ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Archive for กันยายน 17th, 2010

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

ภูมิปัญญาไทย

อภิวัฒน์ คำสิงห์

น้ำปลา “เด็ดดวง” ฝีมือของกลุ่มสตรีต้มน้ำปลาท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย

การ รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ภายในชุมชน เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ทุกคนมีส่วนร่วมมีกิจกรรมเพื่อความร่วมมือร่วมใจ ความสามัคคีภายในชุมชน เมื่อมีการรวมตัวกันแล้วจะทำให้เกิดประโยชน์มากมาย รวมทั้งเกิดรายได้เสริมนอกเหนือจากอาชีพหลัก ดังเช่นชุมชน หมู่ที่ 12 ตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ที่รวมกันจัดตั้งกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เน้นการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบในพื้นที่เพื่อให้คนในชุมชนมีอาชีพเสริม รวมทั้งยังส่งเสริมและถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้แก่เยาวชน ซึ่งนับวันจะสูญหาย

โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มสตรีต้มน้ำปลา” จัดตั้งโดยสำนักงานเกษตรอำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย

คุณ ดุสิต เพชระบูรณิน เกษตรอำเภอกงไกรลาศ กล่าวว่า ในเขตพื้นที่ตำบลท่าฉนวน เป็นตำบลที่ติดกับแม่น้ำยม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มจะมีน้ำท่วมในทุกๆ ปี ชาวบ้านในบริเวณนี้จะมีสระธรรมชาติที่ขุดขึ้น เวลาน้ำท่วมในทุกๆ ปี ก็จะมีปลาธรรมชาติหลายชนิดไหลตามน้ำลงมาอยู่ในบริเวณนี้ เมื่อถึงเวลาน้ำลดแล้ว ปลาเหล่านี้จะลงไปอยู่ในสระธรรมชาติที่ขุดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งปลาธรรมชาติเหล่านี้สามารถที่จะนำมาแปรรูปทำเป็นปลาร้า น้ำปลา สามารถสร้างรายได้เข้าสู่อำเภอกงไกรลาศเป็นจำนวนมาก

คุณเด็ดดวง จินดาเฟื่อง ประธานกลุ่มสตรีต้มน้ำปลา เป็นผู้ประสานงานองค์กรสตรีและสถาบันครอบครัวของจังหวัด อดีตเคยเป็นประธานคณะกรรมการสตรีประจำจังหวัดได้รับคัดเลือกเป็นบุคคลผู้ทำ คุณประโยชน์เพื่อแผ่นดิน ได้รับโล่พระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

คุณ เด็ดดวง เล่าให้ฟังว่า กลุ่มสตรีต้มน้ำปลานั้นเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 มีสมาชิกกลุ่ม 20 คน รวมทั้งหมด 4 หมู่บ้าน ได้รับเงินสนับสนุนคนยากจนที่รวมตัวกันทำงานตั้งแต่ 20 คน ขึ้นไป จากประชาสงเคราะห์ จังหวัดสุโขทัย คนละ 2,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 40,000 บาท นอกจากที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาสงเคราะห์จังหวัดสุโขทัยแล้วนั้น ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ

แรงจูใจและเหตุผลที่ กลุ่มเลือกที่จะต้มน้ำปลานั้น ก็เนื่องมาจากพื้นที่ตำบลท่าฉนวนนั้น มีปลาสร้อยเป็นจำนวนมาก และราคาถูก หาได้ง่ายในชุมชนพี่และสมาชิกกลุ่มเห็นว่าเรามีของดีอยู่ในชุมชน จึงอยากจะส่งเสริมและใช้วัตถุดิบของชุมชนให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง จึงสนใจที่จะนำปลาสร้อยมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น จึงเลือกที่จะนำเอาปลามาแปรรูปทำเป็นน้ำปลาตรา…เด็ดดวง…

คุณ เด็ดดวง เล่าต่อว่า “ก่อนที่จะมาเป็นประธานนั้น พี่ก็เป็นสมาชิกกลุ่มสตรีต้มน้ำปลามาก่อน เดิมทีที่ตั้งโรงงานนั้นอยู่ที่บ้านของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มีภรรยาของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นประธาน เริ่มต้มน้ำปลามาได้ประมาณ 3 ปี ไม่นานนักก็พบปัญหาและอุปสรรคมากมาย น้ำปลาที่ผลิตออกไปส่งขายนั้นเปลี่ยนสีและแยกชั้นกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ขาดทุน ไม่มีเงินที่จะมาลงทุน ทำให้กลุ่มต้องล้มไม่เป็นท่า สาเหตุก็เนื่องจากพื้นที่บริเวณโรงงานนั้นใช้ทำกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ทำให้พื้นที่นั้นไม่สะอาด มีเชื้อโรคปะปนอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้น้ำปลาที่ผลิตเน่าเสีย จึงไม่เหมาะสมที่จะตั้งโรงงาน หลังจากที่กลุ่มได้พบปัญหาและอุปสรรคนั้น ในปี 2545 กลุ่มได้ปรึกษากัน มีความคิดเห็นให้เปลี่ยนสถานที่ตั้งของโรงงานและทำการเลือกประธานกันใหม่ จึงได้พี่ขึ้นมาเป็นประธานกลุ่ม และย้ายที่ตั้งโรงงานมาบริเวณบ้านของพี่ หลังจากที่เลือกประธานใหม่ และได้ที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่แล้ว พี่ก็ได้ทำเรื่องขอเงินสนับสนุนจาก SIP กองทุนเพื่อสังคมได้เงินมา 120,000 บาท เอามาลงทุนภายในกลุ่มอีกครั้ง พอได้เงินมาพี่ก็ได้มาคิดค้นวิธีการและแก้ปัญหากันกับพี่สาวเกี่ยวกับสูตร การทำน้ำปลาและปรึกษากับสมาชิก พอดีพี่สาวพี่ยังพอจะรู้เรื่องและจำสูตรการทำน้ำปลาจากคนรุ่นปู่ รุ่นย่า มาบ้าง เลยมาทดลองทำกัน ลองผิด ลองถูกกันมาพอสมควร ปรึกษากับคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน ก็ยังไม่ลงตัว มีอยู่วันหนึ่งได้มีโอกาสไปเยี่ยมคุณยายเนือง อายุ 107 ปี คุณยายเนืองแกก็เล่าและบอกสูตรวิธีการทำน้ำปลาในแบบฉบับของคุณยายให้พี่ฟัง พอพี่ได้ฟัง พี่ก็จำมา เอามาทดลองทำได้สูตรที่ลงตัวพอดี พี่เลยยึดถือเอาสูตรของยายเนืองมาทำ จนทุกวันนี้สูตรนั้นเข้าสมอง ท่องจำขึ้นใจ สามารถมองได้ด้วยตาเปล่าเลยว่า โอ่งไหนใช้ได้หรือไม่ได้”

“�ตอน นี้วัตถุดิบราคาแพง ทั้งราคาปลาสร้อย และน้ำตาลทราย แต่เราขึ้นราคาน้ำปลาไม่ได้ เพราะมีคู่แข่งทำน้ำปลาผสมราคาถูกมาเร่ขายให้ชาวบ้านที่ไม่มีความรู้ เห็นว่าถูกจึงซื้อมากิน ฉันอยากให้ทางราชการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนให้มากขึ้น ว่าควรเลือกกินของที่มีคุณภาพ น้ำปลาสร้อยของเรา ปู่ ย่า ตา ยาย หมักทำกินเองมาแต่โบราณ ทุกวันนี้ในตำบลท่าฉนวนมีคนแก่อายุ 107 ปี แกไม่กินน้ำปลาที่ขายตามท้องตลาดเลย จะกินแต่น้ำปลาที่หมักเอง ฉันอยากให้ประชาชนรู้จักดูแลสุขภาพ กินอาหารที่สะอาดและปลอดภัย…” คุณเด็ดดวง บอก

ปัจจุบันนี้ กลุ่มสตรีต้มน้ำปลามีสินค้าส่งออกหลายรูปแบบ หลากหลายขนาด จัดเป็นสินค้าสุดยอด หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ และยังได้รับการยอมรับจากหน่วยทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นจำนวนมาก

วิธีการหมัก

น้ำปลา “เด็ดดวง”

สูตรคุณยายเนือง อายุ 107 ปี

วัตถุดิบในการหมักจะประกอบด้วย ปลาสร้อย (เป็นปลาน้ำจืด) เกลือ (เกลือทะเล) น้ำตาลทราย จุกหอม จุกกระเทียม และเปลือกสับปะรด

อันดับ แรกจะนำปลาสร้อยแท้ที่เป็นปลาน้ำจืดซึ่งเป็นวัตถุดิบในพื้นที่ ล้างน้ำเปล่าให้สะอาด นำมาคลุกเคล้ากันกับเกลือ หลังจากคลุกเคล้าได้ที่แล้วให้ตักใส่โอ่งมังกรขนาดใหญ่ หมักทิ้งไว้ 3 เดือน พอครบ 3 เดือน ให้เปิดฝาโอ่งออก นำจุกหอม จุกกระเทียมและเปลือกสับปะรดใส่ลงไปในโอ่งหมัก จากนั้นคนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้อีกประมาณ 1 ปี จึงสามารถเอามาต้มได้ โดยวิธีการนำเอาน้ำปลาที่ได้จากการหมักออกมาต้มนั้น เราจะพิจารณาจากสีของน้ำปลาที่หมักในโอ่งว่าได้ที่หรือยัง หากน้ำในโอ่งหมักเป็นสีเหลืองอมส้มแล้วนั้นก็นำน้ำปลามาต้มได้ โดยวิธีการต้มนั้น เราจะเคี่ยวน้ำตาลทรายให้แห้งก่อน แล้วเอาน้ำปลาที่จะต้มมาใส่แล้วต้มไปพร้อมกัน หลังจากต้มแล้วนั้นเราจะพักทิ้งไว้อีกประมาณ 10 วัน เพื่อให้น้ำปลานั้นตกตะกอนนอนก้น พอครบ 10 วัน ให้นำผ้าดิบหรือผ้าขาวบางมากรองเอาน้ำปลาไปใส่ขวดพร้อมที่จะบรรจุเพื่อ จำหน่าย

ตลาดรับซื้อสินค้า

ตลาดรับซื้อสินค้า ของกลุ่มสตรีต้มน้ำปลานั้น จะส่งจำหน่ายที่ ศูนย์ OTOP อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ศูนย์ OTOP อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก (ตั้งอยู่ที่ศาลากลางจังหวัด) และนอกจากนั้นยังมีร้านค้าทั่วไป ทั้งในเขตอำเภอสุโขทัยและต่างจังหวัดอีกมากมาย

นอกจากน้ำปลาแล้ว ทางกลุ่มสตรีต้มน้ำปลา ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ อีก เช่น กะปิ เย็บผ้านวม หากท่านใดที่สนใจซื้อน้ำปลา “เด็ดดวง” หรือต้องการศึกษาดูงานที่กลุ่มสตรีต้มน้ำปลา ซึ่งได้รับคัดเลือกเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนต้นแบบผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน สามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มสตรีต้มน้ำปลา คุณเด็ดดวง จินดาเฟื่อง บ้านเลขที่ 249/3 หมู่ที่ 12 ตำบลท่าฉนวน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย หมายเลข โทร. (055) 655-192 (081) 973-2666

ปลาสร้อยขาว

ปลา สร้อยขาว ปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Henicorhynchus siamensis อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) มีลักษณะลำตัวเพรียวยาว หัวโตและกลมมน ปากเล็กอยู่เกือบจะสุดจะงอยปาก กึ่งกลางของริมฝีปากมีปุ่มกระดูกยื่นออกมา ไม่มีหนวด เกล็ดมีขนาดใหญ่ ลำตัวสีเงินอมเทา เหนือครีบอกมีจุดสีคล้ำ ครีบหลังเล็ก ครีบหางเว้าลึกและมีจุดประสีคล้ำ โคนครีบหางมีจุดสีจาง มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 15 เซนติเมตร พบใหญ่สุด 20 เซนติเมตร

ปลา สร้อยขาว มีพฤติกรรมอยู่รวมเป็นฝูงใหญ่ และในฤดูฝนจะมีการอพยพย้ายถิ่นขึ้นสู่ต้นน้ำหรือบริเวณที่น้ำหลากเพื่อวาง ไข่และหากิน พบในแหล่งน้ำหลาก หนอง บึง และแม่น้ำขนาดใหญ่ในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคอีสานของไทย เป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่งของภาคอีสาน โดยนิยมนำมาทำปลาร้า และทำน้ำปลา เป็นที่มาของน้ำปลารสชาติดี คือ “น้ำปลาปลาสร้อย”

ข้อมูลส่วนประกอบ น้ำปลา “เด็ดดวง”

สูตรคุณยายเนือง อายุ 107 ปี

1.ปลาสร้อยขาว 150 กิโลกรัม

2.เกลือเม็ด 50 กิโลกรัม

3.น้ำตาล 4.5 กิโลกรัม

4.จุกหอม 0.5 กิโลกรัม

5.จุกกระเทียม 0.5 กิโลกรัม

6.เปลือกสับปะรด 0.5 กิโลกรัม

ราคาจำหน่าย

ขวดใหญ่ ราคา 18 บาท

ขวดกลาง ราคา 10 บาท

ขวดเล็ก ราคา 5 บาท

หมายเหตุ : ปลาหมัก 1 โอ่ง ผลิตเป็นน้ำปลาออกจำหน่ายได้ 20 โหล

ใช้ต้นทุนในการผลิต 2,400 บาท/1 โอ่ง

กำไร 1,920 บาท/1 โอ่ง

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

ภูมิปัญญาไทย

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา ta-nu-pong@hotmail.com

กระเป๋าจากกระสอบ งานรีไซเคิล ส่งนอก สวย เก๋ และแปลก

การ แปรรูปของใช้แล้วเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ หรือที่เรามักเรียกกันว่า กระบวนการ “รีไซเคิล” คือการนำเอาของที่เลิกจากการใช้แล้วอันเนื่องมาจากการชำรุด หมดอายุการใช้งาน กลับมาใช้ใหม่ ที่อาจเหมือนเดิมหรือไม่เหมือนเดิมก็ได้

การ รีไซเคิล เป็นส่วนหนึ่งในวิธีการเพื่อช่วยลดปริมาณขยะ และลดมลพิษ ที่กำลังก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อม รวมถึงลดการใช้พลังงาน หรือแม้แต่ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของโลกไม่ให้ถูกนำมาใช้สิ้นเปลืองมาก เกินไป

จากการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พบว่า ศักยภาพของวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จากมูลฝอยที่เก็บ ได้ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ มีประมาณร้อยละ16-34 ของปริมาณขยะมูลฝอยที่เก็บได้ แต่มีเพียงร้อยละ 7 หรือประมาณ 2,360 ตัน ต่อวัน เท่านั้น ที่ได้มีการนำกลับมาใช้ประโยชน์

ดังนั้น การนำกลับมาใช้ใหม่ จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพให้กับชีวิต เพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งแวดล้อมและช่วยถนอมรักษาทรัพยากรธรรมชาติของโลกเพื่อ ให้มีอยู่ต่อไปได้นานที่สุด

“กระเป๋าจากกระสอบ” เป็นงานรีไซเคิลอีกประเภท จากแนวความคิดของหนุ่มวัย 30 ปี ที่ชื่อ คุณอนุชาติ มณีชาติ หรือ คุณน็อต ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาออกแบบภายใน จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ 7 ปีที่แล้ว และร้านติ๊บ-ตี่ เป็นชื่อร้านจำหน่ายกระเป๋าของคุณน็อตซึ่งเปิดอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร

หลัง จากเรียนจบแล้ว ยังไม่ได้หางานทำ ก็ได้ไปช่วยงานร้านขายของของคุณแม่ที่ตลาดนัดจตุจักร โดยช่วยงานทางด้านการนำเข้าผ้า หมวก และของที่ระลึกจากประเทศอินเดียและจีน

“ขณะ นั้นเกิดกระแสการนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์กำลังมาแรง ผมเลยลองนำวัสดุต่างๆ มาลองทำดูหลายอย่าง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมีคนหลายกลุ่มต่างก็นิยมทำกันอย่างแพร่หลาย ในที่สุดก็มีความคิดว่าลองนำกระสอบข้าวสาร กระสอบน้ำตาลทราย ที่ใช้แล้วมาทำเป็นกระเป๋าสำหรับใส่ของ จึงได้ทำขึ้นเป็นตัวอย่าง ปรากฏว่าดูดีทั้งในด้านสีสัน ความคงทน ที่สำคัญไม่ยุ่งยากในการทำ” คุณน็อต กล่าว

ด้วยความพยายามและอดทนเพื่อที่ตนเองจะได้ทำงานตามที่ใจชอบ คุณน็อตจึงได้เสาะหากระสอบข้าว กระสอบน้ำตาลทรายตามร้านรับซื้อของเก่าและนำมาทำความสะอาด แล้วจึงนำมาตัดเย็บตามรูปแบบที่กำหนดไว้ ลองนำไปวางจำหน่ายปรากฏว่ามีลูกค้าสนใจซื้อไปหลายใบ

“จากนั้นผมคิด ว่าคงต้องทำเป็นจำนวนมาก โดยต้องเพิ่มความหลากหลายทั้งทางด้านรูปแบบ ขนาด จึงไปติดต่อขอซื้อกระสอบจากทางโรงงานข้าวบ้าง โรงงานน้ำตาลทรายบ้าง เป็นกระสอบใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้ เพียงแต่ทางโรงงานไม่ใช้แล้ว เพราะเกิดความผิดพลาดทางด้านการพิมพ์ชื่อที่ติดกระสอบ หรือมีความผิดพลาดเรื่องสีที่เพี้ยนไป” เจ้าของสินค้าเล่า

สำหรับ ขั้นตอนการทำนั้น คุณน็อต อธิบายว่า จะเริ่มจากการออกแบบโดยรูปแบบจะต้องอิงกระแสตลาด และความเหมาะสมเป็นหลัก จากนั้นก็เลือกวัสดุที่จะใช้ในแต่ละแบบ ซึ่งจะเป็นลักษณะที่มีการผสมผสานวัสดุหลายอย่างอยู่ในกระเป๋าใบเดียว เช่น อาจใช้ผ้ายีน ผ้าขาวม้า ผ้าซับใน ฯลฯ เป็นต้น เข้ามาช่วย ดังนั้น ในกระเป๋าใบเดียวกันจึงไม่ได้มีเฉพาะกระสอบอย่างเดียว เหตุผลเพราะต้องการให้ดูมีสไตล์ที่น่ามอง

“หลังจากการออกแบบหรือที่ เรียกว่าแพตเทิร์นเสร็จแล้ว ก็นำกระสอบที่ผ่านการสกรีนลวดลายต่างๆ มาเลือกว่าลายไหนเหมาะกับแบบ จากนั้นจึงนำกระสอบ และวัสดุอื่นตามที่ต้องทำมาวางแล้วตัดให้พอดีกับแบบ เมื่อตัดแบบทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยก็ส่งไปจ้างเย็บให้เป็นกระเป๋าที่สมบูรณ์ ตามแบบ” คุณน็อต อธิบายเพิ่ม

คุณอนุชาติ บอกว่า ปัญหาที่พบในขั้นตอนการทำมักเกี่ยวกับการตัดกระสอบ เพราะกระสอบรุ่นใหม่มีส่วนผสมของพลาสติคหากตัดไม่ดีหรือไม่เข้าใจวิธีตัดจะ ทำให้ปลายกระสอบรุ่ย ดังนั้น จึงแก้ปัญหาด้วยการออกแบบเครื่องตัดกระสอบที่ใช้ความร้อนเข้ามาช่วย

“ส่วน ปัญหาอื่นก็คงเป็นปัญหาเกี่ยวกับยอดการสั่งที่มาจากต่างประเทศ เพราะชาวต่างประเทศต้องการลายแบบต่างๆ มากและทางเราทำไม่ทัน แต่ปัจจุบันได้แก้ปัญหาแล้ว” คุณน็อต กล่าว

การผลิตกระเป๋าออก จำหน่ายในช่วงแรก จะเน้นไปเพื่อจุดประสงค์สำหรับใส่ของใช้ส่วนตัวเสียมากกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไปสัก 1 ปี ปรากฏว่าสินค้าจำหน่ายดีเกินความคาดหมาย จึงได้เพิ่มจำนวนการผลิตมากขึ้น พร้อมกับคิดค้นลายสกรีนบนกระเป๋าให้หลากหลายตามยุคสมัย เพิ่มความเก๋ไก๋ด้วยการนำวัสดุต่างๆ มารวมกันเป็นลักษณะผสมผสาน และเพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค จึงได้ผลิตสินค้าอีกหลายๆ ประเภทตามความต้องการใช้งานออกมาจำหน่าย อาทิ กระเป๋าใส่แผ่นซีดี กระเป๋าใส่โน๊ตบุ๊ก และกระเป๋าเงิน เป็นต้น

“สถานที่จำหน่ายสินค้า ของผมหลักๆ จะอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ส่วนที่อื่นนั้นจะมีลูกค้ารับจากที่นี่ไปขาย ไม่ว่าจะเป็นที่ประตูน้ำ หรือตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างจังหวัด เมืองโบราณ สำหรับราคาจำหน่ายหากซื้อแบบยกโหล ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ใบละ 120-180 บาท ถ้าเป็นการขายปลีกก็อยู่ที่ ราคาประมาณ 200-400 บาท แต่ราคาก็ขึ้นอยู่กับแบบและขนาดของกระเป๋าควบคู่ไปด้วย” คุณน็อต กล่าว

ด้าน การตลาดคุณอนุชาติให้รายละเอียดว่า ได้มีการนำสินค้าออกแสดงตามงานแสดงสินค้าใหญ่ๆ เพื่อเป็นการหาตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น ก็จะได้ลูกค้าที่เป็นชาวต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา หรือสเปน และหากคิดเป็นสัดส่วนกับลูกค้าคนไทยแล้ว ชาวต่างประเทศมีจำนวนร้อยละ 80 เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะต่างประเทศเห็นว่าเป็นของแปลก ส่วนคนไทยยังไม่เป็นที่นิยม เพราะเห็นว่าเป็นสินค้าที่บอบบาง ไม่ทนทาน ไม่สวย

“ลูกค้าที่เป็นคนไทยส่วนใหญ่แล้ว นิยมมาว่าจ้างทำเพื่อสำหรับใช้เป็นของชำร่วย ของที่ระลึก ทำปกสมุด หรือทำของขวัญเพื่อไว้แจกพนักงานตามเทศกาลต่างๆ” คุณน็อต บอก

หากถาม ถึงปรัชญาในการทำงาน เจ้าของสินค้ากล่าวว่า โดยส่วนตัวชอบที่จะค้นหาสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ต้องกล้าลอง กล้าทำในสิ่งแปลก เมื่อลงมือทำครั้งแรกอาจจะยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ แต่อย่าเพิ่งท้อแท้ ขอให้เพิ่มความอดทนและความพยายามขึ้นไปอีก และในที่สุดก็จะประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้แน่นอน

“อีกอย่าง เมื่อมีไอเดียแปลกใหม่ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ทั้งเชิงธุรกิจและส่วนรวมแล้ว ขออย่าได้คิดอยู่เพียงคนเดียว ลองติดต่อภาคราชการ เอกชน หรือแม้กระทั่งสถาบันการศึกษา เพื่อนำความคิดนั้นไปต่อยอด เพราะผลที่ได้นอกจากตัวคุณที่ได้รับประโยชน์แล้ว สังคมยังได้รับประโยชน์อีกด้วย” คุณน็อต กล่าวในท้ายสุด

ท่านที่ สนใจสินค้าต่างๆ ที่ทำจากกระสอบพลาสติค สามารถเลือกชมภาพ หรือซื้อหาได้ ที่ ร้าน ติ๊บ-ตี่ ตลาดนัดจตุจักร โครงการ 25 ซอย 3/5 ในทุกวันศุกร์-อาทิตย์ หรือติดต่อ คุณอนุชาติ มณีชาติ (น็อต) ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (081) 483-8675 หรือ http://www.derich.com

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

ไม้ดอกไม้ประดับ

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

บ้านเกิดลาภผล ความผูกพัน ของนายพลสีกากี กับต้นไม้ไทยโบราณ

หาก เอ่ยถึงตำรวจจราจร คงไม่มีใครไม่รู้จัก พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. ที่รับผิดชอบงานด้านการจราจรมานาน เพราะดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจจราจรมากว่า 3 ปี และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลงานจราจรมาร่วม 4 ปีแล้ว จึงทำให้ รองฯ ภาณุ มีความรู้ความสามารถด้านการจราจรเป็นอย่างดี

แม้ แรกเริ่มงานจราจรไม่ใช่งานที่ชอบหรือถนัด ก็ต้องทำ เพราะเป็นหน้าที่ แต่เมื่อได้ศึกษาดูงานด้านการจราจรจากต่างประเทศ ประกอบกับได้ความรู้เพิ่มเติมจาก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา สบ.10 และ พล.ต.ท.มนตรี จำรูญ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากสมัยที่เคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลงานจราจร ทำให้ รองฯ ภาณุ มีความเชี่ยวชาญด้านการจราจร และอาจจะเรียกได้ว่าชอบงานด้านนี้ซะแล้ว

วันหยุดพักผ่อนจากการทำงาน ตลอดทั้งสัปดาห์ มีเพียงวันเดียว จึงทำให้วันอาทิตย์กลายเป็นวันครอบครัวโดยปริยาย ที่ทุกคนในบ้านได้อยู่พร้อมหน้า ทำกิจกรรมร่วมกันภายในบ้าน รองฯ ภาณุ จึงให้ความสำคัญกับ “บ้านเกิดลาภผล” เป็นพิเศษ โดยเฉพาะได้ร่วมกับภรรยาในการตกแต่งบ้านหลังนี้กันเอง

“บ้านเกิดลาภ ผล” มีเนื้อที่ 284 ตารางวา ตั้งอยู่ชานเมืองย่านบางแค ตกแต่งกำแพงด้วยไม้เนื้อดีขัดมันเสริมด้วยหินกาบสีน้ำตาลอ่อน ส่วนตัวบ้านทำด้วยไม้สไตล์โมเดิร์น มีต้นไม้ไทยโบราณนานาพันธุ์ที่โอบล้อม สร้างความร่มรื่นให้กับบ้านหลังนี้

เจ้าของบ้านแทบไม่ต้องอวด สรรพคุณต้นไม้ในบ้านมากมายนัก เพราะไม้ดอกไทยโบราณ ได้อวดกลิ่นหอมละมุน วาดลวดลายด้วยการผลิกิ่งก้านใบ แซมด้วยดอกสีสันสวยงามตามธรรมชาติ อย่าง ลีลาวดี ลำดวน บุนนาค แจง จำปี จำปา สายหยุด จันทน์ สารภี ปีบ กฤษณา พะยอม ฯลฯ ที่ถูกจัดวางอย่างเป็นสัดเป็นส่วน บ้านหลังนี้ยังถูกประดับตกแต่งด้วยกล้วยไม้ดิน ดอกลิปสติก หน้าวัวดอกจิ๋ว และพันธุ์ไม้ดอกจากต่างประเทศ ได้อย่างลงตัวทีเดียว

“ชอบกลิ่นหอมของ ไม้ไทยโบราณ โดยเฉพาะจำปา จำปี เพราะภรรยาก็ชอบเช่นกัน อีกทั้งพื้นเพเป็นคนต่างจังหวัดจึงทำให้มีความผูกพันกับต้นไม้ วันว่างมักจะขลุกอยู่ในสวน ตัดแต่งกิ่งไม้บ้าง พรวนดินใส่ปุ๋ยบ้าง โดยไม่ต้องศึกษามากนัก เพราะซึมซับมาตั้งแต่เด็ก” พล.ต.ต.ภาณุ เล่าด้วยรอยยิ้ม

