ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ทุเรียน (โรค, แมลง)

Posted on: มิถุนายน 15, 2010

The Thai Fruit – บทความ.

โรค ที่สำคัญ
-  โรครากเน่าโคนเน่า
-  โรคราสีชมพู
-  โรคราใบติด
-  โรคใบไหม้/แอนแทรคโนส
วัชพืช
-  แห้วหมู
-  หญ้าตีนนก
-  ผักบุ้งยาง
แมลงและไรศัตรูที่สำคัญ
-  เพลี้ยไก่แจ้และลักษณะการทำลาย
-  เพลี้ยไฟและลักษณะการทำลาย
-  เพลี้ยจักจั่นฝอยและลักษณะการทำลาย
-  ไรแดงแอฟริกันและลักษณะการทำลาย
-  เพลี้ยแป้งและลักษณะการทำลาย
-  หนอนกินขั้วผล
-  หนอนเจาะเม็ดทุเรียน
-  หนอนเจาะผล
ศัตรูของทุเรียน
โรครากเน่าโคน เน่า
สาเหตุ  เชื้อรา
ลักษณะอาการ  เชื้อราสามารถทำลายได้ทุกส่วนของพืช
-  อาการเน่าที่โคนหรือลำต้นจะสังเกตเห็นคล้ายคราบน้ำมันบนผิวเปลือกได้ชัดเจน โดยเฉพาะช่วงสภาพอากาศแห้ง เมื่อใช้มีดถากบริเวณคราบน้ำพบเนื้อเยื่อเปลือกเป็นแผลสีน้ำตาล ถ้าอาการเน่าลุกลามจนรอบโคนต้นทำให้ใบทุเรียนร่วงหล่นหมดทั้งต้น ยืนต้นแห้งตายในเวลาต่อมา
-  อาการรากเน่าใบทุเรียนสลดไม่เป็นมันในช่วงแรก ต่อมาใบค่อยๆ ซีดเหลืองและหลุดร่วง ปลายรากฝอยเน่าเปื่อยและถอดปลอก หรือรากแขนงมีอาการเน่า
-  อาการผลเน่า มักพบกับผลใกล้แก่ในช่วงฝนชุกเป็นจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำบนปลายหนามหรือ ซอกหนาม จุดแผลจะขยายลุกลามเมื่อผลสุก หรือบางครั้งอาจพบแผลเน่าขนาดใหญ่สีน้ำตาลดำบนผลขณะอยู่บนต้น  หากสภาพอากาศเหมาะสม
-  ช่วงเวลาระบาด ระบาดมากในช่วงฝนตกชุก หรือในช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง อาการโคนเน่าจะเห็นได้ชัดเจนในช่วงหมดฝน
โรคราใบติด
สาเหตุ  เชื้อรา
ลักษณะอาการ อาการเริ่มแรก  ใบคล้ายถูกน้ำร้อนลวก มีสีซีดจาง ขอบแผลสีเขียวเข้ม รูปร่างไม่แน่นอน เชื้อราลุกลาม  ทำให้ใบซีดและแห้งอย่างรวดเร็ว ใบที่ร่วงหล่นหรือมีลมพัดไปยังยอดอื่น โรคจะแพร่ระบาดข้าทำลายยอดใหม่ โดยยึดติดแน่นด้วยเส้นใยของเชื้อรา ทำให้มองเห็นใบแห้งเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่งถ้าสภาพอากาศเหมาะสม โรคอาจระบาดรวดเร็วทั่วทั้งต้น
ช่วงระบาด ระบาดมากในช่วงฤดูฝนโดยเฉพาะต้นที่มีใบแน่นทึบเกินไป
โรคราสีชมพู
ลักษณะอาการ  เชื้อราเข้าทำลายบริเวณง่ามถึง โคนกิ่งสร้างเส้นใยสีขาวแกมชมพูเจริญปกคลุมผิวกิ่งแล้วแผ่ขยายลุกลามไปตาม กิ่ง เมื่อใช้มีดถากเปลือกบริเวณที่ถูกทำลายตรวจดูจะพบเนื้อเยื่อภายในเปลี่ยนสี น้ำตาล เส้นใยของเชื้อราจับตัวกันแน่น บนผิวเปลือก มีลักษณะเป็นคราบสีขาวแกมชมพู แห้งแข็งบนผิวเปลือก เปลือกปลายของกิ่งที่ถูกเชื้อราทำลายจะแสดงอาการใบเหลืองแห้งตายเป็นกิ่งๆ
ช่วงเวลาระบาด ระบาดมากในช่วงฤดูฝน
โรคใบไหม้/แอนแทรกโนส
สาเหตุ  เชื้อรา
ลักษณะอาการ คล้ายกับโรคใบติด กล่าวคือ แผลไหม้สีน้ำตาล เกิดบริเวณขอบใบ หรือกลางใบเนื้อใบที่ไหม้สีน้ำตาลอ่อนและบางลง  แสงสามารถทะลุผ่านได้เมื่อยกส่องกับแดด ขอบแผลสีน้ำตาลเข้ม ใบที่ไหม้ยังคงติดอยู่กับกิ่ง ไม่ร่วงหล่นง่าย  โรคเกิดกระจายไปทั่วทั้งต้น ต่างกับโรคใบติดที่เกิดเป็นหย่อม เชื้อราสาเหตุโรคแพร่ระบาดได้ทางลม และมีพืชอาศัยหลายชนิด
ช่วงเวลาระบาด ช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง ส่วนใหญ่เกิดในช่วงพืชแตกใบอ่อน หรือพืชอ่อนแอ เช่น สภาพขาดน้ำในฤดูแล้งเป็นต้น
แมลงและไรศัตรูที่ สำคัญ
เพลี้ยไก่แจ้
ลักษณะและการเข้าทำลาย ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบหงิกงอ ถ้าระบาดมากทำให้ใบอ่อนร่วง และยอดแห้งตาย
ช่วงเวลาระบาด ระยะแตกใบอ่อน
เพลี้ยไฟ
ลักษณะและการเข้าทำลาย  ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงจากดอกและผลอ่อน ทำให้ดอกแห้งและร่วงได้ หนามเป็นแผล
ช่วงเวลาระบาด  ระยะออกดอกและผลอ่อน
เพลี้ยจักจั่นฝอย
ลักษณะและการเข้าทำลาย  ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนดูดกินน้ำ เลี้ยงจากใบ ทำให้ใบบิดงอ มีอาการไหม้บริเวณขอบใบ หากระบาดในช่วงใบอ่อนจะทำให้ใบร่วง
ช่วงเวลาระบาด  ระยะแตกใบอ่อน
เพลี้ย แป้ง
ลักษณะและการเข้าทำลาย  ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงจากผล โดยมีมดช่วยคาบพาไปยังส่วนต่างๆ ของต้นทุเรียนทำให้ผลแคระแกร็น และเชื้อราเข้าทำลายซ้ำ
ช่วงเวลาระบาด  ระยะเริ่มติดผลจนผลโตเต็มที่
ไรแดง
ลักษณะและการทำลาย  ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณหน้าใบทุเรียน ทำให้ใบร่วง
ช่วงเวลาระบาด ในช่วงระยะเวลาที่มีอากาศแห้งแล้ง
หนอนกินขั้วผล
ลักษณะและการเข้าทำลาย  ตัวหนอนกัดแทะขั้วและเปลือกผลทุเรียน ทำให้เป็นแผลเสียคุณภาพ
ช่วงเวลาระบาด  ระยะทุเรียนผลอ่อนจนถึงผลแก่
หนอนเจาะ ผล
ลักษณะและการเข้าทำลาย  ตัวหนอนกัดกินและทำรังบริเวณผิวผลทุเรียน หากเจาะกินเข้าไปถึงเนื้อจะทำให้ผลเน่าเมื่อสุก
ช่วงเวลาระบาด ทำลายผลทุเรียนตั้งแต่ผลอายุ 6 สัปดาห์หลังดอกบานจนถึงเก็บเกี่ยว
หนอนเจาะ เมล็ดทุเรียน
ลักษณะและการเข้าทำลาย    ตัวหนอนเจาะไขเข้าไปกัดกินเมล็ด และถ่ายมูลออกมา ทำให้เนื้อทุเรียนเปรอะเปื้อนเสียหาย หนอนอาศัยในผลทุเรียนจนกระทั่งผลแก่ เมื่อหนอนโตเต็มที่ หรือถ้าผลร่วงก่อน จะเจาะรูออกมาเข้าดักแด้ในดิน
ช่วงเวลาระบาด  เจาะทำลายผลทุเรียนตั้งแต่ผลอายุ 6 สัปดาห์ จนถึงเก็บเกี่ยว

วัชพืช
ลักษณะและวัชพืชและชื่อวัชพืช  เป็นวัชพืชที่ครบวงจรชีวิตภายในฤดูเดียว เช่น หญ้าตีนนก หญ้านกสีชมพู หญ้าตีนติด หญ้าขจรจบดอกเล็ก หญ้าขจรจบดอกใหญ่ หญ้าลูกเห็บ เทียนนา ผักบุ้งยาง สาบแร้งสาบกา กระดุมใบ ไมยราบหนาม เป็นต้น
ลักษณะและวัชพืชและชื่อวัชพืช  เป็นวัชพืชที่สามารถขยายพันธุ์ด้วยต้น ราก เหง้า หัว และไหล เช่น หญ้าคา หญ้าชันกาด หญ้าแพรก แห้วหมู เถาตอเชือก ผักปราบ เป็นต้น

คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช อย่างถูกต้องและเหมาะสม

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม เกษตรกรควรรู้จักศัตรูพืช ชนิดและอัตราการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช การเลือกใช้เครื่องพ่นและหัวพ่นที่ถูกต้อง รวมทั้งการพ่นที่ถูกต้อง มีข้อแนะนำควรปฏิบัติดังนี้

การใช้สาร ป้องกันกำจัดศัตรูพืช
-  ตรวจซ่อมอุปกรณ์เครื่องพ่น อย่าให้มีรอยรั่ว เพื่อป้องกันสารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้าและร่างกายของผู้พ่น
-  ต้องสวมเสื้อผ้าและอุปกรณ์ป้องกันสารพิษ ได้แก่ หน้ากากหรือผ้าปิดจมูก ถุงมือ หมวก และรองเท้า เพื่อป้องกันอันตรายจากสารพิษ
-  อ่อนฉลากคำแนะนำ เพื่อคุณสมบัติ และวิธีการใช้ของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชก่อนปฏิบัติงานทุกครั้ง
-  ควรพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัด หรือลมแรง และขณะปฏิบัติงานผู้พ่นต้องอยู่เหนือลมตลอดเวลา
-  เตรียมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
-  ปิดฝาภาชนะบรรจุสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้สนิมเมื่อเลิกใช้เก็บไว้ในที่ มิดชิด ห่างจากสถานที่ปรุงอาหาร แหล่งน้ำและต้องใส่กุญแจโรงเก็บทุกครั้ง
-  ภายหลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าที่ใส่ขณะพ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
-  ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับ ปลอดภัย โดยดูจากตารางการจัดการตามแผนผลิตทุเรียนคุณภาพ  ในหัวข้อการจัดการเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดผลผลิต
-  เมื่อใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชหมดแล้ว ให้ล้างภาชนะบรรจุสารด้วยน้ำ 2-3 ครั้ง เทน้ำลงในถังพ่นสาร ปรับปริมาณน้ำตามต้องการก่อนนำไปใช้พ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช สำหรับภาชนะบรรจุสารเคมีที่ล้างคือ ขวด กล่องกระดาษและถุงพลาสติก ให้ทำลายโดยการฝังดิน ห่างจากแหล่งน้ำ และให้มีความลึกมากพอที่สัตว์ไม่สามารถคุ้ยขึ้นมากได้ ห้ามเผา และห้ามนำมาใช้ใหม่

การพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
เครื่องพ่นสาร : เครื่องพ่นสารที่เกษตรกรนิยมใช้ ได้แก่ เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว
วิธีการใช้
-  ก่อนการพ่นสารจะต้องตรวจสอบรอยรั่วตามข้อต่างๆ โดยเติมน้ำลงในถังพ่นสาร หากมีรอยรั่ว ควรซ่อมแซมให้เรียบร้อย
-  หัวพ่นที่ใช้ควรเป็นหัวพ่นแบบกรวยกลวงซึ่งให้ละอองเล็กละเอียด และใช้หัวพ่นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของรูพ่นประมาณ 1.0-1.2 มิลลิเมตร ปรับความดันในระบบการพ่นให้ได้อย่างน้อย 30 บาร์ เมื่อต้นทุเรียนมีความสูง 4.0-5.0 เมตร ถ้าหากทรงพุ่มมีขนาดใหญ่ หรือสูงประมาณ 8.0-10.0 เมตร ควรใช้หัวพ่นโตขึ้น และเพิ่มความดันเป็น 40 บาร์
-  สวมชุดป้องกันสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้มิดชิดเนื่องจากในการพ่นไม้ยืนต้น โอกาสที่ละอองจะตกบนร่างกายมิได้ทุกขณะ
-  สังเกตทิศทางลมก่อนการพ่นสาร ถ้าหากไม้ผลมีทรงพุ่มใหญ่และสูงควรแบ่งการพ่นออกเป็น 4 ส่วน (ใต้ลมซ้าย ใต้ลมขวา  เหนือลมซ้าย และเหนือลมขวา)  เริ่มต้นการพ่นสารจากทิศทางใต้ลมไปทางทิศทางเหนือลม โดยปรับหัวพ่นให้ได้ละอองขนาดเล็ก แล้วทำการพ่นจากส่วนยอดลงมายังส่วนล่างของต้น ส่ายหัวพ่นจากซ้ายไปขวา หรือขวามาซ้าย พ่นให้ละอองเกาะใบหรือช่อดอกหรือผลอย่างทั่วถึง แต่ไม่ควรพ่นซ้ำไปมาจนละอองรวมตัวไหลลงดิน ในการพ่น ผู้พ่นควรยืนห่างต้นพอสมควร ละอองจะแพร่กระจายได้ดี
-  ในกรณีที่จำเป็นต้องต่อก้านพ่นตัวไม้ไผ่ให้สูงขึ้น ควรปรับหัวพ่นให้เป็นฝอยละเอียดก่อนถ้าหากไม่ปรับหัวพ่น ผู้พ่นจะไม่สามารถปรับตัวพ่นได้ เพราะที่ปรับอยู่ปลายไม้ส่วนบนสุดจะเกิดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์
-  อัตราการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชนั้นขึ้นอยู่กับเครื่องพ่นสารและขนาดของ ทรงพุ่มต้นไม้ตามคำแนะนำสรุปดังนี้

คำแนะนำการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในไม้ผลด้วยเครื่องยนต์ พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว

<!– /* Font Definitions */ @font-face {font-family:”Angsana New”; panose-1:2 2 6 3 5 4 5 2 3 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:roman; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;} @font-face {font-family:Tahoma; panose-1:2 11 6 4 3 5 4 4 2 4; mso-font-charset:0; mso-generic-font-family:swiss; mso-font-pitch:variable; mso-font-signature:1627421319 -2147483648 8 0 66047 0;} /* Style Definitions */ p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal {mso-style-parent:””; margin:0in; margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:16.0pt; font-family:”Angsana New”; mso-fareast-font-family:”Times New Roman”;} @page Section1 {size:8.5in 11.0in; margin:1.0in 1.25in 1.0in 1.25in; mso-header-margin:.5in; mso-footer-margin:.5in; mso-paper-source:0;} div.Section1 {page:Section1;} –>

/* Style Definitions */

table.MsoNormalTable

{mso-style-name:ตารางปกติ;

mso-tstyle-rowband-size:0;

mso-tstyle-colband-size:0;

mso-style-noshow:yes;

mso-style-parent:””;

mso-padding-alt:0in 5.4pt 0in 5.4pt;

mso-para-margin:0in;

mso-para-margin-bottom:.0001pt;

mso-pagination:widow-orphan;

font-size:10.0pt;

font-family:”Times New Roman”;

mso-bidi-font-family:”Times New Roman”;

mso-ansi-language:#0400;

mso-fareast-language:#0400;

mso-bidi-language:#0400;}

รายละเอียด

ความสูง (เมตร)

4.0-5.0

6.0-7.0

8.0-10.0

อัตราการพ่น (ลิตรต่อต้น)

5.0-8.0

10.0-12.0

15.0-20.0

ขนาดรูพ่น (มิลลิเมตร)

1.2

1.6

>1.6

แรงดัน (บาร์)

30

35-40

40-45

About these ads
ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.
  • Lou: Heya, this really is such an incredible topic to learn about.
  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!

หมวดหมู่

%d bloggers like this: