ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

กันยายน 17, 2010

“เลี้ยงหมูหลุม” ต้นทุนต่ำ ได้เนื้อหมูปลอดสารพิษ ใช้ขี้หมูแทนปุ๋ยเคมี

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 482

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา ta-nu-pong@hotmail.com

“เลี้ยงหมูหลุม” ต้นทุนต่ำ ได้เนื้อหมูปลอดสารพิษ ใช้ขี้หมูแทนปุ๋ยเคมี

มูลนิธิ ศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรคริสเตียนสาธารณกุศลเพื่อการพัฒนาเด็กผู้ยากไร้ด้อยโอกาส ตลอดจนผู้ประสบภัยพิบัติหรือตกอยู่ในภาวะยากลำบากต่างๆ ได้มีโครงการศึกษาดูงานพัฒนาศักยภาพเกษตรกรที่ศูนย์การเรียนรู้การพัฒนา เศรษฐกิจพอเพียงของชุมชน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาศักยภาพให้กับหัวหน้ากลุ่มและสมาชิกในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ดัง นั้น จึงได้มีกิจกรรมศึกษาดูงานหมูหลุม ที่บ้านตีนเป็ด จังหวัดพังงา และอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดใกล้เคียง พบว่ามีตัวอย่างการทำเกษตรแบบผสมผสานที่มีความหลากหลายทางสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งได้มีการบูรณาการโดยนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อมาใช้ในการทำ เกษตรกรรม

ขณะเดียวกันก็ได้พบอีกว่า “การเลี้ยงหมูหลุม” ที่เกษตรกรเลี้ยงไว้เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนเป็นการเลี้ยงโดยใช้ต้นทุนต่ำ อีกทั้งเนื้อหมูที่ได้ก็จะปลอดสารพิษ นอกจากนั้น ยังได้นำขี้หมูมาใช้ประโยชน์แทนการใช้ปุ๋ยเคมี

เกษตรกรที่อาศัยใน พื้นที่มีอาชีพการทำสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันได้นำขี้หมูมาใช้แทนปุ๋ยเคมี ทั้งนี้ เพราะปุ๋ยเคมีสร้างผลกระทบทำให้ดินเสื่อมสภาพ พืชผลไม้ให้ผลผลิตน้อย ดังนั้น ประโยชน์ของขี้หมูจะทำให้พืชเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตสูง ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมี ทำให้ลดต้นทุนได้ด้วย

คุณ จันทร์นิภา หวานสนิท หรือ พี่จอย อายุ 43 ปี เกษตรกรบ้านใสสด หมู่ที่ 7 ตำบลดินอุดม อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ อย่างไรก็ตาม คุณจันทร์นิภาไม่ได้เป็นคนในครอบครัวศุภนิมิตฯ แต่เมื่อคนบ้านเรือนใกล้เคียง จำนวน 9 ครอบครัว ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ มีปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่การสร้างคอกหมูหลุม คุณจันทร์นิภาจึงยินดีให้ความช่วยเหลือจัดทำเป็นโครงการเลี้ยงหมูหลุม เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับพวกเขาเหล่านั้น และยังสามารถทำปุ๋ยคอกที่ได้จากการเลี้ยงหมูหลุมไปใช้กับพืชสวนของบรรดา สมาชิกเหล่านั้นด้วย

คุณจันทร์นิภา นอกจากเป็นเจ้าของสวนแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นหมอดินของชุมชน ได้แบ่งเนื้อที่บางส่วนที่มีอยู่ให้กับบรรดาสมาชิกเพื่อจัดสร้างเป็นคอกหมู

“ไหนๆ ที่นี่ก็เป็นศูนย์การเรียนรู้อยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าอยากให้คนอื่นได้เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงหมูหลุมด้วย และได้ทางมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนอีกแรง จึงเป็นโอกาสดีที่สมาชิกจะได้มีรายได้เสริมเพื่อเลี้ยงครอบครัว” คุณจันทร์นิภา เล่า

เมื่อเรื่องพื้นที่ลงตัวแล้ว สมาชิกจึงได้รวบรวมเงิน จำนวน 20,000 บาท เพื่อจัดสร้างโรงเรือน ส่วนหมูก็ได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาฯ อำเภอลำทับ จำนวน 32 ตัว ทั้งนี้ โดยมีคุณจันทร์นิภาเป็นแกนหลัก

