มะเร็งไฝ-มะเร็งผิวหนัง ของติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด
http://www.thaipost.net/node/3492
22 เมษายน 2552 – 00:00
ลาโรช-โพเซย์ เวชสำอางชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป “BE-SUN SMART LOWER YOUR RISK FOR SKIN CANCER” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง มาให้ความรู้พร้อมแนะนำวิธีการสังเกตตัวเองอย่างไรให้ไม่ต้องเสี่ยงกับโรค มะเร็งผิวหนัง
เริ่มจาก รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งผิวหนังว่า “มะเร็งผิวหนังคือเนื้อร้ายที่เกิดบนผิวหนังและเยื่อบุ เนื่องจากความผิดปกติของการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ของผิวหนังและเยื่อ บุ ส่วนมากจะพบในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และจะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง มะเร็งผิวหนังมักพบบนผิวบริเวณนอกร่มผ้ามากกว่าในร่มผ้า เนื่องจากแสงแดดมีรังสี Ultraviolet (UV) ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ การได้รับสารเคมีที่ก่อมะเร็งบางชนิด เช่น การบริโภคสารหนูอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ การสูบบุหรี่ การเคี้ยวหมาก
การมีแผลระคายเคืองที่เรื้อรัง เช่น แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก ตลอดจนปัจจัยด้านพันธุกรรม รวมถึงการติดเชื้อหูดที่ผิวหนังอาจมีส่วนทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ทั้ง สิ้น” ชนิดของมะเร็งผิวหนัง แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักๆ ได้แก่ 1.Non-melanoma skin cancer คือ มะเร็งผิวหนังทั่วไปที่ไม่ได้เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีเป็นมะเร็งที่เปิดจาก ชั้นหนังกำพร้าของผิวหนังและเยื่อบุ 2.Melanoma คือ มะเร็งของเซลล์สร้างเม็ดสี (มะเร็งไฝ) ปัจจัยเสี่ยงเกิดจากกรรมพันธุ์, สีผิว, เชื้อชาติ, พฤติกรรมตากแดดเป็นเวลานาน ตากแดดครั้งคราวแต่มาก, เคยรับสารก่อมะเร็ง อาทิ สารเคมี, สารหนู, สูบบุหรี่,เคี้ยวหมาก, มีภูมิต้านทานผิดปกติ, เป็นแผลไฟไหม้, แผลอักเสบเรื้อรัง, เคยรับการฉายรังสี เป็นต้น
“ซึ่งในคนที่มีไฝเป็นจำนวนมาก หรือมีไฝขนาดใหญ่ จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งไฝได้สูงกว่าคนที่ไม่มี โดยปกติแล้วอาการจะดูออกยากเพราะจะเหมือนเป็นไฝทั่วไป แต่เราสามารถวินิจฉัยด้วยตัวเอง โดยการสังเกตความเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ดังนี้ ดูบริเวณไฝที่เป็นว่ามีผื่นหรือก้อนที่โตเร็วกว่าปกติหรือไม่ มีสีเปลี่ยน, มีแผลเรื้อรังที่ไม่หายและขยายออกหรือไม่,พบผื่นที่ใช้ยาทาแล้วไม่หายหรือ ไม่, ตรวจสอบตนเองว่าเคยมีประวัติการใช้ยาหม้อ กินหมากหรือสูบบุหรี่หรือไม่ และมีสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งดังกล่าวหรือไม่” นพ.นภดล กล่าวเสริม
มะเร็งไฝ สามารถตรวจสอบได้ด้วยทฤษฎี THE ABCDE METHOD ซึ่งไฝที่อาจเข้าข่ายน่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง สามารถประเมินได้ด้วยการสังเกตดังต่อไปนี้ A-asymmetry (การสมมาตร) ไฝปกติจะมีรูปร่างกลม แต่มะเร็งไฝจะแตกตัวออกไปไม่เป็นรูปกลม,B-border (ขอบเขตชัดเจน) ไฝปกติจะมีขอบเขตที่ชัดเจน แต่มะเร็งไฝจะขอบไม่เรียบและไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน, C-color (สี) ไฝปกติจะมีสีเดียว แต่มะเร็งไฝโดยมากจะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำไล่กันไป, D-diameter (เส้นผ่าศูนย์กลาง) ไฝปกติจะมีขนาดเล็ก แต่มะเร็งไฝจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่เกิน 6 มม., E-elevution (การขยายขนาด)ไฝปกติจะมีขนาดคงที่ แต่มะเร็งไฝจะมีการเติบโตทั้งขนาดและความหนา นอกจากนี้ หากพบว่าไฝอันใดก็ตามที่มีอาการแตกเป็นแผล รู้สึกเจ็บหรือคัน เป็นข้อบ่งชี้ว่าอาจจะเกิดโรคมะเร็งไฝได้ด้วยเช่นกัน
นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันโรคผิวหนัง ให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังว่า “มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้เร็วกว่ามะเร็งชนิดอื่นๆ เนื่องจากสามารถสังเกตเห็นได้จากภายนอก สำหรับมะเร็งผิวหนังที่เกิดมาจากไฝ หรือหูดที่เป็นมาแต่เดิมแล้ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายหลัง สามารถรักษาด้วยวิธีที่หลากหลาย แต่ต้องขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งผิวหนัง รวมถึงระยะลุกลามที่เกิดขึ้น ตลอดจนสภาพความพร้อมร่างกายของผู้ป่วย แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือ การผ่าตัด
โดยการตัดให้เป็นบริเวณกว้างกว่ารอยโรคเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถกำจัดได้หมด ในบางครั้งเซลล์มะเร็งอาจเริ่มมีการกระจายออกไปรอบๆ รอยโรค และเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงเป็นสาเหตุทำให้ตัดเซลล์มะเร็งออกไปได้ไม่หมดและทำให้มะเร็งผิวหนังกลับ มาเป็นใหม่ได้อีก เมื่อตัดเซลล์มะเร็งออกไปจนหมด ก็ทำการเย็บปิดแผล วิธีนี้ได้ผลดีมาก โอกาสหายขาดมีสูง แต่เป็นวิธีการรักษาที่ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน และผู้ทำการรักษาต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกอบรมมาโดยเฉพาะ
ปิดท้ายด้วย มั้ง-ชัยลดล โชควัฒนา อีกหนึ่งหนุ่มที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนังอันเนื่องมา จากกีฬาโปรดประจำตัวอย่าง กอล์ฟ ซึ่งโปรมั้งได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่า “ด้วยอาชีพของผมที่เป็นโปรกอล์ฟจึงต้องตากแดดกลางแจ้งเป็นระยะเวลานานและ เกือบจะทุกวัน ซึ่งผมรู้จักกีฬากอล์ฟมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยม ตอนนั้นถือว่ายังเด็กมากและไม่ได้ใส่ใจตัวเองเลย ไม่เคยใช้ครีมกันแดด เพราะผู้ชายส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบทาครีมอะไรอยู่แล้ว
ยิ่งคนที่ตีกอล์ฟจะรู้กันดีว่าครีมกันแดดที่มีเอสพีเอฟสูงๆ จะมีความเหนียวเหนอะหนะและล้างออกยากมาก จึงปล่อยเอาไว้นาน มาสังเกตอีกทีก็เห็นได้ว่าใบหน้าเริ่มมีรอยจุดกระดำกระด่างสีผิวไม่เท่า กัน ถึงขั้นเครียดเลยไปหาหมอและพยายามสรรหาครีมกันแดดดีๆ พอรู้ว่ามีผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เราสามารถออกแดดได้ใช้แล้วไม่เหนียวเหนอะ หนะ มีที่ไหนก็ซื้อใช้หมดเพราะผมเชื่อว่ามันก็ช่วยให้เราไม่ต้องเครียดกับ เรื่องผิวพรรณที่ต้องเสี่ยงกับโรคมะเร็งผิวหนังอีกต่อไปครับ”
ระวังหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมก่อนวัย
http://www.thaipost.net/node/3443
21 เมษายน 2552 – 00:00
จากเดิมเราอาจเข้าใจว่า “ความเสื่อม” ของอวัยวะในร่างกายมักจะเริ่มเสื่อม และหมดสมรรถภาพในการทำงานเมื่อตอนวัยชรา แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งการดำเนินชีวิตการบริโภคในปัจจุบัน ทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น แต่คนเรามักมองข้ามปัญหาเหล่านี้ไปและไม่ค่อยใส่ใจดูแลสุขภาพของกระดูก สันหลังและหมอนรองกระดูกสักเท่าไหร่ ปล่อยปละละเลยรอให้เกิดอาการปวดหลัง หรือหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมขึ้นมาก่อนแล้วค่อยหาทางรักษา จนบางครั้งอาการหนักถึงขั้นหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทเลยก็ได้
ดร.นิโคล ลีเดอท ไคโรแพรคเตอร์ จากประเทศออสเตรเลีย คลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติก ให้ข้อมูลว่า หมอนรองกระดูกที่อยู่ระหว่างชิ้นกระดูกสันหลังนั้น เป็นกระดูกอ่อนที่เชื่อมและรองรับกระดูกทั้ง 24 ชิ้นของแนวกระดูกสันหลังของคน โดยหมอนรองกระดูกแต่ละชิ้นนั้นจะแนบเข้ากับชิ้นกระดูกสันหลังแต่ละชิ้นที่ อยู่เหนือ และอยู่ข้างใต้หมอนรองกระดูกชิ้นนั้นๆ ทำหน้าที่คอยรับแรงกระแทกของกระดูก และช่วยทำให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น นอกจากนั้นยังคอยทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้กระดูกเคลื่อนที่ลงมากดทับเส้น ประสาทบริเวณกระดูกสันหลังอีกด้วย หมอนรองกระดูกสันหลังที่มีสุขภาพดีนั้นจะมีความยืดหยุ่นทำให้สามารถหมุนตัว หรือก้มเงยได้ แต่ถ้าหากหมอนรองกระดูกเสื่อมลงแล้วก็อาจจะทำให้การเคลื่อนไหว หรือหมุนตัวลำบากขึ้นและอาจเกิดอาการเจ็บปวดร่วมด้วย
ลักษณะของความผิดปกติ และอาการเสื่อมของหมอนรองกระดูกที่พบบ่อยที่สุดนั้น ดร.นิโคล ให้ข้อมูลว่า ส่วนมากเป็นอาการหมอนรองกระดูกที่ไม่เป็นแนวเดียวกันกับกระดูกสันหลังทำให้ เยื่อหมอนรองกระดูกปรับตัวเข้ากันมีรูปร่างเหมือนลิ่ม ลักษณะนี้จะเป็นการรุกล้ำหรือเบียดเนื้อเยื่อประสาทที่อยู่ติดกับบริเวณ นั้น ก็อาจจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดได้ หรืออีกลักษณะหนึ่งก็คือหมอนรองกระดูกเกิดการนูนออกมา เนื่องจากนิวเคลียสที่อยู่ภายในหมอนรองกระดูกถูกการกดอัด ก็จะเกิดการผลักตัวของนิวเคลียสไปยังหมอนรองกระดูกส่วนที่อ่อนที่สุด ทำให้เกิดอาการผิดรูปของหมอนรองกระดูก ผู้ป่วยลักษณะนี้จะมีอาการปวดตามประสาทไซแอติก เนื่องจากการทำให้หมอน รองกระดูกผิดรูปจะส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทใกล้เคียง กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวจะรัดตัวเพื่อป้องกันข้อต่อไม่ให้เกิดการกระทบ กระเทือน จนทำให้เกิดอาการปวดหลัง
สำหรับอาการของโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท และหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมที่สามารถสังเกตได้ด้วยตนเองนั้น ดร.นิโคล อธิบายว่า คนที่มักมีอาการปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างนั้น ถือว่าเป็นอาการเด่นของโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท จะปวดมากหรือปวดน้อยก็อาจจะขึ้นอยู่ว่าเกิดการกดทับมากหรือน้อยแค่ไหนถ้า ปล่อยทิ้งไว้นาน เส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง อาการชาและอ่อนแรงของขาซีกนั้นจะเริ่มเด่นชัดขึ้น อาการทั้งหมดจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น คนที่เป็นจะคุ้นเคยกับอาการและบอกรายละเอียดของอาการได้เป็นอย่าง ดี สำหรับอาการของหมอนรองกระดูกเสื่อม มักจะเกิดจากการใช้งานข้อต่อบริเวณต่างๆ มากเกินไป อาทิ บริเวณกระดูกส่วนคอจากการก้มๆ เงยๆ ทำกิจกรรมต่างๆ และกระดูกบั้นเอว ที่มีการบิดตลอดเวลาทุกครั้งที่มีการก้มเงย หรือเคลื่อนไหว ทำให้มีอาการปวดบริเวณหลัง สะโพก หรือคอ บางครั้งมีร้าวลงไปที่ก้นและต้นขา
ในการรักษาอาการหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท และหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นนอกจากการใช้วิธีการผ่าตัดแล้ว ดร.นิโคล กล่าวว่ายังสามารถใช้ทางเลือกใหม่ในการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา ก็คือการ รักษาโดยวิธีของไคโรแพรคติก โดยการแก้ไขส่วนต่างๆของกระดูกสันหลังที่แทรกแซงต่อการควบคุมระบบประสาทอัน ถูกต้องของร่างกาย เพราะหมอนรองระหว่างชิ้นของกระดูกสันหลังนั้น อยู่ใกล้กับไขสันหลังและรากประสาท ซึ่งการรักษาแบบไคโรแพรคติกจะเข้าไปปรับและช่วยทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไป อย่างเหมาะสมดังเดิม และจัดวางให้ชิ้นกระดูกที่ทำงานผิดปกตินั้นกลับเป็นดังเดิม ช่วยลดการมีส่วนเกี่ยวพันของระบบประสาทซึ่งหากสามารถตรวจพบได้ก่อนที่ความ เสียหายถาวรจะเกิดขึ้น เนื้อเยื่อหมอนรองกระดูกก็มักจะกลับคืนสู่ขนาดและรูปร่างที่เป็นปกติยิ่ง ขึ้น
ดังนั้นควรที่จะหันมาให้ความสนใจในเรื่องของการดูแลกระดูกสันหลัง และหมอน รองกระดูกสันหลังตั้งแต่เนิ่นๆ หากปล่อยไว้รอให้เกิดอาการปวดขึ้นมาก็ อาจจะทำให้ส่งผลกระทบต่อการทำงาน และการดำเนินชีวิตประจำวันได้
สำหรับในวันแรงงานนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้พักทั้งกายและใจ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ สำรวจและตรวจเช็กถึงอาการปวดหลังที่คอยรบกวนทำให้การดำเนินชีวิตติดขัด คลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติก จึงได้จัดกิจกรรม “DSpine For Your Health : กระดูกสันหลังดี สุขภาพแข็งแรง” ขึ้นเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้คนไทยหันมาดูแลรักษาเกี่ยวกับสุขภาพหลังกัน มากขึ้น โดยจะเปิดให้บริการตรวจเช็กสุขภาพหลังที่นำทีมโดยโดยดร.นิโคล ลีเดอท ไคโรแพรคเตอร์ จากประเทศออสเตรเลีย ดร.ทอม สมิธ และดร.แพทริก อิริคสัน ไคโรแพรคเตอร์จากประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2552 ที่คลินิกอาคารฟิฟตี้-ฟิฟท์ พลาซ่า ชั้น 3 ซอยทองหล่อ 2 หรือสาขาสุขุมวิทซอย 39 สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อลงทะเบียนขอเข้ารับการตรวจเช็กกระดูกสันหลัง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ 0-2381-4336 หรือ 0-2260-6586 (รับจำนวน 100 ท่าน).
เผยกินไก่ช่วยให้อายุยืน
http://www.thaipost.net/node/2979
9 เมษายน 2552 – 00:00
ผลวิจัยล่าสุดชี้ กินไก่แทนกินเนื้อจะช่วยให้คนเรามีอายุยืนยาวขึ้นได้ ขณะที่เนื้อช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้เล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม การกินเนื้อแดงหรือเนื้อปรุงสำเร็จมากเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงในระดับปานกลางที่จะเสียชีวิตด้วยทุกโรค และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจหรือมะเร็ง
ผลวิจัยนี้ได้ใช้กลุ่มตัวอย่างมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยจำนวนตัวอย่างกว่าครึ่งล้านคนในสหรัฐ
นักวิจัยได้ศึกษาพฤติกรรมการกินของคนกลุ่มนี้เป็นเวลา 10 ปี โดยนำปัจจัยในเรื่องการสูบบุหรี่และการออกกำลังกายมาเป็นตัวแปรด้วย ในช่วงเวลาของการศึกษาครั้งนี้ มีผู้ชาย 47,976 คน กับผู้หญิง 23,276 คน เสียชีวิต
นักวิจัยของสถาบันมะเร็งแห่งชาติในมลรัฐแมรีแลนด์ สรุปว่า ผู้ชาย 11% และผู้หญิง 16% ที่ได้เสียชีวิตไปนี้จะไม่เสียชีวิตหากลดการกินเนื้อดงลง
นายแพทย์รัศมี สิงห์ รายงานในวารสาร Archives of Internal Medicine ว่า ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกินเนื้อแต่ละชนิด กับสาเหตุการเสียชีวิตด้วยโรคต่างๆ
การกินเนื้อสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ในหลายทาง
เมื่อปรุงอาหารเนื้อด้วยอุณหภูมิสูงจะเกิดสารก่อมะเร็ง และเนื้อยังเป็นที่มาของไขมันอิ่มตัว ซึ่งเชื่อมโยงกับมะเร็งเต้านมและลำไส้
นอกจากนี้ การกินเนื้อยังส่งผลต่อความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลด้วย
แม้กระนั้น เนื้อไม่ติดมันเป็นแหล่งของโปรตีน ไวตามิน และเกลือแร่ เช่น เหล็ก เซเลเนียม สังกะสี.