รองฯ ภาณุ เล่าต่ออย่างอารมณ์ดีว่า นอกจากต้นจำปา จำปี ที่ชอบเป็นพิเศษแล้ว ยังชอบต้นกล้วยหมูสัง เพราะเป็นไม้พันธุ์เลื้อยเนื้อแข็งประจำท้องถิ่นทางภาคตะวันออก และบ้านที่จังหวัดระยอง ได้ปลูกไว้ในสมัยเด็กๆ จึงทำให้สามารถระลึกถึงบ้านเกิดได้

กล้วยหมูสัง เป็นไม้เลื้อยขนาดใหญ่ เลื้อยพาดพุ่มไม้ไปได้ไกลถึง 30 เมตร ลำต้นหรือเถาจะมีสีน้ำตาลดำ ค่อนข้างเหนียว แตกกอจากโคน กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว รูปรี ปลายแหลม โคนมน ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย มีเส้นใบเป็นคู่ๆ ผิวใบด้านสีเขียว ด้านล่างใบมีขน ใบกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร

กล้วยหมูสัง ออกดอกเดี่ยว ดอกใหญ่ สีแดงเลือดนก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบดอกมี 6 กลีบ เวลาดอกบานขอบกลีบจะม้วนงอ โคนกลีบมีสีเหลืองถึงขาว กลีบดอกรูปขอบขนาน ปลายกลีบมน มีกลีบเลี้ยงสีเขียว เมื่อดอกบานเต็มที่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-12 เซนติเมตร ออกผลเป็นช่อ มีผลย่อยประมาณ 17-20 ผล ต่อช่อ ก้านผลยาว 1-3 เซนติเมตร เปลือกผลมีขนนุ่ม เมื่อผลแก่มีสีเหลืองส้ม ผลรับประทานได้ มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว

ขยาย พันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง เมล็ดเพาะให้งอกได้ง่าย เจริญเติบโตและทอดกิ่งเลื้อยเร็ว แต่ออกดอกได้ช้าเมื่อเทียบกับการตอนกิ่ง ซึ่งใช้เวลาตอนกิ่งในช่วงฤดูฝนประมาณ 2 เดือน กิ่งตอนก็จะออกราก แล้วนำลงปลูกในกระถางเพียง 5-6 เดือน ก็สามารถออกดอกที่สวยงามได้ กล้วยหมูสัง ชอบดินที่มีความชื้นสูง ระบายน้ำดี และชอบแสงแดดจัด

ส่วน ต้นจำปาและต้นจำปีนั้น รองฯ ภาณุ บอกว่า มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย เป็นไม้ดอกยืนต้นที่ปลูกในประเทศไทยมานานแล้ว มีลักษณะเป็นพุ่มใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว กว้าง ปลายใบแหลม จะออกดอกที่บริเวณส่วนยอดของกิ่งและตามซอกใบ ดอกมีกลิ่นหอม แต่กลิ่นจะแตกต่างกัน กลีบดอกจำปีมีสีนวล ส่วนจำปามีกลีบดอกสีเหลืองเข้ม

ก่อน ปลูกจะต้องมีการเตรียมดินโดยการพรวนดิน ใส่ปูนขาว ตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน แล้วจึงขุดหลุมปลูก ขนาดหลุม ประมาณ 1x1x1 เมตร แล้วนำปุ๋ยคอกประมาณ 1 ปุ้งกี๋ และปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมคลุกเคล้ากับดินที่ขุดขึ้นมาให้เข้ากันดี แล้วใส่ลงไปในหลุม ก่อนที่จะนำต้นกล้าที่ซื้อจากสวนเกษตรกรมาปลูก หลังจากปลูกแล้วควรรดน้ำทุกวันจนกว่าจะตั้งตัวได้ ช่วงเวลาปลูกที่เหมาะคือ เดือนตุลาคม-ธันวาคม แต่อาจจะปลูกในเดือนมีนาคม-เมษายน เพื่อที่รอฤดูฝนจากเดือนพฤษภาคม ก็จะทำให้ต้นจำปี จำปา เจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน

เมื่อต้นมีอายุประมาณ 1 ปีครึ่ง หรือสูงประมาณ 1-5 เมตร ก็จะเริ่มออกดอก และการขยายพันธุ์ของต้นจำปีนิยมใช้วิธีตอนกิ่ง โดยจะตอนในช่วงฤดูฝน เพราะจะออกรากดีที่สุด ส่วนการเพาะเมล็ดจะไม่นิยมทำกัน เพราะการติดเมล็ดยากกว่าจำปา ซึ่งต้นจำปานิยมขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด เนื่องจากการติดเมล็ดง่ายและมีจำนวนมาก แต่ปัจจุบันมีการขยายพันธุ์โดยการตอนเช่นเดียวกัน เพราะทำให้ต้นเจริญเติบโตเร็วกว่าการเพาะเมล็ด แต่ก็ไม่ค่อยนิยมทำกันมากนัก เนื่องจากจำปาออกรากยาก

การดูแลต้นจำปา ต้นจำปี ไม่ยากนัก แม้จะเป็นต้นไม้ที่ชอบน้ำมาก แต่อย่าให้น้ำขัง จึงจำเป็นต้องรดน้ำทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งมากๆ อาจต้องรดน้ำวันละ 2 ครั้ง ถ้าให้น้ำไม่เพียงพอจะให้ดอกน้อยลง ส่วนการให้ปุ๋ยนั้น หลังจากจำปี จำปา ตั้งตัวได้ดีแล้ว ควรมีการใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15, 16-16-16, หรือ 20-15-15 อัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี ควรใส่ปุ๋ยเดือนละครั้ง หลังจากใส่ปุ๋ยแล้วควรรดน้ำตามด้วย นอกจากนี้ จะต้องใส่ปุ๋ยคอกและปูนขาวทุกปีเพื่อปรับสภาพดินให้ดีขึ้น โดยเริ่มตัดแต่งกิ่งได้เมื่อต้นไม้มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป เพื่อให้แตกกิ่งใหม่ ควรตัดกิ่งแก่ กิ่งแห้งออกด้วย เพื่อให้ต้นโปร่งไม่เป็นที่สะสมของโรคและแมลง

นอกจากจะชอบปลูกต้นไม้ ชอบความร่มรื่นของธรรมชาติแล้ว ในบริเวณบ้านเกิดลาภผล ยังเลี้ยงปลาคาร์พแฟนซีไว้ฝูงใหญ่ถึง 32 ตัว แหวกว่ายไปมาอยู่ในบ่อหน้าบ้าน จึงกลายเป็นอีกมุมหนึ่งที่ รองฯ ภาณุ ใช้เป็นแหล่งพักใจ ผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน โดยเป็นผู้คัดสรรปลาแต่ละตัวด้วยตนเองจากฟาร์มชื่อดังในเมืองไทย ซึ่งทุกตัวสั่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่นทั้งสิ้น มีหลากหลายราคา ตั้งแต่ 1,500-25,000 บาท โดย รองฯ ภาณุ ซื้อปลาคาร์พมาเลี้ยงตั้งแต่มีขนาดตัวเพียง 3 นิ้ว เท่านั้น เริ่มแรกเลี้ยงเพียง 10 ตัว ก่อนจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

“ที่ ชอบปลาคาร์พ เพราะเป็นปลาที่อดทน เชื่องช้า มีสีสันสวยงาม ดูไม่น่าเบื่อ มูลค่าของปลาจะเพิ่มตามขนาดตัว ซึ่งปกติเป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์ ก่อนหน้านี้เคยเลี้ยงนกในกรง แต่รู้สึกว่าเหมือนเป็นการทรมาน จึงหันมาเลี้ยงปลาคาร์พ สร้างบ่อให้กว้างเพื่อปลาจะได้มีเนื้อที่ในการแหวกว่ายอย่างอิสระ” รองฯ ภาณุ กล่าว

นอกจากบ้านเกิดลาภผลที่มีความร่มรื่นด้วยต้นไม้ไทยโบราณ หลังนี้แล้ว รองฯ ภาณุ ยังมีไร่เกิดลาภผล บนเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี หากมีโอกาสจึงจะไปสูดอากาศบริสุทธิ์ เดินเข้าหาธรรมชาติ เปลี่ยนจากเครื่องแบบตำรวจ มาเป็นชาวไร่มะขามหวาน

เมื่อ ถามถึงผู้ใต้บังคับบัญชาว่ามีแนวคิดด้านการเกษตรเช่นเดียวกันหรือไม่ รองฯ ภาณุ ตอบแบบไม่ต้องคิดนานเหมือนกับรู้ใจผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองดีอยู่แล้วว่า ตำรวจส่วนใหญ่มักมีพื้นฐานด้านการเกษตรดีอยู่แล้ว โดยรู้สึกยินดีและชื่นชม หากผู้ใต้บังคับบัญชามีโครงการปรับปรุงพื้นที่ไร้ประโยชน์ในบริเวณสถานี ตำรวจให้เกิดประโยชน์ขึ้นโดยการทำการเกษตร และผลผลิตที่ได้นำมาปรุงอาหารแบ่งปันกัน สิ่งที่ได้นอกจากเป็นการสร้างกิจกรรมทางการเกษตรแล้ว ยังช่วยในการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว และยังเป็นการสร้างความสามัคคีในหน่วยงานอีกด้วย

พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล จึงเป็นอีกหนึ่งนายพลที่หลงใหลความงามของธรรมชาติ และความร่มรื่นของเงาไม้ ที่หลายคนเอาเป็นแบบอย่างได้อย่างดีทีเดียว

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

กุณฑล เทพจิตรา

“ที่นี่ขายลูกกินกันทั้งหมู่บ้าน” มะม่วงโชคอนันต์ ที่บ้านคลองต่าง ทำเงินให้เกษตรกร กว่า 100 ล้านบาท

การ ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ของเกษตรกรบ้านคลองต่าง ตำบลน้ำขุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เริ่มปลูกกันมาประมาณปี 2540 เดิมนั้นเกษตรกรจะปลูกมะม่วงพันธุ์อื่น เช่น น้ำดอกไม้ เขียวเสวย ฯลฯ แต่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการติดดอกออกผลและราคาตกต่ำ เกษตรกรจึงเปลี่ยนมาปลูกมะม่วงโชคอนันต์ ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องราคาและการติดผล ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ประมาณ 2,185 ไร่ เกษตรกร 150 ราย ในด้านผลผลิตจะเก็บเกี่ยวปีละ 3 ครั้ง รวมประมาณ 10,919,000 กิโลกรัม โดยมีมูลค่าผลผลิตต่อปีประมาณ 131.01 ล้านบาท

เทคนิคการผลิตมะม่วงโชคอนันต์ที่บ้านคลองต่าง

การ ปลูกมะม่วงโชคอนันต์ของเกษตรกรตำบลน้ำขุม จะใช้วิธีปลูกในระยะชิดและจะบังคับทรงพุ่มไม่ให้สูง ซึ่งสะดวกต่อการดูแลและเก็บเกี่ยว โดย 1 ไร่ จะมีจำนวน 150-200 ต้น โดยหวังผลผลิตต้นละ 10-15 กิโลกรัมโดยประมาณ ผลผลิตที่ได้เฉลี่ย 1,500-3,000 กิโลกรัม ต่อไร่

ที่ลุ่มน้ำผ่านหรือนาสะเทือน

เหมาะแก่การปลูกมะม่วงโชคอนันต์

สภาพ พื้นที่ต้องไม่เป็นที่ดอน แต่ถ้าเป็นที่ลุ่มต้องยกร่องเพื่อไม่ให้น้ำท่วม สำหรับบ้านคลองต่างนั้นเป็นที่ลุ่มน้ำผ่านหรือนาสะเทือน จึงเหมาะสมกับการปลูกมะม่วงโชคอนันต์

วิธีการปลูก เกษตรกรจะใช้มะม่วงตาลหรือกะล่อนเพาะในถุงชำประมาณ 3 เดือน แล้วนำไปปลูกในระยะ 2 คูณ 2 เมตร หรือ 2.50 คูณ 5 เมตร จะได้มะม่วงประมาณ 150-200 ต้น ต่อไร่ จากนั้นจะเลี้ยงต้นตอไว้ประมาณ 3 ปี จึงเริ่มเปลี่ยนพันธุ์เป็นโชคอนันต์ ด้วยวิธีเปลี่ยนยอดโดยเสียบเปลือกข้าง ต้นละประมาณ 3 ยอด และเปลี่ยนยอดสูงจากพื้นดินประมาณ 1.30 เมตร เพื่อไม่ให้ผลมะม่วงที่ออกมาในปีแรกถูกพื้นดินซึ่งจะทำให้ผิวไม่สวย

วิธีดูแลรักษา

การ ตัดแต่งกิ่งส่วนใหญ่เกษตรกรจะตัดปีละ 1 ครั้ง ประมาณปลายเดือนเมษายน และตัดแต่งเปิดทรงพุ่มให้สูงระดับ 180 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว สำหรับมะม่วงที่เปลี่ยนยอดใหม่ เกษตรกรจะไม่ตัดแต่งกิ่งจนกว่าทรงพุ่มจะสูงเลยระดับหัวคนหรือกิ่งชิดกันใน แต่ละแถว

การให้ปุ๋ย เกษตรกรจะให้ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง คือประมาณเดือนพฤษภาคมและปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม โดยเกษตรกรจะใช้ปุ๋ยคอกประมาณ 3 กิโลกรัม ต่อต้น และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ในอัตราประมาณ 0.5 กิโลกรัม ต่อต้น หรือ 100 กิโลกรัม ต่อไร่

วิธีการบังคับมะม่วงให้ออก

การ ราดสารเพื่อบังคับมะม่วงให้ออกช่อ เกษตรกรจะราดสารในต้นเดือนพฤษภาคม โดย 1 ปี เกษตรกรจะราดสาร 1 ครั้ง ในอัตราสารควบคุมการเจริญเติบโต 5 กิโลกรัม ต่อ 5 ลิตร อัตราการใช้ต่อต้น ถ้าอายุมะม่วง 5 ปี อัตราการใช้ 20 ซีซี ต่อต้น ถ้าอายุ 7 ปีขึ้นไป อัตราการใช้ 30-50 ซีซี ต่อต้น หลังจากราดสารควบคุมการเจริญเติบโตประมาณ 20 วัน เกษตรกรจะใช้สารไทโอยูเรียเพื่อเร่งช่อดอกให้ออกในต้นเดือนมิถุนายน

โรคแมลงที่สำคัญและการดูแลช่อมะม่วง

1. เพลี้ยจักจั่นช่อมะม่วง เกษตรกรจะใช้สารเคมีประเภทดูดซึมไซเพอร์เมทริน

2. เพลี้ยไฟไรแดง เกษตรกรใช้สารเคมีอะบาเม็คติน

3. โรคราดำ เกษตรกรใช้สารเคมีประเภทคาร์เบนดาซิม

การป้องกันกำจัดวัชพืช

- เกษตรกรจะกำจัดวัชพืช 2 ครั้ง ต่อปี โดยใช้ไกลโฟเสตและใช้แรงงานคน การเก็บผลผลิต เกษตรกรจะเก็บผลผลิตได้ปีละ 3 ครั้ง

- ช่วงเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน เกษตรกรจะขายผลผลิตเป็นมะม่วงแก่จัด กิโลกรัมละ 5 บาท

- ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนกันยายน เกษตรกรจะขายผลผลิตเป็นมะม่วงค่อนข้างอ่อน-แก่ไม่จัดในราคา กิโลกรัมละ 10-17 บาท โดยไม่มีการคัดเกรด

- ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม เกษตรกรจะขายมะม่วงอ่อนในราคากิโลกรัมละ 15-23 บาท โดยคัดเกรด

ด้านการตลาด

ผล ผลิตมะม่วงโชคอนันต์ของบ้านคลองต่าง จะส่งขายไปยังในตลาดต่างจังหวัด เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ กรุงเทพฯ (ตลาดไท) หาดใหญ่ ปาดังเบซาร์ และส่งออกไปยังสิงคโปร์ มาเลเซีย และยุโรป ผลผลิตรวม 3 ครั้ง ประมาณ 10,919,000 กิโลกรัม ต่อปี ในพื้นที่ปลูกประมาณ 2,185 ไร่

- ผลผลิตปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายนประมาณไร่ละ 1,500 กิโลกรัม ผลผลิตรวม 3,277,500 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 3-5 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 13.11 ล้านบาท

- ผลผลิตปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนกันยายนประมาณไร่ละ 2, 000 กิโลกรัม ผลผลิตรวม 4,364,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 10-17 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 58.91 ล้านบาท

- ผลผลิตปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคมประมาณไร่ละ 1,500 กิโลกรัม ผลผลิตรวม 3,277,500 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 15-21 บาท คิดเป็นมูลค่า 58.99 ล้านบาท

ข้อจำกัดของมะม่วงโชคอนันต์

1. มีปัญหาช่วงออกช่อดอกหน้าฝน เพราะถ้าฝนตกชุกจะทำให้ดอกมะม่วงร่วง การติดผลไม่ดี

2. ต้องมีการศึกษาด้านการตลาดและหาตลาดเพิ่มอยู่ตลอดเวลา

3. การราดสารเร่งการออกช่อ ออกดอก ต้องราดปีเว้นปี

คุณ เตี่ยน สวัสิ์สลุง เกษตรตำบลดีเด่นของจังหวัดสุโขทัย และ คุณเจือ พุ่มทับทิม ประธานกลุ่มวิสาหกิจผู้ผลิตมะม่วงโชคอนันต์บ้านคลองต่าง ที่เป็นผู้บุกเบิกการปลูกมะม่วงโชคอนันต์ ร่วมให้ข้อมูลว่า กว่าจะประสบความสำเร็จต้องใช้ระยะเวลาถึง 10 ปี และปัจจุบันนี้เกษตรกรสามารถเก็บมะม่วงจำหน่ายได้ทุกวันทุกรุ่น ทั้งมะม่วงอ่อน มะม่วงแก่ สร้างรายได้ให้กับครอบครัวอย่างต่อเนื่อง จน คุณสายชล จันทร์วิไร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 บ้านคลองต่าง บอกว่า “ที่นี่ขายลูกกินกันทั้งหมู่บ้าน” (ลูกมะม่วงนะครับ เก็บขายตั้งแต่ลูกเท่า 3 นิ้วมือ จนถึงแก่ อยากได้เงินเมื่อไรก็เก็บขาย สบายใจตลาดต้องการไม่อั้น รับซื้อถึงที่) สนใจรายละเอียดหรือเทคนิคเพิ่มเติมหรือรับซื้อมะม่วง ติดต่อที่ คุณเตี่ยน สวัสิ์สลุง เกษตรตำบลดีเด่นของจังหวัดสุโขทัย โทร. (081) 037-7051

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

มนตรี แสนสุข

พยับ-สมจิตร สดใส คว้ารางวัลชนะเลิศ ประกวด “มะยงชิด” ทำสวนแบบง่ายๆ แต่ได้คุณภาพ

มะยงชิด ผลไม้ตามฤดูกาล 1 ปี ติดผลผลิตครั้งเดียวในช่วงฤดูหนาว เป็นผลไม้ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ในทุกปีจะมีสวนมะยงชิดเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ และขยายอาณาเขตพื้นที่ปลูกขึ้นไปทางภาคเหนือมากขึ้น

มะยงชิด กับ มะปราง สมัยโบร่ำโบราณปลูกกันมากในเขต อเภอบางกอกน้อย อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ต่อมาความเจริญเข้าครอบงำพื้นที่สวน สายพันธุ์มะปรางและมะยงชิดไปแพร่ขยายแถวจังหวัดนนทบุรี จนเป็นที่ขึ้นชื่อลือชากล่าวกันว่า

ถ้าจะรับประทานกระท้อนอร่อยต้องที่บางกร่าง รับประทานมะปรางหวานต้องที่ท่าอิฐ

อยู่ ในพื้นที่เขตจังหวัดนนทบุรี แล้วพันธุ์มะปรางหวานก็แพร่ออกสู่ต่างจังหวัด หรือต่างจังหวัดในหลายๆ พื้นที่มาโด่งดังที่สุดก็คือจังหวัดนครนายก เมืองปริมณฑลไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครเท่าไรนัก จนทุกวันนี้คนรุ่นใหม่จะรู้จักเพียงแค่ว่า มะปรางหวาน มะยงชิด คือผลไม้คู่เมืองนครนายกเท่านั้น จนผลไม้ทั้งสองชนิดเป็นผลไม้ประจำจังหวัดไปเลย ส่วนถิ่นกำเนิดพื้นเพดั้งเดิมของมะปรางนั้น ปัจจุบันเป็นหมู่บ้านจัดสรร เป็นชุมชนคนเมืองไปเสียแล้ว กลายเป็นตำนานให้เล่าขานมาจนทุกวันนี้

มะยงชิด เป็นสายพันธุ์หนึ่งในตระกูลมะปราง มีผลใหญ่ สีส้มสวยสดใส เนื้อในหวาน กรอบ อร่อย สนนราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากยังมีการปลูกกันน้อย แต่มีผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากสนนราคาสูงนี้ จึงมีการสัพยอกกันถึงผลไม้ชนิดนี้ว่าเป็นผลไม้ที่

คนซื้อไม่ดั้บประทาน คนรับประทานไม่ได้ซื้อ

ส่วนใหญ่มักซื้อเอาไปเป็นของขวัญของฝากเสียมากกว่า

ปัจจุบัน สวนมะยงชิดทุกสวนเกษตรกรพยายามพัฒนาแข่งขันกันในเรื่องของคุณภาพ และการพัฒนาพื้นที่สวน ในทุกปีช่วงฤดูกาลมะยงชิดติดผลจะมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมสวนมะยงชิดในเขต พื้นที่จังหวัดนครนายกกันมากมาย จนกลายเป็นทัวร์สวนมะยงชิดไปเลย สร้างมูลค่าการจำหน่ายผลผลิตแก่เกษตรกรชาวสวนมะยงชิดในแต่ละปีมิใช่น้อย

และ ทุกปีที่จังหวัดนครนายกจะมีการจัดงานการประกวดผลผลิต “มะปรางหวาน มะยงชิด ของดีเมืองนครนายก” เพื่อให้เกษตรกรสนใจพัฒนาคุณภาพมะปรางและมะยงชิดให้มีคุณภาพดียิ่งๆ ขึ้นไป ในปี 2553 นี้ มะยงชิดที่ชนะเลิศการประกวดได้แก่ มะยงชิดจาก “สวนพิมพา” เจ้าของสวนคือ คุณพยับ และคุณสมจิตร สดใส สองคุณลุงคุณป้าช่วยกันทำสวนอยู่ที่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลดอนยอ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เมื่อได้รับรางวัล คุณป้าพยับ บอกว่า

“ไม่เคยคิดเลย ค่ะ ว่าจะได้รับรางวัลชนะเลิศเช่นนี้ ป้าเข้าเป็นสมาชิกชมรมชาวสวนมะปรางและมะยงชิด จังหวัดนครนายก ในที่ประชุมเขาให้สมาชิกส่งผลผลิตเข้าประกวดในงานประกวดมะปรางและมะยงชิด ป้าก็เก็บผลผลิตในสวนส่งเข้าประกวด เป็นการส่งผลผลิตประกวดครั้งแรกในชีวิต”

คุณ ป้าพยับ กล่าวอย่างดีใจและว่า ป้าส่งมะยงชิดเข้าประกวดตามหน้าที่เท่านั้นเอง ผลการตัดสินการประกวด กรรมการเขาประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงไปทั้งงานว่า สวนของป้าได้รับรางวัลที่ 1 ดีใจมากๆ เลย เมื่อก่อนเคยมีทัศนคติไม่ดีต่องานประกวด เคยคิดว่า จะประกวดกันจริงๆ หรือ น่าจะมีการล็อครางวัลกันไว้ก่อนซะมากกว่า แต่มาเจอเข้ากับตนเอง ต้องยอมรับว่า ชมรมที่จัดงานการประกวดนี้ เขายุติธรรมจริงๆ ไม่มีกั๊กรางวัลไว้เพื่อตนเองและพรรคพวก ขอชม ร.ต.ต.อำนวย หงษ์ทอง ประธานชมรมชาวสวนมะปราง มะยงชิด นครนายก มา ณ ที่นี้ด้วย

คุณป้าพยับ กล่าวพร้อมกับเล่าต่อไปว่า ที่สวนปลูกมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้าไว้ประมาณ 100 กว่าต้น ในเนื้อที่ 10 ไร่ ทำเป็นสวนผสม แบ่งเป็น บ่อปลา 1 ไร่ รอบๆ บ่อปลาปลูกมะยงชิด ทำนาปลูกข้าว 5 ไร่ จะเพิ่มสวนมะยงชิดอีก 2 ไร่ ที่เหลือเป็นพื้นที่บ้าน รอบๆ สวนและคันนาปลูกกล้วยและยูคาลิปตัส ในสวนแซมผลไม้หลายชนิด เช่น มะม่วง น้อยหน่า เป็นต้น

คุณลุงสมจิตร คู่ชีวิตคุณป้าพยับ บอกว่า เดิมทีทำนาอย่างเดียว และก็รับจ้างทั่วไป ทำนาลงทุนเยอะ กำไรน้อย เห็นเขาปลูกมะยงชิดแล้วได้ดี ก็เลยหันมาปลูกมะยงชิดกับเขาบ้าง เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ไปซื้อพันธุ์มะยงชิดจากเพื่อนบ้านมาปลูก

คุณป้าพยับ เล่าเสริมอีกว่า แรกๆ ต้องทยอยปลูก เพราะต้องใช้ทุนซื้อกิ่งพันธุ์ สำหรับผู้ที่คิดจะปลูกมะยงชิดในอนาคต หากจะซื้อกิ่งพันธุ์ขอให้มาซื้อที่แหล่งปลูกเลยจะดีกว่า เลือกดูกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ ดูกิ่งยอดตั้งสวย ต้นไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป ถ้าคนขายเขาเสริมรากให้ด้วยจะยิ่งดีมากๆ เลย รากของมะยงชิดและมะปรางนั้นต้องดีจึงจะเจริญเติบโตรวดเร็ว

เมื่อได้ กิ่งพันธุ์มา คุณป้าพยับ แนะนำว่า สามารถขุดหลุมปลูกได้เลย ให้ขุดหลุมกว้างและลึกพอสมควร เอาดินก้นหลุมขึ้นมาผสมกับปุ๋ยขี้วัวแล้วก็เอาลงไปรองก้นหลุมตามเดิม จากนั้นก็แกะถุงชำกิ่งพันธุ์ออกเอาต้นลงปลูก

วิธีปลูกจะต้องไม่ให้ บริเวณต้นเป็นแอ่ง ต้องพูนดินให้เป็นเนินขึ้นเอากิ่งพันธุ์ลงปลูกกลบดินเสมอโคนต้น อย่าให้ดินกลบรอยทาบที่กิ่งพันธุ์ มะยงชิด มะปราง ไม่ชอบแฉะ ไม่ชอบน้ำขัง ฉะนั้น การเอากิ่งพันธุ์ลงปลูกต้องพูนดินเป็นเนินให้น้ำไหลลงสะดวก จึงจะทำให้การปลูกสมบูรณ์ ต้นจะเจริญเติบโตรวดเร็ว

หลังปลูกรดน้ำพอ ชุ่ม เว้น 3-4 วันรดครั้งหนึ่งก็ได้ ดูที่ดิน ถ้าดินแห้งมากก็ให้รดน้ำจนชุ่ม ระวังอย่าให้น้ำขังโคนต้นจะไม่ดี พอระบบรากเดินดีจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพก็ได้ หรือไม่ใส่ก็ได้สุดแล้วแต่เจ้าของสวน

จนกระทั่งต้นแตกใบอ่อน คุณป้าพยับ บอกว่า ตอนนี้สำคัญมาก แมลงจะมากัดกินใบอ่อน เกษตรกรต้องฉีดยากำจัดแมลง ฉีดยาฆ่าหนอน รักษาใบอ่อนให้ได้ จนกระทั่งใบเพสลาดแล้วกลายเป็นใบแก่ต้นจะเจริญเติบโตขึ้น มะยงชิดปีแรกจะค่อยๆ เจริญเติบโต แต่พอเข้าปีที่สอง ต้นจะเจริญเติบโตแตกยอดพุ่งสูงขึ้นรวดเร็วมาก และทุกครั้งที่แตกใบอ่อนจะต้องฉีดยาฆ่าแมลง และหนอนที่จะมากัดกินใบอ่อน เรียกว่าต้องดูแลรักษาใบอ่อนกันเต็มกำลังกันเลย พอใบอ่อนเป็นใบแก่ต้นก็จะโตขึ้นๆ

มะยงชิดใช้เวลาเจริญเติบโตประมาณ 3 ปี ก็ให้ผลผลิต ก่อนอากาศหนาวจะมา 1 เดือน เป็นช่วงปลายฤดูฝนต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และปุ๋ยสูตรเสมอพอสมควร เป็นการบำรุงต้นให้สมบูรณ์เต็มที่

คุณป้าพยับ กล่าวต่อไปอีกว่า พออากาศหนาวกระทบลงมา มะยงชิดก็จะแตกตาดอกและติดดอก ช่วงนี้ฉีดยาป้องกันแมลงและเชื้อรา จนกระทั่งดอกบานจึงหยุดฉีด

ครั้นพอ ดอกพัฒนาเป็นผลเล็กๆ ให้ฉีดยาป้องกันแมลง เชื้อรา พร้อมทั้งให้ฮอร์โมน ประมาณ 1-2 ครั้ง ทางดินรดน้ำสม่ำเสมอเรื่อยไปจนกระทั่งเก็บผล

สำหรับ เทคนิคทำให้รสชาติมะยงชิดหวาน เนื้อกรอบ อร่อย จนได้รับรางวัลการประกวดนั้น คุณป้าพยับกับคุณลุงสมจิตร บอกว่า ไม่มีเทคนิคอะไรเลย ที่ผลผลิตหวาน กรอบ อร่อยนั้นก็เป็นไปตามธรรมชาติ ไปตามพันธุ์เขาเท่านั้น ไม่ได้เสริมเติมแต่งอะไร การส่งผลผลิตเข้าประกวดความสำคัญอยู่ตรงที่คัดผลส่งเข้าประกวดให้เสมอกัน ดูผลที่นวลสวยเอาเข้าประกวด นอกนั้นกรรมการเขาตัดสินเอง

สำหรับ ชื่อสวนพิมพานั้น คุณป้าพยับ นิ่งคิดชั่วครู่แล้วก็บอกว่า คิดขึ้นมาเองเจ้าค่ะ ถ้าสนใจจะมาเยี่ยมสวนก็ได้ แต่ต้องบอกกันก่อนนะว่า “สวนพิมพา” นั้นไม่เหมือนใคร เป็นสวนผสม ต่างจากสวนมะยงชิดอื่นๆ ที่เขาปลูกเป็นเชิงเดี่ยว จะไปเยี่ยมเยือน โทร.นัดหมายกันก่อน ที่ (089) 751-1986 ยินดีต้อนรับทุกท่านเจ้าค่ะ คุณป้าพยับ กล่าวในที่สุด

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

มะพร้าวน้ำหอม ทุ่งกุลาร้องไห้ ปลูกได้…คุณภาพดี

ดิน แดนอันไกลโพ้น “ทุ่งกุลาร้องไห้” ตำนานเล่าขาน “ฝนแล้ง แมลงกิน ดินไม่ดี” คุณมานะ เหนือโท ทีมข่าวชาวทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นคนชอบเดินทางเพื่อค้นหาและค้นพบงานปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้รสชาติดี ในเมื่อสภาพพื้นที่ท้องทุ่งกุลาร้องไห้ แปลงนา ดิน ฟ้า จรดกัน อากาศที่แห้งแล้ง ดินมีสภาพเปรี้ยว-เค็ม ดินทรายก็ไม่มีน้ำ หรือแม้แต่แหล่งกักเก็บน้ำบนผิวดิน ช่วงฤดูแล้ง น้ำแห้งขาดหาย รอปริมาณน้ำฝนที่ตกจากฟากฟ้า คือบริบทพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ใครต่อใครที่รู้จักพอสังเขป

ใช่วันนี้ดินแดนทุ่งกุลาฯ ยังเป็นทุ่งแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุด หลายต่อหลายคนที่รู้จัก คุณพีระวัฒน์ สังข์น้อย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด คุณมานิตย์ สาสนาม เกษตรอำเภอเกษตรวิสัย พร้อมนักส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ทีม งานข่าวเดินทางด้วยรถยนต์บุโรทั่ง ยางดี น้ำมันพร้อม เส้นทางไกลแสนไกล แสงแดดระยิบระยับ จากตัวอำเภอถึงบ้าน คุณลุงแสวง มะโนลัย อายุ 58 ปี บ้านเลขที่ 98 หมู่ที่ 12 บ้านโพนฮาด ตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เกือบเท่ากับการเดินทางเข้าจังหวัดร้อยเอ็ด 45 กิโลเมตร แต่นี่เข้าทุ่งกุลาร้องไห้ คุณลุงแสวงผู้ที่ไม่ยอมแพ้กับสภาพปัญหา ดิน ฟ้า อากาศ ทุ่งกุลาร้องไห้ ผู้ที่ต่อสู้ชีวิต ครอบครัว ชุมชน อีกทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ ด้วยความตั้งใจแน่วแน่จริง ต่อสู้มาครึ่งชีวิต ได้เปลี่ยนแปลงพื้นที่ดินแปลงนาตนเอง ที่เคยปลูกข้าวหอมมะลิเพียงปีละครั้ง ดินเค็ม แล้ง พืชอื่นไม่สามารถทนความเค็มและความแห้งแล้งได้

คุณลุง แสวง เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนที่ดินแปลงนาสภาพเดิมๆ ของตนเองก็เป็นทุ่งนา ปลูกข้าวหอมมะลิปีละครั้ง คือ ทำนาปี มีพื้นที่แปลงนาอยู่ 37 ไร่ ได้ 9 ตันเศษ หรือ 9,000 กิโลกรัมเศษ จึงมานอนคิด นั่งคิดถามตนเอง มีที่ดิน แปลงนาปลูกข้าวได้อย่างเดียว ปลูกพืชอย่างอื่นไม่ได้หรืออย่างไร ประกอบกับโครงการเศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวคิดสู่พสกนิกรของท่าน

คุณมานิตย์ สาสนาม เกษตรอำเภอ เป็นผู้ประสานงาน ที่แปลงนาทำไมต้องทำแต่นาปลูกข้าว จึงได้แบ่งส่วนแปลงนา เริ่มแรก ขุดสระบ่อน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแห้งแล้ง ให้สัตว์กิน คือเลี้ยงวัว เลี้ยงปลา และปลูกต้นมะม่วงรอบๆ ขอบสระน้ำ ช่วงเวลาผ่านไปปีสองปี สังเกตเห็นว่าน้ำในบ่อสระน้ำที่กักเก็บไว้ไม่แห้งแล้งขาดหายไปตามฤดูช่วง แล้ง คือมีพอเพียงพอใช้สามารถเก็บไว้ให้สัตว์เลี้ยงกิน รดน้ำต้นมะม่วงได้ตลอดปี จากนั้นก็ขุดสระบ่อน้ำขึ้นมาเพิ่มอีกรูปแบบการขุดสระบ่อน้ำตามที่ดินแปลงนา ตามหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิป้องกัน คือการตัดสินใจและการกระทำต่างๆ

ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่พอประมาณ

ความ มีเหตุผล หมายถึง การใช้หลักเหตุผลในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ

การมีภูมิคุ้มกันที่ดี หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรอบตัว ปัจจัยเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้นั้น

คุณลุงแสวง เปิดเผยเล่าความเป็นมาต่อว่า ตนเองได้ทดสอบพื้นที่แปลงนา ในช่วงที่ขุดสระบ่อน้ำแรกแล้ว นั้นแสดงว่าบริเวณนี้น้ำใต้ผิวพื้นดินแปลงนาแห่งนี้มีเพียงพอ จึงได้ขุดสระบ่อน้ำเพิ่มมาอีก แบ่งเป็นส่วนๆ พื้นที่แปลงนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง 30:30:30:10 มี

1. บ่อปลา บ่อกักเก็บน้ำ

2. แปลงนา ปลูกข้าว

3. ปลูกผักปลูกพืชที่กินได้ ปลูกต้นไม้

4. ที่อยู่อาศัย คอกสัตว์เลี้ยงวัว จากนั้นได้สั่งนำมะพร้าวน้ำหอมมาจากเมืองชลบุรี 200 ต้น

ตน เองได้เตรียมหลุม ขุดหลุมขนาด 50 กว้าง 50 ยาว 50 ลึกพอประมาณ ไปรอบๆ คูคั่นสระทุกบ่อ ส่วนปุ๋ยหมักก็นำมาจากคอกวัว (ขี้วัว-ขี้ควาย ยกเว้นขี้เกียจไม่มีในแปลงนี้) นำมารองพื้นดินแต่ละหลุม และแกลบผสมกันไป เพราะว่าปลูกข้างริมขอบสระบ่อน้ำจะได้รดน้ำง่าย สะดวก แรกๆ ต้องดูแลมันเป็นพิเศษเอาใจใส่รดน้ำทุกวัน จะมีแมลงที่คอยมารบกวนมะพร้าว แมลงศัตรูที่ชอบกินลำต้น ก้านใบมะพร้าวอยู่เป็นประจำช่วงระยะเวลาที่กำลังโต แรกๆ เริ่มต้องสังเกตแมลงศัตรูที่จะเข้ามาทำลายจะมาตามช่วงฤดูกาล แต่ก็มีวิธีที่จะช่วยต้นมะพร้าวเช่นกัน คือ คุณลุงแสวงจะใช้น้ำหมักใบไม้ น้ำหมักปลา เป็นน้ำที่นำมารดต้นมะพร้าว

ต้องคอยสังเกต ถ้าเราเห็นมีร่องรอยแมลงศัตรูมากัดกินต้นมะพร้าว เราต้องคอยดูแลพิเศษ

คุณ ลุงแสวง ปลูกมะพร้าวน้ำหอมริมสระบ่อน้ำ นี่ก็เพราะว่า มะพร้าวน้ำหอมต้องการน้ำมากเพื่อหล่อเลี้ยงตนเองตลอดเวลาจนถึงช่วงออกผล ผลผลิตเป็นลูกมะพร้าว ใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 4-5 ปี ก็ได้ผลได้ลูกมะพร้าวน้ำหอมที่มีรสชาติ มีผลโตสม่ำเสมอทั้งทะลาย น้ำหนักผลประมาณ 900 กรัม ต่อผล ผลยาวรีเล็กน้อย และตรงกันเป็นจีบเล็กน้อย น้ำมีรสหวานและกลิ่นหอม เนื้อนุ่มรสชาติกลมกล่อม ทุกวันนี้มีพอกิน พอขายให้คนทั่วไปในชุมชนข้างเคียง นอกจากนั้น บ่อปลา มีปลานิล ปลาไน ขอบบ่อเลี้ยงไก่ เป็ด พืชผัก ข่า ตะไคร้ เลี้ยงโค-กระบือ ได้ปุ๋ยคอก มีกินมีใช้ เหลือกินขาย มีเงินเก็บ มะพร้าวน้ำหอมพืชหลัก ขยายเต็มพื้นที่ สร้างเงิน สร้างงาน ให้คนทำกิน “สิบสลึง อยู่ฟากฟ้าอย่างสิอ่าวคะนิงหา สองสลึง อยู่ในมือ หีบกำเอาไว้” วันข้างหน้ามั่งมีศรีสุข

ปี 2553 คุณธวัชชัย ฟักอังกูร ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้สั่งการให้นายอำเภอ 20 อำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ขยายผลจากการศึกษาดูงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร พื้นที่ 11,300 ไร่ โดยจังหวัดร้อยเอ็ด นำ 19 ผลงานดีเด่นของศูนย์ขยายผลสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยึดหลักการบริหารการจัดการที่ดี นำไปสู่วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง มีผลงานซึ่งผ่านการทดสอบทดลอง เพื่อเป็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จ อาทิ การเลี้ยงไก่ดำภูพาน การเลี้ยงสุกรภูพาน การเลี้ยงโคเนื้อทาจิมะภูพาน การจัดการดินลูกรังเพื่อปลูกไม้ผล การจัดการดินเค็มเพื่อปลูกข้าว การผลิตวุ้นเส้นจากถั่วเขียว การปลูกยางพารา การเลี้ยงปลานิลแดง การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ ให้ 20 อำเภอ จัดทำแผนพัฒนาเพื่อขยายผลงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากการศึกษาดูงาน เพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชน เกษตรกร เพื่อมุ่งสู่วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ทั้ง 192 ตำบล 2,468 หมู่บ้าน เกษตรกรสามารถคิดได้ทำเป็น อยู่อย่างมีความสุขตลอดไป

คุณลุงแสวง กล่าวช่วงท้ายว่า ยินดีต้อนรับทุกท่านที่จะมาแวะเยี่ยมชม หรือยินดีให้ความรู้ เชิญชวนมาพิสูจน์ได้ที่สวนมะพร้าวน้ำหอมกลางทุ่งนา กลางทุ่งกุลาร้องไห้ ระยะทางออกจากตัวอำเภอเกษตรวิสัยไปทางทิศใต้ ตามถนนทางหลวงเส้นทางไปอำเภอท่าตูมตัดใหม่ ผ่านตำบลเมืองบัว เข้าสู่ตำบลดงครั่งน้อย ถึงบ้านโพนฮาด ก็ประมาณ 40 กิโลเมตร หรือโทร.หาคุณลุงแสวง มะโนลัย (087) 231-6806 หรือ (081) 183-2631

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เก็บมาเล่า

อภิวัฒน์ คำสิงห์

ครบเครื่อง…เรื่องทุเรียนไทย

เมื่อ ไม่นานมานี้ ณ ตึกสหกรณ์การเกษตร ชั้น 4 กรมส่งเสริมการเกษตร ผู้คนจากทั่วสารทิศต่างให้ความสนใจเรื่องของ “ทุเรียน” อย่างคึกคัก เป็นผลงานการจัดสัมมนาของสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร โดยมี คุณสุรพล จารุพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้า เป็นพ่องานใหญ่ ซึ่งงานนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ครบเครื่อง…เรื่องทุเรียนไทย”

ใน งานนอกจากจะได้พบกับทุเรียนหลากหลายพันธุ์ที่นำมาแสดงอย่างละลานตา เห็นความแตกต่างแต่ละสายพันธุ์ ผู้เข้าร่วมสัมมนายังได้รับทราบข้อมูลอันเป็นประโยชน์เกี่ยวกับทุเรียน จากนักวิชาการและวิทยากรพิเศษผู้มีประสบการณ์มากมาย

โอกาสนี้ขอนำมา เผยแพร่รายละเอียดต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่พลาดโอกาสได้ร่วมรับรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และภาพบรรยากาศภายในงานไปพร้อมๆ กัน

เริ่มต้นจากการเปิดการสัมมนา คุณสุรพล จารุพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้า กล่าวรายงานต่อ คุณอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประธานในพิธี พร้อมกับกล่าวต้อนรับและขอบคุณวิทยากร ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านที่มาร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้

คุณสุรพล กล่าวว่า ทุเรียนเป็นพืชที่ไม่ใช่พืชท้องถิ่นของประเทศไทย แต่มาจากต่างประเทศ มีการนำเข้ามาปลูกสมัยโบราณ จนกระทั่งปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมากกว่า 600,000 ไร่ ผลผลิตแต่ละปีมากกว่า 637,000 ตัน มูลค่าจำนวนมหาศาลเป็นพืชที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศมากมายในการส่ง ออก และทุเรียนยังมีคุณสมบัติพิเศษ ไม่ว่าจะคนไทยหรือว่าชาวต่างชาติ เมื่อรับประทานทุเรียนแล้วจะมีพลังวิเศษเพิ่มขึ้น

คุณสุรพลยังกล่าว ต่ออีกว่า กิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือจากทุกฝ่าย เริ่มตั้งแต่ทีมนักวิชาการ ผู้จัดการสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงของกรมส่งเสริมการเกษตร สื่อมวลชนหลายแขนง ทั้งทีวี นิตยสารต่างๆ

จากนั้น คุณอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประธานในพิธี ได้ให้เกียรติกล่าวเปิดการสัมมนา ว่ามีความยินดีในความร่วมมือของทุกฝ่ายและขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน ที่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดงานในครั้งนี้

“ปัญหาใหญ่ที่ยังไม่มี ทางแก้ไขของชาวสวนทุเรียนนั้น คือปัญหาทุเรียนอ่อนและปัญหาทางด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว อยากให้การจัดงานในครั้งนี้หาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนไทย” คุณอรรถกล่าว

ในปี พ.ศ. 2552 พื้นที่ให้ผลผลิตจากทุเรียนลดลงเหลือ 620,000 ไร่ ในขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 66,000 ตัน เหตุที่สวนทางกันแบบนี้ ก็เพราะว่าเกษตรกรบางรายมีการหันเหทิศทาง ทำการโค่นต้นทุเรียนทิ้ง เนื่องมาจากต้นโทรม ยืนต้นตาย (เนื่องจากปลูกมานาน) เกิดโรครากเน่าโคนเน่า ซึ่งโรคนี้รักษาได้ยากมาก ถ้าหากเกษตรกรยังจะต้องบำรุงต้นต่อไปจะทำให้ไม่คุ้มค่ากับเงินที่เกษตรกร ต้องเสียไป เกษตรกรจึงหันเหทิศทางโดยการโค่นต้นทุเรียนทิ้ง หันมาปลูกยางพาราแทนการปลูกทุเรียน และปลูกพืชตัวอื่นแซม

ในปี พ.ศ. 2553 แนวโน้มผลผลิตของทุเรียนที่สามารถบอกได้ในภาคตะวันออกที่มีการคาดการณ์มา แล้วนั้น มีประมาณ 300,000 ตันเศษ นอกจากนั้น ยังมีทุเรียนจากทางภาคใต้ที่จะเข้ามาช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งภาคใต้ฤดูกาลเก็บเกี่ยวของทุเรียนจะต่อจากภาคตะวันออก ส่วนในเรื่องคุณภาพของทุเรียนทั้งภาคใต้และภาคตะวันออกนั้น ด้วยสายพันธุ์จะไม่ต่างกัน เกษตรกรมีศักยภาพในการผลิตเท่ากัน จึงไม่มีปัญหาในเรื่องนี้

ทุเรียนมาจากไหน

คุณ มนู โป้สมบูรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการผลิตไม้ผล สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตำราหรือหนังสือบางเล่มบอกว่าทุเรียนมาจากประเทศพม่า บางเล่มบอกว่ามาจากประเทศมาเลเซีย แต่ที่จริงแล้วคุณมนูบอกว่าทุเรียนนั้นมีมานานแล้ว โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรสามารถปลูกได้ เพราะประเทศที่อยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรมีภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะสม ลักษณะใกล้เคียงกัน มีลักษณะอากาศร้อนชื้น และถ้าในย่านนี้ ประเทศที่สามารถปลูกได้คือ ประเทศพม่า ศรีลังกา อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย (จะได้เฉพาะตอนบน) และฟิลิปปินส์ตอนใต้

คุณมนู กล่าวว่า จังหวัดที่เป็นไฮไลต์ในการปลูกทุเรียนในประเทศไทยนั้น จะเป็นจังหวัดอะไรไปไม่ได้นอกจากจังหวัดนนทบุรี เนื่องจากจังหวัดนนทบุรีเป็นเมืองปากแม่น้ำ ในขณะเดียวกัน ใต้ปากแม่น้ำนั้นเป็นทะเลเก่า ซึ่งจะมีโพแทสเซียมเยอะ ทำให้ดินดี เหมาะสมที่จะปลูกทุเรียนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้น ยังทำให้รสชาติของทุเรียนดีกว่าที่อื่นๆ อีกด้วย

วิธีการจัดจำแนกกลุ่มพันธุ์ทุเรียน

คุณ มนู กล่าวว่า การจัดจำแนกกลุ่มพันธุ์ทุเรียนนั้นเป็นการจำแนกภายใต้ระดับ species พบว่า ลักษณะสามารถใช้เป็นเครื่องจำแนกทุเรียนไทย ได้แก่ รูปร่างใบ ปลายใบ ฐานใบ ทรงผล และหนามผล ซึ่งเป็นลักษณะที่ค่อนข้างคงที่ ไม่แปรปรวนไปตามสภาพแวดล้อม การจัดจำแนกกลุ่มพันธุ์ทุเรียนพอจะจำแนกออกได้เป็น 6 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มกบ มีลักษณะรูปร่างใบเป็นแบบ oval-oblong ลักษณะปลายใบเป็นแบบ acuminate-curve ลักษณะฐานใบเป็นแบบ rounded-obtuse ลักษณะทรงผลของกลุ่มกบนี้จะกระจายอยู่ใน 3 ลักษณะ คือ กลม กลมรี กลมแป้น มีรูปร่างของหนามผลมีลักษณะโค้งงอ

2. กลุ่มลวง มีลักษณะรูปร่างใบเป็นรูปไข่ขอบขนาน ลักษณะปลายใบแหลมเรียว ลักษณะฐานใบแหลมและมน ลักษณะทรงผลกระจายอยู่ใน 2 ลักษณะ คือ ทรงกระบอก และรูปรี ลักษณะหนามผลเว้า

3. กลุ่มก้านยาว มีลักษณะรูปร่างใบแบบป้อมปลายใบ ลักษณะปลายใบเรียวแหลม ลักษณะฐานใบเรียว ลักษณะทรงผลเป็นรูปไข่กลับและรูปกลม รูปร่างหนามผลนูน

4. กลุ่มกำปั่น มีลักษณะรูปร่างใบยาวเรียว ลักษณะปลายใบเรียวแหลม ลักษณะฐานใบแหลม ลักษณะทรงผลทรงขอบขนาน รูปร่างหนามผลแหลมตรง

5. กลุ่มทองย้อย มีลักษณะรูปร่างใบแบบป้อมปลายใบ ลักษณะปลายใบเรียวแหลม ลักษณะฐานใบมน ลักษณะทรงผลเป็นรูปไข่ รูปร่างหนามผลนูนปลายแหลม

6. กลุ่มเบ็ดเตล็ด ทุเรียนที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้มีลักษณะไม่แน่ชัด บางลักษณะอาจเหมือนกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใน 5 กลุ่มแรก ขณะเดียวกัน ก็มีลักษณะที่ผันแปรออกไป เช่น รูปร่างใบ จะมีลักษณะป้อมกลางใบ หรือรูปไข่ขอบขนาน ลักษณะของปลายใบเป็นแหลมเรียว ลักษณะฐานใบแหลมหรือมน ลักษณะทรงผลกระจายกันอยู่ใน 3 ลักษณะ คือ กลมแป้น กลมรี และทรงกระบอก หนามผลมีลักษณะเว้าปลายแหลม หรือนูนปลายแหลม

เคล็ดไม่ลับ การคัดเลือกทุเรียนแก่

“ดู ดีด ดม ดูด”

ดู…ขั้ว ก้านขั้วต้องแข็ง สากมือ (ถ้าเป็นทุเรียนอ่อน ก้านจะนิ่ม) ปลิงบวม พูใหญ่ เด่น เห็นเส้นกลางพูชัด หนามใหญ่ ปลายหนามแห้ง ฐานหนามกว้าง

ดีด…ใช้ นิ้วมือดีดที่โคนหนามฟังเสียงหลวมๆ ดังก๊อกๆ การดีดหนามที่พูจะช่วยตรวจสอบคุณภาพทุเรียนอ่อนหรือแก่ แล้วยังสามารถช่วยตรวจสอบทุเรียนทุกพูหลวมเท่ากันจะมีโอกาสเป็นทุเรียนที่ สุกสม่ำเสมอ เวลาสุกจะมีเนื้อนิ่มสม่ำเสมอ เนื้อไม่แข็งกรุบ การดีดช่วยให้ได้ทุเรียนที่มีความสุกแก่ในช่วงเวลาที่ต้องการรับประทาน หลวมมาก 1-2 วัน ถึงตึงมาก 3-4 วัน จะสุก

ดม…ดมด้วยจมูก ทุเรียนแก่จัดใกล้สุกจะมีกลิ่นสาบอ่อนๆ ทุเรียนสุกแล้วจะมีกลิ่นหอม กลิ่นจะเริ่มมีน้อย ได้กลิ่นบ้าง ไม่ได้กลิ่นบ้างและมากขึ้นเป็นลำดับ

ดูด…กรณี ต้องการเลือกซื้อทุเรียนแก่ (ดิบ) นอกจากใช้ทั้ง 3 ด แล้ว อาจใช้ ด ที่ 4 คือ ดูดขั้ว โดยการใช้มีดบางปาดแผลก้านใหม่ให้มีสีน้ำเลี้ยงจากก้านขั้วออกมา แล้วใช้ลิ้นแตะหรือใครจะดูดก็ตามใจ หากมีรสชาติหวานอ่อนแสดงว่าทุเรียนนั้นแก่จัดและรสชาติดีแน่นอน หากฝาด หมายถึงทุเรียนนั้นอ่อน ต้องบ่มหลายวัน แถมคุณภาพเนื้อไม่น่ารับประทาน เละ น้ำมาก หวานอ่อนๆ ไม่มีกลิ่น แถมยังหวงไส้ แกะยากอีกด้วย

คุณประโยชน์ของทุเรียน

ทาง โภชนาการ เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยพลัง มีกำมะถันสูง รับประทานทุเรียนจะทำให้ร่างกายอบอุ่น ประกอบไปด้วยสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินหลากหลายชนิด

ทางยา เปลือกทุเรียนมีรสฝาด สามารถสมานแผล แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ฝีซาง คางทูม รักษาระดับธาตุอาหารในร่างกาย เนื้อทุเรียนรับประทานตอนเช้าช่วยท้องว่าง ตามด้วยน้ำอุ่นจะช่วยขับพยาธิ

นอกจากนี้ เปลือกทุเรียนยังสามารถใช้ไล่แมลง เปลือกแห้งสุมไฟไล่ยุง แมลงอื่นๆ และเปลือกสามารถทำเป็นถ่านผลไม้ดูดกลิ่นอับชื้น

คุณ มนูอธิบายว่า ทุเรียนมีความร้อนสูง รับประทานมากอาจไม่สบายตัว ไม่ควรรับประทานทุเรียนกับแอลกอฮอล์จะทำให้เสียชีวิตได้ ถ้าหากรับประทานทุเรียนมากทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

การปอกทุเรียนแบบแกะ/ฉีก การยกพูหรือร่องพู

ข้อ พิจารณาในการแกะ/ฉีก ทุเรียนจะต้องแก่จัด สุกกำลังดี มีกลิ่นหอมคงที่ มองเห็นเส้นกลางพูชัดเจน ยกเว้นก้านยาว (หรือทุเรียนหนามถี่) สุกในปลิงหรือปลิงเพิ่งหลุด พูหลวม

การเปรียบเทียบทุเรียนอ่อนและแก่

ลักษณะ ของทุเรียนอ่อนช่วงเวลาสุกหลังเก็บเกี่ยว ทุเรียนอ่อนจะใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน หรืออาจจะมากกว่านั้น ปลิงจะแฟบ หลุด เหนียว เน่า ก้านขั้วจะอ่อนนิ่ม หนามมีขนาดเล็ก ป้าน หนามแคบ ปลายหนามสด พูเล็ก แคบ มองไม่เห็นเส้นแบ่งกลางพู เวลาเคาะไม่มีเสียงแน่นทึบ ดังกึกๆ เปลือกหนาสีสด เนื้อสีซีดอ่อนและรสชาติจืด มีกลิ่นอ่อน เมล็ดมีสีน้ำตาลอ่อนหรือชมพู เมล็ดไม่เหี่ยว การปอกแบบฉีกตามเส้นกลางพูทำได้ยาก หวงไส้

สำหรับ ลักษณะของทุเรียนแก่ ช่วงเวลาสุกหลังเก็บเกี่ยวจะใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน ทุเรียนสวนจะใช้เวลา 3 วัน ทุเรียนดอนใช้เวลา 5 วัน ปลิงบวมโต ยังไม่หลุดจากปลิงหรือหลุดพอดี ก้านขั้วแข็ง สากมือ หนามใหญ่ ส่วนหนามกว้าง ปลายหนามแห้งเป็นสีน้ำตาล พูใหญ่ กว้าง เห็นเส้นแบ่งกลางพูชัดเจน มีช่องว่างในพูมาก หลวม เคาะดูดังก๊อกๆ เปลือกบาง สีเปลือกเขียวหม่นน้ำตาลแห้ง เนื้อแห้ง รสชาติหวานมัน กลิ่นหอมและฉุนเมื่อสุกมาก เมล็ดมีสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลไหม้ เมล็ดลีบเหี่ยว การปอกแบบฉีกตามเส้นกลางพูแกะง่ายเพียงใช้มีดหนาแทงตามแนวเส้นกลางจากบริเวณ ก้นผล แล้วบิดใบมีด พูจะแตกออก

วิธีการบริโภคและการเก็บรักษา

วิธีการเก็บรักษาทุเรียนเพื่อการบริโภคได้นานๆ มีวิธีเก็บอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ

1. แบบไม่แกะเปลือกออก

เป็น วิธีการปอกทุเรียนแบบใช้มีดเจาะยกพูมาทีละ 1-2 พู ตามที่ต้องการจะรับประทาน และส่วนที่เหลือถ้าทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องแล้วทุเรียนจะสุกงอมเป็นปลาร้า วิธีการเก็บให้ใส่ถุงทั้งเปลือก แช่ตู้เย็นเพื่อยับยั้งการสุก หากต้องการรับประทานให้นำออกมาผึ่งและผ่าพูต่อไป

2. แบบแกะเปลือกออก

เป็น วิธีการแกะเปลือกออกด้วยวิธีการปอกแบบฉีก ร่อนพู หรือยกร่องพู และหลังรับประทานไม่หมดให้บรรจุเนื้อทุเรียนในภาชนะเข้าช่องแช่แข็ง เมื่ออยากรับประทานอีกให้นำมารับประทานได้เลย หรือทิ้งไว้ระยะหนึ่งให้เนื้อนิ่มอ่อนตัวก่อนก็ได้

สำหรับท่านใดที่ สนใจ สามารถสอบถามไปได้ที่ คุณชาตรี โสวรรณตระกูล เจ้าของสวนละอองฟ้า สวนอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียนไทย เลขที่ 1/1 หมู่ที่ 8 ตำบลเขาพระ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โทร. (038) 216-035

หรือที่กลุ่มส่งเสริมการผลิตไม้ผล สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. (02) 579-3816

ศัพท์ทุเรียนน่ารู้ เกี่ยวกับทุเรียน

หางแย้…เป็นลูกทุเรียน ลูกเล็กที่ผ่านการผสมแล้ว 1 วัน กลีบดอกร่วง ทำให้ลูกเล็กมีปลายเกสรตัวเมียยาว มองเห็นเป็นหางแย้

หางทุเรียน…เป็นทุเรียนรุ่นเล็กที่มีอยู่บนต้น กระจายทั่วต้น ไม่สามารถจัดเกรดได้

เต่าเผา…ทุเรียนที่มีเนื้อตาย (แห้งสีน้ำตาล) บางส่วน เนื้อไม่หุ้มเมล็ด เนื่องจากขาดน้ำ

เนื้อ แกนกระเบื้อง…ทุเรียนที่มีเนื้อแข็งเป็นแกน เมื่อสุกยังแข็ง รับประทานไม่ได้ หรืออาจมีปะปนกับเนื้อนิ่ม เวลาเคี้ยวมีอาการกรุบกรับ

ปลิง…รอยต่อระหว่างก้านขั้วที่ติดกับกิ่ง และก้านขั้วที่ติดกับผล เวลาสุกส่วนนี้จะแยกตัวหลุดจากกัน เรียกว่าปลิงหลุด

สุก ในปลิง…ทุเรียนที่เก็บแก่จัด โดยใช้วิธีการฟังเสียง พูหลวมมากแล้วจึงตัดลงมา (โดยเฉพาะทุเรียนนนท์) ซึ่งจะใช้เวลา 1-2 วัน หรือไม่เกิน 3 วัน ปลิงยังไม่หลุด จึงจำเป็นที่ทุเรียนสวนต้องใช้ใบตองหุ้มปลิงไว้ให้สุกขณะปลิงยังอยู่ หากสุกแล้วปลิงหลุด แสดงว่าทุเรียนเก็บมาหลายวัน หรือทุเรียนร่วง ราคาจะตกทันที

เมล็ดตายหรือเมล็ดลีบ…เมล็ดไม่มีการพัฒนา จึงมีแต่เนื้อที่พัฒนามาจากขั้วของเมล็ด จะพบมากในทุเรียนพันธุ์อีลีบ พันธุ์หลงลับแล พบปานกลางในพันธุ์ชะนี หมอนทอง เป็นต้น

เมล็ดเต็มหรือเมล็ดโต…เมล็ดมีการพัฒนา โดยสมบูรณ์หลังจากการผสมเกสรแล้ว

เนื้อ ไม่หุ้มเมล็ด…ทุเรียนที่มีการสร้างเนื้อน้อย เนื่องจากเป็นช่วงขาดน้ำ หรือเนื้อน้อยเนื่องจากเป็นลักษณะประจำพันธุ์อยู่แล้ว ทำให้เห็นเมล็ดโตมาก มักพบในพันธุ์กระดุมในระยะขาดน้ำ

ไส้ซึม…ทุเรียนที่มีน้ำซึมเข้าไป ในผล โดยน้ำจะออกจากไส้กลางซึ่งเป็นจุดรวมของท่อน้ำและท่ออาหาร ถ้ามีน้ำมากจะเห็นเป็นเหงื่อที่ผนังพูด้านใน ส่วนที่ไม่พึงประสงค์ เนื้อเละ กลิ่นฉุน ไม่น่ารับประทาน

กลิ่นสาบ…กลิ่นเริ่มแรกของทุเรียนใกล้สุก และจะเริ่มมีกลิ่นหอมมากยิ่งขึ้น

สุกห่าม…ทุเรียนสุกในระยะแรก กลิ่นหอมอ่อนๆ เนื้อแข็งหรืออ่อนนุ่ม ไม่เลอะมือ

สุกพอดี…ระยะที่มีกลิ่นฉุน เนื้อนุ่มพอดี สำหรับคนที่ชอบรับประทานทุเรียนนิ่ม

สุกงอม/ทุเรียนปลาร้า…เป็นทุเรียนที่สุกงอมมาก เนื้อเละ มีกลิ่นฉุน เนื้อมีสีเหลืองคล้ำ รสชาติหอม

ลักษณะของทุเรียนสายพันธุ์ต่างๆ

1. กบแม่เฒ่า (กบเล็บเหยี่ยว)

ประวัติ กบแม่เฒ่า เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการเพาะเมล็ดของทุเรียนพันธุ์การะเกดแม่เฒ่า เกิดที่หน้าวัดสุวรรณาราม เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

ลักษณะต้น ลำต้นสูง ปลูกง่าย โตเร็ว กิ่งลู่ลง ไม่ทิ้งกิ่งตาย ต้นแก่อายุมากให้ผลใหญ่ขึ้น ใบเขียวเข้ม

ลักษณะผล หัวท้ายแหลมปานกลาง

สีผล เขียว, น้ำตาลเขียวในร่ม

หนาม เล็กแหลม ปลายงอเล็กน้อย

ขั้วก้าน ยาวปานกลาง ค่อนข้างเล็ก ไม่สาก ไม่โปน

เนื้อ สีเหลือง กลิ่นหอม งอมกลิ่นแรง ไม่ฉุน

หมายเหตุ เมื่อแก่จัดรับประทานได้ดี รสหวานจัด

2. ตากบ

ประวัติ เกิดจากการเพาะเมล็ดกบแม่เฒ่า

ลักษณะ เรือนต้นสูง ปลูกง่าย โตเร็ว ผลดก ยิ่งแก่ยิ่งผลใหญ่

รูปทรง แสดงพูชัดเจน ด้านบนแหลมป้าน

สีผล เขียว, น้ำตาล ร่องหนามเขียว

หนาม ฐานหนาม เรียวหนามปานกลาง ปลายหนามตรง

เนื้อ เนื้อเหลืองจัด, เหลืองชมพูในบางปี กลิ่นหอมปานกลาง

หมายเหตุ ฝนชุกมากจะซึมน้ำ ต้องตัดก่อนแก่จัด หวานจัด

3. เหมราช (เขียวสะอาด, กบตาเหม)

ประวัติ เกิดจากการเพาะเมล็ดทุเรียนพันธุ์กบแม่เฒ่า ผู้เพาะคือ นายเหม ในคลองบ้านขุนอินทร์ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

ลักษณะ ลำต้นสูง ใบหนาเป็นพุ่ม ปลูกขึ้นง่าย ให้ผลเร็ว ทิ้งกิ่งตายหน้าแล้ง

รูปทรง ผลใหญ่ แสดงพูชัดเจนหัวพู ก้นแหลม ติดผลเป็นพวง

สีผล เขียว, เขียวอมเหลือง

หนาม ค่อนข้างเล็กยาวแหลมตรง

เนื้อ เนื้อสีเหลือง, เหลืองเข้มอมส้มชมพู ค่อนข้างมีเส้นใย

กลิ่น หอมหวานเย็น สุกงอมกลิ่นไม่ฉุน รสหวานมันปานกลาง

หมายเหตุ ฝนชุกเนื้อไม่นิ่ม ทิ้งกิ่งตายหน้าแล้ง

4. แดงสาวน้อย

ประวัติ เกิดที่เขตบางกอกน้อย ธนบุรี

ลักษณะ ลำต้นสูงปานกลาง กิ่งขยายออกด้านข้าง พุ่มใบกว้าง

รูปทรง ผลขนาดปานกลาง มักมีเพียง 2-3 พู ไม่แสดงพูชัดเจน ทรงผลยาวดี

สีผล เขียวเข้ม

หนาม ฐานหนามใหญ่กลางผลพูเอก ปลายหนามตรง

ขั้วก้าน เล็ก ขนาดยาวปานกลาง ไม่โปน ผิวไม่เรียบ

เนื้อ เหลือง, เหลืองเข้มอมส้ม มีเส้นใบ

กลิ่น หอม รสหวานปานกลาง มันจัด

5. กบลำเจียก

ลักษณะ ลำต้นสูงแผ่พุ่มปานกลาง ไม่ค่อยทิ้งกิ่ง

รูปทรง ผลใหญ่หนามยาว พูตรงเป็นระเบียบ 5 พู

สีผล เขียวอมน้ำตาล

เนื้อ สีขาวครีม ฝนไม่ชุกพอเหมาะ เนื้อเหนียวหวานมัน

กลิ่น หอมอ่อน สุกงอมไม่ฉุน

หมายเหตุ อ่อนไหวแปรปรวนตามดินฟ้าอากาศ ถ้าเหมาะสม เนื้ออร่อยดีมาก

6. สาวชม

ลักษณะ ลำต้นสูงชะลูด กิ่งเปราะ พุ่มใบปานกลาง

รูปทรง ผลปานกลาง หนามยาวแหลม ขั้วเล็กสีน้ำตาล สากไม่เรียบ

สีผล เขียวเข้ม

เนื้อ สีเหลือง, เหลืองอมชมพู ฝนปานกลางมีแดดจัดเนื้อแห้งดี

กลิ่น หอมอ่อนๆ

7. ละอองฟ้า

ประวัติ เกิดจากการเพาะเมล็ดทุเรียนพันธุ์ก้านยาว ผู้เพาะคือ นายชม โสวรรณตระกูล (พ.ศ. 2508) ที่บ้านหุบสัก ตำบลเขาพระ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

ลักษณะ ลำต้นทรงพุ่มเป็นสามเหลี่ยม สวยงาม เรียงกิ่งขยายออกด้านข้างดี ไม่ทิ้งกิ่งในหน้าแล้ง

รูปทรง คล้ายหมอนทองแต่ผลเล็กกว่า หนามและสีผิวเขียวเหมือนพันธุ์ก้านยาว

เนื้อ เนื้อสีเหลืองมะนาว, หวานจัด มัน กลิ่นไม่ฉุน เนื้อไม่แฉะ เมื่อสุกงอมหล่น

หมายเหตุ อากาศแห้งแล้ง ฝนน้อย ให้ผลเล็กลง

8. นมสด

ประวัติ เกิดที่บ้านหุบลึก ตำบลเขาพระ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก สันนิษฐานว่าเกิดจากเมล็ดหมอนทอง

ลักษณะ ลำต้นแข็งแรง ให้ผลดก ทรงพุ่มใหญ่

รูปทรง ขนาดปานกลาง หนามแหลมย้อยเป็นตะเข็บหลังพูขั้วก้านยาวโปนเล็กน้อย หักง่าย

สีผล เขียวอมเหลือง, น้ำตาลอ่อน

สีเนื้อ ขาวครีม เนื้อนิ่มเหมือนครีม หวานหอม ไม่ฉุน

หมายเหตุ เมล็ดมีพลังการงอกเติบโตแข็งแรงดี

9. ทองแดง

ประวัติ ได้พันธุ์มาจากนนทบุรี คนนนทบุรีเรียก “หมอนเขียว” ชาวบางขุนนนท์ เรียก “ทองแดง”

ลักษณะ ลำต้นสูงแข็งแรง ทิ้งกิ่งในหน้าแล้ง ติดลูกเป็นพวง

รูปทรง ผลใหญ่ปานกลาง ทรงผลกลม หนามสั้น ขั้วสั้น

สีเนื้อ เหลืองลูกจัน กลิ่นอ่อนมาก เนื้อแห้งกระทั่งงอมหล่น

หมายเหตุ เหมาะสำหรับคนไม่ชอบทุเรียนเนื้อนิ่ม กลิ่นแรง

10. ลวง

ประวัติ เป็นพันธุ์เก่าแก่ เกิดในกรุงเทพฯ

ลักษณะ ปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลเร็ว แก่เร็ว ทรงพุ่มสวย

รูปทรง ผลปานกลาง ขั้วยาวปานกลาง พูสวยงาม

สีผล เขียว, เขียวเหลือง, น้ำตาลอ่อน, หนามตรง

สีเนื้อ เหลือง, เหลืองเข้ม มีใยเส้น กลิ่นหอม

หมายเหตุ ออกก่อนตามฤดูกาลให้ผลดี ฝนชุกมากเนื้อแฉะ

11. สาวน้อยเรือนงาม

ประวัติ เกิดในกรุงเทพฯ ไปปลูกที่จันทบุรี ระยอง ปราจีนบุรี เรียก กบก้านสั้น

ลักษณะ ลำต้นเป็นพุ่ม กิ่งขยายด้านข้าง ใบหนาปานกลาง

รูปทรง ผลใหญ่ปานกลาง กลมแป้น แสดงพูชัดเจน

สีผล เขียวอมเหลือง ฐานหนามใหญ่ ขั้วใหญ่ ปลิงโปน สั้น

สีเนื้อ เหลืองอมส้ม กลิ่นหอมอ่อน รสหวานมัน

หมายเหตุ เป็นทุเรียนพันธุ์เบาให้ผลดก ติดผลสม่ำเสมอทุกปี

12. กำปั่นเนื้อขาว

ประวัติ เป็นทุเรียนพันธุ์เก่าแก่ คาดว่าเป็นแม่พันธุ์หมอนทอง

ลักษณะ เรือนต้นแข็งแรง รากมั่นคง กิ่งไม่หักโค่นง่าย ใบเขียว เข้มเป็นมัน ขอบหนา ปลายแหลม

รูปทรง รีป้อม

สีผล น้ำตาลอ่อน หนามใหญ่ แหลมตรง ขั้วก้านสั้น ปลิงใหญ่ ไม่เรียบลื่น

สีเนื้อ ขาว, ขาวครีม, เนื้อมีปริมาณมาก รสหวานมัน

หมาย เหตุ เป็นทุเรียนเนื้อนิ่ม ติดผลดี ปลูกง่าย ยิ่งต้นแก่คุณภาพดี เมล็ดเล็กลีบ เป็นทุเรียนพันธุ์หนัก ผลิดอกถึงผลแก่เก็บได้ประมาณ 6 เดือน ไส้เหนียว ผ่ายาก

13. อีหนัก

ประวัติ เคยได้รางวัลที่ 1 ในการประกวดทุเรียนของกรมกสิกรรม เมื่อปี 2497 เป็นทุเรียนเบญจพรรณ

ลักษณะ ต้นสูงใหญ่ ทรงพุ่มแผ่กว้าง แข็งแรง ไม่ทิ้งกิ่ง ติดผลดก ให้ผลใหญ่มาก

รูปทรง ผลใหญ่ ยาวรี ขนาด 5-10 กิโลกรัม หนามเล็ก แสดงพูทั้ง 5 พูไม่ชัดเจน ขั้วยาวเล็ก เหนียว ไม่หักง่าย ปลิงโปน

สีเนื้อ เหลืองลูกจัน เนื้อมีเส้นใย เนื้อมาก เม็ดประกบ รสหวานมัน กลิ่นไม่ฉุน

หมาย เหตุ เป็นทุเรียนพันธุ์หนัก ผลิดอกถึงผลแก่เก็บได้ราว 6 เดือน หรืออาจจะมากกว่านั้น ผลใหญ่ มีความต้านทานฝนได้ดี ฝนชุกไม่แปรปรวน เนื้อไม่แฉะ เป็นทุเรียนไส้เหนียว ผ่ายากมาก เปลือกไม่หนา

14. ฟักข้าว

ลักษณะ เป็นทุเรียนพันธุ์เล็ก ติดผลเป็นพวง ทรงพุ่มปานกลาง ไม่ทิ้งกิ่ง

รูปทรง หนามสั้นเล็ก ผลกลม ขั้วเล็กแข็ง เหนียว เปลือกบาง ไส้เล็ก

สีเนื้อ สีเหลือง กลิ่นไม่ฉุน

หมายเหตุ ได้น้ำสม่ำเสมอ อากาศเหมาะสม ให้เนื้อมาก รสอร่อย

15. กบสุวรรณ (เกิดจากการเพาะเมล็ด)

ลักษณะ ลำต้นแข็งแรง ทรงพุ่มหนาปานกลาง ให้ผลดก ได้น้ำบำรุงดีให้ผลใหญ่

รูปทรง หนามแหลมเล็ก สีผลเขียวเข้ม, เขียวอมน้ำตาล

เนื้อ สีเหลือง มีเส้นใย กลิ่นหอม ขั้วเล็ก แข็งแรง

หมายเหตุ น้ำแล้ง ฝนชุก แปรปรวนทั้งสีผิว รูปทรง รสชาติ

16. หลงลับแล

ประวัติ เป็นพันธุ์พื้นเมืองโดย นายมนตรี วงศ์รักษ์พานิช ทำการคัดเลือกเมื่อปี 2520 ร่วมกับ นายเกรียงไกร คะนองเดชาชาติ เจ้าของชื่อ นางหลง อุปาละ

ลักษณะภายนอก เป็นทุเรียนผลเล็ก ทรงกลมรีคล้ายหยดน้ำ หนามเล็ก มีพูเด่นชัด

เนื้อ

1. หนา มีเส้นใยเล็กน้อย

2. สีเหลืองอ่อน

3. รสชาติหวานมัน

เมล็ด ลีบเป็นส่วนใหญ่ เมล็ดเต็มน้อย

เปลือก บาง

17. กบตาขำ

ประวัติ เป็นพันธุ์พื้นเมืองจากการเพาะเมล็ดกบแม่เฒ่า ตำบลบางร่าง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

ลักษณะภายนอก ทรงผลกลม หนามเว้าแหลมและงองุ้ม มีพูเด่นชัด ส่วนข้อผลบุ๋ม ก้นผลป้าน

เนื้อ

1. ละเอียด สีเหลืองเข้ม

2. รสชาติหวานมัน แหลม

เมล็ด เล็ก และมีเมล็ดลีบปนกับเมล็ดโต

เปลือก ส่วนใหญ่จะเปลือกบาง

18. พวงมณี

ประวัติ เป็นพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม พบแถบจังหวัดจันทบุรี ระยอง

ลักษณะภายนอก ผลทรงกลมรี หนามแหลมละเอียด สีเขียวเข้ม ข้อสั้น ผลขนาดเล็ก 1-1.5 กิโลกรัม

เนื้อ

1. เนื้อละเอียด

2. สีเหลืองเข้ม หรืออมส้ม

3. รสชาติหวานมัน แหลม

เมล็ด โตค่อนข้างมาก อาจจะพบเมล็ดลีบอยู่บ้าง แก่จัดจะมีน้ำตาลเข้ม

เปลือก ส่วนใหญ่จะมีเปลือกบาง เป็นทุเรียนพันธุ์เบา

19. ชะนี

ประวัติ เป็นพันธุ์พื้นเมืองจากการเพาะเมล็ดพันธุ์อีลวง

ลักษณะทั่วไป เป็นทุเรียนพันธุ์เบา ออกดอกเร็ว ผลแก่เร็ว

ลักษณะภายนอก ทรงผลกลมรี หัวท้ายสอบเข้าเล็กน้อย ส่วนก้นผลตัด มักจะพบพูลีบ เป็นทุเรียนแป้น

เนื้อ

1. เนื้อละเอียด เหนียว เนียน

2. สีเนื้อเหลืองเข้ม

3. รสชาติหวานมัน สุกเกินอาจจะมีรสขม (ปลาร้า)

4. กลิ่นหอมฉุน

เมล็ด ส่วนใหญ่เมล็ดจะลีบ มีเมล็ดโต

20. หมอนทอง

ประวัติ เป็นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ดพันธุ์กำปั่น

ลักษณะทั่วไป เป็นทุเรียนพันธุ์หนัก ออกดอกช้า และผลแก่ช้า หลังพันธุ์กระดุม ชะนี แก่ก่อนพันธุ์ก้านยาว

ลักษณะภายนอก ทรงกระบอก ปลายก้นผลแหลมเห็นชัด พูใหญ่เห็นชัดเจน เด่นนูน

เนื้อ

1. เนื้อค่อนข้างหยาบ มีเส้นใยเล็กน้อย

2. สีเนื้อเหลืองอ่อน

3. รสชาติหวานมัน แหลม

4. กลิ่นอ่อน

เมล็ด เมล็ดลีบเป็นส่วนใหญ่ มีเมล็ดโตอยู่บ้าง ยกเว้นทุเรียนที่ผสมด้วยมือ

21. ก้านยาว

ประวัติ เป็นพันธุ์ดั้งเดิมจากการเพาะเมล็ดพันธุ์ทองสุก พันธุ์พื้นเมืองนนทบุรี

ลักษณะทั่วไป เป็นทุเรียนพันธุ์หนัก ออกดอกช้า แก่ทีหลัง อายุเก็บเกี่ยว 110-115 วัน

ลักษณะภายนอก มี 2 แบบ ทั้งทรงกลม และกลมยาว (ทรงหวด) เปลือกสีเขียวเข้ม ขนาดผล 1-3 กิโลกรัม หนามแหลมคม พูไม่เด่นชัด

ลักษณะเด่น ก้านขั้วผลยาว

เนื้อ

1. เนื้อแห้ง ละเอียด นุ่มนวล

2. สีเนื้อเหลืองเข้ม

3. รสชาติหวานมัน

4. กลิ่นหอมอ่อน

เมล็ด ส่วนใหญ่เมล็ดโต พบเมล็ดลีบปะปนอยู่บ้าง

22. นวลทองจันทร์

ประวัติ เป็นพันธุ์พื้นเมือง เพิ่งพบบ้างว่าเป็นลูกผสมระหว่างหมอนทองกับพวงมณี บางกระแสว่าเกิดจากต้นตอที่กลายเป็นพันธุ์ดี พบที่จันทบุรี

ลักษณะทั่วไป เป็นทุเรียนพันธุ์เบา ทรงผลกลมรี หนามเล็ก แหลม ตรง พูเห็นชัด

เนื้อ

1. เนื้อหนา ละเอียด

2. สีเนื้อเหลืองอ่อน

3. รสชาติหวานมัน

เมล็ด มีทั้งโตและลีบปะปนกัน

เปลือก ส่วนใหญ่เปลือกยาว ยกเว้นทุเรียนสาว

23. ชายมะไฟ

ประวัติ เป็นพันธุ์พื้นเมือง เกิดจากการเพาะเมล็ดกำปั่นเนื้อขาว

ลักษณะทั่วไป ทรงผลกลมรี ส่วนก้นเรียวแหลม หนามค่อนข้างใหญ่ ปลายหนามแหลม

เนื้อ

1. เนื้อละเอียด

2. สีเนื้อเหลืองอ่อน

3. รสชาติหวานมัน

เมล็ด มีเมล็ดลีบค่อนข้างมากปะปนกับเมล็ดเต็ม

24. ชมพูศรี

ประวัติ เป็นพันธุ์พื้นเมือง จากการเพาะเมล็ดอีลวง พบที่นนทบุรี

ลักษณะ ทั่วไป เป็นทุเรียนรูปทรงหัวใจ ส่วนขั้วบุ๋มเล็กน้อย ก้นผลป้าน หนามสั้น โคนหนามใหญ่ ปลายหนามแหลม บางสวนงุ้มเข้า โดยเฉพาะก้นผลและขั้ว

เนื้อ

1. เนื้อหยาบ มีเส้นใย

2. สีเหลืองเข้ม

3. รสชาติหวาน

เมล็ด เมล็ดลีบปนกับเมล็ดเต็ม

25. หลินลับแล

ประวัติ เป็นพันธุ์พื้นเมือง พบที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

ลักษณะภายนอก เป็นทุเรียนผลเล็ก ทรงผลยาวคล้ายทรงกระบอก มีพูแบ่งเห็นเด่นชัด ขนาดพูใหญ่ ไม่สม่ำเสมอ

เนื้อ ละเอียด มีเส้นใยเล็กน้อย สีเหลือง รสชาติหวานมัน

เมล็ด ลีบและมีเมล็ดเต็มปน

26. ชายมังคุด

ประวัติ เป็นพันธุ์พื้นเมือง แหล่งที่พบอยู่ที่สวน นายทองสุข รอดพ้น จังหวัดจันทบุรี

ลักษณะภายนอก ทรงผลกลมรี ก้นผลป้าน หนามค่อนข้างใหญ่ ปลายหนามแหลมตรง พูใหญ่เด่นชัด

เนื้อ หยาบ มีเส้นใยเล็กน้อย สีเหลืองเข้ม กลิ่นอ่อนๆ รสชาติหวานมัน

เมล็ด ส่วนใหญ่เป็นเมล็ดเต็ม

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ แบบอย่างของการผลิตมะพร้าวน้ำหอมยุคใหม่

