http://www.thaipost.net/node/21979
10 พฤษภาคม 2553 – 00:00
——-”ระยะสั้น การ ประกาศโรดแม็พเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนักลงทุนให้กลับคืนมา เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าปัญหาการชุมนุมทางการเมืองน่าจะคลี่คลาย ได้ ซึ่งจะลดผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ส่วนระยะยาว หนึ่งในโรดแม็พของนายกรัฐมนตรีที่สำคัญและจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง คือการแก้ปัญหาพื้นฐานความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ เนื่องจากปัจจุบันสังคมไทยยังถือว่ามีปัญหาความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้อยู่”———–
พลันที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศ “โรดแม็พ” สร้างความปรองดองแห่งชาติขึ้นมา ดูเหมือนคนไทยหลายคนเริ่มจะมีรอยยิ้มที่มุมปาก แม้จนถึงขณะนี้ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง ยังไม่ยุติการชุมนุม แถมยังมี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือคนเสื้อเหลือง และ กลุ่มพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน หรือคนเสื้อหลากสี ออกมาคัดค้านโรดแม็พดังกล่าว
แต่ในเชิงเศรษฐกิจ หลายฝ่ายเริ่มมองเห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” กันบ้างแล้ว
ภายใต้โรดแม็พที่กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พ.ย.2553 หรือยุบสภาประมาณครึ่งหลังของเดือน ก.ย.จะทำให้แสงสว่างดังกล่าวจะชัดเจนขึ้นหรือมอดดับลงในที่สุด คงต้องให้ “สาธิต รังคสิริ” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะหน่วยงานผู้เสนอแนะเชิงนโยบาย เป็นผู้ตอบ
0 หากมีการยุบสภาตามโรดแม็พ ผลกระทบจากการชุมนุมจะยังคงเป็นไปตามที่เคยคาดไว้หรือดีขึ้นอย่างไร
เดิมเราคาดการณ์ไว้โดยใช้ 3 ปัจจัยว่า ถ้ามีวิกฤติ 3 เดือน จะกระทบ 0.2% ถ้ายืดเยื้อ 6 เดือนจะกระทบ 0.5% และมากกว่า 6 เดือน จะกระทบ 1.8% สิ่งที่เรากลัวมากที่สุด คือ มีการกระทบกระทั่งกันรุนแรงจนมีการปิดท่าเรือหรือสนามบิน เพราะว่าภาคส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ ถ้าเครื่องยนต์นี้ยังทำงานได้ดี เครื่องบินก็ยังบินได้ อาจจะช้าลงหน่อย แต่ก็ยังบินไปได้ พาลูกเรือฝ่าวิกฤติไปได้ แล้วลูกค้าของเราทั่วโลกวันนี้เศรษฐกิจก็ดีขึ้น
ทีนี้ถ้าไม่กระทบรุนแรงถึงปิดสนามบินหรือปิดท่าเรือ ก็ไม่น่าจะมีผลเกิน 0.5% จากที่เราประเมินจีดีพีปีนี้ไว้ 4.5% ยิ่งถ้าสามารถสงบได้จริงตามที่มีการเจรจาตกลงกัน ผมว่าก็ไม่น่ากระทบถึง 0.5% คงมีผลสักประมาณ 0.2-0.3% ซึ่งยังพอไปได้ เพราะหนึ่ง ไม่ได้ยืดเยื้ออย่างที่คาด สอง ส่งออกมาช่วยลดความเสียหายจากการท่องเที่ยวได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อยากให้ประมาท เพราะการค้าระหว่างประเทศเขาจะมีออเดอร์ล่วงหน้า 4-5 เดือน ฉะนั้น เหตุการณ์ปะทะกันในเดือน เม.ย.มันยังไม่ฉายภาพผลกระทบให้เห็นชัดๆ ในเดือน เม.ย. หรือ พ.ค. แต่ต้องหลังจากนั้นอีก 2-3 เดือน แต่ก็โชคดีที่มีการปะทะทีเดียว หรือสองทีหยุด ไม่ได้ต่อเนื่องหรือยืดเยื้อ ถ้าปะทะกันแบบยืดเยื้อก็น่าจะมีผลกระทบในแง่จิตวิทยา เพราะเขาจะมองว่าระบบโลจิสติกส์ของเราจะมีปัญหาไหม เราจะส่งของให้เขาได้ไหม
0 เหมือนกับว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจที่อัตรา 4% ยังเป็นไปได้ค่อนข้างสูง
ผมเชื่อว่ายังเป็นไปได้สูง ถ้าสถานการณ์ไม่เลวร้ายไปกว่านี้ แล้วถ้าจบได้ภายใน 1-2 วันนี้ ผมว่ายังประคอง 4% กว่าต้นๆ ได้ แล้วถ้าลูกค้าต่างประเทศดีขึ้นอีก ก็อาจจะขึ้นมาเป็น 4.5% หรือถึง 5% ได้
0 ธนาคารแห่งประเทศไทยมองเศรษฐกิจปีนี้โตได้ถึง 5% เป็นไปได้แค่ไหน
ต้องบอกว่าจริงๆ ฝรั่งมองเรามากกว่านี้อีก มองถึง 6% แต่ต้องบอกว่าการคาดการณ์ของ สศค. เป็นการคาดการณ์ที่ไม่หวือหวา และไม่เสี่ยง คาดการณ์บนตัวแปร ณ วันนี้ จะไม่คิดเผื่อว่าต้องดีกว่านี้
0 ถ้าเป็นอย่างนี้จะมีผลทำให้เครดิตเรตติ้งดีขึ้นไหม เห็นว่าทางมูดี้ส์กำลังจะมาประเมิน
ผมคิดว่าการคาดการณ์ผลกระทบของไทย ค่อนข้างจะให้ตัวเลขที่ชัดเจนถึงตัวแปรที่เกิดขึ้นตามระดับความรุนแรง เพราะฉะนั้นถ้าหากความรุนแรงจบได้เร็ว พอเขามาดู ก็ไม่น่าจะกระทบมาก อย่างที่บอกว่ากระทบ 0.2-0.3% เขาบอกเฉยๆ เพราะฝรั่งเขาประเมินเรามากกว่านี้ แต่ถ้ารุนแรงกว่านี้จะมีผล ถ้าจบได้จริงผมว่าทุกอย่างจะเข้าที่อย่างรวดเร็ว
สศค.เชื่อว่าโรดแม็พจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นการประกาศโรดแม็พเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนักลงทุนให้กลับคืนมา เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าปัญหาการชุมนุมทางการเมืองน่าจะคลี่คลายได้ ซึ่ง จะลดผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ส่วนระยะยาว หนึ่งในโรดแม็พของนายกรัฐมนตรีที่สำคัญและจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง คือการแก้ปัญหาพื้นฐานความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ เนื่องจากปัจจุบันสังคมไทยยังถือว่ามีปัญหาความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้อยู่
0 ในเชิงผลกระทบจากกรณีชุมนุมต่อเม็ดเงินภาษีในภาพรวมมีแค่ไหน
ความจริงธุรกิจหลักๆ พวกโรงงานอุตสาหกรรมก็ยังไม่กระทบอะไร ที่กระทบจริงๆ ก็อุตสาหกรรมท่องเที่ยว แล้วที่มากสุดก็ในย่านนั้น คือกรอบความเสียหายเรารู้ชัดว่าอยู่ตรงไหน มีใครบ้าง ก็น่าจะกำกับดูแลให้สมเหตุสมผลในแต่ละจุดได้ ไม่ให้ใครสวมรอยเท่านั้นเอง ก็ต้องดูให้ดีหน่วยจัดเก็บต้องว่าตามจริง อย่าทำให้คนเสียหายต้องเจ็บปวดมากขึ้น แล้วก็อย่าให้ใครสวมรอยไม่ได้เสียหาย แล้วจะมาใช้ประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาด้วย
ภาพรวมรายได้ที่คาดว่าจะเกินเป้า 1.7 แสนล้านบาท ก็เหมือนอย่างที่บอกว่าส่งออกยังเป็นพระเอกอยู่ตรงนั้น ก็จะมาช่วยเหลือได้ ถ้ากระทบแค่นี้ ผมว่า 1.7 แสนล้านบาทน่าจะได้อยู่ซึ่งก็หวังลึกๆ ว่าน่าจะเก็บได้เกินเป้าเกือบๆ 2 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ เพราะมีคนเขาบริจาคมาเยอะ ทำให้ไม่ต้องกู้ มีคนบริจาคมาอีก 4 หมื่นล้านบาท (หัวเราะ) ฉะนั้นฐานะของรัฐก็ค่อนข้างมั่นคง แล้วก็ทำให้ตัวเลขดูดีขึ้น มีการหยุดการกู้ 4 แสนล้านบาท ผมว่าเป็นการทำนโยบายที่เหมาะสม แล้วก็ถูกหลักวิชาการที่สุด คือเราไม่จำเป็นต้องกู้มาเก็บไว้ แล้วจ่ายดอก จ่าย ต้น เราก็ใช้เงินที่เก็บได้เกิน ถ้าไม่พอ ค่อยออกพันธบัตรขายในประเทศก็ยังได้ ผมว่าเป็นการบริหารสภาพคล่องที่เหมาะสมกับสถานการณ์แล้ว
0 ถ้ามีเลือกตั้งใหม่วันที่ 14 พ.ย. ประเมินเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณว่าจะมีผลกระทบอย่างไรหรือไม่
ตอนนี้ยังเป็นไปตามกำหนดเวลา ตามที่คาด ซึ่งก็ประมาทไม่ได้ สศค.ก็ติดตามมอนิเตอร์ตลอด ซึ่งถ้าเป็นไปตามกำหนด ก็จะมีผลต่อจีดีพีให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ถ้าทำได้เร็วกว่านี้ ก็อาจจะโตกว่านี้ เพราะจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีขึ้น
0 งบประมาณ 2554 จะมีปัญหาหรือไม่หากต้องยุบสภาราวเดือน ก.ย.
การบริหารภาวะเศรษฐกิจในช่วงต่อไปนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องมีการจัดสรรงบประมาณปีงบประมาณ 2554 ถ้างบประมาณออกเรียบร้อยแล้ว ยุบสภาก็จะไม่มีผลทางลบ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเลือกตั้ง พ.ย. จำนวน 2.07 ล้านล้านบาท เป็นงบขาดดุล 4.2 แสนล้านบาท โดยเน้นงบประมาณเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านสังคม เช่น การศึกษา สาธารณสุข เป็นต้น ซึ่งมีเม็ดเงินในส่วนนี้ถึง 30% ของวงเงินทั้งหมด ดังนั้น หากสามารถพิจารณาและเบิกจ่ายได้ตามกรอบที่ตั้งไว้ จะช่วยให้โครงการต่างๆ ไม่สะดุด และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งหากมีการยุบสภาประมาณครึ่งหลังของเดือน ก.ย. งบประมาณก็คงผ่านเรียบร้อยแล้ว ก็จะช่วยได้ แล้วพอถึงช่วงเลือกตั้งก็จะช่วยบูธเศรษฐกิจได้อีกส่วนหนึ่งด้วย
0 มาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมที่ ครม.อนุมัติไป สศค.ต้องทำอะไรบ้าง
ตามมติ ครม.มีหลายเรื่อง แล้วก็มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น ครม.สั่งแบงก์ชาติให้ดูเรื่องผู้ใช้บัตรเครดิตว่าจะลดดอกเบี้ยได้ไหม จะลดการจ่ายเงินขั้นต่ำได้ไหม จะขยายเวลาการชำระหนี้ได้ไหม นั่นคือโจทย์ที่ ครม.โยนให้แบงก์ชาติ
ครม.ยังโยนโจทย์ให้กระทรวงแรงงาน ในเรื่องของการช่วยเหลือค่าแรงขั้นต่ำให้คนที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวรายวัน แล้วก็โยนโจทย์ให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ คือ เอสเอ็มอีแบงก์ โดยให้เงินมาก้อนหนึ่ง 5 พันล้านบาท แล้วก็กำหนดระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี ให้กู้คนละไม่เกิน 3 ล้านบาท ปีแรกไม่ต้องชำระเงินต้น ดอกเบี้ยคิด MLR-3% คาดว่าวงเงินจะเพียงพอ จากที่ประเมินผู้เดือนร้อนในย่านนั้นว่ามีประมาณ 2 พันรายเศษๆ
ครม.ก็ยังสั่งไปยังกรมสรรพากรให้ขยายเวลาการยื่นแบบชำระภาษีสำหรับผู้มีผลกระทบ แต่ต้องขออนุมัติจากกรมเป็นรายๆ ไป เพื่อจะได้รู้ว่ามีผลกระทบจริง ถ้าเป็นแบบของหัก ณ ที่จ่าย กับ VAT ก็ขยายให้ไปยื่นภายใน 2 เดือน หลังชุมนุมยุติ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ยุติ ถ้าเป็นแบบของนิติบุคคลก็ให้ไปยื่นภายในเดือน ก.ย. แต่ต้องขออนุมัติก่อนเหมือนกัน ไม่ใช่ทำโดยพลการ
ตอนนี้ได้สั่งให้เร่งเช็กว่ามติ ครม.ได้ส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ แล้วหรือยัง แล้วหน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมรายละเอียดของมาตรการไว้รองรับหรือยัง เช่น แบบฟอร์ม หลักเกณฑ์เงื่อนไข เป็นต้น ต้องรีบเร่งให้เตรียมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ถ้ามีหนังสือมาเมื่อไหร่ ก็สามารถทำได้ทันที ไม่ใช่ต้องมามัวแต่นั่งคิดอยู่อีก
0 ยังจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือที่เป็นมาตรการทางภาษี อย่างเช่นการลดภาษีอีกหรือไม่
ที่จริงในแง่ภาษีไทย เป็นภาษีที่มีการปรับตัวเองได้อัตโนมัติ อย่างเช่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นอัตราก้าวหน้า มีน้อยก็เสียน้อย มีน้อยมากก็ไม่ต้องเสีย มีมากก็เสียมาก ฉะนั้นพอเกิดวิกฤติเขาไม่มีเงิน เขา ก็ไม่ต้องเสีย หรือถ้าเป็นบริษัทเขาขาดรายได้ตรงนั้นเขามีแต่รายจ่าย เขาก็ขาดทุน เขาก็ไม่ต้องเสีย จะไปลดอะไรให้กับคนที่ไม่ต้องเสียอยู่แล้ว
ทีนี้ก็เลยมีการขอสภาพคล่องว่าขอดีเลย์การจ่ายเงินได้หรือไม่ ก็มีหลายมุมมอง หลายความคิด เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก็เป็นการหักจากคนอื่นมาส่ง ไม่ใช่เงินตัวเอง หรือ VAT ก็เก็บจากคนอื่น 7% แล้วมาส่ง ไม่ใช่เงินตัวเอง แล้วพอไม่ใช่เงินตัวเองก็มีคำถามว่ามีเหตุผลสมควรไหมที่จะเก็บเงินคนอื่นไว้ก่อน ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วก็ไม่ควรจะให้เก็บนาน แต่ว่าหากจะต้องยื่นช้าไปบ้าง เช่น เอกสารอยู่ข้างไหนไปเอาไม่ได้ หรืออาจจะไม่ครบถ้วนอาจจะทำให้เสียค่าปรับ ถ้าจะดีเลย์การชำระไปบ้างอย่างนี้พอมีเหตุผล ฉะนั้นการที่ออกนโยบายว่า หลังเหตุการณ์แล้วภายใน 2 เดือนมายื่นก็พอฟังได้ แต่หากไม่ได้กระทบเหล่านี้เลยก็ไม่มีเหตุผลจะไปยกเว้นให้
0 คิดว่าการช่วยเหลือจะจบก่อนเลือกตั้งใหม่หรือไม่
ก็ควรจะจบก่อนนะ ผมคิดว่าคราวนี้มาตรการต่างๆ น่าจะเร็วขึ้น เพราะมีประสบการณ์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมก็เร่งอยู่ให้สรุปทั้งหมดว่าทุกมาตรการรายละเอียดเป็นอย่างไร แล้วมาดูอะไรยังไม่คล่องตัว อะไรยังไม่เห็น อะไรยังไม่ออก แล้ว สศค.จะบี้ให้ เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลต่อไป
0 กังวลหรือไม่ว่าหากมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองแล้วนโยบายที่คิดไว้จะได้รับผลกระทบ
ผมคิดว่าสิ่งที่เราทำกันอยู่วันนี้ เป็นการทำบนหลักการ ไม่ได้ทำเพราะว่าใครเป็นรัฐมนตรี ดังนั้นไม่ว่าใครเป็นรัฐมนตรีก็ต้องเดินต่อ ยกเว้นว่ามีข้อมูลใหม่ๆ หรือว่าเหตุการณ์เปลี่ยนไป ต้องปรับเปลี่ยน ไม่ใช่ทุกอย่างปรับเปลี่ยนไม่ได้ แต่ถ้าบนหลักการเดียวกัน ต้องได้คำตอบเดียวกัน ถ้าไม่ได้คำตอบเดียวกัน มีหลายคำตอบ แสดงว่าหน่วยงานราชการนั้นไม่มีหลักการแล้ว เป๋แล้ว ตาม นักการเมืองอย่างเดียวแล้ว แต่ผมเชื่อว่าไม่ใช่ ผมเชื่อว่าระบบราชการวันนี้ยังดีอยู่ ทุกหน่วยงานยังพยายามยึดหลักการอยู่ว่าควรจะส่งเสริมอะไร ควรจะสร้างอะไร.