เปิดตัวรถโมบายตรวจอาหารปลอดภัย
http://www.thaipost.net/node/2980
9 เมษายน 2552 – 00:00
นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานเปิดตัวรถบันเทิงเชิงสาระ Edutainment mobile Unit ในงาน “อาหารปลอดภัย หน้าร้อนสุขใจ ห่วงในจาก อย.” ที่ลานวิคตอรี่พอยท์ โดยรถดังกล่าวเป็นรถโมบายยูนิตคันแรก ที่รวบรวมความบันเทิงและตรวจสอบอาหารปลอดภัยครบถ้วน ดัดแปลงจากรถ 6 ล้อ และติดตั้งจอแอลซีดีขนาดใหญ่ เพื่อให้ข้อมูลความรู้ด้านอาหารแก่นักเรียน นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป และยังสามารถตรวจสอบอาหารปลอดภัยได้รวดเร็วภายใน 5 นาที เช่น สารบอแรกซ์ สารฟอกขาว และสารพิษตกค้างต่างๆ
นอกจากนี้ รถโมบายฯ ยังแปรสภาพเป็นรถสื่อสารเคลื่อนที่ระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างส่วนกลางไปต่างจังหวัด หรือผู้บริโภครู้ข่าวสารทันที เช่น กรณีหน่อไม้ปี๊บ หรือการปนเปื้อนของสารเมลามีนในนม ทั้งนี้ รถโมบายฯ จะเริ่มดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารที่จังหวัดตราดเป็นแห่งแรก
นพ.ศิริวัฒน์กล่าวด้วยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ขอให้ประชาชนระมัดระวังการบริโภคอาหาร ทั้งสำเร็จรูปและน้ำแข็งใส รวมถึงเครื่องดื่ม โดยเฉพาะช่วงที่มีอากาศร้อนจัด อย่าเพิ่งรีบร้อนดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอัดลมที่เย็นจัดทันที เพราะร่างกายยังไม่ได้ปรับสภาพ อาจทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นจากสภาวะความร้อนปะทะความเย็นในร่างกายโดยไม่ มีการปรับตัว ขอแนะนำว่าประชาชนควรเข้าที่ร่มสักพักแล้วจึงค่อยดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอัดลม ที่สำคัญควรดื่มน้ำดื่มธรรมดาที่ไม่เย็นจัดก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำเย็นตาม เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพ นอกจากนี้ ควรระมัดระวังการซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปทั้งอาหารกระป๋อง หรืออาหารจานด่วน ต้องมีฉลากติดถูกต้องครบถ้วน ภาชนะควรปิดสนิท ถ้าเป็นภาชนะใสไม่ควรขุ่นมัว หากเป็นไปได้ควรรับประทานที่ปรุงสุก เพราะในหน้าร้อนเป็นแหล่งรวมของสารปนเปื้อนในอาหาร และเสี่ยงโรคอุจจาระร่วง.
เหงื่อไหล ไคลย้อย เรื่องธรรมดาที่อาจผิดปกติ
http://www.thaipost.net/node/2938
8 เมษายน 2552 – 00:00
ภาวะเหงื่อออกมากตอนหน้าร้อน หรือเมื่อต้องไปอยู่ท่ามกลางแสงแดดนั้น เป็นเรื่องปกติ บางคนอาจจะมีเหงื่อออกมากจนผิดปกติ แค่นั่งเฉยๆ อยู่ห้องแอร์ เหงื่อก็ไหลชื้นแฉะไปทั้งตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ามือฝ่าเท้า ที่แย่ที่สุดก็คือภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณใต้วงแขน ปัญหาเหงื่อไหลไคลย้อยดังกล่าว พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน เปิดเผยว่า ภาวะนี้เจอได้ 2-3% ของคนทั่วๆ ไป แต่มีเพียงแค่ 1% เท่านั้น ที่ต้องพบแพทย์เพราะควบคุมด้วยการใช้ยาดับกลิ่นระงับเหงื่อ หรือโรลออนส์ปกติ แล้วเอาไม่อยู่จำเป็นที่จะต้องใช้วิธีพิเศษๆ
หากเหงื่อออกมากเฉพาะส่วน เช่น รักแร้ ฝ่ามือ-ฝ่าเท้า มักจะหาสาเหตุของโรคไม่เจอ บางคนก็บอกว่าถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ถ้ามีเหงื่อออกมากมายตลอดทั้งตัว บางครั้งต้องหาสาเหตุเหมือนกัน เพราะบ่อยครั้งที่มีโรคภายในร่างกาย ที่พบได้บ่อยก็ได้แก่ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ ผู้หญิงใกล้วัยทองที่เรียกว่า Hot flush หรือมีอาการสะบัดร้อน สะบัดหนาว อยู่ในห้องแอร์อุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศา คนอื่นเขาใส่เสื้อหนาวนั่งทำงาน แต่ผู้หญิงใกล้วัยทองบางคนอาจจะเหงื่อแตกไปทั้งตัว บางคนมีการติดเชื้อผิดปกติบางอย่าง มีไข้สูงๆ ต่ำๆ เป็นบางช่วง เช่น เป็นวัณโรคแอบแฝงก็ทำให้มีเหงื่อออกมากได้ รวมไปถึงมะเร็งบางชนิดก็อาจจะทำให้คุณมีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ ซึ่งคงต้องสืบหาสาเหตุให้เจอ
สำหรับเหงื่อออกมากผิดปกติเฉพาะส่วน โดยทั่วๆ ไปแล้ว การรักษาง่ายๆ โดยใช้เครื่องสำอาง ที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมคลอไรด์ 10-15% ทาใต้วงแขน ก็มักจะช่วยระงับเหงื่อที่มากผิดปกติ รวมไปถึงช่วยดับกลิ่นได้ด้วย แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะหากใช้เปอร์เซ็นต์สูงเกินไป ก็มีผลให้เกิดการระคายเคืองได้ เนื่องจากผิวใต้วงแขนนั้น มักจะเป็นผิวอ่อน บอบบาง
แต่พวกโรลออนดับกลิ่นตัวนั้น มักจะไม่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมคลอไรด์ จึงได้แค่ลดกลิ่น แต่ไม่ระงับเหงื่อ หากใครเหงื่อออกมากที่มือและเท้า ทางการแพทย์เราใช้วิธีการทำไอออนโตโฟเรซิส (Iontophoresis) ให้แช่มือและเท้าในอ่างน้ำ พร้อมกับปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จากเครื่องไอออนโต จะช่วยไประงับการทำงานของต่อมเหงื่อ โดยต้องนั่งแช่อยู่ประมาณ 10-20 นาที และก็ต้องทำกันหลายๆ ครั้ง อย่างน้อยๆ 6-10 ครั้ง สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง กว่าจะรู้สึกเห็นผล และได้ผลแค่ชั่วครั้งชั่วคราว แม้เมื่อภาวะเหงื่อออกตามมือตามเท้าดีขึ้นแล้ว ก็ยังจำเป็นที่จะต้องทำไอออนโตกันบ้าง ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ มิฉะนั้นก็จะกลับมาเหงื่อมากผิดปกติอีก
ถัดมาก็เป็นเรื่องของการใช้ยา สาเหตุที่ทำให้เหงื่อออกมากนั้นก็เพราะว่ามีการกระตุ้นให้ระบบประสาท อัตโนมัติ หลั่งสารที่เรียกว่า อะซิติลโคลีน (Acetylcholine) จากปลายประสาทมากผิดปกติ จนไปกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อทำงานเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นแพทย์บางคนก็จะแนะนำให้ใช้ยาต้านกระแสประสาท ที่เรียกว่า Anticholinergics ซึ่งควรจะใช้ในรายที่มีเหงื่อออกมากทั้งตัว เพราะถ้าหากเป็นเฉพาะที่รักแร้ แล้วต้องกินยาอาจมีผลเสียไปบล็อกกระแสประสาททั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการมึนงง การควบคุมระบบปัสสาวะผิดปกติ ปากแห้ง และอื่นๆ ตามมาได้
ใหม่ล่าสุดที่ได้รับการยอมรับ และผ่าน FDA ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2004 นั่นก็คือการใช้สารโบทูลินัมท็อกซิน A ฉีดเข้าไปในบริเวณที่มีเหงื่อออกมากผิดปกติ สารตัวนี้ก็คือเจ้าโบท็อกซ์นั่นเอง “แปลว่าหากใครเป็นโรคนี้ ก็คงต้องทำใจที่จะโดนฉีดโบท็อกซ์ เจ็บตัวเล็กๆ น้อยๆ กัน ปีละ 1-2 ครั้ง ข้อดีก็คือ ช่วยลดภาวะกลิ่นตัวไปด้วยพร้อมๆ กัน เนื่องจากเมื่อเหงื่อออกน้อย การหมักหมมของแบคทีเรียก็น้อย ก็จะทำให้กลิ่นตัวน้อยตามลงไปด้วย อาจมีข้อแทรกซ้อนได้บ้าง นั่นก็คือรอยฟกช้ำดำเขียวจากจุดที่ถูกเข็มฉีดยาจิ้ม และบางครั้งตัวยาโบท็อกซ์อาจจะซึมลึกไปมีผลถึงกล้ามเนื้อลึกๆ ใต้วงแขน จนบางคนรู้สึกชาไปบ้าง แต่ก็มักจะหายได้เองภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์” คุณหมอพักตร์พิไลกล่าว
คุณหมอย้ำว่า การดูแลสุขภาพร่างกายส่วนนี้ไว้บ้างเป็นเรื่องไม่ควรมองข้าม เพราะบางครั้งอาจหมายถึงโรคภัยไข้เจ็บแอบแฝง ซึ่งคงต้องปรึกษาแพทย์ดู เพื่อที่จะรู้ว่าคุณมีปัญหาโรคอื่นๆ หรือไม่ ถ้าหากแน่ใจว่าไม่มีปัญหาอื่นๆ แล้ว การดูแลรักษาสุขลักษณะส่วนตัว ก็จะช่วยให้คุณมีความมั่นใจในตัวเองที่ดี อย่างน้อยเริ่มต้นด้วยการอาบน้ำ ทำความสะอาดตัวเองให้ได้เป็นประจำ ใช้ยาระงับกลิ่น (Deodorant) และยาระงับเหงื่อ (Antiperspirants) และอาจใช้แป้งฝุ่น แป้งเด็ก เข้ามาช่วยสักนิดหนึ่ง เลือกเสื้อผ้าอีกสักหน่อย เพราะหากใช้เสื้อผ้าที่ตัดเย็บมาจากวัสดุสังเคราะห์ มักจะมีผลให้การระบายเหงื่อไม่ค่อยดี เลือกใช้ผ้าฝ้าย จะช่วยให้เหงื่อที่ไหลออกมานั้นระเหยหายไปได้เร็วกว่า ไม่ติดเหนียวอยู่ที่ตัว หากจำเป็นจริงๆ ก็ต้องถึงมือคุณหมอ ทำไอออนโตหรือทำการฉีดโบท็อกซ์ซะ จะได้หมดห่วง หมดกังวลกับปัญหานี้.