นิตยสาร เทคโนโลยีชาวบ้าน ปักษ์ 464 วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ได้ลงเรื่องราวมะพร้าวน้ำหอม ของ ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ หลังจากหนังสือวางตลาด มีการต่อว่าต่อขานของมิตรรักนักอ่านกันพอสมควร…ว่าทำไมนำเสนอจวนเจียนจะ หมดฝนแล้ว เพราะหากสนใจปลูก แล้วลงในฤดูฝน โอกาสที่ต้นมะพร้าวจะเจริญเติบโตมีมาก…ขอน้อมรับข้อเสนอแนะด้วยความเต็มใจ ยิ่ง

เรื่องราวของมะพร้าว มีกิจกรรมต่อเนื่องกันพอสมควร เมื่อปลายปี 2552 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จัดสัมมนามะพร้าว ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ข่าวสด

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ในงานเกษตรมหัศจรรย์ฯ ที่ เดอะมอลล์ บางแค มะพร้าวเป็นส่วนหนึ่งของงาน

งานของสถาบันวิจัยพืชสวน เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการพูดถึงมะพร้าวไม่น้อย โดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าว

ล่าสุด วันที่ 5-9 กรกฎาคม 2553 มีงานสัมมนามะพร้าวนานาชาติ ที่เกาะสมุย

แวด วงมะพร้าวน้ำหอม เกษตรกรผู้ปลูก ขายผลผลิตได้ราคาดี อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน คือผลละ 6 บาท เมื่อถึงผู้บริโภคในกรุงเทพฯ อย่างต่ำต้อง 10 บาท ไกลออกไปราคายิ่งแพงขึ้น ขอนแก่น เชียงใหม่ อาจจะตกผลละ 15 บาท

อำเภอวัดเพลง

ดินดำ น้ำดี อากาศเหมาะสม

ในวัย 73 ปี ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ ยังดูแข็งแรง ทั้งนี้คงเป็นเพราะท่านได้ออกกำลังกาย และสำคัญที่สุด ได้ดื่มน้ำมะพร้าวอยู่เป็นประจำ

อาจารย์อยู่บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ที่ 1 ตำบลวัดเพลง อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี

เมื่อ ปีที่ผ่านมา ช่วงไปพิสูจน์ความโดดเด่นของมะพร้าว รบ.1, รบ.2 และ รบ.3 พื้นที่ปลูกมะพร้าวของอาจารย์ประสงค์มีอยู่จำนวน 55 ไร่ แต่การไปครั้งใหม่นี้ คือปลายเดือนมิถุนายน พื้นที่ปลูกมีเพิ่ม รวมแล้ว 62 ไร่

ถามว่า…อาจารย์ตั้งเป้าไว้เท่าไร

“100 ไร่” อาจารย์ให้คำตอบ

“อำเภอ วัดเพลง อยู่ห่างจากทะเลราว 27 กิโลเมตร กลางวันได้รับอิทธิพลจากลมทะเล พืชปรุงอาหารอย่างเต็มที่ ครั้นกลางคืน มีลมจากทางเทือกเขาตะนาวศรีพัดลงทะเล เป็นอากาศเย็น อุณหภูมิกลางคืนต่ำกว่ากลางวันไม่น้อย ทำให้พืชได้พักตัวและปรุงอาหารในเวลากลางวัน…พื้นที่วัดเพลงได้รับอิทธิพล จากน้ำแม่กลอง ซึ่งไหลมาจากป่าเขา จะพัดพาเอาธาตุอาหารมาทับถมและสะสมยาวนาน โดยเฉพาะโพแทสเซียม ทำให้ผลไม้มีขนาดของผลโต รสชาติดี” อาจารย์ประสงค์ เล่าถึงสภาพพื้นที่ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะในการปลูกพืชผล

พืชพรรณที่เหมาะสม

แรก ที่ทำสวนมะพร้าวน้ำหอม สายพันธุ์ที่ปลูก อาจารย์ประสงค์ได้มาจากฟาร์มอ่างทอง จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปลูกไปกว่า 30 ปี พืชพรรณได้ผสมกันไปมา จนเกิดสิ่งที่ดีขึ้น เหมาะที่จะปลูกเป็นการค้า ซึ่งได้แก่ มะพร้าว รบ.1, รบ.2, รบ.3

“รบ.” ย่อมาจาก ราชบุรี

อาจารย์ประสงค์พูดถึงจุดเด่นของมะพร้าวแต่ละสายพันธุ์ ดังนี้

รบ.1 เป็นมะพร้าวน้ำหอมลูกผสม โคนต้นหรือสะโพกใหญ่ มีความคงทนแข็งแรง หากินเก่ง เปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่น เปอร์เซ็นต์การโค่นล้มน้อยกว่า ผลมีขนาดใหญ่ ดก หากดูแลพอสมควรจะไม่ขาดคอ ความหอมของน้ำ หลังจากใส่ปุ๋ยคอก กลิ่นหอมอาจจะลดลงบ้าง

รบ.2 จัดเป็นมะพร้าวแกงลูกผสม ที่ต้นมีขนาดใหญ่ ต้นไม่สูงนัก มีเลือดผสมระหว่างมะพร้าวแกงกับหมูสี เหมาะที่จะปลูกเพื่อผลิตน้ำมัน

รบ.3 เป็นมะพร้าวน้ำหอมยุคใหม่ที่มาแรงมาก เพราะรวมเอาคุณสมบัติที่โดดเด่น 3 ลักษณะ ไว้ในสายพันธุ์เดียวกัน คือน้ำหวาน มีกลิ่นหอม เมื่อเก็บในระยะที่เหมาะสม เนื้อมะพร้าวจะนุ่ม เคี้ยวมัน

ความเป็นมา ของ รบ.3 นั้น เข้าใจว่า เป็นลูกผสมระหว่างมะพร้าวน้ำหอมกับมะพร้าวพวงร้อย เพราะดูจากลักษณะผลแล้วคล้ายมะพร้าวพวงร้อย แต่ปริมาณผลต่อทะลายไม่มากเท่าพวงร้อย

เมื่อมีการเผยแพร่เรื่องราว เกี่ยวกับมะพร้าวของอาจารย์ประสงค์ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าคนสนใจซื้อหาผลผลิต รวมทั้งต้นพันธุ์ไปปลูก แต่อาจารย์ประสงค์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้สนใจได้ แม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังผลิตให้ไม่พอ อาจารย์ฝากบอกว่า ใครอยากปลูกให้ใจเย็นๆ ศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนว่า พื้นที่ของตนเองเหมาะสมไหม และที่สำคัญ มีใจรักที่จะปลูกมะพร้าวจริงๆ หรือไม่ หากสรุปได้จึงลงมือ

อยากปลูกมะพร้าว

อาจารย์ประสงค์มีแง่คิด

มะพร้าว เป็นพืชพรรณที่ปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่ผลตอบแทนที่ได้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และการดูแลรักษา ดังนั้น ผู้ปลูกต้องยอมรับสภาพและทำความเข้าใจเสียก่อน มะพร้าวน้ำหอมที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งลงตีพิมพ์ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านฉบับนี้ ผลผลิตคงสู้ที่อำเภอวัดเพลงไม่ได้ แต่มะพร้าวที่ทุ่งกุลาร้องไห้ก็สร้างคุณค่าได้มากมายมหาศาล

ดังนั้น ผู้ปลูกควรตั้งความหวังกับสิ่งที่ตนเองทำตามความเป็นจริง

หลัง จากปลูกลงดิน มะพร้าวจะให้ผลตอบแทนหลังปลูกไปแล้วปีที่ 4-5 แต่หากเป็นภาคอื่น อาจจะปีที่ 6-7 อย่างกรณีทางภาคอีสานและภาคเหนือ ฤดูหนาว ต้นมะพร้าวจะชะงักการเจริญเติบโต หน้าแล้งยิ่งไปกันใหญ่ สังเกตได้ง่ายๆ ว่า มะพร้าวในเขตน้ำน้อย ต้นจะมีขนาดเล็ก

อาจารย์ประสงค์แนะนำผู้ปลูกมะพร้าวให้มีรายได้จากพืชแซม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชล้มลุก

พืช แรกคือ กล้วย ถือเป็นพืชข้ามปียืนต้น โดยการแตกกออยู่อย่างต่อเนื่อง จำนวนต้นต่อไร่ที่ปลูก ไม่ควรให้หนาแน่นจนเกินไป เพราะอาจจะไปเบียดบังมะพร้าวได้

กล้วยที่นิยมปลูกกันคือ กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ หรือจะเป็นกล้วยหักมุกก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

แต่ที่นิยมปลูกแซมในแปลงมะพร้าว คือผักกินใบ อายุสั้น 30-45 วัน เก็บเกี่ยวได้ ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง และอื่นๆ

ผักกินหัวก็สามารถปลูกได้

พริกกะเหรี่ยงก็เป็นที่นิยม

ผักชีไทยก็ทำรายได้ให้กับผู้ปลูกไม่น้อย บางคราวได้เงินเป็นล้านบาทก็มี หากแปลงปลูกมีขนาดใหญ่

งาน ปลูกพืชแซม ก่อนที่มะพร้าวจะให้ผลผลิตได้ประโยชน์หลายอย่าง แรกสุด เจ้าของแปลงปลูกมีรายได้ และที่สำคัญมากนั้น เมื่อปลูกพืชแซม พื้นที่ถูกจัดการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีวัชพืช ขณะเดียวกันปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดิน น้ำที่รดลงแปลง ต้นมะพร้าวก็ได้รับและเติบโตเร็วกว่าปกติ

เพราะพืชแซมมีรายได้ดีนี่ เอง ทำให้ผู้ปลูกมะพร้าว มักไม่พลาดที่จะปลูก ขณะเดียวกันก็มีเกษตรกรที่ปลูกผักเป็นอาชีพ ตระเวนเช่าปลูกพืชแซม ซึ่งการลงทุนเรื่องการเตรียมดินมีน้อย

“มีคนโทร.มาคุยกับผม เรื่องมะพร้าวที่ติดผลขนาดเล็กแล้วผลร่วง ผมก็บอกไป สาเหตุนั้น หากแล้งจัดๆ ผลก็ร่วง หรือน้ำขังมากๆ ผลก็ร่วง ควรดูแลอย่าให้น้ำในแปลงมากจนเกินไป หรือหากเจอสภาพอากาศแล้งก็ควรให้น้ำ ทีละน้อย อย่าให้ทีเดียว ระยะปลูกมะพร้าวระหว่างต้นระหว่างแถว ควรให้อยู่ที่ 7.50×7.50 เมตร ระยะขนาดนี้ แสงแดดจะส่องได้ทั่วถึง ใบไม่เกยทับกัน ผลผลิตจะดก”

อาจารย์อธิบายและบอกอีกว่า

“หาก เกษตรกรปลูกมะพร้าวในระบบร่องสวน ตามคันสวน ควรปลูกไม้ผลชนิดอื่นบ้าง เพื่อให้มีความหลากหลาย ให้เป็นที่อยู่ของมดแดง ประโยชน์ของมดแดงจะช่วยกำจัดหนอนม้วนใบได้อย่างดี หากกลัวว่ามดแดงจะเข้ามาในแปลงมะพร้าว ก็อาจจะตัดทางไว้ ให้อยู่เฉพาะที่คันสวน”

เรื่องราวของมะพร้าว จากประสบการณ์ของอาจารย์ประสงค์ยังมีอีกมาก คงได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป

ผู้สนใจถามไถ่อาจารย์ประสงค์ได้ที่ โทร. (02) 378-2620 และ (081) 836-6228

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

ศัตรูพืช

กนกวรรณ แซ่หล่อ

พืชสมุนไพรไล่แมลง…ทดแทนการใช้สารเคมีสังเคราะห์

ปัจจุบัน กระแสเรื่องสิ่งแวดล้อมและการบริโภคเพื่อสุขภาพมีการตื่นตัวกันเพิ่มมากขึ้น ผู้คนทั่วโลกต่างเสาะแสวงหาสิ่งดำรงชีพที่ปราศจากการปนเปื้อนของสารเคมีและ สารพิษต่างๆ ทั้งๆ ที่มนุษย์รู้จักการใช้สมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืชมานานแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้กลับถูกมองข้าม ขาดการเผยแพร่ ประกอบกับสารเคมีทางการเกษตรในปัจจุบันหาได้ง่าย ใช้ได้ง่าย และเห็นผลรวดเร็วกว่า แต่เมื่อมีการใช้ในระยะเวลานานๆ ก็จะเริ่มส่งผลเสียออกมาให้เห็น มีทั้งผลกระทบต่อมนุษย์ สัตว์ พืช รวมทั้งสิ่งแวดล้อมด้วย จึงเป็นสาเหตุให้บรรดาเกษตรกรเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการปลูกพืชผักผลไม้ ปลอดสารพิษ และหาวิธีการต่างๆ เพื่อที่จะนำมาใช้ทดแทนสารเคมี พืชสมุนไพรจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด ซึ่งปัจจุบันภาคธุรกิจได้หันมาผลิตสารสกัดจากสมุนไพรเพื่อใช้สำหรับกำจัด ศัตรูพืชออกมาจำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย

อาจารย์แสงเดือน อินชนบท สำนักฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ ของสมุนไพรเพื่อให้มีการนำไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กล่าวว่า “สำหรับผู้ที่กำลังใช้หรือต้องการใช้พืชสมุนไพร ต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า การใช้พืชสมุนไพรเพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืชไม่ได้เป็นวิธีการสำเร็จรูป ที่จะช่วยป้องกันหรือแก้ไขปัญหาของศัตรูพืชได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากการใช้สมุนไพรในรูปแบบนี้แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ กลับไปหาวิธีการสร้างสมดุลธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืชน้อยที่สุด แต่ถ้าจะให้ดีเราควรจะมีการจัดการและการป้องกันแมลงศัตรูพืชตั้งแต่เริ่มต้น ที่ทำการเพาะปลูก โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งการใช้น้ำหมักชีวภาพเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของจุลินทรีย์ มีการวางแผนเลือกใช้พันธุ์พืชผักพื้นบ้านที่มีความต้านทานโรคและแมลงศัตรู พืช รวมทั้งการปลูกพืชผักแบบผสมผสานและหมุนเวียนด้วย ซึ่งวิธีการต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้มาก แต่หากเกิดปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืชขึ้น การใช้สมุนไพรก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ปัญหาโรคและแมลงลดลงได้ แถมยังไม่เกิดสารพิษตกค้าง ที่สำคัญยังมีต้นทุนในการดำเนินงานน้อยกว่าสารเคมีอยู่มาก การใช้สมุนไพรไล่แมลงและศัตรูพืชจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย”

สมุนไพร ป้องกันกำจัดศัตรูพืช ยังมีข้อดีหลายอย่างคือ มีราคาถูก ปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้ ไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิต จึงปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมทั้งไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ในแปลงพืชผัก ไม่ตกค้างในดินและสภาพแวดล้อม

ชนิดของสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

สมุนไพร ที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ได้แก่ หางไหลขาว (โล่ติ๊น) หางไหลแดง (กะเพียด) ยาสูบ (ยาฉุน) เถาบอระเพ็ด สาบเสือ พริกไทย ข่าแก่ ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม ตะไคร้แกง ดีปลี พริก โหระพา สะระแน่ กระเทียม กระชาย กะเพรา ใบผกากรอง ใบดาวเรือง ใบมะเขือเทศ ใบคำแสด ใบน้อยหน่า ใบยอ ใบลูกสบู่ต้น ใบลูกเทียนหยด ใบมะระขี้นก เปลือกว่านหางจระเข้ ว่านน้ำ เมล็ดโพธิ์ เมล็ดแตงไทย เปลือกมะม่วงหิมพานต์ ดอกลำโพง ดอกเฟื่องฟ้าสด กลีบดอกชบา ลูกทุเรียนเทศ รากเจตมูลเพลิงแดง

สมุนไพรที่มี ประสิทธิภาพป้องกันกำจัดหนอนชนิดต่างๆ ได้แก่ สะเดา (ใบ+ผล) หางไหลขาว (โล่ติ๊น) หางไหลแดง (กะเพียด) หนอนตายหยาก สาบเสือ ยาสูบ (ยาฉุน) ขมิ้นชัน ว่านน้ำ หัวกลอย เมล็ดละหุ่ง ใบและเมล็ดสบู่ต้น ดาวเรือง ฝักคูนแก่ ใบเลี่ยน ใบควินิน ลูกควินิน ใบมะเขือเทศ เถาบอระเพ็ด ใบลูกเทียนหยด เปลือกใบเข็มป่า เปลือกต้นจิกและจิกสวน ต้นส้มเช้า เมล็ดมันแกว ใบยอ ลูกเปลือกต้นมังตาล เถาวัลย์ยาง เครือบักแตก คอแลน มุยเลือด ส้มกบ ตีนตั่งน้อย ปลีขาว เกล็ดลิ้น ย่านสำเภา พ่วงพี เข็มขาว ข่าบ้าน บัวตอง สบู่ดำ แสยก พญาไร้ใบ ใบแก่-ผลยี่โถ

สมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช สามารถแยกตามชนิดของแมลงศัตรูพืชได้ดังนี้

1. หนอนกระทู้-มันแกว สาบเสือ ยี่โถ สะเดา หนอนตายหยาก ใบมะเขือเทศ ดาวเรือง ขมิ้นชัน ข่า ขิง คูน น้อยหน่า

2. หนอนคืบกะหล่ำ-มันแกว สาบเสือ ยาสูบ ยี่โถ สะเดา หนอนตายหยาก ใบมะเขือเทศ ดาวเรือง ขมิ้นชัน คูน ตะไคร้หอม

3. หนอนใยผัก-มันแกว ยี่โถ สะเดา หนอนตายหยาก ใบมะเขือเทศ ดาวเรือง ขมิ้นชัน คูน ตะไคร้หอม

4. หนอนกอข้าว-ยาสูบ บอระเพ็ด ใบมะเขือเทศ

5. หนอนห่อใบข้าว-ผกากรอง

6. หนอนชอนใบ-ยาสูบ ใบมะเขือเทศ

7. หนอนกระทู้กล้า-สะเดา

8. หนอนหลอดหอม-ยี่โถ สะเดา หนอนตายหยาก ใบมะเขือเทศ ตะไคร้หอม

9. หนอนหนังเหนียว-ยี่โถ สะเดา หนอนตายหยาก ใบมะเขือเทศ คูน

10. หนอนม้วนใบ-ยี่โถ สะเดา หนอนตายหยาก ใบมะเขือเทศ คูน ตะไคร้หอม

11. หนอนกัดใบ-ยี่โถ สะเดา หนอนตายหยาก ใบมะเขือเทศ คูน ตะไคร้หอม

12. หนอนเจาะยอดเจาะดอก-ยี่โถ สะเดา ขมิ้นชัน คูน

13. หนอนเจาะลำต้น-สะเดา ใบมะเขือเทศ คูน

14. หนอนแก้ว-ใบมะเขือเทศ ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม

15. หนอนผีเสื้อหัวกะโหลก-ใบมะเขือเทศ ดาวเรือง

16. หนอนผีเสื้อต่างๆ-มันแกว หนอนตายหยาก สะเดา คูน

17. ด้วงหมัดกระโดด-มันแกว ว่านน้ำ มะระขี้นก ยาสูบ กระเทียม

18. ด้วงเจาะเมล็ดถั่ว-ขมิ้นชัน ด้วงกัดใบ มะระขี้นก คูน

19. ด้วงเต่าฟักทอง-สะเดา กระเทียม น้อยหน่า

20. ด้วงหรือมอดทำลายเมล็ดพันธุ์-ยี่โถ กระเทียม ขมิ้นชัน ข่า ขิง

21. มอดข้าวเปลือก-ว่านน้ำ

22. มวนเขียว-มันแกว ยาสูบ

23. มวนหวาน มันแกว ยาสูบ

24. แมลงสิงห์ข้าว-มะระขี้นก

25. เพลี้ยอ่อน-มันแกว ยาสูบ สะเดา หนอนตายหยาก ดาวเรือง กระเทียม น้อยหน่า

26. เพลี้ยไฟ-ยางมะละกอ สะเดา สาบเสือ ยาสูบ หนอนตายหยาก กระเทียม

27. เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล-สะเดา สาบเสือ บอระเพ็ด

28. เพลี้ยจักจั่นสีเขียว-สะเดา สาบเสือ บอระเพ็ด

29. เพลี้ยหอย-สาบเสือ

30. เพลี้ยแป้ง-ยาสูบ สะเดา ไรแดง ยาสูบ ขมิ้นชัน ไรขาว ยาสูบ ขมิ้นชัน

31. แมลงหวี่ขาว-ดาวเรือง กระเทียม

32. แมลงวันแดง-ว่านน้ำ น้อยหน่า สลอด ข่าเล็ก เงาะ บัวตอง ขิง พญาไร้ใบ

33. แมลงวันทอง-ว่านน้ำ หนอนตายหยาก บัวตอง มันแกว แสลงใจ

34. แมลงปากกัดผัก-ว่านน้ำ

35. แมลงกัดกินรากและเมล็ดในหลุมปลูก-มะรุม

36. จิ้งหรีด-ละหุ่ง สบู่ดำ สลอด

37. ปลวก-ละหุ่ง

38. ตั๊กแตน-สะเดา

สมุนไพร ไล่แมลง เป็นพืชที่มีส่วนต่างๆ เช่น ใบ ราก เปลือก ดอก ผล ที่มีสารออกฤทธิ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

ผลทางตรง จะมีผลกระทบต่อระบบประสาท และระบบหายใจ ทำให้แมลงตายทันที

ผลทางอ้อม จะมีผลต่อระบบอื่นๆ โดยการไปยับยั้งการกินอาหาร การลอกคราบ การเจริญเติบโตของแมลง

การใช้สมุนไพรไล่แมลงหรือกำจัดศัตรูพืชควรใช้ให้เหมาะสม คือ เลือกใช้ส่วนต่างๆ ของพืชสมุนไพรในช่วงเวลาที่เหมาะสม ดังนี้

ดอก ควรเก็บในระยะดอกตูมเพิ่งจะบาน

ผล ควรเก็บในระยะที่ผลยังไม่สุก เพราะสารต่างำๆ ยังไม่ถูกส่งไปเลี้ยงเมล็ด

เมล็ด ควรเก็บในระยะที่ผลสุกงอมเต็มที่ ซึ่งจะมีระยะที่เมล็ดแก่เต็มที่ และจะมีสารต่างๆ สะสมอยู่ในปริมาณมาก

หัว และราก ควรเก็บในระยะที่เริ่มมีดอก เพราะระยะนี้ต้นพืชจะมีการสะสมสารต่างๆ ไว้ที่ราก และควรเก็บในฤดูหนาวปลายฤดูร้อน เพราะเป็นช่วงที่กระบวนสังเคราะห์แสงหยุดทำงาน

เปลือก ควรเก็บก่อนที่จะมีการผลิใบใหม่ และควรเก็บในฤดูร้อนและฤดูฝน

ดัง นั้น ก่อนที่จะนำสมุนไพรแต่ละชนิดมาใช้ในการป้องกันกำจัดหรือไล่แมลงศัตรูพืช ควรมีการศึกษาหาข้อมูลให้ดีเสียก่อนว่า จะนำส่วนไหนมาใช้และใช้ในช่วงเวลาใด จึงจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันกำจัดแมลง เพราะบางคนรู้เพียงว่าใช้พืชตัวนั้น ตัวนี้ ในการป้องกันกำจัด แต่ไม่ทราบว่าใช้ส่วนใด เวลาใด จึงจะเกิดประสิทธิภาพดีที่สุด ในตอนต่อไปผู้เขียนจะได้กล่าวถึงพืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการป้องกันกำจัด โรคพืชและวิธีการทำน้ำสมุนไพรไล่และป้องกันกำจัดศัตรูพืช (ทั้งโรคและแมลง) ด้วยสูตรต่างๆ กัน ขอท่านผู้อ่านได้ติดตามการใช้พืชสมุนไพรไล่แมลงทดแทนการใช้สารเคมี สังเคราะห์

ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์แสงเดือน อินชนบท สำนักฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ 50290 โทร. (053) 873-071 ในวันและเวลาราชการ หรือติดต่อฝ่ายส่งเสริมการเกษตร สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร. (053) 873-938-9

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เกษตรต่างแดน

ศักดา ศรีนิเวศน์ s_sinives@yahoo.com

Festival Trai Cay Vietnam ประเพณีผลไม้เวียดนาม ครั้งที่ 1 ตอนจบ

ดร.บุ ย บา บ๋อง (Dr. Bui Ba Bong) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท กล่าวว่า “ในการวางแผนการพัฒนาไม้ผลของเวียดนามนั้น ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2550 จนถึง ปี 2553 ซึ่งผลการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นที่น่าพอใจมาก เนื่องจากสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ คือ ไม่น้อยกว่า 6.25 ล้านไร่ ใน ปี 2553 โดยมีพื้นที่บริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่เพาะปลูกหลัก ซึ่งกระทรวงได้กำหนดให้แต่ละจังหวัดส่งเสริมการปลูกไม้ผลนำร่อง จังหวัดละไม่น้อยกว่า 3 ชนิด หรืออาจจะเรียกว่าเป็นโปรดักแชมเปี้ยน (Products Champion) ของแต่ละจังหวัดก็ได้ ซึ่งจังหวัดเบี๋ยนแจและจังหวัดเตียนยางได้ดำเนินการไปตามแผนนี้แล้ว และแผนการพัฒนาไม้ผลแห่งชาตินี้ได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้เกิดขึ้น ในปี 2563 ไว้ในแผนด้วย

ในการวางแผนการพัฒนาไม้ผลมีความยุ่งยากมากกว่าการวางแผนการพัฒนาพืชชนิด อื่นๆ เพราะว่ามีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ความหลากหลายชนิดพันธุ์ของไม้ผล ความแตกต่างทางด้านพื้นที่และระบบนิเวศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากในการที่จะผลิตผลไม้เพื่อให้ขนาดผลและคุณภาพตรง ตามความต้องการของผู้บริโภคได้ ดังนั้น แต่ละจังหวัดจึงต้องคัดเลือกปลูกเฉพาะไม้ผลที่มีศักยภาพและสมกับสภาพพื้นที่ ภูมิอากาศและความต้องการของผู้บริโภคทั้งในท้องถิ่นและจังหวัดข้างเคียง รวมถึงกำหนดแผนการปลูกพืชเป็นลักษณะโซนนิ่งร่วมกับจังหวัดข้างเคียงที่มี ลักษณะภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกัน เพื่อให้พื้นที่เพาะปลูกไม้ผลที่กำหนดมีขนาดใหญ่ มีปริมาณมากพอตามความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น จังหวัดเบิ่นถวน มีพื้นที่ปลูกแก้วมังกรรวมกันมากกว่า 62,500 ไร่ ทำให้สามารถวางแผนการผลิตและมีผลผลิตเพียงพอเพื่อการส่งออก สำหรับในด้านของทุนที่จะสนับสนุนให้แผนการพัฒนาไม้ผลประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องระดมทุนจากหลายแหล่งเพื่อให้เกษตรกรกู้ยืม เพราะเพียงแต่แหล่งเงินทุนของรัฐบาลกลางเองคงจะมีไม่เพียงพอ ซึ่งการจัดหาแหล่งเงินทุนต้องให้เหมาะสมกัน โซนของแต่ละพืชที่กำหนดตามแผนการส่งเสริม ขณะนี้มีบางจังหวัดได้นำเงินงบประมาณที่ได้มาดำเนินการให้เกษตรกรกู้ยืมไปลง ทุนเพาะปลูกเฉพาะไม้ผลที่จังหวัดส่งเสริมให้ปลูกเพียง 3 ชนิด เท่านั้น เมื่อปี 2534-2552 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเซียน (the Asian Development Bank: ADB) ในการให้การสนับสนุนการกู้ยืมเพื่อการลงทุนแก่เกษตรกรผู้ปลูกไม้ผล โดยเสียดอกเบี้ยเพียง ร้อยละ 1 ต่อปี เท่านั้น ในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลไม้ของเวียดนาม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ต้องมีไม้ผลพันธุ์ดีและได้มาตรฐาน จีเอพี (Good Agricultural Practices: GAP) ซึ่งมาตรฐานที่ใช้อยู่ในเวียดนามมี 2 ชนิด ด้วยกันคือ เวียด จีเอพี (Viet GAP) และโกลบอล จีเอพี (Global GAP)โดยแก้วมังกรของจังหวัดเบิ่นถวน ได้รับมาตรฐาน จีเอพี ทั้ง 2 ชนิด ภารกิจหลักที่ผู้รับผิดชอบการพัฒนาไม้ผลของทุกจังหวัดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะ ต้องปฏิบัติก็คือ การวางแผนและจัดทำแผนการปฏิบัติงานพัฒนาไม้ผล และการจัดตั้งหรือรวบรวมเกษตรกรที่ปลูกไม้ผลชนิดเดียวกันเข้าเป็นกลุ่มหรือ เป็นเครือข่ายเพื่อเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐาน จีเอพี ซึ่งจะต้องมีการดูแลผลผลิตภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นอย่างดี รวมถึงการห่อผล และการบรรจุหีบห่อ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของประเทศลูกค้า อย่างประเทศจีนหรือประเทศอื่นๆ สำหรับผลไม้หลัก จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ แก้วมังกร ลิ้นจี่ กล้วยหอม แตงโม และลำไย เป็นต้น แม้ว่าเวียดนามจะมีผลไม้ท้องถิ่นที่ดีหลายชนิด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเวียดนามจะหยุดการคิดค้นพัฒนาพันธุ์ไม้ผลใหม่ๆ ขึ้นมา ต้องยอมรับว่าเวียดนามยังมีความสามารถในการพัฒนาไม้ผลไม่มากนัก แต่กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทก็จะมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้สถาบันวิจัยไม้ผลฯ ดำเนินการค้นคว้าทดลองเพื่อที่จะพัฒนาพันธุ์ไม้ผลใหม่ๆ ขึ้นมา นอกเหนือไปจากการนำเข้าพันธุ์ไม้ผลที่ดีจากต่างประเทศ”

ดร. เหวียน มินห์ โจว (Dr. Nguyen Minh Chau) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวนเมืองร้อนภาคใต้ จังหวัดเตียนยาง กล่าวว่า “ในปี 2537 เวียดนาม ได้พบว่า พื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเกษตรต่างๆ เป็นอันมาก เช่น การทำนา การเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง และการทำสวนไม้ผล ดังนั้น ปี 2540 ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ โว วัน เกี๋ยบ ได้เซ็นคำสั่งสถาปนาศูนย์ไม้ผลลองดินห์ (Long Dinh Fruit Tree Center) ขึ้น เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2537 ภายหลังจากนั้นเพียง 3 ปี เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีมาเยี่ยมศูนย์และได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนา ไม้ผลของประเทศ จึงได้มีคำสั่งให้ปรับเปลี่ยนสถานภาพของศูนย์ไม้ผลลองดินห์ให้เป็นสถาบัน วิจัยพืชสวนเมืองร้อนภาคใต้ จวบจนปัจจุบันเป็นเวลา 15 ปีกว่าแล้ว

เวียดนาม มีผลไม้ที่เขานิยมรับประทานและส่งออกได้ดีอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะรู้จักและไม่นิยมรับประทานกัน นั่นคือ “ลูกนม” หรือ สตาร์แอปเปิ้ล ซึ่งบ้านเราก็มีปลูกอยู่ทั่วไป ส่วนมากจะปลูกเพื่อเอาร่มเงาหรือเพื่อความสวยงามตามหน้าบ้าน ไม่ได้ปลูกเพื่อหวังทำเป็นการค้า ทั้งนี้ อาจจะเนื่องมาจากมีรสชาติที่ไม่ถูกปากคนไทย ดังนั้น จึงไม่มีการพัฒนาพันธุ์แต่ประการใด ในขณะที่เวียดนามเขานิยมรับประทานกันมาก จึงมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์จนได้สายพันธุ์ที่มีผลขนาดใหญ่ มีรสชาติหอมหวานดี การที่เขาเรียกว่า “ลูกนม” นั้น เป็นเพราะว่าเนื้อข้างในที่มีลักษณะคล้ายกับเนื้อน้อยหน่า แต่ถ้าจะรับประทานให้อร่อยก็ต้องใช้มือบีบคลึงผลจนผลนิ่ม ซึ่งผลลูกนมที่ได้รับการบีบคลึงจนนิ่มแล้ว เนื้อข้างในจะเป็นสีขาวและมีน้ำสีขาวเหมือนกับน้ำนม จากนั้นจึงใช้มีดผ่าออกเป็น 2 ซีก และใช้ช้อนตักรับประทาน รสชาติหวานเย็นและอร่อย แต่จะออกเลี่ยนๆ คล้ายน้ำนมสด แต่ถ้าไม่ชอบรับประทานแบบน้ำนม ก็ผ่าและใช้ช้อนตักรับประทานได้ทันที เม็ดจะคล้ายเม็ดของผลละมุด จังหวัดเตียนยางมีพื้นที่ปลูกต้นลูกนมมากที่สุดในเวียดนาม พันธุ์ลูกนมมีด้วยกันหลายชนิด เช่น ไวโอเลต สตาร์แอปเปิ้ล (Violet star apples) ผลมีลักษณะกลมขนาดเท่าลูกเทนนิส เปลือกเป็นสีม่วงอมแดง เยลโล่ สตาร์แอปเปิ้ล (Yellow star apples) ผลมีลักษณะกลมขนาดเท่าพอๆ กับไวโอเลต เปลือกเป็นสีเขียวอมเหลือง วีลสตาร์แอปเปิ้ล (Wheel star apples) แต่ที่เป็นที่ชื่นชอบกันมาก ได้แก่ โล่ เรน-เวิ๋นห์ คิม (Lo Ren Vinh Kim) สตาร์แอปเปิ้ล ซึ่งผลมีขนาดใหญ่ที่สุด เปลือกบาง มีสีงาช้างอมเขียว เวลาสุกเปลือกจะเปลี่ยนสีเป็นสีชมพูอ่อน เนื้อข้างในจะมีสีขาวเป็นน้ำนมมีกลิ่นหอมคล้ายนมผสมวานิลลา จัดว่าเป็นพันธุ์พิเศษจริงๆ จึงเป็นที่ชื่นชอบและหลงใหลทั้งผู้บริโภคชาวเวียดนามและชาวต่างประเทศ ชื่อของโล่ เรน เวิ๋นห์ คิม สตาร์แอปเปิ้ล มีความเป็นมาจากเรื่องจริงคือ นานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งมีสวนไม้ผลอยู่ในหมู่บ้านลอง ฮุง ตำบลโล่ เรน (อยู่ในคอมมูนเวิ๋นห์ คิม) ได้ปลูกต้นลูกนมไว้ต้นหนึ่ง เมื่อเจริญเติบโตให้ผล ปรากฏว่าผลที่รับประทานมีรสชาติหวานหอมเป็นวานิลลา อร่อยแปลกไปจากลูกนมที่เคยรับประทานทั่วไป เมื่อเกษตรกรเพื่อนบ้านและจังหวัดใกล้เคียงทราบ ต่างก็เข้ามาขอพันธุ์จากชายหนุ่มผู้นี้ไปปลูก หลังจากนั้น จึงมีการปลูกแพร่ขยายทั่วไปในคอมมูนเวิ๋นห์ คิม และได้ตั้งชื่อลูกนมพันธุ์นี้ว่า โล่ เรน เวิ๋นห์ คิม ตามชื่อตำบลที่อยู่ของชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของต้นพันธุ์ลูกนมต้นนี้ ซึ่งลักษณะของการตั้งชื่อหรือการเรียกชื่อพันธุ์ก็จะเหมือนกันหรือคล้ายๆ กันกับบ้านเรา

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้มีการรวบรวมพื้นที่ (ลักษณะคล้ายกัน โซนนิ่ง) ของเกษตรกรจาก 13 คอมมูน ในเขตอำเภอโจว ถั่น (Chau Thanh District) จังหวัดเตียนยาง จำนวน 16,250 ไร่ เพื่อเพาะปลูกต้นลูกนมพันธุ์นี้ โดยคอมมูนเวิ๋นห์ คิม มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด ปัจจุบันเกษตรกรมีการลงทุนและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการพัฒนา เพื่อเพิ่มผลผลิตลูกนมให้ได้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอและมีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้บริโภค จากเดิมที่เกษตรกรได้ผลผลิตประมาณ ไร่ละ 1.6-1.9 ตัน เป็น 2.4 ตัน ในปี 2551 มีเกษตรกรจำนวน 19 ราย พื้นที่ 44 ไร่ ได้รับมาตรฐานโกลบอล จีเอพี และปี 2552 จำนวน 130 ราย พื้นที่ 325 ไร่ ผลผลิตของเกษตรกรที่ได้มาตรฐานนี้ส่งไปขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตได้ราคาสูงกว่า ผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานมากโดยเกษตรกรสามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 20,000-30,000 ด่อง (34-52 บาท) และส่งออกไปขายในหลายประเทศ เช่น จีน อังกฤษ รัสเซีย และแคนาดา เป็นต้น นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน จีเอพี เพิ่มมากขึ้น จนลูกนมได้รับการกล่าวขานกันว่าเป็นผลไม้ที่ช่วยบรรเทาความหิวโหยและแก้ความ ยากจนให้กับเกษตรกรเวียดนาม ที่กล่าวกันเช่นนี้ก็เพราะว่าต้นลูกนมเป็นไม้ผลที่ปลูกและดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยมีศัตรูพืชรบกวน ปลูกตรงไหนก็ได้ผล เมื่อหิวก็เก็บรับประทานได้ทันที หวานเย็นชื่นใจ เหลือกินก็ขาย แถมได้ราคาดีอีกด้วย ในอนาคตกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทได้วางแผนที่จะขยายพื้นที่เพาะปลูกต้นลูกนม เพื่อเข้าสู่มาตรฐาน จีเอพี เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 31,250 ไร่ เพื่อให้ผู้บริโภคชาวเวียดนามและชาวต่างประเทศรู้จักบริโภคผลไม้ชนิดนี้มาก ยิ่งขึ้น และเพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกได้ประจักษ์ว่าลูกนมไม่ใช่เป็นเพียงผลไม้แก้หิว หรือแก้ความยากจนเท่านั้น แต่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกรวยและยิ่งรวยมากยิ่งขึ้น พี่น้องเกษตรกรท่านใดอ่านแล้วมีความสนใจอยากจะปลูกไว้เป็นไม้ผลทำรายได้ชนิด ใหม่สำหรับบ้านเราหรือเปล่า เพราะว่าปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ศัตรูพืชก็น้อยมาก แต่พันธุ์ดีบ้านเรายังไม่มี หากอยากได้ก็ขอให้แจ้งมาที่ผู้เขียน เพียง 1 ท่านแรก เท่านั้น ผู้เขียนจะไปหิ้วจาก ดร.โจว มาให้สัก 2 ต้น มากกว่านี้หิ้วไม่ไหวครับ แล้วท่านนำมาขยายพันธุ์ด้วยการทาบกิ่งกับพันธุ์พื้นเมืองบ้านเราเองต่อไปก็ แล้วกัน

ผลไม้ที่เป็นหนึ่งในการส่งออกที่ทำให้คนไทยและทั่วโลก รู้จักประเทศเวียดนามดีอีกชนิดหนึ่งก็คือ “แก้วมังกร” (Dragon Fruit) หรือที่คนเวียดนามเรียกว่า “ถั่น ลอง” (Thanh Long) ปลูกมากที่สุดในประเทศเวียดนามหรือในโลกก็ว่าได้ ในท้องที่จังหวัดเบิ่นถวน หรือที่รู้จักกันดีอีกชื่อหนึ่งก็คือ ฟานเทียส ( Phan Thiet) ที่เป็นเมืองเอกของจังหวัดเบิ่นถวน แท้ที่จริงแล้วแก้วมังกรไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในประเทศเวียดนาม ถิ่นกำเนิดของแก้วมังกรอยู่ที่อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ พันธุ์หลักๆ มีด้วยกัน 3 ชนิด คือ พันธุ์ที่เปลือกเป็นสีชมพูเข้ม เนื้อข้างในสีขาว พันธุ์ที่เปลือกเป็นสีเหลือง เนื้อข้างในสีขาว พันธุ์ที่เปลือกเป็นสีชมพูเข้มค่อนข้างมาทางแดง เนื้อข้างในสีแดง แต่ปัจจุบันมีหลากหลายสีมากจนจำแนกได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตกมาถึงมือเกษตรกรไทยระดับมือพระกาฬหลายๆ ท่าน เช่น คุณวิรังโก ดวงจินดา เกษตรกรคนเก่งแห่งอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ที่ทำเอาวงการแก้วมังกรสะท้าน เพราะท่านผสมพันธุ์แก้วมังกรได้สีต่างๆ ตามต้องการเหมือนช่างเขียนผสมสี จนได้สีแปลกๆ ออกมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะพันธุ์เนื้อสีชมพูเหมือนหวานเย็นใส่น้ำแดงใส่นมอย่างไรอย่างนั้น เทียว ดูแล้วน่ารับประทานมาก แถมมีเมล็ดน้อยอีกต่างหาก เมื่อตอนออกพันธุ์ใหม่ๆ หลายปีมาแล้ว ผู้เขียนได้เคยพาเพื่อนที่เป็นนายกสมาคมแก้วมังกรเมืองฟานเทียส เวียดนาม ไปดูสวนคุณวิรังโก ปรากฏว่าเขาทึ่งเอามากๆ และบอกว่าไม่คิดว่าเกษตรกรไทยจะพัฒนาพันธุ์แก้วมังกรได้เร็วขนาดนี้ แม้ต้นตำรับเองยังตามไม่ทัน

แต่เดิมแก้วมังกรไม่ได้เป็นที่นิยมรับ ประทานกันอย่างแพร่หลายเหมือนเช่นปัจจุบัน ส่วนใหญ่ปลูกเป็นไม้ประดับที่ใช้ในการจัดสวนหย่อมและใช้สำหรับประกอบใน พิธีการเซ่นไหว้ในช่วงปีใหม่ของเวียดนาม (Tet Holiday) เนื่องจากผลมีสีแดงสวยงามที่มีลักษณะอันเป็นมงคล แต่ต่อมาเริ่มเป็นที่นิยมบริโภคกันมากขึ้น จึงทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอย่างเป็นกอบเป็นกำ จนเมื่อปี 2533 แก้วมังกรจึงจัดเป็น 1 ใน 12 ชนิด ของไม้ผลชั้นนำของเวียดนามที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นทรัพย์สินของชาติ (National Intellectual Property)

ปัจจุบัน จังหวัดเบิ่นถวน มีพื้นที่ปลูกแก้วมังกรรวมทั้งสิ้น ประมาณ 75,000 ไร่ ได้ผลผลิตรวมทั้งสิ้นประมาณ 150,000 ตัน ในจำนวนนี้มีพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองเวียด จีเอพี 6,250 ไร่ ผลผลิตที่ได้จำหน่ายภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ โดยตลาดหลักอยู่ที่ประเทศในทวีปเอเชีย ประมาณร้อยละ 80 ได้แก่ ไต้หวัน จีน ฮ่องกง ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ส่วนทวีปยุโรปตลาดหลัก ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ ประมาณร้อยละ 15-17 โดยในปี 2552 แก้วมังกรสามารถทำรายได้ให้แก่เวียดนามถึง 39 ล้านเหรียญสหรัฐ

ผู้ เขียนใคร่ขอจบการนำเสนอข้อมูลผลไม้ของเวียดนามแต่เพียงเท่านี้ ซึ่งอันที่จริงยังมีผลไม้ที่น่าสนใจและน่าวิตกสำหรับเกษตรกรไทยในอนาคตอีก หลายชนิด เช่น มะม่วง มังคุด และส้มโอ เป็นต้น สาเหตุอันเนื่องมาจากความไม่สบายใจและวิตกต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ ไทยในขณะนี้ ที่จะเป็นตัวเร่งให้การพัฒนาประเทศสะดุด ไม่ก้าวหน้าไปในทิศทางและระยะเวลาที่ควรจะเป็น ทำให้ช่วงระยะเวลาการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้านที่จะก้าวทันประเทศไทยเร็ว ขึ้นมาอีกไม่น้อยกว่า 2 ปี จะมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน คงไม่ต้องพูดถึงสำหรับเวียดนามที่เขาใช้ประเทศไทยเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ ของประเทศเขา เราจะได้เห็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของพม่าภายหลังการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้ หรือแม้กระทั่งประเทศลาวและกัมพูชา พวกเขาได้เฝ้าดูและศึกษาประชาธิปไตยแบบประเทศไทย และคุณภาพของนักการเมืองของประเทศไทย เขาได้เรียนรู้จากบทเรียนต่างๆ ทั้งที่ดีและที่เลวจากประเทศไทย และเชื่อได้ว่าเขาจะไม่นำพาประเทศเขาไปสู่ความขัดแย้งและหายนะเหมือนกับที่ นักการเมืองบ้านเราหลายคนหลายพรรคปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ เพราะพวกเขาทำงานแบบไม่ได้ปักธงความสำเร็จอยู่ที่ประเทศไทย แต่เขาปักธงไว้ที่ตัวเอง ครอบครัว พรรค และพวก นี่คือ สิ่งเลวร้ายของประเทศไทยที่มีอยู่ในท่ามกลางความดีทั้งหมดของประเทศ และเพราะพวกเราบางคนชอบดูแคลนเพื่อนบ้าน เพราะรู้จักเพื่อนบ้านใกล้เคียงน้อยกว่าอเมริกาและยุโรป จึงทำให้ทะนงตนคิดว่าตนเองแน่มาตลอด เมื่อ 20-30 ปีที่แล้วประเทศเกาหลี มาเลเซีย และเวียดนาม ขอมาศึกษาดูงานหลายด้านในประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการเกษตร ปัจจุบัน เราต้องขอไปดูงานบ้านเขา คิดดูเอาก็แล้วกันว่าพวกเราบริหารประเทศเก่งขนาดไหน

ท้ายนี้ ขอขอบคุณรัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท และสถาบันวิจัยไม้ผลเมืองร้อนภาคใต้จังหวัดเตียนยาง ที่ให้เกียรติในการเชิญผู้เขียนไปบรรยายในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นการสร้างเสริมความเข้าใจและความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศทั้งสอง สืบไป

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนฯสัตว์เลี้ยง

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา ta-nu-pong@hotmail.com

ครูอุ๊ กับ “สโมสรกีฬาสุนัข” สโมสรเพื่อสุขภาพ ของสุนัขที่คุณรัก

ธุรกิจ เกี่ยวกับสุนัขในปัจจุบันมีอยู่หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นร้านเสริมสวยสุนัข ร้านขายอุปกรณ์ของสุนัข ร้านขายอาหารสุนัข เจ้าของธุรกิจเหล่านั้นบางรายก็เปิดขายสินค้าเฉพาะอย่าง บางรายก็นำสินค้าหลายอย่างมารวมไว้ในร้านเดียวกัน ส่วนขนาดร้านก็มีตั้งแต่คูหาเล็กๆ ไปจนกระทั่งห้องที่มีขนาดใหญ่ตกแต่งอย่างสวยหรู ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านทุนรอนของแต่ละเจ้าของกิจการเป็นสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเหล่านี้มีลักษณะซื้อมา-ขายไป

มีกิจการ อีกประเภทหนึ่งของสุนัขที่ไม่ค่อยทำกันแพร่หลาย นั่นคือ โรงเรียนฝึกสุนัข เพราะกิจการในลักษณะนี้ผู้ที่จะประกอบอาชีพหากต้องการจะประสบความสำเร็จจะ ต้องมีปัจจัยหลายด้านเป็นองค์ประกอบ เพราะนอกจากจะต้องมีความรัก ความเอ็นดูสุนัขเป็นทุนแล้ว ควรมีความเอาใจใส่ มีความละเอียด รอบคอบ ความอดทนสูงเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญมากไปถึงมากที่สุด ดังนั้น หากขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว อาจทำให้กิจการประสบความล้มเหลว

นิตยสาร เทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ท่านกำลังเปิดอ่านอยู่ ผู้เขียนได้นัดหมาย คุณนิศากานต์ จาดบัณฑิต ตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนฝึกสุนัข ที่มีชื่อว่า “สโมสรกีฬาสุนัข” ที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ ภายในซอยนวลจันทร์ 36 (หลังสถานีตำรวจนครบาลโคกคราม)

หากมองจากภายนอกแทบจะไม่รู้เลยว่า สถานที่แห่งนี้เป็นที่สำหรับฝึกสุนัข เพราะมีการออกแบบวางผังอย่างดี ร่มรื่นด้วยไม้หลายชนิด ส่วนภายในดูเป็นระเบียบ สะอาด ที่สำคัญไม่ได้กลิ่นของสุนัขเลย

คุณนิศากานต์ หรือ ครูอุ๊ เป็นชื่อที่วงการเลี้ยงสุนัขดูจะคุ้นเคยมากกว่า เรียนจบทางด้านนิเทศศาสตร์ และด้านการบัญชี ทว่ากลับไม่ชอบในสิ่งที่เรียน แต่กลับชอบที่จะเลี้ยงและสนใจในเรื่องของสุนัข ทั้งยังมีความใฝ่ฝันว่าจะมีธุรกิจเกี่ยวกับสุนัข

ขณะที่เรียนใน มหาวิทยาลัย เธอได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของสุนัขจากตำรา เอกสาร ทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวกับสายพันธุ์ต่างๆ ทั่วโลก หรือแม้แต่สายพันธุ์สุนัขที่คนไทยนิยมเลี้ยงกัน ตลอดถึงพฤติกรรมการแสดงออกของสุนัขที่บ่งบอกถึงการสื่อความหมาย จากนั้นจึงเริ่มต้นโดยการเลี้ยงสุนัขที่อยู่ในบ้านก่อน พร้อมกันนั้นก็ได้สังเกตเห็นว่าสุนัขเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ได้ ดี และคิดว่าควรจะมุ่งเน้นด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมสุนัขเข้ามาเสริมเพื่อให้ กระบวนการเรียนรู้สมบูรณ์ทั้งระบบ

เพื่อเป็นการเปิดมุมมองให้กว้าง ไกล พร้อมกับแสวงหาความรู้และประสบการณ์เพิ่มเติม ครูอุ๊จึงได้เดินทางไปดูงาน ศึกษาทฤษฎี ตลอดจนแนวคิด แนวปฏิบัติ การวางรูปแบบเกี่ยวกับทางด้านการฝึกสุนัขที่ประเทศอิตาลีและเบลเยียม ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสเข้าร่วมงานการแข่งขันการฝึกสุนัขในระดับนานาชาติด้วย

หลัง จากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ความรู้ มากพอและพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจไปพร้อมๆ กับความสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา เธอจึงได้เปิดโรงเรียนฝึกสุนัขขึ้นทันที บนเนื้อที่ของครอบครัวย่านสุวินทวงศ์ โดยในระยะแรกก็เริ่มจากสุนัขที่เลี้ยงไว้ก่อนเหมือนเดิม ต่อมาญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ก็นำสุนัขมาเข้าฝึกในโรงเรียนของเธอ

ด้วยความมุ่งมั่น อดทน เธอค่อยๆ เรียนรู้ ปรับปรุงแก้ไขทางด้านเทคนิค วิธีการ สถานที่ หรืออุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนบุคลากรให้ได้มาตรฐาน และธุรกิจโรงเรียนฝึกสุนัขของครูอุ๊ก็เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากยิ่งขึ้น จากลูกค้าคนหนึ่งไปหาลูกค้าอีกคนหนึ่ง ในลักษณะปากต่อปาก จนดูเหมือนธุรกิจของเธอจะเล็กไปเสียแล้ว ส่วนสถานที่ก็ดูคับแคบไปทันที จนนำไปสู่การมองหาทำเลแห่งใหม่ที่มีความเหมาะสมทางด้านปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าทางด้านการเดินทาง หรือจะต้องมีสภาพแวดล้อมที่ดี และพบว่าในซอยนวลจันทร์ บนที่ดินกว่า 3 ไร่ น่าจะแก้ปัญหาให้เธอได้

การวางหลักสูตร

เป็นจุดเด่นของสโมสรกีฬาสุนัข

ครู อุ๊ เล่าให้ฟังว่า หลังกลับมาจากดูงานที่ต่างประเทศก็ได้มาจัดวางหลักสูตรการฝึกสุนัขทันที ทั้งนี้ เพราะสุนัขมีหลากหลายสายพันธุ์และต้องจำแนกหลักสูตรตามสายพันธุ์ให้เหมาะสม อีกทั้งสุนัขแต่ละตัวยังมีนิสัยที่แตกต่างกัน ดังนั้น การวางหลักสูตรการฝึกสุนัขจึงต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายๆ อย่าง เพราะสุนัขตัวหนึ่งก็มีนิสัยแบบหนึ่ง หากมีสุนัข 50 ตัว ก็อาจมีนิสัยแตกต่างกันถึง 50 แบบ

“โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือการฝึกตามหลักสูตรปกติ กล่าวคือ สุนัขที่ฝึกในหลักสูตรนี้ส่วนใหญ่เป็นสุนัขที่มีสภาพจิตใจปกติและสามารถเข้า ฝึกตามหลักสูตรทั่วๆ ไปได้ เพียงแต่จะมีการเสริมสร้างศักยภาพหรือพัฒนาการด้านต่างๆ เข้าไปอีก เช่น การเชื่อฟังคำสั่ง การฝึกความสามารถพิเศษ ฝึกเป็นสุนัขอารักขา หรืออาจฝึกเป็นดารา อีกประเภทหนึ่งสำหรับเป็นหลักสูตรของสุนัขที่มีนิสัยเกเร ก้าวร้าว ดื้อ และเป็นสุนัขที่สร้างความหนักใจและลำบากใจให้กับครูฝึกมาก โดยสุนัขประเภทนี้จะจัดหลักสูตรที่เน้นด้านการปรับพฤติกรรม และจิตวิทยา” ผู้จัดการ กล่าวเพิ่ม

นอกจากนั้น ทางสโมสรกีฬาสุนัขยังแบ่งการฝึกออกเป็นโซนต่างๆ ดังนี้

1. Gym Zone – โรงยิมในร่มที่กว้างขวางเพื่อการฝึกสุนัขแสนรู้

2. Swimming Zone – สระว่ายน้ำในร่มขนาดใหญ่ จำนวน 2 สระ เพื่อออกกำลังกายและบำบัดฟื้นฟู

3. Fitness Zone – แห่งแรก แห่งเดียวในเมืองไทย

4. Dog Hotel Zone – ห้องพัดลม ร่มรื่นเย็นสบาย สะอาด ปลอดภัย ห้องปรับอากาศระดับ 5 ดาว บริการ 24 ชั่วโมง

5. Off Leash Zone – ลานวิ่งอิสระสำหรับการออกกำลังกายของสุนัข

6. Dog Agility Zone – สนามอุปกรณ์เครื่องกีดขวางแบบมาตรฐาน

7. Temperment Test Zone – สนามทดสอบสภาพจิตใจที่สมบูรณ์แบบ

8.Training Zone – หลักสูตรอบรม อาทิ เชื่อฟังคำสั่ง ความสามารถพิเศษ การอารักขา ฯลฯ เป็นต้น

แล้วสุนัขสามารถเข้าไปฝึกได้ทุกตัวหรือไม่?

ใน เรื่องนี้ครูอุ๊ให้รายละเอียดว่า ก่อนการจะรับสุนัขเข้ามาฝึกจะต้องมีการขอดูประวัติสุนัขตัวนั้นจากคู่มือ ประวัติประจำตัว หรือสมุดพกก่อน ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับประวัติการฉีดวัคซีน ประวัติการเป็นโรคติดต่อ ตลอดจนสุขภาพในด้านอื่นๆ นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องผ่านการตรวจเลือดด้วย และหากผ่านขั้นตอนต่างๆ เรียบร้อยแล้ว เจ้าของสุนัขก็จะต้องมีการสัมภาษณ์กับทางครูฝึกด้วย เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลของสุนัขตัวนั้น ขณะเดียวกันหากพบปัญหาในขั้นตอนใด และพิจารณาเห็นว่าไม่สามารถรับเข้าฝึกได้ ทางสโมสรกีฬาสุนัขก็อาจปฏิเสธการรับได้

“จำนวนสุนัขที่รับ ไว้ดูแลมีอยู่จำนวน 30-40 ตัว ในแต่ละคอร์ส แต่จะสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เพราะ 1 คอร์ส มีระยะเวลาประมาณ 3 เดือน และอายุสุนัขที่เหมาะสมกับการฝึกควรเริ่มตั้งแต่ 4 เดือน แต่ไม่ควรเกิน 3 ปี ส่วนสายพันธุ์ที่รับก็มีทุกสายพันธุ์ รวมทั้งสุนัขพันธุ์ไทยด้วย

การดูแลการฝึกสุนัขในสโมสรเป็นภาระ หน้าที่ความรับผิดชอบของครูฝึกที่จะต้องเอาใจใส่ดูแล ฝึกฝนสุนัขที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละคนให้สามารถบรรลุถึงเป้าหมายให้ ได้ ดังนั้น การสื่อสารหรือการสื่อความหมายระหว่างเจ้าของกับสุนัขจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหลังจากจบการฝึกแล้วเจ้าของสุนัขจะต้องนำคำสั่ง ท่าทางต่างๆ ที่ครูฝึกได้สอนกลับไปใช้ต่อไป” ครูอุ๊ บอก

เกี่ยวกับการบริหารงาน

สโมสร กีฬาสุนัขตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ มีสภาพแวดล้อมที่ดีด้วยต้นไม้ใหญ่เป็นจำนวนมาก มีบุคลากรทั้งหมดประมาณ 10 คน ทำหน้าที่ทั้งครูฝึกและพี่เลี้ยงไปพร้อมกัน มีการฝึกอบรมบุคลากรในเรื่องการเลี้ยงสุนัข อาทิ การอาบน้ำ การให้อาหาร การว่ายน้ำ การฝึกจูง ฯลฯ เป็นต้น

“ด้านความสะอาดซึ่งถือว่าเป็น สิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจประเภทนี้ ก็จะเน้นมากเป็นพิเศษและให้ถูกต้องตามสุขลักษณะครบถ้วน ดังนั้น การล้างทำความสะอาดพื้นและบริเวณโดยรอบจะใช้น้ำยาที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและ สัตว์ ส่วนมูลสุนัขจะถูกฝังกลบเป็นระบบอย่างดี และเมื่อคุณเดินเข้ามาที่นี่จะไม่ได้กลิ่นใดๆ ที่เกี่ยวกับสุนัขเลย” ผู้จัดการกล่าว

เขียนหนังสือการฝึกสุนัข

จาก ประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีอยู่กับสุนัขมาเป็นเวลานาน ครูอุ๊ได้พบเห็นแง่มุมต่างๆ ของสุนัขมากมาย ครั้นเมื่อได้มีการศึกษาเรื่องของสุนัขลงลึกจากตำราเอกสารต่างๆ อีกจำนวนนับไม่ถ้วน จึงทำให้เธอสะสมความรู้ ความเข้าใจ พฤติกรรมการแสดงออกในอากัปกิริยาต่างๆ ของสุนัขว่ามันกำลังจะสื่อถึงเรื่องใดๆ

ทำให้ครูอุ๊คิดว่าควรจะนำ เสนอสิ่งต่างๆ เหล่านั้นผ่านตัวหนังสือเพื่อให้ผู้ที่มีความรัก ความผูกพันสุนัขเช่นเดียวกับเธอได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ของสุนัขไปพร้อมกับเธอ และก็จะส่งผลให้ทุกคนที่เลี้ยงสุนัขด้วยความรักสามารถดูแลมันได้อย่างถูก ต้อง และถูกวิธี ในปัจจุบันครูอุ๊มีงานเขียนหนังสือที่เกี่ยวกับสุนัขในเรื่องต่างๆ มากมายหลายเล่ม ทั้งยังได้ตอบปัญหาสุนัขในนิตยสารที่เกี่ยวกับสุนัขด้วย ท่านใดสนใจสามารถหาซื้ออ่านได้ตามศูนย์หนังสือชั้นนำทั่วไป

นอกจาก นั้น เธอยังมีตำแหน่งเป็นแชมเปี้ยนครูฝึกสุนัขประเทศไทย (รายการเดอะเร็คคอร์ด) เป็นผู้บุกเบิกมหกรรมกีฬาสุนัข “World Dog Sport Games”

งานกิจกรรมทั่วไป

ครูอุ๊เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้สุนัขทั้งที่เลี้ยงไว้เองและสุนัขที่นำมาฝากเลี้ยงและได้ผ่านการฝึกมา อย่างดีแล้วจะมีงานกิจกรรมภายนอกมากมาย อาทิ งานสาธารณกุศลของหน่วยงานต่างๆ งานของโรงเรียนเด็ก งานของตำรวจหรือแม้แต่งานถ่ายหนังถ่ายโฆษณาก็ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ และตัวเองก็มีงานบรรยายเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานต่างๆ หลายแห่ง

“สุนัข ที่เจ้าของนำมาฝึก หากเห็นศักยภาพที่โดดเด่น แสนรู้ เชื่อฟังง่าย ก็จะบอกเจ้าของว่า สนใจจะนำสุนัขเข้าสู่วงการบันเทิงหรือไม่ เพราะทางสโมสรจะมีงานด้านนี้เข้ามาตลอด เรียกได้ว่าเหมือนกับเป็นโมเดิลลิ่งเลย” ครูอุ๊ กล่าว

แนวโน้มตลาดในธุรกิจนี้เป็นอย่างไร?

แนว โน้มตลาดในธุรกิจประเภทนี้ครูอุ๊ให้ความเห็นว่าในอนาคตยังสามารถเติบโตได้ อีก อย่างลูกค้าของที่สโมสรก็จะมีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่เป็นอย่างนั้นเพราะในปัจจุบันผู้นิยมเลี้ยงสุนัขให้ความเอาใจใส่แบบสร้าง ความผูกพันหรือในลักษณะเป็นเพื่อนมีเพิ่มขึ้น ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงอยากจะหาสถานที่ดีๆ สะอาด เอาใจใส่ให้กับสุนัขตัวโปรดของเขา

ผล จากการตอบรับจากลูกค้าต่างจังหวัด ทำให้เธอจึงมีแนวคิดว่าจะเปิดเป็นแฟรนไชส์ตามจังหวัดใหญ่ๆ สัก 1-2 แห่ง ทั้งนี้ เพราะลูกค้าบางคนมีความสนใจการเลี้ยงสุนัขและมีความตั้งใจจริงๆ แต่ยังขาดความรู้ และเทคนิค จึงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ประกอบกับทางสโมสรก็มีความพร้อมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ

“แต่บอก ก่อนว่า ต้องมีความตั้งใจที่จะทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่ไปจ้างคนอื่นมาทำ ทั้งนี้ เพราะจะต้องมาเรียนรู้วิธีการฝึกสุนัขจากที่สโมสรตั้งแต่ต้นจนจบ อีกทั้งทางสโมสรจะมีการติดตามผลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด แต่ควรเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลสายพันธุ์สุนัขต่างๆ ก่อน หลังจากนั้น ให้ถามตัวเองว่า พร้อมหรือไม่” ครูอุ๊ กล่าวเพิ่ม

ท่านที่ อ่านมาถึงตรงนี้ คงจะเห็นแล้วว่าสโมสรกีฬาสุนัขเป็นสถานที่สำหรับฝึกสุนัขที่สมบูรณ์แบบได้ มาตรฐานทุกด้าน เป็นที่ยอมรับของลูกค้าที่มาใช้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้บริหารธุรกิจที่มีความสนใจอย่างจริงจัง เอาใจใส่ในทุกเรื่อง ที่สำคัญคือได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ดังนั้น หากท่านเจ้าของน้องหมาที่กำลังมองหาสถานที่สำหรับฝึกน้องหมาตัวโปรดอยู่ หรือแม้แต่จะนำน้องหมาไปร่วมกิจกรรมตามโซนต่างๆ ที่จัดไว้ ครูอุ๊และทีมงานยินดีต้อนรับทุกท่านตลอดเวลา

สนใจสอบถามราย ละเอียดได้ที่ “สโมสรกีฬาสุนัข” เลขที่ 777/1 ซอยนวลจันทร์ 36 (หลังสถานีตำรวจนครบาลโคกคราม) บึงกุ่ม กรุงเทพฯ หมายเลขโทรศัพท์ (02) 519-3737 (081) 776-3579 (086) 909-4477

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ชาญ เห็นสิงห์ ปลูกหญ้าหน้าบ้าน เลี้ยงวัวหลังบ้าน ที่ชัยนาท

แม้ วันเวลาจะล่วงผ่านมาถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 8 ปีแล้ว แต่ภาพในวันวานยังคงติดตรึงอยู่ในใจของ คุณลุงชาญ เห็นสิงห์ ชายวัย 56 ปี ที่ครั้งหนึ่งของชีวิตในช่วงก่อนปี 2545 ต้องประสบกับภาวะลำบากยากเข็ญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการทำนา ที่เป็นอาชีพหลักของครอบครัว ไม่สามารถสร้างรายได้ให้อย่างเพียงพอต่อการดำเนินชีวิต

“ตอนนั้น ต้องประสบปัญหาทั้งเรื่องการระบาดของเพลี้ยในนาข้าวอย่างรุนแรง รวมถึงปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ได้ส่งผลทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ นาข้าวที่ปลูกไม่สามารถเกี่ยวได้เลย เพราะไม่ได้เสียหายจากเพลี้ย ก็ต้องแห้งตายเพราะขาดน้ำ ผมเจอปัญหาแบบนี้ 2 ปีซ้อน แย่มากช่วงนั้น จึงทำให้ครอบครัวมีภาระหนี้สินเป็นจำนวนมาก สร้างความยากลำบากอย่างแสนสาหัส” คุณลุงชาญ กล่าว

แต่สำหรับในวันนี้ แล้ว ต้องถือว่า คุณลุงชาญ คือเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ และมีรายได้มาใช้จ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี โดยรายได้ขณะนี้จะมาจากการปลูกข้าว ซึ่งปีหนึ่งๆ จะมีรายได้ประมาณ 200,000 บาท และรายได้จากการตัดหญ้าแพงโกล่าจำหน่ายอีกวันละ 800 บาท นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการจำหน่ายโคเนื้อที่เลี้ยงไว้อีกส่วนหนึ่ง

“หากมาทำ นาหญ้าแล้วจนผมก็ว่า ไม่ต้องไปทำอาชีพอะไรอีกแล้ว เพราะปลูกหญ้านั้นง่ายมาก ลงทุนน้อย ไม่ต้องฉีดยาไล่แมลง เพราะไม่มีแมลงระบาดทำลาย ทำให้เราปลอดจากการใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น”

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ ชีวิตคุณลุงชาญเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลนี้ เป็นผลสืบเนื่องที่สำคัญมาจากการเข้าร่วมในโครงการส่งเสริมการปลูกหญ้าแพง โกล่าของกรมปศุสัตว์ที่ดำเนินการขึ้นในเขตจังหวัดชัยนาท ตั้งแต่ปี 2545

ทั้ง นี้ คุณปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จังหวัดชัยนาทนั้นมีพื้นที่การเกษตร รวม 1,228,455 ไร่ โดยอยู่ในเขตชลประทาน 707,732 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่อีกประมาณ ร้อยละ 40 ที่อยู่นอกเขตรับน้ำชลประทาน ทำให้เกษตรกรเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำและดินไม่อุดมสมบูรณ์

“แต่อย่าง ไรก็ตาม เกษตรกรก็ยังคงทำการเกษตรอย่างไม่เหมาะสมต่อไป แม้จะประสบปัญหาขาดทุนและยากจนเนื่องจากความเคยชิน กลุ่มจังหวัดและกรมปศุสัตว์จึงได้ร่วมมือกันจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการ เกษตร โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกพืชที่ไม่เหมาะสม ไปยังอาชีพที่มีศักยภาพ และมีมูลค่าสูงเพื่อลดพื้นที่การทำนานอกเขตชลประทานที่ให้ผลตอบแทนต่ำ รวมทั้งลดพื้นที่นาปรังในเขตชลประทานลงบางส่วน”

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ได้เน้นให้มีการส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนไปทำการเกษตรแบบอื่นที่ใช้น้ำน้อย กว่า เพื่อลดปัญหาการแก่งแย่งน้ำทำการเกษตรลง โดยกรมปศุสัตว์ได้เข้าไปสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ อาทิ วัว แพะ แกะ และปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทน เป็นการแก้ปัญหาและสร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

โดย อาชีพทางเลือกที่ทางกรมปศุสัตว์ได้แนะนำให้เกิดการปรับเปลี่ยนในพื้นที่ จังหวัดชัยนาทที่สำคัญอาชีพหนึ่งคือ การปลูกหญ้าแพงโกล่าจำหน่าย

ซึ่ง คุณวีระ ร่มโพธิ์ภักดิ์ ปศุสัตว์จังหวัดชัยนาท กล่าวเสริมว่า “การปลูกหญ้าเป็นการช่วยสนับสนุนและพัฒนาอาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์ อันได้แก่ โคเนื้อ โคนม กระบือ แพะ แกะ ได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากเป็นการช่วยเพิ่มหญ้าคุณภาพดีให้ปศุสัตว์มีกินตลอดปี”

“หญ้า แพงโกล่านั้นสามารถปลูกได้ทั้งในพื้นที่ลุ่มเขตชลประทาน และพื้นที่ดอนที่มีการขุดสระกักเก็บน้ำ ใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาข้าวประมาณ 3 เท่า เกษตรกรลงทุนปลูกครั้งเดียว แปลงหญ้าจะอยู่ได้นาน 5-7 ปี สามารถตัดหญ้าขายได้ทุก 45 วัน ในรอบ 1 ปี จะตัดทำหญ้าแห้งขายได้ 5-7 ครั้ง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 25,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี อีกทั้งยังสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปล่อยพันธุ์ปลาลงในสระเก็บน้ำ เลี้ยงไว้เป็นรายได้เสริม ซึ่งปลาที่ได้จะเป็นผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษ เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมีในแปลงหญ้า” ปศุสัตว์จังหวัดชัยนาทกล่าว

ซึ่งคุณลุงชาญนั้นถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนอาชีพจากการทำนามาสู่การปลูกหญ้าแพงโกล่าจำหน่าย

พร้อม กันนี้ ด้วยความที่คุณลุงชาญเป็นผู้ใฝ่หาความรู้มาพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่องจนประสบ ความสำเร็จ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนเกษตรกร จึงได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชัยนาทให้เป็นศูนย์กลางการ เรียนรู้ทางด้านปศุสัตว์อินทรีย์ เศรษฐกิจพอเพียง อีกด้วย

จากที่ เริ่มต้นการปลูกหญ้าในปี 2545 เพียง 5 ไร่ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จึงทำให้คุณลุงชาญได้ขยายพื้นที่ปลูกหญ้าเพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายกิจกรรมด้านการเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นด้วยการเลี้ยงโค

“ทุก วันนี้ ผมใช้แนวทางดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งนาข้าวและโคที่เลี้ยงนั้นเปรียบเสมือนเงินออม นาหญ้าก็คือเงินใช้กินอยู่ทุกวัน ที่สำคัญต้องไม่สร้างหนี้ เท่านี้ก็จะทำให้ชีวิตเรามีความเป็นอยู่ดีขึ้น”

“ตอนนี้มีพื้นที่ทำ นาข้าว และปลูกหญ้า 40 ไร่ รวมไปถึงเลี้ยงโคด้วย โดยเป็นสายพันธุ์อเมริกันบราห์มันทั้งพันธุ์แท้และลูกผสม 62 ตัว โดยใช้พื้นที่ว่างหลังบ้านทำเป็นคอกเลี้ยง และจะมีการปล่อยให้ลงกินหญ้าแพงโกล่าในแปลงด้วย”

สำหรับการแก้ไข ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมการเกษตรนั้น คุณลุงชาญได้แก้ไขด้วยการขุดสระเก็บน้ำเพิ่มขึ้น โดยจากเดิมที่มีเพียงสระน้ำเล็กๆ 1 สระ ได้ขุดเพิ่มออกเป็น 6 สระ และจัดทำระบบคูส่งน้ำจากสระแต่ละแห่งให้เชื่อมต่อกัน สามารถส่งน้ำไปใช้ในการทำนาหญ้าได้เพียงพอตลอดทั้งปี

“รูปแบบของการ ปลูกหญ้าและทำนานั้น ผมจะใช้วิธีการปลูกสลับกันไป โดยจะปลูกหญ้าไปประมาณ 3-4 ปี แล้วก็เปลี่ยนมาปลูกข้าวไประยะหนึ่ง แล้วจึงกลับไปทำนาหญ้าอีก”

คุณลุงชาญจะใช้วิธีการสลับหมุนเวียนแบบนี้ในพื้นที่ที่มีอยู่ทั้งหมด โดยจัดสรรออกเป็นแปลงๆ ว่าแปลงไหนจะปลูกข้าว แปลงไหนจะปลูกหญ้า

“สิ่ง ที่เราทำแบบนี้ มีผลดีมากมาย อย่างแรกเลยคือ หมดปัญหาเรื่องของการต้องไปซื้อปุ๋ยและยาฆ่าแมลง อีกทั้งต้นข้าวที่ปลูกนั้นจะมีความแข็งแรงมาก ไม่เกิดโรคเลย เหมือนมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง อันนี้ผมว่าน่าจะมีผลมาจากที่ผมไม่ได้ใช้สารเคมีเลย”

“เพราะผมไม่ใช้ สารเคมีมาตั้งแต่ทำนาหญ้าแล้ว ดังนั้น ในพื้นที่ผมจึงมีความสมบูรณ์ตามธรรมชาติ อีกทั้งการใช้ปุ๋ยผมก็เน้นการทำปุ๋ยอินทรีย์หมักใช้เอง โดยนำเอามูลโคที่เลี้ยงไว้มาหมักรวมกับสารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงการใช้น้ำทิ้งจากฟาร์มเลี้ยงหมูมาปล่อยในแปลงนา ซึ่งช่วยทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีมาก”

สำหรับมูลโคที่มีอยู่นั้น นอกเหนือจากการนำมาทำเป็นปุ๋ยแล้ว คุณลุงชาญยังใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำก๊าซชีวภาพขึ้นใช้เองในฟาร์ม โดยขณะนี้คุณลุงชาญได้มีการจัดทำบ่อก๊าซชีวภาพขึ้นตามการแนะนำของเจ้า หน้าที่ปศุสัตว์

ซึ่งจะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณสัปดาห์ละ 8 ลูกบาศก์เมตร โดยการนำเอามูลวัวสดมาผสมน้ำ 1:1 ใส่บ่อหมักก๊าซขนาด 7-10 ลูกบาศก์เมตร จะได้พลังงานทดแทนจากบ่อก๊าซชีวภาพ วันละ 40 กิโลกรัม ต่อลิตร มีก๊าซสำหรับหุงต้มในครัวเรือน วันละ 1 ชั่วโมง ได้ปุ๋ยอินทรีย์วันละประมาณ 20-40 ลิตร ซึ่งใช้งบฯ ลงทุนสร้างบ่อก๊าซ 3,600 บาท ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้เดือนละ 202 บาท ทีเดียว

จากที่คุณลุงชาญได้เน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก จึงทำให้ธรรมชาติคืนกลับมาในพื้นที่

“แปลง หญ้าผมไปดูเลยตอนนี้ ไส้เดือนเต็มไปหมด นี่แสดงว่าธรรมชาติกลับคืนมาแล้ว ดินของผมอุดมสมบูรณ์ปลอดภัย ไส้เดือนจึงกลับมาอยู่ ซึ่งไส้เดือนก็จะช่วยทำให้ดินของเราร่วนซุย พืชสามารถเติบโตได้ดี แต่อย่างไรก็ตาม การมีไส้เดือนในแปลงหญ้ามากๆ ก็มีปัญหาเหมือนกัน เพราะจะมีมูลไส้เดือนในแปลงเยอะมาก ทำให้ตัดหญ้าลำบาก”

ดังนั้น เมื่อคุณลุงชาญเห็นว่า ในแปลงหญ้ามีไส้เดือนเกิดขึ้นมาก ก็จะปรับเปลี่ยนจากการปลูกหญ้ามาปลูกข้าวแทน

“ผลดีคือ ดินแปลงนั้นจะสมบูรณ์มาก ข้าวเจริญเติบโตดีมากเลย” คุณลุงชาญ กล่าว

จาก แนวทางในการประกอบอาชีพที่อิงการทำเกษตรแบบอินทรีย์ จึงทำให้คุณลุงชาญได้ตั้งเป้าหมายในการประกอบอาชีพว่า มีความสนใจที่จะทำฟาร์มโคเนื้ออินทรีย์

“ซึ่งต้องสำเร็จอย่างแน่นอน” คุณลุงชาญ กล่าวในที่สุด

เร่งแก้วิกฤตควายไทยใกล้สูญพันธุ์ เหลือเพียง 1 ล้านกว่าตัว

นาย ธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ปริมาณควายในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต เนื่องจากพบว่า ช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา มีจำนวนลดลงอย่างมาก เหลือประมาณ 1 ล้านกว่าตัว จากที่เคยมีจำนวนประชากรควายมากที่สุดในโลก ในปี 2523 คือ ประมาณ 6 ล้านตัว ทว่าการส่งเสริมอุตสาหกรรมของรัฐไร้ทิศทาง ทำให้ประชากรควายลดลงอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันควายไทยมีเหลือประมาณ 1.3 ล้านตัว ในขณะที่ปัจจุบันประชากรควายของประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่มีจำนวนใกล้เคียง ถึงมากกว่าประเทศไทยแล้วคือ มาเลเซีย 2 แสนตัว กัมพูชา 8.4 แสนตัว ลาว 1.4 ล้านตัว พม่า 1.8 ล้านตัว เวียดนาม 2.2 ล้านตัว และอินโดนีเซีย 2.8 ล้านตัว

“สำหรับสาเหตุที่ปริมาณควายไทยลดลง ก็เนื่องมาจากความนิยมในปัจจุบัน เปลี่ยนจากการใช้แรงงานควายมาเป็นการใช้เครื่องจักรในการทำนา นอกจากนี้ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชากร “ควายไทย” ลดลงจนใกล้สูญพันธุ์ คือคนไทยกินเนื้อควายกันมาก โดยเฉพาะคนไทยในภาคเหนือและภาคอีสานบางส่วน โดยอาหารที่โปรดปรานของคนไทยบางกลุ่มคือ ตัวอ่อนที่อยู่ในท้องแม่ควาย” นายธีระ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้เตรียมพัฒนาควายพื้นเมืองให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจเหมือน เช่นอดีตที่ผ่านมา เพื่อให้ควายเป็นสัตว์ที่ช่วยกู้วิกฤตเศรษฐกิจ เป็นแรงงานที่ยั่งยืนของชาวชนบทและคนไทย นอกจากนี้ ได้เร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อลดการบริโภคเนื้อควายลง

อย่างไรก็ตาม จากการที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความห่วงใยชาวนาไทยที่ประสบความยากจนจากการประกอบอาชีพการทำนา อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทรงอยากให้ชาวนาไทยกลับมาใช้ควายในการทำนา ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้น้อมรับและสนองพระราชดำริดังกล่าว โดยในปี 2552 ได้จัดทำ “โครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนาตามพระราชดำริ” ขึ้น เพื่อเป็นการรณรงค์ส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวนาฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณี และเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว

นาย ธีระ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมให้เกษตรกรแต่ละชุมชนรวมกลุ่มจัดตั้งเป็น วิสาหกิจชุมชน พร้อมจัดหาควายมาให้เลี้ยง รายละ 2-3 ตัว โดยกรมปศุสัตว์จะให้ขอยืมควายจาก ธนาคาร โค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราช ดำริ (ธคก.) ขณะที่กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมได้เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ไว้ให้เกษตรกรกู้ยืมซื้อควาย จากนั้นจะเร่งฝึกอบรมวิธีการเลี้ยงควายให้เกษตรกร และฝึกควายไถนาควบคู่กันไป เพื่อให้ใช้งานได้จริง คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาประกอบอาชีพการทำนาโดยใช้แรงงานควาย ในระบบเกษตรผสมผสานแบบเศรษฐกิจพอเพียงครอบคลุมพื้นที่ 3,410 ไร่ สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ไร่ละ 132 บาท คิดเป็นเงิน 4.5 แสนบาท ต่อปี ลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมีโดยสามารถผลิตปุ๋ยคอกได้ปีละ 1,236 ตัน คิดเป็นมูลค่าปีละ 1.1 ล้านบาท โดยจัดโครงการนำร่องทั่วประเทศ 12 จังหวัด และในปี 2553 จะเร่งดำเนินการขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่องต่อไป

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

อบรมกับเทคโนฯ

ลุงพร ชอนอาชีพ

ด่วน…ชำระเงินวิชาต่อไป ในวันที่มาเรียน ลดทันที 20%

ก้าว สู่ ปี 2553 มาได้ครึ่งปีแล้ว…ช่วงไตรมาสแรกของปีดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างกระเตื้อง ขึ้น ภาวะเศรษฐกิจที่ตกคะมำในปีก่อนทำท่าว่าจะโงหัวขึ้นมา แต่แล้วพอไตรมาสที่ 2 เกิดวิกฤตทางการเมือง แบ่งแยกสีเสื้อและชนชั้น มีการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ทำเอาภาพพจน์ชื่อเสียงต่างๆ ติดลบ นักท่องเที่ยวหดหาย ไม่กล้ามาเมืองไทย อะไรๆที่ว่าจะดีก็ตกวูบอีกครั้งหนึ่ง…

ทั้งหลายทั้งหมดใช่ว่า จะโทษใคร เราคนไทยต้องโทษตัวเอง …ต้องจดจำเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียน หันมาสำรวจตรวจตราว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นเราจะคิดการอันใดให้เป็นโอกาสขึ้นมา บ้าง

ผมเชื่อของผมเสมอมาว่า “ทุกวิกฤตมีโอกาส” …เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราเคยบาดเจ็บล้มตายในการเรียกร้องประชาธิปไตยหรือการต่อสู้ทางการเมืองหลาย ครั้งหลายหน ผิดกันก็แต่ว่าครั้งนี้ปัญหาต่างๆ อาจจะสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน ทุกเรื่องราวละเอียดอ่อนชวนให้คิดติดตาม หากแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ก็เชื่อว่าจะคุกรุ่นขึ้นอีก…

จะอย่างไรก็แล้วแต่ ผมยังหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น การทำมาค้าขายของบรรดาผู้ประกอบการต่างๆ ที่บ่นโอดครวญกันอย่างหนักว่า ยอดขายตกบ้าง ลูกค้าหายไปไหนหมด ก็จะค่อยๆ กลับมา จริงอยู่ที่ว่าจะให้กลับมาเหมือนเดิมคงจะต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ระหว่างนี้จะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้มีการปรับปรุงแก้ไขในสิ่งต่างๆที่ยัง ติดขัดหรือไม่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและการแข่งขัน

ผมขอ ยกตัวอย่าง กรณีของศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ช่วงที่เกิดวิกฤตการเมือง บางสัปดาห์ต้องงดการสอนไปโดยปริยาย หรือไม่ก็เหลือเปิดอบรมเพียงบางวิชา ซึ่งตามปกติบรรยากาศเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลายคนที่โทรศัพท์เข้ามาจองเรียนถึงกับสงสัยว่า ทำไม เวลาโทรศัพท์เข้ามาจองเรียน เจ้าหน้าที่จึงบอกว่าอย่าเพิ่งโอนเงิน (ในบางวิชา) เพราะคนเรียนยังไม่ครบ 10 คน เดิมนั้นเมื่อจองเรียนเราจะบอกว่าให้รีบโอนเงินในทันที แต่กับวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป วิชาไหนที่คนยังน้อยหรือมีแนวโน้มว่าคนจะเรียนน้อย เราก็จะบอกกันตรงไปตรงมา แต่ก็จะรับจองชื่อไว้ก่อน พอคนครบก็จะแจ้งให้ทราบอีกที

จากสภาพ ปัญหาที่เกิดขึ้น ทางศูนย์อาชีพฯ มติชน จะไม่โทษวิกฤตทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่มันทำให้เราตระหนักรู้ว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของสินค้า คือหลักสูตรต่างๆ และคุณภาพของการบริการ ซึ่งจะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่หลักสูตรที่จะต้องมีความเข้มข้นและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรด้านอาหารการกินที่มีโครงการจะให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน ลักษณะของการได้ลงมือทำจริงให้มากที่สุด หรือหลักสูตรที่จะพัฒนาขึ้นใหม่ทางด้านธุรกิจ และสันทนาการต่างๆ ก็จะเชิญชวนองค์กรหรือวิทยากรที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมเป็นพันธมิตร เพื่อเปิดหลักสูตรอบรมร่วมกัน โดยเฉพาะในช่วงปลายปีนี้จะมีโครงการขยายอาคารเรียนแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ใน บริเวณใกล้เคียงกัน ให้เป็นสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งจะมีความพร้อมเรื่องอุปกรณ์การเรียนการสอนและเทคโนโลยีการให้บริการที่ ทันสมัย

จากตัวอย่างที่นำมาเล่าสู่กันฟัง คงจะทำให้มองเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของศูนย์อาชีพฯ มติชน ได้บ้าง ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จะได้นำมาเล่าสู่กันฟังเป็นระยะๆ… สิ่งที่อยากจะย้ำคิดก็คือว่า ผลกระทบจากวิกฤตจะทำให้เราอยู่แบบเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว

ผมขอวกมาที่พาดหัวข่าวฉบับนี้ “ชำระเงินวิชาต่อไป ในวันที่มาเรียน ลดทันที 20%”…นี่ก็เป็นผลมาจากวิกฤตที่เกิดขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการเยียวยาจากภาครัฐกันพอสมควร ในส่วนของเราเองก็มีการถามไถ่เข้ามาว่า จะมีการเยียวยาหรือลดค่าอบรมให้บ้างหรือไม่ …

อยากจะเรียนชี้แจง ให้ทราบว่า ตลอดเวลา 2-3 ปี มานี้ ทางศูนย์อาชีพฯ มติชน ไม่ได้มีการขึ้นค่าอบรมแต่อย่างใด แถมยังจะมีส่วนลดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเรียนวิชาแรก ลด 10% วิชาที่ 2 ลด 20% วิชาที่ 3-4 ลด 30% และวิชาที่ 5 ลด 50% ต่อมามีการให้ส่วนลดแบบจองคู่ และอีก 2-3 รูปแบบ จนปัจจุบันนี้ก็ได้กลับมาใช้รูปแบบการให้ส่วนลดทั้งแบบจองเดี่ยวผสมการจอง คู่ คือ จองวิชาเดียว ลด 10% และจอง 2 วิชา (ชำระเงินพร้อมกัน) จะได้รับส่วนลด 20% ซึ่งการให้ส่วนลดรูปแบบนี้ได้ยึดถือมากว่า 1 ปีครึ่งเข้าไปแล้ว

จะอย่างไรก็แล้วแต่ ภาวะเศรษฐกิจก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงดีขึ้นมากนัก การกำหนดรูปแบบส่วนลดจึงยังคงยึดตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลงคือได้ขยายเวลาออกไป อีก และเพื่อเป็นการช่วยเหลือกันในยามที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้น จะเพิ่มส่วนลดให้เข้มข้นอีกระดับหนึ่ง ด้วยส่วนลดทันที 20% เพียงมีเงื่อนไขว่า ท่านจะได้รับส่วนลดนี้ก็ต่อเมื่อมาเรียนวิชาที่ 1 เสียก่อน ซึ่งจะได้รับส่วนลด 10% อยู่แล้ว และเมื่อจองเรียนและชำระเงินเป็นเงินสดวิชาที่ 2 ในวันที่มาเรียนวิชาที่ 1 ท่านก็จะได้รับส่วนลดดังกล่าว (ลด 10% ยังจะได้รับอภินันทนาการ นิตยสารเส้นทางเศรษฐี หรือนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ส่วนลด 20% จะไม่ได้รับ)

ส่วน ลด 20% ที่ว่านี้ จะเริ่มใช้กับวิชาที่เปิดสอน ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม-วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2553 (รวมเวลาประมาณ 2 เดือนครึ่ง)

สำหรับ รูปแบบการให้ส่วนลดแบบเดิมที่ได้ขยายเวลาออกไปคือ “อบรมวันนี้ ลดทันที 10-20% ครบ 10 วิชา เรียนฟรี!” …หมายความว่า ท่านที่ลงทะเบียนเรียนวิชาแรกจะได้รับส่วนลดทันที 10% แต่ถ้าลงพร้อมกัน 2 วิชา (คนเดียวกัน โอนเงินพร้อมกัน-ใบโอนเดียวกัน) จะได้รับส่วนลดทันที 20% แต่ว่าท่านต้องชำระเงินล่วงหน้า ไม่ใช่มาชำระหน้างาน (กรณีชำระหน้างาน จะไม่ได้รับสิทธิ์ส่วนลดใดๆ)

ส่วนลดดังกล่าว จะมีผลตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม-วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 2553 รวมทั้งหมด 6 เดือน ด้วยกัน และในระหว่างนี้ใครที่เรียนต่อเนื่องกันจนครบ 10 วิชา จะได้เรียนฟรี 1 วิชา (วิชาที่ 10) แต่ต้องเป็นวิชาที่มีราคาไม่เกิน 2,140 บาท

อนึ่ง การให้ส่วนลด 10% ท่านจะยังคงได้รับอภินันทนาการนิตยสารเส้นทางเศรษฐี หรือเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นเวลา 3 เดือน หรือ 6 ฉบับ ส่วนการลด 20% ท่านจะไม่ได้รับสิทธิ์อันนี้

จาก เรื่องส่วนลด…ผมขอวกมาที่การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของศูนย์อาชีพฯ มติชน สิ่งที่อยากจะย้ำบอกก็คือว่า ทางเราเปิดกว้างที่จะเปิดรับผู้สนใจเข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรหรือวิชาชีพต่างๆ แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะมีวิชาชีพสาขาต่างๆ เช่น อาหารการกิน ศิลปะประดิษฐ์และงานฝีมือ ช่างเทคนิค สปาและความงาม เครื่องประดับ ฯลฯ แต่ก็ถือว่ายังไม่หลากหลายเมื่อเทียบกับพัฒนาการและความก้าวหน้าของวิชาชีพ และธุรกิจยุคปัจจุบันที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะหลักสูตรด้านการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ความรู้ด้านการตลาดหรือการต่อยอดทางธุรกิจ

เป้าหมายของศูนย์อาชีพฯ มติชน คือการเสริมสร้างศักยภาพด้านความรู้ให้กับผู้ประกอบการใหม่ให้มีความเข้ม แข็ง แทนที่จะมีความรู้ด้านทฤษฎีหรือวิชาการเพียงอย่างเดียว ก็จะเสริมด้านทักษะ โดยเน้นการเรียนรู้ภาคปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน

ดั่ง ประโยคที่ว่า “10 ปากว่า ไม่เท่าตาเห็น 10 ตาเห็น ไม่เท่าลงมือทำ” เพราะเราเชื่อมั่นว่าวิชาชีพจะทำได้จริงก็ต่อเมื่อได้ลงมือปฏิบัติจริงๆ ลำพังแค่การอ่านจากตำราหรือรับฟังจากคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว บางครั้งมันก็ต้องใช้เวลาเนิ่นนาน สู้ได้เห็นของจริง เห็นการสาธิตจากผู้ที่มีประสบการณ์หรือลงมือทำจริงๆ แค่เพียงครั้งสองครั้งก็เชื่อว่าจะสามารถทำได้

หลักคิดดังกล่าว ทำให้ศูนย์อาชีพฯ มติชน เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการเรียนรู้แต่ละวิชาที่ใช้เวลาไม่นาน แค่ 1-2 วัน ด้วยกลยุทธ์ “1 วัน ทำได้” ที่ยึดหลักให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ทำให้ผู้เรียนมีการบอกกันปากต่อปาก เพราะว่าเรียนจบไปแล้วสามารถทำได้จริงๆ

อย่าง ไรก็ดี การที่จะดำเนินภารกิจให้บรรลุสู่จุดหมายที่วางไว้ ลำพังศูนย์อาชีพฯ มติชน คงจะทำได้ไม่สมบูรณ์ หากขาดซึ่งความร่วมมือจากบรรดาองค์กรหรือหน่วยงาน หรือผู้มีความรู้และประสบการณ์ ที่มีความพร้อมจะถ่ายทอดความรู้ต่างๆ

จุด แข็งของศูนย์อาชีพฯ มติชน คือการเป็นส่วนหนึ่งของเครือมติชนที่มีความพร้อมด้านการสื่อสารและประชา สัมพันธ์ โดยเฉพาะเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือเรื่องการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่มี คุณภาพ เช่น มติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ ศิลปะวัฒนธรรม รวมทั้งนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน และนิตยสารเส้นทางเศรษฐี

นอกจากนี้ ยังมีสำนักพิมพ์มติชน และศูนย์ข้อมูลมติชน ที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารแบบออนไลน์ รวมทั้งเว็บไซต์ “มติชนออนไลน์” ที่จะเดินเครื่องอย่างเต็มที่

ในบรรดาสื่อทั้ง 7 ฉบับ มีอยู่ 2 ฉบับ ที่ให้ความรู้เน้นเฉพาะวิชาชีพ คือ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่ให้ความรู้ด้านอาชีพภาคเกษตร และนิตยสารเส้นทางเศรษฐี ที่ให้ความรู้เรื่องอาชีพอิสระทั่วไป และสื่อ 2 ฉบับ ดังกล่าวนี่เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดอบรมวิชาชีพอิสระ ในนาม “ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน” ที่ได้ก่อกำเนิดจากจุดเล็กๆ และค่อยๆ เติบโต จนเป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้

อาจกล่าวได้ว่า ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ศูนย์อาชีพฯ มติชน ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างผู้ประกอบการใหม่มาแล้วนับแสนคนจากทั่ว ประเทศ โดยเฉพาะ 5-6 ปี หลังมานี้ เรามีผู้ผ่านการอบรมเฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 10,000 คน

(ปีล่าสุด มีผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 13,085 คน)

เพราะ เหตุนี้ ศูนย์อาชีพฯ มติชน จึงขอประกาศเชิญชวนผู้มีความพร้อมเข้าร่วมเป็นพันธมิตรหรือร่วมมือกันเพื่อ พัฒนาหลักสูตรอบรมให้มีความหลากหลายและเข้มแข็งมากขึ้น โดยอาศัยจุดแข็งของกันและกัน

โดยเฉพาะท่านที่มีความรู้ในวิชาชีพหรือ ธุรกิจเข้าร่วมเป็นวิทยากร ไม่ว่าท่านจะมีความรู้หรือประสบการณ์ในสาขาใดๆ ทั้งที่กำลังดำเนินกิจการปัจจุบัน หรือเลิกกิจการแต่ยังมีความรู้อยู่กับตัว และมั่นใจว่าความรู้ที่มีอยู่สามารถแบ่งปันให้กับผู้อื่นทำเป็นอาชีพได้ ก็อย่าได้ลังเลใจ รีบสมัครเป็นวิทยากรทันที

รวมไปถึงสถานประกอบการ องค์กรหรือหน่วยงานใดๆ ที่มีความพร้อมจะจัดหลักสูตรอบรมร่วมกัน ความพร้อมที่ว่านี้ เช่น ท่านอาจจะมีแหล่งศึกษาดูงาน หรือมีอุปกรณ์เฉพาะทาง หรือมีบุคลากรในหน่วยงานที่มีความรู้ ความสามารถ ยกตัวอย่าง ท่านทำธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ยังไม่มีโครงการอบรมก็อาจจะมาร่วมกันจัดหลักสูตรให้ความรู้ประชาชนทั่วไป

บาง องค์กรหรือบางหน่วยงานอาจจะมีลักษณะธุรกิจที่คล้ายกันหรือเปิดอบรมอยู่ก่อน แล้ว แต่หากพิจารณาว่ามีจุดแข็งที่แตกต่างกว่าก็อาจร่วมมือกันได้ เช่น โรงเรียนสอนมายากล โรงเรียนสอนขับรถ โรงเรียนสอนดนตรี สถาบันสอนภาษาต่างๆ ศูนย์บริการซักอบรีดเสื้อผ้า ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงบรรดาบริษัท ห้างร้าน ที่มีอุปกรณ์หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการฝึกอบรมร่วมสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ในห้องฝึกอบรม เช่น ชุดเครื่องครัว ชุดเตาอบ เครื่องทำความเย็น เครื่องปั่นไอศครีม และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการนำไปประกอบอาชีพอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เครื่องเลื่อยตัดเส้นอะลูมิเนียม เครื่องเลื่อยทำกรอบรูป ฯลฯ ตลอดจนวัตถุดิบต่างๆ เช่น แป้ง น้ำตาล เครื่องปรุงรสต่างๆ อาจจะมีไว้แจกจ่ายผู้เข้าอบรม เพื่อการประชาสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ โดยจะมีพื้นที่ไว้ให้จัดแสดงสินค้าในบางรายการอีกด้วย

อาจจะยังมี หลายจุดหลายประเด็นที่ยังไม่ได้นำมาบอกกล่าวในคราวนี้ แต่ก็คงจะทำให้หลายท่านมองเห็นภาพความร่วมมือได้บ้าง และหวังว่าคงได้รับความร่วมมือจากท่านไม่มากก็น้อย ด้วยความหวังลึกๆ ว่า ประเทศไทยจะมีผู้ประกอบการมากขึ้น และเมื่อถึงจุดนั้นเศรษฐกิจของเราก็จะเข้มแข็งไม่แพ้ประเทศชั้นนำใดๆ

พูดมาถึงตรงนี้ ก็อยากเชิญชวนทุกท่าน…ขอย้ำว่า ศูนย์อาชีพฯ มติชน พร้อมแล้วที่จะพัฒนาและก้าวเดินไปพร้อมกัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 589-2222 ต่อ 2104 หรือ lungpornku@gmail.com หรือ facebook.com/lungpornku

ตัวอย่าง อัตราส่วนลดที่จะได้รับ

ค่าอบรม 1,284 ส่วนลด 10% 1,156 ส่วนลด 20% 1,028

ค่าอบรม 1,605 ส่วนลด 10% 1,445 ส่วนลด 20% 1,284

ค่าอบรม 2,140 ส่วนลด 10% 1,926 ส่วนลด 20% 1,712

ค่าอบรม 2,675 ส่วนลด 10% 2,408 ส่วนลด 20% 2,140

ค่าอบรม3 ,210 ส่วนลด 10% 2,889 ส่วนลด 20% 2,568

หมายเหตุ การโอนเงิน ให้โอนตามจำนวนที่ลดแล้ว

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

ผลิตภัณฑ์น่าชิม

จุไร เกิดควน

ทำปลาส้มจากปลาทะเล เปิดตลาดและเพิ่มทางเลือกแก่ผู้บริโภค

ปลา ส้ม เป็นอาหารหมักจากเนื้อปลา ซึ่งเป็นกระบวนการถนอมอาหารจากสัตว์น้ำจากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยทั่วไปปลาส้มจะผลิตจากปลาน้ำจืด นักวิจัยได้นำปลาทะเลมาผลิตปลาส้ม ที่มีรสชาติ กลิ่นดี เนื้อสัมผัสแน่นและยืดหยุ่น ใกล้เคียงกับปลาส้มทางการค้าที่ผลิตจากปลาน้ำจืด

ปลาส้มจัดเป็น อาหารพื้นเมืองของไทยที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เนื่องจากเนื้อปลามีปริมาณโปรตีนค่อนข้างสูง 10-12% การทำปลาส้มโดยทั่วไปมักผลิตโดยการนำเนื้อปลาแล่ชิ้นหรือปลาทั้งตัวมาหมัก กับเกลือ ข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้าสุก และกระเทียม คุณลักษณะปลาส้มที่ดีต้องมีรสเปรี้ยว เนื้อสัมผัสแน่น และมีสีขาวถึงสีชมพูอ่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและคุณภาพของปลาที่นำมาเป็นวัตถุดิบ ส่วนประกอบอื่นๆ รวมทั้งขั้นตอนการเตรียมก่อนการหมัก เช่น ผู้ผลิตบางรายอาจใช้ปลาทั้งตัวที่ผ่านการขอดเกล็ดและกำจัดเครื่องในออกแล้ว หรือบางรายอาจใช้เนื้อปลาแล่เป็นชิ้น การล้างและการแช่เนื้อปลาก่อนการหมัก เป็นต้น

ดร.ศิริพร เรียบร้อย อาจารย์ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดเผยว่า โดยทั่วไปปลาส้มจะทำจากปลาน้ำจืด เช่น ปลาตะเพียน ปลานวลจันทร์ ปลาช่อน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปลาทะเลสามารถนำมาผลิตปลาส้มได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าปลาทะเลจะมีปัญหากลิ่นคาว และมักไม่ประสบความสำเร็จในการหมัก จึงได้ทำการศึกษาทดลองนำปลาทรายแดงแล่ชิ้นซึ่งเป็นปลาทะเลมาผลิตปลาส้ม พบว่า ปลาส้มจากปลาทรายแดงมีรสชาติดี กลิ่นรสดี เนื้อสัมผัสแน่นและยืดหยุ่น และได้รับการยอมรับใกล้เคียงกับปลาส้มทางการค้าที่ผลิตจากปลาน้ำจืด นอกจากนี้ การนำปลาทะเลมาผลิตเป็นปลาส้มอาจลดปัญหาเกี่ยวกับพยาธิที่มักพบในปลาน้ำจืด ได้อีกทางหนึ่ง จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ชอบรับประทานอาหารหมักอีกด้วย

การ หมักปลาส้มเป็นการหมักที่อาศัยการเจริญของจุลินทรีย์กลุ่มแลกติกแอซิ ดแบคทีเรีย (Lactic Acid Bacteria) ในระหว่างการหมัก จุลินทรีย์เหล่านี้จะสร้างกรดแลกติกได้จากคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวสุกและกระเทียม ทำให้ความเป็นกรดของปลาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีค่าความเป็นกรดหรือค่า พีเอช เท่ากับหรือน้อยกว่า 4.6 กรดเหล่านี้มีผลต่อการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย และจุลินทรีย์ก่อโรค และทำให้ปลาส้มมีรสเปรี้ยว การเติมเกลือและการบรรจุปลาส้มในสภาวะที่มีอากาศเพียงเล็กน้อยหรือไร้อากาศ ทำให้แลกติกแอซิดแบคทีเรียสามารถเจริญได้ดีกว่าจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ การลดลงของค่า พีเอช ยังมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนจากกล้ามเนื้อปลา เช่น การจับตัวกันของโปรตีนกล้ามเนื้อ ความสามารถในการอุ้มน้ำ เป็นต้น ทำให้เนื้อปลามีความแน่นเนื้อเพิ่มขึ้น คงรูปได้มากขึ้น การหมักปลาส้มยังมีผลทำให้เกิดการย่อยของสารอาหารต่างๆ เช่น โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต โดยกิจกรรมของเอ็นไซม์จากจุลินทรีย์และเนื้อปลาทำให้สารอาหารมีขนาดโมเลกุล เล็กลง ร่างกายสามารถย่อยได้ง่าย รวมทั้งการเกิดเนื้อสัมผัส กลิ่น กลิ่นรส เฉพาะตัวของผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นที่ดึงดูดใจของผู้บริโภค

ปลาส้มมัก นิยมรับประทานแบบปรุงสุก เช่น การทอด การนึ่ง เป็นต้น ปัจจุบันปลาส้มอาจจัดเป็นกับข้าวรับประทานร่วมกับอาหารมื้อหลักหรืออาหาร ว่าง อย่างไรก็ตาม การบริโภคอาหารหมักจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย เช่น การปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่ก่อโรค ซึ่งอาจมาจากกระบวนการหมักที่ควบคุมความสะอาดและสภาวะที่ไม่ถูกต้อง การเก็บรักษาระหว่างรอจำหน่าย หากเกิดปนเปื้อนของจุลินทรีย์ดังกล่าวอาจทำให้เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีการเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์มาใช้สำหรับ การหมักอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อควบคุมคุณภาพและความสม่ำเสมอของปลาส้มที่ผ่านการหมักแล้ว ทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยและมั่นใจในผลิตภัณฑ์อาหารหมักเพิ่มขึ้น

ผู้ สนใจจะผลิตปลาส้มจากปลาทะเลสามารถติดต่อได้ที่ ดร.ศิริพร เรียบร้อย ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ (02) 579-5514 ต่อ 1309 หรือ 1312 หรือ โทรศัพท์ (084) 858-0897 ได้ในวันและเวลาราชการ

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ที่ธรณีสงฆ์

ที่ดิน ส.ค.1 นั้นเป็นที่รับรู้กันว่า เป็นที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครอง

คุณ โผงมีที่ดิน ส.ค.1 บ้าง มีที่ดิน น.ส.3 บ้าง มีที่ดิน น.ส.3 ก. บ้าง มีที่ดินโฉนดบ้าง แต่ละแปลง มีมะม่วง หมาก พลู มะพร้าว มะนาว ส้มโอ มีพืชผักสารพัด ปลูกไว้เต็มพื้นที่ ตามกำลังคนขยันทำมาหากินอย่างคุณโผง

ด้วย ว่าเป็นคนขยันทำมาหากิน ขยันทำการงานมาแต่วัยหนุ่ม ไม่เล่นการพนัน ไม่กินเหล้า ไม่เที่ยวเตร่จนเสียงาน จนเมื่อวัยล่วงเลยเกินหนุ่มมานานแล้ว คุณโผงจึงมีที่ทางเรือกสวนไร่นามากมาย

ประสาที่เป็นคนใจบุญ คุณโผงไปวัดทำบุญเป็นประจำ เมื่อมีที่ทางครอบครองทำประโยชน์อยู่หลายแปลง และเห็นจริงดังคำพระท่านว่า เมื่อตายไปแล้วก็ไม่สามารถนำเอาทรัพย์สินสิ่งใดไปได้ มาถึงบัดนี้ระลึกได้ว่าวัยนั้นล่วงเลยไปมากแล้ว อยากแบ่งเบาภาระต่างๆ ที่ยึดถืออยู่ให้ชีวิตเบาลง (หรือเบาขึ้น) บางส่วนก็ยกให้ลูกๆ ไป ลูกๆ ก็ได้รับที่ดินไปทำกินกันถ้วนทั่วทุกตัวคนแล้ว เหลืออยู่แปลงหนึ่ง ตกลงใจยกให้วัดในหมู่บ้าน

ถามลูกๆ แล้วว่า “พ่อจะยกที่ดินวัดสักแปลงนึง พวกเจ้าจะเห็นเป็นประการใด”

ลูกก็ว่า “แล้วแต่พ่อโผงเถิด ที่พ่อให้ลูกมาก็มากแล้ว เป็นพระคุณล้นเหลือแล้ว”

คุณโผงฟังดังนั้นก็สบายใจ ว่าแล้วจึงยกที่ดินให้วัดไปแปลงนึ่ง

แปลงที่ยกให้วัดนั้นเป็นที่ดิน ส.ค.1

วัด นั้นตั้งอยู่แห่งหนึ่ง ในหมู่บ้านนั้นละ ส่วนที่ดินที่คุณโผงยกให้วัดตั้งอยู่อีกที่หนึ่งไม่ไกลจากวัดมากนัก เรียกว่าวัดสามารถไปเก็บผลประโยชน์มาบำรุงวัด หรือจะให้ใครเช่าหาประโยชน์ได้ วัดสามารถดูแลเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มาทำนุบำรุงวัดได้อย่างสะดวก อันส่งผลให้วัดมีความมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น

แต่ว่าด้วยวัดอาจไม่ ถนัดในการจัดการผลประโยชน์นัก จึงปรากฏว่า ที่ดินแปลงที่คุณโผงยกนั้นได้มีใครๆ จำนวน 5 ราย นำโดยคุณเงือบไปปลูกบ้านอาศัยอยู่

อยู่มานานๆ คุณเงือบกับพวกอ้างว่า ตัวเองได้ครอบครองที่ดินมาตั้งนานนมนักหนาแล้ว จึงไม่ยอมออกไป

ร้อนถึงวัดที่จะต้องขอให้กฎหมายช่วยขับไล่ วัดจึงไปฟ้องคุณเงือบกับพวก รวม 5 คน ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่

ทั้ง 5 คนนั้นต่อสูคดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ปรากฏว่าทางวัดยังมุ่งมั่น ยืนยันว่านี่เป็นที่ดินของวัด เป็นที่ธรณีสงฆ์เพราะมีผู้ยกให้วัดแล้ว จึงอุทธรณ์คดีไป

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ว่าให้ขับไล่คุณเงือบและพวกรวม 5 คน ออกจากพื้นที่วัดกับให้จ่ายค่าเสียหายด้วย

ทั้ง 5 คน ฎีกาคดี โดยเฉพาะต่อสู้ในประเด็นว่า เฉพาะที่ดินมีโฉนดเท่านั้นดอกที่จะตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้ แต่ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินที่มีเพียงใบ ส.ค.1 เท่านั้น จึงไม่อาจเป็นที่ธรณีสงฆ์ ดังนั้น วัดจึงไม่มีสิทธิมาฟ้องขับไล่พวกตนออกจากที่ดิน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มิได้บัญญัติว่า ที่ดินที่จะเป็นที่ธรณีสงฆ์จะต้องเป็นที่ดินมีโฉนดเท่านั้น

ดัง นั้น แม้ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองก็สามารถเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้ ถ้าหากมีการยกให้ที่ดินที่มีเพียงการครอบครองให้แก่วัด ที่ดินดังกล่าวก็ตกเป็นที่ธรณีสงฆ์

เมื่อเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้ว ต่อมาผู้แทนของวัดซึ่งเป็นเจ้าของที่ธรณีสงฆ์ไม่ทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็น ที่ธรณีสงฆ์ ก็หาทำให้ที่ดินดังกล่าวหลุดพ้นจากการเป็นที่ธรณีสงฆ์แต่อย่างใด

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

อันหมายความว่า คุณเงือบกับพวกต้องออกไปจากที่ดินผืนนั้น

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4177/2552)

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505

มาตรา 33 ที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัด มีดังนี้

(1) ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น

(2) ที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด

(3) ที่กัลปนา คือที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสนา



  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!
  • ชมพู่: น่ารักอ่ะพีพลอยเดี่ยววางๆจะไปหาน่ะ คิดถึงแม่เกด คิด
  • Kathy: Very quickly this website will be famous among all blog visitors, due to it's nice posts

หมวดหมู่