ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“ปลากัด” ของ ยุทธ ภู่พลับ คนสู้ชีวิต แห่งปากน้ำโพ สู้อย่างทระนง แม้ร่างกายพิการ กันยายน 17, 2010

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

ปลาสวยงาม

มนตรี แสนสุข

“ปลากัด” ของ ยุทธ ภู่พลับ คนสู้ชีวิต แห่งปากน้ำโพ สู้อย่างทระนง แม้ร่างกายพิการ

การ ตีไก่ กัดปลา มีมาแต่ครั้งโบราณกาลสมัยสร้างบ้านแปงเมืองก็ได้รับความนิยมกันมาแล้ว การตีไก่ กัดปลา เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยแต่ดั้งเดิม ยามว่างจากการทำนาหรือหมดหน้านาเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ก็หางานอดิเรกทำ โดยจับเอาไก่มาตีกัน ช้อนเอาปลามากัดกันให้สนุกสุขสมในอุรา เป็นการสังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูงคอเดียวกันอีกทางหนึ่ง และฝึกความขยันอดทนที่จะต้องเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลากัดด้วย

ครั้น เมื่อวัฒนธรรมพื้นบ้านตรงนี้ได้รับการถ่ายทอดตกทอดมาถึงรุ่นหลาน เหลน โหลน การตีไก่ กัดปลา กลายเป็นการพนันกันไป บ้างก็อ้างว่า มันคือ กีฬา มีเดิมพันเล็กๆ น้อยๆ ค่ากับข้าวเสริมความบันเทิงก็เท่านั้นเอง แต่สำหรับไก่ชนและก็ปลากัดแล้ว มันคงไม่อยากเป็นนักกีฬาสักเท่าไหร่นัก เพราะเจ็บตัว แต่โดยสัญชาตญาณของไก่ชน และปลากัด เมื่อเจอพรรคพวกที่ไม่ใช่เพศตรงข้ามกัน มันจะต้องประลองกำลังเพื่อชิงความเป็นผู้นำในฝูงให้จงได้ ไก่ชน จึงต้องชนกัน และปลากัดก็ต้องกัดกันสมชื่อนามที่เรียกขานกันมา

การ เลี้ยงไก่ชนและปลากัดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง สำหรับผู้ที่มีหัวใจเป็นนักต่อสู้ชอบความเจ็บปวดเป็นต้นทุน การเลี้ยงไก่ชนและปลากัดเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็มีสิทธิ์เลี้ยงกันได้ แต่กับ คุณยุทธ ภู่พลับ หนุ่มวัยกลางคน แห่งบ้านหมู่ที่ 7 ตำบลบางม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ แล้ว ไม่ธรรมดาเลยในสายตาของทุกๆ คน

คุณ ยุทธ ภู่พลับ เกิดมาอาภัพตั้งแต่เล็กๆ พออายุ 8 ขวบ ก็เป็นโปลิโอ ขาลีบเดินไม่ได้ “ยุทธ” ต้องสู้ชีวิตกับโลกส่วนตัวที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่มีกำลังขาเดินไปไหนมาไหนได้ เขาต้องใช้วิธีถัดไป ทดแทนการเดินด้วยขา พยายามยืนหยัดสู้ชีวิตเลี้ยงตัวด้วยความทระนง เมื่อชีวิตเติบใหญ่ขึ้น “ยุทธ” บอกว่า

“ผมเกิดที่บ้านบางม่วงแห่งนี้ เติบโตอยู่ที่นี่ ชอบเลี้ยงไก่ชนมาตั้งแต่เล็กๆ ส่วนปลากัดเพิ่งจะมาเลี้ยง ประมาณ 7-8 ปี เห็นจะได้ รายได้ก็ได้เงินจากการเลี้ยงไก่ชน เลี้ยงปลากัดขาย พอเลี้ยงตัวไปวันๆ”

คุณยุทธ กล่าวพร้อมกับบอกต่ออีกว่า มาพักหลังเลี้ยงปลากัดรายได้ดี ชาวบ้านในชุมชนย่านหมู่ที่ 7 ก็เลยหันมาเลี้ยงปลากัดส่งขายกันแทบทุกครัวเรือน จนจะกลายเป็นหมู่บ้านเลี้ยงปลากัดไปแล้ว บ้านแต่ละหลังจะเลี้ยงปลากัดกันตั้งแต่ 5 บ่อ ถึง 2,000 บ่อ ขึ้นไป เลี้ยงส่งขายตลาดนัดจตุจักร กรุงเทพฯ ในแต่ละสัปดาห์จะมีประชากรปลากัดถูกจับส่งขายไม่ต่ำกว่า 100,000 ตัว ทั่วหมู่บ้าน จะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อเหมากัน ตัวละ 4 บาท ถ้าขายปลีกปลาเก่ง ขายกันที่ตัวละ 100-500 บาท

“สำหรับผมเลี้ยงไว้ 30 บ่อ บ่อหนึ่งมีปลาประมาณ 300 ตัว ก็พอกำลังการเลี้ยง”

คุณ ยุทธ เริ่มต้นให้คำแนะนำการเลี้ยงปลากัด เพื่อการธุรกิจและเพื่อการนำปลาไปเป็นนักกีฬาตามบ่อนปลากัดทั่วๆ ไปว่า หากคิดจะเลี้ยงปลากัดขาย ควรเริ่มต้นที่การเพาะพันธุ์ปลาเองจะดีกว่า ไปหาซื้อพ่อแม่พันธุ์ปลากัดมาเพาะ อัตราการสูญเสียจะน้อยกว่าเอาลูกปลามาเลี้ยงให้โต

คุณยุทธ บอกว่า พ่อพันธุ์ปลาจะใช้พ่อพันธุ์ปลากัดจากมาเลเซีย มีตลาดซื้อ-ขาย กันแน่นอน เอาพ่อพันธุ์ปลากัดมาเลเซียมาผสมกับแม่พันธุ์ปลากัดหม้อไทย พ่อพันธุ์มาเลเซีย ผิวหนังจะเหนียวดี เขาเรียกว่า “หนังดี” แต่ตัวจะเล็กกว่าปลาหม้อไทย สีออกดำเข้ม เขี้ยวยาว กัดแรง กัดหนัก เขี้ยวยาวหรือสั้นนั้นจะดูได้ก็ตอนเอาปลาลงซ้อมกับปลาคู่ต่อสู้ ถ้าเห็นกัดแรง กัดแต่ละทีคู่ต่อสู้ได้แผลเลือดออก แสดงว่าปลาตัวนั้นเขี้ยวดี ซึ่งปลามาเลเซียมักจะเขี้ยวดี ปลากัดมาเลเซีตัวผู้ลักษณะหัวหางเท่ากัน วิธีเลือกซื้อดูที่รูปร่างตันๆ โครงร่างสวย

ส่วนปลากัดหม้อไทยตัวผู้ ลำตัวจะยาว ส่วนหัว หาง และลำตัวจะเท่ากันหมด นิยมเล่นกันทุกสี แต่สีแดงกับสีฟ้าจะขายดีที่สุด

คุณ ยุทธ บอกว่า ปลามาเลเซียเก่งๆ ตัวหนึ่ง ตั้งแต่ 800-1,000 บาท ขึ้นไป พอเราเลือกซื้อได้ ก็ซื้อปลากัดหม้อไทยตัวเมียที่รูปร่างหนา โครงร่างสวย การผสมพันธุ์ปลากัดจะใช้ตัวผู้เป็นปลามาเลเซีย ตัวเมียเป็นปลากัดหม้อไทย หรือจะใช้ตัวเมียเป็นปลามาเลเซีย ตัวผู้เป็นปลากัดหม้อไทยก็ได้ แล้วแต่ผู้เลี้ยง

เมื่อได้พ่อแม่พันธุ์เรียบร้อยแล้ว ก็เอาอ่างน้ำ กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร เป็นอ่างดินเผายิ่งดีใหญ่ เอาปลาตัวผู้ใส่ขวดโหลตั้งไว้กลางอ่าง ในอ่างใส่น้ำประมาณครึ่งหนึ่ง ปล่อยแม่พันธุ์ลงไป ใส่ผักบุ้งเพื่อให้ปลามีที่หลบบ้าง ให้อาหารไฮเกรดเป็นอาหารปลากัดโดยเฉพาะ ให้เช้า-เย็น ถ้ามีลูกน้ำเสริมทั้งพ่อแม่พันธุ์ก็จะดีมาก

ทิ้งให้พ่อแม่พันธุ์ได้ จ้องกันอยู่เช่นนั้น ประมาณ 21-22 วัน แม่พันธุ์ก็จะตั้งท้อง สังเกตเห็นไข่เหลืองๆ ที่ท้องได้ชัดเจน ขณะเดียวกันเราต้องเตรียมทำน้ำหมักไว้รองรับลูกปลาก่อน ประมาณ 5 วัน โดยใช้อ่างอีกอ่างหนึ่งใส่น้ำประมาณ 30 เซนติเมตร ใส่ดินเหนียว-ผักบุ้ง-ใบตองแห้ง 2 ใบ ไม่ต้องใหญ่มากนัก ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ก็พอ หมักน้ำทิ้งไว้ 5 วัน

พอตัวเมียท้องแก่ครบ 22 วัน ก็เอาพ่อแม่พันธุ์ออกมาใส่ในกะละมังพลาสติคเล็กๆ ใส่น้ำไม่ต้องมาก พอประมาณ ใส่ผักบุ้ง 2-3 ต้น หาอะไรปิดฝากะละมังเสียหน่อย ให้พ่อแม่พันธุ์ได้อยู่ด้วยกันเงียบๆ ให้อาหารเช้า-เย็น ตามปกติ ทิ้งไว้ 3 วัน เปิดฝาออกมาจะเห็นไข่ลอยฟ่อง ให้ตักตัวเมียออก และนับจากนั้นไปอีก 5 วัน ลูกปลาเล็กๆ จะเกิดเต็มกะละมัง

คุณยุทธ บอกว่า ขณะที่ตัวเมียไข่พ่อพันธุ์ก็จะปล่อยน้ำเชื้อโดยเก็บไข่อมไว้ แล้วก็บ้วนออกมาเป็นหวอดเต็มไปหมด พอลูกปลาเกิดหมดแล้วก็เอาทั้งกะละมังไปเทใส่ในอ่างที่เราเตรียมน้ำทำไว้แล้ว จัดหาลูกไรเล็กๆ เหยาะลงไป ไม่ต้องมากนัก ให้ลูกไร 2 วันครั้ง จนกระทั่ง 1-2 สัปดาห์ ค่อยเอาพ่อพันธุ์ขึ้นมาจากอ่างลูกปลา จากนั้นก็อนุบาลลูกปลาต่อไป สำหรับพ่อแม่พันธุ์ใช้ผสมพันธุ์ต่อไปอีก พ่อพันธุ์ปลากัดใช้เพาะผสมพันธุ์ได้ 10 ครอก แม่พันธุ์ผสมได้ 2 ครั้ง ก็พอแล้ว ต้องหาแม่พันธุ์ตัวใหม่เข้ามาเพาะขยายพันธุ์ในรุ่นต่อๆ ไป

ลูก ปลากัดที่ออกมาจะเป็นลูกสายพันธุ์ไทย-มาเลเซีย อนุบาลต่อไปอีกประมาณ 2-3 เดือน อาหารให้ลูกไรตลอด พอเห็นว่าตอดอาหารไฮเกรดได้แล้ว อายุประมาณ 3 เดือน เริ่มเข้าสี ให้คัดลูกปลาเลือกเอาตัวที่สมบูรณ์ ดูที่สวยๆ เลือกเอาตัวผู้ไว้ ตัวเมียคัดขาย ตัวละ 1 บาท คัดเอามาเลี้ยงในรองซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.50 เซนติเมตร ใน 1 รอง เลี้ยงลูกปลาได้ประมาณ 300 ตัว ลูกปลากัดแต่ละครอกจะมีประมาณ 2,000-3,000 ตัว ดังนั้น จึงต้องใช้หลายรองในการเลี้ยงลูกปลากัด

เลี้ยงปลารุ่นระดับน้ำประมาณ 50 เซนติเมตร ปลาตัวผู้อยู่ในบ่อเดียวกัน จะมีกัดกันบ้าง ก็ไม่มากนัก หมั่นเอาปลาออกมาลองเขี้ยว คือใส่ในขวดโหลหรือขวดแบนให้กัดกัน ตัวไหนถูกกัดแพ้คัดออกขายเป็นปลาเหมาไป ปลาชนะเป็นปลาเก่งขายอีกราคาหนึ่ง ตั้งแต่ตัวละ 100-500 บาท ปลาแพ้ขายเหมารวม ตัวละ 4 บาท

ชีวิตปลา กัดห้ามเป็นผู้แพ้ ถ้าแพ้ถูกขายเหมารวมทันที ผู้ชนะเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้รับอาหารดีๆ เสริมกำลัง ด้วยไข่ตุ๋นบ้าง ปลาต้มบ้าง โดยเอาปลาช่อนมาต้มให้สุก แล้วเอาเนื้อมาละลายน้ำให้กิน จะช่วยทำให้กระดูกแข็ง ผิวหนังดี ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งอาจารย์สักยันต์ที่ไหน