อดอาหารช่วยให้หุ่นดีแต่ดูแก่เกินวัย
http://www.thaipost.net/node/2877
7 เมษายน 2552 – 00:00
นักวิจัยเตือนอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักช่วยให้มีหุ่นเพรียวขึ้น แต่ทำให้หน้าแก่กว่าวัย
ผลวิจัยของแพทย์พบว่า การลดน้ำหนักลงราว 4.5 ก.ก. ช่วยให้ผู้หญิงมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์ลง 4 ปี งานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัวกับความดูอ่อนกว่าวัย หรือแก่กว่าวัย โดยติดตามข้อมูลดัชนีมวลกายของผู้หญิงฝาแฝด 200 คู่เป็นเวลา 2 ปี
นายแพทย์บาฮามัน กายยูรอน นักวิจัยกล่าว “ดัชนีมวลกายที่สูงขึ้น 4 จุด ทำให้ผู้หญิงดูอ่อนเยาว์ลงประมาณ 2-4 ปี ในกรณีสตรีที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป”
รายงานซึ่งตีพิมพ์ในวาสาร Plastic and Reconstructive Journal ระบุว่า การมีน้ำหนักตัวลดลง 4.5 ก.ก. ทำให้ผู้หญิงดูอ่อนเยาว์ลงไป 4 ปี สถานภาพสมรสก็มีผลต่อกระบวนการแก่ตัวด้วยเช่นกัน โดยคนที่หย่าร้างจะดูแก่กว่าคนที่มีครอบครัวหรืออยู่เป็นโสด
“ฝาแฝดที่หย่าร้างจะแลดูแก่กว่าคู่แฝดที่ไม่ได้หย่าร้างประมาณ 1.7 ปี นายแพทย์ประจำมหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเสิร์ฟ ในเมืองคลิฟแลนด์ มลรัฐโอไอโอผู้นี้กล่าว นอกจากนี้ ภาวะซึมเศร้าก็ทำให้ดูแก่กว่าวัยได้เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการอาบแดด
ตอนนี้คุณหมอกำลังศึกษาคู่แฝดผู้ชาย เพื่อดูว่าภาวะการแก่ตัวของผู้ชายจะมีลักษณะแบบเดียวกันนี้หรือไม่
ราจีฟ โกรเวอร์ เลขาธิการสมาคมศัลยกรรมเพื่อความงามของอังกฤษบอก “สิ่งที่ทำให้คนเราดูแก่กว่าวัยไม่ใช่ริ้วรอยเหี่ยวย่น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของรูปหน้า”
โกรเวอร์ ศัลยแพทย์ความงามประจำโรงพยาบาลคิงเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในกรุงลอนดอน
บอกว่า คนส่วนใหญ่พบว่าแก้มของตัวเองเริ่มตอบลงเมื่ออายุราว 38 ปี แต่คนที่อดอาหารอย่างเคร่งครัดเกินไปจะมีลักษณะที่ว่านี้อย่างเห็นได้ชัด
“ยิ่งมีไขมันบนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณแก้มก็จะยิ่งดูอ่อนเยาว์” เขาบอก.
กำจัดความเครียดต้นเหตุโรคร้ายนานาชนิด
http://www.thaipost.net/node/2822
6 เมษายน 2552 – 00:00
ในยุคที่เศรษฐกิจประสบกับภาวะวิกฤติแบบนี้ “ความเครียด” ถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนแตกต่างกันไปตามสภาพหน้าที่การงานและภาวะทาง สังคม หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความเครียดฝังอยู่ลึกๆ ในตัว จนกลายเป็นสาเหตุของกลุ่มอาการต่างๆ ที่นำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บมากมาย
นางสาวเพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัด ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างร่างกาย จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ กล่าวว่า ความเครียดแบ่งออกได้ 2 ชนิด ได้แก่ 1.Acute stress เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นในทันที และร่างกายก็จะตอบสนองโดยการแสดงออกมาทันที ซึ่งความเครียดนี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ เกิดผลกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจไม่นาน แต่ถ้าบ่อยก็จะส่งผลเป็นความเครียดแบบเรื้อรังได้
2.Chronic stress เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กับภาวะร่างกายและจิตใจทุกวันๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่รุมเร้าคนในสังคมปัจจุบัน ความเครียดจากปัญหาจากการทำงานที่เป็นภาวะที่ไม่อาจเลี่ยงได้ ความหน้าเบื่อจากการทำงาน จากเพื่อนร่วมงาน จากเจ้านายที่ไม่ได้ดังใจ แต่ไม่มีทางเลือกและไม่อาจจะแสดงออกมาได้ ฯลฯ ความเครียดชนิดนี้จะค่อยๆ บั่นทอนสุขภาพร่างกายและจิตใจอย่างช้าๆ โดยที่คุณไม่รู้สึกตัวได้
แต่ มันจะเป็นการฝังลึกลงในจิตใต้สำนึกแต่คุณก็ยังปฏิเสธว่าคุณไม่ได้เครียด
ทุกครั้งที่เกิดภาวะเครียด โดยเฉพาะความเครียดเรื้อรังนั้นมีผลโดยตรงต่อ การทำงานของร่างกาย ทุกระบบจะทำงานหนักมากขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ กลไกลที่มีผลต่อร่างกายก็คือ เมื่อภายใต้จิตสำนึกของคุณเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งเรียกว่า อะดรีนาลิน (Adrenaline) ผลของฮอร์โมนชนิดนี้กระทบและเป็นผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก เมื่อร่างกายมีการหลั่งจะทำให้หลอดเลือดในร่างกายบีบตัว การไหลเวียนของเลือดไปสู่อวัยวะต่างๆ น้อยลง หัวใจต้องทำงานหนักบีบตัวสูงขึ้น ความดันเพิ่มขึ้น แต่หากมีภาวะไขมันในหลอดเลือดก็อาจเสี่ยงต่อการเป็นเลือดอุดตัน ภาวะขาดเลือดในอวัยวะสำคัญๆ เช่น หัวใจ สมอง เป็นต้น การทำงานของอวัยวะต่างๆ ด้อยประสิทธิภาพลง เช่นหายใจไม่อิ่ม เหนื่อยง่าย, กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามาก ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ร่างกายไม่สามารถขับพิษได้ ตับและไตก็ต้องทำงานหนักขึ้น, สมรรถภาพทางเพศลดลง ปวดเมื่อยตามร่างกาย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ ระบบภายในร่างกายต้องทำงานสูง เกิดการดึงอินซูลินในระบบเลือดมาใช้
กระตุ้น ให้กินมาก เกิดโรคอ้วนได้ ฯลฯ
นอกจากนี้ หนึ่งในอาการทางร่างกายที่บ่งบอกได้ง่ายที่สุดคือ อาการของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ เมื่อคุณเครียดฮอร์โมนที่เป็นตัวร้ายจะเริ่มคุกคาม ทำให้กล้ามเนื้อของคุณเกร็งตัวมากกว่าปกติ คุณจะรู้สึกเมื่อยล้าในร่างกายอย่างบอกไม่ถูก ไม่กระปรี้กระเปร่า ง่วงนอน หาวบ่อยๆ และกล้ามเนื้อส่วนที่มีปัญหามากที่สุดก็คือ กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอ กล้ามเนื้อเหล่านื้จะเป็นมัดเล็กๆ เป็นริ้วๆ เกาะตามขอบของท้ายทอย เป็นทางผ่านของหลอดเลือดที่เลี้ยงสมอง และเลี้ยงอวัยวะต่างๆ บนศีรษะ บริเวณนี้จะเตือนคุณได้มากที่สุด คุณจะปวดคอ ปวดบ่า บางรายร้าวไปที่หลัง รอบสะบัก หายใจแล้วเสียวในช่องอกมากขึ้นเรื่อย ขนาดปวดร้าวขึ้นศีรษะเหมือนเป็นไมเกรน เนื่องจากกล้ามเนื้อหดตัวมาก เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ตา, ปากอาจกระตุกด้วย
ฉะนั้นจึงควรดูแลให้ถูกทาง คือทำกล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่นดี กระดูกควรอยู่ในแนวที่ปกติ เส้นเลือด เส้นประสาท ระบบขับสารเสีย ระบบน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดี ทั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปคลายที่คออย่างเดียว เพราะกล้ามเนื้อเกี่ยวพันกันอยู่ทุกส่วน ควรปรับสมดุลให้โครงสร้างร่างกาย เพราะถ้าปรับสภาวะให้โครงสร้างสมดุลแล้ว ระบบเลือดน้ำเหลือง เส้นประสาทจะไหลเวียนได้เต็มที่ มีผลให้ร่างกายหลังฮอร์โมนชนิดดีที่จะทำงานตรงกันข้ามกับ adrenaline นั่นคือ Endorphine ซึ่งเป็นสารสุขให้กับร่างกาย
หากต้องการดูแลด้วยตนเองก่อน ก็อาจผ่อนคลายด้วยการนวดเบาๆ อบ/ประคบร้อน ไม่ควรทำแรงบริเวณคอเพราะมีเส้นเลือดและกล้ามเนื้อที่สำคัญมาก หากต้องการรักษาก็ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของระบบกระดูกกล้ามเนื้อจะดี กว่า ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเพราะจะส่งผลเสียมากขึ้น.
เรียนรู้ รับมือโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ
http://www.thaipost.net/node/2633
2 เมษายน 2552 – 00:00
โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) ร่วมกับ จีทีเอช จัดกิจกรรม Unforgettable Talk สร้างความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัวให้ผู้สูงอายุและบุตรหลาน ร่วมฟังความรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ โดยเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอัลไซเมอร์มาร่วมพูดคุยให้ ณ โรงภาพยนตร์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์
เริ่มต้นเสวนาดีๆ วันนี้ โดยเภสัชกรหญิง ศิริลักษณ์ สุธีกุล แห่งโนวาร์ตีส ที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุว่า “ปัจจุบันนี้ มีแนวโน้มของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ความเข้าใจของเรายังไม่มากพอ ทั้งๆ ที่เป็นโรคที่ผลกระทบต่อชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก และบางครั้งคนรอบข้างก็จะไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยอย่างไร และคำถามส่วนใหญ่ก็คือ เราจะมีวิธีป้องกันไม่ให้สมองของเราเสื่อมได้อย่างไร ด้วยปัญหาเหล่านี้เราจึงควรจะศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ”
ด้าน แพทย์หญิง โสฬสินี เหมรุ่งโรจน์ จิตแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังบอกถึงสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ว่า “สาเหตุส่วนใหญ่ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำ วัน โดยเฉพาะสมองส่วนที่เกี่ยวกับความคิด ความจำ และการใช้ภาษา อาการหลงลืมจากโรคอัลไซเมอร์จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการที่ไม่สามารถจำเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดได้ และในที่สุดก็ไม่สามารถจดจำบุคคลใกล้ชิดได้ ผู้ป่วยจะสูญเสียความจำและการทำงานของสมองในด้านอื่นๆ อีก เช่น สูญเสียความรอบรู้ การใช้ภาษา การคิดคำนวณ ความสามารถในการใช้มือทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงพฤติกรรมและอารมณ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต และอาจมีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพ เช่น หงุดหงิดง่าย เฉื่อยชา หรือเฉยเมย เป็นต้น โดยในระยะสุดท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ”
ส่วนการวินิจฉัยโรคดังกล่าว นายแพทย์ไพโรจน์ บุญคงชื่น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรม ด้านประสาทวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ตอบปัญหาเรื่องนี้ว่า “สำหรับการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่ จะดูจากประวัติการลืมและความผิดปกติอื่นๆ ตามที่กล่าวมา ถ้าอาการเป็นชัดเจนก็จะให้การวินิจฉัยได้เลย แต่ถ้าเป็นอาการแรกเริ่มอาจ ต้องติดตามดูอาการผู้ป่วยไปสักระยะหนึ่งก่อน ร่วมกับการตรวจเอ็กซเรย์พิเศษที่ดูการใช้ออกซิเจนและการใช้พลังงานของสมอง ซึ่งหากตรวจพบว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ จะไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถให้ยาช่วยเพื่อชะลอการสูญเสียความจำของผู้ป่วยให้ช้าลง ให้สามารถดูแลตนเองและทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้นานขึ้น แต่ไม่สามารถให้กลับมาจำได้ดีเท่าเดิม”
ดังนั้น หากสงสัยว่าผู้สูงอายุในครอบครัวมีอาการดังกล่าว ควรพามาพบแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมทั้งทดสอบสมรรถภาพสมอง หรือตรวจคอมพิวเตอร์สมอง เพื่อหาหนทางรักษาที่ถูกต้อง โดยอาจพิจารณาให้ยาชะลออาการความจำเสื่อม ซึ่งในบางรายที่มีอาการทาง พฤติกรรมรุนแรงอาจจำเป็นต้องมีจิตแพทย์ช่วยในการรักษาด้วย.
สารพัดวิธีไม่ควรมองข้ามป้องอุบัติเหตุใกล้ตัวลูก
http://www.thaipost.net/node/2578
1 เมษายน 2552 – 00:00
งานครบรอบ 10 ปี “รักลูกเฟสติวัล” ได้มีการชูประเด็นเกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติภัยให้ลูก น้อย ภายใต้หัวข้อเสวนา “ห่างไกลอุบัติเหตุ… รู้จัก First Aids เพื่อลูกน้อย” โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญนำโดย รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
คุณหมอได้ชี้ให้เห็นถึงอัตราการเสียชีวิตของเด็กทารก (น้อยกว่า 1 ปี) จากการบาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุปีละ 122 ราย และเด็กอายุขวบปี 280 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดกับเด็กชาย และการจมน้ำถือเป็นสาเหตุหลัก ตลอดจนการขาดอากาศหายใจในแบบต่างๆ และจากกระแสไฟฟ้า สารพิษ การหนีบทับ ชนกระแทก และพลัดตกจากที่สูง ดังนั้น เพื่อการป้องกันจึงเน้นให้คุณพ่อคุณแม่ และคนในครอบครัวหันมาใส่ใจกับเรื่องอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวินาที โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็กวัยขวบปีแรกที่ไม่สามารถพูดหรือช่วยเหลือตัวเองได้ เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน…
สำหรับการจัดการความปลอดภัยให้เด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีนั้น สามารถทำได้ 3 แนวทาง คือ 1.จัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กให้ปลอดภัยทั้งในบ้าน นอกบ้าน และการเดินทาง โดยแยกเด็กออกจากจุดอันตราย เช่น ตู้ ประตู บันได ปลั๊กไฟ ของมีคม สารพิษ และแหล่งน้ำ 2.เฝ้าดูแล ปกป้องคุ้มครองเด็กโดยผู้ดูแลให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา และควรมีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น 3.สอนเด็กให้หลีกเลี่ยงจุดอันตราย หรือทักษะการช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งในเด็กอายุ 18 เดือน สามารถเรียนรู้คำสั่งง่ายๆ ได้
