22 กรกฎาคม 2553 เวลา 12:18 น.
ผ่านทางเปิดหลักฐานทีมทนายชินวัตร ขอศาลคืนเงิน 4.6 หมื่นล้าน.
ส่วนหนึ่งจากสาระสำคัญของคำยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
หมายเหตุ - ส่วนหนึ่งจากสาระสำคัญของคำยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (ชินวัตร)อดีตภริยา นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวเมื่อวันที่ 26 มีนาคม หลังศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินจำนวน 46,373 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งล่าสุดที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเตรียมพิจารณาว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่ในวัน ที่ 11 ส.ค.
พยานหลักฐานใหม่ในการยื่นอุทธรณ์ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา278 ประกอบด้วย
1.หนังสือของการไปรษณีย์และการสื่อสารของประเทศพม่า ยืนยันว่า นโยบายการปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ให้กับรัฐบาลพม่าจำนวน4,000 ล้านบาท เป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และการเอื้อประโยชน์ตามที่ศาลฎีกาฯวินิจฉัย
2.หนังสือของบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ยืนยันว่า ตามสัญญาสัมปทานให้สิทธิกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีทีใช้สัญญาณความถี่ซีแบนด์ ทั้งหมดเพียงหนึ่งช่องทางจากดาวเทียมทุกดวง ไม่ใช่ดวงละหนึ่งช่องทางตามที่ศาลฎีกาฯวินิจฉัย ดังนั้นแม้ดาวเทียม ไอพีสตาร์ ไม่มีซีแบนด์ ก็ไม่กระทบกระเทือนสัญญาสัมปทาน จึงไม่ใช่ดาวเทียมสำรอง

3.กฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากล กติการะหว่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าการที่ศาลฎีกาฯยอมรับประกาศ คปค. (คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) มาใช้บังคับและให้มีผลเหนือกว่ารัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติที่ออกโดยกระบวน การนิติบัญญัติ เป็นการผิดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
4.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยประเด็นการออก พ.ร.ก. (พระราชกำหนด) สรรพสามิต แสดงให้เห็นว่าศาลฎีกาฯ ต้องผูกพัน จะพิพากษาขัดแย้งไม่ได้
5.บทความและบทวิเคราะห์ทางวิชาการที่มีความเห็นแตกต่างจากคำพิพากษาศาล ฎีกาฯ เช่นบทวิเคราะห์ของ นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า มาตรการทั้ง 5 ข้อตามข้อกล่าวหาของอัยการสูงสุด รัฐไม่ได้เสียหาย
ซึ่งประเด็นข้างต้นดังกล่าว ผู้ถูกกล่าวหา ประสงค์จะนำพยานหลายปากที่เกี่ยวข้องในประเด็นดังกล่าวเข้าไต่สวน แต่ศาลฎีกาฯไม่อนุญาต จึงถือว่าเป็นพยานที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาวินิจฉัยจากศาลฎีกามาก่อน จึงเข้าเงื่อนไขเป็นพยานหลักฐานใหม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 278
ในอุทธรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวยังอ้างพยานหลักฐานใหม่อีกส่วนหนึ่งถึงกรณีศาลฎีกาวินิจฉัยไม่ ครบถ้วน คือคำเบิกความของพยานที่มีจำนวนหลายสิบปาก เช่น คำเบิกความของนายทะเบียนหลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ ปลัดกระทรวงและอธิบดี คณะกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้นโดยอ้างว่าศาลฎีกาฯไม่ได้หยิบยกคำเบิกความของพยานเหล่านั้น ซึ่งเบิกความสอดคล้องกันมาวินิจฉัย และไม่ได้วินิจฉัยให้เหตุผลว่า พยานเหล่านั้นไม่ควรเชื่อถือหรือเบิกความไม่ถูกต้องไม่เป็นความจริงอย่างไร
และอ้างถึงพยานเอกสารจำนวนมากที่พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว นำเสนอต่อศาลในชั้นไต่สวนที่แสดงที่มาที่ไปในประเด็นต่างๆ และสามารถหักล้างข้อกล่าวหาของ คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) และอัยการได้ แต่ศาลฎีกาฯไม่ได้หยิบยกพยานหลักฐานเหล่านั้นขึ้นมาวินิจฉัยในคำพิพากษา
เช่น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการตรา พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต และการมีมติคณะรัฐมนตรีให้นำภาษีสรรพสามิต มาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้เป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต้องผูกพันศาลฎีกาฯ แต่ปรากฏว่าในคำพิพากษากลับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างอื่นที่ขัดแย้ง กับศาลรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ คำพิพากษายังมีบางประเด็นที่คลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริง เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงินค่าหุ้นที่นายบรรณพจน์ (ดามาพงศ์) ออกให้คุณหญิงพจมาน หายไปหนึ่ง แล้วนายบรรณพจน์ออกให้แต่มีการแก้ไขคำนำหน้าจาก “นาง”เป็น”คุณหญิง” ก่อนที่จะได้รับโปรดเกล้าฯ ซึ่งศาลฎีกาฯวินิจฉัยเพียงว่าเป็นพิรุธ เพราะตั๋วสัญญาฉบับอื่นไม่ได้หายไปด้วย แต่ก็ไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าตั๋วสัญญาที่เป็นพิรุธนั้นมีการชำระหนี้ ครบถ้วน ผ่านสถาบันการเงินจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนที่จะถูกตั้งข้อกล่าว หา
เช่นเดียวกับประเด็นการขายหุ้น บ.ชินคอร์ปให้กับบุตรและคนในครอบครัว ต่ำกว่าราคาตลาดคือขายในราคาหุ้นละ 1 บาท ซึ่งเป็นพาร์หรือราคาทุน กลับถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าไม่มีการซื้อขายหุ้นกันจริง ทั้งที่การยกทรัพย์สินให้กับบุตรสามารถทำได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าตอบแทน แต่ศาลฎีกาฯกลับเห็นว่าเป็นการโอนหุ้นให้กับบุตรชาย บุตรสาวและคนในครอบครัวถือหุ้นแทนพ.ต.ท.ทักษิณ
ส่วนประเด็นราคาหุ้น บ.ชินคอร์ป ในตลาดหลักทรัพย์ขึ้นลงตามปกติสอดคล้องกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์มาโดยตลอด โดยก่อน พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี หุ้นชินคอร์ป มีมูลค่ารวม30,000 ล้านบาทเศษ ดัชนีอยู่ที่ 327.51 จุด ในขณะช่วงเวลาที่ขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็กประเทศสิงคโปร์ มีราคาอยู่ 70,000 ล้านบาท ดัชนีอยู่ที่750.28 จุด ซึ่งในคำพิพากษาก็ไม่ได้มีคำวินิจฉัยการขึ้นลงของราคาหุ้นดังกล่าว
ส่วนเรื่องปล่อยเงินกู้ประเทศพม่า ยังมีอีกประเด็นที่ ศาลฎีกาฯไม่ได้วินิจฉัยว่า การนำเงิน300 ล้านบาทเศษ มาซื้อสินค้า บ.ไทยคม ครั้งเดียว ทำให้ร่ำรวยผิดปกติมาโดยไม่สมควรอย่างไรและการอนุมัติเงินกู้ 4,000 ล้านบาท ไม่ได้เกี่ยวข้องและไม่ได้นำเงินมาซื้อสินค้า บ.ไทยคมทั้งหมด แต่การพิจารณาอนุมัติปล่อยกู้ มาจากเหตุผลอื่น
การยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาฯดังกล่าวจึงขอให้ที่ประชุม ใหญ่ศาลฎีกามี คำสั่งรับอุทธรณ์ของทั้งหมดไว้พิจารณา และให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามี คำสั่งหรือพิพากษาให้ยกคำร้องของอัยการสูงสุด ผู้ร้องในคดีนี้ และมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ที่พิพากษาให้เงินจากการขายหุ้น บ.ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และเงินปันผล จำนวน 46,373,687,454.70 บาท รวมทั้งมีคำสั่งเพิกถอนการอายัดเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของ พ.ต.ท. ทักษิณ และครอบครัวทั้งหมดทุกบัญชี
13.874246
100.669851
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | คดีความ, ยึดทรัพย์, รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, ศาลฎีกา, สดจากสนาม, politics, posttoday |
ให้ความเห็น
21 กรกฎาคม 2553 เวลา 10:00 น.
ผ่านทางอินไซด์เหตุผลคงพรก.ฉุกเฉิน 16 จังหวัด.
“หากมีการยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน ทั้งหมด กลุ่มแนวร่วมฯจะมีการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวในทางที่จะขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง”
โดย…ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
แม้กลุ่มคนเสื้อแดงยุติการชุมนุม ความพยายามป่วนบ้านป่วนเมืองจะเบาบางลง แต่ใช่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะสงบเรียบร้อยเสียทีเดียว ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน( ศอฉ.) จึงมีความจำเป็นต้องคงพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินต่อไป
อย่างไรก็ตามแต่ เสียงเรียกร้องจากประชาชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการในต่างจังหวัดที่เห็นว่าสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะเรียบร้อยควรจะ ยกเลิก พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินได้แล้ว ก็ทำให้รัฐบาลเปิดประตูรับฟัง จนนำไปสู่การพิจารณายกเลิกประกาศพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในบางจังหวัดมาอย่าง ต่อเนื่อง
จากการประกาศพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน จำนวน 24 จังหวัด ครม.มีมติเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ยกเลิกประกาศพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน 5 จังหวัด ได้แก่ จ.ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ น่าน นครสวรรค์ และนครปฐม ล่าสุดมีมติครม. เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ยกเลิกพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินอีก 3 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง สกลนคร ร้อยเอ็ด
ภาพประกอบข่าว
จึงเหลือจังหวัดที่คงพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปอีก 16 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี เชียงใหม่ เชียงราย อุบลราชธานี มหาสารคาม หนองบัวลำภู มุกดาหาร อุดรธานี นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น ชลบุรี และ สมุทรปราการ
การพิจารณายกเลิกรอบใหม่ และการคงไว้ในจังหวัดที่เหลืออีก 16 จังหวัด มีปัจจัยหลายด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากข้อมูลการข่าวรอบด้าน คำนึงถึงความจำเป็น ไม่ใช่แค่ตามเสียงเรียกร้อง หรือการหวังผลทางการเมือง เหมือนอย่างที่กลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนำมาปลุกกระแสในขณะนี้
ดังปรากฎในเอกสาร(ศอฉ.) ลับมาก จำนวน 2 แผ่น ที่เสนอต่อที่ประชุมครม. วานนี้ โดยนายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการ ครม. เพราะนอกจากอ้างถึงข้อมูล ศอฉ. ยังมีการเสนอข้อมูลเหตุผลของสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และฝ่ายความมั่นคงระดับพื้นที่ซึ่งมาจากแม่ทัพภาคที่ 1-3 ประกอบด้วย ทั้งนี้เอกสารดังกล่าวเมื่อแจกแจงในที่ประชุมได้มีคำสั่งขอเก็บคืน
ถึงกระนั้นจากการตรวจสอบ พบว่า หน้าแรกมีการรายงานสถานการณ์ทั่วไปดังนี้ จากข้อมูลการข่าวฝ่ายความมั่นคงถึงแม้มีการประกาศพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ ยังพบการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ในลักษณะกลุ่มย่อยๆตามพื้นที่ต่างๆ คงมีความพยายามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนผ่านกลุ่มแนวร่วมฯเพื่อขยายผล สู่ประชาชนให้หลงผิด โดยมีการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมแห่งใหม่ ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุชุมชน
ขณะเดียวกันมีการสร้างความวุ่นวายโดยพบกลุ่มบุคคลเคลื่อนไหวเข้าออก ประเทศในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ไปในพื้นที่เป้าหมายเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง มีการปลูกฝังความคิดให้เยาวชนในทางที่ผิด ในด้านของฝ่ายข้าราชการ มีความพยายามสร้างความแตกแยกในหมู่ข้าราชการ และที่ต้องติดตามอย่างยิ่ง คงปรากฎพฤติการณ์ ข่มขู่ มุ่งลอบทำร้ายบุคคลสำคัญ เช่นเดิม
ดังนั้น หากมีการยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน ทั้งหมด กลุ่มแนวร่วมฯจะมีการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวส่อไปในทางผิดกฎหมายขัดต่อความ สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
ศอฉ.รายงานด้วยว่า ในส่วนของ 5 จังหวัดที่ได้ยกเลิกพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินตามมติครม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค. จากการติดตามสถานการณ์ ไม่พบการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผิดปกติ ประชาชน แนวร่วมฯ ไม่ต้องการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะเข้าสู่ฤดูการเพาะปลูก ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร จึงมุ่งทำการเกษตรเพื่อสร้างรายได้จุนเจือครอบครัว ขณะเดียวกัน แกนนำคนสำคัญถูกจับกุมหลายคน ทั้งนี้ เมื่อติดตามการเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่น พบว่าไม่พร้อมเคลื่อนไหว เพราะขาดปัจจัยแหล่งเงินทุนในการเคลื่อนไหว
เมื่อพลิกดูเหตุผลของศอฉ. ต่อการยกเลิก พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน 3 จังหวัดล่าสุด ศอฉ. รายงานว่า ไม่มีการเคลื่อนไหวของแกนนำและประชาชนในการที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ไม่ปรากฎสิ่งบอกเหตุสร้างสถานการณ์ของผู้ไม่ประสงค์ดี
อีกประการการจะยกเลิกพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายความมั่นคง ซึ่งศอฉ.พบว่า จำนวนบุคลากร ที่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามพรก.ฉุกเฉิน ของหน่วยงานความมั่นคงตามสายงานปกติมีเพียงพอรองรับสถานการณ์ได้
ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ จึงเป็นเหตุผลให้มีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ในหนึ่งจังหวัดภาคเหนือ และสองจังหวัดจากภาคอีสาน
ภายหลังการรายงานของศอฉ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า เป็นห่วงเรื่องขาดความเข้าใจอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับศอฉ.และอำนาจของพร ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ครอบคลุมอย่างไรบ้าง จึงขอให้นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช. จัดทำรายงานให้ตนเองทราบโดยละเอียด โดยนำเสนอนายกฯโดยตรง ขณะเดียวกันนำรายงานสถานการณ์จากการประกาศพรก.ฉุกเฉินเข้าที่ประชุม ครม.ทุกสัปดาห์
“ตอนนี้ ขนาดคนขับขี่รถทำผิดกฎหมายจราจร ยังอ้างศอฉ.สั่งจับเลย “ นายกฯกล่าว พร้อมกับมีเสียงหัวเราะกลางที่ประชุมครม.
13.874246
100.669851
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | นายกรัฐมนตรี, พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน, รายงานพิเศษ, วิกฤติการเมือง, วิเคราะห์, สดจากสนาม, politics, posttoday |
ให้ความเห็น
20 กรกฎาคม 2553 เวลา 11:47 น.
ผ่านทางคนจนโวยถูกเลือกปฏิบัติ กก.ปฏิรูปเสนอตั้งศาลที่ดิน.
คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับองค์กรภาคประชาชนราว 20 องค์กร ได้จัดเวทีสาธารณะ “คดีคนจน ว่า ด้วยคนจนกับความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมไทย” เมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่จุฬาฯ โดยมีสาระน่าสนใจดังนี้
เนื้อหาหลักบนเวทีจะเป็นการพูดถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับชาว บ้านในเรื่องที่ดินทำกิน โดย บำรุง คะโยธา อดีตประธานกลุ่มสมัชชาคนจน กล่าวว่า ได้ทำงานเอ็นจีโอ ได้เห็นปัญหาการถูกเอาเปรียบหลายอย่าง เช่น ปุ๋ยแพง ผลผลิตราคาตก สุดท้ายก็ใช้การปิดถนนเป็นอาวุธของคนจน ก็ตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งตำรวจก็บอกว่าต้องแจ้งข้อหาในฐานะเป็นเจ้าพนักงาน แต่สมัยก่อนไม่ถึงขั้นต้องขึ้นศาล จนมาถึงยุคสมัชชาคนจนเริ่มมีคดีที่ต้องขึ้นศาล วันดีคืนดีคดีเก่าก็มาถูกฟ้องอีก
ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดกับคนจนมันแล้วแต่ผู้มีอำนาจ ถ้าผู้มีอำนาจสั่งก็ต้องขึ้นศาล จนตนเองถึงกับเคยพูดว่าเป็นผู้นำอยู่ข้างประชาชน ไม่คุกก็ตาย ต่างจากผู้นำที่ทำเงินหารายได้

“สังคมไทยถ้าถือว่าทุจริตเป็นเรื่องปกติก็อันตราย ตอนนี้ถึงขนาดมีพูดกันว่า อบต. ย่อมาจากอมทุกบาททุกสตางค์ ผมตั้งชมรม อบต.เพื่อต่อต้านการกินตามน้ำ ปรากฏว่า อบต. 7,000-8,000 ราย เข้าร่วมแค่ 20 กว่าราย ทั้งนี้การที่รัฐบาลมีนโยบายปรองดอง ปฏิรูป ตนเองเห็นชื่อกรรมการแล้วมีความหวังว่าจะแก้ปัญหาได้ไม่มากก็น้อย” บำรุง กล่าว
ประยงค์ ดอกลำใย ตัวแทนกลุ่มปฏิรูปที่ดินโฉนดชุมชน อภิปรายว่า คดีเกี่ยวกับที่ดินในภาคเหนือเริ่มมาจากการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ มีการสร้างหลักฐานเท็จในการออกเอกสารสิทธิที่ดินให้บริษัทเอกชน รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองเคยมีมติ ครม. วันที่ 9 เม.ย. 2545 ปฏิรูปที่ดินนำร่อง ให้ชะลอการดำเนินคดีกับชาวบ้านที่เกี่ยวกับคดีบุกรุกที่ดินก่อน แต่ปรากฏว่าพอวันที่ 23 เม.ย. ก็มีมติให้ดำเนินการกับผู้บุกรุกอย่างเด็ดขาด เกิดการไล่ล่าผู้นำชุมชนที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นกรรมการตรวจสอบที่ดินถึง 109 คน จำนวน 1,046 คดี หลักทรัพย์ประกันคดีละแสนบาท ชาวบ้านก็ประกันตัวสู้คดีไม่ได้ และคำเบิกความของชาวบ้านไม่ได้รับความสนใจเท่าฝ่ายราชการ
ปราโมทย์ ผลภิญโญ ตัวแทนกลุ่มปัญหาที่ดินชัยภูมิ ระบุว่า คดีที่ดินทั่วประเทศรวมแล้วก็เป็นพัน ปัญหาเรื่องที่ดินรัฐและเอกชนมักจะใช้กระบวนการยุติธรรมมาดำเนินการกับชาว บ้าน ทั้งอาญา เช่น บุกรุก ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และมีฟ้องแพ่งอย่างไล่ที่ หรือคดีทำให้โลกร้อน ตนเองสังเกตว่าคดีที่ดินเริ่มเพิ่มมากตั้งแต่ต้นปี 2552 มาตรการกลับไม่มีผลในทางปฏิบัติ อยากเสนอว่าถ้ารัฐบาลจะดำเนินโครงการโฉนดชุมชน ขอให้ยุติคดีความต่างๆ ของชาวบ้านไว้ก่อน
พงษ์ศักดิ์ สายวรรณ ตัวแทนกลุ่มปัญหาที่ดินรัฐและเอกชน กล่าวว่า อำนาจทุนและรัฐใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกับคนจน คดีคนจนถูกดำเนินการเร็ว บางครั้งมีการแกล้งฟ้องบุกรุกที่ดินผิดแปลง คือ ฟ้องชื่อคนที่ไม่ใช่ผู้ครอบครองที่ตรงนั้น พอคนครอบครองที่ไม่ไปศาลก็ถูกตัดสินคดีไปเรื่อยๆ แล้วผู้ฟ้องก็ชนะ ชาวบ้านถูกกระทำ อยากให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยรู้ว่าความเหลื่อมล้ำในสังคมมีต้นตอมาจาก เรื่องที่ดิน แต่การแก้ปัญหารัฐแค่บอกว่าคดีอยู่ในชั้นศาล
จินตนา แก้วขาว แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบ่อนอก หินกรูด กล่าวว่า คดีที่โดนดำเนินคดีกลับกลายเป็นคดีเรียกร้องให้เกิดความเป็นธรรมในการออก เอกสารสิทธิ หรือการก่อสร้างโครงการที่ไม่ถูกต้อง เช่น โรงไฟฟ้าบ่อนอก หินกรูด โรงถลุงเหล็กบางสะพาน ขนาด เจริญ วัดอักษร แกนนำที่เคยต่อต้านเสียชีวิตไปแล้ว พ่อซึ่งอายุจะ 90 ปี ยังต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย ขณะนี้โครงการโรงไฟฟ้ารัฐบาลบอกว่าไม่คุ้มค่า ไม่สร้าง โรงไฟฟ้าได้ค่าชดเชย แต่ประชาชนกลับยังถูกดำเนินคดี เอาคดียิบย่อยหมด ทั้งบุกรุก หมิ่นประมาท ทำให้เสียทรัพย์ ละเมิดสิทธิ กระบวนการยุติธรรมชาวบ้านไม่มีโอกาสเข้าถึงได้เพียงพอ แถมยังมีการบอกให้ยอมรับสารภาพเพื่อจะลดโทษลงได้ พอเราจะค้านก็มียัดคดีเพิ่ม กลุ่มการเมืองกำลังพูดเรื่องปรองดอง แต่ชาวบ้านที่สู้เพื่อทรัพยากรกลับถูกดำเนินคดี
ไพจิต ศิลารักษ์ กลุ่มปัญหาเขื่อนปากมูล ราษีไศล แสดงความเห็นว่า ตนเองโดนคดีจำคุก 1 ปี 6 เดือน จากการทำโซ่คล้องประตูเขื่อนราคา 800 บาทขาด เมื่อตอนที่ชาวบ้านพยายามเข้าไปในเขตเขื่อนราษีไศล และยังถูกคดีซ่องโจร กรณีชุมนุมที่เขื่อนปากมูล มีการออกหมายจับตั้งแต่ปี 2542-2543 แต่เดือนที่ผ่านมาไม่รู้ตำรวจคึกอะไรขึ้นมา สภ.อ.สิรินธร แจ้งคนที่มีชื่อในคดีซ่องโจร 14 คน ครั้งนั้นไปมอบตัว ถ้าเป็นคดีบุกรุกอายุความจะ 10 ปี แต่นี่ไปตั้งข้อหาซ่องโจร อายุความ 15 ปี ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่ได้เรียกร้องรัฐบาลให้เปิดประตูระบายน้ำ เขื่อนปากมูลก็ได้เปิด ราษีไศลก็ได้เปิด ข้อตกลงกับรัฐบรรลุ แต่ทำไมคดีไม่ยุติ
ทั้งนี้ ตามกำหนดการ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเข้าร่วมสัมมนาและชี้แจงนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมกรณีที่ดินคนจน แต่ปรากฏว่า สาทิตย์ ได้แจ้งว่าติดภารกิจ ทำให้ผู้เข้าร่วมเสวนาบางคนถึงกับพูดว่า จัดเวทีแบบนี้ไม่เคยมีคนผูกไท คนมีอำนาจมาฟังเลย แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ไปมาหลายเวทีก็ไม่มีคนผูกไทมาฟัง คนมีอำนาจหน้าที่น่าจะมาดูบ้างว่าชาวบ้านเดือดร้อนอย่างไร มาร้องเพลงให้ฟังก็ยังดี อยากบอกว่าตอนนี้สองมาตรฐาน คือ คนจนติดคุก คนรวยไม่ติดคุก คนจนมาพูดแล้วไม่ฟัง เปลืองงบจัดงาน เสียเวลาทำมาหากิน