“ที่ บ้านก็มีคนมาซื้อปลาทุกวัน ผมขายไม่แพงครับ ปลาเก่งๆ ขาย 300-500 บาท ที่ราคาตั้งแต่ 50 บาท ขึ้นไปก็มี อยู่ที่ปลา ผมเพาะเองจะไปขายแพงกับเขาก็ไม่ได้ ใครมาซื้อก็ขายไป เดี๋ยวก็มีลูกปลาเกิดมาให้เราคัดอีก ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก”

คุณ ยุทธ กล่าวและว่า ทุกวันนี้มีพรรคพวกเพื่อนฝูงแวะมาเยี่ยมมาคุยกันตลอด ว่างๆ ก็เลี้ยงปลา ลองปลา เลี้ยงไก่ ชนไก่ ไปวันๆ ชีวิตก็มีเท่านี้ ใครจะแวะมาพูดคุยกัน มาดูปลากัด ไก่ชน ขอเชิญได้ทุกเวลา บ้านอยู่ที่ หมู่ที่ 7 ตำบลบางม่วง มาตามถนนสายนครสวรรค์-พิษณุโลก ข้ามสะพานเกลอสรรค์ข้ามแม่น้ำปิง ลงสะพานเลี้ยวซ้ายตรงเข้าไปในหมู่บ้าน ถามชาวบ้านละแวกนั้นก็ได้ เขารู้จักกันทุกคน หรือจะโทร.ที่ (085) 287-5312 ยินดีต้อนรับทุกท่านครับ คุณยุทธ คนสู้ชีวิตกล่าวในที่สุด

 

“เครย์ฟิช” กุ้งสีสวย ขวัญใจวัยโจ๋

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

ดวงกมล โลหศรีสกุล

“เครย์ฟิช” กุ้งสีสวย ขวัญใจวัยโจ๋

กำ ลังฮอตฮิตในหมู่วัยรุ่นและบรรดานักเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงาม สำหรับ “กุ้งเครย์ฟิช” (Crayfish) หรือกุ้งสี สัตว์น้ำจืดที่มีสีสันสวยงาม โครงสร้างร่างกายแข็งแรง เลี้ยงง่าย มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ ยิ่งตอนนี้เทรนด์การจัดตู้ปลาสวยงามเข้ามามีบทบาท ส่งผลให้ผู้รักสัตว์หน้าใหม่หันมาสนใจกุ้งชนิดนี้กันมากขึ้น ฉะนั้น เพื่อไม่ให้ตกกระแส เทคโนโลยีชาวบ้าน มีข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับสัตว์น้ำดังกล่าวมานำเสนอ

กุ้งสีทำเงิน กำเนิดธุรกิจ

คุณ วสันต์ สว่างแจ้ง หรือ คุณต้น ฐานะเจ้าของฟาร์มไฮโดรเครย์ฟิช ผู้เพาะพันธุ์และจัดจำหน่ายกุ้งเครย์ฟิช หรือกุ้งสวยงาม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์น้ำชนิดนี้ว่า กุ้งเครย์ฟิชในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ “สาย P” (Procambarus) หรือกุ้งก้ามหนาม ถิ่นกำเนิดอยู่โซนทวีปอเมริกาและยุโรป ก้ามเล็ก ช่วงลำตัวสั้น โตเต็มที่ยาวประมาณ 4-5 นิ้ว บรรดามือใหม่หัดเลี้ยงจะชอบกุ้งสายนี้ เนื่องจากเลี้ยงง่ายและโตเร็ว สีที่ขายดี ได้แก่ ไบรท์ออเรนจ์หรือสีแดง เเละออเรนจ์นี่บลู (สีฟ้า)

อีกประเภทคือ “สาย C” (Cherax) ต้นกำเนิดมาจากทวีปออสเตรเลีย ก้ามเรียบและโต ลำตัวมีขนาดใหญ่ ความยาวเมื่อโตเต็มที่ ประมาณ 6-12 นิ้ว ชอบอาศัยอยู่ในน้ำเย็น ค่อนข้างเลี้ยงยาก ฉะนั้น เหมาะกับนักเลี้ยงประเภทมือโปร ส่วนสายพันธุ์ที่กำลังนิยม ได้แก่ บลูเพิร์ล บลูล็อบ แอพปริคอต อิเรียนจายา และจากการค้นพบกุ้งเครย์ฟิชทั้งสาย P และสาย C มีประมาณ 200-300 สายพันธุ์ ทั่วโลก

สำหรับที่มาของการเพาะพันธุ์กุ้งสีในเชิงพาณิชย์ คุณต้น เล่าว่า เดิมเป็นเชฟร้านอาหารฝรั่ง งานอดิเรกชอบเลี้ยงปลา ราว ปี 2548 มีเพื่อนนำกุ้งสวยงาม สายพันธุ์ดั้งเดิมหรือบลูล็อบเตอร์มาให้ทดลองเลี้ยง 1 คู่ ปรากฏให้ลูกกุ้งหลายร้อยตัว เลยลองนำไปจำหน่ายผ่านหน้าเว็บไซต์ ราคาตัวละ 120 บาท ลูกค้าให้การตอบรับดี จุดนี้เองถือเป็นการเริ่มต้นทำธุรกิจ

“ลูกกุ้งสวยงามชุดแรกสร้างรายได้ให้เป็นที่น่าพอใจ เลยซื้อกุ้งสายพันธุ์อื่นๆ จากบริษัทนำเข้า-ส่งออก สัตว์น้ำรายใหญ่

แห่ง หนึ่งมาเพาะขายแบบส่งถึงที่ ให้ลูกค้าในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำเช่นนี้สักระยะ ปรากฏว่ารายรับมากกว่างานประจำ อีกทั้งได้รับโอกาสจากเจ้าของร้านอาหารให้มาทำธุรกิจส่วนตัว ฉะนั้น ราวปี 2550 เริ่มศึกษารายละเอียดกุ้งสวยงาม และระบบซื้อขายอย่างจริงจัง”

ด้วย จุดแข็งทางการตลาดที่ไม่เหมือนใคร ส่งผลให้กุ้งสวยงามระบบเดลิเวอรี่ของคุณต้นเป็นที่ยอมรับและกล่าวถึง ภายในเวลาอันรวดเร็ว วัดจากจำนวนผู้ที่คลิกเข้าชมในหน้าเว็บไซต์แต่ละเดือนสูงถึงหลักหมื่นคลิก รายรับเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท ทุกวันนี้สามารถส่งออกกุ้งสาย P ให้ลูกค้าต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน และอีกหลายประเทศในแถบยุโรป ซึ่งบางประเทศนำไปรับประทานแทนการเลี้ยง ส่วนกุ้งสาย C ยังต้องนำเข้า แต่อนาคตจะพัฒนาการเลี้ยงเพื่อส่งออก

รูป แบบการลงทุนและวิธีดำเนินธุรกิจสัตว์น้ำสวยงามของคุณต้น เจ้าตัวระบุว่า เริ่มด้วยเงิน 3,000 บาท ซื้อพันธุ์กุ้งจำนวนหนึ่งมาเพาะ จากนั้นใช้กำไรต่อยอด ประกอบกับมีหลายช่องทางติดต่อลูกค้า ทั้งสำนักงานที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และระบบออนไลน์สื่อสารกับผู้ซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญมีบริการส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ระยะเวลาไม่นานกิจการกุ้งสวยงามเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน มีฟาร์มเลี้ยงที่จังหวัดระยอง ขนาดพื้นที่ 3.5 ไร่ และมีผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์ไปแล้วที่จังหวัดเชียงใหม่ ราคา 22,800 บาท ได้อุปกรณ์ส่งเสริมการขาย อาทิ ตู้ไฟหน้าร้าน ถังออกซิเจน กุ้งสี 100-250 ตัว เป็นต้น

มัดใจลูกค้าด้วยความสะดวก

เปิดใจเทคนิคเลี้ยงกุ้ง

เมื่อ เจ้าของร้านใช้กลยุทธิ์อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าทุกรูปแบบ มาพร้อมกระแสนิยมเลี้ยงสัตว์สวยงาม คุณต้น กล่าวว่า ออเดอร์ลูกกุ้งเฉพาะสาย P ในประเทศ รายสัปดาห์หมุนเวียน 400-600 ตัว ราคาส่งตัวละ 40-60 บาท ขายปลีกตัวละ 80-100 บาท ออเดอร์จากต่างประเทศ 1,200 ตัว ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอีก 1,200 ตัว

“กำลังการผลิตกุ้งสาย P เฉลี่ยเดือนละ 1,200-1,500 ตัว ถือว่าไม่พอต่อความต้องการ ตรงกันข้ามเราจะไม่เพาะมากกว่าคำสั่งซื้อ เนื่องจากราคาจะตก ปัจจุบันนอกจากลูกค้าในประเทศ ยังทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับลูกค้าต่างประเทศแต่ละรายไม่น้อยกว่า 1-3 ปี ต้นทุนหลังหักค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารบางอย่างที่ไม่สามารถผลิตได้ เช่น ไส้เดือน แครอต แต่ละเดือน 6,000-8, 000 บาท ค่าน้ำมันขนส่งสินค้า 10,000 บาท เฉลี่ยแล้วมีรายได้จากการจำหน่ายลูกกุ้งอยู่ที่หลักแสนบาทต่อเดือน”

สำหรับ รายละเอียดกุ้งเครย์ฟิช เเละวิธีการเลี้ยง ชายหนุ่มอัธยาศัยดีให้ข้อมูลว่า กุ้งชนิดนี้อุปนิสัยหวงถิ่นที่อยู่อาศัย ค่อนข้างก้าวร้าว ชอบพื้นที่กว้างๆ ดังนั้น ตู้หรือภาชนะที่เลี้ยงควรมีขนาด 24 นิ้ว ขึ้นไป อุณหภูมิน้ำไม่ต่ำกว่า 29 องศาเซลเซียส ข้อสำคัญไม่ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำหลายครั้งในวันเดียวกัน เนื่องจากน้ำจะทำปฏิกิริยากับกุ้งโอกาสตายสูง เพื่อคุณภาพน้ำที่ดีควรติดตั้งระบบออกซิเจน กรณีกุ้งสาย C ที่ชอบอากาศเย็น เวลาผสมพันธุ์ ให้ดีควรอยู่ห้องแอร์อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส เพราะถ้ากุ้งประเภทนี้เครียด จะสลัดก้ามทิ้ง โอกาสตายก็สูงเช่นเดียวกัน

ด้าน ของจำนวนการเลี้ยง คุณต้น ให้คำเเนะนำว่า เนื่องจากกุ้งเครย์ฟิชมีนิสัยหวงอาณาเขต ฉะนั้น ถ้าจะเลี้ยงเป็นคู่ ขนาดตู้ต้องใหญ่พอสมควร จำเป็นต้องมีที่หลบซ่อน อาทิ กระถางดินเผา ต้นไม้ ขอนไม้ ท่อพีวีซี ตัดเป็นท่อน นอกจากชัดเจนที่อยู่อาศัยเเล้ว ยังปลอดภัยเวลากุ้งเครย์ฟิชลอกคราบ เพราะเมื่อเจริญเติบโตขึ้น สัตว์ชนิดนี้จะเเสดงออกด้วยการลอกคราบ อัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ครั้ง ต่อ 1 เดือน เมื่ออายุได้ 1 ปี การลอกคราบจะเหลือเพียงปีละครั้ง เเต่ละครั้งลำตัวจะนิ่ม และอ่อนแอมาก จำเป็นต้องอยู่ในที่ปลอดภัย กว่าปลือกจะเเข็งเเรงเป็นปกตินาน 2-3 วัน

กรณีผู้เลี้ยงต้องการตก เเต่งที่อยู่อาศัยของกุ้ง สิ่งที่ควรคำนึงถึงลำดับเเรกคือ กุ้งเครย์ฟิชจะหลบซ่อนตัวช่วงเวลากลางวัน ออกหากินเวลากลางคืน ฉะนั้น วัสดุที่ใช้กำบังควรจะมีลักษณะเป็นโพรง อาทิ ต้นไม้น้ำ หรือ ท่อพีวีซี เเละด้วยนิสัยนักสำรวจ พื้นตู้ควรโรยด้วยกรวดและหินต่างๆ ไม่ควรใช้ทราย เพราะมีความหนาแน่นสูง อาจทำให้ขาดอากาศหายใจได้

ขายดี ยอดไม่ตก

ไม่หวง เผยทุกข้อมูล

หัวใจ สำคัญของผู้ที่เพาะเพื่อขยายพันธุ์ ฐานะเจ้าของฟาร์ม ระบุว่า กุ้งเครย์ฟิช สามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ทว่าต้องเป็นประเภทเดียวกันเท่านั้น วิธีการง่ายๆ เริ่มเเรก คัดกุ้งที่มีลักษณะเด่น คือ สีสวยสด อวัยวะครบ เเข็งเเรง อายุเฉลี่ยของพ่อเเม่พันธุ์ประมาณ 3 เดือน ขึ้นไป จากนั้นนำกุ้งเครย์ฟิชตัวผู้กับตัวเมียมาปล่อยรวมกัน ตัวเมีย 2 ตัว ตัวผู้ 1 ตัว สังเกตตัวเมียจะมีอวัยวะสืบพันธุ์เป็นแผ่นทรงวงรีสีขาว ขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร อยู่บริเวณขาเดินคู่ที่ 3 ส่วนกุ้งเครย์ฟิชตัวผู้ อวัยวะคล้ายตะขออยู่บริเวณขาเดินคู่ที่ 2 และ 3 ใช้สำหรับเกี่ยวตัวเมียในการผสมพันธุ์ ระยะเวลาผสมพันธุ์นาน 10-15 นาที

ส่วนระยะเวลากว่าจะเป็นลูกกุ้งสวยงาม หลังจากผสมพันธุ์เเล้ว 15-20 วัน จะเห็นไข่ใต้ท้อง บริเวณโคนขาของกุ้ง

เครย์ ฟิชตัวเมีย ไม่เกิน 15 วัน ไข่จะพัฒนาเป็นตัวกุ้ง จากนั้น 1-2 วัน กุ้งจะออกมาเดินหาอาหารเองในที่สุด การผสมพันธุ์แต่ละครั้งให้ลูกกุ้งมากถึง 300 ตัว ตัวอ่อนของกุ้งเครย์ฟิชมีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ช่วงนี้จะลอกคราบบ่อย ควรดูเเลอย่างดี ให้อาหารเสริมจำพวกไส้เดือนฝอย ไรทะเล

ด้านอาหารเองก็มีผลต่อสีสันเเละความเเข็งเเรง สำหรับคุณต้น นอกจากอาหารตามธรรมชาติ อาทิ สาหร่ายหางกระรอก ตะไคร่น้ำ หนอนแดง ไส้เดือนน้ำ แครอตต้มสุก เขาบอกว่า คิดค้นสูตรอาหารขึ้นเอง ตัวอย่าง เช่น ปลาป่น ตับปลาหมึก แป้งสาลี กากถั่วเหลือง น้ำมันปลา แร่ธาตุ วิตามิน ลิ้นทะเล หรือกระดองปลาหมึก มีสรรพคุณเสริมแคลเซียม ช่วยเร่งการแข็งตัวของเปลือกกุ้ง ป้องกันกุ้งขาดสารอาหาร ลอกคราบไม่ออก ลอกคราบติด เปลือกนิ่ม ตัวกรอบ ผลิตเม็ดสีได้เต็มที่

มีข้อห้ามที่ ผู้เลี้ยงต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นั้นคือ ไม่ควรเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชรวมกับปลาสวยงามที่นิสัยดุร้าย และชอบอยู่ก้นตู้เหมือนกัน ฉะนั้นเเล้ว กุ้งเครย์ฟิช อาจกลายเป็นอาหารปลา

นอก จากคุณต้นจะรับผิดชอบเรื่องเพาะพันธุ์กุ้ง ดูแลด้านการตลาด ยังมีทีมงานอีก 8-10 คน เป็นผู้ช่วยจัดส่งสินค้าถึงมือผู้ซื้อ และหากใครต้องการเข้าไปเรียนรู้วิธีการเลี้ยง การเพาะพันธุ์ชนิดถึงตัวกุ้ง คุณต้น บอกว่า ยินดีต้อนรับ พร้อมกับเผยทุกเทคนิค ทุกเคล็ดลับ ไม่หวงแน่นอน

หากท่านใดสนใจ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือแวะไปชมฟาร์มคุณต้น เลขที่ 80/19 หมู่ที่ 4 ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมือง จังหวัดระยอง หมายเลขโทรศัพท์ (084) 333-7489 หรือสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ที่อยู่ หมู่บ้านลุมพินีวิลล์ อยู่ริมถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี เบอร์โทรศัพท์ (084) 333-7489 เเละหน้าเว็บไซต์http://aqua.c1ub.net/forum/index.php?topic=61104.0

 

เพาะปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาล ที่เมืองสี่แคว

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

เพาะปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาล ที่เมืองสี่แคว

จากอดีต จนถึงปัจจุบัน เนื้อปลายังเป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ โปรตีนสูง ย่อยง่าย ราคาถูก เหมาะแก่การบริโภคกับคนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและคนชราที่มีความต้องการอาหารที่ย่อยง่ายกว่าคนในวัยหนุ่ม-สาว เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ดังนั้น เมื่อมีความต้องการอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อปลามากขึ้น ทำให้ความต้องการลูกพันธุ์ปลาน้ำจืดเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

การเพาะ ขยายพันธุ์ปลาน้ำจืด มีสภาพปัญหาที่เกี่ยวกับระยะเวลา ทำให้สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น คือจะเพาะขยายพันธุ์ในช่วงฤดูวางไข่ ตั้งแต่ช่วงฤดูฝนจนถึงช่วงต้นฤดูหนาวเท่านั้น ช่วงเวลาที่เพาะขยายพันธุ์ได้ประมาณ 7 เดือน ส่วนอีก 5 เดือน ที่เหลือเกษตรกรก็ประสบกับภาวะว่างงาน ขาดรายได้มาใช้จ่ายภายในครอบครัว ก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ประกอบกับปลาเศรษฐกิจหลายชนิด มีผลผลิตมากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ด้าน อาทิ ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ราคาผลผลิต ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จึงเป็นเหตุทำให้มีการคิดค้นหาหนทางแก้ปัญหา

ฟาร์มบ่อปลาณรงค์ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 11/1 หมู่ที่ 6 ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นแหล่งคิดค้นเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดและปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาลขนาดใหญ่ แห่งหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ ผลิตพันธุ์ปลาน้ำจืดเกือบทุกชนิด แต่ฟาร์มจะเน้นในเรื่องของการเพาะปลาสวายเนื้อขาวเป็นพิเศษ โดยมี คุณนรินทร์ศักดิ์ พัวตระกูล อายุ 35 ปี จบปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา หันตรา วท.บ. (ประมง) ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน วท.ม. (วิทยาศาสตร์การประมง) ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผู้จัดการฟาร์ม

คุณนรินทร์ศักดิ์ เล่าว่า จากการที่ตนได้มีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิทยาศาสตร์การประมง) สาขาวิทยาศาสตร์การประมง ภาควิชาชีววิทยาประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) หลักวิชาการทั้งหมดที่ได้ศึกษามา และงานวิจัยในด้านต่างๆ ที่สนใจ ประกอบกับประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จริงๆ ภายในฟาร์ม ตนได้นำความรู้และประสบการณ์ในทุกๆ ด้านที่มีมาคิดค้น ทดลอง เพาะพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาล ที่ฟาร์มบ่อปลาณรงค์ ซึ่งเป็นฟาร์มที่บิดาของตนได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็ก

แรก เริ่มนั้นก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ แต่ก็มิได้ท้อถอย ตรงกันข้ามกับคิดค้น หาวิธีที่จะเพาะพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูให้เป็นผลสำเร็จให้ได้ เสาะแสวงหาแนวทาง ลองผิด ลองถูก จนพบวิธีการที่เป็นไปได้ โดยศึกษาดูปัจจัยต่างๆ ที่ปลาในฤดูกาลปกติมีสิ่งใดบ้าง ก็เติมปัจจัยนั้นๆ เข้าไปให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยเน้นให้ประหยัดต้นทุน ใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ยุ่งยาก เป็นเทคโนโลยีระดับพื้นบ้าน คนทั่วไปสามารถประยุกต์ใช้งานได้จริง

จากการติดตามผลงาน และคอยดูแลอย่างใกล้ชิดจนในที่สุดก็สามารถเพาะพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดู กาลได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อฟาร์ม ทำให้ฟาร์มมีลูกพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวจำหน่ายตลอดทั้งปี ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดอย่างมหาศาล และยังส่งผลต่อการพัฒนาอาชีพของตนให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

แนวทางและเป้าหมาย

คุณ นรินทร์ศักดิ์ ได้ประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ภายในฟาร์มอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนำปัจจัย สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมใส่เข้าไป โดยเน้นให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เดิมที่มีอยู่ ใช้หลักการง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริงๆ ที่สำคัญชาวบ้านทั่วๆ ไป ก็สามารถปรับประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้

คุณนรินทร์ศักดิ์ ได้ดำเนินการ โดยนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ตั้งแต่ต้นมาเป็นตัวตั้งในการวางแนวทาง และได้ทดลอง หาสาเหตุที่ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ และแก้ไขปัญหานั้นๆ ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จจนได้องค์ความรู้ที่เป็นเทคนิคการเพาะขยายพันธุ์ ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาล และเมื่อพบว่าสามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูได้แล้ว ก็ยังไม่ได้หยุดนิ่งอยู่แค่นั้น คุณนรินทร์ศักดิ์ยังคิดค้นวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดนอกฤดูเป็นผล สำเร็จ ซึ่งขั้นตอนนี้กำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเทคนิคต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการทดลองอยู่ คาดว่าน่าจะประสบผลสำเร็จได้ในอนาคต

ใน ปัจจุบันนี้ฟาร์มบ่อปลาณรงค์มีลูกพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวและลูกพันธุ์ปลา ต่างๆ จำหน่ายตลอด ส่งผลให้ฟาร์มมีรายได้ตลอดทั้งปี นับได้ว่าความคิดที่จะแก้ปัญหาที่ครอบครัวขาดรายได้ช่วงนอกฤดูกาล ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ แต่ทั้งนี้ในขณะเดียวกันเกษตรกรกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงปลารายอื่นๆ ก็ยังคงต้องเจอกับปัญหาขาดรายได้ในช่วงนอกฤดูกาลอยู่ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าความรู้และความคิดริเริ่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรได้บ้างก็คงจะเป็น เรื่องที่ดี

ปัญหาและอุปสรรค

ที่พบในการลองผิด-ลองถูก

จาก การทดลองและปฏิบัติจริงที่ผ่านมา ต้องพบเจอกับอุปสรรคมากมายหลายด้าน อาทิ ระดับของอุณหภูมิภายในบ่อค่อนข้างต่ำ เนื่องจากช่วงนอกฤดูกาลนี้เป็นช่วงฤดูหนาว จากอุณหภูมิที่ต่ำนี้ส่งผลให้การฟอร์มไข่ และการเพาะฟักเป็นไปอย่างลำบาก ผลที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร และจากปัญหาดังกล่าว ยังส่งผลให้ได้ผลผลิตต่อฤดูกาลผลิตไม่มากเท่าที่ควร ทำให้ประสบกับภาวะรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ก่อให้เกิดปัญหาความไม่คุ้มทุน จึงต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป

แนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

จาก ปัญหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คุณนรินทร์ศักดิ์ได้ทดลองประยุกต์ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในฟาร์ม หลายๆ ด้าน เพื่อสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ จนในที่สุดก็เกิดเป็นกระโจมครอบบ่อปลา เพื่อรักษาอุณหภูมิอากาศ และอุณหภูมิน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อความต้องการของปลามากที่สุด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นอีก อุณหภูมิภายในบ่อกระโจมยังคงมีอุณหภูมิต่ำอยู่ จึงมีแนวคิดใหม่ ทำเตาขนาดใหญ่ที่ก่อด้วยอิฐบล็อคโดยมีท่อส่งความร้อนลงไปยังบ่อโดม เสร็จแล้วนำฟืนมาเผาเพื่อให้เกิดพลังงานความร้อนส่งไปยังบ่อโดม ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเพาะ

พันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดู

ทำ ให้พบว่า ความคิดริเริ่มเสาะแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการเพาะพันธุ์ปลานอกฤดู ซึ่งมีทางเป็นไปได้ ดังจะเห็นได้จากผลผลิตที่สามารถผลิตพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูได้ ทำให้ฟาร์มมีลูกพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวจำหน่ายตลอดทั้งปี ก่อให้เกิดรายได้มาเลี้ยงครอบครัวตลอดทั้งปี ความเดือดร้อนที่เคยได้รับจากการขาดรายได้ในช่วงนอกฤดูกาลก็หมดไป ส่วนนี้เป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่สามารถนำความรู้ที่ได้เรียนมา ประกอบกับประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีต มาผสมผสานให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัวได้เป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นับได้ว่าเป็นสิ่งใหม่ สำหรับวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเลยที่เดียวก็ว่าได้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีต่อวงการ เป็นการพัฒนาให้เกษตรกรที่ประกอบอาชีพด้านนี้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจาก เดิม เพราะมีรายได้ตลอดทั้งปี และในอนาคตน่าจะเป็นประโยชน์ในด้านส่งลูกพันธุ์ปลาจำหน่ายยังต่างประเทศได้ อีกด้วย

จากการคิดค้นทดลองเพาะขยายพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาล ได้เป็นผลสำเร็จนี้ ไม่ได้ส่งผลดีต่อเฉพาะตัวของคุณนรินทร์ศักดิ์ แต่ยังส่งผลดีต่อครอบครัว ก่อให้เกิดรายได้ตลอดทั้งปี ฟาร์มมีรายได้สมดุลกับรายจ่าย ทำให้ฟาร์มดำเนินธุรกิจอยู่รอดได้ จากความสำเร็จของงานชิ้นนี้นั้น คุณนรินทร์ศักดิ์ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ แต่กลับมีความคิดที่จะส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จืดให้ประสบผลสำเร็จในด้านอาชีพเช่นเดียวกับที่ตนเองประสบความสำเร็จอยู่ใน ขณะนี้

โดยเริ่มจากการพูดคุยแนะนำถึงความสำเร็จที่คุณนรินทร์ ศักดิ์ทำอยู่ และช่วยส่งเสริม แนะนำให้เพื่อนเกษตรกรที่สนใจให้ผลิตพันธุ์ปลานอกฤดูบ้าง แต่ทั้งนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการกระจายความรู้ยังอยู่ในวงแคบๆ แต่ก็มิได้ท้อถอย ยังคงเปิดกว้างให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจ โดยการจัดสถานที่ที่ฟาร์มให้รองรับเกษตรกรได้ 80-100 คน เพื่อเปิดอบรมเกษตรกร โดยการนำทีมของภาครัฐบาล เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด สำนักงานประมงจังหวัด ตลอดจนกลุ่มเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันเองและมีความสนใจด้านการเพาะเลี้ยงปลาน้ำ จืด หรือแม้กระทั่งกลุ่มนักเรียน นักศึกษา จากสถาบันต่างๆ และที่สำคัญทางฟาร์มยังเปิดรับนักศึกษาฝึกงานภายในฟาร์มเป็นประจำทุกๆ ปี อีกด้วย

ขั้นตอนและวิธีการผสมพันธุ์

1. การคัดเลือก พ่อ-แม่พันธุ์

ใน การเพาะพันธุ์ปลา พ่อแม่พันธุ์ต้องมีไข่แก่อยู่ในระยะพร้อมที่จะเกิดการตกไข่และมีน้ำเชื้อดี ดังนั้น การคัดพ่อแม่พันธุ์จึงเป็นขั้นตอนแรกที่กำหนดว่าจะประสบความสำเร็จในการเพาะ พันธุ์ปลาหรือไม่ วิธีการคัดเลือกมีวิธีดังนี้

พิจารณาจากลักษณะภาย นอก ปลาเมื่อใกล้ถึงฤดูวางไข่ ไข่จะเจริญเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้น มีผลให้รังไข่ขยายตัวดันช่องเพศให้อูมออกมา ส่วนจะนูนออกมามากน้อยก็ขึ้นอยู่กับชนิดและความสมบูรณ์ของปลา ช่องเพศหรือติ่งเพศรวมทั้งทวารหนักจะขยายตัวบวมพองมีสีชมพูเรื่อๆ ทั้งลักษณะท้องและลักษณะช่องเพศหรือติ่งเพศต้องพิจารณาประกอบกัน หากพิจารณาแต่ลักษณะใดลักษณะหนึ่งจะทำให้เข้าใจผิดได้ เพราะปลาบางตัวอาจมีท้องอูมเป่งเพราะอ้วน หรือเพิ่งกินอาหารมาใหม่ๆ ดังนั้น ก่อนคัดพ่อแม่พันธุ์จึงจำเป็นต้องงดอาหารก่อน 1 วัน หรืออาจต้องงดนานถึง 2 วัน ส่วนปลาเพศผู้ จะต้องคัดปลาที่แข็งแรง ปราดเปรียว ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป ปลาบางชนิดเมื่อรีดเบาๆ ที่ช่องเพศ จะมีน้ำเชื้อซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวข้นขาวเหมือนน้ำนมไหลออกมา หากน้ำเชื้อมีลักษณะใสไม่ควรนำปลาตัวนั้นมาใช้เป็นพ่อพันธุ์

2. วิธีการเพาะพันธุ์ปลา

- เป็นการเพาะพันธุ์ปลาโดยการผสมเทียม คือการรีดไข่และน้ำเชื้อออกมาผสมกันในภาชนะภายนอกตัวปลา พ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ต้องฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้เกิดการตกไข่ โดยฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้แม่พันธุ์ซึ่งมีไข่อยู่ในระยะพัก เกิดการเจริญของไข่ขั้นสุดท้าย และตกไข่ ส่วนปลาเพศผู้ถ้ามีน้ำเชื้อดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดฮอร์โมนกระตุ้นก็ ได้

- ใช้วิธีแห้งแบบดัดแปลง โดยผสมไข่กับน้ำเชื้อในภาชนะที่แห้งแล้วเติมน้ำลงในภาชนะพอท่วมไข่ วิธีนี้น้ำจะกระตุ้นให้น้ำเชื้อเคลื่อนไหวเข้าผสมกับไข่ได้ดีขึ้น และยังช่วยล้างสิ่งสกปรกที่ติดมากับไข่หรือน้ำเชื้อออกเสียก่อนที่จะนำไปฟัก อีกด้วย

- เมื่อเวลาผ่านไป 24 ชั่วโมง ไข่จะฟักเป็นตัว เราก็นำไข่ที่ฟักเป็นตัวแล้วไปอนุบาลในบ่อดินต่อไป

- การอนุบาลลูกปลาในบ่อดินระยะแรกๆ นั้น จะให้ไรแดงเป็นอาหารลูกปลาวัยอ่อน แล้วจึงจะให้อาหารเม็ดที่มีขนาดเล็กๆ ต่อไป

- เมื่อลูกปลาได้ขนาดตามที่ลูกค้าต้องการแล้ว ก็เก็บเกี่ยวผลผลิตลูกปลาโดยใช้อวนล้อมจับ เสร็จแล้วนำมาแยกขนาดในบ่อปูนซีเมนต์ให้ได้ขนาดต่างๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ

- เมื่อแยกปลาได้ขนาดต่างๆ แล้ว ก็พักลูกปลาไว้ในบ่อปูนซีเมนต์ 1-2 วัน ก็ส่งลูกปลาจำหน่ายได้

ใน ปัจจุบันนี้ คุณนรินทร์ศักดิ์มีแนวคิดที่จะรวมกลุ่มของผู้เพาะพันธุ์ปลา และกลุ่มผู้เลี้ยงปลา โดยอาจจัดให้อยู่เป็นกลุ่มในรูปของสหกรณ์ ทั้งนี้ เพื่อให้มีอำนาจในการกำหนดราคาจำหน่ายพันธุ์ปลา และปลาเนื้อ โดยให้มีความเป็นธรรมทั้งกลุ่มผู้เลี้ยง ผู้ค้า และกลุ่มผู้บริโภค ไม่ใช่ปล่อยให้อำนาจในการตั้งราคาตกอยู่กับกลุ่มพ่อค้าคนกลางอย่างที่เป็น อยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วนนี้เป็นเป้าหมายต่อไปที่ตั้งใจจะทำให้ได้ เพราะถ้าทำได้เป็นผลสำเร็จก็จะส่งผลดีให้กับทุกๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะฝ่ายผู้เลี้ยง ผู้บริโภค และยังส่งผลให้มีอำนาจต่อรองราคาในการค้าทั้งภายในและต่างประเทศได้อีกด้วย

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร

ตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟาร์มบ่อปลาณรงค์ได้ดำเนินกิจการฟาร์มควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากร เช่น แทนที่จะนำน้ำจากบ่อพ่อแม่พันธุ์ซึ่งมีสีเขียวเข้มทิ้งลงสู่แม่น้ำลำคลอง แต่กลับนำน้ำจากบ่อพ่อแม่ปลาที่มีสีเขียวเข้ม (ซึ่งปกติต้องถ่ายน้ำทิ้ง) กลับนำน้ำมาใช้ในการผลิตไรแดงในบ่อดินได้อีก นับได้ว่ากิจกรรมนี้ส่งผลประโยชน์ให้ฟาร์มได้ไรแดง (ซึ่งเป็นอาหารของปลา) เพิ่มขึ้นอีก และในขณะเดียวกันยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรได้เป็นอย่างดี ยิ่ง

นอกจากนี้ ฟาร์มบ่อปลาณรงค์ยังได้เก็บรวบรวมพันธุ์ปลาที่หายาก ใกล้จะสูญพันธุ์ มาศึกษา ค้นคว้า ทดลองเลี้ยง ตลอดจนเพาะขยายพันธุ์ปลาชนิดนั้นๆ พยายามให้เป็นผลสำเร็จ และปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่ธรรมชาติส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้เพื่อศึกษาและอนุรักษ์พันธุ์ปลาให้คงอยู่ต่อไป

ท่าน ใดสนใจ ต้องการศึกษาดูงานหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนรินทร์ศักดิ์ พัวตระกูล บ้านเลขที่ 11/1 หมู่ที่ 6 ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ 60250 โทร. (056) 203-146, (081) 785-6639

 

เศรษฐกิจจาก “ฐานชีวภาพ” พัฒนาอย่างไร…ต้องไปชมงาน

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

พรศักดิ์ พงศาปาน

เศรษฐกิจจาก “ฐานชีวภาพ” พัฒนาอย่างไร…ต้องไปชมงาน

ผม ขึ้นต้นว่า “เศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ” หลายท่านอาจฉงนสงสัยว่าหมายถึงอะไร โดยเฉพาะคำว่า “ชีวภาพ” มีความหมายกว้างแค่ไหน เราจะนำมาพัฒนาในเชิงเศรษฐกิจได้อย่างไร

ผู้ที่จะให้คำตอบนี้ได้ ดีที่สุดคือ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. …พอกล่าวถึงหน่วยงานนี้ขึ้นมาก็ยิ่งเพิ่มความสงสัยขึ้นมาอีกว่ามีบทบาท หน้าที่อะไรบ้าง

อย่าว่าแต่ชาวบ้านธรรมดาเลย แม้แต่สื่อมวลชนหลายคนก็ยังไม่ค่อยคุ้น…ผมไม่ได้โมเมขึ้นมาเอง แต่ได้ถามไถ่ว่ารู้จักไหม ปรากฏว่ามีพยักหน้าไม่กี่คน นอกนั้นส่ายหน้าหมด

เอา ละ…ผมจะพาท่านไปรู้จักกับหน่วยงานแห่งนี้ ก่อนที่จะขอบอกว่าในเร็วๆ นี้เขาจะมีการจัดกิจกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ

สพภ. เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2550ั้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 โดยมี คุณอภิวัฒน์ เศรษฐรักษ์ เป็นผู้อำนวยการ

ภารกิจหลักคือ ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ อันหมายรวมไปถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังรวบรวม ศึกษา วิเคราะห์ และประเมินข้อมูล รวมทั้งความต้องการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ เสนอแนะนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพต่อคณะ รัฐมนตรี และภารกิจที่เกี่ยวข้องอีกหลากหลายเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่าง ยั่งยืน

จึงพอสรุปได้ว่า “ชีวภาพ” หมายถึง ความหลากหลายในสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชสัตว์ จุลินทรีย์ที่มีความเชื่อมโยงกันเป็นสายใยในระบบนิเวศวิทยา เรียกโดยรวมว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (biodiversity) ซึ่งมีอยู่มากมายในโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าเขตร้อน

อาจกล่าวได้ว่าความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ความมั่นคงทางอาหาร การแก้ไขปัญหาความยากจนและการพัฒนา แต่การพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดและศักยภาพในการฟื้นตัวของทรัพยากร เป็นเหตุให้มีการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศต้องเร่งหยุดยั้ง

สำหรับประเทศไทย นั้นเป็นแหล่งรวมของกลุ่มพรรณพฤกษชาติภูมิภาคอินเดีย-พม่า ภูมิภาคอินโดจีนและภูมิภาคมาเลเซีย จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ประมาณว่ามีพืชอย่างน้อย 12,000 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 302 ชนิด นกอย่างน้อย 982 ชนิด ปลาน้ำจืดและปลาทะเลอย่างน้อย 720 และ 2,100 ชนิด ตามลำดับ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 10 ของชนิดพันธุ์ปลาของโลก แต่ความหลากหลายทางชีวภาพของเรากำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีสาเหตุสำคัญคือ การใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพเกินศักยภาพของระบบนิเวศ เพราะประชาชนมีความตระหนักในเรื่องคุณค่าและการอนุรักษ์ความหลากหลายทาง ชีวภาพน้อย ขาดการประชาสัมพันธ์ การให้การศึกษาและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นทั่วโลกก็ว่าได้

การ ประชุมสุดยอดโลก ว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ นครโยฮันเนสเบิร์ก สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เมื่อปี ค.ศ. 2002 ได้ให้การรับรองเป้าหมายการลดอัตราการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมี นัยสำคัญ ภายในปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) และองค์การสหประชาชาติได้มีมติประกาศให้ ปี ค.ศ. 2010 เป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ได้ขอความร่วมมือภาคีอนุสัญญาฯ รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดกิจกรรมในปีสากลแห่งความหลากหลายทาง ชีวภาพ

ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรี จึงมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2552 ให้ปี 2553 เป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย

สพภ. ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ จึงได้จัดงานมหกรรมทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น ประจำปี 2553 (Bio-Economy 2010) ขึ้น เพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงคุณค่า และรู้จักการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนคู่กับการอนุรักษ์และ การใช้ประโยชน์อย่างรู้คุณค่า

ภายใต้ชื่องานว่า “2553 ปี สากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ จุดเริ่มของการสร้างเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพอย่างยั่งยืน” โดยจะจัดขึ้น ในวันที่ 23-24 กันยายน 2553 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ

การจัดงานครั้งนี้ถือว่า เป็นครั้งที่ 3 คือตั้งแต่ก่อตั้ง สพภ. ขึ้นมา ก็จะมีการจัดงานกันทุกปี และผมเองได้มีโอกาสไปร่วมงานทั้ง 2 ครั้ง รวมทั้งครั้งที่จะถึงนี้ก็จะไม่พลาด เพราะว่ามีกิจกรรมมากมายที่ล้วนแล้วน่าสนใจ

เป็นต้นว่า นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เกี่ยวกับทรัพยากร ชีวภาพโครงการต่างๆ นิทรรศการปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ นิทรรศการความหลากหลายของวิถีชีวิตจาก 35 ชุมชนต้นแบบ ซึ่งจะมีสาธิตอาชีพและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการจำหน่ายสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ (OTOP)

สิ่งสำคัญที่สุด เขาจะมีการออกแบบงานให้เป็นบรรยากาศของป่าที่นำเอาสัตว์ป่าเศรษฐกิจแปลกๆ ใหม่ๆ มาโชว์ พร้อมจำลองวิถีชีวิตชุมชนกับสายน้ำ และการแสดงต่างๆ ที่บ่งบอกถึงศักยภาพการพัฒนาทรัพยากรจากฐานชีวภาพ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมบนเวทีที่เป็นการแสดงและสาธิตอาชีพจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น การทำไม้กวาดเป็ง (จังหวัดมุกดาหาร) การแสดงสานหวดประกอบเพลง (จังหวัดอำนาจเจริญ) การทำแคบหมู (จังหวัดเชียงใหม่) ฯลฯ และสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาหาความรู้ เขาจะมีการสัมมนาหลากหลาย เช่น สัตว์ป่าโอกาสและศักยภาพในการสร้างธุรกิจ แนวทางการให้บริการแก่ธุรกิจจากฐานชีวภาพ แนวทางการผลักดัน PES อย่างเป็นรูปธรรม (แนวคิดใหม่เกี่ยวกับการให้ค่าตอบแทนแก่ชุมชนที่อนุรักษ์ทรัพยากรจากฐาน ชีวภาพ) ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศศักยภาพของชุมชนไทยก้าวไกลสู่สากล ฯลฯ รวมทั้งกิจกรรมประกวดออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการโต้วาทีระดับอุดมศึกษาเรื่อง เศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ กับการอนุรักษ์จะทำได้จริงหรือ

กิจกรรมทั้ง หมดที่นำมาเล่าสู่กันฟังขอย้ำว่า จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ ดังที่ ผอ. สพภ. ได้กล่าวย้ำในวันที่ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงาน เมื่อเร็วๆ นี้ว่า

“การ จัดงานมหกรรมทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในครั้งนี้ เราได้เตรียมงานมาเป็นอย่างดี ทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นจะสามารถบ่งบอกถึงศักยภาพของประเทศไทยได้ว่าเรามีความ พร้อมที่จะนำทรัพยากรที่มีอยู่มาเป็นต้นทุนพัฒนาหรือต่อยอดสร้างเสริมเป็น อาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชน…เพื่อเศรษฐกิจของไทยเข้มแข็งได้อย่างแน่นอน”

ใครอยากรู้ว่าทรัพยากรชีวภาพสำคัญอย่างไร ก็ต้องไม่พลาดที่จะเข้าร่วมชมงานครั้งนี้

 

เสน่ห์ ลมสถิตย์ กับงานพัฒนามะม่วงสายพันธุ์แปลกและหายาก

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 486

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

เสน่ห์ ลมสถิตย์ กับงานพัฒนามะม่วงสายพันธุ์แปลกและหายาก

“มะม่วง” ยังจัดเป็นไม้ผลที่เกษตรกรไทยมีการขยายพื้นที่มากที่สุดอีกชนิดหนึ่ง และส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้จะเน้นปลูกพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองเกือบทั้งหมด เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีความต้องการมาก ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงขายผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองได้ราคาดีต่อเนื่อง มาหลายปี ในช่วงฤดูกาลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เกรดเอ เพื่อการส่งออกขายจากสวนได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 บาท ดีกว่าผลไม้อื่นๆ อีกหลายชนิด ในขณะเดียวกันยังได้มีการนำสายพันธุ์มะม่วงจากต่างประเทศมาปลูกในบ้านเราจน ประสบผลสำเร็จหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่นำมาจากประเทศออสเตรเลีย ได้แก่ พันธุ์อาร์ทู อีทู และพันธุ์เคนซิงตันไพรด์ เป็นต้น แต่ที่กำลังได้รับความนิยมมากในขณะนี้คือ สายพันธุ์มะม่วงจากไต้หวัน เริ่มจากพันธุ์ “จินหวง” จัดเป็นมะม่วงที่มีขนาดผลใหญ่และเป็นมะม่วงเศรษฐกิจสายพันธุ์หนึ่งของ ไต้หวัน เมื่อมีการนำมาปลูกในประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นหลายชื่อ เช่น พันธุ์นวลคำ และพันธุ์เขียวใหญ่ เป็นต้น

หลายคนยังไม่ทราบ ว่า ปัจจุบัน ไต้หวันมีพื้นที่ปลูกมะม่วงในเชิงพาณิชย์ประมาณ 420,000 ไร่ และปลูกพันธุ์หลักๆ อยู่ 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ “อ้ายเหวิน” ซึ่งเป็นพันธุ์เดียวกับพันธุ์เออร์วิน และพันธุ์ “จินหวง” โดยมะม่วงทั้ง 2 สายพันธุ์ ที่ได้กล่าวมานี้จัดเป็นมะม่วงที่ไต้หวันปลูกและผลิตเพื่อการส่งออกไปขายยัง ประเทศญี่ปุ่น ผลผลิตจะออกสู่ตลาดในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ของทุกปี ในขณะเดียวกันที่ไต้หวันเองมีหน่วยงานของรัฐคือ ศูนย์ปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองไทนัน ซึ่งผู้เขียนเคยได้ไปดูงานที่ศูนย์แห่งนี้ มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงโดยเน้นในเรื่องของสีผิวที่จะทำให้ผลมะม่วงมีสี แดง อย่างกรณีของมะม่วงพันธุ์ “ยู่เหวิน” ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสม ระหว่าง พันธุ์ “อ้ายเหวิน” กับ พันธุ์ “จินหวง” ของไต้หวันได้มีเกษตรกรไทยนำยอดมะม่วงสายพันธุ์นี้มาเสียบยอดในบ้านเรา 4-5 ปีมาแล้ว เริ่มให้ผลผลิตเหมือนกับที่ปลูกในไต้หวัน จัดเป็นมะม่วงแปลกและหายากที่น่าปลูกอีกสายพันธุ์หนึ่งในขณะนี้

คุณ เสน่ห์ ลมสถิตย์ บ้านเลขที่ 53/1 หมู่ที่ 5 ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี 11150 โทร. (081) 445-8792 และ (089) 697-8828 นับเป็นเกษตรกรไทยอีกรายหนึ่งที่ได้มีการรวบรวมสายพันธุ์มะม่วงไทยและสาย พันธุ์ต่างประเทศที่หายาก คุณเสน่ห์ ได้เล่าประวัติความเป็นมาก่อนที่จะมีอาชีพเป็นเกษตรกร เริ่มต้นอาชีพเกษตรกรรมด้วยการทำเฟอร์นิเจอร์ ด้วยมีใจที่รักอาชีพการเกษตรจึงเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรรมด้วยการปลูกผักขาย ต่อมาขาดทุนจากการปลูกผักไปเป็นเงินเกือบล้านบาทด้วยขาดความรู้ความเข้าใจใน เรื่องของการตลาด เลิกจากปลูกผักเปลี่ยนมาปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ ซึ่งในขณะนั้นชมพู่สายพันธุ์นี้ราคาขายถึงผู้บริโภคแพงมาก ถ้าเกรดเอ ราคาถึงผู้บริโภคไม่ต่ำกว่า 100 บาท แต่ผลปรากฏว่าชมพู่ทับทิมจันท์ที่สวนของคุณเสน่ห์มีคุณภาพดีและรสชาติ หวานอร่อยมาก ขายให้พ่อค้าคนกลางได้เพียงกิโลกรัมละ 18 บาท เท่านั้น มีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้นำผลผลิตชมพู่ไปขายเอง โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ขายได้ถึงกิโลกรัมละ 80 บาท ในช่วงเวลานั้นขายได้วันละ 400 กิโลกรัม นับว่าทำรายได้ดีมาก ต่อมามีเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกชมพู่ทับทิมจันท์กันมาก ราคาตกลงมาหลายเท่า คุณเสน่ห์ยังได้บอกว่าการปลูกชมพู่จะต้องใช้แรงงานมาก อีกทั้งมีเพื่อนที่ขายต้นมะม่วงอยู่บอกว่า ทุกอย่างของมะม่วงขายได้หมด คุณเสน่ห์จึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่ 7 ไร่ หันมาปลูกมะม่วงสายพันธุ์แปลกและหายาก รวบรวมพันธุ์มะม่วงทั้งในและต่างประเทศมาปลูกและขยายพันธุ์ขาย ซึ่งได้ประกอบอาชีพขายกิ่งพันธุ์มะม่วงและผลผลิตมะม่วงมานานกว่า 10 ปีแล้ว สิ่งที่น่าชมเชยคุณเสน่ห์ก็คือ ให้กิ่งพันธุ์มะม่วงตรงตามสายพันธุ์ไม่มีการย้อมแมวขาย และที่สำคัญไม่เคยเปลี่ยนชื่อสายพันธุ์มะม่วงที่จะทำให้เกิดความสับสนใน เรื่องของสายพันธุ์

สายพันธุ์มะม่วง ที่สร้าง

ความสับสนให้กับผู้ปลูกมะม่วง

คุณ เสน่ห์ บอกว่า ปัจจุบันน่าจะมีมะม่วงอยู่ประมาณ 3 สายพันธุ์ ที่สร้างความสับสนให้กับเกษตรกร อาทิ พันธุ์ขาวนิยม ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกับพันธุ์น้ำดอกไม้มัน (มะม่วงน้ำดอกไม้มัน เป็นมะม่วงลูกผสมของไทย ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์เขียวเสวยและพันธุ์น้ำดอกไม้) ลักษณะของผลคล้ายกับพันธุ์น้ำดอกไม้ แต่ขนาดของผลใหญ่กว่ามาก และเมื่อผลแก่จะมีรสชาติหวานมัน แรกเริ่มจะตั้งชื่อว่าพันธุ์น้ำดอกไม้ แต่ขนาดของผลใหญ่กว่ามาก และเมื่อผลแก่จะมีรสชาติหวานมัน แรกเริ่มจะตั้งชื่อว่า พันธุ์น้ำดอกไม้มัน แต่ทางราชการบอกว่ากลัวเกษตรกรและผู้บริโภคจะสับสนกับพันธุ์น้ำดอกไม้ จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นพันธุ์ขาวนิยม สำหรับมะม่วงพันธุ์จินหวง ซึ่งทาง อาจารย์ฉลองชัย แบบประเสริฐ บอกว่า ทางโครงการหลวงได้สายพันธุ์มาจากไต้หวัน และได้มาเปลี่ยนชื่อ เป็นพันธุ์ “นวลคำ” และยังมีเกษตรกรบางรายมาเปลี่ยนชื่อเป็นพันธุ์เขียวใหญ่ และล่าสุดคือมะม่วงพันธุ์ลูกผสม ที่มีชื่อว่า “ยู่เหวิน” ซึ่งคุณเสน่ห์ได้มีการนำกิ่งพันธุ์ออกมาเผยแพร่และได้มีเกษตรกรบางรายนำไป เปลี่ยนชื่อแล้วก็มี

มะม่วงพันธุ์ยู่เหวิน

ปลูกง่ายและให้ผลผลิตดก

จาก การศึกษาการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของมะม่วงพันธุ์ยู่เหวินของคุณเสน่ห์ พบว่า จัดเป็นมะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศที่ปลูกและให้ผลผลิตได้ดีในเกือบทุก พื้นที่ของประเทศไทย มีการออกดอกและติดผลดีทุกปี แต่ยังไม่มีการทดลองว่าตอบสนองต่อการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลเพื่อบังคับให้ ออกนอกฤดูหรือไม่ ลักษณะของผล เมื่อผลอ่อนผิวมีสีออกม่วงแดงและเมื่อผลแก่จัดจะมีลักษณะของทรงผลคล้ายกับมะ ม่วงจินหวง แต่ถ้าห่อผลด้วยถุงห่อมะม่วงชุนฟง (ถุงคาร์บอนสีดำ) ผิวผลมะม่วงจะออกสีแดงอมชมพูเกือบทั้งหมด ดึงดูดใจมาก แต่ถ้าไม่ห่อผลจะมีสีม่วงแดง คุณเสน่ห์ยังได้บอกถึงรายละเอียดเกี่ยวกับความแตกต่างของการห่อผลและไม่ห่อ ผลมะม่วงพันธุ์ยู่เหวินว่า ถ้าไม่ห่อผล จะได้มะม่วงที่มีรสชาติหวานกว่าก็จริง แต่สีของผลจะสวยไม่เท่าที่ห่อผล

ใน เรื่องของเนื้อและรสชาติมะม่วงพันธุ์ยู่เหวินนั้น ผู้เขียนได้เคยบริโภคแล้ว จะต้องยอมรับว่าเป็นมะม่วงพันธุ์ต่างประเทศอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีรสชาติ หวานอร่อยมาก เนื้อละเอียดเนียน เมื่อสุกเนื้อมีสีเหลืองเข้ม ไม่มีเสี้ยน และที่สำคัญไม่มีกลิ่นเหม็นขี้ไต้ เมล็ดลีบและมีเนื้อมาก ระยะผลห่ามจะมีรสชาติหวานมัน เกษตรกรที่จะนำมะม่วงสายพันธุ์นี้ไปปลูกในเชิงพาณิชย์จะต้องให้ความสำคัญใน การให้ปุ๋ยทางดินและฉีดพ่นทางใบ โดยเฉพาะในช่วงของการเลี้ยงผล เนื่องจากเป็นมะม่วงที่มีขนาดของผลใหญ่ เฉลี่ยน้ำหนักผล 1-1.5 กิโลกรัม จะต้องการธาตุโพแทสเซียมมากเพื่อเพิ่มความหวาน ปลูกด้วยกิ่งทาบ ใช้เวลาเพียง 2-3 ปี ต้นมะม่วงจะเริ่มให้ผลผลิต จากที่ผู้เขียนได้ทดลองบริโภคมะม่วงพันธุ์ยู่เหวินน่าจะเป็นอีกทางเลือก หนึ่งของการปลูกมะม่วงเชิงพาณิชย์ของชาวสวนไทยในอนาคตได้

มะม่วงต่างประเทศ

สายพันธุ์อื่นๆ ที่มีอนาคตดี

เป็น ที่สังเกตว่า ใครที่มีโอกาสได้ไปเข้าชมสวนมะม่วงของ คุณเสน่ห์ ลมสถิตย์ ซึ่งสภาพของสวนเหมือนสวนผลไม้ในที่ลุ่มภาคกลางทั่วไป คือมีการยกแปลงและมีร่องน้ำ เนื่องจากเป็นที่ลุ่ม และมีการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด และที่สวนมะม่วงแห่งนี้จะมีเอกสารเกี่ยวกับสายพันธุ์มะม่วงต่างประเทศอยู่ เล่มหนึ่งที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ เนื้อหาภายในเอกสารจะเป็นการรวบรวมสายพันธุ์มะม่วงจากต่างประเทศที่น่าสนใจ หลายสายพันธุ์ จะต้องยอมรับว่าเอกสารเล่มนี้มีความก้าวหน้ามากกว่าทางราชการไทยด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่าคุณเสน่ห์จะได้รับการศึกษาไม่สูงนัก แต่การที่ได้รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับสายพันธุ์มะม่วงต่างประเทศ นับว่าน่าสนใจยิ่งนัก อย่างกรณีของมะม่วงพันธุ์ “อัลฟองโซ” ซึ่งจัดเป็นพันธุ์การค้าที่สำคัญที่สุดของประเทศอินเดีย และได้รับฉายาว่า “King of Mango” ของประเทศอินเดีย เชื่อกันว่าเป็นมะม่วงอินเดียที่ดีที่สุดในด้านรสชาติและความหวาน ผิวมีสีเหลืองหรือเขียวอมเหลือง ถ้าได้รับแสงแดดจัดส่วนของแก้มผลจะมีสีชมพู มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว หลายคนยังไม่ทราบว่าในประเทศญี่ปุ่นนิยมนำเอามะม่วงอัลฟองโซไปแปรรูปหรือ เป็นส่วนผสมของเครื่องดื่มต่างๆ เช่น น้ำมะม่วง สมูธตี้ ฯลฯ เนื่องจากเป็นมะม่วงที่มีกลิ่นหอมมาก นอกจากพันธุ์อัลฟองโซแล้ว อินเดียยังมีมะม่วงพันธุ์ “เคสาร์” ที่ได้ชื่อว่า Queen of Mango มีผลรูปไข่ ผิวสีเหลือง แก้มผลสีแดง รสชาติหวานจัด มะม่วงพันธุ์อาร์ทู อีทู และพันธุ์เคนซิงตันไพรด์ของประเทศออสเตรเลียที่มีเกษตรกรนำมาปลูกในประเทศ ไทย พบว่า ได้ผลผลิตและคุณภาพไม่แตกต่างจากที่ปลูกในประเทศออสเตรเลีย แต่ผลผลิตออกสู่ตลาดไม่ตรงกับที่ปลูกในประเทศไทย ขณะนี้ทางออสเตรเลียได้มีการพัฒนามะม่วงสายพันธุ์ใหม่ ที่มีชื่อว่า “คาลิปโซ่” และกำลังพัฒนาเป็นมะม่วงการค้าพันธุ์ใหม่ของออสเตรเลีย เนื่องจากเป็นมะม่วงที่มีผิวสวย เปลือกหนา ทนทานต่อโรคและแมลง เก็บรักษาได้นาน ที่สำคัญให้ผลผลิตสูง

เทคนิคในการขยายพันธุ์

มะม่วงยู่เหวิน กิ่งใหญ่

จาก ที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่า นอกจากคุณเสน่ห์จะมีผลผลิตมะม่วงแปลกและหายากออกจำหน่ายทุกปีแล้ว ยังได้ผลิตกิ่งทาบที่ได้มาตรฐาน มีวิธีการทาบกิ่งมะม่วงขนาดกลางและใหญ่ โดยใช้หลักการทาบกิ่งเหมือนกับการทาบกิ่งเล็ก เพียงแต่กิ่งทาบขนาดกลางและขนาดใหญ่นั้น ต้นตอมะม่วงที่จะนำมาทาบกับกิ่งพันธุ์ดีจะต้องมีขนาดต้นตอใหญ่ด้วย และถ้าจะให้กิ่งพันธุ์มีความแข็งแรงและมีเปอร์เซ็นต์รอดตายสูง จะต้องเพิ่มจำนวนต้นตอที่ใช้ทาบมากขึ้น อย่างกรณีการทาบกิ่งของคุณเสน่ห์ถ้าเป็นกิ่งเล็กยังใช้ต้นตอทาบอย่างน้อย 2 ต้นตอ ขนาดของกิ่งพันธุ์ดีใหญ่มากขึ้นเท่าไร จะต้องใช้จำนวนต้นตอทาบมากขึ้นเพิ่มไปด้วย บางกิ่งจะใช้จำนวนต้นตอทาบถึง 20 ต้น ก็มี และอย่าลืมว่าถ้ากิ่งพันธุ์ดียิ่งมีขนาดใหญ่เท่าใด ระยะเวลาของการออกรากจะใช้เวลานานขึ้นตามลำดับ บางกิ่งอาจจะใช้เวลาเป็นปีถึงจะตัดลงมาชำได้ คุณเสน่ห์ย้ำให้ดูที่ปริมาณและสีของรากในตุ้มมะพร้าวเป็นหลัก (ถ้ารากมีสีน้ำตาลและปลายรากสีเหลืองอ่อนๆ ตัดกิ่งทาบลงมาได้) คุณเสน่ห์ยังได้บอกถึงเคล็ดลับเพิ่มเติมในการทาบกิ่งและเพิ่มเปอร์เซ็นต์การ รอดตาย หลังจากทาบกิ่งเสร็จให้ใช้มีดลอกเปลือกของกิ่งพันธุ์ดีบริเวณใต้ตุ้มทาบลงมา เล็กน้อย ให้เป็นแผลเช่นเดียวกับการตอนกิ่ง เพื่อเป็นการเตือนและให้กิ่งพันธุ์ดีได้ปรับตัว พร้อมจะตัดลงมาชำเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม หมั่นสังเกตตุ้มมะพร้าวของต้นตอ อย่าให้น้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่า เกษตรกรจะต้องกรีดบริเวณปลายตุ้มมะพร้าวเพื่อระบายน้ำออก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

หนังสือ “มะม่วงพันธุ์ต่างประเทศเพื่อการส่งออก” พิมพ์ 4 สี มีแจกฟรี พร้อมกับหนังสือ “รวมกลยุทธ์ผลิตมะม่วงเงินล้าน เล่ม 1, เล่ม 2″ และ “การผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก” และ รวม 4 เล่ม จำนวน 336 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ 150 บาท (ระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

 

“บานาน่า” สแน็กเพื่อสุขภาพ เพิ่มมูลค่ากล้วยน้ำว้าไทย ดังไปทั่วโลก

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 486

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

แม่บ้านงานเกษตร

ดวงกมล โลหศรีสกุล

“บานาน่า” สแน็กเพื่อสุขภาพ เพิ่มมูลค่ากล้วยน้ำว้าไทย ดังไปทั่วโลก

ไม่ ใช่แต่มันฝรั่งเท่านั้นที่นำมาทำขนมกรุบกรอบเเล้วขายดี แต่กล้วยน้ำว้าไทย ก็สามารถทำได้เช่นกัน ตัวอย่าง เช่น กลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้ำว้าไทย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรีจัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักท่อง เที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้รู้จักกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้ มากยิ่งขึ้น

กล้วยน้ำว้าไทย ถูกเพิ่มมูลค่า

กลายเป็นขนมขายดี

ปัจจุบัน สมาชิกกลุ่มนี้มี 100 กว่าคน นำกล้วยน้ำว้ามาแปรรูปในรูปแบบของขนมรับประทานเล่น ที่หลากหลายรสชาติ ทำให้ขายดีทั้งในและต่างประเทศ เรียกว่าผลิตไม่ทันขายเลยทีเดียว

คุณ จินตนา สระสำอาง ฐานะประธานกลุ่ม เท้าความก่อนมารับตำแหน่งว่า จบการศึกษาคณะคหกรรมศาสตร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอี่ยมละออ อดีตเคยเป็นลูกจ้างรับผิดชอบงานด้านการวิจัยในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารนาน 10 ปี กระทั่งปี 2540 บริษัทประสบวิกฤตเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด คือ จังหวัดกาญจนบุรี

ช่วงที่คุณจินตนา เยือนถิ่นกำเนิด ช่วงนั้นกล้วยน้ำว้ากำลังล้นตลาด ราคาตก เกษตรกรเดือดร้อนกันถ้วนหน้า เธอบอกว่า อยากนำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จากแวดวงอาหารมาเพิ่มมูลค่าให้ผลไม้ที่มีอยู่มากในท้องถิ่น เลยเป็นที่มาของกล้วยน้ำว้าปรุงรส ในรูปแบบขนมขบเคี้ยว ที่มีประโยชน์ แถมยังรสชาติดี

นับตั้งแต่บัดนั้น ขนมรับประทานเล่นที่ทำจากล้วยจึงถือกำเนิดขึ้น เบื้องต้น เจ้าของสูตรบอกว่า ใช้เงินลงทุน 50,000 บาท จุดเด่นของขนมชนิดนี้คือ ความหลากหลายของรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นรสบาร์บีคิว รสลาบ รสไก่ รสพิซซ่า รสช็อกโกแลต รสกุ้ง รสมะเขือเทศ มี 3 ไซซ์ คือ ขนาด 25 กรัม จำหน่ายใน ราคา 3 บาท ขนาด 40 กรัม ราคา 5 บาท และขนาด 120 กรัม ราคา 20 บาท กลุ่มเป้าหมายเน้นกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ฉะนั้น สถานที่จำหน่ายไปตามโรงเรียน และร้านขายของฝาก

อย่างไรก็ตาม สินค้าแม้จะดี แต่ก็เกิดปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการยอมรับ เจ้าของกิจการระบุว่า เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กนักเรียน ฉะนั้น ด่านแรกที่พบคือ ถูกต่อต้านจากครู สาเหตุมาจากบรรจุภัณฑ์ที่คล้ายซองขนมขบเคี้ยวตามท้องตลาด ใช้วิธีแก้ปัญหา โดยเข้าไปทำความเข้าใจกับครู อธิบายให้เห็นคุณค่าทางโภชนาการ สักพักสินค้าเริ่มได้การยอมรับมากขึ้น ขายดีเรื่อยมา จนกระทั่ง ปี 2546 มีโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป เลยชักชวนคนในละแวกชุมชนเข้าร่วมกลุ่ม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตรงนี้จึงเป็นที่มาของกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้ำว้าไทย

“กล้วยปรุงรส ขายดี ตลาดมีความต้องการสูง ลำพังแรงงานในครัวเรือนไม่เพียงพอ ฉะนั้น เลยรวบรวมสมาชิกจัดตั้งกลุ่ม ปัจจุบันมี 12 กลุ่ม สมาชิกทั้งสิ้น 200 กว่าคน อยู่อำเภอพนมทวน และอำเภอทองผาภูมิ ส่วนสินค้าทุกวันนี้ผลิตได้มาตรฐาน อย. จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นสินค้าโอท็อป 5 ดาว ได้ใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) สถาบันรับรองอาหารฮาลาล และ GMP” คุณจินตนา กล่าว

เมื่อมีเครื่อง หมายคุณภาพมาการันตีสินค้า ประกอบกับภาครัฐให้การสนับสนุนสินค้าโอท็อป ทำให้ประธานกลุ่มมองเห็นโอกาสที่จะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ ฉะนั้น ราวปี 2549 คุณจินตนา นำกล้วยน้ำว้าแปรรูปเข้าไปผงาดในซุปเปอร์เซ็นเตอร์ และร้านสะดวกซื้อ อาทิ เทสโก้ โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี ฟู้ดส์เเลนด์ และ 7-ELEVEN

“เมื่อก่อน จำกัดสินค้าเป็นขนมของเด็ก และของฝากในอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี แต่เมื่อภาครัฐช่วยหาตลาด จึงได้เข้าไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า ทำให้แบรนด์บานาน่าเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากสินค้าท้องถิ่น ตอนนี้รู้จักทั่วประเทศแล้ว”

แจ้งเกิดแบรนด์ ด้วยทำเล

กระจายสินค้าทั่วประเทศ

สำหรับรายละเอียดของกลุ่ม ประธานกลุ่ม แจงว่า มี 12 กลุ่ม กลุ่มละ 10 กว่าคน แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่

1. ฝ่ายทอด มีสมาชิกประมาณ 100 คน

2. ฝ่ายขาย มีสมาชิกประมาณ 10 คน

3. ฝ่ายโรงงานผลิต บรรจุ และปรุงรส มีสมาชิกประมาณ 63 คน

ใน ฝ่ายทอด ได้ข้อมูลว่า สมาชิกต้องหาวัตถุดิบเอง สามารถนำกล้วยไปทอดนอกพื้นที่โรงงาน แต่อย่างไรก็ตาม คุณภาพต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่หัวหน้ากลุ่มกำหนด คือ ชิ้นกล้วยต้องมีความหนาพอเหมาะ กรอบ สีเหลืองสวย ตรงนี้เพื่อช่วยลดต้นทุน และความเสี่ยงของราคาน้ำมันปาล์มที่ผันผวน ทางโรงงานจะเป็นผู้รับประกันราคาน้ำมันปาล์มให้สมาชิกระดับหนึ่ง

ส่วน ฝ่ายขายนั้น หัวหน้ากลุ่ม ระบุว่า จะแบ่งออกเป็นทีม กระจายสินค้าทั้งในจังหวัด และส่งสินค้าไปยังจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนขายอีก 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี นครราชสีมา และกรุงเทพฯ

สำหรับ ฝ่ายปรุงรส และบรรจุ มีข้อแม้ว่า ต้องทำภายในโรงงานเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่ได้กล้วยน้ำว้าทอดสำเร็จเป็นชิ้นๆ ทีมงานจะนำมาปรุงรสชาติ โดยกระบวนการที่ไม่ยุ่งยาก เครื่องปรุงไม่ซับซ้อน ส่วนผสมหลักประกอบด้วย เครื่องเทศสมุนไพร เกลือ พริกไทยป่น น้ำตาลไอซิ่ง มีส่วนผสมของแป้งสาลี 3 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลดความชื้น ถ้าต้องการรสชาติแบบไหน ก็เพิ่มส่วนผสมลงไป เช่น รสลาบ ต้องมีข้าวคั่ว พริกป่น มะนาว ผักชีลาว

บาร์บีคิวเพิ่ม กระเทียมอบแห้ง รสปาปริก้าก็ใส่ผงปาปริก้า รสช็อกโกแลตก็ใส่ผงช็อกโกแลต แต่ที่สำคัญ ทุกรสชาติจะไม่ใส่ผงชูรส และวัตถุกันเสีย

นอก จากคุณจินตนาจะเพิ่มมูลค่ากล้วยน้ำว้าให้สูงขึ้นแล้ว เธอยังใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยเมื่อ 2 ปีที่แล้วได้ออกแบรนด์ใหม่ ชื่อ “ย่ำเขี้ยว” มีความหมายตามภาษาถิ่นว่า อร่อยจนหยุดไม่อยู่ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่า ได้ไอเดียจากขนมขบเคี้ยวยี่ห้อดังรายหนึ่ง เป็นการนำเศษกล้วยน้ำว้าที่แตกหักเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งมีรสชาติเข้มข้นมาบรรจุซองเล็ก ขนาด 30 กรัม ขายราคา 3 บาท มีทั้งหมด 4 รสชาติ ได้แก่ ลาบ สาหร่าย บาร์บีคิว และ

ปาปริก้า ถือเป็นการเพิ่มรายได้ ชนิดไม่เพิ่มต้นทุน

ขายดีตลอด ยอดไม่เคยตก

เล็งเพิ่มผลผลิต

ใน ส่วนของรายได้ ประธานกลุ่มบอกว่า ขณะนี้รายรับยังไม่หักค่าใช้จ่าย เฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านบาท จัดสรรให้พนักงาน 3 แผนก คือ ระดับหัวหน้างาน รายเดือน เฉลี่ยเดือนละ 10,000-20,000 บาท ประเภทรายวัน วันละ 150-200 บาท และแบบเหมาจ่าย จ่ายค่าจ้างสัปดาห์ละครั้ง นับว่าช่วยสร้างงานและรายได้ที่ดีให้แก่คนในชุมชน

เนื่องจากกระแสการ บริโภคขนมอร่อยและมีประโยชน์ค่อนข้างมาแรง อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น นอกจากผลิตขายเองแล้ว ทางกลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้ำว้าไทย ยังเป็นมือปืนรับจ้างผลิตสินค้าให้ลูกค้าต่างประเทศ อาทิ ประเทศอินเดีย เดือนละ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ตรงนี้ส่งผลให้จำนวนกล้วยน้ำว้าดิบที่กลุ่มสตรีพัฒนากล้วยน้ำว้าไทยใช้ค่อน ข้างมาก เฉลี่ย 2 ตัน ต่อวัน

ด้วยจำนวนกล้วยน้ำว้าที่ใช้เพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรที่ปลูกมีเท่าเดิม แถมปีที่ผ่านมาประสบปัญหาโลกร้อน ต้นกล้วยล้มตาย ไม่มีผลผลิต ฉะนั้น ประธานกลุ่มเลยต้องนำกล้วยน้ำว้าจากนอกพื้นที่มาใช้ อาทิ จังหวัดสุโขทัย อ่างทอง พิษณุโลก แต่เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว คุณจินตนานำพื้นที่ของสมาชิกทั้งหมดราว 100 ไร่ ใช้ปลูกต้นกล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ต่างๆ เอง

สำหรับการคิดค้นรส ชาติใหม่ๆ เป็นหน้าที่หลักของหัวหน้ากลุ่ม เจ้าตัวบอกว่า เพื่อสร้างสีสัน ตลอดจนทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด จะคอยสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้ดัดแปลงคิดค้นรสชาติใหม่ๆ อาทิ รสชาเขียว รสต้มยำ เป็นต้น

ทุกวันนี้ โรงงานที่ทางกลุ่มใช้เป็นสถานที่ผลิต บรรจุ และปรุงรส เนื้อที่ 80 ตารางวา มีเครื่องจักรที่ทันสมัย ราคาตัวละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท แถมสร้างงานให้คนในชุมชนไม่น้อยกว่า 100 ครอบครัว สร้างรายได้เฉลี่ยครอบครัวละ 5,000-10,000 บาท

รูปแบบ กิจการในอนาคต ประธานกลุ่มเน้นเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของแรงงาน ทว่าโรงงานจะไม่ขยับขยายเนื่องจากใช้เงินทุนค่อนข้างสูง รวมถึงจะคิดค้นกล้วยรสชาติใหม่ๆ ออกมาสม่ำเสมอ เพราะเชื่อว่าความต้องการสินค้าไม่มีทางลดน้อยลงอย่างแน่นอน

ใคร ที่อยากชิมกล้วยปรุงรสอร่อยๆ หรือไปเยี่ยมชมถึงแหล่งผลิต สามารถสอบถามเส้นทาง และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี หมายเลขโทรศัพท์ (034) 564-267 หรือที่ เลขที่ 22 หมู่ที่ 3 ตำบลทุ่งสมอ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โทรศัพท์ (034) 659-193, (034) 659-078, (081) 941-5469

กว่าจะมาเป็นกล้วยปรุงรส “บานาน่า”

กล้วย น้ำว้า สามารถใช้ได้ทุกสายพันธุ์ เลือกที่ดิบแต่แก่จัด เพราะจะมีความหวานกลมกล่อมเป็นธรรมชาติ ขนาดชิ้นสไลซ์แล้วต้องไม่บางหรือหนาเกินไป นำลงไปทอดในน้ำมันปาล์ม เพราะจะกรอบ และไม่เหม็นหืน จากนั้นปรุงรสตามต้องการ ความพิเศษอยู่ตรงที่ส่วนผสมทุกอย่างต้องอบแห้งและบดให้ละเอียด ให้มีความชื้นน้อยที่สุด เผื่อที่เวลาผสมกับกล้วยแล้วจะไม่เป็นก้อน

ปลูกกล้วยน้ำว้าไม่ยากอย่างที่คิด

กล้วย น้ำว้า ในประเทศไทย มีมากกว่า 10 สายพันธุ์ อาทิ กล้วยน้ำว้าเขียว น้ำว้าขาว น้ำว้าดง น้ำว้ากาบขาว น้ำว้าดำ น้ำว้ามะลิอ่อง น้ำว้าทองมาเอง น้ำว้าตะนาวศรี น้ำว้าสวนละอองน้ำ น้ำว้า 23 หวี เป็นต้น

กล้วยน้ำว้า เป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ ชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขัง ตั้งแต่ปลูกจนแทงปลีใช้เวลา 8-9 เดือน หลังแทงปลี 4 เดือน เก็บผลผลิตได้ โดยทั่วไปมี 10 หวี ต่อเครือ แต่บางสายพันธุ์อาจมีมากกว่า 20 หวี เช่น กล้วยน้ำว้าดง และตะนาวศรี

ฤดูปลูกที่เหมาะสมคือ ต้นฤดูฝนช่วงเดือนพฤษภาคม จะออกปลีราวเดือนธันวาคม-มกราคม เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม

ขอบคุณ เนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ “ไม้ผลรอบบ้าน” รวบรวมและเรียบเรียงโดย คุณพานิชย์ ยศปัญญา

 

กระบี่ ชู 3 ดี ก้าวเป็นเมืองปาล์มน้ำมันคุณภาพ ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ รายงาน

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 486

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีเกษตร

กระบี่ ชู 3 ดี ก้าวเป็นเมืองปาล์มน้ำมันคุณภาพ ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ รายงาน

สำหรับ จังหวัดกระบี่ในวันนี้ ต้องถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่การปลูกปาล์มน้ำมันมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ด้วยพื้นที่ปลูกรวมถึง 895,192 ไร่ และจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกกว่า 20,000 ครัวเรือน มีผลผลิตปาล์มน้ำมันทะลายสดที่ผลิตได้ในปัจจุบันโดยเฉลี่ย 3,260 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตทะลายปาล์มสดที่ผลิตได้ทั้งปี รวม 2.57 ล้านตัน

ดัง นั้น ปาล์มน้ำมัน จึงกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในการสร้างรายได้ของประชาชนในจังหวัด อีกทั้งจากที่รัฐบาลมีนโยบายในการขยายพื้นที่การปลูกเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต ปาล์มน้ำมันให้เพียงพอกับความต้องการในการใช้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งในการเพิ่มปริมาณผลผลิตปาล์มโดยการขยายพื้นที่ปลูก จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 4 ปี

ประกอบกับจังหวัดกระบี่มี พื้นที่จำกัดในการขยายพื้นที่ปลูก จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ซึ่งในการเพิ่มปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมัน สามารถทำได้โดยการเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันจากการสกัดน้ำมันให้สูงขึ้น

กำหนดยุทธศาสตร์ให้เป็นเมืองแห่งปาล์มน้ำมัน

คุณ ไพศาล โรจนสราญรมย์ เกษตรจังหวัดกระบี่ ได้กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรชาวสวนปาล์ม และลานเทปาล์มน้ำมันเห็นว่า ทางหนึ่งที่สามารถเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันจากการสกัดให้สูงขึ้นได้

“คือ การจัดการผลิตที่มีคุณภาพในระดับชาวสวนและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง โดยรณรงค์ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ผู้นำท้องถิ่น ผู้รับจ้างเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน และผู้ประกอบการลานเทในการจัดการผลผลิตปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพสู่โรงงาน และเพื่อเป็นฐานในการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการผลิตของเกษตรกร ของลานเทและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม” เกษตรจังหวัดกล่าว

อีกทั้ง เพื่อเป็นการสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาอาชีพของจังหวัดกระบี่ให้เป็นกระบี่ เมืองปาล์มน้ำมัน สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการส่งเสริมการผลิตพืช (ปาล์มน้ำมัน) ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย

1. แต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนโครงการกระบี่เมืองปาล์มน้ำมันคุณภาพ เกษตรจังหวัดเป็นคณะทำงานและเลขานุการ

2. แต่งตั้งคณะกรรมการการพัฒนาปาล์มคุณภาพปาล์มน้ำมันระดับอำเภอ

3. จดทะเบียนลานเทรับซื้อปาล์มน้ำมัน ในจังหวัดกระบี่มีลานเทปาล์มน้ำมัน จำนวน 283 ลานเท โดยเป็นลานเทวิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์การเกษตร จำนวน 24 ลานเท ลานเทเอกชน จำนวน 222 ลานเท และลานเทบริษัท จำนวน 23 ลานเท

4. จดทะเบียนแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมัน จังหวัดกระบี่มีแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี จำนวน 48 แปลง

5. ส่งเสริมและจัดตั้งกลุ่มการผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ ตำบลละอย่างน้อย 2 กลุ่ม รวม 110 กลุ่ม

ชูหลักปฏิบัติ 3 ดี เผยแพร่สู่เกษตรกร

เกษตร จังหวัดกระบี่กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการกระบี่เมืองปาล์มน้ำมันคุณภาพโดยใช้หลักการปฏิบัติ 3 ดี ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้นั้น จะเน้นหนักไปที่การส่งเสริมให้เกษตรกรได้เรียนรู้ถึงหลักการที่สำคัญใน 3 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่หนึ่ง สอนให้รู้ถึงเรื่องการใช้พันธุ์ปาล์มดี เพราะการเลือกใช้พันธุ์มีความสำคัญมาก ถ้าเลือกใช้พันธุ์ผิดจะทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย จะต้องเป็นพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมเทเนอร่า (DXP) เป็นพันธุ์ลูกผสมชั่วที่ 1 ได้จากการผสมระหว่างพ่อพันธุ์ คือ ฟิสิเฟอรา และแม่พันธุ์ คือ ดูร่า ทั้งพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์นี้จะต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์เพื่อคัด เลือกสายพันธุ์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งรวมเอาคุณสมบัติดีเด่นของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์เข้าด้วยกัน

พันธุ์ ปาล์มน้ำมันลูกผสมที่นิยมปลูก เป็นแม่พันธุ์เดลิดูร่า (Deli Dura) เป็นกลุ่มพันธุ์ที่นิยมใช้เป็นแม่พันธุ์ของพันธุ์ลูกผสมเทเนอร่า (DXP) เนื่องจากมีลักษณะดีเด่น คือมีความสามารถในการถ่ายทอดลักษณะทางกรรมพันธุ์ที่ดีสู่ลูกหลาน เช่น ให้ผลผลิตทะลายผลปาล์มสดสูงและสม่ำเสมอ องค์ประกอบของน้ำมันต่อทะลายดี มีการเจริญเติบโตดีและแข็งแรง เมื่อนำมาผสมกับพ่อพันธุ์ (Disifera) กลุ่มต่างๆ จะได้ลูกผสมที่มีลักษณะและคุณสมบัติดีเด่น และเหมาะสำหรับใช้ปลูกในสภาพแวดล้อมต่างๆ เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ที่ดีแล้ว การอนุบาลต้นกล้าพันธุ์มีความสำคัญอีกประเด็นหนึ่ง การดูแลรักษาต้นกล้าระยะแรกจนถึงนำไปปลูกในแปลงจริง (อายุปลูก 10-12 เดือน) โดยเฉพาะต้นกล้าในถุงพลาสติคสีดำ วางในแปลงกลางแจ้ง ให้น้ำ ให้ปุ๋ย กำจัดวัชพืช ในระยะอนุบาลนี้จะต้องมีการคัดทิ้งต้นกล้า ประมาณ 10-25% โดยคัดต้นที่มีลักษณะผิดปกติทิ้ง เพื่อไม่ให้ต้นพันธุ์เหล่านี้ลงไปสู่แปลง จะทำให้เสียหายทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

อันดับที่สอง เน้นให้รู้ถึงการจัดการสวนที่ดี เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชอายุยาว ดังนั้น ในการบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันจะต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะหากมีการบริหารจัดการผิดพลาดไปในช่วงแรก ก็จะมีผลต่อการให้ผลผลิตในช่วงต่อไปของปาล์มน้ำมัน การบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันจะมีการจัดการแตกต่างกันตามช่วงอายุของปาล์ม น้ำมัน ซึ่งสามารถแบ่งการจัดการได้ 4 ช่วง ดังนี้

ช่วงที่ 1 การจัดการสวนปาล์มน้ำมันก่อนให้ผลผลิต : เป็นการจัดการสวนปาล์มน้ำมันตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยวผล ผลิต ช่วงดังกล่าวจะใช้เวลา 30-36 เดือน หลังการปลูก การจัดการในช่วงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมบูรณ์ของปาล์มน้ำมัน ทั้งในด้านคุณภาพของต้นปาล์มน้ำมันและประชากรปาล์มน้ำมันในพื้นที่ปลูก

ช่วง ที่ 2 การจัดการสวนปาล์มน้ำมันในช่วงเร่งผลผลิต : การจัดการช่วงนี้จะเริ่มเมื่อปาล์มน้ำมันมีอายุครบ 3 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นให้ผลผลิตจนกระทั่งปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูงสุดตามศักยภาพของ ปาล์มน้ำมัน ซึ่งระยะเวลาในช่วงนี้จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับเทคนิคในการจัดการของแต่ละ บุคคลและความเหมาะสมของพื้นที่ปลูก รวมถึงการใช้ปัจจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตที่แตกต่างกัน เช่น ในบางกรณีอาจมีการจัดการให้ผลผลิตสูงสุดภายใน 2 ปี ของช่วงที่ 2 (ผลผลิตสูงสุดในปีที่ 5) แต่บางกรณีอาจจะต้องใช้เวลานานถึง 4 ปี หลังการปลูก (ผลผลิตสูงสุดในปีที่ 7)

ช่วงที่ 3 การจัดการสวนในช่วงรักษาระดับผลผลิตที่สูงสุด : การจัดการช่วงนี้จะเป็นการรักษาระดับผลผลิตที่สูงที่สุดให้มีความต่อเนื่อง นานที่สุด ตัวอย่างเช่น มีการจัดการสวนปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูง 4 ตัน/ไร่/ปี ในปีที่ 6 และรักษาระดับการให้ผลผลิตระดับ 4 ตัน/ไร่/ปี จนปาล์มน้ำมันอายุ 20 ปี จะได้ผลผลิตรวมมากกว่าการรักษาการให้ผลผลิตระดับ 4 ตัน/ไร่/ปี แค่ปาล์มน้ำมันอายุ 15 ปี (เมื่อปาล์มน้ำมันอายุ 16 ปี ระดับผลผลิตจะลดลง)

ช่วงที่ 4 การจัดการสวนปาล์มน้ำมันในช่วงผลผลิตลดลง : เมื่อปาล์มน้ำมันอายุมากขึ้นผลผลิตจะลดลง ซึ่งการที่ผลผลิตจะลดลงเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับการจัดการสวนในช่วงที่ 3 การจัดการสวนในช่วงนี้ จึงเน้นการลดต้นทุนการผลิต เช่น การใช้ปุ๋ยน้อยลง หรือทำลายต้นที่ให้ผลผลิตน้อย และ

อันดับที่สาม เกษตรจังหวัดกระบี่บอกว่า สำคัญมาก คือการเก็บเกี่ยวดี การเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องจะทำให้ทะลายปาล์มน้ำมันมีคุณภาพดี มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ซึ่งจะมีผลต่อราคาปาล์มน้ำมันด้วย ซึ่งเปอร์เซ็นต์น้ำมันนั้นหมายถึง เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักน้ำมันที่หีบได้ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักทะลายปาล์มสดที่เกษตรกรนำมาขายให้กับโรงงาน

ทั้ง นี้ ปัจจัยที่กำหนดเปอร์เซ็นต์น้ำมันในทะลายจะประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ องค์ประกอบผล องค์ประกอบของทะลาย และความสุกของผลในทะลาย ซึ่งแต่ละปัจจัยต่างก็มีผลต่อเปอร์เซ็นต์น้ำมันทั้งสิ้น

โดย องค์ประกอบที่หนึ่ง ในเรื่องของผลปาล์มน้ำมัน ผลปาล์มน้ำมัน ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่

ผิวเปลือกนอก (Exocarp) องค์ประกอบส่วนนี้เป็นผิวเปลือกนอกของปาล์มน้ำมัน มีผลต่อเปอร์เซ็นต์น้ำมันน้อยมาก

เปลือก นอก (Mesocarp) เป็นชั้นเนื้อเยื่อเส้นใยสีส้มแดง เมื่อผลปาล์มน้ำมันสุกจะมีน้ำมันในชั้นนี้ ความหนาของชั้นเปลือกนอกจะเป็นปัจจัยที่สำคัญในการกำหนดเปอร์เซ็นต์น้ำมันผล ปาล์มน้ำมันที่มีชั้นเปลือกนอกหนาจะให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันมากกว่าผลปาล์ม น้ำมันที่มีเปลือกนอกบาง

กะลา (Ednocarp) เป็นเปลือกแข็งซึ่งห่อหุ้มเนื้อเยื่อภายในเมล็ด ผลปาล์มน้ำมันที่มีกะลาหนาจะมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันของทะลายปาล์มน้อยกว่าผล ปาล์มน้ำมันที่มีกะลาบาง

เมล็ดใน (Kernel) เป็นเนื้อในที่มีสีขาวอมเทา เนื้อส่วนนี้จะมีน้ำมันสะสมอยู่เช่นกัน ส่วนนี้ไม่ค่อยมีผลต่อเปอร์เซ็นต์น้ำมันมากนัก เพราะองค์ประกอบนี้จะผกผันกับเปลือกนอกหากเมล็ดมีขนาดใหญ่ก็จะทำให้เปลือก นอกบางลง (ซึ่งทั้ง 2 ส่วน จะมีน้ำมันอยู่) จะเห็นว่าการที่เปอร์เซ็นต์น้ำมันจะมีมากหรือน้อยจะต้องคำนึงถึงตั้งแต่การ คัดเลือกพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่จะนำมาปลูก

องค์ประกอบที่สอง เรื่องของทะลาย ทะลายปาล์มน้ำมันจะประกอบด้วย แกนทะลาย แขนงทะลาย ผลปาล์มลีบ และผลปาล์มที่สมบูรณ์ โดยผลปาล์มจะเป็นส่วนที่มีน้ำมัน ดังนั้น หากองค์ประกอบของทะลายมีเปอร์เซ็นต์ของผลปาล์มมาก ก็จะทำให้ปาล์มน้ำมันมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันมาก แต่ในทางตรงกันข้ามหากทะลายปาล์มน้ำมันมีเปอร์เซ็นต์ของแขนง แกนทะลาย และเปอร์เซ็นต์ผลลีบมากก็จะทำให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำ

องค์ประกอบที่ สาม เรื่องความสุกของผลปาล์มน้ำมัน โดยปกติการพัฒนาของผลปาล์มน้ำมันจากระยะเริ่มติดผลจนกระทั่งผลปาล์มน้ำมัน สุก จะใช้เวลาประมาณ 20 สัปดาห์ โดยในช่วง 3 สัปดาห์แรก จะมีการพัฒนาในด้านความยาวผล หลังจาก 3 สัปดาห์แล้ว ผลปาล์มน้ำมันจะมีการพัฒนาของชั้นเปลือกนอกและเนื้อใน โดยการขยายของเปลือกจะดำเนินไปพร้อมกับการพัฒนาของเนื้อในและการสังเคราะห์ น้ำมันในเนื้อใน จนกระทั่ง 13-14 สัปดาห์ ผลจะหยุดการขยายของเปลือกนอก

หลังจากสัปดาห์ที่ 14 จะมีการสังเคราะห์น้ำมันในเปลือกชั้นนอก โดยในสัปดาห์ที่ 15 จะมีการสะสมน้ำมันอย่างรวดเร็วจนกระทั่งในสัปดาห์ที่ 20 การสังเคราะห์น้ำมันในชั้นเปลือกนอกจะสิ้นสุดและเริ่มมีการร่วงของผล ระยะนี้ถือว่าเป็นระยะที่สุกและเหมาะสมที่จะเก็บเกี่ยว

เกษตรจังหวัด กระบี่ ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์มจากการสกัดลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 15-16% ซึ่งตามมาตรฐานควรจะได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันอย่างน้อย 17-19% จะเห็นได้ว่าการที่เปอร์เซ็นต์จากการสกัดน้ำมันปาล์มลดลงในระดับ 1-3% จะทำให้น้ำมันปาล์มดิบที่ควรจะได้ สูญหายไป 20,000-40,000 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าปีละหลายร้อยล้านบาท

“ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นจากการ บริหารจัดการผลผลิตของโรงงาน ลานเท และชาวสวน ยังไม่มีประสิทธิภาพ เริ่มต้นตั้งแต่ต้นน้ำ ชาวสวนตัดปาล์มดิบมาขายให้กับลานเท หรือโรงงานโดยตรง ลานเทบางแห่งมีการจัดการผลผลิตก่อนส่งโรงงานไม่ถูกต้อง เช่น การบ่ม การรดน้ำ การทำให้ผลปาล์มร่วงโดยผิดธรรมชาติ และส่วนโรงงานมีการแข่งขันการรับซื้อผลผลิต ไม่มีการคัดเลือกผลผลิต ทำให้เกษตรกรและลานเทขาดแรงจูงใจในการจัดการผลผลิตที่มีคุณภาพ” เกษตรจังหวัดกระบี่กล่าวในที่สุด

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของการดำเนินการ เพื่อสร้างให้จังหวัดกระบี่เป็นเมืองปาล์มน้ำมันคุณภาพ ซึ่งเกษตรกรและผู้สนใจที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ โทร. (075) 611-002