ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

หวั่น ‘พลับพลึงธาร’ สูญพันธุ์ กุมภาพันธ์ 24, 2010

หวั่น ‘พลับพลึงธาร’ สูญพันธุ์

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > นานาสารพัน > หวั่น ‘พลับพลึงธาร’ สูญพันธุ์.

 

ผ้าทอลายกะเหรี่ยง ความงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ผ้าทอลายกะเหรี่ยง ความงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > นานาสารพัน > ผ้าทอลายกะเหรี่ยง ความงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว.

 

‘ลำไยนอกฤดู’ ทางเลือกหนึ่ง

‘ลำไยนอกฤดู’ ทางเลือกหนึ่ง

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > นานาสารพัน > ‘ลำไยนอกฤดู’ ทางเลือกหนึ่ง.

 

พัฒนาผงสมุนไพรอบตัว

พัฒนาผงสมุนไพรอบตัว

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > นานาสารพัน > พัฒนาผงสมุนไพรอบตัว.

 

เกษตรกรระวังปุ๋ยปลอม

เกษตรกรระวังปุ๋ยปลอม

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ริมไร่ปลายนา > เกษตรกรระวังปุ๋ยปลอม.

จากปัญหาความเสื่อมโทรม ของทรัพยากรดินในประเทศไทย ได้ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีเป็นจำนวนมาก ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นจาก 3.59 ล้านตัน มูลค่ากว่า 35,944 ล้านบาท ในปี 2548 และเพิ่มขึ้นเป็น 4.03 ล้านตัน มูลค่า 79,743 ล้านบาทในปี 2551

ล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด จัดทำ “โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยที่ได้คุณภาพมาตรฐานในสถาบันเกษตรกร” ขึ้น โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างกันนั้น ความคืบหน้าในการดำเนินโครงการฯ  จากการที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่เพื่อออกไปตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยในพื้นที่ บางแห่งของประเทศ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจากการเก็บตัวอย่าง 3,535 สหกรณ์ทั่วประเทศ โดยนำตัวอย่างมาตรวจสอบจำนวน 207 ตัวอย่าง ทั้งปุ๋ยเคมี และ ปุ๋ยอินทรีย์พบว่า  ปุ๋ยเคมีจากตัวอย่าง 180 ตัวอย่าง ผ่านมาตรฐานเพียง 104 ตัว อย่าง และไม่ผ่านมาตรฐานถึง 76 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ที่ไม่ได้มาตรฐาน สำหรับปุ๋ยอินทรีย์จาก 27 ตัวอย่าง พบว่าไม่ผ่านมาตรฐานทั้งหมดหรือคิดเป็นร้อยละร้อยที่ไม่ได้มาตรฐาน และที่ผ่านมามีการลักลอบจำหน่ายปุ๋ยที่ไม่ได้มาตรฐานทั่วทุกภาคของประเทศ โดยในปี 2551 ที่ผ่านมามีการดำเนินคดีไปแล้วกว่า 150 คดี

“เป็นห่วงสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่จำหน่ายและใช้ปุ๋ยที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐาน  ซึ่งขณะนี้มีปุ๋ยปลอมระบาดอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งออกตรวจสอบเก็บตัวอย่างปุ๋ยทั่วประเทศมา วิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเนื่องจากการจำหน่ายปุ๋ยในสหกรณ์ในช่วงที่ผ่านมาที่มีมูลค่าการ จำหน่ายมากถึง 18,348 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นผลให้เกิดการลักลอบผลิตปุ๋ยปลอม มากยิ่งขึ้น  เกี่ยวกับเรื่องนี้อยากให้กรรมการสหกรณ์อย่าเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน ควรมองถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยภาพรวม เพราะมีความสำคัญต่อระบบสหกรณ์ไม่น้อย” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าว

นายฉกรรจ์ เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า จากนี้ไปสหกรณ์ทุกแห่งทั่วประเทศจะต้องจำหน่ายปุ๋ยและผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มี คุณภาพ โดยต้องมีหนังสือรับรองจากห้องปฏิบัติการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น  หากพบว่ากระทำผิดนอกจากสั่งห้ามจำหน่ายแล้วจะถูกดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดใน ข้อหา “ขายปุ๋ยเคมีปลอม ขายปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐาน ขายปุ๋ยที่ต้องจดทะเบียนแต่ไม่ได้จดทะเบียนไว้” ทันที

ซึ่งการใช้ปุ๋ยราคาแพงของเกษตรกรนับเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต ดังนั้นเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพมาตรฐาน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะให้สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ที่มีการผลิตและจำหน่าย ปุ๋ย ส่งปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยประเภทอื่นเข้ารับการตรวจสอบคุณภาพกับบริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนทางกรมวิชาการเกษตรจะช่วยสนับสนุนด้านวิชาการ และจัดเก็บตัวอย่างปุ๋ยที่นำเข้ามาจำหน่ายในสหกรณ์ เพื่อให้บริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด นำไปตรวจวิเคราะห์คุณภาพและออกใบรับรองคุณภาพปุ๋ยให้แก่สหกรณ์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรซื้อปุ๋ยไปจากสหกรณ์ได้ใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพมาตรฐานต่อไป.

 

ลุ่มน้ำหวยฝาง จ.อุตรดิตถ์

ลุ่มน้ำหวยฝาง จ.อุตรดิตถ์

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ริมไร่ปลายนา > ลุ่มน้ำหวยฝาง จ.อุตรดิตถ์.

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 22-23 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ที่  ผ่านมาได้เกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติร้ายแรง เกิดอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ท้องที่ อำเภอลับแล อำเภอท่าปลา อำเภอพิชัย และอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรจำนวนมหาศาล รวมถึงความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการ สถานที่ราชการ วัด สถานศึกษา คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 2,000 ล้านบาท

ราษฎรประสบภัย 127,283 คน 36,611 ครัวเรือน เสียชีวิต 75 คน สูญหาย 28 คน บาดเจ็บ 1,345 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 567 หลัง เสียหายบางส่วน 6,193 หลัง พื้นที่เกษตรกรรมเสียหาย ประมาณ 211,906 ไร่ และต่อมาได้เกิดอุทกภัยต่อเนื่องอีก 3 ครั้ง ในช่วง วันที่ 31 สิงหาคม-1 กันยายน, 20-25 กันยายน และช่วง 6-10 ตุลาคม 2549 มีผู้เสียชีวิต 1 ราย พื้นที่เกษตรกรรมเสียหาย ประมาณ 41,112 ไร่ คิดเป็นค่าเสียหายประมาณ 112 ล้านบาท

จากการสำรวจ สภาพพื้นที่ภายหลังการเกิดภัยพิบัติร้ายแรงทั้ง 2 ครั้งพบว่า พื้นที่ป่าไม้ส่วนใหญ่บริเวณต้นน้ำสาขา แม่น้ำน่าน ถูกทำลาย โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณห้วยปู่เจ้า ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยช้างและห้วยปู่เจ้า ท้องที่ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล ห้วยน้ำลี ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลำน้ำน่านฝั่งขวา ท้องที่ตำบลจริม อำเภอท่าปลา ห้วยแม่เฉย ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำไคร้ ตำบลบ้านด่านนาขาม อำเภอเมือง และห้วย    ฝาง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยเกียง  พาและป่าน้ำไคร้ ตำบลขุนฝาง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ สภาพผิวหน้าดินถูกชะล้างพังทลาย (LAND SLIDE) มีลักษณะคล้ายรอยแมวข่วนเป็นทาง

นอกจากนั้นพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่อยู่อาศัยของราษฎรถูกน้ำท่วมเสียหาย ราษฎรเดือดร้อนไร้ที่อยู่อาศัย ขาดแคลนเครื่องอุปโภค บริโภค น้ำดื่ม น้ำใช้ ทรัพย์สินของทางราชการ ประชาชนเสียหายจนยากที่จะประเมินค่าได้ จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น สาเหตุสำคัญเกิดจาก ปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติ ประกอบกับปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้และปัญหาการใช้ประโยชน์ ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำไม่เหมาะสมตามชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ จึงทำให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงดังกล่าวขึ้น

นายเฉลิมเกียรติ  แสนวิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรในระยะยาว จึงควรมีการฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญอย่างเร่งด่วน โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ การจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้เพื่อแก้ไข ปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน การพัฒนาป่าโดยระบบฝายต้นน้ำลำธารตามภูมิปัญญาชาวบ้าน การปลูกไม้ 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง ตลอดจนส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างจิตสำนึกในความเป็นเจ้าของร่วมกัน   อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งความต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ บรรเทาปัญหาการเกิดอุทกภัยและดินถล่ม รักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ป้องกันการเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงต่าง ๆ อันจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นดีขึ้น และสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าได้อย่างยั่งยืนต่อไป

“ขณะเดียวกันทางสำนักงาน กปร. ได้ พิจารณาอนุมัติงบประมาณให้กรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานอุตรดิตถ์สำนัก   ชลประทานที่ 3 ดำเนินการปรับปรุงสภาพลำน้ำห้วยฝางให้สามารถรับน้ำระบายน้ำได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ตลอดจนเก็บกักน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรประมาณ 3,700 ไร่ ไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วงอีกทั้งป้องกันการเปลี่ยนสภาพและ ทางเดินของลำน้ำห้วยขุนฝาง โดยการขุดลอกห้วยฝางช่วง กม.12+465 ถึง กม. 21+442 ที่ตำบลขุนฝาง อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งปัจจุบันแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ กล่าว.

 

บ้านเมืองแพมตอนล่าง จ.แม่ฮ่องสอน

บ้านเมืองแพมตอนล่าง จ.แม่ฮ่องสอน

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ริมไร่ปลายนา > บ้านเมืองแพมตอนล่าง จ.แม่ฮ่องสอน.

บ้านเมืองแพมเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ที่ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนพิจารณาให้เป็นหมู่บ้านเป้าหมายในการพัฒนาตามแนวทาง พระราชดำริ เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร พื้นที่ทำกินของราษฎรในหมู่บ้านยังไม่มีเอกสารสิทธิผลผลิตทางการเกษตรต่ำ เพราะราษฎรในพื้นที่ขาดความรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรที่ถูกต้องตามหลัก วิชาการ ตลอดจนยังไม่มีการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้ราษฎรบ้านเมืองแพม ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2549 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านเมืองแพม หมู่ที่ 5 ตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ทรงรับทราบถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่และปัญหาการขาดแคลนน้ำของราษฎรในการ ทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคของบ้านเมืองแพม ในการนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นาถ  ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาหาแนวทางในการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อช่วย เหลือราษฎรบ้านเมืองแพม

นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการ กปร. เปิดเผยว่า บ้านเมืองแพม เป็นหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง ปัจจุบัน มีจำนวน 108 หลัง คาเรือน ประชากร 519 คน เป็นชาย 271 คน หญิง 248 คน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยทำการเกษตรแบบหมุนเวียน ในฤดูฝนส่วนใหญ่ปลูกข้าว ส่วนฤดูแล้งจะปลูกพืชไร่ เช่น งา กระเทียม ถั่วเหลือง ถั่วแดง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผักต่าง ๆ มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น  โค กระบือ ฯลฯ โดยแหล่งน้ำที่ใช้ มาจากน้ำแพมที่ไหลผ่านหมู่บ้าน แต่เนื่อง  จากปัจจุบันฝายประชาอาสาที่ได้ก่อสร้าง  ปิดกั้นลำน้ำแพมทั้งสองแห่ง ได้รับความ เสียหายจากอุทกภัยในปีที่ผ่านมา นอกจาก นี้พื้นที่การเกษตรของหมู่บ้านยังไม่มีระบบ ชลประทานที่มีประสิทธิภาพจึงทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและ   การอุปโภค-บริโภค ราษฎรส่วนใหญ่จึงมีฐานะยากจนและมีคุณภาพชีวิตต่ำกว่าระดับมาตรฐาน

จากพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมกันดำเนินงานสนองพระราชดำริ โดยการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และพิจารณาหาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำในเขตบ้านเมืองแพม เมื่อสำรวจและพิจารณาแล้วจึงเห็นควรให้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำในบริเวณบ้าน เมืองแพม โดยก่อสร้างฝายน้ำแพมตอนล่างพร้อมระบบ ส่งน้ำ โดยจุดที่พิจารณาก่อสร้างฝายในลำน้ำแพมในเขตบ้านเมืองแพม อยู่บริเวณตอนล่างของลุ่มน้ำ บริเวณดังกล่าวของลำน้ำแพม มีความกว้างประมาณ 20 เมตร ลึก 1.50 เมตร ท้องลำน้ำมีตะกอนทราย และมีหินเป็นก้อน ๆ ขนาดใหญ่ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี แต่จะไหลน้อยในฤดูแล้ง

สำหรับฝายประชาอาสาปิดกั้นลำน้ำแม่แพมตอนล่าง เป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็กกำแพงตั้ง ขนาดกว้างประมาณ 15 เมตร สูง 1.20 เมตร ระบบส่งน้ำตามแนวลำเหมืองดินฝั่งขวา ขนาดกว้าง 0.50 เมตร ลึก 0.60 เมตร ความยาวประมาณ 1,800 เมตร โดยบางส่วนได้มีการก่อสร้างรางส่งน้ำคอนกรีตไว้แล้ว ยาวประมาณ 500 เมตร ซึ่งจากการตรวจสอบสภาพภูมิประเทศของบริเวณที่ตั้งโครงการ พบว่าราษฎรที่อาศัยอยู่ในเขตบริเวณพื้นที่โครงการส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม โดยปลูกข้าวในช่วงฤดูฝนและพืชสวนอื่น ๆ หากมีการปลูกพืชไร่ในช่วงฤดูแล้งหลังจากที่ได้มีการดำเนินการโครงการแล้ว จะต้องส่งน้ำให้พืชได้ประมาณ 1,204 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ และความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของราษฎรบ้านเมืองแพม จำนวน 108 ครัวเรือน จะใช้น้ำประมาณ 800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน

“ในการนี้โครงการชลประทานแม่ฮ่อง สอน ได้ดำเนินการจัดหาน้ำช่วยเหลือราษฎรบ้านเมืองแพมตอนล่าง ในปีงบประมาณ 2552 ขณะนี้การก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของราษฎรบ้านเมืองแพม ประมาณ 400 ไร่และช่วยให้ราษฎรบ้านเมืองแพมมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น มีผลผลิตดีทำให้รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น และสามารถรักษาสภาพต้นน้ำลำธารให้เกิดความชุ่มชื้นแก่พื้นดินและป่าไม้ได้ อย่างยั่งยืนต่อไป” นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิ การ กปร. กล่าว.