ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค) ฉบับที่ 7 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน

วันที่ 10/11/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ : ในที่สุดที่ ประชุมสมาชิก “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ”(สนช.) ได้ลงมติผ่านความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค) ฉบับที่ 7 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 แล้วราย ละเอียดในการประชุมโดยสรุปมีดังนี้…..
“อรรคพล สรสุชาติ”

เห็น สมควรในการยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค) ฉบับที่ 7 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน แต่มีข้อซักถามว่าร่างที่เสนอวันนี้อ้างถึงประกาศ คปค.ฉบับที่ 7 ที่ห้ามการชุมนุมทางการเมือง เพื่อมิให้มีปัญหาทางการ เมืองระหว่างประกาศ “กฎอัยการศึก” ซึ่งประกาศดังกล่าวคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการยึดโยงกับกฎอัยการศึก
“การ ที่รัฐบาลเสนอเพื่อเปิดโอกาสให้มีการชุมนุมของพรรคการเมืองได้ โดยไม่มีโทษทางอา ญา แต่การที่กฎอัยการศึกยังมีอยู่นั้นก็ยังให้อำนาจทหารมีอำนาจสั่งห้ามชุมนุม มั่วสุม และกักตัวได้ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งไม่รู้ว่ารัฐบาลจะให้คงกฎอัยการศึกอยู่อีกนานแค่ไหน อยากให้รัฐบาลส่งสัญญาณในระ บอบประชาธิปไตยออกมาให้มากที่สุด”
เมื่อ รัฐบาลยกเลิกประกาศ คปค. ฉบับที่ 7 นี้แล้ว ผมอยากรู้ว่าสิ่งที่รัฐบาลคิดว่าจะแก้ไขปัญ หาอย่างไรกับปัญหา “คลื่นใต้น้ำ” หรือกลุ่มที่ก่อความไม่สงบเรียบร้อย อาศัยเหตุทางการเมือง หรืออา ศัยการจัดการชุมนุมกับผู้ไม่เห็นด้วยกับที่มาของการยึดอำนาจ หรือการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด
“วัลลภ ตังคณานุรักษ์”

ใน ขณะนี้ประชาชนกำลังมองว่ารัฐบาลที่ดูแลบริหารประเทศและ คมช. ดูแลความมั่นคง แต่เวลานี้ทุกปัญหาพุ่งตรงมา เมื่อรัฐบาล “ไฟเขียว” ให้มีการชุมนุมทางการเมืองได้ เป็นเรื่องดีและเป็นบรรยากาศที่ดี ต้องยอมรับว่ามีการชุมนุมมานานแล้ว แต่จะต้องให้มีการชุมนุมอย่างสร้างสรรค์ สันติวิธี
“แต่ อยากถามว่าเมื่อรัฐบาลเปิดไฟเขียวให้ชุมนุมทางการเมืองได้แล้ว เมื่อไร คมช.จะยกเลิกกฎอัยการศึกจะต้องตอบคำถาม ก็จะต้องยอมรับว่าจะมีการชุมนุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะมีการชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆภายใน 2-3 เดือน ถ้าตอบได้ก็จะทำให้สบายใจ แต่จะให้ยกเลิกกฎอัยการศึกทันทีก็ไม่เห็นด้วย แต่จะต้องค่อยๆ ผ่อนคลายออกไป”
“สมบัติ ธำรงธัญวงศ์”

ขณะ นี้ยังมีประกาศ คปค. อีกหลายฉบับ อาทิ ฉบับที่ 15 และ 27 ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่สถานการณ์ในประเทศไม่ปกติ เพราะยังมีกฎอัยการศึกอยู่ และทราบว่ารัฐ บาลอาจจะเสนอยกเลิกกฎอัยการศึกก่อนวันที่ 18 พฤศจิกายน นี้ ก่อนการเดินทางไปร่วมประชุมเอ เปก ที่ประเทศเวียดนาม
ผม อยากให้นำประกาศฉบับที่ 15 และ 27 มาพิจารณารวมกันกับการยกเลิกกฎอัยการศึก เนื่อง จากเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ หากแก้ไขได้ ก็เป็นประโยชน์กับประชาชน ส่วนที่กังวลเรื่องคลื่นใต้น้ำ หรือเกิดความไม่เรียบร้อย รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร การชุมนุมจะมีพลังและน่ากลัวเมื่อรัฐบาลกระ ทำผิด แต่ถ้ารัฐบาลไม่ได้กระทำความผิดก็ไม่จำเป็นต้องกลัว การชุมนุมจะไม่ได้รับการสนับสนุน ถ้าเป็นการชุมนุมที่ผิด
“หาก เราจะเดินหน้าปฏิรูปการเมือง แต่ยังมีกฎหมายที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องท้าทายของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลจะต้องพิสูจน์ฝีมือในการบริหารประเทศ โดยไม่ใช้กฎหมายพิเศษ จึงอยากให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตยต่างๆ จะมีผลดีมากกว่า”
“สุรินทร์ พิศสุวรรณ”

ใน สัปดาห์หน้าที่จะประชุมเอเปก ที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม ผมห่วงผลกระทบภาพพจน์ในเวทีประชุมนานาชาติ เกรงว่าความคิดจะยกเลิกกฎอัยการศึก คงจะนำเสนอให้สภานี้ อาจจะไม่ทันกัน หรือน้อยและกระชั้นชิดต่อบทบาทสถานภาพ เกียรติภูมิของนายกฯที่เป็นตัวแทนประเทศ จึงอยากให้นายกฯมาชี้แจงแนวคิดว่าคิดจริงๆ มีแนวทางและกำหนดเวลาในการดำเนินการจริงๆ ถ้าจะให้ยกเลิก
“ประพันธ์ คูณมี”

ผม ผ่านการชุมนุมทุกครั้งตั้งแต่ 14 ตุลาคม จนถึงพันธมิตร ซึ่งการชุมนุมแต่ละครั้งต้องประ กอบด้วย 1.การชุมนุมต้องมีเหตุผลอันชอบธรรมเท่านั้น 2.การชุมนุมจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน 3.การชุมนุมจะต้องเคารพสิทธิของผู้อื่น จึงขอให้รัฐบาลเสนอกฎหมายขยายผลเพิ่มเติมครอบคลุมไปถึงการคุ้มครองสิทธิใน การชุมนุมทางการเมือง เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ในต่างประเทศก็มีกฎหมายฉบับนี้ สาระสำคัญกฎหมายนี้เป็นหลักประกันไม่ให้รัฐทำร้ายประชาชนที่แสดงออกถึงสิทธิ เสรีภาพทางการเมืองและอยากให้มีการยกเลิกขยายไปถึงฉบับที่ 15 และ 27 ด้วย
“ถ้า รัฐบาลใจกว้าง ไม่ทำเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา เพื่อความโปร่งใสอยากให้รัฐบาลเสนอกฎ หมายนี้เข้ามาพร้อมกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายมาเริ่มต้นใช้ชีวิตประชาธิปไตยกันใหม่”
“พล.อ.บุญรอด สมทัศน์” รมว.กลาโหม

การ ยกเลิกกฎอัยการศึกทางรัฐบาล โดยนายกฯได้ไปปรึกษาคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) และคงจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน คาดว่าภายใน 3-4 วัน คงไม่เกินวันที่14 พฤศจิกายน นี้ จะมีคำ ตอบและขอน้อมรับข้อห่วงใยสมาชิกทุกคนและจะนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป
“มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

ปกติ พรรคการเมืองเวลาประชุมก็พูดเรื่องการเมืองกันทั้งนั้น ส่วนพรรคการเมืองไม่มั่นใจว่าการเลิกคำสั่ง คปค.ดังกล่าวสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้หรือไม่นั้น ผมคิดว่าก็ดำเนินการได้เฉพาะในส่วนที่ถูกห้ามไว้ในฉบับนี้ แต่ต้องไปดูว่าฉบับอื่นห้ามไว้หรือไม่ แต่กฎอัยการศึกยังอยู่ เพียงแต่ส่วนนี้ถูกเพิกถอนไป เหมือนเวลาประกาศกฎอัยการศึก ก็อาจจะประกาศเคอร์ฟิวก็ได้ แต่เมื่อหมดความจำเป็นก็ถอนเคอร์ฟิว ส่วนกฎอัยการศึกเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารยกเลิกเองได้
“การ ผ่อนคลายเรื่องการชุมนุม จะยิ่งทำให้กระแสคลื่นใต้น้ำน่ากลัวขึ้นหรือไม่นั้น ตรงนี้จะเป็นตัวชี้ว่ากฎอัยการศึกควรอยู่หรือไม่ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดีก็ไม่รู้จะเอาไว้ทำไม ซึ่งจะนานหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาล”

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

การเสียภาษีในการซื้อขายหุ้นให้กับนายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร

วันที่ 9/11/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ: “แนวหน้า”ขอนำ หนังสือที่น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ ซึ่งเป็นตัวแทน บริษัท แอมเพิลริชฯ ได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 หารือเรื่องการเสียภาษีในการซื้อขายหุ้นให้กับนายพานทองแท้ และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร และหนังสือจากนางเบญจา หลุยเจริญ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงการคลัง ในฐานะที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี ปฏิบัติราชการแทน อธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น เป็นผู้ตอบหนังสือหารือ (ตามหนังสือที่ กค 0706/7896 ซึ่งตอบข้อหารือดังกล่าว ลงวันที่ 21 กันยายน 2548 ตอบกลับไปว่าไม่มีภาระภาษี แต่ล่าสุด นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมสรรพากร กลับลำยืนยันว่าต้องเสียภาษี
เรื่อง การซื้อหุ้นบริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจากบริษัทผู้ขายในต่างประเทศ
เรียน อธิบดีกรมสรรพากร
ด้วย Ample Rich Investment Limited เป็น บริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคลใน British Virgins Islands ได้ซื้อหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผ่านตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 32,920,000 หุ้น ในราคาพาร์ 10 บาท เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 ในระหว่างที่ถือหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ลดราคาพาร์ลงเหลือ 1 บาท เป็นเหตุให้จำนวนหุ้นที่ Ample Rich Investment Limited ถือเพิ่มเป็น 329,200,000 หุ้น
ต่อมา Ample Rich Investment Limited หุ้นตกลงขายหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ถือทั้งหมดให้นายพานทองแท้ ในราคาพาร์ 1 บาท โดยไม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงขอหารือว่าในกรณีดังกล่าวเมื่อนายพานทองแท้ฯซื้อหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จาก Ample Rich Investment Limited มีภาระต้องชำระภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรหรือไม่
ขอแสดงความนับถือ
(นางสาวปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์)

ที่ กค 0706/7896
วันที่ 21 กันยายน 2548
เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการซื้อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากบริษัทผู้ขายในต่างประเทศ
เรียน นางสาวปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์
อ้างถึง หนังสือลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548
ตามหนังสือที่อ้างถึงแจ้งว่า บริษัท Ample Rich Investment Limited เป็นบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลใน British Virgins Islends ไม่มีสำนักงานประกอบการในประเทศไทย มีนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร เป็นกรรมการ บริษัทฯประกอบกิจการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 บริษัทฯได้ซื้อหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศไทยจำนวน 32,920,000 หุ้น ในราคาพาร์ 10 บาท ในระหว่างที่ถือหุ้นอยู่ บริษัทชินคอร์ฯได้ลดราคาพาร์ลงเหลือ 1 บาท ทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มเป็น 329,200,000 หุ้น ต่อมาบริษัทฯได้ตกลงขายหุ้นบริษัทชินคอร์ฯที่บริษัทฯถือไว้ทั้งหมดให้กับนาย พานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯในราคาพาร์ 1 บาท โดยไม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงขอทราบว่ากรณีนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ได้ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ฯ จากบริษัทฯ มีภาระต้องชำระภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ นั้น
กรมสรรพากรขอเรียนว่า 1.ตามข้อเท็จจริง การขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ฯ ในราคาหุ้นละ 1 บาท ให้กับนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ กรณีเรื่องของการซื้อขายทรัพย์สินระหว่างบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ขายกับนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ซึ่งเป็นผู้ซื้ออันเป็นเรื่องปกติในทางการค้า ส่วนราคาที่ตกลงซื้อขายกันต่ำกว่าราคาตลาด ผู้ขายและผู้ซื้อมีสิทธิตกลงกันได้ โดยผู้ซื้อต้องใช้ราคาทรัพย์สินตามที่ตกลงนั้น ตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สำหรับประเด็นภาระภาษีการซื้อขายหุ้นดังกล่าว
(1) กรณีบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ขาย ผลประโยชน์นี้ได้จากการโอนหุ้น ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินลงทุน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4)(5) แห่งประมวลรัษฎากร หากการขายหุ้นดังกล่าวต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนตามราคาตลาดในวันที่โอนหุ้นได้ ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎรกร เนื่องจากตามข้อเท็จจริง บริษัทฯเป็นบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลใน British Virgins Islends ไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย และไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศไทย ดังนั้น หากบริษัทฯมิได้เข้ามาในประเทศไทยเพื่อการขายหุ้นดังกล่าวหรือได้ขายหุ้นดัง กล่าวผ่านลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย กรณียังถือไม่ได้ว่า บริษัทฯกระทำกิจการในประเทศไทย ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 85 วรรคสอง และ มาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎรกร และเมื่อมีการจ่ายเงินค่าหุ้นดังกล่าวไปให้กับบริษัทฯ ซึ่งมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย เนื่องจากเงินได้ที่ได้รับไม่เข้าลักษณะตามเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีจึงไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
(2) กรณีนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ซึ่งเป็นผู้ซื้อ การได้ซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เป็นการซื้อทรัพย์สินในราคาถูกซึ่งเป็นเรื่องของการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขายอันเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไปของการซื้อขายตามมาตรา 453 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนต่างของราคาซื้อกับราคาตลาด จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
2.กรณีบริษัทฯได้ขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ฯ ที่บริษัทได้ถือไว้ให้กับนายพานทองแท้ฯ และนางสาวพิณทองทาฯ ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทฯ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว หุ้นที่บริษัทฯ ได้ซื้อไว้เป็นทรัพย์สินหรือสินค้าของบริษัทฯ มิใช่เป็นหุ้นของบริษัทฯ เป็นผู้ออกเอง กรณีจึงไม่เข้าลักษณะตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 28/2538 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการเสียภาษีในกรณีได้รับแจกหุ้น หรือได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดตามข้อตกลงพิเศษ
ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538
ขอแสดงความนับถือ
(นางเบญจา หลุยเจริญ)
ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

“ไทม์ เอเชีย” ได้ถวายราชสดุดียกย่องเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงเป็นหนึ่งในวีรบุรุษ หรือ “ฮีโร่” ผู้เป็นแรงบันดาลใจแห่งเอเชีย

วันที่ 8/11/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.


หมายเหตุ : “นิตยสารไทม์” ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นฉบับฉลองครบรอบ 60 ปี ของ “ไทม์ เอเชีย” ได้ถวายราชสดุดียกย่องเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงเป็นหนึ่งในวีรบุ รุษ หรือ “ฮีโร่” ผู้เป็นแรงบันดาลใจแห่งเอเชีย โดยประกาศราชสดุดีของ “ไทม์” มีเนื้อหาดังนี้…..
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ทรง เป็นหนึ่งใน “วีรบุรุษของเอเชีย” ทรงใช้หลักทศพิธราชธรรมเพื่อยุติความขัดแย้ง และทรงนำประเทศชาติให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ ไปด้วยดี

เมื่อ ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติเป็น “ยุวกษัตริย์” ของไทย ต่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นั้น สื่อหลายสำนัก รวมทั้ง “ไทม์” ได้ตั้งคำ ถามว่าพระองค์จะสามารถปกครองบ้านเมือง ท่ามกลางมรสุมทางการเมืองได้หรือไม่??

ทว่า บัดนี้ทรงพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แล้ว จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายกว่า 3,000 โครงการ ที่ได้พระราชทานเพื่อช่วยเหลือประชาชนยากจนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง เช่น ในเดือนตุ ลาคม 2516 และเดือนพฤษภาคม 2535 และแม้กระทั่งล่าสุดที่มีการยึดอำนาจเพื่อปฏิรูปการปกครอง คนไทยก็ยังเชื่อมั่นว่าคณะปฏิรูปจะคืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชน ตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

King Bhumibol Adulyadej

Over 60 years, a beloved monarch has used his moral authority to guide Thailand through many crises : By Robert Horn

As a single shot shattered the stillness of Bangkok’s Borompimarn Palace on a steamy June morning in 1946, the land some still called Siam changed forever. Twenty-year-old King Ananda was dead. The manner of his passing-by accident, suicide or murder-endures as Thailand’s deepest mystery. The pistol smoke barely had time to clear before the mantle of kingship passed to Ananda’s 18-year-old brother, Bhumibol Adulyadej. Some, including a new magazine in Asia named TIME, pondered whether the “gangling, spectacled” teenager could survive the deadly intrigues of a fabled and faraway Oriental land.

The odds were against him. All across Southeast Asia, monarchies were being extinguished-kings and princes stripped of power, driven into exile or executed. Yet young Bhumibol steadily grew in stature, not least by launching over 3,000 royal projects to help the poor. Even as a communist insurgency raged, he personally delivered relief to remote villages. Bhumibol also quietly counseled and sometimes openly cajoled governments, always urging them to put public interest first. Having sat on the throne for 60 years, he is the world’s longest-reigning monarch. His stewardship has been so masterful that in times of crisis Thais invariably turn to one man: King Bhumibol. Indeed, on two occasions-October 1973 and May 1992-with Thailand descending into chaos, the King, armed only with his moral authority, intervened to end bloodshed.

Today, a group of generals has again seized power. They have pledged to give Thailand a fairer and lasting democratic system. Once more, Thailand’s people will look to King Bhumibol, trusting him to ensure that the generals keep their promise.

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

กระทรวงกลาโหม ได้เชิญคณะผู้ช่วยทูตทหารฝ่ายต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จัสแม็กประจำประเทศไทย เข้ารับฟังการชี้แจงนโยบายและแนวทางการดำเนินการ

วันที่ 7/11/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน กระทรวงกลาโหม ได้เชิญคณะผู้ช่วยทูตทหารฝ่ายต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จัสแม็กประจำประเทศไทย เข้ารับฟังการชี้แจงนโยบายและแนวทางการดำเนินการของกระทรวงกลาโหม มีรายละเอียดดังต่อไปนี้…..

นับ ตั้งแต่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประ มุข ได้ทำการปฏิรูปการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น คณะปฏิรูปการปกครองฯสามารถดำ เนินการตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชนโดย

1.เสนอแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีภายใน 2 สัปดาห์ และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายใน 3 สัปดาห์ เพื่อบริหารประเทศภายในห้วงเวลาประมาณ 1 ปี
2.แต่ง ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) ภายใน 2 สัปดาห์ โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบการทุจริตโครงการของรัฐบาลที่แล้วจำนวน 8 โครงการ
3.เสนอแต่งตั้งสมา ชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อทำหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองกฎหมายที่เสนอโดย ครม.ภาย ใน 6 สัปดาห์ เป็นต้น

แม้ ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ ครม. และ สนช. ซึ่งได้รับพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งก็ได้มีการดำเนินการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติมาโดยต่อเนื่อง โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคงนั้น กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้ประกาศต่อ ครม. และ สนช. เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 เรื่องการรักษาความมั่นคงของรัฐ จำนวน 2 ข้อ คือ

1.ส่งเสริมการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ เอกชน สังคม และภาควิชาการเพื่อนำไปสู่การป้อง กันประเทศอย่างต่อเนื่องทั้งในยามปกติและยามสงคราม
2.การพัฒนาและเสริม สร้างศักยภาพของกองทัพให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง และการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนอื่นๆของรัฐบาล ได้แก่ 1.การสร้างความโปร่งใส 2.การสร้างความสมานฉันท์ให้กับคนในชาติ 3.การสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งอย่างสุจริตยุติธรรม และ 4.การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การ ชี้แจงวันนี้ จึงเป็นการชี้แจงนโยบาย และแนวทางการดำเนินการของกระทรวงกลาโหม ในฐานะที่ รมว.กลาโหม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งใน ครม.ชุดปัจจุบัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.พิทักษ์ รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสมพระเกียรติ ทั้งในฐานะที่พระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ และทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย รวมทั้งสนับสนุนการดำเนิน การตามพระราชประสงค์ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ คงเป็นศูนย์รวมจิตใจที่มั่นคงและยั่งยืนของประชาชนชาวไทย เช่น การสนับสนุนพระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การถวายความปลอดภัย และถวายพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ในทุกโอกาส และสถานการณ์ เป็นต้น

2.ใช้ ศักยภาพของกระทรวงกลาโหมสนับสนุนการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประ เทศเพื่อนบ้าน ประเทศในกลุ่มอาเซียนและมิตรประเทศ เพื่อลดความหวาดระแวง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างสันติภาพและความสงบสุข ที่สำคัญ คือ การนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมทั้งสนับสนุนภารกิจเพื่อสันติภาพภายใต้กรอบของสหประชาชาติ เช่น การร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน การสนับสนุนการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านตามนโยบายรัฐบาล การเยือนของผู้นำระดับสูงของกองทัพ เป็นต้น

3.พัฒนา บทบาทการผนึกกำลังกับภาครัฐ เอกชน สังคม และภาควิชาการ เพื่อการป้องกันประ เทศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในยามปกติ และนำไปสู่การระดมสรรพกำลังในยามไม่ปกติ เช่น การสนับ สนุนนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและแก้ไขปัญหายาเสพติด เป็นต้น

4.เสริม สร้างศักยภาพของกองทัพให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก และภูมิภาคพัฒนาความรู้ความสามารถของกำลังพล พัฒนายุทโธปกรณ์ให้ทันสมัย พัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อความต่อเนื่องในการรบ ปรับปรุงระบบควบคุมบังคับบัญชา โครง สร้างและการบริหารจัดการของกองทัพให้มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นคล่องตัวสูง เช่น การปรับโครงสร้างกระทรวงกลาโหม ตามแผนแม่บท พ.ศ.2550 เป็นต้น

5.สนับ สนุนกลไกการปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้การบริหารราช การแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้ความร่วมมือในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เช่น การสนับสนุนการเลือกตั้ง โดยให้กำลังพลตั้งอยู่บนฐานแห่งความเป็นกลาง เป็นต้น

6.สนับ สนุนการสร้างความสมานฉันท์ของทุกภาคส่วน โดยการสร้างจิตสำนึกให้มีอุดม การณ์ความรักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการเสริมสร้างความรู้รักสามัคคีให้เกิด ขึ้นในหมู่ประชาชน อันจะเป็นรากฐานความสงบสุขในสังคมไทยให้มั่นคงตลอดไป เช่น การปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตยในหน่วยทหาร เป็นต้น

7.เร่ง รัดการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้กลับคืนสู่สถาน การณ์ปกติโดยเร็ว พร้อมกับพัฒนาสภาพแวดล้อมให้มีความมั่นคงปลอดภัย ให้ประชาชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” สนับสนุนกลไกการแก้ ไขปัญหาของรัฐบาล ส่งเสริมการสร้างความสมานฉันท์ภายในชาติจากทุกหน่วยงานของภาครัฐ เอก ชน สังคมและภาควิชาการ ให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการพิจารณากำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาในทุก ขั้นตอนการปฏิบัติ และบูรณาการการใช้กำลังในการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับการพัฒนาเพื่อความมั่น คง

ความ คืบหน้าล่าสุดของการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ได้มีการปรับนโยบายระดับชาติและปรับการบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยในระ ดับนโยบายนั้นมีสภาความมั่นคงแห่งชาติรับผิดชอบ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯ และกองอำ นวยการรักษาความมั่นคงภายใน เป็นหน่วยงานแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ มี “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้อำนวยการฯ สั่งการและรายงานผลการปฏิบัติงานโดยตรงกับนา ยกรัฐมนตรี

สำหรับ หน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่นั้นมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นหน่วยปฏิบัติงานหลัก มีแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ ประกอบด้วย 2 หน่วยงาน ซึ่งรับ ผิดชอบความมั่นคงใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ : ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา(เทพา สะบ้าย้อย นาทวี และจะนะ)

ศูนย์ อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ซึ่งอยู่ใต้การบังคับบัญชาของ “นายพระนาย สุวรรณรัฐ” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วยหน่วยงานในลักษณะเดียวกับ ศอ.บต. ที่เคยจัดตั้งมาก่อนและเพิ่มทีมงานของกระทรวงยุติธรรม เพื่อดูแลกิจการด้านยุติธรรม ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานอย่างหนึ่งของการก่อความไม่สงบ

กอง บัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร(พตท.) ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพภาคที่ 4 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหม คือ จัดเจ้าหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 รวมทั้งสนับ สนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ปฏิบัติภารกิจใน พตท.

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบาย

วันที่ 4/11/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายบริหารราชการแผ่นดินต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยรัฐบาลวางกรอบนโยบายไว้ทั้งหมด 5 ด้าน มีรายละเอียดดังนี้…..
ตาม ที่ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้กระผมเป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2549 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2549 นั้น เพื่อให้เป็นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข ครม.จึงได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อนำเรียนท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ผู้ทรงเกียรติได้รับทราบถึงเจตนา รมณ์และนโยบายของรัฐบาล
ในประการ สำคัญในอันที่จะธำรงพิทักษ์รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และมุ่งประสงค์จะแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ และความมั่นคงของประชาชนชาวไทยทั้งมวล ครม.ขอนำนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียนให้ท่านประธาน สนช. และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้ทราบว่ารัฐบาลจะดำเนินการ ดังต่อไปนี้

1.นโยบายการปฏิรูปการเมือง

การปกครองและการบริหาร การเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็น ไปโดยราบรื่น สะท้อนความต้องการของประชาชน แต่สถานการณ์ทางการเมือง และการบริหารในช่วงเวลาที่ผ่านมาเกิดวิกฤติในศรัทธาของประชาชน ดังนั้นเพื่อแก้ไขวิกฤติทางการเมืองและการบริ หาร รัฐบาลจึงกำหนดนโยบาย ดังนี้
1.1 สนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร เพื่อการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นความสำคัญที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ในทุกระดับ
1.2 เสริมสร้างมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ ทั้งในภาคการเมืองและภาคราชการ ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ ส่งเสริมองค์กรอิสระและประชาชนในการตรวจสอบการทุจริต ประพฤติมิชอบ ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งการป้องกันการกระทำที่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนโดยการจัดทำพระราช บัญญัติ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วน รวมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ
1.3 จัดทำแผนแม่บทพัฒนาการเมืองที่เสริมสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรมทางการเมืองวัฒนธรรมและ การเรียนรู้ใหม่ทางการเมือง โดยการจัดตั้ง “สภาพัฒนาการเมือง” ให้เป็นองค์กรหลักในการจัดทำและดำเนินการให้แผนแม่บทพัฒนาการเมืองประสบความ สำเร็จ รวมทั้งทำหน้าที่ประ สาน ติดตาม กำกับการดำเนินการตามแผนแม่บทพัฒนาการเมืองให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสนองตอบเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
1.4 จัดทำแผนแม่บทการใช้ทรัพยากรสื่อสารของชาติ การใช้เครื่องมือสื่อสารของรัฐเพื่อประ โยชน์สาธารณะและประโยชน์ต่อการศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน รวมทั้งปลูกฝังความรู้ ความเข้า ใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวม ทั้งการเน้นการทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระของการปฏิรูปการเมือง
1.5 ส่งเสริมเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสารมวลชน ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสัง คม และผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ โทรทัศน์ เพื่อจัดระ บบสื่อภาครัฐ สื่อภาคเอกชนและสื่อชุมชนให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง
1.6 ส่งเสริมบทบาทขององค์กรภาคเอกชนและภาคประชาชน ให้มีบทบาทควบคู่กับองค์กรภาคราชการในการพัฒนาศักยภาพของประชาสังคมและชุมชน ท้องถิ่น เพื่อก่อให้เกิดการรวมกลุ่มที่มีความเข้มแข็งสามารถพิทักษ์ปกป้องสิทธิและผล ประโยชน์ของตนและสังคมไทย
1.7 มุ่งเน้นการบริหารทรัพยากรบุคคลและการจัดองค์กรภาครัฐ ให้สอดคล้องกับทิศทางการนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สังคมมีความเข้มแข็ง และประชาชนมีความสุขด้วยการดำรง ชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้การรับราชการมีความเป็นมืออาชีพ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถดำรงชีพอย่างพอเพียง มีมโนสุจริต ตลอดจนมีสมรรถนะขีดความสามารถในการให้บริการประชาชน ตามแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”
1.8 สนับสนุนการกระจายอำนาจอย่างต่อเนื่อง ตามครรลองระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้ท้อง ถิ่นสามารถพึ่งตนเองและปกครองตนเองได้ ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นนั้น

2.นโยบายด้านเศรษฐกิจ

รัฐบาลจะดำเนินการนโยบายเศรษฐกิจ โดยยึดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้
2.1 ภาคเศรษฐกิจฐานราก เป็นพื้นฐานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะต้องเสริมสร้างให้เกิดความเข้มแข็งตามแนวทางดังนี้
2.1.1 การเกษตรกรรม สนับสนุนให้การพัฒนาการเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่เป็นทาง เลือกสำคัญสำหรับเกษตรกรรายย่อย ในขณะที่ขยายโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และยกระดับคุณ ภาพของผลผลิตโดยอาศัยเทคโนโลยี การจัดการ และการเชื่อมโยงกับระบบตลาด
2.1.2 ผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น จะได้รับการสนับสนุนให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริ โภค ตามศักยภาพทางการตลาดในระดับต่างๆ คือ ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับการส่งออก โดยจัดระบบการบริหารจัดการโครงการแบบบูรณาการเพื่อเสริมสร้างเทคโนโลยีและ การจัดการ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านการตลาด
2.1.3 เสริมสร้างความร่วมมือ ระหว่างภาคแรงงาน ภาคเอกชน และภาครัฐ ให้ครอบคลุมถึงการพัฒนาคุณภาพและฝีมือของแรงงานในระดับต่างๆ เพื่อให้มีผลผลิตและรายได้สูงขึ้นตามมาตร ฐานฝีมือแรงงาน ตลอดจนส่งเสริมให้แรงงานทุกกลุ่มมีงานทำ มีอาชีพเสริม ได้รับการคุ้มครองและดู แลด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนมีหลักประกันความมั่นคง รวมทั้งสวัสดิการแรงงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
2.1.4 การขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวทางข้างต้น จะดำเนินการควบคู่ไปกับการดูแลผู้ที่ไม่พร้อมหรือยังไม่สามารถจะปรับตัวได้ โดยการจัดสวัสดิการสงเคราะห์และบริการทางสังคมที่จำเป็นอย่างทั่วถึง และโดยการดูแลโอกาสในการเรียนรู้ การศึกษา ตลอดจนการฝึกอาชีพสำหรับคนเหล่านี้และลูกหลาน นอกจากนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องได้รับการดูแลมิให้เกิดผลกระทบทางลบต่อทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพื่อการนี้จะปรับปรุงบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานภูมิภาค โดยปรับปรุงระบบความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาค ท้อง ถิ่น ชุมชน และภาคประชาสังคมอย่างเหมาะสม เพื่อร่วมกันรับผิดชอบ ดูแลผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนรัก ษาและดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ
2.2 ภาคเศรษฐกิจระบบตลาด รัฐบาลถือเป็นนโยบายที่จะให้กลไกการตลาดสามารถดำเนิน การได้อย่างเต็มที่ ภายใต้หลักคุณธรรมและการสร้างความเป็นธรรมในภาคเศรษฐกิจ การขจัดการดำ เนินการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล และจะอาศัยกลไกการ ตลาดเสรีเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันด้วยความเป็นธรรม ดังนี้
2.2.1 การพัฒนาอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้มีการลงทุนทั้งจากในและนอกประเทศในอุตสาห กรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 และให้ความสำคัญแก่การลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านเทคโนโลยีและการ สร้างทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศเป็นส่วนรวม
2.2.2 วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จะอาศัยความเป็นพันธมิตรระหว่างเอกชนและรัฐ ผนึกกำลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องโดยใช้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ตลอดจนการบริหารจัดการในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาด ย่อมทุกประเภท นอกจากนั้นจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ใช้ ทรัพย์สินทางปัญญา
2.2.3 การส่งออก ส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการ โดยมีภาคเอกชนเป็นกล ไกขับเคลื่อน ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจการค้าภายในประเทศ รวมทั้งสร้างเสถียรภาพของราคาสินค้าที่มีความเป็นธรรมทั้งผู้ผลิตและผู้ บริโภค
2.2.4 การท่องเที่ยว พัฒนาประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ มีมาตรฐานความปลอด ภัยและบริการระดับสากล เน้นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทยควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรม ชาติ ส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศเพื่อดึงดูดนักท่อง เที่ยวคุณภาพ 2.2.5 พลังงาน ส่งเสริมประสิทธิภาพและประหยัดการใช้พลังงาน การพัฒนา และใช้ประ โยชน์พลังงานทดแทน การสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ รวม ถึงเขตพัฒนาร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน การส่งเสริมการใช้พลังงาน สะอาดการกำหนดโครงสร้างราคาพลังงานที่เหมาะสม และการปรับโครงสร้างการบริหารกิจการพลังงานให้เหมาะสม โดยแยกงานนโยบายและการกำกับดูแลให้มีความชัดเจน รวมทั้งส่งเสริมการแข่งขันในธุรกิจพลังงานในระยะยาว และการศึกษาวิจัยพลังงานทางเลือก
2.2.6 โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญแก่การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และวางรากฐานการทำงานอย่างเป็นระบบที่ดี สร้างบุคลา กรที่มีคุณภาพ ยึดมั่น ความซื่อสัตย์ สุจริต คุณธรรม จริยธรรม เพื่อสร้างมาตรฐานการบริหารจัดการโครงการที่ดี และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่การวางแผนจนถึงการดำเนินโครงการ โดยขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่อยู่ในแผนแม่บทและมีความพร้อมทุกด้าน เน้นการลงทุนประเภทที่จะเพิ่มประสิทธิภาพระบบเครือข่ายการจัดส่งสินค้าและ พัสดุ การประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนการขนส่งและปัญหามลพิษ รวมทั้งโครงการลงทุนตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดจากอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งนี้จะจัดให้มีการจัดลำ ดับความสำคัญของการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่ชัดเจนขึ้นโดยเร็ว
2.2.7 โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา โดยที่ประเทศไทยได้มีการลงทุนจำนวนมากพอสมควรในด้านโครงสร้างพื้นฐานทาง เศรษฐกิจ แต่โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญายังอยู่ในฐานะด้อยกว่าประ เทศคู่แข่งหลายประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจะจัดทำแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาขึ้น เพื่อเร่งรัดให้มีการสร้างปัญญาในสังคม เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง และเพื่อสร้างความสามารถของประ เทศอย่างยั่งยืน ตลอดจนสนับสนุนให้ภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันสร้างนวัตกรรม
2.2.8 การจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรชีวภาพ เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้มาตรการทางเศรษฐ กิจที่ผสมผสานกับหลักการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
2.2.9 เศรษฐกิจระหว่างประเทศ จะดำเนินนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประ เทศและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศทั้งกรอบทวิภาคีและพหุภาคีที่เป็น ประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน โดยอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมของภาคประชาสังคมและให้เป็นไปตามขั้น ตอนและกระบวนการที่ถูกต้อง
2.2.10 การปรับปรุงกฎระเบียบด้านธุรกิจการค้า ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบการ ค้าให้มีความทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านการค้า สร้างความเป็นธรรมและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
2.3 ภาคเศรษฐกิจส่วนรวม
2.3.1 การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพเป็นรากฐานการเติบโตของผลิตภัณฑ์ประชาชาติที่ยั่งยืน ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญแก่เป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพควบคู่ไปกับ การวัดความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ เพื่อการนี้จะจัดทำแผนแม่บทการสร้างเสริมประ สิทธิภาพแห่งชาติ โดยเป็นแผนร่วมกับเอกชนสำหรับภาคเศรษฐกิจที่สำคัญให้เสร็จภายใน 6 เดือน
2.3.2 การออม มุ่งสนับสนุนการออมในทุก ระดับโดยใช้นโยบายการออมที่เหมาะสม และส่ง เสริมจิตสำนึกในการประหยัดเพื่อลดหนี้สินในระดับครัวเรือนและเพื่อการดำรง ชีพที่ดีในวัยสูงอายุ
2.3.3 การเงินและการคลัง ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลเพื่อให้สามารถรองรับการขยาย ตัวของเศรษฐกิจอย่างเพียงพอ และมีการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อเพิ่มขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในขณะที่จะ เสริมสร้างวินัยทางการเงินการคลังภาครัฐ โดยการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลและประหยัด

3.นโยบายสังคม

รัฐบาลมุ่งมั่นจะสร้างสังคมเข้มแข็งที่คนในชาติอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างสมานฉันท์ บนพื้น ฐานของคุณธรรม โดยมีนโยบาย ดังนี้
3.1 ส่งเสริมความรัก ความสามัคคี ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ให้เกิดความร่วมมือกันในการกอบกู้และฟื้นฟูประเทศชาติในทุกด้าน โดยการสรุปบทเรียนจากปัญหาความแตกแยกร้าวฉานและความล้มเหลวในการป้องกันและ แก้ไขปัญหาดังกล่าวในอดีต แล้วนำมาปรับความเข้าใจของประ ชาชน สร้างกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เน้นความสมานฉันท์ของคนในชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมการเผย แพร่ตัวอย่างของความร่วมมือที่ดีและมีความสุขของทุกชุมชนอย่างต่อเนื่อง
3.2 จัดทำแผนปฏิรูปสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างสมานฉันท์ บนพื้นฐานคุณธรรมร่วม กับภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคสื่อมวลชนและสถาบันศาสนา เพื่อสร้างสังคมไทยที่ไม่ทอดทิ้งกัน สังคมที่ชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมเข้มแข็ง สังคมคุณธรรม และสังคมประชาธิปไตย
3.3 เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาโดยยึดคุณธรรมนำความรู้ มุ่งมั่นที่จะขยายโอกาสทางการศึก ษาของประชาชนให้กว้างขวางและทั่วถึง โดยคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ เสริมสร้างความตระหนักในคุณค่าของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีชีวิตประชาธิปไตย พัฒนาคน โดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของ สถาบันครอบครัว ชุมชนสถาบันทางศาสนา และสถาบันการศึกษา การจัดการศึกษา จะเน้นการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่สถานศึกษาและท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน เพื่อให้การศึกษาสร้างคนและสร้างความรู้สู่สังคมคุณธรรม คุณภาพ สมรรถภาพ และประสิทธิภาพ
3.4 พัฒนาสุขภาวะของประชาชนให้ครอบคลุมทั้งมิติทางกาย จิต สังคม และปัญญา โดยการปฏิรูประบบสุขภาพเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรม และสภาพแวดล้อมที่เน้นการมีส่วนร่วม และพัฒนาระบบบริการสุขภาพทั้งยามปกติและฉุกเฉินที่สมดุลทั้งการเสริมสร้าง สุขภาพ การป้องกันโรค การบริการรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างมี คุณภาพ ทั่วถึง และเป็นธรรม และจะเสนอให้มีการออกพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ
3.5 ส่งเสริมกีฬาพื้นฐานและกีฬามวลชน เพื่อให้ประชาชนทุกระดับมีโอกาสได้เล่นกีฬาและออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริม สุขภาพและสมรรถภาพที่ดี มุ่งเน้นการปลูกฝังความมีน้ำใจนักกีฬาให้เป็นค่านิยม เกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติ สนับสนุนกีฬาเพื่อความเป็นเลิศและอาชีพไปสู่มาตร ฐานในระดับสากล
3.6 สร้างความเข้มแข็งของทุกชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม ให้จัดการตนเองเกี่ยวกับความเป็นอยู่ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การปกครอง และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนสิทธิชุมชน โดยส่งเสริมบทบาทของครอบครัว ชุมชนองค์กรอาสาสมัคร ภาคธุรกิจ สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหา สังคม ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การดูแลเด็กและเยาวชน คนพิการ คนสูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส การสนับสนุนสิทธิสตรี ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
3.7 ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วน ร่วมในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีสัน ติสุขอย่างยั่งยืน บนฐานของวัฒนธรรมไทย และใช้สื่อทุกรูปแบบในการสร้างสรรค์สังคม รักษาสืบทอดศิลปวัฒนธรรมของชาติ และความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเชิดชูคุณค่าและจิตวิญ ญาณของความเป็นไทย ตลอดจนสร้างความสามัคคี เอื้ออาทร สมานฉันท์ของสังคมและประเทศชาติ
3.8 ปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรมโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ปรับปรุงระบบการสืบสวนสอบสวน การกลั่นกรองคดีและการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดี การควบคุมและฟื้นฟูผู้กระทำผิด คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มีการสร้างทางเลือกในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ รวมทั้งให้ชุมชนมีบทบาทในการประนีประนอมข้อพิพาท และป้องกัน เฝ้าระ วังอาชญากรรมเพื่อลดปริมาณคดี ความสูญเสียจากอาชญากรรมและความขัดแย้งของสังคม
3.9 ส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพของหน่วยงาน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม โดยนำระบบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ที่มีมาตรฐานของเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาศักย ภาพของหน่วยงานและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม

4.นโยบายการต่างประเทศ

รัฐบาลมุ่งมั่นในการส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติเสริมสร้างความเข้าใจ และความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศ โดยการดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรกับนานาประเทศ และสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศบนพื้นฐานของคุณธรรม ความโปร่งใส ค่านิยม ประชาธิปไตย และการเคา รพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎบัตร สหประชาชาติและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษย ชน รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายดังนี้
4.1 ดำเนินบทบาทเชิงรุกในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อสนับสนุนความปรองดอง และความมั่นคงในชาติ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในภาคใต้…..4.2 ส่งเสริมให้เกิดมิตรภาพและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และในระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาคและระหว่างภูมิภาค เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
4.3 เสริมสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งจัดตั้งประชาคมอาเซียน…..4.4 ดำเนินบทบาทสร้างสรรค์ในกรอบสหประชาชาติและกรอบพหุภาคีอื่นๆ เพื่อส่งเสริมสัน ติภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนา อย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาข้ามชาติ และการสาธารณสุข…..4.5 คุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทยในต่าง ประเทศ และเสริมสร้างบทบาทของชุม ชนไทยในต่างประเทศ

5.นโยบายการรักษาความมั่นคงของรัฐ

สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้การรักษาความมั่นคงของรัฐเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปัญหาวิกฤติการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น สามารถแพร่กระจายความรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว จนอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความสงบสุขของประชาชนโดยรวมรัฐบาลจึงมีนโยบายดังนี้
5.1 ส่งเสริมการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐภาคเอกชน ภาคสังคมและวิชาการ เพื่อการป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่องในยามปกติ และนำไปสู่การระดมสรรพกำลังเพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพให้เพียงพอ และทันเวลาในยามไม่ปกติ ทั้งนี้ในยามปกติรัฐบาลจะเสริมสร้างและใช้ศักยภาพของกองทัพสนับสนุนการพัฒนา พลังอำนาจของชาติทุกด้าน
เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงและมั่งคั่งภายใต้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความสมาน ฉันท์สามารถป้องกัน บรรเทา และแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติ ได้แก่ ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และปัญหาภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ผู้ประสบภัยพิบัติการก่อการร้าย รวมทั้งอาชญา กรรมภายในประเทศและที่มีลักษณะข้ามชาติประเภทต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงยาเสพติด ผู้หลบหนีเข้าเมือง แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การค้าสิ่งของผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และการกระทำอันเป็นโจรสลัด
5.2 พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพ แวดล้อมด้านความมั่นคง มีขีดความสามารถในการป้องกัน ป้องปราม และรักษาผลประโยชน์ของชาติ สามารถยุติความขัดแย้งได้รวดเร็ว มีระบบการข่าวที่มีประสิทธิภาพ มีขีดความสามารถด้านวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหาร รวมทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อการพึ่งตนเองทางทหาร และนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถเพื่อความต่อเนื่องในการรบ มีระบบกำลังสำรอง ระบบการระ ดมสรรพกำลัง และระบบส่งกำลังบำรุงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ภัยคุกคาม
นอกจากนี้ จะสนับสนุนการสร้างความร่วมมือด้านต่างประเทศและด้านความมั่นคงกับประ เทศเพื่อนบ้าน ประเทศในกลุ่มอาเซียน และมิตร ประเทศ เพื่อลดความหวาดระแวง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจสร้างสันติภาพและความสงบสุข รวมทั้งสนับสนุนภารกิจเพื่อสันติภาพ และปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมภายใต้กรอบของสหประชาชาติและผลประโยชน์ของ ประเทศเป็นหลัก
การกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ตามที่ได้กล่าวมานี้ กระผมขอให้ความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มกำลังความสามารถ ให้ลุล่วงภายในเว ลาอันจำกัด โดยยึดมั่นและรักษาคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้ถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่เข้ารับหน้าที่ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่แท้จริง

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

“พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน

วันที่ 4/11/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายบริหารราชการแผ่นดินต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยรัฐบาลวางกรอบนโยบายไว้ทั้งหมด 5 ด้าน มีรายละเอียดดังนี้…..
ตามที่ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้กระผมเป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2549 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2549 นั้น เพื่อให้เป็นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข ครม.จึงได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อนำเรียนท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ผู้ทรงเกียรติได้รับทราบถึงเจตนา รมณ์และนโยบายของรัฐบาล
ในประการสำคัญในอันที่จะธำรงพิทักษ์รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และมุ่งประสงค์จะแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ และความมั่นคงของประชาชนชาวไทยทั้งมวล ครม.ขอนำนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียนให้ท่านประธาน สนช. และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้ทราบว่ารัฐบาลจะดำเนินการ ดังต่อไปนี้
1.นโยบายการปฏิรูปการเมือง

การปกครองและการบริหาร การเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็น ไปโดยราบรื่น สะท้อนความต้องการของประชาชน แต่สถานการณ์ทางการเมือง และการบริหารในช่วงเวลาที่ผ่านมาเกิดวิกฤติในศรัทธาของประชาชน ดังนั้นเพื่อแก้ไขวิกฤติทางการเมืองและการบริ หาร รัฐบาลจึงกำหนดนโยบาย ดังนี้
1.1 สนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร เพื่อการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นความสำคัญที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ในทุกระดับ
1.2 เสริมสร้างมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ ทั้งในภาคการเมืองและภาคราชการ ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ ส่งเสริมองค์กรอิสระและประชาชนในการตรวจสอบการทุจริต ประพฤติมิชอบ ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งการป้องกันการกระทำที่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนโดยการจัดทำพระราช บัญญัติ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วน รวมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ
1.3 จัดทำแผนแม่บทพัฒนาการเมืองที่เสริมสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรมทางการเมืองวัฒนธรรมและ การเรียนรู้ใหม่ทางการเมือง โดยการจัดตั้ง “สภาพัฒนาการเมือง” ให้เป็นองค์กรหลักในการจัดทำและดำเนินการให้แผนแม่บทพัฒนาการเมืองประสบความ สำเร็จ รวมทั้งทำหน้าที่ประ สาน ติดตาม กำกับการดำเนินการตามแผนแม่บทพัฒนาการเมืองให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสนองตอบเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
1.4 จัดทำแผนแม่บทการใช้ทรัพยากรสื่อสารของชาติ การใช้เครื่องมือสื่อสารของรัฐเพื่อประ โยชน์สาธารณะและประโยชน์ต่อการศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน รวมทั้งปลูกฝังความรู้ ความเข้า ใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวม ทั้งการเน้นการทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระของการปฏิรูปการเมือง
1.5 ส่งเสริมเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสารมวลชน ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสัง คม และผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุ โทรทัศน์ เพื่อจัดระ บบสื่อภาครัฐ สื่อภาคเอกชนและสื่อชุมชนให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง
1.6 ส่งเสริมบทบาทขององค์กรภาคเอกชนและภาคประชาชน ให้มีบทบาทควบคู่กับองค์กรภาคราชการในการพัฒนาศักยภาพของประชาสังคมและชุมชน ท้องถิ่น เพื่อก่อให้เกิดการรวมกลุ่มที่มีความเข้มแข็งสามารถพิทักษ์ปกป้องสิทธิและผล ประโยชน์ของตนและสังคมไทย
1.7 มุ่งเน้นการบริหารทรัพยากรบุคคลและการจัดองค์กรภาครัฐ ให้สอดคล้องกับทิศทางการนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สังคมมีความเข้มแข็ง และประชาชนมีความสุขด้วยการดำรง ชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้การรับราชการมีความเป็นมืออาชีพ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถดำรงชีพอย่างพอเพียง มีมโนสุจริต ตลอดจนมีสมรรถนะขีดความสามารถในการให้บริการประชาชน ตามแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”
1.8 สนับสนุนการกระจายอำนาจอย่างต่อเนื่อง ตามครรลองระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้ท้อง ถิ่นสามารถพึ่งตนเองและปกครองตนเองได้ ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นนั้น
2.นโยบายด้านเศรษฐกิจ

รัฐบาลจะดำเนินการนโยบายเศรษฐกิจ โดยยึดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้
2.1 ภาคเศรษฐกิจฐานราก เป็นพื้นฐานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะต้องเสริมสร้างให้เกิดความเข้มแข็งตามแนวทางดังนี้
2.1.1 การเกษตรกรรม สนับสนุนให้การพัฒนาการเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่เป็นทาง เลือกสำคัญสำหรับเกษตรกรรายย่อย ในขณะที่ขยายโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และยกระดับคุณ ภาพของผลผลิตโดยอาศัยเทคโนโลยี การจัดการ และการเชื่อมโยงกับระบบตลาด
2.1.2 ผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น จะได้รับการสนับสนุนให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริ โภค ตามศักยภาพทางการตลาดในระดับต่างๆ คือ ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับการส่งออก โดยจัดระบบการบริหารจัดการโครงการแบบบูรณาการเพื่อเสริมสร้างเทคโนโลยีและ การจัดการ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านการตลาด
2.1.3 เสริมสร้างความร่วมมือ ระหว่างภาคแรงงาน ภาคเอกชน และภาครัฐ ให้ครอบคลุมถึงการพัฒนาคุณภาพและฝีมือของแรงงานในระดับต่างๆ เพื่อให้มีผลผลิตและรายได้สูงขึ้นตามมาตร ฐานฝีมือแรงงาน ตลอดจนส่งเสริมให้แรงงานทุกกลุ่มมีงานทำ มีอาชีพเสริม ได้รับการคุ้มครองและดู แลด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนมีหลักประกันความมั่นคง รวมทั้งสวัสดิการแรงงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
2.1.4 การขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวทางข้างต้น จะดำเนินการควบคู่ไปกับการดูแลผู้ที่ไม่พร้อมหรือยังไม่สามารถจะปรับตัวได้ โดยการจัดสวัสดิการสงเคราะห์และบริการทางสังคมที่จำเป็นอย่างทั่วถึง และโดยการดูแลโอกาสในการเรียนรู้ การศึกษา ตลอดจนการฝึกอาชีพสำหรับคนเหล่านี้และลูกหลาน นอกจากนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องได้รับการดูแลมิให้เกิดผลกระทบทางลบต่อทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพื่อการนี้จะปรับปรุงบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานภูมิภาค โดยปรับปรุงระบบความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาค ท้อง ถิ่น ชุมชน และภาคประชาสังคมอย่างเหมาะสม เพื่อร่วมกันรับผิดชอบ ดูแลผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนรัก ษาและดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ
2.2 ภาคเศรษฐกิจระบบตลาด รัฐบาลถือเป็นนโยบายที่จะให้กลไกการตลาดสามารถดำเนิน การได้อย่างเต็มที่ ภายใต้หลักคุณธรรมและการสร้างความเป็นธรรมในภาคเศรษฐกิจ การขจัดการดำ เนินการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคล และจะอาศัยกลไกการ ตลาดเสรีเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันด้วยความเป็นธรรม ดังนี้
2.2.1 การพัฒนาอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้มีการลงทุนทั้งจากในและนอกประเทศในอุตสาห กรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 และให้ความสำคัญแก่การลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านเทคโนโลยีและการ สร้างทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศเป็นส่วนรวม
2.2.2 วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จะอาศัยความเป็นพันธมิตรระหว่างเอกชนและรัฐ ผนึกกำลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องโดยใช้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ตลอดจนการบริหารจัดการในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาด ย่อมทุกประเภท นอกจากนั้นจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ใช้ ทรัพย์สินทางปัญญา
2.2.3 การส่งออก ส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการ โดยมีภาคเอกชนเป็นกล ไกขับเคลื่อน ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจการค้าภายในประเทศ รวมทั้งสร้างเสถียรภาพของราคาสินค้าที่มีความเป็นธรรมทั้งผู้ผลิตและผู้ บริโภค
2.2.4 การท่องเที่ยว พัฒนาประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ มีมาตรฐานความปลอด ภัยและบริการระดับสากล เน้นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทยควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรม ชาติ ส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศเพื่อดึงดูดนักท่อง เที่ยวคุณภาพ 2.2.5 พลังงาน ส่งเสริมประสิทธิภาพและประหยัดการใช้พลังงาน การพัฒนา และใช้ประ โยชน์พลังงานทดแทน การสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ รวม ถึงเขตพัฒนาร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน การส่งเสริมการใช้พลังงาน สะอาดการกำหนดโครงสร้างราคาพลังงานที่เหมาะสม และการปรับโครงสร้างการบริหารกิจการพลังงานให้เหมาะสม โดยแยกงานนโยบายและการกำกับดูแลให้มีความชัดเจน รวมทั้งส่งเสริมการแข่งขันในธุรกิจพลังงานในระยะยาว และการศึกษาวิจัยพลังงานทางเลือก
2.2.6 โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญแก่การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และวางรากฐานการทำงานอย่างเป็นระบบที่ดี สร้างบุคลา กรที่มีคุณภาพ ยึดมั่น ความซื่อสัตย์ สุจริต คุณธรรม จริยธรรม เพื่อสร้างมาตรฐานการบริหารจัดการโครงการที่ดี และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่การวางแผนจนถึงการดำเนินโครงการ โดยขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่อยู่ในแผนแม่บทและมีความพร้อมทุกด้าน เน้นการลงทุนประเภทที่จะเพิ่มประสิทธิภาพระบบเครือข่ายการจัดส่งสินค้าและ พัสดุ การประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนการขนส่งและปัญหามลพิษ รวมทั้งโครงการลงทุนตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดจากอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งนี้จะจัดให้มีการจัดลำ ดับความสำคัญของการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่ชัดเจนขึ้นโดยเร็ว
2.2.7 โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา โดยที่ประเทศไทยได้มีการลงทุนจำนวนมากพอสมควรในด้านโครงสร้างพื้นฐานทาง เศรษฐกิจ แต่โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญายังอยู่ในฐานะด้อยกว่าประ เทศคู่แข่งหลายประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจะจัดทำแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาขึ้น เพื่อเร่งรัดให้มีการสร้างปัญญาในสังคม เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง และเพื่อสร้างความสามารถของประ เทศอย่างยั่งยืน ตลอดจนสนับสนุนให้ภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันสร้างนวัตกรรม
2.2.8 การจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรชีวภาพ เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้มาตรการทางเศรษฐ กิจที่ผสมผสานกับหลักการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
2.2.9 เศรษฐกิจระหว่างประเทศ จะดำเนินนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประ เทศและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศทั้งกรอบทวิภาคีและพหุภาคีที่เป็น ประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน โดยอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมของภาคประชาสังคมและให้เป็นไปตามขั้น ตอนและกระบวนการที่ถูกต้อง
2.2.10 การปรับปรุงกฎระเบียบด้านธุรกิจการค้า ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบการ ค้าให้มีความทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านการค้า สร้างความเป็นธรรมและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
2.3 ภาคเศรษฐกิจส่วนรวม
2.3.1 การสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพเป็นรากฐานการเติบโตของผลิตภัณฑ์ประชาชาติที่ยั่งยืน ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญแก่เป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพควบคู่ไปกับ การวัดความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ เพื่อการนี้จะจัดทำแผนแม่บทการสร้างเสริมประ สิทธิภาพแห่งชาติ โดยเป็นแผนร่วมกับเอกชนสำหรับภาคเศรษฐกิจที่สำคัญให้เสร็จภายใน 6 เดือน
2.3.2 การออม มุ่งสนับสนุนการออมในทุก ระดับโดยใช้นโยบายการออมที่เหมาะสม และส่ง เสริมจิตสำนึกในการประหยัดเพื่อลดหนี้สินในระดับครัวเรือนและเพื่อการดำรง ชีพที่ดีในวัยสูงอายุ
2.3.3 การเงินและการคลัง ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลเพื่อให้สามารถรองรับการขยาย ตัวของเศรษฐกิจอย่างเพียงพอ และมีการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อเพิ่มขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในขณะที่จะ เสริมสร้างวินัยทางการเงินการคลังภาครัฐ โดยการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลและประหยัด
3.นโยบายสังคม

รัฐบาลมุ่งมั่นจะสร้างสังคมเข้มแข็งที่คนในชาติอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างสมานฉันท์ บนพื้น ฐานของคุณธรรม โดยมีนโยบาย ดังนี้
3.1 ส่งเสริมความรัก ความสามัคคี ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ให้เกิดความร่วมมือกันในการกอบกู้และฟื้นฟูประเทศชาติในทุกด้าน โดยการสรุปบทเรียนจากปัญหาความแตกแยกร้าวฉานและความล้มเหลวในการป้องกันและ แก้ไขปัญหาดังกล่าวในอดีต แล้วนำมาปรับความเข้าใจของประ ชาชน สร้างกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เน้นความสมานฉันท์ของคนในชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมการเผย แพร่ตัวอย่างของความร่วมมือที่ดีและมีความสุขของทุกชุมชนอย่างต่อเนื่อง
3.2 จัดทำแผนปฏิรูปสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างสมานฉันท์ บนพื้นฐานคุณธรรมร่วม กับภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคสื่อมวลชนและสถาบันศาสนา เพื่อสร้างสังคมไทยที่ไม่ทอดทิ้งกัน สังคมที่ชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมเข้มแข็ง สังคมคุณธรรม และสังคมประชาธิปไตย
3.3 เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาโดยยึดคุณธรรมนำความรู้ มุ่งมั่นที่จะขยายโอกาสทางการศึก ษาของประชาชนให้กว้างขวางและทั่วถึง โดยคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ เสริมสร้างความตระหนักในคุณค่าของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีชีวิตประชาธิปไตย พัฒนาคน โดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของ สถาบันครอบครัว ชุมชนสถาบันทางศาสนา และสถาบันการศึกษา การจัดการศึกษา จะเน้นการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่สถานศึกษาและท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน เพื่อให้การศึกษาสร้างคนและสร้างความรู้สู่สังคมคุณธรรม คุณภาพ สมรรถภาพ และประสิทธิภาพ
3.4 พัฒนาสุขภาวะของประชาชนให้ครอบคลุมทั้งมิติทางกาย จิต สังคม และปัญญา โดยการปฏิรูประบบสุขภาพเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรม และสภาพแวดล้อมที่เน้นการมีส่วนร่วม และพัฒนาระบบบริการสุขภาพทั้งยามปกติและฉุกเฉินที่สมดุลทั้งการเสริมสร้าง สุขภาพ การป้องกันโรค การบริการรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างมี คุณภาพ ทั่วถึง และเป็นธรรม และจะเสนอให้มีการออกพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ
3.5 ส่งเสริมกีฬาพื้นฐานและกีฬามวลชน เพื่อให้ประชาชนทุกระดับมีโอกาสได้เล่นกีฬาและออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริม สุขภาพและสมรรถภาพที่ดี มุ่งเน้นการปลูกฝังความมีน้ำใจนักกีฬาให้เป็นค่านิยม เกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติ สนับสนุนกีฬาเพื่อความเป็นเลิศและอาชีพไปสู่มาตร ฐานในระดับสากล
3.6 สร้างความเข้มแข็งของทุกชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคม ให้จัดการตนเองเกี่ยวกับความเป็นอยู่ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การปกครอง และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนสิทธิชุมชน โดยส่งเสริมบทบาทของครอบครัว ชุมชนองค์กรอาสาสมัคร ภาคธุรกิจ สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหา สังคม ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การดูแลเด็กและเยาวชน คนพิการ คนสูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส การสนับสนุนสิทธิสตรี ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
3.7 ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วน ร่วมในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีสัน ติสุขอย่างยั่งยืน บนฐานของวัฒนธรรมไทย และใช้สื่อทุกรูปแบบในการสร้างสรรค์สังคม รักษาสืบทอดศิลปวัฒนธรรมของชาติ และความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเชิดชูคุณค่าและจิตวิญ ญาณของความเป็นไทย ตลอดจนสร้างความสามัคคี เอื้ออาทร สมานฉันท์ของสังคมและประเทศชาติ
3.8 ปฏิรูประบบกระบวนการยุติธรรมโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ปรับปรุงระบบการสืบสวนสอบสวน การกลั่นกรองคดีและการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดี การควบคุมและฟื้นฟูผู้กระทำผิด คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มีการสร้างทางเลือกในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ รวมทั้งให้ชุมชนมีบทบาทในการประนีประนอมข้อพิพาท และป้องกัน เฝ้าระ วังอาชญากรรมเพื่อลดปริมาณคดี ความสูญเสียจากอาชญากรรมและความขัดแย้งของสังคม
3.9 ส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพของหน่วยงาน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม โดยนำระบบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ที่มีมาตรฐานของเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาศักย ภาพของหน่วยงานและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม
4.นโยบายการต่างประเทศ

รัฐบาลมุ่งมั่นในการส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติเสริมสร้างความเข้าใจ และความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศ โดยการดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรกับนานาประเทศ และสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศบนพื้นฐานของคุณธรรม ความโปร่งใส ค่านิยม ประชาธิปไตย และการเคา รพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎบัตร สหประชาชาติและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษย ชน รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายดังนี้
4.1 ดำเนินบทบาทเชิงรุกในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อสนับสนุนความปรองดอง และความมั่นคงในชาติ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในภาคใต้…..4.2 ส่งเสริมให้เกิดมิตรภาพและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และในระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาคและระหว่างภูมิภาค เพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
4.3 เสริมสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งจัดตั้งประชาคมอาเซียน…..4.4 ดำเนินบทบาทสร้างสรรค์ในกรอบสหประชาชาติและกรอบพหุภาคีอื่นๆ เพื่อส่งเสริมสัน ติภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนา อย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาข้ามชาติ และการสาธารณสุข…..4.5 คุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทยในต่าง ประเทศ และเสริมสร้างบทบาทของชุม ชนไทยในต่างประเทศ
5.นโยบายการรักษาความมั่นคงของรัฐ

สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้การรักษาความมั่นคงของรัฐเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากปัญหาวิกฤติการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น สามารถแพร่กระจายความรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว จนอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความสงบสุขของประชาชนโดยรวมรัฐบาลจึงมีนโยบายดังนี้
5.1 ส่งเสริมการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐภาคเอกชน ภาคสังคมและวิชาการ เพื่อการป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่องในยามปกติ และนำไปสู่การระดมสรรพกำลังเพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพให้เพียงพอ และทันเวลาในยามไม่ปกติ ทั้งนี้ในยามปกติรัฐบาลจะเสริมสร้างและใช้ศักยภาพของกองทัพสนับสนุนการพัฒนา พลังอำนาจของชาติทุกด้าน
เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงและมั่งคั่งภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความสมาน ฉันท์สามารถป้องกัน บรรเทา และแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติ ได้แก่ ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และปัญหาภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ผู้ประสบภัยพิบัติการก่อการร้าย รวมทั้งอาชญา กรรมภายในประเทศและที่มีลักษณะข้ามชาติประเภทต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงยาเสพติด ผู้หลบหนีเข้าเมือง แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การค้าสิ่งของผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ และการกระทำอันเป็นโจรสลัด
5.2 พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพ แวดล้อมด้านความมั่นคง มีขีดความสามารถในการป้องกัน ป้องปราม และรักษาผลประโยชน์ของชาติ สามารถยุติความขัดแย้งได้รวดเร็ว มีระบบการข่าวที่มีประสิทธิภาพ มีขีดความสามารถด้านวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหาร รวมทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อการพึ่งตนเองทางทหาร และนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถเพื่อความต่อเนื่องในการรบ มีระบบกำลังสำรอง ระบบการระ ดมสรรพกำลัง และระบบส่งกำลังบำรุงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ภัยคุกคาม
นอกจากนี้ จะสนับสนุนการสร้างความร่วมมือด้านต่างประเทศและด้านความมั่นคงกับประ เทศเพื่อนบ้าน ประเทศในกลุ่มอาเซียน และมิตร ประเทศ เพื่อลดความหวาดระแวง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจสร้างสันติภาพและความสงบสุข รวมทั้งสนับสนุนภารกิจเพื่อสันติภาพ และปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมภายใต้กรอบของสหประชาชาติและผลประโยชน์ของ ประเทศเป็นหลัก
การกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีตามที่ได้กล่าวมานี้ กระผมขอให้ความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มกำลังความสามารถ ให้ลุล่วงภายในเว ลาอันจำกัด โดยยึดมั่นและรักษาคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้ถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่เข้ารับหน้าที่ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่แท้จริง

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

กระผมเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ศกนี้ และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม

วันที่ 3/11/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.


ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพ ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้กระผมเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ศกนี้ และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นั้น เพื่อให้เป็นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข คณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อนำเรียนท่านสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้รับทราบถึงเจตนารมณ์ และนโยบายของรัฐบาล ในอันที่จะธำรงพิทักษ์รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และแก้ไขปัญหาของประเทศ เพื่อนำไปสู่เสถียรภาพและประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทั้งมวล ดังนี้

รัฐบาล จะปฏิรูปการเมือง การปกครอง และการบริหาร โดยการสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวร เพื่อการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นความสำคัญที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ทุกระดับ

ประการที่ 2 เสริมสร้างมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ ทั้งในภาคการเมืองและภาคราชการ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ส่งเสริมองค์กรอิสระและประชาชนในการตรวจสอบการทุจริต ประพฤติมิชอบ ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งการป้องกันการกระทำที่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน โดยการจัดทำพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผล ประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

3. จัด ทำแผนแม่บทพัฒนาการเมืองที่เสริมสร้างระบบคุณธรรม จริยธรรมทางการเมือง วัฒนธรรม และการเรียนรู้ใหม่ทางการเมือง โดยการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมือง ให้เป็นองค์กรหลักในการดำเนินการ

4. จัด ทำแผนแม่บทการใช้ทรัพยากรสื่อสารของชาติ การใช้เครื่องมือสื่อสารของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ต่อการศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน การปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งการเน้นการทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระของการปฏิรูปการเมือง

5. ส่ง เสริมเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสารมวลชน ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม และผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ เพื่อจัดระบบสื่อภาครัฐ สื่อภาคเอกชน และสื่อชุมชน ให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง

6. ส่ง เสริมบทบาทขององค์กรภาคเอกชน และภาคประชาชน ให้มีบทบาทควบคู่ไปกับองค์กรภาคราชการในการพัฒนาศักยภาพของประชาสังคมและ ชุมชนท้องถิ่น เพื่อก่อให้เกิดการรวมกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง สามารถพิทักษ์ ปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนและสังคมไทย

7. มุ่ง เน้นการบริหารทรัพยากรบุคคลและการจัดองค์กรภาครัฐ ให้สอดคล้องกับทิศทางการนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สังคมมีความเข้มแข็ง และประชาชนมีความสุขด้วยการดำรงชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้การรับราชการมีความเป็นมืออาชีพ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถดำรงชีพอย่างพอเพียง มีมโนสุจริต ตลอดจนมีสมรรถนะ ขีดความสามารถในการให้บริการประชาชน ตามแนวทางพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา

8. สนับ สนุนการกระจายอำนาจอย่างต่อเนื่อง ตามครรลองระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองและปกครองตนเองได้ ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นนั้น

ประการที่ 2 รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้กรอบความยั่งยืนและความพอดี ดังนี้

1. ภาคเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย

-จะ สนับสนุนให้การพัฒนาการเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับ เกษตรกรรายย่อย ในขณะที่ขยายโอกาสการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และยกระดับคุณภาพของผลผลิต โดยอาศัยเทคโนโลยี การจัดการ และการเชื่อมโยงกับระบบตลาด

- สนับ สนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่นให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ตามศักยภาพทางการตลาดในระดับต่างๆ โดยจัดระบบการบริหารจัดการโครงการในรูปแบบของการบูรณาการ เพื่อเสริมสร้างเทคโนโลยีและการจัดการ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านการตลาด

- เสริม สร้างความร่วมมือระหว่างภาคแรงงาน ภาคเอกชน และภาครัฐ ให้ครอบคลุมถึงการพัฒนาคุณภาพและฝีมือของแรงงานในระดับต่างๆ เพื่อให้สามารถมีผลผลิตและรายได้สูงขึ้น ตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ตลอดจนส่งเสริมให้แรงงานทุกกลุ่มมีงานทำ มีอาชีพเสริม ได้รับการคุ้มครอง และดูแลด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนมีหลักประกันความมั่นคง รวมทั้งสวัสดิการแรงงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ดูแลผู้ที่ไม่พร้อมหรือยังไม่สามารถจะปรับตัวได้ โดยการจัดสวัสดิการสงเคราะห์ และบริการทางสังคมที่จำเป็นอย่างทั่วถึง ดูแลโอกาสในการเรียนรู้ การศึกษา ตลอดจนการฝึกอาชีพสำหรับคนเหล่านี้และลูกหลาน

- การ เติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องได้รับการดูแล ไม่ให้เกิดผลกระทบทางลบต่อทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการนี้ จะปรับปรุงบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานภูมิภาค โดยปรับปรุงระบบความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน และภาคประชาสังคมอย่างเหมาะสม เพื่อร่วมกันรับผิดชอบดูแลผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนรักษาและดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ

2. ภาคเศรษฐกิจระบบตลาด รัฐบาลจะดำเนินการ ดังนี้

- การ พัฒนาอุตสาหกรรม ส่งเสริมให้มีการลงทุน ทั้งจากในและนอกประเทศในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง และให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านเทคโนโลยี และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ อาศัยความเป็นพันธมิตรระหว่างเอกชนและรัฐ ผนึกกำลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการบริหารจัดการในการสร้างความเข้มแข็ง ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา

- ส่ง เสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการ โดยมีภาคเอกชนเป็นกลไกขับเคลื่อน ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจการค้าภายในประเทศ รวมทั้งสร้างเสถียรภาพของราคาสินค้าที่มีความเป็นธรรม ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

- พัฒนา ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ มีมาตรฐานความปลอดภัยและบริการระดับสากล เน้นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทย ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวเชิงรุก ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

- ส่ง เสริมประสิทธิภาพและประหยัดการใช้พลังงาน การพัฒนาและใช้ประโยชน์พลังงานทดแทน การสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงาน ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ รวมถึงเขตพัฒนาร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด กำหนดโครงสร้างราคาพลังงานที่เหมาะสม และปรับโครงสร้างการบริหารกิจการพลังงานให้เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมการแข่งขันธุรกิจพลังงานในระยะยาว และการศึกษาวิจัยพลังงานทางเลือก

- ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และวางรากฐานการทำงานอย่างเป็นระบบที่ดี

- สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริต คุณธรรม จริยธรรม เพื่อสร้างมาตรฐานการบริหารจัดการโครงการที่ดี

- และ สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งแต่การวางแผน จนถึงการดำเนินโครงการ โดยขับเคลื่อนโครงการการลงทุนขนาดใหญ่ที่อยู่ในแผนแม่บท และมีความพร้อมทุกด้าน เน้นการลงทุนประเภทที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ระบบเครือข่ายการจัดการ ส่งสินค้าและพัสดุ การประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนการขนส่ง และปัญหามลพิษ รวมทั้งโครงการการลงทุน ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดจากอุทกภัย และภัยแล้ง ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งนี้ จะจัดให้มีการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่ชัดเจนขึ้นโดย เร็ว

- โครง สร้างพื้นฐานทางปัญญา โดยที่ราชอาณาจักรไทยได้มีการลงทุนจำนวนมากในด้านโครงสร้างพื้นฐานทาง เศรษฐกิจ แต่โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญายังอยู่ในฐานะด้อยกว่าหลายประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจะจัดทำแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาขึ้น เพื่อเร่งรัดให้มีการสร้างปัญญาในสังคม เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง และสร้างความสามารถของประเทศอย่างยั่งยืน

- สร้าง ความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากทรัพยากร ธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรชีวภาพ เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้มาตรการทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานกับหลักการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม และเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

- การ ดำเนินนโยบายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ทั้งกรอบทวิภาคี และพหุภาคี ที่เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน โดยอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมของภาคประชาสังคม

- ปรับ ปรุง แก้ไขกฎหมาย และกฎระเบียบการค้า ให้มีความทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านการค้า สร้างความเป็นธรรม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

- ใน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจส่วนรวม รัฐบาลให้ความสำคัญแก่เป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการวัดความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ โดยจะจัดทำแผนแม่บทการสร้างเสริมประสิทธิภาพแห่งชาติ เป็นแผนร่วมกับเอกชน สำหรับภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน

- มุ่ง สนับสนุนการออมในทุกระดับ โดยใช้นโยบายการออมที่เหมาะสม และส่งเสริมจิตสำนึกในการประหยัด เพื่อลดหนี้สินในระดับครัวเรือน และเพื่อการดำรงชีพที่ดีในวัยสูงอายุ

- ดำเนิน นโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อให้สามารถรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างพอเพียง และมีการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ พร้อมๆ กับจะเสริมสร้างวินัยทางการเงิน การคลัง ภาครัฐ โดยการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลและประหยัด

3. ด้านนโยบายสังคม รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะดำเนินการ ดังนี้

- ส่ง เสริมความรัก ความสามัคคี ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ให้เกิดความร่วมมือในการกอบกู้และฟื้นฟูประเทศชาติในทุกด้าน โดยการสรุปบทเรียนจากปัญหาความแตกแยกและความล้มเหลวในการป้องกันและแก้ไข ปัญหาดังกล่าวในอดีต และนำมาปรับความเข้าใจ สร้างกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เน้นความสมานฉันท์ของคนในชาติ พร้อมทั้งส่งเสริม เผยแพร่ตัวอย่างของความร่วมมือที่ดี และมีความสุขของทุกชุมชนอย่างต่อเนื่อง

- จัด ทำแผนปฏิรูปสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่างสมานฉันท์ บนพื้นฐานคุณธรรมร่วมกับภาคประชาคม ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคสื่อมวลชน และสถาบันศาสนา เพื่อสร้างสังคมไทยที่ไม่ทอดทิ้งกัน สังคมที่ชุมชนท้องถิ่น และประชาสังคมเข้มแข็ง สังคมคุณธรรม และสังคมประชาธิปไตย

- เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา โดยยึดคุณธรรมนำความรู้ ขยายโอกาสทางการศึกษาของประชาชนให้กว้างขวางและทั่วถึง

- เสริม สร้างความตระหนักในคุณค่าของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีชีวิตประชาธิปไตย พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษา

- จัดการศึกษาที่เน้นการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่ สถานศึกษา และท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชน และภาคเอกชน

- พัฒนา สุขภาวะของประชาชน ให้ครอบคลุมทั้งมิติทางกาย จิต สังคม และปัญญา โดยการปฏิรูประบบสุขภาพ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรม และสภาพแวดล้อม

- พัฒนา ระบบบริการสุขภาพ ทั้งยามปกติและฉุกเฉิน ที่สมดุล ทั้งการเสริมสร้างสุขภาพ การป้องกันโรค การบริการรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ อย่างมีคุณภาพ ให้ทั่วถึงและเป็นธรรม และจะเสนอให้มีการออกพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ

- ส่ง เสริมกีฬาพื้นฐาน และกีฬามวลชน เพื่อให้ประชาชนทุกระดับมีโอกาสได้เล่นกีฬา และออกกำลังกาย เพื่อสร้างเสริมสุขภาพและสมรรถภาพที่ดี มุ่งเน้นการปลูกฝังความมีน้ำใจนักกีฬาให้เป็นค่านิยม เกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติ สนับสนุนกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ และอาชีพสู่มาตรฐานสากล

- สร้างความเข้มแข็งของทุกชุมชนท้องถิ่น และประชาคม ให้สามารถจัดการตนเองเกี่ยวกับความเป็นอยู่

- ส่ง เสริมบทบาทของครอบครัว ชุมชน องค์กร อาสาสมัคร ภาคธุรกิจ สถาบันทางศาสนา สถาบันการศึกษา รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคม ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

- ดูแลเด็กและเยาวชน คนพิการ คนสูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส

- สนับสนุนสิทธิสตรี ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

- ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีสันติสุขอย่างยั่งยืนบนฐานของวัฒนธรรมไทย

- จะ ใช้สื่อทุกรูปแบบในการสร้างสรรค์สังคม รักษา สืบทอดศิลปวัฒนธรรมของชาติและความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อเชิดชูคุณค่าและจิตวิญญาณของความเป็นไทย ตลอดจนสร้างความสามัคคี เอื้ออาทร สมานฉันท์ของสังคมและประเทศชาติ

- ปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ปรับปรุงระบบการสืบสวนสอบสวน การกลั่นกรองคดี และการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดี การควบคุมและฟื้นฟูผู้กระทำผิด

- คุ้ม ครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มีการสร้างทางเลือกในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ รวมทั้งให้ชุมชนมีบทบาทในการประนีประนอมข้อพิพาท และป้องกัน เฝ้าระวังอาชญากรรม เพื่อลดปริมาณคดี ความสูญเสียจากอาชญากรรม และความขัดแย้งของสังคม

- ส่ง เสริมและพัฒนาประสิทธิภาพของหน่วยงานและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม โดยนำระบบงานด้านนิติเวชวิทยาศาสตร์ที่มีมาตรฐาน และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้ในการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงาน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม

4. นโยบายด้านการต่างประเทศ รัฐบาลจะดำเนินบทบาทเชิงรุกในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อสนับสนุนความปรองดองและความมั่นคงในชาติ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในภาคใต้ ส่งเสริมให้เกิดมิตรภาพและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและในระดับอนุ ภูมิภาค ภูมิภาค และระหว่างภูมิภาค เพื่อให้เกิดเสถียรภาพความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน เสริมสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน

โดย เฉพาะอย่างยิ่งอันเร่งรัดตั้งประชาคมอาเซียน ดำเนินบทบาทสร้างสรรค์ในกรอบสหประชาชาติ และกรอบพหุภาคีอื่นๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาอย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาข้ามชาติ และการสาธารณสุข คุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ เสริมสร้างบทบาทของชุมชนคนไทยในต่างประเทศ

5. ด้านการรักษาความมั่นคงของรัฐ รัฐบาลจะส่งเสริมการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาควิชาการ เพื่อการป้องกันราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่องทั้งในยามปกติ และนำไปสู่การระดมสรรพกำลังเพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพให้เพียงพอ และทันเวลาในยามไม่ปกติ ทั้งนี้ในยามปกติ รัฐบาลจะเสริมสร้างและใช้ศักยภาพของกองทัพ สนับสนุนการพัฒนาพลังอำนาจของชาติทุกด้าน เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง มีความมั่งคั่งภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความสมานฉันท์ สามารถป้องกัน บรรเทา และแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติได้ ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะน้อมนำแนวทางพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และปัญหาภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ผู้ประสบภัยพิบัติการก่อการร้าย

รวม ทั้งอาชญากรรมภายในประเทศ และที่มีลักษณะข้ามชาติประเภทต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงยาเสพติด ผู้หลบหนีเข้าเมือง แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การค้าสิ่งของผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ เป็นต้น รัฐบาลจะพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ของสภาพแวดล้อม ด้านความมั่นคง มีขีดความสามารถในการป้องกัน ป้องปราม และรักษาผลประโยชน์ของชาติ สามารถยุติความขัดแย้งได้รวดเร็ว มีระบบการข่าวที่มีประสิทธิภาพ มีขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหาร

รวม ทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ด้วยการพึ่งตนเองทางทหาร และนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถ เพื่อความต่อเนื่องในระบบการรบ มีระบบกำลังสำรอง ระบบการระดมสรรพกำลัง และระบบส่งกำลังบำรุงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ภัยคุกคาม นอกจากนี้ จะสนับสนุนการสร้างความร่วมมือด้านต่างประเทศ ด้านความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศในกลุ่มอาเซียน และมิตรประเทศ เพื่อลดความหวาดระแวง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างสันติภาพ และความสงบสุข รวมทั้งสนับสนุนภารกิจเพื่อสันติภาพ และปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรม ภายใต้กรอบของสหประชาชาติ ผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

ท่าน ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และท่านสมาชิกผู้มีเกียรติที่เคารพ การกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีตามที่ได้กล่าวมานี้ กระผมขอให้ความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มกำลัง ความสามารถ ให้ลุล่วงภายในเวลาอันจำกัด ยึดมั่นและรักษาคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้ถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในโอกาสที่เข้ารับหน้าที่ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่น แท้จริง ขอบคุณครับ

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

ผลงานในรอบ 1 เดือน คือ ระหว่างวันที่ 6 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2549 ของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ”(ป.ป.ช.)

วันที่ 3/11/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน มีการแถลงสรุปผลงานในรอบ 1 เดือน คือ ระหว่างวันที่ 6 ตุลา คม-2 พฤศจิกายน 2549 ของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ”(ป.ป.ช.) มีรายละเอียดดังต่อไปนี้…..
“ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” ประธาน ป.ป.ช.

“การทำงานของ ป.ป.ช. เหมือนเล่นฟุตบอล เราก็อยากยิงประตู”

ก่อน ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะเข้ารับหน้าที่มีเรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 11,459 เรื่อง มีบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน อยู่ระหว่างดำเนินการ 38,833 บัญชี และมีเรื่องร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาใหม่อีก 380 เรื่อง

ทั้ง นี้นับตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องต่างๆ 9 ครั้ง มีการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ 617 บัญชี มีการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์ สินฯ 3 ครั้ง คือ บัญชีทรัพย์สินฯของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีใน “รัฐบาลทักษิณ 1-2″ จำนวน 217 บัญชี นอกจากนี้มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินฯของกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่ง ชาติ(กทช.) 7 บัญชี

“วัน ที่ 14-28 พฤศจิกายน นี้ จะมีการเปิดเผยบัญชีของรัฐบาลทักษิณ ที่พ้นจากหน้าที่ เพราะการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.) จำนวน 36 บัญชี”

นอก จากนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังได้ตั้งอนุกรรมการ 15 คณะ ดำเนินการในคดีที่สำคัญ อา ทิ ไต่สวนเรื่องการขึ้นค่าตอบแทนโดยมิชอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ , คณะกรรมการการเลือก ตั้ง(กกต.) และผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา เรื่องตรวจสอบภาษีการรับโอนหุ้นของบริษัท “ชินคอร์ป” , เรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันทุจริตเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน และเรื่องกล่าวหาร้อง เรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ร่วมกันทุจริตในโครงการทุจริตบ่อบำบัดน้ำเสีย “คลองด่าน” เป็นต้น

“นอก จากนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังได้พิจารณาเรื่องกล่าวหาและชี้มูลความผิดทางวินัยทางอาญาร่ำรวยผิดปกติ จำนวน 11 เรื่อง อาทิ กล่าวหาอดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลว่าละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่มิชอบในการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2544 และชี้มูลความผิดว่าร่ำรวยผิดปกติของอดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นต้น”

ทั้ง นี้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับดูแลการสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่ง ชาติ ได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้เสนอชื่อผู้แทนจำนวน 2 คนจัดส่งยังคณะกรรมการกำกับดูแลการสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่ตามประกาศของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ที่ระ บุให้สมาชิกองค์กรอิสระแห่งละ 2 คนเป็นสมาชิกนั้น ที่ประชุมได้เลือกนายกล้านรงค์ จันทิก และนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ในสมัชชาแห่งชาติ

นอก จากนี้วันที่ 3 พฤศจิกายน เวลา 11.30 น. คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะหารือเรื่องการทำงานกับคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสีย หายต่อรัฐ(คตส.) โดยจะพูดคุยถึงแนวทางการทำงานและรับประทานอาหารร่วมกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย

“ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำงานอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักความถูกต้อง เที่ยงธรรม แต่ในแง่ของสังคมคงแล้วแต่ว่าจะมองอย่างไร ถ้ามองด้วยเหตุผลคงยอมรับการทำงานของ ป.ป.ช. ได้ การทำงานของ ป.ป.ช. เหมือนการเล่นฟุตบอล เราก็อยากยิงประตู คนเชียร์ก็อยากให้เรายิงประตู แต่ต้องอยู่ในกฎ กติกา ไม่เช่นนั้นเราอาจโดนใบแดงได้เช่นกัน”

“วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช.

อีก2เดือน”ทุจริตคลองด่าน”ถึงมือป.ป.ช.ชุดใหญ่

ใน ฐานะประธานอนุกรรมการเรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันทุจริตเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ใช้ในการทำโครงการทุจริต บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ขอแจ้งให้ทราบว่าการสอบ สวนเรื่องดังกล่าวมีความคืบหน้าไปมากแล้วประมาณ 80% ขณะนี้กำลังดำเนินการรวบรวมข้อมูล คาดว่าอีกไม่เกิน 2 เดือนจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่พิจารณาได้

“สมลักษณ์ จัดกระบวนพล” กรรมการ ป.ป.ช.

ผลสอบ”หุ้นชินคอร์ป”คืบหน้า 80%

ใน ฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนเรื่องการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐช่วยในการตรวจ สอบภาษีการรับโอนหุ้นของบริษัท “ชินคอร์ป” ขอแจ้งให้ทราบว่าการสอบสวนเรื่องดังกล่าวคืบหน้าไปแล้ว 80% คาดว่าจะใช้เวลาประชุมอนุกรรมการอีกไม่เกิน 4 ครั้ง และใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือนจะมีความชัดเจน หลังจากนั้นจะรวบรวมหลักฐานเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อวินิจฉัยต่อไป

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

เป็นเวลาร่วม 2 ปี 8 เดือน นับจากวันที่ 12 มีนาคม 2547 ที่ “นายสมชาย นีละไพจิตร” อดีต ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมหายตัวไป

วันที่ 2/11/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

เป็นเวลาร่วม 2 ปี 8 เดือน นับจากวันที่ 12 มีนาคม 2547 ที่ “นายสมชาย นีละไพจิตร” อดีต ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมหายตัวไป พนักงานสอบสวนโดยเฉพาะ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือ “ดีเอสไอ” ที่รับโอนคดีมาติดตามยังไม่เคยมีคำตอบต่อสังคมได้ว่า “ทนายสมชาย” เสียชีวิตแล้ว แม้ที่ผ่านมา “นางอังคณา นีละไพจิตร” ผู้เป็นภรรยา และญาติของผู้เสียชีวิตจะร้องเรียนขอความเป็น ธรรมไปยังหลายหน่วยงาน

แต่ ดูเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีความจริงใจ และถือเป็นความล้มเหลวของกระบวนการยุติ ธรรม โดยเฉพาะในระบบการรวบรวมพยานหลักฐานที่ตำรวจไม่เคยประสานขอทีมพิสูจน์หลัก ฐาน “นิติวิทยาศาสตร์” มาร่วมด้วย เพราะคดีนี้ผู้ถูกกล่าวหา คือ “ตำรวจ” และที่สำคัญ “ผู้บงการ” อาจ เป็นคนระดับ “บิ๊กการเมือง” ดังนั้นคดีนี้จึงเอาผิดกับตำรวจทีมอุ้มฆ่าได้เพียงความผิดฐานข่มขืนใจ ลักพาตัวผู้อื่นไปเท่านั้น

“พ.ญ.คุณ หญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์” รักษาการ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ตนมองในแง่มุมของคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ หากเราไม่ปฏิรูประบบ การรวบรวมพยานหลักฐาน การสอบสวน คดีแบบนายสมชาย จะเกิดขึ้นอีกเยอะทั่วประเทศ ซึ่งกรณี นี้ไม่ใช่คดีธรรมดาเป็นกรณีที่ตำรวจเกี่ยวข้อง ประเทศไทยต้องสร้างระบบใหม่ได้แล้ว เหมือนประ เทศที่เจริญแล้วอย่างอังกฤษ ที่มี “คณะกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์” ที่เกิดจากการกระทำของตำ รวจ หรือ “Police complaint Commission” ซึ่งกรรมการชุดนี้จะต้องไม่เป็นตำรวจและไม่เคยเป็นตำ รวจมาก่อน

ทุก วันนี้ตำรวจไทยยังใช้การรวบรวมพยานหลักฐาน ที่ไม่ใช้นิติวิทยาศาสตร์จริงๆ อย่างคดี ทนายสมชาย ซึ่งดีเอสไอ ไม่เคยประสานมายังทีมนิติวิทยาศาสตร์ให้เข้าร่วมคลี่คลายคดีเลย และยิ่งคดี นี้ที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องและมีข้อมูลยืนยันชัดเจนแล้ว แต่ยังไม่ใช้นิติวิทยาศาสตร์อีก สังคมก็ ย่อมเกิดความเคลือบแคลง นอกจากนี้ยังมีคดีที่นายสุนทร วงศ์ดาว นักแม่นปืนยาว ยิงตัวตายดับปริศ นา 5 นัดที่ จ.นนทบุรี หรือคดีพระสุพจน์ สุวโจ ที่ถูกยิงตายที่เชียงใหม่ ซึ่งดีเอสไอ ไม่เคยประสานกับ “สถาบันนิติวิทยาศาสตร์” ให้เข้าไปร่วมตรวจสอบเพื่อคลี่คลายคดีเลย ซึ่งมันไม่ยุติธรรม ณ วันนี้จึง ต้องตั้งคำถามกับสังคมว่า…..

ถึงเวลาหรือยังที่จำเป็นต้องปฏิรูป.???
“พ.ญ.คุณ หญิงพรทิพย์” ระบุว่า สำหรับคดีทนายสมชาย มีประเด็นที่น่าคิด คือ หากเมื่อไรที่ เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการ “อุ้มฆ่า-ทำลายศพ” แต่ละคนจะมีอุปนิสัยและวิธีที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว สูง เช่น ตำรวจ ทหาร วิศวกร ประชาชน หรือหมอ โดยเฉพาะหมอนี่จะชอบหั่นศพ ซึ่งวิธีการที่รู้กันดี คือ การทำลายศพที่ดีที่สุดคือการทำให้เป็น “นิรนาม” การทำลายที่ยิ่งกว่านั้น คือ “เผาทิ้ง” ถ้าไม่แก้ระ บบนิรนามก็จะไม่สามารถแก้ “วงจรอุบาทว์” นี้ได้

“อย่าง คดีทนายสมชาย มีการลงพื้นที่ราชบุรีเพื่อตรวจสอบหาร่องรอยพยานหลักฐาน เพราะ ตรวจสอบจากการติดต่อทางโทรศัพท์ของทีมอุ้มทนายสมชายครั้งสุดท้ายมาจบที่ ราชบุรี แต่ความ เป็นจริงแล้วมันมีโซนคร่อม อาจติดเข้าไปที่เพชรบุรี หรือประจวบฯ อำนาจแห่งการที่จะเข้าไปรวบ รวมพยานหลักฐานหรือร่างนิรนามที่จะหาว่าคุณสมชายเป็นศพแล้ว ไม่สามารถจะเอามาจากตำรวจ ได้อีก ตำรวจถือไว้อีกเราจะตามไม่ได้เลย ต่อให้ตั้งกรรมการชุดใหม่ก็ตาม ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ ต้อง แก้ระบบนิรนามทั้งประเทศ”

“พ.ญ.คุณ หญิงพรทิพย์” บอกว่า ที่ผ่านมาตนเคยเสนอรัฐบาลชุดที่แล้ว และผลักดันมาเป็น นโยบายพิเศษแล้ว แต่ตลอดเวลาไม่เคยได้รับการสนองตอบ และไม่ได้รับความร่วมมือจาก “สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ”(สตช.) ตนอยากพูดว่าคนในกระบวนการยุติธรรมควรมีเป้าหมาย คือ เพื่อผดุง ความยุติธรรมเพื่อประชาชน ไม่ใช่แข่งขันกันเอง
สรุปการทำงานในระบบนิรนาม 3 ประเด็น คือ…..

1.“ระบบ คนหายแล้วต้องตาม” ตามอย่างไร-ใครตาม ถ้าเกี่ยวข้องกับตำรวจถูกกล่าวหา ต้อง ไม่ใช่ทีมสอบสวนที่เป็นตำรวจ…..2.“ระบบร่างนิรนาม” กระบวนการในการตรวจวิเคราะห์ รวบรวม พยานหลักฐาน และตรวจพิสูจน์ร่างนิรนาม โดยทีมตรวจพิสูจน์จะต้องไม่ใช่ตำรวจเช่นกัน เพราะถ้า ไม่แก้ก็จะไม่มีวันติดตามคดีอุ้มหายได้ และ 3.“การติดตามคดี” คือ หลังจากที่เรารู้แล้วว่าเป็นศพ จะ ต้องติดตามต่อว่าเป็นใคร และจะ ต้องเป็นคนละทีมกับทีมสอบสวน

จุด ที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมล่าช้า โดยเฉพาะคดีทนายสมชาย คือ การปล่อยให้นโยบาย การเมืองครอบงำ ทำให้เกิด “รัฐตำรวจ” และได้เข้ามาครอบงำในกระทรวงยุติธรรมด้วย ที่ผ่านมา หมอไม่เห็นข้าราชการระดับสูงคนใด กล้าพอที่จะยืนหยัดในหลักการของความยุติธรรม โดยไม่เกรง กลัวอำนาจทางการเมือง

เรา ต้องล้างระบอบเดิมให้ได้ คงต้องมีหลักสูตรอบรมเข้มเพื่อสลายพฤติกรรม และเราต้องมี ระบบการบริหารที่ไม่ให้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งพรรคแบ่งพวก และต้องไม่ให้อำนาจการเมืองเข้า มา และยิ่งที่ผ่านมาเป็นรัฐตำรวจพอดี ยิ่งไม่มีทางแก้ วันนี้ประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีระบบรับ เรื่องราวร้องเรียนกรณีที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ (Police complaint Commission) กระทรวงยุติธรรมต้อง มาคอยรับเรื่องที่เกิดไปแล้ว และต้องมาคอยแก้เท่าที่จะทำได้ ขนาดประเทศอังกฤษที่เค้าไม่ได้มีอำ นาจเบ็ดเสร็จ ยังวางระบบไว้ดี แต่ประเทศไทยเป็นระบบที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จมันจึงจำเป็นต้องมี

“ถาม หน่อยว่าสงครามยาบ้ากว่า 2 พันศพที่ให้ไปติดตามอยู่ที่ไหน เก็บรวบรวมพยานหลัก ฐานดีหรือเปล่า เอากระสุนออกทุกรายหรือไม่ , กรณีที่ใต้เสียชีวิตกว่า 2 พันราย , และคุณสมชาย กรือ เซะ โดยเฉพาะสะบ้าย้อย”
+ การไปงมศพในแม่น้ำแม่กลอง เป็นการแสดงละครขัดตาทัพหรือเปล่า.?

- ต้องเริ่มต้นดีก็จะไปได้ดี วันนี้ยังใช้นิติวิทยาศาสตร์น้อยมากๆ อย่างกรณีทางใต้ วันนี้ยังเข้า ไปเข้าไปทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ตำรวจถือทั้งกฎหมายถือทั้งอาวุธเป็นอะไรที่น่ากลัวที่สุด คดีนี้หากให้ทีมนิติวิทยาศาสตร์เข้าช่วยคลี่คลายน่าจะคืบหน้าได้ดีกว่านี้ แต่ไม่รู้ว่าจะได้อะไรมากน้อย แค่ไหน

ที่ อัยการบอกว่าต้องให้มีหลักฐานแน่นหนา เพราะจับมาแล้วต้องสั่งไม่ฟ้อง หรือไม่ศาลก็ยก ฟ้องได้ แต่สำหรับหมอมองว่าต้องใช้นิติวิทยาศาสตร์ช่วย แต่ถ้าประสานมาจะพร้อมหรือไม่ ต้องถาม ก่อนว่าคราวที่แล้วสร้างภาพลงแม่น้ำจะเอาอะไร อย่างนี้เชื่อว่าเปลี่ยน “อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ” แล้วอะไรก็อาจจะดีขึ้น

“สิ่ง ที่เราอยากบอก คือ ประเทศชาติบอบช้ำเต็มที่แล้ว กระบวนการยุติธรรมที่ทำร้ายประชา ชนเท่ากับทำให้ในหลวงทรงเสียพระทัย หันหน้ามาช่วยกันเสียทีได้หรือไม่ ขอสะท้อนแทนประชา ชน ว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงระบบเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน และมีระบบตรวจ สอบการกระทำในคดีร้องเรียนที่เกี่ยวกับตำรวจ”

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

คณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด(ผวจ.) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

วันที่ 1/11/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ:เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม คณะรัฐมนตรี(ครม.) รับทราบการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด(ผวจ.) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง มีรายละเอียดดังต่อไปนี้…..

คณะ รัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 10 ตามที่กระทรวง มหาดไทยเสนอจำนวน 60 ตำแหน่ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

“ให้ นายพระนาย สุวรรณรัฐ ตำแหน่ง ผวจ.นนทบุรี ดำรงตำแหน่งนักปกครอง 10 สำนักงานปลัดกระทรวง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาค ใต้ (ผอ.ศอ.บต.)”
สำหรับรายชื่อข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 มีดังต่อไปนี้

1.นายสุกิจ เจริญรัตนกุล ผวจ.สุโขทัย เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
2.นายมานิต วัฒนเสน ผวจ.สตูล เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
3.นายประจักษ์ สุวรรณภักดี ผวจ.พัทลุง เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
4.ร.ต.ท.อุปฤทธิ์ ศรีจันทร์ ผวจ.อุตรดิตถ์ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
5.นายไพศาล รัตนพัลลภ ผวจ.กำแพงเพชร เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
6.นายประภากร สมิติ ผวจ.ชัยภูมิ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
7.นายกิตติพงษ์ สุนานันท์ ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
8.นายสุขุมรัฎฐ์ สาริบุตร ผวจ.สมุทรปราการ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
9.นายใหญ่ โรจน์สุวณิชกร ผวจ.บุรีรัมย์ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
10.นายเสนอ จันทรา ผวจ.ระยอง เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
11.นายสมพงษ์ อนุยุทธพงศ์ ผวจ. สุรินทร์ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
12.นายนเรศ จิตสุจ ริตวงศ์ พ้นจากตำแหน่ง ผวจ.ปทุมธานี
13.นายสุวัฒน์ ตันติพัฒน์ ผวจ.เชียงใหม่ เป็น ผวจ.ลพบุรี
14.นายเจตน์ ธนวัฒน์ ผวจ.ขอนแก่น เป็น ผวจ.นครนายก
15.นายปานชัย บวรรัตนปราณ ผวจ.นครนา ยก เป็น ผวจ.ขอนแก่น
16.นายชุมพร พลรักษ์ ผวจ.สระบุรี เป็น ผวจ.ตาก
17.นายปรีชา บุตรศรี ผวจ.อุทัยธานี เป็น ผวจ.นครปฐม
18.นายอุดม พัวสกุล ผวจ.เชียงราย เป็น ผวจ.อุทัยธานี
19.นายเมฆินทร์ เมธาวิกูล ผวจ.ระนอง เป็น ผวจ.ปทุมธานี
20.นายพินิจ พิชยกัลป์ ผวจ.พิจิตร เป็น ผวจ.ร้อยเอ็ด
21.นายสนธิ เตชานันท์ ผวจ.กระบี่ เป็น ผวจ.สงขลา
22.นายวิชัย ศรีขวัญ ผวจ.ลพบุรี เป็น ผวจ.เชียงใหม่
23.นายเชิดพันธ์ ณ สงขลา ผวจ.ตรัง เป็น ผวจ.พระนครศรีอยุธยา
24.นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ ผวจ.สมุทรสงคราม เป็น ผวจ.สมุทรปราการ
25.นายประสงค์ พิทูรกิจจา ผวจ.เพชรบุรี เป็น ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์
26.นายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผวจ.ตาก เป็น ผวจ.เชียงราย
27.นายสมบูรณ์ ศรีพัฒนาวัฒน์ ผวจ.สระแก้ว เป็น ผวจ.อุตรดิตถ์
28.นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล ผวจ.อำนาจเจริญ เป็น ผวจ.สระแก้ว
29.นายประชา เตรัตน์ ผวจ.นราธิวาส เป็น ผวจ.ชลบุรี
30.นายเชิดวิทย์ ฤทธิประศาสน์ ผวจ.กาญจนบุ รี เป็น ผวจ.นนทบุรี
31.นายอำนาจ ผการัตน์ ผวจ.ยโสธร เป็น ผวจ.กาญจนบุรี
32.นายอุทัย สุวรรณ ผู้ตรวจราช การกระทรวง เป็น ผวจ.อำนาจเจริญ
33.นายบุญสนอง บุญมี ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็น ผวจ.นคร พนม
34.นายวีระวิทย์ วิวัฒน์วานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็น ผวจ.ยโสธร
35.นายประภาส บุญยิน ดี ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็น ผวจ.สิงห์บุรี
36.นายอานนท์ มนัสวานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็น ผวจ.ตรัง
37.นายวีระยุทธ เอี่ยมอำภา ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็น ผวจ.สมุทรสงคราม
38.นายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ตรวจราชการกระ ทรวง เป็น ผวจ.เพชรบุรี
39.นายสุรพล ภาษิตนิรันดร์ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
40.นายนิวัฒน์ สวัสดิ์แก้ว นักปกครอง 10 สำนักงานปลัดกระทรวง เป็น ผวจ.สุราษฎร์ธานี
41.นายพระนาย สุวรรณรัฐ ผวจ.นนทบุรี เป็นนักปกครอง 10 สำนักงานปลัดกระทรวง
42.นายวิทยา ผิวผ่อง นักปกครอง 10 เป็น ผวจ.กำแพงเพชร
43.นายพลวัต ชยานุวัชร รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็น ผวจ.ระยอง
44.นายก้องเกียรติ อัครประเสริฐกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง เป็น ผวจ.บุรีรัมย์
45.นายขวัญชัย วงศ์นิติกร ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง(เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช) เป็น ผวจ.สตูล
46.นายธวัชชัย เทิดเผ่าไทย รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็น ผวจ.สระบุรี
47.นายปรีชา เรืองจันทร์ รอง ผวจ.เพชรบูรณ์ เป็น ผวจ.พิจิตร
48.นายธนเษก อัศวานุวัตร รอง ผวจ.สระบุรี เป็น ผวจ.พะเยา
49.นายพูลศักดิ์ ประณุทนรพาล รอง ผวจ.นครนายก เป็น ผวจ.สุรินทร์
50.นางกาญจนาภา กี่หมัน รอง ผวจ.ฉะเชิงเทรา เป็น ผวจ.ระนอง
51.นายศุภกิจ บุญญฤทธิพงษ์ รอง ผวจ.ศรีสะเกษ เป็น ผวจ.ชัยภูมิ
52.นายวันชัย สุทิน รอง ผวจ.อุบลราชธานี เป็น ผวจ.สุโขทัย
53.นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร รอง ผวจ.ภูเก็ต เป็น ผวจ.ภูเก็ต
54.นายศิวะ ศิริเสาวลักษณ์ รอง ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็น ผวจ.กระบี่
55.นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รอง ผวจ.สุพรรณบุรี เป็น ผวจ.สุพรรณบุรี
56.นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ รอง ผวจ.ยะลา เป็น ผวจ.นราธิวาส
57.นายธีระ มินทราศักดิ์ รอง ผวจ.ปัตตานี เป็น ผวจ.ยะลา
58.นายศุภชัย ยุวบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและแผน(เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช) เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
59.นายสุเทพ โกมลภมร รอง ผวจ.สงขลา เป็น ผวจ.พัทลุง และ
60.นายศุภชัย ยุวบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นนักปก ครอง 10

ทั้งนี้ 1.ลำดับที่ 1-2 และลำดับที่ 4-58 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง
2.ลำดับที่ 3 , 59 , 60 ตั้งแต่วันที่ถัดจากวันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งตามข้อ 1.

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

“ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แถลงข่าว

วันที่ 31/10/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ: เมื่อ วันที่ 30 ตุลาคม “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แถลงข่าวตอบโต้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ว่ามั่วข่าว และ “ตีไข่ใส่สี” กรณีอ้างว่าการตรวจสอบบุคคลที่ดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจเกิน 3 แห่ง พบชื่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร อยู่ด้วย ซึ่งน่าจะผิด พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 มีรายละเอียดดังนี้…..

กรณี “คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา” ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ซึ่งเป็นกรรมการตรวจ สอบการกระทำความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ทำหนังสือรายงานการตรวจสอบเรื่องการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ และรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจที่เป็นกรรมการมากกว่า 3 แห่งถึง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) , พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นา ยกรัฐมนตรี และผมด้วยนั้นขอยืนยันว่าการแถลงข่าวในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ผมจำเป็นต้อง พูดเพื่อปก ป้องเกียรติยศชื่อเสียง เนื่องจากตามที่มีข่าวลงตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า สตง. อ้างว่าในสมัยที่ผมดำรงตำแหน่งผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) นั้น ผมได้รับดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ(รสก.) และกรรมการชุดต่างๆทั้งหมด 8 ชุด

สำหรับ ตำแหน่งที่ผู้ว่า สตง. ระบุว่า ผมเข้าไปดำรงตำแหน่งนั้น ประกอบด้วย 1.คณะกรรม การธนาคารแห่งประเทศไทย 2.คณะกรรมกองทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 3.คณะกรรม การกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 4.คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์(กลต.) 5.คณะกรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย(บสท.) 6.คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเคร ดิต 7.คณะกรรมการตรวจสอบของ กลต. และ 8.คณะกรรมการตรวจสอบ บสท.

“จะ เห็นได้ว่าใน 8 แห่งที่ทาง สตง. อ้างนั้น มีตำแหน่งซ้อนกันอยู่ใน 2 แห่ง คือ ใน กลต. และ บสท. ดังนั้นจึงควรถือว่าผมดำรงตำแหน่งกรรมการแค่ 6 แห่งเท่านั้น แต่ผมเชื่อว่าทาง สตง.จงใจแยกเพื่อให้เห็นว่าผมดำรงตำแหน่ง 8 แห่ง เข้าลักษณะตีไข่ใส่สีนิดหน่อยเพื่อให้คนตกใจ ซึ่งรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันนั้นจะมีกฎเกณฑ์สมัยใหม่ คือ ต้องมีการจัดตั้งคณะบริหารความเสี่ยง คณะกรรมการตรวจ สอบ กรรมการสรรหา กรรมการธรรมาภิบาลฯ ขึ้น ซึ่งผู้ที่ดำรงตำแห่งกรรมการทุกคนต้องถูกแบ่งหน้าที่ไปดำรงตำแหน่งต่างๆเอง”

เมื่อ ผมได้ทำการศึกษาข้อมูลแล้วยังพบอีกว่าทั้ง 6 หน่วยงานที่ผมเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรม การนั้นเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าทุกตำแหน่งที่ผมเข้าไปเป็นกรรมการล้วนมีกฎหมายระบุว่าผู้ว่า ธปท. ต้องดำรงตำแหน่งกรรมการทั้งสิ้น และถ้าผมไม่รับหน้าที่ตามที่กฎหมายระบุไว้ ก็จะต้องโดนข้อหาไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอีกด้วย

เมื่อ ผมได้ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อกฎหมายขัดแย้งกันเองแล้วจะต้องดำเนินการอย่างไร เพราะในเมื่อมีกฎหมายฉบับหนึ่งระบุว่าผู้ว่า ธปท. ต้องเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง แต่ก็มีกฎหมายอีกฉบับระบุว่าห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการเกิน 3 แห่ง ซึ่งปรากฏว่าในปี 2518 และ 2539 กระทรวงการคลัง เคยหารือถึงเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว

“กฤษฎีกา ก็ได้ชี้แจงมาแล้วว่าการเป็นกรรมการโดยตำแหน่งโดยกฎหมายนั้น เป็นความต้อง การของกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นๆ กรรมการโดยตำแหน่งดังกล่าวนั้นจะลาออกไม่ได้ เพราะกฎ หมายบังคับให้ต้องเป็น ดังนั้นแม้จะมีกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการเกิน 3 แห่งก็ไม่เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐ วิสาหกิจ พ.ศ.2518 แต่อย่างใด”

ผม เชื่อว่าทาง สตง. รู้การตีความข้อของกฤษฎีกาอยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไป ไม่ ใช่ไม่มีใครรู้ และคาดว่ารู้มาตั้งนานแล้วด้วย แต่เพราะเหตุใดจึงได้มี “อคติ” กับผม กล่าวหาว่าผมทำผิดกฎหมาย ปล่อยชื่อของผมลงในหนังสือพิมพ์ ซึ่งผมอยากตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้มีกระบวนการพยา ยามทำลายชื่อเสียงของผมพอสมควร จึงอยากเรียกร้องให้คนเหล่านั้นอย่ารังแกผมให้มาก เพราะในเมื่อ สตง. ถูกสังคมฝากความหวังไว้ว่าจะเป็นผู้ที่ทรงความยุติธรรมที่สุด แต่กลับดำเนินการเรื่องนี้อย่างน่าสังเกตว่า 1.รู้ทั้งรู้ว่าผมไม่ผิด แต่เหตุใดจึงเขียนจดหมายให้กับประธาน คมช. นายกรัฐ มนตรี และ 2.ในเมื่อเวลานี้ผมไม่ได้เป็นผู้ว่า ธปท. แล้ว จะดำเนินการอะไรกับผมอีก นอกจากจะจงใจให้ชื่อของผมลงหนังสือพิมพ์เล่นๆ

“ทำไม สตง. ไม่ย้อนไปดูนานๆเลยหละว่ามีอะไรผิดหรือไม่ ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรซะด้วย ผมอ่านข่าวแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรมาก นอกจากจงใจให้ชื่อผมไปเสียหายในหนังสือพิมพ์เท่านั้น คงแค่อยากให้ผมเคยทำผิดอะไรสักอย่าง ทั้งๆที่มันไม่ผิด ฉะนั้นผมว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะผู้ว่า สตง. ถือเป็นผู้ที่เราหวังว่าจะยุติธรรมที่สุดยังรังแกคนได้ขนาดนี้ แล้วบ้านเมืองจะเดินไปได้อย่างไร และผมมีความรู้สึกห่วงผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่า ธปท. คนปัจจุบันด้วยเพราะเขาก็คงไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกันในเมื่อถูกบังคับให้ เป็นกรรมการตามตำแหน่ง จะลาออกก็ไม่ได้”

หลัง จากนี้ผมคงไม่ต่อสายไปถึงคุณหญิงจารุวรรณ แน่นอนเพราะตั้งข้อสังเกตว่าเพราะเหตุใดคุณหญิงจารุวรรณ จึงไม่ยอมโทร.มาสอบถามความจริงจากผมก่อน แต่กลับจงใจใส่ไคล้ให้ผมเป็นคนที่ทำสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้นผมจะไม่คุยกับผู้ที่จงใจทำลายชื่อเสียงของผมอย่างแน่นอน แต่ผมจำ เป็นต้องแถลงข่าวเพื่อป้องกันชื่อเสียงของตัวเอง และคงไม่ฟ้องร้องใครทั้งนั้น เพียงแต่หมดศรัทธาในตัวผู้ว่า สตง.ไปแล้ว และขอร้องว่าผมต้องทำงานในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ไปอีกหนึ่งปี ขอทำงานอย่างสงบๆ อย่ามายุ่งอะไรกับผมเลย และผมก็จะไม่ยุ่งกับใครด้วย

“ยืน ยันว่าการดำรงตำแหน่งกรรมการของผมทั้งหมดในสมัยเป็นผู้ว่า ธปท. ผมไม่ได้ขอใครเป็น ไม่ได้อยากวิ่งไปเป็น ซึ่งก่อนที่ผมจะมาเป็นผู้ว่า ธปท. ยังได้ลาออกจากการเป็นกรรมการต่างๆกว่า 10 บริษัทด้วย ซึ่งทำให้ผมขาดรายได้ไปมาก ซึ่งผมไม่เคยบ่น แต่ปัจจุบันกลับมาโดนรังแกแบบนี้ ถือเป็นการทำลายชื่อเสียงของผมที่ขณะนี้อยากทำงานให้ประเทศชาติอย่างเดียว ไม่อยากทะเลาะกับใคร แต่ถ้ามีเรื่องใดที่ออกมาทำลายชื่อเสียงของผม ซึ่งเป็นเรื่องที่โกหกมดเท็จ ผมยอมไม่ได้ ส่วนจะมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ผมไม่ทราบ”

ส่วน ข้าราชการคนอื่นๆอีก 14 รายที่ปรากฏเป็นข่าวเช่นกันนั้น ถ้าผิดก็ต้องแจ้งให้แก้ไข ถ้าถูกก็จะแจ้งให้ทราบว่าถูกต้องแล้ว ซึ่งผมยังระบุไม่ได้ว่าผิดหรือถูก เนื่องจากเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่เบื้องต้นผมเชื่อว่า สตง. อาจ “ตีไข่ใส่สี” ลงไปว่าข้าราชการเหล่านั้นดำรงตำแหน่งกรรมการมากกว่า 3 แห่งมากกว่า

“ผม ต้องดูหมดทุกกระทรวงเลยเพราะทั้ง 14 รายชื่อ ไม่ได้อยู่แค่กระทรวงเดียว ซึ่งขณะที่เราจะตรวจสอบนั้นเราต้องลดการตีไข่ใส่สีออกไปก่อน ดูให้ชัดเจน ถ้าผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก แต่ส่วนตัวผมมองว่าไม่ผิดแน่นอน และคาดว่าจะตรวจสอบได้เสร็จได้ภายในวันศุกร์นี้ หรือย่างช้าก็ไม่เกิน 1 สัป ดาห์แน่นอน”

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

“นายมีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ปาฐกถาเรื่อง “กฎหมายกับการพัฒนา”

วันที่ 27/10/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ : ที่สภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วันที่ 26 ตุลาคม “นายมีชัย ฤชุพันธุ์” ประ ธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ปาฐกถาเรื่อง “กฎหมายกับการพัฒนา” มีสาระสำคัญดังนี้…..

ปัจจุบันมีแนวคิดการออกกฎหมายไทย ที่ไม่น่าจะเป็นพื้นฐานการออกกฎหมายอีกต่อไป 9 ประการ ได้แก่

1.ในอดีตผู้ร่างมองว่ารัฐเป็นองค์กรที่มีความพร้อม ทำกิจกรรมทุกอย่างเพราะมีเงิน คน อำนาจ การออกกำหมายจึง เอารัฐเป็นตัวตั้ง ทำเป็นตัวอย่างให้ภาคอื่นทำตาม
2.ในอดีตคนมีความรู้ส่วนใหญ่อยู่ในวงราชการ วันนี้ไม่ใช่ มีคนจบปริญญาเอกมากมายอยู่ในวงเอกชน
3.อดีตเอกชนเล็ก ทำกิจการเป็นครอบครัว การออกกฎหมายจึงไปกำกับให้เอกชนเดินตามเพราะกลัวตกเป็นเหยื่อ
4.ธุร กิจไทยเป็นวงแคบ ใหญ่ที่สุดคือระดับทั่วราชอาณาจักร แต่ปัจจุบันการค้าขายรอบประเทศเป็นเรื่องธรรมดา
5.กิจการใหญ่ๆไม่มีทางที่เอกชนจะมาทำได้เพราะไม่มีทุน ทรัพยากรบุคคล เช่น ไฟฟ้า ประ ปา โทรศัพท์
6.การออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทยในอดีตทำได้ง่าย แต่ปัจจุบันกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์
7.ในอดีตองค์กรสูงสุดด้านการเมือง คือ รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งคนเชื่อว่า อย่างไรก็ซื่อสัตย์ ผู้ร่างกฎหมายจึงให้อำนาจสูงสุดไปที่นายกรัฐมนตรี
8.ในอดีตกิจการสาธารณูปโภค คิดกันว่าให้รัฐดำเนินการเพื่อลดต้นทุน ช่วยเหลือประชาชน แต่ปัจจุบันเมื่อกิจการเหล่านี้ไม่อยู่ในมือรัฐ กฎหมายที่เคยมีก็เริ่มรวน และ
9.ในอดีตการบริหารของรัฐเป็นรูปแบบการบริหารที่ดีที่สุด มีกลไกตรวจสอบ แต่ถามว่าปัจจุบันกลไกเหล่านี้ไม่เหลือแล้ว ถ้าใช้รูปแบบนี้ต่อไปจะกลายเป็นตัวถ่วง

ถ้ามองพื้นฐานการออกกฎหมายในอดีตดังกล่าว เทียบกับปัจจุบันที่สภาพสังคมเปลี่ยนไป 9 ประการ คือ

1.ปัจจุบันการแข่งขันรุนแรงและไม่จำกัดแค่ในประเทศ กฎหมายจึงตามไม่ทัน
2.คนเอก ชนมีความรู้ดีกว่าราชการ เมื่อคนมีความรู้น้อยกว่าออกกติกาให้ตนมีความรู้มากกว่าปฏิบัติ คนมีความ รู้ก็หาช่องโหว่เพื่อเอาเปรียบ กฎหมายจึงเป็นตัวถ่วงมากกว่าดูแลสังคมให้เป็นธรรม
3.ปัจจุบันการมีส่วน ร่วมของประชาชนถูกกระตุ้นมากขึ้น การออกกฎหมายจึงถูกจับตามากขึ้น ถ้าหน่วยงานที่ออกกฎ หมายไม่ปรับตัว การออกกฎหมายก็เหมือนเดิม
4.แนวคิดการทำงานของราชการที่เป็นมาตรฐานเดียว กันเริ่มถูกทดสอบ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างใช้ระเบียบพัสดุเหมือนกัน ทำให้คนคิดทุจริตมีช่องได้มากขึ้น เพราะคนเหล่านี้ “ซิกแซก” ได้ตลอด ดังนั้นจึงมีแนวคิดว่าทำไมไม่ให้กระทรวงที่มีเนื้องานจัดซื้อต่าง กันออกระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของตนเอง
5.ปัจจุบันราชการไม่ได้เป็นแบบอย่างให้เอกชน ตรงกันข้ามเอกชนกลายเป็นแบบอย่างให้ราชการ ดูอย่างรัฐบาลที่แล้วที่กลไกลอกแบบมากจากบริษัทยักษ์ใหญ่ จึงมีปัญหาเพราะเป้าหมายของเอกชน คือ การทำกำไรโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ เช่น ถ้าทำให้คู่ต้อสู้ล้มจากเวทีจะถือเป็นผลงาน แต่ราช การทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะต้องคำนึงถึงความผาสุกและจริยธรรม ดังนั้นราชการกับเอกชนจึงมีเป้า หมายที่ต่างกัน”
6.ปัจจุบันการเมืองมีอำนาจมากขึ้น แต่ราชการอ่อนแอลง ซึ่งเราต้องศึกษาวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนไทยให้ดี ระบบราชการไทยแม้ไม่ดี 100% แต่เป็นระบบที่มีคุณธรรมบ้าง ไม่ใช่ popularity อย่างเดียว
7.แนวคิดในอดีตที่ว่าคณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาลไว้ใจได้ ปัจจุบันการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นทำให้การมองเปลี่ยนไปเป็นต้องจับตา
8.การปกครองส่วนท้องถิ่นเจริญขึ้น ทำให้ท้องถิ่นก้าวหน้าและมีงบมากขึ้น และ
9.รัฐเริ่มถูกจับตามองในแง่วัตถุประสงค์ เพราะแต่เดิมรัฐมักคิดว่าทำอะไรก็ได้ แต่ปัจจุบันมีแนวคิดว่ารัฐต้องทำให้น้อยที่สุด และนั่งเป็นกรรมการ “กระดิกเท้าชักค่าต๋ง” ตรงนี้ทำให้ต้องกำหนดเป้าหมายเพื่อไปวางกลยุทธ์

ผลจากสภาพสังคมดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายประเด็น ได้แก่

1.คนเริ่มมีแนว คิดว่าการมีกฎหมายมากๆดีจริงหรือ แนวคิดนี้ต่างประเทศคิดกันนานแล้ว แต่ประเทศไทยเพิ่งมา “สำ เหนียก” ทั้งนี้การออกกฎหมายแต่ละอย่างเป็นเหรียญ 2 ด้าน ระหว่างการสร้างอำนาจและการสร้างหน้าที่สำหรับคนทั้งประเทศ ต่างประเทศจึงไม่ให้มีกฎหมายมาก ถ้ามีก็ระดับต่ำที่สุดและดูด้วยว่าจะคุ้มค่าที่ประชาชนจะสละสิทธิเสรีภาพ เพื่อกฎหมายฉบับนั้นๆหรือไม่
2.คนเริ่มคิดว่ารัฐควรถูกจำกัดบทบาทได้หรือยัง โดยเฉพาะขอบเขตของการดูแลกิจกรรม 3 ระดับ ระหว่างการควบคุม การกำกับดู แลให้เป็นไปตามกติกา หรือการส่งเสริมสนับสนุน

ผม คิดว่าการจำกัดบทบาทของรัฐ ควรมาพูดกันจริงจังเสียที เช่น กิจการที่รัฐทำ หรือที่จะขาย ปัจจุบันของที่จำเป็น เช่น สาธารณูปโภคที่รัฐหมายมั่นปั้นมือว่าจะขาย ต้องย้อนดูว่ากิจการนั้น รัฐตั้ง ขึ้นเพื่อหวังผลกำไร หรือเพื่อต้นทุนต่ำเพื่อช่วยเหลือจุนเจือประชาชน ถ้าตอบตรงนี้ได้ก็จะรู้ว่า ควรจะขายกิจการนั้นหรือจะเก็บไว้

“นอก จากนี้ควรสำรวจกฎหมาย ที่ใช้บังคับในปัจจุบันว่ายังคุ้มค่าที่จะใช้บังคับประชาชนหรือ ไม่ รัฐบาลชุดที่แล้วผมไปรับอาสา เพื่อศึกษายกเลิกกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็น รวบรวมแล้วมี 70-80 ฉบับ แต่เมื่อเข้าไปคุยกับกระทรวงก็ได้รับคำตอบว่ามีเผื่อๆไว้ เอาไว้ขู่ เช่น กฎหมายจำกัดผักตบชวา กฎหมายควบคุมขอทาน กฎหมายเหล่านี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายได้ จึงสร้างวัฒนธรรมกฎหมายมีแล้วแต่ไม่บังคับใช้ และกลายเป็นนิสัยคนไทยที่ชอบเลี่ยงกฎหมาย ขณะ ที่ต่างประเทศบอกว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างไรให้เจ็บตัวน้อยที่สุด ระยะหลังจึงเริ่มมีนักภาษีอา กรเข้าเค้ากรณีนี้มากขึ้น”

จาก ประสบการณ์การร่างกฎหมายของผมมา 30-40 ปี เห็นว่า ระยะ 5-10 ปีที่ผ่านมา ผมไม่ไว้ ใจอะไรเลย กฎหมายที่ร่างขึ้นมาต้องเขียนให้สกัดทุกช่อง จนบางคนบอกว่า “ผมบ้า” คิดไปได้อย่าง ไร แต่ผมว่าหาทางสกัดไว้ดีกว่าเพราะจะรู้ได้อย่างไรว่าวันหนึ่งคนที่มาใช้ กฎหมายจะคิดไปถึงขนาดนั้น อย่างที่ผ่านมาจะมีการออกกฎหมาย เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในระบบราชการสามารถโยกย้ายข้า ราชการระดับสูงข้ามกระทรวงได้ แล้วพอเสร็จเรื่องก็ย้ายกลับ ตรงนี้ผมก็ติงว่าถ้าเกิดกรณีการจัดประ มูลงาน ถ้าอธิบดีคนนั้นไม่เห็นด้วยกับการดึงเปอร์เซ็นต์ แล้วย้ายอธิบดีคนที่เห็นด้วยเข้ามาแทน อย่างนี้รวมในกฎหมายด้วยหรือไม่ แม้เขาจะบอกว่ากรณีนี้ไม่รวม ผมก็เลยถามกลับว่าจะไว้ใจรัฐมนตรีได้หรือไม่ สมัยนี้จึงต้องคิดล่วงหน้าเสียก่อน

“ส่วน ข้อสังเกตที่ว่าที่ผ่านมาคนไทยจนทุกอย่าง รวยอย่างเดียวคือรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่ารัฐ ธรรมนูญ ปี 2540 ดี แต่ตอบไม่ได้ว่าดีสำหรับใคร เหมือนเอารถโรสรอยส์ไปให้ชาวนาไถนา ดังนั้นถ้าตราบใดคนยังไม่ตระหนักว่าสิ่งที่จะเอามาใช้จะเอามาใช้กับใคร ไม่คำนึงถึงคนใช้ก็เกิดปัญหาได้ บางทีคนไทยต้องมีกฎกติกาในแบบไทยๆค่อยๆเดินกันไป ประชาธิปไตยไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่ละประ เทศมีประชาธิปไตยไม่เหมือนกัน เรื่องแบบนี้ไม่ต้องเหมือนกันก็ได้”

สำหรับ คำถามที่ว่าบทบาทของตุลาการกำลังถดถอยลง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นยุคของตุลาการภิ วัฒน์ ผมเห็นว่าก่อนจะปฏิรูปการปกครอง มีฝ่ายตุลาการออกมาเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาบ้านเมือง หลายคนที่เรียนมาทางด้านกฎหมายรู้สึกไม่สบายใจที่เราต้องเอา “ไพ่ใบสุดท้าย” ของบ้านเมืองเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ เพราะถ้าผิดพลาดขึ้นมาก็จะล้มกันไปหมด ตอนนี้ถือว่าดีแล้วที่สังคมไม่พุ่งไปที่ฝ่ายตุ ลาการ ต้องปล่อยให้ท่านทำงานของท่านไปดีที่สุดแล้ว

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” นายกรัฐมนตรี ได้เชิญหัวหน้าพรรคการ เมืองทั้งหมดเข้าหารือและรับประทานอาหารที่บ้านพิษณุโลก

วันที่ 26/10/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.


หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” นายกรัฐมนตรี ได้เชิญหัวหน้าพรรคการ เมืองทั้งหมดเข้าหารือและรับประทานอาหารที่บ้านพิษณุโลก ผลการหารือมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้…..

“พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์”
นายกรัฐมนตรี

ประเด็นที่พูดคุยกัน คือ ผมเสนอว่าอยากขอคำแนะนำจากพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ถ้าพรรคการเมืองมีคำแนะนำที่จะให้กันได้ก็ขอให้ดำเนินการ ซึ่งเบื้องต้นจะเปิดให้ส่งมาเป็นลายลักษณ์อักษร

นอกจากนี้ผมได้เล่าให้หัวหน้าพรรคการเมืองทราบถึงการเข้ามารับตำแหน่งนายกฯ ว่า ไม่มีเป้าหมายอย่างอื่น หรือหวังเข้ามาแสวงหาใดๆ แต่เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมืองและพร้อมจะออก ไปโดยเร็ว ส่วนจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับทุกคนต้องช่วยกัน และการเชิญมาพบกันครั้งนี้เพื่อต้องการให้เห็นถึงบรรยากาศความสมานฉันท์ ไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลัง ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมยืนยันว่าจะเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรมากที่ สุด

“ในด้านการทำงานฝ่ายบริหารก็ชี้แจงว่าขณะนี้มีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่จะให้ผ่อนคลายคำ สั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.) ที่ห้ามชุมนุมทางการเมือง โดยจะนำมติ ครม.เสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อขอแก้ไขคำ สั่งดังกล่าว คิดว่าภายในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนน่าจะเป็นไปได้”

สำหรับเรื่องการขอให้ยกเลิกประกาศ คปค. ที่ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมและห้ามชุม นุมเกิน 5 คน พรรคการเมืองไม่ได้บอก ผมเป็นคนทำเอง และถือเป็นมติ ครม.ตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว จะมีการเสนอเข้าสู่ สนช. เพื่อขอให้มีการแก้ไขและได้สั่งให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้ดูแลใน รายละเอียด จริงๆก็คือยกเลิก ให้มีการชุมนุมทางการเมืองได้ แต่ไม่ใช่ในที่สาธารณะอย่างที่พูดไปในครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึก ซึ่งผมบอกไปว่าจะพยายามทำให้เร็วที่ สุด เมื่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงเอื้ออำนวยให้

ทั้งนี้ผมไม่ได้ขอความร่วมมือให้พรรคการเมืองร่วมสร้างสมานฉันท์ในบ้านเมือง ส่วนเรื่องที่ ว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศไปนานแค่ไหน ผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่ามากน้อยแค่ไหน แต่จะทำให้สั้นที่ สุด ส่วนเรื่อง “คลื่นใต้น้ำ” ผมยังไม่ทราบ แต่อย่างที่เห็น คือ มันมีจดหมายลูกโซ่บ้าง อะไรบ้าง

“พรรคไทยรักไทย ไม่ได้พูดถึงเรื่องคลื่นใต้น้ำ แต่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้ข้อคิดที่ดี คือ เรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 มาเป็นฐานมันจะทำให้ง่ายขึ้น”

“จาตุรนต์ ฉายแสง”
รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

เรื่องรัฐธรรมนูญ ผมได้เสนอต่อที่ประชุม 2 ประเด็น คือ ทำอย่างไรให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีและเป็นประชาธิปไตย โดยในส่วนของพรรคพร้อมจะจัดส่งตัวแทนไปแสดงความคิดเห็น แต่จะไม่ร่วมเป็นกรรมการและสมาชิกองค์กรใดๆที่รัฐตั้ง เพราะเราไม่อาจประทับตรารับรองให้ได้ โดยการแสดงความคิดเห็นของพรรคจะเน้นความเป็นอิสระ ไม่เน้นการหารือร่วมกับพรรคการเมืองอื่น

นายกฯได้ระบุต่อที่ประชุมว่าทหารที่เข้ายึดอำนาจ ก็ไม่มีกรอบในการร่างรัฐธรรมนูญ และสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ยังไม่เกิด เท่ากับสังคมไทยตอนนี้ยังไม่มีใครทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นไปได้ทิศทางใด ดังนั้นเมื่อมีสภาร่างรัฐธรรมนูญแล้วต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความเห็น ได้เต็ม ที่จึงจะได้รัฐธรรมนูญที่ดี ซึ่งหมายถึงต้องผ่อนปรนประเด็นที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน และพรรคการเมืองก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย

“ผมเสนอต่อนายกฯในเรื่องรัฐธรรมนูญ ว่า ไม่อยากให้เริ่มยกร่างจากกระดาษเปล่า แต่อยากให้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นแบบ โดยให้แก้ไขในประเด็นที่มีความคิดเห็นขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเร็วขึ้น สำหรับกรอบระยะเวลาการยกร่างรัฐธรรมนูญ 1 ปี 5 เดือนที่มีการเสนอมานั้น ผมเห็นว่าในธรรมนูญปกครองชั่วคราวกำหนดกรอบเวลาขั้นสูงไว้แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับคนร่าง ถ้าช่วยกันทำให้เร็ว ก็เสร็จเร็ว”

สำหรับการยกเลิกกฎอัยการศึก ผมคงชี้แจงแทนนายกฯไม่ได้ แต่ระหว่างรับประทานอาหาร นายกฯระบุว่าตั้งใจจะเร่งแก้ไขคำสั่งเกี่ยวกับพรรคการเมือง พร้อมเสนอ สนช. ส่วนเรื่องคลื่นใต้น้ำนั้นนายกฯไม่ได้สอบถามอะไร เรื่องที่คุยกันวันนี้มี 3 เรื่อง คือ บทบาทพรรคการเมือง การแสดงความคิดเห็นของพรรคการเมือง และการร่างรัฐธรรมนูญ

“บรรหาร ศิลปอาชา”
หัวหน้าพรรคชาติไทย

เรื่องที่หารือส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญที่กำลังจะร่าง นายกฯ บอกว่า ถ้าใครมีความคิดเห็นอะไรให้เสนอมา เช่น วิธีการเลือกตั้ง บางคนเสนอว่าควรจะให้ลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง รวม ทั้งการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเปอร์เซ็นต์ไม่ควรสูงมาก และเรื่องคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่ต้องให้ความเป็นธรรม ควรไปสรุปที่ศาล และผู้สมัคร ส.ส. ควรจบศึกษาแค่ภาคบังคับ

“เรื่องคลื่นใต้น้ำไม่ได้หารือกัน แต่นายกฯยังรับปากว่าจะเสนอร่างกฎหมายเข้าสภา เพื่อให้ยกเลิกคำสั่ง คปค. ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ซึ่งกำลังดำเนินการ คาดว่าคงหลังจากที่มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลเสร็จสิ้นก่อน ในการหารือครั้งนี้พูดถึงแต่เรื่องของการชุมนุม 5 คน เรื่องการชุมนุมในที่สาธารณะต่างๆก็ต้องเติมกฎหมายเข้าสภาฯเท่านั้นเอง ท่านนายกฯก็รับฟังทุกคน”

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายกฯต้องการให้ทุกพรรคมาร่วมกันเสนอความเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองและการ วางกรอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งผมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาผ่อนคลายคำสั่งของ คปค. ให้เร็วที่สุดโดยเฉพาะคำสั่งห้ามพรรคการเมืองประชุมเพื่อดำเนินกิจกรรมทาง การเมือง และคำสั่งห้ามประชาชนชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนในที่สาธารณะ ถ้ามีการแก้ไขผ่อนปรนน่าจะเป็นช่องทางที่ดีที่จะทำให้แต่ละพรรคมีโอกาสร่วม ระดม และแสดงความคิดเห็นเพื่อเสนอแนะแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญ

“นายกฯก็รับปากว่าจะพิจารณาจากสถานการณ์การเมืองอีกครั้ง และจะเร่งรัดพิจารณายกเลิกคำสั่งห้ามพรรคการเมืองประชุมเพื่อดำเนินงานทาง การเมืองให้เร็วที่สุด ส่วนคำสั่งห้ามประชาชนชุม นุมทางการเมืองเกิน 5 คนในที่สาธารณะ ทางรัฐบาลได้เตรียมนำคำสั่งดังกล่าวสู่การพิจารณายกเลิกโดย สนช. แล้ว และถ้ากังวลกรณีความเคลื่อนไหวของคลื่นใต้น้ำหลังยกเลิกคำสั่งดังกล่าว รัฐบาลก็ต้องหาวิธีการปราบกลุ่มเคลื่อนไหวเหล่านั้นอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กล้าออกมาเตรียมเคลื่อนไหว”

นอกจากนี้ผมได้เสนอแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ควรขีดวงจำกัดอำนาจนัก การเมืองให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซง หรือสร้างอำนาจในราชการ และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรวางแนวทางการแก้ปัญหาการใช้เงินอย่างมหาศาลทางการ เมือง อาทิ กรณีการรับเงินบริ จาคเข้าพรรค

“ลิขิต ธีรเวคิน”
หัวหน้าพรรคพลังแผ่นดินไทย

ผมได้เสนอแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญให้กับนายกฯ 12 ข้อ คือ 1.นายกฯต้องมาจาก ส.ส. , 2.รัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส.ไม่ต้องลาออกจากสมาชิกภาพ แต่ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงในฐานะ ส.ส. ช่วงที่ดำรงตำแหน่ง , 3.ให้ยกเลิกการกำหนดวุฒิการศึกษาผู้สมัคร ส.ส. , 4.ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ให้มีคุณสมบัติสูงเท่าวุฒิสมาชิก ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 , 5.การนับคะแนนการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ให้นับจากสัดส่วนโดยให้หารคะแนนของผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วย 100 , 6.วุฒิ สมาชิกควรมาจากการเลือกตั้งและการแต่งตั้ง , 7.การลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯในสภาฯ ให้ทำเป็นการลับ , 8.การรณรงค์เลือกตั้งให้ทำได้เฉพาะที่ กกต.กำหนดเท่านั้น เช่น ป้ายโฆษณาหาเสียงให้มีขนาดเท่ากันหมด

9.องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ต้องมีขบวนการสรรหาใหม่ เพื่อให้ได้คนที่ซื่อสัตย์สุจริต , 10.ให้มีการจัดตั้ง “ศาลการเมือง” เพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยคดีเลือกตั้งและผลเลือกตั้ง , 11.ในกรณีรัฐธรรมนูญ ฉบับร่างใหม่ มีปัญหาไม่ผ่านการประชาพิจารณ์ให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาปรับปรุงและประกาศใช้ และ 12.เปลี่ยนให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง.) เป็นองค์กรอิสระ และให้จัด ตั้งองค์กรอิสระและคุ้มครองผู้บริโภค

“นอกจากนี้ในที่ประชุมนายกฯได้พูดถึงเรื่องคลื่นใต้น้ำที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งมีพรรคการ เมืองพรรคใหญ่และพรรคเก่าแก่พรรคหนึ่ง แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมว่าเป็นเรื่องจริง และอยากให้มีการลง โทษอย่างจริงจัง”

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

“นายมีชัย ฤชุพันธุ์” ก็ได้รับเลือกเป็น “ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ”(สนช.)

วันที่ 25/10/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.


หมายเหตุ : ในที่สุด “นายมีชัย ฤชุพันธุ์” ก็ได้รับเลือกเป็น “ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ”(สนช.) ท่ามกลางแรงต่อต้านจากหลายฝ่าย ซึ่งหลังได้รับเลือกนายมีชัย ได้ให้สัมภาษณ์แสดงความเป็นห่วงกระแสต่อต้านดังกล่าว พร้อมวอนทุกฝ่ายให้ใจเย็นๆ และรอดูผลงานก่อน มีรายละเอียดดังนี้…..
“มีชัย ฤชุพันธุ์” ว่าที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

คะแนนที่ผมได้รับนี้ไม่ได้มาจากฝ่ายทหารส่วนเดียว แต่มาจากหลายฝ่ายต่างช่วยเหลือกัน มิ ฉะนั้นคงไม่ได้คะแนนท่วมท้นขนาดนี้ ซึ่งถือเป็นความปรารถนาดีของสมาชิก โดยจะพยายามทำหน้า ที่ให้ดีที่สุด ซึ่งบรรยากาศการคัดเลือกในวันนี้ก็ไม่ทำให้หนักใจกับการทำงานในภายหน้าแต่ อย่างใด เพราะทุกคนต่างใช้เหตุผล เท่าที่ดูก็ค่อนข้างรอมชอม แม้จะมีการอภิปรายบ้าง แต่ก็ไม่หนักใจ หากสมาชิกไม่อภิปรายอาจถือว่าไม่ปกติ

ทั้ง นี้ ต้องขอชี้แจงว่าประธานสภาฯ มีหน้าที่เพียงกำกับและควบคุมการประชุมให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเท่านั้น ไม่มีสิทธิอภิปรายหรือลงมติ ไม่เหมือนกับสมาชิกคนอื่นๆ ที่สามารถอภิปรายและแสดงความคิดเห็นได้อย่างมีอิสระ จึงไม่มีหน้าที่ชี้นำ หรือโน้มน้าวให้ไปในทางที่ผิดได้

“ผม ขอความกรุณาให้ทุกฝ่ายดูไปก่อน อย่าเพิ่งกังวลว่าผมจะโน้มน้าว ชี้นำให้คนอื่นทำตามที่ต้องการ ขอให้ดูผลงานไปก่อน ให้เป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นห่วงกับกระแสการต่อต้านของสังคมกับการเป็นประธาน สนช. แต่ขอให้ทุกคนทำใจเย็นๆ ไม่อยากให้ทุกคนมีความทุกข์ อย่าคิดมาก หากเห็นว่าผมทำผิดก็ท้วงติง หรือติเตือนได้ โดยจะยื่นจดหมายหรือโทรศัพท์มาถึงผมก็ได้ ซึ่งผมจะรับโทรศัพท์ด้วยตนเอง หากทำผิดก็ต้องตักเตือน”

สำหรับ การจะเปิดประชุมสภาฯได้ ต้องรอการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นประธาน สนช.ก่อน คาดว่าอย่างเร็วที่สุดก็ประมาณ 3 วัน แม้ก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี(ครม.) จะมีมติว่าจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 27 ตุลาคม นี้ แต่ก็ยังรับปากไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่

ส่วน ที่มีข้อครหาว่าผู้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 ได้เขียนเปิดทางให้คนคนเดียวเป็นทั้งประธาน สนช. ประธานสมัชชาแห่งชาติ และประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งอาจเป็นการเอื้อให้ตัวเองเข้าไปทำหน้าที่ทั้ง 3 นั้น ผมขอชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเช่นนั้น ต้องกลับไปอ่านให้ดี การที่ต้องเขียนว่าให้ประธานสมัชชาแห่งชาติ มาจากประธาน สนช.นั้น เป็นเพราะเห็นว่าสมัชชาแห่ง ชาติ มีคนจำนวนกว่า 2 พันคน อาจทำให้การคัดเลือกกันเองให้เหลือ 200 คน เป็นไปอย่างล่าช้า หากเปิดโอกาสให้ทุกคนอภิปรายก็อาจจะใช้ระยะเวลานานเกินไป แค่คนละ 2 นาที 2 พันคน ก็หลายชั่ว โมง ทั้งนี้ประธานสมัชชาแห่งชาติก็ไม่มีบทบาทสำคัญอะไร ทำหน้าที่เพียงควบคุมการประชุมให้คัด เลือกกันเองให้ได้เท่านั้น

“ต้องกลับ ไปอ่านรัฐธรรมนูญให้ดีๆ เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าประธานสมัชชาฯ มีหน้าที่ไม่แตกต่างจากสมาชิก ไม่มีบทบาทเข้าไปกำหนดทิศทางของรัฐธรรมนูญ โดยประธานแต่ละองค์กรก็แบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน”

ส่วน เรื่องที่บอกว่าผู้ที่เป็นประธาน สนช. อาจจะสามารถกำหนดทิศทางให้กฎหมายต่างๆออกมาตามความต้องการของตัวเองได้นั้น ผมยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ประธาน สนช. ไม่มีอำนาจขนาดนั้น ไม่มีทางไปกำหนดทิศทางให้ใครได้ มีหน้าที่เพียงดำเนินการประชุมเท่านั้น

สำหรับ ประเด็นที่หลายฝ่ายมองว่าในอดีตผมเป็นผู้ออกกฎหมายที่กระทบสิทธิของประชาชน และมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางกับการออกกฎหมายนั้น ผมยืนยันอีกครั้งว่าผมไม่เคยออกกฎหมายเอง เพราะคนที่ออกกฎหมายและผ่านกฎหมายจนมีผลบังคับใช้ คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โดยมี ครม.เป็นผู้เสนอ ผมทำหน้าที่เพียงร่างกฎหมายให้เท่านั้น ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่สมาชิกทั้ง 2 สภา เพราะผมทำหน้าที่เป็นกฤษฎีกา จึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องทำงานให้กับทุกรัฐบาล ต้องร่างกฎหมายให้ทุกรัฐบาลอยู่แล้ว แต่เมื่อมีปัญหาก็มาตำหนิผู้เขียน ทั้งที่ก็ทำตามหน้าที่เท่านั้น

“เมื่อ มีคนถามกฎหมาย ผมก็จะตอบ ถามมาอย่างไรก็ตอบไปตามนั้น แต่ถ้าเอามาให้ดูก่อนประกาศใช้ผมอาจจะไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะเมื่อร่างกฎหมายเข้าสภาก็มีการปรับแก้ จะว่าผมได้อย่าง ไร ส่วนที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า สนช. จะรับรองกฎหมายที่เป็นปัญหาให้ผ่านสภาจนถึงขั้นบังคับใช้นั้น ผมอยากบอกว่าอย่ากลัวไปก่อน เหมือนกลัวว่าเมื่อมีฝนแล้วกลัวว่าฟ้าจะผ่าลงมาตรงนี้ แล้วกลัวไปว่าจะทำอย่างไร ดังนั้นอย่าคิดมาก อย่าเพิ่งไปร้องไห้ ขอให้ใจเย็นๆ ไว้ ขอให้ดูผลงานไปก่อน ผลงานจะเป็นเครื่องพิสูจน์”

ประวัติ “นายมีชัย ฤชุพันธุ์”

เกิด 2 กุมภาพันธ์ 2481

คุณวุฒิ นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปริญญาโท สาขากฎหมายเปรียบเทียบ (เซาท์เทิร์น เมโทดิสท์ สหรัฐฯ)

ประสบการณ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2520-2522, สมาชิกวุฒิสภา 2526-2532, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2532-2534, สมาชิกวุฒิสภา 2535-2543, ประธานวุฒิสภา 2535-2543, ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย 2516-2520, รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง 2520-2523, รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี 2523-2535, รักษาการนายกรัฐมนตรี 2535

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | ให้ความเห็น

นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ.)ปีการศึกษา 2548-2549 เสนอยุทธศาสตร์เฉพาะด้าน เรื่อง การเสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ

วันที่ 20/10/2006

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปรอ.)ปีการศึกษา 2548-2549 เสนอยุทธศาสตร์เฉพาะด้าน เรื่อง การเสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ เพื่อให้กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี นำไปพิจารณาต่อไป ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) เขตจตุจักร กทม. มีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้….

ด้านการเมือง

สิ่งที่ขาดหายไปจากสังคมไทยคือ จิตสำนึกของความเป็นไทย และอุดมการณ์ของความรักชาติ ดังนั้นการยุทธศาสตร์การเสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติทางด้านการเมือง จึงกำหนดวัตถุประสงค์ให้ประชาชนมีจิตสำนึก และให้เห็นความส่วนสำคัญของการเข้ามามีส่วนร่วมทางด้านการเมือง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เคารพกฎกติกาของสังคม และการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองทางประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นทุกระดับ

การกำหนดยุทธศาสตร์เสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติด้านการเมืองควรกำหนด นโยบายการปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้ และความเข้าใจหน้าที่ทางการเมือง ปลูกฝังความสำคัญของผลประโยชน์แห่งชาติ และอุดมการณ์ความรักชาติให้กับบรรดานักการเมืองทุกระดับ พร้อมให้สำนึกการมีส่วนร่วมระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในสังคมแบบประชาธิปไตย ขณะเดียวกันมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชน เกิดผลในทางปฏิบัติที่แท้จริง และที่สำคัญคือการบริหารงานที่มีธรรมาภิบาลตามกฎหมายว่าด้วยกิจการบ้านเมือง ที่ดี

ด้านสังคมจิตวิทยา

ในเรื่องของวัฒนธรรมการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงโดยกลไกการตลาดจากทุนนิยมก่อให้เกิดกระแสบริโภค นิยมอย่างกว้างขวาง เด็ก เยาวชนและประชาชน บางกลุ่มปรับตัวไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงขาดภูมิต้านทานต่อสิ่งเร้าตกเป็น ทาสของวัตถุนิยมที่มาพร้อมกับวัฒนะธรรมข้ามชาติ จนขาดหลักยึดทางจิตใจ ส่งผลกระทบต่อความเข้าใจ และการรักษาไว้ ซึ่งอุดมการณ์ความรักชาติ

ดังนั้น การกำหนดยุทธศาสตร์เสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติด้านสังคมจิตวิทยา จึงกำหนดวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างอุดมการณ์การความรักชาติ ความสามัคคี และความมั่นคงของประเทศชาติ โดยผ่านกระบวนการทางด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยกำหนดนโยบายการปฏิรูปการศึกษา ทั้งระบบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ใน ขณะเดียวกันต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของประชาชน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิชาการ และนักธุรกิจ ในทุกระดับ ให้มีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต รอบรู้ พากเพียร และมีสติปัญญา เพื่อให้เกิดความสมดุล และพร้อมที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นยังต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาโดยสอดแทรกอุดมการณ์ความรักชาติ ในทุกหลักสูตรและมุ่งไปสู่ทุกกลุ่มเป้าหมาย

ด้านเศรษฐกิจ

พฤติกรรมการบริโภคของคนไทย ส่วนใหญ่ยังคงฟุ่มเฟือย และยังคงไม่นิยมใช้สินค้าไทย รวมถึงการไม่ประหยัดพลังงานที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เงินตราไหลออกนอกประเทศอย่างมากมาย ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนกลับเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ธุรกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่ของต่างชาติ ทำให้ธุรกิจห้องแถวเดิมของไทยไม่สามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ เนื่องจากรัฐมิได้ให้ความคุ้มครอง อย่างเพียงพอ

การกำหนดยุทธศาสตร์เสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติด้านเศรษฐกิจ จึงกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาด้านค่านิยมในการบริโภค อุปโภคและสร้างภูมิคุ้มกันการรุกทางวัฒนะธรรม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับ นานาชาติ กำหนดนโยบายในการปรับทัศนคติ ของปัจเจกบุคคล ในการอุปโภค บริโภค การออม การสนับสนุนสินค้า และใช้บริการของไทย มีการรณรงค์ และมีการเพิ่มการมาตรการเพิ่มการออม พร้อมกับนำแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ส่งเสริมให้มีการออมในภาพรวม เพียงพอที่จะรองรับการลงทุนในอนาคต การออกกฎหมายใหม่ และการบังคับใช้กฎหมายเก่าอย่างเข้มงวดต่อผู้ประกอบการต่างชาติ

ด้านอุตสาหกรรม

ปัญหาหลักขณะนี้ก็คือแนวโน้มที่ต่างประเทศจะกีดกันทางการค้า โดยใช้มาตรการ อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อกำหนดมาตรฐานของสินค้ารวมถึงกำหนดวิธีการผลิต การใช้แรงงาน และอื่นๆ การบริหารจัดการต่อแรงงานไทยในต่างประเทศก็ดี การหาตลาดใหม่ของสินค้า และบริการที่มีมูลค่าสูงก็ดี ยังคงต้องการการดูแลช่วยเหลือจากภาครัฐในด้านต่างๆ ซึ่งยังคงขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ขาดข้อมูลและขาดการเชื่อมโยงให้เป็นระบบเดียวกัน

ซึ่งรัฐจำเป็นต้องประสานงานกับผู้ประกอบการในประเทศ และสนับสนุนความรู้ด้านเทคนิคหรือเครื่องมือของรัฐอื่นๆ เพื่อรองรับกับอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่อุปสรรค นอกจากนั้นรัฐควรเข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดต่างๆ ทั้งด้านการเงิน และการตลาด กำหนดนโยบายส่งเสริม และเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เป็นของคนไทยให้เพียงพอ และให้มีศักยภาพในการแข่งขัน กับผู้บริการชาวต่างชาติ

โดยมีมาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายงานไปสู่ระดับสากล เพื่อให้เป็นผู้บริการในลักษณะคอนแทรกโลจิสติกส์ต่อไป ในด้านผู้ใช้บริการนั้นควรกำหนดนโยบายส่งเสริมให้เจ้าของธุรกิจของไทยมาใช้ บริการของผู้ประกอบการของไทยด้วยกันเอง ในฐานะเป็นห่วงโซ่อุปทาน และกำหนดมาตรการป้องกันทางธุรกิจ ให้ธุรกิจโลจิสติกส์ภายในประเทศ ส่วนในภาครัฐนั้นควรกำหนดมาตรการป้องกันธุรกิจการให้บริการลอจิสติกภายใน ประเทศ และเริ่มจัดตั้งสำนักงานส่งเสริม และพัฒนาผู้ประกอบการให้บริการโลจิสติกส์ของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนและบูรณาการให้ผู้ประกอบการไทย สามารถแข่งขัน และสามารถทดแทนผู้ให้บริการจากต่างชาติ ได้ในโอกาสต่อไป

ด้านความมั่นคง

แต่เกิดเหตุการณ์การก่อการร้ายในวันที่ 11 ก.ย. 2544 ที่อเมริกาเป็นต้นมา สถานการณ์ก่อการร้าย และสงครามการสร้างสถานการณ์การก่อการร้ายได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และปลอดภัยของโลกในทุกบริบทรวมทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ขบวนการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ได้สร้างกระแสปลุกปั่นให้มีความรู้สึกแบ่งแยกความไม่ไว้วางใจ ความเกลียดชังระหว่างคนไทยที่นับถือศาสนาต่างกัน โดยสภาพแวดล้อมของปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความหลากหลาย ซับซ้อน มีทั้งปัญหาระดับพื้นผิว ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาทางวัฒนะธรรม ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน

การกำหนดยุทธศาสตร์เสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติด้านความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงกำหนดยุทธศาสตร์ปัญหาความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชนมุสลิม การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน โดยการนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปฏิบัติอย่างจริงจัง กำหนดนโยบายการเรียนรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ ศาสนา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ในการมีแนวร่วมทางความคิดร่วมกำหนดนโยบาย สำหรับมาตรการการแก้ปัญหาควรใช้แนวทางสันติวิธีนำสันติสุขกลับมาสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างยั่งยืน

สิงหาคม 31, 2010 Posted by | การเมือง, ผ่าประเด็นร้อน, แนวหน้า | , , , , , | 1 ความเห็น