฉพาะในย่านเยาวราชย่านเดียวมีมูลค่าหลายพันล้านบาท

ขณะที่สำนักข่าว ต่างประเทศรายงานว่า ราคาทองแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ในวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีแรงหนุนจากดอลลาร์ที่อ่อนค่า ขณะที่นักลงทุนยังคงมีความหวังเกี่ยวกับการผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้นจาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยมีแรงหนุนจากการดำเนินการของสิงคโปร์ในการปล่อยให้ดอลลาร์สิงคโปร์แข็ง ค่าขึ้น ทั้งนี้ ณ เวลา 16.10 น. ตามเวลาประเทศไทย ราคาทองสปอตมีการซื้อขายที่ระดับ 1,382.55 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 ตุลาคม 2553, 06:30 น.

tags:
ทองคำ ราคาทองคำ จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี สมาคมค้าทองคำ แห่ขาย

 

หวั่นเกิดสงครามแย่งคนงาน

15 ตุลาคม 2553, 06:15 น.

ผ่านทางหวั่นเกิดสงครามแย่งคนงาน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_118930

อุตสาหกรรมจี้ผลิตแรงงานฝีมือ 2 แสนคนภายใน 3 ปี หวั่นแรงงานฝีมือไม่เพียงพอต่อกำลังการผลิต อาจเกิดวิกฤตแย่งชิงแรงงานในอนาคต …

น.ส.นริศ รา ชวาลตันพิพัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการลงนามข้อตกลงว่าด้วยการพัฒนาบุคลากรระหว่างกระทรวง อุตสาหกรรมและกระทรวงศึกษาธิการ  ว่า  กระทรวงศึกษาธิการจะให้ความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อช่วยพัฒนา ศักยภาพด้านวิชาชีพแก่นักเรียนนักศึกษา เพื่อป้อนแรงงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมไม่ต่ำกว่า 200,000 คน ภายใน 3 ปี เน้นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เพราะหากผลิตแรงงานประเภทฝีมือไม่เพียงพอต่อกำลังการผลิต อาจทำให้ไทยประสบปัญหาวิกฤติขาดแคลนแรงงาน จนเกิดการแย่งชิงแรงงานของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆในอนาคตได้

“กระทรวง ศึกษาธิการได้รับรายงานว่า หลายๆอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน เริ่มแย่งแรงงานกันแล้ว โดยเฉพาะบริษัทรายใหญ่ที่มีเงินทุนจำนวนมาก พร้อมที่จะทุ่มเงินโดยให้ค่าจ้างที่สูงเพื่อดึงแรงงานจากกลุ่มอุตสาหกรรม อื่นๆที่ให้ค่าจ้างไม่มาก ซึ่งหากภาครัฐไม่สามารถพัฒนาบุคลากรเพื่อป้อนตลาดให้เพียงพอ เชื่อว่าแรงงานภาคการผลิตจะปั่นป่วนแน่ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ฯ ใน 2-3 ปีข้างหน้าจะเพิ่มกำลังการผลิต 60-70% ที่สำคัญ แรงงานในกลุ่มอื่นก็จะไหลเข้ายานยนต์ด้วย เนื่องจากมีค่าจ้างสูงมาก”

นาย วัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า ในปีหน้าจะมีโรงงานประกอบรถยนต์สร้างใหม่และสามารถดำเนินกิจการได้อีก 2 แห่ง ประกอบด้วย โรงงานประกอบรถเก๋งของฟอร์ด และโรงงานประกอบรถยนต์ประหยัดพลังงานขนาดมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ของซูซูกิ ทำให้กำลังการผลิตรถยนต์ในปีหน้าเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 300,000 คันต่อปี ซึ่งจะต้องใช้ทั้ง แรงงานเก่าและแรงงานใหม่ในทุกระดับเข้ามา ดังนั้น มองว่าในช่วงอีก 3 ปีข้างหน้า กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนต้องหาแรงงานเข้าสู่ระบบเพิ่มอีก 200,000 คน จากปัจจุบันที่มีแรงงานอยู่แล้ว 300,000 คน

“ปัจจุบันโรงงานรถยนต์ พนักงานต้องทำงานกัน 2 กะ และมีการทำล่วงเวลา (โอที) ส่วนโรงงานชิ้นส่วนยานยนต์เองก็ต้องทำงานกัน 3 กะ ดังนั้นจึงต้องหาแรงงานใหม่เข้ามาแบ่งเบา เพราะปกติการทำโอทีจะเป็นรายได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นการทำถาวรไปแล้ว”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 ตุลาคม 2553, 06:15 น.

tags:
แรงงาน นริศรา ชวาลตันพิพัฒน์ อุตสาหกรรม แย่งแรงงาน

 

ดัชนีเชื่อมั่นพุ่งกระฉูดคนแห่ซื้อบ้าน

15 ตุลาคม 2553, 06:00 น.

