Archive for ตุลาคม 2010

“รมว.ทรัพย์ฯ” เผย สั่งกรมควบคุมมลพิษเร่งแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย หลังน้ำลด   Leave a comment

วันที่ 29/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย อาจมีปัญหาใหญ่ที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาน้ำเน่าเสีย ซึ่ง นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำชับให้กรมควบคุมมลพิษหาแนวทางแก้ไข ด้วยการระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังโดยด่วน ซึ่งสภาพน้ำท่วมที่กำลังกลายเป็นปัญหาน้ำเน่าเสีย เกิดขึ้นแล้วที่ จ.อุทัยธานี โดยพบว่าน้ำท่วมขังเริ่มมีสีดำคล้ำ และมีกลิ่นเหม็น เช่นเดียวกับ จ.ลพบุรี สภาพน้ำท่วมขังนาน 2 สัปดาห์ ขณะนี้น้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำเช่นกัน

“กรมชลฯ” เผย สถานการณ์น้ำเจ้าพระยายังหนุนสูง ขณะที่น้ำเหนือที่นครสวรรค์ลดลงอย่างต่อเนื่อง   Leave a comment

วันที่ 29/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ล่าสุด (29 ต.ค.) ว่า มีปริมาณน้ำไหลผ่าน ณ จุดสำคัญๆ ดังนี้ จังหวัดนครสวรรค์ 2,745 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เขื่อนเจ้าพระยา 3,717 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เขื่อนพระรามหก 813 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 3,526 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มปริมาณน้ำที่จังหวัดนครสวรรค์ ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง ไหลลงมาสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์มาก

ขณะที่สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ภาวะน้ำทะเลหนุนสูงเริ่มคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังน้ำเหนือที่ยังไหลหลากจากทางตอนบน จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตลอดแนวลำน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง หมั่นตรวจสอบคันกั้นน้ำให้มีความมั่นคงแข็งแรงอยู่ตลอดเวลาด้วย ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมทั้ง ขอให้ติดตามรายงานสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยกรมชลประทาน จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆ ต่อไป

ปภ.สรุปยอดน้ำท่วม 29 ต.ค. มี 27 จ. ปชช.เดือนร้อน 3,774,789 คน ดับ 75 ราย   Leave a comment

วันที่ 29/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 ต.ค.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 10 – 29 ตุลาคม 2553 มีพื้นที่ประสบภัย 38 จังหวัด 297 อำเภอ 2,180 ตำบล 17,711 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 1,355,500 ครัวเรือน 4,161,363 คน ขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้ว 11 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร เพชรบูรณ์ ระยอง จันทบุรี ตราด ตาก ชลบุรี ลำพูน เชียงใหม่ สระแก้ว และนครนายก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 27 จังหวัด 244 อำเภอ 1,847 ตำบล 15,461 หมู่บ้าน 1,210,968 ครัวเรือน 3,774,789 คน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี และพิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี และหนองบัวลำภู

นอกจากนี้ ภาคกลาง 10 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นนทบุรี ปทุมธานี และนครปฐม ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ทั้งนี้ พื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะเสียหาย 4,001,701 ไร่ ผู้เสียชีวิต 75 ราย น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพื้นที่อำเภอทับปุด อำเภอตะกั่วทุ่ง อำเภอท้ายเมือง จังหวัดพังงา ซึ่งขณะนี้ระดับน้ำได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

ปภ.สั่งจังหวัดใต้เร่งซ้อมระบบเตือนภัย กำชับท้องถิ่นให้แจ้งผ่านสื่อทุกช่องทาง   Leave a comment

วันที่ 29/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายวิบูลย์ สงวนพงษ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าวว่า ในช่วงปลายเดือนตุลาคมเป็นต้นไป พื้นที่ภาคใต้เป็นช่วงฤดูมรสุม ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวผ่าน ทำให้มีฝนตกหนัก และเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม ดังนั้น กรม ปภ.จึงได้ซักซ้อมแนวทางการแจ้งเตือนภัยให้แก่ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยเมื่อจังหวัดรับการแจ้งเตือนภัยจากกรม ปภ.แล้ว ให้รีบแจ้งเตือนภัยไปยังอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทันที ผ่านทุกช่องทางที่จังหวัดกำหนด ทั้งวิทยุกระจายเสียงท้องถิ่น เสียงตามสาย หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน เครือข่ายวิทยุสมัครเล่น สถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวีท้องถิ่น รวมถึงให้แจ้งเตือนผ่านระบบข้อความสั้น(SMS) ไปยังบุคคล ที่กำหนดให้เป็นผู้เฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงภัย

นายวิบูลย์ กล่าวต่อว่า หากผู้ปกครองท้องที่ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครเตือนภัย อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หน่วยกู้ชีพกู้ภัย และอาสาสมัครอื่น ให้ทำการซักซ้อมให้ผู้เฝ้าระวังฯ เข้าใจถึงแนวทางการปฏิบัติเมื่อได้รับการแจ้งเตือน ว่าจะดำเนินการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ใด และให้คำแนะนำแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติตน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเกิดสถานการณ์ภัยแล้ว ให้แจ้งสถานการณ์ภัยด้วยระบบภาพและเสียง ผ่านโทรศัพท์มือถือ วิทยุสื่อสาร และเครือข่ายอินเตอร์เนต เพื่อ ปภ.จะได้ติดตามสถานการณ์และวางแผนการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที เหมาะสมและสอดคล้องกับความรุนแรงของสถานการณ์ภัยในพื้นที่

ภาคเหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก ในระยะนี้จะมีอากาศเย็นลงโดยทั่วไป โดยอุณหภูมิลดลงได้ 1-3 องศา   Leave a comment

วันที่ 29/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (29 ต.ค.53) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา กับมีลมแรง โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณ จังหวัด แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 20 องศา สูงสุด 33 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศา กับมีลมแรง โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 18 องศา สูงสุด 32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศา กับมีลมแรง โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากทางด้านตะวันตกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศา สูงสุด 33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากตามบริเวณชายฝั่งของจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศา และมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศา สูงสุด 34 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี และ นราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศา สูงสุด 32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ตรัง และ สตูล อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศา สูงสุด 32 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศา และมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 24 องศา สูงสุด 33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ปคบ.ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม   Leave a comment

วันที่ 28/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับ การค้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พล.ต.ต.จตุรงค์ ภุมรินทร์ ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.กฤศ โบสุวรรณ รอง ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.ไพฑูรย์ คุ้มสระพรหม รอง ผบก.ปคบ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. นำสิ่งของไปบริจาค และช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

พล.ต.ต.จาตุรงค์ เปิดเผยว่า การนำสิ่งของไปบริจาคและช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้สืบเนื่องจาก เป็นนโยบายของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ที่ให้ตำรวจรู้จักหน้าที่ความเป็นตำรวจที่ต้องดูแลช่วยเหลือประชาชนผู้เดือด ร้อน และการเป็นตำรวจที่ดี และพิทักษ์ปกป้องประชาชน  จึงได้สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดำเนินการจัดหาสิ่งของเพื่อจัดออกไป ช่วยเหลือประชาชน ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือจากสมาคมขายตรง ที่ให้การสนับสนุนข้าวสารอาหารแห้งเพื่อนำไปบริจาค และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย เพื่อไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยครั้งนี้ด้วย

พ.ต.อ.ไพฑูรย์ กล่าวว่า จากการสำรวจทราบว่า ใน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา กำเดือดร้อนอย่างหนัก และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จากนั้นจึงได้ติดต่อประสานงานไปยัง พ.ต.อ.ธนภณ โพธิสุข ผกก.สภ.บางปะอิน อบต. และอบจ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเข้าไปทำการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่โดยด่วน และจะทำการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อื่นต่อไป

อุตุฯภาคใต้เตือน เรือประมงให้ระวัง ลมอ่าวไทยรุ่นแรง   Leave a comment

วันที่ 29/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายวันชัยศักดิ์ อุดมไชย ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก เปิดเผยว่า สภาวะอากาศมีความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศเวียดนามแล้ว และคาดว่าจะแผ่เข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบนในเร็วๆ นี้ จะส่งผลกระทบต่อสภาวะอากาศของภาคใต้ และอ่าวไทย ระลอกแรกในวันที่ 27 – 30 ต.ค.นี้ จะทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีฝนเพิ่มมากขึ้นและอาจจะเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่

ส่วนระลอกที่สอง ในช่วงต้นเดือน พ.ย. ฝนจะตกหนักขึ้น จึงขอให้ประชาชนได้เตรียมตัวรับสภาวะฝนตกหนักน้ำท่วม หรือดินถล่มและ โดยหลังจากวันที่ 27 ต.ค. นี้เป็นต้นไป คลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสูงของคลื่น 2-3 เมตร จึงขอให้ชาวเรือในอ่าวไทยเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือด้วย

พด.เร่งคิดค้นเทคโนโลยีชีวภาพ ขยายผลความสำเร็จจุลินทรีย์ดิน สร้างนวัตกรรมใหม่ช่วยเกษตรกร   Leave a comment

วันที่ 29/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

กรมหมอดินขยายผลความสำเร็จผลิตภัณฑ์ จุลินทรีย์ดิน เร่งคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ เน้นตอบสนองความต้องการของเกษตรกรและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า การคิดค้นและพัฒนาจุลินทรีย์ทางการเกษตรหรือ สารเร่ง พ.ด. ให้มีประสิทธิภาพในการสร้างธาตุอาหารพืชในดิน คือหนึ่งในแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพดินในพื้นที่ทำการเกษตรที่กรมพัฒนา ที่ดินได้ขยายผลไปสู่เกษตรกรมาตั้งแต่ปี 2529 จนกระทั่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สารเร่ง พด.อยู่ด้วยกัน 12 ชนิด สามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารป้องกันแมลงศัตรูพืช ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ซึ่งผลสำเร็จจากการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน คือช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดรายจ่ายได้ 15-20% เพิ่มรายได้ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% ที่สำคัญคือช่วยในการฟื้นฟูทรัพยากรดินให้สามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จ กรมพัฒนาที่ดินมีเป้าหมายในการวิจัยโดยมุ่งเน้นที่จะ พัฒนากลุ่มจุลินทรีย์ที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งคิดค้นจุลินทรีย์ตัวใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ให้เกษตรกรในทุกกลุ่มมาก ขึ้น เนื่องจากปัจจุบันสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงโรคและแมลงศัตรูพืชที่ทวีความรุนแรง และปัญหาปุ๋ยเคมี สารเคมีทางการเกษตรราคาแพงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ กรมฯ จึงจำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์และเทคโนโลยีชีวภาพในการปรับปรุง บำรุงดินให้เข้ากับสถานการณ์

“การพัฒนานวัตกรรม พ.ด. ของกรมพัฒนาที่ดินในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยพลิกฟื้นสร้างมูลค่าใหม่ให้เกิดขึ้นกับที่ดินทำกินของเกษตรกร เท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสร้างรากฐานความมั่นคงให้เกิดขึ้นกับสังคมเกษตรได้อย่าง ยั่งยืน เกษตรกรที่สนใจสามารถรับผลิตภัณฑ์สารเร่ง พ.ด. ฟรีได้ที่จุดบริการเบ็ดเสร็จ สำนักเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน กรมพัฒนาที่ดิน หรือที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขตและสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดทั่วประเทศ” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

เกษตรรับงบ2.7พันล.ลุยงานวิจัย ต่อยอดพัฒนาพันธุ์พืช-ปศุสัตว์-ประมง-รองรับภาวะโลกร้อน   Leave a comment

วันที่ 29/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับงานด้านการวิจัย โดยโอกาสนี้กระทรวงเกษตรฯได้ชี้แจงถึงบทบาทและภารกิจสำคัญของกระทรวงที่ได้ ดำเนินการ 4 ด้าน คือ 1.การส่งเสริมสถาบันเกษตรกร สนับสนุนเกษตรกรให้พึ่งพาตนเองได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อาชีพมั่นคง 2.ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีมาตรฐานต่อผู้บริโภค 3.วิจัย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตทางการเกษตร และ 4.พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเกษตร เน้นการใช้ทรัพยากรการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2554 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับงบประมาณด้านการศึกษาวิจัย ทั้งสิ้น 2,710 ล้านบาท แบ่งเป็น ด้านการพัฒนาพันธุ์ 1,488 ล้านบาท และการวิจัย 1,222 ล้านบาท

โดยในส่วนของแผนงานและโครงการสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนา ที่กระทรวงเกษตรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่โครงการหลวง การวิจัยและพัฒนาด้านพืช ด้านปศุสัตว์ ด้านประมง โครงสร้างพื้นฐาน และการวิจัยเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

สำหรับปัญหาและอุปสรรค คือ นักวิจัยลดลง เนื่องจากนักวิจัยรุ่นเก่าเกษียณอายุ และสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่เพื่อทดแทนไม่ทัน นอกจากนี้ยังขาดการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ในงาน วิจัย และงบประมาณการวิจัยมีจำกัด โดยแนวทางการแก้ปัญหา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำแผนทดแทนอัตรากำลังของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในระยะ 12 ปี สร้างแรงจูงใจเพื่อให้นักวิจัยรุ่นใหม่มีการพัฒนางานวิจัยมากขึ้น ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างกระทรวง ในด้านการวิจัยและพัฒนา โดยการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นต้น

สภาอุตฯมอบถังพาสติก2หมื่นใบ บรรจุน้ำสะอาดแจกเหยื่ออุทกภัย   Leave a comment

วันที่ 29/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กระทรวงได้รับมอบถังบรรจุน้ำดื่ม ขนาด 5 ลิตร จำนวน 20,000 ใบ จาก นายวีระศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) พร้อมส่งมอบให้กับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อนำไปใช้บรรจุน้ำดื่มสะอาดแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ธรรมชาติ เนื่องจากปัจจุบันปัญหาภัยธรรมชาตินับวันมีแต่จะรุนแรงมากขึ้น ทำให้ประชาชนต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค การจัดหาถังบรรจุน้ำใช้เพื่อแจกจ่ายในยามจำเป็น จะเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งทางกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมที่จะสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาคราชการอย่างเต็มกำลังและเต็ม ประสิทธิภาพ

ด้าน นายปราณีต ร้อยบาง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า ปัญหาภัยแล้งในช่วงก่อนหน้านี้ กรมได้ให้ความช่วยเหลือประชาชน อาทิ การแจกจ่ายน้ำจากจุดจ่ายน้ำถาวร 100 แห่ง การแจกจ่ายน้ำดื่มบรรจุขวด จำนวน 177,809 ลิตร การเจาะบ่อน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนระบบน้ำดื่มสะอาดให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ 762 บ่อ เป่าล้างบ่อน้ำบาดาล

สำหรับปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 21,731 ครัวเรือน ซึ่งกรมได้ให้ความช่วยเหลือโดยแจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดบรรจุขวด 59,040 ขวด แจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดจากรถปรับปรุงคุณภาพน้ำดื่มเคลื่อนที่ 20,700 ลิตร ซ่อมระบบประปาหมู่บ้าน 31 แห่ง

