ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

ฟ้าทะลายโจร กับ พลูคาว พืชต้านหวัด 2009

ฉบับที่ 5 ประจำเดือน มิถุนายน  พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ ขยายผล
กองบรรณาธิการ

ฟ้าทะลายโจร กับ พลูคาว พืชต้านหวัด 2009

เมื่อพูดถึงไข้หวัดใหญ่ 2009    คงไม่มีใครไม่รู้จัก    จากสถานการณ์ปัจจุบันทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่
2009ทำให้แต่ละประเทศหาวิธีการป้องกันเพื่อยับยั้งเชื้อไข้หวัดชนิดนี้

สำหรับประเทศไทย     มีหลายหน่วยงานรวมทั้งสื่อต่าง ๆ  ได้ให้ความสำคัญและมีการรณรงค์ให้คำแนะนำในการป้องกันไข้หวัดด้วยวิธีการ
ต่าง ๆ  โดยมีคำแนะนำที่น่าสนใจจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย  และการแพทย์ทางเลือก ที่ระบุว่าผู้ที่มีอาการป่วยที่มีไข้ช่วง 1 – 2 วันแรก ให้
รับประทานสมุนไพร อาทิ ฟ้าทะลายโจร จันทลีลา แก้ไข้ แก้ปวด ดูแลอาการก่อนไปโรงพยาบาล

มีผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวถึง สมุนไพรที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานไข้หวัดใหญ่ 3  ชนิด คือ ฟ้าทะลายโจร ขิง และกระเทียม รวมทั้งสมุนไพรอื่นที่มี
ฤทธิ์ต้านไวรัส เพิ่มภูมิต้านทาน และเสริมสุขภาพ  เช่น พลูคาว มะระขี้นก ปัญจขันธ์ เป็นต้น    กรมวิชาการเกษตร  โดยสถาบันวิจัยพืชสวนได้มีการ
ขยายพันธุ์ต้นฟ้าทะลายโจร และพลูคาว และเห็นว่าพืชทั้ง 2 ชนิดนี้  มีคุณสมบัติที่ดี  ที่สามารถช่วยต้านทานไวรัสได้ ผลิใบฯ จึงนำความรู้ของพืชทั้ง
2 ชนิดมาให้ผู้อ่านได้ทราบกัน

ฟ้าทะลายโจร

เป็นไม้ล้มลุก สูง 30 – 100 เซนติเมตร  ขึ้นอยู่กับระยะปลูก ดอกสีขาวมีขน ช่อ+ดอกแยกแขนงออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอก ส่วน
ล่างสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอด  ปลายปากหลอดแยกเป็น 2 ส่วน  ส่วนล่างมี 2 กลีบ  ส่วนบนมี 3 กลีบ   ซึ่งสองกลีบข้างมีแถบสีม่วงแดง และกลีบ
กลางมีแต้มสีม่วง  ตรงกลางกลีบผล หรือฝักรูปขอบขนาน      เมื่อแก่ฝักแตกเป็น 2 ซีก     ภายในมีเมล็ดแบนสีน้ำตาล     มีจำนวน 12 เมล็ดต่อฝัก
ฟ้าทะลายโจรมีการปลูกกระจัดกระจายทั่วประเทศ แหล่งผลิตเป็นการค้าที่สำคัญอยู่ใน อำเภอเมือง และ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม รองลง
มาได้แก่ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี พื้นที่ผลิตรวมประมาณ 500 ไร่

การปลูก

ปลูกด้วยเมล็ด เมล็ดพันธุ์ 1 ช้อนโต๊ะ  จะมีประมาณ 7,000 เมล็ด  ถ้าปลูกแบบหว่านใช้เมล็ด 2 กิโลกรัมต่อไร่  เปลืองเมล็ดแต่ประหยัดค่า
แรง เหมาะสำหรับปลูกใช้ผสมเป็นยาในอาหารสัตว์  ถ้าปลูกเพื่อเป็นยาสมุนไพรใช้รักษาอาการในคน   ควรปลูกแบบเพาะกล้า    ระยะปลูก 20 – 30
เซนติเมตร X 40 – 60 เซนติเมตร  แต่เนื่องจากเมล็ดฟ้าทะลายโจรมีเปลือกหุ้มหนาและแข็ง   เป็นอุปสรรคต่อการงอก และมีสภาพภายในเมล็ดบาง
ประการที่ทำให้เมล็ดมีการพักตัว  ดังนั้นการปลูกโดยใช้เมล็ดจึงต้องกระตุ้นการงอกหรือแก้การพักตัวก่อนปลูกดังนี้ ถ้าเมล็ดฟ้าทะลายโจรที่เก็บใหม่
หรือมีอายุการเก็บรักษาน้อยกว่า 2 เดือน เมล็ดพันธุ์ยังมีสภาพการพักตัวต่ำ ควรแก้การพักตัว

วิธีที่ 1 แช่น้ำธรรมดา นาน 24 ชั่วโมง
วิธีที่ 2 อบที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส นาน 4 ชั่วโมง
วิธีที่ 3 แช่ในน้ำร้อน นาน 5-7 นาที แล้วผึ่งให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง

ถ้าเมล็ดฟ้าทะลายโจรที่มีอายุการเก็บรักษานานประมาณ 1 ปี จะมีสภาพการพักตัวสูง ควรแก้การพักตัว

วิธีที่ 1 เก็บที่อุณหภูมิ10 องศาเซลเซียส นาน 1 เดือน
วิธีที่ 2 เก็บที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส นาน 1 เดือน แล้วอบที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส นาน 48 ชั่วโมง

ฟ้าทะลายโจร ชอบดินร่วนซุย มีการระบายน้ำดี   โดยทั่วไปนิยมปลูกในช่วงฤดูฝน  และเก็บเกี่ยวช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม การเก็บ
เกี่ยวให้มีปริมาณสารสำคัญประเภทแลคโตนรวมสูง     ควรทำในช่วงที่พืชเริ่มออกดอกจนถึงดอกบาน 50%  ซึ่งพืชจะมีอายุประมาณ 110 – 150 วัน
หลังจากปลูกด้วยเมล็ดประมาณ 80 – 90 วัน หลังจากปลูก  โดยการเพาะกล้า โดยใช้กรรไกรหรือเคียวเกี่ยวทั้งต้นให้เหลือตอสูง 5 – 10 เซนติเมตร
เพื่อเลี้ยงต้นตอไว้ให้ผลผลิตในรุ่นต่อไป ซึ่งใช้เวลา 2 – 3 เดือน จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้อีกครั้ง

ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 2 – 3 ตันต่อไร่  การเก็บรักษาฟ้าทะลายโจรที่เก็บได้นั้น  ให้นำมาล้างด้วยน้ำสะอาด  ผึ่งให้แห้ง หั่นหรือตัด
เป็นชิ้นเล็ก ๆ ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร แล้วผึ่งแดดให้แห้งสนิท หรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 8 ชั่วโมง และอบต่อที่อุณหภูมิ 40–45
องศาเซลเซียส  จนแห้งสนิท    อัตราส่วนผลผลิตสด : แห้ง = 4 : 1   แล้วเก็บใส่ภาชนะที่ปิดสนิท   ไม่ควรเก็บไว้นาน  เพราะจากการศึกษา พบว่า
ปริมาณสาระสำคัญจะลดลงประมาณ 25% เมื่อเก็บไว้นาน 1 ปี

การใช้ประโยชน์

ไข้หวัด ปวดหัวตัวร้อน  ใช้ใบและกิ่ง 1 กำมือ (แห้งหนัก 3 กรัม หรือสดหนัก 25 กรัม)  ต้มน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น หรือ
เมื่อมีอาการสำหรับแก้ท้องเสีย  ท้องเดิน บิด มีไข้  ใช้ทั้งต้นหรือส่วนทั้ง 5 ของฟ้าทะลายโจร   ผึ่งลมให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ 1 กำมือ (หนัก 3 – 9
กรัม) ต้มน้ำดื่มตลอดวัน

ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์    คือ ส่วนเหนือดิน (aerial parts)    มีสาระสำคัญที่มีฤทธิ์ลดไข้    และต้านอักเสบ     เช่น แอนโดรกราโฟไลด์
(andrographolide)    และนีโอแอนโดรกราโฟไลด์ (neoandrographolide) เป็นต้น      มีการกำหนดมาตรฐานส่วนที่ใช้สำหรับทำยาไว้ในตำรับยา
สมุนไพรไทย คือ ปริมาณแลคโตนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราไฟไลด์ ไม่น้อยกว่า 6% โดยน้ำหนัก

ฟ้าทะลายโจร  เป็นยาสมุนไพรที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีมานานแล้ว  มีสรรพคุณใช้ตามระบุในงานสาธารณสุขมูลฐาน  บรรเทาอาการเจ็บคอ
โรคหวัด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  อาการท้องเสีย  ไม่ติดเชื้อ  (บัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ. 2549) ฟ้าทะลายโจรใช้เป็นยาบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ
(คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542) กินครั้งละ 0.5 – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

สำหรับการใช้แบบพื้นบ้าน  คือ ใช้แก้ไข้หวัด ปวดหัว ตัวร้อน ใช้ใบและกิ่ง 1 กำมือ (แห่งหนัก 3 กรัม หรือสดหนัก 25 กรัม) ต้มน้ำดื่มก่อน
อาหาร วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น  หรือเมื่อมีอาการ   สำหรับแก้ท้องเสีย ท้องเดิน บิด มีไข้ ใช้ทั้งต้น หรือส่วนทั้ง 5 ของฟ้าทะลายโจร ผึ่งลมให้แห้ง
หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ 1 กำมือ (หนัก 3 – 9 กรัม)  ต้มน้ำดื่มตลอดวัน   นอกจากนี้ยังใช้ผสมในอาหารสัตว์ให้ไก่ เพื่อช่วยลดอัตราการตายและอาการของ
โรคจากการติดเชื้อบิดในลำไส้ ทั้งนี้ อาจเนื่องจากสาระสำคัญในฟ้าทะลายโจร ไปช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคในไก่อีกด้วย

พลูคาว หรือ คาวตอง

ถิ่นกำเนิดพบทั่วไปในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นได้ตั้งแต่พื้นที่ราบต่ำไปจนถึงที่สูงประมาณ 2,500 เมตร เหนือระดับ
น้ำทะเล สำหรับในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือ  ทั้งที่ขึ้นตามธรรมชาติและที่ปลูกเลี้ยง   ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการปลูกบ้าง
แต่ไม่มากนักพลูคาว เป็นพืชล้มลุก มีกลิ่นคาว ลำต้นใต้ดินเป็นปล้องสั้น ๆ สีนวล ตามข้อมีรากออกโดยรอบ ใบเดี่ยวออกเวียนหรือออกสลับ แผ่นใบ
รูปไข่ ปลายใบแหลม โคนรูปหัวใจหรือรูปไต  ขอบใบเรียบ เส้นใบออกที่โคนใบ 5 – 7 เส้น และมีขนสั้น ๆ ตามเส้นใบ แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มกว่า
ด้านใต้ใบ โคนแผ่กว้างโอนรอบข้อ

ช่อดอกออกตามยอด หรือซอกใบใกล้ยอด  รูปทรงกระบอกมีกลีบประดับสีขาว 4 กลีบ รูปรี หรือรูปไข่กลับแกมขอบขนาน รองรับโคนช่อ
ช่อดอกประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ จำนวนมากเรียงตัวแน่นตามยาวของแกนช่อ ไม่มีก้านดอก และกลีบดอก ผลเล็กมาก ดอกออกมากในระหว่างเดือน
พฤษภาคม – สิงหาคม

การปลูก

พลูคาว  เป็นพืชที่ต้องการร่มเงาและความชื้นสูง    เจริญเติบโตได้ทั้งในดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์  จนถึงดินทราย   สามารถเจริญเติบโตได้ใน
สภาพน้ำท่วมขัง การปลูกเป็นแปลงใหญ่ควรเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ มีข้อ 2 – 3 ข้อ  ตัดปลายกิ่งเฉียงประมาณ 45 องศา แช่น้ำให้กิ่งสดเสมอ แล้วปักชำ
ในกระบะชำที่มีวัสดุที่ไม่โปรงมากนักแต่มีความชุ่มชื้นเพียงพอ เช่น ดินร่วนผสมขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 4 : 1 โดยปริมาตร ประมาณ 1 เดือน กิ่งชำ
จะออกรากมากขึ้น  และมีสภาพแข็งแรงเพียงพอสามารถย้ายปลูกได้การเก็บเกี่ยวควรจะกระทำในเดือนที่ 6 หลังจากปลูก ส่วนการเก็บรักษานั้น ให้
นำใบหรือทั้งต้นสดที่เก็บเกี่ยวแล้ว ล้างให้สะอาดและทำให้แห้งด้วยการตากแดดนาน 3 วัน หรืออบแห้งที่อุณหภูมิ 40 – 60 องศาเซลเซียส นาน 72
ชั่วโมง  ซึ่งจะทำให้มีปริมาณ rutin สูงกว่าการตากแห้งโดยวิธีธรรมชาติ  แล้วเก็บใส่ในภาชนะปิดสนิทที่ป้องกันความชื้น จะทำให้พลูคาวยังคงรักษา
คุณภาพไว้ได้ ซึ่งการขยายพันธุ์พลูคาวสามารถกระทำได้โดยการปักชำ

การใช้ประโยชน์

ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียเป็นแหล่งกระจายพันธุ์ของพืชชนิดนี้ โดยใช้เป็นอาหารและเป็นยาในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย ใช้ทั้งต้นเป็นยา
ลดไข้ ขจัดสารพิษ (detoxicant) รักษาแผลในกระเพาะและอาการอักเสบ   รวมทั้งแมลงสัตว์กัดต่อย ในเนปาล ใช้ลำต้นใต้ดิน  รักษาโรคของสตรี
ใช้ทั้งต้นเป็นยาช่วยย่อย บรรเทาอาการอักเสบ และขับระดู   ใบใช้รักษาโรคผิวหนัง แก้บิด และริดสีดวงทวารสำหรับประเทศไทย   มีการใช้พลูคาว
ในยาแผนโบราณและยาพื้นบ้านมานานแล้ว  โดยใช้ใบเป็นยาแก้กามโรค  ทำให้น้ำเหลืองแห้ง แก้โรคผิวหนัง แก้พิษฝี ต้นแก้ริดสีดวง และเป็นส่วน
ประกอบอยู่ในสูตรตำรับยาแผนโบราณของไทยอีกจำนวนมาก    นอกจากนี้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ     ใช้เป็นอาหารประเภทผักจิ้ม
น้ำพริกหรือกินกับลาบ จากการศึกษาวิจัยพบว่าพลูคาว มีฤทธิ์เพิ่มภูมิต้านทานโรค ต้านการติดเชื้อไวรัสได้

ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้มีการขยายพันธุ์ต้นฟ้าทะลายโจรและพลูคาว จึงเห็นว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้ากรมวิชาการเกษตรจะมี
ส่วนร่วมในการสนับสนุนแนวทางการสร้างภูมิต้านทานไข้หวัดใหญ่ 2009และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม โดยได้เตรียมต้นกล้าฟ้าทะลายโจร
และพลูคาว แจกให้กับประชาชนและผู้ที่สนใจ นอกจากนั้นยังมีการแปรรูปฟ้าทายโจร และพลูคาวในรูปของแคปซูล พร้อมเอกสารแผ่นพับให้ความรู้
เกี่ยวกับพืชทั้ง 2 ชนิด นี้ด้วย    โดยขอรับได้ที่ กลุ่มวิชาการ   สถาบันวิจัยพืชสวน  กรมวิชาการเกษตร      หรือ โทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่
02 940 5484 ต่อ 119 ในวัน เวลา ราชการ

(ข้อมูลจาก กลุ่มวิชาการ สถาบันวิจัยพืชสวน)

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | , , | แสดงความคิดเห็น

เตาลมร้อนเชื้อเพลิงชีวมวลแบบไซโคลน

ฉบับที่ 5 ประจำเดือน มิถุนายน  พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ จากโต๊ะบอกอ
บรรณาธิการ

เตาลมร้อนเชื้อเพลิงชีวมวลแบบไซโคลน

วิบูลย์  เทเพนทร์  วิศวกรเกษตร ชำนาญการพิเศษ  สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม  กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยและพัฒนาเตาลมร้อน
สำหรับเครื่องลดความชื้นผลิตผลเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง    โดยในปี 2543 ได้เผยแพร่เตาเผาแกลบแบบไซโคลน เป็นแบบเตาให้ความร้อนโดยตรง
ตัวเตาด้านบนมีลักษณะรูปทรงกระบอก ด้านล่างทรงกรวยตัด ด้านบนห้องเผาไหม้เป็นห้องดักขี้เถ้าที่อาจปลิวออกมาจากห้องเผาไหม้ไปกับลมร้อนที่
นำไปใช้กับเครื่องลดความชื้นโดยตรง

ต่อมาในปี 2549  ได้พัฒนาเตาเผาแกลบสำหรับเครื่องลดความชื้นลำไยทั้งเปลือก    เป็นเตาแบบให้ความร้อนทางอ้อม      ตัวเตาเป็นแบบ
ไซโคลน มีชุดแลกเปลี่ยนลมร้อน ลมร้อนที่ได้สะอาดปราศจากฝุ่นเถ้าและกลิ่นควันไฟ  โดยมีข้อดีคือ ขนาดตัวเตามีสัดส่วนมาตรฐานสามารถขยาย
ขนาดให้เหมาะสมกับขนาดของเครื่องลดความชื้นได้

สำหรับเตาลมร้อนเชื้อเพลิงชีวมวลแบบไซโคลนนี้    เป็นการพัฒนาต่อยอดจากเตาเผาแกลบสำหรับเครื่องลดความชื้นลำไยทั้งเปลือก  ให้
สามารถใช้กับเชื้อเพลิงชีวมวลอื่น ๆ ได้ เช่น ข้าวโพดและเหง้ามันสำมะหลัง  ลมร้อนที่ได้สามารถนำไปใช้กับเครื่องลดความชื้นเมล็ดพืชได้  โดยเตา
ลมร้อนนี้ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการโรงสีที่มีเครื่องลดความร้อนเมล็ดพืชอยู่แล้ว

คุณลักษณะ
-
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายในเตา 0.97 เมตร
-
ความสูงเตา 2.40 เมตร
ผนังเตาบุด้วยฉนวนกันความร้อนเป็นอิฐทนไฟ
-
ด้านนอกทำด้วยเหล็กแผ่นหนา 3 มิลลิเมตร
การป้อนแกลบเป็นแบบอัตโนมัติ
-
อัตราการป้อนแกลบ 100 กิโลกรัม/ชั่วโมง
-
ให้ความร้อน 340 กิโลวัตต์

พบกันใหม่ฉบับหน้า
บรรณาธิการ
E-mail : pannee.v@doa.in.th

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | , , | แสดงความคิดเห็น

การใช้ไวรัส เอ็นพีวี ควบคุมแมลงศัตรูพืช

ฉบับที่ 4   ประจำเดือน พฤษภาคม  พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ ขยายผล
อุทัย  เกตุนุติ

การใช้ไวรัส เอ็น พี วี ควบคุมแมลงศัตรูพืช

การนำไวรัส เอ็น พี วี มาควบคุมแมลงศัตรูพืชเพื่อช่วยลด หรือทดแทนสารฆ่าแมลงที่เกษตรกรใช้อยู่ประจำจะเป็นการเพิ่มทางเลือกการใช้
สารฆ่าแมลงให้เกษตรกรเพื่อช่วยลดอันตรายจากพิษของสารเคมีกำจัดแมลง และลดปัญหาสารพิษตกค้างบนพืช ตลอดจนผลกระทบต่อสภาพแวด
ล้อมช่วยให้ศัตรูธรรมชาติได้รอดชีวิตและช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืชได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่การลดการใช้สารฆ่าแมลงในที่สุด

ไวรัส เอ็น พี วี คืออะไร

เอ็น พี วี ย่อมาจาก Nuclear Polyhedrosis Virus (NPV)  เป็นไวรัสที่เกิดโรคกับแมลงชนิดหนึ่งจากหลายชนิด    ซึ่งมีประสิทธิภาพในการ
ทำลายแมลงศัตรูพืชได้สูงสุด  เหมาะสมที่จะนำมาใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช  เนื่องจากสามารถเจาะจงแมลงที่จะกำจัดได้  มีความปลอดภัยต่อมนุษย์
สัตว์ พืช  และมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุดในประเทศไทยได้มีการพัฒนาผลิตไวรัส เอ็น พี วี ของแมลงศัตรูพืช  ที่สำคัญทางเศรษฐกิจ
3 ชนิด ได้แก่ ไวรัส เอ็น พี วี ของหนอนกระทู้หอม ไวรัส เอ็น พี วีของหนอนเจาะสมอฝ้าย และไวรัส เอ็น พี วี ของหนอนกระทู้ผัก

ไวรัส เอ็น พี วี ทำลายแมลงอย่างไร

ไวรัส เอ็น พี วี จะทำให้แมลงเป็นโรคและตาย โดยการที่ตัวอ่อนของแมลงต้องกินไวรัสที่ปะปนอยู่บนใบพืชอาหาร  เมื่อไวรัสเข้าสู่กระเพาะ
อาหาร ผลึกโปรตีนที่ห่อหุ้มอนุภาคของไวรัสจะถูกย่อยสลาย โดยน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของแมลงที่มีฤทธิ์เป็นด่าง   อนุภาคไวรัสจะหลุดออกมา
และเข้าทำลายเซลล์กระเพาะอาหาร เมื่อไวรัสไปทำลายเซลล์กระเพาะอาหารอนุภาคของไวรัสขยายพันธุ์ทวีจำนวนมากขึ้นแพร่กระจายเข้าสู่ภายใน
ลำตัวของแมลง เข้าไปทำลายอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของแมลง เช่น เม็ดเลือด ไขมัน กล้ามเนื้อ ผนังลำตัว เป็นต้น เมื่อเซลล์เหล่านี้ถูกทำลายการทำงาน
ของอวัยวะต่าง ๆ จะเสียไปทำให้หนอนตายในที่สุด

การแพร่ระบาดของ ไวรัส เอ็น พี วี

ไวรัส เอ็น พี วี  สามารถแพร่ระบาดโรคไปในหมู่ประชากรของแมลงศัตรูพืชได้  เช่น เมื่อหนอนกระทู้หอมได้รับไวรัส  เอ็น พี วีจากการพ่น
เชื้อลงบนต้นพืชอาหาร  หนอนจะกินเชื้อไวรัส เอ็น พี วี  และเกิดอาการโรค โดยทั่ว ๆ ไป หนอนจะเกิดโรคและตายใช้เวลาประมาณ 2 – 7 วัน ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับขนาดของหนอนที่ได้รับเชื้อ เมื่อหนอนตายหนอนตัวอื่น ๆ กัดกินซากก็จะได้รับเชื้อไวรัส เอ็น พี วี จากซากหนอนตาย ลมและฝนจะเป็นตัว
ช่วยให้ไวรัสแพร่กระจายออกไปในหมู่ประชากรของหนอนกระทู้หอม    นอกจากนั้น  การที่นกหรือสัตว์เลื้อยคลานกินซากหนอนตาย    จะช่วยแพร่
กระจายโรคไวรัสให้ไปได้ไกลขึ้น  ขณะเดียวกัน ถ้าหนอนได้รับเชื้อไวรัส เอ็น พี วี ในปริมาณที่ไม่สามารถทำให้เกิดเป็นโรคตาย และสามารถเจริญ
เติบโตต่อไปจนเป็นตัวเต็มวัย แม่ผีเสื้อสามารถถ่ายทอดโรคไวรัสไปสู่รุ่นลูกและหลานต่อไปได้ โดยการถ่ายทอดไปกับไข่และเกิดการระบาดต่อไป
เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม เป็นการช่วยควบคุมประชากรของหนอนได้อีกทางหนึ่ง

ข้อดีของการใช้ไวรัส เอ็น พี วี

เป็นจุลินทรีย์ที่พบในประเทศไทย  ผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัยต่อมนุษย์และสัตว์  จึงปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อมไม่มีสารพิษตกค้าง
บนพืช  นำไปควบคุมแมลงเช่นเดียวกับสารฆ่าแมลงทั่ว ๆ ไป       แมลงสร้างความต้านทานได้ช้ากว่าสารฆ่าแมลงมีความเฉพาะเจาะจงต่อชนิดของ
แมลงศัตรูพืช   จึงปลอดภัยต่อแมลงศัตรูธรรมชาติและแมลงที่มีประโยชน์นำไปใช้ทดแทนสารเคมีกำจัดแมลงได้   เกษตรกรสามารถต่อเชื้อใช้เอง
ได้อีกเป็นการประหยัดเงินค่าสารฆ่าแมลง

ข้อจำกัดของไวรัส เอ็น พี วี

ไวรัส เอ็น พี วี  ต้องการเวลาฟักตัว      ก่อนที่หนอนจะเกิดอาการโรคและตาย โดยทั่วไปใช้เวลา 2 – 7 วัน  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดอายุของ
หนอนและปริมาณเชื้อไวรัสที่กินเข้าไป ต้องทำความเข้าใจและศึกษาวิธีการใช้อย่างถูกต้อง   จึงจะสามารถนำไปใช้อย่างได้ผล เกษตรกรยังคุ้นเคย
กับการใช้สารเคมีกำจัดแมลงที่ออกฤทธิ์รวดเร็วในการกำจัดแมลงศัตรูพืช   มักไม่ค่อยยอมรับการใช้ไวรัส       ซึ่งใช้เวลานานที่จะทำให้หนอนตาย
ไวรัส เอ็น พี วี   ใช้ได้ผลดีกับพืชที่มีแมลงศัตรูพืชน้อยชนิด  ที่สำคัญคือหนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกระทู้ผัก  และหนอนกระทู้หอม ไวรัส เอ็น พี วี
คงอยู่บนพืชได้ระยะเวลาสั้น เสื่อมประสิทธิภาพลงรวดเร็ว เนื่องจากรังสีอุลตร้าไวโอเลตจากแสงแดด

คำแนะนำการใช้ไวรัส เอ็น พี วี
ควบคุมหนอนกระทู้หอม
ชนิดของพืชที่มีหนอนกระทู้หอม เป็นศัตรูสำคัญ  ได้แก่ หอมแดง หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง แต่งโม พืชตระกูลกะหล่ำ ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาว
พริก กระเจี๊ยบเขียว มะเขือเทศ ถั่วเขียว ถั่วเหลืองฝักสด ฝ้าย ดาวเรือง เบญจมาศ กุหลาบและกล้วยไม้ เป็นต้น    โดย ใช้อัตรา 20 – 30 มิลลิลิตร
ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 – 10 วัน และเมื่อพบการระบาดรุนแรงพ่นอัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 4 วัน ติดต่อกัน 2 ครั้ง

ควบคุมหนอนเจาะสมอฝ้าย
ชนิดของพืชที่มีหนอนเจาะสมอฝ้ายเป็นศัตรูสำคัญ  ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว ถั่วเหลืองฝักสด ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา มะเขือเทศ ฝ้าย
พริก กระเจี๊ยบเขียว องุ่น  หน่อไม้ฝรั่งและส้มเขียวหวาน  เป็นต้น โดยใช้อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5 – 7 วัน  และเมื่อพบการระบาด
รุนแรงพ่นทุก 3 วัน ติดต่อกัน 2 ครั้ง

ควบคุมหนอนกระทู้ผัก
ชนิดของพืชที่มีหนอนกระทู้ผัก    เป็นศัตรูสำคัญ   ได้แก่ พืชตระกูลกะหล่ำ  กุหลาบ  กล้วยไม้  เบญจมาศ  องุ่น  ดาวเรือง  กระเจี๊ยบเขียว
หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ ถั่วเขียว ถั่วเหลืองฝักสด  ถั่วฝักยาวและ  ถั่วลันเตา โดยใช้อัตรา 40 – 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อพบการระบาด
โดยพ่นทุก 7 – 1 0 วัน และเมื่อพบการระบาดรุนแรง พ่นอัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 4 วัน ติดต่อกัน 2 ครั้ง

ข้อแนะนำในการใช้ ไวรัส เอ็น พี วี ให้มีประสิทธิภาพ

-  อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ไวรัส เอ็น พี วี ให้เข้าใจ
-  ผสมไวรัส เอ็น พี วี กับน้ำปริมาณน้อย ๆ ให้เข้ากันก่อน จึงค่อยเทใส่ถังเครื่องพ่นสาร
-  ก่อนพ่นควรผสมสารจับใบทุกครั้ง
-  ปรับขนาดหัวฉีดให้ได้ละอองขนาดเล็กที่สุด
-  การพ่นควรพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนและด้านล่างของใบ
-  ควรพ่นหลังบ่ายสามโมงเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงรังสีอุลตร้าไวโอเลต
-  การพ่นไวรัสจะได้ผลดีควรพ่นในขณะหนอนมีขนาดเล็ก
-  เก็บในที่ห่างจากความร้อนและแสงแดด

(ข้อมูลจาก : การใช้ไวรัสเอ็น พี วี ควบคุมแมลงศัตรูพืช กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร, 2544)

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | , | แสดงความคิดเห็น

พลิกมุม งานวิจัยเปลี่ยน

ฉบับที่ 4   ประจำเดือน พฤษภาคม  พ.ศ. 2552

ผ่านทางฉีกซอง.

ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

พลิกมุม งานวิจัยเปลี่ยน

หลังจากย่างเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบ  ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงเดือนมิถุนายนจนกระทั่งถึงเดือนตุลาคมของ
ปีนี้  กรมวิชาการเกษตรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค    บรรยากาศจะคึกคักเป็นพิเศษ    เนื่องจากปี 2552   เป็นปีที่กรมวิชาการเกษตรได้รับการ
สถาปนามาครบ 36 ปี และกำลังก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 37

หากเทียบเคียงกับชีวิตคนเราวัย 36 เป็นวัยงามของการทำงาน  พละกำลัง   ประสบการณ์สะสมมาพอสมควร   มีความมั่นคงและเข้มแข็งกับ
จุดยืนของตนเอง เช่นเดียวกับกรมวิชาการเกษตรในช่วงเวลาปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้  ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาท
ของหน่วยงานภายใน โดยการปรับให้ศูนย์บริการด้านพืชและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เป็น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร  ภายใต้สังกัดสำนัก
วิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต   รวมทั้งการปรับศูนย์วิจัยพืช  ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสถาบันวิจัยพืช  ณ เวลาปัจจุบัน     จึงเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

นอกเหนือการเปิดตัวออกเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนที่หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรตั้งอยู่ จากการจัดนิทรรศการเทคโนโลยีทางการเกษตร
รวมทั้ง การจัดทำศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฏีใหม่รวม 16 ศูนย์ทั่วประเทศ      โดยมีศูนย์ฯ  ที่เกษตรกลางบางเขนเป็นศูนย์ฯ
สำคัญ  ซึ่งจะเปิดตัวในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 นี้

สิ่งที่ปรับเปลี่ยนไปพร้อมกันคือ  ระบบการบริหารงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร   ซึ่งได้มีการเตรียมการและหารือผู้เกี่ยวข้องมาโดยลำดับ
เป็นเวลาเกือบครึ่งปีงบประมาณ  และจะประกาศใช้ระบบใหม่ภายในเดือนมิถุนายน 2552 นี้  “ฉีกซอง” ฉบับเดือนพฤษภาคม    จึงขอนำเรื่องราว
ดังกล่าวมานำเสนอต่อท่านผู้อ่านทุกท่าน โปรดติดตาม

เปิดแผนเดิม

ระบบงานวิจัยของประเทศไทย ถูกกำหนดกรอบการวิจัยภายใต้นโยบาย และยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการวิจัย
แห่งชาติ    หรือรู้จักกันดีในชื่อ วช. เป็นหน่วยงานกลางทางวิชาการ  และทำหน้าที่พิจารณาข้อเสนอการวิจัยของหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ   ให้
สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ สำหรับวิสัยทัศน์การวิจัยของชาติ  พ.ศ. 2551-2553  กำหนดไว้ว่า “ประเทศไทยมีงานวิจัย
ที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน”    และกำหนดพันธกิจการวิจัยของชาติในช่วงดังกล่าวไว้ว่า  “พัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการ
วิจัยของประเทศให้สูงขึ้น  และสร้างฐานความรู้ที่มีคุณค่า  เพื่อสามารถประยุกต์และพัฒนาวิทยาการที่เหมาะสม    รวมทั้งต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น
ให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์และสาธารณะ โดยใช้ทรัพยากรและเครือข่ายวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม”

สำหรับยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ พ.ศ. 2551-2553   ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์    ได้แก่  การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการ
พัฒนาทางเศรษฐกิจ  การพัฒนาสังคม   การพัฒนาวิทยากรและทรัพยากรบุคคล การเสริมสร้าง และพัฒนาทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
และ การบริหารจัดการความรู้ ผลงานวิจัย ทรัพยากร  และภูมิปัญญาของประเทศสู่การใช้ประโยชน์ด้วยยุทธวิธีที่เหมาะสมจากยุทธศาสตร์ทั้ง 5 วช.
ได้กำหนดกลุ่มเรื่องที่ควรวิจัยเร่งด่วน  โดยพิจารณาจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นความต้องการผลงานวิจัยและความรู้    เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและนำไปสู่
การเสริมสร้างและพัฒนาประเทศโดยเร็ว

กลุ่มเรื่องที่ควรวิจัยเร่งด่วนมีทั้งหมด 10 เรื่อง คือการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง   ความมั่นคงของรัฐและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล  การ
ปฏิรูปการศึกษา การจัดการน้ำ  การพัฒนาพลังงานทดแทน   การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกและลดการนำเข้า  การป้องกันโรคและการ
รักษาสุขภาพการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม     และการพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ         เทคโนโลยีใหม่และเทคโนโลยีที่สำคัญเพื่อ
อุตสาหกรรมและการบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยสรุปแล้ว ยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ  ปี 2551-2553 ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ 25 กลยุทธ์การ
วิจัยและ 88 แผนงานวิจัย  ประมาณการงบประมาณเพื่อดำเนินการวิจัยตามแผนดังกล่าวรวม 69,000 ล้านบาท    และเมื่อสิ้นสุดในปี 2553   คาดว่า
งบประมาณการวิจัยควรเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.3 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี  ค่าใช้จ่ายทางการวิจัยและพัฒนาของประเทศควรเพิ่มเป็น
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของ GDP  สัดส่วนลงทุนการวิจัยในภาคเอกชนต่อภาครัฐเพิ่มเป็น 1 : 1  และบุคลากรทางการวิจัยและพัฒนาควรเป็น  8 คน
ต่อประชากร 10,000 คน จริงเท็จเพียงใดคงได้เห็นกันในเร็ววันนี้

จากยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ    กรมวิชาการเกษตร จึงได้กำหนดกรอบแผนงานวิจัยและพัฒนาของกรมวิชาการเกษตรเป็นราย 4 ปี โดย
กรอบแผนงานวิจัยและพัฒนา ปี 2549 – 2553  ได้ทบทวนในปีงบประมาณ 2550  เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์การผลิตพืช     ข้อกำหนดและเงื่อนไข
การส่งออกสินค้าเกษตร  และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554)  รวมทั้งนโยบาย
และยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ (พ.ศ. 2551 – 2553) ตามที่กล่าวถึง     กรอบแผนงานวิจัยและพัฒนาดังกล่าว    ประกอบด้วยแผนงานวิจัยจำนวน
37 แผนงาน  รวมจำนวนโครงการวิจัยทั้งสิ้น 123 โครงการวิจัยโดยมีผู้อำนวยการแผนงานวิจัยเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการควบคุมกำกับดูแล ให้เป็น
ไปตามแผน   และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ    โดยมีกลุ่มระบบวิจัย กองแผนงานและวิชาการ  เป็นผู้ประสานงานและทำหน้าที่ฝ่าย
เลขานุการ

ผลจากการดำเนินการที่ผ่านมา ระบบการวิจัยของกรมวิชาการเกษตรที่ให้อำนาจในการตัดสินใจ และการแสวงหาโจทย์การวิจัยกับผู้อำนวย-
การแผนงานวิจัยเป็นหลัก  รวมทั้งการให้ความสำคัญกับพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเท่านั้น ทำให้เกิดข้อบกพร่องหลายประการโดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งข้อจำกัดของผู้อำนวยการแผนงานวิจัยเองที่ต้องรับผิดชอบงานในหลายๆ ด้าน    รวมทั้งข้อจำกัดทางด้านงบประมาณและบุคลากร   ส่งผลให้เกิด
เสียงสะท้อนจากหลายๆ ฝ่ายว่างานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรไม่เป็นไปดั่งใจหวัง พืชท้องถิ่นต่างๆ ได้ถูกละเลยไป  ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนา
ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรในอนาคตได้

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  ได้เคยให้ความเห็นต่องานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร  ที่เสนอให้พิจารณาว่ายังต้องปรับปรุงในหลาย
ประเด็น  กล่าวคือ รูปแบบการทดลองต้องเป็นการพิสูจน์สมมุติฐานที่ตั้งขึ้น การวางแผนการทดลองและการกำหนดกรรมวิธี (treatment)   บางการ
ทดลองยังไม่เหมาะสม  รายละเอียดของวิธีการทดลอง  ต้องสามารถตอบวัตถุประสงค์  หรือโจทย์ในการวิจัยได้   รายละเอียดดังกล่าวจะใช้ในการ
พิจารณาความเหมาะสมของการทดลอง  และการกำหนดงบประมาณ ระยะเวลาในการวิจัยแต่ละโครงการค่อนข้างยาว  จึงควรกำหนดผลสำเร็จของ
แต่ละช่วงเวลา  เพื่อสามารถแถลงผลงานในแต่ละช่วงได้  รวมทั้งการทบทวนวรรณกรรมและหลักฐานอ้างอิงยังขาดความสมบูรณ์ การเชื่อมโยงและ
ความสัมพันธ์กับโจทย์การวิจัย

นอกจากนี้  ยังมีประเด็นที่นักวิจัยอาจมองข้ามไปคือ  การตั้งชื่อโครงการวิจัยต้องบ่งบอกสาระสำคัญของการวิจัย     และต้องสอดคล้องกัน
ระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ ตลอดจนหลักการเขียนหลักการและเหตุผลที่ถูกต้องเพื่อให้ข้อเสนอโครงการวิจัยมีความน่าเชื่อถือ ทั้งหมดนี้คือ
ข้อคิดเห็นจาก วช. เพียงบางส่วน ท่านผู้ที่เกี่ยวข้องคงต้องไปทบทวนว่าเป็นจริงมากน้อยเพียงใด

พลิกแผนใหม่

เนื่องจากกรอบแผนงานวิจัยและพัฒนาของกรมวิชาการเกษตร จะสิ้นสุดลงในปี 2553   ดังนั้นกรมวิชาการเกษตร   จึงได้ระดมความคิดเห็น
และหารือร่วมกันระหว่างผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย จำนวนกว่า 1,500 คน รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2551 และครั้งสุดท้ายเมื่อ
วันที่ 29 เมษายน 2552     ณ สถาบันวิจัยยาง  ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันในการกำหนดยุทธศาสตร์งานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ปี 2554 – 2558 และการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างภายในของกรมวิชาการเกษตร

กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างภายใน ด้วยการปรับเปลี่ยนศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิต เป็นศูนย์วิจัยและ
พัฒนาการเกษตร ขึ้นกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต และการปรับศูนย์วิจัยพืช   จากเดิมที่ขึ้นกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต ให้มา
ขึ้นกับสถาบันวิจัยพืชโดยกำหนดบทบาทของศูนย์วิจัยและพัฒนาการการเกษตร   เป็นหน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรในระดับพื้นที่ที่ทำหน้าที่ใน
การวิจัยและพัฒนาพืชท้องถิ่น   การทดสอบและถ่ายทอดชุดเทคโนโลยีการผลิตพืช  การให้บริการและการควบคุมกำกับดูแลตามกฎหมายที่รับผิด
ชอบการตรวจสอบรับรอง การผลิตเมล็ดพันธุ์/ท่อนพันธุ์ การดำเนินงานโครงการพิเศษต่างๆ  รวมทั้งการเป็นเครือข่ายในการวิจัยของสถาบันวิจัยพืช
และสำนักวิจัยรายสาขา

สำหรับศูนย์วิจัยพืช  หลังจากที่ปรับสายบังคับบัญชามาขึ้นตรงกับสถาบันวิจัยพืช   บทบาทของศูนย์วิจัยพืชจึงชัดเจนและตีกรอบการทำงาน
ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น  ด้วยการมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักของกรมที่ทำหน้าที่ในการวิจัย และพัฒนาพืชเศรษฐกิจให้ครบในทุกรายสาขา
และทำงานวิจัยร่วมกับสำนักวิจัยรายสาขา ตลอดจนทำหน้าที่ในการผลิตเมล็ดพันธุ์หลัก รวมทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร

ดังนั้น   จะเห็นได้ว่าบทบาทที่แตกต่างกันออกไป   ส่งผลให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ต้องรับภาระหนักขึ้นในการทำงานระดับพื้นที่ใน
ขณะที่ศูนย์วิจัยพืช   ต้องกลับมาสู่งานวิจัยและพัฒนาที่เข้มข้น   มุ่งสู่การวิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจในระดับลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น โดยมีสำนักวิจัยราย
สาขาเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาให้ครบรอบด้าน  พร้อมที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป  จากวิสัยทัศน์ของกรมวิชาการ-
เกษตรที่ว่า “ กรมวิชาการเกษตรเป็นองค์กรนำด้านการวิจัยและพัฒนาพืช  เครื่องจักรกลการเกษตร  และเป็นศูนย์บริการตรวจสอบรับรองมาตรฐาน
สินค้าเกษตรในระดับสากล   โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”   ยุทธศาสตร์งานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรปี
2554 – 2558   กำหนดให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ และยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์       ประกอบด้วย 2 ยุทธศาสตร์
2 กลยุทธ์ ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ มี 1 กลยุทธ์    คือ การสร้างมูลค่าผลผลิตทางการ
เกษตร  และการพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน   และการพึ่งตนเองของสินค้าเกษตร       กำหนดเป้าหมายให้ผลผลิตมวลรวมของภาคการเกษตรและ
อุตสาหกรรมการเกษตรเพิ่มขึ้น   ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจโดยรวมเข้มแข็งขึ้น  โดยกำหนดแผนการพัฒนางานวิจัยไว้   2 แผนใหญ่ๆ
ได้แก่  พืช/กลุ่มพืช/เทคโนโลยีการผลิต   เพื่อเพิ่มและสร้างมูลค่าส่งออกผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร และอีกแผนหนึ่งคือ เพื่อ
สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และลดการนำเข้า

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเสริมสร้างและพัฒนาทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มี 1 กลยุทธ์    คือ การบริหารจัดการและการใช้
ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน   กำหนดเป้าหมายให้ผลผลิตมวลรวมทางการเกษตรเพิ่มขึ้น   จากการใช้ปัจจัยการผลิต และ
ทรัพยากรการผลิตอย่างเหมาะสม  และรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน   แผนการพัฒนางานวิจัย      ประกอบด้วย พืชที่มีศักยภาพในการจดทะเบียน
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์  เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรกับวัฒนธรรมท้องถิ่น  และการวิจัยพื้นฐานและสาขาวิชาเฉพาะด้าน     เพื่อสนับสนุนการวิจัยและ
พัฒนาพืช/กลุ่มพืช

สำหรับการจัดกลุ่มพืชตามยุทธศาสตร์งานวิจัยดังกล่าว  แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มพืช   คือ พืชบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พืชท้องถิ่น และ พืชเศรษฐกิจ
หลัก  โดยหากมีลักษณะเป็นพืชที่อยู่ในข่ายพืชบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้จัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าวก่อน หากเข้าไม่ได้แต่มีลักษณะตามเกณฑ์พืชเฉพาะถิ่น
ให้จัดเป็นพืชเฉพาะถิ่น หรือหากอยู่ในเกณฑ์ของพืชเศรษฐกิจหลักให้จัดไว้ในกลุ่มพืชเศรษฐกิจหลัก

เกณฑ์ในการจัดเป็นพืชกลุ่มบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ต้องเป็นพันธุ์พืชที่มีแหล่งกำเนิด/ปลูก หรือผลิตที่สามารถกำหนดได้ด้วยขอบเขตภูมิศาสตร์
ที่ชัดเจน   และสามารถกำหนดเทคโนโลยีการผลิตและการควบคุมคุณภาพได้     ตลอดจนเป็นพืชที่มีรสชาติเฉพาะ หรือ/และอยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์
เฉพาะจนเป็นที่รู้จัก   ส่วนพืชท้องถิ่น   ต้องเป็นพันธุ์พืชที่ปลูกได้เฉพาะถิ่น หรือภูมิภาค   หรือเป็นพันธุ์ที่ปลูกโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะท้องถิ่น หรือ
มีแหล่งกำเนิด หรือแหล่งปลูกในภูมิภาคเดียว เช่น มะไฟจีน ถั่วหรั่ง ผักเหลียง สำรอง เตยหนาม เป็นต้น

นอกจากนั้น   พืชที่มีแหล่งปลูกขนาดใหญ่ และเป็นพืชเศรษฐกิจของท้องถิ่นหรือภูมิภาคนั้น   เช่น กล้วยไข่ กำแพงเพชร กล้วยตานีสุโขทัย
เป็นต้น สำหรับพืชเศรษฐกิจหลัก  เป็นพืชตามนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวง กรม ฯลฯ   หรือ คณะกรรมการนโยบายเกษตรและสหกรณ์
มีแหล่งปลูกกระจายมากกว่า 2 ภูมิภาคขึ้นไป หรือ/และเป็นพืชที่มีมูลค่าการส่งออก หรือการนำเข้าสูง

ปรับระบบบริหาร

จากยุทธศาสตร์งานวิจัยดังกล่าว  รวมทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายใน    จึงส่งผลต่อการปรับปรุงระบบบริหารงานวิจัย   โดยกำหนดให้มี
คณะกรรมการขึ้นมา 2 ฝ่าย  ได้แก่ คณะกรรมการบริหารงานวิจัย   และ คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการ    และให้ทั้งสองคณะทำงานควบคู่และ
ประสานงานระหว่างกัน   โดยมีตัวเชื่อมระหว่างคณะกรรมการทั้งสองคณะ    ทั้งนี้ ได้แยกคณะกรรมการทั้งสองออกเป็น 4 ส่วน คือ สถาบันวิจัยพืช
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต (สวพ.)  สำนัก และกรม    หน้าที่ของคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการที่สำคัญคือ การพิจารณาและให้ความ
เห็นทางวิชาการต่อการดำเนินโครงการวิจัยตามที่นักวิจัยนำเสนอ  เพื่อให้สอดคล้องและสนับสนุนยุทธศาสตร์การวิจัย เป็นคณะกรรมการที่เปิดอิสระ
ทางความคิดให้กับนักวิจัย ได้ดำเนินการวิจัยตามที่ปรารถนา    แต่ยังคงกรอบแนวทางการวิจัยไว้ตามยุทธศาสตร์    เพื่อส่งผ่านไปยังคณะกรรมการ
บริหารงานวิจัย

คณะกรรมการชุดนี้  จะเป็นผู้พิจารณาโครงการวิจัยตามที่คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการเกษตรเห็นชอบ   ภายใต้ข้อจำกัดในทางบริหาร ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ บุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ   รวมทั้งนโยบายระดับสูง นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารงานวิจัย   สามารถที่จะเสนอแนะ
โครงการวิจัยที่สอดคล้องกับนโยบายที่กำหนดได้ด้วย กรณีที่โครงการวิจัยที่ได้รับการเสนอมายังขาดความสมบูรณ์ตามความต้องการของฝ่ายบริหาร
เรียกว่า มาพบกันครึ่งทาง ระหว่างนักวิจัยไอเดียบรรเจิดกับนักบริหารที่มีวิสัยทัศน์ ผลจะเป็นอย่างไรคงได้ทดลองใช้กันในปีงบประมาณหน้านี้

องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารงานวิจัย และคณะกรรมการที่ปรึกษางานวิจัย     จะมีจุดที่เชื่อมโยงกันระหว่างคณะกรรมการแต่ละชุด
กล่าวคือ  ในระดับ คณะกรรมการบริหารงานวิจัยสถาบันวิจัยพืช ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืช เป็นประธาน      ผู้เชี่ยวชาญพืช
ผู้อำนวยการส่วน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืช เป็น กรรมการ โดยมี หัวหน้าฝ่ายบริหาร เป็น เลขานุการ

ในขณะที่ คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการ มี ผู้เชี่ยวชาญพืช เป็นประธาน    ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชา  ผู้เชี่ยวชาญเขต ผู้จัดการพืชที่
เกี่ยวข้อง นักวิชาการที่ได้รับการแต่งตั้ง เป็น กรรมการ โดยมี หัวหน้ากลุ่มวิชาการของสถาบัน เป็นเลขานุการ จุดเชื่อมระหว่างสองคณะดังกล่าว คือ
ผู้เชี่ยวชาญพืช  ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งประธาน คณะกรรมที่ปรึกษาทางวิชาการของสถาบันวิจัยพืช      และคณะกรรมการบริหารงานวิจัยของสถาบันไป
พร้อมกัน

สำหรับ คณะกรรมการบริหารงานวิจัยของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการ
เกษตรเขต   ทำหน้าที่ประธาน คณะกรรมการ  ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญเขต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรในสังกัด และมี ผู้อำนวยการส่วน
ประสานฯ  เป็นเลขานุการในขณะที่คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต มี ผู้เชี่ยวชาญเขต เป็นประธาน
คณะกรรมการ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชา ผู้เชี่ยวชาญพืช  ผู้จัดการพืชท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และ นักวิชาการที่ได้รับการแต่งตั้ง   โดยมี หัวหน้ากลุ่ม
วิชาการของ สวพ. เป็นเลขานุการ จุดเชื่อมของทั้งสองคณะกรรมการก็คือ ผู้เชี่ยวชาญเขตนั่นเอง

คณะกรรมการบริหารงานวิจัยของสำนัก มีผู้อำนวยการสำนักเป็นประธานคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ สาขาวิชา และหัวหน้า
กลุ่มงานวิจัย   ผู้อำนวยการส่วน   และหัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป  เป็นกรรมการและเลขานุการ          สำหรับคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการ
ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ประธาน  โดยมี  ผู้เชี่ยวชาญพืช  ผู้เชี่ยวชาญเขต  หัวหน้ากลุ่ม / ผู้อำนวยการส่วน  นักวิชาการที่ได้รับการ
แต่งตั้ง เป็นกรรมการ และหัวหน้ากลุ่มงานวิจัย เป็นเลขานุการ จุดเชื่อมทั้งสองคณะในส่วนของสำนักก็คือ ผู้เชี่ยวชาญสาขาที่เกี่ยวข้องนั่นเอง

ในระดับกรม คณะกรรมการบริหารงานวิจัย อธิบดี ทำหน้าที่ประธาน คณะกรรมการ ประกอบด้วย รองอธิบดี ผู้อำนวยการ สวพ.  หัวหน้า
คณะผู้เชี่ยวชาญ  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืช  และ ผู้อำนวยการสำนักสาขาวิชา    โดยมีกองแผนงานและวิชาการ     ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ ส่วน
คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการระดับกรม
หัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญ  ทำหน้าที่ ประธาน คณะกรรมการประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชา
ผู้เชี่ยวชาญเขต และ ผู้จัดการพืช     โดยกองแผนงานและวิชาการทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ   จุดเชื่อมระหว่างสองคณะก็คือ หัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญ
โดยมีกองแผนงานและวิชาการเป็นฝ่ายสนับสนุน

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2553 นี้จะนำระบบการบริหารงานวิจัยแบบใหม่มาทดลอง
ใช้  และติดตามว่าผลของการปรับเปลี่ยนจะออกมาเป็นอย่างไร     ในขณะที่ระบบการตรวจสอบรับรองที่มอบหมายให้นายวิชา  ธิติประเสริฐ  ผู้ช่วย
อธิบดีฯ  ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร   พิจารณาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจะทยอยออกมาให้ได้ทดสอบระบบในเร็ว
วันนี้เช่นกัน

“ฉีกซอง” ฉบับนี้ ออกแนวเรื่องภายในของกรมวิชาการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ แต่เชื่อเถอะว่า การเปลี่ยนแปลงภายในของกรมวิชาการเกษตร
ในครั้งนี้ คงส่งผลกระทบกับท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย  เพราะกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักของประเทศที่ทำหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาด้าน
พืช ต้องมาติดตามและให้กำลังใจกันว่า งานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรจะเป็นที่พึ่งให้กับการพัฒนาการเกษตรไทยได้มากน้อยเพียงใด

(ขอบคุณ :กองแผนงานและวิชาการ กรมวิชาการเกษตร /ข้อมูล)

พบกันใหม่ฉบัยหน้า……….สวัสดี
อังคณา

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : angkanas@doa.go.th

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | | แสดงความคิดเห็น

ผลงานวิจัยดีเด่นปี 2551 (ตอนที่ 2)

ฉบับที่ 4   ประจำเดือน พฤษภาคม  พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากแฟ้มวิจัย.

ผลิใบ จากแฟ้มวิจัย
กองบรรณาธิการ

ผลงานวิจัยดีเด่น ปี 2551 (ตอนที่ 2)

ตามที่ได้สัญญากันเอาไว้ในผลิใบฯ   ฉบับที่แล้วว่า    ฉบับนี้จะนำผลงานวิจัยดีเด่นประจำปี 2551  ที่ได้รับรางวัลชมเชยอีก 6 รางวัลมาฝาก
ท่านผู้อ่าน จึงขอทำตามคำสัญญา

รางวัลชมเชยประเภทงานวิจัยประยุกต์

ถั่วเหลืองอายุสั้นพันธุ์ศรีสำโรง 1
ผลงานวิจัยนี้     เป็นของคณะนักวิจัยจากศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตสุโขทัย    ซึ่งประกอบด้วย รวีวรรณ    เชื้อกิตติศักดิ์
อลงกรณ์ กรณ์ทอง   สมศักดิ์ ศรีสมบุญ  สมเพชร   พรมเมืองดี  เทวา เมาลานนท์   พรศักดิ์ ดวงพุดตาน  จรัญ  ประทุมวงศ์ และอารีรัตน์  พระเพชร

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อให้ได้พันธุ์ถั่วเหลืองที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น   ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์นครสวรรค์ 1 อย่างน้อยร้อยละ 5 และมีความ
ต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดีกว่าพันธุ์นครสวรรค์ 1

จากการวิจัยพบว่าถั่งเหลืองพันธุ์ศรีสำโรง 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 273 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าพันธุ์นครสวรรค์ 1 ร้อยละ 16 และให้ผลผลิตเฉลี่ยใน
การเปรียบเทียบเบื้องต้น มาตรฐานในท้องถิ่น ในไร่เกษตรกร และการทดสอบในไร่เกษตรกร 377 268 229 301 และ 232 กิโลกรัม/ไร่ ตามลำดับ
สูงกว่าพันธุ์นครสวรรค์ 1 ร้อยละ 7 25 21 5  และ 33 ตามลำดับ    นอกจากนั้นยังให้ผลผลิตสูงกว่าผลผลิตถั่วเหลืองทั้งประเทศ (238 กิโลกรัม/ไร่)
คิดเป็นร้อยละ 13 มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นคือมีอายุเก็บเกี่ยวน้อยกว่า 80 วัน โดยมีอายุเก็บเกี่ยวเฉลี่ยเพียง 77 วัน มีความต้านทานโรคราน้ำค้างปานกลาง
โดยเป็นโรคราน้ำค้างในระดับ 0.7   สามารถแนะนำให้เกษตรกรปลูกทดแทนพันธุ์เดิม  โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองในเขตภาคเหนือตอนล่าง และ
เป็นพันธุ์ที่ปลูกได้ทุกฤดู เหมาะสมสำหรับปลูกในสภาพการผลิตพืชไร่ทั่วไป

ประโยชน์ที่ได้จากงานวิจัย
ถั่วเหลืองพันธุ์ศรีสำโรง 1 เป็นถั่วเหลืองที่มีลักษณะเด่นคือ มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นและต้านทานปานกลางต่อโรคราน้ำค้าง เหมาะสมที่จะปลูก
ในระบบการปลูกพืช หรือในฤดูแล้งที่มีการให้น้ำชลประทานได้  เกษตรสามารถปลูกถั่วเหลืองพันธุ์ศรีสำโรง 1 ได้ใน 3 ฤดู ทั้งฤดูแล้ง  ต้นและปลาย
ฤดูฝน  และได้รับผลตอบแทนเร็วทดแทนพันธุ์เดิม  ในเขตภาคเหนือตอนล่างมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง 195,294 ไร่  ผลผลิตเฉลี่ย 238 กิโลกรัม/ไร่ ได้
ผลผลิตถั่วเหลืองประมาณ 46,480 ตัน    คิดเป็นมูลค่าประมาณ 650-883 ล้านบาท (ราคาเมล็ดถั่วเหลือง 14-19 บาท)  เมื่อเกษตรกรปลูกถั่วเหลือง
พันธุ์ศรีสำโรง 1     ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ย 273 กิโลกรัม/ไร่  จะได้ผลผลิตถั่วเหลืองประมาณ 53,315 ตัน  คิดเป็นมูลค่าประมาณ 746-1,013 ล้านบาท
ซึ่งสูงกว่าผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศ ร้อยละ 13 ทำให้เกษตรกรมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 35 กิโลกรัม/ไร่  ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 490-665 บาท/ไร่
คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นรวม 95.7-129.9 บ้านบาท

การควบคุมแมลงดำหนามมะพร้าวแบบชีววิธี
เป็นผลงานวิจัยของ   เฉลิม สินธุเสก    อัมพร วิโนทัย     รุจ  มรกต    ประภัสสร  เชยคำแหง      ยุพิน กสินเกษมพงษ์    สุภาพร ชุมพงษ์
จรัสศรี วงศ์กำแหง และ ยิ่งนิยม ริยาพันธุ์   นักวิจัยจากสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชในปี พ.ศ. 2547  เกิดการระบาทของแมลงดำหนามมะพร้าว
ทำลายต้นมะพร้าวอย่างรวดเร็ว    ในพื้นที่ปลูกมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์   และจังหวัดสุราษฏร์ธานี    สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชได้นำเข้า
แตนเบียนหนอน   ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติที่สามารถควบคุมการระบาทของแมลงดำหนามได้ผลดีที่สุดจากประเทศเวียดนาม  เพื่อนำมาเพาะขยายพันธ์
ให้ได้ปริมาณมากก่อนปล่อยออกสู่พื้นที่การระบาด

ผลการวิจัยพบว่า    ภายหลังจากที่ได้มีการปล่อยแตนเบียน  เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการควบคุมแมลงดำหนามมะพร้าวในพื้นที่การระบาด
พบว่า ต้นมะพร้าวฟื้นตัวมีใบใหม่สีเขียวเป็นปกติอย่างชัดเจน หลังปล่อยแตนเบียน 10 เดือน  และประชากรหนอนแมลงดำหนามลดลง 49 – 63%

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการผลิต และขยายพันธุ์แตนเบียนหนอนนำเข้าให้ได้ปริมาณมาก เพื่อควบคุมแมลงดำหนามมะพร้าว
ในพื้นที่ระบาด ศึกษาชีววิทยาแมลงดำหนามและแตนเบียนหนอนเพื่อการผลิตและขยายแตนเบียน อย่างมีประสิทธิภาพ  วิจัยหาศัตรูธรรมชาติอื่น ๆ
ในท้องถิ่นและพืชอาศัยของแมลงดำหนาม รวมถึงวิจัยและพัฒนาการปล่อยแตนเบียน เพื่อทดสอบการควบคุมแมลงดำหนามมะพร้าวแบบชีววิธีให้มี
ประสิทธิภาพ  ประเมินความเสียหายจากการทำลายของแมลงดำหนาม   และการฟื้นตัวของต้นมะพร้าว       และถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง
แตนเบียนให้นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมกรเกษตร เกษตรกร องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและเอกชน

ปัจจุบัน   ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงแตนเบียนในห้องปฏิบัติการให้กับเจ้าหน้าที่อารักขาพืชในพื้นที่ที่พบการระบาด และจัด
อบรมวิธีการขยายพันธุ์  และปล่อยแตนเบียนเพื่อควบคุมแมลงดำหนามมะพร้าว ให้แก่ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร  เกษตรกร  องค์การบริหารส่วน
ท้องถิ่นและบริษัทเอกชนแล้ว รวมกว่า 2,000 ราย

อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 80 อ้อยดีเด่นพันธุ์ใหม่
งานวิจัยเรื่องนี้เป็นผลงานวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี  โดยมีนักวิจัยหลายคนร่วมมือกันจนได้อ้อยพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมา 9 นักวิจัยได้แก่
อุดม เลียบวัน   วัลลิภา สุชาโต   ศักดิ์ เพ่งผล    จักรินทร์ ศรัทธาพร   วัฒนศักดิ์ ชมพูนิช   สุนี ศรีสิงห์   สำราญ พ่วงสกุล   พินิจ กัลยาศิลปิน  และ
ณัฐกฤต พิทักษ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้พันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตและคุณภาพสูงโดยให้ผลผลิตน้ำตาลตันซีซีเอส/ไร่ สูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10

ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ได้พัฒนาและปรับปรุงพันธุ์อ้อยสุพรรณบุรี 80  เพื่อให้ได้พันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตและคุณภาพสูง โดยได้ดำเนินการ
ผสมข้ามพันธุ์อ้อยระหว่างพันธุ์แม่โคลน 95-2-352  กับพันธุ์พ่อ เค 84-200   จนได้อ้อยพันธุ์ใหม่ สุพรรณบุรี 80    จากการเปรียบเทียบและทดสอบ
พันธุ์อ้อยในเขตชลประทาน   พบว่า อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 80   ให้ผลผลิตน้ำหนักและผลผลิตน้ำตาลสูง  โดยให้ผลผลิตน้ำหนักเฉลี่ย 17.79 ตัน / ไร่
สูงกว่าพันธุ์ เค 84-200 และพันธุ์อู่ทอง 3 และให้ผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ย 2.66 ตันซีซีเอส/ไร่  อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 80  มีความเหมาะสมสำหรับปลูกใน
พื้นที่ปลูกอ้อยในเขตชลประทาน  ในดินร่วนและดินร่วนปนทรายในเขตภาคกลางและภาคตะวันตก

ประโยชน์จากการวิจัย
อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 80    ให้ผลผลิตน้ำหนักและผลผลิตน้ำตาลสูง      เกษตรกรในภาคกลางและภาคตะวันตก    ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี
สุพรรณบุรี   ราชบุรี  เพชรบุรี   และอุทัยธานี    ปลูกอ้อยพันธุ์นี้ประมาณ 400,000 ไร่  จากรายงานของโรงงานน้ำตาลมิตรเกษตร ส่วนในภาคเหนือ
ในเขตจังหวัดแพร่  อุตรดิตถ์ และสุโขทัย   สมาคมชาวไร่อ้อยลูกพระยาพิชัยรายงานว่า   เกษตรกรในพื้นที่นี้ปลูกอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 80 ประมาณ
10,000 ไร่

เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักปลอดสารแอฟลาทอกซินเพื่อการส่งออกและบริโภคภายในประเทศ
ผลงานของ อมรา ชินภูติ   อารีรัตน์ พระเพชร   ศุภรา อัคคะสาระกุล  อรณิชชา สุวรรณโฉม  สมเพชร พรมเมืองดี  และไพศาล รัตนเสถียร
คณะนักวิจัยจากสำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร

เมื่อปี พ.ศ. 2548 ประเทศญี่ปุ่นตรวจพบสารพิษแอฟลาทอกซินปนเปื้อนในเมล็ดแมงลักที่นำเข้าจากประเทศไทยเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด
จึงมีการกักกันเพื่อตรวจสอบเมล็ดแมงลักจากประเทศไทย ก่อนอนุญาตให้นำเข้าทุกครั้ง          ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าเกษตรอื่น ๆ ของ
ประเทศไทยตามมาด้วย      สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลักการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร  ได้ทำการศึกษาหาวิธีการที่เหมาะสมและมี
ประสิทธิภาพเพื่อควบคุม  และป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อรา และสารแอฟลาทอกซิน     ผลการวิจัยพบว่าทำให้ได้เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลัก
ปลอดสารแอฟลาทอกซินโดยมีวิธีการปฏิบัติที่ไม่ยุ่งยาก

การเก็บเกี่ยวช่อดอกควรเก็บเกี่ยวเมื่อช่อดอกเปลี่ยนเป็นสีดำ  ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์   และนำช่อดอกไปวางบนตอ 1 – 2 วัน  มัดช่อดอก
เป็นฟ่อน นำไปวางบนผ้าพลาสติกในแปลงที่มีแสงแดดส่องเต็มที่  โดยวางฟ่อนให้ช่อดอกตั้งขึ้น ก่อนนวด     ฉีดพรมน้ำพอประมาณแล้วนำเมล็ดไป
ตากแดดที่ลานตากอย่างน้อย 1 แดดก่อนการบรรจุถุงเก็บเพื่อรอจำหน่าย

การปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าว สามารถทำให้ความชื้นในเมล็ดแมงลักลดลง 50 เปอร์เซ็นต์  และปริมาณสารแอฟลาทอกซินที่ปนเปื้อนใน
เมล็ดแมงลัก    จะลดต่ำกว่าเมล็ดแมงลักที่เก็บเกี่ยวตามวิธีการที่เกษตรกรปฏิบัติ 89 เปอร์เซ็นต์   กรมวิชาการเกษตรได้ทำการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ดังกล่าวให้เกษตรกร        และผู้ประกอบการส่งออกได้นำไปปฏิบัติ   ทำให้สามารถแก้ปัญหาการส่งออกเมล็ดแมงลักไปประเทศญี่ปุ่นได้สำเร็จและ
ผู้บริโภคภายในประเทศได้บริโภคเมล็ดแมงลักที่สะอาดและปราศจากการปนเปื้อนของสารแอฟลาทอกซิน

ประโยชน์จากการวิจัย
1. เกษตรกร  สามารถนำเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักคุณภาพปลอดภัยจากการปนเปื้อนสารแอฟลาทอกซินที่ทดสอบแล้วไปปฏิบัติได้
ทันที เพราะเป็นขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน

2. เกษตรกร พ่อค้าคนกลาง   ผู้ประกอบการส่งออกสามารถนำเทคโนโลยีการเก็บรักษา  การบรรจุ  และการส่งออกไปปฏิบัติเพื่อให้เมล็ด
แมงลักมีคุณภาพ และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เกษตรกรก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

3. กระประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาครั้งนี้เป็นการทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดีขึ้น และจะส่งผลให้สินค้าเกษตรชนิดอื่น ๆ จาก
ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นตามไปด้วย

4. เกษตรกรผู้ปลูกในจังหวัดสุโขทัยอาจรวมกลุ่มกันเป็นชมรม    หรือ สหกรณ์ในการเป็นเขตพื้นที่ผลิตเมล็ดแมงลักคุณภาพปลอดภัยจาก
การปนเปื้อนสารแอฟลาทอกซิน ผลิตเป็นสินค้าประจำท้องถิ่น มีการตรวจรับรองโดยกรมวิชาการเกษตร จะทำให้เกษตรกรมีงานและรายได้เพิ่มขึ้น

5. ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด     คือผู้บริโภคภายในประเทศได้บริโภคเมล็ดแมงลักที่สะอาดได้มาตรฐานและได้คุณค่าทางโภชนาการจากเมล็ด
แมงลักอย่างแท้จริงโดยปลอดสารก่อมะเร็ง

6. นักวิจัยและผู้สนใจสามารถนำเอารูปแบบเทคโนโลยีการแก้ปัญหานี้ไปปรับใช้กับผลิตผลเกษตรชนิดอื่นได้

รางวัลชมเชยประเภทงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น
วิจัยและพัฒนาเครื่องเกี่ยวข้าวโพดแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง
10 นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม  ได้แก่ คนึงศักดิ์  เจียรนัยกุล   จารุวัฒน์  มงคลธนทรรศ    สาทิส เวณุจันทร์    มงคล ตุ่นเฮ้า
มานพ คันธามารัตน์   สุทิน จูฑะสุวรรณ  บาลทิตย์ ทองแดง    ทรงยศ  จัทรมานิตย์   ทองหยด จีราพันธ์ และวีระ สุขประเสริฐ  ร่วมมือกันวิจัยและ
พัฒนาเครื่องเกี่ยวข้าวโพดแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัย    และพัฒนาต้นแบบเครื่องเกี่ยวข้าวโพดที่มีระบบขับเคลื่อนภายในตัวเอง      ซึ่งจากปัญหาการขาดแคลน
แรงงานและค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวสูง  สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมจึงได้วิจัยและพัฒนาเครื่องเกี่ยวนวดข้าวซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยนำมาดัด
แปลงให้สามารถเกี่ยวนวดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ 2 แบบ คือ แบบตัดทั้งต้น และแบบปลิดเฉพาะฝัก     เครื่องเกี่ยวข้าวโพดแบบตัดทั้งต้นได้พัฒนาชุด
หัวเกี่ยวบางส่วน  และระบบนวดกะเทาะจนสามารถเก็บเกี่ยวข้าวโพดทั้งต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีอัตราการทำงาน 2 – 4 ไร่ / ชั่วโมง   อัตราการ
แตกหักต่ำกว่า 2%  มีสิ่งเจือปนและอัตราการสูญเสียของเมล็ดต่ำกว่า 1%  และสามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกระยะห่างของแถวปลูก

เครื่องเกี่ยวข้าวโพดแบบปลิดเฉพาะฝักได้เปลี่ยนหัวเกี่ยวข้าวที่ใช้ราวใบมีดตัดเป็นชุดหัวปลิดฝักข้าวโพดขนาด 4 แถวแทน และพัฒนาระบบ
นวดกะเทาะจนเหมาะสำหรับใช้กับข้าวโพดที่ปลิดเฉพาะฝัก  มีอัตราการทำงานมากกว่า 6 ไร่/ชั่วโมง  และมีอัตราการสูญเสียของเมล็ดและสิ่งเจือปน
ต่ำกว่า 1%  เหมาะสำหรับเก็บเกี่ยวข้าวโพดในแปลงที่มีระยะห่างของแถวปลูก 75 เซนติเมตร   นอกจากนั้น เครื่องทั้ง 2 แบบ  ยังสามารถทำงานใน
แปลงที่มีสภาพเปียกแฉะได้ ช่วยให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวข้าวโพดได้ในเวลาที่ต้องการ   และมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนเนื่องจากช่วยลดต้นทุน
ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวได้ไม่น้อยกว่า 20%

ประโยชน์จากการวิจัย
1. การดำเนินงานวิจัยครั้งนี้     ได้ร่วมดำเนินการกับกลุ่มโรงงานเกษตรพัฒนา     ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตเครื่องเกี่ยวนวดอยู่แล้ว   จึงมีการนำ
เทคโนโลยีขยายผลเข้าสู่ระบบการผลิต และจำหน่าย โดยพัฒนาไปสู่เครื่องขนาดอื่น ๆ  และเริ่มโฆษณาเผยแพร่และวางจำหน่ายแล้ว

2. ได้ทดสอบเครื่องต้นแบบในแปลงของเกษตรกรหลายแห่ง   ซึ่งเป็นการเผยแพร่แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด  และผู้ประกอบการเจ้าของ
เครื่องเกี่ยวนวดข้าวและข้าวโพดโดยตรง  จึงมีผู้ประกอบการรับจ้างเกี่ยวนวดข้าวสอบถามข้อมูลด้านเทคนิค    เพื่อไปพัฒนาเครื่องเกี่ยวนวดข้าวของ
ตนเอง เพื่อให้สามารถเกี่ยวข้าวโพดได้  โดยเฉพาะลูกค้าของบริษัทในเครือบริษัทเกษตรพัฒนา เช่น ผู้ประกอบการในจังหวัดเพชรบูรณ์   ได้นำแผง
ซี่เหล็กไปประกอบเครื่องนวดข้าวของตนเอง เพื่อใช้รับจ้างเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

3. เกษตรกร   ได้รับประโยชน์จากการมีต้นแบบเครื่องเกี่ยวนวดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบไทย      ที่เหมาะสมกับสภาพแปลงปลูกข้าวโพดใน
ประเทศเพิ่มขึ้นอีกสองแบบ  เป็นการเพิ่มปริมาณของเครื่องเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์      ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในระบบการผลิตข้าวโพด
ช่วยลดต้นทุนในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวลงไม่น้อยกว่า 20%  ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น       และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดใน
ประเทศ เนื่องจากเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวข้าวโพดได้ในเวลาที่ต้องการ ทันเวลา  ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ  ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ
ที่สำคัญช่วยให้เกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้งได้ในเวลาที่เหมาะสม เป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง


4. งานวิจัยเครื่องเก็บเกี่ยวนวดข้าวโพดที่มีระบบขับเคลื่อนภายในตัวเอง ยังไม่มีผู้ดำเนินงานมาก่อน ผลวิจัยที่ได้จึงเป็นผลวิจัยเรื่องแรกและ
ยังสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาสำหรับใช้กับพืชอื่น ๆ ได้อีกด้วย

5. สามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นต้นแบบเครื่องเกี่ยวนวดข้าวโพดแบบไทย  ที่บริษัทเอกชนผู้ผลิตเครื่องเกี่ยวนวดข้าวในประเทศสามารถนำ
ไปผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้  หรือนำไปดัดแปลงตามขีดความสามารถในการปรับเครื่องเกี่ยวนวดข้าวให้ใช้ในการเกี่ยวนวดข้าวโพดได้    เพื่อผลิต
จำหน่ายในประเทศหรือประเทศภูมิภาคอาเซียนได้

6. ได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อระบบการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทยทางอ้อม      โดยการนำเสนอรายงานผลการวิจัยในการประชุม
ภายในและภายนอกกรมวิชาการเกษตร เผยแพร่ข้อมูลและรายละเอียดให้นักวิชาการหรือผู้เกี่ยวข้อง  เพื่อนำไปใช้ประโยชน์แก่ตนเองหรือถ่ายทอด
ต่อแก่ภาคเอกชน ผู้เกี่ยวข้อง และเกษตรกรต่อไปได้

รางวัลชมเชยประเภทงานบริการวิชาการ

ระบบช่วยตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตมันสำปะหลังเฉพาะพื้นที่ ศูนย์สารสนเทศ        ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาระบบช่วยตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตมันสำปะหลังเฉพาะพื้นที่ด้วย
นักวิจัย จำนวน 6 คน ได้แก่ วลัยพร ศะศิประภา  สุกิจ รัตนศรีวงษ์  นรีลักษณ์ วรรณสาย โสภิตา สมคิด  สุภาพร ราจันทึก และ กมลวรรณ รอดกลิ่น

การแก้ปัญหาผลผลิตมันสำปะหลังต่ำในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูง  คือ การเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังและเลือกช่วงปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่
ปลูก    ศูนย์สารสนเทศได้พัฒนาระบบงานสำหรับใช้ในการสอบถาม         และเรียกใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีการผลิต
มันสำมะหลังผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตโดยพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีลักษณะเป็น Web Application

WebApplication เป็นระบบที่ให้บริการข้อมูลการผลิตมันสำปะหลังในด้านต่าง ๆ  ได้แก่ การคาดการณ์ผลผลิตมันสำปะหลังจำนวน 7 พันธุ์
ใน 4 ช่วงปลูก    ที่เกษตรกรสามารถปลูกได้และให้ผลผลิตสูง ข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะของพันธุ์มันสำปะหลัง          แผนที่แสดงการให้ผลผลิต
มันสำปะหลังทั้ง 7 พันธุ์ ซึ่งสามารถเลือกแสดงรายละเอียดเป็นรายจังหวัดได้

เทคโนโลยีที่เกษตรกรนำไปปรับใช้และประสบความสำเร็จ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับชุดดินปลูกมันสำปะหลัง  การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบ
การผลิตพืชเฉพาะพื้นที่ และกิจกรรมต่าง ๆ ของเครือข่ายผู้ปลูกมันสำปะหลัง

ประโยชน์ของการวิจัย
1.ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านทางเว็ปไซต์ของกรมวิชาการเกษตร ที่ http://www.doa.go.th/cassava ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าสู่ระบบ
ดังกล่าวได้ทุกเวลา และทุกที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ตลอด 24 ชั่วโมง

2. เกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลัง     สามารถใช้บริการคาดการณ์ผลผลิต       ในสภาพแวดล้อมของแปลงปลูกของตนเองได้จากการเลือกเขต
การปกครอง  จังหวัด  อำเภอ  ตำบล ที่ปลูกมันสำปะหลังและเลือกช่วงปลูกจาก 4 ช่วงปลูก  จะได้ข้อมูลผลผลิตคาดการณ์ของมันสำปะหลัง 7 พันธ์
ได้แก่  ระยอง 5  ระยอง 7  ระยอง 72  ระยอง 90 ระยอง 9 CMR 35-22-196 (เขียวปลดหนี้: #196) และเกษตรศาสตร์ 50 (KU50)  ภายใต้สภาพ
การผลิตโดยอาศัยน้ำฝน พร้อมข้อมูลสถานีน้ำฝน และชุดดิน

3. กรณีที่เป็นที่สงสัยเกี่ยวกับดินที่ปลูกเป็นชุดดินใด     ระบบสามารถให้ข้อมูลคุณลักษณะดิน  และภาพหน้าดินให้เกษตรกรสามารถเปรียบ
เทียบได้

4. สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้นักวิชาการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร    ซึ่งไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องมันสำปะหลัง  สามารถ
ตอบคำถามและมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกร หรือกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น

5. ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรผู้นำข้อมูลกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเครือข่ายผู้ปลูกมันสำปะหลังมาเผยแพร่

ในช่วง 36 ปีที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรมีผลงานวิจัยมากมายที่ได้ถ่ายทอดสู่เกษตรกร โดยทุกผลงานวิจัยต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อ
แก้ปัญหาและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกร

ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลรวมทั้งหมด 11 รางวัลนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยอีกจำนวนมากที่ทุกผลงานล้วนแล้วแต่มีคุณค่าและยากที่
จะประเมินค่าได้ แม้จะไม่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น  แต่รางวัลอันยิ่งใหญ่ที่นักวิจัยทุกคนต่างได้รับเหมือนกันคือ  ความภาคภูมิใจที่ผลงานวิจัยได้
ถูกนำไปใช้ประโยชน์และสามารถแก้ปัญหาให้กับแก่เกษตรกรได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

กรมวิชาการเกษตรมีความมุ่งมั่นที่จะสรรค์สร้างผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรออกมาอย่างต่อเนื่องและมีการพัฒนางานวิจัยอย่าง
ไม่หยุดยั้ง   เพราะเป้าหมายหลักของกรมวิชาการเกษตร คือ การที่ได้เห็นเกษตรกรไทยมีเทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการพัฒนาคุณภาพของผลผลิต
ในไร่นาให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งภายในและนานาประเทศ และผลิใบฯ เชื่อมั่นว่า นักวิจัยของกรมวิชาการเกษตรก็มีความมุ่งมั่นในแนวทางนี้
เช่นกัน

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | | แสดงความคิดเห็น

ทุกความเคลื่อนไหวจาก กบข.

ฉบับที่ 4   ประจำเดือน พฤษภาคม  พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ จากโต๊ะบอกอ
บรรณาธิการ

ทุกความเคลื่อนไหวจาก กบข.

ผลิใบจากโต๊ะบอกอฉบับนี้  ได้รับข้อความจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)  ชี้แจงเกี่ยวกับการขาดทุนของ กบข.  ที่เป็นข่าว
ใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ผลิใบฯ   จึงขอเป็นสื่อนำคำชี้แจงของ กบข. มาให้ท่านผู้อ่านซึ่งเป็นสมาชิกของ กบข. ได้ทราบ

คณะกรรมการ กบข. ได้รับรายงานผลของคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ   เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของ กบข. และพิจารณาได้ข้อสรุปแล้ว
ว่า  ตัวเลขการขาดทุนในปี 2551(ก่อนตรวจสอบ)  เป็นจำนวนทั้งสิ้น 16,832 ล้านบาท   ซึ่งเกิดจากผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ครั้งรุนแรงที่ทำให้ตลาดการ
ลงทุนทั่วโลกอยู่ในสภาวะตกต่ำต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนและการบริการจัดการกองทุนของ กบข. ในปี 2551
ก็เป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับ และนโยบายที่กำหนดไว้     โดย กบข. ได้ดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพแล้ว

ที่จะรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก    ตามแนวทางการดูแลเงินออมเพื่อการเกษียณอายุราชการ    ขณะเดียวกันคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ ยังเห็นว่า
ที่ผ่านมา  กบข. ได้พยายามทำการประชาสัมพันธ์ข่าวสารของ กบข. ในสื่อทุกด้านแล้ว     แต่อาจยังไม่เพียงพอและยังไม่เข้าถึงในทุกระดับ ซึ่งผล
การพิจารณาของคณะกรรมการ กบข. นี้   ถือเป็นที่สิ้นสุดแล้วตามกฎหมาย      นอกจากนี้ กบข. ยังจะต้องสอบสวนการปฏิบัติตามระเบียบกองทุนฯ
เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ของเลขาธิการและพนักงานกบข. ด้วยว่า  มีการปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องหรือส่งผลต่อ
การบริหารเงินลงทุนและผลประกอบการของ กบข. แต่เป็นการสอบสวนส่วนบุคคลเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการ กบข. ต่อไป

อย่างไรก็ดี ช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 21 พ.ค. 52   สถานการณ์การลงทุนของ กบข.   ได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมีอัตราผล
ตอบแทนสะสมร้อยละ 3.12   หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 9,827.04 ล้านบาท  และมีสินทรัพย์สุทธิเฉพาะส่วนของเงินสมาชิก (ซึ่งรวมเงินกองกลาง และ
เงินสมาชิกที่พ้นสมาชิกภาพ) เป็นจำนวนทั้งสิ้น 323,766.78 ล้านบาท

ส่วนผลตอบแทนระยะยาว   สะสมย้อนหลังตั้งแต่เริ่มตั้งกองทุนจนถึงสิ้นสุดเดือน มี.ค. 52  รวม 12 ปี (2540 – 2552)  มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่
ร้อยละ 6.80 ซึ่งมากกว่าการฝากเงินธนาคาร 12 ปีเท่ากัน ที่ผู้ฝากจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสะสมที่ร้อยละ 1.63

พบกันใหม่ฉบับหน้า
บรรณาธิการ
E-mail : pannee.v@doa.in.th

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | | แสดงความคิดเห็น

โรคยางไหลในแคนตาลูป

ฉบับที่ 3   ประจำเดือน เมษายน  พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ ขยายผล
ทัศนาพร  ทัศคร  และพีระวรรณ  พัฒนวิภาส

โรคยางไหล ในแคนตาลูป

แคนตาลูป ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจหนึ่งที่มีชื่อเสียงและทำรายได้ให้กับเกษตรกรจังหวัดสระแก้วเป็นอย่างมาก พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ที่ตำบล
ผ่านศึก  ตำบลป่าไร่ และตำบลเมืองไผ่  อำเภออรัญประเทศ  และที่เกษตรกรนิยมปลูแคนตาลูปกันมากในพื้นที่นี้   เพราะแคนตาลูปเป็นพืชที่มีอายุ
สั้น ปลูกได้ตลอดทั้งปี  สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วประกอบกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย   ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสม่ำเสมอ
รสชาติหวานกรอบ และมีความหอมกว่าผลผลิตจากแหล่งอื่น

พันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์ซันเลดี้กรีนเวฟ  และอาร์โก้ 434 เป็นต้น     ผลผลิตแคนตาลูปจะมีออกวางขายเป็นจำนวนมากในช่วง
เดือนมีนาคม-เมษายน ทางจังหวัดจะมีการจัดงานวันแคนตาลูปและของดีเมืองอรัญ ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ในปีนี้ตรงกับวันที่ 6-15 เมษายน
2552 ที่ผ่านมา ในงานมีการประกวดแตงสายพันธุ์ต่างๆ การออกร้าน และการแสดงนิทรรศการของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ปัจจุบันนอกจาก
พื้นที่ปลูกแคนตาลูปจะอยู่ที่อำเภออรัญประเทศแล้ว เกษตรกรได้มีการขยายพื้นที่ปลูกไปยังอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงด้วย

แคนตาลูป ที่คลองไก่เถื่อน

แคนตาลูปที่คลองไก่เถื่อน ตำบลคลองไก่เถื่อน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว  ซึ่งเป็นพื้นที่ในโครงการทับทิมสยาม 4 เป็นพื้นที่ปลูกและ
เก็บตัวอย่างโรคที่สำคัญของหน่อไม้ฝรั่ง พบว่าเกษตรกรส่วนหนึ่ง ได้เลิกการปลูกหน่อไม้ฝรั่งไปบ้างแล้ว  เนื่องจากประสบปัญหาโรคแอนแทรคโนส
ระบาดอย่างรุนแรงและเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในปี 2549  พื้นที่บางแห่งจึงกลายเป็นที่ว่างเปล่ายังไม่มีการปลูกพืช เกษตรกรในโครงการฯ จึงเริ่ม
กลับมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งใหม่ในปีนี้ แต่ก็มีบางส่วนได้ปล่อยพื้นที่ให้เช่าเพื่อปลูกพืชผักอื่นๆ

แปลงปลูกแคนตาลูปในพื้นที่แห่งนี้  เดิมเป็นพื้นที่เคยปลูกหน่อไม้ฝรั่งมาก่อน  แต่เจ้าของประสบปัญหาโรคระบาด จึงได้เลิกปลูกและให้เช่า
พื้นที่เพื่อปลูกแคนตาลูปแทน  ซึ่งเกษตรกรที่มาเช่าที่ปลูกก็ย้ายขยายพื้นที่ปลูกมาจากอำเภออรัญประเทศ  โดยการปลูกแคนตาลูปนั้น  จะต้องย้าย
หรือเปลี่ยนพื้นที่ปลูกทุก 2-3 ปี เพื่อป้องกันปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวนจากสภาพการปลูก และสภาพของพืชโดยทั่วไป

ปัญหาโรคของแคนตาลูปที่พบและมีการระบาดคือ โรคราแป้ง  ซึ่งเป็นโรคที่พบโดยทั่วไปในการปลูกพืชตระกูลแตง  และอีกโรคหนึ่งที่พบมี
การระบาดคือ โรคยางไหล Gummy Stem Blight (GSB)   พบอาการเน่าที่เป็นบริเวณลำต้น และกิ่งก้าน    เนื่องจากเป็นระยะที่ใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต
จึงมีผลทำให้ต้นมีการเจริญเติบโตช้า  และผลโตไม่เต็มที่    ถ้าต้นที่อาการรุนแรงมาก    ต้นก็จะเหี่ยวแห้งและยืนต้นตาย  อาจทำให้ผลผลิตเสียหาย
บางครั้งเกษตรกรจึงรีบเก็บผลผลิตก่อนทั้งที่ยังสุกไม่เต็มที่ทำให้ผลผลิตของแคนตาลูปไม่ได้คุณภาพ

อะไรคือ โรคยางไหล (Gummy Stem Blight)

ลักษณะอาการของโรคเริ่มแรก จะพบแผลฉ่ำน้ำที่บริเวณลำต้น กิ่ง ก้านและใบ  โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อของลำต้นกับกิ่ง  หลังจากนั้นส่วนที่
เป็นแผลจะบุ๋มลึก และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลแดง ลักษณะสำคัญของโรคคือ ที่แผลจะมียางเหนียวสีแดง (Gummy ooze) ไหลเยิ้มออกมา
จากแผล   และเกาะแห้งอยู่ที่บริเวณแผลด้วยลักษณะอาการของโรคเช่นนี้  จึงได้มีการตั้งชื่อโรคตามอาการโรคที่พบ คือ โรคยางไหล และเมื่อแผล
เริ่มแห้งจะพบเม็ดหรือจุดดำ เล็กๆ (pycnidia) กระจายอยู่ที่บริเวณแผล  ส่วนอาการที่ใบก็จะพบใบเป็นแผลฉ่ำน้ำก่อน จากนั้นแผลที่ใบจะเปลี่ยนเป็น
สีน้ำตาลลุกลามไปตามเส้นกลางใบของแคนตาลูปทำให้ใบไหม้

เชื้อสาเหตุของโรคยางไหล
เชื้อราสาเหตุโรค ที่เข้าทำลาย มี 2 ระยะ  คือ   ถ้าเป็นเชื้อราสาเหตุโรคระยะที่มีการสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศ (sexual stage) จะเกิดจากเชื้อ
สาเหตุ Didymella bryoniae (Auersw.) Rehm.  แต่ถ้าเป็นเชื้อสาเหตุโรคระยะที่มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (asexual stage) ก็จะเกิดจากเชื้อ
สาเหตุ Phoma cucurbitacearum Sacc.  ซึ่งถ้าเป็นเชื้อราในระยะนี้จะสังเกตพบว่า    เชื้อราจะมีการสร้างเม็ดสีดำเล็กๆ (pycnidia)   กระจายอยู่ทั่ว
บริเวณแผล  ซึ่งส่วนนี้จะเป็นส่วนที่สำคัญที่ใช้ในการเจริญพันธุ์ของเชื้อราสาเหตุในการเข้าทำลายพืชในฤดูถัดไป

วงจรการเกิดโรค
เชื้อราสาเหตุโรคยางไหลนี้   เป็นเชื้อราที่สามารถอาศัย  และติดไปได้ทั้งในเมล็ดพันธุ์และดิน (seed borne, soil borne) อยู่ข้ามฤดูได้เป็น
เวลานานในเศษซากพืชที่เป็นโรค  โดยอาศัยอยู่ในเม็ดสีดำ (pycnidia)   ซึ่งส่วนนี้จะเป็นแหล่งพักตัวของเชื้อสาเหตุโรค       เมื่อมีสภาพแวดล้อมที่
เหมาะสมคือ  มีความชื้นสูง pycnidia  ที่อยู่บนเศษซากพืชก็จะเจริญแล้วสร้างและปล่อย conidia ออกมา  ซึ่ง conidia นี้สามารถแพร่กระจายไปกับ
น้ำฝนหรือระบบการให้น้ำ

ปัจจัยในการแพร่ระบาดของโรค
ความชื้น และอุณหภูมิเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการระบาดของโรคเพราะทั้ง 2  สิ่งนี้มีผลต่อการงอก การสร้างและปล่อย conidia รวมทั้งการเข้า
ทำลายของเชื้อสาเหตุ ในการพัฒนาอาการของโรคในแต่ละขั้นนั้น  ความชื้นจะเป็นปัจจัยหลัก     ถ้าพบว่ามีความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์
หรือในสภาพที่มีฝนตก  หรือใบพืชเปียกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง     ก็จะมีผลต่อการเข้าทำลายของเชื้อ    และการพัฒนาของแผลในส่วนของอุณหภูมิที่
เหมาะสมต่อการระบาดของโรคนั้น     บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับชนิดของแตงด้วยว่าเป็นแตงอะไร  ถ้าเป็นแตงโมที่อุณหภูมิ 24 องศาเซลเซียสจะเหมาะสม
ในการระบาด  ส่วนแตงกวาหรือแตงร้านที่อุณหภูมิ 24 – 26 องศาเซลเซียส   จะเหมาะสมในการระบาด   ส่วนแคนตาลูปจะเป็นโรคได้ง่ายที่อุณหภูมิ
ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส   ซึ่งถ้าอุณหภูมิสูงเพิ่มขึ้นพืชจะมีความต้านทานต่อโรคเพิ่มมากขึ้น     และพบว่าโรคนี้มีความสัมพันธ์กับโรคราแป้ง
เพราะถ้าพืชมีการเข้าทำลายของโรคราแป้งก่อน ก็จะทำให้เกิดโรคยางไหลง่ายขึ้น

การป้องกันกำจัดโรค
1.  ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดจากเชื้อสาเหตุโรค และซื้อจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ และคลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช
2.  ปลูกพืชหมุนเวียนในพื้นที่ทุก 2 ปี
3.  ทำลายต้นหรือเศษซากพืชในแปลงให้หมดหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว
4.  ควรเลือกพันธุ์ที่มีความต้านทานโรคราแป้งมาปลูก เพราะจะช่วยลดการเข้าทำลายของโรคยางไหลได้ด้วย
5.  การป้องกันกำจัดโรคยางไหล โดยใช้สารเคมีนั้นต้องมีการป้องกันกำจัดโรคราแป้งควบคู่กันไปด้วย

ถ้าพบในแปลงเริ่มมีการระบาดของโรคราแป้งให้เริ่มทำการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชป้องกันไว้ก่อนโดยพ่นสารประเภทดูดซึมกลุ่ม
strobilurins (amistar) สลับกับสารประเภทสัมผัส เช่น mancozeb เพื่อป้องกันการดื้อยา ตามอัตราที่แนะนำ

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | , | แสดงความคิดเห็น

กาแฟเครื่องดื่มปีศาจ (ตอนที่ 2)

ฉบับที่ 3   ประจำเดือน เมษายน  พ.ศ. 2552

ผ่านทางฉีกซอง.

ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

กาแฟ เครื่องดื่มปีศาจ (ตอนที่ 2)

ในตอนที่แล้ว  “ฉีกซอง”    ได้นำท่านผู้อ่านไปรู้จักกับกาแฟ  เครื่องดื่มปีศาจ  ในเชิงต้นกำเนิดกาแฟ  ความเป็นมา และเป็นไป     พร้อมกับ
สถานการณ์กาแฟในไทย  และสัญญาว่าฉบับนี้จะนำท่านผู้อ่านไปรู้จักเทคโนโลยีเกี่ยวกับกาแฟที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้น  รวมทั้งรสชาติกาแฟ
ผ่านรูปแบบการชงกาแฟแบบต่างๆ  โปรดติดตาม

อาราบิก้าในไทย

ท่านผู้อ่านคงทราบแล้วว่า  กาแฟอาราบิก้าเป็นกาแฟที่ได้รับความนิยมจากนักดื่มกาแฟมากกว่ากาแฟโรบัสต้า   และในประเทศไทยปลูกได้
เฉพาะพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 700 เมตรขึ้นไป และที่มีอากาศเย็น ความชื้นสูง  ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีอยู่อย่างจำกัดเฉพาะในเขตภาคเหนือ
และบางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น

นอกจากปัจจัยต่างๆ ข้างต้น   ที่จะทำให้กาแฟมีคุณภาพดีแล้ว   ยังประกอบด้วยปัจจัยที่สำคัญอีกหลายปัจจัย อาทิเช่น การปฏิบัติดูแลรักษา
การเก็บเกี่ยว กรรมวิธีในการคั่ว และการปรุงแต่งกาแฟ ดังนั้นกาแฟคุณภาพจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ประกอบกัน

กาแฟอาราบิก้าในประเทศไทย เริ่มนำเข้ามาปลูกในปี พ.ศ. 2939   โดยพระสารพลขันธ์(เจริณี)  ซึ่งมีเชื้อสายเป็นคนอิตาเลียน นำมาปลูกที่
เมืองจันทบูรณ์ หรือ จันทบุรีในปัจจุบัน   จึงถูกเรียกว่า กาแฟจันทบูรณ์  ต่อมาในราวปี 2505 คุณสมบูรณ์ ณ ถลาง ได้นำกาแฟอาราบิก้า 4 สายพันธุ์
คือ Typica Bourbon Caturraและ Mundo Novo ขึ้นไปทดลองปลูกที่สถานีทดลองพืชสวนฝาง สถานีทดลองพืชไร่แม่โจ้ และสถานีทดลองพืชสวน
ดอยมูเซอ แต่ได้เกิดการระบาดของโรคราสนิม ทำให้ต้นกาแฟส่วนใหญ่ตาย

ในช่วงปี พ.ศ. 2518 – 2519   กองโรคพืชและจุลชีววิทยา จึงได้สำรวจการระบาดของโรคราสนิมในแหล่งปลูกกาแฟอาราบิก้าทางภาคเหนือ
และกาแฟโรบัสต้าทางภาคใต้ พบว่า มีการระบาดมากในแหล่งปลูกกาแฟอาราบิก้า ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Hemileia vatatrix B.&Br. จึงพยายามหาพันธุ์
ที่ต้านทานต่อโรคดังกล่าวมาทดแทนพันธุ์เดิมที่ปลูกกันทั่วไป

ในปี พ.ศ. 2527 กองโรคพืชและจุลชีววิทยา ได้นำเข้าเมล็ดพันธุ์กาแฟอาราบิก้าที่คัดมาจากลูกผสมชั่วที่ 6 จากศูนย์วิจัยโรคราสนิมกาแฟใน
ประเทศโปรตุเกส จำนวน 4 สายพันธุ์ คือ CIFC 7958 CIFC 7960 CIFC 7962 และ CIFC 7963

โดยนำมาปลูกคัดเลือก ที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ที่ขุนวาง  จำนวน 3 สายพันธุ์    คือ  CIFC 7958  CIFC 7962  และ CIFC 7963 จน
กระทั่งปี พ.ศ. 2539  สามารถคัดเลือกสายพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคราสนิม มีลักษณะต้นเตี้ย ข้อสั้น ใบหนา สีเขียวเข้ม ให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอ และมี
คุณภาพดี จำนวน 3 สายพันธุ์ คือ Catimor CIFC 7963-13-28 CIFC 7963-51-7 และ CIFC 7963-661-36

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2539 – 2544  ได้นำทั้ง 3 สายพันธุ์มาทดสอบเปรียบเทียบพันธุ์   และทดสอบการปลูกในระดับความสูงต่างๆ จึงพบว่า
สายพันธุ์ Catimor CIFC 7963 – 13 – 28   มีลักษณะที่โดดเด่นที่สุดใน 3 สายพันธุ์   รวมระยะเวลาในการศึกษาวิจัยกว่า 17 ปี    จึงได้สายพันธุ์ที่มี
คุณลักษณะดีเด่นตามต้องการ  และสายพันธุ์ดังกล่าวได้ผ่านการรับรองพันธุ์  โดยกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2550 ภายใต้ชื่อ กาแฟ
อาราบิก้า พันธุ์ “เชียงใหม่ 80” นับว่าเป็นกาแฟอาริก้าพันธุ์แรกที่กรมวิชาการเกษตรวิจัยและพัฒนาขึ้น นับตั้งแต่กาแฟอาราบิก้าเข้ามาสู่ประเทศไทย

ลักษณะเด่นของกาแฟอาราบิก้าพันธุ์เชียงใหม่ 80 คือ มีความต้านทานต่อโรคราสนิมสูง ให้ผลผลิตเมล็ดกาแฟดิบ เฉลี่ย 5 ปี 215 กิโลกรัม/
ไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกทั่วไป  คือ พันธุ์ Caturra Bourbon และ Typica  ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยราว 90-120 กิโลกรัม  ประมาณ 1.8-2.4 เท่า
นอกจากนี้ยังให้สารกาแฟ เกรด A เฉลี่ย 5 ปี ร้อยละ 81-87 และคุณภาพการชิมที่เรียกกันว่า Cup Quality Test อยู่ในระดับ 6.5 – 7.0 จากคะแนน
เต็ม 10 ในขณะที่ Caturra ได้คะแนนเพียง 5.5 คะแนน

พื้นที่แนะนำสำหรับกาแฟอาราบิก้าพันธุ์เชียงใหม่ 80    เหมาะที่จะปลูกในเขตภาคเหนือ     ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 700 เมตร ขึ้นไป
อุณหภูมิเฉลี่ย 18-25 องศาเซลเซียลและปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปี และต้องปลูกในสภาพร่มเงาของป่าธรรมชาติ หรือระหว่าง
แถวของไม้ยืนต้น  เนื่องจากไม่ทนต่อสภาวะอากาศร้อนแห้งแล้ง  สำหรับท่านผู้อ่านท่านใดที่สนใจกาแฟอาราบิก้าพันธุ์เชียงใหม่ 80  สามารถติดต่อ
ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ 0-5311-4133-6 ในวันและเวลาราชการ

โรบัสต้าในไทย

กาแฟโรบัสต้า มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนชื้นของทวีปแอฟริกา เจริญเติบโตได้ดีตั้งแต่ระดับน้ำทะเลปกติ จนถึงระดับ 1,050 เมตร เหนือระดับน้ำ
ทะเล  สามารถแบ่งกาแฟโรบัสต้าได้เป็น 2 กลุ่ม ตามแหล่งกำเนิด   คือ กลุ่ม Guinean พบในแถบแอฟริกาตะวันตก เช่น กินี ไอวอรี่โคสท์ เป็นต้น
อีกกลุ่มหนึ่ง คือ Congolese พบในแอฟริกากลาง เช่น คองโก กาบอง แคเมอรูน เป็นต้น

เนื่องจากกาแฟโรบัสต้าเป็นพืชผสมข้าม การปลูกกาแฟโรบัสต้าให้ได้ผลผลิตดีนั้น ควรปลูกไม่น้อยกว่า 5 สายพันธุ์ในแปลงเดียวกัน เพื่อให้
ติดผลได้ดีขึ้น  ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะจำแนกว่ากาแฟโรบัสต้านั้นเป็นพันธุ์ใดกันแน่  อย่างไรก็ตาม    การผลิตกาแฟโรบัสต้ากว่าร้อยละ 80 ต้อง
มาจากกาแฟสองกลุ่มนี้เท่านั้น

กาแฟโรบัสต้าที่ขึ้นชื่อว่าคุณภาพดีที่สุดและมีราคาแพงสุด  มีชื่อเรียกว่า โกปิ ลูวัค (Kopi Luwak) ของอินโดนีเชีย  เป็นเมล็ดกาแฟที่ได้จาก
มูลของตัวชะมด โดยตัวชะมดจะกินผลกาแฟเข้าไป   ผ่านกระบวนการย่อยออกมาเป็นเมล็ดกาแฟ  เมล็ดกาแฟจากมูลชะมดนี้ว่ากันว่ามีรสชาติดีเลิศ
เป็นพิเศษ  คนไทยเราเรียกกาแฟชนิดนี้ว่า กาแฟขี้ชะมด ท่านผู้อ่านท่านใดมีโอกาสได้ดื่มกาแฟดังกล่าวก็อย่าลืมแบ่งปันประสบการณ์ให้ฉีกซอง
ทราบด้วยจะเป็นพระคุณยิ่งนัก

สำหรับกาแฟโรบัสต้าในไทย   มีรายงานว่าชาวไทยมุสลิม ชื่อ ตีหมุน นำกาแฟโรบัสต้าซึ่งคาดว่ามาจากอินโดนีเชีย    เข้ามาปลูกที่อำเภอ
สะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา  ในปี พ.ศ. 2477 เป็นคนแรก   ก่อนที่จะขยายพื้นที่ปลูกไปทั่วภาคใต้ และวัฒนธรรมการดื่มกาแฟก็แพร่หลายไปพร้อมกัน
ปัจจุบันพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสต้าในภาคใต้มีประมาณ 4 แสนไร่    ผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ   และสามารถส่งออกไปจำหน่ายใน
ต่างประเทศทั้งในรูปกาแฟสำเร็จรูปและเมล็ดกาแฟดิบ

กรมวิชาการเกษตร ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาพันธุ์กาแฟโรบัสต้า   โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้กาแฟโรบัสต้าพันธุ์ดีที่สามารถให้ผลผลิต
สูงกว่าพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกทั่วไป อายุการเก็บเกี่ยวสั้น  และคุณภาพของเมล็ดกาแฟเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ    การพัฒนาพันธุ์
กาแฟ โรบัสต้าของกรมวิชาการเกษตร  รับผิดชอบโดย ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร   ดำเนินการใน 2 ลักษณะ  คือ การรวบรวมพันธุ์จากแหล่งปลูกต่างๆ
ภายในประเทศมาทำการคัดเลือกพันธุ์  เริ่มดำเนินการในปี 2532 และการนำพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาทดสอบโดยความร่วมมือของภาคเอกชน ซึ่ง
เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา

การนำพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาทดสอบ  บริษัทควอลลิตี้  คอฟฟี่โปรดักส์ (ประเทศไทย)    ได้นำพันธุ์กาแฟโรบัสต้าจากประเทศฝรั่งเศส
เข้ามาเพื่อปลูกเปรียบเทียบและทดสอบหาพันธุ์ดี จำนวน 45 สายพันธุ์  กาแฟโรบัสต้าดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่ม Guinean และ Congolese และลูกผสม
ระหว่างสองกลุ่ม  ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกาใต้   ระยะเริ่มแรกคัดเลือกได้ 5 สายพันธุ์ที่มีคุณลักษณะดี   และเมล็ดได้มาตรฐานตามที่ตลาด
ต้องการ โดยในปี 2551 ได้เสนอขอรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรจำนวน 2 สายพันธุ์ คือ FRT65 และ FRT17 เพื่อให้เป็นพันธุ์แนะนำ

สำหรับ สายพันธุ์ FRT65 เป็นกาแฟโรบัสต้าในกลุ่ม Congolese    มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศโตโก      โดย CIRAD (Center de Cooperation
Internationale en Recherche Agronomique pour le Developpement)   เป็นผู้เก็บรวบรวมให้แหล่งรวบรวมในประเทศฝรั่งเศสในรูปของกิ่งตอน
เมื่อปี 2532 ก่อนที่จะนำมาปลูกทดสอบในประเทศไทยเมื่อปี 2538 ลักษณะเด่นของสายพันธุ์ FRT65 เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ
ถึงร้อยละ 73.7  เฉลี่ย 4 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 349 กิโลกรัม/ไร่/ปี  น้ำหนัก 100 เมล็ด ประมาณ 16 กรัม

เป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบการ  อายุการเก็บเกี่ยว 11 เดือน  และคุณภาพการชิมอยู่ในระดับ 7.2  เหมาะที่จะปลูกในพื้นที่จังหวัดชุมพรและ
จังหวัดระนอง   โดยไม่เหมาะกับพื้นที่ที่เป็นทรายจัด และน้ำท่วม       สายพันธุ์ FRT65   ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการรับรองพันธุ์พืชของ
กรมวิชาการเกษตรให้เป็นพันธุ์แนะนำ ในชื่อ กาแฟโรบัสต้าพันธุ์ชุมพร 2 เมื่อวันที่  27 สิงหาคม 2551

ส่วน สายพันธุ์ FRT17 เป็นสายพันธุ์ที่ได้มาจาก CIRAD เช่นกัน แต่เป็นกาแฟโรบัสต้าที่เป็นลูกผสมระหว่าง Guineanและ Congolese และ
มีถิ่นกำเนิดในประเทศไอโวรี่โคสต์   ลักษณะเด่นของสายพันธุ์ดังกล่าว  เป็นพันธุ์ที่อายุการเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 9 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ และ
จะเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดก่อนพันธุ์อื่นประมาณ 1-2 เดือน ส่วนผลผลิตพบว่าสูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบร้อยละ 55.8 แม้ว่าจะไม่สูงเท่าสายพันธุ์ FRT65
ก็ตาม โดยให้ผลผลิตเฉลี่ย 4 ปี  ประมาณ 208 กิโลกรัม/ไร่/ปี แต่คุณภาพการชิมพบว่าเท่าเทียมกับสายพันธุ์ FRT65 คืออยู่ในระดับ 7.2 ส่วนพื้นที่
ปลูกที่เหมาะสมพบว่าเป็นพื้นที่เดียวกับสายพันธุ์ FRT65  และสายพันธุ์ FRT17   ได้ผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำ   เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2551
เช่นกันโดยได้ชื่อว่า กาแฟโรบัสต้าพันธุ์ชุมพร 3

สำหรับท่านผู้อ่านท่านใดที่สนใจกาแฟโรบัสต้าทั้งสองพันธุ์     สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร อำเภอสวี จังหวัด
ชุมพร โทรศัพท์ 0-7755-6073-4 ในวันและเวลาราชการ

ปลูกกาแฟแบบมืออาชีพ

นอกจากการพัฒนาพันธุ์แล้ว   กรมวิชาการเกษตร ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกาแฟไปพร้อมกัน      โดยการปลูกกาแฟ
อาราบิก้าซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดนั้น  พื้นที่ปลูกต้องอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 เมตรขึ้นไป    ระยะปลูกที่เหมาะสม 2 x 2 เมตร หรือ 400
ต้น/ไร่ แต่ถ้าปลูกด้วยพันธุ์เชียงใหม่ 80  ซึ่งลักษณะทรงพุ่มเตี้ยและเล็ก  สามารถปลูกระยะชิดขึ้นเป็น 2 x 1.5 เมตร  จำนวนต้นต่อไร่ประมาณ 530
ต้น ขุดหลุมปลูกขนาด 50 x 50 x 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยหินฟอสเฟตหลุมละ 100 – 200 กรัม และปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์

สำหรับช่วงปลูกที่เหมาะสมควรเป็นช่วงต้นฝน  ประมาณเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม สามารถปลูกเป็นแปลงกลางแจ้ง หรือปลูกภายใต้ร่มเงา
เป็นพืชแซมในไม้สวนต่างๆ  ซึ่งการปลูกทั้งสองลักษณะนี้จะมีวิธีการในการจัดการโดยเฉพาะการตัดแต่งกิ่งที่แตกต่างกัน กาแฟเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ย
ในการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงออกดอก ซึ่งจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน   แต่ช่วงเก็บเกี่ยวจะแตกต่างกันขึ้นกับระดับ
ความสูงของพื้นที่ปลูก หากปลูกที่ระดับความสูง 700 – 1,000 เมตร  จากระดับน้ำทะเล   กาแฟจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม อายุการ
เก็บเกี่ยว 5 – 8 เดือน   แต่ถ้าปลูกที่ระดับความสูงมากกว่า 1,100 – 1,400 เมตร     จากระดับน้ำทะเล การเก็บเกี่ยวจะเลื่อนออกเป็นเดือนธันวาคม-
กุมภาพันธ์ อายุการเก็บเกี่ยว 9-10 เดือน แทน

จากการศึกษา   พบว่า หากกาแฟขาดปุ๋ยในช่วงเริ่มการออกดอก ติดผล   ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้ง กาแฟจะแสดงอาการยอดแห้ง ไม่เจริญเติบโต
และตายในที่สุด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากขาดปุ๋ยโพแทสเซียม  จึงแนะนำให้ใช้ปุ๋ยผสมสูตร 13 – 13 – 21 ใส่คลุมโคนต้น   และเพิ่มไนโตรเจนด้วย
การให้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหากดินมี pH เกินกว่า 6.5  หรือให้ปุ๋ยยูเรียในกรณีที่ดินมี pH ต่ำกว่า 5.2     ส่วนฟอสฟอรัสได้รับจากการรองก้นหลุม
ด้วยหินฟอสเฟตเมื่อปลูกแล้ว

เมื่อกาแฟอายุครบ 1ปี ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 100 กรัม/ต้น/ปี  แบ่งเป็น 2 ครั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคมและสิงหาคม เมื่อกาแฟอายุ
2-8 ปี ให้เพิ่มอัตราเป็น 150 กรัม/ต้น/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้งเช่นเดิม  สำหรับปุ๋ยสูตร 46-0-0 แบ่งใส่ 2 ครั้งในเดือนพฤษภาคมและสิงหาคม   โดยกาแฟ
อายุ 1 ปี  ครั้งที่ 1 ให้ใส่อัตรา 100 กรัม/ต้น/ปี และครั้งที่ 2 อัตรา 150 กรัม/ต้น/ปี    เมื่อกาแฟอายุ 2-4 ปี ให้ใส่ปุ๋ยดังกล่าวอัตรา 200 กรัม/ต้น/ปี
ทั้ง 2 ครั้ง สำหรับปุ๋ยสูตร 13-13-21 ให้แบ่งใส่ 2 ครั้ง   ในช่วงเดือนสิงหาคมและตุลาคม      โดยอายุ 1 ปี ครั้งที่  1 อัตรา 100 กรัม/ต้น/ปี ครั้งที่ 2
อัตรา 150 กรัม/ต้น/ปี    อายุ 2 ปี ครั้งที่ 1 อัตรา 150 กรัม/ต้น/ปี   ครั้งที่ 2 อัตรา 250 กรัม/ต้น/ปี และเมื่อกาแฟอายุ 3 ปี  ขึ้นไปให้ใส่ปุ๋ยดังกล่าว
ในอัตรา 300 กรัม/ต้น/ปี ทั้ง 2 ครั้ง

การให้น้ำ  โดยปกติแล้ว ในฤดูแล้งควรให้น้ำสัปดาห์ละครั้ง  หากเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถให้น้ำได้  เมื่อสิ้นฤดูฝนให้คลุมโคนต้นกาแฟด้วยเศษ
วัชพืชหรือฟางข้าวเพื่อรักษาความชื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาแฟที่ปลูกกลางแจ้ง  ด้านการตัดแต่งกิ่งนับว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการปลูกกาแฟ ปกติ
กาแฟจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 3 ปี  และผลผลิตสูงสุดเมื่ออายุ 5-6 ปี   หลังจากนั้นผลผลิตจะลดลงโดยลำดับ   จนเมื่ออายุครบ 8 ปี จะต้องทำการ
ตัดแต่ง
กิ่งเพื่อทำสาวใหม่อีกครั้ง

ปกติกาแฟที่ปลูกกลางแจ้ง   จะต้องทำการตัดแต่งให้มีลำต้นเดี่ยว เนื่องจากจะติดผลมาก หากตัดแต่งให้มีหลายลำต้น ต้นจะโทรมเร็ว และมี
โอกาสเกิดอาการปลายกิ่งแห้งตาย ส่วนกาแฟที่ปลูกในร่มเงา ควรตัดแต่งให้ต้นกาแฟมี 2-3 ลำต้น กาแฟที่ปลูกในร่มเงาจะให้ผลผลิตน้อยกว่า แต่มี
อายุการให้ผลผลิตสม่ำเสมอ และยาวนานกว่ากาแฟที่ปลูกกลางแจ้ง พื้นที่ปลูกกาแฟอาราบิก้า เป็นพื้นที่สูงและมีอากาศเย็น ความเข้มของแสงแดด
สูง จำเป็นต้องอาศัยร่มเงาจากไม้บังร่มต่างๆ   โดยไม้บังร่มชั่วคราว  ควรเป็นไม้โตเร็ว และเป็นพืชตระกูลถั่ว หลายชนิดสลับกัน ระยะปลูก 4×6 เมตร
หรือ 6×6 เมตร ส่วนไม้บังร่มถาวร ควรเป็นไม้พุ่มใหญ่ ทรงพุ่มกว้าง ให้ร่มเงาในระดับสูง ระยะปลูก 8×10 เมตรและควรปลูกหลายชนิดสลับกันกับไม้
บังร่มชั่วคราว รวมทั้งสามารถปลูกกาแฟแซมในสวนผลไม้ได้ แต่หากเป็นไม้ผลัดใบ ช่วงการผลัดใบ ควรเป็นช่วงระยะสั้นๆ เพียง 1-2 เดือน เท่านั้น

สำหรับการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช  พบว่า  โรคที่สำคัญของกาแฟ คือ โรคราสนิม ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Hemileia vastatrix ลักษณะเป็น
สปอร์สีส้มใต้ใบ ส่วนบนใบจะมีสีเหลือง  ตรงจุดเดียวกับที่เกิดสปอร์ใต้ใบ เมื่ออาการรุนแรง  จุดดังกล่าวจะขยายไปทั่วทั้งใบ   ทำให้ใบร่วง สามารถ
ป้องกันเบื้องต้นด้วยการปลูกพันธุ์ต้านทาน  โดยพันธุ์เชียงใหม่ 80 เป็นพันธุ์ที่ต้านทานต่อโรคดังกล่าว  กรณีที่เกิดการระบาดรุนแรง   สามารถใช้สาร
alkaline Bordeaux mixture 0.5% หรือ Cupravit 85% W.P. ฉีดพ่น อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

แมลงศัตรูที่สำคัญ คือหนอนเจาะลำต้นกาแฟหรือหนอนกาแฟสีแดง ลักษณะการเข้าทำลายจะกัดกินอยู่ภายในกิ่งและลำต้น ทำให้ยอด
หรือกิ่งเหี่ยวแห้งกลายเป็นสีน้ำตาล  บริเวณที่ถูกเจาะจะมีร่องรอยของมูลหนอนร่วงหล่นอยู่ใต้ทรงพุ่มสีขาวครีม และสีน้ำตาลจำนวนมาก   ดังนั้นควร
ตัดแต่งกิ่งกาแฟให้มีทรงพุ่มโปร่ง รักษาบริเวณแปลงกาแฟให้สะอาด ไม่ควรปลูกพืชอาศัย (เช่น ชมพู่ ลิ้นจี่ ชบา) ในบริเวณดังกล่าว หากจำเป็นต้อง
ใช้สารเคมีให้พ่นสารคาร์โบซัลแฟน 20% EC อัตรา 60-80 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร บริเวณกิ่งหรือลำต้นทุก 15 วัน

แมลงศัตรูอีกชนิดคือ หนอนแทะเปลือกกาแฟ เป็นหนอนของด้วงหนวดยาว     ลักษณะการเข้าทำลายจะเจาะผิวเปลือกของลำต้นเข้าไป
ทำลาย ตั้งแต่ส่วนโคนหรือคอดินสูงประมาณ 10-15 นิ้ว   ทำให้กาแฟแสดงอาการใบเหี่ยวและแห้งตาย การป้องกันเบื้องต้นทำได้โดยไม่ปลูกกาแฟ
จากต้นกล้าที่มีอายุมากเกินไป ตัดแต่งทรงพุ่มกาแฟให้กิ่งปกคลุมลำต้นโดยรอบ หรือหากระบาดรุนแรงให้ใช้สาร pirimiphos methyl 50%EC อัตรา
20-30 ซีซี /น้ำ 20 ลิตร พ่นบริเวณส่วนของลำต้นตั้งแต่ยอดจนถึงโคนรอบคอดินให้เปียกทุกๆ 20 วัน

แมลงอีกชนิดหนึ่ง คือ เพลี้ยหอยสีเขียว เป็นแมลงปากดูด เข้าดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณยอดอ่อนและผลอ่อน ส่วนของลำต้น หรือกิ่งที่มีสีเขียว
ทำให้ยอดและใบหงิกผิดรูปร่าง ผลเล็กและลีบ ช่วงที่ระบาดรุนแรง คือ ช่วงฤดูแล้ง  การป้องกันกำจัดทำได้ด้วยการตัดแต่งกิ่งกาแฟไม่ให้กิ่งสานกัน
และหากมีการระบาดรุนแรงให้ใช้ปิโตรเลียมออย  อัตรา 200 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร acephate อัตรา 20 กรัม/ น้ำ 20 ลิตร คาร์โบซัลแฟน 20% EC
อัตรา 40 ซีซี/ น้ำ 20 ลิตร imidacloprid อัตรา 10 มิลลิเมตร/น้ำ 20 ลิตร พ่นทุกๆ 15 วัน

กว่าจะมาอยู่ในแก้ว

กาแฟเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถนำมารับประทานได้ทันทีหลังจากที่เก็บมาจากต้น จะต้องผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอน เมื่อกาแฟ
พร้อมเก็บเกี่ยว ผลจะมีสีแดง หรือสีเหลือง – เหลืองเข้ม ให้เก็บผลกาแฟที่ละข้อ หลังจากนั้นให้นำผลกาแฟดังกล่าว เข้าเครื่องลอกเปลือกนอกออก
แล้วนำมาหมักในบ่อด้วยน้ำสะอาดประมาณ 24-48 ชั่วโมง  ขัดเมือกและล้างด้วยน้ำสะอาด   จากนั้นนำมาตากแดดบนลานซีเมนต์หรือบนแคร่ไม้ไผ่
ตาข่ายถี่ประมาณ 7-10 วัน เมื่อเมล็ดแห้งดีแล้วจึงสีเอากะลาออก  โดยใช้เครื่องสีกะลา ซึ่งหลังจากสีแล้วจะได้สารกาแฟที่มีสีเขียวอมเทาหรือเขียว
อมฟ้า

สารกาแฟที่ได้จะถูกนำมาคัดแยกเกรด  โดยใช้ตะแกรงเหล็กที่มีรูตะแกรงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12.5 มิลลิเมตร   ซึ่งสารกาแฟออกเป็น 3
เกรด คือ เกรด A ต้องมีขนาดตั้งแต่ 5.5 มิลลิเมตรขึ้นไป สีเขียวอมฟ้าหรือเขียวอมเทา เมล็ดแตกหักหรือเล็กกว่า 5.5 มิลลิเมตร ไม่เกินร้อยละ 13
เมล็ดเสียหรือเมล็ดผิดปกติไม่เกินร้อยละ 1.5  และความชื้นไม่เกินร้อยละ 13  ส่วนเกรด X มีลักษณะและคุณภาพเหมือนเกรด A ยกเว้นสีเป็นสี
น้ำตาลปนแดง และ เกรด Y จะมีลักษณะเมล็ดหัก หรือเมล็ดกลมไม่เกินร้อยละ 0.5   ความชื้นไม่เกินร้อยละ 13 ซึ่งสารกาแฟดังกล่าวควรเก็บไว้ใน
กระสอบป่าน วางบนชั้นไม้ในโรงเก็บที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีกลิ่น เพื่อรักษาคุณภาพของสารกาแฟให้คงไว้นานที่สุด

ลำดับต่อไปกว่ากาแฟจะพร้อมดื่ม ต้องผ่านการคั่วและบดมาก่อน ซึ่งกาแฟบางชนิดอาจจะต้องผ่านกระบวนการบ่มก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการ
คั่วและบด กาแฟบางชนิดอาจใช้เวลาบ่มถึง 3 ปี  อย่างไรก็ตาม    ร้านกาแฟบางร้านในเมืองบันดุง อินโดนีเชีย บ่มกาแฟไว้ถึง 8 ปี จึงนำกาแฟมาคั่ว
และบด   กระบวนการบ่มดังกล่าวทำให้รสเปรี้ยวของกาแฟลดลง  และรสชาติกลมกล่อมมากขึ้น     เมื่อนำกาแฟมาคั่ว เมล็ดกาแฟจะพองออกขยาย
ขนาดเพิ่มเป็นเกือบ 2 เท่า   สีและความหนาแน่นจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อเมล็ดได้รับความร้อนเพิ่มขึ้น  โดยจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และกลายเป็นสี
น้ำตาลอ่อนๆ คล้ายสีของผลอบเชย จากนั้นสีจะเข้มขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อคั่วนานยิ่งขึ้น และน้ำมันในเมล็ดกาแฟจะถูกปลดปล่อยออกมาตามผิวของเมล็ด

โดยปกติแล้วการคั่วแบบอ่อนๆ จะคงรสชาติดั้งเดิมของกาแฟไว้ได้ เป็นรสชาติที่บ่งบอกสภาพที่กาแฟเจริญเติบโตมา และการคั่วที่นานยิ่งขึ้น
จะบดบังรสชาติดั้งเดิมของกาแฟ  รสชาติที่ได้จะเป็นรสชาติที่เกิดจากการคั่วเป็นหลัก   ทั้งนี้ เทคนิคในการคั่วกาแฟจึงเป็นเคล็ดวิชาชนิดหนึ่งที่กาแฟ
แต่ละยี่ห้อแข่งขันกัน     เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับกาแฟของตน    โดยทั่วไป ระดับการคั่วกาแฟจะแบ่งงออกเป็น 3 ระดับ  ได้แก่ Light Roast
หรือ Cinnamon Roast
เป็นการคั่วแบบอ่อนที่สุด ใช้เวลาคั่วน้อยกว่า 11 นาที  จะได้เมล็ดกาแฟสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกับชอกโกเล็ต ระดับที่ 2 คือ
Medium Roast หรือ City Roast หรือ Full City Roast เป็นการคั่วที่อยู่ในระดับปานกลาง  ใช้เวลาคั่วประมาณ 11-15 นาที   ให้รสที่เข้มและ
หวานมากกว่าการคั่วระดับแรก  และระดับสุดท้าย  คือ Dark Roast   หรือ Espresso Roast   หรือ Italian Roast คือ การคั่วกาแฟประมาณ
16-18 นาที เมล็ดกาแฟที่ได้จะมีสีเข้มมากเกือบดำ รสชาติเข้มขึ้น มีกลิ่นควันที่เกิดจากการคั่วกลบกลิ่นอื่นๆ โดยกาแฟที่คั่วนานปริมาณคาเฟอีนและ
ความเป็นกรดจะลดลงมาโดยลำดับ

หลังจากกาแฟผ่านการคั่วแล้ว  ยังไม่สามารถชงดื่มได้ต้องนำมาผ่านกระบวนการบดเสียก่อน ซึ่งความละเอียดของกากกาแฟที่ได้จากการ
บด หากละเอียดมากเท่าใดยิ่งทำให้รสชาต ิและกลิ่นของกาแฟเข้มข้นยิ่งขึ้นเท่านั้น  การบดสามารถทำได้ด้วยการโม่ซึ่งเป็นการกดเมล็ดกาแฟโดย
ใช้อุปกรณ์หมุนสองตัว เพื่อให้เมล็ดแตกออก  ลักษณะของเครื่องบดลักษณะดังกล่าวอาจเป็นแบบกรวยหรือเป็นแบบล้อก็ได้ แต่แบบกรวยเครื่องจะ
ทำงานเงียบกว่าและโอกาสการอุดตันน้อยกว่าด้วย

สำหรับความเร็วในการบดแบบกรวย ส่วนใหญ่ไม่เกิน 500 รอบ ต่อ นาที   เหมาะสำหรับกาแฟทุกประเภท   ส่วนการบดแบบล้อหรือจานหมุน
สามารถบดได้เร็วกว่าแบบกรวย มีความเร็วรอบราว 10,000-20,000 รอบ/นาที   ทำให้มีความร้อนเข้าไปในเมล็ดกาแฟได้เล็กน้อย เป็นวิธีที่ประหยัด
ที่สุดในการบด ให้กากที่ละเอียดสม่ำเสมอ  แต่ไม่เท่ากับการบดแบบกรวยสำหรับวิธีหนึ่งในการบด คือ การสับ เครื่องบดกาแฟสมัยใหม่มักจะใช้
เครื่องหั่นเมล็ดกาแฟออกเป็นชิ้นเล็กๆ  ผลออกมาจะคล้ายกับการบด    โดยใช้ใบมีดปั่นเมล็ดให้ละเอียดด้วยความเร็วสูง ประมาณ 20,000 -30,000
รอบ/นาที   กากกาแฟที่ได้ไม่สม่ำเสมอ  และได้รับความร้อนมากกว่าการใช้เครื่องโม่   เกิดฝุ่นกาแฟอาจทำให้เครื่องชงกาแฟเอสเพรสโซอุดตันได้
ดังนั้นการบดกาแฟลักษณะดังกล่าวจึงเหมาะสำหรับการชงกาแฟแบบหยดเท่านั้น

เมื่อเราได้กาแฟที่ผ่านการบดมาแล้ว กระบวนการต่อไปคือ การชงกาแฟ โดยก่อนที่จะชงกาแฟ ขอนำท่านผู้อ่านดื่มด่ำกับลักษณะเด่นของ
กาแฟซึ่งมีอยู่ 4 ด้านด้วยกันคือ กลิ่น  หรือ Aroma เป็นความรู้สึกแรกที่สัมผัส Body คือ ความรู้สึกเต็มอิ่มหรือน้ำหนักที่ทิ้งไว้ที่ปาก Acidity
เป็นความซาบซ่าน กระชุ่มกระชวยที่ได้รับจากกาแฟ และ Flavor หรือ ความรู้สึกโดยรวมที่ได้รับจากกาแฟที่ดื่มเข้าไป ดังนั้นก่อนดื่มกาแฟ จำเป็น
ต้องพินิจพิจารณาลักษณะเด่นกาแฟทั้ง 4 ด้านให้ถ่องแท้เสียก่อน

ย้อนกลับมาสู่การชงกาแฟ   อุณหภูมิของน้ำร้อนที่เหมาะสมในการชงกาแฟควรอยู่ที่ระดับ 92 – 96 องศาเซลเซียส  โดยรูปแบบของการชง
กาแฟสามารถแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ  คือ การต้มเดือด เป็นการชงกาแฟแบบตุรกี ด้วยการนำกาแฟที่บดแล้วต้มกับน้ำในหม้อคอคอด ที่เรียกว่า
ไอบริก (ibrik) ปล่อยให้เดือดแล้วเติมน้ำตาลและกระวานลงไป จะได้กาแฟเข้มข้นถ้วยเล็กๆ และกากกาแฟกองหนาที่ก้นหม้อ

ประเภทต่อมา คือ การใช้ความดัน เป็นการชงกาแฟด้วยน้ำเดือดอัดความดัน กาแฟที่ได้ เรียกว่า เอสเพรสโซ เป็นกาแฟที่เข้มข้นและแรง
ที่สุดที่ดื่มกันทั่วไป มีรสชาติและความมันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และเป็นฐานในการชงกาแฟแบบอื่นๆ ด้วย

ประเภทที่สาม   คือ การใช้แรงโน้มถ่วง เป็นการหยดน้ำร้อนผ่านกาแฟที่บดแล้วที่วางบนที่กรอง  ซึ่งอาจเป็นกระดาษหรือโลหะเจาะรูก็ได้
ความเข้มข้นขึ้นกับปริมาณน้ำและกาแฟ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เท่ากันเอสเพรสโซ

ประเภทสุดท้ายคือ การจุ่ม  หรือ French Press เป็นการชงโดยใช้ลูกสูบลักษณะเป็นแก้วทรงกระบอกที่มีก้านโลหะตรงกลาง มีส่วนที่ยื่น
ออกไปด้านบนสุดของก้านที่เป็นที่จับประกอบด้วยแผ่นกรองทำจากสแตนเลสสตีล ส่วนใหญ่จะใช้กับกาแฟที่คั่วบดหยาบ

ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการทำให้กาแฟพร้อมดื่ม  เรียกว่า Barista   คือ ผู้ที่ชงกาแฟหรือผู้ปรุงกาแฟ สำหรับกาแฟที่ผ่านการชงด้วยการใช้
ความดันที่ได้เป็นกาแฟเอสเพรสโซนั้น 1 shot มีปริมาณราว 2.5 ออนซ์  ( Espresso เป็นภาษาอิตาเลียน แปลว่า เร่งด่วน)

การดื่มเอสเพรสโซที่ถูกต้องจะต้องดื่มทันที เพราะเอสเพรสโซ มีอายุเพียง 10 วินาทีเท่านั้น หากพ้นช่วงเวลาดังกล่าวแล้วจะกลายเป็นกาแฟ
ขมที่ไม่ได้รสชาติ     ดังนั้นผู้ดื่มจึงต้องดื่มทั้งร้อนๆ   เป็นการดื่มในลักษณะเสียงดังรวดเร็ว (Slurp)        เพราะจะช่วยลดความร้อนของกาแฟลงได้
เอสเพรสโซจึงไม่เหมาะกับผู้ที่นิยมดื่มกาแฟแบบละเมียด หรือชื่นชอบกาแฟรสอ่อนนุ่ม

Barista สามารถนำเอสเพรสโซ 1 shot  มาปรุงให้เป็นกาแฟประเภทอื่นๆ ได้อีกหลายชนิด โดยหากเติมน้ำร้อนลงไป จะเรียกว่า อเมริกาโน
(Americano)
หรือ กาแฟดำใส่น้ำร้อนนั่นเอง และเมื่อนำเอสเพรสโซ 1 ส่วน   ผสมกับนมร้อน 2 ส่วน   หยอดหน้าด้วยฟองนมหนา 1 เซนติเมตร
เรียกว่า ลาเต้ (Latte) ถ้าเติมน้ำแข็งลงไปจะกลายเป็น Ice Latte ทันที

สำหรับ คาปูชิโน (Cappuchino) คือ เอสเพรสโซ ผสมกับนมสดร้อน และฟองนมสด   จากนั้นผสมน้ำเชื่อมหรือน้ำหวาน ให้รสชาติหวานๆ
มันๆ และหากเติมน้ำแข็งลงไปก็กลายเป็น Ice Cappuchino เช่นกัน

ส่วนมอคค่า (Mocha) คือ เอสเพรสโซ  ผสมกับโกโก้ มีทั้งร้อนและเย็น   และเมื่อนำเอสเพรสโซมาผสมกับช๊อกโกเลต จะเรียกว่า Café
Mocha
หรือหากนำวิปครีมมาวางบนเอสเพรสโซจะถูกเรียกว่า Esspress Capana เป็นต้น  ดังนั้น ความสามารถในการปรุงกาแฟจากเอสเพรสโซ
ของ Barista แสดงให้เห็นว่า Barista ดังกล่าวเก่งกาจเพียงใด

ทั้งหมดนี้คือ   เสน่ห์แห่งกาแฟที่เหล่าปีศาจกาแฟเท่านั้นจะซาบซึ้ง และต้องมนต์ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด   ขออนุญาตท่านผู้อ่านไปละเลียด
ลาเต้สักแก้วท่าจะดี

ดำดั่งปีศาจ ร้อนดั่งโลกันต์ รสดั่งความรัก หอมดั่งนางฟ้า”  เป็นเช่นนี้เอง

(ขอบคุณ :ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่,ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร /ข้อมูล)

พบกันใหม่ฉบัยหน้า……….สวัสดี
อังคณา

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : angkanas@doa.go.th

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | | แสดงความคิดเห็น

ผลงานวิจัยดีเด่นปี 2551 (ตอนที่ 1)

ฉบับที่ 3   ประจำเดือน เมษายน  พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากแฟ้มวิจัย.

ผลิใบ จากแฟ้มวิจัย
กองบรรณาธิการ

ผลงานวิจัยดีเด่น ปี 2551 (ตอนที่ 1)

ผลิใบฉบับที่แล้ว ทิ้งท้ายถึงงานยิ่งใหญ่ของกรมวิชาการเกษตร “มหัศจรรย์เทคโนโลยี 36 ปี กรมวิชาการเกษตร”     ที่จะจัดขึ้น ณ ศูนย์การ
แสดงนิทรรศการ อิมแพค เมืองทองธานี    ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2552   ผลิใบฉบับนี้ก็เลยหยิบเอาเนื้อหาที่จะเกิดขึ้นในงานนี้บางส่วนเกี่ยวกับ
ผลงานวิจัยดีเด่น ปี 2551 ของกรมวิชาการเกษตรมาเล่าสู่กันฟัง

ทุกๆ ปีที่ผ่านมา  กรมวิชาการเกษตรมีผลงานวิจัยออกสู่สาธารณชนเป็นจำนวนมาก และทุกๆ  ปีอีกเช่นเดียวกัน  กรมวิชาการเกษตรจะมีการ
พิจารณาคัดเลือกผลงานวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดของกรมวิชาการเกษตร  เป็นผลงานวิจัยดีเด่นเพื่อประกาศเกียรติคุณ   และมอบรางวัลเป็น
ขวัญและกำลังใจให้กับนักวิจัย สำหรับในปี 2551 ที่ผ่านมามีผลงานที่ได้ผ่านการพิจารณา  จากคณะกรรมการพิจารณาผลงานวิจัยดีเด่นประเภทต่างๆ
รวม 5 ประเภท  คือ งานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยประยุกต์  งานพัฒนางานวิจัย  งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น และงานบริการวิชาการ   มีผลงานวิจัยที่ได้รับ
รางวัลดีเด่น 5 รางวัล และรางวัลชมเชยอีก 6 รางวัล รวม 11 รางวัล

รางวัลดีเด่น “สุดยอดผลงานวิจัย”

-  ประเภทงานวิจัยพื้นฐาน ได้แก่ เรื่อง “ การควบคุมการเจริญของเชื้อรา Aspergillus flavus และยับยั้งการสร้างสารแอฟลาทอกซินโดยใช้
พืชสมุนไพร”  โดย สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร

-  ประเภทงานวิจัยประยุกต์ ได้แก่ เรื่อง “การปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวลูกผสมกะทิ” โดยสถาบันวิจัยพืชสวน

-  ประเภทงานพัฒนางานวิจัย  ได้แก่ เรื่อง “การพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสับปะรดเพื่อบริโภคผลสดภาคใต้ตอนล่าง”
โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8

-  ประเภทงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น   ได้แก่ เรื่อง “การพัฒนาชุดตรวจสอบสารแอฟลาทอกซินเอ็ม1 ในน้ำนม”  โดย สำนักวิจัยและพัฒนา
วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร

-  ประเภทงานบริการวิชาการ ได้แก่ เรื่อง “การได้การรับรองห้องปฏิบัติการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพปุ๋ยตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025
โดย สำนักวิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร

รางวัลชมเชย

ประเภทงานวิจัยประยุกต์
-  ถั่วเหลืองอายุสั้นพันธุ์ศรีสำโรง 1
โดย ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิต สุโขทัย สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2

-  การควบคุมแมลงดำหนามมะพร้าว Brontispa longissima Gestro (Coleoptera: Chrysomelidae) แบบชีววิธี
โดย สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช

-  อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 80 : อ้อยดีเด่นพันธุ์ใหม่
โดย ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5

-  เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดแมงลักปลอดสารแอฟลาทอกซินเพื่อการส่งออกและบริโภคภายในประเทศ
โดย  สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร

ประเภทงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น
-  วิจัยและพัฒนาเครื่องเกี่ยวข้าวโพดแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง
โดย  สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม

ประเภทงานบริการวิชาการ
-  ระบบช่วยตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตมันสำปะหลังเฉพาะพื้นที่
โดย  ศูนย์สารสนเทศ

ผลิใบฉบับนี้  จะขอนำเสนอเฉพาะรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น 5 รางวัลก่อน   และรางวัลชมเชยอีก 6 รางวัล    จะนำเสนอให้ได้อ่านกันในผลิใบ
ฉบับหน้า

การควบคุมการเจริญของเชื้อรา Aspergillus flavus และยับยั้งการสร้างสารแอฟลาทอกซิน โดยใช้พืชสมุนไพร

ผลงานของ อมรา ชินภูติ   ศุภรา อัตตะสาระกุล   อรุณศรี วงษ์อุไร   ชวเลิศ ตรีกรุณาสวัสดิ์   พรทิพย์ วิสารทานนท์ และไพศาล รัตนเสถียร คณะนักวิจัยจากสำนักวิจัย และพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกสมุนไพรพื้นบ้าน
ที่นิยมมาบริโภคเป็นประจำ มาทดสอบหาชนิดที่สามารถทำลายสารแอฟลาทอกซินได้โดยตรง  นอกเหนือจากการควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อรา
เพียงอย่างเดียว โดยนำสมุนไพรพื้นบ้าน 16 ชนิด ได้แก่กระเจี๊ยบแดง ชะพลู เพชรสังฆาต หอมแดง ฟ้าทะลายโจร กระชายดำ ขมิ้นดำ ขิง ลูกใต้ใบ
รางจืด โหระพา กระเทียม กระเพรา กานพลู ตะไคร้และข่า มาทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเชื้อรา

จากการวิจัยพบว่าสารสกัดจากกานพลู กระเพรา กระเทียม ตะไคร้ เพชรสังฆาต หอมแดงและโหระพา สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราได้
50-100%   และเพื่อนำสารสกัดสมุนไพรมาทดสอบโดยวิธี Tip Culture Method  เพื่อทดสอบประสิทธิภาพสารสกัดทั้งด้านการยับยั้งการเจริญของ
เส้นใยเชื้อราและยับยั้งการสร้างสารแอฟลาทอกซิน พบว่าสมุนไพรที่นำมาทดสอบสามารถแยกออกได้เป็น 3 กลุ่ม ตามประสิทธิภาพของการยับยั้ง

กลุ่มที่ 1  ไม่สามารถยับยั้งทั้งการเจริญของเส้นใย และการสร้างสารแอฟลาทอกซิน ได้แก่ กระเจี๊ยบแดง  ชะพลู  เพชรสังฆาต หอมแดง
ฟ้าทะลายโจร

กลุ่มที่ 2  เปอร์เซ็นต์การยับยั้งการเจริญของเชื้อราต่ำ แต่เปอร์เซ็นต์ยับยั้งการสร้างสารแอฟลาทอกซินสูง ได้แก่  กระชายดำ ขมิ้นดำ ขิง
ลูกใต้ใบ รางจืด โหระพา

กลุ่มที่ 3  มีเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการเจริญของเชื้อราสูง และมีเปอร์เซ็นต์ยับยั้งการสร้างสารแอฟลาทอกซินสูง ได้แก่ กระเทียม กะเพรา กานพลู
ูตะไคร้ ข่า

เมื่อนำสารสกัดสมุนไพรกลุ่มที่ 2 และ 3 มาทดสอบประสิทธิภาพในการทำลายสารแอฟลาทอกซินโดยตรงพบว่า สารสกัดกระเทียม กะเพรา
และโหระพา  สามารถทำลายสารแอฟลาทอกซินได้ 95.1%  70.2% และ 60.0%  ตามลำดับภายในเวลา 14 วัน ขณะที่สารกสัดกานพลูไม่สามารถ
ทำลายสารพิษได้เลย   ดังนั้น กระเทียม กะเพราะ และโหระพา  เป็นสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อรา   และถ้า
ผลิตผลเกษตรมีการปนเปื้อนสารแอฟลาทอกซิน อยู่ก็สามารถนำไปใช้ในการทำลายสารพิษได้อีกด้วย

ประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัย
1.  นักวิจัยที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลพื้นฐานที่มีการศึกษาอย่างละเอียดนี้ ไปประยุกต์ใช้ในการทดสอบอื่นๆ ต่อไปได้ เช่น นำเทคนิคไป
ทดสอบประสิทธิภาพสมุนไพรกับเชื้อรา หรือสารพิษชนิดอื่นๆ ได้

2.  นักวิจัยที่เกี่ยวข้อง  สามารถนำผลการทดสอบนี้ไปใช้ในการควบคุมเชื้อรา Aspergillus flavus    และสารแอฟลาทอกซินในข้าวโพดใน
โรงเก็บหรือไซโล

3.  นักวิจัยที่เกี่ยวข้อง สามารถนำผลการทดลองนี้ไปใช้ในการควบคุมเชื้อรา Aspergillus flavus  และสารแอฟลาทอกซินในอาหารที่พร้อม
บริโภคชนิดอื่นๆ เพราะสมุนไพร  เช่น กระเทียมเป็นอาหารที่บริโภคเป็นประจำ  เมื่อนำไปใช้กับอาหาร    หรือผลผลเกษตรพร้อมบริโภคสามารถเพิ่ม
มูลค่าสินค้านั้นได้

4.  ผู้ประกอบการอาหารสัตว์อาจนำสมุนไพรไปผสมกับอาหารสัตว์  จะทำให้อาหารสัตว์ปลอดการปนเปื้อนเชื้อรา    และสารแอฟลาทอกซิน
ทำให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพดี

5.  ประชาชนผู้บริโภคผลิตผลเกษตร  และเนื้อสัตว์รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีการป้องกันและกำจัดเชื้อรา    และสารแอฟลาทอกซินโดยใช้น้ำคั้น
สมุนไพร จะมีความปลอดภัยจากสารก่อมะเร็ง และได้ประโยชน์จากสมุนไพรในรูปแบบอาหารและยา

การปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวลูกผสมกะทิ

เป็นผลงานวิจัยของ พิศวาท  บัวรา  สมชาย  วัฒนโยธิน และสมเดช  วรลักษณ์ภักดี   คณะนักวิจัยจากสถาบันวิจัยพืชสวน  วัตถุประสงค์ของ
การวิจัยในการปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวลูกผสมกะทิ   เพื่อให้ได้มะพร้าวลูกผสมกะทิพันธุ์แนะนำพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพดีให้ผลผลิตสูง    เพื่อเผยแพร่และ
ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าและส่งออก   เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร  และนำไปใช้ในการปรัปปรุงพันธุ์ต่อ   เพื่อให้ได้พันธุ์มะพร้าวลูกผสม
กะทิน้ำหอมต้นเตี้ยพันธุ์แท้ต่อไป

ลักษณะเด่น
1.  มะพร้าวลูกผสมกะทิจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย  กับพันธุ์กะทิเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงสุดถึง 3,378 ผล/ไร่ในช่วง
3 ปีแรก คิดเป็นายได้ 28,008 บาท/ไร่ ในช่วง 3 ปีแรก  มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต/ไร่ให้สูงขึ้นเป็น 34,002 บาท/ไร่ ในช่วง 3 ปีแรก  โดยเลือก
แหล่งที่ปลูกให้ปลอดจากมะพร้าวธรรมดาและให้มีรายได้สูงขึ้นเป็น 55,737 บาท/ไร่ ในช่วง 3 ปีแรก  โดยใช้เทคโนโลยีในการทำหมันและช่วยผสม
พันธุ์มะพร้าวด้วยละอองเกสรมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ พันธุ์มะพร้าวดังกล่าวจึงสามารถเสนอเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรในปี 2550

2.  มะพร้าวลูกผสมกะทิจากการผสมพันธุ์ ระหว่างพันธุ์น้ำหอมกับพันธุ์กะทิ  เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตมะพร้าวกะทิที่มีกลิ่นหอมทั้งน้ำ    และเนื้อ
จำนวน 55 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนต้นที่ปลูก  ต้นมะพร้าวลูกผสมกะทิจำนวนดังกล่าวสามารถใช้พัฒนาพันธุ์มะพร้าวกะทิน้ำหอมต้นเตี้ย โดยใช้เทคนิค
การผสมพันธุ์ คัดเลือกพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงคัพภะมะพร้าว  ในเบื้องต้นพันธุ์คู่ผสมระหว่างพันธุ์น้ำหอมกับพันธุ์กะทิ   สามารถเสนอเป็นพันธุ์แนะนำ
ของกรมวิชาการเกษตรได้อีก 1 พันธุ์

ประโยชที่ได้รับจากการวิจัย
1.  เสนอเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร

2.  ได้แนะนำและเผยแผร่ให้เกษตรกรนำไปปลูกเป็นการค้าและการส่งออกเพื่อเพิ่มรายได้

3.  มะพร้าวสายพันธุ์ลูกผสมกะทิที่ไส้นำไปวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ต่อ  เพื่อให้ได้พันธุ์มะพร้าวกะทิน้ำหอมต้นเตี้ยซึ่งเป็นพันธุ์แท้ เพื่อเสนอ
ขอเป็นพันธุ์แนะนำและรับรองและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าและเพื่อการส่งออก

4.  มะพร้าวสายพันธุ์ลูกผสมกะทิที่ได้นำไปวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ต่อ  เพื่อให้ได้พันธุ์มะพร้าวกะทิน้ำหอมต้นเตี้ยซึ่งเป็นพันธุ์แท้ เพื่อเสนอ
ขอเป็นพันธุ์แนะนำและรับรอง และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นการค้าและเพื่อการส่งออก

การพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสับปะรดเพื่อบริโภคผลสดภาคใต้ตอนล่าง

ผลงานวิจัยเรื่องนี้เบื้องหลังมีนักวิจัยหลายๆ คนร่วมมือกันจะเกิดเป็นผลสำเร็จจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 รวม 14 คน ได้แก่
สำราญ สะรุโณ   ไพโรจน์ สุวรรณจินดา   สุภาค รัตนสุภา   อริยธัช เสนเกตุ   สุนันท์ ถีราวุธ   ปัทมา พรหมสังคหะ   สัมพันธ์ เกตุชู
สุมณฑา ชะเลศเพ็ชร   พันธุ์ศักดิ์ อินทรวงศ์   อำพา ขำประเสริฐ   ศุกร์ เก็บไว้   นลินี จาริกภากร   ศริณนา ชูธรรมธัช และอุดร เจริญแสง

การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสับปะรด ได้ดำเนินการในพื้นที่ของเกษตรกรจังหวัดพัทลุง โดยนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาผสมผสานกับ
คำแนะนำทางวิชาการของนักวิจัยจากกรมวิชาการเกษตร    ตามหลักการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) จากการวิจัยเรื่องนี้ทำให้ได้เทคโนโลยีการผลิต
สับปะรดที่มีประสิทธิภาพสำหรับแนะนำเกษตรกร  คือ ปลูกสับปะรดแซมยางพาราแบบแถวเดี่ยว    โดยให้ห่างจากแถวยางพารา 1 เมตร  ระยะปลูก
ระหว่างแถว 60-80 เซนติเมตร   ระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร จำนวนต้น 4,300-7,600 ต้น/ไร่  ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-5-20 อัตรา 20 กรัม/ต้น  จำนวน
2 ครั้ง เมื่ออายุ 1-3 เดือน  และครั้งต่อไปห่างจากครั้งแรก 2-3 เดือน  และใช้เอทธิฟอนบังคับดอกที่อายุ 12 เดือน  ซึ่งจะทำให้มีต้นออกดอกสูงกว่า
การใช้ถ่านแก๊สบังคับดอก

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
เมื่อพูดถึงประโยชน์จากการทำวิจัยนี้    จะส่งผลถึงเกษตรกรโดยตรง    กล่าวคือ หลังจากที่เกษตกรปฏิบัติตามเทคโนโลยีดังกล่าว จะทำให้
เกษตรกรได้รับผลผลิตสับปะรดเพิ่มขึ้นรวม 6,677-11,823 กิโลกรัม/ไร่ และให้ผลผลิตเนื้อแก้ว ซึ่งเป็นลักษณะที่ตลาดมีความต้องการร้อยละ 68.2
ของผลผลิตรวมทั้งผลยังมีขนาดใหญ่ถึงร้อยละ 85   ซึ่งสูงกว่าการปฏิบัติตามวิธีการของเกษตรกร       นอกจากนี้ เทคโนโลยีข้างต้นยังทำให้ต้นทุน
การผลิตเฉลี่ยลดลงกว่าวิธีการของเกษตรกรประมาณ 70 สตางค์/กิโลกรัม   ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมไร่ละ 31,489 บาท เป็นไร่ละ
57,119 บาท

การพัฒนาชุดตรวจสอบสารแอฟลาทอกซิน M1 ในน้ำนม

เป็นผลงานวิจัยจากสำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร    โดยมีนักวิจัยที่ร่วมกันหลายคน  ได้แก่
อมรา ชินภูติ   ศุภรา อัคคสาระกุล   ลิลลี่ พรานุสร   ชวเลิศ ตรีกรุราสวัสดิ์   สมคิด รื่นภาควุฒิ และไพศาล รัตนเสถียร

การวิจัยนี้   ผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการผลิตชุดตรวจสอบสารแอฟลาทอกซิน AFB1  ในผลิตผลเกษตร    จึงได้นำผลงานวิจัยดังกล่าวมา
พัฒนาเพื่อหาวิธีการตรวจวิเคราะห์สารแอฟลาทอกซิน M1 ในน้ำนมดิบก่อนนำมาแปรรูปหรือจัดจำหน่าย    และเพื่อนำไปพัฒนาเป็นต้นแบบชุดตรวจ
สอบสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์  นอกจากนั้นยังสามารถพัฒนารูปแบบการวิเคราะห์สารแอฟลาทอกซิน M1  ในน้ำนมโดยวิธี Indirect Competitive ELISA
ซึ่งใช้เวลาในการวิเคราะห์ประมาณ 2 ชั่วโมง   และสามารถวิเคราะห์สารพิษได้ต่ำสุด 0.2 ppb       ซึ่งสามารถนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาเป็นชุด
ตรวจสอบสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์ที่ต้องการนำเข้าจากต่างประเทศ  ชุดตรวจสอบสารแอฟลาทอกซิน M1  ในน้ำนมนี้   สามารถนำไปตรวจสอบคุณภาพ
น้ำนมดิบ  เพื่อคัดเลือกเฉพาะน้ำนมที่สะอาด  ปราศจากการปนเปื้อนของสารแอฟลาทอกซิน M1 ก่อนนำมาแปรรูปจำหน่าย ทำให้ประชาชนลดความ
เสี่ยงจากการดื่มนมที่ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
1.  สามารถนำวิธีการตรวจวิเคราะห์สารแอฟลาทอกซิน M1  ในน้ำนมที่วิจัยและประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมานี้ เป็นต้นแบบนำไปพัฒนาเป็นชุดตรวจ
สอบสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์

2.  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมปศุสัตว์  สหกรณ์โคนมต่างๆ  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เกษตกรผู้เลี้ยง
โคนม และผู้ประกอบการฟาร์มโคนม  สามารถนำชุดตรวจสอบไปใช้ในการตรวจคุณภาพน้ำนม   เพื่อคัดเลือกเอาเฉพาะน้ำนมที่สะอาดปราศจากการ
ปนเปื้อนสารแอฟลาทอกซิน M1  ไปจำหน่ายให้กับประชาชนผู้บริโภค

3.  เป็นการทดแทนการนำเข้าชุดตรวจสอบจากต่างประเทศที่มีราคาแพงมาก  ชุดละประมาณ 15,000 บาท  ตรวจได้ 48 ตัวอย่าง ขณะที่ชุด
ตรวจสอบที่ผลิตได้นี้มีต้นทุนประมาณ 1,500 บาท และตรวจได้ 48 ตัวอย่างเช่นกัน

4.  ประโยชน์ที่ได้รับที่สำคัญที่สุดคือ  ประชาชนผู้บริโภคโดยเฉพาะเด็ก  สามารถลดความเสี่ยงจากการดื่มน้ำนมที่มีการปนเปื้อนของสารก่อ
มะเร็งได้ ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ดีขึ้น

การได้รับการรับรองห้องปฏิบัติการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพปุ๋ยตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025

เป็นผลงานวิจัยจากกลุ่มวิจัยเกษตรเคมี   สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร     ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบ
คุณภาพปุ๋ย   เพื่อขอการรับรองความสามรถห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบตามมาตรฐาน ISO / IEC 17025 : 2005    ซึ่งเป็นมาตรฐานความ
สามารถห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

การดำเนินการได้พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความเข้าใจในข้อกำหนดของระบบคุณภาพ  และเทคนิคทางด้านวิชาการ จัดให้มีการควบคุม
คุณภาพการทดสอบทั้งภายนอกและภายใน   รวมทั้งจัดกิจกรรมเปรียบเทียบผลการทดสอบระหว่างห้องปฏิบัติการ จากนั้น ได้ยื่นขอการรับรองความ
สามารถห้องปฏิบัติการทดสอบต่อสำนักบริหาร และรับรองห้องปฏิบัติการ  กรมวิทยาศาสตร์บริการ   และผ่านการประเมินได้รับการรับรองห้องปฏิบัติ
การเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2551  โดยมีขอบข่ายที่ได้รับการรับรอง 3 วิธีทดสอบในผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมี คือ การหาปริมาณแอมโมเนียมไนโตรเจน การ
หาปริมาณฟอสเฟตทั้งหมด  และการหาปริมาณโพแทชที่ละลายน้ำได้   ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรัองรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 นอกจากจะลด
ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการปฏิบัติงานแล้วผลการวิเคราะห์ยังเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระหว่างประเทศ  จึงช่วยลดข้อโต้แย้งในการนำเข้า
และส่งออก รวมทั้งยังทำให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพคุ้มค่าการลงทุนด้วย

การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์หลายๆ ประการ
1.  เพื่อพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยกลุ่มวิจัยเกษตรเคมีตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025  ให้ได้รับการรับรองภายในปี 2551

2.  เพื่อให้ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ปุ๋ยของกลุ่มวิจัยเกษตรเคมี สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มีมาตรฐาน
และเป็นที่น่าเชื่อถือในระดับสากล  รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการ

3.  เพื่อพัฒนาสมรรถนะห้องปฏิบัติการ   และควบคุมคุณภาพการวิเคราะห์ปุ๋ยของประเทศ   รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการประสานงานเชื่อมต่อ
ระหว่างนักวิเคราะห์ปุ๋ยของกรมวิชาการเกษตรภาคราชการอื่นๆ และภาคเอชน ให้เกิดความช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
1.  การได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐาน ISO / IEC 17025    ทำให้ผลการวิเคราะห์เป็นที่ยอมรับในระดับ
ประเทศและระหว่างประเทศ

2.  สร้างความเชื่อมั่นด้านการตรวจสอบควบคุมคุณภาพปุ๋ย   ทำให้ลดข้อโต้แย้งในการนำเข้า  ส่งออก   และการควบคุมตามกฎหมาย
พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550  ที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ

3.  สามารถพัฒนาศักยภาพของบุคลากร  ทำให้เจ้าหน้าที่ของห้องปฏิบัติการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ   สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้  มี
ความโปร่งใสในการทำงาน  เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการได้รับการยอมรับในทักษะความสามารถ ส่งเสริมให้บริการของห้องปฏิบัติการ ทำให้ผู้รับบริการ
มีความเชื่อมั่นในผลการทดสอบ

4.  ลดค่าใช้จ่ายและลดระยะเวลาในการปฏิบัติการ   โดยลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกระบวนการปฏิบัติงาน  ซึ่งจะเป็นการ
ประหยัดงบประมาณในการดำเนินการ  และสามารถลดระยะเวลาในการดำเนินการ   เนื่องจากมีการควบคุมคุณภาพในระบบอย่างเพียงพอไม่ต้อง
ตรวจสอบซ้ำ

5.  ก่อให้เกิดความร่วมมือกันในการพัฒนาศักยภาพการตรวจวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ปุ๋ยของกรมวิชาการเกษตร และห้องปฏิบัติ
การอื่นๆ เพื่อก้าวไปสู่มาตรฐานสากลอย่างเป็นระบบ

6.  ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ   ก่อให้เกิดความสามัคคีในองค์กร    เนื่องจากบุคลากรทุกระดับต้องมีความเป็นน้ำหนึ่ง
ใจเดียว ร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติงานอย่างมากจึงจะผลักดันให้การจัดทำและปฏิบัติงานในระบบคุณภาพ จนเป็นผลสำเร็จได้รับการรับรอง

รางวัลผลงานวิจัยดีเด่นของกรมวิชาการเกษตรยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้   ฉบับหน้าผลิใบจะได้นำเอาผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลชมเชยอีก
6 รางวัล   มานำเสนอให้ได้อ่านกันอีก โปรดติดตาม

(อ่านต่อฉบับหน้า)

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | | แสดงความคิดเห็น

เครื่องวัดความชื้นลำไยทั้งเปลือก

ฉบับที่ 3   ประจำเดือน เมษายน  พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ จากโต๊ะบอกอ
บรรณาธิการ

เครื่องวัดความชื้นลำไยทั้งเปลือก

ผลิใบจากโต๊ะบอกอฉบับนี้ ได้รับข้อเขียนของ คุณชูศักดิ์  ชวประดิษฐ์  จากสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม   เรื่อง “เครื่องวัดความชื้นลำไยทั้ง
เปลือก”  ผลใบเห็นว่าช่วงนี้ลำไยกำลังอยู่ในช่วงออกผลตามฤดูกาลในหลายๆ พื้นที่ของประเทศ  จึงนำเอาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากผู้อ่าน

กรมวิชาการเกษตรได้ทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือวัดความชื้นลำไยอบแห้งทั้งเปลือก  โดยสามารถทำการวัดทั้งในระหว่างการดำเนินการ
อบแห้งเพื่อควบคุมการอบแห้งและทำการวัดเพื่อตกลงราคาจำหน่าย  รวมทั้งเพื่อการตรวจสอบคุณภาพลำไยอบแห้งทั้งเปลือกระหว่างการเก็บรักษา
สามารถใช้วัดความชื้นลำไยอบแห้งได้อย่างแม่นยำ  น่าเชื่อถือ    และสอดคล้องกับผลจากวิธีในห้องปฏิบัติการ  ใช้งานได้ง่าย  สะดวก  และรวดเร็ว
ประกอบด้วยวิธีการใช้และมาตรฐานเพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการลดปัญหา

การตรวจสอบคุณภาพลำไยไทยเพื่อการค้าและการส่งออกโดยใช้เวลาในการวัดน้อย และมีราคาไม่เกิน 3,500 บาท กลุ่มเป้าหมายที่ใช้งาน
ได้แก่ เกษตรกรผู้ประกอบการอบแห้งลำไย ตลอดจนพ่อค้ารับซื้อ           คุณลักษณะของเครื่อวัดความชื้นลำไยอบแห้งทั้งเปลือก

ตัวเครื่องประกอบด้วย
-  หน่วยวัดและวิเคราะห์ค่าความชื้นด้วยวงจรทางไฟฟ้า
-  หน่วยแสดงผลความชื้น
-  กระบอกบรรจุหัววัดเพื่อเชื่อมต่อหัววัดเข้ากับวงจรวัด
-  สวิตช์ปิด/เปิด และสวิตช์แสดงค่าความชื้น 

หัววัด
-  มีลักษณะทรงกระบอก มีฝาปิดแน่น  เพื่อใช้ในการบรรจุเนื้อลำไยที่แกะจากลำไยอบแห้งทั้งเปลือกจำนวน 15 ลูก   เครื่องวัดดังกล่าวนี้
สามารถวัดความชื้นลำไยอบแห้งได้ตั้งแต่เริ่มการอบ โดยสามารถวัดในช่วงความชื้น 60% ถึง 10% ความชื้น (มาตรฐานเปียก) ที่ค่าความผิดพลาด
ไม่เกิน ± 0.5

เมื่อทราบกันเช่นนี้แล้ว   ก็หวังว่าเครื่องวัดความชื้นลำไยทั้งเปลือกจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรผู้ประกอบการอบแห้งลำไย
รวมทั้งผู้ที่รับซื้อลำไยนำไปใช้ประโยชน์ได้และที่สำคัญราคาไม่แพง แถมยังใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าอีกด้วย

พบกันใหม่ฉบับหน้า
บรรณาธิการ
E-mail : pannee.v@doa.in.th

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | , , | แสดงความคิดเห็น

สารสกัดจากพืชเพื่อควบคุมศัตรูพืช

ฉบับที่ 2   ประจำเดือน มีนาคม  พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ ขยายผล
สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร

สารสกัดจากพืชเพื่อควบคุมศัตรูพืช

ผลิใบ ขยายผลฉบับนี้   เป็นฉบับที่จะนำความรู้เกี่ยวกับสารสกัดจาพืชเพื่อควบคุมศัตรูพืช  มาให้ผู้อ่อนได้ทราบเพิ่มเติม ตามที่ได้สัญญากัน
เอาไว้และพืชที่จะนำมาเป็นความรู้ในฉบับนี้มีอยู่ 2 ชนิด   คือ ว่านน้ำ และหางไหล    พืชทั้ง 2 ชนิด    มีคุณสมบัติในการควบคุมศัตรูพืชได้อย่างไร
เราลองมาดูกันเลย

ว่านน้ำ

ว่านน้ำ มีชื่อเรียกกันหลายๆ ชื่อ เช่น คาเจี้ยงจี้  ทิลีปุตอ  ผมผา ฮางคาวน้ำ ฮางคาวบ้าน ฮางคาวผา หัวชะงอ หัวงอ

ว่านน้ำเป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อนสูง 1-2 เมตร อยู่ในวงศ์ Aranceae ชอบขึ้นอยู่กบโคลน เลน หรือริมบ่อ หนอง บึง มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีกลิ่นหอม
มีลักษณะค่อนข้างกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร  ยาวประมาณ 5-20 เซนติเมตร  เจริญขนานไปกับผิวดิน  ใบรูปยาวเรียวคล้ายใบ
ดาบฝรั่งจะเรียงกันสลับซ้ายขวาแบบทแยงกัน ดอกออกเป็นช่อ มีปลีดอกคล้ายดอกหน้าวัว  ว่านน้ำเป็นพืชที่ปลูกได้ง่ายจึงสามารถขุดเหง้านำมาใช้
ได้ตลอดปี ว่านน้ำให้น้ำมันหอมระเหยได้ดี และมีปริมาณมาก

สาระสำคัญในว่านน้ำคือ  สารออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ เบต้า-อาซาโรน (B-asarone)  นอกจากนี้ยังพบสารอาโคแรงเจอร์มาโครน (acoranger
mancrone) และอาซาริลอัลดีฮาย (asarylaldhyde) ในน้ำมันหอมระเหยจากรากว่านน้ำ

ประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด

เป็นสารฆ่าแมลง โดยเป็นพิษต่อระบบประสาทของแมลง  ยับยั้งการเจริญเติบ โต  และการกินอาหารของแมลง  ยับยั้งการพัฒนาของระบบ
สืบพันธุ์  และการออกจากไข่ของตัวอ่อน   นอกจากนี้ยังยับยั้งการเจริญของเชื้อราและแบคทีเรีย  ใช้กับแมลงวันแตง  แมลงวันผลไม้  ด้วงหมัดผัก
หนอนกระทู้ผัก และแมลงศัตรูในโรงเก็บ

วิธีการใช้ว่านน้ำในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชทำได 2 วิธี ดังนี้

1.  คลุกกับเมล็ดพืชในโรงเก็บ โดยใช้ผงว่านน้ำ 1 กิโลกรัม คลุกเมล็ดพืช 50 กิโลกรัม

2.  เหง้าบดเป็นผง 150 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แช่ไว้ค้างคืนหรือต้ม 45 นาที กรองแล้วนำไปฉีดพ่น

หางไหล

หางไหลมีชื่อที่เรียกกันแต่ละพื้นที่หลายๆ ชื่อ เช่น หางไหล หางไหลแดง อวดน้ำ เครือไหลน้ำ ไหลน้ำ (ภาคเหนือ) โพตะโกล้า (กระเหรี่ยง
แม่ฮ่องสอน) กะล้าเพาะ (เพชรบุรี)

หางไหล  เป็นพันธุ์ไม้เขตร้อน  จัดอยู่ในตระกูล Leguminosae  เป็นไม้เลื้อยชนิดเนื้อแข็ง   ลักษณะเป็นเถาใบออกเป็นช่อตรงยอด และใบ
อ่อนจะมีขนสีน้ำตาลปนแดง  เถาหรือลำต้นส่วนที่แก่มีสีน้ำตาลปนแดงเช่นกัน      แต่จะเริ่มมีสีเขียวเห็นชัดตรงปล้องที่อยู่ก่อนถึงยอดประมาณ 2-3
ปล้อง ลำต้นโดยทั่วไปมีลักษณะกลม ใบแก่มีสีเขียว ก้านแตกจากลำต้นแบบสลับ  ใบมีลักษณะคล้ายรูปไข่ค่อนข้างยาว โคนใบเล็กเรียวขึ้นไปและ
ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ พื้นใบด้านบนเป็นสีเขียว ลักษณะมัน มองเห็นเส้นแขนงลักษณะคล้ายก้างปลาได้ชัด แต่ไม่ยาวจนชิดขอบใบ ด้านท้อง
ใบมีสีเขียวและเห็นเส้นใบชัดกว่าด้านบน เส้นใบมีสีเขียวปนน้ำตาล ใบกว้างประมาณ 3.0-9.5 เซนติเมตร และยาวตั้งแต่ 6.5-27.0 เซนติเมตร

หางไหลมี 2 ชนิด  คือ หางไหลแดง (Derris elliptica) และหางไหลขาว (Derris malacecum)    ทั้ง 2 ชนิด มีลักษณะต่างกันคือ หางไหล
แดง ใบย่อยมี 7 ใบขึ้นไป  ส่วนหางไหลขาว ใบย่อยมี 5 ใบ ทั้ง 2 ชนิด  ออกดอกเป็นช่อขนาดเล็กสีแดงอ่อน  รูปร่างเหมือนดอกถั่ว ดอกตูมสีชมพู
อมม่วง เมื่อบานเต็มที่จะเป็นสีแดงอ่อนและค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว แต่ละช่อดอกยาว 20-25 เซนติเมตร ผลมีลักษณะเป็นฝักแบนภายในฝักมีเมล็ด
ซึ่งมีลักษณะกลมและแบนเล็กน้อย สีน้ำตาลปนแดง เมื่อฝักแก่จะแยกออกจากกัน

สาระสำคัญสารออกฤทธิ์หลักคือโรติโนน (Rotenone)    นอกจากนี้มีสารอื่นที่พบ คือดีกัวลิน (Degualin) อิลิปโทน (elliptone) สุมาทรอล
(sumatrol) และทอกซิคารอล (toxicarol)

ประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด

-  เป็นสารฆ่าแมลง    โดยออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของระบบหายใจของแมลง    สารสกัดจากรากสามารถป้องกันกำจัดศัตรูพืชหลายชนิด
เช่น :
-  แมลงศัตรูผัก เช่น หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก เพลี้ยจักจั่นฝ้าย เพลี้ยอ่อนกะหล่ำปลี เพลี้ยอ่อนถั่วฝักยาว หนอนเจาะฝักถั่วฝักยาว
หนอนผีเสื้อสีน้ำเงิน
-  แมลงศัตรูข้าว เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนห่อใบข้าว
-  แมลงศัตรูข้าวโพด เช่น หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด
-  แมลงศัตรูกล้วยไม้ เช่น เพลี้ยไฟฝ้าย
-  แมลงศัตรูในโรงเก็บ เช่น ด้วงถั่วเขียว

การใช้หางไหลทำได้ดังนี้

นำรากหางไหลมาทุบให้แตก  สับเป็นชิ้นเล็กๆ แช่ในน้ำอัตราส่วน ราก 1 กิโลกรัม  ต่อน้ำ 20 ลิตร  แช่ไว้ 48 ชั่วโมง ใช้ไม้กวนเป็นครั้งคราว
กรองด้วยผ้าขาวบางนำน้ำที่กรองได้ไปพ่นในแปลพืชทุก 5-7 วัน

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | , , , | แสดงความคิดเห็น

กาแฟเครื่องดื่มปีศาจ (ตอนที่ 1)

ฉบับที่ 2   ประจำเดือน มีนาคม  พ.ศ. 2552

ผ่านทางฉีกซอง.

ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

กาแฟ เครื่องดื่มปีศาจ (ตอนที่ 1)

แฟนนานุแฟนนิยายจีนกำลังภายใน     คงเคยได้ยินคำกล่าวของโกวเล้งที่ว่า   “ข้าพเจ้าไม่ได้นิยมชมชอบการดื่มสุรา   แต่ข้าพเจ้าชื่นชอบ
บรรยากาศในการร่ำสุรา”  เฉกเช่นเดียวกับผู้ที่พิสมัยกาแฟ ก็มีคำกล่าวเกี่ยวกับกาแฟให้ได้สะท้านใจเช่นกัน ข้อความดังกล่าว “ฉีกซอง” ได้รับการ
ชักชวนให้อ่านในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง  บริเวณด่านศุลกากรหนองคาย  กล่าวถึงกาแฟไว้ว่า “ดำดั่งปีศาจ ร้อนดั่งโลกันตร์ รสดั่งความรัก หอมดั่ง
นางฟ้า” เป็นจริงอย่างไรต้องศึกษาให้ลึกซึ้ง

มนต์กาแฟ

เล่ากันว่า กาแฟเดิมเป็นพืชป่า   มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบแอฟริกาอาระเบียหรือเอธิโอเปียในปัจจุบัน ราวปี ค.ศ. 1000 เด็กเลี้ยงแพะในบริเวณ
นั้น ชื่อว่า คาลดี สังเกตเห็นว่า หลังจากแพะในฝูงกินผลเชอร์รี่สีแดงชนิดหนึ่งเข้าไปมักจะแสดงอาการกระปี้กระเปร่าเป็นพิเศษ  และเมื่อเขาลองกิน
เข้าไปบ้างก็รู้สึกสดชื่นขึ้นเช่นกัน    เขาจึงนำผลเชอร์รี่สีแดงนั้นไปให้คนอื่นๆ ได้ลองกินบ้าง ซึ่งทุกคนต่างก็รู้สึกอย่างเดียวกัน  เมื่อบาทหลวงทราบ
เรื่องได้ตำหนิเขาว่านำผลไม้แห่งซาตานมาให้คนกินได้อย่างไร  แต่เมื่อบาทหลวงทดลองชิมก็พบว่า   ทำให้สวดมนต์ได้ยาวนานขึ้นโดยไม่ง่วงนอน
ผลเชอร์รี่สีแดงนั้น จึงถูกมนุษย์นำมาบริโภคในที่สุด

หลังจากนั้น  กาแฟจากเอธิโอเปียถูกนำเข้าไปปลูกบริเวณอาระเบีย  วัตถุประสงค์แรกคือปลูกเป็นอาหารสัตว์ใกล้กับเมืองท่าแห่งหนึ่ง ชื่อว่า
Mocha ต่อมาชาวเติร์กได้นำกาแฟมาทำเป็นเครื่องดื่มโดยการคั่วแล้วเติมเครื่องเทศต่างๆ ลงไป   ว่ากันว่านักบวชชาวมุสลิมนำกาแฟไปปลูกในสวน
แล้วนำผลกาแฟมาหมักทำไวน์  เรียกว่า qishr  หรือ kisher  ในปัจจุบันและใช้เป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนา        ภาษาอาหรับเรียกกาแฟว่า
“เกาะหุวะหุ”  อาจเป็นไปได้ว่ามาจากชื่อแคว้นคัฟฟาของเอธิโอเปีย    ซึ่งมีการปลูกกาแฟ  หรืออีกทางหนึ่งอาจมาจากคำว่า qqahwat al-būnn ซึ่ง
หมายถึง “ไวน์แห่งถั่ว” ในภาษาอารบิก   แล้วเพี้ยนเป็นกาห์เวห์ ในภาษาตุรกี  ก่อนที่จะเป็น caffe ในภาษาอิตาเลียนและเป็น คอฟฟี่ (Coffee) ใน
ภาษาอังกฤษ ก่อนที่จะเรียกเป็นภาษาไทยว่า “กาแฟ”

ความนิยมดื่มกาแฟในปี ค.ศ. 1475 ถึงกลับมีกฎหมายตุรกีกำหนดไว้ว่า  หญิงใดก็ตามที่สามีมิอาจเลี้ยงดูเธอด้วย   กาแฟในปริมาณที่เพียง
พอแต่ละวัน  สามารถขอหย่าได้โดยถูกกฎหมาย ต่อมาในปี ค.ศ. 1453 ออตโตมานเติร์กนำกาแฟเข้าสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิล และร้อยปีต่อมาราว
ค.ศ. 1554  ร้านกาแฟร้านแรกของโลกก็เกิดขึ้นที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล   ถือเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของนักนิยมศิลปะและวรรณกรรม ร้านกาแฟ
ในยุคนั้นจึงถูกเรียกว่า qahweh khaneh (แหล่งปัญญาหรือ school of wisdom)

ย้อนกลับไปในยุคก่อนศตวรรษที่ 16 กาแฟยังเป็นสิ่งหวงห้ามในเขตอาหรับ ไม่ให้ผู้ใดนำเมล็ดออกไปขยายพันธุ์ได้ การส่งออกเมล็ดกาแฟ
ในยุคนั้นเป็นเมล็ดกาแฟที่คั่วสุกแล้วเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม  เมล็ดกาแฟก็หลุดลอดออกมาจนได้  เรียกได้ว่ายิ่งหวงยิ่งท้าทาย    บางข้อมูลก็ว่าชาว
อินเดียที่ไปแสวงบุญที่เมืองเมกกะ  เป็นผู้ลักลอบนำออกมาก่อนที่จะขยายไปยังหมู่เกาะชวา    หรืออินโดนีเซียในปัจจุบัน   บางข้อมูลก็ว่าในปี ค.ศ.
1616  Pieter van der Broeck  เป็นผู้ลักลอบนำเมล็ดกาแฟมาปลูกในยุโรป   โดยได้นำไปปลูกที่เกาะชวาและซีลอน หรือศรีลังกาด้วย และผลผลิต
กาแฟจากเกาะดังกล่าวก็สามารถนำกลับเข้าไปยังแผ่นดินชาวดัตช์ได้ในปี ค.ศ. 1711

สำหรับฝั่งยุโรป  หลังจากที่สมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8  ได้ตัดสินพระทัยทดลองดื่มเมื่อ ค.ศ. 1600  และยอมรับถึงมนต์เสน่ห์อันน่า
หลงใหลของกาแฟ กาแฟจึงกลายเป็นเครื่องดื่มของคริสเตียนไปในที่สุด ในขณะกลุ่มผู้คัดค้านเรียกกาแฟว่า “เครื่องดื่มของปีศาจ” และเรียกร้องให้
มีการยกเลิกการดื่มกาแฟดังกล่าว  การขายกาแฟครั้งแรกในยุโรปเริ่มในปี ค.ศ. 1615  โดยขายในฐานะตัวยาชนิดหนึ่งในร้านค้ายา  โดยพ่อค้าชาว
เวนิสเป็นผู้นำมาเผยแพร่ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1645  เกิดร้านกาแฟแห่งแรกขึ้นในยุโรปที่อิตาลี ด้วยเหตุนี้ท่านผู้อ่านคงเข้าใจแล้วว่าทำไมคำศัพท์ต่างๆ
ที่เกี่ยวกับกาแฟ จึงเป็นภาษาอิตาเลียน

ต่อมาอีก 5 ปี ในปี ค.ศ. 1650  ร้านกาแฟแรกในอังกฤษเปิดตัวครั้งแรกที่เมือง Oxford หลังจากนั้นอีก 2 ปี ในปี ค.ศ. 1652 จึงมีร้านกาแฟ
ในลอนดอน เจ้าของเป็นชาวกรีกและอังกฤษ  จากนั้นร้านกาแฟก็ขยายจนมีเต็มเมือง และเรียกกันทั่วไปว่า penny universities  เพราะราคาค่าเข้า
ร้านและค่ากาแฟถ้วยละ 1 เพนนีเท่านั้น และบรรยากาศของร้านกาแฟจะเป็นแหล่งของการพบปะพูดคุยระหว่างกัน    ภายในร้านมีกล่องทองเหลือง
สลักคำว่า To Insure Promptness    เป็นการกระตุ้นให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินแลกกับการบริการที่ดีเยี่ยม ต่อมาวลีนี้ถูกย่อสั้นๆ  เหลือแค่ตัวอักษรแรก
ของแต่ละคำคือ TIP  และคำนี้เองเป็นที่มาของคำว่า ทิป (tip)  ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันต่อมาในปี ค.ศ. 1657     กาแฟได้แพร่เข้าไปยังฝรั่งเศส
และได้รับความนิยมมากเช่นกัน ถึงกับทำให้ผู้หญิงชาวอังกฤษในปี ค.ศ. 1674 ร่วมกันต่อต้านการดื่มกาแฟ  เนื่องจากผู้ชายพากันไปชุมนุมกันที่ร้าน
กาแฟมากกว่าจะยอมอยู่ติดบ้าน กาแฟจึงเป็นสาเหตุของปัญหาครอบครัวในยุคนั้น

ในปี ค.ศ. 1683   เกิดยุทธการแห่งเวียนนา    หลังจากที่ทหารของออสเตรียสามารถยึดเสบียงของทหารออตโตมานเติร์กที่พ่ายแพ้สงคราม
ได้ กาแฟก็ได้เข้าสู่ออสเตรียและโปแลนด์ ณ บัดนั้น  กาแฟที่ทิ้งไว้กลายเป็นที่มาของร้าน Blue Bottle ร้านกาแฟแห่งแรกในเวียนนาที่มีเจ้าของชื่อ
Kolchitzky  ซึ่งเป็นผู้คิดค้นการกรองกาแฟบด   การดื่มกาแฟแบบหวานๆ และแบบใส่นมที่ดื่มกันมาจนถึงปัจจุบัน  ส่วนกาแฟแบบใส่น้ำตาลว่ากันว่า
เกิดขึ้นในยุคสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ราวปี ค.ศ. 1715 ชาวดัตช์  ได้ถวายต้นกาแฟแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส และเริ่มใส่
น้ำตาลในกาแฟเป็นครั้งแรกในราชสำนักของพระองค์  ต่อมาในปี ค.ศ. 1727 Johann Sebastian Bach    ประพันธ์เพลง Kaffee-Kantate   ซึ่งเป็น
โคลงสรรเสริญกาแฟและเสียดสีความเคลื่อนไหวที่จะห้ามมิให้ผู้หญิงได้บริโภคกาแฟ เนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้พวกเธอเป็นหมันและแท้งลูก

ในปีนั้นเอง  ได้เริ่มนำเอาเมล็ดกาแฟเข้าสู่ประเทศบราซิล      เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บราซิลเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟมากที่สุดในโลกปัจจุบัน
สำหรับฝั่งทวีปอเมริกา    กาแฟถูกลักลอบออกไปโดยทหารเรือฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18   ซึ่งมีต้นกาแฟที่รอดชีวิตมาบนเรือเพียง 1 ต้นเท่านั้น ยุค
ดังกล่าวเป็นยุคอาณานิคม แต่กาแฟยังไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนัก  ชายังคงเป็นเครื่องดื่มอันดับ 1 ในยุคนั้น   เมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกัน
กาแฟจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น   เนื่องจากการนำเข้าชาไม่สามารถทำได้   ในปี ค.ศ. 1773 เกิดเหตุการณ์ “Boston Tea Party” หรือการเรียกเก็บ
ภาษีชาสูงมาก  จนชาวอเมริกันต้องหันมาดื่มกาแฟแทนซึ่งเสียภาษีน้อยกว่า  กาแฟจึงเป็นตัวเลือกใหม่ทดแทน    และหลังสงครามสิ้นสุดในปี ค.ศ.
1812 อังกฤษงดการนำเข้าชาเป็นการชั่วคราว คนอเมริกันจึงหันมาดื่มกาแฟแทนกันมากขึ้น และเพิ่มมากขึ้นตามลำดับจนกระทั่งปัจจุบัน

มหัศจรรย์กาแฟ

ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า  กาแฟในปัจจุบันเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการค้าในโลกสูงรองจากน้ำมันเท่านั้น  ประมาณกันว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาห-
กรรมกาแฟกว่า 20 ล้านคน และมีพื้นที่ปลูกกาแฟทั่วโลกมากกว่า 160 ล้านไร่ กระจายอยู่ในทุกทวีปกว่า 50 ประเทศ ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่
ของโลก คือ บราซิล ประมาณ 17 ล้านตัน รองลงมา คือ เวียดนาม 16 ล้านตัน และโคลัมเบีย ประมาณ 10 ล้านตัน

กาแฟ เป็นพืชในวงศ์ Rubiaceae  มีจำนวนมากกว่า 6,000 สายพันธุ์   โดยสายพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมี 2 สายพันธุ์คือ   กาแฟอาราบิก้า มีชื่อ
วิทยาศาสตร์ว่า Coffea Arabica L.  ชื่อสามัญเรียกว่า Arabian coffee, Arabica Coffee และ Common Coffee เป็นกาแฟดั้งเดิม มีรสชาติดี ปลูก
ได้ดีในที่มีความชื้นสูงและอากาศเย็น  ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่ง  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Coffea canephora  หรือเรียกว่า กาแฟโรบัสต้า (Robusta) เป็น
กาแฟที่มีปริมาณกาเฟอีนสูง สามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่กาแฟอาราบิก้าไม่สามารถขึ้นได้ เรียกว่าเป็นกาแฟที่มีความทนทานมากกว่ากาแฟอาราบิก้า

เมื่อพูดถึงความนิยมในการดื่มนั้น   พบว่ากาแฟอาราบิก้าเป็นกาแฟที่ได้รับความนิยมมากกว่ากาแฟโรบัสต้า  เนื่องจากมีรสชาติขมน้อยกว่า
กาแฟโรบัสต้า ดังนั้นกาแฟที่ปลูกทั่วโลกสามในสี่จึงเป็นกาแฟอาราบิก้า และกาแฟโรบัสต้ามักนิยมนำไปทำกาแฟสำเร็จรูปที่มีรสชาติเข้มข้น จากที่
กล่าวมาข้างต้น กาแฟอาราบิก้า  เป็นกาแฟที่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในแหล่งที่มีอากาศหนาวเย็น  อุณหภูมิระหว่าง 17-22 องศาเซลเซียส
ปริมาณน้ำฝนต้องไม่น้อยกว่า 1,500 มิลลิเมตร/ปี ลักษณะเป็นไม้พุ่ม ลำต้นสูง 4 เมตร มีลำต้นตั้งตรงกิ่งแขนงแตกออกจากต้นแม่เป็นคู่ตรงข้ามกัน
ขนานพื้นดินหรือห้อยต่ำลงเล็กน้อย

ระบบรากกระจายรอบทรงพุ่มและหยั่งลงดินตื้นๆ ไม่เกิน 20 เซนติเมตร ลักษณะใบจะแหลม ขอบใบหยักเป็นคลื่นใบมีขนาดเล็ก ขนาดโดย
เฉลี่ยยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร มีสีเขียวมัน  ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม  และจะบานพร้อมกันทั้งต้น เป็นดอกสมบูรณ์
เพศ ออกดอกในเดือนพฤศจิกายน – เมษายน   และสามารถเก็บผลได้หลังดอกบานประมาณ 6 – 9 เดือน   ผลกาแฟมีลักษณะรียาว ประมาณ 1.5
เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือแดง กาแฟ 1 ผล มีเมล็ดอยู่ 2 เมล็ด แต่ผลกาแฟร้อยละ 5 – 10 จะมีเพียงเมล็ดเดียว
เรียกว่า pea berry  ลักษณะเมล็ดมีสีเหลือง  เมื่อแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มและสีดำ สำหรับดินที่ปลูกกาแฟอาราบิก้าควรเป็นดินร่วนสีแดง มีหน้า
ดินลึก ลักษณะด้อยของกาแฟอาราบิก้า คือ อ่อนแอต่อโรคและไม่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม

ส่วนกาแฟโรบัสต้า เป็นกาแฟที่เจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดี ที่อุณหภูมิระหว่าง 25-28 องศาเซลเซียส  มีขนาดทรงต้นสูงใหญ่กว่ากาแฟ
อาราบิก้าเล็กน้อย  โดยมีความสูงประมาณ 4 – 6 เมตร  มีข้อปล้องยาว ใบมีขนาดใหญ่  สีเขียวเข้มแต่ไม่เป็นมัน  ต้องการอากาศร้อนชื้น ฝนตกชุก
และสม่ำเสมอ มีปริมาณน้ำฝน 1,500 – 1,800 มิลลิเมตร ต่อปี ทนทานต่อโรค และสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนได้ดีกว่ากาแฟอาราบิก้า

ปกติกาแฟโรบัสต้า  พบมากที่บริเวณฝั่งทะเลตะวันตกของทวีปแอฟริกา  จุดเด่นของกาแฟโรบัสต้าคือ ให้ปริมาณเนื้อกาแฟมาก ถึงแม้จะให้
กลิ่นและรสชาติด้อยกว่ากาแฟอาราบิก้า  ทั้งนี้ กาแฟอาราบิก้าสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังดอกบานแล้วประมาณ 10 – 11 เดือน  โดยช่วงเวลา
ดอกบานเป็นช่วงเดียวกับกาแฟอาราบิก้า    ในเมล็ดกาแฟมีสารสำคัญ คือ กาเฟอีน    ส่วนเปลือกนอกของผลกาแฟ      ประกอบด้วย สารกาเฟอีน
กรดมาลิก และน้ำตาล มีรายงานว่า หากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม คือไม่เกิน 3 แก้วต่อวัน  จะมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลางทำให้สมองตื่นตัว รู้สึก
กระปรี้กระเปร่า  และยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการใช้พลังงาน  มีผลทำให้ไขมันสลายตัวได้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าดื่มปริมาณมากกว่านั้นจะทำให้ปวดศรีษะ
ใจสั่น กระวนกระวาย และนอนไม่หลับได้

นอกจากนั้นยังมีกรดการ์ลิก (garlic acid)  กรดซิตริก (citric acid)  เดกซ์ตริน (dexrin)  น้ำตาลกลูโคส (glucose) น้ำมันหอมระเหยต่างๆ
และสารทีโอฟิลลีน (theophyline) ซึ่งมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะหลังมื้ออาหาร การดื่มกาแฟจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น เพราะในกาแฟมี
สารกระตุ้นการหลั่งกรดที่ช่วยในการย่อยอาหาร สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ   จึงไม่ควรดื่มกาแฟในบางรายงาน พบว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำช่วย
ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ช่วยป้องกันโรคหอบ   โดยกาเฟอีนในกาแฟจะระงับการตึงเครียดของประสาทสัมผัสสำรอง  ลดการเกิดโรคหอบ รวม
ทั้งช่วยลดการเกิดโรคตับจากสุรา  โดยพบว่า กาแฟช่วยลดผลร้ายที่จะมีต่อตับ แต่ยังต้องวิจัยต่อไปว่า    สารใดที่มีประโยชน์ดังกล่าว และมีผลต่อ
สาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดโรคตับแข็งหรือไม่ นอกจากแอลกอฮอล์

นอกจากนี้  การดื่มกาแฟเป็นประจำ  ยังช่วยป้องกันมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งในช่องปาก  โดยพบว่ากาแฟมีประสิทธิภาพป้องกันโรค
ขั้นต้น โดยเฉพาะในกาเฟอีนมีกรดอะซิติก ที่ช่วยป้องกันโรค  และกาแฟยังช่วยละลายไขมัน      การดื่มกาแฟหลังรับประทานอาหาร ช่วยให้ไขมัน
แตกตัวและให้พลังงานทดแทนจึงลดความอ้วนได้ รวมทั้งเพิ่มไขมันชนิดดีให้ร่างกาย ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว มีผลการวิจัยพบว่า ดื่มกาแฟบ่อยๆ
จะมีไขมันชนิด (HDL) เพิ่มขึ้น  ซึ่งไขมันชนิดนี้จะขับไล่คอเลสเตอรอลออกไป   ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว   และยังพบว่าความหอมของกาแฟช่วย
กระตุ้นสมองให้ทำงานได้เร็วขึ้น และมีสมาธิ  ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น    เนื่องจากกลิ่นกาแฟทำให้เลือดไหลเวียนในสองเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม
ประโยชน์และโทษของกาแฟก็ยังมีความขัดแย้งกันพอสมควร ทางที่ดีคงต้องเดินทางสายกลาง นั่นคือการดื่มแต่พอประมาณเท่านั้น

กาแฟในไทย

สำหรับกาแฟที่ปลูกในประเทศไทย ร้อยละ 97 เป็นกาแฟโรบัสต้า ซึ่งมีแหล่งปลูกอยู่ในภาคใต้ แถบจังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และ
กระบี่  ในขณะที่กาแฟอาราบิก้ามีเพียงร้อยละ 3 ของแหล่งปลูกทั้งประเทศเท่านั้น   กระจายอยู่ในเขตภาคเหนือของไทย       แถบจังหวัดเชียงราย
เชียงใหม่ น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน ตาก และอุตรดิตถ์      ผลผลิตกาแฟของไทย ร้อยละ 76  ใช้บริโภคภายในประเทศ และส่งออกในรูปเมล็ดกาแฟ
ร้อยละ 24   ประเทศคู่แข่งที่สำคัญ คือ เวียดนาม และอินโดนีเซีย   ส่วนประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา อิตาลี ลาว  และมาเลเซีย ปริมาณ
ผลผลิตรวมของไทย   ประมาณ 50,000 ตัน   มีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้นประมาณ 4 แสนไร่    และต้องมีการนำเข้ากาแฟทั้งในลักษณะของเมล็ดและกาแฟ
สำเร็จรูปมูลค่านำเข้ากว่า 2,500 ล้านบาท

การพัฒนากาแฟในไทย  คณะอนุกรรมการพืชสวน   ภายใต้คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดยุทธ-
ศาสตร์กาแฟ ปี 2552 – 2556   โดยกำหนดเป้าหมายไว้ 3 ประการ   คือ ลดต้นทุนการผลิตกาแฟให้เท่ากับหรือมากกว่าเวียดนามไม่เกินร้อยละ 10
ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการผลิตกาแฟอาราบิก้าของเวียดนาม อยู่ที่กิโลกรัมละ 33 บาท  ในขณะที่ไทยอยู่ที่กิโลกรัมละ 39.45 บาท (สำนักงานเศรษฐกิจ
การเกษตร) เพิ่มผลผลิตสำหรับการปลูกกาแฟเป็นพืชเดี่ยวเป็น 300 กิโลกรัม/ไร่  ในปี 2556    จากเดิม 200 กิโลกัรม/ไร่ และกาแฟที่ปลูกเป็นพืช
ร่วมกับพืชอื่นเพิ่มผลผลิตจาก 143 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 18 กิโลกรัม/ไร่ และเพิ่มปริมาณแปลงกาแฟที่ได้รับการรับรองระบบการผลิต GAP ให้ได้ไม่ต่ำ
กว่าร้อยละ 50 นับว่าเป็นเป้าหมายที่ต้องใช้พลังในการผลักดันกันพอสมควร

เมื่อพิจารณาจุดอ่อนของกาแฟไทย จะเห็นว่ายังมีการใช้ปัจจัยการผลิตไม่เหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจทำให้ต้นทุนการผลิตสูง แต่ต้องทบทวน
ต้นทุนการผลิตที่แท้จริงกันใหม่  เนื่องจากการปลูกกาแฟของเกษตรกรจะปลูกในลักษณะพืชร่วมหรือพืชแซม ทำให้ปัจจัยการผลิต และแรงงานถูก
ใช้ร่วมกันทั้งพืชหลักและพืชแซม  ซึ่งอาจเป็นผลให้ต้นทุนการผลิตรวมทั้งอัตราการใช้ปัจจัยการผลิตไม่เป็นไปตามคำแนะนำ  และส่งผลกระทบต่อ
ผลผลิตที่ต่ำกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้   นอกจากนี้ยังพบว่าปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวไม่ถูกต้อง  โดยเฉพาะกาแฟอาราบิก้า มีการเก็บเมล็ดกาแฟที่สุกและ
ไม่สุกปะปนกัน หรือการตากผลกาแฟบนลานดิน ซึ่งเมล็ดกาแฟจะดูดซับกลิ่นของดินเข้าไป ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด และการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง
ตามที่กล่าวมา ทำให้ผลกาแฟมีความชื้นสูง เกิดเชื้อราได้ง่าย ส่งผลให้ผลผลิตเมล็ดกาแฟมีคุณภาพต่ำ

นอกจากนี้  กาแฟที่เกษตรกรปลูกในปัจจุบัน   ส่วนใหญ่เป็นกาแฟพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกกันมานาน ไม่มีการปรับเปลี่ยนพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพดี
กว่าและขาดการตัดแต่งกิ่งและทำสวนต้นกาแฟ เนื่องจากราคากาแฟไม่จูงใจในการลงทุน เมื่อพิจารณาถึงระบบข้อมูลการผลิตและการตลาดกาแฟ
ของไทยแล้วพบว่า   ยังขาดความเชื่อมโยงระหว่างกัน  ต่างฝ่ายต่างมีข้อมูลของตนเอง   ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง ขาดการประสานและเชื่อมโยง
ข้อมูล ส่งผลให้ในภาพรวมของประเทศแล้ว กาแฟไทยยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก

สำหรับกาแฟอาราบิก้าซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน  ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ปลูก  โดยกาแฟอาราบิก้าจะเจริญเติบโตได้ดีใน
สภาพอากาศเย็น  และเป็นพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 700 เมตรขึ้นไป ปริมาณน้ำฝนอยู่ระหว่าง 1,500 – 2,000 มิลลิเมตร/ปี และมีช่วงแล้ง
ประมาณ 2–3 เดือน ดังนั้นจึงปลูกได้เฉพาะพื้นที่สูงทางภาคเหนือ และบางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีพืชแข่งขันสูง
และบางส่วนยังเป็นเขตป่าสงวน รวมทั้งกาแฟอาราบิก้ายังมีความต้านทานต่อโรคและความทนทานต่อการผันแปรของอากาศต่ำ จึงต้องการการดูแล
เอาใจใส่มากกว่ากาแฟโรบัสต้า ส่งผลให้เกษตรกรให้ความสนใจต่อการปลูกกาแฟอาราบิก้าไม่แพร่หลายเท่าที่ควร

เรื่องราวของ “เครื่องดื่มปีศาจ” ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้  ฉบับหน้าจะพาท่านผู้อ่านไปติดตามผลงานของกรมวิชาการเกษตรในการพัฒนา
เทคโนโลยีเกี่ยวกับกาแฟและรู้จักกับการชงกาแฟแบบต่างๆ โปรดติดตาม

(ขอบคุณ : สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร / ข้อมูล)

พบกันใหม่ฉบัยหน้า……….สวัสดี
อังคณา

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : angkanas@doa.go.th

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | | แสดงความคิดเห็น

ลีลาวดีพรรณไม้งามกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองข้าม

ฉบับที่ 2   ประจำเดือน มีนาคม  พ.ศ. 2552

ผ่านทางUntitled Document.

ผลิใบ รายงาน
สุภาวดี ง้อเหรียญ

ลีลาวดี  พรรณไม้งามกับมูลค่าทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ควรมองข้าม

ลั่นทม …จำปา…ลีลาวดี แม้ชื่อเรียกจะแตกต่างกัน แต่ก็เป็นพันธุ์ไม้ประดับชนิดเดียวกันที่มีลำต้นและกิ่งก้านอ่อนช้อยสวยงาม ใบมีสีเขียว
เข้ม ดอกมีกลิ่นหอม เข้ายวนหลากสีสัน แต่ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น ลีลาวดี ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ลั่นทม ซึ่งคนโบราณมีความเชื่อว่าต้นลั่นทมเป็น
ไม้อัปมงคลไม่ควรปลูกในบ้าน เพราะจะนำความเศร้าโศก สิ่งไม่ดีทั้งหลายมาสู่ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้าน

ด้วยเพราะชื่อ ลั่นทม  ไปพ้องกับคำว่าระทม    ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ     จึงมักพบเห็นปลูกอยู่ทั่วไปตามวัดวาอาราม โรงเรียน สถานท
ี่ราชการหรือแม้แต่ในสุสาน  แต่ความเป็นจริงแล้วคำว่า ลั่นทม เป็นคำที่ผสมมาจากคำว่า ลั่น ซึ่งหมายถึง แตกหัก ละทิ้ง และคำว่า ทม หมายถึง
ความทุกข์โศก เมื่อรวมกันแล้วมีความหมายว่า การละแล้วซึ่งความเศร้าโศกแล้วมีความสุข

ด้วยชื่อที่ยังไม่มีผู้เข้าใจความหาบมากนัก  ทำให้ลั่นทมไม่เป็นที่นิยมปลูกเท่าที่ควร จึงมีผู้ตั้งชื่อให้เสียใหม่ว่า “ลีลาวดี” ซึ่งมีความเชื่อว่าชื่อ
ลีลาวดี   เป็นชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  แต่แท้จริงแล้เป็นเพียงความเข้าใจผิดจึงมีการชื้อแจงว่า ลีลาวดี
ไม่ใช่ชื่อพระราชทานแต่อย่างใด

กองบำรุงรักษาอุทยานสวนจิตรลดา ได้ยืนยันว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ไม่ได้พระราชทานนามลีลาวดี และทรง
ทักท้วงเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง ในขณะที่บางกระแสก็อ้างว่า   เป็นชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (จากบทความ
เรื่อง ดอกไม้ป่ามหาราชินี นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ 2601 ปีที่ 50 ประจำวันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2547)

แท้จริงแล้ว    เป็นชื่อที่มีผู้อื่นตั้งขึ้นกันเอง    จึงทำให้ลีลาวดีกลับมาเป็นที่นิยมชมชอบกันอีกครั้ง   เพราะลีลาวดีเป็นต้นไม้ที่มีความสวยงาม
สามารถนำมาดัดแปลงให้เป็นไม้ดอก  ไม้ประดับ ที่มีดอกหลากหลายสีได้   ซึ่งพบว่าบางต้นมีดอกถึง 3 สีในต้นเดียวกัน    ลีลาวดี ถ้าแปลตามความ
หลายแล้ว ก็คือ ต้นดอกไม้ที่มีท่วงท่าสวยงามอ่อนช้อย เป็นไม้ยืนต้นในเขตร้อนที่เห็นทั่วไป ดอกจะมีสีขาว สีแดงและสีชมพู

การขยายพันธุ์

1.  การเพาะเมล็ด จะใช้ฝักที่แก่จัดส่วนใหญ่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์  ซึ่งเมล็ดลีลาวดีงอกได้ง่าย แต่ละฝักของลีลาวดีจะได้ต้นกล้าประมาณ
50-100 ต้น สามารถเพาะในกระถางได้เลย  ข้อดีของการเพาะเมล็ดลีลาวดี คือจะได้ต้นที่กลายพันธุ์  หรือต้นลีลาวดีแคระ ด่าง  ซึ่งเป็นพันธุ์ที่แปลก
และราคาซื้อขายก็จะสูงมากด้วย

2.  การปักชำ เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการขยายพันธุ์ลีลาวดี มากที่สุด สามารถขยายพันธุ์ได้จำนวนมากกว่าวิธีอื่นๆ และเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่มี
ข้อเสียคือจะได้ลักษณะสายพันธุ์ที่เหมือนกับต้นแม่พันธุ์  และไม่มีรากแก้ว    การเพาะชำกิ่งอาจทำได้ตลอดปี    แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีควรทำในฤดูใบ
ไม้ผลิ คือช่วงก่อนฤดูฝนปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเดือนมิถุนายน

3.  การเสียบยอดพันธุ์ดี  จะใช้ในกรณีที่ได้พันธุ์ดี  แล้วนำมาเปลี่ยนยอดบนต้นตอที่เพาะกล้าไว้แล้วอาจจะเสียบข้างหรือผ่าเป็นลิ่ม   วิธีนี้
ต้องป้องกันไม่ให้น้ำเข้า ไม่เช่นนั้นแผลจะเน่า เป็นวิธีที่สามารถทำให้ในหนึ่งต้น เสียบยอดให้ได้ดอกหลายสีได้

4.  การติดตา ใช้ในกรณีที่ตามีไม่มากนัก เป็นการขยายพันธุ์แบบประหยัด กิ่งหนึ่งสามารถขยายพันธุ์ได้เป็นจำนวนมาก

5.  การผสมเกสร เนื่องจากลีลาวดีเป็นที่ผสมพันธุ์และติดฝักง่าย  ดังนั้น ในการสร้างลูกไม้ใหม่ๆ ที่มีสีสันดูแปลกตาต้องอาศัยแม่พันธุ์ที่มี
สีสันตามที่เราต้องการจากนั้นนำต้นแม่ที่คัดแล้วมาลงปลูกใกล้ๆ กัน  แล้วปล่อยให้ผสมเกสรกันติดฝักเองตามธรรมชาติ  และเมื่อฝักแก่ก็จะนำเมล็ด
ไปเพาะลงปลูกในกระถางหรือแปลงปลูกเพื่อดูดอก  ซึ่งกว่าจะรู้ว่าต้นให้ดอกและสีสันเป็นอย่างไร ก็ต้องใช้เวลานานทีเดียว

การปลูกและการดูแลรักษา

ลีลาวดี  สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่กันดารและในดินไม่อุดมสมบูรณ์มากนัก  เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดด ทนต่อความ
แห้งแล้ง ชอบความชื้นในอากาศสูงและไม่ชอบอยู่ในดินที่มีน้ำท่วมขังหรือมีการดน้ำบ่อยครั้ง การปลูกควรเน้นการระบายน้ำหรือการยกร่องในแปลง
ปลูกเป็นหลัก ดินที่เหมาะสมในการปลูกลีลาวดี ควรมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ส่วนดินเหนียวหรือดินที่มีเนื้อดินละเอียดทำให้น้ำขังได้ง่าย จะทำ
ให้รากเน่า โคนเน่าได้

ลีลาวดี  เป็นพืชที่ต้องการแสงแดดในเวลากลางวันอย่างน้อยครึ่งวัน  แต่หลายชนิดต้องการแสดงแดดเต็มวัน จึงจะเจริญเติบโตได้ดี หากไม่
ได้รับแสงแดดเต็มที่ก็จะไม่ออกดอก    แต่บางพันธุ์ก็ไม่ต้องการแสงแดดจัดในช่วงบ่าย    ยกเว้นบางชนิดที่มีดอกสีแดง    ซึ่งจะชอบการพรางแสง
มากกว่า

การปลูกในกระถาง : ลีลาวดีตอบสนองต่อวัสดุปลูกที่มีความอุดมสมบูรณ์   ระบายน้ำดี   มีอินทรียวัตถุสูง  และได้รับปุ๋ยเสริมตามความ
เหมาะสม สัดส่วนของวัสดุปลูกที่แนะนำโดยทั่วไปคือ มูลวัวที่ย่อยสลายแล้ว ใบไม้ผุ และดิน ในอัตราส่วน 2:1:1

การให้น้ำควรให้น้ำจนดินเปียกทั่วถึง  จนน้ำส่วนเกินระบายออกทางรูระบายน้ำ   แล้วปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งก่อนการให้น้ำครั้งต่อไป ซึ่งอาจ
จะเป็นอาทิตย์ละ 2 ครั้ง หรือถ้าช่วงแล้งจัด อาจให้น้ำวันเว้นวันและควรตรวจดูความชื้นของวัสดุปลูกอยู่เสมอ แต่วัสดุปลูกที่มีขนาดเล็กละเอียด เมื่อ
ถึงระยะหนึ่งจะอัดตัวแน่นทำให้รากพืชขาดออกซิเจน น้ำขังไม่สามารถระบายน้ำได้ ทำให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้

การปลูกลงดินในแปลงปลูก : ระยะปลูกในการปลูกลงในแปลงเพื่อเป็นการเก็บสะสมสายพันธุ์ดี  หรือปลูกเพื่อขุดล้อมจำหน่าย การปลูก
ลีลาวดีต้นหนึ่งต้องใช้พื้นที่ประมาณ 5 ตารางเมตร  ดินที่เหมาะสมในการปลูกลีลาวดีต้นหนึ่งต้องใช้พื้นที่ประมาณ 5 ตารางเมตร    ดินที่เหมาะสมใน
การปลูกลีลาวดีควรเป็นดินร่วนปนทราย   ดินควรมีปริมาณอินทรียวัตถุที่เหมาะสม  สามารถดูดซับความชื้นได้ ในขณะเดียวกันต้องการระบายน้ำที่ดี
ควรเป็นกรดด่างที่เหมาะสม ควรอยู่ในช่วง 6.5-7.5 แต่ถ้าดินไม่เป็นกรดหรือด่างจัดมากก็ไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลีลาวดีมากนัก

การให้น้ำควรให้น้ำแต่น้อยประมาณสัปดาห์ละครั้ง  ขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศด้วย  ถ้าอากาศร้อนแห้งแล้ง    ก็ต้องให้น้ำบ่อยกว่าปกติเพื่อ
รักษาความเขียวของใบ แต่ให้น้ำมากเกินไปก็จะมีการเจริญเติบโตทางกิ่งก้านมากและทำให้ไม่ออกดอก

การให้ปุ๋ย  : เนื่องจากต้นลีลาวดีที่สวยและมีราคาสูงนั้น   จะต้องมีฟอร์มต้นที่ดีคือมีลักษณะทรงพุ่มกลม  มีกิ่งก้านสาขาแตกออก  ดูแล้วมี
ความพอดีกับความสูงของต้น  ดังนั้นการให้ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป  จะทำให้ต้นสูงชะลูดและไม่แทงช่อดอกในเวลาอันควร  ลีลาวดีจะเจริญเติบโต
ได้ดีที่สุดในดินที่มีปุ๋ยไนโตรเจนต่ำ ฟอสฟอรัสสูงและโพแทสเซียมในปริมาณที่เพียงพอ

การที่จะเร่งการเจริญเติบโตทั้งทางลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ  คือการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน    แต่ถ้าได้รับมากเกินไปจะทำให้มีใบมาก  และไม่มีดอก ถ้า
ต้องการกระตุ้นให้ลีลาวดีมีการออกดอกดีต้องให้ปุ๋ยฟอสฟอรัส  โดยทั่วไปลีลาวดีจะแตกกิ่งก้านเมื่อมีดอก  ดังนั้นต้องให้ปุ๋ยที่ส่งเสริมการออกดอก
ซึ่งเมื่อออกดอกมากก็หมายถึงจะมีกิ่งก้านสาขามากตามมา

นอกจากนั้นยังต้องได้รับธาตุอาหารรองที่จำเป็นต่อลีลาวดี ได้แก่ แมกนีเซียม แคลเซียม และกำมะถัน  รวมทั้งธาตุอาหารจุลธาตุที่เดียงพอ
ได้แก่ ทองแดง เหล็ก สังกะสี แมงกานีส อะลูมิเนียม โมลิบดินัม โบรอน และคลอไรด์ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก  ซึ่งช่วยป้องกันอาการใบซีด

ลีลาวดีชอบดินที่เป็นกรดอ่อน  ดังนั้นปุ๋ยควรมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสในอัตราที่มากกว่า  ไนโตรเจนและโพแทสเซียม ให้ผสมในอัตราปาน
กลาง ค่าพีเอชที่เหมาะสมในการปลูกลีลาวดี ควรจะอยู่ระหว่าง 6.4 – 6.8   ซึ่งเป็นกรดเล็กน้อย     ถ้ามีกรดมากเกินไปเนื่องจากมีระดับฟอสเฟตสูง
ควรราดสารผสมของแมกนีเซียมซัลเฟต เพื่อให้ดินมีค่าเป็นกลางการขาดสารแมกนีเซียมอาจทำให้เกิดอาการใบไหม้ได้

สำหรับการปลูกลีลาวดีในกระถาง ในช่วงฤดูใบไม้ผลิประมาณต้นเดือนเมษายน     ควรจะโรยกระดูกป่น และปุ๋ยที่มีฟอสเฟตสูงทุกๆ สัปดาห์
และอีก 1 เดือนถัดมา     ให้ปุ๋ยแมงกานีสซัลเฟต    ให้ปฏิบัติตามสูตรนี้จนกระทั่งเกิดตุ่มดอกในช่วงมิถุนายน      ซึ่งในช่วงนั้นควรเปลี่ยนไปใช้สาร
โพแทสเซียมไนเตรท และลดการให้จากทุกสัปดาห์เป็นเดือนละครั้ง เพื่อการออกดอกที่ได้ผลดี จนถึงเดือนกันยายน ควรงดการให้ปุ๋ยทุกชนิด

โรคและแมลง

ปัญหาในการปลูกเลี้ยงลีลาวดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือปัญหาในเรื่องของโรคและแมลง ตามปกติลีลาวดีไม่ค่อยมีโรคและแมลงมารบกวน
แต่ปัจจุบันในบ้านเรามีการปลูกกันมากขึ้น   จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับโรคและแมลงมารบกวน   ซึ่งสามารถก่อความเสียหายให้แก่ลีลาวดีได้อย่าง
มาก ซึ่งทางสมาคมลีลาวดีของประเทศสหรัฐอเมริกาได้รวบรวมรายชื่อของโรคและแมลงที่เคยพบในอเมริกาไว้ ดังนี้

1.  หนอนเจาะลำต้น (Long Horn Borrer)
ลักษณะการทำลาย : ตัวอ่อนของหนอนชนิดนี้   จะอาศัยอยู่ในลำต้นและกัดกินต้นลีลาวดีจากภายในส่วนที่เป็นลำต้นอ่อน    ลักษณะ
ลำต้นจะเป็นรูเล็กๆ พร้อมกับขับถ่ายของเหลวเหนียวข้นสีดำไหลออกมาจากรู
วิธีแก้ไข : ตัดกิ่งที่มีลักษณะนั้นทิ้งไปให้หมดควรทำลายด้วยการเผา

2.  ไรขาว (Spidermites)
ลักษณะการทำลาย : เป็นแมลงตัวเล็กๆ ที่ดูดน้ำเลี้ยงของลำต้น ทำให้ใบกลายเป็นด่างดวงและม้วนงอข้างใต้ สามารถมองเห็นใยเล็กๆ
ได้ด้วยตาเปล่า
วิธีแก้ไข : ใช้น้ำฉีดล้างตรงบริเวณที่มีแมลงออกไป หรือใช้สารประเภทมาลาไธออน (Malathion) หรือ Orthene หรือสบู่กำจัดแมลง

3.  แมลงหวี่ขาว (Whiteflies)
ลักษณะการทำลาย : เป็นแมลงตัวเล็กๆ  มักพบเห็นบริเวณด้านหลังของใบ  แมลงนี้จะขับน้ำเหนียวๆ   ออกมาเป็นอาหารที่ทำให้เชื้อรา
เจริญเติบโตได้ดี
วิธีแก้ไข : ใช้วิธีเดียวกับไรขาว

4.  เพลี้ยไฟ (Thips)
ลักษณะการทำลาย : ดอกหยุดการเจริญเติบโต ไม่บาน ตาดอกไม่พัฒนาและหลุดร่วงภายในเวลาอันรวดเร็ว
วิธีแก้ไข : ตัดส่วนที่ถูกทำลายออกไปเผาทำลาย ควรลดการแพร่ระบาดของเพลี้ยด้วยการกำจัดมดที่อยู่ในดินบริเวณนั้น ไม่ให้พาเพลี้ย
ไฟไปยังที่อื่นๆ หรืออาจใช้มาลาไธออน (Malathion) หรือ Orthene หรือสบู่กำจัดแมลงฉีดพ่น

5.  เพลี้ยหอย (Scale)
ลักษณะการทำลาย : เป็นแมลงตัวเล็กที่มีลักษณะเหมือนขี้ผึ้งหุ้มลำต้นคอยดูดน้ำเลี้ยงของลำต้นพืช สังเกตุดูจะเห็นจุดกลมหรือรูปไข่
ขนาดเล็กบนลำต้น กิ่งอ่อนใบหรือส่วนยอด
วิธีแก้ไข : ถ้ามีจำนวนไม่มาก ให้ใช้สำลีพันไม้ชุบแอลกอฮอล์ให้ชุ่มเช็ดออก ทิ้งไป ลดการแพร่ระบาดของเพลี้ยด้วยการกำจัดมดที่อยู่
ในดินบริเวณนั้น ไม่ให้พาเพลี้ยไปยังที่อื่น

6.  เพลี้ยแป้ง (Mealy Bugs)
ลักษณะการทำลาย : เป็นแมลงตัวเล็กแต่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า มักจะปกคลุมด้วยไขแป้งสีขาวอาศัยดูดน้ำเลี้ยงของต้นลีลาวดี
หากมีจำนวนมากจะทำลายต้นพืช ทำให้อ่อนแอ และจะปล่อยน้ำเหนียวๆ ที่ขับออกมาปกคลุมใบ
วิธีแก้ไข : ถ้ามีจำนวนไม่มาก ให้ใช้สำลีพันไม้ชุบแอลกอฮอล์ให้ชุ่มเช็ดออก ทิ้งไป ลดการแพร่ระบาดของเพลี้ยด้วยการกำจัดมดที่อยู่
ในดินบริเวณนั้น ไม่ให้พาเพลี้ยไปยังที่อื่น

7.  หนอนกัดกินใบ หนอนกระทู้ผัก (Cutwormx)
ลักษณะการทำลาย : กัดกินทำลายใบและดอก
วิธีแก้ไข : ใช้สารเมธัลดีไฮด์

8.  หอยและหอยทาก (Slugs and Snails)
ลักษณะการทำลาย : กัดกินบางส่วนของต้นพืช จะเห็นทางเป็นเมือกๆ ใกล้ต้นพืช
วิธีแก้ไข : ใช้สารเมธัลดีไฮด์

9.  เชื้อราทำให้ยอดเน่า (Black Tip fungus)
ลักษณะการทำลาย : ทำให้ยอดของกิ่งเปลี่ยนเป็นสีดำ และหยุดการเจริญเติบโต
วิธีแก้ไข : ทำลายใบที่เป็นโรค ใช้สารคาร์เบนคาซิม ถ้าระบาดรุนแรงใช้ไซโปรโคนาโซล

10.  ราสนิม (Rust)
ลักษณะการทำลาย : พบเป็นผงสีส้มกระจายบนด้านหลังของใบ ทำให้ใบไหม้ เน่าและหลุดร่วงไป
วิธีแก้ไข : ใช้สารเคมี เช่น แมนโคเซป คาร์เบนคาซิม

11.  ราน้ำค้าง (Powdery Mildew)
ลักษณะการทำลาย : พบขุยสีขาวใต้ใบ
วิธีแก้ไข : ใช้สารเคมีคลอไพรีฟอส

12.  ราสีดำ (Black sooty Mold fungus)
ลักษณะการทำลาย : ราสีดำบนใบ เนื่องจากของเหลวที่ขับออกมาจากเพลี้ยหอย เพลี้ยแป้งที่มาดูดน้ำเลี้ยงจากพืช
วิธีแก้ไข : ใช้สารเคมีคลอไพรีฟอส

สำหรับวิธีที่ป้องกันที่ดีที่สุด คือ การพยายามดูแลต้นลีลาวดีให้แข็งแรงอยู่เสมอ  โดยการตัดแต่งทรงพุ่มใส่ปุ๋ย พรวนดินเป็นประจำ หาก
พบว่ามีใบที่โรคให้เก็บใบที่เป็นโรคออกให้หมด รวมทั้งใบแก่และใบร่วงตามโคนต้นทิ้ง เพื่อป้องกันการสะสมของโรคและแมลง

ข้อควรระวัง คือ ถ้าผู้ปลูกหวังผลในการขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด    การพ่นยาฆ่าแมลงเป็นประจำอาจทำให้ผึ้งหรือแมลงที่ช่วยในการ
ผสมเกสรหนีไป การผสมโดยวิธีธรรมชาติจึงต้องอาศัยกระแสลมเพียงอย่างเดียวทำให้โอกาสที่จะได้กระเปาะเมล็ดนั้นมีน้อย

ประโยชน์และคุณค่าของลีลาวดี

ลีลาวดีนอกจากจะเป็นพรรณไม้ประดับที่สวยงาม ใช้ในการจัดสวน ตกแต่งภูมิทัศน์ และเป็นพรรณไม้ที่มีราคาแล้ว ยังมีประโยชนและคุณค่า
ในด้านเป็นพืชสมุนไพรอีกด้วย โดยมีสรรพคุณทางยาในทุกส่วนของต้นลีลาวดี เช่น
ต้น : ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคไส้พิการของม้า
ใบ : นำใบแห้งชงน้ำร้อนดื่มรักษาโรคหอบหืด หรือนำใบสดลนไฟประคบร้อนแก้ปวด บวม
เปลือกราก : ใช้เป็นยารักษาโรคหนองใน ยาถ่าย แก้โรคไขข้อักเสบ ขับลม
เปลือกต้น  : นำมาต้มเป็นยาถ่าย ขับระดู  แก้ไข้  แก้โรคโกโนเรีย หรือผสมกับน้ำมันมะพร้าว – ข้าว – มันเนย  เป็นยาแก้ท้องเดิน  ยาถ่าย
ขับปัสสาวะ
ดอก : ใช้ทำธูป ใช้ผสมกับพลูเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้มาลาเรีย
เนื้อไม้ : เป็นยาแก้ไอ ยาถ่าย ขับพยาธิ
ยางจากต้น : เป็นยาถ่าย รักษาโรคไขข้ออักเสบ ใช้ผสมกับไม้จันทร์และการบูรเป็นยาแก้คัน แก้ปวดฟัน

การตลาดกับมูลค่าทางเศรษฐกิจ

หลังจากที่ ลั่นทม ได้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น ลีลาวดี ซึ่งเป็นชื่อที่เป็นสิริมงคลแล้ว  จึงมีคนหันมานิยมปลูกต้นลีลาวดีเพื่อตกแต่งสวนในบ้านกัน
มากขึ้น รวมไปถึงการนำไปประดับตกแต่งตามถนนหนทาง สวนสาธารณะ สปา รีสอร์ท โรงแรม สถานที่ราชการและเอกชนเกือบทุกแห่ง  เนื่องจาก
ลีลาวดีเป็นไม้ขนาดกลาง มีทรงต้นแตกกิ่งก้านสวยงามอ่อนช้อย เป็นพันธุ์ไม้สลัดใบในฤดูแล้งก่อนที่จะผลิดอกและผลิใบใหม่ ใบมีสีเขียวออกดอก
เป็นช่อ ขนาดของดอกก็โตพอใช้ มีหลายสีด้วยกัน และที่สำคัญมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ

อีกประการหนึ่งคือ ลีลาวดี เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว เนื่องจากทั้งต้นและกิ่งก้านมีลักษณะอวบน้ำ  จึงสามารถขึ้นในที่แห้งแล้งได้เป็นอย่างดี
การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก  การปรับปรุงพันธุ์ก็สามารถทำได้หลายวิธีทั้งการเพาะเมล็ด  การปักชำ  การทาบกิ่ง  ติดตา  หรือแม้แต่การผสมเกสร เพื่อ
ทำให้ได้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรง มีทรงพุ่มสวยงาม   ได้พันธุ์แปลกใหม่มีดอกโตหลากหลายสีสัน มีดอกหลายสีใน 1 ต้น บางต้นใน 1 ดอก อาจมีมากกว่า
1 สี มีกลิ่นหอมพิเศษเย้ายวนใจ

ที่สำคัญลีลาวดียังมีสรรพคุณทางยาใช้เป็นสมุนไพรสามารถรักษาโรคได้อย่างหลากหลายอีกด้วย   จึงเป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนทั่วไปรวม
ทั้งนักสะสมพันธุ์ลีลาวดีอีกด้วย จนทำให้เกิดกระแสลีลาวดีฟีเวอร์กันอยู่พักใหญ่  ยิ่งตามบ้านคนมีฐานะต้องมีต้นลีลาวดีปลูกประดับไว้ในสวนกันบ้าง
เพื่อบ่งบอกความมีระดับของเจ้าของบ้าน

โดยเฉพาะสวนสไตล์บาหลี  กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมาก  ตามโรงแรม รีสอร์ท สวนอาหาร และสถานบริการ   เช่น ธุรกิจสปา จะขาดไม่ได้
เลยนิยมนำดอกลีลาวดีมาประดับตกแต่ง  เพราะความสวยงามของต้นลีลาวดี และดอกที่มีสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ  เมื่อเก็บไปลอยอ่างน้ำก็มี
ความสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง สามารถสร้างบรรยากาศโรแมนติกได้มาก

มีนักจัดสวนชื่อดังหลายท่านมองว่า ลีลาวดีเป็นพรรณไม้ประดับที่น่าจะมีอนาคตไกล เนื่องจากลีลาวดี มีดีที่รูปร่าง คือมีฟอร์มที่สวยงาม ทรง
ต้นมีเสน่ห์ชวนมองส่วนดอกนั้นก็ชูช่องามตา  มีหลากหลายสีสันเป็นลูกเล่นที่ไม่ซ้ำใคร   อีกทั้งยังส่งกลิ่นหอม  แถมปลูกง่าย ขยายพันธุ์ก็ดี เมื่อไม้
ประดับอย่างลีลาวดีเป็นที่นิยมกันอย่างมากก็ทำให้มีราคาสูงตามไปด้วย   จึงทำให้มีนักจัดสวนหลายท่านทั้งรายเล็กรายใหญ่ลงทุนลงแรงปลูก  และ
เพาะพันธุ์ลีลาวดีเพื่อทำเป็นธุรกิจกันเป็นการใหญ่ อาทิ   บริษัทลีลาวดี เทรดดิ้ง จำกัด อยู่ที่ถนนศรีนครินทร์  เขตประเวศ  กรุงเทพฯ ได้เนรมิตพื้นที่
140 ไร่  ที่ ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา  สร้างลีลาวลัยรีสอร์ท    พร้อมทั้งปรับปรุงพื้นที่ว่างเปล่าบริเวณด้านหน้ารีสอร์ท จำนวน 3 ไร่
ให้เป็นศูนย์แสดงพันธุ์ลีลาวดีกว่า 500 สายพันธุ์

ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์จากในประเทศและต่างประเทศ   รวมทั้งสร้างจุดสาธิตการเพาะปลูกลีลาวดี  และจัดสัมมนาให้ความรู้ด้านวิชาการอย่าง
ต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทยังได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกลีลาวดีเพิ่มขึ้นอีก 6 โครงการ  คือ โครงการเอ็มทีซี 1 ทราเวลรีสอร์ท    โครงการเอ็มทีซี 2 หนอง
น้ำแดง   โครงการเอ็มทีซี 3 คลองเสือใหญ่   โครงการเอ็มทีซี 4  คลองเสือเล็ก   โครงการเอ็มทีซี 5 สระน้ำใส   ซึ่งทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ อ.ปากช่อง
จ. นครราชสีมา  มีพื้นที่รวมทั้งหมดกว่า 700 ไร่  และสุดท้ายโครงการเอ็มทีซี 6 หินดาด  ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 60 ไร่ ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี  ที่เปิด
ให้เข้าชมพรรณไม้ลีลาวดี และสามารถเลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านได้

สวนลีลาวดีลำปาง  ตั้งอยู่ที่ อ.แม่เมาะ และอ.เมือง จ.ลำปาง      สวนลีลาภิรมย์  ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่  บนถนนบางขุนเทียนชายทะเล
กรุงเทพฯ มีสายพันธุ์ลีลาวดีมากกว่า 200-300 สายพันธุ์  และสวนเกษตรศิลป์  ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 17 ไร่ ที่อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์  มีสายพันธุ์ลีลาวดี
มากกว่า 200 สายพันธุ์  มีทั้งสายพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศและสายพันธุ์ที่ผสมขึ้นเอง   นอกจากเจ้าของสวนรายใหญ่ๆ  เหล่านี้แล้วยังมีเจ้าของ
สวนรายย่อยอีกเป็นจำนวนมากที่หันมาปลูกและเพาะพันธุ์ลีลาวดีเพื่อเป็นการค้ากันมากขึ้น

ด้านการตลาด  กล่าวกันว่า ลักษณะลีลาวดีสวยเป็นที่ต้องการของตลาด  คือต้นใหญ่ทรงพุ่มสวย  กลีบหนา  ดอกใหญ่  ฟอร์มดอกสวยสีจัด
ใช้ได้ บานทน ช่อใหญ่ ถ้าให้ดีก้านชูช่อ ต้องยื่นยาวออกจากปลายยอด ดอกมีกลิ่นหอม  และที่สำคัญถ้าได้พันธุ์ที่มีสีสันแปลกตา จะเป็นที่ต้องการ
ของตลาดมาก สำหรับราคาของลีลาวดี  โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับสายพันธุ์รูปทรงความสวยงามของลำต้น  โดยราคาเริ่มต้นที่ 500 บาท   ไปจนถึงสูดสุด
หลายหมื่นบาท  เช่นต้นอายุประมาณ 2 เดือนขึ้นไป  ราคาประมาณ 500 บาท     ถ้าเป็นต้นอายุ 1 ปี ขนาดลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร ราคาประมาณ
1,000 – 1,500 บาท ต้นอายุประมาณ 1-2 ปี  ต้นขนาดกลาง ราคาประมาณ 5,000 บาท หรือต้นอายุประมาณ 10 ปีขึ้นไป  ราคาอยู่ที่หลักหมื่นบาท

สายพันธุ์ลีลาวดีที่นิยมมาก ได้แก่ ขาวพวง  ส้มกาฬสินธุ์  แดงสยาม  แดงอุดร   ยิ่งถ้าต้นไหนออกช่อดอกแล้ว  จะยิ่งได้รับความสนใจมาก
กล้าพันธุ์ลีลาวดีที่ซื้อขายกันในตลาดปัจจุบันราคาขึ้นอยู่กับสายพันธุ์  ความสูง  และขนาดของกิ่ง     โดยเฉพาะพันธุ์ขาวพวง ยังคงเป็นที่นิยมอย่าง
ต่อเนื่องมาจากแวดวงสปา บางต้นราคาเหยียบแสนก็มี พันธุ์สีแดงที่เรียกว่า พันธุ์แดงสยาม ราคาอยู่ที่  7,000 บาทต่อต้น  ส่วนสีของลีลาวดีที่ตลาด
กำลังต้องการในขณะนี้คือ สีม่วง  มีราคาแพงที่สุด   ถ้าคิดเป็นกิ่งขายกันกิ่งละประมาณ 4,000 บาท     หากเป็นต้นราคาอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท
ขณะนี้ตลาดกำลังต้องการดอกลีลาวดีแฟนซี  คือมีหลายสีในต้นเดียวกัน   หากเป็นชนิดพันธุ์ดอกสีดำแล้วราคาจะสูงนับล้านบาทเลยทีเดียว และยัง
หาได้ยากอีกด้วย

ปัจจุบันประเทศไทย มีการแข่งขันของตลาดลีลาวดีกันมาก    มีการปลูกและพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ   ให้ได้ต้นที่สวยงาม  ดูแปลกตา  มีสีสัน
สวยงามเป็นที่ต้องการของตลาดทำให้การนำเข้าลดลงไปมาก       ส่วนสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน  คือ เพชรชมพู ร.5 สี   ที่มีการพัฒนา
สายพันธุ์ขึ้นมา ได้แก่ สีขาว ชมพู เหลือง แดง ม่วง

ลักษณะของดอกแต่ละพันธุ์เริ่มแตกต่างกันออกไป   เช่นเดียวกับกลิ่นซึ่งแต่ละพันธุ์ก็จะมีกลิ่นไม่เหมือนกัน    นอกจากนี้ยังมีการเพาะพันธุ์
ลีลาวดส่งออกไปขายยังต่างประเทศอีกด้วย อาทิ บริษัท ลีลาวดี เทรดดิ้ง  จะตัดกิ่งลีลาวดีจำหน่ายในช่วงกุมภาพันธ์ – กันยายน ของทุกปี   ซึ่งแต่
ละสายพันธุ์จะตัดได้ไม่เท่ากัน    เช่น พันธุ์แดงกำมะหยี่    บริษัทสามารถตัดขายได้ประมาณ 5,000 กิ่งต่อฤดูกาล  ราคากิ่งละ 300 บาท (1 กิ่งยาว
30 เซนติเมตร)

ในส่วนที่ตัดขายยังต่างประเทศนั้นจะนำกิ่งไปชุบแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคแล้วห่ออย่างดี จากนั้นส่งไปตรวจที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อ
ขอใบรับรองตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร    สำหรับตลาดต่างประเทศมีออร์เดอร์ประจำที่สหรัฐอเมริกา  และโซนยุโรป      สำหรับสวนของ
ลุงนัส ลีลาวดี  มีพื้นที่ปลูกลีลาวดี 15 ไร่เศษ   มีลีลาวดีชนิดต่างๆ กว่า 50 ชนิด   ถ้านับเป็นต้นก็มากกว่า 17,000 ต้น ในแต่ละวันจะสามารถขายกิ่ง
พันธุ์ลีลาวดีได้ประมาณ 7,000 – 8,000 บาท  ถ้าเป็นวันเสาร์และอาทิตย์จะขายได้สูงถึงวันละ 2 – 3 หมื่นบาท  บางวันเคยขายได้สูงถึง 4 หมื่นบาท
เลยทีเดียว  นอกจากจะขายภายในประเทศแล้ว ยังมีตลาดต่างประเทศเข้ามา เช่น เนเธอร์แลนด์  มีลูกค้าสั่งนำเข้าพันธุ์แดงอุดรเป็นจำนวนมาก

จากกระแสลีลาวดีฟีเวอร์ที่ทั้งนักธุรกิจ  และเกษตรกรได้หันมาสนใจปลูกลีลาวดีเป็นพรรณไม้เศรษฐกิจกัน  ในขณะนี้ลีลาวดีกลับมาซบเซา
เพราะตลาดเริ่มอิ่มตัวบ้างแล้ว แต่ลีลาวดีเป็นไม้ที่ไม่มีวันตาย แม้ราคาจะตกลงไปบ้างก็ยังเป็นที่นิยมอยู่มาก เพราะความสวยงามของทรงต้น ดอกที่
มีหลากหลายสีสัน มีกลิ่นหอมเย้ายวนใจ  ปลูกง่าย  โตเร็ว   หากสามารถปรับปรุงพันธุ์ให้มีสีสันแปลกตามีหลายสีในต้นเดียวกัน หรือหลายสีในดอก
เดียวกันได้ จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นอย่างแน่นอน จึงเชื่อได้ว่าอีกไม่นานกระแสลีลาวดีจะกลับมาอีกครั้ง และยังคงเป็นพรรณไม้ที่มีมูลค่า
ทางเศรษฐกิจที่ไม่ควรมองข้าม

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | | แสดงความคิดเห็น

กรมวิชาการเกษตรเปิดตัวอ้อยพันธุ์ใหม่ “อู่ทอง 8”

ฉบับที่ 2   ประจำเดือน มีนาคม  พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ จากโต๊ะบอกอ
บรรณาธิการ

กรมวิชาการเกษตรเปิดตัวอ้อยพันธุ์ใหม่ “อู่ทอง 8”

ในช่วงที่ผ่านมา   ผลิใบได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงาน “วันนัดพบชาวไร่อ้อย”   ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี สำนักวิจัยและ
พัฒนาการเกษตรเขตที่ 5  จังหวัดชัยนาท  ผลิใบฉบับนี้จึงนำเอาความรู้เกี่ยวกับอ้อยพันธุ์ใหม่ของกรมวิชาการเกษตรมาให้ผู้อ่านได้รู้จัก และขณะนี้
กำลังแนะนำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยปลูกด้วยเช่นเดียวกัน

พันธุ์อ้อยใหม่ที่ว่านี้คือพันธุ์อู่ทอง 8  ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้รับรองพันธุ์ไปเมื่อเร็วๆ นี้  โดยอ้อยพันธุ์นี้มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตในเขต
ชลประทาน 17.23 ตัน/ไร่  ในเขตใช้น้ำฝน 12.11 ตัน/ไร่ ให้ความหวานในเขตชลประทาน 15.11 ซี.ซี.เอส  ในเขตใช้น้ำฝน 13.53 ซี.ซี.เอส   การ
แตกกอปานกลาง (4-5 ลำ/กอ) การเจริญเติบโตปานกลาง ไว้ตอดี มีความอ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง ต้านทานโรคแส้ดำปานกลาง  ดินที่เหมาะสม
ในการปลูกคือ ดินร่วนเหนียว

ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรมีความพร้อมในการจัดเตรียมอ้อยพันธ์อู่ทอง 8  ให้กับเกษตรกรผู้สนใจได้นำไปเพาะปลูกในฤดูกาลเพาะปลูกที่จะ
ถึงนี้   หากเกษตรกรท่านใดมีความสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี  ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าของผลงานการ
ปรับปรุงอ้อยพันธุ์นี้

จากการที่กรมวิชาการเกษตรได้รับรองพันธุ์และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอ้อยพันธุ์อู่ทอง 8 นี้ เนื่องจากบทบาทหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร
ประการหนึ่งคือ การศึกษา วิจัยและพัฒนาพืชให้มีความเหมาะสมกับการปลูกในแต่ละพื้นที่

ประการสำคัญมุ่งหวังให้เกษตรกรปลูกอ้อย เพื่อลดต้นทุนการผลิต    ผลิตอ้อยอย่างปลอดภัยโดยการใช้พันธุ์อ้อยที่ปราศจากโรคและแมลง  เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตให้แก่เกษตรกร  โดยเฉพาะการพัฒนาการปลูกอ้อย      ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต
ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศด้วย

สิ่งต่างๆ เหล่านี้    ถือว่าเป็นองค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไปพัฒนาอาชีพได้อย่างยั่งยืน    อันจะส่งผลให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรจะสนับสนุนองค์ความรู้ใหม่ๆ ในด้านต่างๆ ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

สำหรับท่านที่สนใจ อ้อยพันธุ์อู่ทอง 8 นี้      ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี           จะนำมาแสดงให้ท่านได้ชมและสัมผัสในงาน
“มหัศจรรย์เทคโนโลยี 36 ปี กรมวิชาการเกษตร”      ณ ศูนย์การแสดงนิทรรศการอิมแพค    เมืองทองธานี  อาคาร 5 – 6  อ.ปากเกร็ด  จ. นนทบุรี
ระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2552 นี้

พบกันใหม่ฉบับหน้า
บรรณาธิการ
E-mail : pannee@doa.go.th

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | , | แสดงความคิดเห็น

โฮยา… หัวใจสีเขียว ของชำร่วยแต่งงาน

ฉบับที่ 1   ประจำเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ ขยายผล
สายชล  แสงแก้ว

โฮยา… หัวใจสีเขียว ของชำร่วยแต่งงาน

“งานแต่งงาน” พิธีมงคลที่หลายคนอยากจะเป็นของตนเอง (หรือเปล่า) เพราะนั่นเป็นการแสดงให้สังคมรับทราบว่า คนสองคนที่มีความรัก
ความผูกพันกัน  ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามแล้ว ในงานที่เป็นมงคล  และน่าจดจำนี้ก็จะมีของที่ระลึก หรือ
ของชำร่วยให้กับแขกผู้มาร่วมงาน     เพื่อเป็นการขอบคุณไปในเวลาเดียวกันด้วย  โดยส่วนใหญ่ขะงชำร่วยจะนิยมใช้สิ่งที่ของที่มีชื่อเป็นมงคล หรือ
สิ่งของที่อยู่เป็นคู่ๆ   เพื่อแสดงถึงชีวิตคู่ที่ยั่งยืนยาวนาน  ความมั่งคั่งของฐานะครอบครัว  เช่น ถุงเงินถุงทอง  ตะเกียบ  ช้อนทอง  กระเป๋าใส่เหรียญ
เครื่องหอม เป็นต้น

ในปัจจุบัน ของชำร่วยที่ใช้ในงานแต่งงาน มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างนอกจากความเป็นมงคลแล้ว  ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยประโยชน์ใช้สอย และ
เข้ากับกระแสรักษาสิ่งแวดล้อม “ต้นไม้” คือหนึ่งในของชำร่วยที่มีคุณสมบัติดังที่กล่าวมาแล้ว ต้นไม้ที่นิยมใช้เป็นของชำร่วยในงานแต่งงานนั้นมักจะ
เป็นไม้กระถาง (Pot plant) ที่มีชื่อเป็นมงคล เช่นรูปหัวใจ และมีขนาดไม่ใหญ่โตเกินกว่าที่แขกจะถือกลับบ้านไปได้

ต้นไม้ที่มีใบคล้ายรูปหัวใจ เป็นสัญลักษณ์ของความรักและมีความเหมาะสมกับงาน คือ “โฮยาใบหัวใจ” อีกทั้งเป็นหัวใจสีเขียวเข้ากับกระแส
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  บ่งบอกว่าผู้ให้เป็นคนรักสิ่งแวดล้อม  อีกทั้งยังได้ประโยชน์ทางอ้อมในการเพิ่มความเขียวให้โลกใบนี้ด้วยสองมือของผู้ที่ได้รับ
ต้นไม้ใบรูปหัวใจไปปลูกต่อจากไม้กระถางที่ปลูกประดับบ้าน ประดับโต๊ะทำงาน   เมื่อเข้าสู่ธุรกิจแต่งงานความสำคัญของไม้กระถางเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้น
ตามมูลค่าที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน  ดังนั้นการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จึงเพิ่มมากขึ้นด้วย  เมื่อเล็งเห็นความสำคัญและมูลค่าที่ใหญ่เกินตัวของต้นไม้เล็กๆ  เหล่านี้แล้ว  เราน่าจะมาทำความรู้จักกับโฮยาใบหัวใจให้มากขึ้น
กว่านี้ดีกว่า “โฮยา” (Hoya หรือ Wax Plant) มีชื่อแบบไทยๆ ว่า “นมตำเลีย” เป็นไม้ในวงศ์ Asclepiadaceae สกุล Hoyaกระจายพันธุ์อยู่ในเขตร้อน
ของทวีปเอเชีย ออสเตรเลีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นไม้เถาหรือไม้เลื้อย

ทุกส่วนมียางขาวๆ คล้ายน้ำนม  ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “นมตำเลีย” นั่นเอง โฮยาจะออกดอกเป็นช่อ และใน 1 ช่อประกอบด้วยดอกเล็กๆ หลาย
ดอก ตรงกลางดอกจะมีส่วนที่เรียกว่า “มงกุฎ” ขนาดดอกต่างกันไปตามสายพันธุ์ มีตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็กมากๆ ดอกมีหลายสีแล้วแต่พันธุ์
บางชนิดให้ดอกตลอดปี  บางชนิดให้ดอกปีละครั้ง  ดอกมีกลิ่นหอมแตกต่างกันออกไป  บางชนิดมีกลิ่นเหม็น ดอกจะเกิดที่ช่อเดิม และเป็นไม้ที่ชอบ
แสงแดดรำไร

ความเป็นไปเป็นมาของต้นโฮยา แบบย่อยๆ ว่ากันว่า ในปี ค.ศ. 1800 โธมัส ฮอย คนสวนของท่านดยุคแห่งนอร์ธทัม เบอร์แลนด์ (Northum berland) ประเทศอังกฤษ  ท่านชอบสะสมต้นไม้ และมีชื่อเสียงในด้านนี้มาก   เดินทางมาท่องเที่ยวในทวีปเอเชียบ่อยครั้ง   และส่งต้นไม้ที่น่าสนใจ
กลับไปประเทศอังกฤษ ท่านจะดูแลต้นไม้เหล่านั้นเป็นอย่างดี

หนึ่งในบรรดาต้นไม้เหล่านั้น มีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เจริญเติบโตดี ออกดอกสวยงาม เป็นที่ชื้นชอบของชาวอังกฤษ ในความอ่อนช้อย ทั้งก้าน ใบ ลำต้นที่เลื้อยแลดูอ่อนหวาน ทรงดอกที่แปลกตา ผิวมันวาว (ที่มาของชื้อ Wax Plant) และบางชนิดมีกลิ่นหอมตรึงใจ ในสมัยนั้นท่านดยุคและโธมัส ฮอย ไม่ได้ตั้งชื่อให้ต้นไม้ชนิดนี้ แต่ในการนำต้นไม้เข้าประเทศจะต้องมีชื่อและสายพันธุ์เพื่อการจัดลำดับ

โรเบิร์ต  บราวน์   เรียกชื่อต้นไม้เหล่านี้ว่า Hoya    ซึ่งมาจากชื้อของ โธมัส ฮอย (Thomas Hoy)  ผู้เพาะเลี้ยงต้นไม้นี้จนประสบความสำเร็จ
นั่นเอง

ไม้ในกลุ่มนี้มีมากกว่า 200 ชนิด พบในประเทศไทยประมาณ 40 ชนิด และในจำนวนนี้เองมีโฮยาอยู่หนึ่งชนิดที่รูปร่างลักษณะของใบละม้าย
คล้ายคลึงกับรูปหัวใจ  มองดูโดดเด่นสะดุดตาน่าสนใจ คือ “โฮยาใบหัวใจ”

“โฮยาใบหัวใจ” (Heart Leaf Hoya) หรือที่รู้จักกันดีในอีกหลายชื่อได้แก่ โฮยาหวานใจ (Sweetheart Hoya) โฮยาวาเลนไทน์ (Valentines
Hoya) ต้าง และด้าง (อุบลราชธานี)  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hoya kerrii Craib  ถิ่นกำเนิดอยู่แถบอินโดจีน (ประเทศไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และ
เกาะสุมาตรา) ตัวอย่างชิ้นแรกที่ใช้ตั้งชื่อชนิดนี้ถูกเก็บจากดอยสุเทพ โดย ดร.เคอร์

โฮยาใบหัวใจ  พบตามป่าดิบแล้วทั่วทุกภาคของประเทศไทย ยกเว้นภาคใต้ เป็นไม้เถาอิงอาศัย มีน้ำยางขาว ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียว ออกตรง
ข้ามกันเป็นคู่ๆ มีลักษณะอวบหนา โคนใบสอบหรือมน ปลายใบเว้าตื้นคล้ายกับรูปหัวใจ ช่อดอกเกิดตามข้อใบ ออกเป็นช่อรูปครึ่งวงกลม

ก้านดอกย่อย เรียงเป็นซี่ร่ม มี 10-20 ดอกต่อช่อ   ดอกมีขนาดประมาณ 0.8 เซนติเมตร  กลีบดอกมีสีขาวครีมแกมม่วง  มีขนฟูเป็นกำมะหยี่
โคนกลีบดอกเชื่อมกัน  ปลายกลีบดอกแหลมแยกเป็น 5 กลีบ  มงกุฎสีชมพูถึงสีม่วงเข้ม  เมื่อดอกบานกลีบดอกจะพลิกกลับไปด้านหลัง ชาวบ้านใน
สมัยก่อนใช้ประโยชน์โดยนำลำต้นไปตากแดดจนแห้ง แล้วใช้จุดเช่นเดียวกับเทียน

โฮยาใบหัวใจ ที่ปลูกและเพาะพันธุ์จำหน่ายมีด้วยกันทั้งหมด 3 พันธุ์ คือ พันธุ์ใบเขียวสนิท พันธุ์ใบด่างหินอ่อน และพันธุ์ใบด่างขาว โดยส่วน
ใหญ่แล้วการขยายพันธุ์จะใช้วิธีการปักชำ ราคาจำหน่ายอยู่ระหว่าง 40-80 บาท แล้วแต่ขนาดต้น

สำหรับการผลิตเป็นของชำร่วย ก็จะมีการปรับปรุงรูปลักษณ์ของกระถาง หรือภาชนะบรรจุให้มีความเหมาะสมกับวาระ  ราคาจำหน่ายก็จะแตก
ต่างกันไปตามรูปแบบของผลิตภัณฑ์ในการจำหน่ายหน้าเว็บไซต์ มีตั้งแต่ราคา 15-100 บาทต่อชิ้น

ในแวดวงผู้รักต้นไม้  จะมีพลพรรคคนรักโฮยาอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเลย เรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของต้นโฮยาก็ว่าได้ ดังนั้นการสืบค้นข้อมูล
ของผู้สนใจจึงทำได้ไม่ยากนัก   หากท่านเป็นหนึ่งที่จะเข้าร่วมเป็นพลพรรคคนรักโฮยาอีกคน  หรือเพียงสนใจอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม  ก็เพียงแต่ปลีก
เวลาเข้าไปท่องป่าอินเทอร์เน็ตสักเล็กน้อย ก็ไม่น่าทำให้ท่านผิดหวัง

สำหรับหัวใจสีเขียวใบเล็กๆ ที่นำมาเสนอ  ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับท่านที่คิดว่าชีวิตโสดจะยุติลง (ไปใช้ชีวิตคู่) ในช่วงหนาวนี้หรือ
หนาวไหนๆ แต่ยังหาของชำร่วยที่โดนใจไม่ได้เสียที “โฮยาใบหัวใจ” อาจเป็นคำตอบที่ลงตัวสำหรับคุณก็ได้

สุดท้ายมีบทกลอนของ Mr. Caudwx  ข้อมูลและภาพสวยๆ ของคุณ Montela_Hoya     ที่ได้จาก http://topicstock.pantip.com/jatujak/
topicstock/2006/04/J4255979/J4255979.html
ของพลพรรคคนรักโฮยาทั้งหลายมาฝาก  อ่านแล้วอาจทำให้มีคนรักโฮยามากขึ้นอีกคน  หรือทำ
ให้ใครหลายคนตัดสินใจเลือกของชำร่วยได้ในเหมันต์ฤดูที่กำลังจะมาถึงนี้ก็เป็นได้

“โอ้ดอกต้างกางกลีบมงกุฎแก้ว                        ระย้าแพรวระยับภู่มาสู่สม
หยาดน้ำหวานปานจะเชิญทั้งโลกชม                  ย้อมชโลมดุจดวงใจได้คู่เชย
แม้เจ้าเป็นเพียงเถาวัลย์พรรณพฤกษา                ไยข้าหลงเสน่หาโปรดเฉลย
มีเจ้าอยู่เป็นคู่ชมไม่ห่างเลย                             ก็เหมือนเอ่ยคำรักมาปักทรวง…”

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มีนาคม 22, 2010 แสดงความเห็นโดย | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | | แสดงความคิดเห็น