ผ่านทางดัชนีเชื่อมั่นพุ่งกระฉูดคนแห่ซื้อบ้าน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_118929

หอการค้าไทยเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่ม จาก 72.8 เป็น 73.5 สูงสุดในรอบ 30 เดือน …

นาง เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้ บริโภคประจำเดือน ก.ย.53 ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ 2,243 คนว่า ดัชนีทุกรายการปรับตัวดีขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม เพิ่มจาก 72.8 เป็น 73.5 สูงสุดในรอบ 30 เดือน นับตั้งแต่เดือน เม.ย.51 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน เพิ่มจาก 71.6 เป็น 72.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เพิ่มจาก 98.1 เป็น 98.7 ส่งผลให้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน ก.ย.53 เพิ่มจาก 80.8 เป็น 81.5 สูงที่สุดในรอบ 45 เดือน นับตั้งแต่ ม.ค.50 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันเพิ่มจาก 64.9 เป็น 65.6 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต เพิ่มจาก 85.7 เป็น 86.4

สำหรับ ปัจจัยบวกที่มีผลให้ดัชนีทุกรายการปรับขึ้น ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับประมาณการอัตราขยายตัวเศรษฐกิจปี 53 เพิ่มขึ้นจากเดิม 5.5% เป็น 7.5% ค่าเงินบาทส่งผลดีต่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศให้ไม่เพิ่มสูงนัก นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากภาคการส่งออกเดือน ส.ค.ที่ขยายตัวได้ 23.6% รวมถึงตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น 62.11 จุด ส่วนปัจจัยลบมาจากความกังวลต่อการแข็งค่าเงินบาทอย่างรวดเร็วที่อาจกระทบต่อ เศรษฐกิจ รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง เหตุระเบิดทั่วกรุงเทพมหานคร ปัญหาค่าครองชีพสูงไม่สอดคล้องกับรายได้ และการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก

นาย ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นที่ปรับเพิ่มขึ้น 5 เดือน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในทิศทางดี ส่งผลให้ความมั่นใจต่อการซื้อสินค้าคงทน ทั้งบ้าน รถยนต์คันใหม่ ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 5-10% ขณะที่การลงทุนธุรกิจเอสเอ็มอีก็เพิ่มด้วย และที่สำคัญ ภาคการท่องเที่ยวมีดัชนีทะลุ 100 แล้ว สะท้อนว่าคนจะหันมาท่องเที่ยวเพิ่ม และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคัก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวต่างประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาทแข็ง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 ตุลาคม 2553, 06:00 น.

tags:
เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ความเชื่อมั่น

 

พลัง วตท.ลดสังคมเหลื่อมล้ำ ตลาดหุ้นเพิ่มคุณภาพชีวิต 10 จังหวัดล้าหลัง

15 ตุลาคม 2553, 05:45 น.

ผ่านทางพลัง วตท.ลดสังคมเหลื่อมล้ำ ตลาดหุ้นเพิ่มคุณภาพชีวิต 10 จังหวัดล้าหลัง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_118928

ตลาดหุ้นเพิ่มคุณภาพชีวิต 10 จังหวัดล้าหลัง หนุนเงินทุนจังหวัดละ 1 ล้านบาท วางเป้าดำเนินการตั้งแต่ปี 53-55 …

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการมูลนิธิตลาด หลักทรัพย์ได้มอบทุนสนับสนุนโครงการ “พลัง วตท.ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม” ที่ดำเนินการโดยสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดที่มีระดับ การพัฒนาที่ล้าหลัง ซึ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม

โดยมีนัก ศึกษา วตท.รุ่น 1-15 เป็นผู้ดำเนินโครงการใน 10 จังหวัด โดยแต่ละจังหวัดจะได้รับการสนับสนุนเงินทุนจังหวัดละ 1 ล้านบาท รวม 10 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ นักศึกษา วตท.รุ่น 1-11 ได้เลือกจังหวัดที่จะเข้าดำเนินโครงการแล้ว 6 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ สระแก้ว สกลนคร แม่ฮ่องสอน บุรีรัมย์ และหนองคาย ส่วน 4 จังหวัดที่เหลือ นักศึกษา วตท. รุ่นที่ 12-15 ซึ่งกำหนดเปิดหลักสูตรในปี 2554-2555 จะคัดเลือกจังหวัดเพื่อดำเนินโครงการให้ครบ 10 จังหวัดตามเป้าหมาย

พลังความคิด–ทุน–เครือข่าย

นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ และในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ตลาด หลักทรัพย์ได้ดำเนินกิจกรรมที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR อย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเสริมการศึกษาแก่เยาวชน และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคม สำหรับโครงการ “พลัง วตท. ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม” ครั้งนี้ มีเป้าหมายมุ่งเพิ่มคุณภาพชีวิตของสังคมไทย

เพราะจากสถิติของสำนัก งานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) จะเห็นว่า รายได้, ความก้าวหน้า, การศึกษา และสุขภาพของประชากรในจังหวัดที่นักศึกษา วตท.เลือกเข้าไปดำเนินโครงการ อยู่ในระดับที่ล้าหลัง  ดังนั้น  การดำเนินโครงการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตในสังคมไทย ให้ดีขึ้น โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี ตั้งแต่ปี 2553-55

“ความ เหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นปัญหาของประเทศที่เป็นต้นตอของปัญหาอื่นๆมากมาย จึงจะนำพลังของนักศึกษา วตท.ใน 3 พลัง คือ พลังความคิด พลังเครือข่าย และพลังทุน เข้าไปช่วยจังหวัดที่มีความล้าหลัง ทั้งด้านรายได้ต่อหัว, การประกอบอาชีพ, ระดับการศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งพบว่าเบื้องต้นมีจังหวัดที่อยู่ในข่ายต้องให้ความช่วยเหลือ 10 จังหวัด ให้นักศึกษาแต่ละรุ่นช่วยดูแล  โดยหวังใช้เครือข่ายที่มีอยู่ช่วยผลักดันแก้ปัญหา ซึ่งอาจแก้ได้บางส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนในระยะแรก แต่ในระยะกลางและยาว หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ อาจทำเป็นโครงการถาวรของมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ได้”

ตลาดหุ้นรับผิดชอบสังคม

โครงการ “พลัง วตท.ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม” มีระยะเวลาในการดำเนินงาน 2 ปี ตั้งแต่ปี 2553-2555 โดยนักศึกษา วตท. รุ่น 1-15 จะเข้าไปทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการเพื่อร่วม ศึกษา พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไข ต่อยอดโครงการที่แต่ละจังหวัดได้ดำเนินการอยู่ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และเกิดความยั่งยืนในระยะยาว

“การจัดทำ โครงการ “พลัง วตท.ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม” สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดตั้ง วตท.ของตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องการเพิ่มผู้บริหารที่มีความรู้ความเข้าใจด้านตลาดทุน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายทางธุรกิจ พร้อมกับให้ความสำคัญและมีบทบาทด้านการพัฒนาสังคม”

นายยุทธ วรฉัตรธาร ผู้แทนนักศึกษา วตท.รุ่น 1-4 กล่าวว่า ได้กำหนดการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ 2 แนวทาง เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัวให้กับคน คือ 1. พัฒนาการศึกษา โดยเน้นพัฒนาครู เนื่องจากครูเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาคนและเยาวชน 2. เน้นสร้างอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้ชุมชน โดยทำงานร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้าน และนอกจากงบประมาณ seed money 1 ล้านบาท ที่ได้รับจากตลาดหลักทรัพย์แล้ว ทางกลุ่มจะระดมทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ต่อไป

เปิดแผนนักศึกษา วตท.

นาย บรรหาร ศิลปอาชา ผู้แทนนักศึกษารุ่น 10 กล่าวว่า โจทย์ครั้งนี้ยากมาก เพราะรัฐบาลทุกยุคล้วนมีนโยบายในการพัฒนาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาล แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ สำหรับจังหวัดสระแก้ว ที่ วตท.10 เลือกนั้น มีความล้าหลังเป็นอันดับที่ 75 หรือล้าหลังที่สุดในประเทศ  เงิน  1  ล้านบาท  อาจไม่พอ  แต่จะเป็นการเริ่มต้นที่ดีจากกลุ่มเครือข่าย วตท. ซึ่งมาจากทุกกลุ่มอาชีพที่มีความรู้ความสามารถ

ด้านนายสมพล ผู้แทนนักศึกษา วตท. รุ่น 5-6  กล่าวว่า  จังหวัดหนองคายมีรายได้ต่อหัวอยู่ในอันดับ 67 ของประเทศ มีความน่าสนใจคือมีชายแดนติดกับลาว เป็นแหล่งที่มีทรัพยากรด้านการเกษตร ผ้าทอ และการท่องเที่ยว ดังนั้น แนวทางการดำเนินงานคือ จะใช้ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายของ วตท.มาพัฒนาทรัพยากรที่จังหวัดมีอยู่แล้ว รวมทั้งดำเนินการในลักษณะ Business Matching เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของชุมชนและธุรกิจเข้าด้วยกัน

ขณะที่ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ผู้แทนนักศึกษา วตท.รุ่น 7-8 กล่าวว่า เลือกจังหวัดแม่ฮ่องสอนเนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีจุดเด่นเรื่องอากาศและ ธรรมชาติ  โดยจะทำโครงการ Quality  Home Stay เพื่อรองรับความต้องการของชาวต่างชาติ  มีแนวทางการดำเนินงานคือ จะเน้นให้ความรู้กับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และชุมชน ทั้งในเรื่องการสร้างอาชีพ และอบรมภาษาอังกฤษสำหรับการสื่อสาร ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดการย้ายถิ่นฐานเข้ามายังกรุงเทพฯ และการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของประเทศเพื่อนบ้าน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 ตุลาคม 2553, 05:45 น.

tags:
สถาบันวิทยาการตลาดทุน วตท. สังคมเหลื่อมล้ำ ตลาดหุ้น

 

กลัวเดินตามรอยญี่ปุ่น ยานยนต์หวั่นย้ายฐานออกนอกประเทศ

15 ตุลาคม 2553, 05:30 น.

ผ่านทางกลัวเดินตามรอยญี่ปุ่น ยานยนต์หวั่นย้ายฐานออกนอกประเทศ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_118921

พิษค่าเงินบาทแข็งตัว ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยานยนต์หวั่นย้ายฐานออกนอกประเทศ จี้รัฐกำหนดค่่าเงินให้มีเสถียรภาพมากกว่านี้ …

นาย อดิศักดิ์ โรหิตะศุน ที่ปรึกษาระดับสูง บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์จากการแข็งค่าของเงินบาท ในงานสัมมนา “ตั้งรับยุคค่าเงินบาทแข็ง โจทย์ท้าทายเศรษฐกิจไทย” ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์จะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทตลอดทั้งปีมูลค่า 20,000 ล้านบาท เนื่องจากแหล่งส่งออกใหญ่ของรถยนต์ไทยอยู่ในเอเชีย ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง ซึ่งเศรษฐกิจเพิ่งฟื้นตัว ทำให้อุปสงค์ของกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังมีอยู่ ประกอบกับชิ้นส่วนรถยนต์ที่ใช้ส่วนใหญ่สั่งซื้อจากภายในประเทศ จึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งได้เตรียมการรับมือ เช่น การประกันความเสี่ยงค่าเงิน การกระจายความเสี่ยงค่าเงินด้วยการสั่งซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ จากผู้ผลิตในหลายประเทศ จึงไม่ได้ใช้เงินดอลลาร์สกุลเดียว

“รัฐบาล ต้องทำให้ค่าเงินมีเสถียรภาพมากกว่านี้ และต้องพยายามไม่ให้ค่าเงินแข็งค่ามากขึ้นไปอีก ไม่เช่นนั้นจะเหมือนประเทศญี่ปุ่นที่อุตสาหกรรมภายในประเทศต้องย้ายฐานการ ผลิตออกไปต่างประเทศ ญี่ปุ่นเคยผลิตและส่งออกเอง แต่พอเงินเยนแข็งค่าขึ้นจึงต้องเอาเงินไปลงทุนในต่างประเทศ ตอนนี้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอีกก็มีการพิจารณาว่ารถยนต์บางรุ่นที่ผลิตเพื่อขาย ภายในประเทศจะต้องย้ายฐานการผลิตออกไปต่างประเทศ รวมถึงการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ด้วย”

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดสินเชื่อลูกค้าขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) อันดับ 1 ของธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบฐานะการเงินลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ส่งออก จัดอยู่ในกลุ่มมีความเสี่ยง คิดเป็นวงเงินกู้ 14,000 ล้านบาท หรือ 5% จากพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอี 370,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่งออก มีกระแสเงินสดติดลบ คิดเป็นวงเงินกู้ 1,300 ล้านบาท หรือ 0.3% ของพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอี และหากเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ 29 บาทต่อเหรียญฯ เอสเอ็มอีส่งออก มีกระแสเงินสดติดลบคิดเป็นวงเงินสินเชื่อรวม 3,000 ล้านบาท หรือ 0.8% ของสินเชื่อเอสเอ็มอี.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 ตุลาคม 2553, 05:30 น.

tags:
อดิศักดิ์ โรหิตะศุน อุตสาหกรรมยานยนต์ เงินบาทแข็ง ฐานการผลิต

 

“โกร่ง” อัด ธปท.เห็นแก่ตัว แนะกำหนดเป้าค่าเงินบาท

15 ตุลาคม 2553, 05:15 น.

ผ่านทาง“โกร่ง” อัด ธปท.เห็นแก่ตัว แนะกำหนดเป้าค่าเงินบาท – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_118919

“วีรพงษ์ รามางกูร” อัดธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นแก่ตัว ใจดำ หลังเกิดผลกระทบจากการไม่ดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน แนะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ …

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (14 ต.ค.) สถาบันสร้างสานอนาคตไทย ร่วมกับหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ทรูวิชั่นส์ และคลื่น FM 101 RR One จัดงานสัมมนา “ตั้งรับยุคค่าเงินบาทแข็งตัว โจทย์ ท้าทายเศรษฐกิจไทย” โดยมีนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดับเบิ้ลเอ (1991) จำกัด (มหาชน) และอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวปาฐกถาว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นแก่ตัว จิตใจดำกับคนไทยและประเทศไทย เพราะขณะนี้มีผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการไม่ดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน “ธปท.ทำตามองค์กรระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  (ไอเอ็มเอฟ)  ธนาคารโลก  ธนาคารเพื่อการ พัฒนาแห่งเอเชีย ซึ่งล้วนอยู่ใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ ถ้าธนาคารชาติใดปฏิบัติตาม  ก็จะได้รับหนังสือเยินยอ ให้เป็นผู้ว่าการธนาคารชาติดีเด่น แทนที่จะเป็นสถาบันที่คนไทยและประเทศไทยสรรเสริญเยินยอ”

นายวีรพงษ์ กล่าวว่า การที่ ธปท.แนะนำผู้ส่งออกให้ไปซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า พูดเหมือนกับไม่รู้เรื่อง เพราะการซื้อขายล่วงหน้าก็ขึ้นราคาไปเหมือนกัน และราคาขายสินค้าถูกกำหนดโดยตลาดต่างประเทศ ขายได้กี่ดอลลาร์ก็เท่านั้น แต่แลกเปลี่ยนเงินบาทได้เท่าใดอยู่ที่ ธปท.กำหนด ขณะที่กระทรวงการคลังก็ไม่ดูแลกัน นโยบายที่ออกมาเป็นแค่น้ำจิ้ม และผลกระทบครั้งนี้ที่หนักเพราะไม่ได้เฉพาะภาคอุตสาหกรรมแต่ต่อเนื่องไปถึง ภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเกษตรต่อเนื่องด้วย หนักกว่าตอนวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ยังมีภาคเกษตรกรรม รองรับ ในตอนนี้จึงเชื่อว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ถึงเป้าที่ตั้ง ไว้ แต่ถ้าในปีนี้ถึงในปีหน้าก็หนักแน่ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดทันที ผลจะเกิดขึ้นในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ในตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาให้สิ่งที่กังวลอยู่ไม่เกิดขึ้นจริง

ประเด็น ที่สำคัญที่เกิดขึ้นและน่าห่วงจากการที่ค่าเงินบาทแข็งอย่างรวดเร็วจนทำให้ เกิดฟองสบู่ในตลาดทุนและตลาดหลักทรัพย์ เพราะอุตสาหกรรมที่นำเข้ามากๆ เช่น อุตสาหกรรมพลังงานจะกำไรอัตราแลกเปลี่ยนในทางบัญชี แต่ไม่ได้มีผลกำไรจากผลประกอบการ เพราะฉะนั้น ราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานจึงถีบตัวสูงขึ้น ทั้งๆที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้ขึ้นเลย อยู่ที่ราคาเฉลี่ย 70-80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หากเป็นอย่างนี้จึงต้องระวังผลกระทบต่อตลาดทุน ขณะเดียวกันตลาดตราสารหนี้ต่างๆก็ถูกบิดเบือนไป โดยเฉพาะเมื่อ ธปท.ทำผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย  2  ครั้ง  ครั้งละ  0.25%  รวม  2  ครั้ง 0.50% และต้องรอดูว่าในวันที่ 20 ต.ค.นี้ ที่จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ทาง ธปท.จะเลือกอย่างไหน ระหว่างเห็นแก่ตัว รักษาหน้าตัวเอง กับความฉิบหายยับเยินของประเทศชาติ

นาย วีรพงษ์กล่าวด้วยว่า รู้สึกดีใจที่ผู้ว่าการ ธปท.คนเก่าเกษียณไป แต่พออ่านคำให้สัมภาษณ์ ของผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ กลับไม่รู้เรื่อง หนักกว่าคนเก่าอีก ปัญหาใหญ่อยู่ที่สิ่งที่ ธปท.พูดไม่จริงว่าเงินบาทแข็งเป็นไปตามภูมิภาค ผู้ว่าการ ธปท.คนเก่าพูดมา 4 ปี ถ้าอย่างนั้นทำไมจีนและฮ่องกงถึงมีอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ขณะที่สิงคโปร์และ อินโดนีเซียก็แทรกแซงอย่างหนัก ส่วนค่าเงินบาทแข็งเร็วกว่าคนอื่น สำหรับวิธีแก้ไขอยู่ที่ตัวเรา ที่ต้องทำ 2 อย่าง คือ 1. ลดดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็ว 2. ประกาศเป้าหมายให้ชัดว่าเงินบาทจะไม่แข็งไปกว่านี้  ไม่เช่นนั้นจะซื้อแทรกแซง  ถึงจะหยุดการไหลเข้าได้  เพราะจะไม่ได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และหากทำเช่นนี้เงินบาทยังไหลท่วมตลาด ธปท.ก็ต้องออกพันธบัตรมาดูดซับเงินบาทกลับไป

นอกจากนี้ ถ้าจะให้ปลอดภัยจริงๆ ก็ให้ กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed Rate) เหมือนสมัยก่อน ก็จะถูกจับตามองจากสหรัฐฯ แต่ถ้าให้จับ ตามองน้อยหน่อยก็อาจจะปล่อยให้ลอยตัวแต่มีการบริหารจัดการ (managed float) ประกาศเป้าหมายไปเลยว่าจะให้เงินบาทอยู่ที่เท่าใด ส่วนเงินเหรียญสหรัฐฯที่เข้ามาในประเทศ หากตุนเอาไว้ก็ไม่เสียหาย หากรู้จักนำมาลงทุนทำถนน รถไฟ ดาวเทียมเหมือนกับประเทศจีน ก็ไม่ต้องไปกลัวเงินไหลเข้า แต่ประเทศเราเอาแต่ทะเลาะกันจนไม่เกิดการลงทุนซะที เพราะฉะนั้นเงินไหลเข้าเป็นปัญหาเหมือนกัน แต่จะเป็นปัญหาที่มีความสุขหากรู้จักใช้เงิน นอกจากนั้น อยากบอกว่า  หากประเทศไทยจะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวก็ไม่ต้องไปกลัวสหรัฐฯจะว่าอะไร เพราะเราเป็นประเทศเล็ก กระจอกมากในสายตาเขา ไม่ใช่จีน ยุโรป หรือออสเตรเลีย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 ตุลาคม 2553, 05:15 น.

tags:
วีรพงษ์ รามางกูร ธนาคารแห่งประเทศไทย เงินบาทแข็ง