หอมมะลิช็อก (หยั่งรากผลิใบ)   Leave a comment

วันที่ 29/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

คุณเกษสิริ ศิริภากรณ์ อัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ ประจำกรุงวอชิงตัน ทำหนังสือถึงกรมการค้าต่างประเทศเร่งรัดแก้ปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิไทย โดยระบุว่า ในถุงข้าวหอมมะลิ 100% นั้น ที่แท้เป็นข้าวหอมปทุมธานี 90% ทั้งนี้โดยมีตราของกรมการค้าต่างประเทศรับรองด้วย

คุณเกษสิริบอกด้วยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รายงาน และร้องขอให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการแก้ไข แต่เป็นหลายครั้งแล้ว เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อภาพพจน์ของข้าวหอมมะลิไทย และปริมาณนำเข้าในระยะยาว เพราะแม้ผู้บริโภคในสหรัฐฯจะยินดีซื้อข้าวหอมมะลิในราคาสูง แต่ต้องเป็นข้าวหอมมะลิคุณภาพดีด้วย

ทำไมข่าวพรรค์อย่างนี้ถึงมากมาย ไม่ใช่คุณเกษสิริเพียงคนเดียวหรอกที่รายงานเข้ามา แต่เรื่องข้าวหอมมะลิปลอมปนนั้นมีข่าวเป็นประจำ ทั้งในประเทศเอง หรือตลาดต่างประเทศ เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของพ่อค้าที่หวังฟันกำไรส่วนต่างมหาศาล โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว

ผมเขียนเรื่องข้าวหอมไปหลายครั้ง หลายประเทศที่ปลูกข้าวเขามีพันธุ์ข้าวหอมเหมือนกัน เหลืออยู่แต่ว่า จะปรับปรุงพันธุ์ยังไงให้สามารถผลิตออกมาในเชิงพาณิชย์ได้ ที่ออกมาบ้างแล้วก็มีสหรัฐอเมริกา ภายใต้ชื่อ แจ๊สมิน ไรซ์

ใครที่คิดว่าข้าวหอมเลิศประเสริฐศรีในปฐพีนี้ คือข้าวหอมมะลิของไทยก็ยังคงพอปลอบใจตัวเองได้ระยะหนึ่ง แต่โปรดอย่าได้วางใจว่า มันจะเป็นเช่นนี้เป็นนิรันดร์

ผมนั่งดูหนังท้ายเรื่อง “บอตเทิล ช็อก”ว่าด้วยการแจ้งเกิดของไวน์องุ่นในสหรัฐอเมริกาที่ทำให้เจ้าแห่งไวน์ อย่างฝรั่งเศสต้องตกถังไวน์มาแล้วด้วยความเชื่อที่ว่า ไม่มีไวน์ที่ไหนรสชาติดีเท่าไวน์ฝรั่งเศส ทั้งการยอมรับเชื่อถือ ทั้งความโบร่ำโบราณในกระบวนการผลิต ทั้งธาตุอาหารในดินที่เหมาะสำหรับการปลูกองุ่น กระทั่งภูมิอากาศที่ว่าเหมาะสมพอดิบพอดี

การแข่งขันเฟ้นหาไวน์รสชาติดีสุดยอด กระทำกันที่อเมริกา นักชิมส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นคนฝรั่งเศสที่เชี่ยวชาญไวน์ และมหกรรมแข่งขันครั้งนี้ก็มีไวน์ฝรั่งเศสส่งมาประกวดประชันด้วย วิธีชิมไวน์จะไม่บอกว่า ไวน์ในแก้วเป็นยี่ห้อใด ของประเทศไหน ชิมเสร็จ รวบรวมคะแนนได้แล้ว ถึงไปดูว่า เป็นไวน์จากขวดไหน

นักชิมฝรั่งเศสหงายท้องตกเก้าอี้เมื่อประกาศว่า ไวน์ที่ชนะเลิศได้แก่ไวน์จากนาปา แวลลีย์ แคลิฟอร์เนีย

ทุกวันนี้มีไวน์รสดีเกิดขึ้นหลายแห่งของโลก ทั้งชิลี แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย ซึ่งทำให้ยอดขายไวน์ฝรั่งเศสกระทบกระเทือนถ้วนทั่ว

ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนใจคนไทยที่หลงว่า ข้าวหอมมะลิดีที่สุดในโลก โดยไม่ยอมเหลือบแลดูว่า ประเทศอื่นเขาทำกันอย่างไร โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในหลายด้าน เช่น การปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอม กระบวนการทางการตลาดสมัยใหม่

สำหรับคุณเกษสิริ อัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ เธอได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ในการแจ้งเตือนหายนะภัยต่อผู้รับผิดชอบ อย่างกรมการค้าต่างประเทศ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์อันเป็นร่มธงใหญ่

เตือนภัยมาหลายครั้งแล้ว ยังนิ่งเฉยทั้งกระทรวง ผมไม่เคยคิดว่าเรื่องอย่างนี้ต้องเป็นหน้าที่นายกรัฐมนตรีอย่างคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่เมื่อยังนิ่งเฉยก็ต้องเป็นหน้าที่ของท่านแล้วละครับ

ชีวินตัย

สว.-นักวิชาการ ชี้น้ำท่วม กทม.เพราะสร้างประตูกั้น ขวางระบบน้ำขึ้นน้ำลง ปล่อยน้ำไม่นึกถึงระบบนิเวศ   Leave a comment

วันที่ 28/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ที่ศูนย์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 จ.สมุทรสาคร นายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว. สมุทรสงคราม ในฐานะนักวิชาการระบบนิเวศอ่าวไทยตอนบน กล่าวถึงปัญหาน้ำทะเลหนุน หรือ อ่าวตัว ก. และผลกระทบน้ำเหนือไหลลงอ่าวไทย ว่า ตั้งแต่ปี 2540 สภาพภูมิอากาศเพี้ยนไปมาก หากเข้าใจรากเหง้าของปัญหาก็คงสามารถรับมือได้ โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการจัดการน้ำในแผ่นดินมีปัญหามาตลอด โดยช่วงนี้เป็นข่วงหน้าฝน น้ำบนแผ่นดินไหลลงทะเลเป็นปกติ ทำให้ จ.สมุทรสงคราม น้ำท่วมสูงกว่า กทม.ถึง 50 เซนติเมตร แต่ไม่เคยมีปัญหา เพราะที่ จ.สมุทรสงคราม ท่วมชั่วคราวแค่รำคาญ ไม่ท่วมขัง เพราะน้ำทะเลขึ้นลงตามอิทธิพลของดวงจันทร์  แต่ที่ที่น้ำกลับท่วมขัง กทม.เนื่องจาก กทม.แก้ไขไม่สอดคล้องกับระบบน้ำขึ้นน้ำลง โดยใช้การคำนวณตามศาสตร์ของฝรั่งแทนที่จะใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการดูข้าง ขึ้นข้างแรม

นอกจานี้ การแก้ปัญหายังไม่มีความสอดคล้องกับการจัดการน้ำของหน่วยงานราชการ เช่น การปล่อยน้ำในเขื่อนโดยไม่ได้คำนึงถึงคนท้ายน้ำ และยังเป็นโรคกลัวน้ำโดยการสร้างคันกั้นน้ำไว้สูงตลอดทั้งปีและมีประตูปิด ตลอด ทำให้คลองที่เชื่อมแม่น้ำไม่มีน้ำไหลเวียน ซึ่งที่ จ.สมุทรสงคราม ไม่มีการให้ปิดประตูน้ำ ทำให้ไม่ตกนรกเหมือนคนจังหวัดอื่นๆ ที่โดนน้ำท่วมขัง

“จริงๆแล้วน้ำเค็มเท่าเดิม แต่แรงดันน้ำจากข้างบนกลับน้อยลง เพราะไปสร้างประตูกั้นน้ำ การคิดแต่สร้างประตูกั้นน้ำเหมือนกับทำสงครามไม่รู้จบทั้งๆ ที่บรรพบุรุษของเราไม่เคยเดือนร้อนกับเรื่องแบบนี้ หากเรายังทำประตูน้ำด้วยสิ่งปลูกสร้างแทนที่จะใช้วัสดุอ่อน ก็ไม่มีวันชนะ และยังใช้แบบจำลองมาจากประเทศเนเธอแลนด์อย่างเดียว ก็แพ้อยู่แล้ว เราสู้ภาวะน้ำหนุนแค่ 3 เดือน แต่กลับไปสร้างประตูระบายน้ำปิดตายทั้งปี”

นายสุรจิต กล่าวว่า เราทำให้กรุงเทพฯและเขตต่างๆ เป็นเกาะ ทำให้น้ำต้องย้ายไปท่วมที่อื่น แทนที่เราจะหาที่ไปให้น้ำไหลลง หากน้ำไหลลงมาชน กทม.ในช่วง 14-15 ค่ำ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าลงมาตอน 7-8 ค่ำก็หนัก เมื่อเรารู้ว่าธรรมชาติของน้ำเป็นเช่นนี้ก็น่าจะหาทางออกได้ ปีนี้จึงถึงเวลาถอดบทเรียนได้แล้ว เราต้องทำทุกอย่างไปพร้อมๆกันโดยหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำใน 9 กระทรวงต้องร่วมกัน โดยต้องมีแนวกันชนและใช้คลองล้อม แต่เราไม่เคยคิดขุดคลองเป็นแนวกันชน แม้ทุกวันนี้วิถีชีวิตคนเปลี่ยนแต่ระบบนิเวศไม่เปลี่ยน ดังนั้นทางแก้น้ำท่วมกรุงเทพฯคือ ต้องหาที่อาศัยให้น้ำ และต้องเรียนรู้การอยู่กับน้ำ

ด้านนายนิกร แซ่เอี๊ยบ ผู้แทนเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน กล่าวว่า ในอดีตอ่าวกอไก่มีความอุดมสมบูรณ์มหาศาล เมื่อก่อนหน้าฝนชาวประมงจะชอบใจและเตรียมล้างเครื่องไม้เครื่องมือทำมาหากิน เพราะน้ำที่ลงทำให้อาหารปลาลงไปด้วย แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว เพราะน้ำเหลือชะล้างเอาสิ่งสกปรกพวกสารเคมีและขยะต่างๆลงมา ส่วนตะกอนที่เป็นสารอินทรีย์อาหารของสัตว์น้ำก็ไม่ลงทะเลเพราะไปสร้างประตู ปิดน้ำ ซึ่งหน่วยราชการไม่เคยมาดูแลอย่างจริงจัง คนจนจะสร้างอะไรกรมเจ้าท่าก็ห้ามแต่พอคนรวยกลับสร้างได้