สำหรับสิ่งของติดคอ ควรระวังกับสิ่งของชิ้นเล็กที่มีขนาดเล็กกว่า 3.2×6 ซม.(ทดสอบกับแก้ววัดขนาด) ซึ่งเด็กสามารถนำเข้าปากและสำลักอุดตันหลอดลมได้ ซึ่งถ้ามองไม่เห็นของที่ติดคออยู่ในปากลูก ไม่ควรเอามือล้วงเข้าไป เพราะอาจจะดันให้สิ่งของลึกลงไปอีกได้ มีวิธีช่วยลูกได้คือ
1.วางเด็กคว่ำลงบนท้องแขน โดยให้มือรองศีรษะในลักษณะที่ลำตัวอยู่สูงกว่าศีรษะ
2.ใช้ฝ่ามือเคาะหลังระหว่างกระดูกสะบักสองข้าง 4 ครั้งติดต่อกัน
3.พลิกเด็กนอนหงายบนท้องแขน และรองท้องแขนด้วยตัก โดยให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าลำตัว
4.กดกลางหน้าอกด้วยนิ้ว 2 นิ้ว (บริเวณกึ่งกลางระหว่างหัวนมทั้ง 2 ข้างลงมา) และทำซ้ำ 2 ขั้นตอนจนกว่าของที่ติดอยู่จะหลุดออกมา
5.สังเกตการหายใจอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา หากเด็กหมดสติ ให้เป่าปากสลับกับเคาะหลัง และกดหน้าอก ซึ่งถ้าทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้วยังไม่ได้ผล ควรนำตัวลูกส่งโรงพยาบาล หรือแจ้งหน่วยฉุกเฉิน 1669
ส่วนอุบัติเหตุจากการจมน้ำ โดยเฉพาะในอ่างอาบน้ำในบ้านตอนที่คุณแม่เผลอ หรือไม่ทันระวัง ลูกอาจลื่นจนจมน้ำได้ อย่ามัวแต่ตกอกตกใจ รีบอุ้มลูกขึ้นจากน้ำแล้วปฏิบัติดังนี้
1.ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
2.ให้เด็กนอนราบ กดหน้าผากและเชยคางขึ้นอย่างเบามือ เพื่อเปิดทางเดินหายใจ
3.หากเด็กหยุดหายใจ หรือหายใจผิดปกติ ควรช่วยหายใจด้วยการใช้ปากของพ่อหรือแม่ครอบจมูกและปากของเด็ก เป่าลมเบาๆ นานครั้งละ 1-2 วินาที ประมาณ 2 ครั้ง พร้อมกับสังเกตดูว่าหน้าอกของเด็กขยายเมื่อเป่าลมหรือไม่
4.ถ้าเด็กไม่หายใจแต่มีชีพจร ให้เป่าปากต่อประมาณ 20 ครั้งต่อนาที
5.กรณีที่ไม่หายใจและไม่มีชีพจร ต้องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ โดยใช้วิธีการปั๊มหัวใจ โดยส่วนใหญ่เด็กวัยขวบปีแรก ให้ใช้นิ้ว 2 นิ้วกดกึ่งกลางระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง จนกระดูกหน้าอกยุบลงประมาณ 1-1.5 นิ้ว กดหน้าอก 5 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 1 ครั้ง
6.เอาน้ำออกจากกระเพาะอาหาร ด้วยการใช้มือสอด และพยุงบั้นเอวของเด็กแล้วยกเอวขึ้นให้อาเจียนน้ำออกมา เพื่อกระตุ้นการหายใจ การไหลเวียนเลือด และฟื้นฟูสภาพหลังจมน้ำ ขั้นตอนนี้ทำเมื่อลูกฟื้นแล้วหรือหลังจากการกระตุ้นการหายใจด้วยการปั๊ม หัวใจ
7.เมื่อเด็กหายใจเป็นปกติแล้ว ควรเปลี่ยนเสื้อผ้า และเช็ดตัวให้แห้ง ให้เด็กนอนคว่ำแล้วตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันการอาเจียนจนสำลัก จากนั้นจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล
หากทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้วลูกยังไม่มีอาการตอบสนอง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาล และระหว่างทางควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นไปพร้อมกัน.
เตือนฤทธิ์ “ไวรัสโรต้า”ภัยเงียบคร่าชีวิตเด็กนับร้อย
http://www.thaipost.net/node/2535
31 มีนาคม 2552 – 00:00
“คุณแม่มือใหม่” รวมไปถึง “คุณแม่มือโปร” ทั้งในเมืองไทยและทั่วโลก ต่างตื่นตัวและหวาดผวากับสถานการณ์ของ “ไวรัสโรต้า” ที่ยังไม่รู้จักกันมากนัก ทำให้ตั้งตัวรับมือไม่ทัน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ลูกน้อยวัยไม่กี่เดือน และลูกเล็กวัยไม่กี่ขวบถูกนำตัวส่งไปนอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลด่วน ด้วยอาการท้องเสีย อาเจียน มีไข้ และโรคนี้อาจทำให้เด็กถึงขั้นเสียชีวิต..ชนิดไม่ทันเตรียมใจ!!
“ไวรัสโรต้า” เป็นเชื้อไวรัสที่คร่าชีวิตเด็กเล็กกว่า 500,000 รายทั่วโลกต่อปี โดยพบว่าทารกวัย 6 เดือนถึง 2 ขวบ เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโรต้ามากที่สุด
เมื่อต้นปีนี้ ในบ้านเราพบการแพร่ระบาดของไวรัสโรต้า ที่โรงเรียนประถมหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนทำให้ต้องหามเด็กเล็กส่งไปนอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลกันจ้าละหวั่น! …พ่อแม่ยุคใหม่ จึงควรมาทำความรู้จัก “ไวรัสโรต้า” นี้ไว้ก่อนสายเกินแก้
ข้อมูลจากโรงพยาบาลพญาไท 3 พบว่า “ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ มีเด็กเข้ารับการรักษาจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าเฉพาะที่โรงพยาบาลพญาไท 3 ถึง 156 คน ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นมาจากปีก่อนๆ เชื้อไวรัสโรต้ามีขนาดเล็กมาก ทนอยู่ได้ทุกสภาพแวดล้อม ติดต่อกันได้ง่าย อย่างเช่น เด็กที่มีเชื้อนี้ถ่ายออกมา คนล้างก้นก็ล้างกันไป แต่สักพักเด็กก็ถ่ายอีก อึอาจเปื้อนของเล่นและพื้นผิวบริเวณนั้น เชื้อนี้อยู่ได้นานและทนแม้ทำความสะอาดพื้นไปแล้ว ก็ยังอาจไม่สะอาดหมดจดจนทำให้เชื้อหมดไป พอเด็กอีกคนมาจับของเข้าปาก ก็ติดกันเรียบร้อย”
“การดูแลลูกให้พ้นจากไวรัสโรต้า ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะแม้ในสถานที่ซึ่งรักษาความสะอาดเป็นอย่างดีแล้ว ยังพบว่าเด็กติดเชื้อได้อีก เพราะเชื้อนี้อยู่ได้ทุกแห่งหน หรืออาจมาจากการลืมล้างมือของผู้ที่เลี้ยงเด็ก แขกที่มาเยี่ยมที่บ้านและสัมผัสกับลูกเรา หรือร่องรอยของการสัมผัสโดยผู้อื่นที่มีเชื้อก่อน แล้วเด็กไปสัมผัสรอยนั้นอีกครั้ง …เด็กที่ได้รับเชื้อจะเกิดอาการแตกต่างกันไปตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงท้อง ร่วงอย่างรุนแรง มีไข้ อาเจียน อุจจาระเป็นน้ำ เมื่อเด็กดื่มน้ำเข้าไปจะอาเจียนออกมาทั้งหมด กินน้ำและอาหารไม่ได้ จนเกิดการขาดน้ำ ต้องนำส่งโรงพยาบาลและรักษาโดยการให้น้ำเกลือ”.