ด้าน ม.ร.ว.อคิน ระพีพัฒน์ กรรมการปฏิรูป อภิปรายว่า วัตถุประสงค์ของคณะกรรมการปฏิรูป คือ การสร้างความเป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ขณะนี้ปัญหามีสองอย่าง คือ ปัญหาเร่งด่วน และการแก้ไขในระยะยาว การจับไปขังโดยไม่มีความยุติธรรมพอ ซึ่งต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน ส่วนการแก้ไขระยะยาวก็เช่นวิธีการพิจารณาเรื่องที่ดินที่ศาลยึดเอกสารเป็น ของสำคัญที่สุด แต่บางครั้งเอกสารไม่ได้ออกอย่างยุติธรรม ซึ่งอาจจะมีการตั้งศาลพิเศษ เช่น ศาลที่ดิน และศาลสิ่งแวดล้อม และในการปฏิรูปรัฐบาลจะทำหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่คณะกรรมการปฏิรูปจะฟังจากประชาชน วัตถุประสงค์หลักคือสร้างพลังชุมชนให้รัฐเห็น และลบล้างความไม่เป็นธรรม
บัณฑร อ่อนดำ กรรมการปฏิรูป อภิปรายว่า วันที่ 22 ก.ค. คณะกรรมการปฏิรูปจะวางกรอบการทำงานให้ชัดเจนใน 3 เรื่อง คือ ปัญหา วัตถุประสงค์ และพื้นที่ โดยเฉพาะในส่วนวัตถุประสงค์ คือ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม อานันท์ ปันยารชุน มอบหมายให้ตนเองฟังม็อบต่างๆ ว่าอยากให้ปฏิรูปประเทศไทยอย่างไร
ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาประเทศในส่วนของกระบวนการยุติธรรมนั้นมันมีประเด็นใหญ่ คือ ฝ่ายรัฐ ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็มีส่วนร่วมแล้ว แต่ยังไม่มีมาจากทางภาคศาล แล้วปัญหาคดีมันก็จะพันกันอยู่อย่างนั้น
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เท่าที่ไปดูสถิติจากกรมราชทัณฑ์ มีผู้ต้องขัง 2.4 แสนคน เป็นคนจนเกือบหมด และประมาณ 5 หมื่นคน ถูกขังก่อนศาลตัดสินคดี ตนเองถามอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้ความว่า ส่วนหนึ่งถูกขังเพราะความจน ไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว มีเรื่องการกักขังแทนค่าปรับอีก แต้มต่อสำหรับคนจนมันมีน้อย ดังนั้นจะมีกระบวนการยุติธรรมเพื่อคนจนได้หรือไม่ ถ้ากระทรวงยุติธรรมให้ความยุติธรรมไม่ได้ ชื่อกระทรวงนี้ก็ไม่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีความพยายามผลักดันกองทุนยุติธรรม ต้องช่วยเหลือประชาชนเรื่องกฎหมาย เสริมสร้างศักยภาพคนจนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้เท่าคนมีฐานะ ในเรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดีและการบังคับคดี ตนเองได้รับข้อเสนอว่ารัฐมีเรียนฟรี มีรักษาพยาบาลฟรี แล้วทำไมไม่มีทนายฟรี หากจะให้คนจนมีแต้มต่อต้องมีทนายความฟรี และเจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานให้ รวมถึงกองทุนช่วยเรื่องการประกันตัว เว้นแต่คดียาเสพติด นอกจากนี้ที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม คือ ต้องให้ความรู้เรื่องกฎหมาย และให้คนจนรวมตัวกันมีความรู้ ต่อสู้เพื่อปกป้องความยุติธรรม
13.874246
100.669851
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, สดจากสนาม, โฉนดชุมชน, politics, posttoday |
ให้ความเห็น
17 กรกฎาคม 2553, 12:09 น.
ผ่านทางธกส.กำแพงเพชรลงพื้นที่แก้หนี้ชาวเขา – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

ผู้จัดการธกส.กำแพงเพชรพร้อมเจ้าหน้าที่ ลุยโละโคะ แก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้กับเกษตรกรชาวไทยภูเขา บางรายเป็นหนี้นานนับปี มีหนี้ร่วมแสน…
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยุทธนา เฮี๊ยะหลง ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร สาขากำแพงเพชร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เดินทางไปยังหมู่บ้านโละโคะ หมู่ที่ 10 ตำบลโกสัมพีนคร อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อขึ้นทะเบียน และ แก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ ให้กับเกษตรกรชาวไทยภูเขา ให้เข้าเป็นหนี้ในระบบ เป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ และยังช่วยให้มีเงินเหลือจากการจ่ายดอกเบี้ยมาเป็นเงินออม เพื่อนำไปใช้จ่ายส่วนที่จำเป็น
นายยุทธนา ผู้จัดการ ธกส.กล่าวถึงการเดินทางมาขึ้นทะเบียนให้กับเกษตรกรบ้านโละโคะครั้งนี้ว่า ธกส.มีความประสงค์ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านี้ จึงเดินทางขึ้นมาแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ พร้อมกับการรับสมาชิกรายใหม่ของ ธกส.อีกทางหนึ่งด้วย
ด้านนายเล่า แซ่โซ้ง อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 10 บ้านโละโคะตำบลโกสัมพีนคร อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเป็นหนี้ร่วม 8 ปี หนี้ร่วมแสนบาท บอกว่า กู้เงินมาใช้จ่าย ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่ารถ และส่งลูกเรียน เมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวต้องรีบขายผลผลิตนำเงินไปใช้หนี้นายทุนในอัตรา ร้อยละ 8 บาท เมื่อ ธกส.เข้ามาช่วยเหลือรู้สึกดีใจมาก จะได้มีเงินเหลือ ไม่ต้องแบกรับภาระ แบบเงินต้นทบดอก ดอกทบต้น อีกต่อไป
สำหรับบ้านโละ โคะเป็นพื้นที่ห่าง ไกลความเจริญ อยู่บนเทือกเขา การคมนาคมไปมาไม่สะดวก มีผู้อยู่อาศัยกว่า 200 กว่าหลังคาเรือน ประชากร 720 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขา ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งไร่ข้าวโพด นาข้าว การทำข้าวไร่ และปลูกผัก ทั้งที่ลาดเชิงเขา และตามแหล่งน้ำต่างๆ มีเกษตรกรประสบปัญหาหนี้ นอกระบบจำนวน 30 ราย ส่วนใหญ่เป็นหนี้จากการทำเกษตรกรรม ทั้ง ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าเมล็ดพันธุ์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน บางรายเป็นหนี้มาเกือบ 10 ปี หนี้ร่วมแสนบาท
การดำเนินการในครั้งนี้คณะของ ธกส.ต้องเดินทางด้วยความยากลำบากขึ้นเขาลงห้วย บางช่วงต้องข้ามสะพานไม่กระดานแผ่นเดียว เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้ประชุมทำความเข้าใจ สอบประวัติการเป็นหนี้ ตรวจสอบที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน พร้อมด้วยการอนุมัติสินเชื่อเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับเกษตรกร ถึงในหมู่บ้าน
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | 2553(2010), กำแพงเพชร, ธ.เพื่อการเกษตรฯ, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, หนี้นอกระบบ, หนี้สินเกษตรกร, เศรษฐกิจ, แก้หนี้ชาวเขา, ไทยรัฐ, economics, thairath |
ให้ความเห็น
17 กรกฎาคม 2553, 12:07 น.
ผ่านทางนักเศรษฐศาสตร์คาด จีดีพีสิงคโปร์พุ่งสูงสุดในโลก – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

นักเศรษฐศาตร์คาด จีดีพีสิงคโปร์จะพุ่งสูงสุดในโลก มาจากการขับเคลื่อนการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมบริการทางการเงินและการท่อง เที่ยว ที่โตสวนทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ…
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นายซอง เซงวุน นักเศรษฐศาสตร์ของซีไอเอ็มบี รีเสิร์ช และ นายเดวิด โคเฮน นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทวิจัย แอคชั่น อีโคโนมิสต์ แสดงความเห็นตรงกันว่า สิงคโปร์ จะขึ้นแท่นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่สูง รวดเร็ว และแข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ทั้งสองยังเห็นว่า การขยายตัวของจีดีพี สิงคโปร์น่าจะสูงที่สุดในโลกด้วยซ้ำ หลังจากที่รัฐบาลปรับเพิ่มการคาดการณ์ เศรษฐกิจปีนี้ว่าจะขยายตัวถึง 13-15% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 7-9% ตัวเลขนี้สูงกว่าประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจจีนที่ว่าจะขยายตัว 10.5% ด้วยซ้ำ โดยสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจสิงคโปร์ขยายตัวสูงมากก็เนื่องจากการขับเคลื่อน ของภาคการส่งออก อุตสาหกรรมบริการทาง การเงิน และการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งสวนทางกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป ขณะเดียวกัน ตัวเลขที่พุ่งสูงดังกล่าวอาจมีสาเหตุมาจากการที่จีดีพีสิงคโปร์ในปีก่อนหด ตัวลดลงไปถึง 1.3% นั่นเอง
สำหรับสินค้าส่งออกที่เป็นตัวขับเคลื่อน จีดีพีของสิงคโปร์ให้สูงลิ่วดังกล่าว มาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ชิฟ เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 44% ขณะที่การส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้น 29% นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ แพทย์ชีวภาพ เวชภัณฑ์ ปิโตรเคมี และเครื่องจักรเพิ่มขึ้น 21%
อย่างไรก็ตาม ซิตี้กรุ๊ป คาดการณ์ว่า จีดีพีของสิงคโปร์จะขยายตัวได้สูงถึง 15.5% ในปีนี้ และเป็นชาติแรกที่เปิดเผยการผลิตที่ทะยานขึ้นไปสูงถึง 45% ขณะที่การก่อสร้างขยายตัว 13.5% และภาคบริการเติบโต 11.4% จากการเปิดรีสอร์ตกาสิโน 2 แห่ง ซึ่งดึงดูดเอานักท่องเที่ยวเข้าไปในสิงคโปร์มากเป็นประวัติการณ์นั่นเอง
13.874246
100.669851
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | 2553(2010), การท่องเที่ยว, การเงิน, จีดีพี, ตลาดบริการ, นักเศรษฐศาสตร์, ประเทศสิงคโปร์, สิงคโปร์, อุตสาหกรรมบริการ, เศรษฐกิจ, เศรษฐกิจเติบโต, ไทยรัฐ, economics, thairath |
ให้ความเห็น
17 กรกฎาคม 2553, 11:57 น.
ผ่านทางเกาหลีใต้โตเกินคาด ปรับประมาณการณ์จีดีพีใหม่เป็น 5.9% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

เกาหลีใต้ประกาศปรับประเมินการณ์จีดีพีปีนี้ โต 5.9% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 4.8% พร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 2.25% หลังจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว…
สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ปรับเพิ่มการคาดการณ์จีดีพีปีนี้เช่นกันว่า จะเติบโตเกินกว่าที่คาดไว้เดิมคือ 5.9% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตในอัตรา 4.8% ทั้งนี้ ธนาคารกลางคาดว่า การส่งออกของเกาหลีใต้จะเพิ่มขึ้น 26.4% และเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่แปด ในขณะที่การลงทุนระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานจะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย รวมถึงการฟื้นตัวของรายได้ซึ่ง สนับสนุนอำนาจการซื้อของครัวเรือนให้เพิ่มขึ้น เหตุนี้ทำให้ธนาคารกลางตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 2.25% และนับเป็นครั้งแรกที่มีการตัดสินใจนี้ หลังจากที่เกิดวิกฤติการเงินโลกเป็นต้นมา
โดยนักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ จะไม่กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพราะปรับเพิ่มขึ้นจากระดับที่ต่ำเป็นประวัติการณ์นั่นเอง
13.874246
100.669851
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
ความรู้-ศัพท์ | จีดีพี, ดอกเบี้ย, ธนาคารกลางเกาหลีใต้, ประเทศเกาหลีใต้, เศรษฐกิจ, เศรษฐกิจโลก |
ให้ความเห็น
17 กรกฎาคม 2553, 09:00 น.
ผ่านทางกทช.กระชับพื้นที่ค่ายมือถือ! ดั้นเมฆห้ามโปรโมชั่นทำ “ขาเม้าท์” เซ็งเป็ด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

ผู้ใช้มือถืองานเข้าหมดสิทธิ์เม้าท์ ข้ามคืน กทช.ร่อนคำสั่งถึงค่ายมือถือห้ามเรียกเก็บราคาต่างกันทั้งโทร.ในเครือข่าย และต่างเครือข่ายหมดสิทธิ์จัดโปรโมชั่นพิเศษ….
ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2553 คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้มีคำสั่ง กทช.ที่ 19/2253 เรื่องห้ามเรียกเก็บค่าบริการในกิจการโทรคมนาคมจากผู้ใช้บริการในอัตราที่ แตกต่างกัน สำหรับบริการโทรคมนาคมลักษณะหรือประเภทเดียวกัน โดย กทช.จะส่งหนังสือคำสั่งให้ผู้บริการโทรศัพท์มือถือทุกรายเพื่อให้ปฏิบัติตาม คำสั่ง กทช.ตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือคำสั่งเป็นต้นไป โดยคาดว่าจะถึงผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในวันที่ 19 ก.ค.นี้
ทั้ง นี้ กทช.ได้มีคำสั่งสำหรับการให้บริการโทรศัพท์มือถือในโครงข่าย (on-net) และการให้บริการโทรศัพท์มือถือระหว่างโครงข่าย (off-net) 1.ห้ามผู้รับใบอนุญาตหรือผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคมดำเนินการจัดทำรายการ ส่งเสริมการขาย (โปรโมชั่น) ในลักษณะที่เรียกเก็บค่าใช้บริการโทรคมนาคมจากผู้ใช้บริการของตนในอัตราที่ แตกต่างกันสำหรับการให้บริการโทรศัพท์มือถือในโครงข่ายเดียวกัน (on-net) และการให้บริการโทรศัพท์มือถือระหว่างโครงข่าย (off-net)
2.ใน กรณีที่ตรวจสอบพบว่าผู้รับใบอนุญาตรายใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามที่กำหนด โดยมีการจัดทำรายการโปรโมชั่นที่กำหนดให้มีการเรียกเก็บค่าใช้บริการของตนใน อัตราที่แตกต่างกันสำหรับการให้บริการโทรศัพท์มือถือภายในโครงข่าย และระหว่างโครงข่าย ทางเลขาธิการ กทช.จะใช้ อำนาจตามมาตรา 64-66 ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งผู้ให้บริการโทรศัพท์ มือถือต้องถือปฏิบัติทันที
นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาดบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอสกล่าวว่า ยังไม่ได้รับประกาศคำสั่ง กทช.ที่ชัดเจนคงต้องศึกษาโดยละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ตามทางเอไอเอสได้เตรียมความพร้อมไว้บ้างแล้ว โดยเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เปิดตัวโปรโมชั่น “รักทุกค่าย” คิดค่าบริการโทร.ทุกเครือข่ายนาทีแรกละ 2 บาท นาทีต่อไป 50 สตางค์ เท่ากันทั้งหมดถือเป็นการเริ่มส่งสัญญาณการคิดค่าบริการอัตราเดียวกันทุก เครือข่าย
“แต่การจะบอกว่าค่าบริการจะถูกลงหรือแพงขึ้นต้องขึ้น อยู่กับหลายปัจจัย 1 ในนั้นที่สำคัญก็คือ ต้นทุนในการโทร.ข้ามเครือข่ายซึ่งปัจจุบันผู้ให้บริการต้องการจ่ายค่าเชื่อม โยงโครงข่าย (ไอซี) นาทีละ 1.07 บาท ให้แก่เครือข่ายที่โทร.เข้า อย่างไรก็ตาม การจะผลักภาระไปให้ผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ เบื้องต้นเราอาจจะเกลี่ยค่าบริการระหว่างโทร.ข้ามเครือข่ายและโทร.ในเครือ ข่ายให้ปรับลงมาหากันตรงจุดกึ่งกลาง เช่นหากปัจจุบันลูกค้าจ่ายอัตราโทร.ในเครือข่ายนาทีละ 50 สตางค์ โทร.ข้ามเครือข่ายนาทีละ 1.50 สตางค์ ทางเอไอเอสอาจปรับโปรโมชั่นนี้เป็น เก็บค่าโทร. ทุกเครือข่ายนาทีละ 1 บาท การที่ลูกค้าจะจ่ายค่าบริการถูกลงหรือแพงขึ้น จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการโทร.ของลูกค้าเองว่า โทร.ในเครือข่ายหรือนอกเครือข่ายมากกว่ากัน หากโทร.ในเครือข่ายมากกว่าก็ย่อมต้องจ่ายแพงขึ้น”
นายสมชัยกล่าว อีกว่า แต่สำหรับลูกค้าของเอไอเอส จะพยายามปรับโปรโมชั่นให้ลูกค้าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม เอไอเอสไม่เป็นกังวลสำหรับโปรโมชั่นใหม่ แต่สำหรับลูกค้าโปรโมชั่นเก่า ซึ่งมีอยู่กว่าครึ่งของฐานลูกค้าทั้งหมด 30 ล้านราย มีจำนวนไม่น้อยที่ใช้โปรโมชั่นโทร.ในและนอกเครือข่ายในอัตราที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนนี้ก็ต้องมาปรับให้เป็นไปตามคำสั่งใหม่ของ กทช.
นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า จะผลักดันโครงการนโยบายถนนไร้สายหรืออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศราคา ยุติธรรม ในเบื้องต้นคาดว่าราคาควรจะอยู่ที่ 150 บาทต่อเดือน ความเร็วอยู่ที่ 2 เมกะบิต ซึ่งบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กำลังเร่งดำเนินการ คาดว่าภายในเดือน ส.ค.นี้ จะเห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เรื่องการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศนั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและยังช่วยลดช่องว่างการ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของคนในประเทศด้วย “จะพยายามผลักดันให้เห็นผลภายใน 2 ปี ไม่ใช่ 5 ปี ตามแผนของทีโอทีและกสท เพราะหากทำเร็วก็จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนเพราะเมื่อคนมีฐาน ความรู้ที่ดีก็จะช่วยพัฒนาประเทศเช่นกัน”
นายจุติกล่าวอีกว่า นายกฯได้มอบหมายให้ กระทรวงไอซีทีและกระทรวงการคลังไปเร่งสรุปเรื่องการลงทุนในโครงการ 3 จี ของทีโอที และแนวทางการดำเนินการตามสัญญาสัมปทานให้แล้วเสร็จโดยเร็วแล้วนำมารายงานให้ ที่ประชุม ครม.พิจารณารับทราบต่อไป.
13.874246
100.669851
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | 2553(2010), ก.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, กทช., มือถือ, รัฐมนตรี, อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง, เศรษฐกิจ, โทรคมนาคม, ไทยรัฐ, economics, thairath |
ให้ความเห็น
17 กรกฎาคม 2553, 07:45 น.
ผ่านทางหุ้นมะกันปิดลบ ฉุดน้ำมัน ลดลงต่อเนื่อง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงกว่า 260 จุด ปิดที่ระดับ 10,097.90 จุด ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 61 เซนต์ ไปปิดที่ระดับ 76.01 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล….
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 16 ก.ค.มีแรงเทขายออกมาอย่างหนักในหุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 2 ในปีนี้ของ ซิตี้กรุ๊ป และ แบงก์ ออฟ อเมริกา ไม่เป็นไปตามเป้า เช่นเดียวกับ เจเนอรัล อิเล็กทริก (จีอี) ที่ยอดขายไตรมาส 2 ลดลง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ก.ค. ก็ปรับลดลง
ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 61 เซนต์ ไปปิดที่ระดับ 76.01 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปิดที่ระดับ 10,097.90 จุด ลดลง 261.41 จุด แนสแดค ปิดที่ระดับ 2,179.05 จุด ลดลง 70.03 จุด และเอสแอนด์พี ปิดที่ระดับ 1,064.88 จุด ลดลง 31.60 จุด.
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | 2553(2010), ดัชนีหุ้นดาวโจนส์, ตลาดหุ้น, ตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์, เศรษฐกิจ, เอสแอนด์พี, แนสแดค, ไทยรัฐ, economics, thairath |
ให้ความเห็น
17 กรกฎาคม 2553, 05:30 น.
ผ่านทางไม่ทันกระจายราคาลดฮวบแล้ว มั่นใจคุมตลาดอยู่หมัดแน่ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

อุตสาหกรรมโอ่สยบพ่อค้าอยู่หมัดสั่งการให้ศูนย์บริหารการผลิต การจำหน่ายและการขนย้ายน้ำตาลติดตามสถานการณ์น้ำตาลตึงตัวในแต่ละพื้นที่ทุก สัปดาห์….
นายประเสริฐ ตปณียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมระบายน้ำตาลโควตา ค ที่ซื้อคืนมาจากเทรดเดอร์ 3 ราย ปริมาณ 743,500 กระสอบ โดยจะทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทเทรดเดอร์ในสัปดาห์หน้าจำนวน 205,800 กระสอบ ที่เหลือจะทยอยทำสัญญาต่อไป และคาดว่าจะเริ่มระบายน้ำตาลได้ในต้นเดือน ส.ค.นี้ โดยมีกำหนดระบายให้เสร็จภายในเดือน ก.ย. ผ่านยี่ปั๊วที่อยู่ในระบบจำหน่ายปกติ 20-25 ราย ซึ่งยี่ปั๊วจะซื้อน้ำตาลจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายในราคาหน้าโรงงาน กิโลกรัมละ 19-20 บาท และน้ำตาลจะถึงมือผู้บริโภคในราคาที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศแนะนำ
ทั้ง นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะประสานงานกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศเพื่อ ตรวจสอบพื้นที่ที่น้ำตาลตึงตัวเพื่อกระจายน้ำตาลไปยังพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถ้าพบว่าพื้นที่ใดมีน้ำตาลตึงตัวก็จะนำน้ำตาลที่ประมูลมากระจายไปก่อน “ตั้งแต่มีการประกาศซื้อคืนน้ำตาลโควตา ค ส่งผลให้ปัญหาน้ำตาลตึงตัวลดลง โดย สอน.ได้สั่งการให้ศูนย์บริหารการผลิตการจำหน่ายและการขนย้ายน้ำตาลติดตาม สถานการณ์น้ำตาลตึงตัวในแต่ละพื้นที่ทุกสัปดาห์ เนื่องจากข่าวการซื้อคืนน้ำตาลโควตา ค ส่งผลให้ตลาดมีความมั่นใจว่าจะมีน้ำตาล ส่งผลให้บางพื้นที่ที่น้ำตาลเคยมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 28-30 บาท มีราคาลดลงกิโลกรัมละ 1.5-2.0 บาท และในบางพื้นที่ที่เคยมีปัญหาน้ำตาลขาดตลาดได้มีน้ำตาลเข้าสู่ตลาดเป็นปกติ แล้ว เช่น ลำปาง อุตรดิตถ์ พิจิตร เพชรบูรณ์
นายประเสริฐกล่าว ว่า ขณะนี้ผู้ค้าส่งน้ำตาล (ยี่ปั๊ว) แจ้งให้กระทรวงอุตสาหกรรมทราบว่า เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการที่กระทรวงพาณิชย์ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการเพื่อแก้ปัญหาน้ำตาลตึงตัว โดยกำหนดให้ที่ขนย้ายน้ำตาลตั้งแต่ 1,000 กิโลกรัมขึ้นไป ในพื้นที่ 107 อำเภอ 24 จังหวัด ที่ติดชายแดนจะต้องขออนุญาตกับกระทรวงพาณิชย์และต้องขนให้เสร็จภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งการให้ สอน.ติดตามแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้มีปัญหาการกระจาย น้ำตาล.
13.874246
100.669851
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | 2553(2010), น้ำตาลทราย, ปรับราคา, ราคาสินค้า, เศรษฐกิจ, ไทยรัฐ, economics, thairath |
ให้ความเห็น
17 กรกฎาคม 2553, 05:00 น.
ผ่านทางไอเอ็มเอฟยาหอมไทยโตกระจาย 7-8% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

สำหรับปี 2554 นั้น ไอเอ็มเอฟประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในอัตรา 4% และมีอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ โดยยังมีความเสี่ยงผลกระทบของเศรษฐกิจยุโรป และปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ….
วานนี้ (16 ก.ค.) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกแถลงการณ์ปรับประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นทางการ โดยประมาณการว่าภายใต้เศรษฐกิจโลกที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวในอัตรา 4.5% คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2553 นี้ จะขยายตัวในอัตราที่สูงมากอยู่ที่ 7-8% เนื่องจากการขยายตัวที่ดีในด้านการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชน ขณะที่สนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง และไอเอ็มเอฟพอใจที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ 1.5% ในวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา สำหรับปี 2554 นั้น ไอเอ็มเอฟประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในอัตรา 4% และมีอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ โดยยังมีความเสี่ยงผลกระทบของเศรษฐกิจยุโรป และปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่ยังคงมีอยู่
ไอเอ็มเอ ฟยังระบุถึงงานหนักของไทยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจคือ การเร่งฟื้นฟูการลงทุนในประเทศอีกครั้ง และการปฏิรูปโครงสร้างของระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และการพัฒนาภาคสถาบันการเงิน ซึ่งหากประเทศไทยสามารถดำเนินการได้จะนำไปสู่การเติบโต 4-5% ต่อปีในระยะปานกลางอย่างยั่งยืน.
13.874246
100.669851
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | 2553(2010), กนง., กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, ประเทศไทย, เศรษฐกิจ, เศรษฐกิจเติบโต, เศรษฐกิจไทย, ไทยรัฐ, ไอเอ็มเอฟ, economics, thairath |
ให้ความเห็น
16 กรกฎาคม 2553, 20:00 น.
ผ่านทางธ.กรุงเทพปรับดอกเบี้ยเงินฝาก-กู้ มีผล 19 ก.ค. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

ธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทั้ง 2 ด้าน โดยเงินฝากประจำทุกระยะเวลาปรับเพิ่มสูงสุด 0.500% เงินกู้เพิ่มขึ้นเพียง 0.125% มีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2553
เมื่อวันที่ 16 ก.ค. รายงานข่าวจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้มีการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ และเงินกู้ ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ด้าน โดยด้านเงินฝาก ได้มีการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำสำหรับลูกค้าทั่วไป โดยเงินฝากประจำ 3 เดือน จาก 0.750% เป็น 0.875% เพิ่มขึ้น 0.125% เงินฝากประจำ 6 เดือน จาก 0.750% เป็น 1.000% เพิ่มขึ้น 0.250% เงินฝากประจำ 12 เดือน จาก 0.750% เป็น 1.250% เพิ่มขึ้น 0.500% เงินฝากประจำ 24 เดือน จาก 1.500% เป็น 1.750% เพิ่มขึ้น 0.250% และเงินฝากประจำ 36 เดือน จาก 1.750% เป็น 2.000% เพิ่มขึ้น 0.250%
สำหรับ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทุก ประเภทปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.125% โดยอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) หรือ MLR จาก 5.875% เป็น 6.000% อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR จาก 6.125% เป็น 6.250% และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR จาก 6.375% เป็น 6.500% อัตราดอกเบี้ยสูงสุดยังคงเป็นอัตราเดิม กรณีปกติเท่ากับ 11.500% และกรณีผิดนัดชำระหนี้เท่ากับ 15.000% โดยทั้งหมดมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. 2553.
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | 2553(2010), ดอกเบี้ย, ธนาคาร, ธนาคารกรุงเทพ, อัตราดอกเบี้ย, อัตราดอกเบี้ยเงินกู้, อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก, เศรษฐกิจ, ไทยรัฐ, economics, thairath |
ให้ความเห็น
16 กรกฎาคม 2553, 19:13 น.
ผ่านทางกรณ์น้อมรับปปช.ยันsmsตอบกลับไม่ได้บังคับ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.
รมว.คลัง “กรณ์” พร้อมรับการพิจารณาของ ป.ป.ช. กรณีการส่งเอสเอ็มเอส ยืนยัน การตอบกลับให้เป็นไปตามความสมัครใจ ไม่ได้บังคับ…
เมื่อ วันที่ 16 ก.ค. 2553 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้ผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลการขอให้บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่งข้อความสั้น (SMS) เพื่อขอให้ประชาชนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น และร่วมมือกันนำพาประเทศชาติ ไปสู่ความก้าวหน้า และมีความสมัครสมานสามัคคีไปยังผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 ราย ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค และ ทรูมูฟ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2551 ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และตนเอง ว่าไม่เป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 103 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด มูลค่าเกิน 3 พันบาท ซึ่งตนพร้อมรับการพิจารณาของป.ป.ช.ที่เห็นว่าการส่งSMS เป็นการช่วยเหลือกับทางราชการ มิใช่เป็นการส่งในฐานะส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ และยังไม่มีการกำหนดเรื่องใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนในการดำเนินการ เพราะไม่ใช่ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
รมว.คลัง กล่าวต่อว่า การขอให้ 3 บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่งข้อความไปยังผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อน ที่นั้น บริษัทฯ จะได้รับค่าตอบแทนในกรณีที่ประชาชนส่งข้อความสั้นกลับมาข้อความละ 3 บาท ต่อการส่งข้อความหนึ่งครั้ง โดยข้อความที่นายกฯส่งออกไปได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “…สนใจได้รับการติดต่อจากผมกรุณาส่งรหัสไปรษณีย์ 5 หลัก ของท่านมาที่เบอร์ 9191 (3บ)” การได้รับค่าตอบแทนจากการส่งข้อความสั้นและการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวเป็น การตัดสินใจบนเงื่อนไขการทำธรุกิจรวมไปถึงเจตนาในการมีส่วนร่วมในการแก้ ปัญหาประเทศชาติ และเป็นการัดสินใจโดยสมัครใจ ซึ่งยังมีผู้ให้บริการอีก 1 รายที่ไม่เข้าร่วมกิจกรรม คือ ฮัทช์ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีหน่วยงานของรัฐบาลถือหุ้นใญ่
“การส่ง SMS ตอบกลับก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจและเลือกที่จะสื่อสารกลับ มิได้เป็นการบังคับให้ทุกคนที่ได้รับต้องสื่อสารกลับแต่อย่างใดข้อความ SMS ที่นายกรัฐมนตรีส่งออกไปเมื่อได้รับข้อความที่ประชาชนส่งตอบ แสดงถึงเจตนารมณ์ของท่านที่ต้องการจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการหาทางออก และนำพาประเทศชาติไปสู่ความสำเร็จ และมีความสมัครสมานสามัคคีกัน ในประเทศ โดยการกระทำดังกล่าวมิได้มุ่ง ที่จะหาประโยชน์เพื่อตนเอง แต่อย่างใด อันที่จะสังเกตได้จากข้อความเสียง (voice page) ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ส่งออก ไปว่า “สวัสดีครับ ผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมขอขอบพระคุณที่ท่านตั้งใจช่วยกันนำบ้านเมืองของเราออกจากวิกฤต ผมทราบดีว่าวันนี้ท่านเดือดร้อนในเรื่องปากท้อง และเครียดกับความขัดแย้งที่เกิด ขึ้นในสังคม ผมมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ ที่จะทุ่มเทใช้ความรู้ความสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ให้พี่น้องคนไทยอย่างเสมอ ภาคด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต แต่งานของผมจะไม่ประสบความสำเร็จ หากพวกเราทุกคนไม่สมัครส มานสามัคคีกัน ผมขอโอกาสให้ประเทศไทย และคนไทยทุกคนได้มีความก้าวหน้า มีความผาสุกเพื่ออนาคตที่ดีสำหรับลูกหลานคนไทย” นายกรณ์ กล่าว
รม ว.คลัง กล่าวอีกว่า การที่ภาคเอกชนมีความประสงค์ที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อนำพาประเทศออกจาก วิกฤติ และก้าวไปสู่ความสมัครสมานสามัคคีของคนในสังคม และประเทศนั้นถือเป็นเรื่องที่ดีและน่ายกย่อง เนื่องจากประชาชนทั่วประเทศต่างได้รับผลประโยชน์โดยทั่วกัน มิใช่เป็นเรื่องที่ควรวิจารณ์ หรือกล่าวหาว่าเป็นการกระทำผิดแต่อย่างใด
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | 2553(2010), กรณ์ จาติกวณิช, คดีเอสเอ็มเอส, รัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เศรษฐกิจ, ไทยรัฐ, economics, thairath |
ให้ความเห็น
16 กรกฎาคม 2553, 17:30 น.
ผ่านทางชงกม.แอบถ่าย ในโรงหนัง คุก4ปีปรับ8แสน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

นายอลงกรณ์ พลบุตร
“พาณิชย์” เผยชง ครม.สัปดาห์หน้า เห็นชอบกฎหมายเอาผิดพวกแอบถ่ายในโรงหนัง ก่อนเสนอเข้าสภาฯ คาดมีผลบังคับใช้ทันปีนี้ เพื่อแก้ปัญหาละเมิดสิทธิ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ที่แต่ละปีมีความเสียหายกว่า 7.2 พันล้านบาท…
เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2553 นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกร่าง พ.ร.บ.แอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ พ.ศ. … ว่า ขณะนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ยกร่างเสร็จแล้ว และ ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า หากผ่านความเห็นชอบจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาในสมัยที่จะถึง หรือในเดือน ส.ค.นี้ และเข้าสู่กระบวนการออกเป็นกฎหมายต่อไป คาดจะมีผลบังคับใช้ในปีนี้
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าการยกร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการเพราะสหรัฐฯกดดัน และไม่ได้หวังจะให้สหรัฐฯปลดไทยออกจากบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (พีดับบลิวแอล) แต่เพื่อต้องการแก้ปัญหาการละเมิดในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ที่แต่ละปีมีความเสียหายสูงถึง 7,252 ล้านบาท และหากกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว คาดว่าจะทำให้มีการสร้างหนังไทยเพิ่มขึ้นขึ้น 14 เรื่องต่อปี คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นตลอดห่วงโซ่การผลิตไม่ต่ำกว่า 2,443 ล้านบาท และมีการจ้างงานเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 4,900 งาน
สำหรับสาระสำคัญกำหนด ว่า ผู้ใดบันทึกภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์โดยมิชอบ ให้ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายนี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า การกระทำดังกล่าวจะขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของ เจ้าของสิทธิ์ หรือกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของสิทธิ์เกินสมควรหรือ ไม่ หากผู้ใดฝ่าฝืน จะมีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท แต่หากกระทำร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือใช้บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปีจะมีโทษเป็น 2 เท่า เป็นต้น
นายอลงกรณ์ ยังกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วานนี้ (16ก.ค.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์โลก วันที่ 20-30 พ.ย.53 โดยงานดังกล่าวแบ่งการจัดงานเป็น 4 กิจกรรมคือ การประชุมเศรษฐกิจสร้างสรรค์โลก วันที่ 28-30 พ.ย.53 งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ วันที่ 20-30 พ.ย.53 งานเทศกาลออกแบบบางกอก 2553 วันที่ 20-30 พ.ย.53 และงานเทศกาลเคเบิลทีวี วันที่ 27-28 พ.ย.53 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 195 ล้านบาท.
13.874246
100.669851
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | 2553(2010), กรมทรัพย์สินทางปัญญา, กระทรวงพาณิชย์, พ.ร.บ.แอบถ่ายในโรงภาพยนตร์, ภาพยนตร์, รัฐมนตรี, อลงกรณ์ พลบุตร, อุตสาหกรรม, เศรษฐกิจ, ไทยรัฐ, economics, thairath |
ให้ความเห็น
16 กรกฎาคม 2553, 17:16 น.
ผ่านทางปิดตลาดหุ้นไทยว่ิงขึ้นสวนทางภูมิภาคที่ปรับตัวลง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

ปิดการซื้อ-ขาย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิดตลาด 827.54 จุด เพิ่มขึ้น 6.52 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 36,700.16 ล้านบาท…
ดัชนี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันศุกร์ที่ 16 ก.ค. 2553 ปิดตลาดที่ระดับ 827.54 จุด เพิ่มขึ้น 6.52 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 36,700.16 ล้านบาท หลักทรัพย์เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 193 หลักทรัพย์ ลดลง 154 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 149 หลักทรัพย์
สำหรับ 5 อันดับซื้อขายสูงสุดประจำวันนี้ ได้แก่ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) , บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) , บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)
ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาค ปรับตัวลดลงทุกตลาด โดยดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 20,250.16 จุด ลดลง 5.46 จุด ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดตลาดที่ระดับ 9,408.36 จุด ลดลง 277.17 จุด และ ดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน ปิดตลาดที่ระดับ 7,664.57 จุด ลดลง 39.95 จุด.
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | 2553(2010), ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย, ตลาดหุ้น, ตลาดหุ้นภูมิภาค, ธนาคาร, พลังงาน, เศรษฐกิจ, ไทยรัฐ, economics, thairath |
ให้ความเห็น
16 กรกฎาคม 2553, 16:11 น.
ผ่านทางกสิกรไทยปรับขึ้นดอกเบี้ย เงินฝากและเงินกู้ มีผล 19 ก.ค. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

ธนาคารกสิกรไทย ขานรับนโยบายกนง.ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 0.10-0.60% ส่วนเงินกู้ปรับเพิ่ม 0.05-015% มีผล 19 ก.ค. นี้…
เมื่อ วันที่ 16 ก.ค.2553 นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 0.10-0.60% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.05-0.15% มีผลตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน ปรับจาก 0.65% เป็น 0.75% เงินฝากประจำ 6 เดือน ปรับจาก 0.65% เป็น 1.00% เงินฝากประจำ 12 เดือน วงเงินฝากต่ำกว่า 10 ล้านบาท ปรับจาก 0.65% เป็น 1.00% วงเงินฝากตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ปรับจาก 0.65% เป็น 1.25% เงินฝากประจำ 24 เดือน ปรับจาก 1.50% เป็น 1.75% และเงินฝากประจำ 36 เดือน ปรับจาก 1.75% เป็น 2.00%
สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ปรับจาก 5.85% เป็น 6.00% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชีสำหรับลูกค้าชั้นดี (MOR) ปรับจาก 6.15% เป็น 6.25% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) จาก 6.45% เป็น 6.50%
นางสาวขัตติยา กล่าวต่อว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ในครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และนโยบายของทางการที่ได้ส่งสัญญาณของทิศทางการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย นโยบาย อีกทั้ง ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่บางแห่งก็ได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินกู้ และเงินฝากไปก่อนหน้าแล้ว
กรกฎาคม 31, 2010
Posted by SoClaimon |
เศรษฐกิจ, ไทยรัฐออนไลน์ | 2553(2010), กนง., ขัตติยา อินทรวิชัย, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, ดอกเบี้ย, ธนาคาร, ธนาคารกสิกรไทย, อัตราดอกเบี้ย, เศรษฐกิจ, ไทยรัฐ, economics, thairath |
ให้ความเห็น