นายนิกร กล่าวว่า ชาวบ้านพยายามปกป้องดูแลชาวฝั่งมาโดยตลอด แต่ท้ายสุดก็สู้ธรรมชาติไม่ได้ แม้แต่เขื่อนหินของคนมีเงินที่ถมไว้ก็ยังต้องพัง พอ 2-3 ปีก็ขึ้นเครื่องบินขีดเส้นกันสักที จนในที่สุดชาวบ้านใน 6-7 จังหวัดจึงเริ่มรวมตัวกันเป็นเครือข่ายและทำงานร่วมกัน แต่หน่วยงานรัฐกลับไม่ให้ความสนใจและไม่เคยสอบถามว่าชาวบ้ายอยากได้อะไร เช่น ไส้กรอกทรายที่กั้นชาวฝั่ง ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐเอามาลง แต่ก็พังเสียหายโดยไม่เคยเปิดเผยงบประมาณ สุดท้ายผลกระทบเกิดขึ้นกับชุมชนชายฝั่งเพราะอ่าวกอไก่เป็นทะเลโคลนที่ใหญ่ ที่สุดหล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศ และสัตว์เล็กสัตว์น้อยอยู่ได้เนื่องจากเลน แต่อยู่ๆโคลนกลายเป็นทราย ทำให้สัตว์น้ำอยู่ไม่ได้ แต่พอไม่เห็นด้วยกับโครงการก็หาว่าไม่เอางบประมาณ 300-400 ล้านบาทที่จะมาลง

นายนิกร กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าไส้กรอกทรายจะอยู่เป็น 10 ปีเพราะทำมาจากต่างประเทศ แต่เอาเข้าจริงๆกลับอยู่ไม่ถึงปีก็ฉีกขาด อย่างไรก็ตามเมื่อชาวบ้านเริ่มรวมตัวกันจึงมีข้อต่อรองกับราชการ แต่ก็ต่อรองไม่ได้มากเพราะหน่วยราชการอ้างถึงงานวิชาการทีศึกษาไว้เป็นเล่ม หนาๆ และไม่เคยเอามาใช้หมด ที่สำคัญคือไม่เคยลงมาดูพื้นที่และทิ้งเอากรรมเวรไว้ให้ลูกหลาย ไม่ใช่ชาวบ้านจะต่อต้านการก่อสร้างแต่ควรมีความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ด้วย โดยชายฝั่งอ่าวตัวกอต้องล้อกับธรรมชาติเรื่องน้ำเสียก็สาหัสอยู่แล้ว เพราะไม่มีหน่วยงานราชการประสานงานทำงานกันจริงจัง สุดท้ายทุกอย่าง

ปภ.สรุปยอดน้ำท่วมล่าสุดคง 27 จว. ปชช.เดือดร้อนพุ่ง 3,292,377 คน คร่าชีวิต 58 ราย   Leave a comment

วันที่ 28/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 10 – 28 ต.ค. มีพื้นที่ประสบภัย 38 จังหวัด 292 อำเภอ 2,103 ตำบล 16,779 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 1,221,760 ครัวเรือน 3,764,883 คน โดยขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้ว 11 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร เพชรบูรณ์ ระยอง จันทบุรี ตราด ตาก ชลบุรี ลำพูน เชียงใหม่ สระแก้ว และนครนายก แต่ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 27 จังหวัด 238 อำเภอ 1,757 ตำบล 14,509 หมู่บ้าน 1,089,615 ครัวเรือน 3,292,377 คน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี และพิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี และหนองบัวลำภู ภาคกลาง 10 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นนทบุรี ปทุมธานี และนครปฐม ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ทั้งนี้ คาดว่ามีพื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 3,468,204 ไร่ มีผู้เสียชีวิต 58 ราย อย่างไรก็ตาม ผู้ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

กรมชลฯ รายงานสถานการณ์น้ำ เจ้าพระยามีปรับตัวสูงขึ้นบริเวณ อ.บางไทร เชื่อฝนตกใน กทม.ไม่กระทบน้ำท่วม   Leave a comment

วันที่ 28/10/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) ประธานการประชุมศูนย์ดังกล่าว โดยระหว่างการประชุม ผู้แทนกรมชลประทาน รายงานต่อที่ประชุมว่า สถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา วัดเมื่อเวลา 06.00 น. ของวันนี้นั้น ภาพรวมมีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยพื้นที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท และพื้นที่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี มีน้ำท่วม เนื่องจากน้ำในแม่น้ำสะแกกรัง มีจำนวนมาก และมีความเร็ว 1,187 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา นั้น  มีความเร็วของน้ำ 3,405 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งถือว่าระดับน้ำสูงขึ้น

ทั้งนี้ น้ำก้อนสำคัญในแม่น้ำสายหลัก ประกอบด้วย ปิง วัง ยม และ น่าน จะทยอยลดลง และแม้น้ำทะเลจะหนุนอีกครั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายน นี้นั้น ก็จะไม่ท่วม ส่วนสถานการณ์น้ำในแม่น้ำมูลนั้น จุดสูงสุดนั้น จะอยู่ที่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี จนถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน ส่วนลุ่มน้ำชี นั้น จุดสูงสุดจะอยู่ที่ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น และมีส่วนท้ายผ่าน อ.แวงใหญ่ จ.ชัยภูมิ ทั้งนี้ระดับน้ำใน จ.อุบลราชธานี ที่วัดเมื่อวานนี้นั้น มีแนวโน้มจะลดลง และคาดหมายว่า หากสภาวะอากาศไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น จุดสูงสุดของลุ่มน้ำมูลจะมาถึงจุดสูงสุดของลุ่มน้ำชี ในระยะเวลา 5 วัน โดยมีความเร็วของน้ำ 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งในวันนี้ระดับน้ำจะทรงตัว และสูงขึ้น ซึ่งจะสูงสุดในวันที่ 2 – 3 พฤศจิกายนนี้ หลังจากนั้นจะทรงตัวประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนลดลงตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า ขณะนี้ฝนในพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง แต่หากมีฝนตกก็จะไม่เกิน 10 – 20 มิลลิเมตร และจะไม่กระทบกับน้ำท่วม โดยฝนได้เคลื่อนตัวลงทางภาคใต้ ไปตกที่ จ.ชุมพร จ.พังงา จ.สุราษฎร์ธานี และจ.นครศรีธรรมราช โดยมรสุมยังคงแรง ส่งผลให้ฝนตกต่อเนื่อง ส่วนภาคอื่นนั้นฝนลดลงแล้ว

ตามไปดู…”พิพิธภัณฑ์อวัยวะเอดส์” “อนุสติ”จาก”เหยื่อ”ถึง”คนรุ่นหลัง”   Leave a comment

วันที่ 24/11/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

“อวัยวะของมนุษย์”…..
หรือ ของคน เพียงแค่ได้ยินก็ชวนให้รู้สึกถึงความน่ากลัว แต่ในความเป็นจริงคนเราทุกคนเกิดมาย่อมมีอวัยวะต่างๆของร่างกายเป็นเรื่อง ปกติอยู่แล้ว อวัยวะคนธรรมดา อวัยวะคนเป็นมะเร็ง กับ…..

“อวัยวะคนเป็นเอดส์”!!!
ก็ เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่มิได้มีส่วนใดพิเศษไป เพียงแต่ว่าคนเป็น “โรคเอดส์” เป็นโรคที่น่ากลัว น่ารังเกียจ ไม่น่าเข้าไปสัมผัสด้วย หลายๆคนในปัจจุบันเมื่อได้ยินคำว่า “AIDS” ยังมีบางคนหวาดกลัว ยังปฏิเสธ ยังไม่เข้าใจปัญหาเอดส์อย่างครบวงจรและรอบด้าน แต่ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับปัญหาเอดส์มายาวนาน จนได้รับรู้ซึมซับเรื่องราวต่างๆ ในประเด็นมุมมองอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะทีมงาน…..
“วัดพระบาทน้ำพุ”!!!

วัดที่ใครต่อใครเรียกว่าเป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” ของ “คนเอดส์”…..
ล่า สุด “วัดพระบาทน้ำพุ” ที่มี “พระอุดมประชาทร” หรือ “หลวงพ่ออลงกต” เป็นเจ้าอาวาส และเป็นผู้ให้การดูแล “คนเอดส์” มานานเกือบ 15 ปี ได้ตั้ง…..

“พิพิธภัณฑ์อวัยวะเอดส์”!!!
ขึ้นภายในวัด เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจผู้คนทั่วไป
“หลวง พ่ออลงกต” เล่าถึงที่มาที่ไปของ “พิพิธภัณฑ์อวัยวะเอดส์” ว่า พิพิธภัณฑ์นี้มิใช่เรื่องแปลกพิสดารอะไร ถ้าใครได้มาเยี่ยมผู้ป่วยที่วัดพระบาทน้ำพุ ได้เข้าไปศึกษาชีวิตของคนเป็นเอดส์ตามความเป็นจริง เราจะพบว่าผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยหลายคน มีมุมมองอะไรต่างๆมากมาย ซึ่งต่างจากเราที่แต่ละวันไม่ค่อยจะได้สัมผัสชีวิตพวกเขาเท่าใดนัก โดยเหตุที่ตั้งพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นมาก็สืบเนื่องจากปี 2542 หลังจากเปิด “พิพิธภัณฑ์ชีวิต” หรือศาลา 5 ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าวัด และมีคณะมาศึกษาดูงานมากขึ้นทุกๆปี

ผู้ ป่วยหลายคนจึงมองว่าน่าจะนำ “ชีวิตหลังการตาย” ของพวกเขามาพิจารณา และมีผู้ป่วยหลายรายที่ประสงค์จะบริจาคร่างกาย-อวัยวะ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนไทย ต่อวงการการศึกษา ทั้งพิพิธภัณฑ์ชีวิตและพิพิธภัณฑ์อวัยวะนี้ จะให้แง่คิดและแนวคิดต่อวงการการศึกษา จึงเกิดเป็น “พิพิธภัณฑ์อวัยวะเอดส์” ขึ้นมา

“ถ้า คิดในแวดวงที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือปฏิบัติธรรม ก็คือการพิจารณากายในกาย โดยแยกเป็นอวัยวะที่เห็นเด่นชัดขึ้น ผู้ป่วยทั้งหลายจึงมอบร่างกายหลังการตาย เพื่อประโยชน์ในแวดวงการศึกษา เพื่อเป็นอนุสติเตือนใจ สำหรับผู้ที่สนใจในการศึกษาเรื่องของชีวิตและความตาย โดยพิพิธภัณฑ์อวัยวะเอดส์ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 ที่ผ่านมา รู้สึกตื่นเต้นและดีใจด้วยที่วัดของเราได้มีสิ่งที่น่าเรียนรู้น่าศึกษาที่ จะก่อให้เกิดประโยชน์ และคุณค่าต่อชีวิตของผู้ที่ยังอยู่และผู้ที่จากไป” หลวงพ่ออลงกต กล่าว

“หลวง พ่ออลงกต” กล่าวอีกว่า ในเบื้องต้นคงต้องพูดถึงผู้ที่จากไปก่อนว่าความเสียสละของหลายๆคนที่ได้ ตัดสินใจมอบอวัยวะให้เพื่อการศึกษาต่อคนรุ่นหลัง เป็นเรื่องน่ายกย่อง น่าชมเชย และน่านับถือในน้ำใจ ถึงแม้ว่าเราจะต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายไม่มีหนทางรักษา และต้องจบชีวิตอยู่ที่นี่ด้วยความรู้สึกนึกคิดด้วยจิตสำนึกที่ดี และปรารถนาที่จะให้ส่วนของร่างกายของตัวเองนั้นได้เป็นประ โยชน์แก่คนกันเอง ได้เป็นข้อคิด ได้เตือนสติ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจ หลายคนก็ได้อุทิศตนให้กับทางวัด นำมาแสดงเป็นนิทรรศการ ส่วนคนที่ได้ประโยชน์มากกว่า คือ คนที่เข้ามาดู เพราะในแต่ละปีนั้นมีคนเข้ามาศึกษาดูงานประมาณ 2-3 แสนคน และคณะศึกษาดูงานเหล่านี้จะได้เห็นทั้งร่างกาย และอวัยวะของคนที่เสียชีวิตไป

“พิพิธภัณฑ์ อวัยวะนี้น่าจะเป็นแห่งแรกของโลกที่เป็นพิพิธภัณฑ์ของคนที่เป็นเอดส์ แค่ฟังดูคนข้างนอกก็คงจะขนหัวลุกเหมือนกัน พูดคำว่าเอดส์คำเดียวก็ถือว่าน่ากลัวสำหรับคนทั่วๆไป แต่นี่เอาอวัยวะมาให้เราดู ในทางศาสนาถือเป็นเรื่องสำคัญ การได้มองเห็นความเป็นไปแห่งสังขารทั้ง หลายเรียกว่าอนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง และที่สุด คือ อนัตตา คือ ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง มันจะเป็นเครื่องเตือนสติ เตือนใจให้เราท่านทั้งหลายตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ความประมาท เป็นหนทางของความตาย ความพลัดพราก ความสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลาย” หลวงพ่ออลงกต กล่าว

“พลวง พ่ออลงกต” กล่าวอีกว่า หวังว่าสิ่งที่เราทำขึ้นในวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างมาก โดยประมาณค่ามิได้ ร่างกายของคนที่ได้จากเราไป อาจจะเป็นส่วนแห่งการกระตุ้นเตือนสติให้คนที่ยังอยู่นั้นตั้งอยู่ในความไม่ ประมาทและปลอดภัย ไม่ต้องจบชีวิตลงอย่างนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนนับแสนนับล้าน คงได้เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์หลังเล็กๆแห่งนี้แน่นอน ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
“ถ้า เป็นนักเรียน นักศึกษา ก็จะได้ประโยชน์จากตรงนี้ คือ จะได้เรียนรู้ถึงระบบของอวัยวะต่างๆและหน้าที่การใช้งานในส่วนต่างๆของร่าง กาย หรือแม้กระทั่งในแวดวงอื่นๆด้วย เช่น วงการศิลปะ โหราศาสตร์ กายภาพบำบัด โยคะ ฯลฯ แต่เหนือสิ่งอื่นใดพวกเขาจะถูกเตือนสติถึงการใช้ชีวิตโดยชีวิตที่ตายไปแล้ว ของผู้ป่วยเอดส์” หลวงพ่ออลงกต กล่าวทิ้งท้าย
ร่วมเอื้ออาทรต่อเด็กและผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้ายได้ที่ “บัญชีกองทุนอาทรประชานาถ”
ธ.กรุงเทพ สาขาลพบุรี เลขที่ 289-0-84697-1
ธ.ทหารไทย สาขาลพบุรี เลขที่ 304-2-41277-9
ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาลพบุรี เลขที่ 579-2-33730-7
ธ.กสิกรไทย สาขาถนนสุรสงคราม เลขที่ 174-2-34567-6
ธ.กสิกรไทย สาขาถนนสุรสงคราม เลขที่ 174-2-39000-0
ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขาลพบุรี เลขที่ 111-1-47300-7
ธ.นครหลวงไทย สาขาลพบุรี เลขที่ 340-2-14976-0