วิธีการเลี้ยงหมูหลุม ใช้วิธีลอกเลียนแบบการเลี้ยงหมูแบบพื้นบ้าน คือการให้อาหารพืชผักและรำข้าว แล้วปล่อยให้หมูหาอาหารกินเอง เมื่อถึงเวลาให้อาหารหมูจะกลับมาที่คอก ส่วนการเตรียมคอกเพื่อเลี้ยงหมูหลุมนั้น กำหนดว่าบริเวณพื้นจะต้องเป็นพื้นดินเท่านั้น แล้วให้ปูทับด้วยแกลบหรือขี้เลื่อย โดยในระหว่างชั้นจะต้องราดน้ำหมักชีวภาพที่มีส่วนผสมของ EM และพด.6 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยย่อยสลายจุลินทรีย์และเป็นการช่วยดับกลิ่นในคอกหมูด้วย

วัสดุ ที่ใช้กั้นเป็นคอกอาจจะใช้ไม้กั้นและทำเป็นโครงสำหรับมุงหลังคา แต่หากมีการเลี้ยงหมูจำนวนหลายตัว ให้ใช้อิฐบล็อคกั้นเป็นคอกก็ได้ การให้อาหารหมูจะใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูป เสริมด้วยผักบุ้ง ผักกระเฉด กระถิน หรือเศษผักที่เหลือๆ ส่วนการให้น้ำมีการให้น้ำหมัก (ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ) พด.2 ผสมกับน้ำให้หมูกิน เป็นการป้องกันท้องเสีย

คุณอาภา นุ่นทิพย์ สมาชิกกลุ่มและสมาชิกของครอบครัวศุภนิมิตฯ เล่าให้ฟังว่า คอกหมูถูกสร้างใกล้เล้าไก่ในพื้นที่สวนขนาด 27 ไร่ อันร่มรื่นของพี่จอย ที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นต้นยางพารา ปาล์ม มังคุด ทุเรียน ตลอดจนพืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ จำนวนมาก รวมไปถึงบ่อปลาที่ชุกชุมไปด้วยปลาดุก ปลานิลดำ ปลานิลแดง ปลาทับทิม ปลาสวาย ปลาซิว ปลาขี้ขม ซึ่งเป็นปลาที่พี่จอยบอกว่าหายากมากในธรรมชาติ จึงได้เลี้ยงไว้ขยายพันธุ์

“หลายคนคงมีประสบการณ์ของการเข้าไปคอกหมู จะได้กลิ่นของขี้หมูและแมลงวันก็บินว่อน จนทำให้เหมือนกับเป็นการบังคับให้ออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเข้าไปในคอกหมูชีวภาพแล้ว พบว่าสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมากลับไม่มีเลย จึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ใจ ที่ไม่มีกลิ่นรบกวนเลยตลอดเวลาเกือบชั่วโมงที่ได้ยืนพูดคุยข้างคอกหมูกับคุณ จันทร์นิภา” สมาชิกกลุ่มคนเดิมให้รายละเอียดเพิ่ม

ส่วนการนอนของหมู คุณจันทร์นิภาได้เล่าว่า ก็เอาใจใส่ไม่แพ้คนเช่นกัน เพราะทุกเย็นจะคอยจุดตะไคร้น้ำหอมรอบๆ คอกเพื่อไล่ยุง เพราะหมูก็คงเหมือนคน เวลายุงกัดก็นอนไม่หลับ มดกัดก็นอนไม่หลับ ดังนั้น ภายในคอกจึงต้องคอยสังเกตว่ามีมดหรือไม่

“สำหรับพื้นคอกที่เป็นดิน ผสมแกลบจะนุ่ม ทำให้หมูนอนหลับสบาย แต่หากเป็นซีเมนต์จะแข็ง เวลานอนจะเจ็บตามตัว แล้วมันจะร้องเสียงดัง แล้วอีกอย่างหมูมีความสุขที่ได้อยู่กับพื้นแบบนี้ เพราะมันได้ขุดดินเป็นหลุม ได้ออกกำลังกายตามธรรมชาติของมัน จึงเรียกกันว่า หมูหลุม” หมอดินชุมชนกล่าว

ท้ายนี้ ขอขอบพระคุณมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเป็นอย่างสูง ที่กรุณาเอื้อเฟื้อข้อมูลและรูปเพื่อประกอบการเขียนในครั้งนี้

About these ads

ให้ความเห็น »

ยังไม่มีความเห็น

RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

The Silver is the New Black Theme. บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: