ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ตั้งองค์การอิสระ(เฉพาะกาล) คลี่คลาย’มาบตาพุด’ เมษายน 30, 2010

http://www.thaipost.net/node/21264

25 เมษายน 2553 – 00:00

ในการประชุมทำความตกลงในการจัดตั้งองค์การอิสระและคัดเลือกกรรมการบริหาร องค์การอิสระ  ตามมาตรา  67  วรรคสอง  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ซึ่งมีผู้แทนจากองค์การเอกชน  และสถาบันอุดมศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม  ทรัพยากรธรรมชาติ  และสุขภาพ  จำนวน  103  คน  ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเข้าร่วมประชุมทำความตกลงในการจัดตั้งองค์การ อิสระอย่างพร้อมเพรียง  ที่ประชุมมีฉันทามติเห็นพ้องร่วมกันจัดตั้งองค์การ อิสระ  (เฉพาะกาล)  เพื่อช่วยเร่งคลี่คลายปัญหาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  จ.ระยอง

ขณะเดียวกันผู้แทนองค์การเอกชนและสถาบันอุดมศึกษาได้ทำการเลือกผู้แทน จำนวน   12   คน  เพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารองค์การอิสระ  (เฉพาะกาล)  เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  โดยกรรมการทั้ง  12  คน  มาจากผู้แทนขององค์การเอกชนและสถาบันอุดมศึกษาในแต่ละด้าน  ประกอบด้วย  เพ็ญโฉม  แซ่ตั้ง,  เริงชัย  ตันสกุล,  ว่าที่  ร.ต.สุรพล  ดวงแข,  วีรวัธน์  ธีรประสาธน์,  ศุภกิจ  นันทะวรการ,  วีรพงษ์  เกรียงสินยศ,  รศ.ดร.สันทัด  ศิริอนันต์ไพบูลย์,  ดร.ถนอม ศักดิ์  บุญภักดี,  อาจารย์สัญชัย  สูติพันธ์วิหาร,  ศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์  เมนะเศวต,  รศ.ดร.นพ.พิทยา  จารุพูนผล  และ  ดร.ธนวรรธน์  อิ่มสมบูรณ์
หลังจากนี้  คณะกรรมการบริหารจะมีการประชุมเพื่อสรรหาประธานกรรมการบริหารองค์การอิสระ กันในวันที่  30  เมษายน  2553  ณ  กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม  (สำนักงานชั่วคราวองค์การอิสระ)  ต่อไป  ในช่วงแรกของการเตรียมความพร้อมขององค์การอิสระนี้นอกจากการสรรหาประธานให้ ได้ภายใน  15  วันแล้ว  ยังต้องกำหนดหลักเกณฑ์  วิธีการ  และระยะเวลาในการพิจารณาให้ความเห็นขององค์การอิสระ  ตามมาตรา  67  วรรคสอง  ของรัฐธรรมนูญ   และการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารขององค์การอิสระเอง  คาดว่าองค์การอิสระ  (เฉพาะกาล)  จะสามารถเดินหน้าสางปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในอีก  1-2  เดือนข้างหน้า
เหตุที่ต้องมีการจัดตั้งองค์กรอิสระ  (เฉพาะกาล)  นั้น  ดร.เดชรัตน์  สุขกำเนิด  กรรมการประสานการให้ความเห็นขององค์การอิสระ  กล่าวว่า  ในระหว่างที่ยังไม่มีการจัดตั้งองค์การอิสระตามร่าง  พ.ร.บ.องค์การอิสระ  ซึ่งเวลานี้  ร่าง  พ.ร.บ.ผ่านการปรับปรุงของคณะกรรมการกฤษฎีกาและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว   ขณะที่ภาคประชาชนระดมรวบรวมรายชื่อ   และเตรียมจะผลักดันเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติ   ซึ่งอาจจะใช้เวลา  6  เดือน-1  ปี   กว่าจะจัดตั้งองค์การอิสระได้  จึงจำเป็นต้องตั้งองค์การอิสระ  (เฉพาะกาล)  เพื่อให้ความเห็นประกอบโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่าง รุนแรง   ตามมาตรา   67    วรรคสอง
“ที่ต้องรีบประสานให้มีองค์กรอิสระ  (เฉพาะกาล)  ก็เพื่อให้พร้อมเข้าอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาร่างรายงานการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ   หรือ  public  review   ซึ่งขณะนี้โครงการมาบตาพุดอยู่ในขั้นตอน  public  review  ถ้ามีคณะกรรมการบริหารองค์การอิสระทำงานในช่วงช่องว่างให้ความเห็นต่อ โครงการจะช่วยคลี่คลายปัญหาได้”  อาจารย์เดชรัตน์เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งตั้งองค์กรอิสระ  (เฉพาะกาล)
พร้อมระบุว่า   ที่จริงองค์การอิสระต้องมีเมื่อ  10  ปีที่แล้ว  ตามรัฐธรรมนูญปี  2540   แต่ก็ไม่เกิดขึ้น  จนวันนี้มีการจัดตั้งตามรัฐธรรมนูญปี  2550  มาตรา  67  หมวดสิทธิชุมชน  ถือเป็นการเริ่มต้นกลไกหนึ่งที่จะดูแลและคุ้มครองสิทธิชุมชน  ซึ่งต้องรักษาความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ  สังคม  และสิ่งแวดล้อม  โดยความเห็นขององค์การอิสระต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นเหตุผลและสิทธิ ชุมชน
สำหรับการให้ความเห็นขององค์การอิสระนั้น  อาจารย์เดชรัตน์ระบุว่า  จะเกิดขึ้นในขั้นตอนหลังจากที่รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและ สุขภาพ  (EHIA)  ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการแล้ว  โดย  สผ.จะเป็นผู้ส่งรายงาน  ซึ่งคณะกรรมการมีเวลาไม่เกิน  60  วันในการพิจารณาให้ความเห็นนับแต่ได้รับข้อมูล  และอาจจะเชิญผู้เกี่ยวข้อง มาให้ข้อเท็จจริงหรือส่งข้อมูลหลักฐานได้ตามเห็นสมควร  การให้ความเห็นไม่จำกัดเฉพาะการให้ความเห็นต่อรายงาน  EHIA  เท่านั้น  แต่ให้ความเห็นโดยรวมต่อโครงการได้ด้วย  ซึ่งการให้ความเห็นทำควบคู่ไปกับ การจัดรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย  นอกจากนี้องค์การอิสระสามารถเข้าไปสังเกตการณ์ในกระบวนการทำรายงาน  EHIA  ได้
และแม้ว่าองค์การอิสระ  (เฉพาะกาล)  จะเร่งจัดตั้งขึ้นเพื่อบรรเทาวิกฤติโครงการมาบตาพุด  แต่อาจารย์เดชรัตน์ขยายรายละเอียดว่า  อำนาจของคณะกรรมการบริหารองค์การ อิสระ  (เฉพาะกาล)  ตามมาตรา  67  มีหน้าที่ให้ความเห็นต่อโครงการหรือกิจกรรมที่อาจเกิดผลกระทบชุมชนรุนแรง  ซึ่งไม่เฉพาะโครงการในพื้นที่มาบตาพุดหรือโครงการใหญ่ระดับชาติเท่านั้น  แต่รวมถึงโครงการในระดับท้องถิ่นที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน ด้วย  เมื่อให้ความเห็นแล้วให้จัดส่งไปยังหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบหรือเป็น ผู้อนุญาต  ไม่ว่าหน่วยงานนั้นจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างกับความเห็นขององค์การอิสระอย่าง ไร  ต้องทำบันทึกชี้แจงตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
ส่วนที่หลายฝ่ายเป็นห่วงเรื่องความตัดสินใจให้ความเห็นขององค์การอิสระ  ซึ่งมาจากกรรมการเพียง  13  คนนั้น  อาจารย์เดชรัตน์บอกว่า  หลังการประชุมคณะกรรมการ  4  ฝ่าย  ที่มีนายอานันท์  ปันยารชุน  เป็นประธาน  ก็มีความกังวลว่า  จะมี  13  อรหัตน์ให้ความเห็นในทุกเรื่อง  ซึ่งเราก็สรุปและแนวทางว่า  กรรมการมีอำนาจแต่งตั้งที่ปรึกษา  คณะอนุกรรมการ  หรือคณะทำงานเพื่อช่วยพิจารณาให้ความเห็น  จะเป็นผู้แทนจาก  103  คน  ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้วก็ได้
“คณะอนุกรรมการจะช่วยทำให้การทำงานขององค์การอิสระไม่เป็นคอขวดและเปิด กว้าง   อาจจัดตั้งคณะทำงานในระดับภูมิภาค   จังหวัด  หรือในรายสาขา  ประเภทของโครงการก็ได้”  อาจารย์เดชรัตน์กล่าว
อานันท์  ปันยารชุน  ประธานกรรมการประสานงานการให้ความเห็นองค์การ อิสระ  ฝากถึงกรรมการองค์การอิสระว่า  ปัญหามาบตาพุดเป็นปัญหาเฉพาะกาลเท่านั้น  เมื่อกรรมการได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตามมาตรา  67  วรรคสอง  ซึ่งหัวใจสำคัญคือสิทธิชุมชน  นั่นหมายความว่าต้องใช้กับทั้งประเทศ  จะมีความเหลื่อมล้ำไม่ได้  ความเห็นขององค์การอิสระจะมีความสำคัญมาก  ถือเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทย  ให้เดินไปในทางที่ถูกต้องเหมาะสม  มองประโยชน์ราษฎร์เป็นส่วนใหญ่  ความเห็นขององค์การอิสระจำเป็นต้องสร้าง สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ  สิ่งแวดล้อม  และสุขภาพ  ซึ่งองค์การนี้ไม่ได้ขึ้นกับคณะกรรมการ  4  ฝ่าย  หรือรัฐบาลแต่อย่างใด
ประธานกรรมการประสานงานฯ  กล่าวต่อว่า  ปัญหาสังคมไม่ใช่แก้ได้ด้วยกฎหมายหรือการเมือง  ทุกวันนี้มีคำพูดพล่อยๆ  กันเหลือเกิน  แก้ด้วยนิติศาสตร์บ้าง  นิติรัฐบ้าง  รัฐศาสตร์บ้าง  จนกระทั่งแก้ด้วยกำลัง  ตราบใดวิธีคิดของคนไม่ไปในทางสร้างสรรค์  ไม่ว่าจะเขียนวิธีการหรือกลไกอย่างไรก็ไม่แก้ปัญหาความขัดแย้งในการพัฒนา อุตสาหกรรมเกิดขึ้น  เพราะที่ผ่านมาเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันสามฝ่าย  ทั้งภาคธุรกิจ  ภาครัฐ  และประชาชน  เอาเปรียบด้านความรู้  ฐานอำนาจ  อิทธิพล  การเงิน  ทำให้สังคมอยู่ไม่ได้
รัฐธรรมนูญมาตรา  67  วรรค  2  จะมาสร้างกลไกเพื่อนำไปสู่คำตอบร่วมกันว่า  อุตสาหกรรมกับชุมชนอยู่ร่วมกันได้  กระบวนการเหล่านี้  เรียกว่า  “พิมพ์เขียว”  ซึ่งไม่สามารถผลิตอะไรได้  อย่างน้อยการดำเนินการต่างๆ  วันนี้มีกลไกแก้ปัญหาร่วมกันเพื่อสร้างสันติสุขร่วมกัน  แต่ก็ขึ้นกับประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายรัฐว่าเป็นเช่นไร  สังคมต้องจับตามอง  ขณะที่ภาคธุรกิจเปลี่ยนวิธีคิดหรือเปล่า  ภาคประชาชนเอาแต่ได้หรือเปล่า  ปรับวิธีคิดหรือยัง
“ถ้าจะแก้อย่างยั่งยืน  ทุกฝ่ายเปลี่ยนวิธีคิด  ทัศนคติ  ไม่ใช่แต่ละฝ่ายใช้กลไกที่เราออกแบบมาเพื่อให้ทะเลาะเบาะแว้ง  และฟ้องศาล มากขึ้น  ไม่ใช่สร้างแบบแผนขึ้นมาเพื่อซ้ำเติมปัญหาความแตกแยกของสังคม  เรื่องการ พัฒนาอุตสาหกรรมกับความเป็นอยู่ของชาวบ้าน  องค์การอิสระไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของใคร  แต่เพื่อประเทศที่มีประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ  แต่ไม่ใช่ตามใจประชาชน  องค์การอิสระไม่ได้สร้างเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลหรือภาคธุรกิจ  แต่มีเป้าหมายให้เกิดกลไกแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและถาวร”  นายอานันท์ฝากทิ้งท้าย.

 

บทเรียนมาบตาพุด เมื่อ “HIA” ไม่ใช่คำตอบ

http://www.thaipost.net/node/21265

25 เมษายน 2553 – 00:00

ครั้งหนึ่งคนไทยเคยฝากความหวังเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ  ไว้กับ  รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม   (Environmental  Impact  Assessment)  หรือ   EIA  ที่หลายฝ่ายรวมถึงภาครัฐการันตีว่ามีความเข้มงวดเพียงพอ  ว่าจะไม่ทำให้สิ่ง แวดล้อมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนต้องเดือดร้อน  จากการก่อสร้าง หรือก่อตั้งโครงการขนาดใหญ่  ทั้งที่อยู่อาศัย  โรงงาน  รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม

แต่กรณี  “มลพิษมาบตาพุด”  ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  จ.ระยอง  พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า  การการันตีดังกล่าวไร้ความหมาย  เพราะศาลปกครองจังหวัดระยองตัดสินให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  ประกาศให้ท้องที่เทศบาลเมืองมาบตาพุดทั้งหมด  รวมทั้ง  ต.เนินพระ  ต.มาบข่า  อ.บ้านฉาง  เป็นเขตควบคุมมลพิษ  อันเป็นผลจากกรณีชาวบ้านเรียกร้องสิทธิความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  หลังทนทุกข์กับมลพิษจากนิคมอุตสาหกรรมที่ปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม  จนส่งผลต่อสุขภาพและวิถีความเป็นอยู่มานานกว่า  20  ปี  ซึ่งนั่นหมายความว่ามาตรฐานการจัดทำ  EIA  เกิดปัญหา!  โดยเฉพาะในด้านการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน  ในกระบวนการกำหนดชะตาชีวิต ที่เป็นสวัสดิภาพของตน  และการทุจริตคอรัปชั่นในกระบวนการอนุมัติ  EIA
จวบกระทั่งรัฐธรรมนูญ  ฉบับปี  พ.ศ.2550  (ฉบับลงประชามติ)  ระบุในมาตรา  67  วรรค  2  ให้เพิ่มหัวข้อ  “สุขภาพ”  เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินโครงการ  และยังมีพระราชบัญญัติ  (พ.ร.บ.)  สุขภาพแห่งชาติ  พ.ศ.2550  ที่ให้สิทธิประชาชนในการเข้าร่วมประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะ ต่างๆ  จนก่อเกิดเป็น  รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสุขภาพ  (Health  Impact  Assessment)  หรือ  HIA  เครื่องมือใหม่ที่เป็นความหวังของทุกคน ว่า  HIA  จะเข้ามาอุดรูรั่วของ  EIA  และเป็นตัวหลักที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหามลพิษมาบตาพุดให้ลุล่วงในแบบองค์รวม  ทั้งปัญหาสุขภาพ  สุขภาวะความเป็นอยู่  ระบบเศรษฐกิจ  และสิ่งแวดล้อม
ทว่าในเวทีประชุมวิชาการเรื่อง  “มาบตาพุด…บทเรียนปัญหาสิ่งแวดล้อมไทย”  ที่  ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย  หรือ  ศสอ.  (EHWM)  ในการกำกับดูแลของ  สำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี  สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา   (สกอ.)  เครือข่ายมหาวิทยาลัย ไทยด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม   (TUCEM)  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  (สวทช.)  และ  สมาคมนักวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา   (ATPAC)   จัดขึ้นเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา  ณ    โรงแรมมิราเคิล  แกรนด์  คอนเวนชั่น  เพื่อระดมความคิดเห็นและแนวทางแก้ไขปัญหา  กรณีมลพิษมาบตาพุด  จากเหล่านักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัย  รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  กลับมีความเห็นต่างและกังวลว่า  กระบวนการ  HIA  ที่กำลังเป็นความหวังของใครหลายคน  อาจล้มเหลวไม่เป็นท่า  หากขั้นตอนการปฏิบัติ  EIA  แค่ทำตามกฎหมายกำหนด  ด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน  แล้วถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการ  และเห็นว่า  HIA  อาจไม่ใช่คำตอบในการแก้ไขปัญหามลพิษมาบตาพุด
เกี่ยวกับเรื่องนี้  ศ.ดร.เมธี  เวชารัตนา  อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนิวเจอร์ซี  สหรัฐอเมริกา  (NewJersey Institute  of  Technology)  ในฐานะนักวิชาการที่เคยเข้าร่วมแก้ไขปัญหามลพิษมาบตาพุดในอดีต  แสดงความคิดเห็นว่า  เหตุผลของการเกิด  HIA  ในประเทศไทย  หากมองในแง่ดีก็คือว่าเป็นเรื่องดี  ที่ชุมชนจะได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง   แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปจริงๆ   แล้ว  HIA  ไม่ได้ให้คำตอบเลยว่า   ปัญหามลพิษที่ชาวบ้านทนรับอยู่เดิมนั้น  จะไม่ทับถมเพิ่มขึ้นจากกลุ่ม   65  ประเภทกิจการ  ที่ถูกระงับการดำเนินการชั่วคราวจากอำนาจคำสั่งศาลปกครองสูงสุด  โดยในที่นี้มี  26  กิจการ  ที่เข้าข่าย  11  โครงการ  ที่ศาลอนุญาตให้เดินหน้าต่อไปได้
“ไม่มีใครบอกได้เลยว่าพื้นที่ในเขตพื้นที่ควบคุมมลพิษนี้  จะรองรับมลพิษได้อีกมากน้อยเพียงใด  หรือที่เป็นอยู่ก็เกินจะรับแล้ว  ขณะที่  HIA  ก็เป็นแค่กระบวนการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน  ซึ่งถ้ามีการตกลงสมประโยชน์ที่ต่างฝ่ายต่างพอใจ  เห็นพ้องให้มีการเปิดโรงงาน  หรือแค่รับฟังให้จบๆ  พอเป็นพิธีตามกฎหมายแบบไม่ใส่ใจ  กรณีปัญหามลพิษก็อาจเกิดขึ้นอีกได้  และกลายเป็นปัญหาที่หนักหน่วงกว่าเดิม  เพราะขนาด  EIA  ที่ว่าเข้มงวดยังเกิดแอคซิเดนท์ตามมาได้เลย”
ปัญหาอีกอย่างที่อาจทำให้  HIA  ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ไขมลพิษมาบตาพุด  ศ.ดร.เมธีชี้ว่า  มาจากการทุจริตในกระบวนการอนุมัติ  EIA  ที่มีบรรดาอาจารย์ในรั้วมหาวิทยาลัยเข้าไปเป็นที่ปรึกษา    โดยมูลค่าของค่าตอบแทนในการเข้าไปศึกษาถึงผลกระทบนั้นมหาศาล    ทำให้หลายคนหลงใหลในกลิ่นเงิน  เข้ามาร่วมทำ  EIA  เพราะหวังค่าตอบแทน  บางรายอาจถึงขั้นร่วมฮั้วทุจริตเขียน   EIA  ให้ดูดี  เพื่อโครงการให้ผ่านการอนุมัติแต่พอเกิดปัญหาขึ้น   กลุ่มคนพวกนี้กลับไม่ได้รับการลงโทษ  ทั้งๆ  ที่เขาได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านในฐานะผู้มีปัญญา  ที่จะมาช่วยให้การดำเนินชีวิตอยู่ดีมีสุข
“ฉะนั้น  เมื่อมีการผลักดันให้เกิด  HIA  ก็น่าเป็นห่วงว่าเครื่องมือใหม่ที่ว่า  จะกลายเป็นบ่อเงินให้กลุ่มคนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์  โดยเฉพาะกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เข้าไปเป็นที่ปรึกษา  โดยที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่จริงจังเข้มงวด  รองรับการกระทำผิดของคนพวกนี้  สุดท้ายก็จะเกิดปัญหาเหมือนกรณี  EIA  และชาวบ้านก็จะเป็นผู้รับกรรมเหมือนเดิม  จุดนี้จึงเป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องเร่งแก้ไข”
อย่างไรก็ตาม  ศ.ดร.เมธียังนำเสนอหนทางแก้ไขปัญหามลพิษมาบตาพุด  จ.ระยอง  อย่างยั่งยืน  ในมุมมองของนักวิชาการที่เคยเข้าร่วมโครงการบำบัดมลพิษในฐานทัพของกระทรวง กลาโหม  สหรัฐอเมริกาว่า  ปัญหามลพิษมาบตาพุดในปัจจุบัน  ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคที่เกี่ยวกับการตรวจพบ สารอันตรายปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป  แต่กลายเป็นปัญหาทางสังคมและระบบ ดูแลแก้ไขที่ไร้ประสิทธิภาพ  โดยจุดบกพร่องสำคัญที่ทำให้การแก้ปัญหาไม่ขับเคลื่อนแม้เวลาเลยผ่านไปกว่า  20  ปี  ก็คือ  การปกปิดข้อมูล
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมคนเดิมกล่าวต่อว่า  ทางแก้ในเบื้องต้นก็คือ  ให้องค์กรอิสระที่จะเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหามาบตาพุด  ตามรัฐธรรมนูญมาตรา  67  วรรค  2  มีอำนาจเบ็ดเสร็จ  สามารถเรียกดูข้อมูลปัญหาได้ทั้งหมด  และนำมาเผยแพร่ให้กับประชาชนได้ ทราบ  หรือวางไว้เป็นฐานข้อมูลกองกลางเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไข  โดยมีข้อแม้ว่าข้อมูลที่เปิดเผยเหล่านี้  ประชาชนไม่สามารถนำเอามาเป็นหลักฐานฟ้องร้องได้  เพราะส่วนตัวมองว่าการฟ้องร้องต่อกันจะทำให้ปัญหาไม่จบสิ้น  ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทางโรงงานไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลก็เพราะกลัวถูกฟ้อง
“กลับกันที่สหรัฐ  แม้ว่าฐานทัพเขาจะมีความลับเข้มข้นระดับชาติ  ในเรื่อง การคิดค้นผลิตอาวุธอย่างไร  แต่เมื่อมลพิษมันมีมากและส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม  เขาก็ต้องเปิดเผยข้อมูลให้แก่คนที่จะเข้าไปจัดการ  เพื่อให้การบำบัดเป็นไปอย่างถูกวิธี  ปลอดภัย  ถ้ามีการปกปิดโทษที่ได้รับก็คือจำคุก  โดยโทษดังกล่าวไม่เว้นแม้จะเป็นผู้บริหารระดับสูงแค่ไหนก็ตาม  แต่ถ้ามลพิษ ที่ปนเปื้อนออกมาทำให้คนตาย  เจ้าของโรงงานหรือสถานที่นั้นๆ  ก็จับกุมในข้อหาฆาตกรทันที  และได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้  ซึ่งต่างจากประเทศไทย  ที่เจ้าของโรงงานหรือคนทำผิดไม่เคยได้รับโทษ  แถมแค่จ่ายเงินชดเชยก็พ้นจากความผิดแล้ว  เหมือนกฎหมายของเราเป็นแค่เสือกระดาษ   ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง”   อาจารย์ประจำสถานบันเทคโนโลยีนิวเจอร์ซีกล่าว    และว่า
ที่อเมริกาไม่เคยมีปัญหาในเรื่องมลพิษในเขตชุมชน  เพราะอำนาจทางการเมืองท้องถิ่นเขาเข้มแข็ง  เจ้าหน้าที่จะถูกเลือกโดยคนในชุมชน  ไม่ใช่จากส่วนกลางเหมือนของประเทศไทย  ทำให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตัดสินใจตามมติของชุมชน  ว่าจะเอาหรือไม่เอาอะไร  ถ้ามติบอกว่าโรงงานนี้อาจก่อเกิดอันตรายต่อชุมชุน  เขาก็ไม่อนุมัติให้สร้าง  แต่หากมีการทุจริตโดยข้าราชการท้องถิ่นเข้าไปมีเอี่ยว  ประชาชนมีสิทธิ์ขับ ไล่โดยไม่เลือกผู้นำคนเดิมในครั้งต่อไป  จึงอยากให้ประเทศไทยพัฒนาระบบการปกครองให้เป็นเหมือนอย่างอเมริกาบ้าง
ด้าน  บัณฑูร  เศรษฐศิโรตม์  ตัวแทนจากสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและ สิ่งแวดล้อม  แสดงทัศนะถึงประสิทธิภาพของ  HIA  เป็นไปในทิศทางเดียวกับ  ศ.ดร.เมธี  โดยเจ้าตัวกล่าวว่า  ม.67  วรรค  2  ซึ่งมี  HIA  เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เพิ่มขึ้นมา  คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม   การพัฒนาหรือปัญหาความขัดแย้ง  ในกรณีมลพิษมาบตาพุดได้ทั้งหมด   เพราะรากฐานของปัญหามาจากระบบโครงสร้างทางนโยบายขัดแย้งในตัวเอง  ที่เห็นเด่นชัดก็คือกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่  ตั้งแต่ระดับ  พ.ร.บ.  จนถึงกฎระเบียบต่างๆ  ที่เป็นกฎหมายลูกจำนวนหลายร้อยฉบับ  ขัดกับหลักการของรัฐธรรมที่ระบุไว้ทั้งในตัวแนวคิดและเชิงสาระ  โดยเฉพาะในเรื่องของ  EIA  ซึ่งตนมองว่า  30  กว่าปี  ที่ใช้  EIA  เป็นมาตรฐานในการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม  ได้กลายเป็นปัญหาสะสม  เป็นกับดักทางสิ่งแวดล้อมที่ไปไม่ได้กับรัฐธรรมนูญ  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ  EIA  พัฒนาไม่ทันกับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“หนทางที่แก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นก็คือ  สร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง  พร้อมกับการสร้างระบบถ่วงดุลในการตัดสินใจ  ที่สำคัญควรมีการคิดนำเอาระบบ การลงทุนกับภาครัฐในแบบผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย  (Public  Private  Partnership)  หรือ  PPP  มาใช้เสียที  เพื่อให้ภาคธุรกิจเกิดความตระหนักในการระมัดระวังในเรื่องสิ่งแวดล้อม  และความเป็นอยู่ของประชาชน  โดยแนวคิด  PPP  จะเป็นการผลักภาระในเรื่องต้นทุนสิ่งแวดล้อม  เข้าไปอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ  เดิมถ้ามีน้ำเสียหรือมลพิษรั่วซึมสู่ชุมชน  รัฐก็ต้องเอาภาษีส่วนกลางที่เก็บจากประชามาแก้ไขปัญหา  แทนที่จะนำภาษีดังกล่าวไปพัฒนาประเทศในด้านอื่น  ซึ่งต้องฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  กรณ์  จาติกวณิช  ว่าให้ช่วยเร่งผลักดันด้วย”
ขณะที่  เสขสิริ  ปิยะเวช  ผู้จัดการฝ่ายคุณภาพความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม  บริษัท  ปตท.  อะโรเมติกส์และการกลั่น  จำกัด  (มหาชน)  กล่าวว่า  แม้  HIA  จะไม่ได้มาช่วยแก้ปัญหามลพิษมาบตาพุดได้ทั้งหมด  แต่นับว่าเป็นเรื่องดีที่ภาคธุรกิจได้หันมาทำอะไรเพื่อชาวบ้านบ้าง
“สำหรับ  ปตท.แล้ว  เรามอง  HIA  เป็นโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ  หรือ  CSR  อย่างหนึ่ง  ซึ่งไม่เหมือนข้อบังคับทางกฎหมายอย่าง  EIA  และสาเหตุที่ทำให้มุมมองเปลี่ยนไปก็เพราะในอดีตไม่เคยเจ็บตัวด้วยการโดนศาล ฟ้อง  คิดแค่ว่าทำตามข้อกำหนดของ   EIA   ที่ถือว่าเข้มงวดที่สุดในประเทศไทยก็เพียงพอแล้ว  เป็นพลเมืองดีแล้ว  แต่จริงๆ   แล้วมันไม่ใช่   ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนระยอง  โดยเฉพาะกลุ่มอาศัยอยู่เขตพื้นที่นิยมอุตสาหกรรม   เริ่มมีอาการเจ็บป่วยปรากฏให้เห็น  ชุมชนเกิดความแยกแตกแบ่งเป็นฝักฝ่าย  และการดำเนินชีวิตไม่ได้สงบสุขอย่างที่ควรเป็น  ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า  เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น  และยิ่งโดนศาลฟ้องก็เลยตื่น  และปรับเปลี่ยนวิธีคิดว่าแค่ทำ  EIA  อย่างเดียวคงไม่พอ  ฉะนั้น  จึงเปิดพื้นที่รับฟังความเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่  ว่าตรงไหนมีปัญหาและต้องการให้เราช่วยแก้ไขอย่างไร  อะไรแก้ได้ก็ดำเนินการ แก้ไขให้  แต่บางปัญหามันเป็นเรื่องเฉพาะที่เราไม่สามารถขับเคลื่อนได้คนเดียว”
เจ้าหน้าที่ด้านคุณภาพชีวิตของ  ปตท.ออกตัวว่า  ในส่วนของปัญหาที่เราไม่แก้ไขได้  เป็นเรื่องของการต้องอาศัยอำนาจทางฝ่ายรัฐเข้าดำเนินการร่วมด้วย  แต่ส่วนมากมักติดขัดที่อำนาจบริหารในท้องถิ่นไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด    ผู้มี อำนาจบริหารจัดการล้วนแต่งตั้งมาจากส่วนกลาง    อย่างกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดก็เปลี่ยนทุกปี    ทำให้ไม่มีเวลาจัดทั้งทีมงานที่มีความรู้ลึกรู้จริง    มีความสามารถมาแก้ไขปัญหา  หรือแม้แต่ในเรื่องการวางผังเมือง  ที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตของคนชาวระยอง  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องไฟฟ้า  น้ำประปา  หรือแม้แต่พื้นที่เก็บน้ำ  ที่ขุดเจาะไม่ตรงกับพื้นที่ฝนตก  ทำให้ชาวบ้านไม่มีน้ำใช้  ทำให้จะทำอะไร  ริเริ่มโครงการอะไรก็ติดขัด  ซึ่งทั้งหมดก็เป็นปัญหาที่สร้างบทเรียนมาหลายสิบปี  แต่มันก็ยังคงเดิมไม่ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น”
เมื่อวันนี้องค์ประกอบในมาตรา  67  วรรค  2  ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญ  พ.ศ.2550   กำหนดไว้   ประชาชนชาวระยองตาดำๆ  ก็ได้แต่หวังว่าปัญหาที่สะสมหมักหมมมาเนิ่นนาน    จะได้รับการแก้ไขขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมเสียที  แม้ว่ากระบวนการ  HIA  อันเป็นเครื่องมือหนึ่ง  จะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหามลพิษมาบตาพุดก็ตาม.

 

ป่าชุมชน ‘ฅนกำแพง’ ภูมิคุ้มกันผืนป่าตะวันตก

http://www.thaipost.net/node/20945

18 เมษายน 2553 – 00:00

ภายหลังเปลี่ยนสถานะจากผู้บุกรุกทำลายมาเป็นผู้รักษาป่า  กลับตัวกลับใจ  อีกทั้งชักชวนชาวบ้านร่วมกันเสียสละแรงกายแรงใจทำงานเพื่อให้ป่าคงความอุดม สมบูรณ์และเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด  ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียงก็เริ่มบรรเทาลง  การเผชิญหน้าการจับ กุมดำเนินคดีลดลง  เปลี่ยนมาเป็นพลังในการรักษาป่าร่วมกัน  ซึ่งป่าผืนนี้เชื่อมกับผืนป่าตะวันตกที่เป็นป่าผืนกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ ไทย  ครอบคลุมพื้นที่  6  จังหวัด  คือ  กาญจนบุรี  ตาก  สุพรรณบุรี  อุทัยธานี  นครสวรรค์  และกำแพงเพชร

สำหรับ  ผู้ใหญ่จำนวน  ทับทอง  ประธานป่าชุมชนบ้านไร่พิจิตร  จ.กำแพงเพชร  แล้ว  การจัดการป่าผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วมากมาย  วันนี้ผู้ใหญ่จำนวนเลือกใช้วิถีชุมชนและแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอาวุธใน การต่อสู้รักษาป่า  พร้อมบอกกล่าวให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่า  คนกำแพงเพชรที่พึ่งพิงพื้นที่ป่าเล็กป่าน้อยตลอดแนวรอยต่อผืนป่าตะวันตก สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างกลมกลืน  ไม่บุกรุกที่ทำกินเพิ่มในชุมชน
และด้วยความร่วมมือประสานงานกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียรภายใต้  “โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตก”  การต่อสู้ ของผู้ใหญ่จำนวนจึงได้รับการขยายผลจนเป็นที่ยอมรับทั้งจากชุมชนและเจ้า หน้าที่รัฐ  เกิดการพูดคุย  ปรึกษา  เรียนรู้ซึ่งกันและกัน  จนนำไปสู่การเชื่อมร้อยเป็น  เครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดกำแพงเพชร  ซึ่งมีผู้ใหญ่อำนวยรับบทหนักเป็นประธาน เครือข่ายฯ  ปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่าย  7  กลุ่มป่าชุมชน  ประกอบด้วยป่าชุมชนเขาวังเยี่ยม,  ป่าชุมชนบ้านมอรังงาม,  ป่าชุมชนบ้านเพชรนิยม,  ป่าชุมชนบ้านหนองบัว,  ป่าชุมชนแปลงสี่แม่พืช,  ป่าชุมชนบ้านหนองแดน  และป่าชุมชนบ้านไร่พิจิตร
ผู้ใหญ่จำนวน  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่  15  ต.โกสัมพี  กิ่งอำเภอโกสัมพีนคร  ประธานป่าชุมชนบ้านไร่พิจิตร  เล่าว่า  บ้านไร่พิจิตรมีพื้นที่ประมาณ  100,000  ไร่  มีการตัดไม้บุกรุกพื้นที่ป่า  ทำให้ป่าเหลืออยู่  3,000  กว่าไร่  ในอดีตตัวเองก็เคยทำลายป่า  แต่เมื่อปี  2523  ได้รู้จักความหมายและคุณค่าของป่า  เพราะได้ร่วมอบรมด้านสิ่งแวดล้อม  ทำให้มีจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ  จากนั้นได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดให้ช่วยกันจัดตั้งป่า ชุมชน  เป็นพื้นที่แนวขอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียง  แม้ชาวบ้านส่วนใหญ่อพยพมาจากพิจิตร  ชัยนาท  นครสวรรค์  แต่ก็อยู่มานานกว่า  30  ปีแล้ว  ที่มีแนวคิดรักษาป่าไว้  เพราะที่นี่จะเป็นถิ่นฐานบ้านเกิดตลอดไปจึงต้องใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันพื้นที่ป่าชุมชนบ้านไร่พิจิตรมี  3,800  ไร่  ที่ขึ้นทะเบียนป่าชุมชนของกรมป่าไม้แล้ว  มีคณะกรรมการบริหารกิจการป่าชุมชนดูแลรักษาผืนป่า  มีกฎข้อบังคับควบคุมให้ป่าสมบูรณ์โดยสอดคล้องกับการหาอยู่หากินของชุมชน  และจัดทำแนวเขตชัดเจนระหว่างหมู่บ้าน  ที่ทำกิน  และป่าชุมชน  เพื่อหยุดการบุกรุกป่าเพิ่มเติม  แต่ไม่ได้แกนนำทำคนเดียว  เรื่องนี้ให้ชาวบ้านมาประชุม  มารับรู้  ยอมรับกฎกติกา  เดิมมีกติกาอยู่แล้ว  แต่เพิ่มการปฏิบัติให้แข็งแกร่งขึ้น  รวมทั้งติดป้ายป่าชุมชนให้ชัดเจน  ในเขตป่าชุมชนก็สร้างฝายชะลอน้ำ  ทำแนวกันไฟ  และปลูกป่าเสริม
“การรักษาผืนป่าต้องต่อเนื่องกัน  ไม่ใช่เฉพาะหมู่บ้านจะไม่เกิดความเข้มแข็งในการที่จะรักษาป่าได้  เรามี อาณาเขตติดกับบ้านหนองบัว  ดังนั้นจึงต้องทำเชื่อมโยงกัน  เป้าหมายคือเป็นกำแพงล้อมรอบของเขาสนามเพรียงให้ได้  จำเป็นต้องดำเนินการ เป็นเครือข่ายสร้างภูมิคุ้มกันบุกรุกทำลายป่าทุกวิถีทาง  พื้นที่กำแพงเพชร เรากำลังทำขอบเขตรอยต่อระหว่างหมู่บ้าน  เพราะเวลานี้เป็นป่าผืนเดียวกับป่าอนุรักษ์เลย”  ประธานเครือข่ายฯ  เผยถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์ของคนกำแพงเพชร  ในงาน  “สืบทอดเจตนา  สืบชะตาป่าชุมชน  คนกำแพง”  ณ  โรงเรียนบ้านเขาวังเยี่ยม  ต.นาบ่อคำ  อ.เมืองฯ  จ.กำแพงเพชร  เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
และยืนยันแกนนำเป็นตัวอย่างสำคัญ  การที่จะเกิดความยอมรับและให้ความร่วม มือ  ต้องทำให้ลูกบ้านเห็น  ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี  ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง  ไม่ปากว่าตาขยิบ  ถ้าทำได้แบบนี้สามารถที่จะชักชวนชาวบ้านทำกิจกรรม  สร้างการเรียนรู้  ทั้งในเชิงการอบรม  การศึกษาดูงาน  จาก  1  คน  จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จนได้แนวร่วมจำนวนมาก  ซึ่งการดึงคนในชุมชนมาทำงานรักษาป่าหรือทำให้คนบุกรุกกลับใจ  จำเป็นต้องนำเรื่องจริงมาพูดกัน  ทั้งเรื่องภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในพื้นที่ผลจากการทำลายป่า  ให้รู้คุณค่าของป่าจริงๆ  ไม่พูดเสียดสี  ที่ผ่านมาให้มันผ่านไป  ความมีคุณธรรมนี้คือหัวใจสำคัญ
ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับชุมชนรอบผืนป่าที่เคยเป็นเหมือนเส้นขนาน  เพราะฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่สำคัญในการดูแลรักษาป่าและระบบนิเวศ  ในขณะที่อีก ฝ่ายก็มีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงกับผืนป่าเพื่อความอยู่รอดของปากท้อง   จนนำไปสู่การไม่พูดคุยกันได้  มาวันนี้ผู้ใหญ่บ้านนักอนุรักษ์บอกว่า  การแก้ปัญหาเรื่องนี้จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและพิสูจน์ให้เห็นว่า    เราต้องการรักษาป่า   ระยะหลังก็มีการเดินลาดตระเวนร่วมกัน  ประชุมร่วมกัน  ต่างคนต่างทำแก้ปัญหาไม่ได้  ปัจจุบันมีการประชุมทุกวันที่  8  ของเดือน  โดยคณะกรรมการฯ  เชิญหน่วยงานที่อยู่รอบอุทยานแห่งชาติ  และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเข้าร่วม  ความสัมพันธ์ก็ดีขึ้นกว่าในอดีต  และชาวบ้านมีกำลังใจมากขึ้น  การลักลอบตัดไม้ในพื้นที่เบาบางลง
ท่ามกลางการส่งเสริมในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่บ้านไร่พิจิตร  ทั้งมันสำปะหลัง,  อ้อย,  ยางพารา,  ข้าวโพด  ผู้ใหญ่จำนวนกลับหันหลังให้กับกระแสหลัก  และมุ่งมั่นสร้างสวนเกษตรผสมผสานในพื้นที่การเกษตรของตัวเอง  โดยไม่ข้องแวะกับปุ๋ยและสารเคมี  เกิดผลผลิตผักปลอดสารพิษ  อีกทั้งชักชวนกลุ่มชาวบ้านมาทำเกษตรผสมผสาน  สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ดินก็ไม่เสื่อมโทรม  และสามารถที่จะหยุดยั้งการบุกรุกแผ้วถางทำกิน  ซึ่งวิถีทางจัดการทรัพยากรนี้กำลังไปได้ดีทีเดียว
นอกจากป่าชุมชนบ้านไร่พิจิตรซึ่งเป็นต้นแบบการจัดการป่าชุมชนแนวขอบป่าได้ เป็นอย่างดีแล้ว  ป่าชุมชนบ้านเพชรนิยมที่มีรอยต่อติดกับอุทยานแห่งชาติคลองลานเป็นอีกพื้นที่ หนึ่งที่ได้รับการดูแลอย่างดี  ความเขียวขจีที่เกิดขึ้นมาจากพลังชาวบ้านในนามคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านเพชร นิยม  ทุกคนทำงานนี้ด้วยใจอาสา  โดยไม่มีค่าตอบแทน
หนูเวียง  นวลพุ่ม  ผู้ใหญ่บ้านหมู่  2  บ้านเพชรนิยม  ต.สักงาม  อ.คลองลาน  และเป็นประธานป่าชุมชนผู้เข้มแข็ง  บอกว่า  ชาวบ้านรวมตัวกันตั้งแต่ปี  2544  และจัดตั้งเป็นป่าชุมชนปี  2550  ในการทำงานเพื่อรักษาป่าเน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน  กระตุ้นให้ชุมชนเกิดจิตสำนึกรักป่า   เพราะเป็นเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ต   มีทุกอย่างให้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์   ถ้าไม่มีป่า  ไม่มีน้ำ  ไม่มีอาหารให้ชาวบ้านพึ่งพาอาศัย  ก็ให้พี่น้องเข้ามารักษาป่าด้วยกัน  เน้นไม่ให้เผาทำลายป่า  เพื่อให้ต้นไม้น้อยใหญ่ได้เติบโต  ไม่ทำไร่รุกล้ำเข้าในเขตป่าชุมชน  ห้ามตัดโค่นไม้  พร้อมกับปลูกเสริมซ่อมแซม  มีการทำฝายชะลอน้ำใต้น้ำตกเพชรจะขอ  รวมทั้งตามคูคลอง  แต่ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่อุทยานฯ  คลองลานก็ร่วมทำงานกับหน่วยลาดตระเวนชุมชน  ช่วยดับไฟ  เพราะมีปัญหาไฟป่าที่ต้องเฝ้าระวัง
“เราดูแลรักษาป่าชุมชน  1,000  ไร่  เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์  เพิ่มพื้นที่เขียวขจี  ผืนดินชุ่มชื้น  ผืนป่านี้มีความสำคัญเพราะเป็นป่าต้นน้ำติดแนวเขตป่าตะวันตก  โดยมีชุมชน อาศัยอยู่ล้อมรอบ  เดิมความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไม้ เบื่อไม่เมากัน  เจ้าหน้าที่ถือว่ามีกฎหมาย  ชุมชนถือว่าอยู่กับป่า  ทำให้ทั้งสองฝ่ายกระทบกระทั่งกันมาตลอด  ถึงขนาดใช้กำลังก็มี  แต่เมื่อชุมชนมีเป้าหมายชัดเจนอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม  เอากฎกติกามาคุยกัน  จึงทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจ  นำไปสู่การประสาน  วางแผนทำงานร่วมกัน”  ประธานป่าชุมชนบ้านเพชรนิยม  กล่าว
สิ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจนผู้ใหญ่หนูเวียงระบุไม่เกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าชุมชน ตลอด  3  ปีที่ผ่านมา  ผลจากการทำแนวกันไฟก่อนจะเข้าหน้าแล้งทุกปี  และหากลาดตระเวนพบไฟป่าเกิดขึ้นมีการใช้วิทยุสื่อสารระดมชาวบ้านออกมาช่วย กันดับอย่างทันท่วงที  อีกผลการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ  เห็นได้จากน้ำในคลองเพชรนิยม  4-5  ปีมานี้  มีเพียงพอทำการเกษตร  จากเดิมที่แห้งขอด
บ้านเพชรนิยมเดิมชื่อหมู่บ้านทีจะคอ  ชาวบ้านเป็นปากญอ  ในการรักษาป่าของชุมชนจึงมีการรื้อฟื้นวิถีดั้งเดิมของชนเผ่าปากญอ  เป็นประเพณีทำบุญอนุรักษ์ป่าต้นน้ำบวงสรวงไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา  ต้นฤดูฝนมีพิธีขอฝน  พี่น้องชนเผ่ามีวิถีที่เอื้อต่อการอาศัยในป่า  อย่างไรก็ตาม  ถ้าจะให้รักษาป่าได้ยังต้องลดการพึ่งพิงผืนป่า  จึงจัดหาพันธุ์ไม้ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก  อย่างผักหวาน  รวมถึงไม้ใช้สอย  ทั้งยูคาลิปตัส  สะเดา  มะม่วง  ช่วยลดการตัดไม้จากป่าได้  รวมทั้งทำให้คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น  มีการตั้งศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงหมูหลุม  นำขี้หมูมาทำปุ๋ยชีวภาพ  มาใช้ในไร่นา  ลดสารพิษ  สารเคมี  พยายามชักชวนชาวบ้านสักงาม  มาร่วมเรียนรู้  ทุกอย่างที่ทำจับต้องได้  ต้นทุนถูกกว่าปุ๋ยเคมี  มีโรงผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด  เวลานี้ในพื้นที่นาข้าวส่วนหนึ่งใช้ปุ๋ยชีวภาพ  แล้วก็เลี้ยงกบเสริมรายได้
“เราจะทำหน้าที่ดูแลรักษาผืนป่าที่เหลือไว้ให้ลูกหลานและเก็บต้นไม้ไว้ฟอก อากาศบริสุทธิ์ให้คนเมือง  อยากเห็นกลุ่มป่าชุมชนคนกำแพงเพชรมีความสามัคคี รวมใจเป็นหนึ่งเดียว  วันนี้แม้เป็นพื้นที่เล็กๆ  เราภูมิใจที่ทำได้  แล้ว ก็เป็นพลังหนึ่งที่ร่วมรักษาป่าตะวันตกป่าผืนสุดท้ายของไทย”  แกนนำคนแกร่งแห่งบ้านเพชรนิยมยืนยันทิ้งท้ายด้วยชีวิตและจิตวิญญาณคน กำแพงเพชร.

 

” แผ่นดินไหว” ลางบอกเหตุ พิบัติภัยใกล้ตัว

http://www.thaipost.net/node/20661

11 เมษายน 2553 – 00:00

เช้ามืดเมื่อวันพุธที่  7  เมษายน  2553  เกิดแผ่นดินไหวระดับ  7.6  ริกเตอร์  ขึ้นที่ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา  ซึ่งถือว่าเป็นการไหวที่รุนแรง  ความรุนแรงนี้มีผลสะเทือนมาถึงกรุงเทพมหา นคร   โดยเฉพาะผู้ที่อยู่อาศัยตึกสูงย่านใจกลางเมือง  รับรู้ถึงการสั่นไหวนี้ได้  สิ่งที่ตามมาหลังการเกิดแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดของโลก  (ถ้านับจากวันนี้)  ก็คือ  การหวั่นวิตกว่าจะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิขึ้นบริเวณชายฝั่งอันดามัน  แต่แล้วก็ไม่มีคลื่นยักษ์เกิดขึ้นอย่างที่หวาดกลัว

อย่างไรก็ตาม  ก่อนเกิดแผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตรา  เวลา  6.42  น.  วันที่  5  เมษายน   ก็เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นที่   อ.เวียงชัย  จ.เชียงราย  เกิดแผ่นดินไหวขนาด   3.5  ริกเตอร์  ชาวบ้านอาศัยในพื้นที่รู้สึกถึงการสั่นไหวได้

เขยิบย้อนหลังไปอีกเล็กน้อย  เมื่อวันที่  31  มีนาคม  เกิดแผ่นไหวขนาด  4.9  ริกเตอร์  บริเวณพรมแดนพม่า-จีน  ก่อนหน้านั้น  2  วัน  คือ  วันที่  28  มีนาคม  เวลาประมาณ  4  โมงเย็น  ก็เกิดแผ่นดินไหวขนาด  4.1  ริกเตอร์ที่ประเทศพม่า  ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ  อ.แม่สาย  จ.เชียงราย  ประมาณ  187  กิโลเมตร  และในวันเดียวกันก็เกิดอาฟเตอร์ช็อกตอนเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม  ขนาด  3.3  ริกเตอร์  ในจุดเดียวกันที่เกิดในช่วงก่อนหน้านี้

การเกิดแผ่นดินไหวที่เข้าข่ายลักษณะ  “เกิดขึ้นถี่ๆ”  ที่ว่านี้  น่าจะเป็นสัญญาณบางอย่าง  ที่ควรหาคำตอบว่าเป็นสิ่งเตือนภัยในเรื่องใด

ศ.ดร.ปณิธาน  ลักคุณะประสิทธิ์  หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิศวกรรม แผ่นดินไหวและการสั่นสะเทือน  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า  จากสถิติของทางองค์การศึกษาสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐอเมริกา  (USGS)  ที่รวบรวมสถิติการเกิดแผ่นดินไหวทั่วโลก  พบว่า  เหตุการณ์แผ่นดินไหวทั่วโลกขนาด  7  ริกเตอร์ขึ้นไป  จะเกิด  18  ครั้งต่อปี  หรือประมาณ  3  ครั้ง  ภายใน  2  เดือน  แต่ที่ผ่านมาการเกิดแผ่นดินไหวระดับใหญ่หลายครั้งเกิดในพื้นที่ที่มีผู้คน อยู่อาศัยน้อย  จึงไม่เป็นอันตราย  เช่น  ในพื้นที่ทะเลทราย  เปิดศักราชปี  2553  ภายใน  3  เดือนเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด  7  ริกเตอร์ขึ้นไป  4-5  ครั้ง  หากดูจากสถิติไม่ผิดปกติมากนัก  แต่ที่ดูรุนแรงเนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่แหล่งชุมชน  อย่างที่เฮติ  ชิลี  หรือล่าสุดที่เมืองบันดาอาเจะห์ของเกาะสุมาตรา  อินโดนีเซีย  ทำให้มีผู้เสียชีวิตและคนได้รับผลกระทบมาก

ศ.ดร.ปณิธานกล่าวต่อว่า  แม้จากสถิติในอดีตไทยจัดว่าอยู่ในบริเวณที่มีความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวน้อย กว่าบริเวณอื่นๆ  ของโลก  แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไทยสามารถเบาใจจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว  เพราะเราพบลอยเลื่อนมีพลังในแทบทุกภาคทั้งเหนือ  ใต้  ตะวันตก  แต่ที่ไทยโชคดีคือ  จากการศึกษาวิจัยคาดการณ์เวลาจะเกิดซ้ำใช้ระยะเวลายาวนานเป็นพันปี  ไม่เหมือนประเทศญี่ปุ่นหรือสหรัฐที่เกิดมาแล้วหลายครั้ง  ฉะนั้น  ไทยจึงมีเวลาในการเตรียมความพร้อม จัดทำระบบตรวจวัดเฝ้าระวังให้มีมาตรฐานที่สุด  และออกกฎหมายที่ใช้รับมือเหตุการณ์แผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงภัย

บ้านเรามีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย  ทั้งที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน  ที่ผ่านมามีการผลักดันจนเกิดการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการออกแบบอาคารต้านทาน แผ่นดินไหว  พ.ศ.2550  มีข้อบังคับให้สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่กรุงเทพฯ  และ  4  จังหวัดใกล้เคียง  ได้แก่  จ.สมุทรปราการ,  นนทบุรี,  ปทุมธานี  และสมุทรสาคร  ที่มีภูมิประเทศดินบริเวณนี้เป็นดินอ่อน ชุ่มด้วยน้ำ  ออกแบบสิ่งปลูกสร้าง  อาคารตั้งแต่  15  เมตรขึ้นไป  อาคารสาธารณะ  ให้ต้านทานแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว

อย่างไรก็ตาม  หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหวฯ  เห็นว่า  มาตรการเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอ  สมัยที่ตนเป็นอนุกรรมาธิการปัญหาภัย ธรรมชาติและภาวะโลกร้อนของวุฒิสภา  ได้เสนอให้ผลักดันการออกกฎระเบียบหรือกฎกระทรวงเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค   โดยกำหนดให้เจ้าของโครงการอาคารพักอาศัย  เจ้าของคอนโดมิเนียม  เปิดเผยแบบก่อสร้าง  แต่คณะอนุกรรมาธิการฯ  สิ้นสุดวาระเมื่อปลายปี  52  ที่ผ่านมา  ทำให้การดำเนินการหยุดชะงัก  ก็อยากเรียกร้องให้วุฒิสภาสานต่อให้เป็นรูปธรรม  เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างของไทยให้ดีขึ้นและคุ้มครองสิทธิผู้ บริโภค  ทำให้ประชาชนมีข้อมูลในการตัดสิน  แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้  ถ้าไม่มีการเตรียมพร้อม  ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย  หากโชคร้ายเกิดเหตุการณ์สั่นไหวอย่างรุนแรงในไทยคงจะสูญเสียไม่แพ้เหตุการณ์ เฮติ

รศ.ดร.ปัญญา  จารุศิริ  ภาควิชาธรณีวิทยา  คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า  รอยเลื่อนในประเทศไทยที่น่าจับตาที่สุด  2  แหล่ง  คือ  รอยเลื่อนแม่จัน  พาดผ่านเชียงรายและเชียงใหม่  และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์  พาดผ่านกาญจนบุรีและราชบุรี  เพราะเป็นรอยเลื่อนที่น่ากลัว   มีหลักฐานทางธรณีวิทยาว่า   เคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงมาแล้ว   โดยเฉพาะรอยเลื่อนแม่จันมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง  7  ริกเตอร์  และที่กังวลใจยังมีรอยเลื่อนที่เกิดในประเทศพม่า  อย่างลอยเลื่อนสะแกงซึ่งเชื่อมกับรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก  และรอยเลื่อน เจดีย์สามองค์ก็แตกแขนงมาจากรอยเลื่อนสะแกง  หากเกิดแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนยาวนานจะกระทบต่อประเทศไทย  นอกจากสะแกง  ยังมีรอยเลื่อนตองยีที่อยู่ถัดมาทางตะวันออกของรอยเลื่อนสะแกงที่ไทยต้อง ระวังให้ดี

“กรมทรัพยากรธรณีจำเป็นต้องผลิตแผนที่รอยเลื่อนที่มีพลังในการเคลื่อนตัวใน ไทยอย่างละเอียด  เพื่อบอกให้ชาวบ้านรับรู้ว่ารอยเลื่อนที่มีพลังพาดผ่านพื้นที่ใด  หากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจะเกิดความเสียหาย  เดิมมีแผนที่มาตราส่วน  1  ต่อ  50,000  แต่นักวิชาการเสนอให้ทำมาตราส่วน  1  ต่อ  1,000,000  พร้อมให้รายละเอียดด้วยว่าแต่ละกลุ่มรอยเลื่อนมีคาบอุบัติซ้ำเมื่อไหร่  ซึ่งส่วนใหญ่ได้ทำการศึกษาและมีข้อมูลอยู่แล้ว”  รศ.ดร.ปัญญากล่าว

พร้อมให้ข้อมูลการสำรวจรอยเลื่อนที่มีพลังในไทยด้วยว่า  มีรอยเลื่อน ใหญ่ๆ  อยู่หลายแนว  อย่างรอยเลื่อนแม่จัน  มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในอีก  600  ปีข้างหน้า  รอยเลื่อนแม่ทา  พาดผ่านเชียงใหม่  ลำพูน  และเชียงราย  อีก  2,500-3,000  ปี  รอยเลื่อนเถินผ่านลำปางและแพร่  จะเกิดอีก  2,500  ปี  ลอยเลื่อนปัว  ผ่านน่านอีก  2,500  ปี  ส่วนรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์มีโอกาสเกิดใน  1,200  ปีข้างหน้า  รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์  ผ่านกาญจนบุรีและอุทัยธานี  อีก  2,500  ปี  ทางภาคใต้ของประเทศไทยพบรอยเลื่อนระนอง  พาดผ่านประจวบฯ  ชุมพร  ระนอง  และพังงา  และรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย  ผ่านสุราษฎร์ธานี  กระบี่ พังงา  สองกลุ่มรอยเลื่อนมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวใน  2,000-3,000  ปีหน้า

อย่างไรก็ตาม   นักวิชาการด้านแผ่นดินไหวระบุว่า   ในกรุงเทพฯ  และสมุทรปราการ   พบรอยเลื่อนใต้ผืนแผ่นดิน  แต่ยังไม่มีการศึกษาและรวบรวมข้อมูลสำรวจว่าเป็นรอยเลื่อนที่มีพลังหรือไม่  เพราะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ  เห็นว่าควรมีการศึกษารอยเลื่อนนี้เพื่อให้ทราบว่ามีพลัง  ตายแล้ว  หรืออาจจะมีพลัง  ถ้ามีพลังจะได้ประกาศเตือนชาวบ้านไม่ให้ไปตั้งบ้านเรือน  หรือถ้าจำเป็นต้องอยู่ก็อยู่อย่างปลอดภัย  สร้างตึกแข็งแกร่งต้านรับแรงสั่นสะเทือน  เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวอาจทำให้บ้านเรือนในกรุงเทพฯ  เสียหาย  นอกจากนี้  ยังมีรอยเลื่อนองค์รักษ์  พาดผ่านอุทัยธานีและนครนายก  ซึ่งเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของไทย  บ้านเราจำเป็นต้องศึกษารอยเลื่อนต่างๆ  อย่างจริงจัง  แต่ก็มีข้อจำกัดด้านบุคคลากรที่ทำงานด้านนี้และงบประมาณสนับสนุนการศึกษา วิจัยเรื่องแผ่นดินไหว

ดร.สมิทธ  ธรรมสโรช  อดีตผู้อำนวยการสำนักงานอุตุนิยมวิทยา  และผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ  ที่ปัจจุบันลาออกจากทุกตำแหน่ง  ผันตัวเองมาเป็นนักวิชาการอิสระ  กล่าวว่า   เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นถี่ในช่วงเวลา  2-3  เดือน  เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ  7-8  ครั้ง  ถือว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดา  ส่วนการที่เกิดแผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตราเมื่อไม่กี่วันมานี้  เป็นผลต่อเนื่องจากแผ่นดินไหวครั้งก่อน  ทั้งที่เฮติ  ชิลี  ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวเพราะแผ่นเปลือกโลกใหญ่แปซิฟิก  เกิดการเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก  ไปแถบชิลี  ไต้หวัน  และการเคลื่อนตัวนี้  ไปมีผลกระทบกับแผ่นเปลือกโลกยูเรเชียน  ทำให้แผ่นเปลือกโลกใกล้ๆ  เกิดการขยับเขยื้อนไปด้วย

ขณะที่แผ่นเปลือกโลกอินเดีย-ออสเตรเลียที่มีกำลังมหาศาล  ก็เกิดการเคลื่อนตัว  กำลังมุดมาชนกับแผ่นเปลือกโลกยูเรเชียน  เป็นจุดที่ตั้งของประเทศไทย  ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวบริเวณเกาะสุมาตราเมื่อไม่กี่วันที่ ผ่านมา

“แผ่นเปลือกโลกอินเดีย-ออสเตรเลียเคยมุดตัวครั้งใหญ่มาแล้ว  และทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่  9.2  ริกเตอร์  และเกิดสึนามิ  เมื่อวันที่  26  ธันวาคม  2547  แต่ที่เกิดแผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตรา   ก็เป็นการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกแผ่นนี้อีก  แต่เคลื่อนตัวไม่รุนแรง   ก็เลยเกิดแผ่นดินไหวประมาณ  7.6  ริกเตอร์เท่านั้น  และอีกอย่างจุดปล่อยพลังของมันลึกถึง  47  กิโลเมตร  เพราะฉะนั้นพลังสู่ฝั่งจึงน้อยมาก  เป็นเหตุผลทำให้ไม่เกิดสึนามิ”

ดร.สมิทธอธิบายอีกว่า  แผ่นเปลือกโลกยูเรเชียนมีแนวยาวมาก  จากเกาะสุมาตราไปถึงชายแดนพม่า  และจากเกาะนิโคบาร์ไปถึงชายแดนพม่า  โดยรอยเลื่อนบริเวณพม่านี้  ถ้าอยู่ใต้น้ำก็คือ  ซุนดราเพลท  แต่พออยู่บนบกก็คือรอยเลื่อนสะแกงที่อยู่ในพม่ารอยเลื่อนพวกนี้มีพลังมาก  และถ้าถามว่าไทยจะเกิดสึนามิขึ้นอีกหรือไม่  ซึ่งจากการพูดคุยกับศาสตราจารย์จอห์น  แมคคลอสคีย์  จากสถาบันวิจัยนิเวศวิทยาแห่งมหาวิยาลัยอัลส์เตอร์  ไอร์แลนด์เหนือ  นัก วิชาการที่ขึ้นชื่อว่าทำนายเหตุการณ์สึนามิได้แม่นยำที่สุดคนหนึ่ง  ระบุ ว่า  มีโอกาสที่จะเกิดคลื่นยักษ์ที่เป็นผลมาจากแผ่นดินไหวถล่มชายฝั่งเกาะสุมาตรา ในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน

“สึนามิที่ไทยเมื่อวันที่  26  ธ.ค.2547  มันเลื่อนแค่เศษ  1  ส่วน  4  เท่านั้น  ดังนั้นจะเหลืออีกเศษ  3  ส่วน  4  ที่ยังไม่เกิด  ซึ่งแผ่นดินมันค่อยๆ  เลื่อนขึ้นมาทางเหนือระหว่างเกาะนิโคบาร์และเกาะอันดามัน  ซึ่งถือว่าเป็นทะเลเปิด  โดยการเลื่อนในครั้งนี้มันจะเขยิบเข้ามาใกล้กับชายฝั่งของประเทศไทยมากขึ้น จากครั้งที่แล้ว  และความรุนแรงก็จะมีมากกว่าครั้งก่อน  โดยคำนวณง่ายๆ  ว่าสึนามิครั้งที่แล้วไกลจาก  6  จังหวัดภาคใต้ถึง  1,200  กิโลเมตร   แต่รอยเลื่อนอีกเศษ   3  ส่วน  มันอยู่ใกล้ประเทศไทยเพียง  300-400  กิโลเมตร   ดังนั้นถ้าเกิดสึนามิขึ้นไม่ว่าจะกี่ริกเตอร์  ประเทศไทยจะได้รับความเสียหายมากกว่าครั้งที่แล้วแน่นอน”

โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ  คงหนีไม่พ้น  6  จังหวัดที่โดนสึนามิครั้งที่แล้ว  แต่ที่น่ากลัวมากขึ้น  ก็จะไล่ไปตั้งแต่  จ.ระนอง,  พังงา,  ภูเก็ต,  กระบี่,  ตรัง  และสตูล  และเรื่อยลงไปอีก  ซึ่งอาจจะกินพื้นที่มากกว่าครั้งที่ผ่านมา

“เรื่องแผ่นดินไหวไม่มีใครสามารถทำนายได้เป๊ะๆ  เพราะยังไม่มีเทคโนโลยีหรือเครื่องมือทำได้อย่างนั้น  และจากการประชุมสึนามิครั้งที่แล้ว  ไม่ได้ระบุว่าไทยจะโดนแค่ไหนอย่างไร  แต่ระบุว่าถ้าเกิดสึนามิอีกครั้งตั้งแต่พม่าโดนหมด  การที่เรื่องแผ่นดินไหวพยากรณ์ไม่ได้  ก็จะเหมือนกับเฮติ  จู่ๆ  ก็เกิด  ประเทศไทยก็เหมือนกัน  ทำให้เราทำได้แค่ระวังตัว”

ดร.สมิทธกล่าวอีกว่า  ความจริงการเกิดสึนามิในประเทศไทย  ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อ  600  ปีก่อน  เพราะดูจากรอยตะกอนอย่างที่เข้าใจกัน  ซึ่งจากการศึกษาของตนเองพบว่า  เคยเกิดสึนามิที่ประเทศไทยมาแล้วเมื่อ  125  ปีก่อน  หรือตรงกับสมัยรัชกาลที่  5  และเป็นจุดเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่  26  ธ.ค.2547  สาเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิมาจากภูเขาไฟบริเวณเกาะสุมาตราระเบิด  แม้จะไม่มีหลักฐานจากไทยหรืออินโดนีเซีย  เพราะคนสมัยนั้นคงไม่มีใครบันทึกไว้  แต่ว่ามีหลักฐานจากฝรั่งชาวฮอลันดาที่เข้ามาปกครองอินโดนีเซียได้เขียน บันทึกไว้  ถึงการเกิดคลื่นยักษ์ที่อินโดนีเซีย  กลืนชีวิตชาวอินโดนีเซียไปหลายหมื่นคน

“บันทึกของชาวดัตช์นี้เมื่อเทียบกับความเชื่อของชาวมอร์แกนที่อยู่หมู่เกาะ สุรินทร์และรอดตายจากสึนามิครั้งที่แล้ว  ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง  เพราะถ้าคิดว่าเคยเกิดสึนามิเมื่อ  125  ปีก่อน  ผ่านมาก็แค่  2-3  ชั่วคนที่แล้ว  เชื่อว่ารุ่นปู่ย่าตาทวดของชาวมอร์แกนเขาบอกเล่าเรื่องสึนามิกันเป็นทอดๆ   มาถึงรุ่นลูกหลานในปัจจุบัน  และเขาสอดแทรกไว้ในเพลงกล่อมเด็กของเขามีเนื้อร้องทำนองว่า  ถ้าเกิดแผ่นดินไหว  น้ำทะเลลดฮวบ  ให้รีบหนีเร็ว  เดี๋ยวจะมีคลื่นยักษ์เข้ามา  ปัจจุบันผู้หญิงมอร์แกนทุกคนต้องร้องเพลงนี้เป็น  เด็กๆ  ทุกคนร้องเพลงนี้ได้  ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราไม่มีการสอนกันในหลักสูตรมหาวิทยาลัย”  ดร.สมิทธกล่าว

นอกจากนี้   ยังมีหลักฐานชาวโรมันที่เดินเรือจากยุโรปไปตะวันออก   เมื่อ  200-300   ปีก่อน  ระบุว่า  ในย่านมหาสมุทรอินเดียเคยเกิดสึนามิมาแล้ว  8  ครั้ง  และที่อินเดียก็เคยมีการบันทึกเรื่องนี้ไว้

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวผิดปกติครั้งใหญ่ๆ  ในปัจจุบัน  ดร.สมิทธกล่าวว่า  หลังจากเกิดแผ่นดินไหวที่เฮติ  มีแนวความคิดคล้ายกับภาพยนตร์เรื่อง  2012  โดยมีสมมติฐานหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์นาซาวิเคราะห์ว่า  การเกิดแผ่นดินไหวบนโลกทุกวันนี้เกิดจากการสะสมพลังงานจากใจกลางโลกและนอก โลก  ซึ่งเป็นพลังงานที่ปลดปล่อยมาจากระบบสุริยะที่เรียกว่า  “พายุสุริยะ”  อันเกิดจาก  “จุดดับ”  ของดวงอาทิตย์  โดยพลังงานนี้เป็นพลังงานแม่เหล็ก  ส่งผลทำให้เปลือกโลกเกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกอย่างรุนแรง

“เมื่อเร็วๆ  นี้  มีนักวิทยาศาสตร์คนไทยที่ทำงานกับนาซา  และอยู่ในทีมวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้  ชื่อ  ดร.ก้องภพ  อยู่เย็น  ก็มาพูดคุยกับผม  ซึ่งแนวคิดเรื่องพายุสุริยะปล่อยพลังงานออกมา  นี่ยังเป็นแค่  Summary  ของนาซา  ที่เขายังไม่เปิดเผยออกมา  และยังมองว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เปลือกโลกเคลื่อนตัว  และเกิดแผ่นดินไหว”

ปัจจุบัน  ดร.สมิทธเป็นประธานมูลนิธิเตือนภัย  ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร  ทำงานคู่ขนานไปกับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติของรัฐ  มูลนิธิฯ  มีหน้าที่เตือนภัยทำเหมือนกับศูนย์เตือนภัยพิบัติทุกๆ  ประเภท  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน  โดยมีเครือข่ายจากสถานีวิทยุลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก  81  สถานี  ทั้งเอฟเอ็ม  เอเอ็มทั่วประเทศ  ร่วมกันรายงานข้อมูลหากเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆ   ขึ้น  และมีเบอร์โทรศัพท์แจ้งเหตุ  หมายเลข  0-2888-2215  โทร.ได้ตลอด  24  ชั่วโมง.

 

ขายคาร์บอนเครดิตระดับรัฐ หนทางรอดไทยในภาวะโลกร้อน

http://www.thaipost.net/node/20309

4 เมษายน 2553 – 00:00

เหลือเวลาอีกเพียง  2  ปี  “พิธีสารเกียวโต”  พันธสัญญาหลักบังคับให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว  ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม  หรือกลุ่มประเทศ  Annex 1  ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่า  5%  ภายในปี  พ.ศ.2555  เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี  พ.ศ.2533  จะสิ้นสุดลง  เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายประเทศกังวลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลัง จากนี้จะมีทิศทางเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร   กับการรักษาสิ่งแวดล้อมโลกเมื่อภาวะโลกร้อน  (Global  Warming)  ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  อีกทั้งการประชุมลดโลกร้อนครั้งล่าสุดที่โคเปนเฮเกน  ประเทศสวีเดน  ก็ไม่ สามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่หลายฝ่ายตั้งใจไว้  กับการกำหนดกรอบแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต

ประเทศไทยแม้จะอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา  (Non-Annex 1)  ซึ่งไม่มีพันธกรณีใดๆ  ภายใต้พิธีสารเกียวโต  แต่ไทยเองได้ลงนามรับรองพิธีสารฯ  เมื่อปี  พ.ศ.2542  และได้ให้สัตยาบันเมื่อปี  พ.ศ.2545  ในฐานะภาคีสมาชิกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา  โดยในมาตรา  10  ของพิธีสารฯ  กำหนดให้ทุกภาคีร่วมรับผิดชอบดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ  ตามขีดความสามารถและสถานการณ์ของแต่ละประเทศด้วยความสมัครใจ  ซึ่ง ไทยได้เข้าร่วมโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาดกับประเทศ  Annex 1  เพื่อนำผลพลอยได้คือปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านการรับรอง  (CERs)  มาขายเป็นคาร์บอนเครดิต
ในมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์  ที่ไม่ได้คำนึงถึงแต่เรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว   มองว่าหากกรอบกำหนดในพันธสัญญาพิธีสารฯ  มีการเปลี่ยนแปลงในทางใดทางหนึ่ง  โดยที่ประเทศไทยยังไม่มีการเตรียมรับมือที่ดีเพียงพอ  อาจส่งผลให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์คิดเป็นมูลค่ามหาศาลได้
ข้อวิตกที่ว่ามาจากโครงการวิจัย  “กลไกที่ยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโต  หลัง  ค.ศ.2012  ที่มีนัยต่อการกำหนดมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ภายในประเทศไทย”  ของ  รศ .ดร.นิรมล สุธรรมกิจ  และคณะฯ  โดยได้รับการสนับสนุนจาก  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  (สกว.)  ถูกเปิดเผยในงานสัมมนา  “Post  KP-2010 : ทิศทาง  ศักยภาพ  และความพร้อมของไทย”  เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้รับทราบ  และหาแนวทางรับมือไว้เสียแต่เนิ่นๆ  ณ  โรงแรมมิราเคิล  เมื่อเร็วๆ  นี้
รศ.ดร.นิรมล  อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย  กล่าวว่า  อนาคตที่จะเกิดขึ้นเรายังไม่รู้แน่ชัดว่า  กรอบในการดำเนินเพื่อรับมือกับสภาวะโลกร้อนจะยังคงเป็นไปในรูปแบบของพิธีสาร เกียวโต  หรือจะมีการกำหนดกรอบใหม่ขึ้นมาทดแทน  แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปก็คือ  ค่ามลพิษที่แต่ละประเทศทั่วโลกปล่อยออกมา   ซึ่งในปัจจุบันตามพันธสัญญาในพิธีสารเกียวโต   กับเครื่องมือกลไก   3  ประเภท  ได้แก่  การดำเนินการร่วมกัน  (JI)  การค้าขายแลกเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจก  (IET)  และกลไกการพัฒนาที่สะอาด  (CDM)  ก็ยังไม่สามารถทำให้ประเทศในกลุ่ม  Annex 1  บรรลุเป้าหมายตามพันธกรณีได้อย่างแท้จริง  ด้วยติดขัดปัญหาในการดำเนินงาน  และหนึ่งในนั้นคือปัญหากลุ่มประเทศ  Non- Annex 1  เข้ามามีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับประเทศกลุ่มประเทศ อุตสาหกรรมน้อย
“ดังนั้นแล้วกลไกใหม่ของพิธีสารฯ  ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลัง  ค.ศ.2012  คือระบบ  Sectoral  Targeting  Trading  หรือการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับรัฐ  ไม่ใช่แยกเป็นเอกเทศแล้ว แต่ใครใคร่ซื้อขายอย่างที่แล้วมา  ผลกระทบของกลไกใหม่ดังกล่าว  ส่งผลให้ภาครัฐของกลุ่มประเทศ  Non-Annex 1  ต้องเข้ามามีบทบาทในการจัดการการซื้อขายคาร์บอนเครดิตด้วย”
รศ.ดร.นิรมลกล่าวต่อว่า   สำหรับประเทศไทย  ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมากน้อยเพียงใด  ขึ้นอยู่กับ  3  กรณี  คือ  ไทยไม่มีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก,  กลุ่มประเทศ  Annex 1  สนใจซื้อ  CERs  จากกิจกรรมในแบบ  Sectoral-based  CDM  และประเทศ  Non-Annex 1  หลายประเทศ  สนใจดำเนินการ  Sectoral-based  CDM  ซึ่งจากการประชุมที่โคเปนเฮเกน  มีกลุ่มประเทศ  Non-Annex 1  อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน  และอินเดีย  แสดงความสนใจในการขาย  CERs  แบบ  Sectoral-based  CDM  “มองในแง่เศรษฐศาสตร์  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงประเทศไทยจะเสียเปรียบแน่  เพราะทั้ง  2  ประเทศ  มีสถานภาพรัฐเอื้อต่อการบังคับ  ให้ทุกภาคส่วนร่วมมือพัฒนาปรับปรุงกลไกการ ผลิตให้สะอาดได้  นั่นหมายถึงประโยชน์มหาศาลที่เราจะสูญเสีย  ทั้งการเข้ามา ลงทุนช่วยเหลือสนับสนุนเทคโนโลยีสะอาดจากต่างประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นองค์ความ รู้หรือเม็ดเงินหรือจะเป็นความสามารถในการแข่งขันด้านการขาย  CERs  ที่กลุ่มประเทศ  Annex 1  ต้องการซื้อขายเป็นแบบ  Sectoral-based  CDM  เพื่อนำไปเป็นเครดิตในกลไก  IET  ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  มากกว่าการซื้อแบบ  Project-based  CDM  หรือระดับองค์กรที่สมัครใจเหมือนที่ไทยทำอยู่  ที่อาจไม่ได้  CERs   ครบตามจำนวนที่พันธกรณีให้ลด   อีกทั้งยังเกิดความยุ่งยากในการรวบรวม  CERs  เพื่อทำธุรกรรม”  หัวหน้าโครงการวิจัยฯ  กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์คนเดิมยังอธิบายเพิ่มเติมต่อด้วยว่า  สิ่งที่ไทย ควรตระหนักยังมีอีกสองจุดที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน  คือ  ในกรณีที่เราไม่เปลี่ยนแปลงระบบ  CDM  ให้เป็นระดับรัฐ  อาจทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่เข้าร่วมในการพัฒนากลไลสะอาด  สูญเสียโอกาสในการ ปรับตัวต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต  และไทยเองอาจมีอุปสรรคทางด้านการค้ากับมาตรการกดดันทางอ้อม  โดยเฉพาะสินค้า ส่งออกยังต่างประเทศ  ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตแบบกลไกการพัฒนาที่ สะอาด  อาจถูกกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ปฏิเสธที่จะบริโภค สินค้าหรือกดราคาสินค้า
“แต่ถ้าหากประเทศไทยสามารถทำผลิต   CERs   ในแบบ  Sectoral-based  CDM  ได้  ผลประโยชน์ที่จะได้รับอันดับแรกก็คือ  สิ่งแวดล้อมในประเทศดีขึ้น  เพราะการร่วมใจใช้กลไกการพัฒนาที่สะอาดจะมี ประสิทธิผลมากกว่าการแยกกันทำ  และยังก่อเกิดการแข่งขันของภาคการผลิตใน ประเทศ  ส่งผลให้ต้นทุนการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกลดลง  เพราะต่างประเทศโดยเฉพาะ กลุ่ม  Annex 1  เข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น  อีกทั้งโรงงานขนาดก็สามารถเข้าถึงกลไกการ พัฒนาที่สะอาดได้  โดยไม่จำกัดอยู่แค่โรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลาง  และเรายัง สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศด้วยการขาย  CERs  ในระดับกิจกรรมสาขา  ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับความพร้อมของภาครัฐในการจัดการ สนับสนุนช่วยเหลือ  และโน้มน้าวกลุ่มผู้ประกอบการในประเทศไทยให้เข้าร่วม”
รศ.ดร.นิรมลกล่าวว่า  ฉะนั้น  ประเด็นที่ต้องติดตามเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการให้ไทยผลิต  CERs  ระดับรัฐ  อย่างแรกต้องรู้ว่าในต่างประเทศมีสาขาการผลิตใดที่มีการริเริ่มร่วมมือลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกบ้าง  และเขาร่วมมือกันในลักษณะไหน  มีเป้าหมายในการลดมากน้อยเพียงใดในความเป็นไปได้ของต้นทุน  ด้านภาครัฐมี มาตรการสนับสนุนอะไรบ้างเพื่อให้ระบบเคลื่อนที่สู่ความเป็นจริง  และไทยจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการขาย  CERs  ในแต่ละกิจกรรมสาขาของแต่ละประเทศได้อย่างไร  ฯลฯ
เมื่อผลวิจัยเบื้องต้นของนักวิจัยทางเศรษฐกิจ  บ่งชี้ว่าไทยอาจต้องเปลี่ยนการผลิต  CERs  มาเป็นแบบระดับรัฐ  หลังพันธสัญญาในพิธีสารเกียวโตจะหมดอายุลงในปี  พ.ศ.2555  ผศ.ดร.ภูรี  สิรสุนทร  หนึ่งในทีมผู้วิจัย  จึงฉายภาพบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลไทยในอนาคตให้เห็นว่า   1.รัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในการเข้ามาแทรกแซงอย่าง เป็นระบบ  เพื่อให้มีการลดก๊าซเรือนกระจก  และทำให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการลดดังกล่าวเกิดขึ้น  2.รัฐมีหน้าที่ทำการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  และกำหนดปริมาณ  เพื่อก่อให้เกิดความชัดเจนในการนำไปใช้ต่อไป  ไม่ว่าจะนำไปสร้างเป็นระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิตหรือไม่
3.การพิจารณาเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก  ในสาขาการเกษตรและสาขาการขนส่ง   ที่มีความเกี่ยวพันกับสาขาอื่นๆ  จำเป็นต้องพิจารณาอย่างองค์รวม  มิใช่แยกส่วนและมิใช่มองถึงการลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีเท่านั้น  แต่ต้องมองถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และจัดการกระจายผลประโยชน์เหล่านั้น  ให้ผู้มีส่วนได้เสียในประเทศอย่างเหมาะสม  (ให้แก่ผู้ที่มีความสามารถในการลดสูง)  สุดท้าย  4.การออกแบบระบบรองรับการผลิต  CERs  เพื่อขายในสาขาทั้งสอง  จำเป็นต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถหลากหลายด้าน  จึงควรร่วมมือจัดทำเสียตั้งแต่เนิ่นๆ  เพราะคิดว่าเป็นระบบที่ซับซ้อน  เพราะมีปัจจัยของส่วนผู้ได้เสียมาก
ผศ.ดร.ภูรีกล่าวต่อว่า  แต่ถ้าถามถึงความพร้อมและการรับมือของประเทศไทย  คิดว่าในหลายกิจกรรมสาขา  รวมถึงภาคการเกษตรและการขนส่งมีมานานแล้ว  ทั้งการทำการเกษตรอินทรีย์   การใช้พลังงานทางเลือก   การลดใช้พลังงานสิ้นเปลือง  ฯลฯ  ในระดับประชาชน   หน่วยงานรัฐบาล  หรือแม้แต่ภาคเอกชนที่หันมาทำกิจกรรมสังคมเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  เพียงแต่เราไม่ได้รับการประเมิน  และไม่ได้ถูกวัดอย่างเหมาะสมว่าสามารถลดคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกได้ เท่าไร  ผลการดำเนินงานเหล่านี้จึงไม่ได้ถูกใช้ประกอบในการเจรจาบนเวทีโลก   ซึ่งหมายถึงไม่ได้ถูกนับให้เป็นส่วนหนึ่งในมาตรการสมัครใจในกระบวนการ  CDM  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จึงไม่สามารถนำไปขายในรูปแบบของ  CERs  เท่ากับว่าผลประโยชน์ไทยจะได้แค่อย่างเดียว  คือ  สิ่งแวดล้อมดีขึ้น  แต่ส่วนอื่นๆ  สูญหาย
“สิ่งต่อยอดจากงานวิจัยครั้งนี้  ประเทศไทยควรมีระบบการประเมินและวัดหาค่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้ มาตรฐานเป็นของตัวเอง   เพราะเมื่อดำเนินการใดๆ   ไปแล้ว   จะได้คิดประมวลค่าและทำการบันทึกไว้เป็นหลักฐานเบื้องต้น  ป้องการการเสีย เปรียบ  และหากระดับรัฐบาลสนใจเรื่องการขาย  CERs  ในระดับรัฐจริง  ทางทีมวิจัยก็จะได้คิดค้นหาต้นทุนที่เหมาะสมในกระบวนการผลิต  CDM  ของแต่ละสาขากิจกรรม  ว่าควรอยู่ที่จุดใด  และคัดกรองว่ากิจกรรมสาขาใดควรส่งเสริมสนับสนุน  เพื่อประเทศจะได้รับผล ประโยชน์มากที่สุด”  ผศ.ดร.ภูรีกล่าวทิ้งท้ายก่อนปิดการประชุมสัมมนา.

 

เร่งทำ’โรดแม็พอาเซียน’ รับมือเวทีใหญ่ถกโลกร้อน

http://www.thaipost.net/node/20316

4 เมษายน 2553 – 00:00

การประชุมคณะทำงานอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   ครั้งที่  1  (The  1st   Meeting  of  the  ASEAN  Working  Group  on  Climate  Change : AWGCC)  หรือการประชุม  AWGCC  นัดแรกที่กรุงเทพฯ  เมื่อวันที่  31  มีนาคม-1  เมษายน  2553  มีผู้แทนจากอาเซียนเข้าร่วมประชุมหารือ  ทั้งไทย,  มาเลเซีย,  ฟิลิปปินส์,  อินโดนีเซีย,  สิงคโปร,  เวียดนาม,  บรูไน,  ลาว,  กัมพูชา  และพม่า  โดยสาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้เป็นการกำหนดท่าทีภายใต้กรอบข้อตกลงร่วม กัน  ใช้เป็นแนวทางในการเจรจาเรื่องภาวะโลกร้อนของอาเซียน  ก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เวียดนาม  และการประชุมโลกร้อนใหญ่ปลายปีนี้ที่เม็กซิโก

มิ่งขวัญ  วิชยารังสฤษดิ์  เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม   (สผ.)  ในฐานะประธานคณะทำงาน  AWGCC  กล่าวว่า  คณะทำงาน  AWGCC  เกิดจากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม   ครั้งที่   11  ณ  สาธารณรัฐสิงคโปร์   เมื่อเดือนตุลาคม   2552   เห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานนี้ขึ้น  เพื่อผลักดันการทำงานตามกรอบ   ASEAN  Climate  change  Initiative  (ACCI)  ซึ่งไทยในฐานะประธานอาเซียนควรมีบทบาทเป็นผู้นำผลักดันให้เกิดการ แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคอาเซียนสู่เวทีโลกแบบ รูปธรรม   ไทยได้รับเป็นประธานคณะทำงาน   AWGCC  ชุดนี้  3  ปี  ตั้งแต่ปี   2553-2555  โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เชิญประเทศอาเซียนเข้าร่วมเพื่อจะดู ก้าวต่อไปของอาเซียนหลังโคเปนเฮเกนในการรับมือภาวะโลกร้อน
เลขาฯ  สผ.กล่าวต่อว่า  สาระสำคัญในการประชุมนัดแรกนี้  มีเรื่องการจัดทำโรดแม็พอาเซียน  ตั้งแต่ปี  2552-2558  ซึ่งจะเป็นการกำหนดทิศทางความร่วมมือเรื่องโลกร้อนของกลุ่มอาเซียนที่มีแผน งานชัดเจน  โรดแม็พนี้เรียกว่า  “แผนงานการจัดตั้งประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน”   (ASCC   Blueprint)  โดยครอบคลุมรายละเอียด  11  ประเด็น  ได้แก่   ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก,  การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ,  การจัดการและการป้องกันมลพิษข้ามแดนทั้งจากหมอกควันและกากของเสีย,  ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยยึดหลักมีส่วนร่วมของประชาชน,  ส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม,  ส่งเสริมคุณภาพชีวิตในเขตเมือง,  ระบบฐานข้อมูลและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกัน,  ส่งเสริมความยั่งยืนการใช้สิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง,  ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืน,  ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืน  และการส่งเสริมการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืน  ซึ่งรายละเอียดของแผนงานจะเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้
นอกจากนี้  เลขาฯ  สผ.ยังสรุปผลการประชุมว่า  ทุกประเทศในอาเซียนเห็นควรให้นำประเด็นสำคัญใน  “โคเปนเฮเกนแอคคอร์ด”  จากเวทีโลกร้อนที่โคเปนเฮเกน  ไปผ่านการพิจารณาใน  2  กระบวนการภายใต้อนุสัญญา  UNFCCC  คือ  คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้กรอบความร่วมมือ ระยะยาว  (AWG-LCA)  และคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้พิธีสารเกีย วโต  (AWG-KP)  ก่อนจะนำเสนอให้ผู้นำรับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียน  ครั้งที่  16  ณ  กรุงฮานอย  ประเทศเวียดนาม  ผ่านที่ประชุมรัฐมนตรีสำหรับคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน
อีกหนึ่งความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมจากการประชุม  AWGCC  เป็นการแบ่งปันและอัพเดตข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ทั้งระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ  เช่น  แหล่งเงินสนับสนุน,  การฝึกอบรมด้านวิชาการและเทคนิค  รวมถึงนำผู้เชี่ยวชาญจากประเทศพัฒนาแล้วมาช่วยเสนอแนะด้านวิชาการ  และการทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสมาชิกของอาเซียนได้รับทราบและแลกเปลี่ยนข้อมูล  ตลอดจนเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ทั่วถึง
“ในที่ประชุมเห็นตรงกันจะให้มีกลไกในการกำหนดท่าทีการเจรจาร่วมกัน  หาจุดยืนร่วมกัน  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มประชาคมอาเซียนมากที่สุด  จากวันนี้ไปก่อนถึงการประชุม  COP 16  ในเดือนธันวาคมนี้ที่ประเทศเม็กซิโก  อาเซียนจะมีความชัดเจนในเรื่องท่าที หรือการเจรจาต่อรองในเวทีโลกร้อนที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น”  เลขาฯ  สผ.ยืนยันถึงความเป็นรูปธรรมจากการประชุม  AWGCC  นี้  เพื่อรับมือกับปัญหาโลกร้อนที่มีผลกระทบอย่างมากต่อผู้คนในภูมิภาคนี้.

 

หลัง2012ไทยต้องตื่นตัว ขายคาร์บอนเครดิตระดับรัฐ

http://www.thaipost.net/node/20317

4 เมษายน 2553 – 00:00

เหลือเวลาอีกเพียง  2  ปี  “พิธีสารเกียวโต”  พันธสัญญาหลักบังคับให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว  ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหรือกลุ่มประเทศ  Annex  1  ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไม่ต่ำกว่า  5%  ภายในปี  พ.ศ.2555  เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี  พ.ศ.2533  จะสิ้นสุดลง  เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายประเทศกังวลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะมีทิศ ทางเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร    กับการรักษาสิ่งแวดล้อมโลกเมื่อภาวะโลกร้อน   (Global  Warming)  ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  อีกทั้งการประชุมลดโลกร้อนครั้งล่าสุดที่โคเปนเฮเกน  ประเทศสวีเดน  ก็ไม่ สามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่หลายฝ่ายตั้งใจไว้  กับการกำหนดกรอบแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต

ประเทศไทยแม้จะอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา  (Non-Annex  1)  ซึ่งไม่มีพันธกรณีใดๆ  ภายใต้พิธีสารเกียวโต  แต่ไทยเองได้ลงนามรับรองพิธีสารฯ  เมื่อปี  พ.ศ.2542  และได้ให้สัตยาบันเมื่อปี  พ.ศ.2545  ในฐานะภาคีสมาชิกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา  โดยในมาตรา  10  ของพิธีสารฯ  กำหนดให้ทุกภาคีร่วมรับผิดชอบดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ตามขีดความสามารถและสถานการณ์ของแต่ละประเทศด้วยความสมัครใจ  ซึ่งไทยได้ เข้าร่วมโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาดกับประเทศ  Annex  1  เพื่อนำผลพลอยได้คือปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านการรับรอง  (CERs)  มาขายเป็นคาร์บอนเครดิต
ในมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้คำนึงถึงแต่เรื่องสิ่งแวด ล้อมเพียงอย่างเดียวมองว่า  หากกรอบกำหนดในพันธสัญญาพิธีสารฯ  มีการเปลี่ยนแปลงในทางใดทางหนึ่งโดยที่ประเทศไทยยังไม่มีการเตรียมรับมือที่ ดีเพียงพอ  อาจส่งผลให้ประเทศสูญเสียผลประโยชน์คิดเป็นมูลค่ามหาศาลได้
ข้อวิตกที่ว่ามาจากโครงการวิจัย  “กลไกที่ยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโต  หลัง  ค.ศ.2012  ที่มีนัยต่อการกำหนดมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ภายในประเทศไทย”  ของ  รศ.ดร.นิรมล  สุธรรมกิจ  และคณะ  โดยได้รับการสนับสนุนจาก  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  (สกว.)  ถูกเปิดเผยในงานสัมมนา  “Post  KP-2010 : ทิศทาง  ศักยภาพ  และความพร้อมของไทย”  เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้รับทราบ  และหาแนวทางรับมือไว้เสียแต่เนิ่นๆ  ณ  โรงแรมมิราเคิล  เมื่อเร็วๆ  นี้
รศ.ดร.นิรมล   อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย  กล่าวว่า  อนาคตที่จะเกิดขึ้นเรายังไม่รู้แน่ชัดว่ากรอบในการดำเนินการเพื่อรับมือกับ สภาวะโลกร้อน  จะยังคงเป็นไปในรูปแบบของพิธีสารเกียวโต  หรือจะมีการกำหนดกรอบใหม่ขึ้นมาทดแทน  แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปก็คือ  ค่ามลพิษที่แต่ละประเทศทั่วโลกปล่อยออกมา  ซึ่งในปัจจุบันตามพันธสัญญาในพิธีสารเกียวโตกับเครื่องมือกลไก  3  ประเภท  ได้แก่  การดำเนินการร่วมกัน  (JI)  การค้าขายแลกเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจก  (IET)  และกลไกการพัฒนาที่สะอาด  (CDM)  ก็ยังไม่สามารถทำให้การลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วบรรลุเป้า หมายตามพันธกรณีได้อย่างแท้จริง  ปัญหาติดขัดอย่างหนึ่งก็คือ  กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่อยู่ในกติกาลดก๊าซเรือนกระจกเข้ามามีส่วนร่วมใน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยเกินไป
“ดังนั้นแล้วกลไกใหม่ของพิธีสารฯ  ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลัง  ค.ศ.2012  คือระบบ  Sectoral  Targeting  Trading  หรือการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระดับรัฐ  ไม่ใช่แยกเป็นเอกเทศแล้วแต่ใครใคร่ซื้อขายอย่างที่แล้วมา  ผลกระทบของกลไก ใหม่ดังกล่าว  ส่งผลให้ภาครัฐของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา  ต้องเข้ามามีบทบาทในการจัดการการซื้อขายคาร์บอนเครดิตด้วย”
รศ.ดร.นิรมลกล่าวต่อว่า  สำหรับประเทศไทยผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมากน้อยเพียงใด  ขึ้นอยู่กับ  3  กรณี  คือ  ไทยไม่มีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก  กลุ่มประเทศพัฒนาสนใจซื้อก๊าซคาร์บอนในระดับรัฐจากประเทศกำลังพัฒนา  ในการแยกเป็นกิจกรรมรายภาค  ซึ่งจากการประชุมที่โคเปนเฮเกนมีกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างสาธารณรัฐ ประชาชนจีน   และอินเดีย  แสดงความสนใจในการขายคาร์บอนเครดิตในแบบรายภาคกิจกรรม     “มองในแง่เศรษฐศาสตร์  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงประเทศไทยจะเสียเปรียบแน่  เพราะ ทั้งจีนและอินเดีย  มีสถานภาพที่เอื้อต่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแบบรัฐต่อ รัฐ  เพราะใช้อำนาจรัฐดำเนินการบังคับให้ทุกภาคส่วนร่วมมือพัฒนาปรับปรุงกลไกการ ผลิตให้สะอาดได้  นั่นหมายถึงเราจะต้องสูญเสียโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุน องค์ความรู้และเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้วที่จะเข้ามาช่วยในการพัฒนา พลังงานสะอาด  ซึ่งคิดเป็นผลประโยชน์มหาศาล  ไม่นับความสามารถในการแข่งขัน ด้านการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องการซื้อขายแบบกิจกรรมราย ภาค  มากกว่าการซื้อแบบ  Project-based  CDM  หรือระดับองค์กรที่สมัครใจเหมือนที่ไทยทำอยู่   ที่อาจไม่ได้จำนวนก๊าซ คาร์บอนครบตามจำนวนที่พันธกรณีให้ลด  อีกทั้งยังเกิดความยุ่งยากในการรวบรวม ก๊าซคาร์บอนเพื่อทำธุรกรรมซื้อขายต่อไป”  หัวหน้าโครงการวิจัยฯ  กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์คนเดิมยังอธิบายเพิ่มเติมต่อด้วยว่า  สิ่งที่ไทย ควรตระหนักยังมีอีกสองจุดที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน  คือ  ในกรณีที่เราไม่เปลี่ยนแปลงระบบ  CDM  ให้เป็นระดับรัฐ  อาจทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่เข้าร่วมในการพัฒนากลไลสะอาด  สูญเสียโอกาสในการปรับตัวต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต  และไทยเอง อาจมีอุปสรรคทางด้านการค้ากับมาตรการกดดันทางอ้อม  โดยเฉพาะสินค้าส่งออกยัง ต่างประเทศที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตแบบกลไกการพัฒนาที่สะอาด  อาจถูกกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้  ปฏิเสธที่จะบริโภคสินค้า หรือกดราคาสินค้า
“แต่ถ้าหากประเทศไทยสามารถทำการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในรายภาคกิจกรรมได้  ผล ประโยชน์ที่จะได้รับอันดับแรกก็คือ  สิ่งแวดล้อมในประเทศดีขึ้น  เพราะการ ร่วมใจใช้กลไกการพัฒนาที่สะอาดจะมีประสิทธิผลมากกว่าการแยกกันทำ  และยังก่อ เกิดการแข่งขันของภาคการผลิตในประเทศ  ส่งผลให้ต้นทุนการบริหารจัดการก๊าซ เรือนกระจกลดลง  เพราะต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเข้ามาร่วมลง ทุนมากขึ้น  อีกทั้งโรงงานขนาดก็สามารถเข้าถึงกลไกการพัฒนาที่สะอาดได้  โดย ไม่จำกัดอยู่แค่โรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลาง  และเรายังสร้างรายได้เข้าสู่ ประเทศด้วยการขายคาร์บอนเครดิตในระดับกิจกรรมสาขา  ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับ ความพร้อมของภาครัฐในการจัดการสนับสนุน  ช่วยเหลือ  และโน้มน้าวกลุ่มผู้ ประกอบการในประเทศไทยให้เข้าร่วม”
รศ.ดร.นิรมลกล่าวว่า  ฉะนั้น  ประเด็นที่ต้องติดตามเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการให้ไทยผลิต  CERs  ระดับรัฐ  อย่างแรกต้องรู้ว่าในต่างประเทศมีสาขาการผลิตใดที่มีการริเริ่มร่วมมือลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกบ้าง  และเขาร่วมมือกันในลักษณะไหน  มีเป้าหมายในการลดมากน้อยเพียงใดในความเป็นไปได้ของต้นทุน  ด้านภาครัฐมี มาตรการสนับสนุนอะไรบ้างเพื่อให้ระบบเคลื่อนที่สู่ความเป็นจริง  และไทยจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการขาย  CERs  ในแต่ละกิจกรรมสาขาของแต่ละประเทศได้อย่างไร  ฯลฯ
เมื่อผลวิจัยเบื้องต้นของนักวิจัยทางเศรษฐกิจ  บ่งชี้ว่าไทยอาจต้องเปลี่ยนการผลิต  CERs  มาเป็นแบบระดับรัฐ  หลังพันธสัญญาในพิธีสารเกียวโตจะหมดอายุลงในปี  พ.ศ.2555  ผศ.ดร.ภูรี  สิรสุนทร  หนึ่งในทีมผู้วิจัย  จึงฉายภาพบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลไทยในอนาคตให้เห็นว่า
1.รัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  ในการเข้ามาแทรกแซงอย่างเป็นระบบเพื่อให้มีการลดก๊าซเรือนกระจก  และทำให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการลดดังกล่าวเกิดขึ้น
2.รัฐมีหน้าที่ทำการวัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  และกำหนดปริมาณเพื่อ ก่อให้เกิดความชัดเจนในการนำไปใช้ต่อไป  ไม่ว่าจะนำไปสร้างเป็นระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิตหรือไม่
3.การพิจารณาเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาการเกษตรและสาขาการขนส่ง  ที่มีความเกี่ยวพันกับสาขาอื่นๆ  จำเป็นต้องพิจารณาอย่างองค์รวม  มิใช่แยกส่วนและมิใช่มองถึงการลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีเท่านั้น  แต่ต้องมองถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ  และจัดการกระจายผลประโยชน์เหล่านั้นให้ผู้มีส่วนได้เสียในประเทศอย่างเหมาะ สม  (ให้แก่ผู้ที่มีความสามารถในการลดสูง)
4.การออกแบบระบบรองรับกิจกรรมที่ทำให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อขาย ในสาขาทั้งสอง  จำเป็นต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถหลากหลายด้าน  จึงควรร่วมมือจัดทำเสียตั้งแต่เนิ่นๆ  เพราะคิดว่าเป็นระบบที่ซับซ้อน  เพราะมีปัจจัยของส่วนผู้ได้เสียมาก
ผศ.ดร.ภูรีกล่าวต่อว่า  แต่ถ้าถามถึงความพร้อมและการรับมือของประเทศไทย  คิดว่าในหลายกิจกรรมสาขารวมถึงภาคการเกษตรและการขนส่งมีมานานแล้ว  ทั้งการทำการเกษตรอินทรีย์  การใช้พลังงานทางเลือก  การลดใช้พลังงานสิ้นเปลือง  ฯลฯ  ในระดับประชาชน  หน่วยงานรัฐบาล  หรือแม้แต่ภาคเอกชนที่หันมาทำกิจกรรมสังคมเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  เพียงแต่เราไม่ได้รับการประเมิน  และไม่ได้ถูกวัดอย่างเหมาะสมว่าสามารถลดคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกได้ เท่าไร  ผลการดำเนินงานเหล่านี้จึงไม่ได้ถูกใช้ประกอบในการเจรจาบนเวทีโลก  ซึ่งหมายถึงไม่ได้ถูกนับให้เป็นส่วนหนึ่งในมาตรการสมัครใจในกระบวนการ  CDM  ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จึงไม่สามารถนำไปขายในรูปแบบของ  CERs  เท่ากับว่าผลประโยชน์ไทยจะได้แค่อย่างเดียว  คือ  สิ่งแวดล้อมดีขึ้น  แต่ส่วนอื่นๆ  สูญหาย
“สิ่งต่อยอดจากงานวิจัยครั้งนี้  ประเทศไทยควรมีระบบการประเมินและวัดหา ค่า  การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้มาตรฐานเป็นของตัวเอง  เพราะเมื่อ ดำเนินการใดๆ  ไปแล้ว  จะได้คิดประมวลค่าและทำการบันทึกไว้เป็นหลักฐานเบื้องต้น  ป้องกันการเสียเปรียบ  และหากระดับรัฐบาลสนใจเรื่องการขาย  ERs  ในระดับรัฐจริง  ทางทีมวิจัยก็จะได้คิดค้นหาต้นทุนที่เหมาะสมในกระบวนการผลิต  CDM  ของแต่ละสาขากิจกรรมว่าควรอยู่ที่จุดใด  และคัดกรองว่ากิจกรรมสาขาใดควรส่งเสริมสนับสนุน  เพื่อประเทศจะได้รับผล ประโยชน์มากที่สุด”  ผศ.ดร.ภูรีกล่าวทิ้งท้ายก่อนปิดการประชุมสัมมนา.