น้ำพระทัยสมเด็จพระเทพฯเติมเต็มชีวิต…ผู้สูงวัยด้วยการมองเห็น
http://www.thaipost.net/node/2537
31 มีนาคม 2552 – 00:00
“สิ่งที่ยายต้องการมากที่สุดนอกจากความรักความอบอุ่นจากลูกหลานแล้ว คือแว่นตา เพราะยายอยากมองเห็นชัดอีกครั้งหนึ่ง” นี่คือความรู้สึกของคุณยาย ซิวลุ้ย แซ่ลิ้ม หนึ่งในผู้สูงอายุจากศูนย์พัฒนาชุมชนผู้สูงอายุบ้านบางแค ที่เข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “แว่นตาผู้สูงอายุในสมเด็จพระเทพรัตนฯ” เมื่อเร็วๆ นี้
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของห้างแว่นท็อปเจริญ และมูลนิธิสงเคราะห์เด็กสภากาชาดไทย เพื่อสนองพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงต้องการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาสายตาในถิ่นทุรกันดาร ให้สามารถดูแลตนเองได้โดยไม่เป็นภาระกับลูกหลาน
นายนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ กรรมการผู้จัดการห้างแว่นท็อปเจริญ กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการคือการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสายตาทั้งหมด 24,000 คน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาผู้สูงอายุทั่วประเทศ และสำหรับผู้สูงอายุที่มีโรคตาต่างๆ เช่น ต้อเนื้อ ต้อกระจก ฯลฯ ที่ไม่สามารถแก้ไขโดยการตัดแว่นได้ ทางโครงการจะช่วยเหลือด้านการรักษาปีละ 100 ตา หรือประมาณ 400 คนต่อพื้นที่ ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปีนี้-ปี 2557 โดยไม่คิดค่าบริการแต่อย่างใด
ที่ผ่านมาทางโครงการได้ลงพื้นที่ตรวจวัดสายตาผู้สูงอายุในถิ่นทุรกันดารไป แล้วในพื้นที่ 3 แห่งคือ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และจังหวัดในชายแดนภาคใต้ ได้แก่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และ อ.เมืองฯ จ.ยะลา
เมื่อเราเกิดมาเรามีดวงตาย่อมเพียงคู่เดียว ดังนั้น ดวงตาของเราจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก และควรค่าแก่การทะนุถนอม ดูแลเอาใจใส่ ในวันเปิดโครงการทางแว่นท็อปเจริญ ได้เชิญศิลปินอาวุโสหลายคนมาร่วมเสวนาเกี่ยวกับปัญหาโรคตาที่ประสบ โดยมี ป้าจุ๊-จุรี โอศิริ, มี้ -พิสมัย วิไลศักดิ์, น้าแอ๊ด-สมบัติ เมทะนี และนิรุตติ์ ศิริจรรยา ที่มาบอกเล่าประสบการณ์ที่มาปัญหาเกี่ยวกับตา โดยศิลปินรุ่นใหญ่เกือบทั้งหมดกล่าวเหมือนกันว่า มีปัญหาทางสายตาในหลายรูปแบบ
โดย “ป้าจุ๊” บอกว่า สาเหตุที่เป็นโรคต้อกระจก น่าจะเนื่องมาจากมีอาชีพเป็นนักพากย์ ต้องอยู่ในที่มีแสงน้อย ทำให้ต้องใช้สายตาเพ่งมองตัวหนังสือมาก
ขณะที่ “มี้” บอกว่า ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาของตนเอง น่าจะเกิดจากเวลาแสดงภาพยนตร์ ต้องมองแสงไฟจ้ามากๆ ส่วน “น้าแอ๊ด” บอกว่ามีปัญหาคือเป็นโรคต้อหินตรงปลายประสาทตา ซึ่งเกิดจากการหยอดตาเพื่อไม่ให้ตาแดงเวลาเข้าฉาก สำหรับ “นิรุตติ์” ถึงแม้จะอยู่ในวัยเลย 60 ปี แต่กลับไม่มีปัญหาด้านสายตา และใส่แว่นเฉพาะตอนอ่านหนังสือเท่านั้น
และจากการสอบถามความรู้สึกของผู้สูงอายุจากบ้านบางแค บ้านบึงกุ่ม และบ้านคลองเตย หลายคนจากจำนวน 200 คนที่เข้าร่วมโครงการ ต่างบอกกันเป็นเสียงเดียวว่า ยินดีมากที่ได้รับแว่นสายตา เพราะถ้ามีแว่นสายตาที่เหมาะกับตนเอง ก็จะทำให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเองได้
“โครงการนี้ ทำให้รู้ถึงคุณค่าการมองเห็นและคุณค่าของตัวเราเองที่ยังมีคนไม่ทอดทิ้ง” คุณยายรายหนึ่งกล่าว
สำหรับผู้สนใจ ต้องการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการ เพื่อใช้เป็นค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ฯลฯ สำหรับการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุผู้ยากไร้ สามารถร่วมบริจาคได้ที่ห้างแว่นท็อปเจริญทุกสาขา.
เตือนอาหารกึ่งสำเร็จรูปส่งผลสุขภาพ
http://www.thaipost.net/node/2485
30 มีนาคม 2552 – 00:00
นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า การรับประทานอาหารกึ่งสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เนื่องจากส่วนประกอบหลักจะเป็นพวกคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็น โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์และผัก ดังนั้น เมื่อปรุงอาหารประเภทนี้ควรใส่อาหารชนิดอื่นๆ ลงไปด้วย เช่น ผักสด เนื้อสัตว์หรือไข่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบทุกหมู่เพียงพอกับความต้องการ
นอกจากนี้ อาหารประเภทบะหมี่กึ่งสำเร็จส่วนใหญ่มีโซเดียมจากเกลือ และผงชูรสในเครื่องปรุงประมาณร้อยละ 5-6 ซึ่งเมื่อบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพียง 1 ซอง อาจจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมสูงถึงร้อยละ 50-100 ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน หากร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะมี ผลต่อระบบการทำงานของไต หรือคนที่เป็นโรคไตอยู่แล้วก็จะเกิดปัญหาการคั่งของโซเดียมอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดปัญหาความดันโลหิตสูงได้
ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารกึ่งสำเร็จรูปในภาชนะบรรจุที่มีสภาพสมบูรณ์ เรียบร้อย ไม่ควรซื้อที่มีรอยรั่วหรือฉีกขาด ลักษณะอาหารที่อยู่ภายในต้องไม่มีกลิ่น เหม็นหืน ที่สำคัญผู้บริโภคควรซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ โดยสังเกตที่ฉลากต้องมีเครื่องหมาย อย. พร้อมเลขสารบบอาหาร 13 หลัก วันเดือนปีผลิต หรือวันหมดอายุ ชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตและหากมีการแสดงฉลากโภชนาการ ผู้บริโภคควรอ่านข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการเปรียบเทียบสารอาหารของสินค้า ต่างยี่ห้อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่คุ้มค่า เหมาะสมกับราคาและมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย.
เซ็กซ์แบบไหนเพิ่มโอกาสการมีลูก
http://www.thaipost.net/node/2484
30 มีนาคม 2552 – 00:00
ดอกเตอร์อะลัน เพซี ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบพันธ์เพศชาย และคณะจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ของอังกฤษ เผยผลการวิจัยที่ชี้ว่า การมีเพศสัมพันธ์แบบ ’Gourmet sex’ ที่ตื่นเต้นและเร่าร้อนราวกับเพิ่งเจอกันครั้งแรก จะช่วยเพิ่มโอกาสการมี บุตรให้แก่คู่สามีภรรยาได้ เวลามีเพศสัมพันธ์ ผู้ชายปกติจะหลั่งน้ำอสุจิที่มีตัวสเปิร์มอยู่ประมาณ 250 ล้านตัว แต่การมีเซ็กซ์แบบที่ว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนสเปิร์มได้ถึง 50% นอกจากนี้ ยังทำให้ได้สเปิร์มที่แข็งแรงขึ้น เพิ่มโอกาสมีบุตรให้มากขึ้นตามไปด้วย
ดอกเตอร์เพซี แนะด้วยว่า คู่สามีภรรยาที่อยากมีทายาทไม่ควรปฏิบัติกิจราวกับเป็นงานรูทีนที่น่าเบื่อ แต่ควรหันมาเพิ่มรสชาติลีลารักไม่ให้จืดชืดจะดีกว่า
ดอกเตอร์โจแอนนา เอลลิงตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะการมีบุตรยาก กล่าวว่า ’เมื่อเซ็กซ์ดีขึ้น โอกาสการปฏิสนธิก็มากขึ้น’ และอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ชายไม่ทราบก็คือ ยิ่งการมีเพศสัมพันธ์เร่าร้อนมากเท่าไหร่ อัณฑะก็จะผลิตสเปิร์มได้มากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ เซ็กซ์ที่สุขสมยังทำให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอด เพิ่มโอกาสการมีลูกได้อีกทางหนึ่ง เพราะการหดตัวแรงขึ้นของกล้ามเนื้อบนเรือนร่างของพวกเธอจะช่วยเพิ่มแรงดึง ดูดสเปิร์มให้เข้าไปในโพรงมดลูกมากขึ้น
ผลวิจัยนี้ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาที่ทำในสุกร ของทีมนักวิทยาศาสตร์เดนมาร์ก เมื่อเร็วๆ นี้ที่พบว่าสุกรที่ถูกกระตุ้นทางเพศโดยมนุษย์ขณะการผสมเทียม มีการติดลูกเพิ่มขึ้นถึง 6%.
อังกฤษดันห้ามซีเรียลรสหวานโฆษณาทีวี
http://www.thaipost.net/node/2336
27 มีนาคม 2552 – 00:00
องค์การมาตรฐานอาหารของอังกฤษออกโรงเคลื่อนไหว คัดค้านรัฐบาลขณะเตรียมยกเลิกกฏ ระบุปริมาณโปรตีนสูงสุดในเครื่องดื่มธัญพืชอาหารเช้า หวั่นเปิดช่องให้พวกซีเรียลหรือขนมกรุบกรอบที่มีรสหวาน มัน เค็ม ได้โอกาสโฆษณาขายในรายการเด็กทางโทรทัศน์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากคณะกรรมการอิสระที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 เพื่อประเมิลผลมาตรการบังคับให้ระบุข้อมูลโภชนาการ ได้ออกข้อแนะนำให้ยกเลิกกฎในเรื่องการแสดงปริมาณโปรตีนสูงสุดในผลิตภัณฑ์ เพราะเห็นว่าข้อมูลนี้ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องแสดงในรายการข้อมูลทาง โภชนาการ
องค์การมาตรฐานอาหาร หรือ เอฟเอสเอ ได้เสนอให้คณะกรรมการบริหารหรือบอร์ด ให้คำแนะนำกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่า กฎดังกล่าวควรมีอยู่ต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารที่มีส่วนผสมของเกลือ น้ำตาล หรือไขมัน หลายยี่ห้อถูกจัดเข้าอยู่ในประเภทสินค้าที่สามารถโฆษณาในรายการทีวีของเด็ก ได้
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลสื่อสารมวลชน ออฟคอม ได้อาศัยรายการข้อมูลโภชนาการเป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า อาหารและเครื่องดื่มใดสามารถโฆษณาในรายการเด็กได้
เอฟเอสเอ กล่าวว่า ทางองค์การรู้สึกวิตกว่า การยกเลิกกฏระบุปริมาณโปรตีนจะเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ซีเรียลชนิดหวานและขนมกรุบกรอบประมาณ 20 ยี่ห้อ ถูกออฟคอมจัดให้เป็นสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และสามารถโฆษณาถึงกลุ่มเป้าหมายเด็กได้ ซึ่งทางเอฟเอสเอต้องการต่อสู้กับโรคอ้วนในเด็ก คณะกรรมการบริหารของเอฟเอสเอจะประชุมพิจารณาข้อเสนอแนะดังกล่าวในเร็ววันนี้
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ผลิตสินค้า จูเลียน ฮันต์ ผอ.ฝ่ายการสื่อสารของสหพันธ์อาหารและเครื่องดื่ม กล่าวว่า ทางสหพันธ์รู้สึกงุนงงที่เอฟเอสเอเสนอให้บอร์ดพิจารณาดังกล่าว เพราะเป็นการไม่แยแสต่อข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระ กฎเรื่องปริมาณโปรตีนสูงสุดถูกนำมาใช้เมื่อปี 2548 โดยไม่มีการปรึกษากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เอฟเอสเอได้กำหนดให้สินค้าต้องแสดงข้อมูลทางโภชนาการ และใช้ระบบการให้คะแนนในเรื่องคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยดูจากสารอาหารต่อน้ำหนัก 100 กรัม รายการที่ต้องแสดงนี้รวมถึงปริมาณสูงสุดของโปรตีนด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารที่เค็มจัด หวานจัด หรือมันจัด ถูกจัดเป็นอาหารที่มีประโยชน์
เมื่อปี 2548 เอฟเอสเอได้แนะนำให้ออฟคอมใช้ข้อมูลโภชนาการในการอนุญาตการโฆษณาทางทีวี ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลสื่อแห่งนี้ได้เริ่มนำมาใช้ในปี 2550.
ดูการ์ตูนรุนแรงมากทำเด็กก้าวร้าว
http://www.thaipost.net/node/2281
26 มีนาคม 2552 – 00:00
ผลวิจัยเผย การ์ตูนแฝงความรุนแรง เช่น Scooby-Doo ทำให้เด็กๆ มีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น
นักวิจัยพบว่า การ์ตูนสำหรับเด็กมักแฝงความโหดร้ายมากกว่ารายการสำหรับคนดูทั่วไป และเด็กๆ มักเลียนแบบหรือสมมติตัวเองเป็นตัวละครในการ์ตูนพอๆ กับตัวละครในภาพยนตร์
รายงานระบุด้วยว่า เด็กๆ มักเลียนแบบอากัปกิริยาที่ไม่ดีมาจากโทรทัศน์ เช่น แพร่กระจายข่าวลือ นินทาว่าร้าย ทำตาเหลือกเป็นความหมายว่า “ฉันสุดจะเซ็ง”
นักจิตวิทยาในสหรัฐได้สอบถามเด็กผู้หญิง 95 คน อายุ 10-11 ขวบ เกี่ยวกับรายการโปรดทางทีวี และได้จัดอันดับความรุนแรงในเนื้อหา รวมทั้งความก้าวร้าวทางคำพูดและสีหน้าท่าทาง
หนังการ์ตูนที่เด็กๆ ชอบดู คือ มีหลายเรื่อง รวมทั้ง Scooby-Doo และ Pokemon
นักวิจัยพบว่า รายการที่มุ่งจับกลุ่มเป้าหมายเด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบ มีความรุนแรงสูงที่สุด โดยพบว่าใน 1 ชั่วโมง มีการแสดงออกถึงความรุนแรง 26 ครั้ง ขณะที่ภาพยนตร์ทั่วไปแสดงถึงความรุนแรงแค่ 5 ครั้ง และ 9 ครั้ง ในรายการทีวีที่ติดเรตไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี
นอกจากนี้ นักวิจัยพบด้วยว่า วิดีโอเกมก็ส่งผลให้เด็กมีความคิด ความรู้สึก และการกระทำที่ก้าวร้าวได้เช่นเดียวกับหนังการ์ตูน
นักวิจัยบอกว่า การขึ้นป้ายสื่อหนังการ์ตูนหรือวิดีโอเกมว่าเป็นแนว “แฟนตาซี” หรือแนวจินตนาการนั้น ทำให้พ่อแม่ไม่ค่อยดูแลการได้รับสื่อพวกนี้ของลูก ทำให้เด็กเข้าถึงสื่อที่มีเนื้อหารุนแรงได้ง่ายขึ้น
ผลวิจัยของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยไอโอวา ซึ่งตีพิมพ์ใน Journal of Applied Developmental Psychology ชิ้นนี้ ยังพบด้วยว่า เด็กๆ เลียนคำพูดจาที่ก้าวร้าวที่เห็นในทีวีเอาไปพูดกันที่โรงเรียน
ศาสตราจารย์ดักลาส เจนไทล์ หัวหน้าทีมวิจัย บอกว่า การจัดอันดับของเนื้อหาในรายการทีวีควรให้รายละเอียดเกี่ยวกับความก้าวร้าว รุนแรงด้วย
สหรัฐได้นำระบบจัดเรตติ้งเนื้อหามาใช้เมื่อเกือบ 2 ทศวรรษก่อน แต่อังกฤษยังไม่ได้นำระบบนี้มาใช้.
-
ล่าสุด
- BoI keeps current incentives to 2014
- Kittiratt pushes investment to offset slumping exports
- K-Asset keen to answer big demand
- FTI nervous about volatility
- Amata gears up for rush of land sales
- PTT seeks partnership for biodiesel
- Toshiba opens B2bn air-conditioner plant
- True looks into starting infrastructure fund
- Thai fund industry scores high
- Apple ‘losing innovation magic’
- Skytrain extension ticket down to B10
- Revenue, car exports up, business confidence down in April
-
ลิงก์
- ศาสตร์และศิลป์ที่สอนในเมืองไทย
- SoClaimon.Facebook
- SootinClaimon.google
- DinPuiThai.google
- ChangChoice.Webs
- SoClaimon.blogspot
- Google แผนที่ตำบล 76 จังหวัด
- คำไทย:ThaiWords
- คำไทย:ThaiWords
- SoClaimon.Twitter
- แหล่งสรรพศาสตร์ศิลปวิทยาในเมืองไทย
- crystal-cream.com
- นพ. ต่อพงศ์ คล้ายมนต์
- Apichaya Claimon
- พญ.อภิชญา คล้ายมนต์
- ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ
- ตระกูล “คล้ายมนต์”
-
คลังเก็บ
- พฤษภาคม 2013 (1961)
- เมษายน 2013 (3184)
- มีนาคม 2013 (3832)
- กุมภาพันธ์ 2013 (3775)
- มกราคม 2013 (4245)
- ธันวาคม 2012 (4992)
- พฤศจิกายน 2012 (6067)
- ตุลาคม 2012 (5167)
- กันยายน 2012 (4160)
- สิงหาคม 2012 (6734)
- กรกฎาคม 2012 (4770)
- มิถุนายน 2012 (2887)
-
หมวดหมู่
- กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม
- กรมวิทยาศาสตร์บริการ
- กรมอุตุนิยมวิทยา
- ข้อมูลสมุนไพร
- คมชัดลึก
- ความรู้-ศัพท์
- Agrochemical
- ธาตุอาหารพืช
- ลักษณะขาดธาตุอาหารของพืช
- ศัพท์
- สถานการณ์พืชเศรษฐกิจ
- สรีรวิทยาของพืช
- หนังสือแนะนำ
- การใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับพืชไร่เศรษฐกิจ
- การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่
- คำแนะนำการใช้ปุ๋ยพืชไร่
- ปรับปรุงดินและใช้ปุ๋ยกับพืชไร่
- ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ย
- พัฒนาคำแนะนำใช้ปุ๋ยพืชไร่
- สรุปงานวิจัยดินปุ๋ยพืชไร่ครั้งที่1
- Building Soils for Better Crops
- Fertilizer Best Management Practices
- Fertilizer Manual
- Fertilizers and their use
- Hydroponics: the complete guide to gardening without soil
- Micronutrients for Sustainable Production
- Plant Analysis Reference Procedures
- เกษตรอินทรีย์
- เศรษฐกิจพอเพียง
- Fertilizer news and articles
- Plant Nutrition
- Soil Taxonomy 2Ed.
- คำแนะนำด้านพืช
- คำแนะนำด้านสัตว์
- งานวิจัยดินปุ๋ย
- บ้านและสวน
- ผลิตภัณฑ์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- วารสารส่งเสริมการเกษตร
- สทท NBT
- สำนักข่าวอิศรา
- อสมท MCOT
- เดลินิวส์ออนไลน์
- เทคโนโลยีชาวบ้าน
- เส้นทางเศรษฐี
- แนวหน้า
- แผนที่
- โพสต์ทูเดย์
- ไทยพีบีเอส Thai PBS
- ไทยรัฐออนไลน์
- ไทยโพสต์
- BangkokPost
- Blog Stat
- FAO EcoCrop
- KU eMagazine
- NewCROP
- ThaiEurope
- The Nation
- Uncategorized
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS


